เยาวชนนักประดิษฐ์

All posts tagged เยาวชนนักประดิษฐ์

เก้าอี้ จาก แกนไวนิล งานเพิ่มมูลค่า จากอาชีวะกาญจนบุรี และสิงห์บุรี

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

เก้าอี้ จาก แกนไวนิล งานเพิ่มมูลค่า จากอาชีวะกาญจนบุรี และสิงห์บุรี

ปัจจุบัน แผ่นป้ายไวนิล เป็นที่นิยมกันมาก แม้แต่รถเข็นขายหมูปิ้งในซอยยังมีป้ายโฆษณาหมูปิ้ง ไปจนป้ายโฆษณากลางแจ้งขนาดใหญ่ เนื่องจากไวนิลเป็นพลาสติกชนิดพิเศษ มีส่วนผสมระหว่างพลาสติกคุณภาพสูง มีความทนทานต่อแสงแดด ความแข็งแรงต่อสภาพอากาศ ความร้อน ไม่มีปัญหาเรื่องปลวกแมลงกัดเจาะ ไม่ติดไฟ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้กันมาก

สิ่งที่ตามมาคือ แกนที่สำหรับม้วนไวนิลจะเป็นของเหลือใช้ที่เยอะมาก ตามร้านที่ทำป้ายอิงค์เจ็ททั่วไป แกนไวนิลจะเป็นกระดาษแกนกลมมีหลายขนาด มีความหนาแน่น คงทน แข็งแรง บ้างก็ขายเป็นเศษขยะ

ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรงของแกนไวนิล จึงมีสถาบันการศึกษา อย่างน้อยถึง 2 แห่ง คือวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี เห็นประโยชน์ จึงประดิษฐ์เป็นของใช้ ?เก้าอี้จากแกนไวนิล? และ ?ชุดโต๊ะเก้าอี้อเนกประสงค์? ลองมาดูแนวประดิษฐ์ของ 2 สถาบัน ว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก ?ชุดโต๊ะเก้าอี้อเนกประสงค์? ของวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี มีนักศึกษาที่ร่วมกันประดิษฐ์ คุณวรรณพร สุขกุล คุณอริษา อาจเครือ คุณปวีณา นัยเสถียร และ คุณฆรวัณณ์ ทองคำ มี คุณครูวาสนา ศรีสุขโข พร้อมคณะเป็นครูที่ปรึกษา

ขั้นตอนการทำ ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ เริ่มจากแกนไวนิล กระดานไม้อัด ขนาด 4 มิลลิเมตร น็อต สว่าน กระดาษทราย อุปกรณ์ตกแต่ง ก็มีกาว สีพลาสติก เชือก ตะปู เบาะ ทรายสีและดอกไม้หรือสัตว์ปลอมเพื่อนำมาตกแต่ง

วิธีการทำ

1. นำแกนไวนิล วัดตามขนาดที่ตามต้องการ โดยการออกแบบไว้ก่อนแล้วตัด

2. ใช้น็อตประกอบแกนไวนิลกับไม้ ให้ได้ตามที่ออกแบบไว้

3. นำโต๊ะ และเก้าอี้ ที่ประกอบแล้ว มาทาสีรองพื้น

4. จากนั้นทาทับด้วยสีตามที่ออกแบบไว้

5. นำของตกแต่งมาประดับโต๊ะและเก้าอี้ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือสัตว์ปลอมตามที่ออกแบบ

คุณลักษณะ โต๊ะ 1 ตัว จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 เซนติเมตร สูง 76 เซนติเมตร เก้าอี้ 2 ตัว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 31 เซนติเมตร สูง 48 เซนติเมตร สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้สะดวก เนื่องจากถอดพื้นโต๊ะออกจากขาโต๊ะได้

ประโยชน์ที่ได้รับ ใช้เป็นชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้รับประทานอาหาร ใช้เป็นที่นั่งเล่น พักผ่อน อ่านหนังสือ หรือจะใช้ตกแต่งสวน อาคารสถานที่ ถือว่าเป็นเศษวัสดุที่หมดประโยชน์แล้วนำมาใช้ภายในบ้าน อีกทั้งเป็นการใช้จินตนาการในการออกแบบ สามารถเพิ่มมูลค่างบประมาณในการทำครั้งนี้ ประมาณ 2,200 บาท

ส่วน ?เก้าอี้จากแกนไวนิล? ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี มีกลุ่มนักเรียนคือ คุณวรวุฒิ หรั่งแร่ คุณอภิสิทธิ์ คล้ายจินดา โดยมีครูที่ปรึกษา คุณครูรัตติกร จันทมาศ คุณครูชินตะวัน บรรโล การประดิษฐ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่ว่าใช้วัสดุธรรมชาติช่วยลดมลพิษ และเพิ่มมูลค่าผลงาน

วัสดุอุปกรณ์ มีแกนไวนิล ปืนกาว แท่งกาวร้อน สีน้ำพลาสติก แผ่นไม้กระดาน พู่กัน น็อต

ขั้นตอนการทำ

1. เลือกแกนไวนิลที่ตรง ไม่คดงอ นำมาตัดตามที่ออกแบบไว้ ขนาดความยาว 40 เซนติเมตร จำนวน 7 ชิ้น

2. นำแกนมาติดกันเป็นวงกลม โดยยึดแกนกลางเป็นหลัก

3. ใช้ปืนกาว (กาวร้อน) ช่วยในการยึดแกนไวนิลให้ติดกัน

4. แล้วนำน็อตมายึดติดให้แน่นยิ่งขึ้น

5. ใช้ปืนกาวมาวาดเป็นลวดลายที่แกนไวนิลให้ครบทุกด้าน จะมีลักษณะนูน เพื่อให้เกิดความสวยงาม สะดุดตา

6. ตัดแผ่นไม้กระดานเป็นวงกลม ทำเป็นพื้นที่นั่งและฐานด้านล่าง จำนวน 2 แผ่น

7. นำไม้กระดานมาติดกับแกนด้านบนและด้านล่าง โดยใช้ปืนกาวยิงยึดติดกันให้แน่นหนา

8. ทาสีรองพื้นด้วยสีน้ำพลาสติกสีขาว รอให้แห้ง

9. ทาสีน้ำพลาสติกตามที่ออกแบบไว้ให้เกิดสีสันสวยงามโดดเด่นสะดุดตา

เมื่อทำออกมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือ ความโดดเด่นของลวดลาย ลักษณะนูน โดยใช้เป็นของตกแต่งบ้าน เก้าอี้นั่งในที่ร่ม ซึ่งมีความแข็งแรง คงทน รองรับน้ำหนักได้มากกว่า 100 กิโลกรัม สามารถย่อยสลายตามกาลเวลา และสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ การเคลื่อนย้ายต้องระมัดระวัง ให้จับยกที่ตัวแกนไวนิล

คงได้แนวความคิดสิ่งประดิษฐ์แกนไวนิล ของ 2 สถาบัน การศึกษานี้แล้ว ลองนำไปปรับใช้ดู

ไปอร่อยกับ น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ฝีมือเทคนิคประจวบฯ

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ไปอร่อยกับ น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ฝีมือเทคนิคประจวบฯ

ปลานวลจันทร์ทะเล หรือ ปลานวลจันทร์ หรือ ปลาดอกไม้ หรือ ปลาทูน้ำจืด อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำกร่อยหรือน้ำจืด ด้วยที่เกล็ดเล็กละเอียดสีเงินแวววาว ยามต้องแสงจันทร์หรือแสงไฟสวยงามมาก มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูง

ปลานวลจันทร์ทะเล พบมากในท้องทะเลของเขตจังหวัดเพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น สำรวจพบ ปลานวลจันทร์ทะเล ครั้งแรกที่ บ้านคลองวาฬ อำเภอเมือง

ในเมื่อปลานวลจันทร์ทะเล พบมากที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น ทางกลุ่ม คุณรจนา อาจสยาม คุณนิศารัตน์ เรืองวงษ์ คุณสุทิตา เอี่ยมสวัสดิ์ และ คุณรวิสุต ศรีสงวน นักเรียนแผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคประจวบฯ จึงได้ทำโครงงานวิจัย เรื่อง น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง

โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งที่ค้นพบปลานวลจันทร์ทะเล และได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทรงส่งเสริมประชาชนนำปลานวลจันทร์ทะเลมาบริโภคและแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ

นักเรียนทางกลุ่มจึงมีแนวคิดทำน้ำพริกขึ้น โดยมี ว่าที่ ร.ต. ศักดิ์ชัย ทราบรัมย์ พร้อมคณะครู เป็นครูที่ปรึกษาให้กับนักเรียน น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ที่นำมาประกอบทำน้ำพริกนำมาจากคลองวาฬ แหล่งแรกที่พบ

วัตถุประสงค์ของการทำน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ครั้งนี้อย่างหนึ่งก็เพื่อศึกษาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการส่งเสริมการบริโภคปลานวลจันทร์ทะเล

วัตถุดิบที่ใช้ ประกอบด้วย

– ใช้ปลานวลจันทร์ทะเล 4 กิโลกรัม เนื่องจากปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลาที่มีก้างเล็กก้างน้อยเยอะมาก ดังนั้น จะต้องถอดก้างให้หมด

– พริกแห้ง 2 กิโลกรัม

– หอมแดงแห้ง 2 กิโลกรัม

– กระเทียมแห้ง 2 กิโลกรัม

วิธีการรับประทาน นำน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผงไปละลายกับน้ำร้อนต้มสุก ปรุงแต่งรสชาติตามต้องการ (เติมน้ำปลา น้ำมะนาว) รับประทานคู่กับผักต้ม หรือผักสด ตามความชอบ

อนึ่ง สำหรับปลานวลจันทร์ทะเลนั้น เป็นที่นิยมบริโภคกันมากในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความชำนาญและเทคนิคในการถอดก้างปลา อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ก้างปลานวลจันทร์ทะเลจะเยอะมาก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลายคนไม่อยากจะบริโภคปลาชนิดนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง ศูนย์ศึกษาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี จัดอบรมถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเล การถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเล จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของปลาได้ เพราะนำไปจำหน่ายในรูปแบบต้มเค็มปลานวลจันทร์ ปลารมควัน ปลาแดดเดียว

ถ้าต้องการดูบ่อเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล ก็ให้มาที่สถานีประมงคลองวาฬ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เป็นศูนย์รวบรวม ทดลองส่งเสริมเพาะเลี้ยงให้เป็นอาชีพกับเกษตรกร ทั้งนี้ ทางศูนย์เพาะพันธุ์ปลานวลจันทร์ทะเล เพื่อปล่อยลงสู่ทะเลจำนวนหลายหมื่นตัวต่อปี

แต่หากต้องการซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มาที่กลุ่มแปรรูปปลานวลจันทร์ทะเลบ้านคลองวาฬ รับรองมาที่นี่จะไม่เจอก้างปลาให้รำคาญ เพราะที่นี่ล้วนชำนาญเลาะก้างปลานวลจันทร์ทะเลกันทั้งสิ้น ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยพัฒนาประมงชายฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ สนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้แปรรูปปลานวลจันทร์ทะเล

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว สาธิตจุฬาฯ สุดเจ๋ง คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เกาหลีสนใจสั่งซื้อ

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เยาวชนนักประดิษฐ์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว สาธิตจุฬาฯ สุดเจ๋ง คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เกาหลีสนใจสั่งซื้อ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เผยความสำเร็จของวงการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อนักประดิษฐ์ไทย ที่เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2015) จัดโดย องค์กรส่งเสริมด้านการประดิษฐ์คิดค้นของสาธารณรัฐเกาหลี (Korea Invention Promotion Association : KIPA) จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลงานสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย จำนวนมากกว่า 1,000 ผลงาน จาก 33 ประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ วช. ส่งผลงานของนักประดิษฐ์ นักวิจัยไทย จำนวน 32 ผลงาน จาก 13 หน่วยงาน เข้าร่วมประกวดและนำเสนอ และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย แต่ที่น่าภูมิใจมากไปกว่านั้น เมื่อสิ่งประดิษฐ์ผลงานของนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋วจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม จำนวน 6 ผลงาน ซึ่งเข้าร่วมเป็นครั้งแรก สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศและได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจประเทศเกาหลีใต้ทาบทามสั่งซื้อสิ่งประดิษฐ์ฝีมือเด็กนักเรียนไทย

โดย 6 ผลงาน สิ่งประดิษฐ์ฝีมือเด็กไทยระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ที่ได้รับการสนับสนุน จาก วช. ให้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน SIIF 2015 ครั้งนี้ ซึ่งทั้งหมดได้รับรางวัลต่างๆ ได้แก่ แปรงลบกระดานไร้ฝุ่นเพื่อสุขภาพ ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศไต้หวัน, อุปกรณ์เสริมการนอนหลับแสนสบายเป่าลมได้แบบพกพา ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize (Gold) จากสาธารณรัฐโปแลนด์, ตะขอช่วยเกี่ยวราวรถเพื่อพยุงตัวขณะยืนสำหรับเด็ก ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศรัสเซีย, ถังขยะสำหรับแก้วพลาสติกใช้แล้วแยกน้ำได้ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน, รองเท้า ทู อิน วัน : ปรับส้นได้ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Prize จากสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ และเครื่องขัดเท้ากึ่งอัตโนมัติ รับรางวัลเหรียญทองแดง

อุปกรณ์เสริมการนอนหลับแสนสบายเป่าลมได้แบบพกพา หรือ HAPPY PILLOW เป็นผลงานของ เด็กหญิงชนิดาภา เหลืองเลิศไพบูลย์ เด็กหญิงจิณห์จุฑา เหลืองเลิศไพบูลย์ เด็กหญิงอาจรีย์ รัตนแสงเสถียร เล่าถึงแรงบันดาลใจในการคิดสิ่งประดิษฐ์สุดฮิปนี้ว่า หมอนรองคอที่ใช้ในการเดินทางที่เห็นอยู่ทั่วไป จะมีลักษณะเป็นรูป ตัว U ความหนาไม่มาก ทำให้เวลาสวมคอแล้วเวลาหลับคอจะเอียง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ หรือบางครั้งคอตกก้มหน้าโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะหลับสบายระหว่างการเดินทาง ทำให้ต้องขยับตัวตลอดเวลา

จึงนำมาปรับให้มีขนาดที่รองรับกับศีรษะได้พอดี มีรูปแบบคล้ายหมอนประคองศีรษะกู้ชีพ ที่เมื่อเป่าลมเข้าเต็มที่ จะประคองศีรษะได้ทั้งหมด มีความหนานุ่มมากพอ ทำให้ศีรษะไม่เอียงซ้ายหรือขวา และมีสายรัดใต้คางป้องกันการก้มหน้า แถมด้วยฟังก์ชั่นพิเศษคือ ผ้าปิดตา ซึ่งทั้งหมดเมื่อปล่อยลมออก สามารถพับให้มีขนาดเล็กพกพาสะดวก

โดยผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน นับตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ จนได้รูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน แต่ก็จะมีการพัฒนาต่อสำหรับคนที่ชอบฟังเพลง โดยจะมีช่องเสียบอุปกรณ์เชื่อมต่อและหูฟังในตัว

ส่วน ตะขอช่วยเกี่ยวราวรถเพื่อพยุงตัวขณะยืนสำหรับเด็ก เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เด็กๆ จะต้องเจอเวลาโดยสารรถสาธารณะและไม่มีที่นั่ง อย่าง เด็กหญิงปติญธร คุ้มเมธา เด็กชายเอกชล ประสพผล เด็กหญิงอภิสรา แซ่ฉั่ว โดยเด็กๆ บอกว่า ในเวลาที่รถโดยสารสาธารณะทั้งหลายมีผู้ใช้บริการแน่นหนา จะหาที่ยึดเกาะได้ยาก ยิ่งการโหนราวด้านบนยิ่งทำได้ยาก พวกเขาจึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เขาโหนรถเมล์หรือรถไฟฟ้าได้สะดวก

โดยมีอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ส่วนที่เป็นตะขอเกี่ยว และด้ามจับสามารถยืดหดได้ และห่วงคล้องมือ ซึ่งตะขอเกี่ยวนั้นได้พัฒนาจากรูปแบบ ตัวอักษร A มาเป็น C ส่วนโค้งด้านในติดแผ่นยางกันลื่นเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ โดยเปลี่ยนวัสดุจากไม้มาเป็นพลาสติกที่มีความหนา แต่มีน้ำหนักเบา ด้ามจับยืดหดที่ได้มาจากไม้เซลฟี่ปลายด้ามสวมปลอกยางและมีห่วงไม้คล้องมือกันลื่น ง่ายต่อการพกพา และทำให้พวกเขาสามารถโดยสารรถสาธารณะได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจ รองเท้า ทู อิน วัน : ปรับส้นได้ ผลงานของ เด็กหญิงมินท์มันตา ล้อวิชช์วรวัชร เด็กหญิงปาลิดา รงคพิชญ์ เด็กหญิงจิดาภา ซื่อดำรง เกิดจากความใส่ใจสุขภาพเท้าของคุณแม่ที่ชอบใส่ส้นสูง และยังช่วยให้คนที่อยากสูงสามารถเพิ่มความสูงได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำให้ส้นสามารถพับเก็บได้ โดยต้นแบบของส้นเริ่มแรกใช้วิธียืดหดเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความคงทนและปลอดภัย เมื่อลงน้ำหนักมากๆ ส้นก็หดกลับเอง จึงได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการพับเก็บเมื่อต้องการให้เป็นรองเท้าส้นเตี้ย และดึงออกมาเมื่อต้องการให้เป็นส้นสูง

แต่ยังต้องมีการพัฒนาต่อไป เพราะขณะนี้รองรับน้ำหนักได้เพียง 30 กิโลกรัม ซึ่งถ้าต้องการให้คุณแม่หรือพี่ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ใส่ได้ จะต้องพัฒนารูปทรง รวมถึงวัสดุที่ใช้เพื่อให้รองรับน้ำหนักตัวได้มากกว่านี้

อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายหลักสูตรและการสอน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม กล่าวว่า ผลงานสิ่งประดิษฐ์ทั้ง 6 ชิ้น เป็นผลงานของเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เข้าร่วมโครงการสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่เวทีประกวดนานาชาติ ของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นปีแรก ด้วยเล็งเห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพในด้านความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เพียงแต่ขาดการสนับสนุน ขาดโอกาสที่เขาจะแสดงออก เราจึงจัดโครงการนี้ขึ้นและเปิดรับนักเรียน ชั้น ป. 4 – ป. 5 เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยให้เขารวมกลุ่มกันนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นตัวหนังสือ ให้เขาสร้างผลงานต้นแบบจากวัสดุใกล้ตัว และมีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการคอยให้คำชี้แนะ ผ่านกระบวนการคิด แก้ไขปัญหา พัฒนา จนสามารถนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ตัวจริงได้

“ต้องขอขอบคุณ วช. ที่เปิดโอกาสและสนับสนุนเด็กๆ กลุ่มนี้ให้มีโอกาสได้ไปแสดงผลงานในเวทีนานาชาติ จนได้รับรางวัลและเสียงชื่นชมกลับมา โดยเฉพาะ 2 ผลงานเด่น HAPPY PILLOW มีบริษัททัวร์ต่างประเทศที่เข้าชมงานสนใจจะสั่งทำเพื่อแจกให้ลูกค้าใช้ขณะเดินทางท่องเที่ยว และตะขอช่วยพยุงขณะยืนในรถโดยสาร ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ ที่ต้องการให้เราผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของเขา เพราะบ้านเขาใช้บริการรถสาธารณะกันมาก และไม่ใช่ใช้ได้แต่เด็ก ยังรวมถึงผู้ใหญ่ก็สามารถใช้ได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในข้อตกลง แต่ทั้งนี้สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ การจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ให้กับเด็กๆ ก่อน และพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้มีความสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และจากความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ยังจะดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพื่อช่วยสร้างนักประดิษฐ์นวัตกรรมรุ่นใหม่ให้กับประเทศ” อาจารย์จีระศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากผลงานของเด็กๆ โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ทำให้เราเชื่อมั่นว่า วช. เดินมาถูกทางแล้วสำหรับการวางรากฐานในการสร้างบุคลากรที่จะมาเป็นนักประดิษฐ์ ที่เราจะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่แสดงออกถึงจินตนาการ ซึ่งบางครั้งผู้ใหญ่อาจมองข้ามว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เด็กๆ กลุ่มนี้ทำให้เห็นแล้วว่า จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติได้อย่างไร ไม่เพียงแค่ได้คำชื่นชมจากนักประดิษฐ์นานาชาติ พวกเขายังได้รับรางวัล ที่สำคัญเป็นการก้าวกระโดดอย่างมากที่สิ่งประดิษฐ์ของพวกเขาได้รับความสนใจจากนานาชาติที่จะนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไม วช. จึงต้องทำให้เกิดการลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการ “Research for Community วิจัยเพื่อชุมชนสังคม” กับสถาบันการศึกษา

เมื่อเด็กไทยมีความสามารถมากขนาดนี้ เราต้องร่วมชื่นชม สนับสนุน และส่งเสริมให้พวกเขาก้าวต่อไป ไปชมผลงานของจริง ของเด็กไทยคนเก่งเหล่านี้ได้ ในงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2559” ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อีเว้นท์ ฮอลล์ 102-103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ซึ่ง วช. ได้คัดสรรผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานวิจัย โดยฝีมือคนไทย ที่ตอบสนองความต้องการต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งไม่เฉพาะแต่ผู้ใหญ่ นักวิจัย นักการศึกษา แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมก็ไปชมกันได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองในการก้าวสู่เป็น “นักประดิษฐ์” ที่แท้จริง

ผู้สนใจเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://inventors.nrct.go.th และ/หรือ http://rrm.nrct.go.th

ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพ์อย่าทิ้ง มาประดิษฐ์เพิ่มมูลค่ากันดีกว่า

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพ์อย่าทิ้ง มาประดิษฐ์เพิ่มมูลค่ากันดีกว่า

เครื่องอุปกรณ์ ไอที จะมีอายุการใช้งาน เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง เครื่องมือเหล่านี้ก็เสื่อมไปตามสภาพการใช้งาน ถึงแม้จะไม่เสื่อมแต่ก็ล้าสมัย ทำให้ตกยุคไป จนทำให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น สร้างปัญหาการจัดเก็บขยะ เพราะขยะพวกนี้ล้วนสร้างมลภาวะเป็นพิษ

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงมีหลายหน่วยงานคิดจัดเก็บและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น และการมีหลายสถาบันการศึกษาที่คิดค้นประดิษฐ์ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะทิ้งเป็นขยะให้เป็นปัญหา กลับมาเป็นประโยชน์อีกครั้ง กระทั่งสร้างเป็นรายได้

เช่น วิทยาลัยการอาชีพสระบุรี อาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยการนำของ คุณเรวุฒิ ศงสนันทน์ คุณวศิน ปัญญา คุณดุษฎี อันโส คุณภาคภูมิ ไวยวารี และ คุณพรพิมล ใยเสงี่ยม นักเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ มี ครูนาตยา วงษ์กต พร้อมคณะครูหลายท่านเป็นครูที่ปรึกษา ประดิษฐ์เก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์แบบ ซีอาร์ที เป็นลักษณะจอตู้หรือจอนูน เป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย เพราะปัจจุบันจอคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาเป็นจอแบบ แอลซีดี ลักษณะเป็นจอแบน จึงทำให้จอคอมพิวเตอร์แบบ ซีอาร์ที เมื่อเสื่อมสภาพหรือชำรุด จึงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป กลายเป็นสิ่งของเหลือใช้หรือขยะกองไว้

แต่แทนที่จะนำจอไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นำมาเพิ่มมูลค่าโดยการประยุกต์ใช้สิ่งของเหลือใช้ใกล้ตัว มาออกแบบและพัฒนา พร้อมทั้งดัดแปลงสิ่งของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของสิ่งของที่ชำรุดและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสามารถสร้างรายได้อีกด้วย

วัตถุประสงค์ของผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เพื่อสร้างเป็นเก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์ สามารถใช้เก็บสิ่งของได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และเคลื่อนย้ายได้สะดวก

วัสดุอุปกรณ์

1. จอคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 จอ

2. เบาะสำหรับนั่ง จำนวน 2 อัน

3. หนัง 2 แผ่น

4. สีส้มกระป๋อง 4 กระป๋อง

5. สีดำกระป๋อง 1 กระป๋อง

6. สีเทากระป๋อง 1 กระป๋อง

7. โซ่ 4 เส้น

8. ไขควงปลายแฉก

9. น็อต 32 ตัว

10. ไม้อัด 1 แผ่น

11. สว่านไฟฟ้า

12. เทปกาว

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เขียนแบบที่ต้องการก่อน เป็นขั้นตอนของการใช้จินตนาการส่วนบุคคล มีข้อแนะนำว่า ควรออกแบบให้สิ่งประดิษฐ์เก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์มีความสวยงาม

ขั้นตอนที่ 2 เอาตัวเครื่องข้างในออก

ขั้นตอนที่ 3 เอาฐานจอคอมพ์ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 4 พ่นสีที่จอคอมพ์

ขั้นตอนที่ 5 เอาเบาะติดที่จอก่อนนั่ง

ขั้นตอนที่ 6 ติดบานพับ

ขั้นตอนที่ 7 ติดบานพับบนจอคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 8 จะได้สิ่งประดิษฐ์ที่ภาคภูมิใจของตน

วิธีการใช้งาน ใช้สำหรับนั่งพักผ่อน และเก็บสิ่งของด้านในเก้าอี้จากจอคอมพิวเตอร์ การเก็บรักษา ควรเก็บในที่ร่มหรือภายในอาคารบ้านเรือน สามารถรับน้ำหนักได้ ประมาณ 80-100 กิโลกรัม

ส่วน วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก อาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี กลุ่มนักเรียนซึ่งมี คุณจุฑามาศ สงวนศักดิ์ คุณรุ่งทิวา ดอกไม้ นักเรียนสาขาเทคโนโลยีสำนักงาน ประดิษฐ์ชั้นวางจากคีย์บอร์ดแบบประกอบ มี ครูเบญจวรรณ รุณชัยศรี เป็นครูที่ปรึกษา

จุดประสงค์ของงานประดิษฐ์ชิ้นนี้ เป็นวัสดุเหลือใช้จากคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นส่วนประกอบจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้ชั้นวางของที่สามารถใช้งานได้จริงและสะดวกในการเคลื่อนย้าย นำไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งสถานที่ได้ ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มมูลค่าให้กับคีย์บอร์ดที่ชำรุดและไม่ใช้แล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์

1. คีย์บอร์ด ที่ชำรุดและไม่ใช้แล้ว

2. น็อต ขนาด 1/2 นิ้ว

3. แผ่นฉากเหล็ก

4. สว่าน

5. สีกระป๋อง

นอกจากนี้ ทางนักเรียนของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งมี คุณศิริอร ไพฑูลย์ คุณพรนที ศิริวิโรจน์ ประดิษฐ์กระถางแฟนซีจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมี ครูศิริณภา กุลสุวรรณ ครูปวีณา เทกระโทก ครูแผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นครูที่ปรึกษา

วิธีประดิษฐ์กระถางแฟนซีจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เริ่มจากนำหน้าจอคอมพิวเตอร์มาแยกชิ้นส่วน แล้วมาทำความสะอาด ใช้สีเปรย์พ่นชิ้นส่วนที่ต้องการ พร้อมวาดรูปการ์ตูนหรือภาพดอกไม้ตามที่ต้องการ โดยใช้สีโปสเตอร์วาด หลังจากนั้น พ่นสีเคลือบเพื่อป้องกันไม่ให้สีหลุด ประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน พร้อมใช้งานนำกระถางดอกไม้มาใส่

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานหรือหมดความจำเป็นแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่นำมาใช้ได้อีก ก่อนที่จะนำไปทิ้งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

สบู่ตำยาน-สบู่กากกาแฟ ผลงาน 2 วิทยาลัย

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

สบู่ตำยาน-สบู่กากกาแฟ ผลงาน 2 วิทยาลัย

ปัจจุบัน สบู่ ถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต ในการชำระล้างผิวกายให้สะอาด เนื่องจากมลพิษในอากาศ มีทั้งฝุ่นละอองและเชื้อแบคทีเรีย เหงื่อไคล ดังนั้น สบู่จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เห็นได้จากมีผู้ผลิตจำหน่ายทั้งในนามกลุ่มเกษตรกร บริษัทเอกชน ห้างร้าน ผลิตออกมาเป็นสินค้าที่จำหน่ายสร้างคุณสมบัติและจุดเด่นเพื่อเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ ไม่ว่าจะใส่สมุนไพร บำรุงผิว ยาฆ่าเชื้อโรค เป็นส่วนผสม

อย่างเช่น วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี โดยมีกลุ่มนักเรียน คุณจิตราพร มงคลเดช คุณอารีรัตน์ ครุฑมีชัย คุณทรงชัย อินทร์โพธิ์ คุณกวินนา สามศรีเผือก และ คุณปภาวี วรธนากิจภักดี มี คุณครูคณากร ถาวรกสิวัฒนา เป็นคุณครูที่ปรึกษา ทดลองทำสบู่ที่มีส่วนผสมสมุนไพรตำยาน หรืออบเชยเถา ทั้งนี้ มีผลการศึกษาวิจัยพบว่า สารสกัดรากตำยานมีฤทธิ์ในการต้านการสร้างเม็ดสีโดยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส เนื่องจากมีสาร 2-Hydroxy-4methyoxybenzaldehyde นอกจากนี้ ยังพบว่า รากตำยาน ยังใช้เป็นส่วนผสมยาอาบ และยาอบในการรักษาโรคผิวหนัง และผดผื่นคันต่างๆ

ดังนั้น จึงมีแนวความคิดว่า จะนำพืชสมุนไพรตำยานมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการอนุรักษ์สมุนไพรที่กระจายพันธุ์อยู่มากภายในพื้นที่วิทยาลัย และลดการใช้สารเคมีในสบู่เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สบู่มีสารความชุ่มชื้นผิว ช่วยบำรุงผิวโดยธรรมชาติปลอดภัยกับผู้ใช้

วัตถุดิบ

1. กลีเซอรีน 100 กรัม

2. รากตำยาน 3.12 กรัม

3. น้ำผึ้ง 2.00 กรัม

4. หัวน้ำหอม 1.00 กรัม

ขั้นตอนการทำ

1. ล้างทำความสะอาดและหั่นเอาเฉพาะรากตำยาน ให้มีขนาด 1-2 เซนติเมตร แล้วนำมาอบในอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 12 ชั่วโมง

2. นำรากตำยานที่อบแล้ว มาบดให้ละเอียดแล้วใช้ตะแกรงร่อน เลือกเอาส่วนที่ละเอียดที่สุด

3. นำส่วนผสมทุกอย่างมาผสมให้เข้ากัน ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิของอ่างน้ำร้อน โดยให้มีอุณหภูมิอยู่ที่ 70 องศาเซลเซียส

4. เทใส่แบบพิมพ์ซิลิโคนจนแข็งตัวเป็นสบู่ แล้วนำมาบรรจุกล่อง

ทางกลุ่มผู้ผลิตเผยว่า จากผลงานครั้งนี้สามารถเผยแพร่สู่ชุมชน และมีโอกาสพัฒนาสู่ระดับธุรกิจอุตสาหกรรมได้ในอนาคต และเมื่อนำไปให้กลุ่มทดลองใช้พบว่า มีความพึงพอใจมาก ไม่ว่าจะเป็นสีของสบู่ รูปแบบของสบู่ กลิ่นสบู่ การล้างฟองออก ระงับกลิ่นตัว พร้อมทั้งลดสิวฝ้าผดผื่นคันได้ดี

ตำยาน หรืออบเชยเถา เป็นต้นไม้ที่เติบโตขึ้นตามหัวไร่ปลายนา จัดเป็นสมุนไพรหายากและใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรใช้สารเคมีในการทำการเกษตร ทำให้ต้นตำยานตายเกือบหมด

นอกจากนี้ ยังมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ได้จัดทำสบู่เช่นกัน แต่เป็นสบู่กากกาแฟ โดยให้เหตุผลว่า สบู่ที่วางขายตามท้องตลาดมีการใช้สารเคมี ไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดกับผิวหนังของผู้ใช้ และผู้ใช้ก็ไม่ใส่ใจรายละเอียดว่าสบู่มีส่วนประกอบใดบ้าง ผลที่จะตามมาภายหลังจากการใช้จะเป็นอย่างไร ดังนั้น ทาง คุณบุณยานุช ใจอาด คุณปวีณา อยู่ยืน พร้อมเพื่อนๆ โดยมี คุณครูรัชนีกร โหรชัยยะ เป็นคุณครูที่ปรึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตสบู่ที่มีส่วนผสมของกากกาแฟ ผงขมิ้นชัน และมะขามเปียก

โดยสบู่ที่ผลิตออกมานั้นปลอดภัย ไม่มีสารเคมี ไม่มีสารตกค้าง ไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย เพื่อให้ผิวได้ผลัดเซลล์ผิว จากกากกาแฟให้ดูเนียนกระจ่างใส สบู่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน และลดภาระค่าใช้จ่าย

วัตถุดิบและขั้นตอนการทำ

1. น้ำ ปริมาณ 2 ลิตร ใส่หม้อไฟฟ้าตั้งน้ำให้เดือด

2. นำกลีเซอรีน 2 กิโลกรัม ใส่ลงในภาชนะ

3. นำไปตั้งในหม้อไฟฟ้าน้ำเดือดเหมือนการตุ๋นไข่ รอจนกลีเซอรีนละลายเป็นของเหลวใส

4. นำมะขามเปียกมาละลายน้ำ แล้วนำไปกรองเอากากออกเหลือแต่น้ำ

5. เติมน้ำมะขามเปียก ผงขมิ้นชัน กากกาแฟ และกลิ่นช็อกโกแลตตามสัดส่วน

6. ตั้งสบู่ทิ้งไว้ รอจนอุณหภูมิลดลง

7. เทน้ำสบู่ลงในบล็อกพลาสติกที่เตรียมไว้

ท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี โทร. (032) 425-557

เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น ผลงาน ร.ร. แม่พริกวิทยา

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น ผลงาน ร.ร. แม่พริกวิทยา

ต้นนุ่น เป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ทุกพื้นที่ ไม่ต้องอาศัยปุ๋ยเคมี แม้แต่ยากำจัดแมลงก็ไม่ต้องการอะไรเลย เป็นไม้ยืนต้น จะมีฝักนุ่น และเมื่อฝักนุ่นแก่นำมาตากแห้งและเคาะฝักนุ่นให้แตก แกะใส่เครื่องตะกร้า ที่เป็นเครื่องจักสานใบใหญ่ จากนั้นก็นำมาปั่นให้ได้ปุยนุ่นเพื่อที่นำมาถักทอเป็นผ้า จะได้เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม แห้งเร็ว เบา ลอยน้ำ และเป็นฉนวนความร้อนได้ดี ป้องกันเชื้อรา และไรฝุ่น

ผู้ผลิตผ้าที่แนวธรรมชาติมักจะเลือกนุ่นมาเป็นปัจจัยในการผลิตผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ไม่ว่าทำหมอน ฟูก ผ้าห่ม เนื่องจากเส้นใยนุ่นมีน้ำหนักเบากว่าฝ้าย คุณสมบัติไม่ซับน้ำ กันน้ำได้ นุ่นเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ รุ่นย่า ในอดีตแต่ละบ้านจะปั่นปุยนุ่นไว้ยัดหมอน ทำผ้าห่มใช้กันเอง

เนื่องจากพื้นที่เขตอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง มีต้นนุ่นมาก และที่สำคัญผู้ที่เห็นคุณค่าความสำคัญของฝักนุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย จะมีอุปกรณ์ตีนุ่นหรือปั่นนุ่นด้วยมือเป็นไม้ไผ่ท่อนยาวสำหรับปั่น ที่ปลายด้ามไม้อีกข้างหนึ่งจะมีไม้ไขว้กันเป็นกากบาท สำหรับปั่นและตีปุยนุ่นเพื่อแหย่เข้าไปในปุยนุ่นในตะกร้า พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างประกบที่ด้ามแล้วปั่นให้ปลายไม้ที่มีกากบาทหมุนกลับไปกลับมาอย่างต่อเนื่อง ก้อนปุยนุ่นเมื่อถูกไม้กากบาทตีก็จะแยกออกมา เมล็ดนุ่นจะหลุดออกจากตะกร้า จะค่อยๆ ปั่นจนปุยนุ่นฟู อ่อน

ขั้นตอนการปั่นนุ่นแบบเก่า ในช่วงที่ให้เมล็ดของนุ่นแยกออกจากฝักนุ่นจะต้องใช้แรงมาก เมื่อใช้แรงมากๆ วัยหนุ่มสาวไม่เท่าไหร่ แต่ปัญหาจะเกิดกับผู้สูงวัย โดยเฉพาะข้อมือเกิดอักเสบในช่วงของการปั่นที่ต้องใช้ข้อมือซ้ำๆ และบ่อยๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ นักเรียนโรงเรียนแม่พริกวิทยา มี คุณณัฐรินทร์ คำภิระแปง คุณสุธินี ราชศรีเมือง คุณวรรณกานต์ ตงดำ และ คุณกิตติยา ชุมภูบาง ร่วมกันประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงตีนุ่น มีครูที่ปรึกษา ดร. ปรภูมิ อินจับ คอยให้คำแนะนำ

วัตถุประสงค์ ก็เพื่อศึกษาภูมิปัญญาพื้นบ้าน พัฒนาสิ่งประดิษฐ์พื้นบ้านให้ทันสมัยและผสมผสานวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน อีกทั้งเครื่องทุ่นแรงต้องสะดวกพกพาง่ายต่อการใช้สอย และเป็นนวัตกรรมพื้นที่บ้านที่สามารถนำเมล็ดของนุ่นมาแยกเป็นเมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งสกัดเป็นน้ำมันได้

วัสดุอุปกรณ์

1. มอเตอร์ที่เหลือใช้จากเครื่องไฟฟ้า

2. โต๊ะเหล็ก ที่สามารถพับได้ และไม่ใช้แล้ว

3. สวิตช์ปุ่มเร่งความเร็ว

4. ถังน้ำอะลูมิเนียม

5. ฝาครอบ

6. สายไฟ ตะแกรง

7. เหล็กเส้น บานพับ แผ่นไม้ และตะขอเหล็ก

ขั้นตอนการทำงาน

1. นำโต๊ะเหล็กมาตัดและเชื่อมต่อกันเป็นโครง

2. นำแผ่นไม้มาตัดทำเป็นฐานรองมอเตอร์และปุ่มสวิตช์ กว้าง ประมาณ 60 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 15 เซนติเมตร

3. นำมอเตอร์ต่อกับไม้ และใช้ไม้เป็นฐานรองเพื่อป้องกันมอเตอร์ไม่ให้หลุดจากโครงเหล็ก

4. เดินสายไฟต่อกับปุ่มสวิตช์เร่งความเร็วแกนหมุน

5. นำเหล็กมาเชื่อมต่อกับมอเตอร์เพื่อทำเป็นแกนหมุนของนุ่น ยาว ประมาณ 20 เซนติเมตร

6. จากนั้นนำไม้มาตัดเป็นท่อน ที่มีขนาดความยาว ประมาณ 6 เซนติเมตร นำมาทำหน้าที่เป็นใบพัดแทน

7. นำฝามาปิดถังที่ข้างบนสุดของถังเพื่อเป็นฝาปิดสำหรับกันนุ่นฟุ้งกระจายออกสู่อากาศ

8. นำถังสแตนเลสที่มีขนาดปานกลางมาเจาะเป็นรูข้างล่าง จากนั้นนำเหล็กมาเชื่อมต่อกับโครงเพื่อเป็นที่ยึดถังและสามารถถอดออกได้

9. นำตะขอเหล็กมาเกี่ยวกับไม้และนำตะแกรงมาใส่ในถังเพื่อเพิ่มเป็น 2 ชั้น

ประโยชน์ของเครื่องทุ่นแรงตีนุ่นใช้งานได้จริง ลดการเจ็บมือของผู้สูงอายุ โดยฉพาะข้อมือ ส่วนใหญ่ข้อมือจะอักเสบ อีกทั้งประหยัดระยะเวลาในการตีนุ่นได้มากขึ้น นำไปใช้ได้ทั้งที่บ้านและชุมชน ท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามได้ที่ โรงเรียนแม่พริกวิทยา หมู่ที่ 5 ตำบลพระบาทวังดวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง

%d bloggers like this: