เยี่ยมบ้านคนดัง

All posts tagged เยี่ยมบ้านคนดัง

ชินภัทร นำไพศาล กับบ้านหลังแรก

Published September 29, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 14:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/property/celeb/511986

ชินภัทร นำไพศาล กับบ้านหลังแรก

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

บ้านหลังแรกมีความหมายเสมอ วันนี้ พาไปเยี่ยมบ้านหลังแรกของชินภัทร นำไพศาล วัย 32 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ไพศาล (โดโลไมท์) เจ้าของกิจการเหมืองแร่โดโลไมท์ โรงงานผลิตและขึ้นรูปปุ๋ยเคมีที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในภาคเหนือ (ข้อมูล : กระทรวงอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ปี 2555)

ในวงการตลาดทุน ชินภัทรเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ว่ากันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาสามารถทำเงินจากตลาดหลักทรัพย์ได้สูงถึง 5 เท่า หนุ่มน้อยเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ราคาหลายสิบล้านจำนวน 3 คัน ไม่นับมอเตอร์ไซค์ราคาแพงเกือบที่สุดในโลกอีก 4-5 คัน บ้านของชินภัทรจะขนาดไหนอย่างไร อยากรู้ตามมาเลย

บ้านของชินภัทร มีพื้นที่ใช้สอย 336 ตารางเมตร มี 3 ชั้น ชั้นล่างเปิดประตูเข้ามาจะพบกับโถงนั่งเล่น ห้องกินข้าว และครัว ส่วนชั้นสองโครงการออกแบบให้เป็นแฟมิลี่รูม หากชินภัทรปรับเป็นห้องทำงาน จากแฟมิลี่รูมจึงกลายเป็นโถงใหญ่สูง 2 ชั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งกันเป็นห้องนอนใหญ่และห้องแต่งตัว

สำหรับชั้นสามของบ้าน แบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนอีก 2 ห้อง และห้องพระ เจ้าของห้องนอนเล็กคือน้องสาวของชินภัทรที่มาพักอยู่ด้วย ทั้งนี้ ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านนั้น ถูกออกแบบให้มีการเชื่อมต่อกันในทุกส่วน เน้นความสะดวกสบายในการใช้งาน

มุมที่ชอบคือโถงนั่งเล่นที่บริเวณชั้นสองที่เชื่อมต่อถึงกันกับโถงชั้นสาม กลายเป็นโถงใหญ่สูงสง่า มีความสูงถึง 6.50 เมตร ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ขณะเดียวกันก็ภูมิฐานอลังการ ผนังกำแพงใช้วัสดุเป็นหินอ่อนทั้งหมด โต๊ะใหญ่หันหน้าออกหน้าบ้าน สามารถมองเห็นจากภายนอกเพราะผนังด้านหน้าเป็นกระจก ถือเป็นไฮไลต์ของบ้านด้วย

บ้านหลังนี้ก่อสร้างเสร็จในเดือน ธ.ค. 2559 พื้นที่ 55 ตารางวา ตั้งอยู่ในโครงการ SOUL รัชดาภิเษก 68 ถือเป็นบ้านหลังแรกที่ควักกระเป๋าซื้อและตกแต่งด้วยตัวเองและในสไตล์ของตัวเอง มูลค่ารวม 26 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้างรวมตกแต่ง 1-2 ปี

“บ้านหลังแรกสำหรับผม คือสิ่งที่ให้ความรู้สึกสบายๆ เราสบายใจ เราได้พัก ได้หลับตานอนหลับอย่างเต็มอิ่ม”

การตกแต่งเน้นความแตกต่าง บ้านถูกออกแบบให้มีบุคลิกเป็นผู้ชาย มีความทันสมัย โทนสีหลักที่ใช้จึงเน้นไปที่สีเทาขรึมๆ เท่ๆ วัสดุใช้วัสดุที่ให้ความมันเงา ให้อารมณ์ที่โฉบเฉี่ยว มีขรึมและแนวสีของเอิร์ธโทนผสมอยู่บ้าง เช่น หินอ่อนสีดำที่ใช้ในหลายจุดของบ้าน

สำหรับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ได้นำมาปรับใช้ให้ลงตัวกับแนวคิดการแต่งบ้านแนวสมัยใหม่ โจทย์คือความเหมาะสมขณะเดียวกันก็สอดคล้องกันไปทั้งแนวสีและตำแหน่งการจัดวาง ซินแสระบุถึงข้อกำหนดการใช้สี ได้แก่ สีแดงที่จะต้องเป็นหลัก

“เชิญซินแสมาช่วยดู สีแดงเป็นสีร้อน แต่ไฟจะหนุนผม ผมเองก็เป็นธาตุไฟ” ชินภัทรเล่า

ของประดับตกแต่งจึงเน้นให้เป็นสีแดงเกือบทั้งหมด โดยใน “ตำแหน่ง” ที่ต้องแดงก็แดง เช่น รูปปั้นกวนอู เรือสีแดง หรือเสื้อเบอร์ 7 ของเดวิด เบคแฮม (มีลายเซ็น) เป็นต้น ทิศตะวันออกคือทิศหน้าบ้าน ซินแสกำหนดให้ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ใส่ “ไม้” เข้าไปในทิศนี้ เนื่องจากไม้เป็นเชื้อไฟ เพื่อจะได้หนุนกันกับไฟหรือเจ้าของบ้านนั่นเอง

“ของแต่งบ้านอีกอย่างหนึ่งคือ รถมอเตอร์ไซค์ คันนี้เป็นมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิก โจทย์อันดับแรกสำหรับการแต่งบ้านหลังนี้ คือจะต้องมีมอเตอร์ไซค์อยู่กลางบ้าน”

ครั้งหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ครอบครัวปรึกษากับ “พระอาจารย์” ที่นับถือกัน ท่านว่าปีวัวไม่ดี หมายถึงตกเกณฑ์ไม่ดีในปีนั้น ได้ให้ฝากตัวเป็นบุตรบุญธรรมกับคนเกิดปีเสือ รวมทั้งเป็นที่มาของรูปวาดวัวงามตัวใหญ่แสนสง่าตรงที่พักบันได

เอกลักษณ์ของบ้านหลังนี้ คือความทันสมัยที่สอดล้อไปกับความเชื่อ การตกแต่งที่โดดเด่น โดยเฉพาะรถมอเตอร์ไซค์กลางบ้าน ที่ต้องถือว่า มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและฉายชัดสไตล์ของเจ้าของบ้านได้ชัดเจนที่สุด</p

ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิจัยหุ่นยนต์ระดับชาติ

Published September 29, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 12:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/property/celeb/511552

ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ นักวิจัยหุ่นยนต์ระดับชาติ

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัยภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

33 ปีของการเป็นอาจารย์กว่า 30 ปีของการคิดค้นและสร้างหุ่นยนต์ ทำให้ ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ” สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ประจำปี 2559 กับผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และล่าสุดได้รับรางวัล “วิศวจุฬาดีเด่น” ประจำปี 2560 จากสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มอบให้แก่นิสิตเก่าและคณาจารย์ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและมีผลงานโดดเด่น

อาจารย์สร้างคน

หลังจบปริญญาตรีจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ศ.ดร.วิบูลย์ ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทและจบปริญญาเอก ด้านเครื่องจักรที่ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ จากสหรัฐอเมริกาเป็นคนแรกของประเทศไทย จากนั้นได้กลับมาเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาฯ ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน

“ในตอนนั้นคนไทยยังไม่ตื่นตัวเรื่องหุ่นยนต์ หรือเครื่องกล แต่เริ่มสนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ พอจบปริญญาเอกมาผมเลยสมัครเป็นครู เพราะครูเป็นอาชีพที่ค่อนข้างเป็นอิสระ และผมอยากสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ แล้วถ่ายทอดให้ลูกศิษย์สามารถพัฒนาและสร้างเครื่องจักรสมัยใหม่ได้ ซึ่งนักวิศวกรเครื่องจักรสมัยใหม่จะเป็นกลไกที่สำคัญมากในการผลิต” ศ.ดร.วิบูลย์ กล่าว

“ถึงแม้ว่าในอนาคตเครื่องจักรจะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ แต่ไม่ว่าอย่างไร คนก็สำคัญที่สุด เพราะเครื่องจักรจะเกิดขึ้นได้ต้องมีคนออกแบบ คนสร้าง และคนพัฒนา โดยเฉพาะในตอนนี้ที่รัฐบาลกำลังพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 หน้าที่ของผมคือ สร้างเด็กที่มีความรู้ความสามารถและเด็กเหล่านั้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป”

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.วิบูลย์ ก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์อัตราเด็กเกิดใหม่น้อยลง ซึ่งอาจทำให้อาชีพวิศวกรขาดแคลน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ย่ำแย่ ทำให้พ่อแม่ไม่มีทุนส่งลูกเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากการเป็นวิศวกรด้านเครื่องจักรสมัยใหม่จำเป็นต้องเรียนต่อปริญญาโทและเอกเพื่อสร้างวิชาชีพที่ยั่งยืน

“คุณสมบัติของคนที่เรียนวิศวกรรมเครื่องกลต้องเกิดจากความชอบก่อนเป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นอันดับสองต้องชอบเรียนคณิตศาสตร์และศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยธรรมชาติของคนที่เก่งคณิตศาสตร์จะสามารถคิดพลิกแพลงได้เก่งกว่า คิดได้ลึกกว่า คิดสลับซับซ้อนได้ ถ้าใครเก่งคณิตศาสตร์จะไปจับอะไรก็เก่งหมด การสร้างเครื่องจักรสมัยใหม่ต้องอาศัยคณิตศาสตร์ที่ยาก เปรียบเทียบเหมือนถ้าผมจะคุมคน ก็ต้องรู้จักคนคนนั้น ฉะนั้นผมต้องจำลองนิสัยคุณในรูปของคณิตศาสตร์ตามสมการและวิธีการที่ร่ำเรียนมา แต่ปัจจุบันผมปั้นเด็กช้าลงไปเพราะเด็กเรียนคณิตศาสตร์น้อยลง ซึ่งน่ากังวลในฐานะอาจารย์” ศ.ดร.วิบูลย์ กล่าวเพิ่มเติม

อาจารย์นักประดิษฐ์

จากความสนใจเรื่องหุ่นยนต์และเครื่องจักรสมัยใหม่ ทำให้ในช่วงแรก ศ.ดร.วิบูลย์ เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาหุ่นยนต์ในงานอุตสาหกรรม จนกระทั่งประมาณ 3 ปีที่แล้ว เริ่มนำความรู้ด้านวิศวกรรมมาสร้างหุ่นยนต์ทางการแพทย์ชื่อ หุ่นยนต์กายภาพบำบัดส่วนแขนแบบโครงร่างสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพที่แขนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ร่วมกับภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้พัฒนาแขนหุ่นยนต์แบบสวมใส่ หรือแบบโครงร่าง (Exoskeleton Robot) ที่มีลักษณะการเคลื่อนที่คล้ายกับแขนคน มีการเคลื่อนที่แบบ 4 องศาอิสระ ทำให้ช่วงการทำงานของข้อต่อมีการเคลื่อนที่สอดคล้องคล้ายกับแขนส่วน

ระบบจะมีมอเตอร์ขับเคลื่อน 4 ตัวที่ทำหน้าที่ส่งแรงเพื่อเสริมหรือต้านแรงจากข้อต่อทั้ง 4 ของมนุษย์ โดยที่กลไกได้ถูกออกแบบให้มอเตอร์สามารถขับเคลื่อนเพื่อส่งแรงไปที่ข้อต่อแต่ละชุดอย่างเป็นอิสระจากกันให้มากที่สุด ซึ่งหุ่นยนต์แขนกลดังกล่าวได้รับการทดสอบจากคณะวิจัยทางคณะแพทย์แล้วว่า ใช้งานง่าย ปลอดภัย ใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย และมีราคาถูก อีกทั้งยังทดแทนปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ได้ด้วย

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การใช้หุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพของแขนข้างอ่อนแรงเป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้หุ่นยนต์เพื่อการฟื้นฟูจะช่วยให้ผู้ป่วยที่ยังมีการฟื้นตัวของประสาทสั่งการน้อย สามารถฝึกการใช้งานแขนซ้ำๆ ได้เป็นจำนวนครั้งที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝึกแบบดั้งเดิม ซึ่งทักษะการใช้งานจะแปรผันตามจำนวนครั้งที่ฝึก อีกทั้งระบบเกมและการให้ข้อมูลตอบกลับจะทำให้การฝึกน่าสนใจ สนุก และท้าทาย

เมื่อผู้ป่วยมีการฟื้นตัวของประสาทสั่งการมากขึ้น การใช้หุ่นยนต์ที่มีระบบตรวจจับสัญญาณต่างๆ จะทำให้สามารถรับรู้ได้ถึงแรงตอบรับ รวมทั้งตำแหน่งและความเร็วในการเคลื่อนที่ของผู้ใช้ นำมาสู่การติดตั้งระบบติดตามพัฒนาการของผู้ใช้เฉพาะบุคคล ซึ่งจะบันทึกและติดตามพัฒนาการของผู้ใช้แต่ละบุคคล และปรับเปลี่ยนลักษณะการเคลื่อนไหวรวมทั้งแรงที่หุ่นยนต์สร้างขึ้นตามกำลังกล้ามเนื้อที่เปลี่ยนแปลงไป

“การแพทย์และวิศวกรรมเครื่องกลต้องช่วยกันไป ต้องปรับปรุงไปเรื่อยๆ โดยทางแพทย์จะเป็นผู้ใช้ ส่วนวิศวกรจะเป็นผู้พัฒนา ซึ่งเราต้องขอคำแนะนำจากทางแพทย์ว่าอยากได้อะไร ต้องปรับแก้ตรงไหน เพื่อนำเครื่องมือไปรักษาโรค หรือรักษาอาการได้ ดังนั้น ถ้านักวิศวกรผลิตเครื่องมือแพทย์โดยไม่มีหมอก็จะไม่มีประโยชน์เลย”

นอกจากนี้ ศูนย์เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ภายใต้การนำของ ศ.ดร.วิบูลย์ ยังได้พัฒนาหุ่นยนต์กายภาพบำบัดอีกหลายรูปแบบ อาทิ หุ่นยนต์ที่ใช้ในการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวที่ข้อมือ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่คล้ายกับการเคลื่อนที่ของข้อมือมนุษย์ หุ่นยนต์ที่ใช้ในการฟื้นฟูแขนท่อนบนแบบจับที่ปลาย ซึ่งในวงการกายภาพบำบัดถือเป็นระบบที่มีการศึกษากันมาก่อนระบบอื่น และหุ่นยนต์ที่ใช้ฟื้นฟูสมรรถนะการเคลื่อนที่ของขา เพื่อการฟื้นฟูส่วนขาแบบท่านั่ง เป็นต้น โดยระบบหุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นทุกแบบได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของจริยธรรมทางการแพทย์ในการทดสอบการใช้งานกับมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยในการใช้งาน มีประสิทธิภาพของการรักษา และไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้ป่วยในการใช้งาน

ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวรกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อาจารย์นักพัฒนา

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า งานวิจัยขึ้นหิ้ง แต่สำหรับสิ่งประดิษฐ์ทุกชิ้นล้วนสร้างขึ้นจากความจำเป็น เพื่อนำชิ้นส่วนใดก็ตามไปพัฒนาต่อให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ซึ่งแม้ว่ามหาวิทยาลัยจะไม่สามารถขายสิ่งประดิษฐ์ได้ แต่สามารถขายองค์ความรู้ให้เอกชน เพื่อนำไปผลิตสินค้าสู่ตลาดได้

“การผลิตสินค้าไฮเทคยากๆ จะขายยาก ยกตัวอย่างเช่น เครื่อง ซีเอ็นซีหรือหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขายยากเพราะราคาสูง ดังนั้นเอกชนจะลงทุนได้เมื่อเขารู้ว่าสามารถทำกำไร แต่เราก็ไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาจะขายได้หรือเปล่า เพราะตอนนี้เราทำเพื่อบริจาคให้โรงพยาบาลรัฐบาล”

สำหรับลิขสิทธิ์ของสิ่งประดิษฐ์จะเป็นของจุฬาฯ เมื่อมีผลประโยชน์จากลิขสิทธิ์เข้ามาจะแบ่งให้จุฬาฯ ร้อยละ 30 ส่วนอีกร้อยละ 70 จะให้อาจารย์ผู้สร้างและอาจารย์จะแบ่งอีกครึ่งหนึ่งให้กับนิสิตในโปรเจกต์นั้น

“สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้มองเป็นเรื่องของธุรกิจเลย ไม่มีคำว่ากำไร ขาดทุน แค่เราทำประโยชน์ให้สังคมได้ก็พอใจแล้ว ได้รับความภาคภูมิใจในวิชาชีพวิศวกรที่สามารถช่วยผู้ป่วยได้ ถ้าเราทำเครื่องมือดีแสนดียังไงก็ตาม แล้วให้นายทุนไปทำกำไรเยอะๆ มันก็จบอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราทำเครื่องมือที่ดีแล้วนำไปใช้ทางการแพทย์ ช่วยให้คนที่เป็นทุกข์หายจากโรค หรือมีอาการที่ดีขึ้น มันดีที่สุดแล้ว”

ศ.ดร.วิบูลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายในชีวิตไม่ใช่การได้รับรางวัลมากมาย แต่คือการได้เป็นอาจารย์ ได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ และหวังว่าหุ่นยนต์ทางการแพทย์จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเกิดประโยชน์ต่อคนในสังคมให้มากที่สุด n

 

บ้านที่อยู่แล้วพอดี

Published September 29, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/property/celeb/506629

บ้านที่อยู่แล้วพอดี

 

 

เรื่อง กองทรัพย์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เพราะการประสบความสำเร็จในชีวิตและโลกธุรกิจไม่มีสูตรสำเร็จ ดังนั้นสไตล์การทำงานของ ซิง-กุลวรา อติเมธิน ผู้บริหาร บริษัท วินเทค แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้นำด้านการผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์ประตูและหน้าต่างของเมืองไทย

ภายใต้แบรนด์วีโก้ (Veco) จึงยึดในเรื่องของการทำงานอย่างพอดี แต่มีความสม่ำเสมอ และต้องทำงานอย่างมีความสุข หลักการเดียวกันนี้เธอได้นำมาใช้กับการเลือกบ้าน บ้านที่เธอและสามีเรียกว่า “บ้านที่อยู่แล้วพอดี”

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นเธอไปศึกษาปริญญาโทต่อด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Babson College และใช้ชีวิตที่สหรัฐอยู่หลายปีก่อนจะกลับเมืองไทย

 

 

“ก่อนหน้านี้ซิงกับสามีอยู่ที่บอสตันมาหลายปี ตอนตัดสินใจที่จะกลับมาเมืองไทย เราก็หาบ้านตั้งแต่อยู่เมืองนอก ปัจจัยที่เลือกบ้านก็คือต้องเป็นบ้านกลางเมือง สามารถเดินทางระหว่างชานเมืองฝั่งธนบุรีและสุขุมวิทได้ง่าย เพราะสามีจะต้องทำงานในเมือง และบ้านของสามีอยู่แถบหนองแขม การมีบ้านในเมืองทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ก็คิดว่าโซนพระราม 3 เดินทางสะดวก

อีกจุดหนึ่งที่เลือกบ้านนี้ ตอนนั้นเราท้องลูกคนแรกก็คิดว่าซื้อบ้านลูกจะมีที่วิ่งเล่น ดูอยู่ครึ่งวันแล้วก็ จองเลย เลือกซื้อบ้านนี้ก็คิดว่าจะมีลูก 2 คน ดังนั้นบ้านที่เราจะซื้อก็ต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 3 ห้องนอน เผื่อลูกโต เพราะถ้าเป็นคอนโด ส่วนใหญ่เขาก็จะทำอย่างมากแค่ 2 ห้องนอน คอนโดขนาด 3 ห้องนอน ก็จะทำสไตล์เพนต์เฮาส์ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการอะไรขนาดนั้น”

 

การที่เราเลือกบ้านตรงนี้ เพราะซิงกับสามีไม่ชอบบ้านหลังใหญ่ๆ เลย อย่างแรกคือเพราะซิงเกิดและโตในบ้านหลังใหญ่มากๆ มาก่อน เรารู้สึกว่าบ้านหลังใหญ่เป็นบ้านที่เกินอยู่และเป็นที่เก็บฝุ่น ทำให้ลำบากทั้งการดูแลรักษา เหมือนแม่บ้านจะต้องเวียนทำงานหลายวัน การใช้ชีวิตอยู่ก็ใช้พื้นที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำงานเราไม่ได้ใช้เวลาอยู่บ้านทั้งวัน เช้าก็ไปทำงาน เย็นกลับมาก็ไม่ได้อยากไปเดินส่วนไหนของบ้านแล้ว

กุลวรา บอกว่า เธอจึงหารือกับสามีว่าจะไม่เลือกซื้อบ้านที่หลังใหญ่เกินไป แต่อยากได้บ้านที่สามารถเดินรอบบ้านได้และใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า

“เราอยากได้บ้านที่อยู่พอดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ว่าก่อนจะมีลูกเราก็ชอบอยู่คอนโดนะ เพราะรู้สึกว่ามันชิก (หัวเราะ) แต่พอเรามีลูก เราก็อยากให้ลูกได้อยู่กับดินกับพื้น วิ่งเล่น ก็คิดว่าการอยู่บ้านแบบนี้ และถ้าเป็นบ้านในเมืองก็คงจะดี อีกอย่างหนึ่งคือเราเพิ่งสร้างครอบครัว อยากซื้อบ้านในเมือง ถ้าซื้อบ้านที่ใหญ่มากก็เกินตัว ก็เลยเลือกแบบนี้ เลือกสภาพแวดล้อมที่ดี”

ครอบครัวเล็กๆ จึงเริ่มต้นที่หมู่บ้านกะทัดรัดแต่โมเดิร์นในย่านพระราม 3 กุลวรารับผิดชอบเรื่องสไตล์การตกแต่ง ทาวน์โฮม 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ แบ่งสัดส่วนใช้สอยภายในบ้านอย่างคุ้มค่าตรงกับความต้องการของผู้เลือก การตกแต่งเรียบง่าย โล่ง มีตู้โชว์ และตู้เก็บของ

“สิ่งที่ชอบในบ้านหลังนี้ ฟังก์ชั่นของบ้านนั้นมาทีหลังโลเกชั่น แต่ถ้าให้บอกว่าชอบอะไร ก็คือชั้นลอยกับชั้น 1 เชื่อมต่อกัน อีกอันหนึ่งที่ชอบก็คือห้องที่เป็นมาสเตอร์เบดที่ปิดทั้งชั้นไปเลยทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัว ซิงเน้นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว มีอย่างโต๊ะอาหารกลางบ้านเราสั่งทำเป็นพิเศษเพราะชอบสีไม้เป็นพิเศษให้ความรู้สึกเท่แต่ก็มีรายละเอียดของลายไม้ โซฟาบนชั้นลอยก็สั่งทำตามไซส์ ออกแบบให้เป็นที่นั่งกว้างๆ สามารถเอนตัวนอนได้ ซิงชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่มองภาพรวมแล้วเรียบง่าย”

 

ตฤณ วิชัยดิษฐ บ้านคือศูนย์รวมความรัก

Published March 3, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/celeb/482172

ตฤณ วิชัยดิษฐ บ้านคือศูนย์รวมความรัก

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ตฤณ วิชัยดิษฐ หนุ่มใหญ่ผู้มาดมั่นเขาเป็นสมาชิกทีมอิลิท 15 ปี ทีมอิลิทแพลทตินั่ม 3 ปีและสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ของบริษัท นูสกิน ขายตรงชื่อดังจากสหรัฐ และเขาเป็น 1 ใน 3 ของคนไทยที่มีรายได้สูงสุดของบริษัท นูสกิน ประจำประเทศไทย ด้านการศึกษานั้นเขาจบปริญญาโททางด้านการเงินจากเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา หลังจากจบการศึกษาเขาก็ทำงานที่นูสกินเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในชีวิตการทำงานของเขาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาและถือว่าประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างมากมายและแน่นอนว่าทุกอย่างในชีวิตของเขานั้นต้องเป็นที่หนึ่งเสมอ

วันนี้ตฤณใจดีเปิดบ้านมูลค่าเกือบ 100 ล้าน อันเป็นผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของเขาให้เยี่ยมชม เขาเล่าว่าบ้านหลังนี้ปลูกใหม่เมื่อเกือบ 10 ปีแล้ว บนที่เดิมของคุณแม่ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวตอนเขายังเด็ก เมื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเขาก็ซื้อที่บ้านข้างๆ เพิ่มอีก 3 หลัง แล้วรื้อสร้างใหม่จนได้หลังนี้ขึ้นมาบนเนื้อที่เกือบ 300 ตารางวา

ด้วยความที่เขาทำงานอยู่ที่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ จะเข้าไปประชุมเพียงสัปดาห์ละวันเดียว เขาจึงออกแบบบ้านให้หรูและอยู่สบายใช้งานได้จริง “คือไม่ใช่สวยหรูแต่อยู่ไม่สะดวก ใช้งานไม่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ที่เราต้องการ บ้านต้องสวยด้วยอยู่สบายด้วย ผมชอบบ้านเพดานสูงดูโปร่งๆ หรูๆ แบบล็อบบี้ของโรงแรมแบบนั้น และชอบบ้านสไตล์ทันสมัย ชอบบ้านสะอาดๆ ก็เลยใช้โทนสีขาวครีมออฟไวท์เป็นหลัก คือหรูโก้อันเป็นแบบบ้านที่ผมชอบมากๆ เลย”

บ้านหลังนี้มีทั้งหมด 3 ชั้น โดยชั้น 1 แบ่งเป็นห้องรับแขกด้านหน้า โดมนั่งเล่นในห้องถัดไป ห้องดูทีวี ห้องชมวิวสวน ห้องกินข้าว ห้องเก็บรองเท้า ครัวฝรั่ง ด้านหลังบ้านเป็นครัวไทย ด้านนอกจะเป็นสวนและโรงเก็บรถซูเปอร์คาร์ 3-4 คันที่เขาสะสม

 

ชั้นที่ 2 เป็นห้องนอน 4 ห้อง ห้องนั่งเล่น ห้องของเล่นลูกๆ ห้องออกกำลังกาย ห้องสมุด ห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ของเขา สำหรับชั้น 3 แบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นห้องทำงาน ห้องแต่งตัว ห้องนอนใหญ่ของเขา ห้องนอนลูกๆ ห้องนั่งเล่น ห้องพระ ครัวฝรั่ง

บ้านหลังนี้มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 3,000 ตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้างนาน 3 ปีกว่า ของตกแต่งบ้านต่างๆ หลายชิ้นเป็นของสะสมที่เขาซื้อหามาตั้งแต่เริ่มจะสร้างบ้าน ไม่ว่าจะเป็นกรอบรูปจากคริสตัลโคมไฟ หรือภาพวาดสวยๆ ที่เขาซื้อมาจากประเทศอิตาลี เวลาไปประชุมงานก็จะซื้อรูปภาพต่างๆ มาเก็บไว้

 

เขาบอกว่าบ้านหลังนี้ใช้เวลาก่อสร้างก็นาน ของสะสมต่างๆ ก็สรรหามาด้วยความละเอียดประณีต ทุกอย่างเลือกเฟ้นมาด้วยความใส่ใจอย่างยิ่ง เฟอร์นิเจอร์ตรงห้องรับแขกก็จองล่วงหน้าก่อนบ้านเสร็จถึง 2 ปี เรียกว่าทุกอย่างในบ้านนี้ไม่มีมาด้วยความบังเอิญ ทุกอย่างคัดสรรมาด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริง ทั้งเขาและภรรยา (จิราวรรณ) ช่วยกันเลือกของตกแต่งกันด้วยตัวเอง ช่วยกันหอบหิ้วของตกแต่งข้ามน้ำข้ามทะเลกันมาจากต่างประเทศ

เขาบอกต่อไปอีกว่า บ้านนั้นเป็นศูนย์รวมความรักความอบอุ่นของทุกคนในครอบครัว ได้อยู่กับคนที่เขารักและรักเขา เป็นสถานที่ที่ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงออกมาโดยไม่ต้องเสแสร้งปรุงแต่งใดๆ เป็นสถานที่ที่รู้สึกอบอุ่นวางใจและปลอดภัยมากที่สุด

“บ้านนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างในเรื่องของการใช้ชีวิตและการทำงาน เรียกว่าเป็นบ้านที่ครบวงจร ทุกคนในบ้านนี้มีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องไปแสวงหาความสุขจากภายนอก ไม่ต้องไปขอแรงใครมาทำให้เรามีความสุข เรามีความสุขได้ภายใต้บ้านหลังนี้ ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจแรงเงินเป็นอย่างมากในการสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมาและเป็นบ้านที่ตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตได้อย่างครบตามประสงค์ เสียเพียงบ้านนี้ไม่มีบริเวณให้ปลูกต้นไม้ได้มากพอเท่านั้น”

 

พัชรินทร์ ตันชัยเอกกุล ชอบแนววินเทจ เก่าๆ หวานๆ

Published March 3, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/celeb/481116

พัชรินทร์ ตันชัยเอกกุล ชอบแนววินเทจ เก่าๆ หวานๆ

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ   วิศิษฐ์    แถมเงิน

การเลือกซื้อบ้านของแต่ละคนนั้นก็จะเลือกตามเหตุปัจจัยต่างๆ กันไป บางคนใกล้ที่ทำงาน บางคนใกล้บ้านพ่อแม่ หรือบางคนชอบทำเล แบบบ้าน แต่สำหรับเธอคนนี้ขอเลือกใกล้โรงเรียนลูกเป็นหลัก เพื่อสะดวกในการรับส่งและลูกจะได้ไม่ต้องตื่นเช้าจนเกินไป นั่นเป็นเหตุผลข้อแรก เหตุผลตามมา ก็คือ บ้านในโครงการนี้แบบสวยงามและจัดให้มีพื้นที่สีเขียวมากกว่าโครงการทั่วไป เป็นโครงการที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว

ผู้บริหารสาวสวยของบริษัทประกันสัญชาติอิตาเลียน โบ-พัชรินทร์ ตันชัยเอกกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) เล่าว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่ 2 ที่แยกออกมาจากครอบครัว โดยเธอมาอยู่กับลูกสาว บ้านร่มรื่นเขียวครึ้ม ทั้งบรรยากาศภายในโครงการและในส่วนของบ้านของเธอเองก็ให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวไม่แพ้กัน

 

บนเนื้อที่เกือบ 70 ตร.ว. บ้านหลังกะทัดรัดสำหรับครอบครัวขนาดเล็กๆ ตกแต่งสไตล์วินเทจ ในแบบอิงลิช คอตเทจ เธอบอกว่าซื้อบ้านหลังนี้มาประมาณ 7 ปี เพราะใกล้กับโรงเรียนของลูกสาว การตกแต่งภายในนั้นเธอตกแต่งเองหมด ตั้งแต่เลือกของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่านต่างๆ ที่หลายชิ้นสั่งมาจากร้านของเก่าที่ประเทศอังกฤษ โคมไฟหลายชิ้นก็ไปได้มาจากอยุธยา สุโขทัย เป็นของเก่ายุครัชกาลที่ 4

“เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ก็เป็นของสะสมในแบบที่เราชอบ เพราะเป็นสาวกของเก่าของวินเทจมานานแล้ว เจอก็จะซื้อเก็บสะสมเอาไว้ ทั้งโคมไฟ โทรศัพท์ ตู้ โดยเฉพาะโคมไฟนี่ซื้อเก็บไว้เยอะมาก ทุกอย่างล้วนเป็นของวินเทจทั้งสิ้น ซึ่งต้องไปหาตามตลาดของเก่าทั้งในและต่างประเทศ ในบ้านเราที่ไปบ่อยๆ ก็คือ อยุธยา เชียงใหม่ สุโขทัย จะมีแหล่งร้านขายของเก่าหลายร้าน”

 

เธอบอกว่า พอแยกบ้านออกมาก็เอาของที่เก็บสะสมเอาไว้ค่อยๆ มาตกแต่ง ก็โชคดีที่เข้ากันได้ดี เนื่องจากความชอบของเธอชัดเจนในสไตล์วินเทจ แต่ขอเจาะไปเป็นสวยๆ หวานๆ แบบอิงลิช คอตเทจ เข้ามาแล้วก็จะเห็นว่าเป็นบ้านของผู้หญิ้งผู้หญิงมากๆ เลย (หัวเราะ)

บ้าน 2 ชั้น ชั้นล่างมี 1 ห้องน้ำ มีห้องรับแขกใหญ่ ห้องนั่งเล่นเล็ก ห้องครัวฝรั่งที่มีส่วนทานข้าวอยู่ด้วย มีส่วนซักล้างอยู่ด้านหลังอีก 1 ห้อง ด้านหลังทำเป็นสวนโดยรอบทั้งหลังบ้าน ด้านข้าง และหน้าบ้าน มีการปรับเปลี่ยนประตูหลังบ้านออกไปสู่สวนใหม่ โดยเธอไปซื้อประตูโบสถ์เก่ามาทำกรอบใหม่

 

ส่วนชั้นบน มี 3 ห้องนอน 1 ห้องนอนใหญ่ 2 ห้องนอนเล็ก โดยเธอปรับพื้นที่ของห้องนอนเล็กให้เป็นห้องทำงาน โดยเธอได้ตกแต่งห้องนอนใหญ่เป็นสไตล์สาวหวาน “แต่พออยู่ไปสักพักเราเริ่มแน่ใจว่าสไตล์สาวหวานไม่ใช่เราเท่าไหร่ โอเคเราชอบแนววินเทจจริง เราชอบสไตล์อังกฤษจริง แต่ไม่ใช่สไตล์หวาน ดังนั้นก็ให้บทเรียนว่าสิ่งที่คิดว่าใช่ พอตกแต่งและใช้งานไปสักพักที่คิดว่าใช่ก็เกิดไม่ใช่ขึ้นมา เราจะมีความชัดเจนขึ้นมาว่ามันใช่เราหรือเปล่า (หัวเราะ) เธอบอกว่า หากมีโอกาสซื้อบ้านหลังต่อไป เธอจะลองตกแต่งสไตล์ลอฟต์ดิบๆ ดูบ้าง” เธอเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาให้ฟัง

นิยามคำว่า บ้าน ของเธอนั้น คือ การที่อยู่แล้วสบาย เป็นส่วนตัว เป็นตัวของตัวเอง จะนั่ง นอน ตรงไหนก็ได้ “โดยส่วนตัวเราไม่ชอบออกงานสังคม จะชอบอยู่บ้าน เวลาวันหยุดส่วนใหญ่จะอยู่บ้านจริงๆ ไม่ค่อยจะออกไปไหน ชอบซุกตัวอยู่บ้านอ่านหนังสือ จิบชา ใช้ชีวิตช้าๆ สบายๆ” เธอบอกด้วยรอยยิ้ม

 

ชีวิตเอาต์ดอร์กับสวนไม้อวบน้ำ และบ่อปลาคาร์ป วรรธนะ กัมทรทิพย์

Published November 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 14:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/celeb/459163

ชีวิตเอาต์ดอร์กับสวนไม้อวบน้ำ และบ่อปลาคาร์ป วรรธนะ กัมทรทิพย์

โดย…วราภรณ์ ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

หากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้ว มุมภายในบ้านที่ กิ๊ฟต์-วรรธนะ กัมทรทิพย์ พิธีกรและนักแสดงชื่อดัง ชอบไปนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจมากที่สุดคือ มุมหลังบ้านที่ขุดเป็นบ่อปลาคาร์ปเอาไว้ ซึ่งปลาคาร์ปแต่ละตัวในบ่อวรรธนะรักมาก ขนาดตั้งชื่อให้ทุกตัว

วรรธนะ เล่าถึงบ้านหลังสวยร่มรื่นย่านเกษตรนวมินทร์ว่า บ้านหลังนี้เขาปลูกไว้เป็นเรือนหออยู่มาได้ 10 ปีแล้ว แต่ยังคงรักษาความสวยงามไว้ได้เป็นอย่างดีเพราะบ้านหลังนี้คือ ความฝันของเขาว่าอยากมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลังหนึ่ง เพราะด้วยที่บ้านของเขามีธุรกิจทำเฟอร์นิเจอร์ไม้มาตั้งแต่ยุคคุณพ่อ หนุ่มกิ๊ฟต์จึงเชี่ยวชาญด้านการดูไม้และเลือกไม้ธรรมชาติได้เป็นอย่างดี เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ภายในบ้านของเขา จึงล้วนมีความประกอบเป็นไม้แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะมุมนั่งเล่นตรงบ่อปลาคาร์ป เก้าอี้ไม้เขาก็เลือกซื้อด้วยตัวเอง “การมีบ้านเดี่ยวเป็นความใฝ่ฝันของผมตั้งแต่เด็กเพราะบ้านที่เราอยู่ตั้งแต่เด็กก็เป็นตึกแถว ปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้” พอมีบ้านของตัวเองสมใจเขาจึงเน้นเรื่องการปลูกต้นไม้ในสวนหลังบ้านพอๆ กับเลือกเฟอร์นิเจอร์และจัดฟังก์ชั่นภายในบ้าน

“ใจผมคิดว่า ถ้ามีบ้านเดี่ยวอยากมีที่ดินไว้ปลูกต้นไม้ สวนรอบๆ บ้านผมปรับใหม่และดูแลเองทั้งหมด ต้นไม้ในสวนก็ปลูกเอง ด้วยทำงานในวงการบันเทิงผมไม่ค่อยมีเวลาได้ดูแลต้นไม้หรอก ไม่มีเวลากระทั่งกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่น ผมจึงคุยกับเพื่อนที่ชอบต้นไม้เหมือนๆ กัน ผมก็บอกเพื่อนว่า ผมชอบไม้อวบน้ำ เพราะชอบไม้อวบน้ำในตระกูลมาร์ดากัสกา เป็นไม้ที่เมืองไทยนำเข้ามาเมื่อ 8 ปีที่แล้ว แรกๆ ปลูกเป็นต้นเล็กๆ ตอนนี้เป็นต้นโตสวยงาม”

หนุ่มกิ๊ฟต์เล่าถึงมุมโปรดของเขาให้ละเอียดอีกนิดว่า สวนของเขาเต็มไปด้วยไม้อวบน้ำ ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับกระบองเพชร ซึ่งสวนบ้านผมเคยลงในหนังสือสวนไม้หนาม 1 ใน 30 แบบสวนสวยมาแล้ว ตอนผมปลูกเสร็จใหม่ๆ คนในหมู่บ้านมามุงดูสวนของผม เหมือนเข้าไปในสวนโบทานิกาของเมืองนอกเลย เคยปลูกมาแล้วพวกสับปะรดสี ไม้อากาศกินน้ำค้างก็เคยปลูก

 

“ต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่ผมชอบคือต้นปาล์ม เพราะเดือนหนึ่งสลัดใบน้อยมาก แต่ไม้อวบน้ำไม่ทิ้งใบ และทนน้ำ ไม่ต้องให้น้ำก็รอด คือเวลาผมทำสวนจัดสวนเราต้องมองไปในอนาคตว่าเราจะดูแลอย่างไรให้สวยเหมือนวันแรกๆ แต่ปาล์มดูแลง่าย สวนอวบน้ำของผมปลูกอย่างมีสไตล์เพราะผมจัดวางเลยเอาต์เองทั้งหมด ปลูกให้เป็นเส้นเป็นสายดูสวยงาม”

สำหรับบ่อปลาคาร์ป เกิดจากแรงบันดาลใจว่าตอนเด็กๆ หนุ่มกิ๊ฟต์ชอบเลี้ยงปลากัดเลี้ยงเองเพาะเอง เลี้ยงเป็นร้อยตัวใส่ขวดเรียงเต็มหลังบ้าน พอย้ายบ้านปล่อยปลาทิ้งหมดเลย พอมีบ้านของตัวเอง จึงทำบ่อเลี้ยงปลาคาร์ปซะเลย

 

“ปลาคาร์ปผมเลี้ยงไว้เป็น 10 ตัวเลย ทำไมจึงต้องเป็นปลาคาร์ป เพราะเป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็ก และคิดว่าถ้ามีบ้านต้องมีพื้นไม้ด้านนอกตรงสระปลาคาร์ป ปลาคาร์ปล็อตแรก 14 ตัว ที่เอามาเลี้ยงราคาหกหมื่นห้าเลยนะ พอเราเริ่มเลี้ยง และผมเลี้ยงเป็น ทุกวันผมจึงได้อยู่กับเขา ได้ทำให้เขาเชื่อง ได้พักผ่อนหย่อนใจที่สระปลาคาร์ปหลังบ้าน เลี้ยงปลาเพื่อให้ในบ้านมีความเคลื่อนไหว เราเล่นกับเขาได้ เพื่อนมาเยี่ยมบ้านก็มาเล่นกับปลาคาร์ปหลังบ้าน ทุกวันว่างๆ ผมไม่อยู่ในสวนก็ต้องที่บ่อปลาคาร์ปอากาศจะดีมากๆ เย็นๆ ผมชอบอยู่บ้าน ผมชอบทำสวน ชอบใช้ชีวิตนอกบ้านคือปลูกต้นไม้เล่นกับปลา ผมไม่ชอบอยู่ในบ้านแล้วเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่ชอบชีวิตเอาต์ดอร์นอกบ้านมากกว่าครับ”

 

ประภาวรรณ นวฤทธิ์โลหะ คอนโดหรูสไตล์โมเดิร์นลารีคอนเทมโพรารี

Published March 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/celeb/414672

ประภาวรรณ นวฤทธิ์โลหะ คอนโดหรูสไตล์โมเดิร์นลารีคอนเทมโพรารี

โดย…ภาดนุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เก๋-ประภาวรรณ นวฤทธิ์โลหะ เปิดห้องชุดสุดหรูบนคอนโด เดอะ พาโน พระราม 3 ต้อนรับเราและเริ่มต้นบทสนทนาถึงที่มาที่ไปในการเป็นเจ้าของห้องชุดสุดไฮเอนด์มูลค่า 30 กว่าล้านบาท แห่งนี้ให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

“ตอนนั้นดิฉันกับสามี (รศ.ดร.นพ.ยศ นวฤทธิ์โลหะ แพทย์ด้านศัลยกรรมประสาทของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน คุณสามีก็มองหาบ้านที่สามารถจะเดินทางไปทำงานได้สะดวก แต่บ้านในเมืองก็หายาก เราจึงมาดูคอนโดนี้และตัดสินใจซื้อห้องขนาด 150 ตร.ม.ซึ่งมี 2 ห้องนอนไว้ แต่ก็มาคิดว่าถ้าเรามีลูกสักสองคน มันก็จะมีพื้นที่น้อยเกินไป เราจึงขายห้องนั้น แล้วมาดูอีกห้องที่ประกาศขายบนชั้น 32 ซึ่งมีพื้นที่ 280 ตร.ม.และมี 3 ห้องนอนแทน ต้องบอกว่าพอเห็นห้องนี้ครั้งแรกและได้เห็นวิวที่ระเบียงซึ่งมองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาและสะพานภูมิพลได้แบบ 180 องศาเท่านั้นแหละ ดิฉันกับสามีก็รีบจองห้องนี้ทันที”

 

เก๋บอกว่า แต่กว่าจะได้ย้ายเข้ามาอยู่จริงก็ปาเข้าไปปีกว่าได้ เพราะต้องใช้เวลาในการตกแต่งห้องใหม่ โดยบิลต์อินทั้งผนังห้อง ตู้แบบวอล์กอินโคลเซต ทำประตูใหม่ ทาสีห้องใหม่จากสีเดิมให้กลายเป็นสีขาวครีมเพื่อให้เข้าธีมในการตกแต่งที่มีมู้ดแอนด์โทนในสไตล์โมเดิร์นคอนเทมโพรารีอย่างที่เธอชื่นชอบ

“สำหรับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เดิมทีดิฉันชอบเฟอร์นิเจอร์แบรนด์บาร์บาร่า บาลี่ย์ อยู่แล้ว และบังเอิญได้รู้จักกับอินทีเรียร์ ดีไซเนอร์ซึ่งเป็นไดเรกเตอร์ของแบรนด์นี้พอดี ก็เลยขอให้เขาเลือกเก้าอี้ซิกเนเจอร์ของแบรนด์นี้มาตกแต่งซะเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเก้าอี้บางตัวจากแบรนด์มาร์ธา สจ๊วต ด้วย โดยลดความเป็นเฟมินีนลงด้วยโซฟาตัวใหญ่ลายน้ำเงิน-ขาวของราล์ฟ ลอเรน เพื่อเอาใจคุณสามี

 

แต่ปรากฏว่าโซฟามีขนาดใหญ่เกินไป ยกเข้ามาทางประตูไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องใช้รถเครนยกโซฟาตัวนี้ขึ้นมาที่ระเบียงห้อง จึงสามารถนำโซฟาเข้ามาได้ เลยคิดว่าเราคงต้องใช้โซฟาตัวนี้ไปจนกว่ามันจะพังละค่ะ”

เก๋บอกว่า ในแต่ละวันเธอจะชอบอยู่ที่คอนโดมาก ไม่เคยเบื่อเลยล่ะ ซึ่งหน้าที่หลักของเธอก็คือ ดูแลทั้งเรื่องการทำอาหารและการทำความสะอาดบ้าน ฉะนั้นมุมโปรดมุมแรกก็คงหนีไม่พ้นห้องครัว ซึ่งทุกเช้าเธอจะตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมอาหารให้สามีและลูกๆ เป็นประจำ ห้องครัวจึงถือเป็นมุมโปรดที่เธอใช้บ่อยที่สุด

 

“ส่วนมุมที่สองที่ดิฉันชอบก็คือมุมห้องรับแขก แม้มุมนี้จะมีทีวีจอใหญ่ๆ อยู่ด้วย แต่ดิฉันไม่ค่อยชอบดูทีวีสักเท่าไร จะชอบนั่งอ่านหนังสือเพลินๆ ซะมากกว่า ซึ่งกว่าลูกๆ จะกลับจากโรงเรียน ดิฉันก็มีเวลาทำอะไรเพลินๆ เกือบทั้งวัน บางครั้งเวลารู้สึกเหนื่อยก็จะไปนั่งเอนหลังหรือแอบงีบบนโซฟาเบดตัวเล็กตรงโถงทางเดิน เพราะมุมนี้แสงจะค่อนข้างน้อยและเงียบสงบดี”

เก๋ทิ้งท้ายว่า นิยามคำว่าบ้านสำหรับเธอก็คือบ้านเป็นสถานที่ที่กลับมาถึงแล้วจะต้องรู้สึกสบายใจ สามารถทำอะไรก็ได้ จะนั่ง จะนอน จะพักผ่อน หรือจะใส่ชุดอะไรก็สามารถทำได้หมด เรียกว่าอยู่แล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องประดิษฐ์อารมณ์มากมาย ที่สำคัญพอกลับมาแล้วได้เจอสมาชิกพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งสามี ลูกสาววัย 4 ขวบครึ่ง และลูกชายวัย 3 ขวบครึ่ง แค่นี้บ้านก็เป็นสถานที่ที่มีความสุขที่สุดแล้วล่ะ

 

ต้นไม้ในบ้านสไตล์อังกฤษวินเทจ

Published March 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/celeb/410721

ต้นไม้ในบ้านสไตล์อังกฤษวินเทจ

โดย…ปอย  ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

เพิ่งได้ตู้เหล็กเก่าๆ มาจากตลาดนัดจตุจักรโซนเจเจกรีน เป็นของแต่งบ้านชิ้นที่ให้อารมณ์ดิบๆ ดูแข็งแกร่ง และเพิ่มอารมณ์อาร์ตๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่ซ้ำใครของเจ้าของบ้านคนนี้ได้อย่างดี ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง นักจัดสวนสไตล์วินเทจ ใครชอบสวนร่มรื่นที่ประดับประดาต้นไม้เล็กๆ น่ารัก ก็จะรู้จักสวนแห่งนี้กันดี Little Tree อ.สามพราน จ.นครปฐม ต้นไม้ต้นไร่ที่นี่ร่มครึ้มริมแม่น้ำท่าจีนมาสิบกว่าปีแล้ว

บ้านและงานคือสถานที่บอกตัวตนของเขาได้อย่างดีทีเดียว ศิริวิทย์ เพิ่งเปิดโฮมออฟฟิศรองรับงานจัดสวน ซึ่งมีอีเวนต์ในโจทย์สไตล์กรีนธีมสีเขียวให้เขาโชว์ฝีมือเข้ามาเรื่อยๆ และตึกออฟฟิศแห่งใหม่ก็กลายเป็นทั้งสถานที่ทำงานและเป็นทั้งบ้าน ให้ได้เอนหลังพักผ่อนปลีกเวลาออกจากงานหนักอึ้งได้อย่างวิเศษ

 

“โฮมออฟฟิศอยู่ไม่ไกลสวนลิตเติ้ลทรีเลยครับ ผมเลือกเป็นตึกแถวเพราะพื้นที่สี่เหลี่ยมง่ายๆ แบบตึกพาณิชย์ ตกแต่งได้เสร็จรวดเร็วกว่าบ้านหลังใหญ่ๆ นะครับ เพียงวางคอนเซ็ปต์ให้ชัดแล้วซื้อเฟอร์นิเจอร์ใส่เข้าไปภายในบ้าน รูปแบบการแต่งบ้านที่นี่ยังไม่แตกต่างจากสไตล์ของกลาสเฮาส์ในสวนลิตเติ้ลทรี คือเน้นรูปแบบวินเทจในสไตล์อังกฤษ ใช้เฟอร์นิเจอร์ เช่น ตู้ โต๊ะชิ้นใหญ่ๆ ประดับด้วยต้นไม้สีเขียวๆ ก็ทำให้บ้านดูอบอุ่นมีชีวิตชีวาขึ้น

กิ่งไม้แห้งกิ่งนี้คือต้นมะขามครับ เขาโค่นต้นทิ้งผมเสียดายถ้าทิ้งก็กลายเป็นขยะ ผมก็หยิบมาใช้ตกแต่งบ้านได้โดยพันกับต้นไทรใบซอ ประดับด้วยเฟิร์นนาคราช” ศิริวิทย์ กล่าวพลางพาชมบ้าน

 

และนี่คือสิ่งที่บอกความเป็น วิทย์ ลิตเติ้ลทรี ได้ชัดเจน กับวิธีคิดโดยการนำต้นไม้ขนาดย่อมเลยทีเดียว แต่เขาก็สามารถหยิบมาใช้ประดับยืนต้นปลูกไว้ในบ้านตึกแถวได้อย่างงดงาม

“ผมสร้างออฟฟิศให้ไม่เป็นแค่ที่ทำงานนะครับ แต่ต้องมีความเป็นโฮมมี่ นั่งทำงานแล้วก็อบอุ่น มุมที่ผมชอบและขลุกอยู่ได้ทั้งวัน คือ มุมโต๊ะทำงาน มุมเล็กๆ นะครับ แต่ผมสามารถจมอยู่ได้ทั้งวัน ทำงานไปคิดงานไป ซึ่งต่างจากบ้านหลังใหญ่ที่ลิตเติ้ลทรีซึ่งเป็นเรือนริมแม่น้ำท่าจีน ที่นั่นก็คือบ้านที่พักอาศัย แต่ถ้าให้ทำงานจริงๆ จังๆ แทบเป็นไปไม่ได้เลยนะครับ เพราะในแต่ละวันก็มีทีมเวดดิ้งเข้ามาขอถ่ายรูปงานแต่งงานในสวน วันละ 2-3 ทีม เดี๋ยวร้านเบเกอรี่และร้านอาหารที่ผมทำไว้เพื่อให้บริการสำหรับคนมาชมสวน แม้เป็นร้านเล็กๆ ไม่กี่สิบโต๊ะ แต่เราก็อดไม่ได้เดินไปเดินมาดูความเรียบร้อยทั้งวัน เรียกว่ายุ่งอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาคิดงานชิ้นใหม่ๆ ที่มีคนรอคิวให้ผมไปช่วยจัดสวนเยอะมากเลยครับ

 

ผมจึงตัดสินใจทำตึกออฟฟิศอีกแห่ง ให้ทุกอย่างนิ่งๆ พร้อมรับเราและทีมเข้ามาทำงานได้ตลอดเวลา สไตล์การตกแต่งเน้นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ไว้ก่อน และความที่ตึกมีพื้นที่จำกัดจึงมีของใช้ไม่กี่ชิ้น เลือกชิ้นที่จำเป็น อย่างเช่นตู้เหล็กที่ผมเพิ่งได้จากจตุจักร ก็เก่าได้ที่ นำมาใส่ของได้หลายอย่างแล้วชั้นบนของตู้เหล็กก็วางได้ทั้งหนังสือ ทั้งข้าวของกระจุกกระจิกต่างๆ ได้อย่างไม่รก เพราะเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลักที่จัดวางไว้แล้ว

โฮมออฟฟิศต้องมีมุมพักผ่อน ชั้นสองเป็นมุมนอนพักผ่อนชิลชิลได้ แค่วางที่นอนง่ายๆ มีต้นไม้วางประดับประดาให้สดชื่น วิธีการปลูกต้นไม้ในตึกไม่ยากเลยครับ ตึกแถวผมใช้วิธีเจาะช่องผนังบริเวณด้านเหนือสุดของประตูเหล็กแล้วใส่กลาสบ็อกซ์ใสๆ ประตูหันไปด้านทิศตะวันออก ช่วงเช้าๆ แสงอาทิตย์ผ่านเข้ามาได้และทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างดีเลยครับ” ศิริวิทย์บอกเคล็ดลับ

แม้จะเป็นต้นไม้แห้งๆ แต่เมื่อตกอยู่ในมือนักจัดสวนมือทอง ก็สามารถชุบชีวิตกิ่งไม้สีน้ำตาลให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้อย่างน่าประทับใจ ศิริวิทย์ บอกงานตกแต่งถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา เป็นเรื่องสนุกและมีความสุขมาก ยิ่งมีเวลาคิดเวลาทำเยอะๆ งานก็ยิ่งออกมาสวยเลย และบ้านตึกแถวหน้าตาธรรมดาๆ แห่งนี้ก็ได้บอกฝีไม้ฝีมือเรื่องการตกแต่งของผู้ชายรักต้นไม้คนนี้ได้เกินร้อย

 

 

 

สิทธิชัย จงประสบธรรม ในบ้านสวนแสนสุข

Published March 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/property/celeb/409315

สิทธิชัย จงประสบธรรม ในบ้านสวนแสนสุข

โดย…โยโมทาโร่ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

เมื่อก้าวข้ามผ่านรั้วบ้านของ สิทธิชัย จงประสบธรรม ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายขายและผู้บริหารฝ่ายขาย บริษัท เอไอเอ ความรู้สึกเหมือนกับเรากำลังจะเข้าพักในรีสอร์ทหรูในต่างจังหวัด ร่มรื่น และเงียบสงบ ตัดขาดจากโลกภายนอกด้วยไม้ใหญ่ที่ล้อมรอบตัวบ้าน การจัดสวนที่ดูมีมิติและสามารถประยุกต์พื้นที่ใช้งานได้หลากหลาย

“ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่เริ่มต้นเรียนรู้การแต่งบ้านด้วยตัวเองมาตลอด โดยเฉพาะมุมสวนเป็นส่วนที่ผมชอบมากที่สุด เพราะทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติอยู่ตลอดเวลาดังนั้นการจัดสวนผมจึงเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จัดวางการเลือกต้นไม้ทุกต้นว่าควรอยู่ตรงไหนอย่างไร ทั้งหมดลองผิดลองถูกเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง ผมจึงรู้จักต้นไม้ทุกชนิดและรู้ว่าอะไรที่เหมาะกับเราต้นไม้บางต้นสวยแต่อยู่ไม่ทน สวยแต่เรื่องมากต้องเอาใจใส่ก็อยู่กับเราไม่ได้ ต้นไม้ที่จะอยู่กับผมต้องสวยทนอยู่ด้วยกันได้นาน หากเปรียบกับการทำงานก็เหมือนกับการเลือกคนเข้าทีม เราต้องเลือกคนที่มีความอดทน ขยันทำงาน และมีใจรักองค์กรและสามารถทำงานเป็นทีมเวิร์ก ถึงจะอยู่ร่วมเติบโตในหน้าที่การงานไปด้วยกัน

 

“การจัดสวนของผมก็เช่นกัน ผมจะเน้นการปลูกต้นไม้อย่างยั่งยืน ดังนั้นต้นไม่ที่ผมเอามาลงจะเน้นไปที่ไม้ยืนต้น เวลาไปเลือกซื้อผมจะถามก่อนเลยว่าเป็นไม้ยืนต้นหรือเปล่าถ้าไม่ใช่ไม่เลือก เพราะเราต้องการต้นไม้ที่แข็งแรงดูแลรักษาง่าย สามารถอยู่กับเราได้นานๆ และใช้ประสบการณ์ในการเลือก บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าใช่ว่าดีๆอาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกันแล้วจะรู้ว่าควรปรับเปลี่ยนต้นไม้อย่างไรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรามากที่สุด

“ส่วนตัวบ้านทุกอย่างต้องจัดวางให้เรียบร้อยเป็นระเบียบสวยงาม ถ้าบ้านสวยเป็นระเบียบทุกอย่างก็น่าอยู่ ชีวิตก็มีความสุข บ้านหลังนี้ผมออกแบบสไตล์ทรอปิคอล แต่เดิมตัวบ้านเป็นสไตล์แบบบ้านจัดสรรทั่วไป แต่ผมไม่ชอบแบบนั้นจึงจ้างสถาปนิกออกแบบใหม่ๆ ทุบของเดิมออกจนเหลือแต่โครงแล้วต่อเติมบ้านออกไปเป็นรูปตัวแอล โดยมีห้องรับประทานอาหารชั้นล่างยื่นเข้าไปในส่วนที่เป็นสวน ซึ่งห้องนี้นอกจากจะเป็นห้องรับประทานอาหารแล้ว ยังใช้เป็นห้องประชุม ห้องจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้านอีกด้วย”

สิทธิชัย ทิ้งท้ายอีกว่าทุกวันที่เรากลับบ้านมาการได้เห็นต้นไม้ เห็นสวนน้ำ ทำให้เราได้รู้สึกว่ากลับบ้านมาแล้วได้พักผ่อน เพราะบ้านคือศูนย์รวมความรู้สึกทางจิตใจของทุกคนในครอบครัวบ้านที่ดีต้องอยู่แล้วสุขทางกาย สุขทางใจ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้มอง หากเราทำบ้านให้ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สมาชิกในบ้านโดยเฉพาะลูกๆ พวกเขาก็จะเติบโตเป็นคนที่ดี เป็นครอบครัวที่อบอุ่นอยู่แล้วมีความสุข”

 

 

 

 

%d bloggers like this: