เที่ยวทั่วไทย

All posts tagged เที่ยวทั่วไทย

ตามหาแรงโน้มถ่วง ปั้นหม้อบ้านทุ่งหลวงสุโขทัย

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/526061

ตามหาแรงโน้มถ่วง ปั้นหม้อบ้านทุ่งหลวงสุโขทัย

โดย/ภาพ กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ใครที่นั่งเครื่องบินไปสุโขทัยแล้วมองเห็นแผ่นดินรูปหัวใจ คงสงสัยว่าที่นั่นคือที่ไหน และไม่แคล้วต้องฉงนใจถ้าเฉลยว่าที่นั่นคือ แก้มลิง

ในวิชารักแรงโน้มถ่วง 1 ใน 9 วิชา ๙ หน้า ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สอนให้รู้จัก “โครงการแก้มลิงในพระราชดำริ ทุ่งทะเลหลวง” ต.บ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย หรือแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9

เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ เยือนสุโขทัยเมื่อปี 2535 ทรงมีพระราชดำรัสว่า “แม่น้ำยมในฤดูฝนมีน้ำมาก ในฤดูแล้งเกือบไม่มีน้ำ ให้พิจารณากั้นน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อผันน้ำเข้าคลองธรรมชาติที่มีอยู่เดิมทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของแม่น้ำยมและขุดลอกให้สามารถส่งน้ำไปกักเก็บไว้ตามหนองบึงตามธรรมชาติได้”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อันเป็นที่มาของโครงการพัฒนาและจัดการแหล่งน้ำในหลายพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ทุ่งทะเลหลวง โดยได้น้อมนำตำราแก้มลิงมาใช้เพื่อให้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ กักเก็บน้ำไว้ในช่วงหน้าแล้ง และบรรเทาอุทกภัยในช่วงหน้าฝน ด้วยการเป็นแหล่งรับน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหล่บ่าล้นตลิ่งฝั่งขวา น้ำห้วยท่าแพ น้ำแม่มอก ที่ไหลมาจากสวรรคโลก และน้ำแม่รำพัน น้ำแม่กองค่าย จากบ้านด่านลานหอย ให้ไหลมารวมกันบริเวณที่ลุ่มซึ่งเป็นหลักการตามธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงโลก

การทำแก้มลิง คือ การจัดหาพื้นที่ เช่น สระ คลอง บึง หรือพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่เพื่อชะลอและรองรับมวลน้ำที่จะไหลบ่าลงมาเป็นการชั่วคราว เมื่อน้ำในทะเลลดลงจึงค่อยๆ ระบายน้ำในแก้มลิงลงสู่ทะเลตามหลักแรงโน้มถ่วง โดยทฤษฎีนี้ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้มองเห็นจากพฤติกรรมของลิงทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์ เพราะเวลาที่ยื่นกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือกแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว แต่แทนที่จะกลืนลงไปกลับกักอาหารไว้จนเต็มกระพุ้งแก้ม พอถึงเวลาจึงค่อยดุนกล้วยมากินทีละนิดในภายหลัง

แก้มลิงในทุ่งทะเลหลวงมีความบังเอิญตามลักษณะภูมิประเทศทำให้มีลักษณะเป็นรูปหัวใจขนาดใหญ่ ส่วนเกาะที่ยื่นออกมาได้ถูกออกแบบเป็นรูปหัวใจตามนั้น ในปี 2553 มีการทำบุญพิธีกลั่นแผ่นดิน ทุกครอบครัวในแต่ละหมู่บ้านจำนวน 843 หมู่บ้านได้นำดินจากหมู่บ้านมาที่บริเวณเกาะกลางน้ำ แล้วตั้งปณิธานร่วมกันว่า จะร่วมกันสร้างแผ่นดินนี้ให้เจริญรุ่งเรือง จากนั้นได้นำดินของทุกคนไปวางรองรับพระพุทธรัตนสิริสุโขทัย ณ มณฑปทรงจตุรมุข และเรียกพื้นที่นี้ว่า “แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ” เพื่อสื่อถึงแผ่นดินที่เป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความปรองดองของชาวสุโขทัยและเชื่อมโยงความผูกพันกับบรรพบุรุษสมัยสุโขทัยด้วย

พระพุทธรัตนสิริสุโขทัย ที่ประดิษฐานอยู่ในมณฑปทรงจตุรมุขบนเกาะกลางน้ำนั้น เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่า 700 ปี ทำจากสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย คาดว่า สร้างมาตั้งแต่ปี 1845 ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ซึ่งเคยจมอยู่ในแม่น้ำยมก่อนถูกค้นพบในปี 2546 และได้อัญเชิญมาประดิษฐานบนมณฑปกลางน้ำ

นอกจากนี้ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสุโขทัย บนเส้นทางเดินรอบมณฑปท่ามกลางสวนต้นไม้และความสวยงามของผืนน้ำที่จะยิ่งสวยงามขึ้นในช่วงพระอาทิตย์ตก

ห่างจากทุ่งทะเลหลวงไปไม่ไกลจะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจตามวิถีใกล้ชิดกับแหล่งน้ำและดิน ณ “บ้านทุ่งหลวง” อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผา บ้านหน้าวัดลาย ที่ชาวบ้านได้นำดินจากแหล่งน้ำมาผลิตเครื่องปั้นดินเผานานนับร้อยๆ ปี

หนองทองเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ของบ้านทุ่งหลวงที่ชาวบ้านจะใช้ดินจากแหล่งน้ำนี้ไปผลิตเครื่องปั้นดินเผาจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในจดหมายที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ได้บันทึกเมื่อครั้งเดินทางมาสำรวจมณฑลพิษณุโลก เมื่อปี 2544 ว่า

“วันที่ 18 เวลาตื่นนอนเช้า พระยาสุโขทัยเอาหม้อกรันมาให้ 3 ใบ เป็นหม้อที่ตั้งใจทำอย่างประณีต ภาษาบ้านนอกเขาทำที่บ้านทุ่งหลวงอยู่ใต้เมืองสุโขทัยตะวันตก หม้อใหญ่กระพุงเกือบ 2 ศอก เขาก็ทำมีชุมพละสีหะสมคราม ให้มาแต่วังไม้ขรก็มี”

ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบ้านทุ่งหลวง มีการปั้นเครื่องปั้นดินเผามานานนับร้อยปี ซึ่งหม้อกรันที่ถูกบันทึกไว้นั้นเป็นหม้อน้ำโบราณ คนโบราณเชื่อว่า หากมีไว้ในบ้านจะช่วยเสริมสิริมงคล จึงมักให้เป็นของขวัญหรือของชำร่วยในงานพิธีขึ้นบ้านใหม่ ตามคำพ้องเสียง กรัน และ กัน นอกจากนี้ องค์ประกอบของหม้อกรันยังมีความหมายที่ดี ฝาปิด หมายถึง มีกินมีใช้ กระพุงตรงกลาง หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ และฐาน หมายถึง ความมั่นคงในการดำรงชีวิต

บ้านทุ่งหลวงมีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่แตกต่างจากที่อื่น คือ นอกจากดินเหนียวจะมีสีดำสนิทแล้ว ยังมีการผสมทรายลงไปเพื่อทำให้แข็งแกร่ง ทนความร้อนได้มากขึ้น เมื่อเผาจะได้สีแดงมันวาว ซึ่งในอดีตเตาเผาจะเป็นเตาสุมแบบเปิดโล่ง แต่ปัจจุบันมีการก่อกำแพงอิฐล้อมรอบ ใช้ความร้อน 1,250 องศาเซลเซียส เผานานถึง 2 วันจะเสร็จสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวสามารถชมกระบวนการทำและซื้อเครื่องปั้นดินเผาราคาไม่แพงได้ที่ “วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน” โดยมีชาวบ้านมาสาธิตการทำหม้อกรัน การพิมพ์ลายด้วยไม้แกะสลัก หรือจะลองลงมือปั้นหม้อด้วยเครื่องปั้นโบราณก็จะได้เรียนรู้และซึมซับวิถีชาวบ้านไปในตัว ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาบ้านทุ่งหลวงทุกชิ้นถือว่ามีชิ้นเดียวในโลก เพราะกระบวนการทำด้วยมือหรือแฮนด์เมดทั้งหมดทำให้ทุกชิ้นจะมีความแตกต่างบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์

สำหรับใครที่เดินจนติดลมและติดใจก็สามารถพักค้างแรมแบบโฮมสเตย์ได้ในบ้านทุ่งหลวง โดยมีกลุ่มท่องเที่ยวโฮมสเตย์เป็นผู้จัดการ ราคาโฮมสเตย์เริ่มต้นที่ราคา 600-1,000 บาท พร้อมอาหารพื้นบ้าน และหากไปในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวก็อาจมีกิจกรรมเสริมเป็นการเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมเพิ่มเติมจากหัตถกรรมด้วย

ติดต่อ วันชัย โมรัษเฐียร ประธานกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาบ้านทุ่งหลวงและประสานงานการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ โทร. 08-1281-1367

ตลาดน้ำท่าคา สืบสานวิถีชีวิตไทย

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/525943

ตลาดน้ำท่าคา สืบสานวิถีชีวิตไทย

โดย  ภาดนุ

ตลาดน้ำท่าคา เป็นตลาดน้ำที่สืบสานวิถีความเป็นอยู่แบบไทยๆ ของคนในชุมชน ตั้งอยู่บริเวณ ต.ท่าคา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

ถือเป็นตลาดนัดทางน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ซึ่งมีอาชีพทำสวนปลูกพืชชนิดต่างๆ ไว้ได้อย่างดี

ทุกครั้งที่มีการเปิดตลาดนัด ชาวบ้านจะพายเรือนำผลผลิต พืชผัก และผลไม้จากสวนของตัวเอง เช่น พริก หอม กระเทียม ฝรั่ง มะพร้าว ชมพู่ ส้มโอ และอื่นๆ มาขาย หรือแลกเปลี่ยนกันในชุมชน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

บรรยากาศสองฝั่งบริเวณตลาดน้ำร่มรื่นไปด้วยสวนมะพร้าวและสวนผลไม้

ตั้งแต่ 7 โมงเช้าชาวบ้านจะเริ่มทยอยพายเรือออกมาจากสวน บางคนก็มาจากละแวกใกล้เคียงโดยบรรทุกผลไม้ พืชผัก ขนม ของกินของใช้ ล่องเรือมาขาย

สินค้าที่หลากหลายเหล่านี้เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่น สภาพภูมิประเทศ พืชพันธุ์ ผลผลิต และวิถีชีวิตผู้คนได้เป็นอย่างดี

ตลาดน้ำท่าคาจึงเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบันไว้ด้วยกัน แล้วยังเป็นศูนย์กลางการพบปะของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวจากภายนอก

บริเวณที่ติดตลาดน้ำจะมีทางเดินปูนริมน้ำและสะพานข้ามคลอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมตลาดน้ำได้อย่างทั่วถึง

บริเวณด้านหน้าทางเข้าตลาดน้ำ มีศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตลาดน้ำท่าคา มีสินค้าและผลิตภัณฑ์ในชุมชนวางขาย และยังมีการสาธิตการเคี่ยวน้ำตาลโตนด หรือหยอดตาลด้วย

นอกจากชมวิถีชีวิตชาวตลาดน้ำแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถติดต่อเช่าเรือพายเที่ยวชมหมู่บ้านและสวนผลไม้ในบริเวณนั้นได้อีกด้วย

โก๋ท่าคา (มานพ หลีลำยอง) วัย 45 ปี อาชีพอิสระ-ค้าขาย ซึ่งอยู่ในตลาดมา 10 กว่าปี เล่าว่า เขาเป็นพ่อค้าที่ประดิษฐ์กรอบรูปจักรยานแฮนด์เมดขาย โดยเปิดร้านอยู่หน้าตลาดน้ำท่าคา ซึ่งกรอบรูปเล็กๆ นี้ทำมาจากกิ่งต้นลำพูจากธรรมชาติ โดยนำมาดัดให้เป็นรูปทรงจักรยานเล็กๆ และทาสีสันให้สวยงาม

“กรอบรูปนี้ทำจากไม้ โดยจะมีตัวหนีบสำหรับแขวนรูปอยู่ด้านบนของจักรยาน สามารถหนีบรูปได้หลายรูป ผมทำขายมา 10 ปีแล้ว กรอบรูปขนาด 15 ซม. ขายในราคา 200 บาท สัปดาห์หนึ่งผมจะทำออกมา 10-20 อัน

ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งต่างชาติ แต่ก็มีลูกค้าคนไทยซื้อด้วยเช่นกัน บางช่วงขายดีมาก แต่ผมก็มีอีกอาชีพหนึ่งคือการจัดฉากหรือพร็อพถ่ายรูปตามรีสอร์ทต่างๆ ด้วย เรียกว่ามีอาชีพอิสระและค้าขายที่ทำแล้วมีความสุข”

โก๋ท่าคา ฉายภาพให้เห็นว่า คนที่ตลาดน้ำท่าคาส่วนใหญ่จะขายพืชผลทางการเกษตร ผักสวนครัว ผลไม้ เรียกว่าเป็นตลาดน้ำที่อยู่มาเป็น 100 ปีแล้ว สมัยก่อนชาวบ้านจะพายเรือมาแลกเปลี่ยนสินค้ากัน เช่น แลกมะพร้าวกับผัก หรืออื่นๆ ซึ่งแม่ค้าส่วนใหญ่จะเป็นป้าๆ วัย 60-70 ปี ส่วนมากเป็นคนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ

ตลาดน้ำจะเปิดเฉพาะในวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ 12 ค่ำ (ทุกๆ 5 วัน) ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวบ้านแถบนั้น ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะเปิดตั้งแต่ 06.00-12.00 น. สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเวลานัดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โทร. (034) 766-208, ลุงจรูญ โทร. (034) 766-123 และผู้ใหญ่อุไร ประธานกลุ่มฯ โทร. (034) 749-380 หรือดูที่ www.amphawatoday.com ได้เลย”

โก๋ท่าคาทิ้งท้ายว่า อาชีพหลักๆ ของคนที่นี่นอกจากทำสวนและปลูกผักแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลปี๊บที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วย ใครที่สนใจมาเที่ยวก็สามารถเดินทางมาได้ง่าย เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก

แล้วที่นี่ยังมีโฮมสเตย์แนวแอบอิงธรรมชาติ ราคาตั้งแต่ 300-1,200 บาท ไว้รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ชอบดื่มด่ำกับวิถีธรรมชาติโดยเฉพาะอีกด้วย

การเดินทาง

รถยนต์ : มาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-บางแพ) จากอัมพวา ทางที่จะไป อ.ดำเนินสะดวก (ประมาณ 10 กิโลเมตร) ทางเข้าจะอยู่ทางฝั่งขวา (ทางเดียวกับทางเข้าวัดเทพประสิทธิ์) ให้กลับรถเข้าไปทางวัดเทพประสิทธิ์ ระยะทางจากปากทางประมาณ 5 กิโลเมตร

รถโดยสารประจำทาง : ขึ้นรถได้ที่ตลาดตัวเมือง หน้าธนาคารทหารไทย สายท่าคา-วัดเทพประสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. รถออกทุก 20 นาที

 

‘ภูเก็ต’ ภาพจำกับภาพจริง

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/525917

'ภูเก็ต' ภาพจำกับภาพจริง

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ภาพจำของภูเก็ตคือ ความแพง แต่ภาพจริงของเมืองนี้คือ ความเป็นท้องถิ่น

สองภาพที่ทับซ้อนจนเกือบมิดชิด แต่ยังโชคดีที่ไม่ถูกกลืนกินจนไม่เหลือตัวตน

ไข่มุกมีราคาแพงและงดงามฉันใด ภูเก็ตก็มีค่าครองชีพสูงและสวยงามฉันนั้น สมชื่อกับสมญานาม “ไข่มุกแห่งอันดามัน” อันเป็นจุดหมายปลายทางของคนที่มีกำลังจ่ายแต่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ทั้งกินหรูอยู่สบายและยังอยากโลคัล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างที่จะสาธยายต่อจากนี้ที่อาจสลับภาพไปมาเหมือนความทับซ้อนแต่ไม่ซับซ้อนของมัน

เมื่อกล่าวถึงไข่มุกไปแล้ว ก็ขอกล่าวถึงไข่มุกต่อไปให้ถึงที่มา

ณ “ฟาร์มไข่มุกอมร” สถานที่เลี้ยงหอยมุกจานที่สามารถผลิตมุกตามธรรมชาติ ก่อนนำมาผ่านกระบวนการให้กลายเป็นเครื่องประดับราคาแพง

03 ไข่มุกธรรมชาติ เครื่องประดับล้ำค่าของชาวภูเก็ต

บนแพเลี้ยงมุกกลางทะเลอันดามัน เจ้าหน้าที่จะอธิบายความแตกต่างระหว่างมุกจริงและมุกปลอม ทราบได้โดยง่ายเมื่อสัมผัสแค่ผิวของมัน หากสัมผัสแล้วผิวมุกสาก ไม่ลื่น ก็สามารถประเมินได้เลยว่าเป็น มุกจริง

เพราะมุกปลอมจะทำจากพลาสติกซึ่งทำให้ผิวลื่นไม่มีผิวสัมผัสเป็นธรรมชาติ ซึ่งตามท้องตลาดที่ขายราคาถูกอาจมีแต่มุกตื่นๆ เอ้ย! ลื่นๆ

เมื่อเรียนรู้กระบวนการเลี้ยง การประคบประหงมจนเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเจ้าไข่มุกแล้ว เรือลำเดิมจะพากลับเข้าฝั่งเพื่อไปยังร้านขายมุกอมร สถานที่ที่จะโชว์ให้เห็นขั้นตอนหลังจากเก็บมุกมาจากทะเล ซึ่งมุกนั้นไม่ต้องเจียระไน ตัวหอยให้มาอย่างไรก็จะได้ลักษณะนั้น

การหามุกกลมสวยและสีสวยจึงเป็นเรื่องยากและเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงแพง

บัตรเครดิตของหลายคนอาจถลอกก็ตอนนี้ เพราะอมรเป็นหนึ่งในเจ้าผลิตมุกและทำเครื่องประดับได้สวยงามระดับประเทศ

มงกุฎนางงามหลายสมัยใช้มุกของอมร โดยราคาเครื่องประดับจากมุกมีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักร้อย ซึ่งแน่นอนว่าร้านค้าจะเรียงลำดับจากแพงไปหาย่อมเยา

04 เจ้าหน้าที่ฟาร์มไข่มุกโชว์วิธีหามุกในตัวหอย

ก่อนตัดสินใจซื้อจึงควรเดินดูให้ทั่วทุกชั้น ไม่แน่ว่าของราคาดีอาจมาตอนท้ายก่อนถึงประตูทางออกก็ได้

ทว่านอกจากความงดงามจากธรรมชาติ ภูเก็ตยังมีสวยงามของวัฒนธรรมซึ่งสามารถเห็นได้ชัด ณ “ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต”

กิจกรรมในชุมชนมีทั้งการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ สถานที่บอกเล่าเรื่องราวของชาวจีนที่มาอาศัยตั้งรกรากอยู่บนเกาะภูเก็ต การเดินชมอาคารบ้านเรือนเก่าที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งในอดีต เยือนศาลเจ้าศูนย์รวมแห่งศรัทธาที่อยู่เคียงข้างกับโบสถ์คริสต์ ถ่ายรูปกับสตรีทอาร์ต และลิ้มรสอาหารพื้นเมือง

ชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต จะทำให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้คน บนพื้นฐานของความหลากหลายทางเชื้อชาติศาสนา แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทั้งคนรุ่นใหม่และผู้สูงวัย เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ย่านนี้มีชีวิตชีวา

การเดินเล่นกับเจ้าบ้านอย่าง สมยศ ปาทาน จึงสนุกและมีความรู้ในทุกๆ ก้าว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถหาไกด์ที่จะปลุกชีวิตเมืองเก่ามาเล่าให้ใหม่ได้อย่างสนุกสนาน

สมยศพาไปไหว้เจ้าที่ ศาลเจ้าแสงธรรม ศาลเจ้าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอย่างสงบ ในอดีตที่นี่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนที่เดินทางจากบ้านมาแสวงโชคในต่างแดน ใช้ศรัทธาและความเชื่อเป็นเครื่องนำทาง หลอมรวมด้วยความสามัคคีจึงได้สร้างศาลเจ้าแสงธรรมขึ้นมา

ภายในมีงานศิลปะปูนปั้นแกะสลักองค์เทพเจ้าต่างๆ และจิตรกรรมฝาผนังโบราณ ซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์ที่ได้รับรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในปี 2540 ด้วย

จากนั้นได้เดินผ่านร้านกาแฟ ร้านค้า และเกสต์เฮาส์ ที่ปรับอาคารเก่าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรมณีย์ก่อนทะลุเพื่อไปเจอกับตึกแถวเก่าที่มีป้ายเขียนด้วยลายมือบนประตูว่า “ไต่สุ้นอั้น” หรือโรงตีเหล็กโบราณที่หลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน

โกโป้ เจ้าของบ้านอยู่ในชุดทำงาน (ไม่ใส่เสื้อ สวมแต่กางเกงขายาว) ออกมาต้อนรับพร้อมค้อนในมือ

05 เครื่องประดับสุดประณีตของเจ้าสาวย่าหยา

โกเล่าว่า ในยุคเหมืองแร่เฟื่องฟู ถนนดีบุกแห่งนี้เต็มไปด้วยโรงตีเหล็กตลอดเส้นทาง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป โรงตีเหล็กของโกกลายเป็นแห่งเดียวที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่บนถนนสายนี้

โดยยังยึดวิธีการตีเหล็กแบบดั้งเดิม ใช้เตาเผาเหล็กโบราณขนาดใหญ่อัดแน่นไปด้วยเขม่าควันสีดำเมี่ยม ใช้แรงงานคนทุ่มค้อนทุบจนเหล็กกล้ากลายเป็นเครื่องมือช่าง ซึ่งถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีออร์เดอร์น้อยลงกว่าเดิมมาก แต่โกโป้ก็ยังคงรักษาโรงตีเหล็กหลังนี้ไว้ และยังตีเหล็กขายให้ชาวบ้านอยู่ต่อไป

รวมถึงเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยว นักศึกษา มาศึกษาเรื่องการตีเหล็กผ่านการลงมือทำจริงด้วย

นอกจากนี้ บนถนนกระบี่ยังเป็นที่ตั้งของ “บ้านเลขที่ 88” บ้านของอี๋โป้เต้ง คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนที่ใจดีเปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชม

ภายในบ้านมีรูปภาพเก่าแก่ของเจ้าของบ้าน มีอุปกรณ์เครื่องครัวโบราณ เช่น หินโม่แป้ง เตาไฟ และตาชั่ง รวมถึงยังมีเอกลักษณ์ของบ้านภูเก็ต คือบ่อน้ำกลางบ้านที่ด้านบนเปิดช่องว่างไว้เพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ตลอดปี

สำหรับใครที่ต้องการหาข้อสรุปเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวภูเก็ต แนะนำให้ไปจบที่ “พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว” ที่ได้ปรับเปลี่ยนโรงเรียนจีนชื่อดังในอดีต เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้รูปแบบพิพิธภัณฑ์

โดยได้บันทึกความเป็นมาและตัวตนของบรรพบุรุษผ่านนิทรรศการที่น่าสนใจ ให้ซึมซับเรื่องราวความเป็นมาของอาคารบ้านเรือน ตรอกซอกซอย ผู้คน และบรรยากาศของชุมชนซึ่งทุกรายละเอียด คือความหมายของปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ นอกเขตชุมชนเมืองเก่า ได้มีเมืองใหม่ที่หน้าตาคล้ายกันเกิดขึ้นมา ณ “พิพิธภัณฑ์เพอรานากัน” ที่ได้จำลองวิถีชีวิตดั้งเดิมมาแสดงได้สมจริง

ไม่ว่าจะเป็น เตี่ยมฉู่ ภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า ตึกแถวหรืออาคารพาณิชย์ ตลอดจนรายละเอียดภายในบ้านที่พยายามทำให้เป็นความจริงมากที่สุด รวมถึงห้องนิทรรศการที่เกี่ยวกับความเชื่อ ธรรมเนียมประเพณี อาหารท้องถิ่น การแต่งกาย และเครื่องประดับโบราณที่หาได้ยาก

คำว่า เพอรานากัน เป็นภาษามาลายู มีความหมายว่า เกิดที่นี่ ซึ่งหลากหลายชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อชายต่างแดนแต่งงานกับหญิงท้องถิ่น ลูกหลานของพวกเขาจะมีเชื้อสายผสมเรียกว่า เพอรานากัน

อีกด้านหนึ่งในเรื่องของวิถีชีวิตชาวไทยภูเก็ตแท้ๆ เอง ก็มีความน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยสามารถเรียนรู้แบบเจาะลึกได้กับ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านบางโรง ที่เปิดเรื่องด้วยการเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้ สับปะรดลอยแก้ว หวานฉ่ำกลางสวนสับปะรด พืชเศรษฐกิจของจังหวัดที่สร้างรายได้ให้เกษตรเป็นกอบเป็นกำ รวมถึงการแปรรูปเป็นขนมและของหวานเช่นที่ชิมอยู่ด้วย

จากนั้นเรื่องราวได้ดำเนินต่อไปที่ สวนผลไม้ลุงเสรี มีความพิเศษตรงสวนลำไยรสชาติหวานกรอบ ซึ่งลุงเสรีลองผิดลองถูกจนสามารถปลูกลำไยในผืนดินใต้ และยังคงรสชาติหอมหวานสูสีกับลำไยทางแดนเหนือได้สำเร็จ

และปิดท้ายที่ มณีรัตน์ฟาร์มแพะ ที่นี่แพะจะถูกเลี้ยงในโรงเรือนสะอาด แทบไม่มีกลิ่น และนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมความแสนรู้ของมันเมื่อถึงเวลารีดนมได้ ถึงคิวตัวไหนมันจะรีบวิ่งแจ้นมาขึ้นแท่นรีดนมโดยไม่ขัดขืน เพื่อไปรับรางวัลเป็นอาหารชนิดพิเศษที่อร่อยกว่าหญ้าธรรมดา

06 ห้องนิทรรศการจัดแสดงชุดพื้นเมืองของชาวภูเก็ต

นอกจากนี้ มณีรัตน์ยังเปิดบ้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากนมแพะทั้งนมพร้อมดื่ม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม (อร่อยมาก) โลชั่น และแชมพู รวมถึงมีโฮมสเตย์ให้พักผ่อนมองแพะกินหญ้า

อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตไม่มีดีแค่ทะเล ซึ่งนอกจากวิถีชีวิตผู้คนยังหมายรวมถึงธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่าง ชะนี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัตว์ป่าอาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต แต่เมื่อราว 50 ปีที่แล้วพวกมันถูกล่าอย่างหนักเพื่อจับไปโชว์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปตามชายหาดและบาร์จนทำให้พวกมันสูญพันธุ์

กระทั่งเมื่อมีการออกกฎหมายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2535 ทำให้มีผู้ครอบครองจำนวนมากนำชะนีมามอบให้ภาครัฐเนื่องจากเกรงกลัวความผิด ทางมูลนิธิช่วยชีวิตสัตว์ป่าแห่งประเทศไทยจึงเข้ามาช่วยเหลือชะนีเหล่านั้นให้ได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ และเกิดเป็น “โครงการคืนชะนีสู่ป่า” ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

จุดมุ่งหมายของโครงการ เพื่อช่วยเหลือ ดูแลสุขภาพ ฟื้นฟู และฝึกชะนีที่ถูกทอดทิ้งให้กลับมามีสัญชาตญาณสัตว์ป่าก่อนปล่อยกลับสู่ธรรมชาติในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว ป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์ที่สุดผืนสุดท้ายของภูเก็ต

รวมถึงให้การศึกษาเชิงอนุรักษ์และรณรงค์ต่อต้านการถ่ายรูปคู่กับสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายให้แก่นักเรียนและนักท่องเที่ยวไทยทั้งไทยและต่างชาติ

หลังจากความพยายามมากกว่า 25 ปี โครงการสามารถฟื้นฟูประชากรชะนีมือขาวที่เคยสูญพันธุ์ไปจากป่าให้กลับมากู่ก้องเสียงร้องทั่วผืนป่าทวงบัลลังก์ราชินีแห่งพงไพรบนเขาพระแทวอีกครั้ง และพวกมันยังสามารถสืบพันธุ์เพิ่มพูนจำนวนประชากรในป่า

นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ทั่วโลกต่างยอมรับและยกย่องให้เป็นโครงการต้นแบบที่ช่วยเหลือ อนุรักษ์ และฟื้นฟูประชากรชะนีที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและดีที่สุดในโลก

แม้ภูเก็ตจะถูกโปรโมทให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับลักซ์ชัวรี่ แต่ความหมายที่แท้จริงของคำว่าลักซ์ชัวรี่คืออะไร? ในยุคนี้ที่คนมีเงินต้องการหาประสบการณ์แปลกใหม่ ท้าทาย มีเอกลักษณ์ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจ

โลคัลจึงอาจหมายถึง “ลักซ์ชัวรี่ยุคใหม่” ได้อย่างไม่ผิดแผกแต่อย่างใด

นิยามใหม่นี้จะส่งผลดีไปถึงชุมชนรากหญ้าและผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องต่อสู้กับตลาดใหญ่ที่รุนแรง รวมถึงยังส่งผลดีไปถึงตัวนักท่องเที่ยวที่จะได้เห็นภูเก็ตทั้งสองแบบ

ทั้งภาพจำและภาพจริงที่หาชมได้ “ไม่” ยาก เพียงต้องแง้มม่านประเพณีออกมาดู

………..ใต้ภาพ……….

00(รูปเปิด) บ้านคนภูเก็ตเสมือนจริงในพิพิธภัณฑ์เพอรานากัน

03 ไข่มุกธรรมชาติ เครื่องประดับล้ำค่าของชาวภูเก็ต

04 เจ้าหน้าที่ฟาร์มไข่มุกโชว์วิธีหามุกในตัวหอย

05 เครื่องประดับสุดประณีตของเจ้าสาวย่าหยา

06 ห้องนิทรรศการจัดแสดงชุดพื้นเมืองของชาวภูเก็ต

07 โกโป้สาธิตการตีเหล็กด้วยอุปการณ์ดั้งเดิม

08 บรรยากาศเมืองเก่าภูเก็ต

09 อาคารเก่าบนถนนถลางถูกปรับโฉมเป็นร้านค้า

10 ชะนีสีทองในโครงการคืนชะนีสู่ป่า เขาพระแทว

11 นักท่องเที่ยวต่างชาติเยี่ยมชมเหล่าชะนีที่ถูกเลี้ยงดูอย่างปลอดภัย

12 การรีดนมแพะ

13 ถึงเวลาให้อาหารแกะในโรงเรือน

14 สับปะรดลอยแก้วหวานชื่นใจกลางไร่สับปะรด

15 ปล่องไฟลำเลียงควันในบ้านตีเหล็ก

16 สับปะรดภูเก็ตหวานกรอบเป็นเอกลักษณ์

17 เครื่องมือช่างฝีมือการตีเหล็กของโกโป้

 

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ชีวิตที่หลากหลาย

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/524881

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เรียนรู้ชีวิตที่หลากหลาย

 โดย/ภาพ โยโมทาโร่

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 รังสิต จ.ปทุมธานี ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อมาถึงที่นี่ก็มักจะมาเที่ยวชมที่อาคารทรงลูกบาศก์ ไอคอนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย แต่ความจริงแล้วยังมีอีกส่วนการจัดแสดงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา สถานที่เรียนรู้สิ่งมีชีวิตอันแสนหลากหลาย

การเดินทางมาที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยานี้ หากมาทางถนนวิภาวดี-รังสิต วิ่งผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลี้ยวซ้ายผ่านวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง-หนองเสือ ถึงทางแยก แยกซ้ายไปหนองเสือ ให้เลี้ยวขวาไปพิพิธภัณฑ์ฯ ระยะทาง 2 กม. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฯ อยู่ซ้ายมือ อีกเส้นทางหนึ่งก็คือใช้ถนนรังสิต-นครนายก ใกล้จะถึงสะพานคลอง 5 ให้ชิดซ้าย ตามป้ายบอกทางไปเทคโนธานี พิพิธภัณฑ์เปิดในวันอังคาร-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น. และวันเสาร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น. หรือโทรสอบถามได้ที่ 02-577-9999

เราแนะนำว่าหากต้องการจะเที่ยวชมให้ตัวอย่างเต็มอิ่มให้เดินทางเที่ยวชมตั้งแต่เปิดทำการ เพราะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทั้งกิจกรรมและส่วนจัดแสดงให้เด็กๆ ได้ทดลองเล่นมากมาย เฉพาะอาคารหลักคุณอาจจะต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะเที่ยวชมได้ครบทุกส่วน ส่วนการซื้อบัตรนั้นเด็กเข้าฟรี ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าอาคารละ 50 บาท หรือจ่ายเหมา 3 อาคารในราคา 100 บาทหากต้องการชมการแสดงทางวิทยาศาสตร์และนิทรรศการพิเศษเสียเพิ่มอีก 150 บาท แต่ด้วยพื้นที่นี้มีหลายอาคาร และส่วนจัดแสดงที่ใหญ่มากเราแนะนำให้แบ่งวันเที่ยวชม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่วันนี้เราจะพาชมที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งเริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 โดยความร่วมมือของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ดร.ประดิษฐ์ เชี่ยวสกุล และ นพ.บุญส่ง เลขะกุล นี่เป็น 1 ใน 4 ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เราอาจจะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งจะมีความร่วมมือในการศึกษาชีววิทยาในแต่ละพื้นที่และแลกเปลี่ยนความรู้และการจัดแสดงกันด้วย

ส่วนที่คลอง 5 นี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล และจัดแสดงนิทรรศการทางธรรมชาติวิทยาที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกของไทย บนเนื้อที่กว่า 1,100 ตร.ม. จัดแสดงตั้งแต่การกำเนิดโลกสิ่งมีชีวิต ที่ต้องอาศัยการวิวัฒนาการผ่านช่วงเวลาอันยาวนานมาถึงสิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบัน ถ้าเดินครบทั้ง 3 อาคารจัดแสดง เราก็จะเห็นได้ว่าทุกอาคารจะเริ่มตั้งแต่การกำเนิดโลกเหมือนๆ กัน แต่แยกย่อยออกเป็นสายความรู้เฉพาะทางต่างหาก

ในส่วนแรก เรื่อง การกำเนิดโลก เราจะได้เห็นรูปปั้นไดโนเสาร์ขนาดพอๆ กับของจริงๆ จัดแสดงเรียกความสนใจเด็กๆ อยู่ด้านหน้าโดยเฉพาะภูเวียงซอรัส ไดโนเสาร์ที่ค้นพบในแผ่นดินไทย หากเคยสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เราแตกต่างไปจากสิ่งไม่มีชีวิตบ้าง คำตอบอย่างเป็นทางการตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ คุณสมบัติพื้นฐาน 9 ประการ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตแตกต่างไปจากสิ่งไม่มีชีวิตมาหาคำตอบได้จากที่นี่กัน

จากนั้น เราจะเดินผ่านตู้จัดแสดงถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ผ่านมาในยุคสมัยต่างๆ ผ่านอุโมงค์แห่งกาลเวลา ที่ประกอบไปด้วยตู้ 4 ตู้ ลอยตัวอยู่ขนานกัน คือ ตู้แสดงยุคก่อนแคมเบรียน ตู้แสดงมหายุคโบราณ ตู้แสดงมหายุคกลาง และตู้แสดงมหายุคปัจจุบัน เป็นการจัดแสดงแบบจำลองในตู้อย่างสวยงาม

จนมาถึงส่วนสุดท้าย ก็คือ ส่วนความหลากหลายทางชีวภาพ เราจะต้องเดินผ่านทั้ง 5 อาณาจักร ตั้งแต่อาณาจักรแบคทีเรีย อาณาจักรสัตว์เซลล์เดียว อาณาจักรเห็ดรา อาณาจักรพืช และอาณาจักรสัตว์ ส่วนมากแล้วจะจัดแสดงเป็นโมเดลและแผ่นให้ความรู้ในแต่ละส่วน แต่ถ้าไม่เข้าใจตรงจุดไหนก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำโซนที่เราสามารถเข้าไปสอบถามให้อธิบายความรู้เพิ่มเติมได้

ตรงนี้ถือว่าเป็นข้อดี อาจจะสิ้นเปลืองกำลังเจ้าหน้าที่ไปบ้าง แต่ประชาชนทั่วไปที่เดินเข้าชมโดยไม่ได้มาเป็นหมู่คณะหรือจองล่วงหน้า จะได้รับความรู้อย่างเท่าเทียม ซึ่งมีหลายส่วนที่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนผ่านการอ่าน และในช่วงที่เราเยี่ยมชมนั้นก็มีการจัดแสดงนิทรรศการสารพัดพิษ เป็นนิทรรศการชั่วคราวให้ความรู้เรื่องพิษต่างๆ ทั้งจากพืชและสัตว์ ทำให้เราเห็นว่าแม้ในสัตว์ที่ไม่น่ามีพิษภัย เช่น กบ แต่ถ้าเป็นกบที่มีลวดลายสีสันสวยงามแล้วละก็ จัดเป็นกบที่มีพิษสงไม่เบาเลยทีเดียว

นี่ละที่เป็นเสน่ห์ของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในการศึกษาสิ่งอันตรายต่างๆ เพื่อนำมาใช้ให้ปลอดภัย ดังนั้นใครที่ยังไม่เคยมาเที่ยวชมอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ชอบเรียนรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

ชมทุ่งสีทองของ ดอกบัวตอง บนดอยแม่อูคอ

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523619

ชมทุ่งสีทองของ ดอกบัวตอง บนดอยแม่อูคอ

ถึงคราวฤดูหนาวเวียนเข้ามาทายทักกันแล้วครับ นั่นหมายถึงช่วงเวลาแห่งการเดินทางท่องเที่ยวปีนภูพิชิตหนาวก็มาเยือนอีกครา เอาเป็นว่าหากใครยังไม่มีหมุดหมายการเดินทาง ผมขอแนะนำให้มาท่องเที่ยวที่ จ.แม่ฮ่องสอน กันสักครั้งแล้วคุณจะรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม

หนึ่งในหมุดหมายที่ถือเป็นไฮไลต์ของ จ.แม่ฮ่องสอน ถ้ามาแล้วไม่ได้ไปเยือนถือว่าไม่ถึงเชียวนะครับ นั่นก็คือทุ่งบัวตองบนดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน นั่นเองล่ะครับ

ในพื้นที่ภาคกลางมีดอกทานตะวันเบ่งบานรับแสงอาทิตย์ ในขณะเดียวกันพื้นที่ทางแถบภาคเหนือของเราก็จะมีดอกบัวตองเป็นดอกไม้คู่บ้านคู่เมืองกันล่ะครับ

ดอกบัวตอง หรืออีกชื่อที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูนั่นก็คือ ดอกทานตะวันหนู หรือ Maxican Sunflower Weed เป็นพืชในตระกูลทานตะวันขนาดเล็ก มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเม็กซิโกและทวีปอเมริกากลาง ก็ไม่รู้ว่ามันแพร่กระจายเดินทางไกลข้ามโพ้นข้ามทะเลมาผลิบานบนขุนเขาแดนดอยของเมืองไทยได้อย่างไรกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พืชประเภทนี้จัดเป็นวัชพืชที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ป่าอันเสื่อมโทรม สามารถแพร่กระจายพันธุ์ไปได้อย่างรวดเร็ว ลำต้นสูงได้ถึงราว 5 เมตร ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว มีขอบหยัก ดอกมีลักษณะคล้ายดอกทานตะวันแต่มีขนาดเล็กกว่า มีกลีบดอกสีเหลืองสดราว 12-14 กลีบ ชอบขึ้นอยู่ในระดับความสูงราว 800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป โดยพื้นที่บนดอยแม่อูคอ เขต อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน นั้น นับเป็นบริเวณที่มีดอกบัวตองผลิบานเป็นบริเวณกว้างใหญ่ที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ในระดับความสูงราว 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเจ้าดอกบัวตองแสนสวยอย่างยิ่ง

บริเวณรอบข้างของเทือกดอยแม่อูคอนั้น จะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพเป็นเทือกดอย ที่ถูกถางทำไร่เลื่อนลอยมาก่อนจนโล่งเตียนกลายเป็นดอยหัวโล้น ในที่สุดก็ถูกบัวตองขึ้นครอบคลุมทั่วพื้นที่ บางส่วนก็ได้มีการปลูกป่าโตเร็วอย่างเช่น ไม้สนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่โดยหน่วยงานของรัฐ แต่ก็ยังคงมีพื้นที่สำหรับทุ่งบัวตองให้ชมอย่างกว้างไกลสุดตา

ทุ่งดอกบัวตองบนดอยแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมเป็นเขากว้างประมาณ 1,000 ไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูง หน่วยที่ 5 กองอนุรักษ์ต้นน้ำ ดอกบัวตองที่นี่เมื่อบานพร้อมๆ กัน ซึ่งเจ้าดอกบัวตองจะขับขานแข่งกันเบ่งบานทักทายอากาศหนาวกันในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเราจะเห็นสีเหลืองอร่ามของเจ้าดอกบัวตองปกคลุมทั่วทั้งภูเขา จนกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันที่มาพร้อมกับการมาเยือนของฤดูหนาว

เมื่อเดินขึ้นไปยังดอยแม่อูคอแล้ว เราจะสามารถชมวิวได้ทั่ว มีศาลาชมวิวที่สร้างขึ้นไว้รองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง ซึ่งจากศาลาชมวิวสามารถมองเห็นทุ่งดอกบัวตองได้ 360 องศา นอกจากนี้ในระหว่างทางยังสามารถชมดอกบัวตองอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้สนใจจะมาชมความงดงามของทุ่งดอกบัวตอง ณ ดอยแม่อูคอ แห่งนี้ยังจะสามารถเลือกเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียง เช่น น้ำตกแม่อูคอ น้ำตกแม่ยวมหลวง และน้ำตกแม่สุรินทร์ หรือท่านใดที่ต้องการกางเต็นท์หรือเช่าเต็นท์เพื่อพักค้างคืนบนดอย

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่

-ที่ว่าการอำเภอขุนยวม หมายเลขโทรศัพท์ 053-691-108

-กองอำนวยการฯ 08-1039-0486

-การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน หมายเลขโทรศัพท์ 053-612-982-3

 

บูทีคผู้ใหญ่มา ตามหาเจ้าจ่อยและทุ่งหมาเมิน

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523501

บูทีคผู้ใหญ่มา ตามหาเจ้าจ่อยและทุ่งหมาเมิน

โดย นิทรา ราตรี

จากการ์ตูนล้อการเมืองในตำนาน วันนี้ “ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน” ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในที่พักใจกลางกรุงเทพฯ ณ บูทีคผู้ใหญ่มา แอท บีพี เพลส ซึ่งจะมาเล่าเรื่องราวแห่งวิถีและวัฒนธรรมไทยให้ต่างชาติรู้จักผ่านลายเส้นของ ชัย ราชวัตร

บูทีคผู้ใหญ่มา เป็นการปรับปรุงเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ บีพี เพลส ที่เปิดให้บริการมานานกว่า 19 ปี ให้เป็นที่พักสุดเก๋จำนวน 70 ห้อง โดยเฟสแรกที่เปิดให้บริการแล้วมีจำนวน 14 ห้อง และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ทั้งหมดภายในปี 2561

ประเภทห้องพักแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ห้องจ่อย ขนาด 23 ตร.ม. ห้องผู้ใหญ่มา ขนาด 29-34 ตร.ม. และห้องกระท่อมผู้ใหญ่มา ขนาด 30-38 ตร.ม.

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทุกห้องมีเรื่องราวของการ์ตูนไทยที่นำเสนอวิถีไทยแต่ละยุคสมัยผสมกับอารมณ์ขันทางการเมือง เลือกใช้ผ้าขาวม้าเป็นผ้าคลุมเตียง ออกแบบอย่างเรียบง่าย และจัดสรรพื้นที่ใช้สอยได้ลงตัว ทำให้มีพื้นที่โล่งกว้างให้ทอดสายตา

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสเรื่องราวของผู้ใหญ่มาได้ที่ห้องสมุดแสดงภาพ และผู้ใหญ่มาคาเฟ่ สถานที่ให้บริการอาหารเช้าทั้งอาหารไทย ตะวันตก และเมนูขึ้นชื่ออย่าง ซูชิผู้ใหญ่มา ไปพร้อมกับบรรยากาศการ์ตูนที่คุ้นเคย

การเปิดตัวบูทีคผู้ใหญ่มาครั้งนี้ หวังเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและยุโรปเป็นหลัก ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งน่าดึงดูดใจได้จากเอกลักษณ์เฉพาะ ความสะดวกสบายเหมือนโรงแรมแต่จ่ายในราคาคุ้มค่า และที่ตั้งที่ง่ายต่อการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ต้องการมากที่สุด

 

ไดอะรี่ของนักเดินทาง TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523494

ไดอะรี่ของนักเดินทาง TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว

โดย รอนแรม ภาพ : ชีวิตติดเที่ยว

เพราะชีวิต คือการเดินทาง “อุ๊” จริยา ลี้เจริญผล จึงออกจากบ้านและบันทึกเรื่องราวผ่านเพจเฟซบุ๊ก TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว

เธอเล่าที่มาที่ไปของชีวิตติดเที่ยวว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากทริป 8 เดือนเปลี่ยนชีวิต เมื่อเธอขอคุณแม่ออกเดินทางคนเดียวหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย และจับรถทัวร์ไปเชียงใหม่จนไปถึงอินเดีย

“อุ๊เป็นคนชอบดูรายการท่องเที่ยวแล้วจะจดลิสต์สถานที่ที่อยากไป ตั้งใจว่าถ้าหาเงินเองได้เมื่อไร จะไปเที่ยวโดยที่ไม่ต้องขอเงินแม่ อุ๊เลยเริ่มทำงานตั้งแต่ ม.6 และตัดสินใจไปเที่ยวหลังรับปริญญา ซึ่งตอนนั้นไปถึง บขส. แล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน รู้แค่ว่าอยากออกเดินทางคนเดียวสัก 1 ปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“หลังจากขึ้นรถทัวร์ไปเชียงใหม่ อุ๊ได้ไปปาย (แม่ฮ่องสอน) หนองคาย อุบลราชธานี วังเวียง หลวงพระบาง เวียดนาม และจบที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเดินทางที่ทำให้พบมิตรภาพระหว่างทางเยอะมาก และเป็นการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนมุมมองความคิด ทำให้เรากล้าพูดกล้าคุย ทำให้เราทันโลก ทำให้เอาตัวรอดได้ และทำให้ลูกสาวคนเดียวที่ไม่กล้าไปไหน กลายเป็นอุ๊ที่เดินทางไปหยุดอย่างในตอนนี้”

นอกจากนี้ ระหว่างการเดินทางเธอมักเขียนไดอะรี่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา (2559) เธอตัดสินใจถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์ส่วนตัวลงในเพจเฟซบุ๊ก TravelHolic ชีวิตติดเที่ยว หวังว่าถ้าแก่ตัวไปจะได้กลับมาอ่าน

แต่การเดินทางของเพจไปไกลมากกว่านั้น เมื่อมีคนติดตามมากกว่า 1.8 แสนคน และกลายเป็นพื้นที่แบ่งปันข้อมูลระหว่างนักเดินทางด้วย

“ตอนนี้เพจกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุ๊ไปแล้ว แม้ว่าตอนนี้อุ๊จะทำงานประจำ เป็นพนักงานแบงก์ แต่ก็ยังหาเวลาวันหยุดเสาร์ถึงอาทิตย์ไปเที่ยวอยู่ พอกลับมาทำงานอุ๊ไม่เคยรู้สึกว่าเหนื่อยหรือหมดพลังงาน ตรงกันข้ามกลับรู้สึกมีแรง กลับมาเต็มที่กับงานที่ทำ และมีไอเดียใหม่ๆ มาปรับใช้ ดังนั้นสำหรับอุ๊การทำงานไปด้วยเที่ยวไปด้วย คือความลงตัวที่สุด”

เธอยังกล่าวต่อว่า เหตุผลที่ทำเพจเป็นเพราะมีความสุข ไม่ใช่เพราะอยากทำเป็นอาชีพหรือหารายได้จากพื้นที่ตรงนี้ เพราะหากเธอลาออกเพื่อทำเพจเต็มตัว คงไม่มีความสุขเท่ากับการทำเป็นงานอดิเรกอย่างปัจจุบัน

“อุ๊มองว่าเพจคือไดอะรี่ของเรา เราทำเพราะอยากทำ และในวันนี้อุ๊สามารถทำงานประจำกับทำเพจไปด้วยกันแล้วมีความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องตัดอะไรออกไป”

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือรูปภาพจึงถูกถ่ายทอดออกมาผ่านความรู้สึกจริงและตัวตนที่แท้จริงของเธอ ซึ่งกลายเป็นความโดดเด่นของเพจที่ผู้อ่านสามารถสัมผัสได้ว่า เธอเที่ยวเพราะความรักและความสุขจริงๆ

“อุ๊หวังว่าใครก็ตามที่เข้ามาในเพจจะได้รับข้อมูลท่องเที่ยวจากประสบการณ์จริง สามารถเข้ามาถามหลังไมค์กับอุ๊ได้ และสร้างไอเดียใหม่ๆ ให้คนได้ออกเดินทางบนเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น”

อุ๊ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกครั้งที่ออกเดินทาง ความรู้สึกเมื่อกลับมาถึงบ้านไม่เคยเหมือนเดิม เพราะการไปเที่ยวไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่ได้อะไรเพิ่มเติมกลับมาทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพ มุมมองการใช้ชีวิต และความรู้สึกต่อโลกใบนี้

อีสานต๊ะต่อนยอน ณ บ้านท่าขันทอง

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/523480

อีสานต๊ะต่อนยอน ณ บ้านท่าขันทอง

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ชาวอีสานกลุ่มหนึ่งอพยพหนีความแห้งแล้งและการแพร่ขยายของคอมมิวนิสต์มาตั้งรกรากอยู่ในภาคเหนือ กลายเป็นชุมชนอีสานล้านนา “บ้านท่าขันทอง” อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของลูกอีสานไว้ไม่ลืม

01 วงดนตรีพื้นบ้านบนรถอีแต๊ก

บ้านท่าขันทอง เป็นชุมชนคนอีสานขนาดใหญ่ทั้งจากร้อยเอ็ด ยโสธร สกลนคร และมหาสารคาร ที่รวมตัวกันตั้งเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำโขง (ซึ่งหากลืมตัวอาจคิดได้ว่านี่คือชายแดนอีสานมากกว่าเชียงแสน) โดยปัจจุบันหมู่บ้านนี้ถูกพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน และได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเมื่อปี 2552/2555 และ 2558 โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวที่ได้ยกวิถีชีวิตพื้นบ้านมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสตัวตนของลูกอีสานล้านนาอย่างแท้จริง

นั่งอีแต๊กชมโขง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากภาษาอีสานและเสียงพิณ วิถีถิ่นอย่างการใช้รถอีแต๊กเพื่อเดินทาง เป็นอีกหนึ่งในเสียงอีสานที่ครื้นเครงได้ใจ เพราะนอกจากเสียงดนตรีวงพื้นบ้านทั้งพิณ กลอง ฉิ่ง ฉาบ ยังได้ผสมปนเปกับเสียงแต๊กๆๆ จากเครื่องยนต์ที่เข้ากันดี

เส้นทางเริ่มต้นจากจุดขึ้นรถอีแต๊กในหมู่บ้าน ผ่านศาลพญานาค สวนกล้วย จนทะลุออกไปยังถนนเล็กๆ เลียบแม่น้ำโขง ประหนึ่งได้นั่งยานพาหนะทะยานจากเหนือไปอีสานภายในพริบตา

สายน้ำขนาดกว้างสุดลูกตาไหลเชี่ยวตรงข้ามกับทิศทางสัญจร ลมร้อนไหลเอื่อยทำลายความอบอ้าวคล้ายฝนสุดท้ายจะตกอำลาฤดูกาลอีกไม่นาน โดยเส้นทางยาวไม่กี่กิโลเมตรแต่เสียงดนตรีไม่มีจุดจบ หากลุงป้าน้าอาบรรเลงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยคงไม่เงียบเหงาสักวินาที

ปลายทางนั้นมีป้าย “ออนซอนเดว โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง” แปลว่า อรชรหรืองามนัก ซึ่งวิวทิวทัศน์แม่น้ำโขงช่างงดงามสมคำเชยชม ส่วนโฮมสเตย์บ้านท่าขันทองจะออนซอนแค่ไหนคงต้องตัดสินในหนทางกลับไปด้วยกิจกรรมในหมู่บ้าน

02 ชาวบ้านนั่งกะเทาะเปลือกถั่วดาวอินคา

สองมือสีข้าวกล้อง

วิถีชีวิตพื้นบ้านที่สุดอย่างการสีข้าวกล้องด้วยมือ กลายเป็นกิจกรรมที่คนเมืองตื่นเต้นไปได้ เพราะการได้รู้จักสิ่งที่คุ้นเคยที่กินวันละ 3 มื้อกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลองสีข้าวและร่อนข้าวด้วยสองมือ เรียนรู้กระบวนการก่อนเป็นข้าวหอมในจานว่ากว่าจะได้มาต้องผ่านความเพียรมากเพียงใด

แน่นอนว่าชาวอีสานยังบริโภคข้าวเหนียว ทุกมื้อต้องมีกระติ๊บใหญ่ หยิบปั้นกินที่ละคำ เคียงคู่ส้มตำปลาร้า และอาหารเหนือที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในสำรับอย่างน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง และลาบคั่ว รวมถึงยังได้เรียนรู้การทำข้าวจี่ฟักทองชุบไข่ อาหารกินเล่นแบบบ้านๆ ที่เด็กอีสานทุกคนต้องเคยลิ้มลอง

03 นักท่องเที่ยวลองร่อนข้าวเปลือกด้วยตัวเอง

ชิมเสาวรสกลางไร่

พืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของบ้านท่าขันทอง คือ เสาวรส ผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน หากโรยเกลือหน่อยจะกลมกล่อมจนไม่อยากแบ่งใคร มีใส่ถุงใหญ่วางขายราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบ 2 เท่า ซึ่งหากมาในช่วงเวลาติดลูกดกมากๆ อาจมีโอกาสเดินไปเด็ดผลสดจากต้น กินกันสดๆ ใต้แปลงเสาวรสนั้นเลย

ผลไม้ชนิดนี้ชาวบ้านนิยมปลูกแซมไปกับทุ่งนา ลักษณะเป็นพืชประเภทเถาเลื้อย ปลูกได้ง่ายทุกสภาพดิน ออกผลผลิตได้ง่าย เป็นที่ต้องการของท้องตลาด และขายได้ราคา ปัจจุบันเกือบทุกบ้านจะปลูกเสาวรสไว้เพื่อบริโภคและขายเป็นรายได้เสริม หากนำไปแปรรูปเป็นแยม ไอศกรีม หรือน้ำเสาวรส ก็ยิ่งได้มูลค่าเพิ่ม

นอกจากนี้ เจ้าของไร่ยังแนะนำว่า การกินเสาวรสให้อร่อยต้องกลืนทั้งคำ ไม่ต้องเคี้ยว ไม่เช่นนั้นจะเปรี้ยวจนเกินพอดี ซึ่งเจ้ากะทกรกฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และมีใยอาหารสูง

ดื่มชาดาวอินคาเพิ่มโอเมก้า

ถั่วรูปดาวจากประเทศเปรู ถูกนำมาส่งเสริมเป็นพืชเศรษฐกิจ และกลายเป็นของฝากติดดาวของหมู่บ้าน นั่นคือถั่วดาวอินคาอบกรอบ และชาดาวอินคา ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงลิ่ว

ถั่วดาวอินคาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ซึ่งทำหน้าที่ช่วยลดการอักเสบของสมอง วิตามินเอ วิตามินอี และกรดอะมิโน ที่ดีต่อร่างกาย มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการนอนหลับสนิท ช่วยเสริมประสิทธิภาพทางเพศได้ดี โดยเมล็ดที่ยังดิบอยู่จะไม่สามารถนำมารับประทานได้ แต่หากคั่วจนสุกแล้วจะมีความอร่อยมัน ซึ่งแนะนำให้กินวันละ 5 เมล็ด

04 รถอีแต๊กพานักท่องเที่ยวชมความงามริมฝั่งโขง

รวมถึงใบของต้นถั่วดาวอินคา ยังสามารถนำไปทำเป็นใบชาเพื่อสุขภาพและไม่มีคาเฟอีน หรือนำไปสกัดเป็นคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าคลอโรฟิลล์ทั่วไปถึง 200 เท่า

ถั่วมหัศจรรย์ชนิดนี้ถูกนำมาส่งเสริมให้แก่ชาวบ้านท่าขันทอง เพราะให้ผลผลิตเร็ว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี และมีอายุนานถึง 60 ปีจากการปลูกเพียงครั้งเดียว

ที่สำคัญ พืชชนิดนี้ต้องปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ชาวบ้านจึงแทบปล่อยให้เติบโตเองตามธรรมชาติทำให้ปลอดภัยกับทั้งคนปลูกและคนกิน

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการโฮมสเตย์บ้านท่าขันทองที่ได้รับมาตรฐาน สะอาดสะอ้าน ปลอดภัย และยังคงคอนเซ็ปต์ คือพักอยู่กับชาวบ้าน สามารถสัมผัสความเป็นท้องถิ่นได้ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนในราคาประหยัด จ่ายน้อยแต่ได้ประสบการณ์มาก ส่วนกิจกรรมตามที่กล่าวมาสามารถเลือกสรรได้ว่าอยากทำอะไร แล้วคิดราคาเพิ่มเติมตามจริง ซึ่งก็ไม่แพงอีกเช่นเดิม

หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านท่าขันทอง พร้อมรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ (แบ็กแพ็กเกอร์ กลุ่มประชุมสัมมนา นักเรียนนักศึกษา) และยินดีต้อนรับคนแปลกหน้าให้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างเต็มใจ ซึ่งนอกจากผู้ไปเยือนจะได้รับความสุขและประสบการณ์ไม่เหมือนใคร เจ้าบ้านอย่างชาวบ้านยังมีชีวิตชีวาและสนุกสนานไปด้วย

……….ล้อมกรอบ………..

ติดต่อเข้าพักและท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าขันทอง โทร. 08-1952-7058 (เศรษฐศักดิ์ พรหมมา)

พักโฮมสเตย์คืนละ 300 บาท/คน หรือรวมอาหารคนละ 400 บาท

………..ใต้ภาพ………..

00(รูปเปิด) ชาวไร่เสาวรสเดินเก็บผลจากต้น

01 วงดนตรีพื้นบ้านบนรถอีแต๊ก

02 ชาวบ้านนั่งกะเทาะเปลือกถั่วดาวอินคา

03 นักท่องเที่ยวลองร่อนข้าวเปลือกด้วยตัวเอง

04 รถอีแต๊กพานักท่องเที่ยวชมความงามริมฝั่งโขง

05 ถั่วดาวอินคา

06 สวนถั่วดาวอินคา พืชเศรษฐกิจของชาวบ้านท่าขันทอง

07 โฮมเสตย์น่านอนที่บ้านท่าขันทอง

08 ต้นถั่วดาวอินคา

09 ขายเสาวรสสดๆ ราคาหน้าสวน

10 กินเสาวรสจิ้มเกลือ รสชาติชื่นใจ

11 ปลูกข้าวผสมแปลงเสาวรส

12 ถั่วดาวอินคาอบกรอบ ของฝากบ้านท่าขันทอง

13 อาหารเหนือบนขันโตกในหมู่บ้านชาวอีสาน

14 แปลงปลูกเสาวรสสร้างรายได้ดีให้แก่ชาวบ้าน

 

หอมกลิ่นข้าวคลุ้งกลิ่นดิน

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/522281

หอมกลิ่นข้าวคลุ้งกลิ่นดิน

โดย นิทรา ราตรี

กระท่อมน้อยตีนดอยแม่ตะมาน โอบล้อมด้วยป่าไม้ธรรมชาติ และอยู่เคียงข้างลำธารไหลเย็นตลอดปี

อาจเป็นภาพในฝันของใครก็ตามที่อยากปลีกวิเวก ซึ่งทุกคนสามารถไปเอกเขนกได้จริงที่ บ้านธารกล่อม บ้านหลังน้อยกลางป่าเขาในหมู่บ้านต้นขาม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่จะกล่อมให้ลืมทุกเรื่องที่ผ่านมา

สถานที่ในฝันให้บริการบ้านพักเพียง 6 หลัง ได้แก่ บ้านหินอาบจันทร์และบ้านธารกล่อม ลักษณะเป็นบ้านไม้ริมน้ำ พักได้ 3 คน พร้อมห้องน้ำในตัวและระเบียงใหญ่ไว้นอนรับลมเย็น กระโจมเพียงน้ำและกระโจมเพียงดาว ลักษณะเป็นกระโจมริมน้ำสุดเก๋ พักได้ 2 คน โดยกระโจมเพียงน้ำเป็นสีครีมแบบซาฟารี ส่วนกระโจมเพียงดาวเป็นสีขาวสไตล์มินิมอล ทั้งสองกระโจมมีห้องน้ำในตัวและมีระเบียงติดลำธารที่สามารถก้าวขาลงไปแช่น้ำได้ทันที

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

บ้านชมดอย ลักษณะเป็นบ้านหลังใหญ่รับได้ 6-8 คน ประกอบด้วยห้องน้ำ 2 ห้อง อ่างอาบน้ำ ห้องครัว และระเบียงขนาดใหญ่ที่มองเห็นวิวดอยได้แบบพาโนรามา และหลังสุดท้าย บ้านอุโมงค์ไม้ไผ่ มีดีไซน์แปลกตาและฮิปสเตอร์ที่สุด ไม่มีผนัง ไม่มีเพดาน แต่เป็นทรงโค้งคล้ายอุโมงค์ ทำจากไม้ไผ่ทั้งหลัง ส่วนด้านในกรุด้วยไม้สน สร้างอยู่บนหน้าผาเหนือน้ำตก มีตู้เย็น พัดลม และอ่างอาบน้ำให้แช่ดูลำธารและดอยเขียว

บ้านธารกล่อมยังมีบริการอาหารเมืองอย่างปูอ่อง ทำจากปูนาแท้ๆ นึ่งจนมันปูหอมมัน รับประทานคู่กับข้าวเหนียวร้อนๆ ต้มไก่บ้าน แกงฮังเลรสจัดจ้าน จิ้นส้มหมก น้ำพริกหนุ่ม แกงแค แกงอ่อม ไส้อั่ว และหมูกระทะ ที่จะตั้งให้รับประทานริมลำธาร รวมถึงกาแฟ ค็อกเทล และไวน์จากอิตาลี ฝรั่งเศส ชิลี

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีทุ่งนาที่ไม่ได้แค่มอง แต่สามารถเดินไปบนสะพานไม้ไผ่ที่ทอดยาวข้ามลำน้ำไปยังตูบน้อยกลางนา ให้นั่งหย่อนใจและสูดกลิ่นหอมนวลจากต้นข้าว

ส่วนสระว่ายน้ำเปิดให้ตลอดเวลา เพราะทุกคนสามารถเดินลงเล่นน้ำในลำธารได้ตามใจและปลอดภัย โดยน้ำจะเย็นใสเพราะไหลมาจากดอยสูงที่ป่าเบื้องบนยังสมบูรณ์

ต้นสะปงยักษ์ แลนด์มาร์คของบ้านธารกล่อมยืนตระหง่านต้อนรับผู้มาเยือน สถานที่ที่จะสร้างความทรงจำแสนธรรมดาที่ยากลืมเลือน และเป็นสถานที่ที่จะคอยเตือนว่าธรรมชาตินั้นงดงามเพียงใด

วิศวะพาเที่ยว ‘ยอมเหงาดีกว่าไม่ได้ไป’

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/522278

วิศวะพาเที่ยว ‘ยอมเหงาดีกว่าไม่ได้ไป’

โดย รอนแรม ภาพ : ก้องภพ ยศแพง

ลองไปสัมผัส แล้วคุณจะรู้สึก สโลแกนของเพจเฟซบุ๊ก “วิ ศ ว ะ พ า เ ที่ ย ว” โดย “มิกซ์” ก้องภพ ยศแพง นักเดินทางและวิศวกรหนุ่ม วัย 24 ปี ผู้ใช้วันหยุดเกือบทั้งหมดไปกับการท่องเที่ยว เพื่อค้นพบสิ่งใหม่จากการไปสัมผัส

มิกซ์เล่าว่า ด้วยหน้าที่การงานที่หยุดไม่ตรงกับใคร ทำให้เขาต้องเดินทางคนเดียวจนเคยชิน

“ยอมเหงาแล้วไปเที่ยวดีกว่ารอเพื่อนแล้วไม่ได้ไปไหน” เขากล่าว แต่ก็ยังไม่เคยคุ้นชินกับความเหงาที่มักก่อตัวขึ้นทุกครั้งเมื่อเดินทางโดยลำพัง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“เมื่อก่อนผมทำงานหยุดแค่วันอาทิตย์วันเดียว ก็เที่ยวอยู่แถว ๆ ที่ทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่ตอนนี้ย้ายมาทำงานที่สุพรรณบุรี ได้หยุดสองวันแต่ไม่ตรงกับชาวบ้าน ทำให้ส่วนมากผมเลยเที่ยวคนเดียวแบบค้างหนึ่งคืนแล้วกลับมาทำงานต่อเลย”

เขาเปิดเพจหลังถ่ายรูปลงอินสตาแกรมส่วนตัวมานาน เพราะอยากมีพื้นที่บันทึกความทรงจำ และหวังว่าข้อมูลนั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจในสไตล์เดียวกันไม่มากก็น้อย

โดยมิกซ์จะไม่ได้เขียนรีวิวเส้นทางทั้งหมด แต่จะเป็นบันทึกการเดินทาง คำคม และถ่ายทอดภาพถ่ายที่สื่อถึงอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น

“ผมจะเขียนสไตล์เฮฮา แต่แทรกสาระอยู่บ้าง ซึ่งเส้นทางจะเป็นทริปที่ไปเอง 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์จะเป็นงานที่ให้โอกาสผมไปท่องเที่ยว” เขายังกล่าวถึงข้อดีของการเดินทางคนเดียวว่า

“มันคือโอกาสที่ตัวเองจะได้เปิดไปสู่โลกภายนอก ที่ไม่ใช่เพียงโลกของตัวเอง และทำให้ได้คิดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากการอ่านหรือแค่ดู”

ปัจจุบันเพจ วิ ศ ว ะ พ า เ ที่ ย ว มียอดไลค์กว่า 70,800 ไลค์ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งถือว่ามาไกลกว่าที่คิดไว้มาก

“เพราะผมไม่ได้เที่ยวบ่อยขนาดนั้น และเรื่องที่ถ่ายทอดออกไปก็เป็นสไตล์ของผมเองด้วย” เขาให้เหตุผล

ทว่ามิกซ์ก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุดอย่างการกำหนดเงื่อนไขให้โพสต์เรื่องใหม่ทุกวัน หรือห้ามทิ้งเงียบเหงานานเกิน 2 วันเพื่อให้ลูกเพจได้ติดตาม

วิศวกรหนุ่ม ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงความสวยงามของการท่องเที่ยวไทยว่า เสน่ห์ของประเทศไทย คือธรรมชาติงดงาม และรอยยิ้มของชาวบ้านที่จับใจ

ดังนั้น ทุกคนต้องลองไปสัมผัส แล้วจะรู้สึกเองว่าจะรักหรือไม่ ซึ่งสามารถหาแรงบันดาลใจได้ทางเพจเฟซบุ๊ก วิ ศ ว ะ พ า เ ที่ ย ว และอินสตาแกรม @widsawaphatiew

 

%d bloggers like this: