เที่ยวทั่วไทย

All posts tagged เที่ยวทั่วไทย

ก้าวตามตำราพ่อ วิชาธรรมชาติ (สามัคคี)

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/522261

ก้าวตามตำราพ่อ วิชาธรรมชาติ (สามัคคี)

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ศาสตร์พระราชา คือ ของขวัญล้ำค่าของแผ่นดินไทย ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงประทานไว้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ซึ่งจะเป็นตำราของแผ่นดินไทยไปตลอดกาล

“วิชา ๙ หน้า” ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ เป็นโครงการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คัดเลือก 9 วิชา นำเสนอผ่าน 9 บุคคลผู้มีอิทธิพลทางความคิดในแวดวงต่างๆ ให้ลงไปสัมผัสในชุมชนที่ได้น้อมนำหลักการและแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตและพัฒนาชุมชนให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างในพื้นที่ “พิษณุโลก” ที่ตั้งของวิชาธรรมชาติ (สามัคคี) บทที่กล่าวถึงป่าไม้และชาวเขาที่พลิกปัญหาสู่ความยั่งยืน

01 ปลูกกาแฟใต้ต้นสน

วิชาธรรมชาติ (สามัคคี)

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สายหมอก ดอกไม้ และป่าใหญ่ เป็นความสมบูรณ์และสวยงามที่เกิดขึ้นหลังการก่อตั้ง โครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก ที่หยิบยกแนวทางพระราชดำริมาเป็นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาจนสามารถพลิกเขาหัวโล้นให้เป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คนกับป่า” อย่างสามัคคี

ในอดีตภูหินร่องกล้า เคยเป็นฐานบัญชาการของกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.ด่านซ้าย จ.เลย และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ บวกกับสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนทำให้ผู้ก่อการยึดพื้นที่เป็นสมรภูมิสำคัญ

ต่อมารัฐบาลไทยได้ประกาศใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ทำให้ผู้ก่อการจำนวนมากเคลื่อนพลออกจากป่า มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย สมรภูมิรบจึงถูกทิ้งร้าง ซึ่งหลังจากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศให้ภูหินร่องกล้าเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่ 48 ของไทย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการบุกรุกแผ้วถางป่ายังคงเกิดขึ้น เนื่องจากชาวบ้านบนภูเขาส่วนใหญ่เป็นชาวม้งที่ยึดอาชีพปลูกฝิ่น กะหล่ำปลี และไร่เลื่อนลอย จนลุกลามกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชนเผ่า

ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงต้องเร่งแก้ไข โดยนำแนวพระราชดำริเข้ามาใช้ คือ สนับสนุนให้ชาวม้งและชาวบ้านเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น กาแฟพันธุ์อะราบิก้า และสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 ประกอบกับให้ความรู้เรื่องป่าไม้ สอนวิธีดูแลแหล่งน้ำ กระทั่งทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกันป่า และภูหินร่องกล้าก็กลับมาอุดมสมบูรณ์

เช่นเดียวกับในพื้นที่โครงการพัฒนาป่าไม้ฯ ที่มีชาวไทยภูเขาอยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มของการบุกรุกป่าและทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการยังชีพด้วยความไม่รู้เพิ่มขึ้น จึงได้แก้ไขสถานการณ์ด้วยการปฎิบัติงานตามแนวพระราชดำริด้านงานพัฒนาป่าไม้ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในปี 2522

02 ดื่มกาแฟอะราบิก้าคั่วใหม่ใต้ต้นสน

โดยส่งเสริมให้ชาวม้งที่บ้านใหม่ร่องกล้า หมู่ 10 อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เปลี่ยนอาชีพจากปลูกฝิ่นและกะหล่ำปลีหันมาปลูกสตรอเบอร์รี่และกาแฟ โดยนำต้นกล้าจากโครงการพัฒนาป่าไม้ฯ ไปปลูกในพื้นที่ของตน เริ่มต้นจาก 3 ไร่ จนปัจจุบันมีชาวม้งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาปลูกสตรอเบอร์รี่และกาแฟไม่ต่ำกว่า 30 ไร่แล้ว

ศุภกุล จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า กล่าวว่า ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของโครงการพัฒนาป่าไม้ฯ คือสามารถปลูกกาแฟอะราบิก้าใต้ต้นสนได้ เป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ช่วยลดปัญหาการโค่นล้มต้นสนทิ้งโดยไร้ค่าเพราะชาวบ้านเข้าใจว่าปลูกพืชใต้ต้นสนไม่ได้

“บนพื้นที่เขาของภูหินร่องกล้ามีต้นสนสามใบตามธรรมชาติมากมาย โครงการพัฒนาป่าไม้ฯ จึงทดลองปลูกกาแฟใต้ต้นสนจนสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดี จากนั้นได้ให้ความรู้กับชาวบ้านในพื้นที่ว่า กาแฟสามารถปลูกได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเผาถางป่า เพราะหากมีความสูงเพียงพอ อากาศเย็น และมีร่มเงา ไม่ว่าจะอยู่ใต้ต้นอะไรก็ปลูกขึ้นและให้ผลผลิตได้”

รวมถึงแปลงสตรอเบอร์รี่ที่ได้ทดลองปลูก โดยใช้หญ้าแห้งปกคลุมดินแทนแผ่นพลาสติก เพื่อลดปัญหาขยะย่อยสลายยาก ชาอัสสัมที่ตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองปลูก หากได้ผลดีจะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกเป็นอาชีพต่อไป

ไฮไลต์ในฤดูกาลท่องเที่ยวอย่าง ทุ่งดอกกระดาษ (ช่วง ธ.ค.-มี.ค.) ที่ให้ทั้งความสวยงามดึงดูดใจและสามารถตัดดอกขายเพื่อนำไปประดับตกแต่งก็ได้ราคา ซึ่งทั้งมวลเกิดขึ้นจากการนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติให้เกิดผล เรียกว่าการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับชีวิตและรักษาธรรมชาติให้คงอยู่ร่วมกัน

นอกจากนี้ โครงการพัฒนาป่าไม้ฯ ยังสร้างอาชีพให้ชาวม้งเข้ามาทำงานด้านเกษตรกรรม และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาแรง เพราะนอกจากทุ่งกระดาษที่จะเบ่งบานรับลมหนาวแล้ว ที่นี่ยังมีแนวผาหินทราย 6 จุด ได้แก่ ผาไททานิก ผาพบรัก ผาบอกรัก ผาคู่รัก ผารักยืนยง และผาสลัดรัก สร้างเรื่องราวให้ธรรมชาติ และนั่งจิบกาแฟปลอดสารเคมีจากฝีมือชาวม้ง ที่หอมกรุ่นเข้มลึกใต้ทิวสนสามใบให้นึกถึงความมหัศจรรย์เหมือนแหล่งปลูกของมัน

บ้านเข็กน้อย พอเพียงมาก

ชุมชนม้งขนาดใหญ่ที่สุดในสยามตั้งอยู่ที่ บ้านเข็กน้อย ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ (ห่างจากโครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้าประมาณ 1 ชม.) ปัจจุบันมีชาวม้งอาศัยอยู่ 12 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 1.4 หมื่นคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชไร่ตามแนวภูเขา กะหล่ำปลี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกาแฟ

03 นักท่องเที่ยวยืนชมหมอกใต้ต้นสนสามใบ

ประจวบ ฤทธิ์เนติกุล อดีตกำนันตำบลเข็กน้อย เล่าว่า ในอดีตภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีแดงด้วยดอกฝิ่น และทั้งหมู่บ้านก็อบอวลไปด้วยควันสีขาวจากปล้องไม้ไผ่ จนกระทั่งวันที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เขาค้อวันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง

“พ่อหลวงไม่เคยกล่าวโทษพวกเราว่าทำผิดกฎหมาย ไม่เคยบอกว่าพวกเราเป็นคนร้าย ไม่เคยไล่เราออกจากแผ่นดินไทย แต่ท่านสอนเราว่าฝิ่นไม่ดีอย่างไร สอนเราว่าต้องปลูกอะไร และทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง จนตอนนี้หมู่บ้านเข็กน้อยไม่มีฝิ่นเหลืออยู่แล้ว รวมถึงชีวิตเราก็ดีขึ้นเพราะไม่ติดยาเสพติด ทำมาหากินจากการทำเกษตร และไม่อดอยากจากการปลูกพืชผักกินเอง ชีวิตเรามีความสุขขึ้นมากเพราะพ่อหลวง” ประจวบน้ำตารื้น

นอกจากนี้ บ้านเข็กน้อยยังถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการแก้ปัญหาสารเคมีในแปลงเกษตร ธวัชชัย แซ่หยาง ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านใช้สารเคมีปริมาณมากในการปลูกกะหล่ำปลีเพื่อให้ใบสวยงามตามความต้องการของพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาขายกับราคาสารเคมี บวกลบแล้วชาวบ้านแทบไม่เหลือเงินเข้ากระเป๋าเลย

“ถ้าใบไม่สวย พ่อค้าจะไม่รับซื้อ” ชาวม้งรุ่นใหม่กล่าวต่อ

“ขนาดเราเองยังไม่กินผักที่เราขาย เพราะรู้ว่ามันอันตราย แต่ไม่ทำก็ขายไม่ได้ มันเลยกลายเป็นความรู้สึกผิดในใจที่เรามีมานาน ทำให้ตอนนี้ผมกับเพื่อนๆ และมูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมกับ ททท. กำลังส่งเสริมให้ทุกบ้านที่ปลูกกะหล่ำปลีหันมาปลูกแบบปลอดสาร เพื่อเราจะได้ขายให้นักท่องเที่ยวโดยตรงซึ่งได้ราคาดีกว่า และจะเปิดเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้วย”

ตอนนี้มีแนวโน้มว่าชาวบ้านจะหันมาปลูกกะหล่ำปลีแบบปลอดสารมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะดูแลยากกว่า แต่เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคและผู้ปลูกเองก็ถือว่าคุ้มค่ามาก

อย่างไรก็ตาม บ้านเข็กน้อยมีชื่อเสียงเรื่องวันปีใหม่ม้งอยู่แล้ว โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 18-26 ธ.ค. 2560 หมู่บ้านจะมีงานฉลองวันขึ้นปีใหม่ต่อเนื่อง 7-9 วัน โดยหนุ่มสาวจะแต่งตัวเต็มที่ออกมาเล่นโยนลูกช่วง เป็นโอกาสที่หนุ่มสาวสามารถเกี้ยวพาราสีกัน ซึ่งหลังจบงานอาจมีหลายคู่ที่แต่งงานกัน อันเป็นประเพณีที่สืบทอดมามากกว่าร้อยปีไม่เคยขาด

04 ไร่สตรอเบอร์รี่หุ้มด้วยหญ้าแห้งแทนแผ่นพลาสติก

วิชาธรรมชาติ (สามัคคี) และวิถีชีวิตของชาวบ้านเข็กน้อย เป็นเพียงปฐมบทในตำราของพ่อที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ในสถานที่จริงและชีวิตจริง ซึ่งบทเรียนจากครูของแผ่นดินจะเป็นหนทางสู่ความเข้าใจ แก้ไข และพัฒนา นำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดีและมีความสุขอย่างยั่งยืน

……….ล้อมกรอบ………

ผู้ที่สนใจสามารถชมวิดีโอสารคดีทั้ง 9 ตอนได้ทางเพจเฟซบุ๊ก เที่ยวไทยเท่ สามารถรับหนังสือฟรีได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั่วประเทศ และสถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 20 สาขาที่เข้าร่วม หรือดาวน์โหลดฟรีที่ www.tourismthailand.org สอบถามโทร. 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย

……….ใต้ภาพ………..

00 รูปเปิด ความสมบูรณ์ ณ โครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า

01 ปลูกกาแฟใต้ต้นสน

02 ดื่มกาแฟอะราบิก้าคั่วใหม่ใต้ต้นสน

03 นักท่องเที่ยวยืนชมหมอกใต้ต้นสนสามใบ

04 ไร่สตรอเบอร์รี่หุ้มด้วยหญ้าแห้งแทนแผ่นพลาสติก

05 หน้าผาหินทรายรูปร่างแปลกตาในโครงการพัฒนาป่าไม้ภูหินร่องกล้า

06 ต้นกล้าสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80

07 ไร่กาแฟอะราบิก้าสีเขียวครึ้ม

08 นักท่องเที่ยวถ่ายภาพสายหมอกที่พ่นออกมาจากป่า

09 ต้นสนสามใบ พืชที่พบเห็นมากบนภูหินร่องกล้า

10 ประจวบ ฤทธิ์เนติกุล ชาวม้งหมู่บ้านเข็กน้อยที่ตั้งถิ่นฐานบนแผ่นดินไทย

11 พระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ภายในบ้านของประจวบ

12 ดอกกระดาษ

13 แปลงสาธิตปลูกชาอัสสัม

14 สายหมอกฟุ้งออกจากป่า

15 ความเขียวชอุ่มของป่าภูหินร่องกล้า

16 วิถีชีวิตชาวม้งที่บ้านเข็กน้อย

17 ต้นแมคคาเดเมียปลูกแทรมกับต้นสน

ภาพในล้อมกรอบ

 

โฮมสเตย์พอเพียง อาข่าฮิลล์เฮ้าส์

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2560 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/521500

โฮมสเตย์พอเพียง อาข่าฮิลล์เฮ้าส์

ดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ อาข่าฮิลล์เฮ้าส์

อาข่าฮิลล์เฮ้าส์…โฮมสเตย์ที่ชาวไทยหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ หากที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยวิถีชีวิตและความเรียบง่ายของชาวชนเผ่า ที่กลายเป็นเสน่ห์มัดใจชาวต่างประเทศ ความพอเพียงและธรรมชาติกลางป่าเขาแห่งหมู่บ้านโป่งน้ำร้อน อ.ดอยฮาง จ.เชียงราย

บทความนี้จะเรียบเรียงด้วยภาษาง่ายๆ สั้นๆ และซื่อๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอาข่า พวกเขาพูดด้วยภาษาที่กระชับสั้น ตรงไปตรงมา หากเมื่อร้อยเรียงแล้วกลายเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ ก็หวังใจว่า “ภาษาที่แสนซื่อ” จะถ่ายทอดให้เห็นได้ ซึ่งพลังและความพอเพียงที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา

อาแป อามอ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของอาข่าฮิลล์เฮ้าส์ เล่าว่า เขาเป็นคนดอย ไม่ได้เรียนหนังสือด้วย ทำไร่ทำนาอยู่กับป่าเขา ปีหนึ่งผลผลิตน้อยมาก จำได้เป็นปี 2530 ผลผลิตไม่พอกิน มองไปเห็นไกด์คนหนึ่ง ไกด์คนนี้เป็นกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงคนนี้พานักท่องเที่ยวมาเที่ยวในหมู่บ้าน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“กะเหรี่ยงคนนั้นพูดภาษาอังกฤษ ผมก็สนใจ กะเหรี่ยงพูดอังกฤษได้ อาข่าก็ต้องพูดได้”

ก็เลยถามเขาว่า ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ 2 คำได้มั้ย อันนี้เรียกอะไร กับ อันนั้นเรียกอะไร กะเหรี่ยงตอบว่า What is this? กับ What is That? ก็บันทึกในสมุดไว้ คอยถามคอยจด สักพักก็ลงจากดอย ไปเป็นลูกหาบนักท่องเที่ยวที่ในตัวอำเภอ

“ก่อนที่ผมลงไป ผมหนักมาก เพราะแบกความหวังของชาวบ้านลงมาด้วย เขาบอกว่าอาแปลงไปแล้ว อย่าลืมเอาอาชีพกลับมาให้ชาวอาข่าด้วยนะ”

ความหวังของอาแปหนักไม่เท่าไร แต่ความหวังของชาวบ้านหนักมาก ต้องทำให้ได้ ลงจากดอยไปเป็นลูกหาบต้นเดือน ธ.ค.ปีนั้น พอเดือน ม.ค.ก็พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวเองได้เลย ตั้งใจมากๆ เดือนเดียว

หลังจากอาแปเป็นไกด์ ได้พาฝรั่งมากมายมาที่หมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านได้ขายของขายงานหัตถกรรม ชาวบ้านบางคนได้เป็นผู้ช่วยไกด์ บางคนได้อาชีพนวดแผนอาข่า หรือนวดโบราณแบบอาข่า กลางคืนได้เต้นรำอาข่า โชว์วัฒนธรรมชนเผ่า หลายคนเปลี่ยนอาชีพมาทำท่องเที่ยว

หมู่บ้านอาข่าที่อาแปพูดถึง เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอาข่าในเชียงราย ได้แก่หมู่บ้านโป่งน้ำร้อน มีชาวบ้านรวมกลุ่มกันอยู่ 4 หมู่บ้านเล็กๆ รวม 100 กว่าครอบครัว ประมาณ 800 คน บ้านของพวกเขาตั้งอยู่บนดอยฮาง ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 23 กิโลเมตร

ปีแรกของการเป็นไกด์ เก็บเงินได้ 2.6 หมื่นบาท นำมาสร้างที่พักเล็กๆ ให้นักท่องเที่ยว 3 ห้อง เรียกมันว่าอาข่าฮิลล์เฮ้าส์ ค่อยๆ เก็บทำ มีเงินเมื่อไรก็ต่อห้องไปเรื่อยๆ จนมีหลายห้อง (26 ห้อง) ต่อมาก็มีอาข่าริเวอร์เฮ้าส์ สร้างเป็นโรงแรมในเมือง

“ไปเปิดออฟฟิศในตัวเมืองด้วย ปลูกที่โรงแรมเราเอง เพราะเวลาไปรับนักท่องเที่ยวมา โรงแรมในตัวเมืองเขา มองเราไม่ดี เหมือนเราไปแย่งลูกค้าเขา ก็สร้างเป็นโรงแรมของเราขึ้นมาเสียเอง” นี่คือเหตุผลในการขยายกิจการ ของอาแป

อาข่าฮิลล์เฮ้าส์ และอาข่าริเวอร์เฮ้าส์ สร้างขึ้นภายใต้หลักการเดียวกัน นั่นคือไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดเป็นบ้านดินกับไม้ไผ่ ฟืนไฟใช้ประหยัด นักท่องเที่ยวที่มาก็พาไปหมู่บ้าน ไปน้ำตก ไปเที่ยวธรรมชาติ ไปกินอยู่กับป่า ใช้ชีวิตแบบอาข่าคนหนึ่ง

“เราไม่หรูหรา ไม่ทำร้ายป่า สร้างแบบดูแล ห้องพักของเราเกาะเกี่ยวไปตามไหล่เขาในหมู่บ้าน ปลูกผักปลูกข้าว เลี้ยงไก่ เพื่อใช้ในโฮมสเตย์ของเรา”

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ปลูกสร้างขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนของอาข่าฮิลล์ ก็คือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ในหลวงทำคือโครงการต่างๆ กว่า 4,000 โครงการ กระจายทั่วทุกจังหวัดทุกภูมิภาคประเทศเรา ก็เพราะต้องการให้เกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช่อาชีพและการได้อยู่ได้กินของประชาชน

อาแปบอกว่า ในหลวงเป็นกษัตริย์ แต่ท่านขึ้นดอยขึ้นเขา ไปในที่ต่างๆ เพื่อประชาชน เพื่อพัฒนาอาชีพ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ แต่เราก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ก็ทำในสิ่งที่เราพอจะทำได้ นั่นคือการสร้างหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ยึดหลักปรัชญาความพอเพียง ใช้ชีวิตพอเพียง เดินตามรอยพระบาทของท่าน

“อาแปได้น้อมนำแนวทางของพระองค์มาใช้ เราเป็นอาข่าตัวเล็กๆ ก็ทำกับพื้นที่คนอาข่า ให้เกิดอาชีพเช่นกัน หลายปีมานี้ชาวอาข่ามากมายได้ไปฝึกอบรมกับ อบต. เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ได้พาเที่ยวในท้องถิ่น เป็นผู้ช่วยไกด์ก็มาก เป็นลูกหาบก็มาก ได้ขายงานฝีมือและอีกมากมาย”

อาข่าฮิลล์เฮ้าส์ได้กลายเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของนักท่องเที่ยวแนวนิยมไพร รวมทั้งนักท่องเที่ยวผู้ชอบวิถีชีวิตพื้นถิ่นจากทั่วโลก ผู้มาเยือนเกือบ 100% เป็นชาวต่างประเทศ สูงสุดคือฝรั่งเศสและฮอลแลนด์ รองลงมามีสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่น เป็นต้น ส่วนคนไทยมีมาน้อยมาก

ตลอดปีที่นี่ห้องพักไม่เคยว่าง ต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน บางคนมานอนที่นี่เป็นเดือนๆ ยิ่งสมัยก่อนอยู่กันเป็นปี-2 ปี หรืออย่างน้อยครึ่งปีก็มี ผู้มาพักทำตัวกลมกลืนชาวดอย กินอยู่ง่าย กินผักจากแปลงผัก กินไก่จากเล้าไก่ กินข้าวจากนาข้าว กินสับปะรดถ้ามี

“หากินกันเองนะ มีเราจะพาไปขุดหน่อไม้ พาไปดักปลาดักปูในลำห้วย เรามีกิจกรรมเดินป่าหากินอยู่ในนั้น จะสอนวิธีทำไข่เจียวจากกระบอกไม้ไผ่ให้ สอนก่อไฟ และสอนให้หลามไข่จากกระบอก”

อาแปเรียนน้อย แต่พูดได้ 5 ภาษา มีภาษาอังกฤษ ภาษาชนเผ่า ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และภาษาฮอลแลนด์ เคยไปเป็นวิทยากรด้านการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยจูรุในญี่ปุ่น ต่อมาอาแปได้จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ เพื่อเป็นครูสอนภาษาต่างชาติแก่เด็กที่นี่ เงิน 10% จากทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้ มอบเป็นทุนการศึกษานักเรียนอาข่า

สุดท้ายอาแปบอกว่า แม้ในหลวงจะไม่อยู่กับเราแล้ว ก็ยังยึดมั่นแนวทางของท่าน จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำไปชั่วชีวิต พระองค์ไม่เคยเสด็จมาที่นี่ เคยเสด็จมาที่ใกล้ที่สุดที่ผาหมี ดอยตุง แต่สัมผัสได้ถึงบารมี แนวคิดและความพอเพียง

“จากแนวคิดของท่าน ผมอยากสร้างหมู่บ้านท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญไปด้วย คือพิพิธภัณฑ์ป่าเขา เมล็ดพันธุ์และพืชท้องถิ่นที่ควรค่า มีเงาะป่า มะม่วงป่า ลิ้นจี่ป่า พันธุ์พืชป่า สมุนไพรบนดอยต่างๆ แต่เรื่องนี้ใหญ่มาก ผมรู้ว่าผมทำคนเดียวไม่ได้”

เอาใจช่วยอาแป อามอ กับโครงการหมู่บ้านท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้บนดอยอาข่าของเขา ท่านผู้อ่านเล่า อยากไปเยือนอาแปและให้กำลังใจ ณ อาข่าฮิลล์เฮ้าส์ดูสักครั้งไหม (www.akhahill.com หรือโทร.09-1747-9499)

ศัพท์นักท่องเที่ยวมีอยู่คำหนึ่งว่า “ไปให้ถึง” หมายถึง ไปให้ถึงแก่นแท้ของสถานที่ที่ไป ไปให้ถึงอาข่าฮิลล์เฮ้าส์ ไปให้ถึงความพอเพียง ความพอดี หัวใจและความเรียบง่ายที่นั่น

 

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เส้นทางจักรยาน อันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ 9

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/521405

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เส้นทางจักรยาน อันเนื่องมาจากโครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ 9

โดย/ภาพ  Withaya Heng

โครงการป่าสิริเจริญวรรษ เป็น 1 ใน 11 โครงการพระราชดำริในพื้นที่ จ.ชลบุรี มีพื้นที่รวมกว่า 3,900 ไร่ เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2533 ที่พระราชทานให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดทำที่ดินบริเวณเขาชีโอน ติดกับเขตวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อยู่ในเขต ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาได้น้อมเกล้าฯ ถวาย จำนวนประมาณ 360 ไร่ ทำการพัฒนาและดูแลรักษาให้เป็นสวนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างยั่งยืนตลอดไป

เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา วันที่ 12 ส.ค. 2535 ชื่อโครงการเป็นการรวมกันของคำว่า “สิริกิติ์” และ “เจริญวรรษ” จึงทำให้สวนป่าแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็น “ป่าแห่งความรัก” เป็นสถานที่แทนความรักของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมอบเป็นของขวัญให้กับพระราชินี

นอกจากจะพัฒนาเพื่อให้เป็นแหล่งทัศนศึกษาและที่พักผ่อนหย่อนใจของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปแล้ว ยังได้จัดทำเส้นทางจักรยานรอบพื้นที่โครงการ ระยะทาง 17 กิโลเมตร (กม.) เชื่อมต่อเข้ากับเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว บ้านชากแง้ว-เขาชีจรรย์ ซึ่งมีพื้นที่ใกล้เคียงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.ชลบุรี ทั้งวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ สวนองุ่นซิลเวอร์เลค สามารถเชื่อมโยงให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในส่วนของเส้นทางจักรยานรอบโครงการป่าสิริเจริญวรรษ จะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีระยะทางรวม 17 กม. เป็นถนนขนาด 2 เลน ผิวถนนลาดยางอย่างดี ลัดเลาะไปตามตีนเขาโดยรอบโครงการ เส้นทางจึงมีลักษณะขึ้น-ลงเนินอยู่ตลอดเวลา โดยมากจะเป็นทางชันระดับ 8% ซึ่งถือว่าน่าตกใจสำหรับสิงห์ทางราบชาวกรุงเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงทางขึ้นเนินแม้จะมีความชันแต่ไม่ยาว ถ้ารู้จักการใช้เกียร์และฝึกการใช้รอบขาสักหน่อย ก็สามารถผ่านได้โดยไม่ยาก

ข้อดีของเส้นทางที่มีเนินนั้นคือ เมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลง หลังผ่านการขึ้นเนินมาได้ ก็จะได้โบนัสตอบแทนเป็นการไหลลงยาว ถือเป็นการพักไปในตัว แต่ด้วยความคดเคี้ยวของเส้นทางทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมาก ต้องคุมความเร็วให้พอเหมาะและดูไลน์การเข้าโค้งไว้ให้ดี ซึ่งในจุดนี้จักรยานประเภทเสือภูเขาจะได้เปรียบกว่าเสือหมอบ ทางที่ดีรอบแรกจึงควรเป็นการปั่นสำรวจทำความรู้จักเส้นทาง ดูไลน์ ดูโค้ง ดูเนิน ให้ละเอียด ว่าช่วงไหนผ่านโค้งแล้วขึ้นเนินต่อเลยก็ไม่ต้องเบา ส่งต่อขึ้นเนินได้เลย ช่วงไหนลงมาเจอโค้งหักศอกก็ต้องลงเบาหน่อย เมื่อเราจำทางได้การปั่นจะมีความต่อเนื่องและสนุกมากยิ่งขึ้น

ทดลองปั่น

ทางเข้าสู่เส้นทางจักรยานนั้นเป็นสระบัวขนาดใหญ่ มีศาลานั่งพักอยู่กลางน้ำ เส้นทางปั่นจะเดินรถทางเดียว วนจนจบรอบที่ 17 กม. จากจุดนี้จะเลี้ยวซ้ายเลาะไปตามสระบัว พ้นจากสระบัวไปจะเจอเนินแรกมาให้การต้อนรับทันที ถือว่าเหนือความคาดหมายมากโดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้วอร์มก่อนปั่นอย่างผม ผ่านเนินแรกไปได้ทางก็คดเคี้ยวไปตามป่าไม้ที่ร่มรื่น แต่จะทำความเร็วได้ไม่มากนัก ผ่านกิโลเมตรที่ 5 ไปทางเริ่มเปิดโล่ง ตลอดทางจะมีป้ายบอกหลักกิโลเมตร ป้ายบอกทางชัน และป้ายบอกทางโค้งที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง

ทางโค้งไหลลงของที่นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่จะละเลยความสนใจได้เนื่องจากเส้นทางอยู่รอบตีนเขา เรียกง่ายๆ คือด้านซ้ายมือก็คือเหวดีๆ นี่เอง ลงแรงไปแหกโค้งก็มีสิทธิลงเหวได้เลย หลายๆ ช่วงจึงมีการทำรั้วสีขาวกั้นเอาไว้เพื่อความปลอดภัย เราปั่นขึ้นๆ ลงๆ มาตลอดทางจนจำไม่ได้ว่ามีกี่เนิน แต่การมองป้ายบอกหลักกิโลเมตรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ช่วงสร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดี

ช่วงสุดท้ายเราจะเจอป่าทึบอีกรอบเป็นสัญญาณบอกว่าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่งต่อรอบ ในการปั่นจริงรู้สึกว่าเป็นทางลงมากกว่าครึ่ง ถือว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะสำหรับสิงห์ทางราบได้ฝึกการขึ้นเนินได้เป็นอย่างดี

เส้นทางจักรยานในโครงการป่าสิริเจริญวรรษ สร้างเสร็จตั้งแต่ต้นปี 2560 แต่มีการปิดปรับปรุงเป็นช่วงๆ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการปิดชั่วคราวเพื่อก่อสร้างบ้านพัก คาดว่าจะเปิดให้บริการราวต้นปีหน้าครับ

 

มันคงเป็น ‘คราม’ รัก

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ตุลาคม 2560 เวลา 11:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/521289

มันคงเป็น ‘คราม’ รัก

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ความน่ารักของมนุษย์แม่มักทำให้เกิด “ความรัก”

ก่อนเดินทางไป บ้านหนองส่าน ต.โคกภู อ.ภูพาน จ.สกลนคร สิ่งที่รู้ทั้งหมดเกี่ยวกับชุมชนนี้คือ ภูผา ผืนนา ป่าล้อม และย้อมคราม ซึ่งรู้สึกว่าเป็นสิ่งธรรมดาของชนบทภาคอีสาน จนคิดว่าอนาคตในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้าก็ไม่น่าแตกต่างไปจากในอดีตที่เคยพบเจอมา

ทว่า วูบความคิดขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินจับตัวอยู่ได้แค่ 60 นาที เพราะเมื่อรถตู้วีไอพีแล่นเข้าหมู่บ้าน ความคิดฟุ้งซ่านที่มีกลับอันตรธานไป พร้อมเกิดความรู้สึกใหม่ว่า “บ้านหนองส่านไม่น่าธรรมดา”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มาร์ค-พชรพล ทิพมนต์ ลูกหลานชาวหนองส่าน วัย 25 ปี ผู้ทิ้งเงินเดือนประจำกลับมาอยู่กับพ่อและแม่ เพื่อสืบต่อสวนเกษตรผสมผสานจนสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรนาม “โสมนัสฟาร์ม” รวมถึงเป็นพลังคนรุ่นใหม่จัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์โดยชุมชน

01 มาร์คและแม่อ้อยถ่ายภาพคู่ใต้ป่าสัก

มาร์ค แนะนำให้คนแปลกหน้ารู้จัก แม่อ้อย (แม่ของเขา) และแม่ๆ อีกสามสี่ท่านที่มาต้อนรับ พร้อมรับน้ำใจเป็นน้ำใบเตยหอมชุ่มคอก่อนเดินทางต่อไปยังฟาร์ม โดยรถโดยสารที่บรรทุกผู้โดยสารเป็นรถเปิดประทุนคันใหญ่ เคลื่อนที่ได้ไม่เกินชั่วโมงละ 40 กม. ชาวบ้านเรียก รถไถ ชาวอีสานเรียก รถอีแต๊ก ส่วนชาวกรุงเรียก รถสปอร์ต เพราะสปอร์ตใจดีรับได้เต็มที่ถึง 10 คน

บรรยากาศสองข้างทางจะเห็นเรือนไม้เก่า ยุ้งข้าว แปลงผักสวนครัวหน้าบ้าน และทุ่งนาที่ตอนนี้กำลังเป็นสีเขียวจัดพร้อมออกรวง ซึ่งการอยู่บนรถอีแต๊กที่เคลื่อนตัวเชื่องช้า ผสานกับแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ไม่ใช่สิ่งน่ารำคาญ แต่กลับเป็นตัวสร้างบรรยากาศเหมือนเพลงคลาสสิกในรถหรู

แม่อ้อยยิ้มแป้นรออยู่แล้ว รอยยิ้มนั้นโดดเด่นทะลุสวนกล้วยผ่านทิวต้นสักมาปะทะคนแปลกหน้าอย่างน่าประหลาด “ทำไมถึงมีพลังมากขนาดนี้”

คนบนรถอีแต๊กไม่รู้คำตอบ จนกระทั่งเข้าไปใกล้ เข้าไปใกล้มากพอที่จะเห็นฟันขาวและตีนกา แม่อ้อย และแม่อีกสามสี่ท่านยังคงยิ้มไม่หุบหายเหมือนดอกไม้ผลิบานยามใกล้บ่าย “แหล่งพลังงานอาจมาจากใจมากกว่าริมฝีปากเบิกกว้างนั้น”

“แม่เพิ่งเริ่มทำเกษตรผสมผสานเมื่อ 2 ปีก่อน” ระหว่างการตระเตรียมอาหารได้ถือโอกาสดึงตัวมาร์คมานั่งจับเข่าคุยบนแคร่ไม้ไผ่ถึงที่มาที่ไป เพราะครอบครัวของเขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ครอบครัวที่ทำเกษตรผสมผสาน คือ ปลูกทั้งข้าว ข่าตาแดง กล้วย ไผ่ มันญี่ปุ่น ตะไคร้ พริก แตงโม ฟัก ข้าวโพดหวาน หม่อน เชอร์รี่ และอีกมากมาย

02 อาหารกลางวันรสมือแม่

“อยากกินอะไรก็ปลูกอย่างนั้น” เขาเล่าต่อ

“แต่ก่อนครอบครัวผมก็ทำเกษตรเชิงเดี่ยว คือปลูกมันสำปะหลังขาย แต่ขายยังไงก็ไม่ได้ราคา แถมยังเหนื่อยมาก แม่เลยเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานตามหลักทฤษฎีเกษตรแบบผสมผสานของในหลวงรัชกาลที่ 9

พอดีกับช่วงที่ผมตัดสินใจกลับบ้านมาช่วยแม่ปลูกข้าว ข้าวทุกเม็ดเราปลูกไว้กินเอง ไม่ได้ขาย และปลูกพืชผลไม้ที่กินได้ ถ้าเหลือก็ขายเป็นรายได้ให้ครอบครัว”

หนุ่มรุ่นใหม่ได้ศึกษาการทำเกษตรผสมผสานจากศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของครอบครัว

ทำให้ปัจจุบันที่ดิน 29 ไร่ อุดมไปด้วยพืชหลากหลายชนิด สภาพดินถูกฟื้นฟู และคุณภาพชีวิตกลายเป็นดี เพราะมีรายได้

“แม้ไม่มากแต่ไม่ขาด” เขาว่าอย่างนั้น

นอกจากนี้ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มาร์คและคนรุ่นใหม่ในชุมชนยังได้ช่วยกันเริ่มต้นการท่องเที่ยว โดยใช้โสมนัสฟาร์มเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรและวิถีชีวิตเกษตรกรอย่างที่นั่งคุยกันอยู่ตรงนี้

อย่างแรกที่คนแปลกถิ่น (เริ่มไม่แปลกหน้า) ได้สัมผัสคือ อาหารพื้นบ้าน อย่างไก่บ้านย่างเตาถ่าน ส้มตำปลาร้าโฮมเมด แกงแคแคร์สุขภาพ และข้าวเหนียวไม่ขัดสี เป็นอาหารมื้อกลางวันที่อิ่มทั้งท้องเอมทั้งใจ อร่อยอย่าบอกใครว่าเติมส้มตำไปสองสามครก

แม่อ้อย เชฟมือหนึ่ง เล่าว่า อาหารการกินจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้ในแปลงเกษตร ส่วนเมนูของหวานโบราณ วันนี้ขอนำเสนอ ข้าวต้มแดก สูตรเด็ดเฉพาะบ้านหนองส่าน ทำจากข้าวตำรวมกับน้ำตาลปี๊บและกล้วยน้ำว้าสุกจนเป็นเนื้อเดียวกัน

“ถ้ามาหน้าแล้งจะได้กินข้าวโพดหวาน” แม่อ้อยยั่วเย้าให้มาใหม่หลังเกี่ยวข้าว เพราะช่วงนั้นแม่จะปลูกทั้งข้าวโพด แตงโม และฟัก บนพื้นที่นาทดแทน

03 ข้าวต้มแดก

หลังจากกินจนพุงกาง รถอีแต๊กก็สตาร์ทเป็นสัญญาณกล่าวอำลา แม่อ้อยเดินมาส่งตรงซุ้มถั่วดาวอินคา และโบกมือลาลูกๆ หลานๆ (เริ่มไม่ใช่คนแปลกถิ่นและแปลกหน้า) ให้เดินทางเข้าหมู่บ้านโดยปลอดภัย

จากนั้นมาร์คได้ส่งต่อภารกิจเรียนรู้วิถีชาวบ้านให้ “กลุ่มอนุรักษ์ผ้าย้อมครามทอมือบ้านหนองส่าน” เพื่อเรียนการทำผ้าย้อมครามตั้งแต่มัดลาย ย้อม ล้าง ตาก และเก็บไว้ใช้เอง

นำการสอนโดย แม่อี๊ด ผู้อนุรักษ์การทอผ้าฝ้ายย้อมครามที่เหลือเพียงไม่กี่หลังในหมู่บ้าน และใจดีถ่ายทอดภูมิปัญญาให้หลานๆ ที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งต้นคราม จนต้องร้อง ว้าว!!! ในวิถีธรรมชาติที่สุดแสนจะวิทยาศาสตร์

ทุกคนจะได้ผ้าพันคอสีขาวสะอาดผืนใหญ่คนละผืน เริ่มด้วยการมัดลายด้วยเชือกฟาง แม่อี๊ดแนะนำลายประจำถิ่นชื่อ “ดาวล้อมเดือน” แต่ก็ไม่ห้ามลวดลายตามจินตนาการแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล โดยส่วนที่มัดจะเป็นสีขาว ส่วนที่เหลือเป็นสีคราม หลังจากนั้นนำผ้าลงย้อมในหม้อไหบรรจุคราม

แม่อี๊ด เล่าว่า ครามพวกนี้มีชีวิต เพราะต้องให้อาหาร ให้อากาศ เพื่อให้มันมีอารมณ์สร้างสีสันลงผืนผ้าได้อย่างสวยงาม “เราคุยกันทุกวัน” หม้อไหนไม่ค่อยมีชีวิตชีวาจะกลายเป็นสีดำ แต่หม้อที่อารมณ์เบิกบานจะเป็นสีเหลือง

ฟังไม่ผิด หม้อทั้งหมดบรรจุน้ำสีเหลือง แต่กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีคราม การย้อมจึงไม่ใช่เพียงหย่อนผ้าลงหม้อ แต่ต้องตบๆ บีบๆ ให้อากาศสร้างปฏิกิริยาเปลี่ยนสีเหลืองให้เป็นสีน้ำเงิน จังหวะนั้นเหมือนแม่อี๊ดกำลังเล่นมายากลให้เด็กดู

หลังจากตบตีผ้าจนฝ่ามือเริ่มเปลี่ยนสี ให้นำผ้าไปล้างน้ำสะอาดเพื่อล้างน้ำด่างให้หมดไป จนเผยผิวขาวตัดเข้มเป็นลวดลายดังตั้งใจ ซึ่งเชื่อเลยว่าแม้จะย้อมด้วยสีน้ำเงินสังเคราะห์เกรดดีขนาดไหน ก็จะไม่ได้สีน้ำเงินแบบคราม

ศิลปะชิ้นเอกบนผืนผ้ากลายเป็นผ้าพันคอผืนเดียวบนโลก แม่อี๊ดพูดชื่นชมทุกคนทุกผืนว่าสวยงามขนาดไหน แม้ว่าเบื้องหลังจะมาจากฝีมือการตบผ้าของแม่อี๊ดก็ตาม

04 ลูกหม่อนปลอดสารพิษ

“วันหลังกลับมาใหม่” คำอำลากลายเป็นคำเชื้อเชิญ และคำเชื้อเชิญกลายเป็นคำสัญญาเมื่อหลานๆ ตอบรับคำชวน

จากนั้นมาร์คพาเดินจากบ้านแม่อี๊ดไปบ้านแม่อ้อย บนแคร่ใต้ถุนมีพานบายศรีวางไว้ ขณะเดียวกันหลานๆ ต่างยกมือไหว้แม่ๆ ยายๆ ก่อนจะเข้าสู่พิธีบายศรีสู่ขวัญแบบอีสาน พิธีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านจะผูกข้อมือให้ลูกหลานเพื่อความเป็นสิริมงคล

ยอมรับว่าพิธีนี้เคยผ่านมานักต่อนัก แต่สำหรับบ้านหนองส่าน… ทำไมกลับมีน้ำตา

คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะความเศร้าที่กำลังจะจากลา แต่เป็นความซาบซึ้งที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ภูผา ผืนนา ป่าล้อม และย้อมคราม สิ่งธรรมดาของชนบทภาคอีสาน กลับกลายเป็นสิ่งไม่ธรรมดา เพราะความรักจากชาวหนองส่านพิเศษไม่ธรรมดา

ครั้นจะปล่อยไปง่ายๆ ก็คงยากน่าดู

………ล้อมกรอบ……….

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการน้อมนำหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวของไทย

โดยนำแนวคิด Local Experience มาใช้ในการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว การพัฒนามนุษย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการ “ตามรอยศาสตร์พระราชา” โดยมีพื้นที่นำร่อง 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนปง-ห้วยลาน จ.เชียงใหม่ ชุมชนหนองส่าน จ.สกลนคร ชุมชนริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี และชุมชนรอบโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ จ.ชุมพร

ทั้งนี้ โลเคิลอไลค์ร่วมเป็นหนึ่งช่องทางให้ผู้ที่สนใจตามรอยศาสตร์พระราชา กับโปรแกรมท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป และทริป 2 วัน 1 คืน ใน 4 ชุมชนดังกล่าว โดยชุมชนหนองส่าน ราคา 3,600 บาท สำหรับวันเดย์ทริป และ 6,800 บาท สำหรับทริป 2 วัน 1 คืน หรือดูรายละเอียดได้ที่ localalike.com

………ใต้ภาพ……….

00 รูปเปิด ป้าอี๊ดผู้ทำให้รู้จักคราม

01 มาร์คและแม่อ้อยถ่ายภาพคู่ใต้ป่าสัก

02 อาหารกลางวันรสมือแม่

03 ข้าวต้มแดก

04 ลูกหม่อนปลอดสารพิษ

05 ทิวต้นสนทางเข้าโสมนัสฟาร์ม

06 แม่อ้อยกลางดงข่าตาแดง

07 เถียงนาแห่งโสมนัสฟาร์ม

08 ห่อข้าวต้มแดกด้วยใบตองนึ่งในหวดทำให้หอม

09 ครัวแบบเปิดโล่งใต้เถียงนา

10 โสมนัสฟาร์มยินดีต้อนรับ

11 แม่อ้อยและทีมแม่บ้านโบกมือลาคนบนรถอีแต๊ก

12 รถเปิดประทุนเสียงแต๊กๆ

13 แม่อี๊ดโชว์ลีลาตบผ้าย้อมคราม

14 มัดก่อนแล้วค่อยย้อม

15 จากน้ำสีเหลืองกลายเป็นสีครามเมื่อโดนอากาศ

16 ผ้าย้อมครามผืนเดียวในโลก

 

ปักหมุดมากกว่า 60 จังหวัดทั่วไทย

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/520148

ปักหมุดมากกว่า 60 จังหวัดทั่วไทย

 โดย รอนแรม ภาพ : เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี

ประสบการณ์เที่ยวทั่วไทยของ เนตร-เนตรนภา อัคคีโรจน์ ว่าที่บล็อกเกอร์ท่องเที่ยว (แบบเต็มตัว) ถูกนำเสนออย่างสดใสในมุมมองของผู้หญิงชอบเที่ยวในเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี” ที่ตอนนี้เธอเก็บไปแล้วมากกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ

เนตร เล่าว่า ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยการขับรถไปพร้อมกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน เพราะเธอชอบเที่ยวไปเรื่อยๆ มากกว่านั่งเครื่องบินข้ามไปยังจุดหมายปลายทาง

จากนั้นเริ่มบันทึกการเดินทางลงเพจของตัวเองเพื่อเก็บเป็นไดอารี่ และเพื่อเป็นประโยชน์แก่ใครก็ตามที่บังเอิญผ่านเข้ามาอ่าน โดยวันแรกที่เริ่มเขียนคือประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคำว่าเพจท่องเที่ยวยังไม่มีคนรู้จัก และยังไม่ค่อยมีคนทำ เพจของเธอจึงเกิดขึ้นมาเพราะความอยากทำล้วนๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“สไตล์การเที่ยวจะเน้นสถานที่เที่ยว ที่พัก และที่กิน ที่ทุกคนสามารถไปตามได้ ไม่หรูจนเกินไปและไม่ลำบากจนเกินไป แต่จะเป็นทริปที่สบาย ง่ายๆ ไม่ต้องเตรียมตัวมากสำหรับทุกคนที่ต้องการการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์”

ตั้งแต่สร้างเพจมา เนตรยังคงทำงานประจำ ดังนั้นการเดินทางจึงจะเกิดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันลาพักร้อนที่มีจำนวนจำกัด เหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ในอนาคตอันใกล้เธอจะเข้าสู่การเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเต็มตัวแล้ว

“เนตรตั้งคอนเซ็ปต์เที่ยวทั่วไทย เพราะเราไม่มีเวลาเที่ยวต่างประเทศ” เธอ กล่าวต่อ

“และที่สำคัญที่สุด คือ เมืองไทย ยังมีที่เที่ยวที่สวยงามอีกมากที่เรายังไม่ได้ไป และอยากไปให้เห็นกับตา ดังนั้น เนตรเลยอยากนำเสนอประเทศไทยก่อน นำเสนอสถานที่ที่ยังไม่มีคนรู้จัก นำเสนอว่าเที่ยวไทยก็เก๋ไก๋ไม่แพ้ไปต่างประเทศ และอยากเป็นส่วนหนึ่งให้คนไทยหันมาเที่ยวไทยมากขึ้น”

เนตรมีหน้าที่วางแผนการเดินทางเอง ขับรถเอง ถ่ายรูปเอง และเขียนข้อมูลในเพจ รวมถึงคุยกับลูกเพจเองด้วย ปัจจุบันเพจเฟซบุ๊กเที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี มีจำนวนไลค์มากกว่า 5 แสนไลค์ ซึ่งเธอเองไม่ได้ตั้งเป้ามาก่อนว่าพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้จะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะของคนจำนวนมากได้

นอกจากนี้ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนตรเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ www.wherewego-thailand.com เพื่อเป็นคลังข้อมูลของเรื่องราวที่อยู่ในเพจเฟซบุ๊ก และทำไว้เป็นพื้นที่หรือบ้านของตัวเอง เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าบ้านหลังใหญ่อย่างเฟซบุ๊กจะปิดประตูลงเมื่อไร แต่เธอยังมีประตูอีกบานเปิดไว้เสมอ

“หวังว่าคนที่ติดตามหรือบังเอิญเข้ามาอ่านเรื่องราวในเพจและเว็บไซต์จะได้ข้อมูลการเดินทาง ได้มุมถ่ายภาพสวยๆ กลับไป ในขณะเดียวกันคนที่กดไลค์กดแชร์ พวกเขาก็เป็นกำลังใจให้เนตรทำเพจต่อไป เพราะเวลาเขียนแล้วมีคนอ่านหรือมีคนหลังไมค์มาถาม เนตรจะดีใจมากและยินดีตอบทุกคำถาม”

เธอยังกล่าวทิ้งท้ายว่า

“ไม่รู้ว่าเพจนี้จะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนออกเดินทางได้หรือเปล่า แต่เชื่อว่าคนที่อยากท่องเที่ยวอยากออกเดินทาง ไม่ว่าจะมีเวลามากหรือน้อย ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้แค่ไหนก็ตาม ถ้าใจอยากไปก็ไม่มีข้ออ้างให้หยุดอยู่ที่เดิม”

ติดตามการเดินทางที่ใครๆ ก็ไปได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “เที่ยวทั่วไทย ไปไหนดี” และเว็บไซต์ www.wherewego-thailand.com

 

‘แม่แอบ’ ที่เดียวเที่ยว 5 ชนเผ่า

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/520142

'แม่แอบ' ที่เดียวเที่ยว 5 ชนเผ่า

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ไม่แปลกถ้าไม่มีใครรู้จัก “บ้านแม่แอบ” อ.เชียงแสน จ.เชียงราย หมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขากลางป่าครึ้ม แต่เป็นที่ตั้งของชนเผ่าทั้ง 5 ผู้หนีภัยสงครามมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอย่างสงบและสามัคคี

ชาวบ้านแม่แอบ คือ “กองกำลังทหารจีนกองพล 93” ที่อพยพถอยร่นมาจากจีนเข้าเมียนมาและตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้มอบหมายภารกิจต่อสู้ขับไล่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และให้ปักหลักตั้งหมู่บ้านขึ้น ประกอบด้วย 5 ชนเผ่า ได้แก่ ลาหู่ อาข่า ไทยใหญ่ ลัวะ และจีนยูนนาน ภายใต้การปกครองของกลุ่มคนจีน

ความน่าสนใจอยู่ที่ทุกชนเผ่ายังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนไว้ทั้งการแต่งกาย อาหารการกิน บ้านเรือน ประเพณี รวมถึงความเชื่อ แต่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างปกติสุข ไม่มีแบ่งพรรคแบ่งพวกแบ่งเผ่า และมีทิศทางเดียวกันเรื่องการพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน ต.บ้านแซวและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาบ้านแม่แอบให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดเส้นทางเดิน 5 ชนเผ่าให้นักท่องเที่ยวสัมผัสชุมชนด้วยตัวเอง

เล่าประวัติเป็นสังเขปว่า ประชากรบ้านแม่แอบ ส่วนใหญ่เป็นคนจีนยูนนานที่อพยพเข้ามา เนื่องจากหนีภัยสงครามในปี 2492 หลังจากนั้นกองบัญชาการทหารสูงสุดมีคำสั่งให้ชาวจีนอพยพที่เคยได้รับการฝึกแบบทหารออกช่วยปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) โดยเข้าร่วมกับกองกำลังทหารและตำรวจ ซึ่งการปราบปรามผู้ก่อการร้ายใช้เวลายืดเยื้อยาวนานราว 4 ปี (2512-2516) เหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายจึงได้สงบลง

จากนั้นรัฐบาลไทยได้ให้กองกำลังจีนอพยพ หรือกองพล 93 จัดตั้งเป็นหมู่บ้านยุทธการ คือ หมู่บ้านผาตั้ง หมู่บ้านแม่สลอง และหมู่บ้านแม่แอบ

01 เต้นบ่อฉ่องเตออูหรือลาวกระทบไม้ของชาวอาข่า

ชิมข้าวแคบแบบไทยใหญ่

กลิ่นข้าวหอมๆ ลอยเตะจมูกเมื่อไปถึงกลุ่มบ้านชาวลาหู่ สถานที่เรียนรู้การทำ “ข้าวแคบ” อาหารว่างของชาวเหนือที่มีวิธีทำคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ ทำจากแป้งข้าวเหนียวนำไปโม่ด้วยโม่หิน ผสมงาและเกลือป่น ตั้งน้ำให้เดือด ละเลงแป้งลงบนผ้าขาวบางเป็นวงกลม รอให้แป้งสุกแล้วใช้ไม้พายช้อนขึ้น วางแป้งลงบนหญ้าคา (แผ่นหญ้าคาจะทำให้แป้งข้าวแคบแกะออกง่าย) ตากแดดให้แห้งประมาณ 2 วัน จากนั้นย่างแผ่นแป้งบนเตาถ่านจนเหลืองเป็นอันเสร็จสิ้น โดยชาวบ้านนิยมเก็บไว้รับประทานในวันสำคัญ เช่น ปีใหม่ งานบวชลูกแก้ว และงานปอยหลวง

ขณะเดียวกันชาวไทยใหญ่จะไม่พลาดชักชวนให้ชิมอาหารไทยใหญ่ขนานแท้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหลืองอบไก่ กลิ่นคลุ้งสมุนไพรและรสชาติแปลกลิ้น ขนมเส้นน้ำเงี้ยว รสเข้มข้นเครื่องปรุงจัดเต็มพร้อมขนมจีนรสปะแล่ม และผักอีเหม็ด คลีนที่สุดกับผักพื้นบ้านแกล้มน้ำพริกน้ำผักที่หากินไม่ได้จากที่ไหน

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมการละเล่นประจำเผ่าที่ชวนให้ขยับร่างกาย อย่างการเต้นเสิน รำวงสามัคคี และฟ้อนดาบ ประกอบจังหวะเครื่องดนตรีหน้าตาคล้ายกลองยาว ซอ ฉาบ ในบรรยากาศครื้นเครงแบบไม่มาก แต่อบอุ่นมาก

ชนเผ่าไทยใหญ่เดิมอยู่ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้ร่วมกับกองกำลังทหารจีน กองพล 93 ของก๊กมินตั๋งเดินทางมาสู่ประเทศไทย และตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่บ้านแม่แอบพร้อมกับชาวจีนและชนเผ่าอื่นๆ

02 ลัวะสไตล์ในบ้านแม่แอบ

ลาหู่สนุกจะคึ

เดิมที ลาหู่บ้านแม่แอบเคยอาศัยอยู่บนดอยในแถบชายแดนจีนติดกับเมียนมา เมื่อกองกำลังทหารจีนกองพล 93 ผ่านไปจึงได้กวาดต้อนให้เข้าร่วมเป็นกองกำลังทหารจีน และสิ้นสุดการเดินทางอยู่ที่บ้านแม่แอบเช่นในปัจจุบัน

เอกลักษณ์ของชาวลาหู่ คือการละเล่นทางวัฒนธรรมเรียกว่า เต้นจะคึ หรือ ปอย เต เว ในภาษาถิ่น เป็นการละเล่นที่บ่งบอกถึงความหลากหลายของวิถีทำมาหากิน เพราะจะเต้นในช่วงที่มีประเพณีกินวอหรือปีใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองและเป็นการกล่าวขอบคุณคนที่มาร่วมพิธีกรรม โดยจะเต้นท่าเกี่ยวข้าว ท่าตักข้าว ท่าตีข้าว ตามจังหวะกลองหรือเจะโข ฉิ่งฉาบหรือแซ และฆ้องหรือโบโลโก่ การละเล่นนี้ชาวลาหู่เรียกว่าเต้นจะคึ แต่ผู้มาเยือนอย่างเราอยากจะเรียกว่า เต้นคึก (คัก)

รวมถึงเอกลักษณ์ด้านอาหารอย่าง ข้าวปุ๊ก อาหารกินเล่นละมุนลิ้น ทำจากข้าวเหนียวตำถั่วงาในครกไม้ ทำเป็นแผ่นแบนๆ นำไปย่างไฟให้ร้อน ใส่น้ำอ้อยตรงกลางแผ่นแล้วพับครึ่ง รสชาติจะหอมทั้งงาและน้ำอ้อย และเมนูชื่อแปลก วะซาเอเดหู่กือจาเว อาหารคาวทำจากหมูสับผสมสมุนไพรใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ เผาไฟจนสุก เนื้อหมูด้านในจะหอมอวล

ชนเผ่านี้จึงทั้งอิ่มและอิ่มเอมจนอยากพูดเป็นภาษาลาหู่ว่า “อะบูอื่อจา” หรือขอบคุณที่ต้อนรับคนแปลกหน้าเป็นอย่างดี

03 รำวงไทยของชาวไทยใหญ่

เจจริงจีนยูนนาน

ความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนอาจทำให้คุ้นชินอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่กับน้ำเต้าหู้กับขนมไข่ฝีมือชาวจีนยูนนานบ้านแอบที่อร่อยกว่าทุกครั้งที่เคยกินมา

ชาวจีนยูนนานหรือจีนคณะชาติเป็นกองกำลังกองพล 93 ก๊กมินตั๋ง ของเจียงไคเช็ค ถอยร่นมาจากการต่อสู้กับกองกำลังของเหมาเจ๋อตง ระหว่างการถอยร่นนั้น ไม่ว่าจะผ่านหมู่บ้านใดชนเผ่าใดก็จะกวาดต้อนมาเข้ากองทัพหมด จนถึงทางใต้ของจีนกองพล 93 ติดตามกองทัพของเจียงไคเช็กที่หนีไปไต้หวันไม่ทัน จึงตั้งมั่นอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา

ต่อมาเมื่อประเทศไทยประสบปัญหาการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์จึงได้ขอให้กองพล 93 ส่งกำลังมาช่วย 6 กองร้อย และเมื่อต่อสู้จนชนะสงคราม ทหารไทยได้ตอบแทนโดยการจัดพื้นที่จำนวน 4,000 ไร่ให้เป็นที่ทำกินซึ่งก็คือ บ้านแม่แอบ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสงครามจะสงบแล้ว แต่วัฒนธรรมการปกครองของกองทัพยังมีอิทธิพลต่อการปกครองหมู่บ้านอยู่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ใหญ่บ้านของแม่แอบจึงเป็นคนจีน (สัญชาติไทย) และเป็นผู้หญิงมาหลายยุคหลายสมัยเนื่องจากผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการรบ

ไม่เว้นวัฒนธรรมการกินที่หลายบ้านยังยึดถือการกินเจตลอดชีวิต ทำให้อาหารขึ้นชื่อของชาวจีนยูนนานหนีไม่พ้นน้ำเต้าหู้ ขนมไข่ ซาลาเปา ขนมข่วงมีถ่วง ขนมไข่งาขาว และผัดหมี่เหลือง นอกจากนี้ ลูกหลานชาวจีนยูนนานมักไปทำงานที่ไต้หวัน ไปเปิดบริษัททัวร์ที่ไต้หวัน แม้กระทั่งไปเป็นบุคคลระดับสูงของไต้หวัน เนื่องจากในชุมชนมีการสอนภาษาจีนตั้งแต่เด็ก และด้วยภูมิหลังเกี่ยวกับกองกำลังของเจียงไคเช็กจึงทำให้เกิดการยอมรับมาก

04 การแต่งกายที่สวยงามของหญิงชาวอาข่า

พิซซ่าลัวะสไตล์

นอกจากรอยยิ้มสดใสและเสื้อผ้าสีฟ้าสดใสในสไตล์ลัวะ อีกหนึ่งสไตล์ที่ถือเป็นเอกลักษณ์มากคือ พิซซ่าลัวะ คาดว่าชื่อนี้ได้มาจากการพยายามอธิบายให้ฝรั่งเข้าใจว่ามันคืออะไร แต่สำหรับคนไทยอาหารชนเผ่าลัวะที่จะกล่าวถึงนี้เรียกว่า ข้าวซอยน้อย

ทว่าเป็นข้าวซอยที่ไม่ใส่ชาม ไม่มีน่องไก่ ไม่มีหมี่เหลืองกรอบเหมือนข้าวซอยทั่วไป เพราะมันทำมาจากแป้งสาลีผสมพริกและเครื่องปรุงร่อนให้ทั่วถาดเหล็กรูปวงกลม โรยหน้าด้วยผักจำนวนมาก จากนั้นนำถาดเหล็กไปลอยบนน้ำเดือด ปิดฝาหม้อให้เกิดกระบวนการนึ่งและอบจนแป้งสุก ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ข้าวซอยน้อยก็พร้อมเสิร์ฟ สมญานามพิซซ่าอาจมาจากการโรยผักบนแป้ง แต่แทนที่จะบางกรอบกลับเป็นอ่อนนุ่มเคี้ยวง่าย ที่สำคัญคือ ไม่อ้วน

หากได้ยินชาวลัวะบอกว่า “ชามๆ” อย่าเผลอยกชามให้ เพราะเขากำลังบอกให้มากินข้าว หรือหากถูกถามต่อว่า “โยมไหม” ก็อย่าเพิ่งยกมือไหว้ เพราะเขากำลังถามว่า อร่อยไหม และตอบกลับไปว่า “โยม” (ยาวๆ)

อาข่ากระทบไม้

เสียงลาวกระทบไม้แว่วมาแต่ไกล พร้อมเสียงเครื่องดนตรีทองเหลืองเคาะเป็นจังหวะเดียวกัน นั่นหมายความกำลังอยู่ใกล้บ้านชาวอาข่า กลุ่มที่มีประชากรหญิงมากกว่าชาย และยังอนุรักษ์วัฒนธรรมของตัวเองไว้อย่างหนักแน่น

เต้นลาวกระทบไม้ หรือตาปาแตะ เป็นการละเล่นชนเผ่าที่มักทำในวันสำคัญ โดยต้องแต่งชุดอาข่าเต็มยศทั้งผู้เล่น ผู้ถือไม้ไผ่ และผู้เล่นดนตรี เนื่องจากเครื่องแต่งกายจะส่งเสียงผสานเป็นองค์ประกอบเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง ซึ่งจะขาดเสียไม่ได้ โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมเล่นได้แต่ก็ไม่ง่ายที่จะข้ามให้ไม่โดนไม้กระทบเท้า

วิถีชาวอาข่าค่อนข้างเรียบง่าย สังเกตได้จากบ้านดินมุงหญ้าคาเกือบติดพื้นที่ยังมีให้เห็นจำนวนมาก ล้อมด้วยแปลงผักสวนครัว และฟืนที่แสดงให้เห็นอีกว่าหลายบ้านยังไม่ใช้ไฟฟ้าดังเช่นในอดีต

ทั้ง 5 ชนเผ่า ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มก็จริง แต่ไม่มีการแบ่งอาณาเขตว่าเผ่าฉันเผ่าเธอ นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินสัมผัสวิถีได้ถึงกันหมด เดินได้ตามอัธยาศัยและไม่จำกัดเวลา ซึ่งหากไปเยือนโดยไม่แจ้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน ต.บ้านแซวล่วงหน้า ก็จะได้พบกับวิถีชีวิตจริงที่อาจแตกต่างจากที่กล่าวมาเล็กน้อย เช่น การละเล่นที่ทำเฉพาะวันสำคัญ หรืออาหารบางอย่างที่ไม่ได้กินทุกวัน จึงอาจไม่เห็นทุกครั้ง แต่สิ่งที่มีแน่นอนคือ “คน” ผู้กุมวัฒนธรรมทุกอย่างไว้ทั้งเครื่องแต่งกาย ภาษา อาหารการกิน วิถีชีวิต และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่มีการจัดฉาก ไม่มีสคริปต์ ไม่มีของปลอม และของจริงจะเป็นเสน่ห์ให้ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ก่อนกลับอย่าลืมให้ชาวอาข่าสอนคำว่า “เยาะโป เยาะทามฝู่มา” ส่วนคำแปลว่าอะไรนั้นคุณน่าจะไปหาคำตอบด้วยตัวเอง

…………ล้อมกรอบ……….

กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านแซว ติดต่อ เศรษฐศักดิ์ พรหมมา ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแซว โทร. 08-1952-7058

………ใต้ภาพ………

00รูปเปิด รอยยิ้มชาวอาข่าหน้าบ้านดินโบราณ

01 เต้นบ่อฉ่องเตออูหรือลาวกระทบไม้ของชาวอาข่า

02 ลัวะสไตล์ในบ้านแม่แอบ

03 รำวงไทยของชาวไทยใหญ่

04 การแต่งกายที่สวยงามของหญิงชาวอาข่า

05 การโม่ข้าวเพื่อทำข้าวแคบ อาหารของชาวไทยใหญ่

06 พิซซ่าลัวะหรือข้าวซอยน้อยของชาวลัวะ

07 แม่ๆ ชาวอาข่าเต้นลาวกระทบไม้

08 พี่สาวชาวไทยใหญ่โชว์ห่อข้าวอาหารประจำเผ่า

09 ขนมเขาควาย สำหรับไหว้บรรพบุรุษ

10 ถักผ้าม่านจากไหมพรม

11 ขนมไข่ฝีมือชาวจีนยูนนาน

 

เขื่อนวชิราลงกรณ หัวใจ แห่งเมืองกาญจน์

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/519065

เขื่อนวชิราลงกรณ หัวใจ แห่งเมืองกาญจน์

โดย โยโมทาโร่

หากใครได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยว จ.กาญจนบุรี เราขอแนะนำให้ลองเดินทางไปเที่ยวที่ อ.สังขละบุรี แดนดินถิ่นชาวมอญ ซึ่งยังคงธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งเราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศริมน้ำอันเลื่องชื่อของที่นี่ หากแม่น้ำแควคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่องเลี้ยงชาวเมืองกาญจน์ เขื่อนวชิราลงกรณ ก็คือหัวใจที่หล่อเลี้ยงเส้นเลือดใหญ่เหล่านี้

เขื่อนวชิราลงกรณ หรือเดิมชื่อเขื่อนเขาแหลม อยู่ห่างจาก อ.เมือง ไปทางเหนือ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 มุ่งหน้าสู่ทองผาภูมิ-สังขละบุรี ราว 153 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนแบบหินถม เสริมดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก นับเขื่อนหินถมแห่งแรกของประเทศไทย

มีรูปแบบการใช้งานอเนกประสงค์โดยมีวัตถุประสงค์ด้านผลิตกระแสไฟฟ้า สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 760 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และควบคุมปริมาณน้ำลงสู่แม่น้ำแควน้อย หากในช่วงเวลาไหนที่โรงผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลมีปัญหา การไฟฟ้าก็จะเร่งกำลังการผลิตจากเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปีป้อนไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ซี่งบางปีเราอาจจะได้เห็นข่าวแม่น้ำแควขึ้นสูงกว่าปกติก็เพราะมีการเร่งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนนี่ละครับ เรียกได้ว่าเป็นเขื่อนใหญ่อันดับ 4 ของประเทศที่ขาดไปไม่ได้เลยจริงๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามักจะมีข่าวลือเรื่องเขื่อนแตกตามคำทำนายอยู่บ่อยครั้ง แต่หากเราได้เห็นสถานที่จริงแล้วจะพบว่ายากมากที่เขื่อนวชิราลงกรณ ที่เป็นปราการกั้นน้ำที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคจะพังทลายลงไปได้ แม้ว่าเขื่อนนี้จะเริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2522 แล้วก็ตามที

ตามประวัติเขื่อนแห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างประมาณ 5 ปี แล้วเสร็จในปี 2527 หลังจากนั้นในปี 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเขาแหลม ต่อมาจึงพระราชทานนามใหม่ว่า “เขื่อนวชิราลงกรณ” ตามพระนามของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ในสมัยยังทรงเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร

เราใช้เวลาเดินทางโดยขับรถจาก อ.เมือง มาถึงเขื่อนราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อเข้าเขตพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ​สิ่งแรกที่เราจะได้เห็นก็คือ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาบรมราชินีนาถ มีศาลาพักผ่อน ตกแต่งด้วยต้นไม้และพุ่มไม้นานาพันธุ์อย่างสวยงาม เราสามารถพักรถรับประทานอาหารบริเวณนี้ก่อนเดินทางไปที่สันเขื่อนได้

ช่วงเวลาแนะนำที่เราแนะนำให้มาเที่ยวที่เขื่อนวชิราลงกรณ คือช่วงประมาณ 06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่อากาศกำลังเย็นสบายลมแรงกำลังดี แสงสวยเหมาะกับการถ่ายภาพอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อขับรถเข้าไปด้านในจะเป็นทางที่ขึ้นไปยังสันเขื่อน เราสามารถขับรถขึ้นไปจอดชมวิวทิวทัศน์บริเวณสันเขื่อนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.

ด้านบนเราจะได้เห็นความสวยงามของเขื่อนที่กั้น แม่น้ำบีคลี่ แม่น้ำซองกาเลีย และแม่น้ำรันตี ก่อนจะไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย ที่เรานิยมไปล่องแพกันนั่นเอง บริเวณโดยรอบเขื่อนระหว่างทางเข้า เราจะได้เห็น มีบริการเช่าเรือ และแพเที่ยวชมเหนือเขื่อน การล่องแพเราจะได้เห็นทิวทัศน์ธรรมชาติ ของอ่างเก็บน้ำที่กินพื้นที่กว้างไปถึง อ.สังขละบุรี ที่มีสะพานมอญ เมืองบาดาล และอุทยานแห่งชาติเขาแหลมที่จะเป็นเป้าหมายต่อไปของเรา

ออกจากเขื่อนวชิราลงกรณ จุดหมายปลายทางคือมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เพื่อพักชมความสวยงามของอ่างเก็บน้ำที่เกิดจากการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ โดยเฉพาะจุดชมวิวป้อมปี่ จุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของที่นี่ การเดินทางมาที่จุดชมวิวป้อมปี่ให้ออกมาถนนสาย 323 มุ่งหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมทางเดียวกับสังขละบุรี

ที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดคือช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. น้ำกำลังเต็มสวยงาม อากาศเย็นๆ ออกไปทางหนาวมากในช่วงกลางคืนเพราะเรากำลังพักอยู่กลางป่าและริมน้ำ เวลาเช้าคุณอาจจะได้เห็นไอหมอกลอยขึ้นจากผิวน้ำยามแสงแรกอาทิตย์ส่องกระทบ

จุดกางเต็นท์ที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ป้อมปี่ ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาเดียวกันกับเทือกเขาตะนาวศรี ทอดตัวตามแนวเหนือใต้ มีความสูงประมาณ 100-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ยอดเขาใหญ่ มีความสูงประมาณ 1,767 เมตร ครอบคลุมทั้งส่วนที่เป็นผืนป่าที่สมบูรณ์โดยรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม กินพื้นที่ใน อ.สังขละบุรี และ อ.ทองผาภูมิ ทิศตะวันตกติดกับเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ทิศเหนือติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และอุทยานแห่งชาติลำคลองงู เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญของ จ.กาญจนบุรีเกือบทั้งหมด หากขาดพื้นที่ป่าเบญจพรรณตรงนี้ไป

ในส่วนของที่พักนักท่องเที่ยวได้รับการปรับปรุงอย่างสวยงามน่าพักผ่อน มีต้นไม้ร่มรื่น สนามหญ้า ปรับพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการกางเต็นท์พักผ่อน เราแนะนำว่าการมาเที่ยวที่นี่หากมีผู้สูงอายุและเด็กติดตามไปด้วยแนะนำให้จองห้องพักในราคาคืนละ 900 บาท จะสบายกว่ามากแต่หากชอบแนวใกล้ชิดธรรมชาตินำเต็นท์มาเอง อาจจะต้องเหนื่อยขนอุปกรณ์ใส่รถเข็นของอุทยานขึ้นเนินเขาสักหน่อยแต่พ้นเนินเขาไปคุณจะได้เห็นวิวอ่างเก็บน้ำแบบ 180 องศาที่มีความสวยงามอย่างน่าประทับใจ

เราแนะนำว่าก่อนมาที่นี่ควรเตรียมอาหารติดสำหรับการประกอบอาหารอย่างน้อยๆ 3 มื้อขึ้นไป แต่ร้านค้าสวัสดิการ ก็มีบริการร้านอาหารและจำหน่ายเครื่องใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อย ขนม เครื่องดื่ม เช่น กาแฟ มีขายน้ำแข็งสำหรับแช่ของสดให้อยู่เหมือนกัน สอบถามเวลาครัวปิดให้ดี แล้วสั่งอาหารสำรองไว้เผื่อหิวกลางคืน หรือตอนเช้าในช่วงที่ครัวยังไม่เปิด

ในช่วงเปิดแอพดูเวลาพระอาทิตย์ตกแล้วรอใช้ขาตั้งกล้องรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกไว้ได้เลยครับหากมาในช่วงประมาณเดือน ธ.ค.-ม.ค. ที่ฟ้าโปร่งใสโชคดีคุณอาจจะได้เห็นทางช้างเผือกปรากฏเหนืออ่างเก็บน้ำพอดี ซึ่งบริเวณนี้ค่อนข้างไกลจากตัวเมืองอยู่พอสมควรจะทำให้เราเห็นดาวได้ค่อนข้างชัดเจนกว่าบริเวณอื่นๆ

ส่วนช่วงเช้าเราแนะนำให้ออกเดินทางไปยังสะพานมอญที่อยู่ไม่ไกลกันมากนักเพื่อชมวิถีชีวิตอันแสนเรียบง่ายหรืออาจจะเช่าเรือชมเมืองบาดาล เป็นอันจบทริปเดินชมหัวใจแห่งเมืองกาญจน์อันแสนงดงามไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวใดในประเทศนี้เลย

 

ดีต่อใจ @ บึงบอระเพ็ด

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/517816

ดีต่อใจ @ บึงบอระเพ็ด

เรื่อง สืบสิน ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

พอย่างเข้าเดือน ต.ค. พื้นน้ำอันกว้างใหญ่ก็จะเต็มไปด้วยทุ่งดอกบัวแดงเต็มผืนน้ำ พร้อมกับการมาเยือนของบรรดานกที่หนีหนาวแล้วมาสัมผัสกับอากาศเย็นกำลังดีของที่นี่ทุกปี นี่คือ “บึงบอระเพ็ด” จ.นครสวรรค์ ดังที่ปรากฏอยู่ในคำขวัญจังหวัดว่า “เมืองสี่แคว แห่มังกร พักผ่อนบึงบอระเพ็ด ปลารสเด็ดปากน้ำโพ”

บึงบอระเพ็ด เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มีพื้นครอบคลุม 3 อำเภอใน จ.นครสวรรค์ ได้แก่ อ.เมือง อ.ชุมแสง และ อ.ท่าตะโก ในอดีตนั้นถือว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก จึงได้รับการประกาศให้เป็น “เขตห้ามล่าสัตว์ป่า” ในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งปัจจุบันมีการแบ่งโซนให้เป็นเขตพื้นที่หวงห้าม เขตอนุรักษ์โซนท่องเที่ยว และเขตพื้นที่ที่อนุญาตให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำการประมงได้ เราจึงได้พบเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านลอยเรือออกหาปลายามเช้า บ้างก็มาเก็บบัวหลวง บ้างก็เก็บสายบัว

บึงบอระเพ็ดนอกจากจะมีพืชพันธุ์ไม้น้ำอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมปลาน้ำจืดหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีพันธุ์ปลาที่หายาก อย่างเช่น ปลาเสือตอ ปลาเสือพ่นน้ำ ปลากระโห้ เป็นต้น รวมถึงยังเคยเป็นแหล่งอาศัยของจระเข้น้ำจืด ซึ่งมีข้อมูลระบุว่าในอดีตบริเวณ “สะดือบึง” เคยมีจระเข้อาศัยอยู่อย่างชุกชุม สามารถเห็นตัวได้ง่าย แต่ปัจจุบันคาดว่าไม่มีจระเข้ตามธรรมชาติหลงเหลืออยู่ในบึงแล้ว จะมีก็แต่จระเข้เลี้ยงในฟาร์มที่(เผลอ)หลุดมาให้เป็นข่าวฮือฮาบ้างเป็นครั้งคราว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนี้บึงบอระเพ็ดยังมีนกน้ำ นกประจำถิ่น และนกอพยพอาศัยหากินอยู่มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงนกน้ำของไทย” และเป็นแหล่งชมนกชั้นเลิศ 1 ใน 9 ของโลก นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญยิ่งของเมืองไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีการค้นพบ “นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร” (White-eyed River-Martin : Pseudochelidon sirintarae หรือ Eurochelidon sirintarae) เป็นครั้งแรกของโลก แต่ปัจจุบันไม่มีถูกพบเห็นมานานมาก คาดว่าอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว มีเพียง “อนุสาวรีย์นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร” ตั้งเด่นอยู่ริมบึง ใกล้ๆกับจุดสะพานที่ทอดยาวเดินชมวิว ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบึงบอระเพ็ดจะจัดเรือเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิถีชีวิตของนกน้ำเหล่านี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีคนบอกเล่าให้ฟังอย่างเพลิดเพลินทีเดียว

ทุ่งบัวหลวงและทุ่ง “บัวสาย” หรือ “บัวแดง” ยังเป็นอีกเสน่ห์ของบึงน้ำแห่งนี้ ที่ในช่วงนี้มันต่างพร้อมใจกันออกดอกรับแสงแดดยามเช้า เป็นดังทะเลบัวแดงอันสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม และเหล่าหมู่นกได้โฉบบินเริงร่าหาเหยื่ออยู่ในฝูงทะเลบัวแดง ดูน่าตื่นตาตื่นใจ

ขณะที่พืชพันธุ์อื่นๆ นอกจากบัวหลวง บัวสาย แล้วที่นี่ยังมีพืชพันธุ์อีกกว่า 50 ชนิด ถือเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของเหล่าสรรพสัตว์ โดยเฉพาะในบริเวณ “กอสนุ่นกลางน้ำ” ที่ประกอบไปด้วยพืชพันธุ์ลอยน้ำอันหลากหลาย ดูประหนึ่งพรมสีเขียวขนาดใหญ่ปกคลุมเหนือผิวน้ำให้เหล่ามวลหมู่นกออกหาปลา หาหอย กินบนพรมลอยน้ำแห่งนี้อย่างเพลินใจ

นอกจากทุ่งดอกบัวและนกนานาพันธุ์แล้ว บึง บอระเพ็ดยังมีอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ด ที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำชนิดต่างๆ ที่หาชมได้ยาก โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด โทร. 056-274525

 

เที่ยวแพ็กคู่กับมนุษย์เงินเดือน

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/517683

เที่ยวแพ็กคู่กับมนุษย์เงินเดือน

โดย รอนแรม ภาพ : รีวิวพาไป

“อยากไปเที่ยวจะยากอะไร… ก็แค่เก็บกระเป๋า ใส่รองเท้า แล้วออกเดินทาง”

คำจำกัดความของเพจเฟซบุ๊ก ReviewPapai – รีวิวพาไป น่าจะอธิบายความคลั่งไคล้ของคู่หูนักเดินทางได้เป็นอย่างดี

เธอคือ ต้าร์-ธัญพร กิติกุลวรากร ผู้อยากเที่ยวจนลาออกจากงาน และ แต๋ม-สาธิยา อามาตย์มนตรี คนบ้างานจนไม่มีเวลาเที่ยว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งคู่ทำงานประจำอยู่ที่เว็บไซต์ readme.me แพลตฟอร์มที่ให้บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวเข้ามาเขียนรีวิวและร่วมแชร์ประสบการณ์ทั้งเส้นทาง ที่พัก อาหาร และเรื่องราวต่างๆ ระหว่างเดินทาง เพื่อสร้างสังคมของนักเดินทางทั้งไทยและต่างประเทศ

ต้าร์และแต๋มเริ่มจริงจังกับการสร้างเพจรีวิวพาไปราว 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมเขียนรีวิวในเว็บไซต์ readme.me/id/ReviewPapai ควบคู่กันไปด้วย

“เราสองคนทำงานฟูลไทม์จันทร์ถึงศุกร์ ดังนั้นเวลาเดินทางของเราจึงเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป” แต๋มกล่าว พร้อมขยายความต่อว่า

“ต้าร์ะเจป็นช่างภาพ ส่วนแต๋มเป็นคนเขียนคอนเทนต์ ซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาเราออกต่างจังหวัดกันเกือบทุกสัปดาห์ โดยส่วนใหญ่เราจะไปต่างจังหวัด เพราะเรามีเวลาเดินทางไม่มาก และสองคือประเทศไทยยังมีที่ที่สวยและคนยังไม่รู้จักอีกเยอะ เราเลยอยากเก็บในประเทศให้ครบก่อน”

ต้าร์กล่าวเสริมว่า แม้ว่าการเดินทางในปัจจุบันจะกลายเป็นงาน แต่เธอทั้งคู่ยังแบ่งสัดส่วนให้ทริปตามใจประมาณร้อยละ 30 เพื่อชาร์จพลังให้เต็มที่ก่อนกลับมาทำงาน

“ถ้าให้เลือกภูเขากับทะเล เราสองคนชอบไปภูเขา ชอบน้ำตก ชอบป่าไม้ และชอบไปนอนดูหมอก” ต้าร์ยกตัวอย่างทริป เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ที่ไม่มีการวางแผนใดๆ แค่เก็บกระเป๋า ใส่รองเท้า แล้วออกเดินทาง พวกเธอก็ได้ไปนอนให้ทะเลหมอกกอดถึงหน้าห้องแล้ว

“พอเริ่มทำเพจด้วยกันทำให้รู้เลยว่าชีวิตมันมีอะไรที่มากกว่างาน” อดีตคนบ้างานสารภาพ

“ชีวิตเรามันต้องออกไปเจอโลกกว้าง บางทีคิดอะไรไม่ออก การออกไปเที่ยวพักผ่อนในวันเสาร์อาทิตย์ก็ถือว่าเป็นการเติมพลัง ชาร์จแบตให้ชีวิต ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และทำให้พร้อมกับมาทำงานใหม่อีกครั้ง”

นอกจากนี้ จุดเด่นของเพจรีวิวพาไปไม่ได้มีเพียงรายละเอียดของที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก แต่ยังรวมถึงวิธีการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา “ไม่เน้นโฆษณา แต่เน้นให้ความจริงผ่านประสบการณ์จริง” เพื่อให้ลูกเพจได้รับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด และสามารถเดินทางไปตามรอยได้โดยไม่รู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่คาดหวังไว้

“เพราะยูสเซอร์ต้องการความจริง บอกข้อมูลจริง บอกราคาที่พัก บอกวิธีการไป พวกเขาจะตัดสินใจได้เลยว่าอยากไปหรือเปล่า โดยไลฟ์สไตล์ของเราจะเป็นชอบเที่ยวชิลๆ แม้ว่าจะชอบภูเขาน้ำตก แต่เราจะเป็นสายชิลคือไม่เดินป่าปีนเขา แต่ยังอยากอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ” แต๋มกล่าวเพิ่มเติม

และในอนาคตอันใกล้เพจรีวิวพาไป จะเน้นวิดีโอมากกว่าเดิม ตามเทรนด์ของการเสพเนื้อหาที่ตอนนี้คนเริ่มให้ความสนใจคลิปวิดีโอสั้นๆ มากขึ้น

คู่หูนักเดินทางยังได้ฝากข้อความถึงมนุษย์เงินเดือนทุกคนว่า ชีวิตที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาผ่อนคลาย คือชีวิตที่น่าเบื่อ เพราะการออกเดินทางไปเจอสิ่งใหม่ๆ จะนำมาซึ่งไอเดียใหม่ๆ และมุมมองการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ซึ่งมันหาไม่ได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์

“ไม่จำเป็นต้องรวยก็เที่ยวได้” ต้าร์กล่าวทิ้งท้าย

“อย่างเราสองคนที่แม้จะเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ก็ยังมีเวลาพาตัวเองออกเดินทาง เพราะมันเป็นความสุขที่เราทำเพื่อตัวเองได้ รวมถึงยังเป็นการใช้เวลาที่ดีกับคนรัก กับครอบครัว ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว”

ติดตามการเดินทางของต้าร์และแต๋มได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ReviewPapai – รีวิวพาไป และเว็บไซต์ readme.me/id/ReviewPapai

 

ท่องเที่ยวไหม ต้องไป ‘สนวนนอก’

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/517667

ท่องเที่ยวไหม ต้องไป ‘สนวนนอก’

บรรยากาศบ้านสนวน รีสอร์ท

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

คำว่า “บ้านนอก” อาจมีความหมายในทางลบ แต่สำหรับบางคนคำนี้อาจหมายถึง “จุดหมายปลายทาง” อย่าง “สนวนนอก” บ้านนอกของบุรีรัมย์ที่ไม่ใช่เรื่องแปลกหากไม่เคยได้ยิน

“ถิ่นผ้าไหมหางกระรอกคู่ ผู้คนชุมชนน้ำใจงาม ล้นหลามความรักสามัคคี มากมีอารยธรรมโบราณ ตำนานคู่กำแพงดิน ถิ่นแดนนี้บ้านสนวนนอก”

ผู้นำชุมชนมักแนะนำบ้านเกิดของตนเองด้วยคำขวัญที่ชาวบ้านทุกคนช่วยกันขมวดทุกอย่างให้อยู่ในกลอนสุภาพ โดยสิ่งที่โดดเด่นที่สุดมักอยู่ในประโยคแรก ทำให้ไม่บอกก็รู้ว่าบ้านนี้โด่งดังเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งชาวบ้านได้พัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสุดน่ารัก แค่เริ่มต้นด้วยการนั่งรถกระสวยอวกาศเข้าหมู่บ้านก็ประทับใจแล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นั่นก็เพื่อจำกัดปริมาณรถของนักท่องเที่ยวและเพื่อความประทับใจแรกที่มิอาจลืมเลือน รถกระสวยอวกาศจึงต้องออกโรงมาต้อนรับตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้าพี่ป้าน้าอา ซึ่งรถที่ว่ามีลักษณะคล้ายรถรางแต่ถูกแต่งใหม่ให้เป็นรูปทรงกระสวยอวกาศพุ่งทะยานแบบเอื่อยๆ สู่บ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ โดยระหว่างทางนั้นพี่ปลัดก็เล่าประวัติหมู่บ้านให้ฟังว่า

บ้านสนวนนอกเป็นชุมชนคนเขมร ใช้ภาษาถิ่นเขมรในการสื่อสาร อาศัยอยู่ในเมืองโบราณเป็นเนินดินรูปทรงกลม มีกำแพงดินและคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น แต่ปัจจุบันมีคันดินให้เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น และมีขี้ตะกรันทับถมจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ได้แก่ เศษภาชนะกระเบื้อง ขี้ตะกรันจากการถลุงโลหะ ไหโบราณบรรจุกระดูก หินทราย อิฐ และโบสถ์โบราณที่ทำด้วยดินดิบ

ชาวบ้านสนวนนอกส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยหลักจะทำนา รองลงมาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมที่มีลวดลายเอกลักษณ์โบราณของท้องถิ่น คือ ผ้าไหมหางกระรอก (ภาษาเขมรเรียกว่า กระนึว) ผ้าไหมคลุมไหล่ยกดอกแก้ว ผ้าโสร่ง และผ้าขาวม้า

รวมถึงศิลปวัฒนธรรมที่ขาดไม่ได้คือ การแสดงเรือมตร๊ด หรือ รำตร๊ด เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้มาแต่โบราณ และเมนูอาหารท้องถิ่นอย่าง แกงกล้วย หรือซันลอว์เจ๊กจ์ ที่ใช้กล้วยหอมทิพย์ดิบแกงใส่หมูสามชั้นหรือไก่ ข้าวต้มด่าง ขนมตดหมา และอาหารจากดักแด้ตามแบบฉบับของชาวอีสานใต้แท้ๆ

ทว่าก่อนจะได้เรียนรู้กระบวนการและสัมผัสทั้งหมดที่กล่าวมา รถกระสวยอวกาศจะหยุดจอดอยู่หน้าหมู่บ้านเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ไหว้ศาลหลวงปู่อุดมอันศักดิ์สิทธิ์ ต่อเนื่องด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ชุมชนที่วัดบ้านสนวนนอก เพื่อแสดงการไปมาลาไหว้ตามขนบคนไทยและเพื่อความสบายจิตสบายใจของผู้มาเยือน

หลังจากนั้นรถกระสวยอวกาศได้ผ่านดาวเคราะห์น้อยสีเขียวอ่อนที่เต็มไปด้วยต้นข้าววัยละอ่อน กับเจ้าผู้ครองนครมือถือเคียว ก่อนที่รถจะลอยละล่องไปตามกาแล็กซีดินแดงสู่สะพานยายชุน ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงคนสำคัญผู้มีอุปการคุณต่อชุมชน ซึ่งบริการจะไปสิ้นสุดที่สถานีปลายทางลานกิจกรรมหมู่บ้าน ริมคอกควายสุดคลาสสิกเป็นจุดที่ผู้โดยสารทุกคนต้องลงไปสำรวจต่อด้วยการเดินเท้าบนดาวเคราะห์ที่งดงามดวงนี้

ดาวหางกระรอก

มองไปบ้านไหนก็จะเห็นแปลงปลูกมัลเบอร์รี่หรือต้นหม่อนสีเขียวขจีอยู่หน้าบ้าน ซึ่งชาวบ้านตั้งใจปลูกไว้เป็นอาหารของหนอนไหมมากกว่าจะรอให้มันแตกผลแล้วนำไปรับประทาน โดยในอดีตแม่บ้านจะนิยมทอผ้าในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา แต่ปัจจุบันทำได้ตลอดปีเพราะสามารถผลิตผ้าไหมได้เองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นั่นหมายความว่า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูกและเก็บใบหม่อน การเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อม และการทอผ้า ซึ่งโดยปกติหนึ่งบ้านสามารถทำเองได้หมดทุกขั้นตอน แต่สำหรับภารกิจพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ขั้นตอนต่างๆ จึงถูกกระจัดกระจายออกไปตามบ้านต่างๆ เพื่อให้บ้านที่ถนัดได้โชว์ฝีมือ และยังเป็นกุศโลบายให้คนที่ไม่เคยมาได้เที่ยวชมบ้านสนวนนอกจนรอบไปโดยไม่รู้ตัว

เอกลักษณ์ของผ้าไหมที่นี่นอกจากจะมีลายหางกระรอกที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว ผ้าไหมทุกผืนยังเป็นแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ย้อมด้วยสีธรรมชาติ และทอด้วยหัวใจ คุณค่าของผ้าไหมทุกผืนจึงมากกว่าราคาที่ติดขายไว้มาก และรายได้จากผ้าไหมยังทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากประกอบกับการทำนาและหัตถกรรม

ดาวกระดิ่ง

ภูมิปัญญาโบราณที่นำไม้เนื้อแข็งมาดัดแปลงเป็นกระดิ่งห้อยคอสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นตัวส่งเสียงให้ทราบว่า วัวควายของตนเองอยู่บริเวณไหนของผืนนา ซึ่งความพิเศษของกระดิ่งคือ เสียง ที่ไม่เหมือนกันเลยสักอันเดียว แม้ว่าจะทำมาจากมือคนเดียวกันก็ตาม จึงไม่แปลกใจว่าทำไมจึงตามวัวควายได้ไม่ผิดตัว

นักท่องเที่ยวจะได้ลองทำกระดิ่งจากช่างไม้ โดยส่วนมากจะจับสิ่วได้ไม่เกิน 5 นาทีก็ต้องถอนตัวไปเพราะเป็นงานนี้นอกจากฝีมือ ยังต้องใช้ความอดทนและความแข็งแกร่งของร่างกาย เห็นกล้ามของคุณลุงในวัยเฉียดคุณตาคนนี้แล้วก็อธิบายได้ว่า เหตุแห่งกล้ามตั้งแต่ไหล่ไปจนถึงข้อเท้าเป็นผลมาจากกระดิ่งที่แขวนอยู่เต็มบ้านลุงนี่เอง

นอกจากนี้ ใกล้ๆ กับดาวจักสานยังมีดาวแห่งการจักสาน ภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำวัสดุหาง่ายในพื้นถิ่นมาจักสานเป็นข้าวของเครื่องใช้ทั้งพัด ฝาชี สุ่มไก่ กระด้ง ตะกร้า และอุปกรณ์ทำการเกษตรต่างๆ ซึ่งทักษะการจักสานเป็นบรรทัดฐานของคนสมัยก่อนว่า หากชายใดจะแต่งงานต้องมีความสามารถในการจักสาน เพราะเป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงครอบครัว เช่นเดียวกับการเป็นหญิงที่ต้องทอผ้าได้เพื่อทักทอเครื่องนุ่งห่มให้สามีและลูกสวมใส่

ก่อนจะไปหยุดที่ดาวนก บ้านที่นำเปลือกมะพร้าวและกะลามะพร้าวมาต่อยอดสู่ของประทับและของใช้ภายในบ้าน โดยนำความรู้ด้านศิลปะและงานหัตถกรรมเข้าไปสร้างสรรค์ของไร้ค่าที่ต้องย่อยสลายตามกาลเวลาให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง คือนำเปลือกมะพร้าวมาทำเป็นนก ผึ้ง มด แขวนไว้หน้าบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงกะลามะพร้าวทำเป็นถ้วยกาแฟสุดเก๋ที่ทั้งเท่และทนทาน

งานหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านี้คือวิถีชีวิตที่ไม่ต้องเสริมเติมแต่ง หากไม่มีใครมาชม ชาวบ้านก็ทำเป็นปกติ หรือหากไม่มีเงินจากต่างถิ่นเข้ามาซื้อ พวกเขาก็ขายคนในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงกันเอง เพราะนี่คือการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อให้คนนอกชุมชนได้เรียนรู้ความหลากหลายของชีวิต

วิถีที่หลายคนอาจเรียกว่า บ้านนอก แต่ช่างเป็นชีวิต นอกบ้าน ที่ควรออกไปสัมผัส

ชุมชนบ้านสนวนนอกพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยที่พักแบบโฮมสเตย์และรีสอร์ท (ที่ดีและใหญ่เกินความคาดหมาย) ชื่อ บ้านสนวน รีสอร์ท

สำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ติดต่อโทร. 08-5411-4435, 09-5801-1693, 08-7435-3237 หรือเพจเฟซบุ๊ก หมู่บ้านท่องเที่ยวไหม “บ้านสนวนนอก” อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์

…………ใต้ภาพ………….

00 รูปเปิด คุณยายปั่นไหมอยู่ใต้ถุนบ้าน

รูปเปิด คุณยายปั่นไหมอยู่ใต้ถุนบ้าน

01 ควันโพยพุ่งออกจากหม้อย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

ควันโพยพุ่งออกจากหม้อย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ

02 ตักบาตรยามเช้าที่บ้านสนวนนอก

ตักบาตรยามเช้าที่บ้านสนวนนอก

03 การสาวไหมจากรังดักแด้

การสาวไหมจากรังดักแด้

04 ชาวบ้านล้อมวงเต้นรำตร๊ด

ชาวบ้านล้อมวงเต้นรำตร๊ด

05 คุณลุงช่างไม้ทำกระดิ่งวัว

คุณลุงช่างไม้ทำกระดิ่งวัว

06 กระดิ่งวัวถูกแปรสภาพให้เล็กลงเป็นของที่ระลึก

กระดิ่งวัวถูกแปรสภาพให้เล็กลงเป็นของที่ระลึก

07 บ้านทำพัดจากไม้ไผ่

บ้านทำพัดจากไม้ไผ่

08 พระสงฆ์เปิดหน้าต่างวัดบ้านสนวนนอก

พระสงฆ์เปิดหน้าต่างวัดบ้านสนวนนอก

09 ทุ่งนาสูงเท่าตัวชาวนา

ทุ่งนาสูงเท่าตัวชาวนา

10 พิธีบายศรีสู่ขวัญจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน

พิธีบายศรีสู่ขวัญจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน

11 บ้านประดิษฐ์นกจากเปลือกมะพร้าว

บ้านประดิษฐ์นกจากเปลือกมะพร้าว

12 การเก็บใบหม่อนเพื่อนำไปเลี้ยงหนอนไหม

การเก็บใบหม่อนเพื่อนำไปเลี้ยงหนอนไหม

13 จุดถ่ายภาพบนบ้านโบราณ

จุดถ่ายภาพบนบ้านโบราณ

14 รถกระสวยอวกาศพาชมหมู่บ้าน

รถกระสวยอวกาศพาชมหมู่บ้าน

15 แม่บ้านโชว์ผ้าไหมลายหางกระรอก

แม่บ้านโชว์ผ้าไหมลายหางกระรอก

16 ลาบดักแด้ เมนูยอดฮิตของหมู่บ้านหม่อนไหม

ลาบดักแด้ เมนูยอดฮิตของหมู่บ้านหม่อนไหม

17 สะพานยายชุนข้ามไปสู่ทุ่งนา

สะพานยายชุนข้ามไปสู่ทุ่งนา

18 บรรยากาศบ้านสนวน รีสอร์ท

 

%d bloggers like this: