เรื่องจากปก

All posts tagged เรื่องจากปก

สตาร์ตอัพ มาแรง “กลาซซิค” ฉีกกฎวงการแว่นตา ท้าทายรูปแบบซื้อ-ขาย แบบเดิมๆ

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี รูป : ธนศักดิ์

สตาร์ตอัพ มาแรง “กลาซซิค” ฉีกกฎวงการแว่นตา ท้าทายรูปแบบซื้อ-ขาย แบบเดิมๆ

“รูปแบบธุรกิจของกลาซซิค คือการผสานประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการช็อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เป็นแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Omni Channels เพราะในอนาคตแบรนด์ต่างๆ จะต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในหลายช่องทาง…”

GLAZZIQ (กลาซซิค) คือ สตาร์ตอัพพันธุ์ไทยน้องใหม่มาแรง มีหนุ่ม-สาว 4 คนในวัย 30 ต้นๆ ที่ล้วนมีดีกรีและประสบการณ์การทำงานจากต่างประเทศ เป็นหุ้นส่วนร่วมกันก่อตั้งและเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อราวต้นปีที่ผ่านมา

GLAZZIQ คือ เจ้าของนวัตกรรมล่าสุดของการซื้อขาย “แว่นตา” ผ่านสื่อออนไลน์

GLAZZIQ คือ ร้านค้าอีคอมเมิร์ซแบบ “บูรณาการแนวตั้ง” ที่เชื่อมต่อตั้งแต่โรงงานไปจนถึงลูกค้า เพื่อตัดปัญหา “พ่อค้าคนกลาง” ทำกำไร จนผู้ซื้อต้องจ่ายแพงเกินความจำเป็น

GLAZZIQ คือ แว่นตาแบรนด์ไทย ที่พยายามออกมา “ท้าทาย” วิธีการซื้อขายแบบเดิมๆ ในตลาดบ้านเรา โดยมุ่งหวังให้ลูกค้ามีประสบการณ์การเลือกซื้อแว่นตาและเลนส์ในแบบใหม่ที่ดีกว่า

และ GLAZZIQ คือ เจ้าของเรื่องราวน่าสนใจ ที่ “เส้นทางเศรษฐี” รวบรวมไว้แล้วนับจากนี้

มีความสงสัย

จุดเริ่มธุรกิจแนวใหม่

ช่วงสายของวันทำงานกลางสัปดาห์ คุณดา-ปรินดา ประจักษ์ธรรม ซีอีโอกิจการ “กลาซซิค” วัย 33 ปี เปิดโชว์รูมแว่นตาในแบบของเธอ ซึ่งอยู่บนผนัง 2 ด้านของ Printa Cafe ร้านกาแฟบรรยากาศสุดคูล ย่านสีลม ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกันแบบเป็นกันเอง

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จัก จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วงเวลานั้นเอง มีโอกาสได้รู้จักกับ คุณตั้ม-พิริยะ ตันตราธิวุฒิ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนผู้ร่วมก่อตั้งกิจการกลาซซิค

ส่วนที่มาของการรวมตัวกันเป็นสตาร์ตอัพครั้งนี้ คุณดา บอกว่า น่าจะมีจุดเริ่มมาจาก “ความสงสัย” ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร

“ด้วยความที่ครอบครัวมีโรงงานผลิตเลนส์แว่นตา เป็นโออีเอ็มให้กับแบรนด์ดังฝั่งยุโรป พวกเพื่อนๆ จึงชอบถามเรื่องซื้อแว่น ก่อนขอให้พาไปเลือกในร้าน เลยเกิดความสงสัย ทำไมคนไทยถึงไม่ค่อยอยากเดินเข้าร้านแว่นตาถ้าไม่จำเป็น หรือไม่เคยรู้สึกอยากไปเดินดูแว่นเล่นๆ เหมือนที่ทำกับเสื้อผ้าหรือรองเท้า” คุณดา บอกมาอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ หลังกลับมาอยู่เมืองไทย จึงชักชวนคุณตั้ม ซึ่งเคยเป็นสตาร์ตอัพเกี่ยวกับการทำแอพพลิเคชั่นมาก่อน ให้มาเป็นหุ้นส่วน ร่วมกันสร้าง “สิ่งใหม่” ให้กับวงการแว่นตาบ้านเรา

เมื่อได้แนวร่วมระดับคุณภาพอย่างที่ตั้งใจ งานที่ต้องทำต่อ นั่นคือ ออกสำรวจและสังเกตพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดแว่นตา

กระทั่งพบว่า คนไทยส่วนใหญ่ จะยอมเดินเข้าร้านแว่นตาต่อเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น เช่น แว่นตาหัก งอ ไม่ชัด หรือต้องวัดสายตาใหม่ ฯลฯ แถมเวลาเข้าไปในร้านมักเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ขณะเดียวกัน ภายในร้านแว่นตา มักมีสินค้าเยอะเกินไปแต่ดูคล้ายกันไปหมดจนเลือกไม่ถูก ส่วนคนขายจะคอยเดินถามเดินตามเหมือนเป็นการกดดันตลอดเวลา

และเมื่อหลายคนไม่ชอบประสบการณ์ในการซื้อแว่นตาดังว่า จึงหันไปลองซื้อจากร้านออนไลน์ บนไอจีหรือเฟซบุ๊ก ซึ่งหลายครั้งเสี่ยงกับการถูกหลอกขายของไม่มีคุณภาพ บางครั้งในรูปที่เห็นสวยกว่าสินค้าที่ส่งมาจริงลิบลับ แถมยังไม่มีบริการวัดสายตาหรือถ้ามีปัญหาขึ้นไม่รู้จะเคลมยังไง เพราะไม่มีบริการหลังการขาย

“สรุปจากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ คือประสบการณ์เลือกซื้อแว่นของคนไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่ถือว่ายังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร ไม่ว่าจะไปซื้อตามร้านแว่นแบบเดิมๆ หรือจากร้านบนโซเชียล ความคับข้องใจเหล่านี้ คือแรงกระตุ้นให้เราคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมการขายแว่นแนวใหม่ เพื่อทำให้ผู้คนได้รับประสบการณ์การซื้อแว่นที่ดีและมีความสุขได้” คุณดา บอกที่มา

สำรวจพฤติกรรม

ก่อนสร้างเว็บไซต์

หลังจากศึกษาพฤติกรรมและประสบการณ์ของผู้บริโภคแล้ว ข้อมูลจากการสำรวจและสังเกตของสตาร์ตอัพเจ้าของเรื่องราวนี้ ยังพบว่า ตลาดแว่นตาในบ้านเรา เน้นแต่กลยุทธ์เรื่องของ “ราคา” เป็นหลัก โดยมักแสดงให้ลูกค้าเห็นว่ามีการลดราคาเยอะๆ แต่ในความเป็นจริงสินค้าที่ลดราคานั้น ไม่ได้มีมูลค่าตามนั้น

คือผู้ขายมักตั้งราคาสูงเกินจริงไว้ก่อนตั้งแต่แรก แล้วบอกว่ามีการลดราคาเยอะมาก หรือไม่ก็มีการแถมของนั่นนี่ เป็นรูปแบบการขายที่ไม่มีกลไกสร้างสัมพันธ์ใน “ระยะยาว” กับลูกค้า

นอกจากนี้ยังพบว่า ตลาดแว่นตาปัจจุบัน มีกลุ่มคนขายแว่นตาอยู่ 2 กลุ่มใหญ่คือ แบรนด์เนม ซึ่งราคาแพงมาก และกลุ่มขายสินค้าคุณภาพต่ำและราคาถูกตามโซเชียลมีเดีย เป็นสินค้าที่ตัดสต๊อกมา ซึ่งคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้ซื้อกลุ่มนี้ไม่ได้คาดหวังมากนัก แค่ต้องการการสวมใส่ตามแฟชั่นเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่แว่นตาแบรนด์เนมในตลาดล้วนมีราคาสูงไม่ต่างกัน คุณดา บอกว่า ในอุตสาหกรรมแว่นตาแบรนด์เนมหลายแบรนด์ มีเจ้าของเดียวกันเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งทำการกว้านซื้อลิขสิทธิ์ของแต่ละแบรนด์ไว้ จากนั้นก็กำหนดราคาขายเอง ซึ่งต้องการให้อยู่ในระดับไหนย่อมทำได้ เพราะไม่มีคู่แข่งมาขายตัดราคา

ซึ่งประเด็นนี้ ทางกลาซซิคอยากเข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ที่ชื่นชอบแว่นตาแบรนด์เนม กล่าวคือ หากสามารถออกแบบแว่นตาให้ได้รูปทรงที่น่าสนใจ วัสดุทั้งกรอบ-เลนส์ มีคุณภาพ และตั้งราคาขายอย่างสมเหตุสมผล น่าจะเป็นตัวเลือกน่าสนใจสำหรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว

เมื่อมีข้อมูลสำคัญเป็นฐานสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจแล้ว งานสำคัญที่ต้องทำต่อ นั่นคือ การสร้างเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ ทันสมัย และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ทางคุณดาจึงชักชวน คุณกี-กีรติพงศ์ อุกะโชค และ คุณแดน-แดน อิสระยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้มีทักษะและประสบการณ์ในแวดวงอีคอมเมิร์ซชั้นแนวหน้าระดับสากล เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและร่วมกันก่อตั้ง

ใช้เวลาไปกว่า 1 ปี พวกเขาทั้ง 4 คน จึงสามารถสร้างสรรค์พัฒนาเว็บไซต์ http://www.glazziq.com และระบบ “หลังบ้าน” ทั้งหมดขึ้นได้เอง ทำให้การทำงานมีความคล่องตัว ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

แนวคิดล้ำ

Omni Channels

สนทนามาถึงรายละเอียดของนวัตกรรมการซื้อขายแว่นตาออนไลน์ สไตล์ “กลาซซิค” ซีอีโอสาว บุคลิกคล่องแคล่ว แจงให้ฟัง เริ่มจากลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกซื้อแว่นตา ที่มีจำนวนมากกว่า 170 เอสเคยู ซึ่งส่วนใหญ่สั่งผลิตจากโรงงานในประเทศเกาหลีใต้ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.glazziq.com จากนั้นรายละเอียดของลูกค้าจะถูกบันทึกอยู่ในระบบและแชร์ไปที่คู่ค้า ทำให้ลูกค้าสามารถไปรับบริการตรวจวัดสายตาที่ร้านสาขาของ “หอแว่น” และ “Better Vision” กว่า 100 สาขาทั่วประเทศได้ฟรีทันที

ต่อจากนั้นทางร้านแว่นตาสาขา จะใส่ “ค่าสายตา” ของลูกค้าลงในระบบ ซึ่งจะถูกลิงก์กลับมายังคำสั่งซื้อและส่งไปที่โรงงานผลิตโดยอัตโนมัติ แต่ในกรณีที่ลูกค้ามีค่าสายตาอยู่แล้วก็สามารถส่งไปยังกลาซซิคได้โดยตรง และในขั้นตอนสุดท้าย สินค้าจะถูกส่งไปยังที่อยู่ของลูกค้าภายใน 5-10 วัน และหากลูกค้าต้องการปรับ-ดัดแว่นตา หรือมีปัญหาใดๆ สามารถติดต่อกลาซซิคหรือร้านแว่นตาคู่ค้าดังกล่าวได้ทุกสาขา

คุณดา บอกต่อถึงการบริการรูปแบบใหม่เป็นรายแรกของประเทศ นั่นคือการ ส่งแว่นตา “ชุดลอง” (Home Try On) กล่องละ 3-5 อัน ไปให้ลองถึงบ้านสำหรับลูกค้าที่มีบัตรเครดิต และเมื่อลองสวมใส่จนพอใจแล้ว สามารถส่งคืนได้ง่ายๆ ด้วยการไปฝากไว้ที่ร้านสะดวกซื้อ ที่มีอยู่แทบทุกหัวถนน นั่นคือ เซเว่นอีเลฟเว่น

“รูปแบบส่งของไปให้ลองที่บ้าน ที่จริงมีมานานแล้วในต่างประเทศ ซึ่งสินค้าหลากหลายนิยมนำมาใช้ แต่โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งของเขาไม่เหมือนเมืองไทย ต้องยอมรับว่าการขนส่งบ้านเรายังไม่ก้าวหน้าเท่าต่างประเทศซึ่งปกติจะใช้ที่ทำการไปรษณีย์เป็นสื่อกลาง แต่สำหรับคนไทย ที่ทำการไปรษณีย์อยู่ตรงไหนหาไม่ค่อยเจอ ฉะนั้น ต้องมาคิดว่าทำยังไงให้ลูกค้าสะดวกที่สุด” คุณดา ว่าอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิต หรืออยากลองแว่นตาหลายรุ่น สามารถเข้าไปได้ที่โชว์รูมของกลาซซิค ซึ่งอยู่ภายในร้าน Printa Cafe ถนนปั้น สีลม (หลังวัดแขก) ซึ่งโชว์รูมนี้ จะมีลักษณะเป็น Passive Showroom คือ ลูกค้าสามารถหยิบแว่นตานับร้อยแบบ มาลองเองได้ตามชอบใจ เพราะจะไม่มีพนักงานมากดดัน จะลองแว่นตาไปทานข้าวไปยังได้ และเมื่อลองเสร็จแล้วอยากซื้อเลย สามารถซื้อทางออนไลน์ได้ทันที โดยทางร้านจะทำโปสการ์ดระบุวิธีสั่งซื้อง่ายๆ ไว้ ณ จุดขาย ลูกค้าจะเรียกพนักงานมาช่วยหรือไม่ก็ได้

“รูปแบบธุรกิจของกลาซซิค คือการผสานประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการช็อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เป็นแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Omni Channels เพราะในอนาคตแบรนด์ต่างๆ จะต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในหลายช่องทาง หัวใจอยู่ที่การทำช่องทางเหล่านั้นให้เชื่อมต่อถึงกันได้ เช่น ลูกค้าอาจบริโภคสื่อจากช่องทางหนึ่ง สั่งซื้อในอีกช่องทางหนึ่ง และส่งคืนผ่านอีกช่องทางหนึ่งได้”

เปิดไม่ถึงปี

ยอดดีเกินคาด

ถามไถ่ถึงงบลงทุนธุรกิจนี้ ซีอีโอสาว เผยให้ฟัง อยู่ที่หลักกว่า 10 ล้านบาท ส่วนใหญ่ทุ่มลงไปกับการวางระบบโครงสร้าง “หลังบ้าน” ของเว็บไซต์ ซึ่งค่อนข้างยากและซับซ้อน เพราะต้องสร้างระบบเชื่อมต่อกับคู่ค้าซึ่งมีร้านอยู่กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ และยังต้องสร้างระบบเชื่อมต่อไปยังโรงงานผลิต หลังจากรับออร์เดอร์ลูกค้าแล้วด้วย

เกี่ยวกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนั้น ทาง “กลาซซิค” ตั้งไว้ที่ ผู้ซื้อทั้งชาย-หญิง อายุ 18-35 ปี มีความเป็น “สมาร์ตบายเออร์” ที่ใส่ใจในคุณภาพของสินค้า และรู้ว่าราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่จะจ่าย

เมื่อขอทราบถึงอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ คุณดายิ้มกว้าง ก่อนบอกน้ำเสียงอารมณ์ดี การเป็นสตาร์ตอัพมีปัญหาเข้ามาทุกวันและไม่เคยซ้ำกัน แต่ปัญหาหลักๆ น่าจะเป็นระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานในเมืองไทยหลายอย่าง ยังไม่พร้อมสำหรับอีคอมเมิร์ซมากนัก ฉะนั้น เมื่อสามารถคิดรูปแบบบริการใหม่ๆ ออกมาแล้ว จึงต้องมาปรับให้เข้ากับสถานการณ์จริงเองด้วย

“ยกตัวอย่าง การส่งชุด Home Try On ให้ลูกค้าลองที่บ้านแล้วส่งกลับมา ที่จริงควรอาศัยที่ทำการไปรษณีย์เป็นสื่อกลาง แต่กลับไม่สะดวกสำหรับคนทั่วไปเท่าที่เซเว่นฯ จึงต้องไปติดต่อเขา และการจะเข้าไปติดต่อนั้นยากมาก เราเป็นแค่ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ กว่าเขาจะคุย กว่าจะเข้าใจ ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่าง แถมต้องมีวอลุ่มระดับหนึ่งที่ให้เขาเชื่อได้ว่าจะเติบโตไปกับเราได้จริงๆ” คุณดา เล่าจริงจัง

นอกจากนี้ เรื่องของการทำการตลาด นับเป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะกลาซซิค ไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ หรือเป็นสตาร์ตอัพที่ระดมทุนมาลงได้มากมาย งบในการทำเรื่องนี้ จึงต้องควบคุมให้เป็นไปอย่างคุ้มค่าและรอบคอบ เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน

สำหรับเป้าหมายธุรกิจในอนาคต ผู้บริหารกลาซซิค เผย หลังจากเปิดตัวเว็บไซต์มาได้ไม่ถึงครึ่งปี สามารถทำยอดขายสะสมได้เทียบเท่าร้านแว่นตาที่เปิดมา 1-2 ปี ถือเป็นอัตราการเติบโตเกินคาด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้นี่เอง ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งหันมาให้ความสนใจมากขึ้นทั้งจากแวดวงสตาร์ตอัพและจากอุตสาหกรรมแว่นตา

“ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครเชื่อว่าเราจะขายแว่นตาทางออนไลน์ได้จริง แต่ตอนนี้เราสามารถวางแผนขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว เริ่มจากสิงคโปร์-มาเลเซีย เพราะผู้คนคุ้นเคยกับอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างดี ทั้งยังมีหุ้นส่วนที่เข้ามาช่วยเสริมในเรื่องของการบริการวัดสายตาและบริการหลังการขายแล้ว” คุณดา เล่าน้ำเสียงภูมิใจ

ก่อนบอกด้วยว่า ในอนาคต กลาซซิค ยังมีโครงการที่จะพัฒนา “ร้านค้าเคลื่อนที่” ไปตามจังหวัดต่างๆ โดยจะใช้ระบบที่ทีมงานพัฒนาขึ้น ซึ่งสามารถส่งออร์เดอร์ตรงไปที่โรงงาน โดยไม่จำเป็นต้องนำสต๊อกไปด้วยทั้งหมด แค่นำตัวอย่างไปให้ลูกค้าเลือกก็เพียงพอ และกำลังคิดทำแว่นตาคอลเล็กชั่นพิเศษ ราคาประหยัดสำหรับผู้มีรายได้น้อยพร้อมให้บริการวัดสายตาฟรีด้วย

“หลักในการทำธุรกิจของพวกเรา สิ่งสำคัญมากที่สุด คือมีความจริงใจกับลูกค้า ต้องมองลูกค้าแบบมีความสัมพันธ์ระยะยาว ฉะนั้น จะไม่ทำอะไรที่แบบขอให้ขายได้เยอะๆ หลังจากนั้นอะไรจะเกิดขึ้นช่างมัน อย่างนั้นไม่ได้” คุณดา บอกทิ้งท้าย

ก่อนฝากถึงลูกค้าด้วยว่า อยากให้ลองมาอุดหนุน สตาร์ตอัพไทย กันมากๆ เพราะอยากเห็นผู้ประกอบการไทยทุกแขนงยกระดับตัวเองให้เป็นมากกว่าฐานการผลิต และมั่นใจว่าสินค้าไทยคุณภาพไม่แพ้ต่างชาติแน่นอน

……………

แว่นตา “กลาซซิค” ตั้งราคาขายแว่นตาพร้อมเลนส์เดี่ยว (สั้น-ยาว-เอียง ไม่รวมเลนส์โปรเกรสซีฟ) เลนส์ธรรมดา หรือเลนส์กันแดด เริ่มต้นที่ 1,990-5,990 บาท

สนใจเลือกชมตัวอย่างได้ที่เว็บไซต์ http://www.glazziq.com หรือจะเยี่ยมโชว์รูมสุดเก๋ ได้ที่ Printa Cafe ถนนปั้น สีลม (หลังวัดแขก)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (081) 860-8690

Advertisements

ผ่าโมเดล “แหลมเกต” เจนวาย จากขาดทุนเดือนละห้าแสน…สู่ยอดขายร้อยล้าน!

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ปัทมานันท์ รูป : ธนศักดิ์ ธรรมบุตร

ผ่าโมเดล “แหลมเกต” เจนวาย จากขาดทุนเดือนละห้าแสน…สู่ยอดขายร้อยล้าน!

“ร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามากิน 100 คน ขายยังไงก็ไม่รวย แต่ถ้าขายได้วันละ 400 คน จ่ายคนละ 555 บาท รายรับวันหนึ่งกว่า 200,000 บาท ซึ่งที่ผ่านมาร้านแหลมเกต สาขาพหลโยธิน 11 และซอยอารีย์ ที่นั่งเต็มทุกรอบทุกวันเป็นเวลาปีเศษ รายรับรวมกันสูงถึงหลักร้อยล้านบาท”

ย้อนไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แหลมเกต คือชื่อของร้านอาหารทะเลชื่อดัง ระดับ “ท็อปไฟว์” ในพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

เปิดให้บริการอยู่นานจนกลายเป็น “ร้านเก่าแก่” แต่แล้วเมื่อ “สังคมเมือง” เข้า “รุกคืบ” บรรยากาศโดยรอบ จนทำให้ศรีราชา อาจไม่เหมาะกับการไปตากอากาศหรือพักผ่อนเหมือนดังแต่ก่อน

เจ้าของร้านรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ ซึ่งนับวันอายุก็ยิ่งมากขึ้น จึงตัดสินใจ ปิดกิจการลง เมื่อราวปี 2550 ที่ผ่านมา

ถัดจากนั้นราว 4-5 ปี ทายาทรุ่นสองของกิจการ ได้สานต่อธุรกิจครอบครัว ปลุกให้ “แหลมเกต” พลิกขึ้นมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง บนทำเลกลางกรุง ย่านสุขุมวิท

แต่ความตั้งใจของเจ้าของร้านเจนวาย กลับไม่เป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้

“เส้นทาง” ของ “แหลมเกต” เมื่อครั้งนั้น จึงทั้งขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ และไม่ได้โรยด้วยกุหลาบ…แม้แต่กลีบเดียว

มีทุน มุ่งมั่น

อยากเป็นนายตัวเอง

“เกิดและโตมากับร้านอาหาร แค่พนักงานเสิร์ฟอาหารมา 1 จาน รู้เลยว่าอร่อยหรือไม่อร่อย พอเรียนจบปริญญาตรีจึงตัดสินใจไม่ทำร้านอาหารแล้วเข้ากรุงเทพฯ มาสมัครงานประจำ ทำที่แรกรู้สึกไม่ใช่ตัวเอง อยู่ได้ไม่ถึงปีจึงลาออก” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ ผู้บริหารกิจการ Laemgate Infinite (แหลมเกต อินฟินิท) ร้านอาหารทะเล บุฟเฟ่ต์ อะลาคาร์ท ปรุงใหม่สดจานต่อจาน เจ้าของเรื่องราวในครั้งนี้ เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มกันเอง

ก่อนเล่าให้ฟังต่อ งานประจำสังกัดใหม่ ที่เขาได้ทำ คือเป็นผู้ติดตาม คุณสมประสงค์ บุญยะชัย อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอินทัช ซึ่งประสบการณ์จากการทำหน้าที่นี้นี่เอง ทำให้เขาได้แนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจหลายเรื่อง จนกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญในชีวิต

“คุณสมประสงค์ บุญยะชัย เปรียบเป็นครูของผม ท่านมักสอนว่าทำงานอะไร ต้องทำตัวให้เบาที่สุด คือต้องลอยเหนือปัญหาเวลามีปัญหาขึ้นมา อย่าไปจมกับมัน ให้ลอยขึ้นมา แล้วแก้ไขปัญหานั้น อย่าเอาตัวเข้าไปในปัญหา เปรียบกับคนปีนหน้าผา เขาจะพยายามเอาอุปกรณ์ต่างๆ ขว้างทิ้งให้หมด ทำตัวเองให้เบาเพื่อจะเดินขึ้นหน้าผาได้ง่ายที่สุด” คุณโค้ก ว่ามาอย่างนั้น

ก่อนเล่าต่อ ทำงานประจำอยู่หลายปี มีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงเวลาอยากมีธุรกิจของตัวเอง ประกอบกับช่วงที่ทางบ้านปิดกิจการไป พรรคพวกเพื่อนฝูงหลายคนถามไถ่ ปิดทำไม อยากให้เปิดอีก

เลยเกิด “ไฟ” ขึ้นในใจ อยากทำร้านอาหารของครอบครัวให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง

ความมุ่งมั่นเมื่อราว 4 ปีที่แล้ว เริ่มต้นด้วยการ รีแบรนด์ ออกแบบโลโก้ใหม่ ใส่ความทันสมัยเข้าไปด้วยการใช้ตัวสะกดเป็นภาษาอังกฤษ ว่า Laemgate ก่อนยึดทำเลในคอมมูนิตี้มอลล์ ริมถนนสุขุมวิท เป็นสถานที่ตั้ง

“ตอนนั้นมีเงิน มีความมุ่งมั่น มีความฝัน อยากรวย อยากมีธุรกิจ เหมือนที่เด็กวัยนั้นกำลังอยากมีอิสรภาพ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร อยากเป็นเจ้านายของตัวเอง อยากเป็นผู้ประกอบการ เลยตัดสินใจเปิดร้านแหลมเกตขึ้นมา

เราลงทุนเต็มที่ เลือกทำเลที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน แต่ลืมนึกไปว่ามันวิ่งผ่านไปเลย ไม่ใช่ทางลง เพราะอยู่ระหว่างสถานีพร้อมพงษ์กับทองหล่อ ตอนแรกเข้าใจว่าลูกค้าจากทองหล่อน่าจะเทมาหาเราบ้าง แต่ไม่เป็นอย่างคาด” คุณโค้ก เล่าเสียงหม่นลง

คำนวณแต่ราคา

ขาดทุนเดือนละห้าแสน

คุณโค้ก เผยถึงประสบการณ์ที่ผิดพลาดให้ฟังอีกว่า การตั้งร้านใหม่ที่สุขุมวิทในครั้งนั้น ยังไม่มีการวาง “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ว่าจะมีจุดยืนอย่างไร แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการ “ตั้งราคาขาย” เพียงอย่างเดียว

ยกตัวอย่าง อาหาร 1 จาน ต้นทุน 50 บาท หากจะขายต้องมีกำไร 1 เท่า คือต้องขายอาหารจานนั้นในราคา 100 บาท และในเมื่อเป็นร้านจับลูกค้า “กลุ่มบน” ต้องตั้งราคาขายสูงกว่าต้นทุน 1 เท่าครึ่ง ฉะนั้น อาหารต้นทุน 50 บาท จึงขายที่ 125 บาท ถึงจะมีกำไรสูงสุด

“พอคิดแบบนี้ เลยเกิดสูตรเข้าไปครอบในธุรกิจ กลายเป็นว่าอาหารทุกจานถูกขายในราคาต้นทุนบวกกับกำไร 1.5 เท่า และคิดว่าธุรกิจจะไปได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นแบบเหมือนฝันเลือนราง เคว้งคว้างลอยไปเลย คือลูกค้าให้การตอบรับน้อยมาก” คุณโค้ก เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอก นอกจากเรื่องราคา ที่ลูกค้าให้การตอบรับน้อยแล้ว อุปสรรคอีกอย่างที่ทำให้ร้านอาหารของเขาในเวลานั้น ไม่ประสบความสำเร็จ น่าจะเกี่ยวกับ ค่านิยมของคนไทย ที่นิยมทานอาหารต่างชาตินอกบ้านมากกว่าอาหารไทย คนไทยส่วนใหญ่มองว่าร้านอาหารไทย เหมาะกับคนมีอายุ หรือต้องมาเป็นครอบครัวเท่านั้น

เมื่อธุรกิจไม่ก้าวหน้าอย่างที่หวัง เจ้าของกิจการแหลมเกต รุ่นสอง ที่เวลานั้นอยู่ในวัยเพียง 20 ปลายๆ จึงงัดสารพัด “กลยุทธ์” ออกมาใช้เพื่อเรียกลูกค้า ทั้งโปรโมชั่นลด 50 เปอร์เซ็นต์ ซื้อ 1 แถม 1 จ้างบล็อกเกอร์เขียนรีวิว ซื้อสื่อหลายแขนง และแม้จะทำทุกอย่างแล้ว แต่รายรับก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น

“แหลมเกตที่สุขุมวิทเปิดได้ประมาณปีครึ่ง ขาดทุนเดือนละ 500,000 บาท เอาเงินออกจากกระเป๋าเดือนละ 500,000 บาท เป็นเวลาปีครึ่ง คิดเป็นเลขกลมๆ เบ็ดเสร็จ 9 ล้านบาท ไม่ไหวแล้วครับ ตัดสินใจปิดดีกว่า” คุณโค้ก เผยให้ฟัง

แต่ก่อนที่ร้านจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ช่วง “หนึ่งเดือน” สุดท้าย คุณโค้กได้เข้าไปเจรจากับทางเจ้าของสถานที่ หากร้านของเขาสามารถเรียกลูกค้าได้จำนวน 5,000 คน ภายใน 1 เดือน ขอให้ทางห้างลดค่าเช่าเหลือครึ่งหนึ่ง

เมื่อตกลงกันได้ตามนั้น จึงพยายามระดมมันสมองกับทีมงาน ว่าควรออกแบบโมเดลธุรกิจในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนหมดสัญญาเช่ากันอย่างไรดี เพราะหากทำแบบเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา คงไม่สามารถเรียกแขกหลายพันคนภายใน 1 เดือนได้แน่นอน

สร้างโมเดล

บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด อะลาคาร์ท

ช่วงเดือนสุดท้ายของร้านแหลมเกต สาขาสุขุมวิท แม้จะเป็น “วิกฤต” ที่เขม็งเกลียวมากขึ้นทุกขณะ แต่คุณโค้กก็มองเห็น “โอกาส” บางอย่างซ่อนตัวอยู่

“ด้วยความที่อยากโละของออกจากร้าน เลยพยายามมองหาเทรนด์ของผู้บริโภคในเวลานั้นว่ากำลังเป็นไปทางไหน กระทั่งเห็นว่าผู้บริโภคอยากได้ร้านอาหารที่ทานได้ง่ายๆ และ All Include คือรู้ว่าตัวเองต้องจ่ายเงินเท่าไหร่

เลยคิดรูปแบบ บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบเดินตักอาหารให้วุ่นวาย เลยคิดออกมาว่าให้เสิร์ฟถึงโต๊ะแบบไม่อั้น ปรุงสดใหม่ร้อนๆ จานต่อจาน กระทั่งเกิดคำว่า บุฟเฟ่ต์ ซีฟู้ด อะลาคาร์ท เป็นโมเดลของแหลมเกต ที่แรกและที่เดียวในโลก” คุณโค้ก เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนย้อนถึงปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

“เดือนสุดท้ายก่อนปิดตัว แหลมเกต-สุขุมวิท ดังเป็นพลุแตก ลูกค้ายืนต่อแถวรอกันยาวเหยียด ทั้งห้างมีแต่คนมากินเราร้านเดียว จนเกิดความโกลาหล เพราะยังไม่มีการแบ่งขายเป็นรอบๆ วัตถุดิบไม่พอ พนักงานโหลดเกินไป แต่ไม่มองเป็นปัญหา หากมองว่าคือโอกาสใหม่”

และแล้วร้านแหลมเกต สุขุมวิท ปิดตัวเป็นการถาวรในช่วงสิ้นปี 2557 ถัดจากนั้นไม่ถึง 2 เดือน แหลมเกต ซอยพหลโยธิน 11 จึงเกิดขึ้น

คราวนี้ มีการวาง “แนวคิด” ไว้ในทุกรายละเอียด เริ่มต้นจากการสร้าง “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ที่เป็นแหล่งผลิตความสุข ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ต้องได้ของมีคุณภาพ ในราคาที่พอใจ รสชาติดีเหมือนต้นตำรับ

“ตั้งเป้าหมายไว้ ลูกค้าต้องเข้าใจว่าแหลมเกต ไม่ใช่ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ไม่ใช่ร้านอาหารทะเลอย่างเดียว แต่เราขายคำว่า ความสุข ดังนั้น ทุกอย่างในร้านต้องมีความสุขก่อน เริ่มจากเจ้าของ-ลูกน้อง จากนั้นจะค่อยๆ ส่งต่อไปถึงทุกอย่าง แม้กระทั่งเมนูที่ร้าน ยังตั้งราคาไว้ที่ 555 เป็นเสียงหัวเราะเลย” คุณโค้ก เล่าก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

เปิดอาณาจักรใหม่

ตั้งราคา 666 บาท

นอกจาก “เอกลักษณ์ของแบรนด์” ที่วางไว้ชัดเจน ว่าเป็นแหล่งผลิตความสุขแล้ว คุณโค้ก บอก “การบริหารจัดการต้นทุน” นับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งตัวเขานับว่าโชคดี ที่คุณพ่อ-คุณแม่ ปูทางไว้ให้นานกว่า 30 ปี ทุกวันนี้จึงสามารถซื้อหาวัตถุดิบสดๆ จากทะเลได้จากคู่ค้ารุ่นเก่าแก่ และยังมีฟาร์มหอยนางรม ที่ศรีราชา เป็นของตัวเองด้วย

เจ้าของเรื่องราว บอกต่อ ถึงประเด็นสำคัญอีก 1 เรื่องในการนำพาธุรกิจให้ก้าวสู่ความสำเร็จว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ต้องมี อย่างเรื่องการสร้างบรรยากาศให้เป็นร้านขายอาหารแบบทั่วไปคงไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ดีพอ จึงคิดออกแบบร้านให้มีบรรยากาศเหมือนโรงละคร อยากทานต้องโทรจองก่อน ไม่สามารถวอล์กอินได้ และ “เปิดม่าน” ขายกันเป็นรอบ รอบหนึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง

“ร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าเข้ามากิน 100 คน ขายยังไงก็ไม่รวย แต่ถ้าขายได้วันละ 400 คน จ่ายคนละ 555 บาท รายรับวันหนึ่งกว่า 200,00 บาท ซึ่งที่ผ่านมาร้านแหลมเกต สาขาพหลโยธิน 11 และซอยอารีย์ ที่นั่งเต็มทุกรอบทุกวันเป็นเวลาปีเศษ รายรับรวมกันสูงถึงหลักร้อยล้านบาท” คุณโค้ก บอกน้ำเสียงภูมิใจ

และด้วย “ดีมานด์” ของลูกค้าที่มีมากขึ้นตามลำดับ ลูกค้าเข้าคิวรอทุกวัน ล่าสุดเขาจึงขยายกิจการ เปิดเป็นอาณาจักรความสุขแห่งใหม่ บนพื้นที่ 666 ตารางเมตร บริเวณชั้น 2 ของเอสเจ อินฟินิท ทาวเวอร์ ถนนวิภาวดีรังสิต ภายใต้ชื่อเรียกขาน “แหลมเกต อินฟินิท”

“แหลมเกต อินฟินิท ตกแต่งในบรรยากาศหรูหราด้วยรูปแบบของโรงละครที่พร้อมเปิดม่านแห่งความสุข เสิร์ฟความอร่อยกว่า 20 เมนู อาทิ ปลากะพงทอดน้ำปลา หอยนางรมสด กรรเชียงปูผัดผงกะหรี่ ฯลฯ ทุก 90 นาที ตั้งแต่ช่วงเวลา 11.30-21.00 น. แบ่งเป็น 4 รอบ รอบละ 250 คน ภายใต้แนวคิดความสุขบนรสชาติอาหารที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ ในราคาเพียง 666 บาท” คุณโค้ก ฝากมาอย่างนั้น

ก่อนส่งท้ายถึงหลักในการบริหารกิจการ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ไม่มองลูกค้าเป็นพระเจ้า แต่มองเป็นแม่ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าแม่ของเราเรื่องเยอะขนาดไหน ลูกค้าก็เรื่องเยอะเท่านั้น ฉะนั้น เราต้องทำทุกอย่างให้ลูกค้าพึงพอใจ เท่ากับทำให้แม่เราพึงพอใจ โมเดลนี้แหละรุ่ง”

……………

สนใจค้นหาคำตอบของความสุข สไตล์ แหลมเกต อินฟินิท ได้แล้ววันนี้ สำรองที่นั่ง โทรศัพท์ (080) 000-4444, (084) 959-5959 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook/Laemgate หรือ #Laemgateinfinite

ร้านอาหารยุค “เรดโอเชียน”

หมดเวลาบอก เมนูไหนอร่อย

Viral Marketing (ไวรอล มาร์เก็ตติ้ง) กลยุทธ์การตลาดร่วมสมัย เป็นเทคนิคบอกต่อแบบ “ปากต่อปาก” บนโลกออนไลน์ ซึ่งกำลังถูกนำมาใช้กับแทบทุกสินค้า-บริการ

ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหารอย่าง “แหลมเกต”

ที่ผ่านมาร้านอาหารแห่งนี้ จึงมี “เซตแฟชั่น” น่าสนใจ นำเสนอในรูปแบบไวรอล มาร์เก็ตติ้ง เรียกเสียงฮือฮาบนโลกโซเชียลมาแล้วอย่างต่อเนื่อง

“การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารทุกวันนี้ ถือมีด ถือหอก กันหมดแล้ว เพราะต่างอยู่ในเรดโอเชียน ดังนั้น คงไม่ใช่เวลามาบอกกันแล้วว่าเมนูเด็ดของเรา คืออะไร ร้านนี้มีอะไรอร่อย” คุณโค้ก-อพิชาต บวรบัญชารักษ์ เผยแนวคิด

และว่า กำลังทำธุรกิจที่เปรียบเสมือน “โรงงานผลิตความสุข” กำลังสร้างความสุขแบบครบวงจร ความสุขที่มากกว่าอาหาร และเชื่อมั่นในการสื่อสารกันบนโลกออนไลน์ ที่สามารถสื่อได้มากกว่าแค่ภาพลักษณ์ เรายังสื่อสารกันด้านอารมณ์ ความรู้สึกได้อีกด้วย

“ที่ผ่านมาผมพยายามเถียงทุกคนที่บอกว่าแหลมเกต เป็นร้านแฟชั่น มาตามกระแส โดยบอกกับพวกเขาว่า เราคือร้านอาหารทะเลทั่วไป แต่เป็นโมเดลใหม่ เพราะเคยมั้ยที่ไปร้านอาหารทะเลแล้วต้องลุ้น ไม่รู้ว่าจะต้องจ่ายเท่าไหร่ แถมบางครั้งโดนฟันแหลก แต่ถ้ามาที่แหลมเกต ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น จะพาแขก พาเพื่อน มากี่คน รู้เลยว่าต้องใช้งบเท่าไหร่” ผู้บริหาร “แหลมเกต อินฟินิท” วัย 32 บอกอย่างนั้น

หนึ่งเดียวในโลก “MyShoes Cabinet” ชูนวัตกรรมสลายกลิ่นในตู้รองเท้า

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

เรื่องจากปก

อันติกา

หนึ่งเดียวในโลก “MyShoes Cabinet” ชูนวัตกรรมสลายกลิ่นในตู้รองเท้า

“รองเท้ารับบทหนักยิ่งกว่ากระเป๋ามาก เพราะต้องสวมใส่อยู่กับเท้าอาจตลอดทั้งวัน ปัญหาความอับชื้นสูง และแน่นอน สิ่งที่ต้องเจอคือ กลิ่น ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ก็มีกลิ่น เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย ฉะนั้น จึงคิดถึงตู้เก็บรองเท้าเพื่อช่วยลดปัญหา”

ต่อให้รองเท้าจะมีราคาแพงขนาดไหน ก็หนีไม่พ้นปัญหา “กลิ่น” ซึ่งเกิดจากการสวมใส่

จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นผลงานอันล้ำด้วยนวัตกรรม+ฟังก์ชั่น กับ “มายชูส์ คาบิเน็ต (MyShoes Cabinet)” ตู้เก็บรองเท้าสลายกลิ่นและแบคทีเรีย ซึ่งคาดว่าจะสามารถกำยอดขายในปีนี้ 15-20 ล้านบาท

ชอบเครื่องหนัง

สังเกตปัญหา

MyShoes Cabinet เกิดโดยผู้เห็นปัญหา นั่นก็คือ ดร.โอ๋-ดร.รณันธร พลชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบ็ค รีพับลิค (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ “MyBagSpa Thailand” ธุรกิจดูแลเครื่องหนังกระเป๋ารองเท้าครบวงจร

ความชอบเครื่องหนังประเภทกระเป๋าและรองเท้ามาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ชอบจนถึงขั้นมองเห็นปัญหาจากการสังเกต เช่น สีซีดจางลง เกิดเชื้อรา รูปทรงไม่คงเดิม กลิ่น จึงต้องการหาวิธีแก้ไข จนกระทั่งเมื่อราว 5 ปีก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ กระทั่งพบกับแบรนด์ “MyBagSpa” ซึ่งเป็นแบรนด์ให้บริการดูแลเครื่องหนังโดยตรง และครบวงจร

เมื่อเจอคำตอบของการแก้ไขปัญหา ดร.รณันธร ไม่รอช้า ศึกษาข้อมูลแล้วตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์กลับมาเปิดดำเนินการในประเทศไทย โดยเลือกเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“ในประเทศไทยมีธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องหนัง ดูแล ซ่อมบำรุง เยอะ แต่แทบไม่เห็นมีให้บริการดูแลสินค้าแบรนด์เนมจริงๆ ซึ่งพอ MyBagSpa Thailand เปิดให้บริการ จึงตอบสนองกลุ่มคนระดับนี้ ซึ่งมีจำนวนมาก โดยรูปแบบให้บริการตั้งแต่ดูแลทำความสะอาด ราคาเริ่มต้น 500 บาท ทำสี ซึ่งเรามีแล็บวิเคราะห์ค่าสีโดยตรง และซ่อมบำรุง โดยกระบวนการทำงานจะเน้นใช้มือ เพราะคุณภาพคือสิ่งสำคัญ ส่วนราคาที่เคยทำสูงสุด 20,000 บาท ซึ่งสภาพกระเป๋าเสียหายมากเพราะโดนน้ำท่วม แต่ว่าลูกค้าเลือกนำมาทำ เพราะมูลค่ากระเป๋าใบละหลักแสนบาท”

ตู้เก็บกระเป๋า

เอาใจคนรักแบรนด์

อยู่กับธุรกิจนี้มานานหลายปี กอปรกับได้พูดคุยกับลูกค้า แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนรักเครื่องหนังของตนเอง และเขาต้องการให้มีอายุการใช้งานยาวนาน

แนวคิดกับการผลิตตู้เก็บสินค้าขึ้นมารองรับจึงเกิดขึ้น โดยจุดเริ่มต้นมองไปที่สินค้ากระเป๋า ซึ่งมักเกิดปัญหา สีซีดจาง ความอับชื้น ทำให้เสียรูปทรงง่าย จึงต้องการผลิตตู้เก็บ สามารถลดปัญหาดังกล่าว

หลังจากได้พบกับ คุณพงษ์พิทักษ์ วงษ์ดีไทย กรรมการบริหารด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบ บริษัท โปรมาร์เก็ตติ้ง แอนด์ โฮมเด็คคอร์ จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หรู แบรนด์ “Mc Michael” และเป็นพาร์ตเนอร์ด้านการดีไซน์และพัฒนาผลิตภัณฑ์

“ประสบการณ์ 20 ปีกับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ทำให้ต้องใส่ใจในความพิถีพิถัน ตั้งแต่คัดเลือกวัสดุนำมาใช้ในการผลิตเป็นไม้จริงที่ปลูกในป่าแถบยุโรป คงทน แข็งแรง และมีลายไม้ที่สวยงาม ส่วนการออกแบบก็ต้องใส่ความคลาสสิก เหมาะกับเป็นเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน มีเอกลักษณ์ เข้ากับนวัตกรรม”

ความแตกต่าง คือสิ่งที่ทั้งสองเห็นตรงกัน ตู้ภายใต้แบรนด์ MyBag Cabinet จึงควรให้ทั้งประโยชน์โดยตรง คือใส่กระเป๋า และเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหรูในบ้าน และสำคัญคือ นวัตกรรมขจัดปัญหาควรต้องมีไว้รองรับ

แต่ก่อนจะพูดคุยถึงนวัตกรรม คงต้องขอทราบไอเดียการออกแบบ MyBag Cabinet

“สิ่งที่เรารู้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคคือ เมื่อเขามีสินค้าราคาแพง และเป็นของรัก ก็ย่อมต้องการให้สินค้านั้นอยู่กับเขาไปนานๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้คือ สินค้าที่เขารักเขาก็อยากให้เพื่อนๆ ได้เห็น เราจึงคิดถึงการทำตู้โชว์ใส่กระจก สามารถเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ในบ้านได้”

วัตถุดิบที่นำมาใช้จึงต้องดูสมคุณค่าเช่นกัน โดยจะเลือกไม้บีชจากป่าปลูกในประเทศทางแถบยุโรป ผ่านกรรมวิธีการผลิตอันชำนาญละเอียดอ่อน

อับชื้นหายไป

ได้ทรง คงทนนาน

ทั้งนี้ MyBag Cabinet ใบหนึ่งสามารถเก็บกระเป๋าได้สูงสุดประมาณ 20 ใบ แต่มีลูกค้ารายหนึ่งเขามีกระเป๋า 100 ใบ บางคนซื้อ 3 ตู้ไปเรียง ซึ่งเราดูความต้องการของลูกค้า แล้วก็ผลิตให้ตามต้องการก็มี เพราะเขาจะไปวัดขนาดห้องมา แล้วก็ส่งให้ทางฝ่ายผลิตทำ ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 59,000 บาท ไปจนถึง 65,000 บาท และ 75,000 บาท

ความอับชื้น สีที่ซีดเก่า รูปทรงไม่คงเดิม คือปัญหาของกระเป๋า ลำพังแค่ตู้เก็บอาจไม่ช่วยตอบโจทย์ได้ทุกปัญหา ฉะนั้น หากมีนวัตกรรมรองรับก็จะยิ่งส่งเสริมประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

หน้าที่นี้ต้องมอบให้ ดร.วิวัฒน์ วงศ์วราวิภัทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสเต็ป จำกัด ผู้พัฒนาเทคโนโลยี เข้ามาให้ความร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานเติมเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

“ปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ มักถูกสอดแทรกอยู่ในผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับสินค้า แต่มากไปกว่านั้นคือ ประโยชน์ใช้สอยมอบให้กับผู้บริโภค และนวัตกรรมต่างๆ เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้มีอยู่ในแล็บจำนวนมาก แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะนักวิจัยกับผู้ประกอบการไม่มีโอกาสเจอกัน ผมจึงเหมือนคนกลางเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝ่ายเข้าหากัน

จากการพูดคุยกับทั้ง 2 ผู้ประกอบการซึ่งสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้รับรู้ถึงปัญหา และมองไปในแล็บก็รู้ว่ามีงานวิจัยอะไรออกมา พอยื่นเสนอสิ่งนี้ออกไป จึงได้ตู้เก็บกระเป๋าที่ใส่นวัตกรรมแก้ปัญหาความอับชื้น ยืดอายุการใช้งานของกระเป๋า”

ต่อยอดตู้รองเท้า

กลิ่นหาย ไม่มีฝุ่น

หลังประสบความสำเร็จกับตู้เก็บกระเป๋า การต่อยอดไปสู่ตู้เก็บรองเท้าจึงตามมา ซึ่ง ดร.รณันธร ว่า

“รองเท้ารับบทหนักยิ่งกว่ากระเป๋ามาก เพราะต้องสวมใส่อยู่กับเท้าอาจตลอดทั้งวัน ปัญหาความอับชื้นสูง และแน่นอนสิ่งที่ต้องเจอคือ กลิ่น ซึ่งลูกค้าที่นำรองเท้าเข้ามาให้ MyBagSpa Thailand แก้ไขคือ อับชื้น กลิ่น ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ก็มีกลิ่น เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย ฉะนั้น จึงคิดถึงตู้เก็บรองเท้าช่วยลดปัญหา ซึ่งเมื่อคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ก็รู้ว่าสามารถนำนวัตกรรมมาใช้ได้”

ประสบการณ์ทำงานด้านไอทีทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เรื่องเทคโนโลยีใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ ดร.วิวัฒน์ เข้าใจและมองเห็นโอกาส

“ก่อนอื่นเราต้องรู้ถึงปัญหาก่อน แล้วหยิบเทคโนโลยีใส่ลงไป อย่างรองเท้า กลิ่นนี่ปัญหาใหญ่เลย และทางแล็บเองก็มีเทคโนโลยีกำจัดกลิ่นอยู่แล้ว ก็ได้เสนอกับผู้ประกอบการทั้งสอง จึงเกิดความลงตัว ซึ่งนวัตกรรมที่นำมาใช้กับตู้รองเท้าที่ช่วยสลายกลิ่นและแบคทีเรียนี้เรียกว่า โฟโต้ แคตทาลิสต์ (Photo Catalyst) เป็นการทำงานร่วมกันของนาโนเทค (Nanotech) และสารไทเทเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ที่เร่งปฏิกิริยาให้แสงช่วยย่อยกลิ่นและแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพของรองเท้า”

ดร.วิวัฒน์ ยังกล่าวขยายความถึงนวัตกรรมดังกล่าวว่าเป็นสารเคมีที่เคลือบอยู่บนพื้นผิวโดยจะจับกันเป็นผลึกระดับนาโน ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยสลายกลิ่นและฝุ่นเมื่อได้รับแสงอัลตราไวโอเลต

“เท่ากับว่าแสงอัลตราไวโอเลตคือตัวกระตุ้นให้สารเคมีแตกตัว เราเรียกว่า แคตทาลิส ซึ่งสามารถอยู่ได้นานนับสิบปี โดยการเสียบปลั๊กไฟด้านหลังตู้ เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในตู้ก็จะทำงาน ส่วนค่าไฟฟ้าก็เพียงวันละประมาณ 8 บาท โดยอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี เมื่อหมดลงก็สามารถเปลี่ยนได้ในราคาไม่แพง”

พัฒนาก้าวต่อไป

รองเท้าผ้าใบไม่มีกลิ่น

สำหรับระยะเวลาย่อยสลายกลิ่น ขึ้นอยู่กับระดับความมากน้อยของกลิ่น “จากที่เคยทดลองในห้องแล็บ ผ่านไปราวครึ่งวัน กลิ่นลดลงเหลือไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างที่ ดร.รณันธร ทดลองใส่รองเท้าเข้าไป ภายใน 2 ชั่วโมงไม่มีกลิ่นแล้ว ซึ่งสาเหตุที่มาของกลิ่นคือเหงื่อซึมผ่านหนังรองเท้า การซึมผ่านจะเป็นลักษณะค่อยๆ ซึม ฉะนั้น เวลาสลายก็ต้องค่อยๆ สลายเช่นกัน”

ดร.วิวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า กับนวัตกรรมย่อยสลายกลิ่นและแบคทีเรียนำมาใช้กับตู้เก็บรองเท้า ถือว่าประเทศไทยและอาจเรียกได้ว่าในโลก MyShoes Cabinet คือรายแรก

“การพัฒนาและนำมาใช้ต้องดูให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ กับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งการพัฒนายังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างปัจจุบันผู้หญิงชอบออกกำลังกายมากขึ้น รองเท้าผ้าใบรับบทหนัก การสลายกลิ่นก็อาจต้องพัฒนาให้เร็วขึ้น ระบายความอับชื้นได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อรองเท้าแห้ง สลายแบคทีเรียได้ อายุการใช้งานของรองเท้าก็ยาวนาน”

รู้จักนวัตกรรมกันไปแล้ว คราวนี้คงต้องมาพูดถึงเรื่องออกแบบ ซึ่ง MyShoes Cabinet ยังคงเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นมากกว่าตู้เก็บรองเท้า

“รองเท้า ก็เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของผู้เป็นเจ้าของ ต้องการโชว์ ฉะนั้น การออกแบบตู้จึงทำหน้าบานเป็นกระจกใส ส่งผลเวลาเลือกรองเท้ามาสวมใส่ได้ง่ายขึ้นด้วย และต้องสวยกว่าตู้ทั่วไป เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งสามารถตั้งไว้ในบ้าน โดยจะออกแบบให้ออกแนวโมเดิร์นเรียบง่าย เส้นสายไม่มากนัก ใช้วัสดุแปลกตา อย่างหนังจระเข้เทียม และแบบคลาสสิก เรียบง่ายแต่เน้นสีแปลกตา อย่าง ทองแดง และสีดำขัดถลอกให้ดูเก่า มีลูกเล่นบ้าง ซึ่งทั้ง 2 แบบเหมาะกับการแต่งบ้านในยุคนี้ และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทั้งหญิงและชาย”

ออกแบบเข้ากับบ้าน

ถูกใจทั้งชาย หญิง

ดร.รณันธร ยังได้กล่าวเสริมถึงรูปแบบสินค้าของ MyShoes Cabinet ออกแบบและผลิตโดยคำนึงถึงความร่วมสมัย มี 2 คอลเล็กชั่น ได้แก่ “แมนฮัตตัน” (Manhattan) เน้นความเรียบหรู ผลิตจากไม้บีชและวีเนียร์ซานโตสโรสวูด มี 2 สี คือ ขาวในชื่อ ฟิฟท์ อเวนู (5th Avenue) ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราแต่เรียบง่าย ส่วนสีดำเป็นบานประตูหนังจระเข้เทียม ชื่อ โซโห (Soho) เน้นความโมเดิร์นหรูหราด้วยหมุดเหล็ก

ส่วนคอลเล็กชั่น “ทัสคานี” (Tuscany) จะมีรูปแบบคลาสสิก สวยงาม ลายเส้นต่อเนื่องเพื่อให้ดูเรียบหรู มี 2 สี ได้แก่ ฟลอเรนซ์ (Florence) ใช้สีเข้มตัดสีทองให้ความรู้สึกสุขุม และเซียน่า (Siena) ใช้สีทองแดงสว่าง สำหรับราคาขายตั้งไว้เริ่มต้น 45,000 บาท และ 55,000 บาท

ด้วยเพราะเป็นสินค้าใหม่ อีกทั้งยังจัดเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม การบอกกล่าวเพื่อสร้างการรับรู้จึงเป็นสิ่งควรทำ ซึ่งทั้ง 2 ผู้ประกอบการวางแผน โดยเน้นสื่อสารไปยังช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์

นอกจากนั้น ยังจัดกิจกรรมร่วมกับสถาบันการเงิน กลุ่มโรงแรม เพื่อพุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งหญิงและชายในระดับบน และกับอีกหนึ่งช่องทางที่มองข้ามไม่ได้คือ ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“MyShoes Cabinet คือสินค้าใหม่ แต่ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นของสินค้า บวกกับแผนการตลาดที่วางไว้ เราจึงเชื่อว่าในปีนี้ (2559) คาดจะมีรายได้ประมาณ 10-15 ล้านบาท” ดร.รณันธร กล่าว

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อเดินทางไปได้ที่โชว์รูม Mc Michael ย่านพระราม 9 โทรศัพท์ (02) 731-6951, (02) 731-6952 และ MyBagSpa สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ โทรศัพท์ (02) 646-1229, (083) 096-2097 หรือติดต่อผ่านทาง facebook.com/ My Bag & Shoes Cabinet

“แม่เอย” แบรนด์ขนมไทย โกอินเตอร์ โชว์นวัตกรรม “ข้าวหลาม” กินง่าย ขายดีที่ยุโรป

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เรื่องจากปก

วัชรี ภูรักษา

“แม่เอย” แบรนด์ขนมไทย โกอินเตอร์ โชว์นวัตกรรม “ข้าวหลาม” กินง่าย ขายดีที่ยุโรป

ขนมไทย รสชาติดั้งเดิมแบบไทยแท้ ฝีมือคนไทยทำ ไม่ได้เพียงโด่งดังในประเทศอีกต่อไปแล้ว เพราะสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยปรับปรุงให้ขนมไทยโกอินเตอร์ไปไกลได้ไม่ยาก จนสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศและโกยรายได้ต่อปีไปไม่น้อย

ด้วยต้องการขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กับขนมไทย แบรนด์แม่เอย จึงพัฒนาขนมไทยให้เจริญก้าวหน้าแบบไม่หยุดยั้ง ออกผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาด จนสามารถครองแชมป์โอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอดระยะเวลา 10 ปี

ยุคขนมเปี๊ยะเจ้าแรก ไอเดียหลากไส้

สู่อุตสาหกรรมขนมไทย

คุณดิศรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการ เจ้าของบริษัท ขนมแม่เอย เปี๊ยะ แอนด์ พาย (2003) จำกัด เล่าว่า “ก่อตั้งบริษัทมาร่วม 12 ปีแล้ว กำเงิน 7 บาทมาสร้างธุรกิจแม่เอย จากวันที่สร้างธุรกิจขึ้นมา ตนมองธุรกิจขนมทำยากมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวในเชิงการเรียนรู้

ยกตัวอย่าง ขนมเปี๊ยะ มักถูกมองว่า ทานแล้วอ้วน เพราะหวาน มีน้ำตาลเยอะ และยังมีเรื่องของรูปลักษณ์ของขนมเปี๊ยะอีกด้วย ที่ทำให้คนไม่นิยมทานขนมชนิดนี้ ทั้งๆ ที่ขนมเปี๊ยะเป็นขนมมงคล แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เกิดการต่อต้านทางความคิด เช่น การมองว่า ทานแล้วอ้วน ติดฟัน ติดคอ คือจะติไปหมด ทั้งๆ ที่ความจริง ขนมเปี๊ยะ เป็นขนมมงคล จึงต้องการทำความเข้าใจและปรับภาพลักษณ์ให้เกิดการยอมรับตรงจุดนี้ด้วย”

คุณดิศรณ์ เล่าต่อว่า “สินค้ากลุ่มแรกที่แม่เอยผลิต คือขนมเปี๊ยะ เกิดมาพร้อมกับยุคก่อตั้งบริษัท ทำการศึกษา พัฒนาและปรับปรุงรูปลักษณ์ต่างๆ จนสามารถสร้างความแตกต่างให้กับขนมชนิดนี้ได้ กระทั่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและตลาดโมเดิร์นเทรด

ขนมเปี๊ยะ แม่เอย เป็นเจ้าแรกๆ ที่คิดค้นการมีไส้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น เผือก ทุเรียน ใบเตย ช็อกโกแลต ทูน่า ชาเขียว งาดำ มะตูม ลำไย ลินจี้ มะม่วง เป็นต้น เพื่อทดลองตลาด บางไส้ทำได้ตลอดทั้งปี แต่บางไส้ทำเฉพาะฤดูของผลไม้เท่านั้น เมื่อเห็นว่าขนมเปี๊ยะแม่เอย เป็นที่ยอมรับในสังคม อีกทั้งมีไส้ขนมที่หลากหลาย ทั้งธัญพืชและวัตถุดิบต่างๆ อยู่ในมือ จึงคิดต่อยอด ผลิตไส้ขนม เพื่อส่งขายให้กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ ผลิตและส่งขายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสั่งออร์เดอร์แต่ละครั้งเป็นตันๆ สำหรับไส้ขนมที่แม่เอยผลิตจำหน่ายหลัก อาทิ ไส้เผือก ไส้ถั่วแดง ไส้มัน และไส้ฟักทอง”

พัฒนาไม่หยุด สร้างจุดเด่น

ขนมไทย เก็บนาน 1 ปี ไม่ต้องฟรีซ

หลังจากทั้งขนมเปี๊ยะและไส้ขนมแบรนด์แม่เอย เป็นที่ยอมรับทั้งในตลาดโมเดิร์นเทรดและสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ คุณดิศรณ์ บอกว่า จึงหันมาเอาดี ด้านผลิตและจำหน่ายขนมไทย เนื่องจากส่วนประกอบของขนมไทย อยู่ในกลุ่มของธัญพืช และเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในโรงงานอยู่แล้ว จึงคิดต่อยอดจากสิ่งที่มีสู่การทำอุตสาหกรรม

เมื่อมีไอเดียในการผลิตขนมไทย ผนวกกับการที่ตนเองเคยเดินทางไปอยู่ต่างประเทศพักใหญ่ ในช่วงเวลานั้นมีความคิดถึงขนมไทย จึงกลับมาคิดว่า หากต้องทำเป็นอุตสาหกรรม เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากทาน แต่ไม่สามารถทำเองได้ หรือร้านอาหาร และโรงแรมต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาในการทำและยุ่งยาก รวมไปถึงชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ จะพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนเหล่านี้อย่างไร

เมื่อหันมาผลิตขนมไทย คุณดิศรณ์ จึงบอกว่า “อยากทำขนมไทยที่ขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ข้าวต้มมัดห่อใบตอง แล้วใส่ถุงวางจำหน่ายอีกต่อไป ทำแบบนั้นโอท็อปที่ไหนก็สามารถทำได้ แต่ต้องการพัฒนาให้ข้าวต้มมัดทานได้ง่าย เก็บได้นาน 1 ปี โดยที่ไม่ต้องแช่ช่องฟรีซ แต่สามารถเก็บได้นาน เวลาเอามาทานก็ทำได้ง่ายๆ และความคิดนี้ยังรวมไปถึงขนมไทยประเภทอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น แกงบวด อาหารไทย และข้าวหลาม ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ ที่เพิ่มความง่ายในการทาน แกะทานได้ง่าย ราวกับปอกกล้วย ซึ่งได้กลายมาเป็นสินค้ายอดฮิต ที่ส่งขายไปยังประเทศแถบยุโรปในขณะนี้”

จากการคิดค้น ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์แม่เอย สร้างจุดเด่นในการผลิตขนมไทยที่นอกจากจะเก็บไว้นาน 1 ปี โดยไม่ต้องแช่ฟรีซแล้วนั้น วิธีทานก็ง่าย เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังปลอดภัย เพราะไม่ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ไม่มีสารกันบูด ไม่เจือสีและแต่งกลิ่น แต่เน้นนวัตกรรมในการถนอมอาหาร

โดยคุณดิศรณ์ ได้ยกตัวอย่าง ข้าวหลามและข้าวต้มมัด ให้ฟังว่า หากต้องการทานให้อร่อย ควรเข้าไมโครเวฟสัก 1 นาที เนื่องจากข้าวเหนียวเมื่อผ่านกระบวนการเก็บรักษาไว้นานวัน ก็จะมีการหดตัว เวลาทานแบบไม่อุ่นไมโครเวฟอาจไม่อร่อยเท่าตอนที่เข้าไมโครเวฟอุ่นๆ หรืออย่างแกงบวด ที่ไม่อุ่นไมโครเวฟก็สามารถทานได้ แต่หากเวฟก็อร่อยขึ้น ทั้งยังมีจุดเด่น ตรงที่กะทิไม่แตกมันอีกด้วย

รุกตลาดโมเดิร์นเทรด

ส่งออกทั้งเอเชียและยุโรป

ดำเนินธุรกิจมาจวบจนปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาไม่หยุดและต่อยอดสินค้าให้เกิดความแปลกใหม่ด้วยนวัตกรรมไม่รู้จบ ทั้งเปิดหน้าร้าน เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้า ขนมแบรนด์แม่เอย จึงได้ก้าวสู่การเป็นโอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอด 10 ปี

ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ดังกล่าวของแบรนด์แม่เอย ที่สามารถเก็บได้นานและเหมือนได้ทานขนมไทยทำเสร็จใหม่ๆ รสชาติแบบคนไทย ทำให้ก้าวเข้าสู่ตลาดโกอินเตอร์ สามารถส่งออกไปได้ในหลากหลายประเทศ

คุณดิศรณ์ บอกเอาไว้ว่า “ถึงแม้ว่าตอนนี้ตลาดในประเทศ จะไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจต่างๆ จึงทำให้การค้าขายเงียบลงไปบ้าง แต่ก็ยังมีแนวคิดที่จะทำการตลาดด้วยกัน 2 แบบคือ แบบที่ 1 เน้นเป้าหมายไปที่กลุ่มโมเดิร์นเทรดภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ และการตลาดแบบที่ 2 คือ เน้นไปที่กลุ่มซื้อขายโดยตรง อย่างเช่น บรรดานักท่องเที่ยว ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของฝาก

ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างก็มีความต้องการสินค้าตัวใหม่ คล้ายกัน เพราะต่างก็ต้องการสินค้าที่มีความแปลกใหม่ หรือให้ความรู้สึกแตกต่าง

ทั้งประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากมาย แบรนด์แม่เอย จึงมองเห็นโอกาส จากการขายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว จึงเปิดร้านขายสินค้า โดยยึดเอาทำเลของจังหวัดนครปฐม เป็นที่เปิดร้าน เพื่อกระจายสินค้า เนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานแม่เอยอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เชื่อมโยงเวลานักท่องเที่ยวต้องการเดินทางไปเที่ยวในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย”

“ปัจจุบัน ขนมเปี๊ยะ และขนมไทย แบรนด์แม่เอย ส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์ เป็นต้น หรือทางฝั่งยุโรป ส่งขายไปยัง ลอนดอน เยอรมนี นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เบลเยียม และฮอลแลนด์ สำหรับขนมไทยเฉพาะกลุ่ม อย่างข้าวเหนียวทุเรียน ส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลัก ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก รายได้รวมที่แบรนด์แม่เอยทำได้ต่อปี เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท” คุณดิศรณ์ กล่าว

สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ http://www.kanommaeoey.com หรือ โทรศัพท์ (034) 363-152

“KING FRUITS” กล้วยหอมทองร้อยล้าน ป้อนตลาดปีละ 6 พันตัน สยายปีกโกอินเตอร์

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เรื่องจากปก

ผู้แต่ง

“KING FRUITS” กล้วยหอมทองร้อยล้าน ป้อนตลาดปีละ 6 พันตัน สยายปีกโกอินเตอร์

เกษตรกรรายนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าป้อนให้กับตลาดทุกระดับ ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ, 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งสายการบินเฟิร์สคลาส ที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งโรงงานเบเกอรี่

หลังประสบวิกฤตโรคระบาดในสวนส้ม ทำให้ต้องหันมาปลูกพืชผักสวนครัวและกล้วยหอมเพื่อสร้างรายได้ทดแทน ตรงนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ คุณเกรียงศักดิ์ วิเลปะนะ ลูกชาวสวนพบโอกาสทองที่แฝงอยู่ในกล้วยหอม ผลไม้เศรษฐกิจที่โตก้าวกระโดด ราคาพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แถมมีดีมานด์ทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ

ระยะเวลาเกือบ 10 ปี ปัจจุบัน ผู้ชายคนนี้กลายเป็นเจ้าตลาดกล้วยหอม ด้วยการสร้างแบรนด์ “KING FRUITS” (คิง ฟรุทส์) มีพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ เกษตรกรเครือข่ายอีก 1,000 ไร่ ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะขยายพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่ ส่งกล้วยหอมขายแต่ละวันเกือบ 15 ตัน ตลาดหลักส่งเข้าร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น, ห้างสรรพสินค้า อาทิ สยามพารากอน ฟู้ดแลนด์ บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส แม็คโคร แม็กซ์แวลู และสายการบิน เช่น การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ รวมทั้งการบินเครือไมเนอร์ กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้ทั้งปี 2559 ราว 200 ล้านบาท

ผลผลิตมาตรฐานส่งออก

ขายในไทย คนไทยกินของดี

คุณเกรียงศักดิ์ เรียนด้านการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเรียนจบ เขาเลือกเดินตามรอยของครอบครัว ด้วยการสืบทอดมรดกสวนส้มเขียวหวาน ในฐานะรุ่นที่ 3 ณ ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แต่แล้วปี 2540 สวนส้มประสบปัญหาผลส้มร่วง อันเกิดมาจากโรคกรีนนิ่ง เลยหันมาปลูกผักสวนครัว รวมถึงกล้วยหอม เริ่มต้นส่งผลผลิตขายผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อเริ่มดีขึ้นเปิดตลาดเองโดยเช่าแผงที่ตลาดไท นับจากนั้นมาก็ขยายตลาดเพิ่มอย่างต่อเนื่องจวบจนทุกวันนี้

“ครอบครัวเป็นเกษตรกรปลูกส้มเขียวหวาน 30 ไร่ที่คลองสี่ จังหวัดปทุมธานี เมื่อครั้งส้มเกิดโรคระบาด จึงหาพืชตัวอื่นมาทดแทน นั่นคือ ผักสวนครัว อาทิ มะระ บวบ แตงร้าน รวมถึงกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากในยุคนั้น แรกเริ่มส่งผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ผลปรากฏว่ารายได้กล้วยหอมแซงหน้าผักชนิดอื่นๆ หนที่สุดเลือกปลูกเฉพาะกล้วยหอม”

คุณเกรียงศักดิ์เริ่มปลูกแต่กล้วยหอม ราวปี 2548 บนพื้นที่ 30 ไร่ ซึ่งชายหนุ่ม เผยว่า ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นตามลำดับไปตามจังหวัดต่างๆ อาทิ อยุธยา สระบุรี นครนายก กระทั่งปัจจุบันปี 2559 มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 3,000 ไร่ เกษตรกรเครือข่ายอีก 1,000 ไร่ ไม่ว่าจะเป็นจันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี บึงกาฬ พัทลุง นครสวรรค์ กำแพงเพชร ชุมพร เป็นต้น ตั้งเป้าอีก 3 ปีจะขยายพื้นที่ปลูก 10,000 ไร่

พื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองของคุณเกรียงศักดิ์ มีทั้งที่ดินของตัวเอง และเช่าปลูก การเช่าปลูกเขาจะทำสัญญากับเจ้าของพื้นที่ทุกๆ 3 ปี ค่าเช่า 2,000-5,000 บาท ต่อไร่ต่อปี การปลูกกล้วย ไม่ได้ปลูกทีเดียว 3,000 ไร่ ใช้วิธีปลูกหมุนเวียน ครั้งละ 300 ไร่ หรือประมาณ 100,000 ต้น ต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตออกสม่ำเสมอ กล้วยแต่ละรุ่น จะใช้ระยะเวลาปลูก 9 เดือน -1 ปี ตัดขายได้

“ผมรับซื้อกล้วยจากเกษตรกรเครือข่ายเป็นเครือ กล้วยทุกลูกสามารถตรวจสอบได้ว่ามาจากสวนไหน อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ Global GAP มาตรฐานดังกล่าวรับรองคุณภาพการเพาะปลูกสินค้าเกษตร เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าอาหารที่ผลิตจากฟาร์มดังกล่าวไม่ใช้สารเคมีและไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังได้เครื่องหมาย NSF (เครื่องหมายมาตรฐานและใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพด้านสุขลักษณะ, ความปลอดภัยและคุณภาพสิ่งแวดล้อม) ตัวโรงคัดบรรจุกล้วยได้มาตรฐานตามระบบ GMP และ HACCP

ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

ช่วงเทศกาล ราคาดีเท่าตัว

สำหรับต้นทุนการปลูกกล้วยหอม ชายหนุ่ม ชี้แจงว่า จะใช้ทุนราว 15,000 บาท ต่อไร่ หากปลูกแบบยกร่องจะได้ 300 ต้น ต่อไร่ ถ้าปลูกแบบพื้นราบได้ 400 ต้น ต่อไร่ ภายใน 9 เดือน ถึง 1 ปี ตัดกล้วยขายได้ผลตอบแทน 60,000-70,000 บาท ต่อไร่ ลงทุนหน่อกล้วยครั้งแรกครั้งเดียว รุ่นต่อไปใช้หน่อที่แตกขึ้นมาใหม่ ปลูกต่อได้

ด้านการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเครือข่าย ทาง “คิง ฟรุทส์” จะรับซื้อตามคุณภาพ เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10-20 บาท ซึ่งกล้วย 1 หวี น้ำหนักเฉลี่ย 2.5 กิโลกรัม (14-16 ลูก) กล้วยเกรด A น้ำหนักต่อลูก 180 กรัม

การปลูกกล้วยหอมทองให้ได้เกรด A คุณเกรียงศักดิ์ แนะว่า ธรรมชาติของกล้วยชอบปุ๋ย ชอบน้ำ ต้องรดน้ำทุกวัน ระวังเรื่องน้ำท่วมขัง ปลูกดินตื้นจะโตไว แต่ล้มง่ายต้องมีไม้ค้ำ เมื่อออกปลี ให้ใช้ไม้ค้ำทุกเครือ ออกปลีได้ 70-90 วันจะให้ลูก ใช้ถุงหรือกระดาษคลุมลูกเพื่อให้ผิวกล้วยสวย เมื่อตัดผลผลิต กล้วยจะมีอายุได้ราว 1 ปี ให้โค่นทิ้ง นำหน่อใหม่จากต้นเดิมลงปลูกแทน ทว่าราวเดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นช่วงฤดูฝน มีลมพายุ ช่วงนี้กล้วยหอมมักขาดตลาด

ในส่วนช่องทางจัดจำหน่าย เกษตรกรรายนี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าป้อนให้กับตลาดทุกระดับ ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ส่งร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ, 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, 20 เปอร์เซ็นต์ส่งสายการบินเฟิร์สคลาส, ที่เหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งโรงงานเบเกอรี่

“เราได้รับโอกาสจากการบินไทย ระดับชั้นโดยสารเฟิร์สคลาส ให้ส่งกล้วยหอม 4 ปีต่อเนื่อง สเปกกล้วยที่ส่ง เป็นกล้วยหอมเกรด A ผิวสวย น้ำหนักลูกละ 180 กรัม ผิวของกล้วยต้องไม่มีรอยช้ำ รสชาติต้องหวานสม่ำเสมอ ส่วนร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ น้ำหนักต่อลูก 120 กรัม ส่งวันละ 70,000 ชิ้น”

สร้างโรงงานแปรรูปกล้วย

หวังเพิ่มมูลค่าช่วงราคาตก

กรณีร้านสะดวกซื้อ เซเว่นฯ มีความต้องการกล้วยหอมมากถึง 200,000 ลูก ต่อวัน ปัจจุบัน เซเว่นฯ มีกล้วยแพ็กยังไม่ตามเป้า ฉะนั้น ความต้องการกล้วยยังเปิดกว้าง ยิ่งการบริโภคกล้วย กลายเป็นเทรนด์ของคนรักสุขภาพ ส่งผลให้ผลไม้ชนิดนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

คุณเกรียงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน กล้วยหอมราคาดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปลูกเท่าไหร่ไม่พอขายด้วยซ้ำ ยิ่งเฉพาะปีนี้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลกล้วยยิ่งขายดี เช่น ตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง กินเจ

ในส่วนของยอดขาย เจ้าของกิจการ เผยว่า ปี 2558 รายได้ 150 ล้านบาท ปี 2559 ตั้งเป้า 200 ล้านบาท ภายในปีนี้ทุ่มงบ 50 ล้านบาทสร้างโรงงานแปรรูปกล้วย หวังเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

“สินค้าเกษตร ราคาไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ บางช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด ราคาก็ตก ฉะนั้น เลยสร้างโรงงานแปรรูปหวังเพิ่มมูลค่ากล้วยในช่วงที่ราคาตกต่ำ โดยเน้นแปรรูปทำเป็นอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เตรียมส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”

สิ่งสำคัญที่ทำให้ “คิง ฟรุทส์” เติบโตเป็นเบอร์ 1 กล้วยหอมทอง คุณเกรียงศักดิ์ ย้ำว่า อยู่ที่ความมุ่งมั่น ทุ่มเท เน้นทำในสิ่งที่ถนัดเพียงอย่างเดียว ทำให้ดีที่สุด เน้นความต้องการของตลาดเป็นหลัก ขณะเดียวกัน พร้อมที่จะแก้ไขและปรับปรุง เพื่อก้าวไปสู่คำว่า คุณภาพ อย่างมั่นใจ และไม่เคยท้อ

บริการ จัดเก็บ-บรรจุ-จัดส่ง “Shipyours-ชิปยัวร์ส” ผู้จัดการส่วนตัวของพ่อค้าแม่ขายออนไลน์

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี รูป : สมจิต

บริการ จัดเก็บ-บรรจุ-จัดส่ง “Shipyours-ชิปยัวร์ส” ผู้จัดการส่วนตัวของพ่อค้าแม่ขายออนไลน์

“มีลูกค้าผมคนหนึ่งบอกว่า ชีวิตสบายขึ้นมากเลย คือนอกจากที่ชีวิตจะสบายแล้ว ยอดขายก็เพิ่มด้วย การเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้น ไม่ใช่เพราะเราไปแพ็กสินค้าให้แล้วคนซื้อติดใจ แต่การที่เข้าไปช่วยแพ็กสินค้าให้นั้น ทำให้มีเวลามากขึ้น เขาจึงนำเวลาที่ต้องแพ็กของ ไปทำงานอย่างอื่น เช่น ทำสื่อโฆษณา ไปทำมาร์เก็ตติ้ง ไปโปรโมตสินค้า ทำให้ยอดขายขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

เมื่อไม่นาน มีข้อมูลจาก ธนาคารกสิกรไทย ระบุถึงตัวเลขเกี่ยวกับการค้าขายออนไลน์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 20 ต่อปี ปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านช่องทางต่างๆ กว่า 500,000 ราย และมีคนไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 14.87 ล้านคน

ทั้งนี้ มีการประเมินด้วยว่า ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซ ในส่วนของการซื้อขาย ตรงไปยังผู้บริโภคนั้นสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่ส่งต่อการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ เป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต จำนวนการใช้สมาร์ตโฟนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระบบชำระเงินออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นไปอย่างมาก

เมื่อบรรยากาศโดยรวมแสนจะคึกคักอย่างที่เกริ่น ยามนี้ จึงมีธุรกิจหลายรูปแบบ กระโดดเข้ามาเป็น “ผู้เล่น” ในตลาดออนไลน์ กันมากหน้าหลายตา

เมืองนอกมีแล้ว

ปรับใช้คนไทยไม่เวิร์ก

Shipyours-ชิปยัวร์ส คือหนึ่งในผู้เล่นในตลาดค้าขายออนไลน์ เป็นธุรกิจบริการรับจัดเก็บสินค้า ที่มาพร้อมกับการรับบรรจุและจัดส่ง สำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซขนาดย่อม ที่ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าขนาดเล็ก พร้อมทีมงานบรรจุและจัดส่ง โดยการรับคำสั่งส่งสินค้าออก และแจ้งผลการจัดส่งทั้งหมด ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบออนไลน์

คุณจูเนียร์-อานันท์ สุขุมภาณุเมศร์ นักธุรกิจหนุ่มบุคลิกแคล่วคล่อง วัย 24 ปีเศษ ดีกรีปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Shipyours-ชิปยัวร์ส กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูล ด้วยอัธยาศัยกันเอง ย้อนความเป็นมา ธุรกิจนี้มีผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของกิจการโกดังสินค้า และอีกคนหนึ่งค้าขายสินค้าออนไลน์

ส่วนตัวเขานั้นก่อนหน้านี้เคยลงทุนร่วมกับเพื่อน ผลิต “สแน็ก” ส่งขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ราคาขายต่อหน่วยไม่ถึง 100 บาท กำไรจึงน้อยมากหากเทียบกับเงินลงทุน จึงมองหาธุรกิจอื่นที่น่าจะทำกำไรได้ดีกว่า

กระทั่งโคจรมาพบกับหุ้นส่วนทั้ง 2 ท่านดังกล่าว ก่อนนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน

“ผมเป็นคนชอบซื้อของออนไลน์บ่อยอยู่แล้ว ส่วนเพื่อนอีกคนที่ขายของออนไลน์ มักเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าเกิดปัญหาเรื่องการบรรจุสินค้าก่อนส่ง เวลาออร์เดอร์เยอะแล้วแพ็กไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถขยายรับออร์เดอร์ได้ ทั้งที่ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้มากกว่านั้น แต่กลับต้องชะลอ เป็นเหมือนคอขวด” คุณจูเนียร์ เล่าถึงจุดเริ่ม

จากนั้นทั้ง 3 หุ้นส่วน จึงช่วยกันตกตะกอนความคิด ผุดเป็นโมเดลธุรกิจในแบบ Shipyours-ชิปยัวร์ส

“คลังสินค้าออนไลน์ของเรา เป็นธุรกิจช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ โดยมีทีมงานมืออาชีพช่วยจัดเก็บสินค้า ช่วยบรรจุสินค้าและนำส่งให้ ทำให้บรรดาพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ ไม่ต้องมาปวดหัวกับการจัดเก็บสินค้า มีเวลารับออร์เดอร์ หรือคิดทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมากขึ้น” คุณจูเนียร์ อธิบาย

ก่อนบอกว่า ใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์ตลาดธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์อยู่หลายเดือน จนทราบว่าในเมืองไทยมีคนทำบ้าง แต่เจาะกลุ่มเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ไม่รับลูกค้าขนาดย่อม ส่วนต่างประเทศมีบ้างแล้วหลายราย แต่ไม่สามารถนำมาเป็นต้นแบบใช้กับคนไทยได้ เนื่องจากพฤติกรรมหลายอย่างยังแตกต่างกันอยู่มาก

“ก่อนหน้านั้นวางแผนไว้จะทำระบบอัตโนมัติทั้งหมด โดยนำเว็บไซต์ของผู้ประกอบการมาเชื่อมกับเว็บไซต์ของเรา แต่ปรากฏคนไทยแทบจะไม่ขายของผ่านเว็บไซต์ พวกเขามักขายของผ่านเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ฉะนั้น การเชื่อมเว็บไซต์แบบออโตเมติก ตั้งแต่ต้นจนจบจึงเป็นไปไม่ได้ ต้องมาปรับเปลี่ยนใหม่

นอกจากนี้ คนไทยชอบขายของหลากหลาย ขณะที่ต่างชาติ ถ้าสินค้าตัวไหนขายดีจะเก็บข้อมูลไว้ เพื่อสต๊อกสินค้านั้นมากหน่อย ส่วนตัวไหนขายไม่ดีค่อยๆ ตัดไป แต่คนไทยมีนิสัยอยากขายทุกอย่าง เว็บไซต์หนึ่งขายสินค้าหลายร้อยอย่าง” คุณจูเนียร์ บอกอย่างนั้น

ลงทุนหลักล้าน

บริการใหม่ ลูกค้าไม่เก๊ต

กิจการ Shipyours-ชิปยัวร์ส เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อราวกลางปี 2557 ตั้งต้นด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ภายใต้การบริหารในนามบริษัท โอเอฟ แวร์เฮาส์ จำกัด (Shipyours) มีเป้าหมายเข้ามาแก้ปัญหาให้กับร้านค้าของผู้ประกอบการรายย่อยหรือขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 93 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งหมดของประเทศไทย

“บริการของเรายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ ตอนเปิดตัวใหม่ๆ เราเป็นผู้เล่นเดียวในตลาด ยังไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะไม่มีใครเข้าใจ เคยลองโทรศัพท์ไปคุยตามร้านค้าขายของทั้งหลายบนเว็บไซต์ บอกว่ามีบริการดีๆ มาแนะนำ ฮาร์ดเซลส์ เหมือนขายประกันเลย” คุณจูเนียร์ เล่า พร้อมหัวเราะอารมณ์ดี

ก่อนย้อนประสบการณ์ให้ฟังแบบเห็นภาพ

“ผมโทรไปอธิบายว่า บริการของเราคือ รับจัดเก็บ แพ็กสินค้า และส่งสินค้าให้คุณ ลูกค้าบางคนฟัง บางคนไม่ฟัง หรือฟังไปสักพักก็บอกว่า โอ๊ย! คุณ ผมพ่อค้านะ บาทหนึ่งก็ไม่อยากเสียให้ใคร เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พ่อค้าแม่ขายหลายคน ยังไม่เข้าใจว่าต้นทุนแฝงคืออะไร ค่าแรงของตัวเองคืออะไร เขาคิดกันแค่ว่ามาใช้บริการผมแล้วต้องจ่ายมากขึ้น จะมาเสียทำไม”

คุณจูเนียร์ เล่าต่อ ช่วงปีแรกของการดำเนินกิจการ ลูกค้ายังไม่มีความเข้าใจเลย กระทั่งได้มีโอกาสไปออกรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ซึ่งช่วยสื่อแนวความคิดของธุรกิจ ว่าความจริงแล้ว ต้นทุนในการค้าขาย มีอะไรบ้าง และการจัดการที่ดีสามารถทำให้ธุรกิจโตได้อย่างไร โดยผู้ประกอบการไม่ต้องมากังวลกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดผลกำไร

ประกอบกับปีที่ผ่านมา มี “ผู้ล่น” ใหม่ กระโดดเข้ามาในตลาดนี้ ประมาณ 3-4 ราย ต่างคนจึงต่างทำการตลาดของตัวเอง ลูกค้าจึงเริ่มมีความเข้าใจขยายเป็นวงกว้าง

“คู่แข่งเยอะ ไม่ใช่อุปสรรคเลย เพราะตลาดนี้เค้กก้อนใหญ่มาก แบ่งกันกินยังเหลือเฟืออยู่ การที่มีผู้เล่นเจ้าอื่นด้วย ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรวมคึกคักมากขึ้น แต่ถ้าในอนาคต ยอมรับว่ามีความกังวลบ้างเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ” คุณจูเนียร์ บอกอย่างนั้น

ออกแบบธุรกิจ

ตอบโจทย์สามข้อ

สนทนามาถึงตรงนี้ มีคำถาม กิจการ Shipyours-ชิปยัวร์ส ทำให้ธุรกิจของบรรดาพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ ดีขึ้นแค่ไหน อย่างไร คุณจูเนียร์ อธิบาย ปัญหาแรก ที่มักเกิดขึ้นกับพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์คือ การจัดเก็บสินค้า ถ้าทำเองที่บ้าน เมื่อสินค้ามาส่ง ก็ต้องมาตั้งกองในห้อง กระจายหาชั้นเก็บ ถ้ามีสินค้ามากขึ้น ที่จัดเก็บเริ่มไม่พอ บ้านรก วางไม่เป็นสัดส่วน หาสินค้าไม่เจอ

ปัญหาที่สองคือ ขาดคนแพ็กสินค้า เพราะทุกวันต้องตื่นเช้ามาแพ็ก ส่งตอนบ่าย บางครั้งแพ็กผิดแพ็กถูก เนื่องจากไม่มีระบบมาช่วยตรวจสอบ ทำกันเองแบบบ้านๆ วันไหนออร์เดอร์เยอะหน่อยก็ชวนพ่อ-แม่ พี่-น้อง มาช่วยกันแพ็ก วันๆ ก็หมดไปกับการแพ็ก ไม่ได้ทำอะไรแล้ว

และปัญหาที่สามคือ การจัดการข้อมูล ส่วนใหญ่เวลารับออร์เดอร์มาเสร็จก็ก๊อบปี้ลงโปรแกรมเวิร์ด พริ้นต์ออกมาเป็นแผ่น แล้วก็อาจมีสมุดเล่มหนึ่งไว้ตัดสต๊อก ทำไปทำมา อาจตัดผิดตัดถูก บางรายขายมาแล้ว 1 ปี ไม่เคยเก็บข้อมูลไว้ดูเลยว่า ยอดขายที่ผ่านมาตัวไหนขายดี ตัวไหนทำกำไรมากที่สุด

“จากปัญหาที่กล่าวมาประกอบกันอย่างนี้ บริการของชิปยัวร์ส จึงออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทั้ง 3 ข้อคือ บ้านจะไม่รก ถ้ามาใช้บริการชิปยัวร์ส ไม่ต้องรับสินค้าเอง สามารถสั่งโรงงานให้มาลงสินค้าไว้ที่โกดังของเราได้ โดยเราจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้า นับสต๊อก เอาขึ้นชั้นให้

พอถึงเวลาออร์เดอร์มา เรามีมืออาชีพเป็นคนแพ็กสินค้าให้ เพราะมีระบบบาร์โค้ด ในการลงสินค้า การจัดส่งออกไปถูกต้องไม่ผิดแน่นอน สุดท้ายเรายังมีซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการข้อมูลให้ใช้ ถ้าพ่อค้า-แม่ขาย ซึ่งเป็นลูกค้าของเราอยากดูยอดขายย้อนหลัง 1 ปี ดึงมาดูได้ทันที สามารถนำข้อมูลไปบริหารงานด้านมาร์เก็ตติ้งได้เลย” หุ้นส่วนคนสำคัญ อธิบาย

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายถ้าอยากใช้บริการ คุณจูเนียร์ บอก Shipyours-ชิปยัวร์ส ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนจึงถูกมาก แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ ค่าจัดเก็บ ค่ารหัสสินค้า และค่าแรงแพ็กสินค้า

โดยในส่วนของค่าจัดเก็บ จะผันแปรตามปริมาตรของจำนวนสินค้า เริ่มต้นเพียงเดือนละ 100 บาท ค่ารหัสสินค้า คิดอยู่ที่ 15 บาท ต่อ 1 เอสเคยูต่อเดือน และค่าแรงในการแพ็กสินค้า 1 ออร์เดอร์ หรือ 1 ที่อยู่ในการจัดส่ง คิดออร์เดอร์ละ 10 บาท

ส่วนการจัดส่งสินค้า พ่อค้า-แม่ขาย สามารถเลือกได้ว่าจะให้ช่วยจัดส่งแบบไหน มีทั้งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ พัสดุลงทะเบียน พัสดุเก็บเงินปลายทาง หรือส่งโดยพนักงานส่งเอกสาร ทั้งนี้ ก็จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป

ตอบรับน่าพอใจ

สามปีหวังโกอินเตอร์

สำหรับข้อจำกัดของการมาใช้บริการคลังสินค้าออนไลน์แห่งนี้ เจ้าของกิจการวัย 24 บอกว่า ต้องเป็นสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาอย่างน้อย 3 เดือน เป็นสินค้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่วัสดุติดไฟได้ หรือจุดระเบิดได้ และสามารถส่งผ่านไปรษณีย์ได้ ทั้งนี้ มีวงเงินประกันให้ 10 เท่าของราคาค่าจัดเก็บในแต่ละเดือน

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับจากลูกค้า ณ ช่วงเวลานี้ มีคำตอบน่าสนใจกลับมาว่า

“ค่อนข้างน่าพอใจ มีลูกค้ามาใช้บริการมาก จนต้องชะลอการหาลูกค้าอยู่เหมือนกัน เพราะต้องเรียนตามตรงว่าธุรกิจนี้เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น มีลูกค้านำสินค้ามาฝากกับเรา เลยอยากให้ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนไปของการบริการ ไม่อยากให้ธุรกิจโตเร็วเกินไป ค่อยๆ เติบโตดีกว่า”

ส่วนความพึงพอใจมีมากน้อยแค่ไหน คุณจูเนียร์ บอกจริงจัง

“มีลูกค้าผมคนหนึ่งบอกว่า ชีวิตสบายขึ้นมากเลย คือนอกจากที่ชีวิตจะสบายแล้ว ยอดขายก็เพิ่มด้วย การเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้น ไม่ใช่เพราะเราไปแพ็กสินค้าให้แล้วคนซื้อติดใจ แต่การที่เข้าไปช่วยแพ็กสินค้าให้นั้น ทำให้มีเวลามากขึ้น เขาจึงนำเวลาที่ต้องแพ็กของ ไปทำงานอย่างอื่น เช่น ทำสื่อโฆษณา ไปทำมาร์เก็ตติ้ง ไปโปรโมตสินค้า ทำให้ยอดขายขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

เกี่ยวกับผลตอบแทนจากธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์นี้ คุณจูเนียร์ เผย หากเทียบสัดส่วนกับธุรกิจบริการเหมือนกัน ธุรกิจนี้ถือว่ามาร์จิ้นบางมาก กำไรไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นธุรกิจเน้นความถี่ในการใช้บริการมากกว่า

ถามถึงความตั้งใจในธุรกิจ หุ้นส่วนคนสำคัญ เผยว่า ภายใน 3 ปีนี้ อยากทำโครงสร้างในประเทศให้แน่นก่อน จากนั้นจะเริ่มไปเปิดโกดังคลังสินค้าออนไลน์ที่เพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามหรือสิงคโปร์ เป็นการเปิดตลาดใหม่

“ตอนนี้เรามีลูกค้าอยู่ที่ ชัยภูมิ เชียงใหม่ ภาคใต้ หรือแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ พวกเขามีอิสรภาพทางกายภาพ ไม่ต้องติดอยู่ที่ไหนสักที่ ทำงานที่ไหนก็ได้ เคยมีลูกค้าคนหนึ่งไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เขาขายอาหารเสริม แม้ตัวจะอยู่เมืองนอก ก็สามารถนำสินค้ามาฝากกับเรา พอสินค้าใกล้หมด สั่งให้โรงงานผลิตมาลงของเพิ่ม ตัวเขาก็รับออร์เดอร์ไป ชิปยัวร์สเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัวให้เลย” คุณจูเนียร์ เล่าให้ฟังส่งท้าย

……………

พ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ สนใจตัวช่วยชั้นดี ในนาม Shipyours-ชิปยัวร์ส สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท โอเอฟ แวร์เฮาส์ จำกัด เลขที่ 21 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ (02) 718-5545, (061) 819-6358 Facebook/shipyours อีเมล : support@shipyours.com และ LINE : @shipyours

เปิดธุรกิจรับเปิดเทอม ชุดนักเรียน 100 ล้าน “ใส่สมอ…เท่เสมอ”

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ปัทมานันท์ ภาพ : ธนศักดิ์ ธรรมบุตร

เปิดธุรกิจรับเปิดเทอม ชุดนักเรียน 100 ล้าน “ใส่สมอ…เท่เสมอ”

“…ปีหนึ่งขายได้แค่ 2 เดือน คือเมษายน-พฤษภาคม และเนื่องจากชุดนักเรียน เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องมีการตรึงราคาไว้ ราคาขายไม่สามารถขยับขึ้นมา 5 ปีกว่าแล้ว ธุรกิจนี้จึงไม่ได้มีกำไรมากมายอะไร ที่ผ่านมาอาศัยขายจำนวนมากเลยอยู่มาได้”

มูลค่าตลาดสินค้าประเภทเครื่องแบบนักเรียน ณ พ.ศ. นี้

ว่ากันว่ามีตัวเลขอยู่ที่หลัก…หลายพันล้านบาท

การขับเคี่ยวกันจึงมีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีผู้ประกอบการน้อย-ใหญ่ หลายรายเสนอตัวเข้ามาเป็น “ผู้เล่น”

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันแวดวงผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย “ชุดนักเรียน” นี้ ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ตลาดกลาง-ล่าง และตลาดบน

สำหรับผู้เล่นในตลาดบน มักเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ดำเนินกิจการมายาวนาน และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าส่งต่อกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น

ซึ่งหนึ่งในนั้น เชื่อว่าคงมี ชุดนักเรียน “ตราสมอ” ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคนเป็นแน่

ตั้งต้นจากห้องแถว

ชู “ความทน” เป็นจุดขาย

ช่วงบ่ายของวันทำงาน โรงงานผลิตชุดนักเรียน ตราสมอ ซึ่งตั้งอยู่ย่านบางแค บนที่ดินกว่า 10 ไร่ เปิดโอกาสให้ทีมงาน “เส้นทางเศรษฐี” เข้าไปเยี่ยมชมการผลิตแทบทุกขั้นตอน

และแม้งานกำลังวุ่น เพราะอยู่ในช่วง “หน้าขาย” ซึ่งต้องมีการติดต่อธุรกิจกับผู้ซื้อน้อยใหญ่หลายต่อหลายเจ้า

แต่ คุณหวาน-อาภาพร ศิริปทุมมาศ ผู้บริหารวัย 39 ปี ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สมอทองการ์เมนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดนักเรียน ตราสมอ เจ้าของสโลแกน “ใส่สมอ…เท่เสมอ” ยังกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

เริ่มต้นย้อนความเป็นมา กิจการนี้เริ่มต้นเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว โดย คุณกิตติ และ คุณลักษมณ์สุนีย์ ศิริปทุมมาศ คุณพ่อ-คุณแม่ของเธอเอง ซึ่งทั้ง 2 ท่านไม่มีความรู้ด้านการตัดเย็บมาก่อน โดยคุณพ่อจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา คุณแม่จบปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เล็งเห็นว่าธุรกิจเสื้อผ้าน่าจะมีแนวโน้มดี จึงพากันไปขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้านการสร้างแพตเทิร์น การตัดเย็บ การใช้จักร ฯลฯ

ก่อนตัดสินใจลงทุนเปิดโรงงานเล็กๆ ตัดเย็บเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าร่ม เสื้อเชิ้ตผู้ชาย ส่งขายตามจังหวัดหัวเมือง ทำอยู่ได้กว่า 10 ปี ผลประกอบการดีแบบ “ขึ้นๆ ลงๆ” บางปีขายดี บางปีขายไม่ได้ เพราะต้อง “เดินตาม” สภาพอากาศ จึงมักมีของค้างสต๊อกตลอด

ทั้ง 2 ท่านจึงช่วยกันคิดทำสินค้าชนิดใหม่ ที่ยั่งยืนกว่า กระทั่งคุณแม่ของเธอ เสนอว่าน่าจะทำชุดนักเรียนออกขาย เพราะเวลานั้นคู่แข่งยังน้อย เป็นสินค้าคงที่ไม่ต้องอิงฝนฟ้า และมีช่วงเวลาขายดีที่ค่อนข้างแน่นอน

“โรงงานช่วงนั้นไม่ใหญ่มาก เป็นห้องแถว 8-10 ห้อง อยู่ย่านสำเหร่ มีพนักงานหลักร้อยคน จนมาถึงปี 2535 ทำตลาดได้มากขึ้น กิจการขยายอย่างเห็นได้ชัด จึงย้ายโรงงานมาตั้งที่บางแค ปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ มีพนักงานประมาณ 1,700 คน เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดนักเรียนใหญ่ที่สุดในประเทศ” คุณหวาน ว่าให้ฟัง

ก่อนบอกถึง “จุดแข็ง” ที่เป็น “จุดขาย” ในแบบของตราสมอว่า น่าจะอยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ชั้น “เกรดเอ” ทั้งสิ้น นับตั้งแต่ผ้าขาว ผ้าสี ด้ายเย็บ ซิป กระดุม ตะขอ ฯลฯ ล้วนสั่งซื้อจากโรงงานผลิตที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

ส่วนการผลิตทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรัดกุม ด้วยเครื่องจักรทันสมัย มีความพิเศษเฉพาะด้าน สินค้าทุกชิ้นจึงได้มาตรฐาน สวยงาม และคงทน

“ชุดนักเรียนต้องใส่ทุกวัน สัปดาห์ละ 5 วัน ถ้าเย็บแบบขอไปที คงใส่กันได้ไม่นาน ยิ่งถ้าอยากประหยัด ส่งต่อให้น้องใส่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ สมอจึงชูจุดเด่นที่ความคงทนเป็นสำคัญ เมื่อรักษามาตรฐานได้ ลูกค้ารับทราบว่าสินค้าของเราสีไม่ตก ซิปไม่แตก เป้าไม่ขาด แบบนี้ถือว่าทำงานผ่าน” คุณหวาน บอก

รีแบรนด์ใหม่

สลัดความเชย

กิจการชุดนักเรียน ตราสมอ เติบโตขึ้นตามลำดับมายาวนานกว่า 40 ปี ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และมีผู้บริหารรุ่นที่ 2 ดูแลแบบเต็มตัว

ซึ่งในส่วนของคุณหวาน หลังจากจบปริญญาตรี จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ระดับปริญญาโท จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเข้าทำงานในโมเดิร์นเทรดอยู่พักหนึ่ง ราว พ.ศ. 2547 เธอจึงเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กิจการของครอบครัว

“ตอนนั้นกิจการกำลังไปได้ดี ลูกค้าทุกคนวางใจ แต่ดูเหมือนจะเป็นแบรนด์เชยๆ ในสายตาของเด็กรุ่นใหม่ เลยตัดสินใจทำการรีแบรนด์ เพิ่มความสดใสลงไป คิดสโลแกนใหม่ มาเป็น “ใส่สมอ เท่เสมอ” เน้นกลุ่มวัยรุ่น ม.ต้น ถึง ม.ปลาย ให้เปลี่ยนความคิดเดิมๆ ที่แม่บอกว่าทนก็ใส่ตามแม่

การรีแบรนด์ครั้งนั้น ต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ให้ลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นจดจำว่า ใส่สินค้าของเราแล้วจะดูเท่กว่า ซึ่งการใช้สื่อโฆษณาและสร้างสโลแกนใหม่ นับว่าได้ผล เด็กประถมฯ อยากใส่ตามพวกรุ่นพี่มัธยมฯ ไม่ต้องรอให้แม่เลือกซื้อให้” คุณหวาน เล่ายิ้มๆ

และว่าถึง ช่องทางจำหน่าย ซึ่งแต่เดิม มีแค่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว มาช่วยกระจายสินค้า แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและการแข่งขันซึ่งนับวันจะรุนแรงขึ้น รูปแบบการขายแค่นั้นอาจไม่พอ

จึงต้องเปิดเกมรุก ด้วยการเข้าไปขายตรงให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่ไว้วางใจ พร้อมบริการปักชื่อ ปรับไซซ์ ให้ได้ ควบคู่ไปกับการนำไปวางในโมเดิร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพราะเป็นแหล่งซื้อขายของผู้คนยุคนี้

“ตราสมอ มีจำนวนสินค้าชุดนักเรียนกว่า 2,000 แบบ เป็นยี่ห้อเดียวที่มีเสื้อ 14 ไซซ์ เอวกระโปรง 9 เอว สามารถปรับแก้ให้ได้ ทุกวันนี้เปิดตลาดในโรงเรียนเขตกรุงเทพฯ กว่า 50 แห่ง และส่งไปขายตรงให้กับโรงเรียนต่างจังหวัด 100 แห่ง

แต่ปีหนึ่งขายได้แค่ 2 เดือน คือเมษายน-พฤษภาคม และเนื่องจากชุดนักเรียน เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องมีการตรึงราคาไว้ ราคาขายไม่สามารถขยับขึ้นมา 5 ปีกว่าแล้ว ธุรกิจนี้จึงไม่ได้มีกำไรมากมายอะไร ที่ผ่านมาอาศัยขายจำนวนมากเลยอยู่มาได้” คุณหวาน เผยอย่างนั้น

แข่งขันรุนแรง

หน้าใหม่แจ้งเกิดยาก

สนทนามาถึงตรงนี้ มีคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์การแข่งขัน คุณหวาน บอก ยังมีความรุนแรงอยู่ต่อเนื่อง แบรนด์คู่แข่งที่เกิดมาไล่เลี่ยกันยังมีอยู่ ขณะเดียวกัน แบรนด์เล็กแบรนด์น้อยที่เจาะฐานลูกค้าต่างจังหวัดมีอยู่หลายจ้า และยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ ที่สั่งนำเข้าสินค้ามาจากประเทศเวียดนามและจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า มีผู้ประกอบการด้านนี้ที่ล้มหายตายจากไป มีหลายยี่ห้ออยู่เหมือนกัน เหตุเพราะควบคุมต้นทุนไม่ได้

“การแจ้งเกิดในธุรกิจชุดนักเรียนนี้ สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่อาจเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะต้องมีทุนพอที่จะแบกสต๊อก สมมตินำเข้าของจากเมืองจีน คุณสามารถแบกสต๊อกข้ามปีได้หรือเปล่า เพราะชุดนักเรียนขายได้แค่ 2 เดือน คือเมษายนกับพฤษภาคม” คุณหวาน บอกอย่างนั้น

ในเมื่อ ชุดนักเรียน เป็นสินค้าที่ต้องควบคุมราคามาอย่างต่อเนื่อง กำไรต่อหน่วยก็น้อย แต่คู่แข่งมีมาก แล้วการประคองธุรกิจให้อยู่รอดมาได้กว่า 40 ปีนี้ ต้องมีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ ประเด็นนี้ คุณหวาน ตอบว่า โรงงานสมอ มีพนักงานอยู่ในความดูแลเกือบ 2,000 คน ค่าจ้างจึงเป็นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงต้องมีการลงทุนหาเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาช่วยในการผลิตเพื่อลดกำลังคน

อย่างไรก็ตาม ในทุกสายพานการผลิตเน้นไปที่ “แรงงานฝีมือ” เป็นหลัก ดังนั้น อุปสรรคความยากของกิจการในเวลานี้ก็คือการบริหารจัดการคนภายในองค์กรเอง

“การจัดการเรื่องคนเป็นงานยากที่สุด ซึ่งแรงงานฝีมือนับวันจะหายาก ฉะนั้น ต้องให้ความใส่ใจกันให้มาก เรื่องค่าแรงที่สร้างแรงจูงใจนับว่าสำคัญ เราจึงมีรูปแบบการจ่ายค่าแรงที่ไม่ตายตัว อย่างงานเย็บให้ค่าแรงเป็นรายชิ้น ช่วงโลว์ซีซั่นที่ไม่ใช่หน้าขาย แม้ต้องแบกสต๊อก เราก็จะมีการจ้างงานตลอด เพื่อให้พนักงานอยู่ได้ มีรายได้สม่ำเสมอทั้งปี” คุณหวาน บอกจริงจัง

ถามไถ่ถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ ผู้บริหารกิจการชุดนักเรียนตราสมอ เผย ช่วงเวลานี้ ยอดขายค่อนข้างอยู่ตัว สินค้าได้การยอมรับและไว้วางใจเป็นวงกว้าง ล่าสุด จึงขยายไลน์สินค้าเป็น ถุงเท้า กางเกงวอร์ม ชุดพละ ซึ่งกำลังได้การตอบรับดีขึ้นตามลำดับ

“ตราสมอ มาจากความคิดที่ว่า พวกเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน อพยพมากับเรือสำเภา ยามอยู่กลางท้องทะเลย่อมโคลงเคลงไปมา เปรียบได้กับการค้าขายที่อาจมีความไม่แน่นอน แต่ถ้าเรือนั้นจะนิ่งได้ ต้องอาศัยสมอที่ทอดลงไปในทะเล สมอจึงเปรียบกับเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้ธุรกิจมีความมั่นคง ส่วนหลักในการทำธุรกิจ สิ่งที่ยึดมั่นกันมาตลอดคือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สมอทองการ์เมนท์ จำกัด ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

เจ้าเดียวในโลก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก นวัตกรรมสิ่งก่อสร้าง โดยวิศวกรไทย

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

เรื่องจากปก

ดวงกมล

เจ้าเดียวในโลก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก นวัตกรรมสิ่งก่อสร้าง โดยวิศวกรไทย

พลาสติกที่ใช้ เป็นพลาสติกรีไซเคิล 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผลิตจากเม็ดพลาสติก Poly Propylene จะไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมี ปลอดสารพิษ มีความคงทน แข็งแรง ง่ายต่อการตัดและดัดเป็นรูปแบบต่างๆ ขึ้นรูปเป็นแผ่น ความหนา 2 ชั้น ด้านในมีแผ่นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ด้านนอกเป็นพลาสติกเสริมโครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์กันปลวก กันสนิม อายุการใช้งาน 10-20 ปี

สร้างปรากฏการณ์ให้วงการก่อสร้างไทย ด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็เข้าอยู่อาศัยได้เลย เพราะทำจากพลาสติกเสริมเหล็ก มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านพัก สำนักงานเคลื่อนที่ ร้านค้า ป้อมยาม ห้องน้ำ ฯลฯ ไอเดียล้ำๆ เป็นฝีมือของคนไทยจดอนุสิทธิบัตรแล้ว นับเป็นเจ้าเดียวในโลกโดยวิศวกรไทย เจ้าของธุรกิจคือ “นุชนี อารมณ์สวะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด

ต่อยอดกิจการพลาสติก

บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก

คุณนุชนี กล่าวว่า บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด ก่อตั้งปี 2538 ดำเนินธุรกิจประเภทพลาสติก สินค้าหลักคือ พาเลทพลาสติก และพาเลทพลาสติกเสริมโลหะ หรือแผ่นรองสินค้า ป้อนให้บริษัทชั้นนำทั่วไป เช่น บริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ บริษัท พี แอนด์ จี เอสบี เฟอร์นิเจอร์ บริษัท ดัชมิลล์ บริษัทเครือเอสซีจี โฮมโปร ช่วงปี 2542 แตกไลน์สินค้าผลิตเป็น เฟอร์นิเจอร์พลาสติก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดสนามเด็กเล่น ถังขยะ กระถางต้นไม้ ตู้เก็บขยะ ตู้รองเท้า ศาลา ป้อมยาม ห้องสุขา สำนักงานเคลื่อนที่ ล่าสุดปี 2559 เพิ่มไอเดียล้ำๆ ทำบ้านพลาสติกเสริมเหล็กเข้าอยู่ได้จริง ต่อเติมเพิ่มได้ด้วย หวังตอบโจทย์คนที่อยากมีบ้าน ในงบไม่เกินแสน

สำหรับที่มาของบ้านพลาสติก คุณนุชนีเผยว่า เกิดจากการต่อยอดธุรกิจพลาสติกในรูปแบบของที่อยู่อาศัย เพราะที่ผ่านมาเห็นว่ามีการนำเข้าในรูปของบ้านเด็กเล่น ห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ ล้วนนำเข้ามาจากต่างประเทศ ขายในราคาแพง จึงคิดว่าทางโรงงานน่าจะขึ้นรูปเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงบ้านได้ในราคาที่ย่อมเยาและแข็งแรงกว่าได้

“ดิฉันอยู่ในวงการพลาสติกมานาน 20 กว่าปี มีความเชี่ยวชาญมากในด้านการผลิตพาเลทพลาสติกเสริมเหล็กอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา สินค้าได้การยอมรับจากหลายหน่วยงานมาตลอด จึงใช้เวลาคิดค้นร่วมกับสามีที่เป็นวิศวกร ประมาณ 2 ปี ผลิตบ้านพลาสติกสำเร็จรูปเสริมเหล็ก สามารถถอดประกอบได้ เคลื่อนย้ายสะดวก ภายใต้แบรนด์ BTB ซึ่งทางโรงงานมีอะไหล่ทุกชิ้นสำหรับการซ่อมแซม”

สำหรับคุณสมบัติและความโดดเด่นบ้านพลาสติกเสริมเหล็ก ของบริษัท บีทีบี ให้ความรู้สึกคล้ายไม้ มีลวดลายในตัว ทนแดด ทนฝน สีไม่ซีดเพราะทางโรงงานจะมีการผสมสีลงในเนื้อพลาสติก ทำให้สีไม่หลุดลอกง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องมอด ปลวก สามารถถอดประกอบได้ เคลื่อนย้ายสะดวก

พลาสติกที่ใช้ เป็นพลาสติกรีไซเคิล 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผลิตจากเม็ดพลาสติก Poly Propylene จะไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมี ปลอดสารพิษ มีความคงทน แข็งแรง ง่ายต่อการตัดและดัดเป็นรูปแบบต่างๆ ขึ้นรูปเป็นแผ่น ความหนา 2 ชั้น ด้านในมีแผ่นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ด้านนอกเป็นพลาสติกเสริมโครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์กันปลวก กันสนิม อายุการใช้งาน 10-20 ปี

มีบ้านอยู่ได้

ในราคาไม่ถึงแสน

บ้านพลาสติกเสริมเหล็กดังกล่าว เป็นน็อกดาวน์ ขั้นตอนทางโรงงานจะขึ้นรูปผนังด้วยการฉีดพลาสติกลงแม่พิมพ์ เป็นแผ่นๆ จากนั้นนำมาประกอบตามแบบ ขนย้ายสะดวก รองรับน้ำหนักได้ตารางเมตรละ 100 กิโลกรัม ราคาไม่แพง เริ่มต้น ออฟฟิศชั้นเดียว ขนาด 2.6X2.6×2.8 เมตร ประตูพลาสติก 1 หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 3 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 74,000 บาท รับประกัน 1 ปี กรณีเป็นออฟฟิศ 2 ชั้น แถมบันไดทางขึ้นฟรี

ส่วนบ้านพักชั้นเดียว ขนาด 2.6X2.6×2.8 เมตร ประตูพลาสติก 1 หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 2 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 64,000 บาท รับประกัน 1 ปี ส่วนบ้าน 2 ชั้น ขนาด 5.2×3.9×5.5 เมตร ประตูพลาสติก 2 บาน หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 8 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 446,000 บาท

ที่ผ่านมา คุณนุชนีทดลองจำหน่ายบ้านพลาสติกเสริมเหล็กไปแล้วประมาณ 500 หลัง เช่น รีสอร์ตที่จังหวัดกาญจนบุรี ซื้อบ้านพลาสติกนำไปทำเป็นบ้านแพลอยน้ำหลากสีสัน ห้องน้ำเคลื่อนที่ บ้านพักคนงานไซต์งานก่อสร้าง ออฟฟิศชั้นเดียว หรือนำไปทำเป็นกุฏิพระที่สำนักปฏิบัติธรรมก็มีแล้ว

มีคำแนะนำในการวางบ้านพลาสติก ไม่ควรวางติดพื้นดิน ควรมีคานปูนรอง เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรวางบนพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ BTB ไม่เพียงแต่จะทำบ้านสำเร็จรูปเท่านั้น ยังพัฒนาเป็นบ้าน 2 ชั้นพร้อมห้องน้ำในตัว ป้อมยาม ศาลา ร้านค้า สำนักงาน หรืออื่นๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยสามารถมาร่วมออกแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบภายใน-ภายนอก หรือแม้กระทั่งสีสันก็รังสรรค์ได้ หากต้องการแบบใหม่จะใช้เวลาในการขึ้นรูป 15 วัน ถ้าต้องการแบบที่มีอยู่แล้วก็ใช้เวลาเพียง 2-3 วัน ในการขนย้ายและติดตั้ง

ต่างชาติสนใจ

แตกไลน์ขายแฟรนไชส์

สำหรับนวัตกรรมดังกล่าว กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า เหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่ถึงแสน พื้นที่จำกัด แต่ต้องการสิ่งปลูกสร้างที่สามารถใช้งานได้จริง ไม่หวั่นใครจะมองว่าเป็นพลาสติก เพราะทุกวันนี้วัสดุดังกล่าวได้การยอมรับมากขึ้น ทั้งคุณภาพ ความสวยงาม ปลอดภัยไม่ติดไฟง่ายด้วย

เกือบ 2 ปีที่คนเริ่มรู้จักบ้านพลาสติกเสริมเหล็ก เจ้าของกิจการ บอกว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยประชาสัมพันธ์ อาศัยลูกค้าบอกต่อ ปากต่อปาก ทว่าปลายปี 2558 มองว่าประเทศไทยเปิด AEC น่าจะเป็นโอกาสดีเลยบุกตลาดมากขึ้น เริ่มจะประชาสัมพันธ์มากขึ้น ผ่านโชว์รูม 3 แห่ง มีที่บางบัวทอง ตลิ่งชัน พุทธมณฑลสาย 1 ไทยวัสดุศาลายา

“ดิฉันมองว่าหลังจากที่ไทยเปิดการค้าเสรี จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหลายรูปแบบ เช่น อาจจะเข้ามารับเหมาก่อสร้าง ซึ่งบ้านพักคนงานก็เป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเข้ามาค้าขาย สำนักงานก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน”

นอกจากลูกค้าในประเทศ ยังมีต่างชาติให้ความสนใจไม่น้อย ส่งผลถึงกำลังผลิตต่อเดือนอยู่ที่ 90-100 หลัง แบบที่ขายดีคือ บ้านขนาดเล็ก 2.6×2.6×5.8 เมตร และ 2.6×3.9×2.8 เมตร

ในอนาคตอันใกล้ ทางบริษัทจะเพิ่มงานดีไซน์เกี่ยวกับพลาสติกให้มากขึ้น เป็นลักษณะพรีเมี่ยม ตกแต่งมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมเข้าอยู่ได้เลย

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต ทางบริษัทยังเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานมีรายได้ ด้วยการเริ่มต้นเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าพลาสติกของบริษัทใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2,000 บาท จะได้สินค้าไปตั้งจำหน่าย ได้แก่ ตู้ใส่รองเท้า ถังขยะ โต๊ะม้านั่ง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ยังไม่เคยมีวางจำหน่ายที่ใดมาก่อน หรือสมัครเป็นแฟรนไชส์ได้ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 90,000 บาทเท่านั้น โดยรับสมัครทั่วประเทศ หรือใครสนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละภูมิภาค ทางบริษัทก็ยินดี

สนใจชมสินค้าแบรนด์ BTB ได้ที่โชว์รูมทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ 1. สาขา ถนนบางบัวทอง-ไทรน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี (ติดโครงการเอื้ออาทร 2) 2. สาขาสี่แยกบรมราชชนนี ตัดพุทธมณฑลสาย 1 และ 3. สาขาศาลายา หรือโทรศัพท์สอบถามที่ (081) 100-1853, (081) 484-8999, (02) 922-7229 เว็บไซต์ http://www.btb1988.com

นัมเบอร์วัน…ตลาดปิ้งย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอดขายปีเดียว 3 พันล้าน

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี, เมดาริน ภาพ : ธนศักดิ์

นัมเบอร์วัน…ตลาดปิ้งย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอดขายปีเดียว 3 พันล้าน

“มาหารือกัน ตลอดเวลา 29 ปี เราทำธุรกิจบนพื้นฐานของอะไร เพื่อจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางทีอาจหลงลืมแก่นไป สุดท้ายจึงพบว่า ที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่า เน้นสร้างความสุขให้ผู้คนโดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง”

ย้อนไปราว 5-6 ปีที่แล้ว วงการอาหารปิ้งย่างสไตล์ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี มองโกล ทั้งหน้าใหม่-หน้าเก่า ต่างขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

มีพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เป็นดั่ง “สมรภูมิ-ติดแอร์” หากแต่ร้อนระอุใช่เล่น

เพราะจากการประเมินเม็ดเงินซื้อขายในช่วงดังกล่าว มีตัวเลขระบุถึงมูลค่าตลาดของอาหารปิ้งย่างไว้ว่า สูงถึง 3,600 ล้านบาท และจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดไปแตะที่ 4,400 ล้านบาท เมื่อถึงสิ้นปี 2556

ทำให้ “เบอร์หนึ่ง” ในเวลานั้น อย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ธุรกิจของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปิดมาแล้ว 25 ปี ต้องทุ่มงบการตลาดเป็นเงิน 500 ล้านบาท

เพื่อรั้งตำแหน่งแถวหน้าไว้…ให้ได้

โดยงบครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปในการรีโนเวตร้านทุกสาขา เพื่อตกแต่งให้มีความทันสมัยขึ้น รวมถึงการรีแบรนดิ้ง และอีกครึ่งนำไปใช้ในการจัดรายการส่งเสริมการขาย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลในครั้งนั้น นับว่าได้ผลคุ้มค่า

นอกจากจะสร้าง “การรับรู้” ของแบรนด์ในหมู่ลูกค้าได้เป็นลำดับต้นๆ แล้ว

“ยอดขาย” โดยรวมยังขยับขึ้นอย่าง…งดงาม

จากเมื่อปี 2554 อยู่ที่ 1,700 ล้านบาท พอปี 2557 มียอดขาย 2,700 ล้านบาท

ล่าสุดในปี 2558 ทำยอดขายรวมได้กว่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2557

มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ จากตลาดรวมปิ้งย่างที่มีมูลค่า 5,160 ล้านบาท

……………

“ในอดีต บาร์บีคิวพลาซ่า ทำมาค้าขายเหมือนทั่วไปคือ ขายอาหารที่มีการแข่งขันกันสูงมาก แข่งกันไป แข่งกันมา แข่งแย่งลูกค้า แข่งแย่งพนักงานด้วย กระทั่งกลายมาเป็นสงครามราคาเกิดขึ้น”

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด ปัจจุบันขยับขึ้นมารับตำแหน่ง CEO บริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ดูแลกิจการร้านอาหารแบรนด์ บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และ ไก่ทอดฮ็อทสตาร์ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เมื่อผลพวงจากการห้ำหั่นกันทางธุรกิจภายนอก มีแต่เสียกับเสีย บาร์บีคิวพลาซ่า “ยุคใหม่” ภายใต้การบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 2 อย่างเธอ ในฐานะลูกสาวคนโต

จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันกับธุรกิจภายนอก กลับหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ภายใน” มาเป็นอันดับ 1 แทน

เริ่มจากเรียกประชุมผู้บริหาร เพื่อค้นหาถึง “แก่น” ของตัวเอง

“มาหารือกัน ตลอดเวลา 29 ปี เราทำธุรกิจบนพื้นฐานของอะไร เพื่อจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางทีอาจหลงลืมแก่นไป สุดท้ายจึงพบว่า ที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่า เน้นสร้างความสุขให้ผู้คนโดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง” ผู้บริหารสาวไฟแรง เผย

เมื่อค้นเจอ “แก่น” ในความเป็นตัวเองได้ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ ต้องทำการ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งสำคัญ แต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

ตั้งต้นจากวิธีคิดของผู้บริหาร ที่ต้องเพิ่มความกระตือรือร้นในการทำงานทุกเช้า ก่อนส่งผ่านไปยังคนใกล้ตัว ไล่เรียงไปจนถึงทีมงานในทุกระดับ

สเต็ปต่อไปคือ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่จับต้องได้ อย่าง ชุดยูนิฟอร์มของพนักงาน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร การจัดโปรโมชั่นใหม่เป็นระยะ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความไม่หยุดนิ่ง

“แต่ก่อนลูกค้าต้องขอให้พนักงานช่วยเติมน้ำจิ้มให้ ทุกวันนี้ปรับมาเป็น วางน้ำจิ้มและเครื่องเคียง พวก พริก กระเทียม มะนาว ไว้ที่โต๊ะเลย อยากใส่เยอะแค่ไหนก็ได้ ไม่หวงเครื่อง ไม่คิดตังค์เพิ่ม เพราะรู้ว่าตรงนี้คือ หัวใจหลัก ทำให้ลูกค้าเอนจอยแบบไม่สะดุด การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ มาจากการใส่ใจในทุกรายละเอียด” คุณชาตยา บอกอย่างนั้น

ก่อนว่าถึง นโยบาย “กะหล่ำปลี-ไม่มีอั้น” ซึ่งมาจากแนวคิดของผู้บริหารยุคใหม่ ที่อยากให้ลูกค้าได้รับสารอาหารครบถ้วน ทั้งเนื้อ-แป้ง-ผัก แต่ในอดีตกะหล่ำปลีฝอยเสิร์ฟมาในเซต บ้างเหลือทิ้ง บ้างไม่พอต้องสั่งเพิ่ม เลยคิดว่าจะดีมั้ย ถ้าให้ลูกค้าได้ทานกะหล่ำปลีแบบไม่อั้น อย่างสบายใจ เท่าไหร่ก็ได้

นอกจากจะใส่ใจความต้องการของลูกค้า เป็นสำคัญแล้ว “ความสุข” ของทีมงาน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใหญ่-เล็กขนาดไหน ทุกธุรกิจ ล้วนเกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าคุณจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแค่ไหน มีแผนการตลาด มีกลยุทธ์ทางการตลาด เลิศหรูปานใด แต่ถ้าไม่มีคนพร้อมมาช่วยขายของ สินค้านั้นก็ขายไม่ได้

เธอจึงอยากเห็นคนค้าขายยุคใหม่เปลี่ยนความคิด คือนอกจากต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าแล้ว อยากให้เปลี่ยนมามองคนรอบตัว อย่าง เพื่อนร่วมธุรกิจ พนักงาน ทีมงานด้วย เพราะเขาเหล่านั้น คือคนสำคัญที่สุด ที่จะช่วยขายของและช่วยสร้างธุรกิจ

“ทุกวันนี้ ธุรกิจอาหารมีเยอะมาก ในเมืองไทยคงมีเป็นล้านราย การจะทำยังไงถึงแตกต่างจากคนอื่นได้ ต้องเริ่มจากความเชื่อของตัวเอง ถ้าเชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มีความหมาย ย่อมมีคนอยากมาเชื่อกับเรา พนักงานเองก็อยากมาร่วมงานด้วย

บาร์บีคิวพลาซ่า เป็นธุรกิจสร้างความสุข อยากดูแลความสุขให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า โดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง เหล่านี้คือความเชื่อใหม่ ที่เปลี่ยนความคิดจากแค่ขายอะไร มาเป็นขายด้วยความเชื่ออะไร เปลี่ยนจากขายอาหารที่ใครก็ขายกัน มาเป็นการขายความสุข และถ้าสร้างความสุขได้มากพอ ผลลัพธ์ทางธุรกิจจะตามมาเอง” คุณชาตยา สรุป

ก่อนทิ้งท้ายน่าคิด

“ความสุข คือ สกุลเงินใหม่ ของชาวบาร์บีคิวพลาซ่า”

บาร์บีกอน “พ่นไฟ สยายปีก”

ตั้งบริษัทใหม่ “ฟู้ดแพชชั่น”

กุมบังเหียน “บาร์บีคิวพลาซ่า-จุ่มแซบฮัท-ไก่ฮ็อทสตาร์”

บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดย คุณชูพงศ์ ชูพจน์เจริญ นักธุรกิจหัวสมัยใหม่ ที่รักการกินทุกรูปแบบ ได้แรงบันดาลใจมาจากการได้ไปเห็นร้านอาหารปิ้งย่างของชาวมองโกล สไตล์ “เซลฟ์ คุกกิ้ง” หรือ ลูกค้าปรุงเอง

จึงนำมาผสมกับไอเดียส่วนตัว ปั้นกิจการนี้ขึ้นมากับมือ ด้วยความเชื่อจะต้องได้การตอบรับที่ดี

ก่อนตัดสินใจเปิดร้าน “บาร์บีคิวการ์เด้น” ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าเมโทร ถนนเพชรบุรี

แต่ด้วย “ความใหม่” จนผู้บริโภคยังไม่เกต และทำเลที่ไม่ค่อยดีนัก ยอดขายจึงไม่เป็นอย่างคาด บาร์บีคิวการ์เด้น เปิดได้เพียงไม่นานมีอันต้องปิดตัวลง

แม้จะเสียหายไป 1 รอบ แต่เพราะความมั่นใจในแนวคิด กรรมวิธีในการกิน การปรุง ความสนุก รสชาติปรับเข้ากับความชอบของลูกค้าแต่ละคน

บวกกับความเชื่อร้านอาหารแนวนี้จะขยายสาขาได้ไม่ยาก เพราะไม่ต้องการพ่อครัว-แม่ครัว เป็นพิเศษ เพียงแค่เน้นการควบคุมวัตถุดิบที่ดี บวกกับน้ำจิ้มรสชาติพิเศษเป็นเอกลักษณ์ เป็นพอ

หัวหน้าครอบครัวชูพจน์เจริญ เลยขอ “แก้มือ” อีกครั้ง ด้วยการเปิด “บาร์บีคิวพลาซ่า” สาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา สาขาลาดพร้าว เมื่อปี 2530

“ณ วันนั้น คนไม่รู้จักการกินปิ้งย่างแบบนี้เลย แม้กระทั่งตอนเปิดที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว คนก็ยังไม่รู้จัก ต้องมีการสาธิตหน้าร้านเลยว่ากินกันแบบนี้ ช่วงคุณพ่อ-คุณแม่ เอาลูกไปเลี้ยงที่ร้าน จะพาไปนั่งกินอยู่หน้าร้าน นั่งติดกระจกให้คนเดินผ่านไปผ่านมาเห็นว่าเด็กๆ ก็กินกันได้ สนุก ง่าย กินแบบนี้ เรียกว่าถูกเลี้ยงมาในร้านเลย” คุณเป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ ลูกสาวคนโต ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรก ย้อนความทรงจำ ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

ก่อนบอกต่อว่า คุณพ่อ-คุณแม่ ของเธอ ต้องใช้ความอดทนและความเชื่อแน่วแน่ที่ว่าร้านนี้จะต้องไปได้ เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี ลูกค้าจึงตอบรับอย่างดีและต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่า มีร้านสาขาในประเทศไทย 111 แห่ง ในมาเลเซีย 16 แห่ง และอินโดนีเซีย 2 แห่ง มีพนักงานทั้งในส่วนสำนักงานและร้านอาหารประมาณ 3,800 คน

และล่าสุดในโอกาสครบรอบ 29 ปี กิจการแห่งนี้ทำการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด มาเป็น บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ทำหน้าที่ดูแลแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และไก่ทอดฮ็อทสตาร์ และมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในปีนี้อีก 1 แบรนด์

โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ เติมเต็มความสุขและความต้องการในทุกมื้ออาหารให้กับคนไทย

“เชื่อว่าหลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ จะช่วยทำให้แต่ละแบรนด์สามารถขยายการเติบโตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งให้มีการเติบโตในภาพรวมเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6,000 ล้านบาท ภานในปี 2561 และในปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนในการขยายธุรกิจไว้ไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท” CEO บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เผย

แฟนคลับ…บาร์บีกอน

ตรึมมม! ขอบอก

“หลังจากเปิดกิจการมาได้เกือบ 10 ปี ราวปี 2539 บาร์บีกอน เจ้ามังกรตัวเขียวอารมณ์ดี ก็ถือกำเนิดขึ้น

เพราะช่วงนั้น ลูกค้าเริ่มสงสัยบาร์บีคิวพลาซ่าที่ เดอะมอลล์ ท่าพระ กับ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นสาขาเดียวกันหรือเปล่า เจ้าของเดียวกันหรือเปล่า เลยต้องสร้างมาสคอตขึ้นมาตัวหนึ่ง ทำให้เป็นเอกลักษณ์ ให้ลูกค้าจดจำได้และเกิดความมั่นใจว่าแต่ละร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

เลยเกิดมาเป็นมังกรบาร์บีกอน เพราะครอบครัวเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีความเชื่อในสัตว์มงคล อย่างมังกร ที่มีความยิ่งใหญ่ บวกกับกิจการบาร์บีคิว เลยกลายมาเป็น บาร์บีกอน

หลังจากที่สร้างบาร์บีกอนขึ้นมา เราไม่ได้หยุดที่แค่ว่าเอาตัวนี้มาตั้งหน้าร้าน แต่ทำการตลาดควบคู่ไปด้วย บาร์บีกอน จึงมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์มาตลอด ถือเป็นหนึ่งแอกเซสที่สำคัญ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้จริงๆ

เห็นได้จากตัวเลขล่าสุดว่า บาร์บีคิวพลาซ่า มีฐานสมาชิกแล้วถึง 580,000 คน และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นให้ได้ถึง 780,000 คน ภายในปีนี้”

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์

CEO บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด

“ถึก ซื่อสัตย์ ขี้สงสัย” เทคนิคไม่ลับ สำหรับ RISING STARS

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ภาพ : พัทรยุทธ

“ถึก ซื่อสัตย์ ขี้สงสัย” เทคนิคไม่ลับ สำหรับ RISING STARS

เมื่อไม่นานมานี้ สมาคม ASIAN LEADERSHIP ACADEMY (ALA) องค์กรด้านการศึกษา ที่ต้องการเป็น “โรงเรียนแนะแนวนอกระบบ” พัฒนาสังคมการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเด็กไทย ได้จัด ALA COFFEE CHAT ครั้งที่ 17 ขึ้น เป็นการเสวนา ในหัวข้อ “ENTREPRENEURS ตีแตก” มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ ระดับ RISING STARS มาขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การพูดคุยกันในวันนั้น…มีเนื้อหาสาระน่าสนใจอย่างยิ่ง

ต้องยึดถือความถูกต้องและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ในองค์กรของตัวเอง อีก 10 ปีข้างหน้าไม่มีทางอยู่รอด

คุณแพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ เจ้าของธุรกิจคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่-OKUSNO”

ปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ เคยได้รับทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ ที่ประเทศสโลวีเนีย เป็นเจ้าของกิจการไอศกรีมสับปะรดแบบไม่เหมือนใคร ใช้เปลือกสับปะรดมาทำเป็นถ้วยบรรจุไอศกรีม

เป็นเจ้าของไอเดียคิดค้นคำว่า “คางกุ้ง” และก่อตั้งขนมแบรนด์ “โอคุสโน่-OKUSNO” คางกุ้งทอดอบกรอบ เจ้าแรกเจ้าเดียวของไทย และเป็นผู้ชนะเลิศ จากรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2015 เป็นสุดยอด SMEs แห่งปี 2015

“เป็นคนไม่อยากทำงานประจำ ก่อนหน้านี้ เคยทำไอศกรีมสับปะรดมาก่อน ทำถ้วยจากเปลือกสับปะรด แต่ไอศกรีมไปจ้างโรงงานผลิตให้ ทำให้รู้ว่า ถ้าทำสินค้าออกมาได้ด้วยตัวเราเอง จะลดต้นทุนได้มากขึ้น

ส่วนคางกุ้งโอคุสโน่นี้ เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นโอกาส ทำสิ่งที่ผู้คนมองข้ามมาเป็นสิ่งที่มีมูลค่าขึ้นมา เริ่มจากไปลองแงะส่วนที่นิ่มที่สุดของกุ้งออกมาทอดบ้าง อบบ้าง ทำอย่างไรไม่ให้อมน้ำมัน ปรุงรสแต่ไม่ใส่ผงชูรส บรรจุซอง ก่อนนำไปแจกให้เพื่อน-พี่ ชิม แล้วสังเกตว่าทานกันหมดมั้ย

ถ้าหมดแปลว่าอร่อย การทำแบบนี้เหมือนการทดลองตลาดไปเรื่อยๆ จนมั่นใจ เพราะถ้าไม่ลองตลาดก่อน ออกมาขายตูมเดียว อาจเจ๊งไปเลยก็ได้ เพราะแก้ไขไม่ทัน

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความที่ไม่เคยทำธุรกิจจริงจังขนาดนี้มาก่อน เคยถูกหลอกว่าจะพาสินค้าไปขายเมืองนอก จึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตขึ้นมาเลย แต่พอสร้างเสร็จเขาก็หายไป เลยต้องดิ้นรนหาตลาดเอง เริ่มจากเดินเข้าไปเสนอขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังเลย ซึ่งโชคดีได้รับการพิจารณา

ช่องทางจำหน่ายนอกจากจะมีในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ยังไปฝากขายที่ร้านหนังสือด้วย เพราะขนมชนิดนี้สามารถอ่านหนังสือไปทานไปได้ ไม่เลอะมือ เพราะไม่อมน้ำมัน และเหตุผลสำคัญคือ ไม่อยากเหมือนคนอื่น

สำหรับคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ต้องยึดถือความถูกต้องและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ในองค์กรของตัวเอง อีก 10 ปีข้างหน้าไม่มีทางอยู่รอด

ถามว่าความซื่อสัตย์ของตัวเองคืออะไร ยกตัวอย่าง โอคุสโน่ เน้นมากในเรื่องของความสะอาด ถ้าตก 1 ชิ้นไปล้างอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะต้องการทำให้ถูกหลักอนามัย อยากให้คนทานรู้สึกว่าได้ทานของดี ไม่ใช่ของเหลือทิ้ง

โอคุสโน่เป็นของทอด ก็บอกเลยว่าเป็นของทอด ไม่พยายามใช้คำอื่นเพื่อเลี่ยงบาลี หรือคนที่แพ้กุ้งก็อย่าทาน จะบอกกันทุกครั้ง ความซื่อสัตย์ทั้งกับตัวเองและลูกค้า นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ”

พอเจอทำเลถูกใจ เลยไปเจรจากับเจ้าของตึกแต่ยังไม่ตกลง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าของตึกให้อีกเจ้าเช่าไปแล้ว โดยบอกเหตุผล ของเราไม่มีคนรู้จัก คำนั้นทำให้เสียใจมาก

คุณแพร-กวิสรา จันทร์สว่าง เจ้าของแฟรนไชส์ชานมไข่มุก “เฟรชมี-FRESH ME”

กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เอกการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยได้รับทุน AFS THAILAND ศึกษาที่ประเทศเยอรมนี เริ่มทำธุรกิจอายุ 18 ปี ตอนเป็นเฟรชชี่ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์มากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ

“ฝันอยากเป็นแม่ค้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นภาพในหัวเลยว่าจะไปทำงานที่บริษัท คิดแต่ว่าถ้ามีเวลาอยากขายของ อยากเจอคนนั้นคนนี้ พูดคุยกับลูกค้า พอรู้ความชอบของตัวเองคืออะไร เลยลงมือทำจากสิ่งที่ชอบ

การเตรียมตัวเริ่มจากหาทำเล หาสูตร หาข้อมูล ใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ออกจากบ้านทุกวันหาข้อมูลไปชิมตามร้านต่างๆ

ตอนนั้นชานมไข่มุกบูมมาก เหมือนธุรกิจแฟชั่น ถ้ารอเวลาตัดสินใจนานอาจไม่ทัน ก่อนเปิดจึงมีเวลาค่อนข้างจำกัด และเปิดแล้วก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นแบบ ขายไป ปรับไป ลงทุนไม่มาก

เกี่ยวกับประสบการณ์ความผิดพลาด ตอนขยายเป็นสาขา 2 พอเจอทำเลถูกใจ เลยไปเจรจากับเจ้าของตึกแต่ยังไม่ตกลง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าของตึกให้อีกเจ้าเช่าไปแล้ว โดยบอกเหตุผล ของเราไม่มีคนรู้จัก คำนั้นทำให้เสียใจมาก และได้เรียนรู้ว่าถ้าอยากได้อะไรให้รีบคว้าไว้เลย

สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมีคือ ต้องถึก ทำงานหนักกว่าคนอื่น ทำได้ทุกหน้าที่ และต้องมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ”

ขายได้ห้าหมื่น-แสน เชื่อว่าซื้อเครื่องบินได้ แต่ลืมนึกว่าวันหนึ่งยอดมันจะต้องตก เดือนถัดมาขายไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่เตรียมใจมันคือจบ

คุณโจ้-วิศรุต สุคนธ์พงเผ่า ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเต้าหู้กรอบ “โยฟุ-YOFU”

ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อและการตลาด เพื่อหาประสบการณ์ หลังจากทำงานได้ประมาณ 1 ปี ได้รับแรงบันดาลใจจากนักธุรกิจหลายท่าน จึงตัดสินใจลาออกและมาประกอบธุรกิจส่วนตัว

ทำธุรกิจเทรดดิ้งไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ท้อ ก่อตั้ง บริษัท ชามิลโก้ จำกัด สร้างแบรนด์ชานมไข่มุก แต่ตลาดมีการแข่งขันสูงจึงต้องปิดตัวลง แต่ยังไม่ยอมแพ้ พยายามเริ่มธุรกิจใหม่ คิดค้นวิธีการผลิตเต้าหู้กรอบ ตั้ง บริษัท โกจิโซ ดิสทริบิวชั่น จำกัด ไปพร้อมกับสร้างแบรนด์ ชื่อ “โยฟุ-YOFU” ขนมขบเคี้ยวจากเต้าหู้ 100 เปอร์เซ็นต์

“เรียนจบแล้วทำงานประจำอยู่ปีหนึ่ง ลาออกมาเพราะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เสี่ยงออกมาทำ เจ๊งไป 2 รอบ รอบที่ 3 อยากทำขนมมีประโยชน์ ราคาไม่แพงมาก ให้คนทั่วไปได้ทาน

ตอนที่เริ่มทำโยฟุ สิ่งที่เจอคือ ปัญหาของเต้าหู้ ที่เก็บไว้ได้ไม่นาน เลยหาทางทำให้เก็บได้นาน หาทานเมื่อไหร่ก็ได้ สะดวกขึ้น เป็นการแก้ปัญหา และขนมจากฟองเต้าหู้ ไม่เคยมีมาก่อนเลย ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

การเริ่มต้นทำธุรกิจ บอกเลย หนึ่ง เตรียมใจก่อน เพราะมีเรื่องให้รับหลายเรื่อง ทั้งความเสียใจและความดีใจ อย่างผมก่อนหน้านี้ทำธุรกิจอย่างหนึ่งก็เจ๊ง ตอนเริ่มแค่อยากซื้อมาขายไป ธรรมดา ทำแค่นี้ง่าย สบาย ขายได้ห้าหมื่น-แสน เชื่อว่าซื้อเครื่องบินได้ แต่ลืมนึกว่าวันหนึ่งยอดมันจะต้องตก เดือนถัดมาขายไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่เตรียมใจมันคือจบ ฉะนั้น ต้องเตรียมใจให้ชัดเจนว่า มีดี ต้องมีแย่

อย่างที่สอง คิดอะไรได้อยากทำอะไร ทำไปเลย อย่าลังเลว่า เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะถ้ามัวแต่วางแผนอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้ลงมือทำ และไม่รู้ปัญหาจริงเสียที

ส่วนประสบการณ์ความผิดพลาดของผมช่วงแรก หุนหันพลันแล่นไปนิดหนึ่ง ผมเจ๊งมาแล้ว 2 รอบ ครั้งแรก ขายได้แสนหนึ่งคิดว่าซื้อเครื่องบินได้ คิดว่ามีแต่เรื่องดี สุดท้ายไม่รอด พอธุรกิจที่ 2 โดนโกง อ่านสัญญาไม่ดีพอ ไม่ให้ทนายความเช็ก สูญเงินไป 5 ล้านบาท

ล่าสุดก็ยังมีปัญหาแบบเดิมคือ หุนหันพลันแล่น ขยายตัวเร็วเกินไป จากห้องแถวเป็นโรงงานขนาด 1 ไร่ ส่งร้านสะดวกซื้อ 800 สาขา ขายได้แค่ 100 สาขา เพราะลืมคิดไปว่าคนรักสุขภาพไม่ใช่ทุกคน เลยต้องออกสินค้าอีกตัวเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาหนี้สินคลี่คลายแล้ว สิ่งที่อยากบอกคือ ไม่ว่าจะเจอกับความผิดพลาดอะไร ขออย่ายอมแพ้ เจอปัญหาอะไร ค่อยๆ ถอยออกมาดู ค่อยๆ แก้ มีหนี้กับคู่ค้า ก็เจรจาไป อย่าเพิ่งท้อแท้ หนี้เยอะไม่ได้หมายความว่าต้องไม่รอดแน่เลย เราจะจบก็ต่อเมื่อเราหยุด

สิ่งที่นักธุรกิจต้องมีคือ การยอมรับตัวเองว่าฉันไม่ดีอะไร ผิดพลาดตรงไหน อย่าโทษคนอื่น ผิดแล้วต้องแก้ไข ทุกปัญหามีทางแก้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่แก้จะลำบากยากเข็ญแค่ไหนเท่านั้นเอง”

เป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดไอเดียทางธุรกิจได้

คุณปริน-ปริญญ์ สุขสมิทธิ์ เจ้าของธุรกิจ ขนมโมจิลาวาบัน “ฟีนิกซ์ ลาวา-PHOENIX LAVA”

ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำงานเป็นเซลส์อยู่ 1 ปี แต่รู้สึกอึดอัด จึงตัดสินใจออกค้นหาตัวเอง เดินทางไปเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เริ่มทำธุรกิจสองสามอย่างแล้วล้มเหลว ที่ประทศญี่ปุ่น ใช้เวลาค้นหาตัวเองที่นั่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง คุยกับน้องชายว่าอยากทำขนมสักอย่างเพื่อแข่งกับคนต่างชาติ เพราะหงุดหงิดที่เห็นคนไทยไปต่อแถวซื้อโดนัทชื่อดัง เลยทำ “ฟีนิกซ์ ลาวา- PHOENIX LAVA” ออกมาเพื่อ Reinvent Industry น่าเบื่อๆ อย่าง ซาลาเปา

“ทุกคนบนเวทีนี้ มีจิตวิญญาณของคนทำธุรกิจอยู่เป็นทุน แต่ว่าเราจะค่อยๆ ดมกลิ่นดูว่าทำอะไรได้ดี หรือชอบทำอะไร ซึ่งผมใช้เวลาดมกลิ่นตัวเองอยู่ 5-6 ปี ตั้งแต่เด็กรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่าง สังเกตง่ายๆ จากคนที่เป็นฮีโร่ของเราหรือไอดอลของเราก็ได้ เรื่องพวกนี้จะช่วยทำให้รู้ว่าเราน่าจะชอบทำอะไร

ผมเริ่มทำธุรกิจ เพราะคิดว่าธุรกิจ คือการเข้าไปแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง ให้กับบางอุตสาหกรรม หรือของใครสักคน สิ่งที่ผมคิดคือ อยากแก้ปัญหาให้กับวงการซาลาเปา ความหงุดหงิดอะไรบางอย่างของคนทานหรือคนที่เอาซาลาเปาไปฝาก ของฝากซึ่งเป็นหน้าเป็นตาแต่หน้าตาน่าเกลียด ผมทนไม่ได้ อีกอย่างคนเอเชียจะคุ้นเคยกับแป้งนึ่งอยู่แล้ว เลยสนใจทำตัวนี้

ผมเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับผลิตภัณฑ์มาก ถ้าของใหม่ไม่ดีกว่าของเก่าสัก 10 เท่า ผมว่าอย่าทำดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และเมื่อผมเสนอตัวเข้ามาในวงการซาลาเปา ซึ่งมีขายอยู่ก่อนเต็มไปหมดอยู่แล้ว ถ้าของผมไม่ดีกว่าสัก 10 เท่าได้ ผมไม่ทำ

ช่วงแรกๆ จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เวลาทานซาลาเปามีปัญหาอะไรเยอะที่สุด โดยพาตัวเองไปนั่งตามร้านซาลาเปาก่อน แล้วก็นั่งฟังลูกค้าบ่น เช่น แป้งทำไมแฉะจัง ที่ตูดนึ่งแล้วทำไมแฉะจัง ซึ่งมันกลายเป็นข้อมูลเชิงลึก ว่าคนทานไม่ชอบซาลาเปาตูดแฉะ ผมจดเอาไว้ ทำอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 เดือน

ก่อนส่งต่อให้น้องชาย ซึ่งมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นคนคิดสูตร ทำอย่างไรให้แป้งออกมามีความเหนียวนุ่ม ไม่แฉะ ส่วนผมมาพัฒนาในเรื่องของแพ็กเกจจิ้ง การบริการ จากนั้นจึงเริ่มออกบู๊ธทดลองตลาด นำคำติชมมาพัฒนาสินค้าต่อ

พอสินค้าตัวแรกออกมาขายดีมาก ตัวที่สอง-สาม จึงตามมาและน่าจะขายดีอย่างที่คิด แต่ตัวที่ 2 ผมกลับเจ๊ง เสียหายไปสองสามแสน ฉะนั้น ต้องมองรอบคอบกว่านั้น และได้เรียนรู้ว่าเมื่อเจอปัญหาอย่ารีรอ รีบแก้ไขเลย

ผมคิดว่าคนที่จะทำธุรกิจจะต้องมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดไอเดียทางธุรกิจได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ธุรกิจ Me too มันไม่ทำให้เกิดอะไรให้ดีขึ้นเลย

และสอง ต้องเชื่อว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่า…วันนี้”

ทำไมต้อง “คางกุ้ง”

“เกิดจากการมองเห็นโอกาส จุดที่เห็นเกิดจากการทานข้าวกับครอบครัวที่บ้าน แล้วคุณแม่ท่านทำกุ้งแล้วเด็ดหัวกุ้งทิ้ง ด้วยความพิเรนทร์เลยลองแกะๆ หัวกุ้งเล่น ก็เจอว่ามีส่วนที่นิ่มที่สุด จึงเกิดไอเดียอยากสร้างมูลค่าให้ของที่ถูกมองข้าม จากนั้นก็ลงมือทำทุกวิถีทางให้มันอร่อย

ต่อมาเลยลองหาข้อมูลว่า คนทั่วไปเขาเรียกส่วนนี้ของกุ้งว่าอะไร แต่เท่าไหร่ก็หาไม่ได้ เลยคิดบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง เรียกมันว่า คางกุ้ง เพราะเป็นส่วนใต้หัวของกุ้ง

ส่วนชื่อแบรนด์ เราใช้คำว่า โอคุสโน่-OKUSNO เป็นภาษาสโลวีเนีย แปลว่า อร่อย และเป็นประเทศที่ตัวเราเคยได้รับทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์มาก่อน เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้รู้ตัวเองว่าไม่ชอบทำงานประจำ เลยใช้ภาษานี้มาไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ”

คุณแพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ เจ้าของธุรกิจคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่-OKUSNO” ผู้ชนะเลิศ จากรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2015 เป็นสุดยอด SMEs แห่งปี 2015

%d bloggers like this: