เที่ยวทั่วไทย

All posts tagged เที่ยวทั่วไทย

เกาะนาวโอพี เทพีเมียนมา

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/531886

เกาะนาวโอพี เทพีเมียนมา

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความสวยงามของ “ทะเลเมียนมา” มาเนิ่นนาน

บ้างก็ว่างดงามดั่งสวรรค์ บ้างก็เปรียบเหมือนสาวงามบริสุทธิ์ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาคนไทยทำได้แค่เฝ้ามองจาก “ระนอง” เพื่อรอให้เธอพร้อมและเปิดตัว

กระทั่งวันนี้คำร่ำลือคือความจริง เมื่อเลิฟอันดามันได้รับอนุญาตให้พานักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือน “เกาะนาวโอพี” (Nyaung Oo Phee Island) นามจริงของสาวงามที่ถูกกล่าวถึงจนคิดว่าเป็นแค่เรื่องปรัมปรา ส่วนบัตรเครดิตเคทีซีเองก็ไม่รอช้าด้วยการจับมือออกโปรโมชั่นดึงดูดคนไทยให้ไปเยือน

01 เวลคัมดริงก์จากเลิฟอันดามัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การเดินทางสู่เกาะนาวโอพี ประเทศเมียนมา ต้องเริ่มจากระนองเพื่อผ่านด่านศุลกากรที่ท่าเทียบเรือประภาคารก่อนออกน่านน้ำต่างแดน

โดยจากกรุงเทพฯ ถึงระนองมีสายการบินราคาประหยัดสองเจ้าให้บริการคือ นกแอร์ที่เป็นเจ้าบ้านมานาน และไทยแอร์เอเชียที่จะเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกวันที่ 16 ก.พ. 2561

ทางเลิฟอันดามันจะคอยอำนวยความสะดวกเรื่องผ่านแดน ทั้งขาออกจากระนองและขาเข้าที่เกาะสอง ก่อนกระโดดลงสปีดโบตไปยังจุดหมายซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยระหว่างทางไม่มีอะไรมากไปกว่าเกาะแก่งสลับทะเลเวิ้งว้างสีคราม ไม่มีแม้แต่สปีดโบตสวนทางมาเหมือนทะเลอันดามันทางบ้านเรา

ในห้วงความคิดที่เกือบอดใจรอไม่ไหว ทำได้แต่กล่าวโทษเวลา 90 นาทีที่เดินเชื่องช้า ทันใดนั้นสปีดโบตก็เริ่มลดสปีดต่ำลง น้ำทะเลสีครามที่เห็นจนเบื่อตาก็เริ่มเปลี่ยนไป

03 จุดรับประทานอาหารบนเกาะนาวโอพี

เหมือนมีใครมือซนไประบายสีน้ำเงินอีกเฉด และสีฟ้าอีกชั้นให้น้ำทะเลแยกจากกัน ภาพทะเลนั้นแปลกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา น้ำเงินหลายเฉดไล่จากเข้มไปหาอ่อน ไล่จากไกลไปถึงใกล้ฝั่ง เป็นเพราะความลึกและแนวปะการังที่ทำให้แสงแดดส่องได้ตื้นลึกต่างกัน ปรากฏเป็นสีท้องทะเลเหมือนภาพวาดบนผืนผ้าใบ

“นี่หรือเทพีที่เขาว่าไว้” เสียงพึมพำในใจอุทานเป็นคำถาม

เมื่อเรือเคลื่อนตามคลื่นเข้าไปใกล้ ความใสของน้ำก็ยิ่งทวีคูณ ตรงนั้นคือทุ่งสีขาวที่ใครทำหกไว้หรือเป็นชายหาดเริ่มไม่แน่ใจ เพราะเท่าที่จำได้หาดทรายต้องมีสีเหลืองเหมือนในนิทาน

เกาะนาวโอพีทำให้ตะลึงงันอยู่อย่างนั้น ภาพสีเขียวของต้นไม้ ภาพสีขาวของเม็ดทราย และภาพสีฟ้าของทะเลใส จิตรกรคนไหนจะวาดได้งดงามเท่าธรรมชาติไม่มี ธรรมชาติจัดวางทุกสิ่งได้พอดี ส่วนมนุษย์เป็นแค่องค์ประกอบที่ไม่จำเป็น

บนเกาะนาวโอพีมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว คือห้องน้ำ และซุ้มรับประทานอาหาร โดยเลิฟอันดามันชูจุดเด่นเรื่องอาหารกลางพรีเมียมทั้งซีฟู้ด ส้มตำ สลัด ของว่าง กาแฟ และเครื่องดื่ม ให้อิ่มท้องแบบไม่อั้นก่อนตะลุยกันต่อกับการดำน้ำตื้นรอบเกาะตามหานีโม่และดอกไม้ทะเล

02 เกาะสองยามอัสดง

จุดแรกเรือจะจอดให้สำรวจที่จุดดำน้ำ เดอะ เลตเตอร์ (The Letter) แหล่งอุดมไปด้วยกัลปังหา ปลาดาวขนนก และปะการังอ่อนสีชมพูที่โบกสะบัดพลิ้วไหวตามกระแสน้ำ แลชมฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยแหวกว่ายจนคิดว่ากำลังอยู่ในตู้ปลาขนาดใหญ่ที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม

จากนั้นไปตื่นตาต่อที่จุดไฮไลต์ เกาะภูเขาไฟ แหล่งปะทุของดอกไม้ทะเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของปลาการ์ตูนและสัตว์ทะเลน้อยใหญ่อีกหลายชนิดประหนึ่งหนังแอนิเมชั่นที่เคยดู

ขณะที่ลอยคออยู่ท่ามกลางหมู่ปลา ตอนนั้นอยากหยิบปากกากระดาษขึ้นมาบันทึกไว้ว่า

“เธอช่างเป็นสาวงามที่เพียบพร้อมเกินกว่าจะแตะต้อง แสนกลัวจะบอบช้ำ จนอยากปล่อยเธอไว้คนเดียว”

เกาะนาวโอพีสวยงามทั้งสิ่งที่มองเห็นด้วยตาและสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกใต้น้ำ ทั้งดิบ ทั้งสมบูรณ์ ทั้งบริสุทธิ์ พาให้คิดถึงทะเลไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน อย่างที่คนเฒ่าคนแก่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ทะเลไทยช่างสวยงาม

04 หนุ่มเมียนมาทาหน้าด้วยทานาคา

แค่วันเดย์ทริปก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับเรา เพราะบนเกาะนาวโอพีไม่มีที่พัก แต่ถ้ายังอยากเที่ยวเมียนมาแบบค้างแรมต้องไปพักบนเกาะสอง ถ้าไม่เช่นนั้นก็ตีตั๋วกลับไปนอนบนฝั่งระนอง ซึ่งเกาะสองกับชายแดนระนองห่างกันเพียง 15 นาที

เกาะสอง ไม่ใช่เกาะ

เกาะสองเป็นเมืองทางใต้สุดของเมียนมา ซึ่งเป็นแผ่นดินผืนเดียวกับแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่เกาะแต่อย่างใด อาจเพราะมีคนไทยเรียกชื่อเมืองทับศัพท์ว่า Kawthaung สำเนียงเลยเพี้ยนมาเป็นคำว่าเกาะสองก็เป็นได้

บรรยากาศแรกจะได้เห็นความคึกคึกของท่าเรือ ทั้งเรือทั้งคน เพราะเป็นจุดขนส่งสินค้าระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งมีตลาดร่างสุเวนีย์ ตลาดใหญ่ขายตั้งแต่สากกะเบือจนเรือรบ

โดยบรรยากาศจะวุ่นวายถึงขั้นชุลมุนในช่วงเช้า เมื่อชาวบ้านออกมาจับจ่าย มีทั้งแผงขายอาหารสด อาหารแห้ง อาหารป่า ผลไม้ ดอกไม้ เสื้อผ้า ทุกอย่างผสมผสานระหว่างตลาดสด ตลาดประตูน้ำ และปากคลองตลาดไว้ด้วยกัน สินค้าจึงละลานตาสารพัดให้ซื้อหาถ้าหาเจอ

05 แหวกว่ายกลางน้ำใสเห็นพื้นทราย

หลังจากพ้นช่วงเช้าตลาดจะเริ่มวาย เพราะผู้คนจะแยกย้ายกลับบ้านไปทำอาหารแล้วนำไปถวายพระ โดยมีวัดปิดอร์เอ เป็นวัดที่ชาวเกาะสองเคารพนับถือมากที่สุด ตั้งอยู่บนเนินเขาที่สูงที่สุด ถ้ามองจากท่าเรือจะเห็นเจดีย์สีทองอร่ามแต่ไกล โดยได้จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง ใต้ฐานเจดีย์มีพระประจำวันเกิดให้สักการะ ส่วนด้านนอกมีหลวงพ่อทันใจ ซึ่งสร้างจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านภายในหนึ่งวัน

ทั้งนี้ อย่าลืมว่าวัดเมียนมาต้องถอดรองเท้าและถุงเท้าตั้งแต่ประตูวัด โดยรองเท้าจะถูกจัดให้เป็นที่เป็นทางใส่ในตะกร้าจากความหวังดีของชาวบ้านที่หวังได้รับเงินเล็กๆ น้อยๆ เป็นทานหลังทำบุญ ซึ่งบนวัดปิดอร์เอจะมองเห็นเมืองชายทะเลแห่งนี้ได้ทั้งหมด ทำให้เห็นบ้านเรือนที่ขึ้นหนาแน่นสมกับเป็นเมืองท่า และการก่อสร้างอาคารตลอดทาง เป็นสัญญาณของความเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม

ส่วนที่พักบนเกาะสอง ถ้าไม่ใช่เกสต์เฮาส์ราคาประหยัดจะเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ ยังไม่มีบูติกโฮเต็ลหรือโฮสเทลเก๋ไก๋ให้เป็นตัวเลือก แต่ในอนาคตนั้นไม่แน่ เพราะอาจได้รับอิทธิพลจากเกาะนาวโอพีที่เริ่มเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม

สปีดโบตจะนำผู้โดยสารกลับไปยังท่าเรือประภาคาร ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้งตามระเบียบ ซึ่งหากยังไม่เบื่อทะเลไปเสียก่อน อยากแนะนำให้ลองล่องเรือ เดอะ รอยัล อันดามัน เรือไม้โบราณอายุกว่า 100 ปีที่ถูกบูรณะให้กลับมาล่องได้อีกครั้งในอ่าวระนอง โดยเรือจะออกช่วงเย็นเพื่อให้ได้จังหวะชมพระอาทิตย์ตก แล่นไปบนเส้นทางตามรอยเสด็จรัชกาลที่ 5 แวะสักการะเจ้าแม่กวนอิมศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลแห่งเดียวในไทยบนเกาะสุรีย์ ชมเหยี่ยวปากแดงบริเวณลิตเติ้ลเวนิส หรือเกาะคณฑีย์ ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในแหลมมลายู และปิดท้ายด้วยการลอยพรกพร้าว ตามประเพณีโบราณของชาวเลเพื่อขอบคุณพระแม่คงคาและขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล

13 3 สาวถ่ายภาพบนหาดทรายประชันความสวย

แสงสุดท้ายกำลังหายไปจากฟ้า ทิวทัศน์ฝั่งเมียนมามีหมอกฟุ้งเป็นระยะออกมาจากป่า ส่วนวิวฝั่งไทยอาจมีควันพ่นออกมาจากบ้านเรือน ความแตกต่างนี้เห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งคนฝั่งไทยถือว่าได้เปรียบกว่า เพราะจะมองเห็นธรรมชาติสบายตา แต่ฝั่งเมียนมากลับเห็นอาคารบ้านเรือน

ขณะเรือกำลังเทียบท่า ไฟบนประภาคารเปิดสว่าง หลังฟ้าเปลี่ยนเป็นสีครามและทะเลเปลี่ยนเป็นสีดำ ยามนั้นพลันคิดได้ว่า แท้จริงเมียนมาไม่ได้มีแค่ทะเลที่สวย แต่ยังมีป่าที่สมบูรณ์ ยังมีคนที่ไม่ปรุงแต่ง และยังมีวิถีชีวิตที่ไม่ถูกลืม จนเกิดความรู้สึกกลัวแทนว่าภาพทั้งสองฝั่งจะกลายเป็นภาพเดียวกันเข้าสักวัน

วันนี้จึงได้แต่ขอบคุณเพื่อนบ้านที่รักนวลสงวนตัวและแบ่งปันให้ชื่นชมความงาม หวังว่าหากมีโอกาสได้กลับไปยลโฉมงามคราวหน้า “จะได้เจอกับเธอคนเดิม”

……….ล้อมกรอบ……….

ทริปทะเลเมียนมา (เกาะนาวโอพี)

บัตรเครดิตเคทีซีร่วมกับเลิฟอันดามันจัดโปรโมชั่นทริปทะเลเมียนมา (เกาะนาวโอพี) สมาชิกบัตรเคทีซีรับส่วนลดคนละ 300 บาท เมื่อเดินทาง 4 คนขึ้นไป พร้อมเลือกรับบริการแบ่งชำระ KTC FLEXI 0% นาน 3 เดือน

วันเดย์ทริปหมู่เกาะนาวโอพี ผู้ใหญ่ราคา 3,900 บาท และ เด็กราคา 2,900 บาท และแพ็กเกจทริปหมู่เกาะนาวโอพีพร้อมที่พัก 2 วัน 1 คืนที่ระนอง ราคาเริ่มต้น 4,450 บาท

เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-15 พ.ค. 2561 สำรองทริปและสอบถามข้อมูลได้ที่เลิฟอันดามัน โทร. 08-1999-8844 หรือ www.facebook.com/loveandaman

รวมทั้งยังได้จัดโปรโมชั่นกับสายการบินนกแอร์ สมาชิกบัตรฯ รับเครดิตเงินคืน 15% เมื่อใช้คะแนนสะสม Forever Rewards เท่ายอดใช้จ่าย ผ่านการจองทางเว็บไซต์ www.nokair.com ตั้งแต่วันนี้-31 ธ.ค. 2560

………..ใต้ภาพ………..

00(รูปเปิด) น้ำทะเลสีฟ้าไล่เฉดบนเกาะนาวโอพี

01 เวลคัมดริงก์จากเลิฟอันดามัน

02 เกาะสองยามอัสดง

03 จุดรับประทานอาหารบนเกาะนาวโอพี

04 หนุ่มเมียนมาทาหน้าด้วยทานาคา

05 แหวกว่ายกลางน้ำใสเห็นพื้นทราย

06 ตรอกขายเสื้อผ้าในตลาดสดบนเกาะสอง

07 วัดปิดอร์เอ จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง

08 แม่ค้าขายดอกพุดไหว้พระ

09 แผงขายผลไม้สดและใหญ่บริเวณท่าเรือเกาะสอง

10 ลอยกะลากลางอ่าวระนอง

11 ล่องเรือโบราณเดอะ รอยัล อันดามัน ชมทัศนียภาพของเมียนมา

12 ท่าเรือประภาคาร จุดผ่านแดนน่านน้ำสู่เมียนมา

13 3 สาวถ่ายภาพบนหาดทรายประชันความสวย

 

จับตาท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง พื้นที่สุดฮอตในอาเซียน

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/530720

จับตาท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง พื้นที่สุดฮอตในอาเซียน

โดย ชินภัทร์ ไชยมล

เชียงรายนั้นใช่แค่เมืองท่องเที่ยวในประเทศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับทางตอนใต้ของประเทศจีนและกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ด้วยเที่ยวบินตรงจากประเทศจีนสู่เชียงรายตลอดจนเส้นทางการเดินเรือ ทั้งการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวจากท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย เหนือสุดในสยาม ล่องแม่น้ำโขง เลาะเขตแดน สปป.ลาว เมียนมา ไปจนถึงเมืองท่าเชียงรุ่ง หรือจิ่งหง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

สำหรับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของ จ.เชียงราย เลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2559 มีปริมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการห้องพักในพื้นที่ จ.เชียงราย 81% แต่ในปี 2560 กลับลดลงเหลือ 71% แต่ที่น่าสนใจคือ แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวจะลดลง แต่รายได้กลับเพิ่มมากขึ้น

“ในปี 2559 ที่มีการใช้ห้องพัก 81% มีรายได้ 250 ล้านบาท แต่ในปี 2560 ที่นักท่องเที่ยวลดลงกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 460 ล้านบาท โดยพบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางมาไม่ได้เน้นปริมาณ หรือห้องพักราคาถูก แต่จะเน้นห้องพักที่มีความสะดวกสบาย บรรยากาศดี แม้จะมีราคาสูงบ้างแต่เป็นที่ยอมรับได้ทำให้มีเม็ดเงินสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในขณะที่กลุ่มทุนด้านการท่องเที่ยวอย่างกลุ่มกะตะธานี คอลเลคชั่น ก็มองเห็นถึงโอกาสการขยายตัวของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง โดยเห็นว่าการเจริญเติบโตของการท่องเที่ยวในอนาคตในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง โดยเล็งเห็นว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีบทบาทมากในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนเริ่มตื่นตัวและเตรียมตัวเข้าสู่ประเทศที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว

ล่าสุด สมบัติ อติเศรษฐ์ ประธานบริหารกลุ่มโรงแรมกะตะธานี คอลเลคชั่น ได้ตัดสินใจขยายธุรกิจมาทางภาคเหนือ โดยซื้อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท จ.เชียงราย

ประธานบริหารกะตะธานี คอลเลคชั่น มองว่า การลงทุนได้มีการดึงเอาจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพมีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคการคมนาคม เช่น การสร้างสนามบิน และรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาค และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงได้มีการตัดสินใจที่ซื้อโรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ทเชียงราย มาดำเนินการต่อ

สมบัติ กล่าวว่า จะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงแรมแห่งนี้ใหม่ โดยรีแบรนด์เป็นเดอะ ริเวิอร์รี บาย กะตะธานี (The riverie by Katathani) และใช้ชื่อภาษาจีนว่า “ลี่เจียงต้าจิ่วเตี้ยน” โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแม่น้ำกก แม่น้ำสีทองสายสำคัญของจ.เชียงราย ซึ่งไหลโอบล้อมที่ตั้งของโรงแรม

“The riverie by Katathani จะมีบุคลิกที่มีความสง่า มีเสน่ห์ อบอุ่น และมีความร่วมสมัยให้เข้ากับวิสัยทัศน์ของโรงแรม คือ เป็นโรงแรมเพื่อเป็นการพักผ่อน ประชุมและจัดเลี้ยง ที่มีคุณภาพระดับชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย ภายใต้กลิ่นอายล้านนาและทัศนียภาพที่สวยงามริมแม่น้ำกก มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมาตรฐานสากล พนักงานมีความเป็นมืออาชีพ พร้อมให้บริการลูกค้าดุจญาติมิตร เพื่อให้เกิดความประทับใจไม่รู้ลืม” สมบัติ กล่าว

วิสูตร คำยอด ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงรายกล่าวว่า ปัจจุบันได้มีสายการบินทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเที่ยวบินมาที่ จ.เชียงราย โดยภายในประเทศมีทั้งเส้นทางบินจากเชียงรายไปท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางบินไปยังเมืองต่างๆ แต่ละภูมิภาค โดยมีสายการบินเริ่มเปิดเส้นทางบินใหม่ โดยเพิ่มเชียงรายเส้นทางบินด้วย

สำหรับเส้นทางบินต่างประเทศนั้น พบว่า จากเมืองต่างๆ ของจีนเริ่มเปิดเส้นทางบินตรงมาสู่ จ.เชียงราย แล้ว โดยมีเที่ยวบินจากประเทศจีนมาแทบจะทุกวัน เช่น ฉางซา-เชียงราย มีเที่ยวบินทุกวันอังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ อาทิตย์ ฮ่องกง-เชียงราย วันจันทร์และศุกร์ เฉินตู-เชียงราย วันจันทร์ พฤหัสบดี และเสาร์ เสิ่นเจิ้น ทุกวันพฤหัสบดี คุนหมิง วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ไหโข่ว ทุกวันศุกร์

ผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง บอกว่า นอกจากเมืองเหล่านี้แล้วยังมีเมืองต่างๆ จากประเทศจีนที่กำลังติดต่อเข้ามาเพื่อจะนำสายการบินตรงมาสู่ จ.เชียงราย สำหรับประเทศอื่นๆ เช่น สปป.ลาว และเวียดนาม กำลังมีการประสานเข้ามา ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะเปิดเส้นทางบินตรงมายังเชียงรายแน่นอน สำหรับการขยายท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายนั้น คาดว่าในอนาคตจะมีการขยายและปรับปรุงอย่างแน่นอน

ในส่วนของการเดินทางท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงนั้น ปัจจุบันมีการให้บริการเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำโขงทั้งบริษัทของไทยและ สปป.ลาว ซึ่งมีทั้งเดินทางจาก อ.เชียงแสน ขึ้นไปถึงเขตปกครองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และมีเส้นทางจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย ถึงหลวงพระบาง เมืองท่องเที่ยวมรดกโลก ในประเทศลาว เป็นอีกเส้นทางการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงกำลังน่าจับตา โดยเฉพาะแรงผลักดันจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากที่ให้ความนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยทั้งทางบกผ่านเส้นทาง R3A โดยมีจุดหมายในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะ จ.เชียงราย และเชียงใหม่

 

ไปเที่ยวงานสังคมสุขใจ ช็อป & ชิมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/530689

ไปเที่ยวงานสังคมสุขใจ ช็อป & ชิมผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วไทย

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

คงดีไม่น้อย ถ้าจะมีแหล่งซื้อขายผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย ก็เพราะทุกวันนี้ ไม่ว่าใครก็อยากเป็นผู้บริโภคที่ตื่นรู้และฉลาดเลือก

แนะนำงาน “สังคมสุขใจ” ที่ปีนี้จัดใหญ่ โดยเป็นการจับมือกันระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มูลนิธิสังคมสุขใจและภาคีเครือข่าย ใครอยากช็อปผลผลิตปลอดภัยตามมาเลย!

อรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะประธานจัดงานสังคมสุขใจ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 15-17 ธ.ค.นี้ มูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเครือข่ายภาคี จัดงานสังคมสุขใจ ภายใต้แนวคิด “อาหารปลอดภัย พาชุมชนไทยยั่งยืน” เพื่อต้องการสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้ตื่นตัว ร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ด้วยการเป็นผู้บริโภคที่ตื่นรู้ สมาร์ท คอนซูเมอร์ รู้เท่ารู้ทัน ฉลาดเลือก มีความรับผิดชอบต่อสังคม” อรุษ เล่า

สำหรับความคาดหวังต่อการจัดงานผลิตผลทางการเกษตรปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดนี้ อรุษ กล่าวว่า ผลจากการจัดงานในปีนี้ คาดหวังอยากเห็นผู้บริโภค ซึ่งก็คือทุกคนที่อยู่ในห่วงโซ่อาหาร ลุกขึ้นมาเป็นเชนจ์ เอเจนต์ (Change Agent) หรือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ค้นหาความรู้เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบอาหารยั่งยืน

“ไม่เพียงแต่ผู้บริโภคที่มาในงานจะได้ช็อปปิ้งผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยแบบครบครัน แต่จะได้ทำความรู้จัก พูดคุย แลกเปลี่ยนความต้องการ ร่วมรับรู้รับฟังความมุ่งมั่น ช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำหน้าที่เป็นต้นทางการผลิตที่เข้มแข็ง

นั่นหมายถึงความคาดหวังในระยะยาวที่การผลิตอาหารปลอดภัยสู่สังคมชุมชนจะมีปริมาณมากขึ้น โดยเป็นที่น่าดีใจว่า ในปีนี้ ททท.ได้เข้ามามีส่วนร่วม ก็จะทำให้ได้เห็นภาพความเชื่อมโยง จากต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทั้งในมิติของสังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย”

ไฮไลต์ คือการนำสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกรเครือข่ายทั่วประเทศกว่า 200 ร้านค้า มาร่วมจัดจำหน่ายในงาน ที่สำคัญคือบรรยากาศการเรียนรู้เรื่องอาหารยั่งยืน อรุษชี้ว่าบุคคลต้นแบบในวงการเกษตรอินทรีย์มากมายจะได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนและเสวนาร่วมกัน

“ยกตัวอย่างเช่น โจน จันใด ผู้ก่อตั้งศูนย์พันพรรณ วิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุล ผู้อำนวยการ Greennet นคร ลิมปคุปตถาวร ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง และพระอาจารย์มหาสุภาพ พุทธวิริโย เจ้าอาวาสวัดป่านาคำ จ.กาฬสินธุ์ พระผู้น้อมนำเอาแนวพระราชดำริ เกษตรทฤษฎีใหม่เกษตรพอเพียง มาขับเคลื่อนชุมชนกว่า 20 ปีแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีเซเลบเชฟรุ่นใหม่ ได้แก่ เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ ที่จะมาสร้างคุณค่าอาหารไทยจานพิเศษด้วยวัตถุดิบอินทรีย์ พร้อมสัมผัสรสชาติอาหารไทยสุดมหัศจรรย์กับกิจกรรม Amazing Thai Taste Station รวมทั้งจะมีเวิร์กช็อปเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวสวนเกษตรอินทรีย์ พื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล”

สัมผัสนิทรรศการ 10 ชุมชนอาหารเด็ด ที่เที่ยวดัง และลงทะเบียนรับฟรีผักสวนครัวอินทรีย์จากบูธ ททท. รวมทั้งมีบริการตรวจเลือดหาสารเคมีตกค้างในร่างกายฟรี โดยทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ยังมีภาคีจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย 10 โรงเรียน พื้นที่เครือข่ายโครงการ เตรียมขนกิจกรรมที่น่าสนใจเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

สนใจแวะมาเก็บเกี่ยวความรู้ ร่วม ชม-ช็อป-ชิม ในงานสังคมสุขใจ 15-17 ธ.ค.นี้ ที่สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ 09.00-17.00 น. ไม่มีค่าใช้จ่าย รายละเอียดเพิ่มเติม Facebook/สามพรานโมเดล

หนึ่งปีมีครั้งเดียว! ไปกันให้ได้นะ

 

สงขลายามนี้ ‘งามนัก’

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2560 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/530672

สงขลายามนี้ ‘งามนัก’

โดย /ภาพ : กาญจน์ อายุ

เวลาลงเครื่องบินที่หาดใหญ่จะลืมไปว่าที่นี่คือ “สงขลา” จังหวัดทางภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่มีความเจริญด้านการค้ากับพ่อค้าชาวเปอร์เซียและอินเดียมาตั้งแต่ 400 ปีก่อน

จากนั้นถูกพัฒนาให้เป็นหัวเมืองขนาดใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น กระทั่งในรัชกาลที่ 6 ถูกยกฐานะเป็นจ.สงขลา และยังคงเป็นเมืองการค้าตลอดมา

ปัจจุบันสงขลาเป็นหนึ่งในจังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุน และธุรกิจไมซ์* ภาคใต้ โดยมีศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เป็นศูนย์ประชุมระดับนานาชาติรองรับผู้เข้าร่วมงานไมซ์ได้ 4,000 คน ซึ่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมถึงยังมีศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอาเซียน และมีความเป็นไปได้ที่จะผลักดันให้เป็น “เมืองแห่งไมซ์” หลังผลักดันภูเก็ตให้เป็นไมซ์ซิตี้หลักของภาคใต้แล้ว

นอกจากนี้ สงขลายังมีอีกบทบาทกับการเป็น “เมืองท่องเที่ยว” ที่ได้รับความนิยมมากของชาวมาเลเซีย ซึ่งคนมาเลย์ใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินจากกัวลาลัมเปอร์ถึงหาดใหญ่เร็วกว่าคนกรุงเทพฯ บวกกับไม่มีทัศนคติด้านลบกับภาคใต้ ทำให้พี่น้องเพื่อนบ้านเห็นสงขลาเป็นจุดหมายปลายทาง

ม.ร.ว.สวัสดิวุฒิ สวัสดิวัตน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น.ซี.ซี.แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จึงขอพาทัวร์เพื่อให้รู้ว่าสงขลามีดีกว่าตลาดกิมหยง มีดีกว่าโชคดีติ่มซำ และมีดีกว่าตัวเมืองหาดใหญ่มาก!

ชุมชนกลางทะเลสาบ

เกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลสาบสงขลานาม “เกาะยอ” มีฐานะเป็นตำบลแบ่งเป็น 9 หมู่บ้าน มีพื้นที่ทั้งหมด 15 ตร.กม. โดยสภาพทั่วไปส่วนใหญ่เป็นเนินเขา มีที่ราบเชิงเขาติดทะเล และมีที่ราบกว้างทางตอนใต้เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยมีสะพานติณสูลานนท์เชื่อมระหว่างเกาะยอกับตำบลใกล้เคียง

กิจกรรมที่ถูกจริตผู้ใหญ่ต้องนำเสนอการไหว้พระ เพราะบนเกาะยอมีหลายวัดศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้ง วัดแหลมพ้อ ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ วัดท้ายยอ วัดเก่าแก่ที่มีโบราณสถานล้ำค่า คือกุฏิเรือนไทยปั้นหยา 3 หลังติดกัน อายุกว่า 200 ปี มีเอกลักษณ์ตรงกระเบื้องดินเผาเกาะยอ และเสาเรือนกุฏิที่ไม่ฝังลงดินแต่ตั้งอยู่บนตีนเสา อันเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านชาวไทยในภาคใต้เท่านั้น

วัดเขากุฏิ ตั้งอยู่บนยอดเขากุฏิซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเกาะยอ มีโบราณสถานที่สำคัญ คือ เจดีย์สมเด็จเจ้าเกาะยอ เป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาของชาวเกาะยอ โดยในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี จะมีงานห่มผ้าเจดีย์เพื่อนมัสการสมเด็จเจ้าเกาะยอ

และยังเป็นจุดชมวิวเมืองใหญ่ 2 ทะเล คือ ทะเลสาบและทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ ยังมีวัดโคกเปี้ยว ตั้งอยู่ติดทะเลสาบ ภายในวัดมีโบสถ์เก่าแก่ และต้นละมุด 100 ปี ส่วนวัดเขาบ่อ วัดที่มีความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีตำนานเกี่ยวกับช้างขุด ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสและมักขอพร

รอบเกาะยอมีถนนลาดยางให้สัญจรและยังมีอีกหลายเสน่ห์ให้ค้นหา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การทำสวนผลไม้แบบ “สุมรุม” หรือสวนสมรม คือการปลูกผลไม้หลากชนิดภายในสวนเดียว ทำให้มีผลไม้ผลัดกันให้ผลผลิตตลอดปี เช่น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน และผลไม้ที่มีชื่อของเกาะยออย่าง จำปาดะ ลักษณะคล้ายขนุนแต่ลูกเล็กกว่า รสชาติหวาน กลิ่นหอมไม่แรงมาก สามารถนำไปทอดเหมือนกล้วยแขก หรือกินสดก็ได้ ซึ่งที่นี่เน้นการปลูกโดยใช้ปุ๋ยชีวภาพ ทำให้นอกจากจะได้ชิมผลไม้สดๆ จากสวน ก็จะได้รับความรู้เรื่องการทำเกษตรปลอดภัยกลับไป

นอกเหนือจากเกษตรกรรม แน่นอนว่าชุมชนกลางทะเลสาบต้องทำประมง โดยเกาะยอเป็นแหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย เนื้อแน่น จนกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่ต้องสั่งมารับประทาน

จากนั้นหากกำลังมองหาของฝาก ผ้าทอเกาะยออาจเป็นทางเลือกที่ดี มีลายเอกลักษณ์คือ ลายราชวัตถ์ ดอกพิกุล และดอกพะยอม ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทยมาก

ต.เกาะยออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อ.เมืองสงขลา การเดินทางมายังเกาะยอมีสะพานติณสูลานนท์ 2 ช่วงเชื่อมเกาะยอกับฝั่ง อ.เมืองสงขลาและสิงหนคร

เหล่เมืองเก่า

กลับมาเยือนเมืองเก่าสงขลาครั้งนี้มีเรื่องให้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่แค่สตรีทอาร์ตที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย แต่เป็นความร่วมมือของรัฐและเอกชนที่ช่วยกันอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมอย่างสร้างสรรค์ผ่านการท่องเที่ยว

ทางเทศบาลนครสงขลาเปิดให้บริการรถรางชมเมืองฟรี ทุกวัน วันละ 5 รอบ (songkhlacity.go.th) โดยจะพาไปแวะตามจุดที่น่าสนใจ 9 จุดเพื่อให้รู้จักและเห็นภาพรวมของเมืองเก่าสงขลาทั้งหมดภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง

ยกตัวอย่าง ประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำ สร้างขึ้นบริเวณชายหาดสมิหลาเพื่อปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยวและชาวสงขลา พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ (บ้านของตระกูลติณสูลานนท์) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองสถานที่เกิดของ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

จากนั้นยังพาไปแชะภาพที่ ท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ ท่าเรือที่ล้อมรอบด้วยตึกเก่า ทางเดินปูด้วยอิฐ ล้อมรอบด้วยต้นไม้ จนกลายเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ต่อด้วยบ้านสงครามโลก ลักษณะเป็นอาคารสูงแบบจีน โดยในปี 2488 ที่นี่ถูกกองทัพอากาศอังกฤษทิ้งระเบิดใส่ เพราะคิดว่าเป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่น

และที่พลาดไม่ได้คือ หับ โห้ หิ้น โรงสีข้าวทาสีแดงสด อายุร่วม 100 ปี ในอดีตเคยเป็นโรงสีขาวที่ทันสมัยที่สุดและอยู่ติดแม่น้ำทำให้ค้าขายสะดวก ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม ผู้ปลุกกระแสการท่องเที่ยวสงขลาให้กลับมาคึกคัก

นอกจากนี้ รถรางจะพาไปหยุดที่ สตรีทอาร์ต ใหญ่ๆ อย่างภาพคนดื่มชายามเช้า และภาพวิถีคนประมง ซึ่งภาพตามผนังอาคารจะซุกซ่อนอยู่บนถนน 3 สายไล่เรียงจากริมทะเลสาบสงขลาเข้ามา ได้แก่ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม

แต่ที่ต้องเขียนตัวหนาปักหมุดว่าสำคัญต้องยกให้ “บ้านนครใน” พิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งแรกของเมืองสงขลาที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านเรือนเมื่อศตวรรษที่แล้ว เช่น เตียงไม้โบราณอายุกว่า 100 ปี เซรามิกจีน และรูปถ่ายเมืองสงขลาตั้งแต่ยุคที่สงขลายังมีประตูเมืองจนไปถึงยุคสงครามโลก รวมทั้งมีห้องจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะ

กระจ่าง จารุพฤกษ์พันธ์ เจ้าของธุรกิจร้านทองหยงเตียนเป็นผู้ลงทุนในการปรับปรุงอาคารเก่ามาเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน อาคารอยู่ในกลุ่มอาคารทรงชิโน-ยูโรเปี้ยน 2 หลัง ได้แก่ อาคารไม้สองชั้น และอาคารปูนสูง 4 ชั้นสีขาว โดยพิพิธภัณฑ์ยังเปิดให้เข้าชมแค่อาคารไม้และชั้นล่างของอาคารปูน ส่วนนิทรรศการเต็มรูปแบบมีกำหนดเปิดให้เข้าชมปลายปี 2561

นอกจากอาคารเก่าแก่ ในย่านเมืองเก่าสงขลายังเด่นเรื่อง ขนมและอาหารทั้งไทย จีน ฝรั่ง โดยเฉพาะบนถนนนางงามที่มีทั้งร้านขนมไทย เช่น ร้านสอง-แสน ขายสำปันนี ขี้มอด ทองเอก ข้าวฟ่างกวน ขนมเทียนสด ซึ่งเป็นขนมโบราณหากินยาก ร้านไอศกรีม ร้านกาแฟโบราณ ร้านซาลาเปา ร้านโจ๊กเกาะลอย ร้านเกียดฟั่ง (โกยาว) ขายข้าวสตู หรือจะเปิดประสบการณ์ใหม่ลองกิน ก๋วยเตี๋ยวใต้โรงงิ้ว ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา

เป็นศาลเจ้าแห่งเดียวในโลกที่ประดิษฐานทั้งเสาหลักเมือง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคติพราหมณ์ และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามคติจีนอยู่ร่วมกันในอาคารเดียว โดยเสาหลักเมืองสงขลา คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่เป็นสิริมงคลของเมืองสงขลาที่บ่อยาง

แต่เดิมเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 3 และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้า ได้แก่ เทวดาฟ้าดิน (ถี่ก้อง)เจ้าพ่อหลักเมือง พระเสื้อเมือง เจ้าแม่ทับทิม พระครูหมอ พระทรงเมือง เจ้าแม่กวนอิม และหมึงสิน (ทวารบาล)

เงือกสาวสมิหลา

มาเยือนสงขลา แล้วไม่ได้มาสัมผัสหาดสมิหลาถือว่ามาไม่ถึง งดงามด้วยชายหาดยาว ทรายละเอียดดังสมญานามทรายแก้ว ร่มรื่นด้วยแนวต้นสนริมหาด และมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะหนูเกาะแมวที่มีตำนานเล่าขานมาช้านาน

ไฮไลต์สำคัญคือ “ประติมากรรมเงือกทอง” สร้างขึ้นปี 2509 หล่อขึ้นจากบรอนซ์รมดำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหาดสมิหลา โดยเหตุที่ต้องเป็นนางเงือกนั้น เป็นเพราะนิทานปรัมปราไทยเรื่องหนึ่งเล่าว่า ในคืนท้องฟ้างาม ณ ชายหาดสวยแห่งหนึ่ง จะมีนางเงือกขึ้นมาจากทะเลมานั่งหวีผม จึงปั้นนางเงือกขึ้นบนหาดสมิหลา และมีความเชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวว่า หากลูบคลำอกนางเงือกจะได้กลับมาสงขลาอีก ทำให้จากบรอนซ์รมดำกลายเป็นสีทองเฉพาะจุด ซึ่งหากนางเงือกมีชีวิตคงหนีลงน้ำเหมือนในนิทาน

เขาคอหงส์ชมวิว

เย็นย่ำยามอัสดง ผู้คนทั้งคนโสด คู่รัก และครอบครัวต่างเดินทางไปยัง “เขาคอหงส์” เพื่อชมพระอาทิตย์ตกฟ้าและดาวบนดินของเมืองหาดใหญ่ ซึ่งทุกคนจะหันหน้าออกไปทางเดียวกับพระพุทธมงคลมหาราช พระพุทธรูปประจำเมืองหาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เขาคอหงส์ ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ หล่อด้วยทองเหลือง สูง 19.90 ม. หนัก 200 ตัน เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวหาดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2542 และที่นี่ยังมีเคเบิลคาร์พาขึ้นเขาไปรอชมฉากฟินาเล่ปิดท้ายวันสุดอลังการ

ขากลับขณะรอขึ้นเครื่องบินที่หาดใหญ่ ความทรงจำที่เก็บเกี่ยวมาตลอดทางทำให้ไม่อาจลืมได้แล้วว่า สงขลาหน้าตาเป็นอย่างไร แม้ความมั่งคั่งในอดีตจะเลือนไป แต่ความร่ำรวยเสน่หากลับมาแทนที่ ทั้งภาพชุมชน ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ล้วนประกอบร่างสร้างเป็นตัวตนของสงขลาเมืองงาม

 

ความงดงามแห่งวันวาน ชิโนโปรตุกีส

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/529619

ความงดงามแห่งวันวาน ชิโนโปรตุกีส

โดย สืบสิน ภาพ กาญจนา

มีโอกาสบินลัดฟ้าสู่ จ.ภูเก็ต ดินแดนที่มีทะเลที่สวยงาม อาหารที่อร่อยได้ใจแล้ว ยังจัดว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์และความรุ่งเรืองมายาวนานอีกแห่งหนึ่งของไทยเลยทีเดียว

หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว ภูเก็ตไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนทุกวันนี้ แต่กลับเป็นเมืองที่มีทรัพยากรแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุก ซึ่งแร่ดีบุกในสมัยนั้นเป็นแร่ที่มีราคาสูงมาก และเป็นของมีค่าที่หลายประเทศมีความต้องการใช้ในการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม จากการที่มีแร่ดีบุกอยู่มากนี้เอง ทำให้มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกเข้าภูเก็ตมาร่วมลงทุนในเหมืองแร่และมีชาวจีนมาเป็นแรงงาน บ้างก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนายเหมือง พ่อค้ากันไปเลย

เมืองภูเก็ตในตอนนั้นจึงมีวัฒนธรรมแบบตะวันตกและจีนผสมอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน การสร้างบ้านในตอนนั้นจึงผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่า ชิโนโปรตุกีส ตามหลักฐานบอกว่าบรรดาตึกเก่าเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2446 ซึ่งบ้านเรือนแบบชิโนโปรตุกีสนั้น จริงๆ แล้วมีกระจายกันหลายจังหวัดในภาคใต้ แต่ที่มีเยอะสุดและยังอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดก็เห็นจะเป็นที่ภูเก็ตนี่ล่ะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คำว่าชิโน (Sino) แปลว่า จีน ส่วนโปรตุกีส ก็คือประเทศโปรตุเกสในทวีปยุโรปนั่นเอง เมื่อนำมารวมเป็น ชิโนโปรตุกีส จึงหมายถึงสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรปได้อย่างลงตัว

ทางเทศบาลเมืองภูเก็ตได้เห็นถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ จึงได้ทำการอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสนี้ไว้ และจัดให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของการท่องเที่ยว จัดให้มีเส้นทางเดินชมเมืองเก่าภูเก็ตเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับความสวยงามของบ้านเรือนเก่าแก่ของภูเก็ต พร้อมๆ กับได้สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนภูเก็ตอีกด้วย

ส่วนเส้นทางการเดินชมตึกเก่าชิโนโปรตุกีส มีด้วยกันหลายถนน เริ่มต้นที่

ถนนถลางและซอยรมณีย์ เป็นถนนสายประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ตรงช่วงนี้จะมีอาคารตึกแถวเก่าที่มีรูปแบบเดิมๆ เกาะกลุ่มกันอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงร้านค้า ร้านอาหารต่าง เริ่มต้นจากสี่แยกถนนถลางตัดกับถนนภูเก็ตไปจนสุดสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช มีตึกแถวกว่า 151 คูหา ตัวตึกจะมีรูปแบบการตกแต่งช่องหน้าต่างโค้งตามแบบสถาปัตยกรรมยุคนีโอคลาสสิก มีลวดลายที่งดงามเน้นธรรมชาติเถาไม้ ใบไม้ และรูปสัตว์ ตึกแถวบริเวณนี้จึงมีลักษณะเด่นอยู่ที่ประตูด้านหน้า เป็นแบบบานเฟี้ยมไม้เก่าแก่ให้ชื่นชมกันจนอิ่มตา

ถนนพังงา ถนนภูเก็ต ถนนมนตรีเริ่มจากศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งตั้งอยู่หัวมุมถนนพังงาตัดกับถนนภูเก็ต เมื่อเดินลงมาตามทิศใต้ เลี้ยวขวาเข้าถนนรัษฎาไปจนถึงวงเวียนสุริยเดชและตรงไปตามถนนระนอง ซึ่งช่วงนี้จะได้พบกับตึกที่น่าสนใจ อาทิ โรงแรมออน ออน ศูนย์รวมข่าวพรหมเทพ ซึ่งปัจจุบันทาสีใหม่เป็นสีเหลืองโดดเด่น และมีหอนาฬิกาสูง 4 ชั้น มีหลังคาคล้ายรูปหมวกตำรวจสมัยก่อน ช่องประตูหน้าต่างแบ่งเป็นช่องโค้งมีเสาอิงแบ่งเป็นช่วง ประดับลายปูนปั้นบนยอดซุ้มโค้งสวยงาม

ถนนเยาวราชตัดกับถนนดีบุกช่วงนี้เริ่มจากแยกถนนดีบุกตัดกับถนนสตูล เดินตามถนนดีบุกจนถึงสี่แยกตัดกับถนนเยาวราช พอเลี้ยวขวาเข้าถนนเยาวราช จะได้สัมผัสกับบรรยากาศตึกเก่า และแวะลิ้มรสอาหารอร่อยในตรอกสุ่นอุทิศ แล้วย้อนกลับมาสี่แยกเลี้ยวเข้าถนนดีบุก อีกช่วงหนึ่งจะเข้าสู่ซอยรมณีย์ การเดินชมเมืองในช่วงนี้จะได้สัมผัสกับความหลากหลายของตึกชิโนโปรตุกีสที่หาดูได้ยาก อย่างที่บ้านหลวงอำนาจนรารักษ์ เป็นบ้านที่มีความงดงามโดดเด่นอยู่ที่ลายปูนปั้นตั้งแต่หัวเสาแบบคอมโพสิต และช่วงคานเหนือเสา เป็นศิลปะแบบกรีก ยุคคลาสสิก ผสานกับปูนปั้นลายค้างคาว ลายหงส์ ลายเมฆ รวมทั้งลายใบไม้และผลไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลของคนจีน

ถนนกระบี่และถนนสตูลเริ่มจากถนนกระบี่ บริเวณแยกถนนเยาวราช เดินไปทางตะวันตกจนถึงสามแยกตัดกับถนนสตูล เดินตรงไปถึงบ้านคุณประชา ตัณฑวณิช ย้อนกลับมาจนถึงสามแยกตัดกับถนนดีบุก เส้นทางสายนี้มีอาคารเก่าที่ชวนชมอย่างอาคารพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เป็นตึก 2 ชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโค้งเตี้ยขนาดใหญ่ 3 ซุ้ม มีเสากลมรับโค้ง หัวเสาประดับด้วยลายบัวแบบกึ่งไอโอนิกและคอรินเธียน ผนังอาคารเซาะร่องขนาดใหญ่ เรียกว่า Rustication ชั้นบนมีซุ้ม หน้าต่าง 3 ซุ้ม มีช่องหน้าต่าง 2 ช่อง กรอบหน้าต่างด้านบนเป็นจั่วโรมัน บานหน้าต่างไม้สี่เหลี่ยม มีลวดลาย เรขาคณิต เหนือซุ้มช่วงกลางมีหน้าจั่วปูนปั้นรูปค้างคาว

ถนนเทพกระษัตรี ช่วงนี้เป็นช่วงต่อจากเส้นทางเดินที่ซอยรมณีย์ เลี้ยวซ้ายทะลุออกถนนถลาง เมี่อถึงสี่แยกเลี้ยวซ้ายเดินตามถนนเทพกระษัตรี พอถึงแยกตัดกับถนนดีบุก อาจแวะชมบ้านเก่าแล้วย้อนออกมาตามถนนเทพกระษัตรีอีกครั้งจนไปสิ้นสุดเส้นทางที่คฤหาสน์ตระกูลหงส์หยก หรือบ้านหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 7 ด้านหน้าอาคารเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่รถยนต์เข้าไปจอดเทียบได้ ชั้นล่างเป็นซุ้มโค้งเตี้ย 3 โค้ง หัวเสา จะเป็นแบบดอริก ผนังเซาะเป็นร่องลึกคล้ายแนวหินก่อ ชั้นบนเป็นระเบียง มีลูกกรงปูนปั้นประดับงดงามมาก

 

‘ตะกั่วป่า’ อย่ามองข้ามความคูล

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/529497

‘ตะกั่วป่า’ อย่ามองข้ามความคูล

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ภาพ “ตะกั่วป่า” ของการเป็นเมืองแห่งฝรั่งสูงวัยถูกทำให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์สุดคูล ทั้งเล่นเซิร์ฟโต้คลื่นบนหาดลึกลับ ล่องเรือชมความลับในป่าดึกดำบรรพ์ และเดินย้อนวันวานที่ย่านเมืองเก่า

ทั้งหมดเพื่อตอกย้ำว่าตะกั่วป่าไม่ได้มีดีแค่ทะเล

01 งูปล้องทองหลับบนต้นไม้

โต้คลื่นหาดปะการัง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ใครจะไปรู้ว่าผ้าขี้ริ้วห่อทองจะใช้ได้กับ “หาดปะการัง” ชายหาดสุดลึกลับที่ไม่มีแม้ป้ายบอกทาง แต่กลับเป็นที่โด่งดังในหมู่นักเล่นเซิร์ฟ หนทางต้องขับรถผ่านถนนลูกรัง ขรุขระ รกชัฏ จนไม่สามารถจินตนาการถึงความสวยงามที่หลายคนการันตี

ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ผ่านป่าก่อนถึงทิวสนแล้วค่อยทะลุออกไปเจอทะเล ภาพที่รอคอยจะรออยู่เบื้องหน้าพร้อมร้านอาหาร บาร์ และนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งผมทอง

ที่นี่เหมาะแก่การเล่นกระดานโต้คลื่น ทั้งสำหรับมือใหม่และมือโปร ซึ่งคนในวงการโต้คลื่นยกให้เป็นหาดที่เหมาะแก่การเล่นเซิร์ฟมากที่สุดในพังงา เพราะมีคลื่นไม่ใหญ่และแรงจนเกินไป และยังถูกแนะนำโดย ควิกซิลเวอร์ (Quiksilver) ให้เหล่าวัยรุ่นลองมาสัมผัสคลื่นและความสวยงามของหาดปะการัง

รวมทั้งแนะนำให้ลองเรียนเซิร์ฟแบบตัวต่อตัวกับครูสอนที่ร้าน เมโมรี่ส์ บีช บาร์ (memoriesbar-khaolak.com) ร้านอาหารชิลริมชายหาด ที่เจ้าของมีแพสชั่นเรื่องกีฬาเซิร์ฟจึงตามมาด้วยการเปิดเซิร์ฟช็อป สนนราคาเรียนอยู่ที่ชั่วโมงละ 1,000 บาท

เริ่มจากการเรียนภาคทฤษฎีกึ่งปฏิบัติบนชายหาด คือเรียนรู้การใช้กระดานโต้คลื่น และวิธียืนบนบอร์ดเมื่ออยู่เหนือคลื่น ใช้เวลาจนกว่าลูกศิษย์จะเข้าใจและจำได้ จากนั้นก็ถึงเวลาลงทะเลโดยยังมีครูประกบอยู่ข้างๆ ให้คำแนะนำจนกว่าจะขึ้นบอร์ดและยืนพลิ้วไหวบนยอดคลื่น

ไม่แปลกใจแล้วว่า ทำไมคนถึงต้องลำบากนั่งรถกระแทกบั้นท้ายมาตั้งไกลถึงหาดปะการัง ก็เพราะความงามที่ไม่เหมือนใคร ความเงียบ คนน้อย หาดยาว ทรายละเอียด และลูกคลื่นที่ขยันซัดเข้าฝั่งอย่างไม่ลดละ เชื่อว่าคนที่เคยมาก็ต้องอยากกลับมาอีกในครั้งต่อไป

โดยใจหนึ่งก็อยากบอกต่อชักชวน อีกใจก็อยากเก็บหาดปะการังนี้ไว้คนเดียว

02 งูปล้องทองหลับบนต้นไม้

คลองสังเน่ห์ เสน่ห์อเมซอน

ได้ยินมานานกับคำว่า ลิตเติ้ลอเมซอน สมญานามของ “คลองสังเน่ห์” ที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชูไฮไลต์ป่าแปลกและชมงู โดยมีเรือคายักของกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเน่ห์ ซึ่งเป็นชาวบ้านละแวกนั้นมารอให้บริการ

เรือลำหนึ่งรับนักท่องเที่ยวได้สองคนพร้อมคนพายอีกหนึ่งคนที่ท้ายเรือ เหตุที่ชาวบ้านต้องยอมเหนื่อยแทนที่จะใช้เรือยนต์แสนสบาย ก็เพราะไม่อยากรบกวนธรรมชาติทั้งบรรยากาศและสัตว์เจ้าถิ่น

เสน่ห์ของคลองสังเน่ห์จะค่อยๆ เผยออกมาตามความลึกที่เข้าไป จากป่าโปร่งมีแสงแดดลอดผ่านก็กลายเป็นป่าครึ้ม จากต้นไม้ลำต้นเล็กก็กลายเป็นต้นไทรมหึมาพร้อมแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นอุโมงค์ บรรยากาศของป่า ความเขียวเข้มของใบ และความสงัดของธรรมชาติ

ไม่รู้หรอกว่าที่นี่เหมือนหรือต่างจากอเมซอนแค่ไหน แต่มันคล้ายกับสารคดีป่าอเมซอนที่เคยดู และให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าจะมีอนาคอนด้าโผล่ออกมาตลอดเวลา

แม้งูยักษ์ในจินตนาการจะไม่มีจริง แต่คลองสังเน่ห์มีงูตามธรรมชาติให้เห็นจริง พี่ฝีพายจะเป็นผู้สอดส่องหาที่นอนของเจ้างู โดยพวกเขาจะขดตัวอยู่บนกิ่งไม้เหนือผืนน้ำเพื่อหลบหลีกจากศัตรู แต่หลบไม่พ้นสายตาของมนุษย์ที่ล่องมาอย่างเงียบเชียบ

ที่เห็นได้บ่อยคือ งูปล้องทอง เขาจะนอนช่วงกลางวันและออกหากินตอนกลางคืน การเฝ้ามองพวกเขาจึงต้องให้ความเคารพในฐานะผู้มาเยือนที่มีต่อเจ้าของบ้าน

เส้นทางล่องคายักยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 2 ชั่วโมงในการเที่ยว ซึ่งคลองสังเน่ห์จะไหลไปเชื่อมกับแม่น้ำตะกั่วป่าและไหลออกสู่ทะเล ลักษณะของน้ำบริเวณนี้จึงเป็นน้ำกร่อย รวมถึงระดับน้ำในคลองจะเพิ่มและลดตามระดับน้ำทะเล แต่ระดับน้ำก็ไม่เป็นปัญหากับการพายคายักจึงสามารถล่องได้ตลอดวัน แค่คนละบรรยากาศเท่านั้นเอง

สมญานาม “ลิตเติ้ลอเมซอน” ทำให้เห็นภาพของป่าดงดิบที่ยังดิบ ซึ่งคลองสังเน่ห์เป็นแบบนั้นแม้ว่าจะมีการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงคำเปรียบที่ทำให้เห็นภาพ เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของคลองสังเน่ห์ย่อมมีเอกลักษณ์ที่ไม่สามารถเทียบกับที่ไหนได้เลย

03 ความใหญ่และเก่าแก่ของต้นไม้ในคลองสังเน่ห์

กลับมาเถอะวันวาน ตะกั่วป่า

วันวานของตะกั่วป่ามีไทม์แมชีนให้บริการที่เมืองเก่า “ตะกั่วป่า” อดีตเมืองท่าจอดเรือ ศูนย์กลางการค้าขาย และเป็นเส้นทางลัดขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรมลายูจากฝั่งทะเลอันดามันไปยังอ่าวไทย

รวมถึงมีบ้านเรือนสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส ที่ยังรักษาไว้เช่นเดียวกับถนนถลาง จ.ภูเก็ต อันเป็นหลักฐานของวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างไทย จีน และแขก

อีกหลักฐานที่ทำให้เห็นความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่ คือ สะพานเหล็กโคกขนุน ความยาวประมาณ 200 เมตร สร้างขึ้นจากเหล็กของเรือขุดแร่ที่ใช้การไม่ได้แล้ว เพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรให้ชาวบ้านละแวกนั้น โดยข้ามจากถนนเส้นหลักผ่านแม่น้ำตะกั่วป่าเข้าไปยังโรงขุดแร่ ซึ่งยังมีโรงขุดแร่ทิ้งร้างไว้ให้เห็น วันดีคืนดีอาจโชคดีเจอฝูงควายเล็มหญ้าและฝูงนกบินโฉบปลาเป็นซาฟารีให้ชมฟรีระหว่างทาง

นอกจากนั้น บนถนนศรีตะกั่วป่าซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมืองยังมีสตรีทอาร์ตบนกำแพงบ้าน เป็นการเพิ่มสีสันและชีวิตชีวาให้บ้านเรือน โดยภาพแรกเป็นภาพช่างตัดผม จากนั้นก็มีภาพอื่นๆ ตามมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และเอกลักษณ์ของเมืองตะกั่วป่ามากกว่าสิบภาพให้เดินถ่ายภาพ

04 ล่องคายักชมธรรมชาติ

แม้วันนี้ตะกั่วป่าจะไม่รุ่งเรืองเหมือนในอดีต แต่ความเรียบง่ายและความเนิบช้ากลับเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุข และแม้ว่าวันนี้ยุคเหมืองแร่จะยุติ แต่ตะกั่วป่าจะถูกจดจำในฐานะเมืองเก่าอันทรงเสน่ห์

เมืองตะกั่วป่าที่หลายคนมองข้าม ทำให้ต้องพลาดความคูลของเมืองเล็กที่มีเสน่ห์มาก ทั้งชายหาดลึกลับของนักเล่นเซิร์ฟ ทั้งธรรมชาติของผืนป่า ทั้งวิถีและอดีตของชาวบ้าน ล้วนเป็นองค์ประกอบสมบูรณ์แบบที่เมืองเมืองหนึ่งจะให้ได้ และเพียงพอแล้วกับคำว่าความสุขของคน

………ล้อมกรอบ………

การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังตะกั่วป่าที่สะดวกสุดคือ นั่งเครื่องบินลงภูเก็ตและนั่งรถต่อผ่านเขาหลักเข้าตะกั่วป่า โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีให้บริการจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิสู่ภูเก็ตทุกวัน ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.bangkokair.com

……….ใต้ภาพ………

00(รูปเปิด) เสน่ห์คลองสังเน่ห์

01-02 งูปล้องทองหลับบนต้นไม้

03 ความใหญ่และเก่าแก่ของต้นไม้ในคลองสังเน่ห์

04 ล่องคายักชมธรรมชาติ

05 ความงดงามของรากไทร

06 ความยิ่งใหญ่ของต้นไม้

07 นักท่องเที่ยวเล่นเซิร์ฟที่หาดปะการัง

08 เรียนเซิร์ฟบนทรายก่อนลงทะเล

09 ชายหาดกว้างและยาวของหาดปะการัง

10 ควายฝูงใหญ่เล็มหญ้าใกล้สะพานเหล็กโคกขนุน

11 ชาวบ้านใช้สะพานเหล็กในการสัญจร

12 เหล็กจากเรือขุดแร่นำมาต่อสะพาน

13 สะพานเหล็กโคกขนุนเชื่อมชุมชนกับถนนใหญ่

14 ทางเดินหน้าบ้านเอกลักษณ์ของอาคารชิโนโปรตุกีส

15 ร้านกาแฟเก่าแก่ในเมืองเก่าตะกั่วป่า

16 ห้องน้ำลอยฟ้าสไตล์บ้านเก่า

 

สัมผัสพัทยาในมุมสงบ แรบบิท รีสอร์ท สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่แท้จริง

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2560 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/529373

สัมผัสพัทยาในมุมสงบ แรบบิท รีสอร์ท สวรรค์แห่งการพักผ่อนที่แท้จริง

Rabbit Resort อีกมุมของพัทยาสวยสงบท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนที่แท้จริง

หากได้ยินชื่อ พัทยา เราจะนึกถึงทะเลหาดจอมเทียนที่มีชื่อเสียง สองฝั่งข้างทางเต็มไปด้วยแสงสียามค่ำคืน วอคกิ้งสตรีทมีผู้คนคึกครื้นเดินย่ำราตรี ดื่มด่ำกับเสียงเพลง เครื่องดื่มและอาหารมากมาย แต่ใครจะไปคิดว่าการมาพัทยาครั้งนี้จะทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป เมื่อได้มาพักที่ Rabbit Resort รีสอร์ทแบบไทยประยุกต์ท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่ม พร้อมให้คุณมาพักผ่อนเต็มที่ สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด

Rabbit Resort เป็นอีกทางเลือกที่ดีของคนต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง ตั้งอยู่บนพื้นที่หาดดงตาล (ชายหาดที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในพัทยา) มั่นใจได้เรื่องมารยาทการบริการ สถานที่ ความสะอาด ความสวยงาม สิ่งแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย เพราะที่นี่ได้รับรางวัลจาก Trip Advisor Choice Awards ถึง 11 ปีซ้อน

ด้านหน้ารีสอร์ท ติดชายหาดที่สวยงามกว้าง มีต้นสนที่เรียงรายขนานกับท้องทะเลสีคราม สามารถเลือกออกกำลังกาย เล่นน้ำทะเล ทำกิจกรรมริมชายหาดได้ตามต้องการ ขึ้นชื่อว่าเป็นทำเลดีที่สุดในพัทยาใต้ การไปพักผ่อน 2 วันหนึ่งคืนที่ผ่านมาจึงเต็มไปด้วยความสงบร่มรื่น สดชื่นพร้อมกลับมาลุยงานที่กรุงเทพอีกครั้ง ด้วยบรรกาศดีๆ เน้นธรรมชาติเป็นหลัก จนสามารถเห็นเหล่ากระรอกวิ่งเล่นกันตามพุ่มไม้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ภายในรีสอร์ทเน้นการตกแต่งเป็นสวนสวยงามสไตล์ tropical ทางเดินสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี มีตุ๊กตารูปปั้นกระต่ายอยู่รายล้อมทุกที่ตามชื่อสถานที่ เพราะเจ้าของที่นี่นั้นเกิดปีเถาะ เป็นปีเดียวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงนำมาตั้งเป็นชื่อรีสอร์ทที่เรียกง่ายติดหู

ล่าสุดที่นี่เพิ่งจะรีโนเวทใหม่ในรอบ 18 ปีให้เป็น รีสอร์ทแห่งการถ่ายภาพ ( A Photography Resort ) ซึ่งหลักๆแล้วเป็นการเพิ่มมุมสวยๆให้คนได้มาถ่ายรูปเล่นกันมากขึ้น แถมยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เวิร์คช็อปต่างๆ จัดขึ้นที่นี่อยู่บ่อยๆ อีกด้วย

ในส่วนของห้องพักตกแต่งสไตล์ไทยประยุกต์ เลือกได้ทั้งแบบ Forest View และ Pool View มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งอินเทอร์เน็ตไร้สาย (Wi-Fi) ฟรี พื้นที่จอดรถ และสระว่ายน้ำกลางแจ้ง 2 สระให้เล่นเพลิดเพลิน อาบแดดชิลๆ หากต้องการรับประทานอาหาร สามารถเดินไปใช้บริการห้องอาหารริมทะเล Grill House ของรีสอร์ทได้ มีบาร์เปิดเพลงฟังชิลๆยามค่ำคืน

ปล. ตกดึกหน่อยหลังสี่ทุ่มที่นี่จะเงียบสงบมาก ห้ามส่งเสียงดังทั้งในที่พักและริมหาดทรายที่ไร้ผู้คน ใครที่จะมาปาร์ตี้คงต้องคิดอีกที เพราะที่นี่เหมาะกับการพักผ่อนที่แท้จริง

* ในวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ที่จะถึงนี้จะมีงาน Grand Opening ที่ Rabbit Resort Pattaya เวลา 18.00 น. หลังเปลี่ยนแปลงให้เป็นรีสอร์ทแห่งการถ่ายภาพ ( A Photography Resort )

ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยจะจัดงานในลักษณะ Cocktail Party และมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายจากช่างภาพระดับประเทศ อีกทั้งยังมีดนตรี Jazz on the beach รวมถึงการร่วมประมูลภาพเพื่อการกุศล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แรบบิท รีสอร์ท โทร 038- 251730 ถึง 732 หรือ www.rabbitresort.com

 

ชมศิลป์ผสานไทย จีน ทิเบต ที่วัดโพธิ์แมน

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 15:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/528440

ชมศิลป์ผสานไทย จีน ทิเบต ที่วัดโพธิ์แมน

โดย…แมงโก้หวาน

เมื่อพูดถึงวัดจีนในกรุงเทพฯ วัดเล่งเน่ยยี่ หรือ วัดมังกรกมลาวาส อยู่ที่ย่านเยาวราช น่าจะเป็นวัดที่คนกรุงรู้จักดีและไปบ่อยที่สุดกว่าวัดจีนอื่นๆ

มีทั้งไปไหว้พระ ไหว้เทพ ทำบุญสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง ในช่วงปีใหม่ตรุษจีนคนเนืองแน่น

ทว่ามีอีกวัดที่ชื่อเสียงอาจยังไม่ดังเท่าวัดเล่งเน่ยยี่ แต่ถ้าพูดถึงความสวยงามไม่เป็นรองแต่อย่างใด ทั้งเป็นวัดที่สะอาด มีความสงบเงียบ เหมาะแก่การพาครอบครัวไปทำบุญไหว้พระไหว้เทพตามคติของจีนเพื่อความสุขกายสบายใจ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รวมถึงถ้าอยากนั่งสมาธิในโบสถ์ที่ค่อนข้างเงียบสงบดี นั่นก็คือ วัดโพธิ์แมนคุณาราม หรือมีชื่อจีนว่า “โพวมึ้งป่ออึงยี่”

ช่วงนี้วัดโพธิ์แมนคุณาราม หรือเรียกสั้นๆ ว่า วัดโพธิ์แมน อาจจะยังไม่คึกคักด้วยผู้คนเท่าไร แต่ถ้าเป็นช่วงตรุษจีนปีใหม่ผู้คนมาไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนนิยมพาครอบครัวมาไหว้พระทำบุญกัน

ใครยังไม่เคยไปอยากให้ไปชม ค่อยๆ เดินชม จะประจักษ์ว่าสถาปัตยกรรมภายในวัดนี้ไม่ธรรมดา เนื่องจากเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบจีน ไทย และทิเบต เอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สวยงามจริง โดยผู้ที่ออกแบบคือ พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (โพธิ์แจ้งมหาเถระ) เจ้าอาวาสรูปแรกและเป็นผู้นำสร้างในปี 2502

พอเข้ามาในวัดผ่านซุ้มประตูเข้าไปก็จะเห็น “วิหารหน้า” ศิลปะแบบวัดจีน ด้านหน้าวิหารมีจารึกอักขระภาษาทิเบต ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอารยเมตไตรย์โพธิสัตว์ มีพระเวทโพธิสัตว์อยู่ด้านหลัง และมีท้าวจตุโลกบาลอยู่ประจำ 4 มุมของวิหารด้วย ท้าวจตุโลกบาลนี้ตามคติของจีนถือเป็นมหาเทพผู้รักษาโลกและพระพุทธศาสนา

ท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ ท้าวธตรฐ หรือในภาษาจีนเรียก “ถี่กกเทียงอ้วง” ทรงเครื่องทรงแบบขุนพลจีนโบราณ รูปกายสีแดง มือถือพิณ ท้าววิรุฬหก (เจงเชียงเทียงอ้วง) รูปกายสีขาว ถือร่ม วิรุฬปักข์ (ก่วงมักเทียงอ้วง) รูปกายสีดำ ถือกระบี่และงู และท้าวเวสสุวัณ (ตอบุ๋งเทียงอ้วง) มีรูปกายสีเขียว ถือเจดีย์ไว้ในมือข้างหนึ่ง

ใครจะทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทำในวิหารนี่แหละ

พอผ่านวิหารไปเป็นอุโบสถก็เป็นศิลปะแบบจีน แหงนหน้าขึ้นมองข้างบน จะปรากฏปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ที่ประดิษฐานอยู่ที่หน้าบันของอุโบสถ เป็นตราที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธียกฉัตรเจดีย์อุโบสถ

ที่ว่าผสมผสานศิลปะแบบไทยจีนน่าจะตรงหลังคาโบสถ์สามชั้นลดหลั่นกันลงมา บนหลังคาชั้นบนสุดมีเจดีย์ยอดฉัตรที่ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ ด้านล่างลงมามีตราธรรมจักร และมีกวางยืนอยู่ตามจุดต่างๆ บนหลังคา ตรงนี้แหละน่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบไทยจีน เนื่องจากมักไม่ค่อยเห็นตราธรรมจักรและกวางในสถาปัตยกรรมแบบจีน

ด้านในอุโบสถงดงามไม่แพ้ด้านนอก เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธวัชรโพธิคุณ” ชื่อนี้ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 องค์สีทองอร่าม ด้านข้างเป็นเสาสีแดงสดมีมังกรสีทองพันตัวรอบเสาดูน่าเกรงขาม เมื่อมองไปด้านบนจะเห็นหมู่พระพุทธรูป 1,000 องค์ ประดิษฐานอยู่

ขณะที่ผนังด้านข้างอุโบสถทั้งสองด้านประดับด้วยรูปพระอรหันต์ 500 รูป ที่หากมองไกลๆ อาจเหมือนรูปวาดธรรมดา แต่เข้าไปดูใกล้ๆ ก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นภาพโมเสกขนาดใหญ่สีสันสดใสสวยงาม

ขณะที่ใบเสมาจะคล้ายๆ กับวัดไทยที่มุมอุโบสถทั้ง 4 มุมมีใบเสมาหินอ่อนอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นแกะสลักเป็นเครื่องหมายรูปวัชรทิเบต และอีกใบหนึ่งแกะสลักเป็นรูปท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 เป็นการผสมผสานระหว่างจีน-ไทย-ทิเบต ที่เห็นได้ชัดเจน

ใครยังไม่เคยไปแนะนำให้ไปชมและไหว้พระทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนไม่ควรพลาด วัดตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 19 เขตยานนาวา หรือเข้ามาซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 24 ก็ได้ เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. สอบถาม โทร. 02-211-7885, 02-211-2363

ถ้านั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ให้มาลงที่สถานีช่องนนทรี แล้วต่อบีอาร์ทีไปลงที่สถานีถนนจันทน์ แล้วเดินตรงไปซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 24 ประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงวัดซึ่งจะอยู่ฝั่งซ้ายมือ

 

“กิน เที่ยว ถ่าย” เพจสไตล์ทีมทะเล

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/528430

"กิน เที่ยว ถ่าย" เพจสไตล์ทีมทะเล

เรื่อง : รอนแรม ภาพ : กิน เที่ยว ถ่าย

จากคนติดเกมที่ไม่รู้จักโลกนอกจอ ถูกขยายมุมมองออกด้วยความสวยงามของท้องทะเล

ทำให้วันนี้ “เบนซ์” ศาศวัต ศรีธัญญาภรณ์ เดินทางไม่หยุดหย่อน เพื่อพักผ่อนและนำประสบการณ์มาแบ่งปันผ่านเพจเฟซบุ๊ก “กิน เที่ยว ถ่าย” พื้นที่ของเรื่องกิน เรื่องเที่ยว ภาพถ่าย และพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่จะทำให้คนออกไปสัมผัสความงามของธรรมชาติผ่านสายตาไม่ใช่หน้าจอ

เบนซ์เล่าว่า เมื่อก่อนเขาเป็นคนติดเกมอย่างหนัก โลกทั้งใบที่รู้จักมีแค่จอสี่เหลี่ยม จนกระทั่งวันหนึ่งแฟนสาวชวนเขาออกไปท่องเที่ยว ซึ่งกลายเป็นทริปที่เปลี่ยนเขาไปตลอดกาล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ทริปต่างจังหวัดครั้งแรกในชีวิต แฟนชวนไปเกาะล้าน ชลบุรี จังหวะที่เห็นน้ำทะเล หาดทราย ท้องฟ้า แสงแดด ทำให้รู้เลยว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่หน้าจอ สิ่งที่ผมเคยเห็นจากในอินเทอร์เน็ตมันสวยสู้ไม่ได้เลยกับสิ่งที่เห็นกับตา เพราะเราได้สัมผัส ได้รู้สึก ได้เก็บเป็นความทรงจำหลังจากทริปนั้นผมกลับมาศึกษาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เริ่มออกเดินทางบ่อยขึ้นทีละนิดๆ ลดเวลาเล่นเกมลงทีละหน่อยๆ จนตอนนี้ไม่หันกลับไปเล่นเกม และกลายเป็นคนเสพติดการท่องเที่ยวไปเลย”

จากทริปแรกจนถึงวันนี้ นับเป็นระยะเวลา 4 ปีที่เขาเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา (2559) เบนซ์ตัดสินใจเปิดเพจอย่างเป็นทางการ โดยตั้งคอนเซ็ปต์เน้นเที่ยวทะเลและรีวิวที่พักเปิดใหม่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว

“สไตล์การถ่ายภาพของผมจะเป็นโทนฟิล์ม และให้รายละอียดตั้งแต่ก้าวแรกตั้งแต่ออกจากบ้าน ความรู้สึกระหว่างทางไปจนถึงปลายทาง รวมถึงรายละเอียดของที่พัก และค่าใช้จ่ายในทริปนั้นด้วย”

เบนซ์ยังกล่าวด้วยว่า แม้ยังเก็บทะเลใต้ได้ไม่มากนัก แต่เขาเก็บทุกเกาะทุกหาดในทะเลตะวันออกมาครบ (โดยเฉพาะเกาะล้านที่ไปซ้ำมากกว่า 30 ครั้ง) แต่เมื่อถามว่าทะเลที่ชอบที่สุดในตอนนี้ของเขาคือที่ไหน เบนซ์แนะนำ “เกาะรอก” จ.กระบี่ ที่ตอนนี้ต้องยกให้ในเรื่องของความบริสุทธิ์และความสวยงาม ทั้งหาดทรายนุ่ม น้ำใส และเพราะเพิ่งเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวไปทำให้ยังไม่มีคนรู้จักมาก

“ผมอยากให้ทุกคนที่ไปเที่ยวทะเลไม่ทิ้งขยะ ไม่ให้อาหารปลา เพื่อไม่ให้เสียระบบนิเวศ ถ้าคนไทยเจอขยะก็หยิบเก็บไปทิ้งคนละชิ้นก็จะทำให้ทะเลไทยสวยงามขึ้นแล้ว” เขากล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นักเดินทางสายทะเลยังทิ้งท้ายว่า ความหมายของการเดินทางอาจไม่สำคัญที่จุดหมายปลายทาง แต่สำคัญที่เรื่องเล่า “ระหว่างทาง” เพราะแม้ว่าจะเดินทางไปที่เดิมร้อยครั้ง จุดหมายปลายทางเหมือนเดิมร้อยครั้ง แต่เรื่องเล่าระหว่างทางจะไม่เคยซ้ำกันสักครั้งเดียวติดตามเรื่องกิน เรื่องเที่ยว และภาพถ่ายระหว่างทางได้ที่เพจเฟซบุ๊ก กิน เที่ยว ถ่าย และเว็บไซต์ th.readme.me/id/kintiewtaai

 

มณีพฤกษ์ นึกถึงเกอิชา

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/thailand/527193

มณีพฤกษ์ นึกถึงเกอิชา

 โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ

ยามแรกที่ได้ยินว่าที่นี่มี “เกอิชา” ในใจไม่คิดว่าจะเจอสาวญี่ปุ่นสวมชุดกิโมโน แต่มโนถึงหญิงงามเมืองน่านหน้าตาสะสวยรวยเสน่ห์ ซึ่งเมื่อได้ไปเหล่ด้วยตาถึงรู้ว่า เธอยังหอมและน่าลิ้มลอง

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ก่อนที่ “บ้านมณีพฤกษ์” ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน จะอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เดิมทีเคยเป็นหมู่บ้านของชาวเมี่ยนนาม ฉงไผ่ จากนั้นเมื่อชาวม้งเริ่มอพยพเข้ามา พวกเขาต้องจ่ายภาษีเป็นฝิ่นให้แก่เมี่ยน มีอยู่ปีหนึ่งม้งไม่มีฝิ่นส่งจึงขอให้ชาวจีนที่มาค้าขายช่วยเขียนจดหมายไปขอผลัด แต่คนจีนคนนั้นกลับเขียนว่า “ห้ามมาเก็บภาษีที่นี่อีก” จึงจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างม้งกับเมี่ยน ต่อมาในปี 2527 ม้งเริ่มกลับมาตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากิน และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น มณีพฤกษ์

01 ยอดดอยผาผึ้ง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากนั้นปี 2532 ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสกับแม่ทัพภาคที่ 3 (พล.ท.ศิริ ทิวะพันธ์ุ) ให้พัฒนาชาวไทยภูเขาและผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในพื้นที่ จ.น่าน โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปสำรวจสภาพปัญหาต่างๆ ของหมู่บ้าน และกำหนดให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอันดับแรก ส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสาน การเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคแทนการล่าจากป่า การทำนาขั้นบันได และปลูกจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันชาวบ้านมณีพฤกษ์มีการจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชน และกลุ่มกาแฟบ้านมณีพฤกษ์ เพื่อพัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ โดยมี กล้วย-วิชัย กำเนิดมงคล เป็นประธานกลุ่ม

“เรามาคิดกันว่าพื้นที่ของเรามีอะไรเด่นที่ตอบโจทย์สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม สุดท้ายจึงมาลงเอยที่การท่องเที่ยว และการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ เพราะพื้นที่บ้านเรามีความสูง 1,400-1,600 เมตร เป็นดินภูเขาไฟซึ่งเหมาะแก่การปลูกกาแฟที่มีคุณภาพ ให้ปริมาณผลมาก และทำให้กาแฟหอมกว่าที่อื่น” เขากล่าว

ชาวบ้านได้ต้นกล้ากาแฟมาจากในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่พวกเขาไม่รู้จักกาแฟ และไม่มีใครดื่มกาแฟ เลยปลูกไปแบบตามมีตามเกิด

จากนั้น ในปี 2547 มีฝรั่งชื่อ เคเลบ จอร์แดน หรืออาจารย์เค มาเป็นมิชชันนารีในหมู่บ้าน เขาเห็นว่าสภาพดินน้ำที่นี่เหมาะแก่การปลูกกาแฟมาก จึงได้นำกาแฟสายพันธุ์เกอิชามาลองปลูกเป็นคนแรกในภาคเหนือ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกาแฟเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชาวมณีพฤกษ์มากที่สุด

นอกจากนี้ กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 แต่เพิ่งมาจริงจังเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทําโครงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism District) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนจากการท่องเที่ยว

02 นั่งรอพระอาทิตย์ตกดินเหนือไร่กาแฟ

ปัจจุบันวิถีชีวิตของชาวม้งตอบโจทย์แนวคิด “คนอยู่ ป่ายั่งยืน” เพราะคนในชุมชนช่วยกันดูแลและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาตัดไม้ทำลายป่า และดำรงชีวิตอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

ส่วนเรื่องท่องเที่ยว สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ซึ่งถึงแม้ว่าตอนนี้การท่องเที่ยวยังไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ แต่กล้วยหวังว่าในอนาคตมันจะเติบโตเป็นรายได้ให้ชาวบ้านได้ตลอดปี

คิดถึงธรรมชาติ

ผู้มาเยือนจะถูกเชื้อเชิญให้ไปเยี่ยมเยือนบ้านพี่กล้วยเพื่อดื่มกาแฟ แน่นอนว่าต้องเป็นกาแฟเกอิชาด้วยเทคนิคดริปร้อน วิธีคลาสสิกเพื่อได้กาแฟหอมนวลถึงรสกาแฟแท้ ในบ้านไม้กลางธรรมชาติอวลด้วยกลิ่นควันไม้ที่ลอยออกมาจากห้องครัว

บ้านชาวม้งสร้างเรียบง่าย ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ภายในแบ่งเป็นห้องนอน ห้องครัว และระเบียงกินข้าว ไม่จำเป็นต้องมีแอร์หรือพัดลม แต่จำเป็นต้องมีมุ้งและผ้าห่ม เพราะที่นี่เย็นตลอดปีและจะหนาวสุดขีดช่วงปลายปีโดยอุณหภูมิอาจแตะเลขตัวเดียวในเดือน ธ.ค.

เมื่อจิบกาแฟรสละมุนทำให้ตาตื่นแล้ว กล้วยจะพาไปตื่นตาต่อที่ไร่กาแฟ อยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นเนินเล็กน้อยก่อนจะพบสาวงาม ต้นเกอิชามีความแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นตรงที่มีลำต้นสูง กิ่งก้านยาว การเก็บจึงยากกว่าเพราะต้องสู้กับความสูงของมัน

กล้วยเลือกปลูกกาแฟในสวนกล้วยป่า เนื่องจากดินจะชุ่มน้ำตลอดเวลา แม้ว่าเวลาเดินจะเสี่ยงต่อการลื่นหัวคะมำก็ตาม โดยจะปลูกแซมไปกับต้นกล้วย ใต้ร่มเงาใบตองใหญ่ ไล่ระดับความสูงขึ้นไป โดยชาวบ้านจะไม่รุกที่ป่าชุมชนที่มีกว่า 1.8 หมื่นไร่ ตามกฎเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้

03 ดริปกาแฟเกอิชา

นอกจากนี้ ด้านบนของไร่กาแฟ กล้วยได้สร้างบ้านพักเล็กๆ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนและไร่กาแฟอยู่เบื้องล่าง อธิบายความเป็นมณีพฤกษ์ได้ครบจบความ

“ตอนนี้ทุกพื้นที่ในภาคเหนือมีกาแฟเกอิชาปลูก แต่ที่นี่เป็นที่หนึ่ง เพราะเราปลูกใต้ต้นกล้วย ลูกท้อ อโวคาโด และแมคคาเดเมีย รวมถึงความสูงที่พอดีทำให้ได้เกอิชารสชาติดี ในพื้นที่บ้านมณีพฤกษ์มีการปลูกกาแฟแล้วประมาณ 500 ไร่เกือบทั้งหมู่บ้าน แต่ยังไม่ได้ผลผลิต เพราะชาวบ้านเพิ่งปลูกหลังรู้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่ขายได้ราคา สำหรับผมคิดว่า กาแฟที่ใช้แรงงานน้อยแต่ขายได้ราคาดี คือกาแฟที่ดีที่สุดแล้ว” กล้วยกล่าวเพิ่มเติม

มณีพฤกษ์ยังมีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกน่าตื่นใจที่การเดินทางไปอาจจะยาก แต่ไม่ยากเกินไปถ้ามีความตั้งใจพอ เพราะถนนสู่ “ดอยผาผึ้ง” เป็นถนนลูกรังและพร้อมจะเปลี่ยนเป็นโคลนทันทีเมื่อฝนเทลงมา โดยถนนหนทางอนุญาตเฉพาะรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ซึ่งจะใช้เวลาจากหมู่บ้านถึงตีนดอยผาผึ้งประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงผ่านทิวสนและต้นไม้ใหญ่จนถึงยอด

จากตีนถึงยอดดอยผาผึ้งต้องเดินต่ออีกเล็กน้อย ทางไม่ชัน ไม่ลื่น เหมือนเดินอยู่กลางทุ่งหญ้าและทุ่งดอกไม้ ซึ่งบนยอดดอยจะมองเห็นป่าอุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่ หากฟ้าใสจะมองเห็นถึงดอยภูแว สถานที่ที่ชาวม้งพำนักเป็นที่แรกก่อนย้ายมาอยู่ที่มณีพฤกษ์ และหากคืนก่อนหน้าฝนตก จะเห็นทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่ยกตัวสูงเกือบแตะยอดดอย

กล้วยเล่าว่า ที่มาของชื่อดอยผาผึ้ง มาจากสมัยก่อนที่มีผึ้งมาทำรังบนหน้าผาจำนวนมาก และชาวบ้านมักจะปีนขึ้นมาตีผึ้งมากมาย จนปัจจุบันไม่มีรังผึ้งเหลืออยู่แล้ว แต่เปลี่ยนเป็นจุดชมวิวยอดฮิตของหมู่บ้านแทน คำว่า ผาผึ้ง ยังเป็นชื่อของถ้ำขนาดใหญ่ที่ตอนนี้ยังมีรังผึ้งอยู่บ้างบนผาสูง ซึ่งตัวถ้ำยังสำรวจไม่เสร็จสิ้นจึงไม่อนุญาตให้เดินเข้าไป แต่การชื่นชมความสวยงามอยู่แค่ปากถ้ำก็ถือว่าอลังการ และคุ้มค่ากับการเดินป่าระยะสั้นเข้ามาแล้ว

วัฒนธรรมรำลึก

นอกจากธรรมชาติยิ่งใหญ่ บ้านมณีพฤกษ์ยังมีวัฒนธรรมแปลกใหม่ที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน กล้วยคนเดิมจะพานักท่องเที่ยวออกเดินไปรอบหมู่บ้านและแวะตามจุดต่างๆ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้

04 บ้านตีมีดพ่อฉั่วต้ง

จุดแรกกล้วยหยุดที่ ผ้าปักม้งแม่สมหมาย คุณยายแต่งชุดม้งเต็มยศนั่งบนเก้าอี้ทรงเตี้ย เธอปักด้ายลงผ้าฝ้ายอย่างเชื่องช้าแต่ประณีต แย้มยิ้มให้คนแปลกหน้าพร้อมมิตรไมตรี ซึ่งนี่คือวิถีธรรมดาของแม่สมหมายไม่ใช่การแสดง

จากนั้นหลังร่ำลาแม่ก็เดินต่อไปที่ บ้านพ่อฉั่วต้ง หนึ่งในไม่กี่บ้านที่ยังยึดอาชีพตีมีดอยู่ถึงปัจจุบัน โดยกระบวนการทั้งหมดมาจากแรงของกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ของคุณตาฉั่วต้ง วัย 80 ปี ที่เป็นช่างตีมีดมาตลอด 50 ปีตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น

เมื่อมีดร้อนๆ ตีจนเข้าที่เสียงแคนม้งก็ดังเอื่อยมาพอดีจากบ้านข้างๆ ภาพนั้นคือ คุณลุงฉ่วนต้งกำลังเป่าแคนม้งอย่างโดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย เพราะมีคนฟังมากมายกำลังให้ความสนใจกับเสียงไม่คุ้น แต่กลับเป็นเสียงลื่นหูและไพเราะแม้จะฟังเป็นครั้งแรก ซึ่งเสียงแคนม้งจะดังขึ้นใน 2 วันสำคัญ คือ งานศพ และวันขึ้นปีใหม่ โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 19-24 ธ.ค. จะเป็นช่วงที่ชาวม้งหยุดงานและออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองกันตลอดวันตลอดคืน

กล้วยเล่าก่อนจะโบกมือลากันว่า ปัจจุบันฝิ่นหมดไปจากพื้นที่ เพราะชาวบ้านหันมาปลูกขิง กะหล่ำปลี ข้าวไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกาแฟ

โดยบ้านมณีพฤกษ์มีประชากรม้ง 270 หลังคาเรือน รองลงมาเป็นชาวลั๊วะราวๆ 100 หลังคาเรือน ซึ่ง ต.งอบ ประกอบด้วย 3 หย่อมบ้านแบ่งเป็น 11 หมู่บ้าน รวมทั้งหมดมีประชากรมากกว่า 2,000 คน เขาหวังว่าการท่องเที่ยวและกาแฟจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวม้งและชาวเผ่าอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ททท.ยังได้วางแผนจัดกิจกรรม Business Matching and Showcase ที่ ซี-อาเซียน กรุงเทพฯ ในวันที่ 29 พ.ย. 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจด้านการท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพูดคุยกับกลุ่มชุมชน และให้โอกาสชุมชนได้นําเสนอเรื่องราวความน่าสนใจของพื้นที่ด้วยตัวเอง รวมทั้งยังให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาซื้อโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้เป็นกลุ่มแรกในราคาพิเศษด้วย ติดตามข่าวสารได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Creative District Thailand

 

%d bloggers like this: