เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

All posts tagged เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

44 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

44 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

ตลอดระยะเวลา 44 ปี ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้แก่ประชาชนทั่วไป ส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ในการรวมกลุ่ม เพื่อให้สหกรณ์เป็นองค์กรของสมาชิก ที่มีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นมาด้วยความสมัครใจภายใต้การปกครองตนเองตามระบบประชาธิปไตย ตอบสนองความต้องการที่จำเป็นในชีวิต รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมร่วมกัน โดยอยู่บนพื้นฐานแห่งความรับผิดชอบต่อตนเอง ช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง เพื่อให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญต่อระบบสหกรณ์ โดยเฉพาะนโยบายหลักของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นให้พัฒนาสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพและชีวิต การเข้าถึงแหล่งทุน รายได้สูงขึ้น ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัวสมาชิกสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ในปี 2559 กรมได้แนะนำ ส่งเสริม สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 13,522 แห่ง สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจ 5,488,202 ราย ปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้น 186,482 ล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวมทั้งสิ้น 2.159 ล้านล้านบาท ได้มุ่งทิศทางทั้งในด้านการพัฒนาความเข้มแข็ง เพิ่มความเข้มข้นด้านการกำกับ ตรวจสอบ และส่งเสริม ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ สามารถยกระดับชั้นสหกรณ์ในภาพรวม ได้ 829 สหกรณ์ พัฒนาจากชั้น 2 เป็น ชั้น 1 จำนวน 594 สหกรณ์ และพัฒนาจาก ชั้น 3 ขึ้นเป็นชั้น 2 จำนวน 235 สหกรณ์ ส่งผลให้มีการบริหารจัดการและควบคุมภายในที่ดีขึ้น มีเสถียรภาพทางการเงิน รวมทั้งได้แก้ไขข้อบกพร่องในด้านต่างๆ มากถึง 1,604 สหกรณ์ สามารถแก้ได้แล้ว 962 สหกรณ์

ในส่วนของงานขับเคลื่อนตามนโยบายนั้น ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ได้ส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ของรัฐที่จัดสรรให้มีการตั้งสหกรณ์แล้วทั้ง 7 พื้นที่ เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก 1,068 ราย

การขับเคลื่อนสหกรณ์เป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรในเขตชายแดน ดำเนินการใน 5 สหกรณ์ มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมา 5,090 ตัน มูลค่า 39.228 ล้านบาท นำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชา 3,200 ตัน มูลค่า 22.56 ล้านบาท เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

ปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตร รัฐบาลได้สนับสนุนโดยใช้แหล่งทุนจาก ธ.ก.ส. กองทุนพัฒนาสหกรณ์ และกองทุนต่างๆ รวม 20,068 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตและรักษาระดับราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ

การช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ 18 แปลง ใน 8 จังหวัด และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดเป็นเจ้าภาพด้านการตลาดทั้ง 268 แปลง เชื่อมโยงตลาดสินค้าแล้ว 237 แปลง

ด้านสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุน ระยะแรกได้ให้การสนับสนุนแก่ 20 สหกรณ์ จัดหารถเกี่ยวนวดข้าว และเครื่องสีข้าวโพด ให้บริการสมาชิกได้ 4,800 ราย พื้นที่การเกษตร 72,000 ไร่ ลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวข้าว 150 บาท ต่อไร่ ลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวข้าวโพด 200 บาท ต่อตัน สมาชิก 800 ราย ที่ร่วมโครงการลดต้นทุนได้ถึง 1,047,300 บาท

การแก้ไขปัญหาและป้องกันผลกระทบจากภัยแล้ง สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนา 264 ล้านบาท ใน 19 จังหวัด ลดภาระดอกเบี้ยสมาชิกที่ประสบภัย 6.605 ล้านบาท และให้เงินกู้อีก 118 สหกรณ์ 51.38 ล้านบาท เพื่อให้สมาชิกกู้รวม 2,620 ราย เพื่อขุดสระน้ำ 952 ราย เจาะบ่อบาดาล 1,174 ราย และพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาอีก 494 ราย พร้อมเดินหน้าขอใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 300 ล้านบาท เป็นทุนหมุนเวียนสร้างระบบน้ำในไร่นา ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน ได้ถ่ายทอดความรู้ในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ มีผู้ได้รับความรู้ 221,300 ราย และอบรมการบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็กอีก 1,000 คน มีเกษตรกรสนใจในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม 741 กลุ่ม

สร้างความร่วมมือระหว่างหอการค้าและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ 1 หอการค้า 1 สหกรณ์การเกษตร พัฒนาเพิ่มช่องทางการตลาดและจำหน่ายสินค้า พัฒนาแบรนด์ และประสิทธิภาพการผลิต เกิดความร่วมมือแล้วใน 60 จังหวัด

มีการจัดตั้งธนาคารโคนมทดแทน 3 แห่ง จำนวนสมาชิกเข้าร่วม 299 ราย ให้บริการรับฝากโคนม 611 ตัว และธนาคารข้าวใน 10 สหกรณ์ สมาชิกเข้าร่วม 697 ราย มีสมาชิกมาใช้บริการแล้ว 60 ราย มูลค่าปัจจัยการผลิตที่ให้ยืม 166,000 บาท นอกจากนี้ ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ ตามแผนที่ Agri-map ในพื้นที่ นิคมสหกรณ์ทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี นิคมสหกรณ์พิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นิคมสหกรณ์สตึก จังหวัดบุรีรัมย์ สมาชิก 140 ราย พื้นที่รวม 1,040 ไร่ เพื่อเปลี่ยนมาเลี้ยงโคขุน ไก่พื้นเมือง และปลูกพืชอาหารสัตว์ซึ่งใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกพืชเดิม

ในการก้าวสู่ปีที่ 45 กรมส่งเสริมสหกรณ์ จะดำเนินงานตามแนวคิด “Back to Members” โดยดำเนินการภายใต้กรอบ 3 ด้าน คือ การพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ การเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร และโครงการอื่นๆ สามารถบริการแก่สมาชิกได้มากยิ่งขึ้น มุ่งพัฒนาบุคลากรให้เป็น SMART Officer พัฒนาสหกรณ์ให้เป็น SMART COOP ด้วยการพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ SMART Business สู่การพัฒนาเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ขบวนการสหกรณ์ทั้งระบบ SMART Network เพื่อพัฒนาสมาชิกสหกรณ์เข้มแข็ง SMART Members

เป้าหมายสำคัญคือ พัฒนาให้สหกรณ์สามารถดูแลและบริการให้สมาชิกมีความกินดี อยู่ดี มีความสุข ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น สินค้าสหกรณ์มีมาตรฐาน “เมื่อสมาชิกเข้มแข็ง สหกรณ์จะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

นวัตกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งวันนี้นักวิจัยมีความสุขมากขึ้น เมื่อภาคเอกชนและภาครัฐร่วมกันทำงานภายใต้นโยบาย “ประชารัฐรักสามัคคีฯ” นำไอเดียของนักวิจัยมาต่อยอด โดยล่าสุดให้สนับสนุนและเปิดตัวเครื่องสีข้าว 2 แบบ คือ เครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน หรือแบบพกพา และเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน อันเป็นผลงานของ รศ.ดร. ศักดา อินทรวิชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทีมงาน ที่สามารถนำไปใช้กับร้านในชุมชนเพื่อหารายได้อีกต่อหนึ่ง นับเป็นวิธีคิดของภาครัฐและภาคเอกชนอันจะนำมาซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมของนักวิจัย

รศ.ดร. ศักดา อินทรวิชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าให้ฟังถึงแนวคิดนวัตกรรมเครื่องสีข้าวทั้ง 2 แบบ ที่นำมาสู่การต่อยอดในนโยบาย “ประชารัฐรักสามัคคีฯ” ว่า มาจาก 3 แนวคิด คือ หนึ่ง ต้องการให้เกษตรกรมีเครื่องสีข้าวไว้ใช้เอง สอง เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพให้เกษตรกร และ สาม ให้แต่ละครัวเรือนสามารถมีเครื่องสีข้าวไว้ใช้

จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำมาสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์เครื่องสีข้าวออกมา 2 แบบ คือ แบบที่ 1 เครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน เหมาะสำหรับครัวเรือนทั่วไป มีกำลังความสามารถในการสีข้าวเปลือกได้ครั้งละ 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งจะได้ปริมาณข้าวสวย 2 มื้อ โดยตั้งราคาขายเครื่องละ 20,000 บาท เท่านั้น และ แบบที่ 2 เป็นเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน สามารถสีข้าวเปลือกได้ถึง 20 กิโลกรัม ราคาขายเครื่องละ 30,000 บาท

“เครื่องสีข้าวทั้ง 2 ตัว แปลงร่างมาจากเครื่องสีข้าวครัวเรือน แต่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น โดยมีจุดเด่นเน้นให้รองรับสายพันธุ์ข้าวทุกสายพันธุ์ มีตะแกรง 3 ตะแกรง รองรับข้าวสายพันธุ์หลักในไทย ได้แก่ ข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว ซึ่งมีขนาดเม็ดข้าวใหญ่ ป้อม และเปลือกแข็ง, ข้าวขนาดมาตรฐาน อย่างข้าวหอมมะลิ จากทางภาคอีสาน และข้าวเม็ดเล็ก เปลือกบาง อย่างข้าวสังหยด โดยรูปลักษณ์ของเครื่องสีข้าวที่ได้รับการต่อยอดครั้งนี้ ได้รับทุนวิจัยจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มาดูแลเรื่องงบฯ ในการดีไซน์หน้าตาเครื่องสีข้าวให้ทันสมัย และดูแลเรื่องต้นทุนการผลิตเครื่องสีข้าวให้สามารถทำราคาได้ไม่แพง และสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับ (Premium) เพราะรูปลักษณ์เครื่องสีข้าวเหมาะไว้ประจำในครัวเรือน หรือใช้ในชุมชนก็ได้” รศ.ดร. ศักดา เล่าให้ฟังถึงนวัตกรรมเครื่องสีข้าว

ดร. ศักดา ยังเล่าอีกว่า การทำงานพัฒนานวัตกรรม “เครื่องสีข้าว” เป็นความร่วมมือจาก 3 ส่วนใหญ่ๆ เรียกว่า 3 ประสาน คือ ในฝั่งของ บมจ. ไทยเบฟฯ, ฝั่งประชารัฐรักสามัคคีฯ และฝั่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นโยบายของภาครัฐจับนวัตกรรมของนักวิจัยมาเชื่อมโยงกับเกษตรกรในระดับรายบุคคล ผ่านนวัตรกรรม “เครื่องสีข้าว” ครัวเรือนทั้ง 2 รูปแบบ

รศ.ดร. ศักดา อธิบายว่า นวัตกรรมเครื่องสีข้าวมีทั้งแบบขนาดที่เหมาะกับครัวเรือน และเหมาะกับขนาดของคอนวิเนียนสโตร์ หรือร้านค้าในชุมชน นับเป็นนวัตกรรมที่ส่งผ่านข้าวเปลือกไปยังผู้บริโภค และผู้บริโภคสามารถรับประทานข้าวสดได้ตามปริมาณที่ต้องการจากเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก

กว่าเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน หรือแบบพกพา และเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือนระดับชุมชน จะมีหน้าตากะทัดรัดอย่างที่เห็นนี้ ใช้เวลาการพัฒนาและต่อยอดมาครบ 10 ปี โดยนับถอยหลังก่อนหน้านี้เพียง 1 ปี ในช่วงกลางปี 2558 รศ.ดร. ศักดา ได้เปิดตัวผลงานวิจัยนวัตกรรมเครื่องสีข้าวชุมชน-120 รุ่นที่ 3 มีราคาเพียง 80,000 บาท ประหยัดกว่าเครื่องสีข้าวที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปถึง 100,000 บาท โดยเป็นเครื่องสีข้าว 3 in 1 สีได้ทั้งข้าวกล้อง ข้าวสารขาว และข้าวซ้อมมือ มีตัวเครื่องหนัก 350 กิโลกรัม ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร สูง 2 เมตร ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 2.2 กิโลวัตต์ 220 โวลต์ 15 แอมแปร์ สีข้าวเปลือกได้ 100 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง มีประสิทธิภาพกะเทาะข้าวเปลือก 80% ทำให้ได้ปริมาณข้าวรวม 60-65%

การวิจัยพัฒนาเครื่องสีข้าวชุมชน-120 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลือกให้เป็นเครื่องจักรกลเกษตรในโครงการเกษตรศาสตร์ เทิดพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชา โดยผลิตเครื่องสีข้าวดังกล่าวจำนวน 120 เครื่อง มอบให้กับมูลนิธิพระดาบสและชุมชนเกษตรกรนำไปใช้สีข้าวเปลือกให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยได้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากมูลนิธิสวิตา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของ รศ.ดร. ศักดา นั้น เริ่มต้นวิจัยเครื่องสีข้าวเป็นก้าวแรกอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2546 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “โครงการวิจัยพัฒนาเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก” ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่จัดตั้งโครงการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องสีข้าวที่เหมาะสม (Appropriate Rice Mill) ต่อสภาพพื้นที่และการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรไทย โดยผลงานชิ้นแรกของโครงการ คือ “ตุ๊ก ตุ๊ก สีข้าว” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ตุ๊ก ตุ๊ก สีข้าว” มีราคาจำหน่ายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อยู่ที่ 300,000 บาท เป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็กแบบเคลื่อนย้ายได้ ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ทั้งในเขตเมืองและชนบทห่างไกล โดยใช้ได้ทั้งเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 3 กำลังม้า กระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 15 แอมแปร์ หรือกับเครื่องยนต์ขนาด 5 กำลังม้า สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า

สำหรับการส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) ได้ประชุมงานเป็นครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยใช้พื้นที่ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดประชุมความคืบหน้าบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ครอบคลุมพื้นที่ระยะที่ 1 จำนวน 5 จังหวัด รวมทั้งหมด 6 วาระ ซึ่งมี พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั่งหัวโต๊ะการประชุม ในตำแหน่ง หัวหน้าทีมภาครัฐ และหัวหน้าโต๊ะจากทีมภาคเอกชน คือ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ในตำแหน่งหัวหน้าทีมภาคเอกชน โดยเรื่องเครื่องสีข้าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในวาระที่ 5 เรื่องเพื่อพิจารณา “การเชื่อมโยงผู้บริโภคกับเกษตรกร ในโครงการสีข้าว มี คุณประวิช สุขุม เลขานุการร่วมภาคเอกชน เป็นผู้ดูแลหัวข้อการพิจารณา

ในการประชุมมีเนื้อหา วัตถุประสงค์โครงการสีข้าว ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคกับเกษตรกร คือ 1. เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาวผ่านการพัฒนาเครื่องสีข้าวสำหรับผู้บริโภค (Food Service และครัวเรือน) ให้สามารถขัดสีข้าวได้ในเวลาและปริมาณที่ต้องการ 2. สร้าง supply chain ข้าวเปลือกอบแห้งเพื่อรองรับเครื่องสีข้าว 3. สร้างช่องทางการขายใหม่ให้กับชาวนา สามารถขายข้าวได้ตรงกับผู้บริโภคในราคาที่สูงขึ้น และ 4. เป้าหมายในการนำออกตลาดภายในปีนี้

ทั้ง คุณมีชัย วีระไวทยะ กรรมการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด และผู้อาวุโสในที่ประชุมดังกล่าว ได้อุดหนุนเครื่องสีข้าวสำหรับครัวเรือน จำนวน 60 เครื่อง เพื่อบริจาคให้โรงเรียนต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นการจุดประกายให้กับการเชื่อมโยงเรื่องการสีข้าวไปยังผู้บริโภคที่เป็นเยาวชน ให้เกิดการเรียนรู้และซึมซับจากนวัตกรรมของนักวิจัยไทยที่มุ่งมั่นคิดค้นมาถึง 1 ทศวรรษ

เพราะฉะนั้น จากจุดเล็กๆ ของนักวิจัยไทย นำมาสู่การพัฒนาต่อยอดให้กับนโยบายระดับประเทศ โดยเฉพาะ “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีฯ” ที่ภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมกันนำนวัตกรรม “เครื่องสีข้าว” พัฒนาชาวนา ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังอันสำคัญของประเทศไทยมาช้านาน ให้มีชีวิตที่อยู่ดี กินดี อย่างมีความสุข ทัดเทียมกับอาชีพอื่นๆ ในสังคมไทย และสิ่งที่ได้กลับคืนมาเป็นอานิสงส์ในทางอ้อม คือเยาวชนไทยจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและชาวนา ผ่านนวัตกรรม “เครื่องสีข้าว”

สานต่อ “ยโสธรโมเดล”…เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สานต่อ “ยโสธรโมเดล”…เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์

ยโสธรถือเป็นจังหวัดแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง ปัจจุบันมีการผลิตข้าวอินทรีย์ แตงโมอินทรีย์ พืชผักและสมุนไพรอินทรีย์ รวมทั้งปศุสัตว์ และสัตว์น้ำอินทรีย์ด้วยภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับจังหวัดยโสธร เพื่อร่วมขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร” หรือ “ยโสธรโมเดล”

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) ของประเทศ

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้เร่งบูรณาการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดยโสธรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด โดยมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม พร้อมส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นเมืองต้นแบบและเพิ่มปริมาณสินค้าเกษตรอินทรีย์ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)กล่าวว่าขณะนี้ มกอช.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสานต่อการพัฒนายโสธรโมเดลให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์โดยเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ให้เกษตรกรในพื้นที่ทั้งกลุ่มผู้ผลิตเดิมและกลุ่มใหม่ตั้งแต่หลักการของเกษตรอินทรีย์ การปรับเปลี่ยนพื้นที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ การจัดการผลิต จนถึงการเก็บเกี่ยว

ขณะเดียวกันยังมุ่งส่งเสริมและผลักดันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดยโสธรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นมีเป้าหมาย 60,000 ไร่จากเดิมที่มีประมาณ 40,000 ไร่ รวมเป็น 100,000 ไร่ ภายในปี 2561

นอกจากนั้น ยังสนับสนุนความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับ และมุ่งส่งเสริมการรวบรวมผลผลิตในรูปแบบกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ เบื้องต้นคาดว่า จะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 35,000 ตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ สัตว์น้ำ และไข่ไก่ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

ซึ่งคาดว่าจะมีการแปรรูปข้าวสารอินทรีย์กว่า 90% และยังมีแผนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายตลาดภายในและต่างประเทศ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดสด ตลาดโมเดิร์นเทรด และมีแผนส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและเชื่อมโยงกับตลาดออนไลน์ด้วยมีเป้าหมายเพิ่มตลาดภายในประเทศเป็น 30% และส่งออก 70%

ที่ผ่านมาได้มีการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิมในจังหวัดยโสธรจำนวน10 กลุ่ม พื้นที่ประมาณ 37,000 ไร่ และได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกร 3 กลุ่ม พื้นที่ปลูก 900 ไร่ พร้อมส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมอินทรีย์มีการให้ความรู้เพื่อพัฒนาการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า3 กลุ่ม ส่งเสริมให้นำคิวอาร์โค้ด (QR Code) ไปใช้ตรวจสอบสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเชื่อมโยงตลาดแตงโมอินทรีย์กับโมเดิร์นเทรดด้วย

ขณะเดียวกันยังได้สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ใหม่ จำนวน 89 กลุ่ม พื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ โดยประชาสัมพันธ์การทำเกษตรอินทรีย์และเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วม 9 อำเภอ และมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานแบบกลุ่ม 410 ราย จากเป้าหมายที่กำหนดไว้ 1,165 ราย และได้เตรียมขยายผลสู่นักเรียนในพื้นที่กว่า 400 คน พระสงฆ์ (เจ้าคณะอำเภอ) 100 รูป และตัวแทนกลุ่มเกษตรกรกว่า 890 คน

ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์กว่า 180 ราย

นางสาวดุจเดือนกล่าวอีกว่า ปีนี้ มกอช. ได้เร่งบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ”ยโสธรโมเดล” ไปเป็นต้นแบบพัฒนาต่อยอดและขยายผลไปสู่จังหวัดอื่นที่มีศักยภาพไม่น้อยกว่า 10จังหวัด อาทิ จังหวัดพัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เป็นต้นเพื่อเพิ่มพื้นที่และชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งได้ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศปีละไม่น้อยกว่า 10%

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ มกอช.ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ระดับภาคนำร่องที่จังหวัดพัทลุงและขอนแก่น โดยใช้แนวคิดจากยโสธรโมเดลเป็นต้นแบบการเชื่อมโยงธุรกิจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านทิศทางการผลิต ข้อมูลแนวโน้มความต้องการด้านการตลาด รวมถึงมาตรฐานสินค้าและช่องทางการจำหน่าย ระหว่างแหล่งผลิต เครือข่ายผู้ค้าและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการรับรองมาตรฐาน รองรับการขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์สามารถช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกร และทำให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ซึ่งคาดว่า ผู้ผลิต ผู้แปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์จะวางแผนการผลิตเชื่อมโยงกับแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้า และผู้ส่งออกได้ และเกิดการรวมกลุ่มวางแผนการผลิตและระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ให้เกื้อกูลกันอย่างครบวงจร และมีตลาดรองรับที่แน่นอน

ทั้งหมดนี้คาดว่า จะได้ภาคีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เชื่อมโยงกันในระดับภาคและระดับประเทศในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่นไลน์ (Application Line) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยส่งเสริมขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30%

ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 160,000 ไร่ เกษตรกรกว่า 5,000 ราย ได้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 50,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60% ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร สินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท

สำหรับสินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูงคือ ข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ผักและผลไม้อินทรีย์ อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผักสลัด แครอต กระเจี๊ยบเขียว ชา และกาแฟอินทรีย์

โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคต ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

พัฒนาที่ดิน เขต 12 พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้ทำกินอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

พัฒนาที่ดิน เขต 12 พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรม ให้ทำกินอย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าขยายผลต่อเนื่อง

ดิน เป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำเกษตรกรรม แต่จากการสำรวจ พบว่าดินที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประเทศไทยยังขาดความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะมีปัญหาของสภาพดินที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งปัญหาในภาพรวม นอกจากพบปัญหาการชะล้างพังทลายของดินแล้ว ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุ ในพื้นที่ทำการเกษตร เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 ได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนา ฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อปลูกข้าวและปาล์มน้ำมัน และสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินในการทำเกษตรกรรมอื่นๆ ได้อย่างยั่นยืน

นายปรีชา โพธิ์ปาน ผู้อำนวยการ สำงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่ของภาคใต้ขนาบด้วยทะเลทั้ง 2 ฝั่ง สภาพดินในภาคใต้ส่วนใหญ่จึงเป็นดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยซึ่งเป็นบริเวณที่เคยได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน อีกทั้งยังมีดินอินทรีย์หรือดินพรุในพื้นที่ทำการเกษตร รวมถึงปัญหาการชะล้างของดิน ทำให้เกิดดินตื้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จังหวัดสงขลา เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของดินในพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มาโดยตลอด

ที่ผ่านมาได้เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของกรมพัฒนาที่ดิน โดยยึดหลักตามแนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดินของสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 มีนโยบายที่เน้นการขยายผลแนวทางแก้ไขปัญหาตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานแนวทางไว้ เช่น

การแก้ปัญหาดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางแก้ไข ที่เรียกว่า โครงการแกล้งดิน ซึ่งดำเนินการที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองจนประสบความสำเร็จ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 จึงได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาดำเนินการแก้ไขและขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 7 จังหวัด จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

โครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงไม้ผล โดยได้สนับสนุนด้านการปรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเข้าไปสนับสนุนการขุดยกร่อง เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม จึงต้องขุดยกร่องเพื่อให้พ้นน้ำ

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัสดุปรับปรุงดินและพันธุ์พืช โดยบูรณาการร่วมกับกรมการข้าว ที่เข้ามาร่วมส่งเสริมองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าว และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปลูก

ผลจากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรสามารถกลับมาใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร และสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น จากเดิมเคยได้ 10-20 ถัง ต่อไร่ ก็เพิ่มเป็น 40-50 ถัง ต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยังชีพอยู่ได้

พร้อมกันนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 12 มีเป้าหมายที่จะขยายผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ เกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินไปสู่พื้นที่ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

“กรมพัฒนาที่ดิน มุ่งเน้นการนำผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่พี่น้องเกษตรกรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ที่ได้ดำเนินการฟื้นฟูดินเปรี้ยวจัดจนสามารถผลิตข้าวให้มีผลผลิตสูงขึ้น หรือกระทั่งตัวอย่างด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินที่มีศักยภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคง” นายปรีชา กล่าวในที่สุด

ร้านปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ อีกก้าวเพื่อการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ร้านปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ อีกก้าวเพื่อการพัฒนาเพื่อเกษตรกร

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาผลผลิตของเกษตรกร นอกจากขาดการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ แล้ว การใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพก็เป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยปลอม สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ไม่ได้คุณภาพ หรือเมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการบางรายที่ขาดความซื่อสัตย์

ดังนั้น ในฤดูการผลิต 2559/60 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตตามกฎหมาย และทำหน้าที่ในการดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตตามกฎหมายและหน้าที่ให้การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของชาติ ได้เห็นความจำเป็นในการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

เป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ในราคาที่เป็นธรรม และส่งเสริมให้ภาคเอกชนและสถาบันเกษตรกรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร และภายใต้แนวทางประชารัฐ ซึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบตราสัญลักษณ์และเปิดตลาดนัดปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ?โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร? ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 (สวพ.1-8) เร่งมอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

?โดยช่วงเปิดตัวโครงการจะมอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐให้กับร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ (Q shop) จำนวนกว่า 2,600 ร้านค้า ร้านค้าเครือข่ายสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7 สมาคม ประมาณ 500 ร้านค้า รวมถึงร้านของสหกรณ์การเกษตร และร้านสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ที่ผ่านการประเมิน? อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ซึ่งจากการให้ข้อมูลของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้ว่า ในช่วงเดือนแรกนี้คาดว่าจะมอบป้ายสัญลักษณ์ฯ ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำตราสัญลักษณ์ไปติดบนผลิตภัณฑ์ และให้ร้านจำหน่ายปัจจัยผลิตนำป้ายสัญลักษณ์ดังกล่าวไปติดตั้งในร้านให้เกษตรกรเห็นเด่นชัด เพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้ประกอบการ และให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐได้ง่ายขึ้น เพื่อรองรับฤดูกาลผลิต ปี 2559/60 นี้

ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรได้รับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ วัตถุอันตรายทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพแล้ว ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย เนื่องจากสมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร 7 สมาคม ที่เข้าร่วมโครงการได้มีเจตนารมณ์ที่จะจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพในราคายุติธรรมและถูกกว่าราคาท้องตลาด

?วันแรกที่เปิดตัวโครงการ กรมวิชาการเกษตร ได้มอบป้ายสัญลักษณ์ปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐไปแล้วกว่า 1,600 ร้านค้า อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนนี้ กรมวิชาการเกษตร ได้มีแผนเร่งตรวจประเมินร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าส่งเสริมให้เป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐไม่น้อยกว่า 20,000 ร้านค้า จากนั้นจะผลักดันและยกระดับให้เป็น ร้าน Q Shop ต่อไป? อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ สวพ. ทั้ง 8 เขต ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งยังแนะนำให้เลือกใช้ปุ๋ย วัตถุอันตรายทางการเกษตร และเมล็ดพันธุ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมทั้งใช้อย่างถูกวิธี ปลอดภัย และคุ้มค่าการลงทุน ไม่ใช้เกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนั้น กรมวิชาการเกษตร ยังเร่งประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อร่วมจัดตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ โดยเบื้องต้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเปิดตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ปทุมธานี อุทัยธานี นครราชสีมา ชัยนาท ร้อยเอ็ด และบุรีรัมย์ ซึ่งมีแผนดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตรได้สั่งการให้ทุก สวพ. ที่ดูแลพื้นที่จังหวัดดังกล่าว ให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนและเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้อและเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

?ขณะเดียวกัน ยังให้จัดแล็บ (Lab) เคลื่อนที่ เพื่อบริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพปัจจัยการผลิตที่นำเข้ามาจำหน่ายในตลาดนัดปัจจัยการผลิตคุณภาพประชารัฐ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า เกษตรกรที่เข้ามาเลือกซื้อปัจจัยการผลิตในตลาดฯ ประชารัฐ จงมั่นใจได้ว่าได้รับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพแน่นอน หากตรวจพบว่า ปัจจัยการผลิตไม่มีคุณภาพและด้อยมาตรฐาน จะไม่อนุญาตให้นำมาจำหน่ายอย่างเด็ดขาด? อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

50 ปี ปลานิล พระราชทาน สร้างอาชีพมั่นคง ที่ สหกรณ์ประมงพาน เชียงราย

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

50 ปี ปลานิล พระราชทาน สร้างอาชีพมั่นคง ที่ สหกรณ์ประมงพาน เชียงราย

พระราชกรณียกิจที่นับว่าอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยทั่วทุกภูมิภาคในทุกวันนี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการประมงคือ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลานิล ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาทิโลเปีย นิโลติกา (Tilapia Nilatica) จำนวน 50 ตัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต และได้พระราชทานชื่อปลานี้ว่า “ปลานิล” และได้พระราชทานลูกปลานิล 10,000 ตัว ให้กรมประมง กรมประมงได้ดำเนินการขยายพันธุ์และได้แจกจ่ายให้แก่ราษฎรเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงตามพระราชประสงค์

ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทยในปัจจุบัน และได้มีการพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงในรูปแบบฟาร์มที่ทันสมัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดถึงการบริหารจัดการกระบวนการผลิตและการตลาดตามรูปแบบสหกรณ์ที่ก่อเกิดความมั่นคงในอาชีพเป็นอย่างดีในทุกวันนี้ ด้วยมีการบริหารจัดการแบบรวมกลุ่ม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังเช่นที่ สหกรณ์ประมงพาน จำกัด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ที่ปัจจุบันนับเป็นสหกรณ์ประมงที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดียิ่ง

นางสาวกาญจนา คำพุฒ ประธานสหกรณ์ประมงพาน จำกัด เปิดเผยว่า “สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 2 มิถุนายน 2543 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลา จัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้แก่สมาชิก รวบรวมผลผลิตของสมาชิก รวมทั้งให้คำปรึกษาและบริการสมาชิกในด้านการเลี้ยงปลา ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 19,289,629.29 บาท สมาชิก 433 ราย

“สมาชิกแต่ละคนจะมีบ่อเลี้ยงปลา เฉลี่ยคนละ 1-2 บ่อ แต่ละบ่อใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ขณะนี้มีประมาณ

500 บ่อ ในพื้นที่ 1,200 ไร่ โดยสมาชิกมีหน้าที่เลี้ยงปลาตามแผนงานที่ทางสหกรณ์วางไว้ และรับเงินเมื่อถึงกำหนดจับปลา ส่วนการบริหารจัดการ เช่น การลงลูกปลาในบ่อ การใช้อาหาร การกำหนดเวลาจับ การลงมือจับ ตลอดจนการหาตลาด เป็นหน้าที่ของสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด”

ปัจจุบัน ปลานิล หน้าฟาร์มจะจำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 55-59 บาท ซึ่งการลงลูกปลาแต่ละครั้งจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 7 เดือน จึงจะจับเพื่อจำหน่ายได้ โดยขนาดปลา เฉลี่ยอยู่ที่ 4 ขีดขึ้นไป ถ้าหากต่ำกว่านี้จะปล่อยลงบ่อเพื่อเลี้ยงให้เติบโตจนได้ขนาดต่อไป ส่วนรายได้ของสมาชิกหลังหักต้นทุนการผลิต อาทิ ค่าอาหาร ค่าลูกปลา ค่าแรงงานแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท ต่อบ่อ ทำให้สมาชิกมีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 200,000 บาท ต่อปี ต่อจำนวน 2 บ่อ ขณะเดียวกันสมาชิกส่วนใหญ่ก็ยังทำนาปลูกข้าว และอาชีพเสริมอื่นๆ

“16 ปี ที่มีการก่อตั้งสหกรณ์ขึ้นมา สหกรณ์ประมงพาน จำกัด มีความมั่นคงและเข้มแข็ง มีเกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเห็นความมั่นคง ความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการทั้งการเพาะเลี้ยงและการตลาด สำหรับตลาดปลานิลของสหกรณ์ประมงพานในปัจจุบันจะอยู่ที่ภาคเหนือตอนบน คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน” ประธานสหกรณ์ประมงพาน จำกัด กล่าว

และในปี พ.ศ. 2559 เป็นวาระครบรอบ 50 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้

กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปขยายพันธุ์และแจกจ่ายให้เกษตรกรทำการเพาะเลี้ยง พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการด้วยระบบสหกรณ์ ยังผลให้ธุรกิจปลานิลเจริญรุกหน้า ก่อเกิดทั้งรายได้และการมีซึ่งอาหารโปรตีนสำหรับการบริโภคของราษฎรไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 200,000 ตัน ต่อปี ทำให้ปลานิลนอกจากจะเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากแล้ว ยังเป็นปลาที่ทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 2.8 แสนแห่งทั่วประเทศ

ไม่เพียงแต่การหาแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมให้ปวงชนชาวไทยเท่านั้น พระองค์ยังทรงสอนถึงวิธีการจับปลาด้วยว่า ให้จับตัวเล็ก เพื่อที่จะได้มีแม่พันธุ์ไว้ขยายต่อไป เมื่อมีข่าวว่าประชาชนประสบภัย พระองค์จะรับสั่งว่า “ที่ฉันเลี้ยงไว้ เอาไปช่วยได้ไหม” ทรงห่วงใยราษฎรอยู่เสมอ และพระองค์จะเสวยปลานิลเพื่อชิมรสชาติว่ายังคงเป็นปลานิลที่เหมือนเดิมหรือไม่ และทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาคุณภาพปลานิลที่ประชาชนจะเลี้ยงและบริโภคให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปลานิลขยายพันธุ์รวดเร็วและออกไข่จำนวนมาก ทำให้ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมีตัวเล็ก ในปี พ.ศ. 2531 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง พัฒนาสายพันธุ์ปลานิลให้มีขนาดใหญ่ แข็งแรงมากขึ้น ทำให้มีปลานิลพันธุ์จิตรลดา 1 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปลานิลทั่วไป ให้ผลผลิตและอัตราการรอดเพิ่มขึ้น ต่อมาพัฒนาเป็นปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 และปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 จากนั้นได้พระราชทานให้เกษตรกรในเวลาต่อมา

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ปลานิลกลายเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมของคนไทย และเมื่อได้มีการบริหารจัดการทั้งระบบด้วยวิธีการสหกรณ์ ยังผลก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกรและประชาชนจวบจนทุกวันนี้

เครือข่ายกล้ายิ้ม ผสานผู้นำป่าชุมชน เครื่องมือแนวรุกเพื่ออนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

เครือข่ายกล้ายิ้ม ผสานผู้นำป่าชุมชน เครื่องมือแนวรุกเพื่ออนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน

“คนอยู่ดี ธรรมชาติอยู่ได้” หมายถึง การอยู่ร่วมอย่างเกื้อกูลกันระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่หากคนทำร้ายธรรมชาติ ก็จะทำให้ทั้งคนและธรรมชาติไม่สามารถอยู่ได้

ในวันนี้ หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยแล้งยาวนานต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 3 และเป็นปีที่มีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์ภัยแล้งจะมีความรุนแรงมากกว่าช่วงที่ผ่านมา ภัยแล้งเกิดจากปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าปกติจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่และป่าไม้ที่ถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำ การแก้ไขในเวลานี้ทำได้โดยการผันน้ำในแม่น้ำลำคลอง การขุดเจาะน้ำบาดาล การสร้างฝายชะลอน้ำ การจัดทำฝนเทียม เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรกรรมในเบื้องต้น ส่วนการแก้ไขในระยะยาวที่หลายภาคส่วนได้เข้ามารณรงค์คือ การสนับสนุนการปลูกป่าและส่งเสริมป่าชุมชน เพื่อสร้างให้เกิดแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

ผู้นำป่าชุมชนร่วม 100 ชีวิต ในนามของ “เครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลปกป้องรักษาผืนป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยได้จัดสัมมนาเครือข่ายเพื่อการศึกษาเรียนรู้ที่ป่าชุมชนบ้านหนองเจริญ ตำบลขอนยูง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

โดยมีจุดเด่นในด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการดูแลรักษาป่าชุมชน เพื่อให้ผู้ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานป่าชุมชน เกิดการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการป่าชุมชนให้ดียิ่งขึ้น โดยปัญหาและหนทางแก้ไขของป่าชุมชนหนึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาให้กับป่าชุมชนอื่น

นายรัมย์ เหราบัตต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง กล่าวว่า การส่งเสริมชุมชนที่อยู่รอบๆ ป่าให้มีส่วนร่วมดูแล ฟื้นฟู และรักษาป่าไม้ ถือเป็นแนวทางเสริมสร้างเครื่องมือเชิงรุกเพื่อการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์และนโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบริษัทที่เราให้การสนับสนุนอย่างจริงจังผ่านโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน โดยดำเนินการร่วมกับกรมป่าไม้ มาตั้งแต่ ปี 2551 เพื่อปกป้องรักษาผืนป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ดี ธรรมชาติอยู่ได้”

ป่าชุมชนตัวอย่างบ้านหนองเจริญ ซึ่งเคยได้รับรางวัลป่าชุมชนตัวอย่างระดับจังหวัด โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2557 เป็นป่าชุมชนที่มีการใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดบนพื้นฐานของการดูแลรักษาให้คงความสมบูรณ์ไว้ โดยชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครรักษาป่าและป้องกันไฟป่าภูพานน้อย-ถ้ำสิงห์ ซึ่งชุมชนได้ทุ่มเทและเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ มีการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการบุกรุกป่าและป้องกันการเกิดไฟป่า

นอกจากนี้ จุดเด่นอีกประการของป่าชุมชนบ้านหนองเจริญ คือการพัฒนาทรัพยากรในชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศถ้ำสิงห์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ด้วยต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่มี ประกอบกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชุมชนในเรื่องการอนุรักษ์ ทำให้ป่าชุมชนบ้านหนองเจริญมีการพัฒนาป่าชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยชุมชนมีการปรับตัวเพื่อพยายามที่จะรักษาความสมบูรณ์ทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชน

นายสีหา มงคลแก้ว ประธานป่าชุมชนดงใหญ่บ้านวังอ้อ จังหวัดอุบลราชธานี หนึ่งในเครือข่ายกล้ายิ้ม กล่าวว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการป่าของแต่ละป่าชุมชน เช่น การแต่งตั้งกรรมการบริหารป่า การแบ่งเขต การแก้ไขปัญหาไฟป่าและการบุกรุกป่า ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการแก้ปัญหาจากแต่ละคน ทำอย่างไรที่ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดมามีส่วนร่วม เพราะอยากให้ชาวบ้านในป่าชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น นอกจากนี้ ก็มีความสนใจในเรื่องประโยชน์ของสมุนไพรในป่าเพื่อนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น เพราะชุมชนอยู่ไกลจากโรงพยาบาล

นายสะอาด บาริศรี ประธานป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลนาข่า จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้รับความรู้เรื่องการบริหารจัดการป่าและแนวทางการบริหารจัดการป่าชุมชน รวมทั้งแหล่งอาหารในป่าและสมุนไพร การบริหารแบบการมีส่วนร่วม ป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลนาข่า เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและโรงเรียนเข้ามาศึกษา ซึ่งจะนำความรู้ใหม่ๆ ไปปรับใช้เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำหรับประชาชน ที่ผ่านมามีคนฝ่าฝืนบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตร เช่น ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อย การจุดไฟเผาป่า เพราะไม่เข้าใจ แต่ปัจจุบันมีความเข้าใจมากขึ้น ทั้งนี้ ป่าชุมชนได้สร้างกฎระเบียบป่าชุมชน มีบทลงโทษการบุกรุกป่า และพยายามจัดทำแนวเขตป่าชุมชนให้ชัดเจน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้

การได้เรียนรู้ในการบริหารจัดการป่าชุมชนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งจากการศึกษาเรียนรู้ป่าชุมชนบ้านหนองเจริญและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้นำป่าชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยกันเอง ทำให้ผู้นำป่าชุมชนเห็นแนวทางในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการกลับไปพัฒนาป่าชุมชนของตนเอง

ที่สำคัญคือ เกิดเครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้มที่เข้มแข็ง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น เพื่อช่วยกันรักษาป่าไม้และทรัพยากรของชาติให้อุดมสมบูรณ์ และคงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน…

งานวันเกษตรแห่งชาติ “59 แม่โจ้ ทะลุเป้า คนร่วมล้าน เงินสะพัดกว่า 200 ล้าน

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สุจิตร ราชจันทร์

งานวันเกษตรแห่งชาติ “59 แม่โจ้ ทะลุเป้า คนร่วมล้าน เงินสะพัดกว่า 200 ล้าน

การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 เมื่อ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – วันที่ 6 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2559 เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเกษตร การเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี ส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้โอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะด้านต่างๆ กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเกษตร และให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลกในอนาคต และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยสีเขียว และมหาวิทยาลัยที่เป็นสังคมเชิงนิเวศ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมายที่รวบรวมไว้ภายใต้มหัศจรรย์เกษตรอินทรีย์ มหัศจรรย์พืชผักสมุนไพร มหัศจรรย์สิ่งมีชีวิต มหัศจรรย์สีสันพรรณไม้ มหัศจรรย์พลังงานทดแทน และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ความบันเทิง ตลอดทั้ง 9 วัน

โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกรผู้มีใจเกษตรเป็นยิ่งนัก

ซึ่งทุกส่วนกิจกรรมได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สร้างความมหัศจรรย์แห่งความสุขให้กับผู้มาร่วมงานตามแนวคิด “คนไทยใจเกษตร” HAPPY AGRICULTURE

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและเครือข่าย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการดำเนินงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จตามคาดในทุกส่วนทุกพื้นที่ของการจัดงาน ทั้งในส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่จัดโซนกิจกรรมเป็นไฮไลต์ด้านต่างๆ ทั้ง 5 มหัศจรรย์ และส่วนนิทรรศการจากกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่มาร่วม รวมถึงส่วนพื้นที่ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ ที่ได้เนรมิตเป็นออร์แกนิกแลนด์ ดินแดนเกษตรอินทรีย์ ถือเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ อยากให้ทุกคนที่ “นึกถึงเกษตรอินทรีย์ ต้องนึกถึงแม่โจ้”

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี มีผู้คนให้ความสนใจเข้าเที่ยวชมงานทั้งในส่วนพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่ 907 ไร่ ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย จำนวนเกือบ 1 ล้านคน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี จากยอดจองบู๊ธจำหน่ายสินค้ากว่า 600 บู๊ธ ล้วนแล้วแต่มียอดขายในระดับที่น่าพึงพอใจเกือบทุกร้าน มีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างเครือข่ายต่อเนื่องจากงานนี้ได้อีกจำนวนมาก”

คุณชาญยุทธ ชื่นเจริญ เจ้าของสวน เก่ง ออร์คิดส์ จากจังหวัดนครปฐม เล่าให้ฟังว่า ได้นำของมาขายทุกครั้งที่แม่โจ้จัดงาน บรรยากาศในการจัดงานดีมาก คนซื้อเดินสบาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยจัดให้มีน้องๆ นักศึกษาคอยบริการขนส่งสินค้า ทำให้ผู้เที่ยวงานซื้อของมากขึ้น เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น สำหรับร้านผมถือว่าขายดี ขายสนุก ร้านผมเช่า 2 ล็อก มีรายได้เกิน 300,000 บาท ถ้าแม่โจ้จัดงานแบบนี้อีก ก็จะมาขายอีกครับ

สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมงานต่างก็ประทับใจกับการจัดงาน บางท่านมาเที่ยวงานเกินกว่า 1 ครั้ง เนื่องจากมาครั้งเดียวเที่ยวไม่ทั่วงาน

คุณวัชรี ทองคำเปลว มาจากกรุงเทพฯ กล่าวว่า “เพิ่งเคยมาแม่โจ้เป็นครั้งแรก มางานนี้ประทับใจมาก เพราะวางแผนจะทำการเกษตรที่บ้านอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มาเที่ยวงานนี้ได้แรงบันดาลใจ ได้แนวคิด เห็นวิธีการมากมายที่จะนำไปปรับใช้ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ นี่กลับไปจะเริ่มทำอย่างจริงจัง “อยากกินอะไรก็ปลูก” ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอบคุณอาจารย์/วิทยากร ที่ให้คำแนะนำดีๆ ค่ะ”

คุณหน่อ ต่อมใจ มาจาก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้มาเที่ยวงานในส่วนของพื้นที่สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ บอกว่า “ทราบว่างานที่นี่งาม เลยอยากมาดู มาแล้ววิวสวยมาก ดอกไม้สวย เที่ยวสบาย ผักก็น่าทาน มาแล้วมีความสุข สุขใจ ถ้าจัดงานอีกก็จะมาอีก อยากให้คนมาเที่ยวกันเยอะๆ มาแล้วมีความสุขค่ะ”

ด้าน คุณวิโรจน์ บรรเจิดฤทธิ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 6 ผู้ประสานงานระดับพื้นที่ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนนิทรรศการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ จำนวน 22 หน่วยงาน ได้ร่วมมือกันจัดนิทรรศการที่ถือว่าเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่มากๆ ตามที่ทางกระทรวงได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชากรและเกษตรกร ด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเกษตรกรที่ต้องนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเกษตร โดยหน่วยงานต่างๆ ได้นำเนื้อหาความรู้ของหน่วยงานมาเผยแพร่ในงานนี้ เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ผู้มาร่วมงานได้รับประโยชน์ ได้รับความประทับใจ ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวขอบคุณทุกท่าน “ขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเจ้าภาพจัด “งานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 คนไทยใจเกษตร Happy Agriculture” ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทุกส่วนฝ่าย ทั้งหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐและเอกชน ขอบคุณคณะสื่อมวลชนที่เป็นสื่อกลาง ขอบคุณคณะทำงานทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ช่วยกันจัดงานครั้งนี้จนได้รับความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดียิ่ง สร้างความสุขให้กับทุกฝ่าย ทั้งคนทำงาน คนสนับสนุนงานและคนร่วมงาน”

งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 คนไทยใจเกษตร Happy Agriculture จึงไม่ใช่เป็นเพียงงานเกษตรทั่วๆ ไป แต่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ชุมชนในทุกระดับ ทำให้เกิดการตื่นตัวต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อันเป็นแนวทางที่เป็นสากล และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาลในปัจจุบันที่สำคัญคือ นักศึกษา และบุคลากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ต่อยอดองค์ความรู้เกิดการสร้างเครือข่ายวิชาการเกษตรร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นพันธกิจหลักสำคัญอันหนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการมุ่งสร้างปัญญาเพื่อแผ่นดินมาตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี “แม่โจ้ : มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต”

นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร ของ ฉัตรชัย สาริกัลยะ กับการขับเคลื่อน

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร ของ ฉัตรชัย สาริกัลยะ กับการขับเคลื่อน

จากวิกฤติปัญหาที่ถาโถมในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ระหว่าง วันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้พลิกมิติครั้งสำคัญ ด้วยการจัดทัพผู้บริหารระดับสูง อธิบดีทุกกรมลงพื้นที่จริง เพื่อศึกษาปัญหา/ความต้องการของเกษตรกร ก่อนนำมาระดมความคิดดันแผนปฏิรูปเกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้จริง

พร้อมกันนี้ ได้จัดแบ่งสายศึกษาดูงานการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรและพื้นที่การเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 4 ทีม กระจายไปในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคกลาง คือ อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี และสระบุรี โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้นำทีม จากนั้นแต่ละกลุ่มจะมีการนำเสนอสรุปผลการศึกษาดูงาน และแผนการขับเคลื่อนนโยบายฯ สู่การปฏิบัติ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันถัดมา

สำหรับนโยบายเร่งด่วนของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ประกาศเอาไว้ประกอบด้วย 6 ข้อ ได้แก่

1. การลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร

2. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning)

3. ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

4. เกษตรอินทรีย์

5. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และ

6. ธนาคารสินค้าเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้จริง โดยแต่ละกลุ่มจะระดมองค์ความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งจะนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ชัดเจน

จากงานนี้ พิจารณาแล้วเห็นชัดว่า พลเอก ฉัตรชัย มีความตั้งใจและวางเป้าหมายที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด การจัดทัพผู้บริหารลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ภาคสนามในครั้งนี้ เพื่อหวังว่าจะเป็นมุมสะท้อนมาปรับใช้ในการรุกปฏิรูปแนวทางการทำงานให้ได้ผลเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากที่สุด

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมผู้บริหารระดับสูงถึงมาตรการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการเกษตรตอนหนึ่งว่า ช่วงที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ กว่า 5 เดือน มีนโยบายปฏิรูปการเกษตร ขับเคลื่อนโดยผ่านคณะทำงานสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิลคอมมานด์ ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร และการบริหารจัดการด้านตลาด เราทำงาน 5 เดือน ตนอยากให้ผู้บริหาร รองอธิบดีขึ้นไป เข้ามาเร่งรัดนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว เพราะการทำงานแบบทหารต้องหวังผลสัมฤทธิ์ อาจมองว่าใจร้อน แต่นายกรัฐมนตรีใจร้อนกว่าตนมาก และทุกคนคาดหวังจากรัฐบาลทหารสูงมาก อยากให้จัดการทุกเรื่อง เพราะรู้ว่ารัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วจะไม่ได้ทำ

ดังนั้น เมื่อลงพื้นที่จริง ต้องนำเอาปัญหามาวิเคราะห์ถึงอุปสรรค เพื่อให้งานภาคเกษตรมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ราคาสินค้าตกต่ำ ภัยแล้ง ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ได้สั่งการให้ทุกกรมลงไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรับทราบประชาชนส่วนใหญ่พอใจมาตรการการช่วยเหลือภาครัฐกว่า 80%และเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดี น่าพึงพอใจในการลดการทำนาปรังกว่าครึ่ง จาก ปี”58 อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งน่าเป็นห่วง มีพื้นที่กระทบภัยแล้งทั่วประเทศ ซึ่งการบริหารจัดการน้ำไม่สามารถดูแลพื้นที่เพาะปลูกได้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลลงพื้นที่และเดินหน้าเต็มที่ภายในเดือนนี้ ทั้งในส่วนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 ล้านบาท ให้เกษตรกรผ่านภัยแล้งไปได้ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ประชาชนพอใจมาตรการภาครัฐมาก เพราะมีกว่า 200 โครงการ จากทุกหน่วยงานลงไปช่วยชาวบ้าน

ด้าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางยังวิกฤติ ต้องผลักดันมาตรการต่างๆ เดินหน้าเต็มที่ สามารถบรรเทาภัยแล้งได้ระดับหนึ่ง โดยชาวบ้านพอใจศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพทุกอำเภอ 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ฝึกอบรมชาวบ้าน ได้รับวันละ 200 บาท เป็นค่าอาหาร ค่ารถ รวมทั้งบ่อน้ำขนาดเล็ก บ่อบาดาล มีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในช่วงนี้ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำด้วย และภาคราชการต้องปรับตัวให้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพราะภัยธรรมชาติมีความรุนแรงขึ้น

ทั้งหมดถือเป็นความพยายามอีกครั้งของ พลเอก ฉัตรชัย ที่ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถ ในการกอบกู้วิกฤติปัญหาภาคเกษตรในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

Dairy Asia อีกก้าวการพัฒนา ในงานโคนมแห่งชาติ ปี 59

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

Dairy Asia อีกก้าวการพัฒนา ในงานโคนมแห่งชาติ ปี 59

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ระหว่าง วันที่ 27 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานด้วย

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก ในส่วนของ อ.ส.ค. ได้มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ล่าสุด อ.ส.ค. ได้ระดมทีมจัดทำแผนการตลาดและการขาย ปี 2559 มุ่งขยายตลาดและเพิ่มยอดขายนมไทย-เดนมาร์ค สูงขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างประเทศพม่าซึ่งกำลังไปได้สวย และได้รับการตอบรับดี พร้อมวางแผนขยายตลาดในเวียดนามและมาเลเซีย โดยตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 8,482 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแบรนด์ ปี 2560-2564 เพื่อผลักดันให้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค เป็นแบรนด์นมแห่งชาติให้ได้ภายใน 6 ปี ข้างหน้าอีกด้วย

“ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มสินค้านม ของ อ.ส.ค. เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 นี้ ยอดขายก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 7,900 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของตลาดในประเทศอยู่ที่ 10% ส่วนยอดขายในต่างประเทศโตขึ้น ประมาณ 20% ซึ่งมีบางประเทศที่โตขึ้นเกือบ 30% มีตลาดส่งออกหลักคือ ประเทศกัมพูชา และ สปป. ลาว อย่างไรก็ตาม การที่ อ.ส.ค. ได้เร่งพัฒนาบุคลากรและระดมทีมตลาดและฝ่ายขายร่วมพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับ อ.ส.ค. สามารถชิงส่วนแบ่งและครองตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้” ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ยังได้มีการจัดกิจกรรมคู่ขนานที่น่าสนใจและเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชีย หรือ Dairy Asia Launch Meeting ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (FAORAP)

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจาก 15 ประเทศ และมีอธิบดี รองอธิบดี ประธานชุมนุมสหกรณ์ สมาพันธ์ สมาคม ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศจาก 8 ประเทศ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 70 คน นอกจากนั้น ยังมีตัวแทนกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัย และผู้แทนสหกรณ์โคนมต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดตัวศูนย์ประสานความร่วมมือการพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชีย Dairy Asia : For Health and Prosperity และเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการด้านการปรับปรุงพันธุ์โคนมในเขตร้อน การพัฒนาสถาบันเกษตรกร และการพัฒนานโยบายและเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติงาน ระดมการมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายขับเคลื่อนการพัฒนาโคนมระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือพัฒนาโคนมในภูมิภาคเอเชีย

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการ Dairy Asia Launch Meeting ประเทศไทยได้มีการรายงานด้านการปรับปรุงพันธุ์โคนมในพื้นที่เขตร้อนในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ประวัติการเลี้ยงโคนม ความก้าวหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมนม ประชากรโคนม ยุทธศาสตร์การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณลักษณะทางเศรษฐกิจของโคนม

นอกจากนี้ ยังได้รายงานการปรับปรุงพันธุ์โคนมระดับฟาร์ม การวิจัยและพัฒนาโคนม ความท้าทายและโอกาสในการปรับปรุงพันธุ์โคนมในเขตร้อน เป็นต้น

“การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชียครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้ต่างประเทศเห็นความก้าวหน้าของการปรับปรุงพันธุ์โคนมเขตร้อน และศักยภาพของอุตสาหกรรมนมไทย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียนได้ เนื่องจากมีความพร้อมสูงทั้งด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม การผลิต และการบริหารจัดการนมทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพด้วย” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

อนึ่ง สำหรับ Dairy Asia เป็นการร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อรับการขับเคลื่อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาโคนมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างยั่งยืน ตั้งขึ้นสืบเนื่องจากผลผลิตและการบริโภคน้ำนมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เอเชียจึงเป็นภูมิภาคที่การผลิตและการบริโภคน้ำนมมีความเข้มแข็งที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา แต่การผลิตยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า ซึ่งทำให้อัตราการนำเข้าน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน FAO และองค์การความร่วมมือพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (OECD) จึงเห็นว่าความต้องการน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมของภูมิภาคเอเชียจะสูงขึ้น 320 ล้านตัน ในปี 2564 ซึ่งจะทำให้เอเชียต้องผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอีกปีละไม่น้อยกว่า 50 ตัน ดังนั้น จึงนับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการเร่งดำเนินการเพิ่มผลผลิตคุณภาพ ปลอดภัยด้านอาหารและการเข้าถึงตลาดที่มีอนาคตสดใสดังกล่าว

%d bloggers like this: