เพียงพอเพื่อพ่อ

All posts tagged เพียงพอเพื่อพ่อ

ร้าน ก.เปรมศิลป์ ช่างซ่อมฉลองพระบาท รอยเท้าในหลวง ร.9 รอยเท้าของความพอเพียง

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0720151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

ร้าน ก.เปรมศิลป์ ช่างซ่อมฉลองพระบาท รอยเท้าในหลวง ร.9 รอยเท้าของความพอเพียง

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนคนไทย ทั้งเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงาน เรื่องการใช้ชีวิตส่วนพระองค์ ความประหยัด มัธยัสถ์ พระองค์แม้จะเป็นกษัตริย์ แต่ไม่นิยมใช้ข้าวของราคาแพง ดังจะได้ยินคำบอกเล่าเรื่องเหล่านี้อยู่บ่อยๆ เคยมีบทความจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เล่าถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ไว้ว่า ในหลวงใส่นาฬิกาเรือนละ 750 บาท เสื้อผ้าทรงมีไม่กี่ชุด ทรงใช้จนเปื่อยซีด ฉลองพระบาทคู่ละ 300-400 บาท หากฉลองพระบาทชำรุด พระองค์เลือกที่จะส่งซ่อมแทนการซื้อใหม่

เปิดใจ ช่างซ่อมฉลองพระบาท

เคยตกต่ำและสูงสุดในชีวิต

คุณศรไกร แน่นศรีนิล หรือ ช่างไก่ ช่างนอกราชสำนัก ผู้ถวายงานซ่อมฉลองพระบาท ในหลวง รัชกาลที่ 9 มานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันยังเป็นเจ้าของร้านซ่อมรองเท้า ก.เปรมศิลป์ บริเวณสี่แยกพิชัย เขตดุสิต กรุงเทพฯ

สำหรับประวัติช่างไก่ พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีอาชีพเกษตรกรรม มีพี่น้อง 10 คน ช่างไก่เป็นลูกชายคนที่ 8 ปัจจุบันอายุ 69 ปี ด้วยความที่ไม่อยากเป็นเกษตรกร เขาเลือกเข้ามาเสี่ยงโชคหางานทำในกรุงเทพฯ กว่าบั้นปลายชีวิตจะมีพร้อมสรรพเฉกเช่นทุกวันนี้ เคยลำบากมาสารพัด ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลล้มละลาย อาศัยไม่ท้อ ต่อสู้มาทุกรูปแบบ

“ผมทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ งานแรกที่ทำ เป็นลูกจ้างโรงงานทอกระสอบ ได้ค่าแรงวันละ 4 บาท ทำงานจนปวดหัวเข่าทนไม่ไหว ลาออกไปหัดตัดผมกับพี่ชาย เป็นช่างตัดผม ได้ค่าแรงหัวละ 3 บาท จนกระทั่งอายุ 20 ปี อยากเปลี่ยนอาชีพ เห็นว่าช่างรองเท้ารายได้ดี เลยไปเป็นลูกจ้างร้านซ่อมรองเท้า ค่าแรงวันละ 10 บาท ได้วิชาติดตัวมาบ้าง”

ช่างไก่ ซ่อมรองเท้าอยู่ที่โคราชได้ไม่นาน เขาบอกว่า ตามหัวหน้าเข้ามากรุงเทพฯ ทั้งที่มีเงินติดตัวเพียง 20 บาท เข้ามาขายรองเท้า ได้เงินเดือน เดือนละ 300 บาท แต่แล้วช่วงหนึ่งของชีวิตก็เกิดปัญหา ถึงขนาดไม่มีที่อยู่อาศัย เคยไปนอนใต้สะพานลอย ไปกินข้าววัด แต่แล้วโชคก็เข้าข้าง ได้งานทำเป็นช่างซ่อมรองเท้า อยู่แถวสี่ย่าน เงินเดือน 600 บาท เป็นช่างรองเท้านาน 20 ปี

สำหรับจุดเริ่มต้น ร้าน ก.เปรมศิลป์ ช่างไก่ เล่าว่า ช่วงที่เป็นช่างซ่อมรองเท้าที่สี่ย่าน เริ่มมีความคิดอยากเปิดร้านรับซ่อมรองเท้าเป็นของตัวเอง เลยลาออกจากงานมาเช่าบ้านอาศัยอยู่กับเพื่อนแถวสี่แยกพิชัย เปิดเป็นร้านรับซ่อมรองเท้า ชื่อร้านว่า ก.เปรมศิลป์ เป็นชื่อของพ่อและแม่ พ่อชื่อ “ก.” ส่วน “เปรม” คือ ชื่อแม่ “ศิลป์” ก็คือ ศิลปะ อาชีพซ่อมรองเท้าก็เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง

ร้าน ก.เปรมศิลป์ เป็นร้านรับซ่อมรองเท้า และตัดรองเท้า เปิดให้บริการมานานเกือบ 40 ปี เน้นตัดรองเท้าเครื่องแบบ รองเท้าที่ข้าราชการต้องใส่เข้าพิธี รวมถึงรองเท้าใส่ทำงาน และรองเท้าลำลองทั่วไป

สำหรับเหตุการณ์ที่ช่างไก่ไม่มีวันลืมในชีวิตนี้คือ การได้เป็นช่างฉลองพระบาท ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ได้ถวายงานซ่อมฉลองพระบาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 ถึง 5 คู่ ได้ตัดรองเท้าคู่ใหม่ ถวายอีก 15 คู่ รวมทั้งยังได้มีโอกาสซ่อมฉลองพระบาทของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย

“ผมไม่เคยเข้าเฝ้าฯ ไม่เคยไปรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เลยสักครั้ง ได้แต่ติดตามสิ่งที่พระองค์ทำตามสื่อต่างๆ แต่การที่ได้มีโอกาสถวายรับใช้พระองค์ถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดในชีวิต เหนือที่จะบรรยาย สำหรับลูกชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง”

น้อมนำความพอเพียงมาใช้

ชีวิตนี้ไม่เสียดายอะไรแล้ว

เหตุการณ์ในวันที่เปลี่ยนชีวิตช่างไก่ เขาเล่าว่า ประมาณปี 2546 มีลูกค้าสวมชุดพระราชสำนักมา 2 คน เดินประคองถุงผ้าลายสก๊อต ด้านในเป็นรองเท้า เข้ามาในร้าน พอวางรองเท้าลงก็ก้มลงกราบ เลยถามว่า เอาอะไรมาให้ ลูกค้ารายนั้นตอบว่า ฉลองพระบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ยินเท่านั้น ทำตัวไม่ถูก ขนลุก พูดอะไรไม่ถูก ในใจคิดแต่เพียงว่า โชคดีแล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีโอกาสได้ซ่อมรองเท้าของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน

ช่างไก่ เล่าว่า รองเท้าคู่แรกที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงนำมาซ่อม เป็นรองเท้าหนังสีดำ ทรงคัตชู แบรนด์ไทย เป็นฉลองพระบาทคู่โปรดของพระองค์ เบอร์ 43 เท่าที่สังเกตสภาพชำรุดทรุดโทรม ราวกับใส่ใช้งานมาแล้วหลายสิบปี ภายในรองเท้าผุกร่อนหลุดลอกหลายแห่ง ถ้าเป็นคนทั่วไปจะแนะนำให้ทิ้งแล้วซื้อใหม่

“จริงๆ ผมใช้เวลาซ่อมรองเท้าคู่นั้นไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็เสร็จ แต่ด้วยความที่อยากให้รองเท้าคู่นั้นอยู่ในบ้านให้นาน เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่า ใช้เวลาซ่อม 1 เดือน ซึ่งฉลองพระบาทคู่นี้ โปรดใช้ทรงดนตรี”

นับจากนั้นเป็นต้นมา ช่างไก่ยังมีโอกาสได้ถวายงานซ่อมฉลองพระบาทอีกหลายคู่ ซึ่งคู่ที่ 2 และคู่ที่ 3 เป็นรองเท้าหนังสีดำ ทรงคัตชู คู่ที่ 4 ฉลองพระบาทหนังวัว ทรงฮาฟ มักใส่ในงานราชพิธี ซึ่งฉลองพระบาทคู่นี้ มีรอยพระบาทติดมากับแผ่นรองเท้า ช่างไก่เก็บแผ่นรองเท้าไว้ที่ร้านเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนฉลองพระบาทคู่ที่ 5 ทรงนำมาเปลี่ยนพื้น ฉลองพระบาทคู่ที่ 6 เป็นรองเท้าเปิดส้น ซึ่งคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงกัด รวมแล้วทั้งหมด 6 คู่

“ผมซ่อมฉลองพระบาททุกคู่อย่างสุดความสามารถ ซึ่งรองเท้าของพระองค์จะนำไปวางปนกับของลูกค้าคนอื่นไม่ได้ เลยซื้อพานมาใส่พร้อมกับผ้าสีเหลืองมารอง แล้วนำไปวางไว้ที่สูงที่สุดในร้าน เพราะท่านคงโปรดมาก สภาพรองเท้าชำรุดมาก ซับในรองเท้าหลุดออกมาหมด ถ้าเป็นเศรษฐีทั่วไปคงจะไม่นำมาใช้แล้ว แต่นี่พระองค์ยังทรงใช้คู่เดิมอยู่”

สิ่งที่ทำให้ช่างไก่ปลาบปลื้มไปชั่วชีวิตคือ การได้ตัดฉลองพระบาทถวายไปจำนวน 15 คู่ ด้วยหนังแกะ ถวายครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2557 และที่กิจการรุ่งเรืองดีได้ถึงขนาดนี้ เจ้าตัวเชื่อว่า เป็นเพราะพระบารมีของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทำให้ร้านซ่อมรองเท้ากลายเป็นที่รู้จัก มีคนมาใช้บริการไม่ขาดสาย

ประการสำคัญที่ทำให้ชายผู้นี้ได้เรียนรู้จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ “ความพอเพียง” ขนาดฉลองพระบาทขาดและเก่ายังส่งมาซ่อม หากคนไทยเดินตามรอยของพระองค์ท่าน ชีวิตไม่ฟุ้งเฟ้อ จะเป็นสุขกันมากกว่านี้

“ชีวิตนี้ผมไม่เสียดายอะไรแล้ว เพราะครั้งหนึ่งเคยได้ถวายงานรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน รู้สึกภูมิใจมาก ยังมีอีกหลายล้านคนที่ไม่มีโอกาสตรงนี้ ในร้าน ก.เปรมศิลป์ ยังมีรอยพระบาทของพระองค์อยู่ ถึงไม่ได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน แต่จะนำคำสอนของพระองค์มาใช้ และเชื่อว่าทุกคนในประเทศก็สามารถนำคำสอนของพระองค์ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้” ช่างไก่ เล่าพร้อมกลั้นน้ำตาลูกผู้ชายเอาไว้ไม่ไหว

“อภิวรรษ สุขพ่วง” เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0721151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

อันติกา

“อภิวรรษ สุขพ่วง” เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวใจพอเพียง

พื้นที่ 25 ไร่ ในตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ที่เคยแห้งแล้ง ขาดน้ำ ดินเสื่อมโทรม บัดนี้เขียวชอุ่มด้วยพืชพรรณนานาชนิด

กับการฟื้นฟูพื้นที่แห่งนี้ เกิดจากหนึ่งสมองและสองมือของเด็กหนุ่ม วัยเพียง 28 ปี คุณอภิวรรษ สุขพ่วง ผู้เลือกเส้นทางชีวิตกับอาชีพ “เกษตรกรรม”

เดินออกนอกกรอบ

ทดสอบเส้นทางเกษตร

ก่อนหน้านี้ทิศทางชีวิตของคุณอภิวรรษ เป็นเฉกเช่นคนอื่นๆ เรียนหนังสือ จบปริญญา แล้วก็หางานทำ ใช้ชีวิตอยู่ในระบบลูกจ้าง

แต่ทว่าเขาคิดได้เร็ว โดยมองเพื่อนร่วมโลก แล้วเห็นว่า ทำไมกรอบชีวิตจึงเป็นเช่นเดียวกันหมด ทำงาน หาเงิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บำรุงความสุขทางกาย จนสุดท้ายก็กลายเป็นหนี้สินซึ่งกว่าจะใช้หมดบางคนอาจก้าวสู่วัยเกษียณ

แล้วเราจะเป็นเช่นนี้อีกคนหรือ?

คุณอภิวรรษ ตัดสินใจจบเส้นทางชีวิตมนุษย์เงินเดือนไว้ที่ครึ่งปี เก็บกระเป๋ามุ่งหน้าสู่บ้านเกิด และเมื่อกลับมาเขาไม่ต้องการให้ตำแหน่ง “คนตกงาน” กลายเป็นภาระของพ่อแม่ แต่จะขอแบ่งเบาภาระ

แม้รู้เห็นว่าพื้นดินแห้งแล้ง ทำกินลำบาก แต่คุณอภิวรรษ เลือกเดินหน้าสู่อาชีพเกษตรกรรม ด้วยเพราะคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”

จากการศึกษาแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงมุ่งมั่นเดินตามรอยพ่อ ก่อเกิด “ไร่สุขพ่วง”

“ต้นทุนที่ผมมีอยู่คือพื้นที่ทำกิน แต่ปัญหาคือ แห้งแล้ง ไม่มีระบบชลประทาน ดินเสื่อมโทรม นั่นหมายถึงไม่เหมาะกับการทำเกษตร แต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ ผมพยายามเดินทางไปศึกษาหาความรู้จากหลายๆ แห่ง กระทั่งได้พบกับแนวคิดของพระองค์ท่าน”

เดินตามรอยพ่อ

เปลี่ยนแล้ง เป็นชอุ่ม

“พื้นที่ที่ไม่มีน้ำ พระองค์ท่านสามารถสร้างให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ด้วยการปรับภูมิ ขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งผมใช้พื้นที่ส่วนนี้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วเติมประโยชน์ลงในบ่อน้ำ ด้วยการปลูกพืชน้ำ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด โดยหวังประโยชน์จากผลพลอยได้มิใช่การฆ่า อย่างมูลของเป็ดเป็นปุ๋ย น้ำที่เลี้ยงปลาดุกก็นำไปหมัก”

ด้วยเพราะเป็นคนรุ่นใหม่จึงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่ทว่ากับการลงมือเดินตามรอยพ่อ ทำให้เกิดความศรัทธาในผลที่ได้รับ

“แรกๆ กลัวจะสูญเสียพื้นที่ทำกินไปกับการสร้างบ่อน้ำ แต่เมื่อได้ปฏิบัติ ผมศรัทธา เรียกว่ายอมศิโรราบในคำสอนของพระองค์ท่าน พื้นที่ที่เคยแห้งแล้ง มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี”

คุณอภิวรรษ เริ่มเดินตามรอยพ่อต่อ โดยการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ สร้างป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกข้าว นำดินมาปั้นเป็นคันนาสูง ปลูกพืชผักรอบคันนา นอกจากจะให้ผลผลิตแล้ว ยังช่วยรับมือกับภัยพิบัติ ทั้งด้านภัยแล้ง และน้ำท่วม

ทั้งนี้กับพืชผลที่ได้นำมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปจำหน่าย จึงทำให้การปลูกไม่จำเป็นต้องมีจำนวนมาก แต่สามารถสร้างรายได้ให้อย่างเพียงพอ

“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สอนเรื่องการพัฒนาตนเอง พัฒนาจิตใจ รู้เท่าทันตัวเอง นั่นคือเรื่องของความพอประมาณ เราจะทำอะไรต้องรู้ศักยภาพของตนเอง และต้องรู้ด้วยว่า ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ซึ่งพระองค์ท่านตรัสเสมอว่าจะทำอะไรต้องเป็นขั้นเป็นตอน อยู่บนพื้นฐานของความไม่โลภ ไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น”

เดินสู่บันได 9 ขั้น

พอเพียง และก้าวหน้า

บันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียง คือสิ่งที่คุณอภิวรรษน้อมนำมาใช้เปรียบประดุจเข็มทิศให้ได้เดินตามไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน

“บันไดขั้นที่ 1-4 ถือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน คือ ขั้นที่ 1 ทำให้พอกิน ขั้นที่ 2 พอใช้ เป็นเรื่องของเครื่องมือเครื่องใช้ ปัจจัยในการทำอาชีพของตนเอง เช่น เป็นเกษตรกรก็ต้องทำปุ๋ยทำฮอร์โมนใช้เอง รวมไปถึงเครื่องอุปโภค สบู่ แชมพู เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ขั้นที่ 3 พออยู่ คือมีพื้นที่เป็นของตนเอง ขั้นที่ 4 พอร่มเย็น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี อย่าง การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ต่อเมื่อทำสำเร็จแล้วก็มาสู่บันไดขั้นที่ 5-9 กับเศรษฐกิจขั้นก้าวหน้า”

สำหรับบันไดขั้นที่ 5 ทำบุญ “ซึ่งธรรมะกับการสร้างบุญเป็นเรื่องสำคัญ ก่อเกิดการพัฒนาตนเอง ช่วยในด้านจิตใจ ซึ่งถ้าไม่มีข้อนี้อาจกลายเป็นคนรวยที่พร้อมจะเลว”

บันไดขั้นที่ 6 การให้ทาน รู้จักแบ่งปัน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของอาหาร ทรัพย์ องค์ความรู้

บันไดขั้นที่ 7 เก็บรักษา ทั้งด้านภูมิปัญญา ความรู้ ประสบการณ์

บันไดขั้นที่ 8 การทำตลาด “ด้วยเพราะผมเป็นคนรุ่นใหม่ จึงใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง บวกกับ เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ ใส่เรื่องราวใส่คุณค่าลงในผลิตภัณฑ์ นั่นจึงทำให้เราสามารถทำน้อยได้มาก ตามที่พระองค์ท่านทรงบอกว่าให้ทำแบบคนจน คือไม่ต้องทำมาก แต่ได้มูลค่ามาก ด้วยการแปรรูป หากลุ่มลูกค้าที่เข้าใจ มีการนำเทคโนโลยี สื่อสารสนเทศมาใช้ เพื่อให้ทันต่อยุคสมัย”

บันไดขั้นที่ 9 สร้างเครือข่าย เผยแพร่องค์ความรู้สู่ผู้อื่น ซึ่งไร่สุขพ่วงได้เปิดเป็น “ศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย” (Earth Safe) โดยนำประสบการณ์ ความสำเร็จทั้งหมด ถ่ายทอดสู่ผู้อื่น โดยปัจจุบันมีผู้เดินทางไปเรียนรู้ และนำมาปรับใช้ ปีหนึ่งจำนวนมาก

“ถ้ารู้แล้วไม่ถ่ายทอดก็จะกลายเป็นคนโลภและเห็นแก่ตัว ไร่สุขพ่วงเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ ดูงาน ซึ่งผู้ที่เดินทางมาก็จะกลายเป็นเครือข่าย มีการเชื่อมโยง แบ่งปัน แลกเปลี่ยน สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เกิดการรวมกลุ่ม เครือข่ายก็จะมีความเข้มแข็ง เกิดอำนาจในการต่อรองได้”

ทำน้อย มูลค่ามาก

ได้ แล้วต้องรู้จัก ให้

คุณอภิวรรษ ยังกล่าวต่อถึงความรู้สึกกับโอกาสการเป็นผู้ให้ “สิ่งที่ผมภาคภูมิใจ คือคนที่เข้ามาเรียนรู้งานกับไร่สุขพ่วง สามารถนำไปสร้างอาชีพของตัวเองได้ แม้บางคนอยู่ในเมือง มีพื้นที่น้อย ก็สามารถสร้างรายได้ด้วยการปลูกผักในตะกร้า

ผมบอกกับผู้เรียนเสมอว่า ที่ไหนมีแสงสว่างส่องถึง ที่นั่นสร้างอาหารได้หมด และประเทศไทยคือความอุดมสมบูรณ์มีแสงส่องสว่างทั้งปี พืชผลที่ปลูกได้น้อย จะให้ได้มูลค่ามาก เราก็สอนให้แปรรูป แม้ทำงานประจำอยู่ก็สามารถสร้างอาชีพเสริมนี้ได้”

กับการเดินตามรอยพ่อมาจนถึงวันนี้ คุณอภิวรรษเชื่อว่าเป็นหนทางแห่งความยั่งยืน เสมือนการได้ย้อนกลับไปสู่วิถีของคนรุ่นก่อนเก่า ที่สามารถสร้างอาชีพ ปลูกข้าว ปลูกผัก มีกินมีใช้ไม่ขัดสน ความสุขเกิดขึ้นในบ้านในพื้นที่เล็กๆ ของตนเอง

“ผมมาถึงวันนี้ได้เพราะพระองค์ท่านทรงบอกทรงสอน ท่านสอนให้รู้ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่งควรใช้ชีวิตอย่างไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ถ้าไม่มีคำสอนของพระองค์ท่าน ผมคงเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น วันนี้พระองค์ท่านไม่อยู่แล้วครับ นี่คือการสูญเสียผู้ที่มีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ในชีวิต

จากนี้ผมตั้งใจจะทำงานให้หนักกว่าเดิม รับไม้ต่อจากพระองค์ท่าน สานงานต่อ พร้อมกับส่งต่อให้ผู้อื่น ด้วยเพราะคนที่เกิดในยุคหลังๆ ไม่ได้สัมผัสแบบผมแล้ว เราต้องทำหน้าที่แทนพระองค์ท่าน นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยหันมาสนใจอีกครั้ง

กับช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนี้ หากมองอีกมุมหนึ่งถือเป็นเวลาสร้างประโยชน์ต่อคนในประเทศ “ตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต มีผู้สนใจเดินทางเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตที่ไร่สุขพ่วงทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ตัวเลขผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเมือง นำพาครอบครัวมาเรียนรู้การอยู่ตามแนวทางของพระองค์ท่าน

ผมถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกภาคีเครือข่ายต้องร่วมด้วยช่วยกัน ให้คนหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดของพระองค์ท่าน ซึ่งเวลาที่ผมถ่ายทอดความรู้ก็จะสอดแทรกสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้เห็นหนทางออก ด้วยเพราะโลกทุกวันนี้เดินมาถึงทางตันแล้ว ทรัพยากรในโลกเริ่มหมดลง พระองค์ท่านทรงสอนให้กลับไปใช้ของเก่า กลับไปสู่วิถีชีวิตแบบคนไทยสมัยก่อน ซึ่งแม้พระองค์ท่านไม่อยู่ แต่ว่า หลักแนวคิดของพระองค์ท่านยังคงเป็นที่พึ่งได้เสมอ”

“ผมจึงตั้งมั่นจะเดินตามรอยพ่อไปตราบจนกว่าจะสิ้นลมหายใจครับ”

ไร่สุขพ่วง ตั้งอยู่ เลขที่ 107 หมู่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ (089) 379-8950 http://www.facebook.com/raisukphang

สงวน มงคลศรีพันเลิศ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้น “แกล้งพืช” มีเงินเก็บปีละเกือบล้าน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0723151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

สงวน มงคลศรีพันเลิศ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เน้น “แกล้งพืช” มีเงินเก็บปีละเกือบล้าน

ช่วงหลายปีมานี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักไปศึกษาหาความรู้เรื่องการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่บ้านของ “คุณสงวน มงคลศรีพันเลิศ” วัย 56 ปี ซึ่งได้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองทะเล และศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน

เดินตามคำสอนของพ่อ

ทำไมต้องไปดูงานที่นี่ ก็เพราะเขาผู้นี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีความสุขและครอบครัวอบอุ่นได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ที่สำคัญ ผลงานของเขาได้รับรางวัลมากมาย ทั้งระดับจังหวัดและประเทศ อาทิ เป็นเกษตรกรดีเด่น ปี 2548 สาขาปศุสัตว์, รางวัล 76 คนดีแทนคุณแผ่นดินปี 2552, รางวัลการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านประชาชนทั่วไป ปี 2550 และได้รับรางวัลศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรชนะเลิศอันดับ 1 ระดับจังหวัด ปี 2550, ชนะเลิศระดับประเทศ รางวัลมีชัย วีระไวทยะ ปี 2552 นอกจากนี้ ยังได้รับมอบปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรกรรม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

คุณสงวน เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า เริ่มต้นเมื่อปี 2540 ตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี มีรายได้ถึงเดือนละ 28,000 บาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ เมื่อคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 สอนให้คิดเรื่องกินก่อนคิดเรื่องเงิน จึงตัดสินใจกลับบ้านที่จังหวัดกระบี่ เริ่มต้นศึกษาและเรียนรู้เองจนตกผลึกทางความคิดว่า เมื่อจะทำเกษตรแบบพอเพียง ต้องสร้างโรงปุ๋ยก่อน โดยใช้ทางปาล์มซึ่งชาวสวนต้องตัดทิ้งอยู่แล้ว นำมาเข้าเครื่องบดเป็นอาหารให้วัวที่มีอยู่ 4 ตัว เมื่อวัวถ่ายออกมา นำมูลของมันหมักในบ่อก๊าซชีวภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซหุงต้ม ส่วนขี้วัวที่เหลือยังไปทำเป็นอาหารปลา และปุ๋ยหมักได้ โดยมีการคำนวณว่ามูลวัว 1 ตัว จะมีปริมาณถึง 2 ตัน ต่อเดือน ได้ก๊าซชีวภาพ 15-16 กิโลกรัม

ในพื้นที่เกือบ 8 ไร่ของคุณสงวน นอกจากจะแบ่งที่ดิน 5 ไร่ทำไร่นาสวมผสมแล้ว ยังจัดตั้งเป็นศูนย์ต่างๆ อาทิ เมื่อปี 2549 ตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านเขากลม ตั้งศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองทะเล, ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจจากทั่วประเทศ รวมทั้งเกษตรกร และนักเรียนนักศึกษา จำนวนหลายแสนคนเข้ามาอบรมดูงาน มาเรียนรู้วิธีการทำการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ชูโมเดลเกษตรสวนทาง

คุณสงวน เล่าว่า ภายในศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านเขากลมนั้น จุดเรียนรู้แบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1. ลดรายจ่าย 2. เพิ่มรายได้ 3. การออมหรือบำนาญ และ 4. ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็นจุดเรียนรู้กว่า 20 เรื่องด้วยกัน ซึ่งผู้คนที่มาศึกษาดูงานที่ศูนย์มักชอบถามว่าคิดได้อย่างไร จึงตอบไปว่าที่นี่เป็นเรื่องของการทำเกษตรสวนทาง อย่างเช่น ที่อื่นต้องขุดดินเพื่อปลูกต้นไม้ แต่ที่นี่จะไม่ขุดดิน และทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยวิธีการแกล้งพืช ทำให้ลำบาก ขณะที่พืชเองกลัวตายก็ต้องเอาตัวรอด

สำหรับจุดเรียนรู้ต่างๆ จะมีคำอธิบายและมีผู้รู้บรรยายให้ฟัง อย่างจุดที่ 1 การเลี้ยงวัว, แพะ (สัตว์ 4 กระเพาะ) ครบวงจรโดยไม่กินหญ้า ใช้ทางปาล์มน้ำมันมาบดและหมักเพื่อใช้เป็นอาหารแพะและวัวแทนหญ้า จุดที่ 2 การทำปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ จุดที่ 3 การปลูกผักระบบใต้ดิน (ปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ) จุดที่ 4 การผลิตอาหารสัตว์จากทางปาล์มน้ำมัน จุดที่ 5 การปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ แก้จน

จุดที่ 6 การเลี้ยงปลาแบบบ่อ 3 ด้าน โดยการทำบ่อปลาติดผนังบ้าน หรือโรงเรือนต่างๆ เพียง 3 ด้าน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย จุดที่ 7 การทำน้ำส้มควันไม้ครบวงจร ได้จากการสกัดน้ำจากควันไม้ประเภทส้ม จุดที่ 8 การอบสมุนไพร จุดที่ 9 การทำและการเลี้ยงจุลินทรีย์โดยใช้ภูมิปัญญาไทย จุดที่ 10 การเลี้ยงเป็ด, ไก่ (คอล่อน) จุดที่ 11 การทำเตาก๊าซชีวภาพกลายเป็นก๊าซหุงต้มโดยใช้มูลสัตว์ จุดที่ 12 การทำน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้ภูมิปัญญา

จุดที่ 13 ตู้อบสมุนไพร จุดที่ 14 การทำน้ำยาล้างจาน จุดที่ 15 การทำอาหารปลาดุก จุดที่ 16 การทำน้ำมันนวด จุดที่ 17 การทำเห็ดอบโอ่ง จุดที่ 18 การปลูกพืชตีกลับ คือการปลูกกล้วย โดยนำเอาส่วนยอดลงเพื่อเพิ่มจำนวนของหน่อที่จะเกิดขึ้น จุดที่ 19 การเพาะถั่วงอก จุดที่ 20 การทำถังก๊าซขนาดย่อม จุดที่ 21 การทำปลาเค็มอบดิน และ จุดที่ 22 การทำน้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วย

ในบรรดาจุดเรียนรู้ต่างๆ มีหลายจุดที่น่าสนใจ อย่างเช่น การปลูกพืชไฮโซแบบไม่ต้องใช้ดิน ซึ่งสามารถปลูกไว้ข้างๆ บ้าน หรือตึกสูงๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินแต่อย่างใด โดยนำขุยเปลือกมะพร้าว 3 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ใส่ภาชนะ แทนการปลูกลงในดิน แล้วรองพื้นด้วยถุงพลาสติก จากนั้นก็หยอดเมล็ดพันธุ์พืชลงไป แล้วนำมาผูกกับลวดแขวนไว้ข้างบ้าน

แนะวิธีปลูกกล้วยเติมกลิ่นผลไม้

นอกจากนี้ การปลูกพืชตีกลับก็ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก ซึ่งคุณสงวนได้โชว์ให้เห็นด้วยการนำหน่อชี้ฟ้าเอาส่วนต้นที่มีใบลงดินว่า ถ้าปลูกกล้วยโดยนำหน่อหรือโคนลงดินเหมือนที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปจะได้ต้นกล้วย 1 ต้น เมื่อออกลูกจะได้เครือหนึ่งประมาณ 7-8 หวี แต่ถ้าปลูกเอาปลายลง จะได้ต้นกล้วย 3-4 ต้น ได้กล้วย 3-4 เครือ แต่ละเครือจะได้กล้วยถึง 10 หวี วิธีนี้สามารถใช้ได้กับกล้วยทุกชนิด

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วต้นไม่ตายหรือ คุณสงวน ตอบแบบติดตลกว่า “กล้วยมันมีปัญหาเลยเรียกประชุมกันด่วนว่าทำไมมั่วจังเลย เกิดสึนามิหรือเปล่า ประมาณ 15 วัน มันจะรีบขึ้นมาอย่างน้อย 3-4 ต้น พร้อมกันเลย พอมันขึ้นมาแล้ว มันจะพึ่งตัวเองคือมันจะกินตัวมันเองที่มีจุลินทรีย์ เราไม่ต้องใส่ปุ๋ย”

ทั้งนี้ ต้นกล้วยที่ได้จะมีความสูง ไม่เกิน 1.50 เมตร และจะออกเครือเร็วกว่ากล้วยที่ปลูกด้วยการนำหน่อลงดิน ที่สำคัญ ขนาดของลูกจะใหญ่ขึ้น

คุณสงวนยังมีวิธีการเพิ่มมูลค่าของกล้วยด้วยการแต่งกลิ่นเข้าไป อยากได้กล้วยรสทุเรียน รสสตรอเบอร์รี่ รสวานิลลา หรือรสสละก็สามารถทำได้ตามใจชอบ จากเดิมขายกล้วยได้หวีละไม่กี่สิบบาท แต่พอแต่งกลิ่นและรสชาติพวกนี้แล้วสามารถขายได้ถึงหวีละ 70-80 บาท ซึ่งกล้วยน้ำว้าจะเป็นกล้วยที่เติมกลิ่นได้ดี แต่ต้องทำในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น หากทำในช่วงหน้าฝนกลิ่นที่ได้จะเจือจาง

ส่วนวิธีการทำนั้น คุณสงวน บอกว่า ไม่ยากเลย พอตอนกล้วยออกปลีก็ไปเจาะหรือกรีดลำต้นเป็นรูปสามเหลี่ยมจนถึงไส้ทำให้เกิดแผล จากนั้นนำหัวเชื้อเข้มข้นและกลิ่นต่างๆ ที่ต้องการ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ในท้องตลาดจำพวกเดียวกับที่ใช้ทำกลิ่นไอศกรีม ตกขวดละ 10 กว่าบาท นำมาชุบสำลีแล้วยัดเข้าไปในไส้ต้นกล้วย จากนั้นปิดไส้ต้นกล้วยให้เหมือนเดิม สัก 2 เดือนกล้วยก็สุกและจะได้กล้วยตามกลิ่นที่ใส่เข้าไป

คุณสงวน ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีพ่อคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีแนวพระราชดำริการพึ่งตนเองเป็นหลัก ซึ่งต้องมองตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น กลับมาพึ่งตนเองให้ได้ ตั้งความคิดให้ถูก อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจพอเพียงที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ต้องมีวิชาการและภูมิปัญญาควบคู่กัน พร้อมแนวทางพึ่งตนเอง ซึ่งจะต้องเตรียม 4 อย่างคือ 1. เตรียมตัวก่อนตาย 2. เตรียมกายก่อนแต่ง 3. เตรียมน้ำก่อนจะแล้ง 4. เตรียมแรงก่อนจะทำงาน แต่ทั้งหมดนี้ต้องควบคุมด้วยความรู้ ที่อยู่บนพื้นฐานความจริงกำกับด้วยคำว่า “พอ”

ปราชญ์ชาวบ้านท่านนี้บอกอีกว่า ทางศูนย์ยังได้นำกล้วยป่ามาพัฒนาพันธุ์ใหม่ไม่ให้มีเมล็ด เพราะกล้วยป่าเป็นกล้วยที่มีรสชาติดี มีความสามารถในการต้านทานโรคได้ดี กลิ่นหอมหวาน แต่คนไม่นิยมทานเพราะเมล็ดเยอะมาก และยังได้นำทุเรียนหมอนทองมาทาบกับต้นมะม่วงหิมพานต์ ทำให้ได้ทุเรียนที่มีรสชาติดี ไม่เละ สาเหตุที่นำต้นไม้ 2 ชนิดมาอยู่รวมกันนั้นเพราะมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี ไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อย

ปัจจุบัน เขามีรายได้เหลือปีละ 800,000 กว่าบาทหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว โดยมาจากรายได้ของผลผลิตบนผืนดิน 8 ไร่ ซึ่งในแต่ละเดือนมีผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านเขากลมจำนวนมาก ทำให้เขาสามารถขายผลผลิตทางการเกษตรได้ด้วย และยังนำผลผลิตมาเลี้ยงผู้เข้าร่วมอบรม

สนใจอยากศึกษาดูงานศูนย์ดังกล่าว ติดต่อคุณสงวนได้ที่ โทรศัพท์ (089) 590-6738

ในหลวงนักวิจัย ถึง ชาวบ้านนักวิจัย สู่อาชีพบนดอยสูง และการเกษตรอย่างยั่งยืน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0729151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

วัชรี

ในหลวงนักวิจัย ถึง ชาวบ้านนักวิจัย สู่อาชีพบนดอยสูง และการเกษตรอย่างยั่งยืน

“…การพัฒนาชนบท เป็นงานที่สำคัญ เป็นงานที่ยาก เป็นงานที่จะต้องให้ได้ด้วยความสามารถ ด้วยความเฉลียวฉลาด คือ ทั้งเฉลียวทั้งฉลาด ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ…” พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ผู้บริหารงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

หลักการตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงยึดเป็นหัวใจสำคัญในการทรงงานพัฒนาชนบท ที่สำคัญคือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งพระองค์ได้เป็นแบบอย่าง ในหลวงนักวิจัย สู่การถ่ายทอดให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยด้วย

เดินทางไปยังหมู่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้นำเอาหลักการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านและได้นำเอามาเป็นแบบอย่างในการทำเกษตร ปัจจุบันชาวบ้านที่นี่เข้าใจหลักการทำงาน โดยได้นำเอาความเป็นนักวิจัยของในหลวงมาเป็นแบบอย่างมาพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง

โดยได้รับแรงสนับสนุนการเรียนรู้เชิงวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้กำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจหลักในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการสร้างองค์ความรู้ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การวิจัยเชิงนโยบาย และการวิจัยประยุกต์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศและชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น

ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยด้านชุมชนและพื้นที่ กล่าวว่า “การทำงานวิจัยคือการหาความรู้นำไปสู่การพัฒนา ผู้ศึกษาวิจัยจำเป็นต้องทำการเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับงานวิจัยให้รอบด้าน จากนั้นนำมาวิเคราะห์และวางแผนต่อ รวมทั้งการเพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ เข้าไป นำไปสู่การพัฒนาแบบ งานวิจัย ซึ่งนับเป็นแนวทางเดียวกับการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“หากจะถอดแบบการทรงงานของพระองค์ที่เสด็จนิวัติประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั่วภูมิภาค จะเห็นว่าพระองค์จะทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง พูดคุยกับชาวบ้านถึงความเป็นอยู่ การทำมาหากิน หากมองในแง่งานวิจัย ถือว่าเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล สร้างความเข้าใจอย่างแท้จริง หลังจากนั้น เอาข้อมูลที่ได้มาวางแผนว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อไป เมื่อได้แนวทางแล้วพระองค์ก็จะทรงนำกลับลงไปให้ชาวบ้านได้ลองปฏิบัติการ เป็นการเข้าถึง เมื่อสื่อสารถึงราษฎรมีอะไรจะได้ปรับแก้ไข เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน การทรงงานของพระองค์มีการใช้กระบวนการงานวิจัยตลอด พระองค์จึงทรงเป็นในหลวงนักวิจัย”

นับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาเยือนหมู่บ้านผาหมอนแห่งนี้มากถึง 6 ครั้ง แต่ละครั้งที่เสด็จฯ มา พระองค์จะลงพื้นที่ใกล้ชิดชาวบ้านเสมอ

โดย คุณพะโย่ ตะโล ชาวชุมชนชาวกะเหรี่ยง หรือชาวปกากะญอ วัย 75 ปี ซึ่งเป็นผู้ดูแลกาแฟต้นแรกของในหลวง รัชกาลที่ 9 เล่าให้ฟังถึงการเฝ้ารับเสด็จถึง 6 ครั้ง ที่พระองค์เสด็จฯ มาว่า “อดีตหมู่บ้านนี้เข้าถึงยากมาก ทุรกันดาร หนทางลำบาก ชาวบ้านยากจนมาก ชาวเขาโดยมากก็ปลูกฝิ่นเยอะทำกันมาแต่บรรพบุรุษ จนปี 2517 ครั้งแรกที่พระองค์เสด็จฯ มาที่นี่ ก็เสด็จฯ กลับมาอีก ไม่ละทิ้งชาวเขายากจนอย่างเราเลย ทั้งยังทรงอยากรู้ว่าชาวบ้านมีวิถีชีวิตกันอย่างไร อยู่กินกันอย่างไร เงินทองหามาได้อย่างไร ซึ่งชาวเขาอาศัยอยู่ดอยสูงขนาดนี้ พระองค์ยังเสด็จฯ มาหาได้ ชาวเขาที่นี่ภาคภูมิใจมาก พยายามทำตามที่พระองค์บอกและสอน”

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงบอกว่า “ต่อไปจะสร้างโครงการหลวง เพราะที่นี่อากาศหนาว จะเอาพืชมาให้ปลูกส่งไปขายที่โครงการหลวง ทดแทนการปลูกฝิ่น ต่อไปจะทำให้ได้เงิน” โดยพืชที่ทรงพระราชทานมาให้ในยุคแรกๆ คือ กาแฟ ด้วยเหตุผลที่ว่า กาแฟขายได้ทั่วโลก คนนิยมและต้องการ อีกทั้งการปลูกกาแฟไม่ทำลายป่า ปลูกกาแฟได้ ป่าก็ยังอยู่ได้

คุณพะโย่ เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า “กาแฟต้นแรกที่พระราชทานให้ชาวบ้าน ตนเป็นผู้ดูแลอย่างดี อายุร่วม 40 กว่าปีแล้ว ยังออกผลผลิตอยู่”

ต่อจากนั้น ชาวเขาจึงเริ่มหันมาปลูกพืชอื่นๆ ทดแทนการปลูกฝิ่น ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ ข้าว พืชผัก สตรอเบอร์รี่ ดอกไม้ต่างๆ ซึ่งเน้นไม้ที่พืชพรรณเมืองหนาว โดยผลผลิตที่ได้ส่งเข้าโครงการหลวง ชาวบ้านสลับการปลูกพืชหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่

หลักการทรงงานของในหลวงนักวิจัย ทำให้ชาวบ้านเอามาเป็นแบบอย่าง จนเกิดชาวบ้านนักวิจัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่อเนื่องกันมาหลายรุ่น กระทั่งหมู่บ้านผาหมอน บนดอยอินทนนท์แห่งนี้ สามารถสร้างโครงการต่างๆ ตามแนวพระราชดำริ โดยอาศัยการศึกษาวิจัยเข้าช่วย อาทิ โครงการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงศึกษานิเวศน์และวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี คุณสุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ นักวิจัยฝ่ายท้องถิ่น สกว. และกลุ่มผู้อาวุโสในชุมชน ช่วยกันดูแลและจัดการ ซึ่งสามารถคัดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาเที่ยวได้ โดยตั้งกลุ่มของชาวบ้านขึ้นมาช่วยกันดูแล และสร้างที่พัก เกิดการจัดสรรพื้นที่ และการช่วยกันบริหารดูแลกันขึ้นภายในกลุ่ม, โครงการธนาคารข้าว สำหรับตอบโจทย์คนในหมู่บ้านที่ข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทั้งๆ ที่หมู่บ้านก็ทำนา โดยวิธีการทำนาแบบขั้นบันได โดยปัจจุบันให้เยาวชนรุ่นใหม่ของชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการและดูแล เป็นต้น

ปัจจุบัน สกว.ฝ่ายพัฒนาท้องถิ่น ได้ใช้วิธีการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นตามแนวคิดและหลักการทรงงานดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลา 17 ปี มีชุมชนวิจัยจำนวน 2,000 กว่าชุมชน มีนักวิจัยชาวบ้าน 30,000 กว่าคนทั่วประเทศ ทั้งยังพบว่า ชาวบ้านหรือทีมวิจัยส่วนใหญ่สามารถสะท้อนการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี

เช่นตัวอย่างของชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ลงพื้นที่ ยังผลให้ผู้อาวุโสของชุมชนที่เคยได้รับเสด็จ อย่าง คุณบุญทา พฤกษาฉิมพลี หมอดินโครงการหลวง นักวิจัย วัย 53 ปี คุณพรชัย วอมือ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านผาหมอน คุณสุรสิทธิ์ ไตรกระแสชน นักวิจัยฝ่ายท้องถิ่น สกว. วัย 55 ปี คุณสมบูรณ์ พงษ์สถิตบวร นักวิจัยฝ่ายท้องถิ่น สกว. วัย 60 ปี และ คุณองอาจ คามคีรีวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มวิจัยเยาวชนบ้านผาหมอน วัย 25 ปี ได้กลายมาเป็นนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นของ สกว. โดยใช้แนวทางการทำงานตามแบบอย่างของพระองค์ท่านมาทำงานพัฒนาชุมชนของตนเอง และถ่ายทอดไปสู่นักวิจัยรุ่นใหม่สืบต่อไปในชุมชน

นักปั่น…ไม่ฟุ้งเฟ้อ หวังใช้ “ภาพถ่าย” ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

พารนี

นักปั่น…ไม่ฟุ้งเฟ้อ หวังใช้ “ภาพถ่าย” ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

แสดงไว้ ณ The First Annual Bangkok Art & Photography Event 2007

ในยามที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ยังมีคนในชาติจำนวนไม่น้อย ออกมาแสดงน้ำจิตน้ำใจต่อกันในหลายรูปแบบ รวมถึงบริการรับถ่ายรูปให้กับผู้คนที่เดินทางมายังท้องสนามหลวงห้วงเวลานี้ แบบไม่คิดค่าแรงแม้แต่บาทเดียว

โดย คุณแจ๊ค-วีระยุทธ ทองโชติ อายุ 37 ปี หนึ่งในเจ้าของจิตอาสาดังว่านี้ เริ่มต้นแนะนำตัว ปัจจุบันทำงานประจำ เกี่ยวกับการเขียนลายเสื้อผ้า พวกลายไทย ลายกราฟิกสำหรับงานสกรีน เป็นพนักงานในโรงงานเล็กๆ เงินเดือนไม่มากนัก แต่อยู่ได้เพราะไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้ออะไร ข้าวของที่ใช้ราคาไม่แพง ไม่มีบัตรเครดิต หากอยากซื้ออะไรจะเก็บเงินสดซื้อ

นอกจากจะเป็นคนประหยัดแล้ว แม้เงินเดือนจะน้อยก็อยู่ได้สบาย เพราะปั่นจักรยานไปทำงาน ส่วนที่มาของการเป็น “นักปั่น” จริงจังนี้ เพราะบ้านอยู่ซอยลึก หากนั่งรถต้องมีหลายต่อ และส่วนตัวชอบจักรยานอยู่เป็นทุน เลยประหยัดค่ารถได้เป็นอย่างดี

และความที่ชอบถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกด้วย ที่ผ่านมาจึงมีโอกาสถ่ายรูปให้เพื่อนนักปั่นเวลาไปออกทริปด้วยกัน เพราะอยากให้สังคมเห็นคนใช้จักรยานเป็นภาพที่ชินตา ให้ยอมรับและเข้าใจว่า คนใช้จักรยาน คือส่วนหนึ่งของสังคม เผื่อคนใช้รถประเภทอื่นจะมีน้ำใจต่อคนปั่นจักรยานมากขึ้น

“ส่วนตัวเจอมาเยอะ รถปาดหน้า เบียด ขับไม่ระวัง หรือไม่มีน้ำใจให้เลย เหล่านี้เป็นที่มาของการถ่ายรูป แล้วทำเพจรักคนปั่น ขึ้นมา” คุณแจ๊ค ว่าอย่างนั้น

และเล่าให้ฟังต่อ ถึงจุดเริ่มของการทำงาน “จิตอาสา” เป็นช่างภาพถ่ายรูปให้กับประชาชนทุกคนที่อยากมีภาพเป็นที่ระลึกในโอกาสมาแสดงความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ บริเวณท้องสนามหลวง แบบไม่คิดค่าแรงแม้แต่บาทเดียว

“ไปสนามหลวงวันแรกเช้าวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม เนื่องจากวันก่อนหน้านั้นเลิกงานเย็น เตรียมตัวไม่ทันและมีวันหยุดแค่วันอาทิตย์ โดยตั้งใจไปช่วยเก็บขยะและถ่ายภาพบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์เก็บไว้ แต่วันที่สองไปตอนกลางคืน เห็นหลายคนไม่สะดวกที่จะใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย ด้วยขีดจำกัดของมือถือแต่ละคนไม่เท่ากัน และปกติผมพกกล้องติดตัวอยู่แล้ว เลยขันอาสาช่วยถ่ายให้เขากันครับ” คุณแจ๊ค ย้อนจุดเริ่ม

สำหรับเรื่องของการถ่ายภาพเพื่อคนอื่นนั้น หนุ่มรักการปั่นผู้นี้บอก ได้แรงบันดาลใจมาจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำรัสไว้

“การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ เป็นของดีมีประโยชน์ ขออย่าให้ถ่ายภาพกันเพื่อความสนุกสนาน หรือความสวยงามเท่านั้น จงใช้ภาพให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม งานศิลปะจะได้ช่วยพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าได้อีกแรงหนึ่ง”

คุณแจ๊ค บอกต่อว่า งานจิตอาสา “ทิ้งขยะได้…ถ่ายรูปฟรี” ในครั้งนี้ มีเพื่อน “ร่วมก๊วน” นักปั่น มาร่วมด้วยช่วยกันจำนวนหนึ่ง อย่าง คุณแป๋ง-เจ้าของเพจชิวไบค์ คุณพัท-เจ้าของเพจขวัญใจช่างภาพ คุณสิง-เจ้าของเพจปั่นแค่ไหว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีคนอื่นๆ มาทำจิตอาสาแบบเดียวกัน แต่เขาอาจไม่รู้จักทั้งหมด แต่ในส่วนของตัวเขานั้น พยายามจะมาให้ได้ทุกวันไม่ช่วงกลางวันก็กลางคืน ที่ผ่านมาถ่ายให้ไปแล้วนับพันภาพ โดยหลังจากเสร็จภารกิจที่ตั้งใจแต่ละวัน เมื่อกลับไปบ้านซึ่งมักเป็นเวลาดึกมากแล้ว จะต้องอัพรูปไว้ในอัลบั้มของเพจรักคนปั่นก่อน แม้บางครั้งต้องใช้เวลาถึงตี 3 ตี 4 ก็ตาม

พอเช้าวันรุ่งขึ้น ใครอยากได้รูปของตัวเอง สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีกติกาว่าต้องกดไลก์หรือกดแชร์เพจของเขาแต่อย่างใด

“คงจะทำแบบนี้ต่อไปเท่าที่มีโอกาสและมีกำลังครับ ความสุขจากการเป็นผู้ให้ สุขใจไม่น้อยกว่าการเป็นผู้รับครับ” คุณแจ๊ค บอกจริงจัง

และว่า ภาพที่เห็นคนไทยช่วยเหลือกันในยามนี้ ไม่ว่าจะการบริจาค การให้บริการฟรี และทุกๆ น้ำใจ อยากให้คนไทยรักกันแบบนี้ตลอดไป อยากให้ทุกคนดำรงตัวอยู่ภายใต้บรรทัดฐานของสังคม ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม และกฎหมาย เริ่มต้นง่ายๆ โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แผ่นดินพ่อที่เป็นบ้านเราจะได้ปกติสุขร่มเย็น ให้ได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ดีของพ่อ เป็นข้ารองบาทที่ดีของในหลวง

สนใจชมภาพผลงานของ คุณแจ๊ค-วีระยุทธ ทองโชติ คลิกเข้าไปดูได้ที่ Facebook/รักคนปั่น

“กัลบก” ทั่วไทย รวมตัวไม่นัดหมาย ตัดผมฟรี ทำความดีถวายพ่อหลวง

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 409

เพียงพอเพื่อพ่อ

พารนี

“กัลบก” ทั่วไทย รวมตัวไม่นัดหมาย ตัดผมฟรี ทำความดีถวายพ่อหลวง

ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ร้านบาร์เบอร์มาแรงแห่งยุค สำหรับ SNAPBACK BARBERSHOP (สแนปแบ็ก บาร์เบอร์ช็อป) แห่งตลาดนัดสุดฮิป อย่าง เจเจ กรีน จตุจักร

ไล่เรียงความเป็นมา ทราบว่ากิจการนี้ ใช้เวลาไม่กี่ปี ด้วยทุนตั้งต้นไม่กี่พันบาท และ หัวใจ “สู้” ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ทำให้ร้านบาร์เบอร์สไตล์ “ลมโชย” กลางตลาดนัดกลางคืน ที่มีราคารับตัดเฉพาะลูกค้าผู้ชายหัวละ 60 บาทนี้ สามารถเติบโตกลายเป็นร้านหรูหราถาวร คนกดไลก์เป็นแฟนเพจนับหมื่น แถมยังมีลูกค้าไม่ขาดสาย ชนิดที่วันธรรมดาควรโทรศัพท์จองคิวล่วงหน้า ส่วนวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ไม่มีรับจองคิว ต้องวอล์กอิน อย่างเดียวเท่านั้น

ล่าสุด กิจการ “กัลบก” ร่วมสมัยรายนี้ ขออาสาทำความดีถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วยการรวมตัวกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกหลายร้าน อาทิ เบอร์เด้น บาร์เบอร์ช็อป จากจังหวัดนนทบุรี ซิสเซอร์ บาร์เบอร์ช็อป จากตลาดนัดรถไฟ รัชดา แบล็กแอมเบอร์ บาร์เบอร์ช็อป จากซอยทองหล่อ ไท ศยาม จากแอร์พอร์ต เทอร์มินัล เดอะไนน์ตี้ คลับ บาร์เบอร์ช็อป จากจังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ พากันไปทำงานจิตอาสา “ตัดผมฟรี” ให้กับประชาชนบริเวณท้องสนามหลวง

คุณมีมี่-ณัฎฐนิช ฐิติรัตนศาสน์ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านสแนปแบ็กฯ เผยถึงที่มาของการรวมตัวกันไปทำงานจิตอาสาครั้งนี้ว่า เป็นการรวมตัวมาทำบุญโดยการชักชวนปากต่อปาก ปรากฏ มีทั้งร้านดังในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และนักเรียนฝึกตัดผมมารวมตัวและสลับสับเปลี่ยนกัน โดยไม่มีการนัดหมาย เมื่อติดต่อไปทางเจ้าหน้าที่ก็ยินดีให้พื้นที่เพื่อบริการประชาชน

“พวกเราไปด้วยใจล้วนๆ ค่ะ ตั้งใจทำบุญร่วมกันให้ครบ 100 วัน สลับสับเปลี่ยนกันไป ที่ผ่านมามีประชาชนมาคอยรับบริการจำนวนนับไม่ถ้วนเลย เป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ทั้งชาย-หญิง ส่วนเด็กและวัยรุ่น มีบ้าง กลุ่มนี้ จะขอให้ไถผม เป็นสัญลักษณ์เลข ๙ ให้ แม้จะทำยากและใช้เวลานาน พวกเราก็เต็มใจทำให้ค่ะ” คุณมีมี่ บอก

ก่อนฝากด้วยว่า การทำความดีนั้นทำได้ในทุกๆ วัน และทำได้ทุกสายอาชีพ ตัดผมฟรี ก็ทำได้ในทุกที่ทุกร้าน ไม่จำเป็นต้องมาที่สนามหลวงเท่านั้น ความดีถวายในหลวงของเรา อยู่ที่ใจล้วนๆ และอยากให้ทุกคนต้องลุกขึ้นมา ช่วยให้ประเทศของเราแข็งแรงเหมือนเดิม

%d bloggers like this: