เปิดฟ้าส่องโลก

All posts tagged เปิดฟ้าส่องโลก

สหรัฐฯอาจมีประธานาธิบดีหญิง

Published September 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 29 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736786

 

วันอังคารที่ผ่านมา คณะผู้นำหลายประเทศก็คงจะต้องนั่งดูการดีเบตระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเด็มโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน เพราะต้องการรู้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯในช่วง 4 ปีข้างหน้า เพราะไม่ทรัมป์ก็คลินตัน ใครคนใดคนหนึ่งต้องเป็นผู้นำของประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกแน่นอน

ผู้อ่านท่านคงทราบผลการสำรวจจากโพลต่างๆแล้วนะครับ ว่านางคลินตันชนะนายทรัมป์เยอะในการดีเบตครั้งนี้ การพูดจาของนางคลินตันทำให้เห็นเลยครับว่า นายทรัมป์เป็นนักการเมืองแค่มีสีสันและไม่ได้ผ่านการเตรียมตัวมาเพื่อจะเป็นผู้นำของประเทศ สิ่งที่อยู่ใต้สมองของนายทรัมป์ ไม่ใช่การบริหารประเทศ แต่เหมาะสมที่จะบริหารธุรกิจมากกว่า

มีหนังสือของนายทรัมป์อยู่ในกองหนังสือที่บ้านอยู่หลายเล่ม เล่มหนึ่งชื่อ Trump Never Give Up เขียนโดยโดนัลด์ เจ ทรัมป์ และเมเรดิธ แมคไอเวอร์ ซึ่งนายทรัมป์น่าจะเขียนตั้งแต่ พ.ศ.2551 แกเล่าเกี่ยวกับความตกต่ำที่สุดในชีวิตของตัวเอง เรื่องการแยกตัวเองออก จากฝูงชนที่เอาแต่บ่น เรื่องวิธีถอนความเครียด เรื่องแกจะมีหน้าตาอย่างไรถ้าโกนหัว เรื่องเลิกคบกับคนขี้บ่น เรื่องธุรกิจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้จักโลก ฯลฯ

ในหนังสือ Trump Never Give Up นายทรัมป์เขียนไว้ทั้งหมด 41 บท มีทัศนคติ 41 ข้อ เป็นการถ่ายทอดวิทยายุทธในการทำเงิน ผมอ่านทุกหน้าแล้วก็พบว่า ไม่มีแม้แต่ประโยคเดียวที่นายทรัมป์แสดงความมุ่งมั่นทางการเมือง หรือแสดงวิสัยทัศน์ในการพาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย หรือทำให้โลกสงบ

ในกองหนังสือเดียวกัน ผมพบหนังสือชื่อ Living History Hillary Rodham Clinton แปลเป็นไทยน่าจะได้ว่า บันทึกฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน หนังสือเล่มนี้นางคลินตันน่าจะเขียนไว้ตั้งแต่พ.ศ.2546 โดยเธอเริ่มบรรทัดแรกของหนังสือเล่มนี้ว่า “ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นสุภาพสตรีหมายเลข 1 หรือสมาชิกวุฒิสภา หรือไม่ได้เกิดมาเป็นชาวเด็มโมแครต อีกทั้งไม่ได้เกิดมาเป็นทนายความ หรือเป็นผู้สนับสนุนเรื่องของสิทธิสตรีและสิทธิมนุษยชน ฉันไม่ได้เกิดมาเป็นเมียหรือเป็นแม่ หากเกิดมาเป็นชาวอเมริกันในกลางศตวรรษที่ 20…”

บทต่อๆไป นางคลินตันเขียนเรื่องมหาวิทยาลัยชีวิต เรื่องโรงเรียน เรื่องมหาวิทยาลัยเยล เรื่องการหาเสียงเป็นประธานาธิบดีของสามี เรื่องพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เรื่องไวท์วอเตอร์ที่โดนโจมตี เรื่องสงคราม เรื่องวาดฝันสู่อนาคต เรื่องอิมพีชเมนต์ เรื่องการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐนิวยอร์ก ฯลฯ

ผมเคยอ่านหนังสือบันทึกฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน เมื่อหลายปีก่อน อ่านจบแล้วก็รู้ว่า สุภาพสตรีคนนี้เตรียมตัวมาทั้งชีวิตเพื่อเป็นประธานาธิบดีของประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก

แม้มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะบัญญัติไว้ว่า บุคคลที่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะต้องเป็นบุคคลที่เกิดในสหรัฐฯ มีอายุครบ 35 ปีบริบูรณ์ มีภูมิลำเนาอยู่ในอเมริกาอย่างน้อย 14 ปี ฯลฯ

ทว่าในความเป็นจริง ผู้เป็นประธานาธิบดีในยุคที่นางคลินตันเริ่มตั้งความฝันที่จะเป็นผู้นำประเทศ ยังมีคุณสมบัติอย่างไม่เป็นทางการสำหรับคนที่จะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกเยอะ เช่น ต้องเป็นคนผิวขาว เพศชาย แต่งงานกับครอบครัวที่มีตระกูลเป็นที่สนใจของประชาชน นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาก่อน อย่างการเคยเป็นผู้ว่าการรัฐ หรือสมาชิกวุฒิสภา ฯลฯ

ใครจะนึกเล่าครับว่า พ.ศ.2504-2506 สหรัฐฯจะมีประธานาธิบดีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอย่างนายจอห์น เอฟ เคนเนดี

ใครจะนึกเล่าว่า ระหว่าง พ.ศ.2552-2559 สหรัฐฯจะมีประธานาธิบดีผิวสีอย่างนายบารัค โอบามา

ฟังการดีเบตเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ผมเริ่มคิดว่า นางคลินตันน่าจะเป็นอีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ ที่แหวกคุณสมบัติอย่างไม่เป็นทางการนี้ขึ้นมาได้

นายเคนเนดี นายโอบามา และนางคลินตัน เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่กล้าทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ทั้ง 3 คนมีคุณสมบัติที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน และการเตรียมตัวอย่างพร้อมที่สุดสำหรับตำแหน่งที่ตนเองมีความมุ่งหวังตั้งใจอยากจะเป็น

หลายประเทศมีผู้นำที่ไม่ได้ผ่านการเตรียมตัวเพื่อตำแหน่งผู้นำมาก่อน มาแบบฟลุ๊ก มาแบบจังหวะและโอกาสในช่วงนั้นอำนวย แม้ว่าจะเป็นประธานาธิบดี หรือเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ผู้นำประเทศบางคนก็ยังเที่ยวพูดว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่นักการเมือง”

สงสารประเทศนั้นจังเลยครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

Advertisements

ทัศนคติของรัสเซีย

Published September 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 28 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735797

 

ขณะที่คนรัสเซียเขียนชื่อของตนว่าอีวาน Ivan คนลัตเวียในสมัยโซเวียตถูกให้สะกดชื่อว่า Ivars ขณะที่รัสเซียใช้ว่าแอนโทนอฟ Antonov พวกลัตเวียถูกให้สะกดว่า Antonovs ใครมีชื่อเสียงเรียงนามแบบนี้ ก็ขอให้ทราบว่าคนนั้นถือสัญชาติ Latvijas หรือลัตเวีย

ลัตเวียเคยเป็น 1/15 สาธารณรัฐที่ประกอบกันเป็นโซเวียต แต่ตอนนี้ลัตเวียโปรสหรัฐฯและตะวันตกเต็มตัว ใครถือสัญชาติลัตเวีย ห้ามถือสัญชาติรัสเซียด้วย ในขณะที่หลายชาติไม่ห้าม

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา รถไฟเที่ยวเช้าลงที่สถานีคลองหลวงแพ่งนำชาวอิรัก 2 คน มาที่บ้านผมโดยไม่ได้นัด พอใกล้เที่ยงคืน มีชาวรัสเซียและลัตเวียโทรศัพท์มาบอกว่า อยากมาสนทนาเรื่องด่วนที่บ้าน คนลัตเวียที่มาเยือนในยามวิกาลคือ Mr.Ivars Antonovs อดีตนายทหารโซเวียต ผู้ที่เคยเข้าไปรบในอัฟกานิสถานถึง 4 ครั้ง ระหว่างสนทนา อีวารส์บอกว่า ฉันจะย้ายจากสัญชาติลัตเวียไปถือสัญชาติโปแลนด์ เพราะโปแลนด์ให้ฉันถือสัญชาติของรัสเซียได้ด้วย ลัตเวียตอนนี้อยู่ข้างสหรัฐฯและห้ามการมีหนังสือเดินทางของรัสเซียและลัตเวียพร้อมกัน

เมื่อถามถึงการเลือกตั้ง ส.ส.ของสภาดูมา คนรัสเซียที่มาด้วยบอกว่า พวกเราเลือกพรรคที่หนุนปูติน พวกพรรคฝ่ายค้านที่ค้านนโยบายของปูตินหัวชนฝาไม่ได้คะแนนเลย แม้ว่าเศรษฐกิจรัสเซียไม่ดี แต่คนรัสเซียก็เชื่อปูตินที่ให้สัญญาว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของประเทศ จากที่แต่เดิมพึ่งพาแต่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมด จะหันมาพึ่งพาอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ตอนนี้เหล็กในรัสเซียราคาสูง เพราะรัสเซียต้องการเหล็กจำนวนมหาศาลไปผลิตอาวุธและอุตสาหกรรมหนักด้านต่างๆ

ทั้งสภาดูมามี ส.ส. 450 คน เดิมพรรคยูไนเต็ตรัสเซียของนายกรัฐมนตรีเมียดแวเดียฟ ที่หนุนประธานาธิบดีปูติน มี ส.ส.แค่ 238 คน แต่การเลือกตั้งเมื่อ 18 กันยายน 2559 พรรคนี้ได้ ส.ส.มามากถึง 343 คน พรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยนายเกนเนดี ซูกานอฟ ที่ตอนหลังหันมาหนุนนโยบายหลายอย่างของปูตินเหมือนกัน เดิมมี ส.ส. 92 คน ตอนนี้เหลือเพียง 42 คน มหาบัณฑิตจากสถาบันเอเชียและแอฟริกาศึกษาที่มีชื่อว่าวลาดิมีร์ ซิรินอฟสกี้ หัวหน้าพรรคแอลดีพีอาร์ เดิมมี ส.ส. 56 คน เลือกตั้งครั้งนี้เหลือเพียง 39 คนตอนนี้ ใครอยากเป็น ส.ส. ให้ไปสมัครในนามพรรคยูไนเต็ตรัสเซีย คนรัสเซียยังจะชอบปูตินไปอีกนานแสนนาน

เมื่อคุยกันถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชาวรัสเซียผู้มาเยือนบอกว่า เราหนุนทรัมป์ เพราะทรัมป์ให้สัญญาว่า ถ้าได้เป็นผู้นำสหรัฐฯ แกจะไม่แทรกแซงประเทศที่อยู่รอบบ้านของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นลัตเวีย ฟินแลนด์ อูเครน จอร์เจีย หรือประเทศทางแถบเอเชียกลาง แต่ถ้านางคลินตันได้เป็นผู้นำ นโยบายล้อมกรอบรัสเซียก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

เมื่อถามถึงเมียนมา ได้คำตอบว่า รัสเซียไม่สบายใจกับนางซูจี ดูเหมือนว่าเธอกำลังเปิดประเทศให้ตะวันตกมากไป ตอนพลเอกเต็งเส่งเป็นผู้นำสมัยที่แล้ว ท่านมาขอให้รัสเซียช่วยเข้าไปลงทุน รัสเซียบอกว่า เราคงสู้จีนไม่ได้ดอก ท่านเต็งเส่งบอกว่า รัสเซียสู้อิทธิพลของจีนในเมียนมาไม่ได้ก็จริง แต่เมียนมาอยากจะขอร้องให้รัสเซียเข้ามาเพื่อให้เมียนมาสามารถต่อรองกับจีนและตะวันตกได้ รัสเซียฟังเมียนมาพูดอย่างจริงใจ ก็จึงช่วยเมียนมาเต็มที่

ในอดีต ทหารเมียนมาไปเยือนเมืองตูลาบ่อย เพราะเมืองนี้มีโรงงานผลิตอาวุธอยู่มากถึง 4 แห่ง ที่เมืองคาซานและเมืองอูลาน-อูเดก็มีทหารเมียนมาไปเรียนไปดูงาน เพราะทั้งสองเมืองนี้มีโรงงานผลิตเฮลิคอปเตอร์ MI17 ที่ตอนนี้มีใช้อยู่ในเมียนมาถึง 36 ลำ หลายประเทศซื้อเฮลิคอปเตอร์รัสเซียผ่านบริษัทนายหน้ารอสโอโบรอนเอ็กพอร์ต ซึ่งต้องซื้อแพงกว่าราคาโรงงานประมาณ 40% อย่างเฮลิคอปเตอร์ MI17 รัสเซียขายให้เมียนมาเพียงลำละ 15.1 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่บางประเทศซื้อจากเราไปในราคาสูงถึงลำละ 22-24 ล้านดอลลาร์

ซูจีอยากเปิดประเทศให้ตะวันตก แต่เพราะสเปกและมาตรฐานที่ใช้กันในเมียนมาเป็นแบบจีนและรัสเซีย พวกตะวันตกจึงมีความยุ่งยาก และถอยกลับกันเยอะ เมื่อไม่นานมานี้ซูจีก็จึงไปเจรจากับจีน จีนกับรัสเซียก็เลยมองเหมือนกันว่า นางซูจีค่อนข้างจะสับสน.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

ช่วยกันดับเชื้อไฟ

Published September 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 27 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734295

 

เช้าของวันอาทิตย์ 25 กันยายน 2559 อิรัก 2 คนมาที่บ้านโดยไม่ได้นัดมาก่อน เมื่อเปิดประตูไปก็พบว่า เป็นอดีตทหารกองทัพอิรักที่เคยมาอยู่บ้านผมเมื่อ 15 ปีก่อน เป็นคนที่พ่อช่วยให้ลูกสาวของแกได้ทุนเรียนปริญญาตรีทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งตอนนี้เรียนอยู่ปีสุดท้ายใกล้จะจบแล้วครับ

สนทนากันครึ่งวัน ทำให้ได้รู้สึกถึงอารมณ์และความนึกคิดของคนที่อยู่ในวังวนสงครามมาอย่างยาวนาน เมื่อ 15 ปีที่แล้ว อดีตทหารอิรักผู้นี้มีอารมณ์สุนทรีย์ ตอนที่พ่อไปพำนักพักอาศัยอยู่ในอิรักครั้งแรก แกยังพาพ่อไปเยือนโบราณสถาน แหล่งศิลปวัฒนธรรม แกยังพูดถึงวรรณกรรมและศิลปวิทยาการ ยังอารมณ์ดี มีอาการยิ้มแย้มแจ่มใส

อดีตทหารอิรักและคณะมาพักที่บ้าน 2-3 ปีครั้ง ระยะหลังทุกคนเริ่มพูดถึงแต่เรื่องความอยู่รอด เรื่องการหาหนทางให้ลูกหลานหนีสงครามออกไปอยู่ต่างประเทศ สุดท้ายลูกสาวคนโตของครอบครัวได้แต่งงานกับหนุ่มซีเรียและย้ายไปถือสัญชาติเนเธอร์แลนด์ คนอื่นในครอบครัวได้ย้ายไปอยู่อังกฤษ ส่วนลูกสาวคนเล็กได้ทุนมาเรียนอยู่ในประเทศไทย

มาเมืองไทยครั้งนี้ ทั้งสองพูดถึงแต่ความโหดร้ายของดาเอซ ซึ่งคนอิรักเรียกกลุ่มไอเอสว่า ดาเอซ แกเชื่อว่าดาเอซได้รับการหนุนจากสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย

แต่ก่อนง่อนชะไร อดีตทหารอิรักไม่เคยเล่ารายละเอียดของการต่อสู้ให้ครอบครัวของผมฟัง แต่เมื่อวันอาทิตย์ แกเล่าหมดครับว่าดาเอซเข้ามาอย่างไรและมีการรบกันที่ไหน พูดถึงอันตรายซึ่งแกมีความเชื่อว่า ดาเอซนำผู้คนจากประเทศต่างๆไปฝึกและส่งกลับให้ไปปฏิบัติงานอยู่ในประเทศเดิม ซึ่งในอนาคตประเทศเหล่านี้จะต้องเจอกับความขัดแย้งรุนแรง

อิรักมีประชากร 37 ล้าน เป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ร้อยละ 65 ซุนหนี่ร้อยละ 25 ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอื่นๆ คนอิรักที่มาพักที่บ้านของผมในห้วง 15 ปีที่ผ่านมา ทุกคนเป็นชีอะห์ที่ไม่เคยพูดจาก้าวล่วงถึงศาสนาหรือนิกายอื่น ทว่ามาคราวนี้ คนพวกนี้พูดถึงนิกายอื่นด้วยความรุนแรงและพูดเสียงดังอย่างไม่รู้ตัว

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้เกิดอย่างฉับพลันทันทีดอกครับ แต่จะค่อยๆฝังรากลึกทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุด ความรุนแรงก็ถูกฝังอยู่ในใต้สมอง กรณีศึกษาของอิรักที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับครอบครัวของผมนี่ เห็นได้ชัด

หันกลับมาที่ประเทศไทย ขณะนี้มีความขัดแย้งทางศาสนาเกิดขึ้นแล้ว มีการเดินขบวนประท้วงอิสลามของชาวพุทธในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน นครพนม และอีกหลายจังหวัด ผมเข้าไปดูความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก ก็เริ่มเห็นมีการนำภาพที่มุสลิมกลุ่มหนึ่งไปยืนถือป้ายประท้วงที่หน้าวัดหนองจอกเอากลับมาโพสต์กันใหม่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งของสังคมวิเคราะห์ดอกครับ คนธรรมดาอย่างเราๆ ดูแล้วก็รู้ว่า ขณะนี้มีขบวนการสร้างความแตกแยกขึ้นในสังคมของเราแล้ว

เดี๋ยวนี้ เริ่มมีผู้คนบ่นเสียงอาซาน ที่ดังมาจากสุเหร่าในตอนเช้ามืด เริ่มมีการจับกลุ่มสนทนาต่อต้าน ซึ่งถ้าไม่มีการทำความเข้าใจ ผมเชื่อว่าต่อไปจะบานปลายแน่นอน

สังคมไทยแตกแยกเรื่องการเมืองมา 10 ปี เรายังรู้สึกว่าสังคมอยู่ยาก ถ้าเป็นความแตกแยกเรื่องความเชื่อทางศาสนาและลัทธิ ผมว่าสังคมจะอยู่ยากกว่านี้อีกมากครับ

ก่อนหน้าที่จะมีสงครามและความแตกแยก อิรักเป็นชาติมั่งคั่ง มีเงินทองและศิลปวิทยาการ คนไทยจำนวนไม่น้อยไปทำงานรับใช้ในบ้านเรือนของคนอิรัก จำนวนหนึ่งไปเป็นกรรมกรรับจ้างสร้างถนนหนทาง

ผ่านไปไม่ถึง 30 ปี สถานะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือจากประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวย อิรักกลายเป็นชาติรัฐล้มเหลว ผู้คนอดอยากและมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวา

จิตใจของคนอิรักก็เปลี่ยนไปเยอะ จากคนที่ไม่เคยพูดจาให้ร้ายโจมตีคนต่างนิกาย วันนี้คนอิรักที่เรารู้จักกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย มนุษย์ผู้ถูกกระทำย้ำๆ ซ้ำๆ เห็นความรุนแรงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะมีบุคลิกภาพอย่างนี้

กลับมาที่ประเทศไทยของเรา หน่วยข่าวกรองจะต้องหาขบวนการที่ทำให้คนต่างศาสนิกทะเลาะกันให้เจอเพื่อรีบดับเชื้อไฟครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

 

อนิจจา สหรัฐอเมริกา

Published September 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 26 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733539

 

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย พูด “สถานการณ์โลกกับการพัฒนาท้องถิ่น” รับใช้นักบริหารงานช่าง จันทร์วันนี้ที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น 13.00-16.00 น.

ใครจะเชื่อครับว่า สหรัฐอเมริกาจะมีวันนี้ วันที่สังคมภายในอีนุงตุงนังพังพินไปทั้งประเทศ มีข่าวตำรวจยิงคนผิวสีบ่อย อ้าวนั่น มีมือปืนยิงคนตายในห้าง ขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็มีคนวิจารณ์กันขรมว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมา ก็ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำทั้งนั้น สำหรับสถานการณ์นอกประเทศที่ซีเรีย สหรัฐฯ ก็เสีย เพราะมีการจับได้ว่า สหรัฐฯนั่นแหละทำงานประสานความร่วมมือกับกลุ่มดาเอซ (สหรัฐฯเรียกไอเอสว่าดาเอซ)

อังคารที่ผ่านมา ตำรวจนอร์ทแคโรไลนาฆ่ามุสลิมชื่อสก็อตต์ ตำรวจบอกว่านายสก็อตต์มีปืน เมียบอกว่านายสก็อตสามีมีแต่หนังสือ แม่นายสก็อตต์บอกว่า ยูฆ่าลูกฉันทำไม? เขากำลังอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานอยู่ในรถ เหตุการณ์จริงเป็นยังไงเราไม่ทราบ แต่สังคมอเมริกันที่นั่นเละตุ้มเป๊ะ ผู้คนเดินขบวนติดต่อกันมาหลายวันแล้วครับ

ตามห้างต่างๆ ก็ไม่ปลอดภัย ในขณะที่มีการประท้วงในนอร์ทแคโรไลนา ก็มีคนร้ายเข้าไปกราดยิงคนตาย 5 ศพในห้างสรรพสินค้าในวอชิงตัน

การเมืองของสหรัฐฯ ก็เละ ผู้ใหญ่ในพรรครีพับลิกันทยอยกันออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนจะเลือกนางคลินตันซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรคเดโมแครต ขณะที่มีข่าวแพร่ขยายกระจายไปทั่วว่านางคลินตันมีส่วนเกี่ยวดองหนองยุ่งกับการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พวกดาเอซ หลายคนเบ้หน้าบอกว่าข้าฯ ไม่เอานางคลินตัน แต่เมื่อหันไปดูนายทรัมป์ ก็มีข่าวว่าสมองและอารมณ์ของแกไม่ปกติ ถ้านายทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ โลกจะวิบัติวุ่นวายไปทั่ว คนอเมริกันเวลานี้ก็เลยกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง

สหรัฐฯ เสียหายหนักที่ซีเรีย เพราะขบวนรถขนเสบียงของสหประชาชาติ โดนโจมตียับย่อย สหรัฐฯ กล่าวหาว่าซีเรียเป็นคนโจมี ไอ้ซีเรียนี่แย่ โจมตีได้แม้กระทั่งรถขนเสบียงของสหประชาชาติและของพันธมิตร

ทว่าพวกรัสเซียรู้เช่นเห็นชาติสหรัฐฯ จึงแอบเก็บหลักฐานไว้ได้ทั้งหมด และเอาไปแฉที่สหประชาชาติว่า ไม่ใช่ซีเรียทำ ไอ้พวกในขบวนที่เดินทางไปในครั้งนั้นนั่นแหละโจมตีกันเอง เพราะต้องการสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสีโยนขี้ใส่ซีเรีย เพื่อให้นานาประเทศทั้งหลายเข้าใจซีเรียผิด โดนรัสเซียแฉในเวทีสหประชาชาติ สหรัฐฯก็เงียบงำเพราะจำนนด้วยหลักฐาน

ผมเพิ่งขยับรับใช้ในเปิดฟ้าส่องโลกเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ไม่จริงใจในกรณีของซีเรีย ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะกับรัสเซีย ว่าจะมีการหยุดยิงระหว่างรัฐบาลซีเรียกับฝ่ายต่อต้าน แต่เครื่องบินอเมริกันดันไปถล่มกองกำลังของซีเรีย ประสงค์ก็เพื่อให้ดาเอซเข้าไปยึดที่มั่นจาบัลเทอร์เดห์และเข้ายึดสนามบินเดอีร์-เอซซอร์ต่อไป

ถ้าไม่ได้รัสเซียช่วย ป่านนี้ซีเรียเลอะแล้วครับ เหตุการณ์นี้ทำให้เราเข้าใจได้เป็นว่า สหรัฐฯ กับไอเอสนั้นทำงานด้วยกัน เฮ้ย สหรัฐฯเอ็งกำลังหลอกโลกอยู่นี่หว่า

สหรัฐฯ โจมตีที่มั่นของกองทัพซีเรียถึง 4 รอบ ทำให้มีทหารซีเรียตายไป 62 คน แล้วก็อือๆ อาๆ ว่าถล่มผิดหรือเปล่าไอไม่แน่ใจ แต่พันธมิตรของสหรัฐฯ อีก 3 ชาติยืนยันว่า สหรัฐฯ ถล่มจริงเรื่องนี้ทำให้รัสเซียได้เปรียบ จึงยิงขีปนาวุธจากเรือรบเข้าไปที่หุบเขาอาเลปโป้ ซึ่งเป็นกองบัญชาการข่าวกรองของสหรัฐฯและพันธมิตร จนถึงบัดนี้ สหรัฐฯก็ยังเงียบ

พอความจริงเริ่มเปิด มิตรทั้งหลายก็ถอนตัวออกไปจากสหรัฐฯ เรื่อยๆ ผมเชื่อว่าฝรั่งเศสและเยอรมนีและชาติพันธมิตรอื่นกำลังกลับไปญาติดีกับรัสเซียและจีน

ประเทศที่จะเจ็บต่อไปในอนาคตอันใกล้ก็คืออิสราเอลและอูเครน อูเครนที่ทำตัวเป็นมือไม้ให้ตะวันตกเล่นงานรัสเซีย ผมว่าจะต้องโดนรัสเซียยำใหญ่ในเวลาอันใกล้แน่ ส่วนอิสราเอลเมื่อลูกพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ เซขนาดนี้ ก็คงโดนอิหร่านและตะวันออกกลางบางประเทศรุมกินโต๊ะจนอาจจะไม่มีความมั่นคงดังเดิม.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

อย่าลืมแอฟริกา

Published September 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 23 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730609

 

1 ใน 500 สถานที่ที่พ่อแนะนำให้พวกเราไปเยือนให้ได้ในชีวิตนี้ก็คือ โทโร อาณาจักรขนาดเล็กกลางป่าดงดิบที่มีพรมแดนติดกับคองโก ซึ่งพ่อเคยบุกป่าฝ่าดงไปเฝ้าพระเจ้ารูคิราบาไซจา โอโย ยิมบา คาบัมบา อิกูรู รูคิดีที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2545

สมัยนั้น ถนนหลวงที่ไปราชอาณาจักรโทโรยังไม่มี ต้องเดินทางไปตามถนนหนทางไปป่าดงดิบที่ชาวเผ่าพื้นเมืองเผ่าต่างๆใช้เชื่อมไปมาหาสู่กัน เมื่อนำภาพยนตร์สารคดีที่พ่อทำไว้เมื่อ พ.ศ.2545 มาดู เราก็จึงได้เห็นความยากลำบากของการเดินทาง น้องสาวถามว่า อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้พ่อเดินทางไปในดินแดนแสนไกลและยากลำบากเหล่านั้น พ่อตอบว่าเป็นแรงบันดาลใจจากการอ่านบันทึกการเดินทางของคนที่เข้าไปในทวีปแอฟริกายุคแรกๆ ทั้งเดวิด ลิฟวิงสโตน เฮนรี สแตนเลย์ คาร์ล ปีเตอร์ และซีซิล โรดส์

แม้จะเกิดในป่าดงดิบและเติบโตในหมู่บ้านชนบท แต่พ่อก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือผจญภัยของลิฟวิงสโตน มิชชั่นนารีชาวสก็อตที่ไปทวีปแอฟริกาเมื่อ ค.ศ.1841 หรือ 155 ปีก่อน ลิฟวิงสโตนสำรวจและเผยแผ่คริสต์ศาสนาให้ชาวพื้นเมืองอยู่นานถึง 30 ปี คนภายนอกไม่ได้ข่าวลิฟวิงสโตนตั้งแต่ ค.ศ.1871 หนังสือพิมพ์นิวยอร์กเฮอรัลด์จึงออกทุนให้นักหนังสือพิมพ์ที่ชื่อสแตนเลย์ไปตามลิฟวิงสโตน ตามจนเจอ แต่ลิฟวิงสโตนไม่ยอมกลับ และตายเมื่อ ค.ศ.1873 หนังสือของลิฟวิงสโตนทำให้คนยุโรปสนใจทวีปแอฟริกามาก

ส่วนสแตนเลย์ เมื่อนำข่าวของลิฟวิงสโตนมาบอกชาวโลกแล้ว ก็กลับไปทวีปแอฟริกาเพื่อสำรวจแม่น้ำคองโก ทะเลสาบแทนแกนยีกา และทะเลสาบวิกตอเรีย หนังสือที่สแตนเลย์เขียนทำให้พระเจ้าเลียวโปลด์ที่ 2 แห่งเบลเยียม ทรงสนใจทวีปแอฟริกาและทรงจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ไปก่อตั้งอาณานิคมที่นั่น

หนังสือเล่มต่อมาของการบุกทวีปแอฟริกาในยุคแรกเขียนโดยปีเตอร์ ผู้จัดการวางแผนและโฆษณาการเดินทางไปแสวงหาอาณานิคมในทวีปแอฟริกาของเยอรมนี

อีกเล่มหนึ่งที่อ่านแล้ววางไม่ลงก็คือ การผจญภัยไปพบบ่อเพชรในทวีปแอฟริกาใต้ของโรดส์ ภายหลังโรดส์ตั้งบริษัทแอฟริกาใต้เพื่อครอบครองแผ่นดินผืนใหญ่ และตั้งชื่อแผ่นดินผืนใหญ่นั้นว่าโรดีเซีย โรดส์ เป็นนายกรัฐมนตรีแคว้นแคปโคโลนีระหว่าง ค.ศ.1890-1896 จากนั้นก็ขยายอาณานิคมของอังกฤษในแอฟริกาใต้ และวางแผนสร้างทางรถไฟจากกรุงไคโรของอียิปต์ ซึ่งอยู่ในตอนเหนือ ไปยังเมืองเคปทาวน์ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทวีป

พระเจ้าเลียวโปลด์ที่ 2 แห่งเบลเยียม ทรงใช้บริษัทรวบรวมดินแดนในแอฟริกากลางมาตั้งเป็นรัฐอิสระคองโก Congo Free State แต่มีข่าวการทารุณชาวพื้นเมืองของบริษัทมาก บริษัทจึงถูกบังคับให้ขายดินแดนให้รัฐบาลเบลเยียม รัฐบาลเบลเยียมได้เปลี่ยนชื่อดินแดนพวกนี้เป็น Belgian Congo การนำเพชร ทองคำ งาช้าง ยาง และอาหารป่ากลับมาเบลเยียมเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ฝรั่งสนใจที่จะกระโจนเข้าไปในทวีปแอฟริกามาก

หนังสือและนวนิยายเกี่ยวกับการเดินทางผจญภัยในดินแดนกลางป่าดงพงไพรในทวีปแอฟริกาเป็นแรงบันดาลใจทำให้พ่อและคณะเดินทางไปหลายสิบประเทศและไปจนครบทุกภูมิภาคของทวีปนี้ หลังจากภาพยนตร์สารคดีเปิดเลนส์ส่องโลกแพร่ภาพตามสถานีโทรทัศน์ ก็มีคนไทยเดินทางไปลงหลักปักธุรกิจและสร้างฐานชีวิตตามประเทศในทวีปแอฟริกา จนถึงบัดนี้ กล้าเขียนได้ว่ามีคนไทยกระจายอยู่ครบ 54 ประเทศในทวีปแอฟริกา

2 ปีที่ผ่านมา ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยแผ่วเรื่องทวีปแอฟริกาลงไปมาก ในขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และจีน เร่งเครื่องเต็มที่

น่าเสียดายโอกาสของประเทศไทย

ทว่ายังไม่สายครับ เพราะในอดีต ทั้งเอกชนและรัฐบาลไทยมีพื้นฐานของทวีปนี้แน่นหนาพอสมควร เราก็ยังพอกลับไปเอาของเก่ามาต่อยอดได้

แต่ถ้าทิ้งไว้นาน เราคงต้องโบกธงยอมแพ้โอกาสในทวีปนี้ไปเลย.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

 

ศักดิ์ศรีคนไทยในต่างแดน

Published September 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 22 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729394

 

พ.ศ.2558 ประชากรญี่ปุ่นมี 120 ล้าน ร้อยละ 26 ของประชากรทั้งหมดเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป คาดการณ์กันว่าอีก 14 ปีข้างหน้า ก็คือ พ.ศ.2573 ญี่ปุ่นจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าร้อยละ 30

คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นชาวญี่ปุ่นมีประมาณ 46,000 คน ต่อไปในอนาคต เมื่อคนเหล่านี้กลายเป็นผู้สูงวัยก็อาจจะกลับมาอยู่เมืองไทย ผมสอบถามหลายคนว่าบั้นปลายท้ายชีวิตจะเอายังไง ส่วนใหญ่ก็ตอบว่า จะกลับเมืองไทย ผมว่าในอนาคตเราอาจจะได้ศักยภาพจากสตรีไทยที่กลับบ้านเกิด ในองค์ความรู้ด้านต่างๆ ทั้งของตนเองและสามี

ไม่เฉพาะในญี่ปุ่นนะครับ ตอนนี้มีคนไทยกระจายอยู่ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก รวมตัวเลขแล้วเกิน 1 ล้านคน ตัวเลขอย่างเป็นทางการ มีคนไทยอยู่ในทวีปอเมริกาและแปซิฟิกใต้ 402,701 คน ทวีปยุโรป 243,392 คน ภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา 45,970 คน ภูมิภาคเอเชียตะวันออก 42,658 คน ฯลฯ

คนไทยเหล่านี้รู้ภาษาของประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่ มีเครือข่าย บางคนไปสร้างเนื้อสร้างตัวจนมีฐานะดี มีธุรกิจ และมีความมั่นคงของชีวิตสูง หลายแห่งรวมตัวเป็นเครือข่ายที่แข็งแรง มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นในญี่ปุ่นและในอีกหลายประเทศ ผมว่าศักยภาพตรงนี้น่าจะดึงมาโยงกับประเทศไทย ให้ท่านเหล่านี้เป็นสะพานเชื่อมส่งเสริมด้านวัฒนธรรมการท่องเที่ยว และการทำมาค้าขายได้

แต่คนไทยที่อยู่ในต่างประเทศก็มีปัญหาเยอะเหมือนกันครับ โดยเฉพาะคนที่ไปเรียนต่อ เพราะระบบการศึกษาของไทยและของบางประเทศต่างกัน หลายคนแต่งงานกับชาวต่างชาติที่ตนไม่เคยรู้ภาษาของประเทศนั้นมาก่อน ไปอยู่ในระยะแรก จึงยังสื่อภาษาไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น สื่อสารกับผู้คนในสังคมใหม่ไม่ได้ เกิดปัญหาการปรับตัว ทำให้มีปัญหาทางใจ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ภาษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการไปอยู่ต่างประเทศครับ เมื่อไม่รู้ภาษาก็ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิและหน้าที่ที่ตัวเองพึงมีต่อประเทศที่พำนักพักอาศัยอยู่ ที่เจอปัญหามากก็คือเรื่องของเด็กไทยที่ติดตามพ่อหรือแม่ซึ่งไปมีคู่สมรสใหม่ในต่างประเทศ พ่อแม่ก็มีปัญหาปรับตัวเยอะอยู่แล้ว เป็นที่พึ่งให้ลูกไม่ได้ เด็กไทยจำนวนไม่น้อย ไปมีปัญหาด้านการเรียน การปรับตัว การหางานและการสร้างอนาคต

ย้อนหลังกลับไปสมัยก่อน 10-30 ปีที่แล้ว คนไทยไปต่างประเทศก็ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่ มีปัญหาก็อดทน ที่ทนไม่ได้ก็แพ้ชีวิต ครอบครัวล้มเหลว แต่สมัยนี้มีโซเชียลมีเดีย มีไลน์กลุ่ม มีเฟซบุ๊ก ฯลฯ ท่านเหล่านั้นสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผมเองมีโอกาสเข้าไปในเว็บไซต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง http://www.yingthai.net ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็มีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับคนไทยและหญิงไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ทั้งข้อมูลเพื่อการเตรียมก่อนเดินทาง หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ และเครือข่ายคนไทยในประเทศต่างๆ

เดี๋ยวนี้คนไทยในต่างประเทศมักรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ชมรมสมาคม และถ้ามีการจดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย องค์กรเหล่านี้สามารถจัดทำโครงการเพื่อของบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสวัสดิการสังคมของประเทศไทยได้ครับ

หลายประเทศมียุทธศาสตร์ส่งคนของตนเองไปลงหลักปักฐานกระจายอยู่ทั่วโลก เช่น จีน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เลบานอน อินเดีย ไต้หวัน ฯลฯ บางประเทศมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากสำหรับคนชาติตนที่ไปลงทุนธุรกิจและทำงานในต่างประเทศ ยิ่งถ้าได้ออเดอร์กลับมาซื้อสินค้าในประเทศของตัว ยิ่งได้เครดิตจากรัฐบาล ถ้ามีผลงานเป็นรูปธรรมก็จะมีเงินอุดหนุนเป็นเรื่องเป็นราว

ศักดิ์ศรีของคนไทยในต่างแดนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป็นคนไทย มีหนังสือเดินทางไทยไปตกระกำลำบากในตรอกซอกมุมใดแสนไกลแค่ไหน เราต้องตามไปช่วยเหลือเกื้อกูล คนไทยมีคดีความในประเทศใด เราต้องมีหน่วยงานให้คำปรึกษา อย่าให้คนไทยในต่างประเทศถูกรังแก

ความคิดอย่างนี้กำลังถูกปลูกขึ้นมาในสมองของคนไทย และเครือข่ายของคนไทยในต่างประเทศจะแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ศักดิ์ศรีของคนไทยในต่างแดน ก็คือศักดิ์ศรีคนไทยทั้งชาติครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

 

สหรัฐฯ ไม่จริงใจกรณีซีเรีย

Published September 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 21 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728464

 

ผมเขียนคอลัมน์วันนี้ด้วยความไม่ไว้ใจสหรัฐอเมริกากับสถานการณ์ในซีเรียเลยครับ ทั้งสหรัฐฯและรัสเซียร่วมกันเป็นเจ้าภาพประกาศให้ฝ่ายรัฐบาลซีเรียและฝ่ายกบฏที่ไม่ใช่นักรบญีฮาดสุดโต่งมีข้อตกลงหยุดยิง และมีผลบังคับใช้เมื่อวันจันทร์ที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา แต่พอถึงวันเสาร์ที่ 17 กันยายน กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯกลับเอาเครื่องบินไปโจมตีที่มั่นของกองทัพฝ่ายรัฐบาลซีเรียถึง 4 รอบ ทำให้มีทหารซีเรียตายไป 62 คน

โจมตีเสร็จ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯก็ออกมาใช้เทคนิคเดิม เหมือนที่เคยทำกับอิรักและอัฟกานิสถาน โดยบอกกับโลกว่าเป็นการทิ้งระเบิดใส่กองทัพซีเรียนั้น เราหย่อนผิดโดยบังเอิญ เรื่องโจมตีผิดโดยบังเอิญ พ่อผมน่าจะเข้าใจได้ดีที่สุด เพราะเคยเดินทางไปอิรักเมื่อ พ.ศ.2544 และ 2546 ได้ไปเยือนหลุมหลบภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งในนั้นมีแต่คนแก่ สตรี และเด็ก หลุมนี้โดนจรวดหัวสว่านเจาะกำแพงคอนกรีตและจรวดที่ติดหัวระเบิดถล่มซ้ำ ทำให้มีคนตายหลายร้อยคน ในตอนแรกสหรัฐฯทำเป็นเงียบเชียบ ไม่อือไม่หือไม่อาอะไรทั้งสิ้น แต่พอมีภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของศพออกมาสู่โลกภายนอก สหรัฐฯก็ออกมาแถลงแบบเดียวกับที่ถล่มกองทหารฝ่ายรัฐบาลซีเรียเมื่อวันที่ 17 กันยายน ทุกประการว่า เป็นเหตุการณ์ที่ถล่มผิดโดยบังเอิญ

สหรัฐฯและพันธมิตรเอาเครื่องบินไปทิ้งระเบิดลงในโรงพยาบาลและโรงเรียนในซีเรียมาแล้ว หลังจากทิ้งระเบิดเสร็จก็บอกว่าเป็นการปฏิบัติการที่ผิดพลาดโดยบังเอิญเช่นกัน และหลายครั้งนะครับที่เครื่องบินส่งเสบียงของสหรัฐฯ นำอาหารและยารักษาโรคของสหประชาชาติเพื่อนำไปหย่อนเพื่อช่วยเหลือประชาชนคนที่อดอยากหิวโหยอยู่ในภาวะสงคราม แต่ผู้อ่านท่านเชื่อไหมครับ เครื่องบินดันนำอาหารและยาเหล่านี้ไปหย่อนลงในเขตของพวกดาเอซ (สหรัฐฯ เรียกชื่อย่อของพวกไอเอสว่าดาเอซ) ทำให้มีความสงสัยว่าสหรัฐฯเป็นผู้สร้างกลุ่มไอเอสขึ้นมาเพื่อป่วนโลกหรือเปล่า

เหตุการณ์วันที่ 17 กันยายน กระทรวงกลาโหมของอเมริกาบอกว่า กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯกำลังสู้อยู่กับพวกดาเอซ แต่อาจจะพลาด ทางเรากำลังสอบสวนอยู่ แต่ถ้าสอบสวนว่าเราโจมตีผิดไปโดนกองกำลังทหารของรัฐบาลซีเรียจริงๆ ก็ขอให้รู้ว่าไม่ใช่เป็นความตั้งใจของเรา และเราก็มีความเสียใจต่อการสูญเสียชีวิตของทหารรัฐบาลซีเรียเหล่านั้น

พวกที่รู้ทันสหรัฐฯ คือรัสเซีย รัสเซียรู้ว่าที่สหรัฐฯโจมตีกองทัพซีเรียในครั้งนี้ เป็นเพราะสหรัฐฯต้องการที่จะเปิดทางให้นักรบดาเอซ เข้าไปยึดที่มั่นของกองทัพซีเรียใกล้สนามบินเมืองเดอีร์ เอซซอร์ พวกรัสเซียยืนยันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าสหรัฐฯกับพวกเป็นลูกพี่ของดาเอซ การไล่ล่าดาเอซก็เป็นเพียงการแสดงละครให้โลกดูเท่านั้นเอง

ทันทีที่สหรัฐฯถล่มกองกำลังทหารรัฐบาลซีเรีย ข่าวสารของดาเอซก็แพร่ขยายกระจายออกมาในโลกออนไลน์ว่า พวกตนสามารถควบคุมที่มั่นจาบัลเทอร์เดห์เอาไว้ได้ทั้งหมดแล้ว เมื่ออยู่บนที่มั่นจาบัลเทอร์เดห์ก็สามารถมองเห็นสนามบินเดอีร์ เอซซอร์ อยู่ข้างล่าง และแน่นอนครับ รัสเซียไม่ยอม เมื่อเห็นฝ่ายรัฐบาลซีเรียโดนเล่นงาน รัสเซียก็ซัดพวกดาเอซอย่างหนัก จนดาเอซตายไป 38 คน กองทัพซีเรียก็จึงบุกพื้นที่ต่างๆ ที่ดาเอซยึดไปกลับคืนมาได้

สองประเทศใหญ่คือ สหรัฐฯกับรัสเซียตกลงปลงใจให้ตนเองเป็นคนกลางในการหยุดยิง แต่สหรัฐฯกลับมีพฤติกรรมหน้าไหว้ หลังหลอก ต่อไปใครจะเชื่อถือสหรัฐฯครับ ทุกวันนี้สหรัฐฯอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเกียรติยศและคุณธรรม ทว่าใช้ความเป็นประเทศใหญ่เข้าไปแทรกแซงแกล้งประเทศเล็กชาติน้อยที่ไม่มีทางสู้ แต่ก็ยังดีนะครับที่มีประเทศอย่างรัสเซียที่พูดจริงทำจริง ไม่เสแสร้งแกล้งแสดงละครที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลประเทศที่โดนสหรัฐฯเล่นงาน

หลายประเทศต้องเอาความเป็นไปในอิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย และซีเรีย มาศึกษาเพื่อใช้ป้องกันตนในอนาคต ใครจะไปรู้ว่าสหรัฐฯ จะหันมาเล่นงานประเทศของตนเมื่อใด ทุกวันนี้อาจจะเล่นด้วยกฎหมายภายในของสหรัฐฯ โยนใส่ประเทศที่ตนเองไม่ชอบเพื่อทำลายให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นพัง แต่ถ้าเมื่อใด สหรัฐฯจัดตั้งกองกำลังขึ้นมาป่วนเมืองอย่างที่กำลังทำอยู่ในซีเรีย ประเทศพวกนั้นอาจเผชิญหายนะภัยเช่นเดียวกับซีเรียก็ได้ครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

 

เคร่งครัดวันนี้ ดีกว่าเสียใจวันหน้า

Published September 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 20 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727375

 

ขณะกำลังเดินทางจากจันทบุรีเข้ากรุงเทพฯ ฟังข่าวเรือแห่พิธีตามศาสนาอิสลามที่กำลังจะแห่ขบวนกลับมัสยิดตะเกี่ยจมกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่เขียนคอลัมน์รับใช้ผู้อ่านท่านอยู่ในขณะนี้ ทราบว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วเกินสิบคน และยังสูญหายอีกจำนวนมาก

หลายคนในรถตกใจ พ่อบอกว่า ที่เคยอ่านจากหนังสือ ตามหลักศาสนาอิสลาม เมื่อมุสลิมประสบกับทุกขภัย ภยันตรายต่างๆ หรือทราบข่าวการเสียชีวิต มุสลิมจะไม่ตีโพยตีพายหรือสาปแช่งสิ่งต่างๆ หรือหมดอาลัยตายอยาก แต่จะกล่าวคำซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “แท้จริงเรา (และสรรพสิ่ง) เป็นของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราเป็นผู้กลับไปหาพระองค์”

ผมขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้ด้วยครับหลายครั้งที่เห็นผู้โดยสารนั่งเรือโดยที่ไม่สวมเสื้อชูชีพ ไม่ว่าจะระยะทางใกล้หรือไกล ผมไม่สบายใจที่ผู้คนจำนวนหนึ่งในประเทศของเรามองข้ามความปลอดภัย ไม่เฉพาะผู้คนที่ต้องนั่งเรือเป็นกิจวัตรประจำวันดอกครับ ในหลายพื้นที่ผมก็เห็นนักท่องเที่ยวนั่งเรือโดยที่ไม่สวมใส่เสื้อชูชีพ ซึ่งในหลายประเทศเป็นเรื่องผิดกฎหมาย กฎหมายบังคับให้ต้องใส่เสื้อชูชีพทุกครั้งเมื่อโดยสารทางเรือ ไม่ว่าน้ำจะตื้นหรือลึกเพียงใด

รายได้ส่วนหนึ่งของไทยมาจากการท่องเที่ยว ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถทางการท่องเที่ยวของประเทศ การที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยโดยอาจจะคิดว่าไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นเรื่องที่รอมชอมไม่ได้

ถ้าต้องการให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยของประเทศเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผมว่าการบังคับใช้กฎระเบียบและกฎหมายเป็นเรื่องจำเป็น อย่างวันนี้ ผมเดินทางจากจันทบุรีมากรุงเทพฯมีคนขับมอเตอร์ไซค์สวนเลนมาตลอด แถมไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่เคารพกฎจราจร และไม่มีผู้รักษากฎหมายเข้าไปจัดการแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังเจอเด็กแว้น อายุไม่น่าจะถึง 15 ปี ขับกันเป็นกลุ่มๆ ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย บางคนนอนราบไปบนเบาะ ขับแซงคันโน้น คันนี้ด้วยความเร็วสูง โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ

Global Status Report on Road Safety 2015 หรือรายงานสถานการณ์โลกด้านความปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2558 ขององค์การอนามัยโลกบอกว่า อัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของไทยมีมากเป็นอันดับ 2 ของโลก มีคนตายจากอุบัติเหตุทางถนน 66 คนต่อวัน หรือกว่า 24,000 คนต่อปี เราเป็นรองก็แค่ลิเบียเท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงอัตราการตายจากรถมอเตอร์ไซค์ตอนนี้ประเทศไทยของเราติดอันดับ 1 ของโลก ภาพลักษณ์อย่างนี้กระทบต่อสถานะของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการท่องเที่ยวนะครับ

ปัจจุบัน 147 ประเทศกำหนดให้ถนนที่ตัดใหม่ต้องผ่าน Road Safety Audit หรือผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของถนน มี 91 ประเทศที่มีนโยบายแยกผู้ใช้ถนนที่มีภาวะเสี่ยงอันตรายออกจากการจราจรที่มีการขับขี่ด้วยความเร็วสูง หลายประเทศมีการบังคับให้ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก โดยอิงกับอายุ/ น้ำหนัก/ความสูงของเด็ก และห้ามเด็กนั่งเบาะหน้า ขอเรียนนะครับว่า ไม่ว่าการตรวจสอบหรือกฎหมายจะออกมามีประสิทธิภาพอย่างไร แต่ถ้าประชาชนและผู้บังคับใช้กฎหมายไม่เอาจริงเอาจัง ก็ไม่มีประโยชน์

กลับมาที่เรื่องเรือ ผมเดินทางไปในสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลบ่อย นักท่องเที่ยวจากบางประเทศปฏิเสธการสวมชูชีพ แต่มัคคุเทศก์ และผู้ประกอบกิจการเรือโดยสารก็โอนอ่อนผ่อนตามเพราะเห็นแก่รายได้ แต่ในหลายประเทศ ถ้าผู้โดยสารปฏิเสธการสวมชูชีพ ก็จะโดนปฏิเสธไม่ให้โดยสารเรือจากผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบกิจการเรือจำนวนหนึ่งละโมบโลภมาก ยอมให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเรือจนเกินน้ำหนักที่กำหนด วันดีคืนร้ายเกิดเหตุขึ้นมาก็รับผิดชอบกันไม่ไหว

พ.ศ.2546 พ่อและคณะเป็นแขกของกระทรวงท่องเที่ยวของมาเลเซีย ที่รัฐซาราวัก คณะของเราไปช้าและโควตาเข้าไปเที่ยวถ้ำหมด ทั้งที่เป็นแขกของรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลถ้ำให้เข้าไป และพวกเราต้องเดินทางกลับไปใหม่ในวันรุ่งขึ้น แทนที่คณะของพ่อและคณะจะโกรธ กลับชื่นชมในความเคร่งครัดต่อกฎระเบียบที่วางไว้

อย่ากลัวนักท่องเที่ยวจะโกรธเลยครับ ถ้าเราเคร่งครัด นักท่องเที่ยวจะชมด้วยซ้ำ เพราะเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com

 

มนุษย์ทักษะเก่า มนุษย์ทักษะใหม่

Published September 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย 19 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726518

 

สมเด็จพระวันรัตซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพ่อ และพ่อผมเกิดที่จังหวัดตราดเช่นเดียวกันกับท่าน ได้มอบนามสกุล ‘มิ่งรุจิราลัย’ ให้เป็นสิริมงคลให้กับครอบครัวของผม โดยนำชื่อของปู่ คือ ‘มิ่ง’มาประกอบกับ ‘รุจิราลัย’ ส่วนนิติการุณย์เป็น ‘นามปากกา’ ของพวกเราหลายคนผู้เป็นบุตรของ ดร.นิติภูมิธณัฐ นั่นเองครับ

พ่อผมพูดเสมอว่า ‘พ่อเป็นคนจากโลกใบเก่าที่มีทักษะเก่า’ นักเขียนเรื่องต่างประเทศต้องเป็นคนของ ‘โลกใหม่’ ซึ่งเป็นโลกที่ใช้ความรู้และประสบการณ์จากที่เดียวไม่พอ แต่ต้องเป็นความรู้และประสบการณ์จริงจากทุกส่วนของโลก โชคดีที่พวกเราได้รับความรู้และประสบการณ์มาบ้างจากการที่ถูกส่งไปเรียนชั้นปริญญาตรีและโทที่สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และจีน รวมทั้งส่งเสริมให้เดินทาง จนพวกเรามีโอกาสเดินทางไปในหลายสิบประเทศก่อนอายุครบ 30 ปี จึงขอนำประสบการณ์บางส่วนมาถ่ายทอดรับใช้ผู้อ่านท่านที่เคารพ

ผมเขียนคอลัมน์วันนี้บนรถ ขณะกำลังเดินทางตามพ่อไปพูด ‘การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในบริบทของผู้บริหารการคลังประจำจังหวัด’ รับใช้ผู้บริหารการคลังประจำจังหวัดเขต 2 ของกรมบัญชีกลาง ที่หาดเจ้าหลาว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ขณะเดินทางเราคุยกันถึงเรื่อง Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์

10 ปีข้างหน้า งานของมนุษย์ที่สามารถทดแทนได้ด้วย AI จะหายไปประมาณร้อยละ 15 และ AI จะสร้างงานใหม่ให้มนุษย์ได้เพียงร้อยละ 10 ดังนั้น ผู้บริหารขององค์กรหรือประเทศจะต้องคำนึงถึง AI ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะเป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ออกเป็น ‘มนุษย์ทักษะเก่า’ และ ‘มนุษย์ทักษะใหม่’ ออกจากกัน

อนาคตอันใกล้ มนุษย์จะถูกแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ มนุษย์ทักษะเก่า และมนุษย์ทักษะใหม่ รัฐบาลของประเทศที่ไหวตัวทันจึงมุ่งสร้างทรัพยากรมนุษย์ในประเทศของตนให้เป็นพวกที่มีทักษะใหม่ อาชีพของมนุษย์ทักษะใหม่ก็เป็นพวกผู้ตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอัตโนมัติ ผู้วิเคราะห์และสังเคราะห์ฐานข้อมูล ฯลฯ

โรงงาน บริษัท ห้างร้าน องค์กร หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาที่ปรับตัวไม่ได้จะหายไป ผู้คนในประเทศที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่อง AI+ทักษะใหม่ จะตกงานกันอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะต้องยอมให้มนุษย์ทักษะใหม่จากประเทศอื่นเข้ามาในประเทศเพื่อทำงานแทน

แม้ว่ามนุษย์ทุกคนยังต้องกินอาหาร แต่ก็อย่าเพิ่งมั่นใจนะครับ ว่าอาชีพเกษตรกรจะอยู่รอดปลอดภัย เพราะแม้อาชีพเกษตรกรรมจะยังคงอยู่ก็ตาม แต่ AI ก็จะทำให้การผลิตและการกระจายสินค้าการเกษตรทำได้ง่ายขึ้น ทำให้เกษตรกรรายย่อยจะขายผลผลิตของตนเองได้ยาก เพราะการผลิตด้วยแรงงานมนุษย์และเครื่องจักรกลล้าสมัยทำให้มีต้นทุนสูง ในขณะที่บริษัทเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้ AI จะสามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรได้ในราคาต่ำมากจนเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถแข่งขันได้ เรื่องอย่างนี้นี่แหละครับ คือหายนภัยใหญ่ที่ชาติรัฐทุกแห่งกำลังเผชิญ

ผู้บริหารจำนวนหนึ่งพูดถึงแต่เรื่องเก่า ละเมอเพ้อพกแต่สิ่งที่เคยปฏิบัติสำเร็จมาแล้วในอดีต หลายท่านปฏิเสธโลกใหม่และทักษะใหม่ บางท่านพูดถึงขนาดว่าจะยอมปิดองค์กรหรือปิดประเทศ จะขออยู่แบบเราๆ เก่าๆ เดิมๆ ผมว่าอันตรายนะครับ ท่านอาจจะทำให้องค์กร (หรือประเทศ) ของท่านตกโลกได้

ผมแต่งงานกับคนจีน ทุกวันนี้ ก็ใช้ชีวิตอยู่ 2 ประเทศ อยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และที่เมืองเทียนจิน ครอบครัวเราใช้ภาษาจีน อังกฤษ และไทยเป็นหลัก เมื่อเข้าไปในโลกออนไลน์ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เราจะพบแต่การพูดถึงโลกอนาคตโน่นนี่นั่น ข่าวสารที่เรารับในแต่ละวันที่เมืองจีน ก็จะมีแต่เรื่องการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่อำนวยความเป็นอยู่ที่ทันสมัยในอนาคต

หากเราพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้มีการเปลี่ยนผ่านจากทักษะเก่าไปสู่ทักษะใหม่ได้

ผมเชื่อว่าชาติไทยจะอยู่รอดปลอดภัยบนโลกใบนี้ครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

 

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)

Published September 19, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย คุณนิติ นวรัตน์ 16 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723505

 

ด.ช.จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิดที่ตราด เมื่อ 17 กันยายน 2479 บวชเณรเมื่ออายุ 12 ปี อายุถึง 15 ปีก็นั่งเรือเลาะตามชายฝั่งเข้ามาเรียนที่วัดบวรนิเวศวิหาร อายุได้ 20 ปีก็อุปสมบท โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวิชรญาณวงศ์) เป็นพระอุปัชฌายะ

ภิกษุ จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อ พ.ศ.2515 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระอมรโมลี (2517) ชั้นราชที่ พระราชสุมนต์มุนี (2531) ชั้นเทพที่พระเทพกวี (2535) ชั้นธรรมที่ พระธรรมกวี (2543) เจ้าคณะรองชั้นหิรัณยบัฏที่พระพรหมมุนี และเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏที่สมเด็จพระวันรัต (2552)

ปัจจุบัน เจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ศุกร์วันนี้ และเสาร์พรุ่งนี้ มีพิธีบำเพ็ญกุศลอายุ 80 ปีเจ้าประคุณสมเด็จฯ

วันศุกร์มีการใส่บาตรพระสงฆ์หน้าอาคาร 100 ปีฯ มีพระเถระแสดงพระธรรมเทศนา ฯลฯ จนถึง 17.00 น. เจ้าประคุณสมเด็จฯ ประทานโอวาส สำหรับวันเสาร์ 10.15 น. มีพิธีบำเพ็ญกุศลที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร และมีพิธีอื่นจนถึงเวลาเย็น

ผมและน้องไปวัดบวรฯบ่อย เพราะพ่อบวชที่วัดนี้เมื่อ พ.ศ.2534 โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระอุปัชฌาย์ และบวชอีกครั้งเมื่อ 7 พฤษภาคม 2557 (ก่อนรัฐประหาร) โดยมีสมเด็จพระวันรัตเป็นพระอุปัชฌาย์ ย้อนหลังกลับไปในอดีต เด็กจันทบุรีและตราดได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้มาอาศัยวัดบวรฯ เพื่อเรียนในกรุงเทพฯจนเด็กบ้านนอกได้รับการศึกษาขั้นสูงจำนวนไม่น้อย

ผมเกี่ยวดองหนองยุ่งกับการศึกษาบ้างเล็กน้อย ระยะหลังจึงมีฝรั่งมังค่ามาสนทนาด้วย โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์ต่างชาติบางส่วนสนใจจิตก่อนตาย บางคนสนใจศึกษาพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ฯลฯ

ผมฟังฝรั่งก็จึงถึงทราบว่า การเกิดพระบรมธาตุและพระธาตุ ไม่ได้มาจากอัฐิธาตุหรือกระดูกอย่างเดียว แต่มาจากอวัยวะทุกส่วน ตั้งแต่ผม เล็บ ฟัน หนัง น้ำเลือด น้ำหนอง ฯลฯ หรือแม้แต่คราบไคลและชานหมาก เหตุมหัศจรรย์เหล่านี้เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์ขนาดต้องเดินทางมาพักโรงแรมใกล้วัดเพื่อศึกษา

ฝรั่งหลายคนที่เราได้สนทนาด้วยบ่นว่า “ไอผิดหวัง” เพราะเมื่อเข้าไปในวัดแทนที่จะพบกับความสงบ ไอกลับเจอความวุ่นวายขายปลาช่อน ตั้งแต่การเรี่ยไรทำบุญที่ปราศจากการสอนธรรมะและฝึกจิต เข้าไปในวัดบางแห่งเจอเต็นท์และปะรำจำนวนมาก แต่ละเต็นท์มีพระจับไมค์พูดแข่งขันประชันเสียงกันเพื่อชักชวนคนให้ทำบุญ

มีหลายแห่งที่วัดเป็นสถานที่สงบและฝึกจิตอย่างแท้จริง นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเข้ามาอาศัยและจ่ายสตางค์เป็นค่าที่พักและอาหารให้กับชาวบ้าน แล้วก็เดินเท้าไปฝึกศึกษาจิตที่วัด แม้เราจะไม่เอาศาสนามาเกี่ยวกับเม็ดเงินเข้าประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับ ว่านักท่องเที่ยวทางศาสนาเข้ามาปฏิบัติธรรม ฝึกจิต และนั่งสมาธิ มีเพิ่มขึ้นทุกปี

มีฝรั่งทั้งจากยุโรปและแอฟริกาที่มาบรรพชาอุปสมบทเป็นพระเณรในศาสนาพุทธ เท่าที่ผมดูภาพเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย ท่านเหล่านั้นเข้าเป็นภิกษุด้วยอาการสำรวม ไม่เหมือนนาคชาวไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งท่านประดิษฐ์คิดท่าเต้นแปลกๆ และออกแนวไม่เรียบร้อยในวันบวช พระอุปัชฌาย์รูปใดเห็นพฤติกรรมของนาคอย่างนั้น ผมแนะนำว่าอย่าบวชให้เลยครับ แทนที่จะเข้าไปสืบพระพุทธศาสนา กลับเข้าไปทำลายพระพุทธศาสนามากกว่า

มนุษย์กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา ฯลฯ ผู้คนจำนวนหนึ่งมองมาที่พระพุทธศาสนา โดยเชื่อว่าศาสนานี้มีธรรมะที่จะทำให้มนุษยชาติอยู่รอดปลอดภัยไปได้อีกหลายพันปี

ทว่าเมื่อท่านเหล่านั้นดั้นด้นมาจนถึงวัดและได้พบเจอนาคเต้นแร้งเต้นกาขณะจะเข้าพิธีบวช ท่านก็คงจะมีทัศนคติลบกับศาสนาของเราทันที

วัดบวรนิเวศวิหารอยู่ใกล้ถนนข้าวสารที่เต็มไปด้วยฝรั่งมังค่า ทว่าผมเคยเห็นด้วยตาตนเองมาหลายครั้ง เมื่อมีฝรั่งเข้าไปในบริเวณวัด ทุกคนจะอยู่ในอาการสำรวม เพราะพระเณรทุกรูปและผู้คนในวัดต่างมีอาการสำรวมเป็นตัวอย่างนั่นเองครับ.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

 

%d bloggers like this: