เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

All posts tagged เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย Google Maps

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย Google Maps

“ในช่วงเวลาที่เร่งรีบย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ทางด่วนเพื่อให้ช่วยประหยัดเวลาการเดินทาง แต่ไม่ได้ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณเลย แล้วจะดีแค่ไหนถ้าผมบอกว่าด้วยเทคโนโลยีใหม่ของ Google Maps จะทำให้คุณเสียเงินน้อยลง แถมยังช่วยประหยัดเวลาการเดินทางได้ด้วยสิ…”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาผมขอถามคำถามหนึ่งที่อาจจะทำให้คุณหรือใครก็ตามที่ได้อ่านบทความในตอนนี้คงต้องหยุดคิดสักนิดว่าเราควรจะเชื่อมั่นในความแม่นยำของ GPS ดีหรือไม่?

ผมได้ลองค้นหาข้อมูลข่าวเก่าๆ เรื่องหนึ่งเพื่อยืนยันว่าเครื่อง GPS (Global Positioning System) หรือเครื่องมือนำทางโดยอาศัยการระบุตำแหน่งบนพื้นผิวโลกเพื่อบอกตำแหน่ง ความเร็ว ทิศทางผ่านโปรแกรมแผนที่ และดาวเทียม ในบางครั้งการทำงานอาจจะเกิดความผิดพลาดได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณช่วงต้นปี 59 เป็นข่าวดังอยู่พักใหญ่เมื่ออาจารย์หนุ่มท่านหนึ่งเดินทางไปจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเข้าไปพักรีสอร์ตแห่งหนึ่งแถวเขาค้อ ปรากฏว่าเครื่อง GPS เจ้ากรรมที่ใช้นำทางกลับพาเข้าป่าที่ไหนก็ไม่รู้ แถมพาไปยังเส้นทางที่ทุรกันดารและเป็นทางที่ชาวบ้านเขาเลิกใช้ไปนานแล้ว แต่ในระบบไม่มีการอัพเดตเส้นทางดังกล่าวยังคงจดจำค่าเก่าๆ เก็บไว้ ถามว่าอุทาหรณ์เรื่องนี้สอนอะไรผมคงบอกได้แต่เพียงว่า “จงอย่าหวังพึ่งเทคโนโลยีมากไปโดยขาดซึ่งความเฉลียว เพราะอย่างน้อยหากเกิดเหตุการณ์ใดที่ผิดปกติขึ้นเราต้องหยุดคิดให้ดีก่อนจะลงมือทำสิ่งใดต่อไป”

Google Maps ของดีที่อยากให้ลอง

เครื่องมือและโปรแกรมทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบโดยไม่มีจุดบกพร่องอย่าง Google Maps เองก็เช่นกันเมื่อเทียบกับเครื่องนำทางอย่าง GPS จะพบว่าทุกครั้งที่จะใช้งาน Google Maps ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตเพื่อจัดเก็บข้อมูลก่อนทุกครั้ง แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งจะพบว่าข้อมูลที่ได้ใช้นั้นมีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้นรวมถึงตัวแอพเองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดข้อด้อยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา Google Maps ถือว่าเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ ซึ่งได้มีการอัพเดตแอพบนมือถือและบนเว็บไซต์ใหม่ รวมถึงปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในฟีเจอร์ใหม่ๆ หลายตัว โดยเฉพาะใครก็ตามที่ต้องใช้ทางด่วน และต้องสิ้นเปลืองเงินกับค่าทางด่วน ผมขอแนะนำให้ลองใช้ “เลี่ยงค่าผ่านทาง” เป็นหนึ่งในชุดคำสั่งฟีเจอร์ใหม่ที่ผมภูมิใจนำเสนอ รับรองว่าช่วยประหยัดเงินและเวลาของคุณได้จริงๆ ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ต้องลองพิสูจน์ (ก่อนการใช้งานขอให้ติดตั้งแอพ Google Maps ให้เรียบร้อยเสียก่อน พร้อมกับทำการล็อกอินด้วยบัญชี Google) ขั้นตอนปฏิบัติทำได้ดังนี้

1. เปิดแอพขึ้นแล้วให้พิมพ์ตำแหน่งจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางที่ต้องการ จากนั้นแตะที่ปุ่มรายการเมนู (รูปสัญลักษณ์เป็นจุด 3 จุดเรียงเป็นแนวตั้งด้านบนขวา)

2. ติ๊กเลือกเครื่องหมายถูกหน้ารายการ “การจราจรทั้งหมด” และ “ดาวเทียม” เพื่อแสดงตำแหน่งเส้นทางและภาพเสมือนจริงของเส้นทางจราจร

3. ติ๊กเลือกรายการ “ตัวเลือกเส้นทาง” > “เลี่ยงค่าผ่านทาง” > “เสร็จสิ้น”

เพียงเท่านี้เราก็จะได้เส้นทางใหม่ซึ่งจะช่วยเราเลี่ยงเส้นทางด่วน และประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ โดยในที่นี้ผมได้นำเสนอตัวอย่างเส้นทางจาก “ลาดพร้าว 69 ไปยังเมืองทองธานี” ว่าต้องเดินทางอย่างไรและได้สรุปเป็นแผนการเดินทางให้เห็นอย่างชัดเจน

บทสรุป “ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย Google Maps”

อย่างไรก็ตามคงต้องขอบอกไว้ก่อนว่าเวลาที่ประเมินผลจากการใช้แอพกับสภาพความเป็นจริงบนท้องถนนจราจรย่อมมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่พบเจอ เช่น สมมติว่าวันนั้นคุณออกเดินทางไปถนนโล่งรถไม่ติด เวลาที่แสดงแจ้งเตือนไว้อาจจะได้ค่าที่ใกล้เคียงกับการเดินทางจริง แต่ในทางตรงกันข้ามหากวันนั้นรถติดตลอดเส้นทางผลลัพธ์ที่ได้กับเวลาแจ้งเตือนจะตีความหมายคนละอย่างนั่นคือ เวลาที่แจ้งไว้หมายถึงเวลาขั้นต่ำสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานควรรู้และพึงระลึกถึงไว้เสมอก่อนการเดินทาง “ทุกอย่างพบเห็นอาจจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่คิด ดังนั้น จงเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ”

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

Advertisements

อย่าไว้ใจทาง?อย่าวางใจเฟซบุ๊ก

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

อย่าไว้ใจทาง?อย่าวางใจเฟซบุ๊ก

“ขายดีจนเป็นเหตุให้โดนถูกแฮกข้อมูล ถึงวันนี้คุณอาจจะยังไม่เคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ตัว?”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เรื่องราวที่ผมหยิบมาเล่าในครั้งนี้ต้องขอบอกว่าเป็นเหตุการณ์จริงที่ได้ข้อมูลทางอีเมลจากแฟนประจำคอลัมน์เทคโนโลยีสร้างอาชีพท่านหนึ่ง เขียนมาเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ใครก็ตามที่ใช้เฟซบุ๊กจงพึงระวังและระลึกถึงเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรก มิฉะนั้นความยุ่งยากและปัญหาจะตามมาอีกเพียบ

ผมขอสรุปเนื้อความในเมลฉบับนั้นแบบสั้นๆ เลยนะครับว่า?”แฟนประจำท่านนี้ทำอาชีพอิสระขายเครื่องสำอางผ่านเฟซบุ๊ก ธุรกิจนี้เปิดตัวค้าขายผ่านออนไลน์มาได้ 7-8 ปี มีแนวโน้มว่าจะโตได้มากกว่านี้ ถ้าไม่สะดุดกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเสียก่อน เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2559 ปรากฏว่าเมื่อเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาข้อมูลภายในไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์ หรือโพสต์ประกาศขายสินค้าต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงข้อมูลใหม่ทั้งหมด ปัญหาที่ตามมาย่อมส่งผลกระทบถึงลูกค้าอย่างแน่นอน เพราะเกิดความสับสนในข้อมูลที่นำเสนอว่าใช่พ่อค้าหรือแม่ค้าที่เคยติดต่อด้วยหรือไม่” นี่เป็นเพียงเนื้อหาที่เขียนมาเล่าเรื่องราวบางส่วนเท่านั้นนะครับ

เหตุการณ์อย่างนี้บนโลกสังคมออนไลน์ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ การป้องกันมีครับไม่ใช่เรื่องยากด้วยเพียงแค่ผู้ใช้งานตั้งค่าระบบความปลอดภัยในบัญชีของผู้ใช้งานเท่านั้น แต่โดยมากจะละเลยและไม่ได้ใส่ใจกันจนเรื่องลุกลามใหญ่โตนั่นแหละถึงค่อยมาคิดได้ว่าน่าจะทำเสียตั้งนานแล้ว หากคุณไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไปโปรดอย่าละเลยกับสิ่งเหล่านี้

ตั้งระบบยามเฝ้าตรวจการล็อกอินอัตโนมัติ

ปัจจุบันนี้การขโมยข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กทำได้ง่ายมากโดยส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่เกิดจากคนใกล้ตัวแทบทั้งสิ้นไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรที่มันสลับซับซ้อน เพียงแค่รู้ข้อมูลของเหยื่อเท่านั้นก็เปิดใช้งานได้แล้ว วิธีการแก้ไขนอกจากหมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ แล้ว การตั้งค่าบัญชีผู้ใช้งานในส่วนของความปลอดภัยถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขั้นตอนการตั้งค่าทำได้ดังนี้

1. เมื่อเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาให้แตะเลือก 3 ขีดมุมบนด้านขวา (Settings) > “ตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ (Account Settings)”

2. แตะเลือกรายการ “ความปลอดภัย (Security)”

3. เมื่อหน้าต่างความปลอดภัยปรากฏขึ้นมา ให้แตะเลือกรายการ “เตือนการเข้าสู่ระบบ” > “การแจ้งเตือน” > “รับการแจ้งเตือน” (แจ้งเตือนผ่านทางเฟซบุ๊ก)

4. แตะเลือก “บันทึก” เพื่อยืนยันการใช้งานแจ้งเตือนในส่วนของเฟซบุ๊ก

5. หน้าต่างรายการจะย้อนกลับมาที่หน้าหลัก “เตือนการเข้าสู่ระบบ” อีกครั้งให้เลือก “อีเมล” > “รับการเตือนทางอีเมล” (แจ้งเตือนผ่านทางอีเมล)

6. แตะเลือก “บันทึก” เพื่อยืนยันการใช้งานแจ้งเตือนในส่วนของอีเมล

วิธีตรวจสอบว่ามีใครแอบเข้าเฟซบุ๊กเราบ้าง

จริงอยู่ที่ระบบมีการแจ้งเตือนส่งผ่านทางเฟซบุ๊กและอีเมล แต่หากเราต้องการค้นหาข้อมูลแบบละเอียดขอแนะนำว่า ให้ลองเข้าไปตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. แตะเลือก 3 ขีดมุมบนด้านขวา (Settings) > ตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ (Account Settings)”

2. หน้าต่างการตั้งค่าปรากฏขึ้นมา ให้แตะเลือกรายการ “ความปลอดภัย (Security)”

3. แตะเลือกรายการคำสั่ง “เซสชั่นที่ใช้งานอยู่ (Active Sessions)”

4. จากนั้นจะปรากฏผลลัพธ์แสดงวันและเวลาที่มีการใช้อุปกรณ์ สถานที่ที่มีการเข้าระบบเฟซบุ๊ก

บทสรุป “อย่าไว้ใจทาง?อย่าวางใจเฟซบุ๊ก”

ต่อให้แอพบนโลกใบนี้มีความฉลาดปราดเปรื่องมากเพียงใดก็ตามใช่ว่าจะเชื่อใจและวางใจได้เสมอไป เพราะทุกครั้งที่ผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ตามมาหมายถึงบทเรียนราคาแพงที่เราไม่อาจจะประเมินค่าได้ ไม่อยากอยู่บนความเสี่ยงหรือความสูญเสีย ขอแนะนำว่าให้ใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรกและสิ่งสำคัญที่สุด

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

WiFi?บางสิ่งที่เราหลงลืม

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

WiFi?บางสิ่งที่เราหลงลืม

“บางเรื่องเราอาจดูฉลาดแต่ถ้าขาดความเฉลียว ปัญหาอื่นๆ อีกมากมายจะตามมาไม่จบสิ้น?”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ปัญหาบางเรื่องเป็นเสมือนเส้นผมบังภูเขาเหมือนกับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านของผมท่านหนึ่ง บ้านเราทั้ง 2 หลังนี้เรียกว่าหลังคาบ้านแทบจะเกยกันด้วยซ้ำไป หากไม่มีรั้วกั้น ใครผ่านมาพบเห็นยังคิดเลยว่าบ้าน 2 หลังนี้เป็นบ้านแฝด

เพื่อนบ้านท่านนี้มีปัญหาหนึ่งที่คิดไม่ตกพยายามแก้ไขอยู่หลายเดือนเกี่ยวกับ WiFi ที่ใช้ในบ้านของตัวเอง พยายามหาวิธีแก้ไขก็ยังหาสาเหตุของปัญหาไม่เจอ ว่าทำไมใช้อินเตอร์เน็ตบอร์ดแบนเหมือนกับผม แถมเราเตอร์ยังเป็นยี่ห้อเดียวกันด้วยสิ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าบ้านของผมอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงใกล้เคียงกับที่ผู้ให้บริการรายหนึ่งได้ประชาสัมพันธ์ไว้ก่อนการติดตั้ง ส่วนของเพื่อนบ้านรายนี้กลับกลายเป็นว่าสัญญาณ WiFi ที่ได้นอกจากจะไม่แรงแล้วยิ่งหากพ่วงอุปกรณ์อื่นๆ หรือการแชร์เพื่อแบ่งปันสัญญาณ WiFi เข้าไปด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เพราะยิ่งช้ามากกว่าเดิมเสียอีก

ช่วงแรกๆ พอเกิดปัญหาขึ้นเพื่อนบ้านท่านนี้ก็โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้ให้บริการรายนี้ทันที ทางนั้นก็ส่งช่างเข้าไปตรวจสอบสัญญาณพบว่าทุกอย่างปกติดีและไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงทำการเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้

หลังจากนั้นก็ยังเกิดปัญหาเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่เครื่องก็เหมือนเดิม สุดท้ายเพื่อนบ้านท่านนี้ตัดสินใจซื้อเราเตอร์ยี่ห้อใหม่มาใช้แทน เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุจากเราเตอร์ไม่ได้มาตรฐาน แต่ผลสรุปกลับเป็นว่าเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุ แถมยังแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดอีกด้วย จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่ผมจะหยิบมาเล่าและนำเสนอเคล็ดไม่ลับบางอย่างเกี่ยวกับ WiFi และอุปกรณ์ที่เราใช้งานอย่างเราเตอร์นำมาบอกเล่า

เคล็ดไม่ลับที่ 1 การเพิ่มความแรงของ WiFi

เอ่ยถึงชื่อ WiFi (Wireless Fidelity) เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงรู้จักกันเป็นอย่างดี สัญญาณ WiFi เป็นคลื่นวิทยุเหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่ในตัวอุปกรณ์สื่อสารอย่าง โทรทัศน์, วิทยุ, โทรศัพท์ เป็นต้น คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วระยะการรับส่งและกระจายสัญญาณของคลื่นในการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารกับเราเตอร์มีระยะรับส่งเพียง 45 เมตร หรือประมาณ 150 ฟุต แต่การกระจายสัญญาณจะมีประสิทธิภาพที่ดีได้ก็ต่อเมื่อการจัดวางเราเตอร์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและโดนถูกกีดกั้นจากวัตถุอย่างพื้นผิวโลหะ กำแพง หรือแม้แต่อุปกรณ์ตกแต่งอย่างเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ผมขอขยายความ ดังนี้

1. การจัดวางเราเตอร์มีผลต่อการกระจายสัญญาณ WiFi ยกตัวอย่างเช่น หากคุณรู้ว่าตำแหน่งในบ้านที่มีการใช้สัญญาณ WiFi บ่อยที่สุดอยู่ตรงตำแหน่งกลางบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่ทุกคนในบ้านจะใช้งานร่วมกันแนะนำว่าการติดตั้งตรงจุดนี้น่าจะดีกว่าการนำไปติดตั้งไว้ห้องใดห้องหนึ่งของบ้าน ถึงแม้ว่าจะสามารถกระจายสัญญาณส่งออกมาภายนอกได้เช่นกัน แต่ความแรงของสัญญาณไม่เท่ากันอย่างแน่นอน ดังนั้น สรุปว่าให้ค้นหาตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางของบ้านแล้วติดตั้งตรงตำแหน่งนั้น เพื่อประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีสำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณ

2. สัญญาณ WiFi เป็นคลื่นวิทยุ หากจัดตั้งเราเตอร์เพื่อกระจายรับส่งสัญญาณในที่ปิดกั้น หรือวางเสาสัญญาณในตำแหน่งที่ชิดติดกำแพง ความแรงของสัญญาณจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

3. การวางเราเตอร์ไว้บนพื้นเป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด เพราะเสาสัญญาณอาจถูกบล็อก หรือลดความแรงของสัญญาณลงได้ โดยเฉพาะหากวัตถุที่วางไปนั้นสัมผัสกับซีเมนต์ ไม้ คอนกรีต จะส่งผลให้การกระจายสัญญาณ WiFi มีคุณภาพที่ต่ำลง

4. บ่อยครั้งที่คุณอาจเคยเห็นตามสำนักงาน หรือบางบ้านนิยมติดตั้งเราเตอร์ไว้บนชั้นสูงๆ หรือติดตามฝ้า เพดานแล้วปล่อยให้เสาสัญญาณทอดตัวลงมาด้านล่างนั่นถือเป็นวิธีการติดตั้งที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้การรับส่งสัญญาณทำงานได้ดี โดยไม่มีสิ่งกีดกั้นการกระจายสัญญาณ ยิ่งหากอยู่ในที่โล่งได้ยิ่งดี สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การหันเสาสัญญาณควรหันเข้าหาตำแหน่งอุปกรณ์ที่ใช้งาน ไม่ควรหันออกนอกอาคารเพราะเท่ากับว่าเป็นการกระจายสัญญาณออกด้านนอกตัวอาคาร ซึ่งจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองพลังงาน

5.การวางเราเตอร์ใกล้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก่อให้เกิดสัญญาณคลื่นความถี่ที่รบกวนกันส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายสัญญาณที่มีประสิทธิภาพต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ควรวางเราเตอร์กับอุปกรณ์อย่าง แอร์, โทรทัศน์, ไมโครเวฟ เป็นต้น

เคล็ดไม่ลับที่ 2 การใช้ Repeater เพื่อขยายสัญญาณ WiFi

ทำไมถึงต้องใช้ Repeater เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณต้องการยืดระยะรับส่งสัญญาณ WiFi ให้ไกลขึ้น อย่างเช่น สมมติว่าปกติคุณเคยใช้ WiFi ได้เพียงในตัวบ้าน แต่หากออกมานอกตัวบ้านสัญญาณจะเริ่มเบา หรือไม่มีสัญญาณ การใช้ Repeater จะช่วยแก้ไขข้อจำกัดในส่วนนี้ เพื่อช่วยการกระจายสัญญาณไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น Repeater ถือว่ามีส่วนช่วยอย่างมากสำหรับการขยายขีดความสามารถของสัญญาณ WiFi หากเป็นเมื่อก่อนขั้นตอนการทำ Repeater จะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนมากโดยเฉพาะการเข้าไปตั้งค่า หรือคอนฟิกกับอุปกรณ์โดยตรงอย่าง Wireless Access Point หรืออุปกรณ์กระจายสัญญาณ เพื่อกำหนดช่องสัญญาณให้ตรงกับค่าตัวรับและส่งอุปกรณ์ นั่นคือเมื่อก่อน

ปัจจุบันนี้การขยายสัญญาณ WiFi หรือ Repeater ทำได้ง่ายกว่านั้นด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ประเภท “ตัวยืดระยะสัญญาณ Wireless” ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ “TP-LINK TL-WA850RE 300Mbps Universal WiFi Range Extender” วิธีใช้งานก็ง่ายแสนง่ายครับ เพียงกดปุ่ม WPS ที่ตัวเราเตอร์ซึ่งเป็นตัวส่ง จากนั้นให้นำอุปกรณ์ TP-LINK ไปเสียบปลั๊กไฟที่บริเวณใดก็ได้เพื่อขยายสัญญาณออกไป เมื่อสถานะไฟแสดงขึ้นมาให้กด WPS ที่ตัวรับของอุปกรณ์ เพียงเท่านี้การยืดระยะสัญญาณก็ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เห็นไหมครับว่าไม่ยากเลยแถมสะดวกอีกด้วย ส่วนข้อจำกัดก็มีนะครับ อุปกรณ์ประเภทนี้ถึงแม้จะช่วยยืดระยะการรับส่งสัญญาณได้ไกลขึ้น แต่แบนด์วิดท์ (Bandwidth) หรือปริมาณการรับและส่งข้อมูลของอินเตอร์เน็ตจะลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าคุณใช้สัญญาณได้รับส่งข้อมูลได้ แต่คงไม่เร็วหรือแรงเท่ากับการใช้ผ่านเราเตอร์โดยตรง ขอย้ำว่าทุกรุ่นทุกยี่ห้อ จะเป็นแบบนี้ทั้งหมด

บทสรุป “WiFi?บางสิ่งที่เราหลงลืม”

ทุกอุปกรณ์บนโลกใบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การจะใช้งานให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ถึงข้อจำกัดการใช้งานที่ถูกต้องเสียก่อน ว่าอันไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างไร แล้วจึงค่อยหาอุปกรณ์เสริมมาช่วยแก้ไขข้อจำกัดเหล่านั้น เหมือนกับเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่ผมได้หยิบยกนำมาเล่าให้เห็นว่า กว่าจะแก้ไขปัญหาได้เล่นเอาเจ้าของบ้านเกือบถอดใจ เพราะต้องลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน โดยลืมมองไปว่าจริงๆ แล้วปัญหานี้เกิดจากการวางอุปกรณ์เราเตอร์ไม่ถูกตำแหน่งจึงส่งผลให้เกิดปัญหาการรับส่งสัญญาณที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าความเป็นจริง บทสรุปของเรื่องนี้จึงจบลงที่ว่า ถ้าเรารู้ต้นสายปลายเหตุและเข้าใจถึงวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ไขปริศนาลับ?ไฟล์เจ้าปัญหา

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

ไขปริศนาลับ?ไฟล์เจ้าปัญหา

“การค้นหาจุดเริ่มต้นของทุกปัญหา ย่อมนำพามาซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเสมอ ส่วนปลายทางจะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเราว่าเข้าใจถึงปัญหาได้อย่างถ่องแท้หรือไม่?”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกครั้งที่เจอปัญหาย่อมต้องหาวิธีการดิ้นรนสู้กับปัญหา และเอาตัวเองให้รอดพ้นกับสถานการณ์ หรือปัญหาให้ได้ สมัยก่อนที่ผมเคยทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เคยประสบปัญหาเจอไฟล์งานที่มีนามสกุลแปลกๆ ที่เราไม่รู้จัก หรือคุ้นเคยก็จะนำไฟล์เหล่านั้นไปสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ไอที และยังจำได้ว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ท่านนั้นได้พบเห็นไฟล์ดังกล่าว ยังไม่ทันได้ตรวจสอบอะไรเลยด้วยซ้ำก็สรุปผลแบบง่ายๆ ว่า ไฟล์เหล่านั้นคือ ไวรัส นั่นคือคำตอบแบบขอไปที พอได้ยินแบบนี้ก็คงไม่ต้องถามต่อนะครับว่าจะทำอะไร นอกจากการลบทิ้งไฟล์นั้นทันที โดยไม่อธิบายถึงเหตุผลอะไรเพิ่มเติมให้ผมได้ทราบเลยจึงเป็นอะไรที่คาใจ และสงสัยมากในขณะนั้น

ผมเองต้องขอออกตัวก่อนว่า สมัยนั้นความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางด้านไอทีมีน้อยมาก ใครพูดอะไรก็ต้องเชื่อไว้ก่อน ซึ่งอาจจะได้รับข้อมูลที่ผิดมากกว่าที่ถูกด้วยซ้ำไป เพราะด้วยความไม่รู้ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรตรวจสอบได้ หากเป็นสมัยนี้เพียงแค่ค้นหาใน Google ก็เจอคำตอบแล้ว ส่วนข้อมูลที่ได้รับจะครบถ้วนหรือไม่นั้นก็คงต้องพิจารณาว่าเราเองต้องการข้อมูลลงลึกแค่ไหน

ถอดรหัส?ไฟล์เจ้าปัญหา

ใครก็ตามที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล และงานสารสนเทศทางด้านไอทีมานาน หรือสายงานอื่นๆ เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้คุณเองคงเคยประสบพบเจอมาบ้าง อย่างเช่น พบเจอไฟล์ที่มีนามสกุลแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นเคยเลย แถมในบางครั้งอาจจะประจวบเหมาะเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดีก็ไม่ทราบได้ ที่มีผู้บริหาร หรือหัวหน้างานแวะเวียนนำไฟล์เจ้าปัญหาเหล่านั้นมาส่งให้ถึงที่ พร้อมทั้งกำชับว่าให้ช่วยเปิดดูข้อมูล และสรุปงานที่ได้รับจากไฟล์เหล่านี้ให้ด่วนด้วย จากเหตุการณ์ที่ผมเล่ามานี้?อย่าเพิ่งตกใจจนเสียสตินะครับ เพราะทุกปัญหามีทางแก้ไข

ปัญหานี้อยู่ที่ว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าไฟล์ดังกล่าวใช้โปรแกรมอะไรเปิดย่อมไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้เลย จริงไหมครับ หากคุณถามว่า แล้ววิธีการแก้ไขปัญหาทำอย่างไร? ผมขอบอกว่าง่ายมากครับให้ลองเข้าไปที่เว็บ http://fileinfo.com/ จากนั้นให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำ ดังนี้

1. พิมพ์นามสกุลของไฟล์ที่สงสัย หรือต้องการค้นหาลงในช่อง FileInfo จากนั้นคลิกที่ปุ่มแว่นขยาย (Search)

2. คลิกที่แถบเลื่อนเพื่อเลื่อนย่อหน้าลงมาด้านล่าง ให้สังเกตที่หัวข้อ “Program(s) that open?” หัวข้อนี้จะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าคุณจะใช้ Windows, Mac, Linux, Web, iOS หรือ Android ก็ตามจะบอกให้ทั้งหมดว่า ถ้าเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลนี้จะเปิดได้ด้วยโปรแกรมอะไร?

เคล็ดไม่ลับ

การค้นหานี้ไม่จำกัดว่าคุณจะใช้บนพีซี หรือโน้ตบุ๊กเท่านั้น ในกรณีที่คุณใช้งานบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลต ในการประยุกต์ใช้ก็เพียงเข้าไปที่เว็บ http://fileinfo.com/ โดยเปิดผ่านเบราเซอร์ที่เครื่องเหล่านั้นรองรับเพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

ไม่เก่งภาษาอังกฤษจะทำอย่างไรดี

ปัญหาต่อมาสำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ถึงแม้รู้ว่าไฟล์ที่ค้นหาเหล่านั้นใช้โปรแกรมใดเปิดได้แล้ว แต่ก็อยากจะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ไฟล์ประเภทนี้มีประโยชน์ หรือข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไร ด้วยความสามารถของเบราเซอร์ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะใช้บนพีซี โน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน หรือแท็บเลตก็ตาม ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ จะช่วยให้ข้อมูลที่คุณกำลังค้นหาสามารถจากภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทยได้อย่างง่ายดาย ดังนี้

– ในกรณีที่ใช้บนพีซี โน้ตบุ๊ก ให้คลิกขวาซึ่งจะปรากฏเมนูลัดบนหน้าเว็บขึ้นมา แล้วเลือกที่รายการคำสั่ง “Translate with Bing” ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้หน้าเว็บแสดงผลเป็นภาษาไทย

– ในกรณีที่ใช้บนสมาร์ตโฟน แท็บเลต (ครอบคลุมทั้ง Windows Phone, Android, iOS, Web) หน้าเว็บที่แสดงผลจะปรากฏหน้าต่างส่วนล่างซึ่งจะแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบว่า “หน้านี้อยู่ในภาษาอังกฤษ ต้องการแปลเป็นภาษาไทยไหม” ถ้าต้องการให้แตะที่ปุ่มคำสั่ง “แปลภาษา” หน้าเว็บที่แสดงผลนั้นจะแปลเป็นภาษาไทยทันที

บทสรุป “ไขปริศนาลับ?ไฟล์เจ้าปัญหา”

เห็นไหมครับว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการค้นหาคำตอบ เพียงแค่เข้าใจถึงปัญหาที่พบเจอแล้วคุณจะค้นหาคำตอบได้อย่างง่ายดาย ส่วนวิธีการจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ที่พบเห็น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ อย่าละความพยายามถ้ามุ่งมั่นจะแก้ไขย่อมหาทางออกของปัญหาได้เสมอ

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

สายต่อไป?จะรับหรือบล็อกดีไหม

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

สายต่อไป?จะรับหรือบล็อกดีไหม

“คุณเคยได้รับเบอร์โทรหมายเลขแปลกๆ บ้างไหม พอรับสายเสร็จก็ชักชวนให้คุณต้องเสียเงินอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะชวนทำประกัน ขายตรง สมัครบัตรเครดิต หรือแม้แต่ชักชวนให้ใช้บริการสถาบันการเงินต่างๆ บ่อยครั้งที่เราปฏิเสธไปแล้ว แต่ก็ยังโทรมารบกวนอีกแล้วแบบนี้จะแก้ไขอย่างไรดี?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ใครที่เคยสมัคร หรือใช้บริการประเภทบัตรเครดิต ประกันชีวิต งานขายตรง หรือแม้แต่ใช้บริการสถาบันการเงินต่างๆ เคยสังเกตในใบสมัครกันบ้างไหมจะมีเงื่อนไข หรือนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ข้อหนึ่งที่ระบุไว้ว่า “ข้อมูลที่ท่านได้จัดส่งให้กับทางบริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่เราได้รับเป็นความลับไม่แบ่งปันข้อมูลดังกล่าวกับบุคคลภายนอก และถูกเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถเข้าถึงได้?” นี่เป็นเพียงข้อความบางส่วนที่จะได้พบเห็นบ่อยครั้งในการสมัครใช้บริการประเภทดังกล่าว

ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ใบสมัคร หรือประเภทของการให้บริการ แต่อยู่ที่ภายหลังจากการกรอกข้อมูลดังกล่าวแล้วเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ก็มีหมายเลขเบอร์โทรแปลกๆ โทรมาหาอยู่บ่อยครั้งทั้งทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ขายบัตรเครดิตเพิ่ม หรือแม้แต่สถาบันการเงินอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

คำถามคือ ทำไมเขาถึงรู้ชื่อและข้อมูลอื่นๆ รวมถึงเบอร์โทรมือถือของคุณได้ แล้วจะทำอย่างไรดีกับปัญหานี้ โดยมากจะเป็นเบอร์แปลกที่ไม่สามารถติดต่อกลับได้ และมีอีกข้อสังเกตหนึ่งคือ เบอร์ส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วย “00” ถามว่าถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้คุณยังอยากที่จะรับสายนั้นอยู่หรือไม่? ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ถ้ารู้ว่าเบอร์โทรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อะไร หรือแม้แต่รู้ว่าเป็นเบอร์โทรของประเภทธุรกิจอะไรแล้วล่ะก็ส่วนใหญ่เชื่อว่าคงไม่รับสายแน่ แต่ปัญหาก็ คือ เราไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะได้รับสายจริงไหมครับ ถึงจะรู้ว่าเขาติดต่อเรามาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แต่ก็อาจจะมีบางท่านที่ชื่นชอบการขายสินค้าทางโทรศัพท์อันนี้ก็ไม่ว่ากันครับ คุณมีสิทธิ์ที่จะรับหรือไม่รับก็ได้เช่นกัน

หมดห่วงด้วย Whoscall เลขาส่วนตัว

แอพที่ผมหยิบยกมาในครั้งนี้ต้องขอบอกว่าได้ทดลองใช้มาแล้วสักระยะหนึ่ง พบว่าทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง เสมือนหนึ่งมีเลขาส่วนตัวมานั่งอยู่ข้างๆ คอยช่วยคัดกรองหมายเลขก่อนถึงมือเราว่า ควรรับสายนี้ดีหรือไม่ แถมยังบอกด้วยนะครับว่าเป็นหมายเลขนี้มาจากธุรกิจอะไร ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยบันทึกชื่อหมายเลขนั้นลงในเครื่องเลยก็ตาม เท่าที่ตรวจสอบแอพนี้ถูกสร้างขึ้นจากบริษัท Gogolook ของไต้หวัน และมีการจัดเก็บฐานข้อมูลเบอร์โทรทั่วโลกมากกว่า 700 ล้านเบอร์โทรตามการใช้งานของผู้ใช้และจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ รวมถึงยังรองรับการใช้งานทั้งบน Android, iOS และ Windows Phone ดังนั้น หมดห่วงเรื่องระบบปฏิบัติการที่ใช้งานบนสมาร์ตโฟนได้เลย

ในส่วนของการใช้งานก็ง่ายแสนง่ายครับ เพียงแค่ติดตั้งแอพดังกล่าวไว้ในเครื่อง เบอร์โทรใดก็ตามที่มีการติดต่อเข้ามาในเครื่อง หากเป็นเบอร์ หรือหมายเลขแปลกๆ จะมีการแจ้งให้เราทราบว่าจะรับ หรือจะบล็อกสายนั้น จากนั้นแอพดังกล่าวจะจดจำเบอร์นั้นไว้ในเครื่องให้เราทราบว่าถ้าเบอร์นี้โทรมาไม่ต้องรับสาย

ถามแอพดังกล่าวรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์นี้คือ สแปมไม่ควรรับสาย ขอตอบว่าหากเบอร์ดังกล่าวเคยมีการโพสต์ในอินเตอร์เน็ตแม้แต่เพียงครั้งเดียวฐานข้อมูลนี้ก็จะถูกบันทึก และจัดเก็บโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าแอพดังกล่าวจะมีความสามารถในการคัดกรองหมายเลขได้ และสามารถบอกประเภทข้อมูลธุรกิจที่โทรมาให้ปลายสายได้รับรู้ก็ตาม แต่แอพนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่บางเรื่องที่ยังคงต้องพัฒนาต่อไปไม่ว่าจะเป็น

1. ใครก็ตามที่ติดตั้งแอพดังกล่าวผ่านระบบปฏิบัติการ Android ต้องขอบอกว่าสำหรับเวอร์ชั่น 4.4 ขึ้นไป หรือว่าใหม่กว่านั้น ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถบล็อก SMS/MMS ได้ดีเท่าที่ควร

2. ในกรณีที่ใครก็ตามติดตั้งผ่านระบบปฏิบัติการ iOS ปัจจุบันนี้แอพดังกล่าวยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตอนเรียกเข้าได้

3. ใครก็ตามที่ใช้สมาร์ตโฟนที่มี 2 ซิม อาจจะมีปัญหาในระบบการแสดงผลข้อมูลได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้งานด้วย

4. การระบุค่ายมือถือ หรือย้ายหมายเลขเบอร์โทรของค่ายมือถือยังมีการแสดงข้อมูลที่ผิดพลาดอยู่บ้าง

บทสรุป “สายต่อไป?จะรับหรือบล็อกดีไหม”

ถึงแม้ว่าแอพนี้จะช่วยบล็อกเบอร์โทรที่เราไม่อยากรับสายได้ก็ตาม แต่การตั้งบล็อกของ Whoscall นั้นไม่ได้บล็อกทีละเบอร์เดี่ยวๆ เหมือนอย่างที่โทรศัพท์ทั่วไปทำได้นะครับ เพราะการตั้งระบบการบล็อกเบอร์นั้นจะระบุข้อมูลแบบกว้างๆ ให้เลือกใช้เท่านั้น เช่น ต้องการบล็อกเบอร์ที่ไม่แสดงหมายเลข, ต้องการบล็อกเบอร์ที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ และต้องการบล็อกเบอร์ต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการกำหนดแบบภาพรวมไม่สามารถจะเฉพาะเจาะจงไปในหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งได้โดยตรง

ต่อให้คุณมีแอพที่เก่งชาญฉลาดเพียงใด แต่สุดท้ายการคัดกรอง หรือการเลือกรับหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งก็คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองนั่นแหละ ถึงแม้ว่าวันนี้อาจจะไม่อยากรับแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับตลอดไปเพราะบางครั้งเบอร์ต้นสายที่ติดต่อคุณมานั้นอาจจะมีข่าวสารที่สำคัญ หรือสิ่งดีๆ ที่รอมอบโอกาสพิเศษให้กับคุณโดยเฉพาะอยู่ก็เป็นไปได้

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

จัดการเอกสารให้อยู่หมัดด้วย WPS Office

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

จัดการเอกสารให้อยู่หมัดด้วย WPS Office

“ตอบโจทย์ทุกปัญหาของการใช้งานแถมยังเปลี่ยนวันที่วุ่นวายเกี่ยวกับการจัดการเอกสารให้เป็นเรื่องง่ายๆ ด้วย WPS Office แล้วคุณจะรู้ว่าแอพเล็กๆ ตัวนี้สร้างสรรค์งานได้สารพัดประโยชน์มากกว่าที่คิดไว้?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ต่อให้สมาร์ตโฟน แท็บเลตของคุณมีประสิทธิภาพสูงเพียงใดก็ตาม หากไม่รู้จักหาแอพดีๆ มาติดตั้งไว้ที่เครื่องบ้างก็เท่ากับว่าคุณกำลังพลาดโอกาสดีๆ บางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยจัดการปัญหาจุกจิกกวนใจให้กับคุณได้ อย่างเช่น มีผู้ช่วยจัดการบันทึกการเงินส่วนบุคคล, มีผู้ช่วยคอยรายงานข้อมูลข่าวสารการลงทุน หรือจะเป็นมีผู้ช่วยคอยช่วยฝึกสอนภาษาผ่านแอพ เป็นต้น

ใช่แล้วครับ เรื่องที่ผมจะหยิบยกนำมาเล่าในฉบับนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก โดยเฉพาะใครก็ตามที่ต้องทำงานคลุกคลีกับเอกสารงานสำนักงานจะรู้ดีว่าเป็นภาระงานที่ไม่จบสิ้น ทั้งพิมพ์งาน สร้างตารางคำนวณ นำเสนองาน จัดการไฟล์งานอิเล็กทรอนิกส์อย่าง PDF แม้แต่ต้องจดบันทึกย่อการประชุม นี่ยังรวมถึงการบันทึกไฟล์งานสำคัญไม่ให้ตกหล่น และเมื่อใดก็ตามที่ต้องเรียกใช้ต้องเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภาระงานที่เอ่ยถึงเหล่านี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ยังไม่นับรวมถึงเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อยพันที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิตพร้อมๆ กัน

แล้วจะดีแค่ไหนถ้าชีวิตการทำงานในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ต้องมานั่งซังกะตายอยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่สามารถหยิบจับงานเอกสารเหล่านั้นไปทำข้างนอกโดยใช้งานผ่านแอพที่มีชื่อว่า “WPS Office” ตัวช่วยจัดการงานออฟฟิศให้เป็นเรื่องง่าย ลืมแนะนำไปว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของ “KINGSOFT Office”

หนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับชาวออฟฟิศ เพราะไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ชีวิตของคุณก็สามารถทำงานได้ เพิ่มผลผลิต แถมยังสะดวกและคล่องตัวทุกช่วงจังหวะเวลา ไม่พลาดงานสำคัญในช่วงเวลาที่เร่งรีบ

ค้นหาทางออกด้วย WPS Office

ทำไมผมถึงแนะนำแอพตัวนี้ทั้งที่หากค้นหาใน Play Store มีอีกมากมายหลายแอพ เช่น Polaris Office, OfficeSuite 8, Doc To Go หรือแม้แต่ Google เอกสาร แต่จุดเด่นของแอพตัวนี้นอกจากจะฟรีแล้วยังสามารถจัดการกับเอกสารได้ทั้ง Word, Excel, PowerPoint รวมถึง PDF ด้วย แบบนี้ต้องบอกว่า “เล็กพริกขี้หนู” จริงๆ

ใครใช้ iOS ก็ไม่ต้องเสียใจนะครับเพราะใช้ได้ทั้ง Android และ iOS ผมเองคงไม่ได้ลงรายละเอียดถึงการใช้งานทุกฟีเจอร์หรือฟังก์ชั่นของแอพตัวนี้ทั้งหมดหรอกนะครับ แต่จะขอแนะนำเท่าที่สรุปและใช้งานมาได้สักระยะหนึ่งแล้วพบว่า

– สามารถรองรับไฟล์งานประเภทนามสกุล DOC, XLS, PPT, TXT, PDF รวมถึงไฟล์เอกสารอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

– สามารถรองรับการจัดการข้อมูลได้ทั้งรูปแบบ Paragraph รวมถึงการแก้ไข รูปภาพ สัญลักษณ์ ตารางและแผนภูมิก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้กับการใช้งานบน PC

– สามารถแชร์ข้อมูลโดยส่งผ่านอีเมลได้ รวมถึงมีระบบรองรับการจัดไฟล์งานผ่าน Cloud Storage ได้ และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกตัวเป็นการบันทึกงานอัตโนมัติ (Automatically Save) เพื่อช่วยป้องกันข้อมูลสูญหายระหว่างการใช้งาน

– สามารถรองรับการใช้ภาษาได้ถึง 47 ภาษาที่แตกต่างกัน

แอพการนำเสนองาน (Presentation)

ขีดความสามารถไม่แพ้รุ่นใหญ่อย่าง MS-PowerPoint เพียงแต่เป็นฉบับย่อ แต่ขีดความสามารถที่จำเป็นในการนำเสนองานยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน ดังนี้

– รองรับการแทรกรูป, สัญลักษณ์, กล่องข้อความ, ไฟล์เสียง, บันทึกข้อความ, ตาราง และแผนภูมิได้แล้ว

– รองรับการดูบันทึกย่อ (Note) ได้ด้วย หรือแม้แต่การใช้ Laser Pointer รวมถึงปากกาและตัวทำไฮไลต์

แอพงานเอกสาร (Writer)

ครบเครื่องเรื่องเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ หรือแก้ไข รวมถึงยังมีความสามารถอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม ดังนี้

– รองรับการติดตามและเปลี่ยนแปลงข้อมูล, ดูความคิดเห็น, การสะกดคำ, จัดการย่อหน้า

– รองรับฟังก์ชั่นสำหรับการค้นหาคำ, ข้อความได้

– รองรับการบันทึกไฟล์ PDF ผ่านแอพตัวนี้ได้เลย

แอพตารางคำนวณ (Spreadsheets)

ความสามารถเรียกว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Excel ถึงแม้อาจจะมีฟังก์ชั่นหรือสูตรคำนวณไม่เยอะเท่ารุ่นใหญ่ แต่ก็มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นให้ได้ใช้อย่างครบถ้วน ส่วนความสามารถและลูกเล่นใดน่าสนใจบ้างผมได้แยกเป็นหัวข้อ ดังนี้

– รองรับฟังก์ชั่นพื้นฐานที่จำเป็น PivotTables, Freeze Frames รวมถึงฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียงข้อมูล, การจัดการรูปแบบตาราง

– รองรับการสร้าง แก้ไข และปรับปรุงข้อมูลผ่านแผนภูมิและกราฟประเภทต่างๆ

– รองรับการแก้ไขประเภทข้อมูลในรูปแบบเซลล์ได้

บทสรุป “จัดการเอกสารให้อยู่หมัดด้วย WPS Office”

ภายใต้แอพ WPS Office จะเห็นว่ายังมีแอพย่อยๆ ที่ช่วยจัดการเอกสารได้หลากหลาย ทั้งงานพิมพ์เอกสาร ตารางการคำนวณ การนำเสนองาน หรือแม้แต่การจัดทำบันทึกย่อ นี่ยังไม่รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Storage เพื่อใช้สำหรับจัดเก็บไฟล์ข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้อีก ทั้งยังรองรับไฟล์ประเภท PDF สามารถบันทึกและสร้างผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ในแอพชุดนี้

เห็นไหมครับว่า งานเอกสารไม่จำเป็นเลยที่จะต้องทำงานอยู่กับโต๊ะถึงจะได้เนื้องาน ขอเพียงหาแอพดีๆ สักตัวแล้วเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ที่มีความเร็วสูง ต่อให้คุณไปนั่งทำงานบนหาดทรายทะเลสวยแสนงาม ก็ไม่ทำให้งานเสีย จริงไหม ขึ้นอยู่กับว่าเจ้านายคุณจะให้ไปทำงานนอกสถานที่ได้หรือเปล่าอันนี้ไม่รู้นะ!! แต่ถ้าเป็นที่ต่างประเทศมีนะ ถือว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจพร้อมกับเติมพลังไอเดียที่สุดบรรเจิดให้กับงานและพนักงานในองค์กร ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่า Win-Win ทั้งคู่ จริงไหมครับ พนักงานมีความสุขกับงาน องค์กรได้ผลงานที่เยี่ยมยอด แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

รอดตายด้วย LINE HERE

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

รอดตายด้วย LINE HERE

“รู้ไว้ใช่ว่า?ใส่บ่าแบกหาม” เชื่อว่าสมัยเรียนคงเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหม แต่ใครจะคิดล่ะว่าความรู้บางอย่างอาจจะช่วยเหลือชีวิตคุณหรือคนที่คุณรักได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนที่ผมจะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในบทความนี้ต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ท่านหนึ่งที่ได้ส่งเมลมาหาและเล่าถึงประสบการณ์ความเป็นความตายของผู้เป็นพ่อเรื่องหนึ่ง คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรียลิตี้เล่าเรื่องผีนะ ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่เกี่ยวเลย แต่เป็นเรื่องราวของเทคโนโลยีโดยเฉพาะการใช้แอพตัวหนึ่งที่ช่วยชีวิตคนได้ในนาทีที่เฉียดเป็นเฉียดตาย

ผมขอนำเนื้อความบางส่วนของลูกศิษย์มาเล่าอย่างย่อๆ นะครับ ลูกศิษย์ท่านนี้พักอยู่กับพ่อ 2 คนที่คอนโดมิเนียมย่านกลางเมืองแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้เป็นพ่ออายุ 80 ปี และเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เป็นพ่อออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้บอกกล่าวลูกชาย จากนั้นก็หายไปเป็นวัน ถามเพื่อนบ้านแถวนั้นก็ไม่มีใครทราบหรือรู้เลยว่าออกไปไหน แต่โชคดีที่เวลาออกไปไหนจะพกโทรศัพท์ไปด้วย ความแปลกอย่างหนึ่งของผู้สูงวัยท่านนี้ก็คือ ถึงแม้จะพกโทรศัพท์ไปแต่ก็ไม่ชอบรับสายหรือกดโทรหาใครเลย มีก็เหมือนไม่มีนั่นแหละครับ เพราะเวลาลูกโทรหาก็ไม่ยอมรับสายแล้วแบบนี้จะเจอตัวได้อย่างไร? นั่นคือปัญหาที่เจอบ่อยมากสำหรับครอบครัวนี้

ทันทีที่ลูกชายตื่นมาตอนเช้าแล้วไม่พบพ่ออยู่ในห้องพักของตน ตัวลูกชายเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจออกไปสอบถามเพื่อนบ้าน และตระเวนเดินหารอบคอนโดฯ ตลอดจนบริเวณใกล้เคียง เวลาก็ผ่านไปเกือบจะเที่ยงผู้เป็นพ่อก็ไม่ติดต่อมาในใจก็คิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายกับพ่อหรือเปล่า? เพราะปกติถึงแม้จะออกไปไหนโดยไม่บอกใครก็ตามแต่ไม่เคยหายไปไหนนานค่อนวันขนาดนี้ ลูกชายพยายามโทรหาพ่ออยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่รับสายเช่นเคย ท้ายที่สุดตัวลูกชายเองนึกได้ว่าเคยแอบติด “LINE HERE” ไว้ในเครื่องและเปิดสัญญาณ GPS เอาไว้ นั่นแหละจึงทำให้ค้นหาตำแหน่งเจอ แล้วก็พบผู้เป็นพ่อในสภาพนอนหมดสติอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง บริเวณที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา จึงรีบพาไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

แพทย์ระบุว่าหากมาช้ากว่านี้อีกสัก 10 นาทีพ่อของตนมีสิทธิ์เสียชีวิตแน่ เพราะนอกจากนอนหมดสติบริเวณนั้นแล้ว ศีรษะยังกระแทกกับพื้นอีกด้วย นั่นเป็นเพียงเหตุการณ์บางส่วนที่ผมได้สรุปและนำมาเล่า

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาครับ ในยุคสมัยที่ทุกคนต่างต้องออกมาทำงานหาเงินและทิ้งผู้สูงวัยอยู่ที่บ้าน โอกาสที่ท่านเหล่านั้นจะเกิดอุบัติเหตุก็ย่อมมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้เสมอ บางครั้งการนำเทคโนโลยีบางอย่างมาใช้อาจจะช่วยรักษาชีวิตของใครบางคนก็เป็นไปได้ เช่น การติดกล้องวงจรปิดรอบบ้านแล้วดูผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็ทำให้อุ่นใจได้ จริงไหมครับ แต่ควรทำควบคู่กับการติดตั้งโปรแกรมประเภทติดตามตัวหรือค้นหาพิกัดอย่าง GPS ด้วยก็จะเป็นการดี

ค้นพิกัดและตำแหน่งด้วย LINE HERE

ในส่วนนี้ผมคงไม่ขอกล่าวถึงเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่จะขอกล่าวถึงเฉพาะแอพประเภทที่ใช้สำหรับการค้นหาพิกัด GPS จริงๆ แล้วมีมากมายหลายตัวที่สามารถนำมาติดตั้งบนเครื่องสมาร์ตโฟน แท็บเลต อย่าง Route 66 Navigator, Locus map, Garmin Navigator เป็นต้น รายชื่อแอพที่ผมได้นำเสนอนี้รองรับกับการใช้บนระบบปฏิบัติการ Android ส่วนใครที่ใช้ iOS ก็มีนะครับ เท่าที่ลองค้นหาดูอย่างเช่น Garmin, Sygic หรือจะใช้ Google Maps ก็สะดวกดีนะครับ

ส่วน LINE HERE ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผมขอแนะนำซึ่งรองรับทั้ง iOS และ Android ขั้นตอนการติดตั้งและใช้งานทำได้ดังนี้

1. ดาวน์โหลดแอพ “LINE HERE” ลงบนสมาร์ตโฟน Android ผ่าน Play Store และ iOS ผ่าน App Store หรือจะติดตั้งผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://here.line.me ก็ได้เช่นกัน

2. หลังจากการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เปิดแอพทำการ Sign in ด้วยบัญชี LINE หรือ Facebook ของคุณ

3. จากนั้นจะปรากฏเงื่อนไขในการใช้บริการให้แตะที่ “เสร็จสิ้น” เพื่อยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวสำหรับเข้าใช้งาน

4. แตะที่คำสั่ง “เปิด” เพื่อทำการเปิดใช้ตำแหน่งหรือพิกัดปัจจุบัน

5. แอพจะแสดงตำแหน่งแผนที่หรือพิกัดของคุณขึ้นมา แตะปุ่มเครื่องหมาย “+” เพื่อเชิญเพื่อนใน LINE, Facebook หรือ Instagram ของคุณเข้ามาได้

6. กรณีที่ต้องการแชร์ให้แตะเครื่องหมาย “+” หากมีเพื่อนตอบรับหรือเปิดตำแหน่งทิ้งไว้ คุณก็จะเห็นพิกัดหรือตำแหน่งของเพื่อนด้วยเช่นกัน

บทสรุป “รอดตายด้วย LINE HERE”

เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้นหากรู้จักใช้ให้เป็น รวมถึงในยามคับขันก็สามารถช่วยชีวิตใครบางคนได้เช่นกันดังเรื่องราวที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้น ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าคุณจะหยิบใช้หรือปรับใช้ได้ถูกที่ถูกเวลา หรือถูกสถานการณ์หรือไม่?

มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมเองคงแนะนำให้ได้ไม่ทั้งหมด เพราะบางเรื่องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะความเชี่ยวชาญของตัวบุคคล จริงไหม แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

แบไต๋ Google Translate

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

แบไต๋ Google Translate

ครั้งนี้ผมขออาสามาไขความลับเกี่ยวกับการใช้ Google Translate หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันดีในนามของเครื่องมือช่วยแปลภาษาบนเว็บ Google ซึ่งเครื่องมือที่ว่านี้มีความลับหลายอย่างซ่อนอยู่ และเชื่อว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วคุณจะต้องทึ่งกับความสามารถเหล่านี้อย่างแน่นอน?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เอ่ยถึงเครื่องมือแปลภาษาในดวงใจ ผมเชื่อว่าชื่อแรกที่นึกถึงน่าจะเป็น “Google Translate” (https://translate.google.co.th/) อย่างแน่นอน เพราะนอกจากไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งลงบนเครื่องแล้ว ยังสามารถช่วยแปลคำศัพท์ แปลประโยคผ่านเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วคลิก และรอไม่กี่เสี้ยววินาทีก็จะพบกับคำตอบมากมาย แต่บางทีก็สร้างความผิดหวังและสับสนให้กับทางผู้ใช้งานบ้างในผลลัพธ์ที่ได้พบเห็น

ข้อสงสัยหรือคำถามหนึ่งที่คาใจสำหรับใครหลายๆ คนก็คือ ทำอย่างไรให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้แปลคำศัพท์ แปลประโยค หรือแม้แต่แปลเนื้อเรื่องได้ถูกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ยังดี ผมขอบอกว่ามีวิธีครับ ซึ่งได้รวบรวมเคล็ดไม่ลับเกี่ยวกับการใช้งานที่จะช่วยให้การแปลครั้งต่อไปเป็นเรื่องง่ายและแปลถูกมากกว่าผิด รวมถึงแนะนำการใช้ฟังก์ชั่นใหม่ๆ อย่างส่องกล้องแล้วแปลคำศัพท์ออกมาได้ทันที ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้รองรับการใช้งานภาษาไทยได้แล้วเพียงแค่คุณมีสมาร์ตโฟน แท็บเลต ก็สามารถใช้งานอย่างง่ายดาย

การแก้ไขปัญหาต้องรู้จักหักมุม

ทันทีที่ผมหยิบเรื่องราวของ Google Translate ขึ้นมาเล่าก็อดนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ผมประสบปัญหาอยู่ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ สิ่งนั้นก็คือ เว็บที่ผมใช้งานอยู่ปัจจุบันบางที่บางแห่งมีการบล็อกไม่ให้เข้าไปใช้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ส่งผลกระทบกับผมเพราะไม่สามารถเข้าไปเพื่อศึกษาหาข้อมูลได้ แต่ปัญหานี้ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้เพียงแต่อย่าพิมพ์ URL โดยตรงหรือค้นหาผ่าน Google แล้วคลิกลิงก์ที่หน้าแสดงผล

อ่านถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร คำตอบก็คือ ให้ทำเสมือนกับการแปลภาษา ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเว็บที่ผมจะเข้าใช้ชื่อว่า http://thep2train.com/word2train จากนั้นให้เข้าไปที่ Google Translate แล้วพิมพ์ชื่อเว็บนี้ลงไป ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นมาจะแสดงชื่อเว็บไซต์นั้นแล้วให้ทำการคลิกที่ลิงก์นั้นอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้ ก็สามารถเข้าไปใช้งานได้โดยอาศัยหน้าเว็บ Google Translate เป็นทางผ่าน

เผยเคล็ดไม่ลับการใช้ Google Translate

หากถามว่าเวลาที่ Google Translate แปลผิดพลาด ความผิดนี้น่าจะเกิดจากใคร หรือว่าเป็นความผิดพลาดจากตัวเครื่องมือนี้ ผมต้องขอบอกว่าใช่ครับแต่ไม่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานด้วย บางครั้งข้อความ ประโยค หรือแม้แต่คำศัพท์ที่ใช้ค้นหานั้นอาจจะไม่ชัดเจนการประมวลผลก็อาจจะผิดพลาดได้เช่นกัน คำถามต่อมาที่ผู้อ่านยังคาใจอยู่นั่นก็คือ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ผมขอบอกและอธิบายผ่านเคล็ดไม่ลับการใช้ Google Translate ดังนี้

1. แปลยาวแล้วผิดให้เปลี่ยนแปลทีละประโยคหรือย่อหน้า ถึงแม้จะเสียเวลาสักนิดแต่ผลลัพธ์ที่ได้ต้องขอบอกว่าโอกาสผิดพลาดมีน้อยลง

2. ภาษาที่ใช้สื่อสารหรือแปลถ้าเพี้ยนให้ลองปรับคำหรือข้อความใหม่ เพราะบางครั้ง Google Translate อาจจะไม่เข้าใจคำศัพท์หรือศัพท์สแลงใดๆ จึงสื่อสารผิดทำให้รูปแบบประโยค ข้อความ ย่อหน้านั้นผิดพลาดไปทั้งหมด

3. ตรวจสอบด้วยแปลย้อนกลับ เช่น จากเดิมแปลไทยเป็นอังกฤษในรูปแบบประโยค เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วลองแปลอังกฤษเป็นไทยในรูปแบบประโยคเดิมดูสิว่าข้อความต่างๆ ยังคงความหมายใกล้เคียงหรือถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องปรับข้อความและคำศัพท์ใหม่อีกครั้ง

4. การแปลศัพท์หลายๆ คำโอกาสเพี้ยนหรือผิดมีสูง ลองเปลี่ยนโดยการใช้คำศัพท์ 1 คำต่อ 1 บรรทัดดูสิ โดยใช้วิธีกดปุ่ม Enter การแปลความหมายจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการสื่อสาร

5. จัดรูปแบบประโยคให้ชัดถ้อยชัดคำและกระชับช่วยให้การแปลภาษาไม่ผิดพลาด เป็นเรื่องง่ายที่หลายคนมักมองข้าม การแปลภาษาไม่ใช่การสื่อสารทุกคำที่แปล แต่ควรใช้คำที่ตรงประเด็นและเข้าใจง่ายมากกว่าการแต่งประโยคหรือข้อความที่สวยหรู

ส่องกล้องแล้วแปลด้วย Google Translate

ฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ที่แนะนำอาจจะยังไม่แพร่หลาย หรืออาจจะเป็นที่รู้จักน้อยมาก แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้น่าจะได้รับความนิยมเพราะทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น สิ่งที่ผมกำลังนำเสนอต่อไปนี้เป็นการใช้อุปกรณ์สมาร์ตโฟน แท็บเลตเชื่อมต่อกับ Google Translate โดยอาศัยกล้องของอุปกรณ์เหล่านั้นส่องไปยังคำศัพท์ ประโยค หรือข้อความแล้วแปลเป็นความหมายออกมา ขั้นตอนการใช้งานก็แสนง่ายดายทำได้ดังนี้

1. ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android หรือ iOS ก็ตาม ให้ติดตั้งแอพที่มีชื่อว่า “Google Translate” ส่วนขั้นตอนการติดตั้งและดาวน์โหลดผ่าน Play Store, App Store อันนี้ผมขอข้ามขั้นตอนการติดตั้งไปเลยนะครับ

2. หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดแอพขึ้นมาจะพบว่ามีไอคอนหรือเครื่องมือที่เป็นรูปกล้องอยู่ด้านล่าง ให้แตะไปที่รูปกล้องนั้น เพื่อเข้าสู่โหมดการบันทึกภาพและข้อความที่ต้องการแปล

3. จากนั้นทำการส่องไปยังภาพ หรือข้อความที่ต้องการให้แปลพร้อมกับทำการโฟกัสภาพให้คมชัดก่อนการลั่นชัตเตอร์ เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ผลลัพธ์ในรูปแบบการแปลที่สมบูรณ์แบบ

บทสรุป “แบไต๋ Google Translate”

เรื่องราวของการใช้ Google Translate หรือเครื่องมือช่วยแปลภาษาผ่านหน้าเว็บ Google ยังมีอีกมากมายที่น่าสนใจ แต่ในสิ่งที่ผมได้นำเสนอนี้ถือว่าเป็นการคัดเอาเรื่องเด็ดที่น่าสนใจและได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานจำนวนมาก

จงอย่าเชื่อในสิ่งที่ผมบอกถ้าคุณยังไม่ได้ทดลองและฝึกฝน เพราะการปฏิบัติจริงและทำซ้ำๆ จะช่วยเพิ่มทักษะและเทคนิคการใช้งานใหม่ๆ ให้กับคุณได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีภูมิต้านทานให้รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดอีกด้วย แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

กิ๊กโดนกั๊ก

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

กิ๊กโดนกั๊ก

คุณจะรู้สึกเช่นไรถ้าวันหนึ่งฮาร์ดดิสก์ หรือสื่อบันทึกข้อมูลที่คุณใช้งานอยู่จัดเก็บข้อมูลได้เพียง 80% แทนที่จะสามารถเก็บข้อมูลได้ 100% หรือว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีปัญหา…

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เรื่องวุ่นวายที่อาจจะเป็นตลกร้ายของใครหลายๆ คน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองจังหวัดนครราชสีมา ลูกค้าสูงวัยท่านหนึ่งกำลังโวยวายกับพนักงานขายบอกว่าทางร้านหลอกลวงเขา สาเหตุเกิดจากฮาร์ดดิสก์ที่ซื้อไป 1 TB ปรากฏว่าเมื่อซื้อไปใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบเครื่องแจ้งรายงานว่าฮาร์ดดิสก์มีพื้นที่ใช้งานได้เพียง 931 GB ไม่ถึง 1 TB จนเป็นสาเหตุให้ลูกค้าชายท่านนี้ต้องวิ่งโร่กลับมาที่ร้านเพื่อจะมาขอเปลี่ยนสินค้ากับทางร้านหรือไม่ก็ขอคืนเงิน เพราะยังอยู่ภายในระยะเวลารับประกันสินค้า แต่พนักงานขายก็พยายามอาศัยความใจเย็นและค่อยๆ อธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมฮาร์ดดิสก์จึงแจ้งและรายงานพื้นที่การจัดเก็บเช่นนั้น ซึ่งดูเหมือนว่าลูกค้าท่านนี้ก็ไม่ยอมรับฟังสาเหตุใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้ท้ายสุดจบลงที่ตัดปัญหาด้วยการคืนเงินให้ลูกค้าไปเพราะอธิบายอย่างไรลูกค้าก็ไม่เข้าใจ ดูจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ง่ายดีใช่ไหมครับ

เหตุการณ์ที่ผมเล่านี้หลายท่านอาจจะมองว่าก็ถูกต้องแล้วไงในเมื่อฮาร์ดดิสก์ซื้อไปที่ความจุ 1 TB ปรากฏว่าใช้งานจริงได้แค่ 931 GB ก็ต้องคืนเงินให้ลูกค้าสิ แต่ในความเป็นจริงต้องขอบอกก่อนว่าทางร้านไม่ได้โกงนะ รวมถึงทางบริษัทผู้ผลิตก็ไม่ได้โกงเช่นกัน สาเหตุเกิดจากพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลจริงคือ 1,000,000,000,000 byte แต่คอมพิวเตอร์จะมองเห็นจริงๆ ในขณะใช้งานเหลือเพียง 976,562,500 KB หรือ 953.674 MB หรือ 931GB (คอมพิวเตอร์จะมองพื้นที่จริงๆ คือ 1 KB = 1,024 byte เมื่อแปลงหน่วยจึงใช้ตัวเลขชุดนี้มาหาร ค่าผลลัพธ์จึงได้ดังที่ได้แสดงไว้)

สารพันปัญหาฮาร์ดดิสก์

ปัญหาที่เจอบ่อยนอกจากการรายงานพื้นที่จัดเก็บไม่ตรงกับที่เข้าใจแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าผู้ใช้งานหลายคนคงคลางแคลงใจว่า ใช้งานและบันทึกไฟล์ไม่เยอะแต่ปรากฏว่าเผลอแป๊บเดียวพื้นที่เต็มแล้วหรือว่าฮาร์ดดิสก์มีปัญหา ต้องขอบอกว่าปัญหานี้ไม่ใช่เฉพาะฮาร์ดดิสก์นะครับ แต่รวมถึงสื่อบันทึกข้อมูลทุกชนิดด้วย

O ไฟล์ขยะเต็มเครื่อง อันนี้ผมว่าเจอบ่อยที่สุด เท่าที่ได้มีโอกาสเข้าไปแก้ไขปัญหาสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไฟล์จำพวก Cache หรือเป็นที่พักข้อมูลชั่วคราว เมื่อโปรแกรมทำการประมวลผลไม่แล้วเสร็จจะทิ้งไฟล์ขยะเหล่านี้กระจายไว้ตามแหล่งเก็บข้อมูล ทางแก้ไขขอแนะนำให้หมั่นใช้ Disk Cleanup เพื่อจัดการเคลียร์ขยะเหล่านี้จะช่วยคืนพื้นที่บางส่วนที่สูญเสียไป

O เครื่องช้า แรมหรือหน่วยความจำเต็มจนทำให้พื้นที่จัดเก็บพลอยเต็มไปด้วย อันนี้ต้องขออธิบายถึงสาเหตุก่อนว่าทำไมเครื่องถึงช้า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม และมีการเรียกใช้งานผ่านระบบตลอดเวลา แน่นอนว่าระหว่างการเรียกใช้งานนั้นจะมีการดึงเอาแรมหรือหน่วยความจำเข้ามาใช้งานจนส่งผลทำให้การประมวลผลและใช้งานส่วนอื่นๆ พลอยติดขัดไปด้วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสแกนไวรัส หรือประเภทไฟล์อัพเดต ลักษณะอาการที่กล่าวถึงนี้ทางช่างเรียกว่า “Virtual Memory” นอกจากดึงแรมไปใช้ตลอดเวลาแล้ว จะส่งผลให้การประมวลผลไฟล์ต่างๆ ช้าไปด้วย ไม่ต่างอะไรกับการเพิ่มไฟล์ขยะไว้ในที่จัดเก็บจนท้ายสุดพื้นที่ก็พลอยเต็มไปด้วย ทางแก้ไขขอแนะนำว่าให้เพิ่มแรม และถอนโปรแกรมใดๆ ก็ตามที่ไม่จำเป็นออกจากเครื่อง เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยลดปัญหาและคืนพื้นที่บางส่วนของฮาร์ดดิสก์และสื่อบันทึกข้อมูลอื่นๆ ให้กับเครื่อง

ตรวจสอบพื้นที่จัดเก็บด้วย SpaceSniffer

ความยุ่งยากและลำบากใจของการจัดเก็บไฟล์และโฟลเดอร์ไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็คือ หากจะให้เสียเวลาค้นหาว่าไฟล์ใดใช้พื้นที่บนเครื่องมากน้อยเพียงใด ผมว่าเป็นอะไรที่ยุ่งยากเอาเรื่องเชียวแหละครับ ถามว่าทำไมต้องตรวจสอบ เพราะหากเรารู้ว่าโปรแกรม หรือไฟล์ โฟลเดอร์ใดใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหนจะได้ทำการคัดแยกและแบ่งพื้นที่การใช้งานให้ชัดเจน รวมถึงลบไฟล์ขยะออกจากเครื่องได้ง่ายขึ้นด้วย

เครื่องมือที่ผมจะขอแนะนำนะครับไม่ว่าคุณจะใช้ระบบปฏิบัติการใดก็ตาม Windows 2000/XP/Vista/7/8 ดาวน์โหลดไฟล์และติดตั้งโปรแกรมได้ที่เว็บ http://www.uderzo.it/main_products/space_sniffer/ เป็นฟรีแวร์นะครับติดตั้งได้เลย เครื่องมือตัวนี้ใช้งานง่ายมากครับมีหน้าที่ช่วยสแกนขนาดของไฟล์และโฟลเดอร์ต่างๆ ในเครื่อง โดยจะแสดงออกมาในรูปแบบของพื้นที่สี่เหลี่ยมที่วางเรียงซ้อนกันตามโครงสร้าง นั่นเท่ากับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การตรวจสอบพื้นที่เป็นเรื่องง่ายขึ้น จริงไหมครับ เพราะถ้ารู้ว่าส่วนไหนใช้หรือไม่ใช้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วล่ะว่าจะเก็บหรือลบทิ้ง เพราะถ้าลบทิ้งก็เท่ากับว่าช่วยคืนพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ที่ขาดหายไปให้กับเครื่องกลับคืนมา

บทสรุป “กิ๊กโดนกั๊ก”

เรื่องราวของฮาร์ดดิสก์และสื่อบันทึกข้อมูลอื่นๆ ต้องขอบอกยังมีปัญหาอีกมากมายที่ผมยังไม่ได้นำเสนอ แต่ได้หยิบยกนำเสนอเฉพาะบางประเด็นที่พบเจอบ่อยนำมาเล่าสู่กันฟังไปในตอนต้นแล้ว

ขออนุญาตทิ้งท้ายข้อสงสัยและปัญหาคาใจอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับหน่วยความจำเสริมในโทรศัพท์ ปรากฏว่าใช้งานไม่ทันไรก็เต็มเร็วมากทั้งที่ไม่ได้โหลดไฟล์หนัง หรือถ่ายคลิป ถ่ายภาพ ขอตอบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลหรือแอพส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำเสริมนะครับ แต่โดนเก็บไว้ในหน่วยความจำของเครื่องแทน จึงทำให้เกิดปัญหาเวลาที่จะใช้งานจะพบเจอว่า “หน่วยความจำเต็มไม่สามารถใช้งานได้”

ดังนั้น การแก้ไขขอแนะนำให้ย้ายแอพหรือข้อมูลลงในหน่วยความจำเสริม เพียงเท่านี้ ก็จะแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่นั่นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ถ่ายโอนข้อมูลที่จำเป็นออกจากเครื่อง หรือลบแอพที่ไม่ได้ใช้งานออกไปบ้าง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง

ข่าวคราวการโพสต์-แชร์ ด้วยความคึกคะนองของนักเลงคีย์บอร์ดบนโลกโซเชียลมีให้เห็นไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งที่เป็นคดีความจนถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาล หรือแม้แต่เข้าตะรางเพราะความพลั้งเผลอ เรื่องราวเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณเลยหากรู้และเข้าใจถึงวิธีป้องกัน?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน บ่อยครั้งที่เราได้รับโพสต์-แชร์ข้อความเข้ามาทั้ง LINE, Facebook หรือ Instagram รวมถึง Social network อื่นๆ อีกหลายโปรแกรม แต่เคยสักครั้งไหมที่จะมีการตรวจสอบข่าวสารเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องจริงหรือมั่วนิ่ม เพราะการส่งต่อไปยังบุคคลอื่น คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 (พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนาก็ตามโดยเฉพาะมาตรา 14 การเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั่นถือว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ ความผิดที่มีโอกาสเสี่ยงตะรางสูงสุดในยุคโซเชียล หรือบนโลกออนไลน์

บทความครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากทุกครั้งที่นำเสนอ เพราะครั้งนี้ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้ลองสวมบทบาทนักสืบไปพร้อมๆ กับผม โดยถือว่าเป็นการฝึกปฏิบัติหาแหล่งข้อมูลข่าวที่ถูกต้องว่าที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่

วิธีตรวจแหล่งข่าวด้วยข้อความ

คุณผู้อ่านพร้อมหรือยังกับการสวมบทบาทนักสืบ โดยผมจะขอเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ให้ทราบก่อนว่า มีข้อความหนึ่งได้ส่งเข้าใน Facebook และ LINE ของผมว่า “กสิกรไทยปิดระบบ” โดยไม่ทราบว่าแหล่งข่าวนี้มาจากไหน แต่พอจับประเด็นเบื้องต้นได้ว่า “ธนาคารกสิกรไทยขอแจ้งงดให้บริการชั่วคราวในช่วงวันที่ 17-19 ก.ค. 58” นี่คือเหตุการณ์จริงที่มีการส่งต่อกันมา ใครที่ใช้บริการของธนาคารแห่งนี้ย่อมกังวลใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอกกันแน่ เพราะหากต้องการทำธุรกรรมทางการเงินช่วงนั้นอาจจะได้รับความไม่สะดวก

การตรวจสอบแหล่งข้อมูลข่าวทำได้ไม่ยากครับ โดยในที่นี้ผมจะขอแนะนำวิธีการตรวจสอบแหล่งข่าวจากข้อความก่อนว่าทำได้อย่างไร ในที่นี้คุณผู้อ่านสามารถลองปฏิบัติตามไปพร้อมๆ กันได้ดังนี้

1. เข้าในงานที่เว็บ Google (http://www.google.co.th) ตามปกติ จากนั้นให้คัดลอกข้อความ หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นหา ในที่นี้ใช้คำว่า “กสิกรไทยปิดระบบ” ปรากฏว่าจะมีลิงก์หรือชื่อเว็บที่มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

2. เลือกการตรวจสอบโดยเข้าไปยังเว็บที่คุณคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นจากเว็บของธนาคารกสิกรไทยนั่นเอง เพียงเท่านี้ ก็จะรู้แล้วว่าเรื่องไหนจริงหรือหลอกกันแน่

วิธีตรวจแหล่งข่าวด้วยภาพ

การตรวจสอบแหล่งข่าวใช่ว่าจะใช้แต่ข้อความค้นหาได้เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันนี้ทาง Google ได้พัฒนาเครื่องมือให้สามารถค้นหาแหล่งที่มาของข่าวด้วยภาพได้แล้ว วิธีการตรวจสอบก็ง่ายมาก คุณผู้อ่านสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้ดังนี้

1. ผมขอสมมติสถานการณ์เดียวกันว่าได้รับภาพ ให้พิมพ์ URL : http://www.google.com/imghp เข้าสู่เครื่องมือค้นหาภาพ

2. คลิกไอคอนกล้องถ่ายรูปที่บริเวณช่องค้นหา การค้นหาด้วยภาพสามารถทำได้ 2 แบบ

– แบบที่ 1 วาง URL ของภาพที่ได้ แล้วคลิกที่ปุ่ม “ค้นด้วยภาพ”

– แบบที่ 2 คลิกแท็บ “อัพโหลดภาพ” นำภาพที่บันทึกได้ทำการอัพโหลด

3. ผลลัพธ์ที่ได้จะปรากฏเนื้อหาที่เป็นทั้งแบบข้อความและภาพซึ่งแสดงชื่อลิงก์ในหน้าเว็บต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ใช้ค้นหา

บทสรุป “โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง”

ก่อนอื่นผมเองคงต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ขอขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนที่ได้มาจาก “ธนาคารกสิกรไทย” ที่ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการงดใช้บริการในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยในโอกาสนี้

ย้อนกลับมาที่การตรวจสอบแหล่งข่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย จากตัวอย่างที่ผมได้นำเสนอไปนั้นสรุปว่า “เป็นเรื่องจริง” เพราะมีการตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้นั่นก็คือ ธนาคารกสิกรไทยได้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวดังกล่าวจริง ซึ่งหากได้รับข้อมูลแบบนี้รับรองว่าไม่ใช่เรื่องมั่วนิ่มอย่างแน่นอน

เห็นไหมครับว่าการตรวจสอบแหล่งข่าวไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ ถ้าคิดจะเผยแพร่ข่าวสารใดออกไปขอแนะนำว่ารับข้อมูลจากใครทุกครั้งก่อนแชร์ หรือโพสต์ครั้งต่อไปขอให้ตรวจสอบด้วยก็จะเป็นการดี เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดต่อการนำเสนอข่าวและบุคคลหรือองค์กรที่ถูกอ้างอิง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

%d bloggers like this: