เที่ยวทั่วโลก

All posts tagged เที่ยวทั่วโลก

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น (จบ)

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 13:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/532046

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น (จบ)

ตื่นเช้าขึ้นมามองออกไปนอกหน้าต่าง เฮ้ย!ทำไมสวยอย่างนี้ ตรงข้ามโรงแรมมีทะเลสาบเล็กๆ หมอกจางๆ ลอยขึ้นจากผิวน้ำดูโรแมนติกไปอีกแบบ อาบน้ำเสร็จลงไปห้องอาหารเลือกนั่งข้างกระจกที่มองเห็นวิวด้านนอกชัดเจน  ละเลียดอาหารเช้าแบบไม่เร่งรีบกับวิวสวยถือเป็นความสุนทรีย์อย่างที่สุดของทริปนี้ กินข้าวเสร็จเช็กเอาต์เรียบร้อยแล้วฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้ วันนี้เราจะขึ้นกระเช้าไปชมวิวกันครับ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า  Central Alps Komagatake Ropeway เป็นกระเช้าไฟฟ้าขึ้นเขาแห่งแรกของญี่ปุ่น มีบริษัท Chuo Alps Kanko เป็นผู้ได้รับสัมปทานมาตั้งแต่ปี 1967 ให้บริการมาแล้วกว่า 50 ปี เราไปยืนรอรถเมล์ที่หน้าโรงแรม เพราะรถบัสนักท่องเที่ยวทั่วไปไม่อนุญาตให้ขึ้น เนื่องจากเส้นทางคดเคี้ยวและมีบางช่วงที่คับขันมุมเลี้ยวหักศอก

ถ้าไม่ชำนาญเส้นทางก็ต้องขับด้วยความระมัดระวังอย่างมาก อย่ากระนั้นเลยปล่อยให้คนชำนาญเส้นทางเขารับหน้าที่ดีกว่า เพราะความปลอดภัยสำคัญที่สุด รถประจำทางพาเรามาถึงยังสถานีกระเช้าไฟฟ้า Komagatake มีกระเช้ารุ่นแรกให้ชมอยู่ด้านหน้า ห้องน้ำห้องท่าสะอาดสะอ้าน หลังจากเข้าคิวรอไม่นาน กระเช้าบรรจุผู้โดยสารขนาด 60 คน ก็นำเราขึ้นไปส่งยังสถานีปลายทาง Senjojiki บนความสูง 2,612 เมตร โดยใช้เวลาแค่ 8 นาที แต่เป็น 8 นาที ที่ตื่นตาน่าประทับใจ ด้วยระดับความสูงจากสถานีล่างสุด 950 เมตร

จนถึงบนสุดซึ่งมีความห่างกันถึง 1,000 เมตร จึงทำให้พืชพันธุ์มีความแตกต่างกันตามลำดับความสูง ทัศนียภาพเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทาง ทำให้โรปเวย์แห่งนี้มีความพิเศษกว่าที่อื่น แถมยังมีดีกรีถึง 3 ตำแหน่ง คือ โรปเวย์ที่มีระดับความสูงแตกต่างมากที่สุดในญี่ปุ่น โรปเวย์แห่งแรกของญี่ปุ่น และเนื่องจากเป็นโรปเวย์ที่อยู่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ก็เลยได้ชื่อว่าอยู่ใกล้กับจักรวาลมากที่สุดในญี่ปุ่น แหม่! เข้าใจคิดจริงๆ

เมื่อออกจากสถานีก็สามารถเดินไปสำรวจทัศนียภาพของหุบเขาเซนโจจิกิ (Senjojiki Cirque) ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะอันเกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งเมื่อ 2 หมื่นปีที่แล้ว จนเกิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ คำว่า เซนโจจิกิ ที่แปลว่า เสื่อทาทามิ 1,000 ผืน คือ การเรียกเปรียบเปรยพื้นที่กว้างใหญ่ของแอ่งกระทะที่อุดมไปด้วยไม้ป่านานาพันธุ์ และจากตัวสถานีก็ยังสามารถเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อขึ้นไปยังยอดเขาโคมางะตาเกะที่มีความสูง 2,956 เมตร ได้อีกด้วย บนนี้สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ในหน้าร้อนหุบเขาจะอุดมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้แซมด้วยสีสันของดอกไม้ป่าที่บานสะพรั่งปกคลุมไปทั่วทุ่งเซนโจจิกิ และด้วยอุณหภูมิที่เย็นสบายกว่าในเมือง จึงมีผู้คนขึ้นมาเที่ยวและพักค้างแรมที่นี่กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พอถึงฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะค่อยๆ เปลี่ยนสีจากยอดเขาลงไปจนกลายเป็นสีส้มเหลืองแดงทั่วทั้งหุบเขาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.ไปจนถึงต้นเดือน พ.ย. ถือเป็นช่วงพีกที่สุดของที่นี่ และเมื่อถึงเดือน ธ.ค.หิมะก็เริ่มโปรยปรายจนปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาและจะยังคงอยู่ไปจนถึงปลายเดือน พ.ค.ต่อต้นเดือน มิ.ย. สำหรับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างหนำใจ

ขอแนะนำให้พักค้างบนนี้เลย ทางบริษัท Chuo Alps Kanko เขาสร้างโรงแรมชื่อเดียวกับสถานี Senjojiki เป็นโรงแรมขนาดเพียง 16 ห้อง มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำในตัวแค่ 2 ห้อง ที่เหลือต้องไปใช้ห้องน้ำและห้องอาบน้ำรวม เพราะถึงแม้ว่าทางโรงแรมจะสามารถขุดน้ำจากใต้ภูเขาขึ้นมาใช้ได้ก็จริง และหิมะที่ทับถมมาตลอดครึ่งปีจะละลายลงไปมากกว่าที่ขุดขึ้นมาใช้ก็ตาม แต่ก็ไม่อยากให้ใช้กันอย่างสิ้นเปลืองและไม่อยากสร้างมลภาวะมากจนเกินควร คิดดีทำดีแบบนี้สมควรปรบมือดังๆ ให้ครับ ของดีของเด่นสำหรับคนที่ไม่ได้พักค้างแรมต้องมาลอง คือ กาแฟร้อนที่ใช้น้ำแร่จากกลางเทือกเขาแอลป์ ส่วนท่านที่พำนักที่นี่ก็สามารถสร้างสถิติให้กับตัวเองว่ามานอนโรงแรมที่อยู่สูงที่สุดและใกล้กับดวงดาวมากที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นดาวได้ชัดเจนกว่าข้างล่างที่ผมดูเมื่อคืนอย่างแน่นอน เพราะบนนี้มืดสนิทกว่ามาก

เดินเที่ยวชมกันจนทั่วแล้วก็ได้เวลาลงจากเขา ระหว่างลงเจ้าภาพถามว่าอยากไปดูน้ำตกมั้ย ถามยั่วมาแบบนี้มีหรือที่จะปฏิเสธ เส้นทางอยู่ข้างสถานีด้านล่าง เดินเลียบเลาะลำธารขึ้นไป เส้นทางไม่ได้เรียบง่ายเพราะเป็นเส้นทางขึ้นเขา มองเห็นกระเช้าข้ามหัวไป ต้นไม้สองข้างทางยังหลงเหลือสีแดงเหลืองส้มอยู่บ้าง ความเหนื่อยยากจากการเดินหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นภาพน้ำตกที่สวยงามเบื้องหน้า บ้านเรามีน้ำตกที่สวยกว่านี้เยอะหากแต่ไม่มีใบไม้แดงมาแต่งแต้มสีสันให้งดงามเหมือนที่นี่ ชมน้ำตกเสร็จนั่งรถบัสลงจากเขา ระหว่างทางเจอฝูงลิงเจ้าถิ่นเดินป้วนเปี้ยนเป็นระยะ คนขับคงคุ้นเคยจึงขับชะลอเปิดโอกาสให้เราได้ชมและถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดไปด้วยในตัว รถบัสมาส่งเราที่จุดเดิมหน้าโรงแรม หลังจากเข้าห้องน้ำห้องท่าเรียบร้อยก็ออกเดินทางไปร้านอาหาร

เที่ยงนี้เราไปกินข้าวกันที่ร้าน Nana Chan เป็นร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ที่มีจุดเด่นตรงที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุง และทั้งแม่ครัวตลอดจนพนักงานทุกตำแหน่งในร้านล้วนแล้วแต่เป็นคุณแม่บ้านทั้งสิ้น คุณแม่บ้านของเมืองนี้ลงแรงมาช่วยกันทำร้านอาหารร้านนี้ให้คนในชุมชนได้ชิมกัน รสชาติอาหารในร้านจึงเหมือนรสมือแม่ ให้ความอร่อยแบบบ้านๆ และให้บรรยากาศของความคิดคำนึงถึง ปัจจุบันมีร้านแบบนี้เปิดมากขึ้นเพราะได้รับความนิยม อย่างร้านนานะจังนี่นอกจากคนในท้องถิ่นมากินกันจนแน่นแล้ว คนจากชุมชนอื่นก็แวะเวียนมากินด้วยเช่นกัน เพราะทั้งอร่อยและราคาไม่แพง อาหารก็หลากหลายทั้งคาวหวานครบ เท่าที่เห็นในร้านส่วนมากจะเป็นสุภาพสตรีทุกวัย บางโต๊ะก็มีเด็กๆ มาด้วย ดูเหมือนมางานปาร์ตี้คนแถวบ้านมากกว่าจะดูเป็นร้านอาหารครับ หลังอาหารเราแวะเที่ยวชมโรงกลั่นวิสกี้ยี่ห้อ Mars ซึ่งใช้น้ำจากหิมะละลายของเทือกเขาแอลป์ตอนกลาง

ผมลองซื้อไปให้ผู้นิยมสุราลองชิม ได้รับการยืนยันว่ารสชาติไม่เป็นรองแบรนด์ดังอย่าง Nikka หรือ Yamazaki และปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมวัดโคเซนจิ หนึ่งในวัดเก่าแก่ของจังหวัดนากาโนะ ก่อนเดินทางสู่เมืองนาโกย่าเพื่อขึ้นเครื่องกลับไทย เป็นทริปที่น่าประทับใจเพราะใหม่สด นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ค่อยมา ที่สำคัญ ดาวสวยมาก ทริปนี้แค่ได้มานอนดูดาวเต็มตาเต็มท้องฟ้าก็คุ้มแล้วครับ

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 7

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ธันวาคม 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/530772

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 7

หลังเก็บองุ่นที่ Miharashi farm แล้ว คณะของเรามุ่งหน้าสู่เมืองเล็กๆ อีกเมือง คือ Komagane ซึ่งถือว่าเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของบริษัท Chuo Alps Kanko เจ้าภาพสำหรับทริปนี้ รถมาจอดยังที่พักในค่ำคืนนี้ คือ โรงแรม Komagane Kogen Resort Linx หนึ่งในโรงแรมหรูของเมือง แต่ยังไม่มีเวลาได้ชื่นชมเท่าไหร่ เพราะมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวของเมืองมาคอยต้อนรับ พร้อมรอแนะนำที่พักและกิจกรรมต่างๆ ของเมืองให้เราทราบ ที่น่าสนใจ คือ ที่เมืองนี้ยังไม่มีคณะทัวร์ไทยมาพักเลย สำหรับผมถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากเพราะมีนักท่องเที่ยวหลายท่านหลายคณะชอบของสดใหม่แบบนี้ เลยบอกเขาไปว่าในความยากมักมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ญี่ปุ่นปรบมือกันเกรียว มีกิจกรรมตัวหนึ่งที่ผมสนใจมากและคิดว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งคงสนใจเช่นกัน คือ การแข่งวิ่งมาราธอน ปัจจุบันมีการจัดวิ่งมากมายในบ้านเรา และเดี๋ยวนี้นักวิ่งหรือคนชอบวิ่งก็เริ่มออกไปวิ่งที่ต่างประเทศมากขึ้น

โดยเฉพาะการแข่งวิ่งมาราธอนระดับโลก 6 สนามที่นิวยอร์ก บอสตัน ชิคาโก ลอนดอน เบอร์ลิน และโตเกียว แต่ก็จองกันยากมากๆ ถึงขั้นต้องจับสลากกันก็มี พอทราบว่าเมือง Komagane มีจัดมาราธอนด้วยก็เลยเกิดไอเดียคิดจะพาคนไทยที่รักการวิ่งมาลองวิ่งที่นี่กันดู แต่เป็นฮาล์ฟมาราธอนระยะทาง 21.0975 กิโลเมตร (กม.) กำหนดเวลาวิ่งไว้ที่ 3 ชั่วโมง 10 นาที ค่าสมัครคนละ 5,000 เยน ถ้าจะวิ่งแค่พอสนุกก็มีระยะทาง 5 กม.และ 3 กม.ให้สมัครด้วย ที่น่าสนุกก็คือ คนในเมืองจะออกมาเชียร์และเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นอย่างดี ของดีๆ ในเมืองนี้ก็จะถูกนำมาแจกให้นักวิ่ง ดูเป็นการวิ่งเพื่อสานสัมพันธ์กันเสียมากกว่า ที่สำคัญคือยังไม่เคยมีคนต่างชาติมาวิ่ง และถ้าเราจะจัดนักวิ่งไทยมาจริง ทางเมืองก็จะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่โควตาใบสมัครที่ได้วิ่งแน่นอน ที่พักในเขตเมืองเพื่อความสะดวกในการเตรียมตัว และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง รวมทั้งของที่ระลึกที่จะทำเป็นพิเศษสำหรับคนไทย

หลังจากชื่นมื่นกับโปรเจกต์มาราธอนกันแล้ว ก็รีบไปเช็กอินเอาของเก็บขึ้นห้องเรียบร้อย ทีแรกเข้าใจว่าคงกินข้าวเย็นในโรงแรม เลยแอบเข้าไปสำรวจเห็นไลน์บุฟเฟ่ต์แล้วน่ากินมาก โดดเด่นที่สุด คือ เตาเทปปังที่พ่อครัวย่างเนื้อออกมายั่วน้ำลาย เมนูอื่นก็น่าสนใจ แต่อดกินเพราะเจ้าภาพจัดให้ไปกินข้างนอก คิดในแง่ดีร้านท้องถิ่นคงมีอะไรน่าสนใจไม่งั้นคงไม่พาไป ร้าน Iroribisuisha (อิโรริ บิสุยฉะ) ถูกใจผมสมกับที่เจ้าภาพพามา เป็นร้านอิซากายะขนาดย่อมดูอบอุ่น มีขวดเหล้าเรียงรายหลังเคาน์เตอร์พร้อมที่นั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งเป็นที่นั่งญี่ปุ่นแบบห้อยขาได้ (Hori-kotatsu) เมนูมีทั้งสลัด ซาชิมิ เทมปุระ ยากิโทริ สุกิยากิปรุงสำเร็จ กินกันไปคุยกันไปอย่างออกรสออกชาติ พ่อครัว (หรือแม่ครัวก็ไม่ทราบ) ปรุงอาหารรสชาติเหมือนกินข้าวฝีมือแม่ เข้ากับบรรยากาศและความเป็นกันเองของร้านเป็นอย่างดี

หลายร้านในญี่ปุ่นที่ได้ดาวฝรั่ง ระยะหลังเริ่มอยากคืนดาวเพราะบรรยากาศในร้านมันเปลี่ยนไป จากลูกค้าที่มากินเพราะรสชาติและจิตวิญญาณ กลายมากินเพราะชื่อเสียงและการโพสต์รูปโชว์เพื่อน เมื่อลูกค้าดั้งเดิมเริ่มหายหน้า ร้านจึงโหยหาบรรยากาศเก่าๆ ดาวที่สูงส่งบนฟ้า หรือจะสู้ลูกค้าที่รู้ใจ ในระหว่างกินผมถามเจ้าภาพว่า ที่เมือง Komagane มีอะไรขึ้นชื่อเป็นหน้าเป็นตาบ้าง เจ้าภาพเลยสั่งเมนูนึงมาให้ เป็นทงคัทสึราดซอส ผมสงสัยว่า นี่มันเมนูของเมืองไอสึวาคะมัทสึมิใช่หรือ เจ้าภาพบอกว่า ต้นตำรับต้องของโคมะงาเนะนะจ๊ะ ฝั่งโน้นเขาเพิ่งมีแต่ของเรามีมานานแล้ว ผมเลยถามอีกว่า ถ้างั้นมีเมนูอื่นอีกมั้ยที่ไม่ต้องมานั่งกังขาว่าเป็นของใครกันแน่ เจ้าภาพนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วลุกไปที่เคาน์เตอร์กระซิบกระซาบอะไรไม่รู้กับเจ้าของร้าน สักพักเจ้าของก็เอาถ้วยเล็กๆ ที่มี 3 หลุมเหมือนถ้วยน้ำจิ้มมาวาง มองไปในถ้วยดูคุ้นๆ เฮ้ย! นี่มันหนอนกับแมลงนี่ คำถามผุดขึ้นมาในหัวทันที

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คนญี่ปุ่นกินแมลงกันด้วยเหรอ ทบทวนความจำตลอด 30 กว่าปีที่เข้าออกญี่ปุ่นมา ไม่เคยรู้เลยว่าคนญี่ปุ่นกินแมลง เมนูแบบนี้แหละที่ตามหามานาน ว่าแล้วผมก็ยิงคำถามอุตลุดจนเจ้าภาพตอบแทบไม่ทัน สรุปสั้นๆ ว่า ชาวบ้านแถวนี้ทำเกษตรกันมานานที่สำคัญ คือ ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงเลยมีแมลงเยอะ ด้วยความที่ยากจนและห่างไกลจากทะเลจึงไม่มีสัตว์น้ำให้จับกิน แหล่งโปรตีนที่หาได้ง่ายที่สุดก็ คือ แมลง นี่มันเหมือนกับบ้านเราเลยนี่หว่า แสดงว่าภูมิปัญญาชาวบ้านนี่มันเป็นสากล ห่างกันตั้งหลายพันกิโลคิดออกมาได้เหมือนกันเลย เจ้าภาพยังบอกอีกว่า ตอนเด็กๆ พ่อแม่ออกอุบายว่าถ้าอยากกระโดดสูงต้องกินตั๊กแตน พอโตมาหน่อยก็ตระเวนจับแมลงไปขาย ดูคล้ายๆ บ้านเราเหมือนกัน คุยกันเรื่องนี้สนุกมากได้รำลึกถึงความหลังชื่นมื่นกันถ้วนหน้า

กินข้าวเย็นเสร็จกลับโรงแรม คืนนี้เรามีโปรแกรมพิเศษสุด คือ การขึ้นไปนอนดูดาวบนดาดฟ้า ทางโรงแรมพาเราขึ้นไปบนชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด แล้วออกไปที่ด้านนอกมีบันไดปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกที มีผ้าปูรองและถุงนอนเตรียมไว้ให้ครบถ้วน พร้อมตะเกียงเล็กๆ อีก 2 ดวง แหงนมองท้องฟ้าเริ่มเห็นดาวระยิบระยับบางส่วน หลังจากซุกตัวเข้าไปในถุงนอนกันเรียบร้อย เจ้าหน้าที่บอกให้เราหลับตาจนกว่าจะบอกให้ลืม เวลาเหมือนหยุดนิ่งลง ใบหน้าสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ทันใดที่เจ้าหน้าที่บอกให้เราลืมตา ท้องฟ้าเบื้องหน้ามันระยิบระยับพร่างพราวเต็มฟ้ากว่าตอนแรกมากนัก เป็นเพราะตะเกียงดวงเล็กถูกดับไป และก็เพราะการหลับตาเพื่อปรับสายตาที่คุ้นชินกับแสงเสียใหม่

ความลับอยู่ตรงการหลับตานี่เอง สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าจึงมีนัยน์ตาราตรีดีกว่าคนหรือสัตว์ที่อาศัยในเมือง ท่านผู้อ่านไม่ได้เห็นดวงดาวเต็มๆ ตามานานแค่ไหนแล้วครับ สำหรับผม นี่คือความมหัศจรรย์อย่างที่สุด สามารถเห็นท้องฟ้าได้ชัดเจนกว่าเดิมมาก เห็นดวงดาว เห็นกลุ่มดาว และเห็นกระทั่งกาแล็กซี่ทางช้างเผือก แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการมาทริปนี้แล้วครับ ความสุขของการนอนดูดาวมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มีดวงดาวนับอนันต์ โลกเป็นเพียงหนึ่งจุดเล็กๆ อย่าว่าแต่มนุษย์ที่เล็กจ้อยด้อยค่ายิ่งนัก มันทำให้เรารู้จักประมาณตน ลด อีโก้ แต่เติมเต็มความอิ่มเอมในใจได้อย่างเต็มกำลัง คืนนั้นผมนอนหลับอย่างเป็นสุข เพราะเข้าใจในธรรมชาติและจักรวาลมากยิ่งขึ้น คนเราอายุสั้นนักเมื่อเทียบกับอายุของจักรวาลหรือดวงดาว จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับเวลาช่วงสั้นๆ นี้ให้เต็มที่และสุดๆ กันเถอะครับ

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 6

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ธันวาคม 2560 เวลา 13:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/529645

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 6

กระจ่างความรู้จากพิพิธภัณฑ์เสาไม้แล้วก็เดินกลับขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังสวนสาธารณะ Tateishi ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นวิวเมืองและทะเลสาบซูวะได้ชัดเจน ที่สำคัญคือ เป็นหนึ่งในฉากสำคัญของแอนิเมชั่น Your Name รู้เช่นนี้แล้วมีหรือที่จะพลาด หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยวทะเลสาบซูวะในช่วงปีที่ผ่านมาล้วนต้องแวะขึ้นมาบนนี้เพื่อบันทึกภาพสักครั้ง อย่างแรกที่ต้องทำคือ หาภาพจากอนิเมะแล้วก็เดินไปยังตำแหน่งที่มองผ่านกล้องหรือมือถือที่ตรงกับในภาพมากที่สุด แล้วก็ถ่ายๆๆ ให้หนำใจ เชื่อมั้ยครับว่าเป็นการถ่ายรูปวิวที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต วิวเดียวมุมเดียวเกือบชั่วโมง นี่แหละครับความแรงของ Your Name พอหนังมันเข้าไปอยู่ในใจคนดูแล้วอะไรที่เกี่ยวเนื่องมันถูกดึงขึ้นไปด้วยหมด เสียดายหนังไทยละครไทยหลายเรื่องที่ก็หอบหิ้วมาถ่ายกันที่ญี่ปุ่นร่วมสิบเรื่องใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างกระแสการตามรอยสถานที่ถ่ายทำได้เท่ากับแอนิเมชั่นเรื่องนี้ หรือคนไทยจะไม่อินอันนี้ก็ต้องให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปหาสาเหตุกันต่อไป

ตำแหน่งที่ตรงกับในฉากอนิเมะจะมองเห็นทะเลสาบเต็มตาและมีบางอย่างแอบแฝงอยู่ ถ้าเป็นในหนังก็จะเห็นเป็นวงรี 2 วง วงแรกคือ ทะเลสาบซูวะ อีกวงคือ สนามหญ้าสีเขียวจากสวนทะเทะอิชิ ทั้งสองวงเมื่อเชื่อมต่อกันก็จะกลายเป็นเครื่องหมาย Infinity และในความเป็นจริงอาคารสูง 2 ตึก ขยับจากกลางภาพไปทางซ้ายเล็กน้อยที่เห็นในอนิเมะก็คือ โรงแรม Beniya ที่เราพักเมื่อคืนนั่นเอง มันก็จะอินๆ หน่อยเวลาพักที่นี่เพราะเอาไปคุยได้ว่า นอนโรงแรมในการ์ตูนที่มีอยู่จริง นอกจากมุมนี้แล้วยังมีอีกหลายมุมที่ปรากฏอยู่ในอนิเมะ แต่ด้วยเวลาอันจำกัด (เพราะมุมเดียวซัดไปเกือบชั่วโมง) เลยต้องรีบไปเพราะมีนัดอีกแห่งไว้ ตรงที่จอดรถมีห้องน้ำสาธารณะและใกล้ๆ กันมีหอนาฬิกาตั้งอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องราวที่เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟัง หอนาฬิกาแห่งนี้ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจ พอดีว่าเป็นหอนาฬิกาที่บริษัท

ไซโก้ (Seiko) สร้างไว้ให้ และก็เพราะว่าที่เมืองซูวะนี้เป็นสถานที่ที่บริษัท ไซโก้ เลือกตั้งโรงงานอันเนื่องมาจากเป็นเมืองที่สงบเงียบ นายช่างจะได้มีสมาธิในการประกอบนาฬิกาเหมือนกับแบรนด์ดังๆ ของสวิสที่มีโรงงานประกอบแถวทะเลสาบเจนีวา อีกทั้งแถบนี้มีอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ฝุ่นผงในอากาศมีน้อยเป็นผลดีต่อการประกอบนาฬิกา เขาคิดกันถึงขนาดนี้ถึงมีชื่อเสียงในระดับโลกได้ และผลพวงจากการผลิตนาฬิกาทำให้ไซโก้ก่อตั้งบริษัทลูกและผลิตเครื่องพิมพ์เวลาเพื่อใช้ร่วมกับนาฬิกาจับเวลาสำหรับโตเกียวโอลิมปิกในปี 1964 และเริ่มผลิต Electronic Printer ในปี 1968 จากนั้นก็พัฒนามาโดยตลอดและเปลี่ยนชื่อกลายร่างมาเป็นแบรนด์ Epson ที่ใครๆ รู้จักกันนั่นเอง (คำว่า Epson มีที่มาจาก E-P-Son หรือ Son on Eletronic Printer) ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อากาศบริสุทธิ์จะเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับแมคคานิคและอิเล็กทรอนิกส์ไปได้

เราอำลาเมืองซูวะไปอย่างน่าเสียดาย เพราะมีเวลาน้อยเกินไป และยังมีอะไรที่น่าสนใจอยู่อีกมาก แต่ทุกงานเลี้ยงย่อมมีเลิกรา ข้างหน้ายังมีคนรอเราอยู่ ว่าแล้วก็มุ่งหน้าสู่เมืองอินะเพื่อไปกินข้าวกลางวัน จุดหมายปลายทางเที่ยงวันนี้อยู่ที่ Ina Ski Resort แต่ไม่ได้ไปเล่นสกีนะครับเพราะเดือนตุลาที่เรามากันนี้ยังไม่มีหิมะ ทางสกีรีสอร์ทเขามีฟาร์มเห็ดที่ด้านข้างของลานสกี ในหน้าร้อนเขาปรับเปลี่ยนกิจกรรมจากสกีเป็นล่องแก่ง เดินป่า หรือถ้าใครอยากขึ้นมากินข้าวเขาก็มีบาร์บีคิวไว้บริการ เพราะวิวบนลานสกีนี่สวยเอาเรื่องอยู่ กินไปชมวิวไปได้บรรยากาศดีเหมือนกัน เมนูหน้าร้อนที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือบาร์บีคิวเห็ด กรรมวิธีก็ง่ายๆ เดินไปที่ฟาร์มเห็ดแล้วก็เลือกเก็บเห็ดที่อยากกินมาให้มากเท่าที่ต้องการ เห็ดมีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด เพาะเลี้ยงเป็นแถวๆ อยู่ในกรีนเฮ้าส์ 2 หลัง มี Shitake หรือเห็ดหอม และเห็ด Hiratake อยู่ในหลังแรก หลังที่สองมีเห็ดเป๋าฮื้อ Awabi และเห็ดนางรมสีทองTamogi ราคาก็อยู่ที่ราวๆ 190-250 เยน ต่อ 100 กรัม หรือจะกินเป็นคอร์สที่เขาจัดไว้ให้แล้วก็สะดวกดีราคาแค่หัวละ 2,000 เยน มีทั้งเห็ดและเนื้อสัตว์ให้กินกันอิ่ม เราเลือกแบบคอร์สเพราะง่ายไม่ต้องคิดเยอะ มีเห็ดมาให้ 3 ชนิด ขาดแค่เห็ดฮิราตาเกะ แต่เท่านี้ก็เยอะและถูกใจมากแล้วเพราะมาทั้งแท่งเพาะที่ยังมีเห็ดงอกอยู่ ทางร้านมีกรรไกรมาให้เราตัดหรือจะเด็ดด้วยมือก็แล้วแต่ชอบ มันสนุกตรงนี้นี่เอง จุดไฟ เหยาะน้ำมันลงบนแผ่นฟอยล์ที่หุ้มบนกระทะย่างให้ทั่ว อย่าขี้เหนียวเพราะเวลาย่างจะได้ไม่ติด ตัดเห็ดมาค่อยๆวางบนฟอยล์สลับกับเนื้อสัตว์ที่มีทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และไส้กรอก ต้องระวังอย่าให้ไฟแรงเกินไปจนไหม้ ย่างไปจ้วงไปกินไปสนุกมากแถมวิวดีอีกต่างหาก เป็นมื้อที่ง่ายแต่อร่อยและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่างยิ่ง

เสร็จจากของคาวก็ต้องไปต่อด้วยของหวาน เราย้ายจากลานสกีลงไปยังพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ของเมืองอินะ แถวนี้มีฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งที่ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไม่มากนักชื่อว่า Miharashi Farm ที่นี่ไม่ได้มีแค่การเก็บผลไม้ แต่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมหลายอย่างทั้งที่พัก ออนเซน ร้านอาหาร ศูนย์หัตถกรรม และกิจกรรมฝึกทำอาหาร รวมทั้งเก็บผักผลไม้ด้วย เรียกว่ามาที่นี่มีอะไรให้ทำได้ตลอดทั้งวัน แต่วันนี้เราจะมาแค่เก็บผลไม้กัน หลายคนเคยไปเก็บสตรอเบอรี่บ้าง ส้มบ้าง แอปเปิ้ลบ้าง กันมาแล้ว ที่ฟาร์มมิฮาราชิในฤดูนี้มีองุ่นให้เก็บ แต่อย่าเพิ่งร้องยี้ ไม่เหมือนแถวเขาใหญ่แน่นอน ฟาร์มผลไม้ของที่นี่ใหญ่เอาเรื่อง จากอาคารรับรองต้องนั่งรถไปหน่อยหนึ่ง เป็นแปลงองุ่นที่กว้างขวางร่มรื่นพร้อมฉากหลังของเทือกเขายาวสุดปลายตา ดอกซูซูกิชูช่อล้อลมเย็นอันเป็นสัญญาณว่า ฤดูใบไม้ร่วงกำลังมาถึง มีองุ่นมากมายหลายสายพันธุ์ให้เด็ดกิน แถมมีโต๊ะเก้าอี้ปิคนิคไว้บริการจะได้นั่งกินอย่างสะดวก กรรมวิธีก็ไม่ยาก เจ้าหน้าที่ให้กรรไกรมาคนละเล่ม จากนั้นก็เดินตัดพวงที่ชอบ แนะนำว่าถ้ามากันหลายคนให้ตัดกันคนละพันธุ์แล้วมาแลกกันกิน ทางฟาร์มเตรียมกะละมังขนาดใหญ่ไว้ให้ใส่ด้วย ตัดไปตัดมานับรวมได้เป็นสิบสายพันธุ์ Fuji no mori, Nagano purple, Naiyagara, Shina no smile, Pione, North red, Stuben, Sunny rouge, Gorby และที่พลาดไม่ได้ Shine muscut องุ่นสีเขียวลูกโตหอมหวานอบอวลไปทั่วปาก กินครบทุกชนิดแล้วก็ยังยกให้ Shine muscut เป็นที่หนึ่งในใจอยู่เหมือนเดิมครับ

 

UK’s Future

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/529472

UK’s Future

ในช่วงเวลาแห่งทศวรรษนี้ หลายประเทศมีข่าวการลดโลกร้อนแบบเป็นรูปธรรมกันมากขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นแค่แนวคิดก็ถูกนำมาปฏิบัติจริง อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาก็เป็นบทเรียนสอนให้รู้ว่าแต่ละประเทศต้องหาวิธีการที่เหมาะสมของตัวเอง สอดคล้องกับทรัพยากร สถานะทางเศรษฐกิจและความพร้อมของประชาชน รวมถึงประเทศอังกฤษที่เป็นประเทศที่มีนักพัฒนาเก่งๆ มาตั้งแต่อดีต ยิ่งเมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าย่อมมีการพัฒนาที่ดีกว่าเดิม ก้าวหน้ากว่าเดิม ทันสมัยกว่าเดิม ซึ่งชวนให้น่าสนใจและติดตามว่าแนวโน้มหรือทิศทางของพลังงานแห่งอนาคตประเทศนี้จะเป็นอย่างไรกันต่อไป

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ พยายามพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินให้มีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่อังกฤษกลับมุ่งเป้าไปที่การลดบทบาทเชื้อเพลิงถ่านหิน และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนแทน พอพูดถึงพลังงานหมุนเวียน คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงพลังงานจากสายลมและแสงแดดกัน แต่สำหรับประเทศอังกฤษตอนนี้เขากำลังให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องพลังงานชีวภาพเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เราไปหาคำตอบกันได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester)

แมนเชสเตอร์ คือมหานครที่ใหญ่อันดับสองของอังกฤษ รองจากลอนดอนเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุด มีความทันสมัยเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงิน การธนาคาร และการศึกษา จากความเป็นศูนย์กลางหลายด้าน รวมทั้งความมีชื่อเสียงของสโมสรแมนเชสเตอร์จึงทำให้เมืองนี้มีสีสันแล้วก็คึกคักมีชีวิตชีวาพอสมควร จนอาจทำให้คนหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม Manchester เคยเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเป็นอย่างมาก มีเครื่องมือเครื่องจักรทันสมัยที่สุดของยุคนั้น ส่งผลให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลกกันเลยทีเดียว

หากย้อนไปดูปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตของอังกฤษประสบความสำเร็จได้ ก็จะพบว่าสมัยนั้นมีเครื่องจักรไอน้ำโดยเชื้อเพลิงที่เอามาใช้ต้มน้ำตั้งแต่สมัยนั้นก็คือ ถ่านหินนั่นเอง นั่นก็หมายถึงว่าถ่านหินมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศนี้มาหลายทศวรรษแล้ว ครั้นเมื่อมาถึงยุคปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลกลับมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเพิ่มภาษีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กับบริษัทผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ควบคู่ไปกับการจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน แต่ก็พบว่าพลังงานไฟฟ้าจากสายลม แสงแดด มีข้อจำกัดในเรื่องของประสิทธิภาพและการกักเก็บ ในขณะที่เชื้อเพลิงชีวมวลนั้นมีจุดเด่นตรงที่สามารถกักตุนเชื้อเพลิงไว้ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ตามเวลาที่ต้องการ แม้ว่าจะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ แต่ก็สามารถชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ทีมงานโลก 360 องศา จึงได้ไปคุยกับ ดร.มีเรียม นักวิจัยที่ University of Manchester ซึ่งเป็นนักวิจัยที่สนใจประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการใช้พลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งเขาให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพลังงานของประเทศนี้อีกหนึ่งมิติว่า “โรงไฟฟ้า Drax power station ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของอังกฤษและใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลักก็ต้องปรับตัวตามนโยบายของรัฐบาลโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและก๊าซธรรมชาติในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดพลังงานในประเทศต่อไปได้” เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศนี้จะยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินแล้วหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทั้งหมดก็ได้คำตอบว่า “เป็นเรื่องที่ยังเป็นไปไม่ได้”

ทั้งนี้ ดร.มีเรียม มีโครงการศึกษาถึงความเป็นได้ในการพัฒนาพลังงานชีวภาพในหลายประเทศ เมื่อลองถามถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาพลังงานชีวภาพในประเทศเกษตรกรรมอย่างบ้านเรา ความคิดเห็นที่ได้รับก็ทำให้เราเห็นภาพการพัฒนาที่เป็นจริงขึ้นว่า เราต้องถามตัวเองเสมอว่าเราต้องการจะทำอะไร? มีความเป็นไปได้เพียงใด? มีค่าใช้จ่ายถูกแพงอย่างไร? เพื่อที่จะทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานนั้นได้นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการของประเทศหนึ่งอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เพราะบริบทแตกต่างกันดังนั้นต้องพิจารณาให้รอบด้าน

ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความคิดเห็นที่ควรเห็นด้วย เพราะการที่ได้ไปเห็นโมเดลการพัฒนาของหลายประเทศไปดูปัจจัยที่ทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องของการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าหากเราจะเอาโมเดลที่ทำแล้วสำเร็จในประเทศ A ไปใช้กับประเทศ B แล้วจะได้ผลเหมือนกัน เพราะบ้านเราก็มีบริบทเป็นของเราเอง เราเรียนรู้ เราไปทำความเข้าใจของเขา แต่สุดท้ายเราต้องนำความรู้นั้นมาประยุกต์ให้เข้ากับทรัพยากรของบ้านเราเอง

ดังนั้น เมื่ออังกฤษประกาศว่าจะลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน แล้วจะใช้เชื้อเพลิงชีวมวลแทนแต่ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ทำได้ แล้วคราวนี้เขาจะทำอย่างไรถ้าไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานอื่นๆ ควบคู่กันไป ซึ่งก็พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในขณะที่บางประเทศในยุโรปออกข่าวว่าจะยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์แต่ที่อังกฤษเขากำลังสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มปัจจุบันอังกฤษพึ่งพิงพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ถึงร้อยละ 21 เลยทีเดียว และเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ ยังมีข้อจำกัดก็ยิ่งทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ยิ่งจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของอังกฤษเปิดเดินเครื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956 ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง มีบุคลากรที่ความรู้ มีประสบการณ์จำนวนมาก จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการลดคาร์บอนควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงาน และหนึ่งในนั้นคือโรงไฟฟ้าที่ชื่อว่า Bradwell โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่อยู่ใกล้ลอนดอนมากที่สุด มีกำลังการผลิตยูนิตละประมาณ 150 เมกะวัตต์ จำนวน 2 ยูนิต เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 หมดอายุลงในปี ค.ศ. 2002 ปัจจุบันมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงใหม่ขนาด 1,150 เมกะวัตต์ จำนวน 2 โรงขึ้นมาทดแทน

การสร้างโรงไฟฟ้าที่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตผู้คนในท้องที่จนเกิดความคุ้นเคยจากการอยู่ร่วมกันมานานนั้น ทำให้คนอังกฤษส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและไม่ได้ต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อย่างรุนแรงเหมือนในบางประเทศ ซึ่งนั่นอาจเป็นที่มาให้รัฐบาลเห็นความเป็นไปได้ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้น ซึ่งล่าสุดมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงใหญ่ๆ ที่อยู่ในแผนก่อสร้างแล้ว 11 โรง ซึ่งก็ยังไม่นับรวมโรงขนาดเล็กๆ ที่อาจจะสร้างเพิ่มขึ้นอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าประเทศนี้เขาก็พยายามทำหลายๆ วิธีควบคู่กันไป คือส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงแบบเดิมประเภทโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มอีกด้วย การได้มองเห็นว่าประเทศนี้เขาเอาจริงเอาจังกับเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนๆ กับอีกหลายประเทศผู้นำโลก แม้จะมีนโยบายและวิธีการอาจแตกต่างไปจากประเทศอื่นอยู่บ้าง แต่ก็มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงานนั่นเอง ซึ่งก็เป็นข้อมูลใหม่ๆ เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่ทำให้เราเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่อีกมุมหนึ่งของโลกและอะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านั้น พอเข้าใจแล้วเวลาจะเอามาปรับประยุกต์ให้เหมาะกับประเทศเราก็จะได้พิจารณาจากปัจจัยที่รอบด้านมากขึ้น เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่มุมเดียว ไม่ได้มีแค่องศาเดียว หมุนดูรอบตัวเราให้ครบทั้ง 360 องศาก่อนที่เราจะก้าวเดินไปข้างหน้า

สำหรับสัปดาห์นี้ท่านสามารถติดตามชมเรื่องราวของ UK’s Future ผ่านรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

“ชิงเต่า” เสน่ห์สีสันมังกรสลับลาย

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 14:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/528429

"ชิงเต่า" เสน่ห์สีสันมังกรสลับลาย

เรื่อง/ภาพ : นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

สำหรับนักเดินทางแล้ว การได้ไปสัมผัสเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

เมืองชิงเต่าในมณฑลซานตง ทางตะวันออกของจีนนั้น เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวริมชายทะเลซึ่งความเป็นตะวันตกและตะวันออกผสานเข้ากับธรรมชาติอันสวยงามของเมืองได้อย่างลงตัว เปรียบเสมือนมังกรที่มีลวดลายหลายเฉดสี

การไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองชิงเต่าครั้งนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของสายการบินนกสกู๊ต ซึ่งพาคณะสื่อมวลชนเดินทางลัดฟ้าจากสนามบินดอนเมือง บินตรงไปยังสนามบินชิงเต่าหลิ่วถิงภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที โดยสายการบินมีไฟลต์กรุงเทพฯ-ชิงเต่า สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ในวันอังคาร พุธ ศุกร์ และอาทิตย์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เมื่อเท้าแตะพื้นชิงเต่า แลนด์มาร์คที่ให้มุมมองทิวทัศน์ของเมืองในภาพรวมคงหนีไม่พ้นจุดชมวิว “เสี่ยวอี๋ซาน” ซึ่งแปลเป็นชื่อเล่นภาษาไทยได้ว่า เนินปลาน้อย

โดยเมื่อเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดของศาลาจีนแปดเหลี่ยม จะสามารถมองเห็นชิงเต่าได้ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายที่ทอดยาวตลอดชายฝั่งทางใต้ของเมือง หรืออาคารบ้านเรือนหลังคาสีแดงสดใสสไตล์ยุโรป รวมถึงตึกสูงระฟ้าแบบเมืองสมัยใหม่

หลังชมความงามของชิงเต่าในมุมสูงก็ถึงเวลาตามรอยความคลาสสิกแบบยุโรปที่ “ถนนปาต้ากวน” หรือถนนแปดสาย ซึ่งเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปกว่า 200 หลัง เนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเยอรมันมาก่อน เมื่อครั้งชิงเต่ายังเป็นอาณานิคมของเยอรมนีเป็นเวลาหลายสิบปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

โดยใบไม้ที่กำลังผลัดเปลี่ยนสีสันสู่สีส้มบ้าง สีเหลืองบ้าง ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงย่างเข้าฤดูหนาวราวปลายเดือน พ.ย. ทำให้ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศความโรแมนติก จนมีคู่รักจำนวนมากนิยมมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งที่นี่

เลยออกไปอีกหน่อยเป็นที่ตั้งของ “โบสถ์เซนต์เอมิล” โบสถ์คาทอลิกที่สร้างขึ้นโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมโกธิคผสานกับแบบโรมาเนสก์ ซึ่งด้านหน้ามีจุดเด่นที่หอนาฬิกาสูง 56 เมตร จากบรรยากาศเก่าแก่ที่ให้ความรู้สึกสูงส่งและงดงามในเวลาเดียวกัน ทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ถ่ายพรีเวดดิ้งยอดนิยมอีกที่หนึ่ง

หากเดินจากโบสถ์มาอีกไม่ไกลจะพบ “แอนนา วิลลา” บ้านสไตล์บาโรกอายุกว่า 100 ปี ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นห้องสมุดประชาชนและร้านขายหนังสือประจำเมือง และเมื่อเดินขึ้นไปที่ชั้นสองจะมองเห็นโบสถ์เซนต์เอมิลในอีกมุมหนึ่งได้อย่างชัดเจน

การสัมผัสกลิ่นอายแบบยุโรปของชิงเต่าคงไม่สมบูรณ์แบบ หากไม่ได้ไปที่ “พิพิธภัณฑ์ที่ทำการเก่าของเยอรมนี” อาคาร 4 ชั้นสไตล์ปราสาทยุโรปแท้ๆ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของผู้สำเร็จราชการเยอรมันในเมืองชิงเต่าเมื่อปี 1907 โดยตลอดช่วงเวลา 110 ปี นับตั้งแต่สร้างขึ้น อาคารแห่งนี้ได้กลายเป็นที่พำนักของบุคคลสำคัญระดับโลกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง ของจีน และโฮจิมินห์ หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ลุงโฮ นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ของเวียดนาม

อิทธิพลของเยอรมนีไม่ได้ปรากฏผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังหยั่งรากลงไปอยู่ในอุตสาหกรรมเก่าแก่อันเลื่องชื่อของเมืองชิงเต่า อย่างการผลิตเบียร์โดย “โรงงานเบียร์ชิงเต่า” จะบอกเล่าประวัติความเป็นมา ขั้นตอนการผลิต และพัฒนาการของกรรมวิธีต่างๆ ที่ทำให้ชิงเต่าสามารถผลิตเบียร์ได้ถึง 30 ประเภทในขณะนี้ อยู่ที่ 4 แสนตัน/ปี และส่งขายไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก

เมื่อพูดถึงเบียร์ชิงเต่าแล้ว คงเลี่ยงไม่กล่าวถึงแหล่งวัตถุดิบสำคัญอย่างน้ำแร่ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ไม่ได้ โดยต้นธารน้ำแร่ที่ว่าอยู่บน “ภูเขาเหลาซาน” ภูเขาอันโด่งดังไปทั่วมณฑลซานตง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองชิงเต่าราว 30 กม.

ภูเขาเหลาซานไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำแร่ชั้นดีเท่านั้น แต่ยังได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากบนภูเขาเป็นที่ตั้งของ “วัดไท่ชิง” สถานที่บำเพ็ญพรตอายุกว่า 2,000 ปีของปรมาจารย์ลัทธิเต๋าชื่อดังจำนวนมาก เช่น จางซันเฟิง ความสงบร่มรื่นของวัดแห่งนี้ ช่วยขับเน้นเสน่ห์ความเป็นตะวันออกของชิงเต่าให้โดดเด่นขึ้นมา

ความเรียบง่ายสไตล์ตะวันออกยังสัมผัสได้ที่ “สวนจงซาน” ซึ่งมีประวัติความเป็นมากว่า 90 ปี โดยสวนแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นเชอร์รี่กว่า 2 หมื่นต้น ที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้สวนจงซานกลายเป็นหนึ่งในจุดชมทัศนียภาพและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันสวยงามที่สุดของเมืองชิงเต่า

หากเดินชมสวนจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าแล้ว การเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินรับลมริมชายทะเลที่ “สะพานจ้านเฉียว” ก็เรียกความสดชื่นกลับมาได้ไม่น้อย โดยสะพานความยาว 440 เมตร ที่ยื่นออกสู่ทะเลแห่งนี้เป็นสะพานโบราณสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง และเป็นหนึ่งในจุดชมวิวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของเมืองในปัจจุบัน

บริเวณรอบสะพานมักมีเรือหาปลาจำนวนมากจอดแน่นขนัด ท่ามกลางฝูงนกที่บินโฉบไปมาเหนือผิวน้ำ และถ้ามองเลยออกไปจะเห็นท้องทะเลสีฟ้าครามทอดยาวไปไกลสุดสายตา

นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นเมืองชายฝั่ง ชิงเต่าจึงไม่เคยขาดแคลนอาหารทะเล จนทำให้ทางเมืองสามารถจัดเทศกาลอาหารทะเลได้เป็นประจำทุกปี ในเดือน พ.ย.

ส่วนช่วงอื่นๆ ตลอดทั้งปีนั้น ร้านอาหารหลายแห่งในเมือง จะมีเมนูอาหารทะเลสดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา ให้เลือกชิมอย่างจุใจ โดยอาหารขึ้นชื่อของชิงเต่าอย่างเกี๊ยวปลา ซึ่งชาวเมืองรับประทานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนกลายเป็นอาหารประจำเมืองในปัจจุบัน

เมนูอาหารทะเลนานาชนิดยังมีให้ลิ้มลองตามแผงสตรีทฟู้ด ที่วางขายเรียงรายตลอด “ถนนวัฒนธรรมพีฉายย่วน” อีกหนึ่งย่านเก่าแก่ของเมือง โดยอาหารที่ห้ามพลาด คือปลาหมึกย่างเสียบไม้ปรุงด้วยซอสสูตรเฉพาะ รสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร หรือถ้าอยากลองอาหารแปลกๆ อย่างปลาดาวทอด หรือไข่นึ่งหอยเม่น ก็หาซื้อมาชิมได้ที่ถนนสายนี้

เสน่ห์ของชิงเต่า ไม่เพียงอยู่ที่สีสันอันกลมกลืนระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกเท่านั้น แต่ยังมาจากความคลาสสิกแบบยุคเก่าและความเป็นเมืองสมัยใหม่ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว จนสร้างบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของชิงเต่าขึ้น

ประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของชิงเต่านั้น สะท้อนออกมาจากบรรดาสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วเมือง ทั้งสไตล์ยุโรปและแบบจีนดั้งเดิม ขณะที่เรื่องราวของยุคสมัยใหม่ ปรากฏผ่าน “จัตุรัส 54” ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเคลื่อนไหว “4 พฤษภา” ปี 1919 เพื่อคัดค้านการถ่ายโอนเมืองชิงเต่าไปอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น

โดยจัตุรัส 54 เป็นที่ตั้งของ May Wind สัญลักษณ์ประจำเมืองชิงเต่า ซึ่งเป็นประติมากรรมรูปทรงแปลกตาสีแดงสดใส สื่อถึงสายลมแห่งเดือน พ.ค.

ภายในบริเวณของจัตุรัส 54 ยังมี “ศูนย์เรือใบโอลิมปิกชิงเต่า” ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาพายเรือในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 29 และกีฬาพาราลิมปิกครั้งที่ 13 ด้วยเช่นกัน

หากยังอยากสัมผัสความสมัยใหม่ของเมืองอีกสักหน่อย การไปเดินเล่นยามค่ำคืนที่ “ถนนไท่ตง” ก็เพลิดเพลินดีทีเดียว เพราะถนนแห่งนี้เป็นแหล่งช็อปปิ้งทันสมัยที่มีชื่อเสียงและคึกคักที่สุดของเมือง เต็มไปด้วยสินค้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ เสื้อผ้า หรือร้านขายของจิปาถะราคาย่อมเยา

ความหลากหลายของชิงเต่า จึงตอบโจทย์การเดินทางท่องเที่ยวเกือบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเที่ยวแบบสบายๆ เสพความงดงามของธรรมชาติ ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งภูเขาและทะเล โดยชิงเต่านั้นยังเป็นเมืองที่มีครบทั้งสี่ฤดู คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว และถ้าเดินทางมาในฤดูที่แตกต่างกัน จะได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองที่เปลี่ยนไปในแต่ในช่วงเวลา

ถ้าอยากเดินเท้าเที่ยวสไตล์แบ็กแพ็กก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะจะได้เก็บเกี่ยวบรรยากาศรอบเมือง ลัดเลาะไปตามถนนหลายสาย ค่อยๆ ตามหาเสน่ห์ของชิงเต่า ซึ่งแฝงไว้อยู่ในแทบทุกที่และกำลังรอให้นักเดินทางไปค้นพบ

 

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 4

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527356

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 4

จากโรงเรียนประถมคุโระคาวะเรามุ่งหน้าสู่ที่พักในค่ำคืนแรก เป็นสถานที่ที่มีความหมายกับใครหลายคน โดยเฉพาะกับแฟนภาพยนตร์การ์ตูน เรื่อง Kimi no na wa หรือ Your Name หรือในชื่อไทยว่าหลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ ที่โด่งดังในญี่ปุ่นเมื่อปี 2559 ทำรายได้ถล่มทลายไป 355 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คลื่นความนิยมของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตามรอยต้นแบบสถานที่จริงในเรื่อง ซึ่งผิดจากการตามรอยหนังหรือภาพยนตร์ที่ไปถ่ายทำกันจริง แต่ในอนิเมะเรื่องนี้มีเมืองสมมติที่ใช้สถานที่จริงหลายแห่งมาเป็นต้นแบบ ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเมือง Itomori บ้านเกิดของ Mitsuha นางเอกในเรื่อง ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมือง Suwa จังหวัดนากาโนะ และคืนนี้เราก็จะไปนอนชมวิวทะเลสาบซูวะกันครับ

เราถึงโรงแรมประมาณทุ่มนิดๆ ก่อนถึงก็เห็นวิวทะเลสาบยามค่ำคืนระยิบระยับเหมือนในแอนิเมชั่น เลยตื่นเต้นออกนอกหน้า คิดไปว่าจะเห็นดาวหางเหมือนในเรื่องไหมหนอ โรงแรม Beniya ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซูวะแบบที่เดินออกจากโรงแรมข้ามถนนก็เป็นทะเลสาบแล้ว แถมมีห้องอาบน้ำแร่ให้นอนแช่ชมวิวทะเลสาบได้ชัดแจ๋วอีกต่างหาก ที่สำคัญคือโรงแรมนี้ปรากฏอยู่ในแอนิเมชั่น Your Name ด้วย เดี๋ยวค่อยมาเฉลยว่าอยู่ตรงไหน

ตอนนี้ขอรีบขึ้นไปกินข้าวก่อน ไม่ใช่เพราะหิวนะครับเพิ่งโซ้ยโซบะมาเมื่อเย็น แต่เพราะมีเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวมารอทักทายเลยต้องรีบ เขามารอนานแล้ว อาหารค่ำเป็น Kaiseki ที่หน้าตาดีเลยทีเดียว มีทั้งของดิบ ต้ม ทอด ย่างหลากหลาย อาหารแบบนี้ดูเหมือนแต่ละอย่างจะน้อย ถ้ากินทุกอย่างรับรองว่าอิ่ม แต่ที่ไม่อิ่มอาจเป็นเพราะเลือกกินบางอย่างและไม่กินบางอย่าง อิ่มหนำสำราญแล้วไม่รอช้า รีบขึ้นห้องเปลี่ยนเป็นชุดยูกาตะไปแช่น้ำแร่ดูวิวให้หนำใจ ห้องอาบน้ำแร่กรุกระจกบานใหญ่มองเห็นวิวได้แจ่มชัด แสงไฟวิบวับยามค่ำคืนช่างงดงามเหมือนในแอนิเมชั่น คืนนี้ผมนอนหลับตา ก็นึกถึงแต่ฉากต่างๆ ใน Your Name คิดไปต่างๆ นานาว่าถ้าตื่นมาแล้วกลายเป็นอีกคนจะรู้สึกอย่างไร

เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตี 5 ฟ้าเริ่มสว่าง ตื่นมาจะปิดม่าน แต่พอเห็นวิวทะเลสาบยามเช้าก็อดใจหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปไม่ได้ วิวยามเช้าอาจจะไม่แพรวพราวเหมือนยามดึก แต่ก็ชัดเจนเต็มตากว่า เช้าแบบนี้ยังมีหมอกปกคลุม ยิ่งทำให้ทะเลสาบดูน่าค้นหา จนกระทั่งแสงอาทิตย์สาดส่องมา ความงดงามจึงปรากฏให้เห็นเด่นชัดทีละน้อย ฉวยโอกาสที่ยังพอมีเวลาไปเดินรอบทะเลสาบเสียหน่อย ถ้าใครชอบจ๊อกกิ้งยามเช้า ที่นี่เหมาะมาก มีทางเดินรอบทะเลสาบระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร มีกำลังและเวลาแค่ไหนจัดกันไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ส่วนผมขอเดินเก็บบรรยากาศซักนิดก่อนกินข้าว เห็นคุณพ่อหน้าตายังไม่ตื่นดีพาลูกสาวสองคนมาออกกำลังกาย คุณยายจูงหมามาเดินเล่น คุณลุงวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อชุ่ม เป็นชีวิตที่น่าอิจฉามากครับ เมืองที่มีทะเลสาบเป็นของตัวเอง ทราบมาว่าที่ทะเลสาบซูวะนี้ยังมีงานเทศกาลดอกไม้ไฟในหน้าร้อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นด้วย และก็มีปรากฏการณ์พิเศษในค่ำคืนอันยะเยือกของฤดูหนาว พื้นผิวของทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง จู่ๆ ก็เกิดรอยร้าวจนเกิดเสียงแตกดังชัด

หลังจากนั้นน้ำแข็งที่แตกก็ถูกผลักดันให้สูงกว่าระดับพื้นผิวจนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายภูเขาลูกย่อมๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Omiwatari หรือ เทพสัญจร เรื่องมีอยู่ว่า เทพ Takeminakata no Kami แห่งศาลเจ้าซูวะ ได้ออกจากสถานบำเพ็ญตนแล้วข้ามฝั่งทะเลสาบไปพบกับเทพี Yasakatome ผู้เป็นภริยา ระหว่างการก้าวข้ามจึงเกิดร่องรอยขึ้นเหนือพื้นผิวน้ำแข็ง ซึ่งในความเป็นจริงคือใต้ทะเลสาบซูวะมีแหล่งน้ำพุร้อนตามธรรมชาติผุดอยู่ พอพื้นผิวที่จับตัวเป็นน้ำแข็งปะทะกับแรงดันของสายน้ำแร่ที่พวยพุ่งขึ้นมาจึงเกิดการแตกโดยธรรมชาติ บางส่วนของสายน้ำพุร้อนได้ดันระดับน้ำให้สูงขึ้นมาปะทะกับความเย็นจัดเหนือพื้นผิวจนกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง สร้างสีสันก่อเกิดเป็นตำนานที่น่าสนใจขึ้น

หลังอาหารเช้าเราเดินทางขึ้นเขาไปยังศาลเจ้าซูวะ (Suwa Taisha) ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 แห่งในเมืองนี้ และมีสาขาทั่วประเทศอีกหลายพันแห่ง ประกอบด้วย ศาลเจ้าหลัก Honmiya ศาลด้านหน้า Maemiya ตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ของทะเลสาบ ส่วนฝั่งเหนือก็เป็นที่ตั้งของ Harumiya ศาลแห่งฤดูใบไม้ผลิ และ Akimiya ศาลแห่งฤดูใบไม้ร่วง จนถึงตอนนี้ผมจึงถึงบางอ้อว่าทำไมเทพจึงต้องข้ามทะเลสาบ เพราะมีศาลเจ้าตั้งอยู่คนละฟากฝั่งนั่นเอง ด้วยเวลาไม่มากนักเราจึงมีโอกาสแวะชมได้เพียงศาลเจ้า Harumiya ผมชอบบรรยากาศของศาลเจ้ามากกว่าวัด ไม่เพียงเพราะความร่มรื่นโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นความสงบที่เหมือนมีพลังบางอย่างซ่อนเร้น ตั้งแต่เสาโทริอิที่สูงตระหง่าน อาคารศาลเจ้าที่เรียบง่ายแต่สง่างาม

ทุกครั้งที่ได้เข้าไปในเขตศาลเจ้าเหมือนได้รับพลังโดยอัตโนมัติ มีข้อแนะนำว่าการเดินผ่านเสาโทริอิมิควรเดินตรงกลางอันเป็นเส้นทางหลักของเทพเจ้า เพราะมีพลังงานเปี่ยมล้น (ที่ขนาดข้ามทะเลสาบน้ำแข็งยังแตกตัว) ปุถุชนอย่างเราจึงควรเดินเลาะด้านข้างหลีกเลี่ยงพลังงานรุนแรง โดยแฝงนัยของการสำรวมตนอยู่ในที ทุกสรรพสิ่งในศาลเจ้าล้วนแต่ชี้นำทำให้เราพลิ้วไหว ร่วมใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแทบทั้งสิ้น

ในบริเวณศาลเจ้าซูวะจะมีวัตถุที่โดดเด่นอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือ Shimenawa หรือเชือกถัก ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเทียบเท่ากับที่ศาลเจ้าอิสุโมะ จังหวัดชิมาเนะ อีกอย่างคือ เสา Onbashira 4 ต้นที่ประดับอยู่สี่มุมในบริเวณศาลเจ้า และเมื่อนับรวมทั้งสี่ศาลแล้วก็เป็น 16 ต้น เสา Onbashiri นี้มีประวัติยาวนานมากว่า 1,200 ปี เป็นการแสดงออกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ (แต่ทำไมถึงไปตัดไม้มาทำเป็นเสา อันนี้ต้องขอไปหาข้อมูลเพิ่มก่อน)

และมีพิธีกรรมยกเสาต้นใหม่ทุก 6 ปี ปีล่าสุดที่จัดคือปี 2559 และจะจัดครั้งต่อไปในปี 2565 พิธี Onbashiri เป็นหนึ่งในพิธีที่แปลกและอันตรายที่สุดของญี่ปุ่น คือ การขึ้นไปตัดต้นไม้ที่นำมาเป็นเสา แล้วลากลงจากภูเขา แต่จากที่เคยเห็นในหนังเรื่อง Wood Job หนังที่พูดถึงเรื่องการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และผืนป่า และมีพิธีกรรมแบบเดียวกับ Onbashiri ให้ดูตอนท้ายเรื่อง มันไม่ใช่การลากครับ แต่เป็นการปล่อยท่อนซุงลงจากเขาโดยมีมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราคอยควบคุมทิศทาง ผลจะออกมาเป็นอย่างไรต้องลองไปหาดูกันเอาเองครับ และด้วยความน่าสนใจของพิธีนี้ ทางเมืองเลยจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คนทั่วไปได้เข้าชม และบังเอิญว่าอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้า เจ้าหน้าที่เลยจะพาเราไปชมหลังจากนี้

 

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527329

ปั่นจักรยาน บนเส้นทางในฝันที่นิวซีแลนด์ กับ 100 Plus

โดย/ภาพ Withaya Heng

จากแคมเปญชิงโชค “100 Plus ปั่นลัดฟ้า 2 ตอนกอดนิวซีแลนด์” ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. และมีการจับรางวัลกันไปหลายรอบ จนสิ้นสุดแคมเปญ ตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา บัดนี้ถึงเวลาที่ 100 Plus จะพาผู้โชคดีที่ได้รับรางวัล พร้อม 2 พรีเซนเตอร์ พี่ตูน บอดี้สแลม และโจอี้ บอย บินลัดฟ้าสู่เมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศที่อยู่สุดขอบซีกโลกใต้

เรียกว่าลงไปใต้กว่านั้นก็ขั้วโลกใต้แล้วล่ะ ฤดูกาลของที่นี่จึงแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยค่อนข้างมาก เราเดินทางไปในช่วงวันที่ 14-18 ต.ค. เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของที่นั่น และถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย ด้วยหิมะบนภูเขายังไม่ละลายจนหมด มองไปที่ไหนก็มีแต่วิวภูเขาหิมะที่สวยงาม ในขณะที่อากาศไม่ได้หนาวเย็นมากนัก หนาวกำลังดี ได้ใส่เสื้อหนาวที่ซื้อมาแล้วไม่เคยได้ใส่ในเมืองไทยสักที ถ้าล่วงเลยไปกว่านี้เข้าเดือน พ.ย. จะเป็นฤดูร้อนแล้ว ซึ่งอากาศจะอุ่นถึงร้อนและแดดแรงมาก ซึ่งนักท่องเที่ยวโซนยุโรปจะชื่นชอบช่วงเวลานั้นมากกว่า

ทริปนี้นอกจากจุดประสงค์หลัก คือการมาปั่นจักรยานบนเส้นทางจากทะเลสาบ Pukaki ไปสู่ทะเลสาบ Tekapo แล้ว 100 Plus ยังจัดเต็ม พาไปสัมผัสทุกไฮไลต์ของเมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งกิจกรรม Outdoor – Adventure อย่างแท้จริง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เริ่มจากการนั่งรถกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขา Skyline ยอดเขาชั้นแรกจะเป็นจุดชมวิวและเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานแบบดาวน์ฮิลล์ใน Skyline Bike Park ตรงจุดนี้เราเลือกหมวกกันกระแทกขนาดพอเหมาะแล้วขึ้นกระเช้าแบบกอนโดล่าขึ้นไปอีกชั้น เพื่อไปเล่น Luge Ride รถเลื่อนสี่ล้อไม่มีเครื่องยนต์อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกปล่อยไหลลงเขาลงมาตามทางที่ทำไว้ การบังคับควบคุมก็ทำได้ง่ายๆ คือโยกคันโยกมาตรงกลางคือเดินหน้า โยกเข้าหาตัวจนสุดคือเบรก เมื่อได้ลองฝึกการบังคับควบคุมแล้ว เจ้าหน้าที่จะปั๊มเครื่องหมายไว้ที่หลังมือของเรา และให้ลงไปในเส้นทางสำหรับ Beginner เมื่อไหลลงไปถึงข้างล่างแล้ว นั่งกอนโดล่ากลับขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้คนที่มีเครื่องหมายที่หลังมือจะได้ลงเล่นในเส้นทาง Advance ซึ่งจะมีความชันมากกว่า ระยะทางยาวกว่า นอกจากความสนุกแล้ว วิวที่เราเห็นจากเส้นทาง คือภาพกว้างของเมืองควีนส์ทาวน์ และทะเลสาบ Wakatipu อันงดงามปรากฏอยู่ตรงหน้า

กิจกรรมอีกอย่างที่ถือเป็นต้นตำรับของแท้จากควีนส์ทาวน์ คือ Shotover Jet Boat การนั่งเรือเจ็ตโบ๊ตไปตามแม่น้ำ Shotover แต่จะนั่งแบบธรรมดาๆ ก็จะเสียชื่อดินแดนแห่งการผจญภัย เรือเจ็ตโบ๊ตที่นี่จึงวิ่งด้วยความเร็วปานจะเหาะ ลัดเลาะโฉบเฉี่ยวแก่งหินผากลางน้ำ เฉียดเข้าใกล้แบบว่าได้กลิ่นกันเลยทีเดียว ตบท้ายด้วยการหมุนควงเรือ 360 องศา ที่เรียกเสียงกรี๊ดออกมาได้จากทุกคน

น้ำในแม่น้ำที่เห็นเป็นสีฟ้าใสสวยงามเช่นนี้เป็นน้ำที่เกิดจากหิมะบนยอดเขาละลายไหลลงมา ผ่านชั้นตะกอนหินที่มีแร่ธาตุที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ สีของแม่น้ำหรือทะเลสาบแต่ละแห่งจึงไม่เหมือนกันด้วย ความงามของสายน้ำในเมืองควีนส์ทาวน์ได้กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมท้าความกล้าขึ้นมาอีกชนิด นั่นคือ Bungee Jump ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สะพาน Kawarau Gorge Suspension เหนือแม่น้ำ Kawarau

การโดดดิ่งลงไปหาลำน้ำสีมรกตเบื้องล่างที่ท้าทายคนทั้งโลกมาเกือบ 30 ปี เป็นการวัดใจวัดความกล้าของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง ตลอดเวลาที่เรายืนชมการโดด เราได้เห็นผู้คนหลากรูปแบบ บางคนมาโดดเป็นคู่ บางคนโดดโดยไม่ลังเล บางคนต้องกล่อมแล้วกล่อมอีกร่วมสิบนาทีก็ยังไม่ยอมโดด แต่อย่างว่าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นเองคงไม่รู้หรอกว่าจะรู้สึกอย่างไร ปัจจุบันการโดดบันจี้จัมพ์ครั้งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายร่วม 5,000 บาท (205 ดอลลาร์นิวซีแลนด์) ซึ่งจะได้ภาพถ่ายและเสื้อยืดที่ระลึกกลับไปด้วย

ออกจากสะพาน Kawarau Gorge เราออกจากเมืองควีนส์ทาวน์มุ่งหน้าสู่เทือกเขาเมาท์คุก (Mt.Cook) เพื่อวันรุ่งขึ้นเราจะได้เดินทางมาจุดสตาร์ทในการปั่นจักรยานใกล้ขึ้น แต่การเดินทางเข้าสู่เมาท์คุกในช่วงเวลานี้กลับเป็นโบนัสก้อนใหญ่สำหรับคณะเรา ด้วยวิวทิวทัศน์ไม่ว่าจะตรงหน้าหรือสองข้างทางนั้นสวยงามไปหมด คิดว่าถ้าเหลียวไปมองด้านหลังก็คงสวยไม่แพ้กันด้วย

วันนี้… เมาท์คุ้กไม่ขี้อายเหมือนทุกครั้ง เผยโฉมออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แถมโลมไล้ด้วยแสงแดดยามเย็นและสวมหมวกเมฆเก๋ๆ ให้เป็นที่โดดเด่นสุดประทับใจ

อ้าว… ยังไม่ได้เริ่มปั่นเลยเนื้อที่ของเราในวันนี้หมดลงเสียแล้ว ติดตามต่อคราวหน้านะครับ แย้มพรายให้นิดๆ ว่า งานนี้มีแต่สวย สวยกว่า และก็สวยยิ่งขึ้นไปอีกครับ

 

อังกฤษเมืองผู้ดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเธอเปลี่ยนไป

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤศจิกายน 2560 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/527176

อังกฤษเมืองผู้ดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเธอเปลี่ยนไป

เพราะเคยเป็นหนึ่งในบรรดานักล่าอาณานิคม ทำให้ปลายทางแห่งนี้ไม่ได้มีความแปลกใหม่ แต่มีความน่าสนใจและแปลกใจมากกว่าว่าพอหมดยุคสมัยของนักล่าแล้ว บรรดาประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศนี้ มักจะพัฒนาไปได้ดีกว่าประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจชาติอื่นๆ พอมาถึงยุคปัจจุบันนี้ก็เช่นกัน ประเทศนี้ก็มีสถิติการก่อการร้ายไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่นในยุโรป แต่เชื่อไหมว่าหลายต่อหลายคนก็ยังอยากเดินทางไปประเทศนี้กันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองหลวงที่ชื่อลอนดอน แน่นอนประเทศนั้นก็คืออังกฤษนั่นเอง

จากสถิติการก่อการร้ายในยุโรปในปี 2559 ที่ผ่านมา กว่าครึ่งหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอังกฤษ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเทศนี้เคยอยู่ในระดับการเตือนภัยขั้นวิกฤต ซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดเลยทีเดียว สำหรับปีนี้ก็มีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอนด้วย เช่น เหตุคนร้ายขับรถพุ่งชนคนและแทงเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิตเมื่อเดือน มี.ค. เหตุสะเทือนขวัญที่ลอนดอนบริดจ์เมื่อเดือน มิ.ย. ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการแก้แค้นที่มีแนวโน้มก่อตัวเป็นวังวนตามมา

ถึงแม้จะมีเหตุสะเทือนขวัญ แต่เหตุการณ์เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้คนเดินทางไปอังกฤษน้อยลงเลย คนไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน สถิตินักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปอังกฤษในปี 2559 มีกว่า 1.5 แสนคนเลยทีเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้น โดยปลายทางหลักก็คือกรุงลอนดอน ในปี 2560 นี้ แม้จะยังไม่มีตัวเลขสรุปที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าลอนดอนก็ยังเป็นปลายทางยอดนิยมของไทยอยู่ดี

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้คนยังอยากมาเที่ยวประเทศนี้กันนั้นน่าจะเป็นเพราะเรื่องของธรรมชาติอันสวยงามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน จึงทำให้มีที่ท่องเที่ยวเต็มไปหมด เหตุผลประการที่สองก็คือบรรยากาศความโรแมนติกนั่นเอง เหตุผลประการที่สาม ก็น่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกินที่หลากหลายอันเป็นผลมาจากการเปิดรับผู้คนจากหลากเชื้อชาติ และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่คอยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาที่นี่กันก็คือ ที่นี่เป็นสวรรค์ของนักช็อป และเป็นเหมือนจุด Check in ที่วัยรุ่นและนักช็อปจะต้องไปเยือนกันให้ได้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วยังมีผู้คนอีกจำนวนมากอยากมาใช้ชีวิตอยู่อังกฤษกัน ก็เพราะว่ามีโอกาสทางธุรกิจ สวัสดิการสังคมและคุณภาพการศึกษา ระบบขนส่งมวลชนที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และมีความเป็นระบบ ระเบียบที่ช่วยควบคุมให้คนที่หลากหลายใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กฎกติกาที่เป็นสากลนั่นเอง

หลายคนก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเองที่ต้องตัดสินใจมาใช้ชีวิตหรือมาทำงานอยู่ที่ลอนดอน แต่ในขณะเดียวกัน บางคนก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเมืองที่น่าอยู่สักเท่าไรนัก เพราะว่าค่าครองชีพที่แพงมากเป็นอันดับ 4 ในยุโรปนั่นเอง เหตุผลประการที่สองก็คืออากาศที่ไม่ได้ดีสักเท่าไร เรื่องของลมฟ้าอากาศเป็นสิ่งที่คาดเดายากมากในประเทศนี้ ชาวลอนดอนส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าจะมีสายฝน​ แดดร้อน และลมหนาวเกิดขึ้นในวันเดียวกัน แล้วชีวิตผู้คนที่อยู่ในลอนดอนนั้นต้องบอกว่าต่างคนต่างเอาตัวรอด ดังนั้นบรรยากาศของการใช้ชีวิตก็จะไม่ค่อยมีการพูดคุยสนทนาหรือว่าเป็นมิตรกันสักเท่าไรนัก

จากข้อมูลเดิมๆ ที่คนส่วนใหญ่รับรู้และยอมรับตลอดว่าคนอังกฤษสุภาพ อ่อนโยน และยิ้มแย้มนั้นเป็นที่น่าเสียดายว่าทุกวันนี้แทบจะไม่เหลือคนอังกฤษแท้ๆ อยู่ในลอนดอนแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่ยังอาศัยอยู่เป็นเชื้อชาติอื่นแทบทั้งนั้น มีทั้งที่เป็นผู้ลี้ภัย ชาวต่างชาติที่มาทำงาน และลูกหลานของชาวต่างชาติที่เกิดและโตที่นี่ จากผลการสำรวจชิ้นหนึ่ง ระบุว่า ไม่ถึง 1 ใน 3 ของชาวลอนดอนที่เป็นคนพื้นเมือง และคนที่อยู่ในลอนดอนกว่าร้อยละ 40 ก็เพราะงาน ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 นั้นย้ายตามครอบครัวมา ทุกวันนี้ชาวพื้นเมืองอังกฤษที่พอจะมีทางเลือก จึงไม่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอนกันแล้ว หรือถ้าจำเป็นจะต้องอยู่จริงๆ บั้นปลายชีวิตก็คงเลือกที่จะย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ไปอยู่แถวเวลส์ แถวสกอตแลนด์ ซึ่งมีบรรยากาศและอากาศดีกว่า

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าลอนดอนจะกลายเป็นเมืองที่เงียบเหงา หรือว่าร้างไปเลย เพราะว่าที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างเหมือนเดิม คนที่ต้องการโอกาสทางด้านธุรกิจ คนที่ต้องการชีวิตใหม่ๆ ก็ยังอพยพเข้ามาทั้งคนจากนอกเมือง แล้วก็คนจากประเทศอื่น ในขณะที่ระบบการศึกษาของอังกฤษก็ยังเป็นที่ยอมรับ แล้วก็มีความเชื่อมั่นเพราะนอกจากภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสากลแล้ว คุณภาพของการศึกษาประเทศนี้ ก็ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ในบรรดานักเรียนต่างชาติที่ไม่ใช่ยุโรปนั้น ไทยเองก็ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีนักเรียนไปเรียนอังกฤษมากที่สุด โดยปัจจุบันก็มีมากกว่า 6,000 คนเลยทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณจะมาจากประเทศไหน แต่ถ้าคุณเรียนจบที่อังกฤษชีวิตคุณก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว นี่กระมังที่ทำให้คนที่อยากเรียนต่อต่างประเทศ ต้องการการศึกษาที่ดีกว่า มักจะนึกถึงอังกฤษเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ

ถึงตรงนี้ก็คงต้องยอมรับกันแล้วว่าประเทศนี้ก็มีของดีเหมือนกัน เพราะขนาดมีข่าวคราวที่อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่คนก็อยากไปเที่ยวกัน ขนาดรู้ว่าอากาศแปรปรวนแต่คนก็อยากไปเที่ยวกัน ขนาดค่าครองชีพแพงคนก็ยังอยากไปเรียนกัน ต้องยอมรับว่าเขาปูพื้นฐานได้เข้มแข็งมาก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจและการศึกษา

จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อประเทศนี้มีแนวคิดจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเพื่อดำเนินกิจการประเทศของตนเองอย่างอิสระ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเพิ่งได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อผลการโหวต Brexit หรือการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรออกมาก็กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวช็อกโลกของปี ซึ่งผลโหวตก็ออกมาเกินความคาดหมายของอดีตนายกรัฐมนตรี เดวิดคาเมอรอน ด้วยเช่นกัน เพราะหลังจากที่ทราบผลโหวตเดวิดก็ลาออกจากตำแหน่งในวันรุ่งขึ้นเลย เรื่องนี้มีข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่างๆ จากนักวิชาการมากมาย คนที่ติดตามข่าวสารก็จะได้ยิน ได้อ่านง่ายๆ ได้ทั่วไป จึงทำให้ใครๆ ต่างก็พูดถึง Brexit กัน

แม้ Brexit จะมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2562 วันนี้เราอาจยังไม่เห็นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ในสังคมของที่นั่นเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนไปบ้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทันที คือค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงและตลาดหุ้นยังอยู่ในขาลง ซึ่งมีคนไทยไม่น้อยได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงกัน เช่น นักเรียนไทยที่ไปศึกษาต่อที่นั่นก็จะจ่ายค่าเทอมและค่ากินอยู่ได้ถูกลง นักท่องเที่ยวและนักช็อปทั้งหลายก็จะซื้อสินค้าได้ถูกลงเช่นกันส่วนในด้านสังคมนั้นผู้คนก็คงต้องเริ่มเลือกกันแล้วว่าจะอยู่ในอังกฤษต่อไป หรือย้ายไปอยู่ประเทศอื่น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรหลายคนก็ยังเชื่อว่าอังกฤษจะยังเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคต่อไป และยังเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาเช่นเคย รวมทั้งไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย เรื่องนี้ฟังดูเหมือนซับซ้อนแต่ไม่ไกลตัวเรา เพราะการค้าเศรษฐกิจของบ้านเรานั้นเชื่อมโยงกับทั่วทั้งโลก เมื่อโลกมีความเปลี่ยนแปลงก็ต้องส่งผลไม่ว่าบวกหรือลบต่อตัวเราเช่นกันนั่นเอง

ท่านสามารถติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์นี้ ทาง ททบ.5

 

เที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุด! ชมงานศิลปะดิจิตัลสุดล้ำ teamLab

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526682

เที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมปักหมุด! ชมงานศิลปะดิจิตัลสุดล้ำ teamLab

นิทรรศการศิลปะดิจิตัลแห่งการเรียนรู้ teamLab (ทีมแล็บ) สวยงาม อลังการ ตื่นตาตื่นใจ

หากใครได้มีโอกาสสัมผัสสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟและนิทรรศการศิลปะดิจิตัล teamLab (ทีมแล็บ) ที่ บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เคยนำมาจัดแสดงในบ้านเรา เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่า teamLab เป็นสุดยอดนวัตกรรมแบบใหม่ที่ผสมผสานศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ได้อย่างลงตัว และสามารถถ่ายทอดผลงานออกมาได้หลากหลายรูปแบบอย่างสวยงาม อลังการ ตื่นตาตื่นใจ โดยผู้ชมสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานได้ อีกทั้งยังเป็นนิทรรศการแห่งการเรียนรู้ ที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าถึงได้ง่ายได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

teamLab ได้พัฒนาและสร้างสรรค์ศิลปะดิจิตัลให้เข้ากับธรรมชาติ ร้านอาหาร หรือแม้แต่ออฟฟิศ ที่ทำงาน ล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา teamLab ได้สรรค์สร้างงานศิลปะดิจิตัลที่มีชื่อว่า Worlds Unleashed and then Connecting – SAGAYA (เวิลด์ส อันลีชท์ แอนด์ เธน คอนเนคติ้ง – ซากะยะ) ให้กับร้านอาหาร SAGAYA (ซากะยะ) ซึ่งอยู่ในย่านกินซ่า เมืองโตเกียว ให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถดื่มด่ำรสชาติอาหารไปพร้อมกับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานศิลปะดิจิตัล และจำกัดลูกค้าเพียง 8 ท่านต่อวันเท่านั้น โดยสถานที่สุดพิเศษนี้จะประกอบด้วยอาหารที่จัดมาอย่างสวยงามบนจานเซรามิค และภาพเคลื่อนไหวบนโต๊ะอาหารและกำแพงที่จะแสดงให้เห็นฤดูกาลต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่ร่วมมื้ออาหารจะได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ ที่หลากหลาย ทั้งรสชาติ กลิ่น และวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่น

เมื่ออาหารเสิร์ฟมายังโต๊ะของลูกค้า รูปภาพที่สวยงามตามเมนูนั้นๆ จะถูกปลดปล่อยออกและฉายบนโต๊ะอาหารและพื้นที่รอบๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาพของนกที่วาดอยู่บนจานเซรามิคจะบินออกจากจานไปเกาะที่กิ่งไม้ที่ออกมาจาก อีกจานหนึ่ง ขนาด รูปร่าง และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามสภาพแวดล้อมจากจานอื่นๆ และยังเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมจากผู้ที่ร่วมรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ ด้วย เช่น ถ้าคุณอยู่นิ่งๆ นกก็จะเกาะบนมือคุณ แต่ถ้าคุณขยับนกก็จะบินหนีไป

เมนูและสิ่งที่เกิดขึ้นที่ร้านนี้จะเปลี่ยนไปทุกๆ เดือน โดยจะจัดเสิร์ฟในรูปแบบคอร์สมีล 12 จาน ตามความเหมาะสมของฤดูกาลนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมนูดอกซากุระจะมีเฉพาะในเดือนเมษายน หากท่านใดสนใจ สามารถจองมื้อพิเศษของคุณได้ที่ http://sagaya-ginza.com/tsukihana/en/ ข้อมูลเพิ่มเติม https://www.teamLab.art/e/sagaya/

ในย่านเดียวกันที่ตึก Ginza 6 (กินซ่า 6) ก็ได้มีงานศิลปะดิจิตัล Universe of Water Particles on the Living Wall จัดแสดงอยู่ โดยงานศิลปะชิ้นนี้เป็นการสร้างสรรค์น้ำตกเสมือนจริงแบบสามมิติ ที่สร้างจากคอนเซ็ปท์เรื่องพื้นที่มุมมองส่วนบุคคล (Ultra Subjective Space) ของ teamLab ซึ่งมาจากการพรรณนาถึงการใช้พื้นที่ที่พบในภาพวาดในยุคก่อนสมัยใหม่ของญี่ปุ่น น้ำที่สร้างขึ้นประกอบด้วยอนุภาคน้ำเป็นร้อยเป็นพันที่ไหลรินลงบนภาพแก่งหินที่สร้างขึ้นเช่นกัน คอมพิวเตอร์ได้ทำการประมวลผลจากการเคลื่อนไหวของอนุภาคน้ำเหล่านี้เพื่อสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวตามหลักของฟิสิกส์ เส้นสายที่เห็นเกิดขึ้นเพื่อให้สัมพันธ์กับจำนวนอนุภาคน้ำที่เกิดขึ้นประมาณ 0.1% เท่านั้น ความคดเคี้ยวของลายเส้นขึ้นอยู่กับปฏิกริยาทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างอนุภาคน้ำนั้นๆ

An Office Where Animals Live เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ teamLab ได้สรรค์สร้างออฟฟิศดิจิตัลให้แก่บริษัท DMM.com บริษัทผู้สร้างแพลทฟอร์มเกมและวีดิโอสตรีมมิ่งชื่อดังในย่านรปปงหงิ เมืองโตเกียว โดยได้สร้างสรรค์ทางเดินที่มีความเขียวขจี ของต้นไม้นานาพันธุ์ ที่หลอมรวมเข้ากับกำแพงที่มีสัตว์ดิจิตัลนานาชนิด เป็นทางเดินหลักไปสู่ห้องประชุมต่างๆ ภายในสำนักงาน ที่ทางผู้บริหารตั้งใจจะสนับสนุนให้พนักงานกว่า 3,000 คน ได้มีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กัน

ที่ทางเข้าของออฟฟิศ DMM คุณจะได้พบกับน้ำตกดิจิตัลที่พาพนักงานทุกคนเข้าสู่อาณาจักรที่ให้ความรู้สึกเสมือนผืนป่า ในขณะเดียวกัน การไหลของน้ำที่บริเวณทางเข้าก็ทำหน้าที่เสมือนฉากกั้นโปร่งใสระหว่างทางเข้าและส่วนอื่นๆ ของอาคาร เมื่อมีคนเข้าใกล้น้ำตกเสมือนจริงนั้น ฉากก็จะเปิดออกให้เป็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ผลที่ตามมาคือ ภาพธรรมชาติบริเวณทางเข้าก็จะเปลี่ยนอย่างรวดเร็วไปตามการเคลื่อนไหวของผู้ชม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ teamLab วางโปรแกรมไว้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันเกิดซ้ำอีก

เมื่อผ่านม่านน้ำตกเข้าไป ทั้งสตาฟฟ์และผู้ชมจะเข้าสู่ทางเดินโถงอาคารที่เต็มไปด้วยภาพแลนด์สเคป สีเขียวสด บนกำแพงด้านใน จะมีฝูงสัตว์ดิจิตัลเคลื่อนที่ไปมาระหว่างแต่ละกำแพง ซึ่งสิ่งนี้จะนำผู้ชมไปสู่ห้องประชุมต่างๆ ที่เรียงลำดับจาก A ถึง Z ตามชื่อสัตว์ ตั้งแต่ anteater (ตัวกินมด) ไปถึง zebra (ม้าลาย) เพื่อแสดงให้เห็นถึงห้องประชุมที่ต่างๆ กันทั้ง 26 ห้อง ในแว้บแรก กำแพงจะดูเหมือนแบนราบ แต่เมื่อเหล่าสัตว์ต่างๆ พาผู้ชมไปยังแต่ละห้อง ชื่อและตำแหน่งของประตูห้องก็จะปรากฏขึ้น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

และเร็วๆ นี้ teamLab กำลังจะเนรมิตปราสาทร้างอันเก่าแก่ที่เมืองฟุกุโอกะ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1601 และเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวซู ให้กลายเป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะดิจิตัลด้วยแสงแบบอินเตอร์แอคทีฟบนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร กับผลงานที่มีชื่อว่า Light Festival in Fukuoka Castle Ruins (ไลท์ เฟสติวัล อิน ฟุกุโอกะ แคสเซิล รูอินส์) โดยผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจคศิลปะ ของ teamLab ที่เรียกว่า “Digitized Nature, Digitized City” (ธรรมชาติที่ผสานกับดิจิตัล เมืองที่ผสานกับดิจิตัล) ซึ่งมีคอนเซ็ปท์มาจากการสร้างสรรค์ด้วยศิลปะดิจิตัลที่จับต้องไม่ได้ แต่สามารถเปลี่ยนธรรมชาติหรือเมืองให้เป็นศิลปะได้ โดยไม่ต้องทำลายธรรมชาติหรือเปลี่ยนระบบของเมืองแต่อย่างใด ซึ่งจะเปิดให้ทุกคนเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 28 มกราคม 2561

นอกจากนี้ ยังมีผลงาน A Forest where Gods Live presented by Shiseido (อะ ฟอเรสท์ แวร์ กอดส์ ลิฟ พรีเซ้นเท็ด บาย ชิเชโด้) ซึ่งเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ teamLab ที่เปลี่ยนพื้นที่ของ Mifuneyama Rakuen Park (สวนมิฟูเนะยามะ ราคุเอน) ขนาด 500,000 ตารางเมตร ให้เป็นเขาวงกต ที่ผสมผสานดิจิตัลกับศิลปะแบบอินเตอร์แอคทีฟ ด้วยคอนเซ็ปท์ “ธรรมชาติกลายเป็นศิลปะ” ได้อย่างสวยงาม ภายในงานประกอบด้วยผลงานศิลปะ 14 ชิ้น รวมถึงงานชิ้นใหม่ๆ อีกด้วย โดยศิลปะที่ถูกสร้างสรรค์และนำเสนอในงานชิ้นนี้ อาทิ ภาพวาดดอกบัวบนพื้นผิวน้ำตก สร้างสรรค์จากเส้นสายการเคลื่อนไหวของปลาคาร์ฟและเรือลำเล็กๆ ที่ซึ่งดอกบัวเบ่งบานและปลาคาร์ฟแหวกว่ายบนพื้นผิวน้ำ หรือ ภาพกราฟฟิติธรรมชาติและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยในซากปรักหักพังของบ่ออาบน้ำกลางแจ้ง โดยในบ่อนั้นกลายเป็นภาพกราฟฟิติที่รายล้อมไปด้วยสัตว์ต่างๆ ที่คุณระบายขึ้นเอง และจักรวาลของอนุภาคน้ำบนก้อนหินที่เป็นที่อยู่ของพระเจ้า โดยงานชิ้นนี้จะเป็นภาพโปรเจคเตอร์ของน้ำตกที่สูง 8 เมตรบนก้อนหิน รวมถึงอินเตอร์แอคกับป่าที่เต็มไปด้วยสีสัน และเสียงสะท้อนจากหุบเขาดอกชวนชม ซึ่งสวนแห่งนี้จะกลายเป็นลานศิลปะที่เปลี่ยนไปตามปฏิกริยาของผู้คน นิทรรศการนี้ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมจนถึงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบัน teamLab มีผลงานจัดแสดงอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังจัดแสดงที่ประเทศ สิงคโปร์, จีน, มาเก๊า, ออสเตรเลีย และในอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ทาง บีอีซี-เทโร เตรียมนำสวนสนุกอินเตอร์แอคทีฟและนิทรรศการศิลปะดิจิตัล teamLab กลับมาจัดแสดงให้คนไทย ได้สัมผัสกันอีกครั้งในปี 2561 ในรูปแบบที่หลากหลาย สนุก และตื่นตาตื่นใจมากขึ้น ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.bectero.com

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

Published December 28, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/world/526088

ไปนอนดูดาวที่ญี่ปุ่น 3

จากเมือง Tsumago เราเดินทางต่อไปยังเมือง Kiso เมืองเล็กๆ ในหุบเขาคิโสะ ที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีมากคือหน้าประชิดแม่น้ำคิโสะและหลังประชิดภูเขา Kisokama ในเขตเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นตอนกลาง กิจกรรมในบ่ายวันนี้คือมาเยี่ยมชมศูนย์หัตถกรรมของเมือง ตอนแรกที่เห็นตารางการเดินทางยังแอบคิดในใจว่า พามาทำโซบะอีกแล้ว ญี่ปุ่นนี่มีแค่เก็บสตรอเบอร์รี่ ตำโมจิ ชงชา และทำโซบะอุด้งเท่านั้นเหรอ แต่มานึกอีกที โซบะนี่คือความภูมิใจอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เวลาเรานึกถึงอาหารญี่ปุ่นจะต้องมีโซบะอยู่ในลิสต์ด้วยเสมอ เป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นกินอยู่ในชีวิตประจำวันเหมือนคนไทยกินก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ หากินได้ทั่วทุกหนแห่งตั้งแต่สถานีรถไฟไปจนถึงร้านระดับติดดาว เป็นอาหารที่มีราคาถ่างกันมากตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเยนไปถึงหลายพันเยน คิดได้ดังนี้มีกำลังไปทำขึ้นอีกมากมาย และพอรถจอดที่หน้าอาคาร Furusato Taikenkan เท่านั้นแหละความรู้สึกเปลี่ยนทันที ถ้าไม่ได้มาจะต้องเสียดายมาก

ตัวอาคารหลักน่ะไม่เท่าไหร่เป็นอาคารสร้างใหม่ไม่มีอะไรโดดเด่น แต่อาคารที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังนี่สิครับน่าสนใจมาก เห็นปุ๊บผมนึกถึงการ์ตูนของค่าย Ghibli ขึ้นมาโดยพลัน ที่นี่เคยเป็นโรงเรียนประถมมาก่อน อาคารด้านข้างคืออาคารเรียนสองชั้น อาคารด้านหลังดูเหมือนเป็นโรงยิม การ์ตูนของค่ายนี้มีฉากในโรงเรียนหรือฉากอาคารไม้เก่าๆ ให้เห็นบ่อย มองผ่านๆ เหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในฉากของการ์ตูนเหล่านั้นเลย ยิ่งได้เดินเข้าไปในอาคารเรียนด้วยแล้วยิ่งชอบ เพราะยังรักษาสภาพของโรงเรียนและห้องเรียนไว้ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำอุปกรณ์การทำกิจกรรมต่างๆ ไปใส่ไว้แทนที่โต๊ะเก้าอี้ แต่ก็ยังมีบางห้องที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คงสภาพเดิมๆ ไว้อย่างนั้น

เจ้าหน้าที่พาเราเดินชมภายในอาคารเรียน และก่อนจะขึ้นไปที่ชั้นสองก็ให้เราหยิบลูกบอลที่กลึงจากไม้ขนาดเล็กกว่าลูกปิงปองนิดนึงติดมือไปด้วยคนละสองลูก พอถึงชั้นบนก็ให้หย่อนลูกบอลกลิ้งลงตามรางไม้ที่แนบอยู่ข้างผนังฝั่งบันได ลูกบอลที่กลึงจากไม้ไม่ได้กลมกิ๊กเหมือนลูกปิงปอง เวลาไหลลงตามรางจึงไม่เสถียรร่วงหล่นกลางทางบ้างมีให้ลุ้นกันตลอด พวกเราถ่ายรูปกันตั้งแต่หน้าประตู บันได ระเบียง หน้าต่าง ข้างห้อง ในห้อง แทบจะทุกมุมของอาคารด้านในเพราะมันถูกใจคอการ์ตูนที่ชอบบรรยากาศแห่งการรำลึกถึง (Nostalgia) บนพื้นระเบียงชั้นสองมีตารางสี่เหลี่ยมวาดด้วยสีขาวเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่บอกว่า นี่คือโต๊ะปิงปองแบบง่ายๆ แทนที่จะสร้างเป็นโต๊ะ ใช้พื้นนี่แหละประหยัดทั้งวัสดุและพื้นที่

แต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าตีปิงปองกับพื้นมันจะเป็นอย่างไร ผมเตร็ดเตร่ไปดูอีกห้องหนึ่งที่อยู่คนละฝั่งของอาคาร มีป้ายไม้เขียนชื่อโรงเรียนวางอยู่ถึงรู้ว่าที่นี่คือโรงเรียนประถมคุโระคาวะ ในห้องยังเก็บหนังสือตำราเรียนสมัยก่อนไว้ในตู้กระจก มีกระดานที่บอกให้ทราบว่ามีนักเรียนในแต่ละชั้นกี่คน ชายหญิงกี่คน รวมทั้งสิ้นกี่คน ดูจากขนาดของอาคารแล้วน่าจะจุได้เป็นร้อย แต่ข้อมูลในกระดานทั้งโรงเรียนมีนักเรียนประถม 1-6 รวมแค่ 54 คนเท่านั้น น้อยจนใจหาย นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาย แต่มีห้องนึงที่มีเด็กชายคนเดียวที่เหลือเป็นเด็กหญิงทั้งหมด ผมจินตนาการย้อนกลับไปในอดีต ที่นี่ต้องเรียนกันอย่างมีความสุขแน่ๆ นักเรียนน้อยครูดูแลทั่วถึง ใกล้ชิดประหนึ่งครอบครัว อยากรู้ว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันย้อนกลับไปนานแค่ไหน ลองไล่หาหลักฐานจนพบหนังสือที่ระบุปี ค.ศ. 1969 นี่คือโรงเรียนประถมเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนหรือนานกว่านั้น ก็ประมาณตอนผม 5 ขวบอยู่ ป.1 หรือ ป.2 เลยอินเข้าไปใหญ่ ยิ่งนึกยิ่งคิดถึง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หลังสำรวจห้องหับและถ่ายรูปจนหนำใจแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาเราเข้าไปในห้องทำโซบะ เริ่มต้นจากล้างมือให้สะอาด เช็ดมือให้แห้ง แล้วมานวดแป้งโซบะ ค่อยๆ รินน้ำค่อนถ้วย คลุกให้แป้งจับตัวเป็นก้อน รินน้ำที่เหลือลงไปจนหมด จากนั้นก็นวดนวดนวด ทบไปทบมาจนได้ที่แล้วปั้นเป็นก้อนทรงกลมเหมือนปั้นดินน้ำมัน นำก้อนแป้งออกจากกะละมังมาวางบนโต๊ะ โรยผงแป้งให้ทั่วป้องกันแป้งติด ใช้มือกดแป้งให้แผ่ขยายกลายเป็นแผ่นคล้ายพิซซ่า จากนั้นนำไม้ท่อนกลมยาวมากลิ้งทับให้แผ่ขยายออกไปทุกทิศทางจนบาง โรยผงแป้งทับแล้วพับพับพับจนเหลือประมาณกระดาษ A4 แต่ยาวกว่านิดนึง นำแผ่นแป้งพับไปวางบนเขียงแล้วใช้มีดคล้ายอีโต้สำหรับหั่นเส้นโซบะค่อยๆ ซอยเป็นเส้นบางๆ โดยมีแผ่นไม้คล้ายเกรียงปาดปูนในมือซ้ายเป็นตัวควบคุมระยะห่าง ซอยได้ขนาดพอรวบได้หนึ่งกำมือก็นำไปวางไว้ในถาด ซอยจนหมดจะได้ประมาณหกกำ แล้วนำเส้นไปลวกน้ำร้อนจนเดือดประมาณ 5 นาที ลองหยิบเส้นมากัดถ้านิ่มพอใจแล้วก็ใช้ตะเกียบขนาดใหญ่คีบใส่ตะกร้า แล้วนำไปใส่อ่างเปิดน้ำเย็นล้างเส้นด้วยมือให้ทั่ว สะเด็ดน้ำแล้วนำขึ้นวางบนโต๊ะ จับเส้นม้วนเป็นกลุ่มวางบนถาดไม้ เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมเสิร์ฟ

พวกเรานั่งล้อมวงพร้อมจ้วงโซบะคนละหนุบละหนับ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นชมต่อหน้าว่า อร่อยมาก เส้นโซบะนุ่มหนึบดี เพราะปกติเคยเจอแต่โซบะที่นุ่มและนิ่ม คุณริกะเจ้าหน้าที่ประสานงานคนไทยรีบสนับสนุน ปกติริกะไม่ค่อยทานโซบะนะเพราะเจอแต่ร้านที่ไม่ถูกใจ แต่โซบะถาดนี้มันดีมาก ว่าแล้วก็จ้วงโซบะลงในถ้วยซอสแล้วสูดเสียงดังพร้อมอุทานว่า Umai ไม่ว่าจะจริงเท็จอย่างไรแต่มันทำให้หัวใจคนทำพองโตทันที เลยลองชิมดูบ้างปรากฏว่า เฮ้ย!จริงด้วย เส้นโซบะมันหนึบกว่าร้านที่กินตอนกลางวัน นึกทบทวนกระบวนการทำเข้าใจว่าคงมาจากตอนลวกเส้นที่ใช้เวลาน้อยกว่ามาตรฐาน พอเจอน้ำเย็นเลยทำให้เส้นหดตัวอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่อยู่ภายในเส้นยังคงเหลืออยู่พอที่จะทำให้เส้นสุกพอดี ในขณะที่ผิวนอกรัดตัวจนหนึบ เวลากัดเส้นจึงมีแรงดีดสะท้อนมากกว่าโซบะทั่วไป ความบังเอิญก่อเกิดความพอดีโดยมิได้คาดคิด สงสัยต้องจำเคล็ดลับไว้มาเปิดร้านที่เมืองไทยแล้ว อันนี้แค่คิดนะครับ

กินกันเสร็จเลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไปถ่ายรูปที่อาคารไม้ด้านหลัง มีทั้งกองฟืน โต๊ะเก้าอี้และม้าหกที่ทำจากไม้ เจ้าหน้าที่พาไปอีกด้านของอาคาร เป็นมุมที่เงียบสงบติดกับลำธารสายเล็กๆ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แสงแดดอ่อนละมุนกับอากาศเย็นสบาย มันช่างเหมือนฉากในการ์ตูนหลายเรื่องที่เคยดู ถ้าใครมีโอกาสขับรถเที่ยวแล้วผ่านมาแถวเมือง Kiso ขอให้แวะมาครับ รับรองว่า ภาพชีวิตในวัยเด็กจะหวนกลับมาสร้างความสุขให้คุณได้อย่างคาดไม่ถึง

 

%d bloggers like this: