เที่ยวตามตะวัน

All posts tagged เที่ยวตามตะวัน

เปิดโซนใหม่ ”สตาร์วอร์ส” ฮ่องกง…ดิสนีย์แลนด์

Published July 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669774

 

ทางเข้าโซนสตาร์วอร์ส ทูมอร์โรว์แลนด์ เทกโอเวอร์

หลังจากที่ภาพยนตร์มหากาพย์ฟอร์มยักษ์อย่าง “Star Wars : Force Awakens” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Star Wars Episode 7” ออกโรงฉายไปเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อตามยึดครองใจแฟนๆไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่นและดึงดูดเหล่าสาวกสตาร์วอร์สทั่วโลกให้ได้สัมผัสถึงพลังแห่งเจได เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา “วอลท์ ดิสนีย์” และ “ลูคัสฟิล์ม” จึงร่วมกับฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เปิดโซนมหากาพย์ฟอร์มยักษ์ อย่าง “Star Wars Tomorrowland Takeover” เป็นโซนน้องใหม่ล่าสุดของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์

และเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ บริษัท บัตรกรุงไทย (KTC) และฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ จึงร่วมกันจัดทริป “Experience the Force : Star Wars at Hong Kong Disneyland” พาสื่อมวลชนไปสัมผัสพลังของเหล่าอัศวินเจไดกันแบบใกล้ชิด


ถ่ายรูปคู่กับหุ่นดรอยด์R2D2

เรื่องราวของมหากาพย์ “สตาร์วอร์ส” เริ่มต้นจากสงครามอวกาศของฝ่ายจักรวรรดิและฝ่ายสาธารณรัฐ ในการแย่งชิงการปกครองกาแล็กซี ซึ่งมี “อัศวินเจได” และ “ซิธ” เป็นตัวแทนของด้านสว่างและด้านมืดเข้าร่วมทำศึกในครั้งนี้ด้วย โดยกลุ่มดังกล่าวจะใช้ดาบไลต์เซเบอร์สีต่างๆในการต่อสู้ ซึ่งเป็นภาพที่เด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่วัยเก๋าหลายคนประทับใจกันมายาวนาน

เมื่อมาถึงภาพยนตร์ชุด “สตาร์วอร์ส” ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1977 ในชื่อ “Star Wars” และออกภาคต่อเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.2005 กระทั่งปี ค.ศ.2012 บริษัท เดอะวอลท์ดิสนีย์ ได้ทำการซื้อบริษัท ลูคัสฟิล์ม ผู้ผลิตภาพยนตร์สตาร์วอร์ส และประกาศสร้างไตรภาคใหม่ ออกฉายเมื่อปลายปี 2015 สร้างปรากฏการณ์ให้กับเหล่าสาวกที่รอคอยมานานถึง 10 ปี


ผู้กองพลาสม่าและทหารสตอร์มทรูปเปอร์

มาถึงฮ่องกงดิสนีย์แลนด์แล้ว ถ้าจะให้เข้าถึงความเป็นดิสนีย์แท้ๆ ต้องเข้าพักที่นี่เลย โรงแรม “ดิสนีย์ ฮอลลีวูด” โรงแรมในฝันของเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่อยากย้อนวัย ห้องพักทุกห้องในดิสนีย์ ฮอลลีวูด ตกแต่งในธีมการ์ตูนเรื่องต่างๆของวอลท์ ดิสนีย์ ทั้งมิกกี้ เมาส์ซินเดอเรลล่า สโนไวท์ ฯลฯ แต่ที่เหล่าสาวกสตาร์วอร์สพลาดไม่ได้ คือห้องพัก “Star Wars Tomorowland Takeover” ซึ่งเป็นแพ็กเกจพิเศษที่จำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวเอ็กซ์คลูซีฟ ภายในห้องจะมีชุดตกแต่งและของที่ระลึกจากภาพยนตร์จัดไว้สวยงาม เช่น รองเท้าแตะ ตุ๊กตา ผ้าใบลวดลายตัวละครชื่อดังอย่าง “Chewbacca” และ “Kylo Ren” รวมไปถึงอาหารว่างอย่างคุกกี้รูปหน้าตัวละครอื่นๆในภาพยนตร์ด้วย

ล้างหน้า ล้างตา พอสดชื่นแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางสู่สวนสนุกฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ซึ่งที่นี่เขามีบริการรถ Shuttle Bus รับส่งจากโรงแรมดิสนีย์ ฮอลลีวูด ไปยังสวนสนุก ซึ่งถ้าใครไปเที่ยวในช่วงนี้ ก็จะเห็นป้ายต้อนรับ โปรเจกต์ฟอร์มยักษ์ของโซนน้องใหม่ล่าสุดอย่างสตาร์วอร์สไปตลอดทาง เรียกว่าไม่มีทางหลงแน่นอน


เครื่องเล่น Hyperspace Mountain

ไม่ถึง 20 นาที เราก็มาถึงโซน “Star Wars Tomorrowland Takeover” ที่จำลองบรรยากาศของโลกอนาคต ตั้งแต่จุดขายอาหาร เครื่องดื่ม ห้องน้ำ รวมไปถึงเครื่องเล่นต่างๆ เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ท่ามกลางการผจญภัยในห้วงอวกาศ โดยเฉพาะเครื่องเล่นสุดหวาดเสียวอย่าง “ไฮเปอร์สเปซ เมาท์เทน” รถไฟเหาะที่กำลังขับเคลื่อนไปในอวกาศท่าม กลางการต่อสู้ระหว่างยานเอ็กซ์-วิง สตาร์ไฟเตอร์ กับยานไทไฟเตอร์ ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของโซนนี้ ซึ่งเราได้ลองเล่นแล้ว การันตีความสนุกสุดเหวี่ยงจริงๆ

ถัดไปไม่ไกลเป็น “ศูนย์ฝึกเจได เทรนนิ่ง : เทรลส์ ออฟ เดอะ เทมเปิล” เป็นการจำลองการฝึกเป็นเจไดรุ่นใหม่พร้อมกับทักษะในการใช้ดาบไลต์เซเบอร์ เพื่อต่อกรกับเหล่าซิธ อาทิ ดาร์ธเวเดอร์, เดอะเซเวน ซิสเตอร์, ไคโลเรน เป็นต้น โดยเด็กๆ (และผู้ใหญ่ที่สนใจ) จะได้มีโอกาสรับบทเป็นอัศวินเจไดรุ่นใหม่ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา


โรงแรมดิสนีย์ ฮอลลีวูด

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือจุดโพสท่าเก๋ๆ กับตัวละครชื่อดังอย่าง “Chewbacca” เพื่อนซี้ของกัปตันโซโล และหุ่นดรอยด์ดาวเด่น “R2D2”ขนาดเท่าของจริง โดยช่างภาพมืออาชีพ ที่ศูนย์บัญชาการ “สตาร์วอร์ส คอมมานด์ โพสต์” และด้านนอกยังมีหน่วยลาดตระเวนแห่งปฐมภาคี นำโดยผู้กองพลาสม่า และเหล่าทหารสตอร์มทรูปเปอร์ เดินตรวจตราและสอบปากคำนักท่องเที่ยวที่เข้ามาผจญภัยในทูมอร์โรว์แลนด์อีกด้วย

ส่วนเรื่องปากท้องไม่ต้องเป็นห่วง เพราะโซนนี้มีอาหารและเครื่องดื่มเตรียมพร้อมสำหรับนักผจญภัยทุกคน โดยอาหารแต่ละชนิดจะมีชื่อเมนูที่เกี่ยวข้องกับสตาร์วอร์สเช่นเคย อย่างข้าวผัดมิลเลนเนียม ฟอลคอน ชุดเบอร์เกอร์ดาร์ธ เวเดอร์ ไอศกรีมซันเดย์สตาร์วอร์ส รวมไปถึงสเต๊กเนื้อสตาร์วอร์ส อันหอมกรุ่น และเมนูอื่นๆอีกมากมาย


ห้องพักธีมสตาร์วอร์ส

หากต้องการของที่ระลึกติดมือกลับบ้าน บริเวณทางออกก็มี “Space Trader” เป็นจุดขายของที่ระลึกกว่า 230 ชิ้น ให้ได้เลือกชม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เข็มกลัด พวงกุญแจ หุ่นยนต์ดรอยด์รุ่นต่างๆ รวมถึงไอเท็มไฮไลต์อย่าง “ไลต์เซเบอร์” หลากสีสันให้เลือกซื้ออีกด้วยสำหรับใครที่สนใจจะไปผจญภัยในดินแดน “Star Wars Tomorrowland Takeover” เข้าไปดูรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ www.ktcworld.co.th หรือ www.hongkongdisneyland.com

เหล่าอัศวินเจไดและซิธ ตัวเป็นๆรอต้อนรับคุณเข้าสู่โลกกาแล็กซีแล้ว…ไม่ลองก็ไม่รู้นะ จะบอกให้…!!!

 

Advertisements

บาร์ล..หมู่บ้าน 2 แผ่นดิน ‘เบลเยียม-เนเธอร์แลนด์’

Published July 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664301

 

พรมดอกไม้กว่า 6 แสนดอกในเทศกาลดอกไม้ที่กรองด์ปลาส.

ยิ่งกว่าดรีม เดสทิเนชั่น เมื่อได้มีโอกาสไปเยือนเบลเยียมครั้งล่าสุด โดยมี บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำสหภาพยุโรป อาสาเป็นไกด์นำเที่ยว หมู่บ้านบาร์ล-แฮร์ท็อก และ บาร์ล-นาสเซา หมู่บ้าน 2 แผ่นดิน บริเวณชายแดนเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์

จริงๆจะว่าไปหมู่บ้านที่ว่านี้ก็เป็นหมู่บ้านเดียวกันนั่นละ แต่ถ้าเป็นดินแดนฝั่งที่อยู่ในเบลเยียมจะเรียกว่า บาร์ล-แฮร์ท็อก ตามภาษาเฟลมมิชของเบลเยียม แต่ถ้าเป็นฝั่งที่อยู่ในเนเธอร์แลนด์จะเรียกว่า บาร์ล-นาสเซา ตามภาษาดัตช์

ความน่าสนใจของหมู่บ้านนี้ นอกจากพื้นที่ที่คาบเกี่ยวระหว่างสองแผ่นดินแล้ว ทั้งเมืองยังมีเส้นแบ่งพรมแดนกระจายอยู่ทั่ว ไม่ว่าจะบนทางเดินเท้าหรือกลางถนน บางเส้นพุ่งผ่าเข้ากลางบ้าน กลางศูนย์การค้า เรียกว่า ถ้าเดินเที่ยวในหมู่บ้านหรือเมืองนี้ 1 วัน ก็เท่ากับได้เที่ยวทั้งสองประเทศวันละเป็น 10 รอบเลยทีเดียว

บาร์ล-แฮร์ท็อก และ บาร์ล-นาสเซา อยู่ห่างจากกรุงบรัสเซลส์ไปทางเหนือราว 110 กิโลเมตร ถ้าเดินทางโดยรถยนต์ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กับอีก 20 นาที แต่ถ้าไปทางรถไฟก็อาจจะนานขึ้นอีกนิดราว 2 ชั่วโมง


(ซ้าย) เส้นแบ่งพรมแดนวิ่งผ่ากลาง บ้านทำให้มี 2 เลขที่บ้าน (ขวา) หลักหมุดปักปันเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศ.

ที่ตั้งของอำเภอบาร์ล-แฮร์ท็อกของเบลเยียม อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินเนเธอร์แลนด์ห่างจากพรมแดนหลักเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ประมาณ 5 กิโลเมตรติดกับอำเภอบาร์ล-นาสเซาของเนเธอร์แลนด์ เป็นสองหมู่บ้าน หรือสองอำเภอที่มีแผ่นดินของสองประเทศโยงใยกันไปมาเหมือนใยแมงมุม ประชาชนสองชาติอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร ต่างจากพื้นที่ชายแดนส่วนใหญ่ที่มักจะมีปัญหาความขัดแย้งของเส้นแบ่งพรมแดนหรือผลประโยชน์บนแผ่นดินของสองประเทศ


จัตุรัสกรองด์ปลาส..ยามค่ำคืน.

หากเดินทางโดยรถยนต์ ก่อนเข้าบริเวณหมู่บ้านสองแผ่นดินจะมีป้ายบอกชื่ออำเภอทั้งสองพร้อมธงชาติของสองประเทศเพื่อแยกแยะว่า อำเภอใด อยู่ในเนเธอร์แลนด์ หรือเบลเยียม และพอถึงย่านกลางหมู่บ้านก็จะสังเกตเห็นกากบาทสีขาวเป็นเส้นแบ่งพรมแดนบนพื้นทางเดินเท้าพร้อมอักษร N และ B สองด้าน เพื่อให้ทราบว่า ฝั่ง N เป็นเนเธอร์แลนด์ และ B เป็นเบลเยียม บางเส้นหายเข้าไปในกำแพงระหว่างบ้านสองหลังหรือเข้าไปในร้านอาหาร ร้านค้า พอต่อไปบนถนนก็จะมีหมุดโลหะปักเป็นระยะแบ่งกึ่งกลางถนนไปเลี้ยวขึ้นทางเท้าอีกด้านหนึ่ง

ดูเป็นการแบ่งพรมแดนที่แปลกประหลาดและมีความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์ที่สุดในโลก…..!!

การบริหารจัดการของหมู่บ้านบาร์ลทั้ง 2 ฝั่ง จะใช้กฎหมายของสองประเทศ มีสำนักงานเทศบาล 2 แห่งกับนายกเทศมนตรี 2 คน โบสถ์ 2 หลัง สถานีดับเพลิง 2 แห่ง สถานีตำรวจ 2 แห่ง การจัดเก็บค่าไฟฟ้าและน้ำประปาที่แยกออกจากกัน แต่หน่วยบริการอีกหลายอย่างก็มีการจัดการร่วมกัน เช่น ห้องสมุดนานาชาติ ศูนย์วัฒนธรรม โรงเรียนสอนดนตรี การจัดระเบียบและความปลอดภัย สถานที่กำจัดขยะร่วม ฯลฯ ทำให้สองหมู่บ้านมีลักษณะคล้ายแฝดสยามที่ไม่สามารถแยกกันออกได้เด็ดขาด เป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ สำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาความแปลกของเส้นแบ่งเขตแดนสองพรมแดน หรือบ้านหลังเดียวกันที่ตั้งอยู่ในสองประเทศ และสัมผัสมิตรภาพของคนสองชาติที่อยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด


ป้ายชื่อเมืองก่อนเข้าเขตเมืองบาร์ล.

ถ้าต้องการรู้ว่าบ้านหลังใดอยู่ในประเทศไหน ให้สังเกตได้จากป้ายเลขที่ บ้านที่มีสีธงชาติปรากฏอยู่ ป้ายเลขบ้านเนเธอร์แลนด์มีสีน้ำเงินมุมซ้ายบน สีขาวตรงพื้นกลางและสีแดงตรงมุมบนขวาซึ่งเป็นสีธงชาติดัตช์ หรือป้ายเลขที่บ้านเบลเยียมจะมีสีธงชาติเบลเยียมดำเหลืองแดงตรงมุมบนซ้าย แต่มีบ้านหลังหนึ่งบนถนน Loveren ที่สะดุดตา ตรงที่มีป้ายเลขที่บ้าน 2 เลขที่ด้านหน้า ประตูซ้ายขวาพร้อมกับกริ่ง 2 อันที่อยู่ติดกับป้ายทั้งสอง ด้านซ้ายเลขที่ 2 กับธงเบลเยียม ด้านขวาเลขที่ 19 กับธงดัตช์ ถามเจ้าของบ้านได้ความว่า เพราะมีพรมแดนสองประเทศผ่าเข้ากลางบ้านไปออกด้านหลังสวน…แปลกมั้ยล่ะ…!!


เส้นแบ่งเขตแดนมีทุกที่ในหมู่บ้านบาร์ล.

นี่ยังไม่รวมว่า สมัยก่อนมีกฎหมายเรื่องของการกินดื่มของคนสองประเทศ ซึ่งเวลาของการบังคับใช้ต่างกันอยู่ 2 ชั่วโมง ประมาณว่าร้านเหล้า ในเขตเบลเยียมจะปิดเที่ยงคืน ถ้าอยากดื่มต่อ ลูกค้าก็แค่ยกโต๊ะกับเก้าอี้ข้ามเส้นแบ่งพรมแดนมาอีกฝั่งก็กินต่อได้อีก 2 ชม.แล้ว แต่ดูเหมือนกฎหมายที่ว่านี้จะยกเลิกไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้

เราใช้เวลาสำรวจหมู่บ้านอันซีนเล็กๆในยุโรปแค่ 6 ชม. ก็ต้องขับรถกลับกรุงบรัสเซลส์ ชมแลนด์มาร์คของเมือง ไม่ว่าจะเป็น กรองด์ปลาส จัตุรัสที่สวยที่สุดในโลก อโตเมียม แต่ที่น่าสนใจเห็นจะเป็นตุ๊กตาหนูน้อยนั่งฉี่ เจนเนเคน พิส ที่อาจจะเป็นคู่หูของเจ้าหนู แมนเนอคิน พิส แต่คนกลับมองข้ามนางไปอย่างน่าเสียดาย


เจนเนเคน พิส..สาวน้อยนั่งฉี่ที่ถูกลืม.

เสียดายที่เวลาจำกัด ไม่เช่นนั้นจะอยู่ต่อดูเทศกาลพรมดอกไม้ หรือ Flower Carpet ที่จัดขึ้น 2 ปีครั้ง ที่จัตุรัสกรองด์ปลาสโดยนำดอกเบโกเนียสดจำนวนกว่า 600,000 ดอก มาวางเรียงเป็นลวดลายคล้ายพรมยาว 75 เมตร กว้าง 25 เมตร ที่ปีนี้กำหนดจัดในวันที่ 12-15 สิงหาคมนี้ ใครสนใจก็จองตั๋วไปดูกันได้ที่ http://www.thaiairways.com และปีนี้ยังเป็นปีพิเศษฉลองความสัมพันธ์เบลเยียม-ญี่ปุ่น 150 ปีด้วย

และเพราะทุกการเดินทางมีความหมายเสมอ แค่เปิดประตูใจก้าวออกไปสู่ประตูโลก โลกทั้งใบก็เป็นของเราแล้ว…!!

 

‘รังสิต-นครนายก’ เที่ยวใกล้ๆ…สนุกเกินร้อย

Published July 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/658177

 

วิวสวยที่อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ.

ในวันที่ไอดินกลิ่นฝนเย้ายวนหัวใจให้โลดแล่นอยากออกไปสูดโอโซนใกล้ๆกรุงเทพฯ…แบบที่ไม่ใช่การพักผ่อนชายทะเลแบบเดิมๆ แต่เป็นบรรยากาศทุ่งนา ป่าเขา น้ำตก ประมาณแอดเวนเจอร์เล็กๆ แล้วจบลงที่การผ่อนคลายด้วยการนวดหรือสปา

ไปไหนดีน้า….!!

“นครนายก…สิคะ” อู๋ …เอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผอ.กองตลาดภาคตะวันออก ททท. ส่งเสียงตามสายแนะนำการท่องเที่ยวแบบชิลๆ แต่ได้ครบทุกบรรยากาศ แถมยังอาสาพานำทัวร์ด้วยตัวเอง…อีกด้วย


อีกมุมเก๋ของร้านกาแฟกับต้นไม้.

กาแฟขม..หอมกรุ่น.

แล้วจะรออะไรเล่า เก็บกระเป๋าไปนครนายกกันดีกว่า…!

ออกจาก กทม.แต่เช้า ขับรถเลียบคลองรังสิต ที่แม้จะมีบ้านจัดสรร คอนโดฯ หลายขนาดเบียดตัวแทรกพื้นที่คลองจนหนา แน่น แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสารพัดโก ที่เป็นเสน่ห์สีสันของคลองซึ่งขุดขึ้นเป็นคลองหลักในการพัฒนา ที่ดินขนาดใหญ่ ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ประปราย แม้จะไม่ใช่เรือเล็กๆเร่ขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 50 สตางค์เหมือนสมัยก่อนแล้วก็ตาม…

และเพราะงานนี้จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่นครนายก จึงขอข้ามเมนูก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิตไปก่อน แต่แวะเติมคาเฟอีนเบาๆกันที่ร้านกาแฟกับต้นไม้ รังสิต คลอง 15 ร้านกาแฟแบบชิคๆ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้วินเทจย้อนยุค เข้าซอยหมู่บ้านไม้ดอกไม้ประดับคลอง 15 ไปเพียง 1 กิโลเมตร… ต้องบอกว่าเป็นการจิบกาแฟขมริมคลองที่ให้อารมณ์ฟินแบบสุดๆ ออกจากร้านกาแฟ ยังพอมีเวลา เลยแวะชมไม้ดอก ไม้ประดับ ตุ๊กตาตกแต่งสวนละลานตาที่ตลาดต้นไม้ ที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แถมยังเป็น Unseen Thailand เพราะตลาดขายต้นไม้ที่นี่ยาวกว่า 8 กิโลเมตร จะหาตลาดแบบนี้ที่ไหนคงไม่ได้อีกแล้ว…


ตุ๊กตาหมา ไก่ กระต่าย กบ ที่ตลาดต้นไม้รังสิตคลอง 15.

เก้าอี้ไม้มะม่วง.

จากตลาดต้นไม้ สำนักงาน ททท.นครนายก ภูมิใจนำเสนอผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์จากไม้มะม่วง ที่คนไทยอาจไม่ค่อยรู้จักแต่กลับโด่งดังไปถึงเมืองนอกเมืองนาโน่น….

อุดม พัชรพนาวีร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทครีเอทีฟ เวิลด์ วาย วู้ดส์ จำกัด บอกว่า สมัยก่อนไม้มะม่วงถือเป็นไม้เนื้ออ่อน อย่างมากก็แค่เอามาทำฟืน แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ทำให้เกิดไอเดียที่จะนำไม้ที่เหลือทิ้งจากภาคเกษตรมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ไม้มะม่วง เป็นหนึ่งในไม้ที่ถูกนำมาต่อยอดเป็นไม้ที่มีความพิเศษ คือ มียางที่เสมือนหนึ่งเป็นกาวเชื่อมติดกันเป็นชิ้นส่วนต่างๆได้เอง ทำให้สามารถนำมาขึ้นรูปตัดแต่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์แบบชิ้นเดียวในโลกได้…ซึ่งดูแล้วก็เก๋จริงๆ สินค้าของที่นี่ส่งออกไปในหลายประเทศ….


สปาเกลือ..แห่งแรกของประเทศไทยที่ วังรี รีสอร์ต.

ใกล้นครนายกเข้าไปเรื่อยๆ ด้วยโครงการดีๆ I love local ผอ.อู๋…ภูมิใจนำเสนออาหารบ้านๆแต่รสชาติไม่ธรรมดา ที่ ร้านไก่ย่างดี-ดี ร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองนครนายก ที่มีเมนูเด็ดนอกจากไก่ย่างหอมกรุ่นคลุกเคล้าเครื่องเทศได้ที่ ย่างด้วยไฟกำลังดี จนเป็นไก่ย่างที่อร่อยใน 3 โลกแล้ว ยังมีอีสานจานเด็ดที่ต้องไม่พลาดอีกหลายอย่างทั้ง ปลาช่อนเผาสูตรเด็ด ตำถั่วหมูกรอบ ส้มตำไม่ต้องพูดถึง แซ่บนัวเกินห้ามใจ ซดแกงอ่อมร้อนๆปิดท้าย…ให้สามคำว่า มันยอดมาก…จริงๆ

และเพื่อไม่ให้เกิดอาการหนังท้องตึง หนังตาหย่อน ททท.เขาเลยปลุกให้ตื่นด้วยการนำเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์เล็กๆที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ ขี่จักรยาน ยิงปืน เพนต์บอล ยิงธนู หรือแม้แต่จะโรยตัวข้ามน้ำพิสูจน์ความใจถึง…ก็ไม่ว่ากัน แถมด้วยศึกษาเรียนรู้ความเป็นมาของสถานศึกษาที่เป็นแหล่งผลิตนายทหาร แม่ทัพ และผู้นำประเทศ ที่พิพิธภัณฑ์ จปร.100 ปี…รับรองว่ามีอีกหลายเรื่องในประเทศนี้ที่เรายังไม่รู้…แต่ควรรู้


ททท.พาเที่ยว.

รถ ATV คันเก่งขับเที่ยวป่าแบบชิลๆ.

ปิดทริปวันแรกกันที่ วังรี คีรียา สปาเกลือแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีบริการอบเกลือในถ้ำเกลือซึ่งทำจากเกลือบริสุทธิ์ ที่ผ่านการเผาด้วยความร้อนสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง การบำบัดโรคด้วยเกลือหรือเกลือบำบัด (Salt Therapy) นี้เป็นศาสตร์โบราณของคนในแถบยุโรปตะวันออก แต่เราไม่ต้องบินไปไกลถึงที่นั่น เพราะสปาเกลือที่วังรี รีสอร์ต ใช้หลักการเดียวกัน ว่ากันว่านอกจากขับสารพิษออกจากร่างกายทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว การทำสปาเกลือยังช่วยบำบัดอาการของโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หอบ ภูมิแพ้ ไซนัส แพ้ฝุ่นละอองเกสรได้อีกด้วย…

กู๊ด มอร์นิ่ง… นครนายก กันที่ อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ ที่มีทิวทัศน์สวยงามตามธรรมชาติ มีถนนลาดยางรอบอ่าง ชาวบ้าน
ที่นี่บอกว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำมีตลอดปี…วิวสวยมาก เหมือนเมืองนอกเลยทีเดียว ถ้าอยากจะสูดอากาศบริสุทธิ์แบบใกล้ๆกรุงเทพฯ ก็ต้องที่นี่ล่ะ…แถมบางช่วงยังมีกิจกรรมให้เล่นเรือกรรเชียง เรือแคนูน้ำเรียบ และวินด์เซิร์ฟในอ่างเก็บน้ำด้วย…เก๋ปะล่ะ..!!

ความมันส์ยังไม่หมด…ต่อกันอีกกับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาและผจญภัยที่ RATV บนถนน 3049 นางรอง-สาริกา ที่รวมเอากิจกรรมแอดเวนเจอร์แบบจัดเต็มทั้งขับรถเอทีวีผ่านธารน้ำ ชมสวนกวาง และสวนผลไม้บนพื้นที่กว่า 500 ไร่…

ปิดท้ายทริปกันที่เขื่อนขุนด่านปราการชล ที่หลายคนอาจรู้เพียงแค่ว่าเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่จริงๆแล้วคำว่า “ขุนด่าน” มีความหมายมากกว่า เพราะเป็นตำแหน่งผู้ดูแลเขตแดนประจำเมืองหน้าด่าน ซึ่งที่นครนายก…นี้ ตำนานขุนด่านเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจเพราะมีวีรกรรมของการต่อต้านทัพพระยาละแวกไม่ให้เข้าไปตีกรุงศรีอยุธยา อัฐิของท่าน ขุนพิทักษ์ไพรวัน ซึ่งเป็นขุนด่านเมืองนครนายกยังอยู่ที่นี่…ถ้าแวะมาเที่ยวเขื่อนก็อย่าลืมแวะไปกราบท่านที่ศาลเจ้าพ่อขุนด่านด้วย…เพราะท่านเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อบ้านเมืองจริงๆ


ไก่ย่างรสอร่อยขั้นเทพ..ที่ร้านดี-ดีไก่ย่าง.

ตำถั่วหมูกรอบ..อีกหนึ่งเมนูเด็ด.

ก่อนกลับแนะนำให้แวะที่ พ.ฟาร์ม อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ มีจุดขายคือ “เมล่อน” ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปตัดลูกเมล่อนเองได้จากต้น หรือจะอุดหนุนขนมอร่อยๆจากเมล่อน โดยเฉพาะไอศกรีมโฮมเมดจากเมล่อน…แนะนำเลยว่าต้องลอง…

ชาร์จไฟใส่ชีวิตเต็มที่กับ 2 วัน 1 คืนที่นครนายก…พูดไปก็ไม่น่าเชื่อ ใกล้กรุงเทพฯแค่นี้…แต่มีเรื่องราวให้สนุกได้เกินร้อย…แล้วแบบนี้คนไทยทำไมไม่เที่ยวเมืองไทยกันเล่า…!!!!!!

 

“เบอร์เกน” เมืองที่(มี)เรื่องราว

Published July 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/652192

 

อีกมุมของบริกเกน…ถ่ายจากห้องพักในโรงแรม.

เครื่องบินโบอิ้ง 777 ลำยักษ์ เที่ยวบินที่ TG954 ของสายการบินไทย ร่อนลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติออสโล ของนอร์เวย์ ในเช้าวันที่อากาศดี อุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศาเซลเซียส ไม่หนาวจนเกินไปสำหรับนักเดินทางจากเมืองร้อนอย่างเราๆ มีเวลาอีก 3 ชั่วโมงสำหรับการรอต่อเครื่องไปยังเบอร์เกน เมืองที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของยุโรปเหนือในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา

สำหรับทริปนี้ ROH (Royal Orchid Holidays) ต้องการนำเสนอการเดินทางในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางสามารถจะออกแบบการเดินทางได้เอง แบบที่ไม่ใช่การเที่ยวกับทัวร์ คือ มีบริการตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พักให้ แต่การเดินทางในประเทศและอาหารนักเดินทางสามารถเลือกได้เองตามใจชอบ ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้ระดับหนึ่ง

เที่ยงตรงตามเวลาของนอร์เวย์ซึ่งช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง เราก็มาถึง Bergen คนนอร์เวย์จะออกเสียงว่า แบร์เกน แต่คนไทยมักเรียกชื่อเมืองนี้ว่าเบอร์เกน งานนี้เราออกแบบการเดินทางด้วยการนั่งรถบัสปรับอากาศจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ค่ารถคนละ 115 นอร์เวย์โครน คิดเป็นเงินไทยก็ตกประมาณ 552 บาท สามารถซื้อตั๋วได้บนรถเลย ป้ายสุดท้ายของรถบัสสายนี้ คือ Fish Market หรือตลาดปลา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักมากนัก ลงจากรถบัสลากกระเป๋าข้ามถนนเดินไปแค่ 5 นาที เราก็มาถึงโรงแรม Clarion Hotel Admiral เรื่องชื่อโรงแรมนี้ต้องบอกให้ถูก 100% เพราะโรงแรม Clarion มีหลาย Clarion เหมือน Radisson Blu ที่เฉพาะในย่านจัตุรัสกลางเมือง และตลาดปลาก็มีถึง 3 แห่ง..


วิวสวยของอาคารบริกเกน.

ห้องพักของเราอยู่ในมุมที่ดีมาก เป็นห้องติดทะเล…มองจากหน้าต่างห้องออกไปมองเห็นอาคารไม้เก่าแก่หลากสีที่เรียกว่า Bryggen (บริกเกน) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ อยู่ตรงหน้า… พอดี

การตะลุยแบร์เกนหรือเบอร์เกนเริ่มต้นขึ้น เรามีเวลาครึ่งวันที่ต้องใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด…ในการซึมซับเรื่องราวของเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน…แห่งนี้เดินเลียบชายทะเลจากโรงแรมที่พักมาไม่ถึง 5 นาที เราก็เริ่มพบความคึกคักของตลาดปลา ที่บรรยากาศในช่วงเช้าและเย็นจะต่างกันโดยสิ้นเชิง…ช่วงเช้าชาวประมงจะนำปลาที่หาได้มาส่งให้กับร้านอาหาร ภัตตาคารที่มีอยู่เต็มไปหมดในย่านนี้ ส่วนช่วงเย็นบรรดาร้านอาหารและภัตตาคารต่างๆก็จะนำ sea food สดๆมาเรียงเพื่อให้ลูกค้าเลือกและนำไปย่างเสิร์ฟกันแบบร้อนๆหอมกรุ่นมันกุ้งสีแดงเยิ้มจากลอบสเตอร์ตัวโต ขาปูยักษ์ ซัลมอน ปลาคอดสดๆจากทะเล กินกับไวน์ขาว หรือ แชมเปญ …คงไม่ต้องอธิบายว่า ชีวิตจะมีความสุขสักแค่ไหน


อาหารทะเลสดที่ตลาดปลา…เมืองแบร์เกน.

เราเดินผ่านตลาดปลา ข้ามสะพานเล็กๆไปยังอาคารไม้หลากสี 3 ชั้น หลังคาจั่ว ที่เรียกว่า “บริกเกน” (Bryggen) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาคารไม้ที่สวยงามที่สุดในโลก อาคารเหล่านี้เคยเป็นโกดังเก็บสินค้า เกลือ ปลา รวมทั้งปลาคอดตากแห้ง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ที่พ่อค้าชาวเยอรมันเข้ามาทำการค้าเมื่อ 800 กว่าปีก่อน

โกดังเก่าในยุคแรกถูกไฟไหม้ไปเกือบหมด ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ก็มีอายุไม่ต่ำกว่า 300 ปี พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง เคยเสด็จมาที่นี่เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว

การมาของเราส่วนหนึ่งก็เหมือนกับเป็นการตามรอยเสด็จประพาสยุโรปของพระองค์ท่านด้วย สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวตามรอยความสวยงามกับเรื่องราวดีๆของนอร์เวย์ สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดได้ที่ www.thaiairways.com หรือติดต่อกับทัวร์เอื้องหลวง ROH ของการบินไทยได้เลย

อาคารไม้เก่าที่เรียกว่าบริกเกน…นี้ มีทั้งหมด 61 หลัง ด้านหน้าเป็นอาคารไม้ 3 ชั้นหลังคาจั่ว ทาสีสดใส ส่วนด้านหลังก็เป็นอาคารไม้เหมือนกัน แต่สีสันอาจจะไม่สดใสเท่า มีอาคารอิฐสีขาวแทรกตัวอยู่ 2-3 หลัง แอบฟังคุณป้า ไกด์อธิบายนักท่องเที่ยวชาวจีน ได้ความว่าเป็นคล้ายๆ สำนักงานหรือออฟฟิศของพวกพ่อค้าเยอรมัน ซึ่งนำเรื่องของการค้าขาย การต่อรองราคา รวมถึงการใช้เอกสารคล้ายๆกับเช็คแทนเงินสดมาใช้เป็นครั้งแรกในยุโรปเหนือ


สตรอเบอร์รี่และเชอร์รี่สดๆ.

ปัจจุบันอาคารเกือบทุกหลังถูกปรับแต่งให้เป็นร้านอาหาร บาร์ ร้านขายของที่ระลึก พิพิธภัณฑ์ รวมทั้งแกลเลอรี่เล็กๆ สำหรับนักท่องเที่ยวได้เดินชิลๆ ไปพร้อมๆกับจินตนาการถึงอดีตที่แฝงไว้ในไม้ทุกๆ แผ่นของอาคาร

ข้ามถนนมาอีกฝั่งเป็นโบสถ์เก่าอายุกว่า 1,000ปี ชื่อว่า Dom Kirke church เป็นโบสถ์เก่าแก่ติดกับอาคารไม้เก่าเลขที่ 5 เราพยายามจะตามหาอาคารหมายเลข 1 แต่ไม่เจอ บังเอิญเหลือบไปเห็นร้านกาแฟประมาณดิบๆหน่อย เขียนป้ายหน้าร้านว่า Kaffee เลยแวะเข้าไปเติมคาเฟอีนสักนิด


ท่าเรือใกล้ Fish Market ในเมืองแบร์เกน.

ออกจากร้านกาแฟ เดินกลับออกมาที่ Fish market แล้วเดินตรงไปยังทางขึ้นเขา ซึ่งไม่ไกลมากประมาณ 150 เมตร เป็นที่ขายตั๋วรถ Cable car ค่ารถขึ้น Mt.Floyen คนละ 80 นอร์เวย์โครน คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 390 บาท แต่ถ้ามีเวลาอยู่ในแบร์เกน แนะนำให้ซื้อแบร์เกน การ์ด ราคา 260 โครน สามารถใช้ขึ้นรถไฟ รถเมล์ เรือล่องฟยอร์ดแบบสั้นๆ รถเคเบิล คาร์ ไปจนถึงเข้าชมพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ แกลเลอรี่ต่างๆได้เกือบทั้งเมือง


ร้านอาหาร…บน Mt. Floyen.

Mt.Floyen…เป็น 1 ในภูเขา 7 ลูกของแบร์เกน…มองจากวิวยอดเขาลงมาจะมองเห็นเมืองแบร์เกนได้เกือบทั้งเมือง ด้านบนนอกจากจุดชมวิวแล้ว ยังมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ด้านหลังเป็นทางเชื่อมต่อกับภูเขาอีกลูก ชื่อว่า Mt.Ulriken สำหรับนักเดินทางที่ชอบเดินป่า แนะนำให้มาเทร็กกิ้งที่นี่ เพราะอากาศดี เดินตัดป่าสน สูดออกซิเจนกลับไปได้เต็มปอด…ด้านบนมีที่ให้เช่าจักรยานเสือภูเขาด้วย แถมด้วยตุ๊กตายักษ์โทรลล์ ตัวใหญ่ที่ถือว่าเป็นมัสคอตของนอร์เวย์ ที่เชื่อว่าพวกเขาสืบเชื้อสายมาจากพวกไวกิ้ง เจ้ายักษ์โทรลล์ตัวนี้เป็นยักษ์ในจินตนาการของพวกลูกหลานไวกิ้ง ที่เราจะเห็นได้ทั่วไปในนอร์เวย์


ร้านเช่าจักรยานเสือภูเขา…บน Mt.Floyen

เดินเล่นบนเขาจนอิ่มเอม ก็ได้เวลากลับลงมาเดินเล่นต่อในเมือง…โบสถ์คาทอลิกศิลปะแบบโกธิค ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังโรงขายเนื้อเก่า ที่อลังการงานสร้างเหมือนพระราชวัง…สีสันยามค่ำคืนของแบร์เกนเริ่มต้นขึ้น ผู้คนต่างออกมาพบปะสังสรรค์ ดื่มเบียร์ ไวน์กันอย่างสนุกสนาน …ส่วนเราขอตัวกลับไปนอนฟังคอนเสิร์ตแบนด์ในห้องที่โรงแรมก่อน เก็บแรงไว้ไปตะลุยนอร์เวย์ต่ออีก 8 วันนับจากนี้.

 

เสน่ห์..ซีอาน อลังการ..สุสาน “จิ๋นซีฮ่องเต้”

Published July 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646166

 

สุสานทหารจิ๋นซีฮ่องเต้.

ใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ถ้าอยากเห็นปัจจุบันของจีนต้องไปปักกิ่ง ดูอนาคตของจีนต้องไปเซี่ยงไฮ้ และถ้าอยากเห็นอดีตของจีนต้องไปซีอาน” เมื่อได้มีโอกาสไปเยือนซีอาน จึงมิอาจปฏิเสธได้ว่า คำกล่าวนี้เป็นความจริงที่สุด เพราะ “ซีอาน” คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหม เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงของโลกเมืองหนึ่ง


ร้านขายของฝากของที่ระลึกที่ตลาดมุสลิม.

การเดินทางไปเยือน “ซีอาน” ครั้งนี้ ต้องขอบคุณคุณ “แจ๊คกี้ เฉิน” นักธุรกิจใหญ่ชาวจีนผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจไทย-ส่านซีและอุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน รวมทั้ง คุณชัยวัฒน์ วณิชวัฒนะ นายกสมาคม ที่นำเราไปเปิดหูเปิดตาย้อนรอยอดีต “ซีอาน” เมืองหลวง ของมณฑล “ส่านซี” ซึ่งปัจจุบันมิใช่แค่เมืองวัฒนธรรมหรือเมืองแห่งศาสนาที่น่าศึกษา แต่ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของจีน ที่กำลังมีการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ “ฉานป้า” ซึ่งนักลงทุนจากทั่วโลกให้ความสนใจ

เริ่มต้นการเดินทางในซีอานกันที่ วัดฝ่าเหมิน แหล่งท่องเที่ยวระดับ 5 ดาว คนจีนเรียกวัดนี้ ว่า “วัดฝ่าเหมินซื่อ” ตั้งอยู่ในเขตตำบลฝ่าเหมิน อำเภอฝูเฟิง จังหวัดเปาจี ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันตกราว 120 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถไปประมาณชั่วโมงเศษ นอกจากเป็นวัดแล้ว ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนสอนพุทธศาสนาให้กับเหล่าพระสงฆ์ด้วย


พ่อค้าชาที่ตลาดโบราณ ใกล้พิพิธภัณฑ์ชา…จุดกำเนิดเส้นทางสายไหม.

ร้านขายน้ำทับทิมคั้นสดที่ตลาดมุสลิม.

ภายในวัดมีเรื่องราวทางศาสนามากมาย รวมทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เดินผ่านวิหารด้านหน้าเข้าไปจะเห็นเจดีย์แปดเหลี่ยม สูง 13 ชั้น ประมาณ 45 เมตร ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เดิมเป็นเจดีย์ไม้ที่สร้างตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวเจดีย์เก่าพังทลายลง จึงมีการสร้างเจดีย์อิฐองค์ใหม่ขึ้นมาแทนเจดีย์องค์เก่า ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนข้อนิ้วขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพบระหว่างมีการรื้อถอนเจดีย์ บรรจุอยู่ในหีบทองคำ 7 ชั้น โดยในระหว่างการรื้อถอน ยังพบโบราณวัตถุกว่า 2,000 ชิ้น ที่ห้องใต้ดินบริเวณใต้ฐานเจดีย์ด้วย


รูปปั้นทหารจิ๋นซีฮ่องเต้ในห้องแสดงนิทรรศการ.

ถัดไปจากวัดฝ่าเหมิน เป็นสถาบันพุทธศาสนาฝ่าเหมินซื่อ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบใหม่ ลักษณะเหมือนการพนมมือ ที่นี่เป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านพุทธศาสนาสำหรับชาวฮั่น เป็นสถานที่จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและพุทธศาสนากับต่างประเทศ เช่น การประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก สองข้างทางมีรูปปั้น 18 อรหันต์ และพระโพธิสัตว์ 10 องค์ รวมถึงวิธีการบำเพ็ญตบะที่ต่างกัน ภายในสถาบันยังมีโรงแรมที่พักอย่างดี สำหรับผู้ที่มาจากเมืองไกล และที่ไม่ควรพลาด คือ การลิ้มรสอาหารในภัตตาคารอาหารเจ ที่บอกได้คำเดียวว่า รสชาติอร่อยขั้นเทพจากวัดฝ่าเหมินซื่อ เราเดินทางต่อไปยัง สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวซีอาน ต้องนั่งรถออกจากตัวเมืองไปราวชั่วโมงเศษ จะถึงบริเวณเชิงเขาหลีซัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากว่า 2,000 ปี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของจีน ที่บอกได้เลยว่า ยิ่งใหญ่อลังการสมกับเป็นสุสานของจักรพรรดิผู้รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่น


บรรยากาศถนนมุสลิมคลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยว.

สุสานแห่งนี้ถูกพบเมื่อปี 1974 โดยชาวนาธรรมดาๆคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อสืบค้นประวัติจึงพบว่าเป็นสุสานที่สร้างด้วยแรงคนถึง 7 แสนคน ใช้เวลาสร้างนานถึง 36 ปี ว่ากันว่าหากจะมาชมและศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องราวความเป็นมาของที่นี่ให้ครบทั้งหมดต้องใช้เวลากันทั้งวัน ซึ่งในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมสุสานแห่งนี้ วันละประมาณ 1 หมื่นคน หรือราว 5 ล้านคนต่อปีเลยทีเดียว

ตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของสุสานจักรพรรดิแล้ว ก็ได้เวลาชิมอาหารซีอานกันเสียที ซึ่งถ้าใครมาซีอานแล้วไม่ได้กินเกี๊ยว ซึ่งถือว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ถือว่าไม่ถึง นอกจากอร่อยแล้ว เกี๊ยวแต่ละชนิดยังมีตำนานซึ่งเล่าได้ไม่หมดอีกด้วย


เนื้อแพะย่าง…หอมกรุ่น.

หลังอิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ไปต่อกันที่ กำแพงเมืองโบราณซีอาน ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นกำแพงเมืองที่สมบูรณ์ที่สุดในจีน มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บนกำแพงแห่งนี้สามารถขี่จักรยานแทนการเดินเที่ยวชมได้

ปิดท้ายวันกันที่ วัดเจดีย์ห่านป่าใหญ่ หรือ วัดต้าฉือเอิน ที่ฟังชื่อแล้วอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าอดีตเจ้าอาวาสของวัดนี้ชื่อ พระถังซำจั๋ง หลายคนคงร้องอ๋อ วัดนี้มีตำนานว่าเป็นวัดที่ พระเจ้าถังเกาจง สร้างขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูต่อมารดา ภายในวัดมีเจดีย์ใหญ่ ที่เรียกว่า Big Wild Goose Pagoda หรือเจดีย์ห่านป่าใหญ่ ภาษาจีนออกเสียงว่า “ต้าเยี่ยนถ่า” เป็นเจดีย์สัญลักษณ์ของซีอาน มีตำนานกล่าวกันไว้ว่า ในอดีตเคยมีฝูงห่านบินผ่านมาบริเวณนี้ และมีห่านตัวหนึ่งตกลงมาตาย เข้าใจว่าห่านตัวนั้นคือโพธิสัตว์จำแลงมาจึงได้สร้างเจดีย์ขึ้นบริเวณดังกล่าว โดยพระถังซำจั๋งเป็นผู้ออกแบบเอง โดยมีต้นแบบมาเจดีย์ที่อินเดีย ซึ่งในตอนแรกเจดีย์มี 5 ชั้น แต่หลังจากได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยราชวงศ์หมิง โดยการเสริมส่วนที่เป็นอิฐเข้าไปและกลายเป็นเจดีย์ 7 ชั้นอย่างที่เห็น ปัจจุบันเป็นที่เก็บรักษาพระคัมภีร์ซึ่งอัญเชิญมาจากอินเดียและแปลเป็นภาษาจีน ด้านนอกมีรูปปั้นพระถังซำจั๋งองค์ใหญ่ยืนตระหง่าน


รูปปั้นพระถังซำจั๋ง…วัดต้าฉือเอินหน้าเจดีย์ห่านป่าใหญ่.

อีกที่ที่ควรไป ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ด้านการท่องเที่ยว คือ ถนนมุสลิม (Muslim Street Xi’an) ซึ่งเป็นตลาดโบราณอายุกว่า 100 ปี ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของชาว “หุย” หรือชาวจีนมุสลิม (ที่สืบเชื้อสายมาจากมุสลิมชาวเปอร์เซีย) ไว้อย่างเหนียวแน่น ตลาดแห่งนี้เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารพื้นเมืองที่มีการผสมผสานระหว่างอาหารจีนกับอาหารมุสลิม แต่ที่เห็นขายกัน ตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาดคือ “เนื้อแพะย่าง” ที่ภาษาจีนเรียกว่า “หยังโร่วช่วน” ที่นำเนื้อแพะมาเสียบไม้หลิวแดงย่าง ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั้งตลาด

ลิ้มลองเนื้อแพะหอมอร่อย แกล้มกับเหมาไถชั้นดี…นี่กระมัง ที่ทำให้กวีจีนอย่างโกวเล้ง รจนาถ้อยคำอมตะ ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน

“ข้ามิได้ชมชอบในรสชาติสุรา แต่ข้าชมชอบบรรยากาศการร่ำสุรา”

ไจ้เจียน…ลาก่อน ซีอาน…!!!

 

‘คิวชู-คะโงะชิมะ’ โรแมนติกแห่งเกาะใต้

Published July 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/640912

 

มุมมองจากห้องพักในโรงแรม.

เพียง 4 ชั่วโมงเศษ บนเครื่องแอร์บัส 330 ของการบินไทย เราก็มาถึงสนามบินฟูกุโอกะ บนเกาะคิวชู เกาะที่อยู่ตอนใต้สุดของประเทศญี่ปุ่น ถ้าจำกันได้ ฝันร้ายของผู้คนบนเกาะนี้เพิ่งผ่านไปหมาดๆ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แต่ญี่ปุ่นก็คือญี่ปุ่น ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายสักเพียงใด พวกเขาจะพร้อมใจกันฟื้นฟูประเทศที่เป็นแผ่นดินเกิดของพวกเขาให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ทำให้ภาพของฟูกุโอกะที่เราเห็นวันนี้ จึงเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ผู้คนใช้ชีวิตเหมือนปกติ มีเจ้าหมีคุมะมง หรือคุมะม่อน (Kuma-mon) มาสคอตประจำเกาะคิวชู ทำหน้าที่โปรโมตเชิญชวนให้ผู้คนมาเที่ยวเกาะคิวชูและเมืองคุมาโมโตะ….!!


แหลมนางาซากิมองจากศาลเจ้าริวกู.

จากสนามบินฟูกุโอกะ เรานั่งรถ คิวชูชินคันเซน ต่อไปยังเมือง คะโงะชิมะ หรือ คาโกชิมา(Kagoshima) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเกาะ คิวชู จุดหมายแรกของการท่องเที่ยวคราวนี้ คือ ภูเขาไฟซากุระจิมะ (Sakurajima) หนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงปะทุมากที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคะโงะชิมะ หรือคาโกชิมา มองจากที่ไกลๆจะเห็นควันลอยอยู่ที่ปากปล่องของภูเขาไฟตลอดเวลา ถือเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้น สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่เคยเห็นภูเขาไฟคุกรุ่นอย่างเราๆ และด้วยความเป็นทริปออกจะวีไอพี เล็กน้อย ทันทีที่ไปถึงคะโงะชิมะ ท่านนายกเทศมนตรีของเมืองมารอต้อนรับคณะของเราด้วยตนเอง พร้อมกับไกด์สาวหน้าตาน่าเอ็นดูอีก 2 คน ที่พร้อมพาพวกเราตะลุยเที่ยวเมืองนี้กันแบบอะเมซซิ่ง…คะโงชิมะกันเลยทีเดียว…


ร้านเทมปุระเก่าแก่.

ร้านน้ำแข็งไสเก่าแก่.

อาหารมื้อแรกในคะโงะชิมะ เป็นทงคัตสึ เจ้าดังของเมือง ชื่อ Meat&Meet KAREN ที่เจ้าบ้านยืนยันว่าเป็นร้านดัง 1 ใน 10 ของเมือง ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะรสชาติของเนื้อนุ่มๆกินกับซอสทงคัตสึสไตล์ของร้าน อร่อยอย่าบอกใคร…และเพื่อให้รู้จักความน่ารักอย่างมีสไตล์ของเมือง 2 ไกด์สาว จึงพาพวกเราไปตบท้ายด้วยของหวาน เป็นน้ำแข็งไสร้านเก่าแก่ของเมืองที่เกิดมานานกว่า 70 ปี ที่ย่าน เทนโมคัง (Tenmonkan) ที่หน้าร้านมีหมีอีกตัวชื่อเจ้า มูจากิโกะ (Mujakikko) เป็นหมีขาวเรียกลูกค้าของร้าน หลังอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกเราก็เดินไปต่อกันที่ศาลเจ้า เทรุกูนิ (Terukuni) ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่ชาวเมืองให้ความเคารพ เลยต้องแวะเข้าไปสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลสักหน่อย…


การชงชาแบบญี่ปุ่น.

ช่วงเย็น นักธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของเกาะ คิวชู จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะอย่างเป็นทางการ ดูเจ้าภาพจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เพราะแม้แต่ป้ายและโบรชัวร์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวยังพิมพ์เป็นภาษาไทย อีกอย่างที่ควรรู้สำหรับการไปเที่ยวคะโงะชิมะ คือ ที่นี่เป็นเมืองหลวงของแหล่งออนเซนที่ดีที่สุด ซึ่งต้องบอกว่า เวลาที่นอนแช่น้ำแร่ที่ร้อนกำลังดี พร้อมชมทัศนียภาพของภูเขาไฟซากุระจิมะไปด้วย…เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมละ…งานนี้…!!

คืนแรกในคะโงะชิมะ เรานอนหลับอย่างสบายรวดเดียว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะออนเซนหรือเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง อาจจะผสมๆกันอยู่ รุ่งขึ้น การบินไทยเจ้าภาพใหญ่ และ JTB บริษัทจัดการด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น พาพวกเราไปชมสวน เซงกาเงน (Senganen) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักผ่อนของเหล่าโชกุน แต่ยังคงความสวยงามด้วยสไตล์การจัดสวนญี่ปุ่น…แบบดั้งเดิม ที่นี่เราได้รับการต้อนรับด้วยพิธีชงชา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่แบบญี่ปุ่น ถือเป็นการให้เกียรติผู้มาเยือน และตามสูตรก็ต้องแวะชิมช็อปร้านขายของที่ระลึก ชิมโมจิหวานกับโซยุซอส ที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่ขอบอกเลยว่า มันอร่อยมว้าก…


ไคมองดาเคะ.

จาก คะโงะชิมะ เราเดินทางต่อไปยังเมืองอิบุซึกิ (Ibusuki) ด้วยรถไฟขบวนพิเศษจากสถานี Kagoshima Chuo ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อ ของรถไฟหัวจรวดชิงคันเซนจากฟูกุโอกะ

ที่ต้องบอกว่ารถไฟขบวนพิเศษ เพราะรถขบวนนี้ จัดบรรยากาศเป็นธีมนิยายปรัมปรา เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งช่วยชีวิตเต่าทะเลเอาไว้จากพวกเด็กเกเร เต่าจึงตอบแทนด้วยการพาไปเที่ยวเมืองใต้ทะเล เพลิดเพลินอยู่ถึง 3 ปี จึงกลับขึ้นมาที่เมืองมนุษย์ พร้อมกล่องใบหนึ่ง พอเปิดกล่องออกก็มีควันพวยพุ่ง แล้วร่างเด็กน้อยก็กลายเป็นชายชรา เพราะช่วง 3 ปีในเมืองบาดาล เท่ากับ 700 ปีในโลกมนุษย์….เพิ่งรู้ว่าญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าแบบนี้เหมือนกัน…


หมีคุมาม่อน..สัญลักษณ์เกาะคิวชู.

ถึงอิบุซึกิ แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ Ibusuki Iwasaki Hotel โรงแรมริมทะเล ที่มีหาดทรายร้อนจากเถ้าถ่านภูเขาไฟ ไว้ให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการอบตัวเป็นไฮไลต์ของเมืองนี้เลยทีเดียว และยังมีสนามกอล์ฟสุดอลังให้นักกอล์ฟทั้งหลายได้ขยับวงสวิงกันด้วย โดยมีเจ้าของโรงแรมและนายกเทศมนตรีอิบุซึกิให้การต้อนรับอย่างดี เรามีโอกาสได้เข้าไปนมัสการศาลเจ้าริวกู ที่แหลมนางาซากิ (Nagasaki) แผ่นดินที่อยู่ใต้สุดของญี่ปุ่น และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โรแมนติกที่สุดด้วย หากมองจากแหลมไป จะเห็น ไคมองดาเคะ ภูเขาทรงกรวย สูง 924 เมตร โดดเด่นเป็นสง่า สวยงามเฉกเช่น ฟูจิซัง จึงได้รับการขนานนามว่า “ซัตซึมะฟูจิ”


ไกด์สาวในชุดซามูไรยุคเอโดะประยุกต์.

คืนนี้พวกเราพักที่โรงแรม Ibusuki Ha– kusuikan เป็นโรงแรมแบบเรียวกัง และแน่นอนสิ่งที่พลาดไม่ได้ คือการอบตัวในทรายร้อนจากบ่อทรายที่เป็นเถ้าถ่านของภูเขาไฟ ที่คนญี่ปุ่นเชื่อว่าทำให้สุขภาพดี


ธารน้ำในอุทยาน Shiratani.

รุ่งเช้าเรามีนัดลงเรือสปีดโบ๊ต เพื่อไปยัง เกาะยัคคุ (Yakushima) ที่พื้นที่กว่า 40% ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติ Shiratani Unsuikyo ที่คนสูงอายุนิยมมาที่นี่ หลายคนสะพายเป้ใส่หลัง มี เบนโตะ หรือข้าวกล่องแบบญี่ปุ่น ขึ้นไปทานกลางวันกันบนเขา ตลอดเส้นทางมีน้ำตกและแหล่งน้ำซึม ต้นไม้ใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยมอส-เฟิร์น ที่นี่เป็นแรงบันดาล ใจที่นำมาเป็นโลเกชั่นอนิเมะชื่อดังในหมู่วัยรุ่น เรื่อง Princess Monnoke


ศาลเจ้า Terukuni.

ห้องอบทรายร้อน.

หลังตระเวนเที่ยวเกาะ คิวชูจนเต็มอิ่ม ก็ได้เวลากลับสู่ฟูกุโอกะ เมืองแห่งสีสันของเกาะใต้สุด รวบรวมแหล่งช็อปปิ้งเอาไว้ หลายย่าน โดยเฉพาะย่านเท็นจิน (Tenjin) แหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนม และ อันซีนฟูกุโอกะ ที่พลาดไม่ได้เห็นจะเป็นเทมปุระร้านเก่าแก่เปิดมากว่า 60 ปี สไตล์เจ้าของร้านรุ่นเก๋าละเมียดละไมกับการทอดเทมปุระทีละชิ้นๆอย่างใจเย็น เสิร์ฟลูกค้าให้กินกันร้อนๆ

ปิดทริปกันด้วยอาหารเทียบชั้นภัตตาคารบนเครื่องการบินไทย ที่ภูมิใจนำเสนอเมนูไก่ย่าง ราดซอสฟองเดอโว หรือคนชอบทานปลา ก็เลือกเมนูปลาบรีมทะเลรมควัน ราดซอสเนยขาวจากภัตตาคาร “HANA-NKI” ร้านอาหารฝรั่งเศสในฟูกุโอกะ…ที่หากินที่ไหนไม่ได้นอกจากไฟลท์บินตรงฟูกุโอกะ-กรุงเทพฯ

สำหรับคนที่ไปญี่ปุ่นมาหลายรอบ อาจจะไม่เคยได้ สัมผัสญี่ปุ่นแบบที่เล่ามา ทั้งหมดนี้ เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www. thai airways. com บอกได้เลยว่า เส้นทางสายนี้โรแมนติกแบบญี่ปุ่นจริงๆ.

 

วิถีคน…วิถีคิด โมเดลชีวิต…เมืองสามน้ำ

Published July 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635874

 

วิถีชุมชนลุ่มน้ำแม่กลอง.

“เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง ดังเพลงมนต์รักแม่กลอง ล่องลอยพลิ้วหวานซ่านมา กล่อมสาวงามบ้านอัมพวา มนต์รักแม่กลองแว่วมา เหมือนสายธาราแม่กลองรำพัน…”

บทเพลงจากปลายปากกาของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ส่งผ่านมาตามเสียงหวานของ ศรคีรี ศรีประจวบ และนักร้องลูกทุ่งรุ่นหลังๆอีกหลายคนดังแว่วในความทรงจำ ก่อนที่จะขับรถมุ่งหน้าสู่อัมพวาเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

น้องเก๋ กาญจนา บงกชรัตน์ และ น้องปลา ชลธิดา ภู่ระหงษ์ พีอาร์สาวสวยจากฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเดินทางมาด้วยเพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ความเป็นชุมชนเข้มแข็งของที่นี่


ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่..หนึ่งในผลไม้เลื่องชื่อของอัมพวา

จุดหมายของเรา คือ บ้านสวนแสงตะวันของ ครูสมทรง แสงตะวัน หนึ่งในครูภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวิถีการเกษตรพื้นบ้าน จนเกิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น” จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบางพลับ อ.บางคนที ไม่ไกลจากตลาดน้ำอัมพวามากนัก

บางพลับ ชุมชนเล็กๆแต่กลับมีเสน่ห์แพรวพรายด้วยผลหมากรากไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ยิ่งเมื่อบวกรวมเข้ากับภูมิปัญญาของชุมชนแล้ว ยิ่งทำให้ทุกอย่างที่นี่มีทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันที


ครูสมทรง แสงตะวัน

อาจกล่าวได้ว่า ครูสมทรง เป็นคนหนึ่งที่ปลุกวิถีการท่องเที่ยวชุมชนให้แข็งแรงในพื้นที่แห่งนี้ จากเดิมที่ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับร่องสวนและลำคลอง ที่แทบจะไหลผ่านไปทุกซอกทุกมุมของสมุทรสงคราม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามน้ำ คือ มีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด และมีคลองที่แตกแขนงจากแม่น้ำแม่กลองเข้าสู่อำเภอ ตำบลต่างๆอีกมากกว่า 366 คลอง


ผลไม้รอกลับชาติ.

และนั่นจึงเป็นที่มาของความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้ขึ้นชื่อ อย่างส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ รสชาติหวาน หอม อร่อย

ครูสมทรง เล่าว่า อาชีพส่วนใหญ่ของที่นี่คือชาวสวน โดยเฉพาะสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น มะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่ มะละกอ ที่อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวแถบนี้ ที่สำคัญคือ เกษตรที่นี่เป็นเกษตรปลอดสารเคมี มั่นใจได้ 100%

นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ในชุมชนบ้านบางพลับ ยังมีของขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ น้ำตาลมะพร้าว ทำจากน้ำตาลสดแท้ โดยชาวสวนจะขึ้นเก็บน้ำตาลสดวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าตรู่และช่วงบ่าย ในวันที่พวกเราไปถึง ครูสมทรง ลงทุนเป็นพรีเซ็นเตอร์สาธิตการขึ้นเก็บน้ำตาลมะพร้าว และเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวแบบสดๆให้ดูกันเลย

ซึ่งการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวของที่นี่ยังเป็นแบบดั้งเดิม คือ เคี่ยวด้วยเตาถ่านและวันหนึ่งทำไม่มากแค่พอออกขายนักท่องเที่ยว และ บางทีก็ให้นักท่องเที่ยวได้ลองหยอดน้ำตาลมะพร้าวเองด้วย


ที่ตากผลไม้กลับชาติ…ภูมิปัญญาท้องถิ่น.

หลังเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวเสร็จ พวกเราเลือกจักรยานกันคนละคันขี่ตัดถนนเข้าไปในสวน ผ่านวัดและบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย เป้าหมายของเราอยู่ที่บ้านของ ป้าแดง ฉวีวรรณ หัตถกรรม ซึ่งเป็นแกนนำการรวมตัวกันในชื่อกลุ่มสตรีเกษตรพัฒนา เป็นการรวมตัวของชาวบ้านแปรรูปผักผลไม้ที่มีอยู่ในสวนของหมู่บ้าน ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้ พร้อมกับคิดชื่อเก๋ไก๋ว่า “ผลไม้กลับชาติ”

ป้าแดง บอกว่า ที่เรียกแบบนี้ เพราะผลไม้ที่นำมากลับชาติส่วนใหญ่เป็นผลไม้และพืชที่มีรสฝาดขม อย่างเช่น บอระเพ็ด มะระขี้นก ตะลิงปลิง ลูกมะนาว ผลส้มโออ่อน มะละกอ ลูกตำลึง นำมาแปรรูปในรูปแบบต่างๆจนมีรสชาติหวานอร่อยเหมือน กับว่าไม่เคยขมมาก่อนยังไงยังงั้น


กลุ่มสตรีกับการทำผลไม้กลับชาติ.

เธอบอกว่า การแปรรูปผลไม้จากขมให้เป็นหวานนี้ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ตกทอดกันมานานกว่า 150 ปี

ไอเดียผลไม้กลับชาติของกลุ่มสตรีที่นี่ กลายเป็นเอกลักษณ์ของการแปรรูปพืช ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ ที่สำคัญคือ ถึงแม้ว่าจะผ่านการแปรรูปแล้วแต่ยังคงสรรพคุณทางยาไว้ จนกลายมาเป็นของขึ้นชั้นของสมุทรสงคราม ในนามของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ

นอกจากผลไม้กลับชาติแล้ว บรรดาแม่บ้านยังแปรรูปอาหารอื่นๆมาจำหน่ายด้วย เช่น ไข่เค็มพอกดินเหนียว ทองม้วน เป็นการสร้างรายได้ให้กับทั้งครัวเรือนและชุมชนอีกทางหนึ่ง

ทั้งชิม ทั้งช็อปกับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรีจนจุใจแล้ว ก็ไปต่อกันที่บ้านของพี่ สถาพร ตะวันขึ้น ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนเอาถ่าน ก็จะไม่ให้เอาถ่านได้อย่างไร ในเมื่อถ่านทำเงินเข้ากระเป๋าพี่แกทุกวัน วันละมากกว่า 1,000 บาท ทั้งจากถ่านที่เผาได้ น้ำส้มควันไม้ที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน และยังมีไอเดียเก๋ๆเอาผลไม้ที่ทิ้งขว้างไว้ตามสวนมาใส่ปี๊บปิดด้วยใบตอง แล้วเผาพร้อมๆกับการเผาถ่าน ทำให้ได้ผลไม้ถ่านที่คงรูปร่างเหมือนเดิมเปี๊ยบ ประมาณว่า เงาะก็ยังมีขนปุยๆเหมือนตอนที่ยังไม่ถูกเผา เธอบอกว่า ถ่านผลไม้เหล่านี้คนนิยมซื้อไปวางในรถบ้าง ในตู้เย็น ตู้เสื้อผ้าบ้าง ดูดกลิ่นได้ชะงัด….!!


การทำน้ำตาลมะพร้าว.

เที่ยวครึ่งวันอัดแน่นทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน แถมยังได้รู้จักกับภูมิปัญญาดั้งเดิมในชุมชนที่ไม่ไกลกรุงเทพฯแบบนี้ ใครที่ไปอัมพวาแล้วนึกว่ามีแค่ตลาดน้ำ คงต้องเปลี่ยนใจขับรถเลยไปอีกนิด แวะเยี่ยมชุมชนบ้านบางพลับที่อยู่ห่างจากอุทยาน ร.2ไปแค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ไปไม่ยาก จะได้ทั้งของสด ใหม่ จากสวนจริงๆไม่ใช่ซื้อจากกรุงเทพฯไปขายสวนแน่นอน

หลังรองท้องด้วยแกงส้มผักบ้านๆกับปลาทอด และยำผักกรูด รสบ้านแท้ๆแล้วก็ได้เวลากลับสู่โหมดคนทำงานออฟฟิศ เปิดซีดีที่ซื้อจากตลาดน้ำมาฟังต่อในรถ…

พี่ต้องจากลาขวัญตานิ่มน้อง ไม่ลืมลาสาวแม่กลอง ต้องครวญหวนมาสักวัน

สัญญากับตัวเองอีกครั้ง ถ้ามีเวลาจะกลับมาร้องเพลงชมจันทร์ให้ลั่นลุ่มน้ำแม่กลอง…เลยทีเดียว…

ตามรอย…ชามกังไส 2 เขามรดกโลก…

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/631194

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มิ.ย. 2559 05:01

 

ทิวทัศน์ซานซิงซาน

4 ชั่วโมงจากอู่ตะเภาเราก็มาถึงหนานชาง เมืองหลวงของมณฑลเจียงซี พูดถึงมณฑลเจียงซี หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า ที่นี่คือแหล่งผลิตกระเบื้องเคลือบชั้นดีที่มีมาแต่โบราณกาล อาจจะพอนึกออกอยู่บ้าง

แน่นอนเรากำลังพูดถึง “กังไส” ที่คนไทยเรียกเครื่องเคลือบดินเผาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ จนติดปากว่า “เบญจรงค์” ว่ากันว่าเป็นเครื่องถ้วยที่สั่งทำพิเศษจากจีนแผ่นดินใหญ่ ช่างไทยออกแบบ ให้ลาย ให้สี ส่งไปให้ช่างจีนผลิตในประเทศจีน โดยช่างไทยตามไปควบคุมการผลิตให้ออกมาได้รูปลักษณะงามอย่างศิลปะไทย กลายเป็นเครื่องถ้วยชามที่ใช้ในรั้วในวังจนถึงปัจจุบัน

จุดไฮไลต์ซานซิงซาน

ส่วนเมืองจีนเรียกเครื่องถ้วยชามชั้นสูงเหล่านี้ว่า “กังไส” ซึ่งน่าจะมาจากชื่อแคว้นกังไซ ในมณฑลเจียงซี ที่เรากำลังจะไปนี่เอง
รับเทียบเชิญจากสายการบิน ไทย แอร์เอเชีย ชวนร่วมทริปเยือนแหล่งท่องเที่ยวในมณฑลเจียงซี ที่ทางสายการบิน ร่วมกับ การท่องเที่ยวมณฑลเจียงซี (Jiangxi) จัดขึ้น นอกเหนือจากโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวเส้นทางบินใหม่ อู่ตะเภา-หนานชาง โมกข์ พรหมมา พีอาร์หนุ่มหล่อ อัธยาศัยเยี่ยม ดูแลพี่ๆสื่อมวลชนตั้งแต่กรุงเทพฯถึงพัทยา อิ่มเอมอุรา 1 คืน จึงลัดฟ้าต่อไปยังหนานชาง โดยเที่ยวบินของสายการบินไทย แอร์เอเชีย ที่ FD 301

ทางเดินริมผาซานซิงซาน

เมืองที่ไปชื่อ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น ไกด์จีนบอกว่า เดิมเมืองนี้ชื่อว่า ชางหนาน เป็นเมืองที่มีดินขาว หรือดินเกาลินชั้นดี นำมาผสมดินเหนียวปั้นขึ้นรูปเป็นภาชนะ เขียนลวดลายด้วยสีน้ำเงิน แล้วอาบน้ำเคลือบสูตรลับ นำไปเผาที่อุณหภูมิสูง จะได้ถ้วยชามเนื้อบางละเอียด ปราชญ์จีนเปรียบว่ากระเบื้องเคลือบหนานชาง “บางราวกระดาษ ขาวเหมือนหยก เงาดุจกระจก เสียงใสกังวานดุจเครื่อง ดนตรี” ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นดังกล่าว พ่อค้าชาวเปอร์เซียบนเส้นทางสายไหม พากันซื้อถ้วยชามเหล่านี้ไปขายต่อในยุโรป กระทั่งชาวยุโรปรู้จักหนานชางว่าเป็นแหล่งผลิตเซรามิกชั้นเลิศ ต่อมาคำว่า “ชางหนาน” กร่อนเป็น “ไชน่า” (China) เชื่อกันว่า ชื่อที่ฝรั่งเรียกเมืองจีนว่า “ไชน่า” อาจเพี้ยนมาจาก “ชางหนาน” ก็เป็นได้ ส่วนคนไทยยุคเก่า มักเรียกถ้วยชามเขียนสีน้ำเงินจากเมืองจีนว่า “เครื่องลายคราม” ก่อนจะแพร่หลายกันในชื่อ “ชามกังไส”

หมู่บ้านโบราณหลี่เคิง

จาก จิ่งเต๋อเจิ้น เราเดินทางต่อไปยัง อำเภออู้หยวน เมืองซ่างเหรา ชุมชนชนบทโบราณที่สวยที่สุดของจีน หมู่บ้านส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งนา ลำธาร และขุนเขา มีหมู่บ้านเก่าเปิดให้ชม 12 หมู่บ้าน ซื้อบัตรครั้งเดียวเที่ยวได้ครบ แต่ละหมู่บ้านจะมีเอกลักษณ์ ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม จนได้รับการยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5 A ของจีน

หมู่บ้านท่องเที่ยวเด่นๆในเขตนี้มีหลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านชิงเฟิง ซึ่งมีไฮไลต์ คือ “เรนโบว์ บริดจ์” สะพานที่มีตอม่อเก่ากว่า 800 ปี ยืนหยัดต้านกระแสน้ำไหลแรงช่วงฤดูฝนมาหลายศตวรรษ โดยตอม่อฝั่งที่ต้องปะทะสายน้ำจะสร้างเป็นรูปแหลมคล้ายหัวเรือ ถือเป็นความชาญฉลาดของช่างท้องถิ่นโบราณ

ทะเลสาบหลูลิ่ง

อีกแห่งที่น่าสนใจคือ หมู่บ้านเสียวฉี่ ฟังแค่ชื่อก็ชวนขนลุก แต่พอเข้าไปเยือนยิ่งขนลุกเกรียวหนักขึ้นไปอีก เพราะทั่วหมู่บ้านจะหอมตลบอบอวลด้วยกลิ่นการบูร เพราะที่นี่มีต้นการบูรขึ้นเป็นป่ารกครึ้ม แต่ละต้นอายุหลายร้อยปี บางต้นเขาเล่าต่อกัน
มาว่ามีอายุมากกว่า 1 พัน

ปีด้วยซ้ำ ชาวบ้านจะเก็บกิ่งไม้การบูรที่แห้งตายมาทำเป็น หวี ลูกประคำ ตุ๊กตา และของใช้จิปาถะ กลายเป็นของใช้ที่มีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ เหมือนได้อยู่กับบรรยากาศอโรมาตลอดเวลา

สะพานเรนโบว์ บริดจ์

ไฮไลต์เด็ดต้องยกให้ หมู่บ้านหลี่เคิง หมู่บ้านเล็กๆที่มีลำน้ำใสสะอาดไหลผ่านกลางหมู่บ้าน โอบล้อมด้วยบ้านเรือนเก่างดงาม ทั้งบ้านของขุนนาง คหบดี และชาวบ้าน ตลอดแนวสองฝั่งของลำธารมีร้านอาหารให้นั่งชมบรรยากาศ หลายคนย่างเท้าเข้ามาอาจจะรู้สึกราวเป็นจอมยุทธ์เดินชมตลาด เหนื่อยนักก็แวะพักโรงเตี๊ยมจิบน้ำชาสักจอก ฟังสาวงามบรรเลงเพลงกู่เจิ้งพลิ้วไหว กำลังเคลิ้มๆต้องสะดุ้งตื่น เมื่อเสี่ยวเอ้อ เอ๊ย! อาแปะ มาสะกิดเก็บเงินค่าน้ำชา 20 หยวน!!!

เป็นเรื่องธรรมดาของการมาเที่ยวเมืองจีน…โดยแท้ ที่ของฟรีไม่มีในโลก…

เครื่องเคลือบกังไส

นอกจากหมู่บ้านโบราณแล้ว ทริปนี้เรายังมีโอกาสไปเที่ยวชม อุทยานแห่งชาติซานซิงซาน มรดกโลกอีกแห่งที่ตั้งอยู่ในเมืองซ่างเหรา ที่ต้องนั่งกระเช้าไต่ระดับขึ้นไปยังยอดเขาสูงกว่า 1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ชมวิวทิวทัศน์เพลินๆของ เขาซานซิงซาน ที่สวยงามราวกับภาพเขียนพู่กันจีน จากนั้นจึงค่อยเดินลัดเลาะไปตามหน้าผาสูงชันที่ทางการจีนพยายามทำทางเดินให้ชมได้สะดวก แต่ก็มีบางช่วงที่แคบและลื่นอาจจะรู้สึกเสียวๆบ้าง ใครที่กลัวความสูงแนะนำว่าให้มองไปข้างหน้าอย่ามองลงไปข้างล่าง โดยรอบของอุทยานใช้เวลาเดินชมจริงๆประมาณ 3 ชั่วโมง ใครที่เดินไม่ไหว มีเสลี่ยงไว้บริการ ซึ่งแค่มองเผินๆ ตัดสินไม่ถูกว่า ระหว่างนั่งเสลี่ยงที่แกว่งไปแกว่งมา เพราะอาตี๋ร่างบึกบึนเร่งทำเวลาให้ทำงานได้หลายรอบ กับเดินธรรมดาๆอันไหนจะเสียวกว่ากัน…

จุดชมวิวหลูซาน

อีกที่ที่สวยงามไม่แพ้กัน คือ เมืองจิ่วเจียง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อุทยานแห่งชาติหลูซาน มรดกโลกทางธรรมชาติ “หลูซาน” เป็นเทือกเขาสูง ปกคลุมด้วยหมอกขาวเย็นฉ่ำทั้งปีจนได้ฉายา “อุทยานสวรรค์ในสายหมอก” สมัยอังกฤษรุกรานจีน ฝรั่งเลือกตำบลกูหลิ่ง บนเขาหลู เป็นเมืองตากอากาศคลายร้อน ต่อมาสมัยประธานเหมา เจ๋อตุง รัฐบาลจีนได้สร้างบ้านพักรับรองไว้ให้ท่าน ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เยี่ยมชม แหล่งท่องเที่ยวเด่นๆบนเขาหลู ยังมีทะเลสาบหลูลิ่ง สวนพฤกษชาติ วัดต้าหลิน หุบเขาจิ่งซิว ฯลฯ

ถ้วยโถโอชามกังไส

ไปจีนคราวนี้ ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ของการเที่ยวเมืองจีน โดยเฉพาะมณฑลเจียงซี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวตระการตารอการไปพิสูจน์ แค่ลองเปิดใจแล้วพาตนเองก้าวออกไปสัมผัสสักครั้ง เชื่อแน่ว่าคุณจะหลงเสน่ห์ความงามของที่นี่ ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า คุ้มค่า กับการเดินทาง

ว่าแล้วจะรออะไรอีกเล่า แพ็กกระเป๋า จัดของ จองตั๋วเครื่องบิน แล้วไปพุ้ยข้าวสวยร้อนๆที่เสิร์ฟมาในชามกังไส ไต่เขา 2 มรดกโลก ในเจียงซี…กันดีกว่า!!!!

ไปตามกลิ่นกาแฟกรุ่น..ที่…อิตาลี

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626623

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ค. 2559 05:01

 

เสน่ห์ของเวนิส.

พูดถึงเรื่องกาแฟต้นตำรับ อิตาลีน่าจะเป็นคำตอบดังๆของคนทั้งโลก เมื่อได้รับคำชวนจาก อโรม่า กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟคั่วบดไทย ให้ไปท่องอิตาลีสัมผัสวัฒนธรรมกาแฟกับแชมป์อินดี้บาริสต้าจากการแข่งขัน Thailand Indy Barista Championship ครั้งที่ 7 คอกาแฟอย่างเราจึงรีบแพ็กกระเป๋าร่วมทริปนี้ด้วยความยินดี

จากกรุงเทพฯ เราบินตรง สู่มิลาน ใช้เวลาไม่ถึง 11 ชั่วโมง ก็ได้ลงไปสัมผัสอากาศเย็นระดับ 14 องศา ทริปนี้เรามีเจ้าภาพฝ่ายอิตาลีซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์กับอโรม่าดูแลเราเป็นอย่างดี เริ่มจากส่งรถตู้นั่งสบายมารับจากสนามบินมิลาน เพื่อเดินทางต่อไป เมืองซูเซกานา (Suse– gana) ในเขตเตรวิโซ ที่อุดมสมบูรณ์ของอิตาลี ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซที่ใหญ่ที่สุดในโลก แบรนด์ WEGA ของบริษัท เวกา มัคคิเน เปร์ คัฟเฟ (WEGA MACCHINE PER CAFFE) และยังเป็นผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟสำหรับบาริสต้ามืออาชีพอีกหลายแบรนด์ด้วย

สื่อมวลชนสาวสวยหน้ามหาวิหารดูโอโม.

กอนโดลาแห่งเมืองเวนิส.

ซูเซกานา เป็นเมืองชนบทเล็กๆ แต่มีทุกอย่างครบครัน ทั้งย่านช็อปปิ้งที่เต็มไปด้วยทุกแบรนด์ดังของอิตาลี แฝงตัวอยู่ในอาคารอิฐสวยที่สร้างลดหลั่นกันไปตามพื้นที่สูงต่ำและทางน้ำของเมือง ช่วงที่เราไปเป็นฤดูใบไม้ผลิ มีต้นไม้เขียวชอุ่ม ดอกไม้สะพรั่ง จึงทำให้ซูเซกานากลายเป็นสาวน้อยแรกแย้มที่งดงามยิ่ง

โรงงานผลิตเครื่องชงกาแฟขนาด 20,000 ตารางเมตรของเวกาในเมืองซูเซกานา เป็นโรงงานที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม…เราจึงได้เห็นโรงงานที่สะอาดเอี่ยม พนักงานทุกคนดูมีความสุขในการทำงาน คนอิตาลีให้ความสำคัญในเรื่องของอาหาร และสนุกกับการรับประทาน อย่างมื้อกลางวันง่ายๆในออฟฟิศ เราก็ได้พบกับแซนด์วิชหลากหลายรูปแบบนับสิบชนิด อีกทั้งเขตเตรวิโซนี้ เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอิตาลี จึงมีไร่องุ่นมากมายและเป็นแหล่งผลิต Prosecco ที่ดีที่สุดของอิตาลี…มื้อกลางวันง่ายๆในออฟฟิศจึงเริ่มด้วย Prosecco กับคานาเป้ ตามด้วยแซนด์วิช ตบท้ายด้วยเอสเปรสโซรสชาติเยี่ยมยอด เพราะชงโดยบาริสต้าระดับอาจารย์ของเวกา ทำให้เข้าใจขึ้นมาทันทีว่า ทำไมคนอิตาเลียนมักพูดว่า เอสเปรสโซคือกาแฟแท้ที่ให้ความรื่นรมย์

เรียกน้ำย่อยด้วยพาร์มาแฮม ซาลามี แกล้มมะกอก.

เอสเปรสโซเข้มข้นที่ FLORIAN Coffee House.

Black Mussel อาหารขึ้นชื่อของอิตาลีที่ห้ามพลาด.

เปาโล นาดาเลด CEO ของเวกา บอกว่า บาริสต้าเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยม แต่การชงเอสเปรสโซที่สมบูรณ์แบบนั้นต้องอาศัยทั้งฝีมือ ความสามารถเฉพาะตัว ประสบการณ์ และที่สำคัญคือแรงบันดาลใจ

มาถึงอิตาลีแล้ว อีกเมืองห้ามพลาดเห็นจะเป็นเมืองแห่งสายน้ำและคลองอันงดงาม นั่นก็คือ เวนิส ที่ทั้ง อาร์โนล์ด ดูปัวส์ และ แอนเดรีย โคลอมโบ ตัวแทนจากเวกาอาสาเป็นผู้นำทางพาเราไปเดินชมเวนิสในมุมที่แตกต่าง คือย่านที่อยู่อาศัยอันสงบเงียบสวยงาม ทุกบ้านมีเรือผูกไว้หน้าบ้าน และทุกเส้นทางที่เราเดินลัดเลาะ ก็พบว่ามีทั้งร้านอาหารและร้านกาแฟน่ารักๆอยู่มากมาย เป็นบทพิสูจน์ว่า คนอิตาเลียนนิยมชื่นชอบการดื่มกินเพียงไร

อาคารเก่าแก่งดงามในโมเดน่า.

ก่อนอาหารกลางวัน เจ้าภาพพาเราไปลิ้มรสเครื่องดื่มสูตรพิเศษเรียกน้ำย่อยของร้าน Harry’s Bar อันโด่งดังของเวนิส เครื่องดื่มอร่อย ของแกล้มเด็ดมาก เป็นโครเกต์และมะกอกเขียวดองลูกอวบเนื้อหอมมันมาก ส่วนอาหารกลางวันก็ไม่ธรรมดาสำหรับผู้มาเยือนอย่างเราๆ เริ่มจากพาร์ม่าแฮมและซาลามี่หลายชนิด ตามด้วยสลัด พาสต้าหอยแมลงภู่สีดำที่เรียกว่า Black Mussel รสเลิศ ตบท้ายด้วยพิซซ่าถาดมหึมา…มันยอดมากจริงๆ

หลังอิ่มหนำสำราญแล้วก็ได้เวลาไปเดินย่อยอาหารด้วยการช็อปปิ้งของที่ระลึก สำหรับที่เวนิส ของที่ระลึกที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้าน มีทั้งหน้ากาก เครื่องแก้ว และเครื่องประดับเรซิ่น ซึ่งมีขายตลอดรายทางทั้งเมือง

เวิ้งอาคารเก่ากลางเมืองมิลานยามค่ำ.

เพดานโค้งสวยที่เมืองโมเดนา ทางผ่านไปเมืองพาร์มา.

ช่วงบ่าย คอกาแฟอย่างเราย่อมไม่พลาดที่จะต้องไปลิ้มรสกาแฟหอมกรุ่นกันที่ร้าน FLORIAN ซึ่งเป็นร้านกาแฟ อันโด่งดังของเวนิส และยังเป็นร้านกาแฟที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลีด้วย เห็นแค่ด้านหน้าร้านก็ว่าสวยดูขลังดูภาคภูมิแล้ว แต่ขอแนะนำว่า แม้อากาศจะดีอย่างไร อย่าเลือกนั่งด้านหน้าร้าน จงเดินเข้าไปด้านใน ที่คุณจะได้พบร้านกาแฟที่เก๋แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องตกแต่งอย่างแตกต่าง พร้อมอบเครื่องหอมให้มีกลิ่นอ่อนๆเฉพาะของแต่ละห้องด้วย ถือเป็นความละเมียดละไมอีกอย่างหนึ่งของคนอิตาลี

ว่ากันว่าฟลอเรียนคอฟฟีเฮาส์แห่งนี้ เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าศิลปินคนดังมาตลอดเวลายาวนานเป็นร้อยๆปี ที่สำคัญกาแฟที่นี่รสเลิศสมคำร่ำลือ ชนิดที่ต้องขอดื่มมากกว่า 1 รายการ และพิเศษสุด ห้ามพลาดคือขนมอบและช็อกโกแลต ที่กินแกล้มกาแฟได้อร่อยเด็ดขาดจริงๆ…

นอกจากพาชิมกาแฟกันแบบลึกสุดใจแล้ว ทริปนี้ เจ้าภาพผู้น่ารักของเรายังจัดให้เราได้เข้าชม การแข่งขัน เอสเปรสโซ อิตาเลียโน แชมเปียน (Espresso Italiano Champion) รอบก่อนรองชนะเลิศ ที่จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของ WEGA ผู้ชนะจากการแข่งขันครั้งนี้จะได้เข้าชิงชนะเลิศ ณ เวทีใหญ่ในงานแสดงสินค้า ตริเอสต์เอสเปรสโซ ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีนี้

ท่าจอดเรือกอนโดลา..

จากซูเซกานา อีกเมืองที่ต้องไม่พลาด คือ พาร์มา (Parma) เห็นชื่อก็คงบอกได้เลยว่า เมืองนี้เป็นต้นกำเนิดของพาร์เมซานชีส และพาร์มาแฮม ที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก ที่เมืองนี้เราได้ไปเยี่ยม OPEM (โอเพม) โรงงานผลิตแคปซูลกาแฟระดับคุณภาพเยี่ยม และเป็นโรงงานระดับแนวหน้าที่ผลิตกาแฟแบบแคปซูลให้กับธุรกิจกาแฟชั้นนำทั่วโลก เรียกว่าถ้าไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจกาแฟชั้นนำระดับสากล คงไม่อาจใช้บริการของ OPEM ได้

จากพาร์มามุ่งหน้าสู่ มิลาน เมืองสุดท้ายของทริปนี้ ที่มีจัตุรัสดังอย่าง “ดูโอโมสแควร์” เป็นไฮไลต์สำคัญ และถ้าไปถึงมิลานแล้ว ห้ามพลาดร้าน PECK ซึ่งมีทั้งชีสต์ ซอสเซจ กาแฟ ชา ไวน์ มะกอก ที่สามารถซื้อกลับบ้านก็ได้ หรือจะนั่งกินที่ร้านเลยแบบเราก็ได้…แน่นอน สำหรับพวกเรา ทั้งรับประทานและซื้อกลับ…ได้ทานของอร่อยแล้วนึกถึงคนที่บ้าน เพื่อนฝูง อยากให้ได้ทานของอร่อยด้วย

6 วันในอิตาลี นอกจากความรื่นรมย์ในชีวิตแล้ว ทริปนี้ยังทำให้เราสัมผัสได้ถึงความทุ่มเทสร้างสรรค์ด้วยหัวใจของคนอิตาเลียน ที่อยู่เบื้องหลังกาแฟเอสเปรสโซถ้วยเล็กๆ

ขอขอบคุณ อโรม่า กรุ๊ป ที่สร้างสรรค์ทริปให้เราได้เสพสุขและดื่มด่ำ เข้าถึงหัวใจแห่งกาแฟคั่วบดอย่างแท้จริง…!!!

แม่เอยงามจริง…“ชิงเต่า” เมืองฝรั่ง…บนฝั่งมังกร

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/623175

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ค. 2559 05:01

สุดสวิงในชิงเต่า…ที่จัตุรัส 54 – เซนต์ มิเชล..โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ในชิงเต่า

นอกจากโรงเบียร์แล้ว ในเมือง “ชิงเต่า” ยังมีถนนสำหรับคนชอบกินเบียร์ ให้ได้ไปเดินเล่นหย่อนอารมณ์สบายๆท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ชื่อถนน Dengzhou พยายามจะออกเสียงภาษาไทยแต่กลัวว่าจะผิดเพี้ยนไปเสียก่อน เพราะบางคนก็ออกเสียงว่า “ตงเฉา” แต่บางคนออกว่า “ด่องเชา” เอาเป็นว่าเขียนภาษาอังกฤษกำกับไว้ดีกว่าจะได้ไม่พลาด เพราะยังไงเมืองนี้ก็เป็นเมืองฝรั่งบนแผ่นดินมังกรอยู่แล้ว

อีกวันในเมืองชิงเต่า เราเดินทางมุ่งหน้าสู่ ภูเขาเหล่าซ่าน ภูเขาสูงที่สุดที่กระจายตามชายหาดของจีน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 1,133 เมตร เหล่าซาน มีฉายาเป็นที่รู้จักว่า เป็น “ภูเขาเทวดากลางทะเล” ชาวจีนโดยทั่วไปเชื่อว่า ที่นี่เป็นที่ประทับของเหล่าเทวดา เพราะความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะน้ำพุและน้ำแร่ธรรมชาติที่นำไปใช้ผลิตเบียร์คุณภาพชั้นดี ที่สำคัญยังเป็นต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า ที่ปัจจุบันด้านบนยังคงเป็นที่ตั้งของ “อารามไท่ชิง” มีนักบวชของลัทธิเต๋าพำนักอยู่ด้วย ต้นไม้หลายต้นบนเขาเหล่าซานอายุมากกว่า 1,000 ปี มีวาทกรรมที่เล่าขานถึงภูเขาแห่งนี้ว่า “แม้เมฆแห่งเขาไท่ซันจะสูงปานใด ก็ไม่อาจเทียมเท่าเหล่าซานแห่งทะเลตะวันออก” ซึ่งถ้ามีโอกาสมาเที่ยวชิงเต่าไม่ควรพลาดที่นี่เด็ดขาด

แก๊งนกสกู๊ต..ที่ May Fourth Square

ถนนในปาต้าก่วน

ลงจากเขาเหล่าซาน เราเดินทางกลับเข้ามายังเมืองชิงเต่า เป้าหมายต่อไปคือ จุดชมวิว “เสี่ยวอี๋ซาน” (Xiaoyushan Park) ฝรั่งเรียกที่นี่ว่า Little Fish Hill Park เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นชิงเต่าได้แบบ 360 องศา ตั้งอยู่ย่านถนนยู่ฉวน (Yu shan) อากาศเย็นสบายอีกตามเคย ด้านบนของจุดชมวิวเป็นหอคอยเจดีย์แบบจีน มองจากจุดนี้ เราสามารถเห็นชายหาดหมายเลขหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของจัตุรัส 54 สัญลักษณ์ของเมืองและชายหาดหมายเลขสองย่านปาต้าก่วน หรือบ้านเมืองฝรั่งบนฝั่งมังกร ได้อย่างชัดเจน

อ้อ!ลืมบอกไปว่า เมืองชิงเต่ามีชายหาดให้ไปเดินเล่นถึง 6 หาด เพราะเป็นเมืองติดทะเลนี่เอง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอาหารทะเลที่นี่จึงสดและอร่อยมากๆ ไฮไลต์อีกอย่างที่มองจากจุดชมวิวเสี่ยวอี๋ซานลงไป คือ บ้านสไตล์ยุโรปหลังคาสีแดง สีส้ม มองยังไงก็ไม่เห็นเป็นเมืองจีน ยิ่งในเมืองด้วยแล้ว ยิ่งเหมือนเดินอยู่ในยุโรป ไม่อึกทึกครึกโครม โหวกเหวก โวยวาย ถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆของจีนแล้ว ชิงเต่าดูจะเป็นเมืองที่เงียบสงบอยู่พอสมควร…

ชายหาดหมายเลข 1

จัตุรัส 54 ฉากหลังเป็นตึกสวยงาม

เพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าในชิงเต่า จากเสี่ยวอี๋ซาน เราก็ไปต่อกันที่ สะพานจ้านเฉียว น่าเสียดายที่วันนี้หมอกลงจัด ทำให้ไม่ได้เห็นสะพานเก่าแก่สมัยราชวงศ์ชิงแห่งนี้ได้อย่างเต็มตา แต่แค่มองผ่านม่านหมอก ก็พอจะเห็นถึงความงดงามได้บ้าง ใกล้ๆกับสะพานจ้านเฉียว มีถนนตัดตรงไปยังถนนตี้เฉียน (Dexian) เป็นที่ตั้งของโบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ในเมืองชิงเต่า จริงๆแล้ว โบสถ์ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของเรา แต่เพราะทนรบเร้าจากชาวคณะไม่ไหว “สาวหน่อย” แห่ง

นกสกู๊ตเลยต้องบอกให้คนขับรถวนรถพาพวกเราไปกดชัตเตอร์ที่หน้าโบสถ์ ชดเชยการอดชมสะพานจ้านเฉียวแบบเต็มๆตา และก็ไม่ผิดหวัง เพราะโบสถ์เก่าแก่แห่งนี้ มีผู้คนมาถ่ายรูปเต็มไปหมด โดยเฉพาะคู่บ่าวสาวที่นิยมมาถ่ายพรีเวดดิ้ง ถือเป็นโบสถ์คริสต์แห่งเดียวในเมือง ชื่อของโบสถ์จริงๆ คือ เซนต์มิเชล (St.Michael) ตามประวัติบอกว่าออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1934 ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกผสมโรมันที่ดูเรียบง่ายสวยตามแบบฉบับเรอเนซองส์ของอิตาลี นี่มัน…ยุโรปชัดๆอีกละ…!!

จุดที่ระดับน้ำทะเลเท่ากับศูนย์

ปิดทริปของวันกันที่ย่านปาต้าก่วน ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาด “ปาต้าก่วน” หรือ Ba Da Guan แหล่งชุมชนบ้านพักของชาวยุโรปที่ไม่ใช่แค่เยอรมัน แต่รวมถึงฝรั่งเศส เดนมาร์ก รัสเซีย ด้วย ภายในย่านนี้จึงยังคงมีบ้านของเจ้าหญิงเดนมาร์กอยู่ด้วยอีกหนึ่งหลัง แต่ไม่รู้ว่าชื่อเจ้าหญิงอะไร นอกเหนือจากบ้านที่คล้ายกับปราสาทโบราณในเยอรมนีที่ใครๆก็ต้องมาถ่ายรูปแล้ว ชื่อ ปาต้าก่วน แปลตามตัว มีความหมายว่า ถนนแปดสาย มีที่มาจากถนนแปดสายตัดผ่านกันในเขตนี้ ด้านขวาเป็นชายหาดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ถ้าเป็นบ้านเราก็เทียบได้ประมาณหัวหินสมัยก่อน ที่เป็นบ้านพักของเหล่าขุนน้ำขุนนางและผู้มีอันจะกิน ปัจจุบันเป็นที่อยู่ของเหล่าเศรษฐีและมหาเศรษฐีในเมืองชิงเต่า ช่วงที่เราไปเป็นช่วงฤดูหนาวทำให้ไม่เห็นดอกไม้มากนัก แต่คนชิงเต่าบอกว่า ถ้าอยากเห็นปาต้าก่วน เป็นเจ้าหญิงน้อยๆของเมืองล่ะก็ ควรมาช่วงหน้าฤดูใบไม้ผลิ หรือใบไม้เปลี่ยนสี รับรองว่าคุณหลงรักชิงเต่าจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว!!…

บ้านฝรั่งในแดนมังกร..ถ่ายจากมุมสูง

อีกมุมอันงดงามของอารามไท่ชิง..ต้นกำเนิดลัทธิเต๋า

แอบกระซิบเบาๆว่า ช่วงที่อากาศร้อนที่สุด ของชิงเต่าอยู่ประมาณเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม แต่อากาศร้อนของชิงเต่าก็ประมาณ 25 องศา ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าร้อนดีหรือเปล่า แต่ถ้าอากาศหนาว

บางปีอาจถึงขั้นติดลบเลยทีเดียว ยังไงเช็กอากาศ ฟ้าฝนก่อนเดินทางจะได้เที่ยวได้อย่างสุดสวิง…ในชิงเต่า! ซึ่งก็ไม่ยากลองเช็กเที่ยวบินกับนกสกู๊ต ที่มีเที่ยวบินบินตรงสู่ชิงเต่า 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์อยู่แล้ว หรือจะเข้าไปที่เว็บไซต์www.nokscoot.com ก็ได้…
ตกเย็นก่อนกลับโรงแรมเดินย่อยอาหารกันที่ ตลาดกลางคืนไถ่ตง แหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงและคึกคักที่สุดของเมืองชิงเต่า ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่ไม่ใช่แบรนด์เนมแต่เป็นแบรนด์จีน ความทนทานขึ้นอยู่กับราคา แต่บอกได้เลยว่า บางอย่างก็ถูกมากๆ ขนาดคนที่ออกตัวว่าจะไม่ซื้ออะไร ยังได้แจ็กเกตกันหนาวราคาแค่ 500 บาทกลับมาคนละตัวสองตัว แถมกันหนาวได้จริงๆซะด้วย เหตุเพราะเขาลดราคาส่งท้ายฤดูหนาวที่กำลังจะอำลาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า…นั่นเอง

บ้านหลังใหญ่ในปาต้าก่วน…

ภูเขาเหล่าซาน

วันสุดท้ายในชิงเต่า ต้องเก็บไฮไลต์กันให้หมด แน่นอน เป้าหมายของเราอยู่ที่ “จัตุรัส 54” หรือ May Fourth Square ซึ่งอยู่บริเวณอ่าว FuShan ที่มาของจัตุรัส 54 มาจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องการเป็นอิสระจากการที่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศเยอรมนีในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1919

แต่ในภาษาจีนจะเรียกที่นี่ว่า “จัตุรัสอู๋สี” (Wusi Square) สัญลักษณ์โดดเด่นของจัตุรัสแห่งนี้ คือ ประติมากรรมสีแดงสด ลักษณะเป็นวงๆซ้อนต่อกัน… ความหมายของงานประติมากรรมชิ้นนี้ คือ การหมุนของลมในเดือนพฤษภาคม…ประติมากรรมที่จัตุรัส 54 เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองชิงเต่า ที่ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องแวะเวียนมาถ่ายรูปกลับไปเป็นที่ระลึก และที่นี่ยังเป็นชายหาดที่คน

ชิงเต่านิยมมาเดินเล่นรับลมในช่วงเย็นๆและวันหยุดอีกด้วย ด้านหลังของจัตุรัสเป็นเขตการค้าและธุรกิจของเมือง เวลาที่ถ่ายรูปกับสัญลักษณ์สีแดงจึงมีตึกสูงตระหง่านของเมืองเป็นฉากหลังที่ดูแล้วชวนให้อยากไปเที่ยวมากขึ้น

หอคอยแบบจีนที่จุดชมวิว “เสี่ยวอี๋ซาน”

สุดท้ายท้ายสุดกันที่ จุดชมวิวหลิงเตี่ยน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสโมสรหยินไห่ต้าสื้อเจ ทางตะวันออกของอ่าวฝูซานวาน ที่นี่เป็นจุดวัดระดับน้ำทะเลที่ระดับศูนย์ของประเทศจีน และที่จอดเรือยอชต์ของมหาเศรษฐีจำนวนนับสิบๆลำ รวมทั้งรูปปั้นเจ้าแม่ทับทิมขนาดมหึมา รอบๆอ่าวมีรูปปั้นของนักเดินเรือคนสำคัญของโลก หนึ่งในนั้นคือ “เจิ๋งเหอ” ที่ล่าสุดมีหลักฐานว่าเป็นคนค้นพบทวีปอเมริกาก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เรียกว่าต้อง

หาหลักฐานมายืนยันกันสุดฤทธิ์…ปิดทริปกันที่ Hongdaohaixian ภัตตาคารขึ้นชื่อของเมืองชิงเต่า ร่ำลือกันว่าอาหารทะเลที่นี่ทั้งสด ทั้งอร่อย โดยเฉพาะขาปูแช่ซีอิ๊ว กุ้งย่าง และหอยเชลล์ย่างซอสพริก บอกได้คำเดียวว่า อร่อย อร่อย และ อร่อย…สมกับเป็นเมืองติดทะเล

ขาปูแช่ซีอิ๊ว

ถ้าเปรียบเมืองชิงเต่าเป็นสาวน้อย เธอก็ช่างเป็นสาวที่น่ารักชวนหลงใหล และถ้าแม่สาวคนนี้มีใจให้กันได้ สัญญาว่าจะไม่ทิ้งเธอเด็ดขาด…“ชิงเต่า” แม่สาวฝรั่งหัวใจมังกร…!!!!

%d bloggers like this: