เทคโนโลยีปศุสัตว์

All posts tagged เทคโนโลยีปศุสัตว์

บัณฑิตแม่โจ้ เลี้ยงแพะนมพันธุ์ซาแนน ที่ลพบุรี เป็นงานสร้างเงิน บนวิถีแห่งความสุข

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุรเดช สดคมขำ

บัณฑิตแม่โจ้ เลี้ยงแพะนมพันธุ์ซาแนน ที่ลพบุรี เป็นงานสร้างเงิน บนวิถีแห่งความสุข

“จากข้อมูลล่าสุดของการเลี้ยงแพะภายในจังหวัดลพบุรี ในเวลานี้มีมากกว่า 20,000 ตัว ซึ่งตอนนี้ก็ได้มีการเลี้ยงแพะนมเข้ามาด้วย จึงถือได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งในพื้นที่ยังเลี้ยงน้อยอยู่ ถ้าเราดูกันจริงๆ แพะนมก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ต้องอยู่ที่การบริหารจัดการด้วย ถ้าจัดการดีผลตอบแทนของน้ำนมดีเลยทีเดียว” คุณอภินันท์ กล่าว

คุณอภินันท์ จินพละ เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล เปิดเผยข้อมูลว่า การเลี้ยงแพะนมนั้น ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เป็นอาชีพที่อยู่ได้ยั่งยืน ต้องมองปลายน้ำคือ เรื่องของการตลาด ซึ่งเป็นความโชคดีของเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี ที่มีแหล่งรับซื้อน้ำนมแพะที่แน่นอนทำให้เกษตรกรมีตลาดจำหน่ายสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแพะนมพันธุ์ซาแนนผลิตน้ำนมให้ดีได้ปริมาณมาก และเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้

แพะนมพันธุ์ซาแนน (SAANEN) เป็นสายพันธุ์ที่ให้น้ำนมในปริมาณมาก จนได้รับขนานนามว่า “ราชินีแห่งนม” มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ลักษณะประจำพันธุ์คือ มีสีขาว มองแล้วสะอาดตา บางตัวอาจเป็นสีครีม ใบหน้ามีลักษณะแบน ใบหูสั้น ตั้งตรงชี้ไปข้างหน้า

เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ ตัวผู้จะมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียอยู่ที่ 50 กิโลกรัม และมีเต้านมใหญ่ หัวนมเรียวยาว สามารถให้น้ำนมเฉลี่ยวันละ 3 กิโลกรัม ตัวเมียเมื่อตั้งท้องสามารถมีลูกได้ 1-3 ตัว ต่อ 1 แม่ จากความน่ารัก ขี้เล่นของแพะนมสายพันธุ์นี้ จึงทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ เพื่อผลิตน้ำนมส่งจำหน่าย เหมือนเช่น คุณสุริพงษ์ ณะทิตศรี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 1 ตำบลพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม จังหวังลพบุรี

จากบัณฑิตแม่โจ้

สู่อาชีพปศุสัตว์

คุณสุริพงษ์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ จึงได้มีแรงบันดาลใจที่สนใจอยากเลี้ยงแพะนม เกิดจากได้ไปเห็นการเลี้ยงแพะนมว่าไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และที่สำคัญเมื่อแพะเจริญเติบโตเต็มที่สามารถให้น้ำนมได้เป็นอย่างดี จึงมองว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจของเขาในขณะนั้น ซึ่งตัวเขาเองก็ชอบเลี้ยงสัตว์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ประมาณต้นปี 58 ก็ได้ไปเห็นอาจารย์เขาเลี้ยงไว้ ผมก็เลยเกิดความสนใจ เพราะมองว่าผลผลิตที่ได้ก็ไว ไม่ช้าเหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผสมพันธุ์ให้ลูกและก็การให้น้ำนมก็ดี พอเราได้ไปศึกษาประมาณหนึ่ง เห็นมันน่ารักดี ก็เลยตัดสินใจเริ่มเลี้ยงในเวลาต่อมา” คุณสุริพงษ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงแพะ

แพะนมที่เลือกเลี้ยงเป็นสายพันธุ์ซาแนน เนื่องจากมีลักษณะเด่นคือ ให้น้ำนมดี และเป็นแพะที่มีลักษณะตัวสีขาว ทำให้เขาชื่นชอบเพราะมองแล้วสะอาดตาน่าหลงใหล

กินอาหารง่าย

โตดี มีน้ำนมมาก

ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะนำแพะมาปล่อยเลี้ยงในพื้นที่ คุณสุริพงษ์ บอกว่า ต้องเตรียมสร้างโรงเรือนเสียก่อน โดยขนาดใหญ่เล็กดูตามจำนวนแพะที่จะนำมาเลี้ยงภายในโรงเรือน ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้เลี้ยงแพะประมาณ 100 ตัว สร้างโรงเรือนขนาด 10×20 เมตร ยกพื้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร พร้อมทั้งขยายหลังคาให้รอบโรงเรือนเพื่อกันแสงแดด

“พอเรามีโรงเรือนเรียบร้อย ก็เตรียมหาพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยง หรือจะซื้อแบบตัวเล็กๆ ก็ได้ ถ้าไม่ซื้อแบบพ่อแม่พันธุ์ อย่างแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เขาขายกันอยู่ที่ตัวละ 5,000-6,000 บาท ซึ่งผมก็จะซื้อที่เป็นพ่อแม่พันธุ์มา อายุประมาณปีกว่าๆ เลี้ยงไปสักพักก็จะผสมพันธุ์กัน ใช้เวลาตั้งท้องประมาณ 5 เดือน ก็จะได้ลูกออกมา ก็จะเก็บลูกที่เป็นตัวเมียไว้ ส่วนตัวผู้ก็ขายออกไป” คุณสุริพงษ์ เล่าถึงการขยายพันธุ์

อาหารสำหรับเลี้ยงแพะ คุณสุริพงษ์ บอกว่า ใช้อาหารเลี้ยง 2 แบบ คือ อาหารข้นสำเร็จรูปกับอาหารหยาบ ซึ่งอาหารหยาบเขาเป็นผู้ปลูกเอง เช่น หญ้าขนและหญ้าเนเปียร์ ส่วนอาหารข้นซื้อจากแหล่งที่จำหน่ายทั่วไป

“อาหารทั้ง 2 แบบ ก็ต้นทุนไม่สูงมาก ให้กินอาหารข้นสำเร็จรูปตกอยู่ที่ตัวละไม่ถึงกิโล ให้กินช่วงเช้าเย็น ต้นทุนอยู่ที่ตัวละ 10 บาท ต่อวัน แต่อาหารหยาบพวกหญ้าต่างๆ ให้แพะกินเต็มที่ตลอดทั้งวัน เพราะเราปลูกเองทำเอง เลยไม่ต้องกลัวเรื่องต้นทุนที่จะสูงตามมา” คุณสุริพงษ์ อธิบายการให้อาหารของฟาร์ม

โรคที่เกิดขึ้นกับแพะช่วงที่ระบาดหรือต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นช่วงฤดูฝน เพราะพื้นที่เลี้ยงจะเกิดความชื้นแฉะทำให้แพะไม่สบายเนื้อสบายตัว จะทำให้เกิดโรคตามมาภายหลังได้ จะทำการป้องกันโดยฉีดวัคซีน ส่วนตัวที่มีอาการของโรครุนแรงจับแยกออกจากฝูงทันที

ด้านการรีดนมแพะนั้น คุณสุริพงษ์ เล่าว่า ต้องเป็นแม่แพะที่มีความพร้อมสมบูรณ์ อายุอย่างน้อย 1-1 ปีครึ่ง ถึงจะให้นมได้ ซึ่งแม่แพะจะให้น้ำนมประมาณ 9 เดือน โดยน้ำนมที่รีดต่อวันเฉลี่ยตกอยู่ที่ 3 กิโลกรัม ต่อตัว สามารถรีดได้ทุกวันช่วงเช้าและเย็น

ในขั้นตอนของการรีดนมแพะสิ่งที่ต้องเน้นเสมอคือ เรื่องความสะอาด ทุกครั้งก่อนใช้เครื่องรีดต้องใช้ผ้าชุบน้ำสะอาด เช็ดบริเวณเต้านมไม่ให้มีสิ่งสกปรกเหลืออยู่ จากนั้นใช้เครื่องรีดสวมเต้านมทั้ง 2 ข้าง ซึ่งการรีดนมใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที ต่อตัว เมื่อรีดครบทุกตัวแล้วก็ส่งนมไปยังแหล่งรับซื้อได้ทันที

“อาหารที่ให้แม่แพะที่ให้นม เราต้องให้พิเศษขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะมีเรื่องของอาหารที่ให้โปรตีนสูงเป็นพิเศษ จะเป็นพวกถั่วเหลืองที่ให้เข้ามาเพิ่ม เพราะจะช่วยให้น้ำนมมีคุณภาพมากขึ้น โดยจะเน้นให้กับแม่แพะ ก็จะช่วยได้หลายเรื่องที่เกี่ยวกับการให้นม” คุณสุริพงษ์ บอก

จากน้ำนมแพะดิบ

สู่นมพาสเจอไรซ์ขึ้นห้างสรรพสินค้า

คุณสุริพงษ์ ได้เล่าถึงเรื่องการตลาดว่า เมื่อรีดน้ำนมแพะได้ครบทุกตัวแล้วจึงจะนำนมทั้งหมดส่งจำหน่ายให้แหล่งที่รับซื้อ โดยที่รับซื้อจะนำน้ำนมทั้งหมดไปทำตามกระบวนการพาสเจอไรซ์ และส่งจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศต่อไป

“น้ำนมแพะที่รีดได้ เขาก็รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาทตลอดทั้งปี ราคานี้ตลอด ซึ่งวันหนึ่งอย่างรีดได้มากสุดก็อยู่ที่ 100 กิโลกรัม อย่างตอนนี้ก็มีอีกตลาดที่ทำด้วย จะเป็นตลาดของน้องหมาน้องแมวที่ป่วย เพราะเวลาสัตว์พวกนี้ป่วย ให้กินนมแพะจะหายป่วยไว ราคาขายก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งใครสนใจก็ติดต่อมาได้โดยตรง ที่ฟาร์มก็จะรีดให้ได้เลย” คุณสุริพงษ์ เล่าถึงเรื่องการตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงแพะนมพันธุ์ซาแนน คุณสุริพงษ์ ให้คำแนะนำว่า “สำหรับใครที่อยากเลี้ยง ยังไม่รู้วิธีการ ก็มาศึกษาที่ผมได้ ผมยินดีให้ข้อมูล ถ้ามองดูแล้วนมแพะ ในเรื่องการตลาดถามว่าดีไหม ตอนนี้ก็ต้องบอกเลยว่า ผู้บริโภคก็เริ่มเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนตลาดของน้องหมาน้องแมว ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทอีกหนึ่งตลาด ก็ทำให้เราสามารถส่งขายได้หลากหลายมากขึ้น สำหรับผมตอนนี้ทำแล้วมีความสุข เพราะผมเองก็จบสัตวศาสตร์มา เลยชอบที่จะเลี้ยง อีกอย่างการได้ทำงานด้านนี้ได้อยู่บ้าน ดูแลคนที่เรารักได้ด้วย”

ส่วนด้านบทบาทของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี โดย อาจารย์สมชาติ เปรี่ยมสูงเนิน อาจารย์สอนวิชาการผลิตโคนม ได้ให้ข้อมูลว่า วิทยาลัยแห่งนี้มีการสอนเกี่ยวกับด้านสัตวศาสตร์ ที่จะเน้นไปในเรื่องของโคนม โคเนื้อ สุกร และสัตว์ปีก ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาแล้วสามารถนำวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพได้ หรือนำไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งในตอนนั้นคุณสุริพงษ์ มีความสนใจอยากเลี้ยงแพะนม ทางวิทยาลัยจึงได้ให้ข้อมูลรวมทั้งด้านวิชาการ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดด้วยอีกทาง

“สำหรับใครที่สนใจ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลพบุรี หรือจังหวัดอื่นๆ หากมีข้อสงสัยก็สามารถมาสอบถามข้อมูลได้ ซึ่งทางเราก็จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามความเหมาะสม อย่างที่ฟาร์มแห่งนี้ในจังหวัดลพบุรี แพะนมที่เลี้ยงดีที่สุดต้องเป็นสายพันธุ์ซาแนน เราก็จะแนะนำทั้งเรื่องการจัดการ การให้อาหาร ตลอดจนเรื่องการตลาด เพื่อให้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้แบบมั่นคงต่อไป” อาจารย์สมชาย กล่าว

การประกอบอาชีพจากสิ่งที่เขาชอบและรัก ทำให้ทุกวันนี้คุณสุริพงษ์ไม่ได้มีรายได้เพียงอย่างเดียว แต่เขายังบอกอีกด้วยว่ามีความสุขมาก โดยที่ไม่ต้องไปหางานทำให้ไกลจากบ้านเกิด เพียงแต่ใช้บริเวณพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เท่านี้ก็ทำงานบนวิถีแห่งความสุขแบบสบายๆ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุริพงษ์ ณะทิตศรี ที่หมายเลขโทรศัพท์ (087) 121-4743

Advertisements

แกะเนื้อ อนาคตสดใส สัตว์เศรษฐกิจที่ใช้พื้นที่น้อย จับขายได้เร็ว

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

แกะเนื้อ อนาคตสดใส สัตว์เศรษฐกิจที่ใช้พื้นที่น้อย จับขายได้เร็ว

สวัสดีครับ ผมระหกระเหเร่ร่อนสัญจรไปพบพี่น้องเกษตรกรมาทั่วประเทศ และอีกหลายประเทศก็เคยไป ผมพบว่าผืนแผ่นดินสำหรับทำการเกษตรมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินจำกัดเหลือเกิน ยิ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนายิ่งไปใหญ่ ปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยิ่งรุนแรง เกษตรกรมีที่ดินน้อยลง เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหามาตลอด ไม่ว่าสมัยไหนรัฐบาลใดก็ไม่สามารถแก้ไขให้เกษตรกรตาดำๆ พ้นบ่วงกรรมนี้ไปได้ ในมุมมองของผม พี่น้องเกษตรกรรายย่อยควรตื่นตัวมองหาช่องทางทำกินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ดินน้อยก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะกับการใช้พื้นที่น้อย ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่สามารถขายได้เร็ว ผลผลิตสูง ราคาดี มีตลาดรองรับ ในด้านปศุสัตว์ผมเคยนำเสนอแพะและแกะให้เป็นสัตว์ที่เกษตรกรรายย่อยน่าจับตาและควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน มาฉบับนี้ผมนำเรื่องแกะเนื้อมารายงานอีกครั้งเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้พี่น้องเกษตรกรคนจำนวนมากแต่เสียงแผ่วเบา ให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ

เลิกปลูกอ้อย หันมาเลี้ยงแพะ

พาท่านมาพบกับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ที่ ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คุณฐษณพร เริ่มเล่าให้ฟังว่า เดิมพื้นที่ที่มีอยู่ใช้ในการปลูกอ้อยมาก่อน แต่เห็นว่าในพื้นที่มีกระถินขึ้นอยู่เยอะ คิดว่าน่าจะเหมาะกับการเลี้ยงแพะ จึงไปซื้อแพะเนื้อมา 18 ตัว เมื่อ ปี พ.ศ. 2551 โดยใช้พื้นที่ที่เคยเป็นไร่อ้อย ประมาณ 30 ไร่ เปลี่ยนมาเลี้ยงแพะ โดยเริ่มต้นเลี้ยงแพะพันธุ์ลูกผสมพื้นเมืองกับแองโกลนูเบียน จากแพะจำนวน 18 ตัว เมื่อเริ่มต้นขยายจำนวนมาเป็น 100 กว่าตัวในเวลาปีกว่าๆ “เราเห็นว่าแพะน่าจะเหมาะกับการเลี้ยงในพื้นที่ของเรา และตอนนั้นตลาดมีความต้องการแพะเนื้อเพิ่มมากขึ้น เราจึงตัดสินใจขยายฝูงออกไปอีกจาก 100 เป็น 200 กว่าตัว ในเวลา 2-3 ปี” คุณฐษณพร เล่าให้ฟัง

ลดจำนวนแพะ เพิ่มจำนวนแกะ

คุณฐษณพร เล่าต่อไปว่า “ช่วงประมาณปี 2552 มีพ่อค้ามาขายแกะพันธุ์ลูกผสมพม่าหางยาวให้ จำนวน 9 ตัว เราก็เลี้ยงรวมๆ กับแพะที่มีอยู่ 200 กว่าตัว” แกะพันธุ์พม่า หรือที่นิยมเรียกว่า พันธุ์พม่าหางยาว นี้มีขนสีน้ำตาลหรือน้ำตาลไหม้ หน้าโหนกไม่แหลม มีหางยาว โคนหางใหญ่ แกะพันธุ์นี้มีน้ำหนักมากกว่าพันธุ์พื้นเมืองของไทย ประมาณ 10-20 กิโลกรัม นิยมใช้เป็นพ่อพันธุ์ ผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมืองของไทยเพื่อให้ได้ลูกผสมที่โตเร็วและน้ำหนักสูงขึ้น หลังจากเลี้ยงแพะและแกะรวมกันมาได้สักระยะ คุณฐษณพร ก็พบว่า แกะเลี้ยงง่ายกว่า กินน้อยกว่า และใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าแพะ จึงเพิ่มจำนวนแกะขึ้นไปถึง 200 กว่าตัว “หลังจากเลี้ยงแกะมาได้สักระยะก็พบกับตัวเองว่าแกะมีนิสัยขี้ขลาดกว่าแพะ ดื้อซนน้อยกว่าแพะ ในขณะที่แกะเลี้ยงง่ายกว่า ใช้คนดูแลน้อยกว่า จากเดิมเลี้ยงแพะ 200 กว่าตัว ใช้คนเลี้ยง 3 คน แต่เลี้ยงแกะ 200 กว่าตัวเท่ากัน ใช้คนเลี้ยงแค่คนเดียว นอกจากนั้น แกะยังกินง่ายกว่าแพะ แถมยังโตเร็วกว่า ใช้เวลาเลี้ยงน้อยกว่าแพะ สามารถจับขายได้เมื่ออายุเพียง 4 เดือนเท่านั้น เราจึงเริ่มลดจำนวนแพะลงแล้วเพิ่มจำนวนแกะให้มากขึ้น” คุณฐษณพร เล่า

ข้อดีของการเลี้ยงแกะเนื้อ

คุณฐษณพร เล่าต่อไปว่า “หลังจากพบว่าแกะเลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย สามารถทำกำไรให้ได้มากกว่าแพะ เราจึงหันมาจริงจังกับการเลี้ยงแกะเนื้อโดยซื้อแกะพ่อพันธุ์แท้เลือด 100% เข้ามาคุมฝูง ใช้ผสมกับแกะแม่พันธุ์ที่เรามีเพื่อสร้างฝูงแกะลูกผสมของเราเอง” จากข้อมูลของคุณฐษณพร สามารถสรุปข้อดี ข้อได้เปรียบของการเลี้ยงแกะเนื้อได้ว่า

– แกะเนื้อไม่ดื้อ ไม่ซน จึงใช้คนเลี้ยงน้อยกว่าแพะ

– แกะกินอาหารได้หลากหลายกว่า เช่น กินฟางได้ซึ่งแพะไม่กิน ในสภาพเลี้ยงปล่อยแกะชอบเล็มกินหญ้าสั้นๆ ติดพื้นที่เหลือจากการกินของแพะได้

– แกะโตเร็ว สามารถจับขายตลาดเนื้อได้เร็วกว่าแพะ แกะขายได้เมื่ออายุ 4-6 เดือน ซึ่งเนื้อแกะอายุขนาดนี้เป็นที่ต้องการของตลาด

– แกะตัวเมียสามารถเป็นสัดพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุเพียง 10 เดือน ตั้งท้องเพียง 4 เดือน 1 ปีจึงสามารถได้ลูกแกะ 2-3 ตัว ต่อแม่แกะ 1 ตัว

– แกะมีตลาดที่หลากหลายกว่าแพะ เช่น ตลาดเนื้อ ตลาดรีสอร์ต ตลาดโชว์ตัวอย่างลูกแกะป้อนนม ตลาดแกะขุน เป็นต้น

พันธุ์/อาหาร/แกะเนื้อ

ตอนนี้คุณฐษณพรใช้แกะเนื้อพันธุ์แท้เป็นพ่อพันธุ์คุมฝูงโดยใช้พ่อพันธุ์แกะพันธุ์ดอร์เปอร์เลือด 100% ซึ่งเป็นแกะเนื้อที่ให้เนื้อคุณภาพสูง ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี ทนแล้ง ลำตัวสีขาว หัวสีดำ ไม่มีเขา และพ่อพันธุ์ซานตาอิเนส เลือด 100% ซึ่งเป็นแกะขนาดใหญ่ ใบหูยาวปรก หน้าโค้งนูน มีหลายสี เข้ามาเป็นพ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์ทั้งหมดซื้อมาในช่วงที่ยังอายุน้อย ซื้อมาราคาตัวละ 35,000 บาท จากรักษ์ฟาร์ม จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อนำมาผสมกับแม่พันธุ์พื้นเมือง แม่พันธุ์พม่าหางยาวที่มี ในอัตราพ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 50 ตัว เพื่อให้ได้แกะเนื้อลูกผสมที่มีเนื้อมาก โตเร็ว กินง่าย และทนทานต่อสภาพแวดล้อม ส่วนเรื่องอาหารแกะนั้น คุณฐษณพร บอกว่า “ตอนเช้าก่อนจะปล่อยแกะออกจากคอก เราจะให้อาหาร อย่าง ฟาง ผิวถั่วเหลือง และมันหมักยีสต์ ที่ได้จากการโม่มันสำปะหลัง บรรจุใส่ถัง 200 ลิตร เติมยีสต์เข้าไปหมักซึ่งสามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้นานเป็นปี แกะจะกินอาหารทั้ง 3 อย่างนี้ประมาณตัวละครึ่งกิโลกรัม ซึ่งเคยคิดเป็นราคาต้นทุนอาหารอยู่ที่ 1 บาท ต่อแกะ 1 ตัว หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อยเราก็จะปล่อยแกะลงทุ่งให้หาหญ้าธรรมชาติ ใบไม้ต่างๆ กินตั้งแต่ 09.00-12.00 น. หลังจากนั้น จะต้อนกลับเข้าคอกเพราะอากาศร้อน ธรรมชาติของแกะมักจะนอนหลบแดด ไม่หากิน ต้อนกลับมาที่คอก 2-3 ชั่วโมง ตอนบ่าย 3 เราก็ปล่อยลงทุ่งอีกจนถึงประมาณ 6 โมงเย็น แกะจะกลับมาเข้าคอก เราจะให้อาหารเย็นเป็นผิวถั่วเหลืองกับมันหมักยีสต์อีกรอบ”

ราคาขายแกะเนื้อ

ในเรื่องราคาขาย คุณฐษณพร บอกว่า “แกะเนื้อตัวผู้จับขายตลาดเนื้อได้เมื่ออายุ 4 เดือน ราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 100 บาท 1 ปีจะจับแกะขายออกไปได้ 2 รอบ โดยตลาดอยู่ที่คอกขุนที่ซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และตลาดที่เป็นเขียงเนื้อสำหรับเนื้อชั้นดี ส่วนตลาดเพื่อการท่องเที่ยวการโชว์ตัวก็จะขายลูกแกะสำหรับนำไปหัดป้อนนมจากขวด ราคาขายลูกแกะยังไม่หย่านมตัวละ 1,500 บาท แต่หากเป็นลูกแกะที่ฝึกจนกินนมจากขวดเป็นแล้วเราขายราคาตัวละ 4,000 บาท อีกตลาดของแกะก็คือ ตลาดพันธุ์สำหรับคนที่จะซื้อไปเลี้ยงขยายฝูงขยายพันธุ์ต่อไป เราขายเป็นคู่แม่ ลูก ราคาคู่ละ 5,000 บาท”

คุณฐษณพร บอกว่า “ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาเรื่องโรคของแกะในพื้นที่ และในความเห็นส่วนตัวมองว่าแกะเป็นสัตว์มีอนาคตเพราะเนื้อราคาแพงกว่า คุณภาพดีกว่าเนื้อแพะ โตเร็วได้เงินเร็ว เรื่องอาหารก็ไม่มีปัญหา ในพื้นที่ฟาร์มของเราช่วงหน้าแล้งหญ้าน้อยก็ไม่มีปัญหากับแกะเพราะแกะชอบเล็มกินหญ้าสั้นๆ แต่จะให้ดีก็ควรสร้างแปลงหญ้าพันธุ์ดีเอาไว้ให้ด้วย”

นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับพี่น้องเกษตรกรที่มองหาอาชีพสร้างรายได้ ใครสนใจอยากได้ข้อมูล อยากพูดคุย ติดต่อ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ได้ที่ โทร. (085) 226-6741 ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

เลี้ยงลูกผสมเล่ส์ด้วยหญ้าธรรมชาติแล้งแค่ไหนก็ไม่เคยผอม

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

เลี้ยงลูกผสมเล่ส์ด้วยหญ้าธรรมชาติแล้งแค่ไหนก็ไม่เคยผอม

สวัสดีครับมีคำถามว่าทำไมในห้วงช่วงระยะนี้ราคาวัวถึงได้นิ่งไม่ร้อนแรง พ่อค้าแม่ค้าไม่วิ่งมาหาแบบร้อนรนเหมือนเมื่อช่วงปีที่แล้วผมมานั่งคิดๆ ดูก็คงต้องตอบแบบนักวิชาการคนอื่นเขาว่า เรื่องราคาสินค้าที่มีขึ้นมีลงก็เป็นไปตามกฎอุปสงค์ อุปทาน (Demand and Supply) ในทางเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าและบริการ อุปทานหมายถึง ความต้องการขายสินค้าและบริการ เมื่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะต้องการซื้อสินค้านั้นน้อยลง กฎอุปทานระบุว่า ปริมาณสินค้าที่ต้องการขาย เมื่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นผู้ขายมีแนวโน้มที่จะต้องการขายสินค้ามากขึ้น ใช่แน่นอนครับพี่น้องเกษตรกรรากหญ้ารายย่อยทั้งหลายนานทีปีหนจึงจะขายวัวได้ราคาดี มีวัวเท่าไรขายได้หมดแบบเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา แล้วอะไรเป็นเหตุให้ในช่วงนี้ราคาวัวจึงนิ่งๆ ทรงๆ สาเหตุหนึ่งอาจเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดีตามที่หลายสำนักรายงาน แต่ผมมองว่าเหตุผลหนึ่งคือความกลัวของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศเรานี่แหละครับ ความกลัวว่าวัวจะหมดประเทศ กลัวเกษตรกรขายวัวตัวเมียออกไปจนหมดจึงอาจจะมีการชะลอความร้อนแรงของตลาดลงไปด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรืออาจจะหลายวิธี แต่เท่าที่ผมรู้จักพี่น้องรากหญ้าทั้งหลายเขารู้ครับ วัวตัวเมียดีๆ ให้ลูกดก เลี้ยงลูกดี มีนมให้ลูกกินเขาไม่ขายออกไปดอกครับท่าน เขามีแต่จะคัดแม่วัวเสียออกไปขาย หรือว่ามีบริษัทใหญ่แห่งใดต้องการทำตลาดเนื้อนำเข้าหรือไม่ ตรงนี้ผมในฐานะนักข่าวตัวเล็กๆ ทำงานเลี้ยงลูก 4 เมีย 2 คงไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ ว่าแล้วก็แบกเป้ฝ่าลมร้อนออกไปคุยกับพี่น้องคนเลี้ยงวัวรากหญ้ากันดีกว่าตามมาครับผมจะพาไป

เริ่มจากมีแม่วัวเพียงตัวเดียว

ผมพาท่านมาพบกับคุณชัยชนะ คล้ายเพชรบ้านเลขที่ 76หมู่ที่ 5 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอสามร้อยยอดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คุณชัยชนะเริ่มต้นเล่าว่า “ผมเลี้ยงวัวมานานมากแล้ว วัวตัวแรกที่ผมมีคือแม่วัวที่ปู่ของผมให้มาเป็นวัวลูกผสมบราห์มันที่ผมเลี้ยงไว้จนถึงทุกวันนี้” จากวัวเพียงตัวเดียววันนี้คุณชัยชนะมีฝูงวัวลูกผสมอยู่ 20 ตัว “ผมสะสมแม่วัวมาเรื่อยๆ ทั้งจากลูกเกิดในฝูงทั้งจากซื้อแม่วัวเข้ามาวันนี้มีแม่วัวอยู่ 15 ตัว รวมทั้งวัวแก่วัวสาวและมีลูกเกิดที่ยังเล็กอีก 5-6 ตัว”

สร้างฝูงลูกผสมเล่ส์

คุณชัยชนะเล่าว่า “ส่วนตัวผมมองว่าวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์นั้นทำเงินได้มาก การเลี้ยงการดูแลก็ไม่ได้ต่างอะไรจากวัวไทย ใช้เวลาเลี้ยงใกล้เคียงกันกับวัวไทยแต่เวลาขายลูกผสมชาร์โรเล่ส์ทำเงินได้มากกว่าวัวไทยเยอะผมจึงตั้งใจสร้างฝูงวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

ในส่วนการผสมพันธุ์คุณชัยชนะเลือกใช้การผสมจากพ่อพันธุ์เพียงอย่างเดียว”ผมใช้การจ้างวัวพ่อพันธุ์มาผสมจริง ใช้วัวพ่อพันธุ์ที่มีในพื้นที่แถวบ้านผมนี่แหละ ตัวไหนสวย มีสายเลือดชาร์โรเล่ส์ก็จะไปจ้างมาผสมจริง ราคาค่าผสมจริงอยู่ที่ครั้งละ 600 บาท ถ้าไม่ติดครั้งแรกจะผสมซ้ำให้ฟรี ในส่วนของเปอร์เซ็นต์สายเลือดชาร์โรเล่ส์จะสูงแค่ไหนผมไม่รู้นะมองกันแบบบ้านๆ เลยสวยเป็นใช้ได้ ส่วนเรื่องการจับสัดก็ใช้ประสบการณ์ที่เราเลี้ยงวัวมานาน สังเกตเอาหากเห็นแม่วัวมันเริ่มขี่กันก็พอจะรู้แล้วว่ามันเริ่มติดสัด การจับสัดสำคัญมากเพราะหากเราพลาดอาจจะไม่ได้ลูกวัวไปเลยตลอด 1 ปี และการที่เราใช้พ่อพันธุ์มาผสมจริงก็มีปัญหาเช่น แม่วัวของเราเป็นสัดช่วงเย็นใกล้ค่ำเราจะไปตามพ่อวัวมาก็ไม่ทันมืดค่ำไปก่อน หรือหากไปตามพ่อวัวแบบเร่งร้อนฉุกละหุกไม่ตรงเวลาว่างของเจ้าของพ่อวัวบางทีเขาก็ไม่เอาวัวมาผสมให้เรา ตรงนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกันแต่แก้ได้ด้วยประสบการณ์การจับสัด ความสนิทคุ้นเคยกับเจ้าของพ่อวัวที่เราต้องการ”คุณชัยชนะบอก

ปัญหาลูกวัวตายไม่รู้สาเหตุ

จากการผสมพันธุ์วัวโดยไม่รู้เปอร์เซ็นต์สายเลือดของวัวพ่อแม่พันธุ์ก็สร้างปัญหาได้เช่นกัน คุณชัยชนะบอกว่า”บางทีเราไม่รู้ว่าสายเลือดชาร์โรเล่ส์ของแม่วัวของเราสูงแค่ไหน สายเลือดของพ่อวัวสูงแค่ไหนก็สร้างปัญหาได้ อย่างเมื่อไม่นานมานี้แม่วัวของผมออกลูกตอนเช้ามืดผมมาเห็นตอนเช้าแล้วลูกมันนอนตายอยู่ข้างๆ แม่มัน ก็เจอว่าลูกมันตัวใหญ่มากอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คลอดยาก คลอดไม่ออก เราก็ไปช่วยไม่ทันจนเสียลูกวัวไป ผมก็พยายามแก้ปัญหานี้โดยการกลับสายเลือด หากเห็นว่าแม่วัวของเรามีหุ่นไปทางชาร์โรเล่ส์มาก เนื้อมาก ผมก็จะเอาพ่อวัวที่มีเลือดบราห์มันมาผสมเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดชาร์โรเล่ส์สูงเกินไป แต่เป้าหมายของผมก็ยังต้องการสร้างฝูงวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ที่เปอร์เซ็นต์สายเลือดไม่สูงเกินไป” ทั้งหมดคือประสบการณ์ล้วนๆ ของคุณชัยชนะครับ

หญ้าธรรมชาติอย่างเดียว…วัวอ้วนเพราะคนขยัน

ในส่วนของอาหารที่ใช้เลี้ยงวัวฝูงนี้คุณชัยชนะใช้การเลี้ยงแบบปล่อยกินในแปลงหญ้าธรรมชาติใต้ร่มมะพร้าว”ผมใช้วิธีขอเจ้าของสวนมะพร้าวเพื่อเอาวัวของเราเข้าไปเลี้ยงโดยที่ผมจะดูแลต้นไม้ในสวนไม่ให้ถูกวัวของเรากัดกินหรือทำลายได้ เจ้าของสวนมะพร้าวก็จะได้เครื่องตัดหญ้าคือวัวของเราแถมยังได้ปุ๋ยจากขี้วัวของเรา ผมก็ได้หญ้าให้วัวกิน ได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย แต่วัวของเรา 20 ตัวกินหญ้าวันหนึ่งไม่น้อยผมจึงต้องขอเจ้าของสวนมะพร้าวเอาไว้หลายสวน หลายแปลงเพื่อให้วัวของเราหมุนวนกินหญ้าได้เต็มที่ อย่างสวนตรงนี้พื้นที่ประมาณ 4 ไร่ เป็นหญ้าธรรมชาติทั้งหมดวัวของผมกินได้ 2 วันก็ต้องต้อนไปกินหญ้าที่แปลงอื่นอีกสัก 6-7 วันจึงต้อนกลับมาใหม่หมุนวนไปอย่างนี้เรื่อยๆ”

ในช่วงที่แล้งร้อนอย่างสาหัสหญ้าธรรมชาติก็มีเหลือให้เห็นสีเขียวน้อยมากแต่ผมสังเกตว่าวัวของคุณชัยชนะยังอ้วนสมบูรณ์ดีทุกตัว คุณชัยชนะเล่าว่า”วัวจะอ้วนได้ก็เพราะคนเลี้ยงขยัน วัวของผมไม่เคยให้อาหารเสริมเลยไม่ว่าจะหญ้าตัด อาหารเม็ด เกลือไม่เคยให้เลยกินแต่หญ้าธรรมชาติล้วนๆ มันก็ยังอ้วนอยู่ได้ แม้ว่าจะแล้งแค่ไหนก็ตามผมก็ใช้การหมุนวนพาวัวทั้งฝูงของผมไปกินหญ้าหลายๆ แปลงอย่างที่บอก วัวจะอ้วน จะสมบูรณ์หรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุ์อย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ ความขยันของคนเลี้ยงเป็นสำคัญครับ”

เชื่องจึงไม่สนตะพาย…ราคาไม่ได้ดั่งใจไม่ขาย

วัวในฝูงของคุณชัยชนะส่วนใหญ่ไม่ได้สนตะพายทั้งๆ ที่เลี้ยงแบบต้อนไปปล่อยหากินและไม่มีคอกให้อยู่ประจำตรงนี้คุณชัยชนะบอกว่า”วัวของผมจะเชื่องยิ่งพวกลูกผสมชาร์โรเล่ส์จะเชื่องมากจนไม่ต้องสนตะพาย ไล่เลี้ยงไปได้สบายจะไล่ต้อนไปแปลงหญ้าไหนก็ได้ไม่ซน ไม่เปรียวเลี้ยงง่าย”

ส่วนเรื่องราคาและการขายคุณชัยชนะบอกว่า “ช่วงปีนี้ตลาดวัวในพื้นที่ค่อนข้างเงียบไม่มีคนมาถามซื้อเหมือนปีที่แล้ว ของผมเองก็ยังไม่ขายด้วยเก็บตัวเมียเอาไว้ขยายฝูง ผมเลี้ยงแบบไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง เลี้ยงขยายฝูงไปเรื่อยๆ 2-3 ปีแล้วไม่ได้ขายเลยถ้าราคายังไม่ได้อย่างใจก็จะไม่ขาย ผมคิดว่าถ้ามีวัวฝูงถึง 50 ตัวผมก็ยังเลี้ยงไหว ถ้าจะขายก็ขายแต่วัวตัวผู้ที่มีอยู่ หากเป็นวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ราคาขายก็อยู่ที่ 30,000 บาท” คุณชัยชนะทิ้งท้าย

ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับคุณชัยชนะ คล้ายเพชร กริ๊งกร๊างกันไปได้ที่โทร.(088) 454-5332 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้วขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

เตือนฝนมา ระวังโรคสัตว์

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีปศุสัตว์

เตือนฝนมา ระวังโรคสัตว์

เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนทำให้สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคติดต่อที่สำคัญในโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้โดยการกินหรือสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยตรง หรือเชื้อที่ปนเปื้อนจากคน ยานพาหนะ เป็นต้น เพราะเชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาจากสัตว์ป่วยทางน้ำมูก น้ำลาย น้ำนม มูล ลมหายใจ และบาดแผล

สัตว์ที่ป่วยจะซึม มีไข้ เบื่ออาหาร มีเม็ดตุ่มพองเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก ช่องปากและไรกีบ ทำให้น้ำลายไหล กินอาหารไม่ได้ และเดินกะเผลก

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่มียารักษา แต่จะใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาม่วงลดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น

ส่วนโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมีย จะทำให้สัตว์มีอาการคอหรือหน้าบวมแข็ง หายใจเสียงดังหรือหอบ ยืดคอไปข้างหน้า

ส่วนใหญ่มักมีอาการแบบเฉียบพลันคือ ไข้สูง น้ำลายฟูมปาก หยุดกินอาหาร และตายภายในไม่กี่ชั่วโมง

โดยปกติเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคคอบวม สามารถอยู่ในระบบทางเดินหายใจสัตว์ปกติได้โดยไม่แสดงอาการป่วย แต่เมื่อสัตว์อยู่ในภาวะเครียดจากการเคลื่อนย้าย อากาศเปลี่ยนแปลง การอดอาหาร หรือการใช้แรงงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง สัตว์จะแสดงอาการป่วยและขับเชื้อออกสู่สิ่งแวดล้อมปนเปื้อนอาหารและน้ำ

ส่วนการป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ มีหลังคาป้องกันฝน ลม ได้เป็นอย่างดี มีวัสดุปูรองคอกเลี้ยงสัตว์ จัดเตรียมน้ำสะอาด อาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น วิตามิน ให้เพียงพอ

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงสัตว์ และพ่นทำลายเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม โรคระบาดดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์ที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป

โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้กับโค กระบือ แพะ แกะ ปีละ 2 ครั้ง และฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอบวมหรือโรคเฮโมรายิกเซพติซีเมียให้กับกระบือและโคปีละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ ในโค กระบือ แพะ แกะ ยังมักมีปัญหาเรื่องท้องอืด ท้องเสียจากการกินหญ้าอ่อนที่เพิ่งแตกยอดเมื่อได้รับน้ำฝนเข้าไปเป็นจำนวนมาก เพราะสัตว์จะกินแต่ฟาง หรือหญ้าแห้งตลอดในช่วงฤดูแล้ง

สำหรับในสัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ เป็นต้น มีข้อแนะนำเพิ่มเติมถึงโรคที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ โรคไข้หวัดนก และโรคหลอดลมอักเสบติดต่อ ที่อาจสร้างความสูญเสียให้กับสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ปีกโดยตรง ทำให้อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันต่ำลง อาการที่พบได้ คือ คอตก คอบิด หายใจเสียงดัง หรืออาจมีน้ำมูกไหลได้

ดังนั้น เกษตรกรควรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องของการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ที่ดี มีหลังคา ป้องกันฝน ลม และละอองฝนได้เป็นอย่างดี หรือจัดเตรียมสถานที่ที่ให้สัตว์สามารถหลบฝนได้ มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อเสริมสร้างให้สุขภาพสัตว์แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย และที่สำคัญควรทำวัคซีนแต่ละชนิดให้ตรงตามระยะเวลาที่กำหนดของแต่ละชนิด

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สังเกตอาการสัตว์ที่เลี้ยง โดยเฉพาะโค กระบือ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเรื่องโรคสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในท้องที่ หรือโทรศัพท์ (085) 660-9906

แพะ…สัตว์สร้างเงินให้จังหวัดลพบุรี เชิญเที่ยว ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี 8-9 กรกฎาคม 2559

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีปศุสัตว์

แพะ…สัตว์สร้างเงินให้จังหวัดลพบุรี เชิญเที่ยว ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี 8-9 กรกฎาคม 2559

จังหวัดลพบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมีแม่น้ำลพบุรีผ่านทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด รวมทั้งมีระบบคลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม โคเนื้อ ทั้ง 4 ชนิด สัตว์สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีไม่น้อยกว่า 19,917 ล้านบาท ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีสัตว์อีก 1 ชนิด ที่มีความน่าสนใจในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม และอาจสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้คือ การเลี้ยงแพะ ซึ่งการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดลพบุรี มีการเลี้ยงกันมานานแล้ว ลักษณะการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการต้อนเลี้ยงแบบไล่ทุ่งแพะเนื้อพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ว่างเปล่า เมื่อเกษตรกรมีความต้องการใช้เงิน ก็จะแจ้งให้พ่อค้ามารับซื้อแพะในราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้า (50-60 บาท ต่อกิโลกรัม)

ในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแพะตามโครงการไทยเข้มแข็ง ทำให้ราคาแพะเนื้อเพิ่มสูงขึ้นจากการที่พ่อค้ารายใหญ่ต้องการจัดหาแพะจำหน่ายเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ประกอบกับในปีงบประมาณ 2554 จังหวัดลพบุรี ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณของจังหวัดให้กับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนแบบบูรณาการ กิจกรรมส่งเสริมทดลองการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ (แพะ) ซึ่งดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงแพะให้กับเกษตรกรเป้าหมาย จำนวน 50 ราย โดยสนับสนุนแพะพ่อ-แม่พันธุ์ ให้กับเกษตรกรจำนวนดังกล่าว รายละ 8 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 7 ตัว) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาอาชีพการเลี้ยงแพะก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

ปัจจุบัน จังหวัดลพบุรีมีเกษตรกรเลี้ยงแพะ จำนวน 391 ราย จำนวนแพะ 19,523 ตัว แบ่งเป็นแพะเนื้อ 18,602 ตัว เกษตรกร 372 ราย และแพะนม 921 ตัว เกษตรกร 20 ราย ซึ่งถือว่าจังหวัดลพบุรี มีปริมาณมากที่สุดในพื้นที่เขต 1 การเลี้ยงแพะกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรี และจากนโยบายการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ที่ต้องการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมีความเข้มแข็ง จึงได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเครือข่ายการผลิตและการตลาดแพะ ผ่านกระบวนการจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ อีกทั้งยังมีการกำหนดให้มีการก่อตั้งชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรี อีกด้วย ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักของชมรม

ในส่วนของการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในปัจจุบัน มีการเลี้ยงการจัดการแบบประณีตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม เกษตรกรให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การควบคุมป้องกันโรค ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในด้านของการปรับปรุงพันธุ์นั้น ตลาดมีความต้องการแพะเนื้อลูกผสมพันธุ์บอร์ เพราะเป็นแพะที่มีน้ำหนักแรกคลอด อัตราการเจริญเติบโต และเปอร์เซ็นต์ซากสูง เกษตรกรจึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์แพะในฟาร์มของตนเองโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดลพบุรี จัดซื้อพ่อพันธุ์แพะเนื้อพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาคุมฝูง และบางรายดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการผสมเทียมซึ่งใช้น้ำเชื้อแพะพันธุ์แท้ของกรมปศุสัตว์ ในส่วนของการจัดการฟาร์ม เกษตรกรมีการจัดแบ่งโรงเรือนเลี้ยงแพะออกเป็นสัดส่วนตามประเภทของแพะเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการฟาร์ม

ด้านการให้อาหารนั้น เกษตรกรจังหวัดลพบุรีถือว่ามีความโชคดีอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีปริมาณของอาหารสัตว์ทั้งที่เกิดจากการปลูกสร้างได้เอง หรือจากการจัดหาได้ในท้องถิ่น ตลอดจนมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรที่มีผลพลอยได้ทางการเกษตรซึ่งสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอ เกษตรกรเลี้ยงแพะส่วนใหญ่ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาปรับปรุงคุณภาพร่วมกับใบกระถินซึ่งมีโปรตีนสูงและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นใช้เลี้ยงแพะ บางรายมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สำหรับใช้เลี้ยงแพะ ทั้งในรูปแบบสดและหมักร่วมกับใบกระถิน

นอกจากนี้ เกษตรกรยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพแพะให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยการพัฒนาปรับปรุงฟาร์มให้ปลอดโรค และเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ปัจจุบันจังหวัดลพบุรี มีฟาร์มแพะปลอดโรคระดับ B จำนวน 7 ฟาร์ม ฟาร์มปลอดโรคระดับ A จำนวน 15 ฟาร์ม มีฟาร์มแพะมาตรฐาน จำนวน 26 ฟาร์ม ตลาดจำหน่ายแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นตลาดทางภาคใต้ ส่วนตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งไปจำหน่ายเวียดนาม ลาว จีน เป็นต้น ราคาแพะเนื้อเพศผู้ขุนที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในปัจจุบันกิโลกรัมละ 105-110 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรต้องเลี้ยงแพะให้ได้น้ำหนักตัวละไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม แต่ต้องไม่เกิน 42 กิโลกรัม การรวบรวมแพะให้มีปริมาณเพียงพอกับการที่ผู้รับซื้อจะมาจับในแต่ละครั้งในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เพราะเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลี้ยง นำเข้าแพะรุ่นเข้ามาขุนครั้งละ 40-50 ตัว ต่อราย ขุนนานประมาณ 3-4 เดือน เมื่อได้น้ำหนักตามที่ต้องการของตลาดก็จะแจ้งให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อ เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อโดยเฉลี่ยหากเลี้ยงขุนแพะครั้งละ 40-50 ตัว จะมีรายได้สุทธิต่อปี 100,000 บาท

ส่วนการเลี้ยงแพะนมในจังหวัดลพบุรี ยังมีปริมาณไม่มากนัก โดยเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนมจะรีดนมและส่งจำหน่ายให้กับตลาดรับซื้อในจังหวัดใกล้เคียง หรือบางส่วนรีดนมเพื่อทำกิจกรรมป้อนนมแพะในสวนสัตว์ หรือตามสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ของจังหวัด โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจะประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะนมเป็นอาชีพเสริม หากรีดแพะนม จำนวน 20 ตัว จะมีรายได้สุทธิเดือนละ 8,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของตลาดแพะในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ไม่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อและนมแพะ ในอนาคต หากเราพึ่งพิงเพียงตลาดภายนอก แต่ไม่มีตลาดภายในรองรับ หรือไม่มีมาตรการในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร อาชีพการเลี้ยงแพะอาจไม่สดใสเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้

เพื่อพัฒนาแพะของจังหวัดลพบุรีทั้งระบบ ทางจังหวัดจึงกำหนดจัด ?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1? บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ระหว่าง วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี โทร. (036) 626-089 หรือที่ คุณรักษิณา สัตย์ชาพงษ์ โทร. (089) 859-3292

กำหนดการ

?งานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1?

ระหว่าง วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559

ณ บริเวณสวนสัตว์ลพบุรี ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2559

1. พิธีเปิดงาน ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 08.00-09.15 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมเสวนาและแขกผู้มีเกียรติ

เวลา 09.30 น. – ผู้เข้าร่วมเสวนาและแขกผู้มีเกียรติพร้อมกันบริเวณพิธีเปิด

เวลา 10.00 น. – นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ประธานในพิธีเดินทางถึง

– ประธาน ขึ้นบนเวที

– ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี กล่าวรายงานการดำเนินการจัดงาน

– ประธาน กล่าวเปิดงาน

– ประธาน และแขกผู้มีเกียรติ เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมสาธิตการปรุงอาหารจากเนื้อแพะ การแข่งขันปรุงอาหารเมนูแกงพะแนงแพะ ฯลฯ

เวลา 12.00 น. – ร่วมรับประทานอาหารเมนูแพะ

2. กิจกรรมสาธิตปรุงอาหาร 4 เมนู ณ บริเวณด้านหน้าของเวทีกลาง

เวลา 08.30-10.00 น. – กิจกรรมการสาธิต

เมนูที่ 1 ซี่โครงแพะทอดกระเทียม

เมนูที่ 2 น้ำตกแพะ

เมนูที่ 3 แพะแดดเดียว

เมนูที่ 4 ต้มแซ่บซี่โครงแพะ

ให้ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วเข้าชมการสาธิตการปรุงอาหารเมนูแพะ เพื่อรอประธานเปิดงาน โดยกำหนดให้ประธานเปิดงานและแขกผู้มีเกียรติชิมอาหารเมนูต่างๆ ในช่วงเวลาประมาณ 10.15 น.

3. กิจกรรมแข่งขันปรุงอาหาร เมนูแกงพะแนงแพะ ณ บริเวณด้านหน้าของเวทีกลาง

เวลา 08.00-09.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมแข่งขันปรุงอาหาร จำนวน 11 ทีม

(1 ทีม ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมแข่งขัน 2 คน)

เวลา 10.30-11.30 น. – แข่งขันปรุงอาหาร

เวลา 11.30-12.00 น. – กรรมการดำเนินการตัดสินการแข่งขันปรุงอาหารคัดเลือกรางวัลที่ 1, 2, 3 รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท

เกณฑ์การตัดสินให้คะแนน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

1. ความสะอาดของผู้ปรุง ผู้ช่วยปรุง มีความสะอาด และถูกหลักสุขวิทยา 25 คะแนน

2. รสชาติของอาหาร 30 คะแนน

3. ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งทางด้านการนำอาหารมาประยุกต์ และการจัดตกแต่งอาหารเพื่อให้ชวนรับประทาน 15 คะแนน

4. เครื่องปรุง และวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารมีคุณภาพ และถูกหลักอนามัย 15 คะแนน

5. ความสะอาดของภาชนะ อุปกรณ์ รวมถึงกระบวนการปรุงอาหาร มีความสะอาด ถูกสุขอนามัย 10 คะแนน

6. งานเสร็จทันเวลาตามที่กำหนด 5 คะแนน

4. กิจกรรมเสวนา ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 13.00-16.00 น. – กิจกรรมการเสวนาชาวแพะ ในหัวข้อ ?แพะไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน?

ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย

1. ดร. แสนศักดิ์ นาคะวิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาสัตว์เล็ก กรมปศุสัตว์

2. นายเกษม มหันตเกียรติ ประธานเครือข่ายแพะเขต 1

3. นายดำรง สังวงษ์ ประธานชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรี

4. นางสาวจรินทร สุขประเสริฐ ผู้มีส่วนร่วมในการริเริ่มการส่งเสริมการเลี้ยงแพะ ในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี

5. นายอิสรามันต์ ทิพยานนท์ ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงแพะอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

5. กิจกรรมสัมพันธ์ ณ บริเวณเวทีกลาง

เวลา 16.30-17.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงานกิจกรรมสัมพันธ์

เวลา 17.00-21.00 น. – ดำเนินงานกิจกรรมสัมพันธ์ ประกอบด้วย

1. การประกวดหนุ่มสาวชาวแพะ

2. การประกวดเลียนเสียงแพะ (เด็กๆ)

3. การมอบรางวัลการแข่งขันปรุงอาหาร

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 25529

6. กิจกรรมประกวดแพะ ณ บริเวณเวทีประกวดแพะ

เวลา 08.00-10.00 น. – ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประกวดแพะ จำนวน 10 รุ่น ประกอบด้วย

1. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

2. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

3. แพะเนื้อ (บอร์, ลูกผสมบอร์) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

4. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

5. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

6. แพะเนื้อ (แองโกลนูเบียน, ลูกผสมแองโกลนูเบียน) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

7. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศผู้ ไม่ผลัดฟัน

8. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศเมีย ไม่ผลัดฟัน

9. แพะนม (ซาแนน, อัลไพน์, ท็อกเกนเบิร์ก) เพศเมีย ผลัดฟัน 1-3 คู่

10. แพะแฟนซี ไม่จำกัดพันธุ์ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดอายุ

เวลา 10.00-15.00 น. – ดำเนินกิจกรรมการประกวดแพะ ตาม กฎ กติกาที่คณะกรรมการตัดสินกำหนด เรียงลำดับตามรุ่นที่กำหนด

รางวัลที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลจากผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

รางวัลที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

รางวัลที่ 3 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร

* มอบถ้วยรางวัลแกรนด์แชมป์ 1 รางวัล โดยคัดเลือกจากแพะที่ชนะเลิศ ของแต่ละรุ่น

ผู้นำแพะเข้าประกวดจะได้รับค่าขนย้ายแพะ ตามที่กำหนด

เวลา 15.00 น. – การมอบถ้วยรางวัลการประกวดแพะ

โดย นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

* หมายเหตุ : การแต่งกายชุดคาวบอยตลอดทุกกิจกรรม

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

Uncle Sam Cattle Ranch ลุงแซม พลิกรูปแบบการเลี้ยงวัว 500 ตัว ใช้แรงงานคนเดียว

สวัสดีครับ ความคิดคนเราเป็นเรื่องแปลก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นว่าเล่น สมัยก่อนตอนที่ผมยังเด็กมักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกกล่าวเล่าว่า ชาวเขา คนกลุ่มน้อยบนเขาเป็นตัวการสำคัญในการทำลายป่า ทั้งทำไร่เลื่อนลอย และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้เราฝังใจและดูถูกว่าชาวเขาทำลายสภาพป่าในเมืองไทย แต่ไปๆ มาๆ เราก็เรียนรู้กันใหม่ว่าชาวเขาอาจจะเป็นคนที่รักษาสภาพป่าเอาไว้ได้ดีกว่าใครเพราะป่าเป็นบ้านของเขา ป่าเป็นครัวของเขา ทำไร่เลื่อนลอยกลับเป็นการรักษาหน้าดินบนเขาสูงชันเพราะทำไร่แค่ 4-8 เดือน แล้วเลื่อนไปทำที่อื่นทิ้งไร่ตรงนั้นให้กลายเป็นป่าอีก 10 ปี ค่อยกลับมาเริ่มทำกันใหม่ แต่มาวันนี้คนเมืองใครๆ ก็สนใจไปนอนที่ย่านบ้านชาวเขา ไกลแค่ไหนทางคดเคี้ยวเท่าไรก็ไม่หวั่น เพราะหวังรับเอาบรรยากาศดีๆ ที่หาได้ยากในเมือง บางที่ต้องจองล่วงหน้า 3-7 วัน ทำให้ผมต้องกลับมาคิดใหม่พร้อมหัวเราะในใจว่าชาวเราที่เคยดูถูกชาวเขาอย่างนั้นอย่างนี้ วันนี้กลับต้องมาง้อขอนอนบ้านบนดอยของเขา นี่แหละครับความคิดของคนเรามันเปลี่ยนกันได้เหมือนเรื่องราวดีๆ ฉบับนี้ที่ผมตั้งใจนำเสนอ

นักเรียนนอกรักการเลี้ยงวัว

พาท่านมาที่ Uncle Sam Cattle Ranch (อังเคิลแซม แคทเทิลแรนซ์) ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มาพบกับ คุณสมเกียรติ วินิชพันธุ์ หรือ คุณแซม ผู้เป็นเจ้าของ คุณสมเกียรติ เริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาสาขาวิศวะการเกษตร จาก Rutgers State University of New Jersey สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโทจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) เรียนจบก็มาทำธุรกิจ แล้วเห็นว่าเรามีพื้นที่เยอะบวกกับความชอบส่วนตัวเลยเอาวัวมาเลี้ยงในพื้นที่ของเราที่มีอยู่ 3,000 กว่าไร่ เริ่มเลี้ยงวัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เริ่มต้นตอนแรกผมก็ซื้อวัวเข้ามาเลย 100 ตัว เป็นวัวพันธุ์บรามันห์สายเก่า ซื้อต่อมาจาก ดร. สุนทราภรณ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตผู้เชี่ยวชาญกรมปศุสัตว์ และบางส่วนซื้อมาจากสวนันท์แรนซ์ ฟาร์มบรามันห์เลื่องชื่อในอดีต ดังนั้น วัวที่ผมมีทุกวันนี้ยังมีเชื้อสายเป็นบราห์มันสายเก่าที่ได้สายเลือดมาจากทั้ง 2 แหล่งนี้ครับ” คุณสมเกียรติ เริ่มต้นเล่า

เลี้ยงวัวในพื้นที่แห้งแล้ง ต้องได้ของฟรีกินมากที่สุด

ปัจจุบัน Uncle Sam Cattle Ranch มีวัว 500 กว่าตัว เลี้ยงปล่อยอิสระในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีหญ้าธรรมชาติขึ้นอยู่ แต่ในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่เขตนี้จะประสบภาวะแห้งแล้งค่อนข้างมากจนหญ้าสีเขียวแทบจะไม่มีให้เห็น “ผมตั้งใจเลี้ยงวัวในแบบกึ่งธรรมชาติ หลักการง่ายๆ ของผมคือทำอย่างไรให้ได้ของฟรีสำหรับให้วัวกินมากที่สุด ลดต้นทุนการเลี้ยงวัวให้ต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด ผมจึงทำการล้อมรั้วพื้นที่ทั้งหมด ใช้ลวดหนามยาวประมาณ 16 กิโลเมตร และล้อมเป็นล็อกเล็กๆ แปลงละ 200-300 ไร่ เพื่อแบ่งพื้นที่สำหรับให้วัวลงกินหญ้า ในช่วงหน้าฝนจะมีปริมาณน้ำฝนเยอะ มีหญ้าธรรมชาติขึ้นมากในช่วง 7-8 เดือน ที่มีหญ้าธรรมชาติก็ถือว่าเป็นกำไรของเรา แต่ในช่วงหน้าแล้งจะแล้งมาก มองไปทางไหนก็กลายเป็นสีเหลืองไปหมด ฝุ่นฟุ้งไปทั่ว ช่วงนี้เราพึ่งหญ้าธรรมชาติไม่ได้ก็ต้องลงทุนซื้อของให้วัวกิน 4 เดือนกว่า ผมก็เลือกซื้อของเหลือที่มีมากในพื้นที่ อย่างเปลือกและต้นข้าวโพด ฟาง ต้นและจุกสับปะรดมาให้วัวกิน ตรงนี้เราต้องยอมลงทุนครับ” คุณสมเกียรติ เล่าต่อ

ปรับใช้พ่อพันธุ์เล่ส์คุมฝูงสร้างวัว ไม่กลัวแล้ง

เพราะต้องเจอกับสภาพแห้งแล้งที่ค่อนข้างโหดพอสมควร วัวของ Uncle Sam Cattle Ranch จึงต้องอึด คุณสมเกียรติ เล่าว่า “ผมสร้างฝูงวัวที่ทนแล้งเพื่อให้ทนกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของที่นี่ ผมจะใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง ไม่ใช้ผสมเทียม เพราะไม่มีเวลามานั่งจับสัดวัวหลายร้อยตัว ตอนนี้ผมมีพ่อพันธุ์อยู่ 5 ตัว ผมปรับมาใช้พ่อพันธุ์ลูกผสมชาร์โรเล่ส์เลือดประมาณ 75% เข้ามาคุมฝูงเพื่อปรับสายเลือดยกระดับเลือดชาร์โรเล่ส์ให้สูงขึ้นจากเดิมที่แม่พันธุ์เป็นวัวบราห์มันสายเก่าผมก็จะปรับให้มีสายเลือดชาร์โรเล่ส์สูงขึ้น แต่ปัญหาตอนนี้คือ พ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ที่ซื้อเข้ามายังปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของที่นี่ไม่ได้ทำให้ผอมและผสมไม่ได้ ก็ต้องรอดูไปสักระยะหากไม่ไหวก็ต้องมีการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ตัวใหม่เข้ามา เพราะผมต้องการสร้างวัวให้ทนทานต่อความแห้งแล้งของที่นี่ให้ได้ ตอนนี้เราก็ยังมีพ่อพันธุ์บรามันห์เลือดสูงคุมฝูงอยู่ตามปกติแล้วผมก็จะเปลี่ยนพ่อพันธุ์คุมฝูงทุก 3 ปี ป้องกันเลือดชิด”

วัว 500 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน เครื่องจักรคือคำตอบ

วัวทั้งหมดของ Uncle Sam Cattle Ranch ที่มีกว่า 500 ตัว ในพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ที่มีคุณสมเกียรติดูแลทั้งหมดเพียงคนเดียว คุณสมเกียรติ เล่าว่า เครื่องมือ เครื่องจักรคือคำตอบของการเกษตรยุคใหม่ “ผมตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะเลี้ยงวัวในลักษณะการเลี้ยงเป็น Ranch เหมือนกับที่อเมริกาที่ใช้คนน้อยดูแลวัวหลายร้อยตัวได้ หลังจากลองผิดลองถูกอยู่นาน ผมก็ตัดสินใจสั่งซื้อเครื่องจักรฟีดเดอร์ (Feeder) มาจากฮอลแลนด์ซึ่งเป็นการซื้อตรงกับบริษัทแม่ที่ฮอลแลนด์โดยไม่ผ่านนายหน้า ทำให้ซื้อได้ในราคาต่ำกว่าการซื้อในประเทศ ฟีดเดอร์ตัวนี้ผมเอามาใช้ติดรถไถ 100 กว่าแรงที่มีอยู่เป็นได้ทั้งฟีดเดอร์เครื่องให้อาหาร เป็นได้ทั้งเครื่องปั่นบดผสมอาหาร TMR ที่มีความจุอาหารครั้งละ 8 ตัน ผมใช้เครื่องฟีดเดอร์ตัวนี้ให้อาหารหยาบวัวในช่วงหน้าแล้งวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 8 ตัน สำหรับวัว 500 กว่าตัว โดยใช้รถตักตักอาหารหยาบใส่ในฟีดเดอร์แล้วขับรถไถลากไปเทเป็นแถวประจำจุดให้วัวกินทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ผมทำเองเพียงคนเดียวทุกวัน” คุณสมเกียรติ ยืนยัน

จากการคำนวณต้นทุนและความสามารถของเครื่องมือ เครื่องจักรที่มี คุณสมเกียรติ เชื่อว่า “ผมสั่งซื้อฟางมาล็อตใหญ่ๆ คนขายมาส่งฟางมาถึงเอาลงตัดเชือกจัดการให้หมด สั่งต้นข้าวโพดตอนนี้ราคาตันละ 950 บาท ต้นสับปะรดตันละ 950 บาท หญ้าเนเปียร์ chop แล้วตันละ 700 บาท สั่งมาก็เอามากองรวม ใช้รถตักใส่ฟีดเดอร์วิ่งไปเทให้วัวสะดวกมาก เมื่อใช้ฟีดเดอร์ตัวนี้แล้วผมคำนวณว่าผมสามารถเลี้ยงวัวได้เต็มที่ถึง 2,000 ตัว โดยใช้คนดูแลเพียงแค่ 1 คน”

ฟาร์มระบบปิดไม่ทำวัคซีน-เปิดขายวัวตลอดเวลา

Uncle Sam Cattle Ranch มีรั้วล้อมรอบปิดพื้นที่ทั้งหมดและมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ส่วนตัวอยู่ในฟาร์มให้วัวกินไม่ปะปนกับวัวที่อื่น ทำให้คุณสมเกียรติมั่นใจในการควบคุมโรคจนไม่ต้องมีการทำวัคซีน “สมัยเริ่มต้นเลี้ยงผมก็จ้างหมอมาทำวัคซีนทุกอย่าง ปากเท้าเปื่อยอะไรผมก็ทำหมด แต่มีจุดเปลี่ยนคือ บางปีที่ไม่ทำวัคซีนแม้จะมีข่าวการระบาดของโรคแต่วัวของเราไม่เคยติดโรคเลย ผมจึงมั่นใจว่าด้วยสภาพการเลี้ยงในระบบปิดของเราไม่ใช้แหล่งน้ำปนกับใคร ไม่กินอาหารร่วมกับใคร ไม่มีวัวของใครมาเลี้ยงใกล้ๆ ทำให้วัวของเราปลอดโรคได้โดยไม่ต้องทำวัคซีน ผมเลยไม่ทำวัคซีนเลยมาหลายปีแล้วและก็ไม่เคยมีปัญหา” ในส่วนของการขายวัว คุณสมเกียรติ บอกว่า “ส่วนตัวแล้วผมชอบวัวสีขาว วัวของเราส่วนใหญ่เลยมีสีขาว ในเรื่องการขายตอนนี้ผมทำเป็นวัวเพื่อการค้า หรือ commercial grade ขายพันธุ์สำหรับนำไปเลี้ยงต่อและขายออกไปเพื่อใช้ทำวัวขุน ขายตัวผู้ออก อายุ 8-9 เดือน ขายออกหมดราคาคุยกันได้ แม่พันธุ์ไม่สวย แม่พันธุ์มีอายุผมก็คัดขาย ส่วนแม่พันธุ์ที่จะซื้อไปทำแม่พันธุ์เพื่อให้มีมาตรฐานผมขายแบบชั่งกิโล กิโลกรัมละ 100 บาท”

ใครสนใจอยากสอบถามการเลี้ยงวัวที่เน้นเรื่องจัดการต้นทุน สนใจอยากได้คำแนะนำเรื่องเครื่องฟีดเดอร์ อยากซื้อเครื่องฟีดเดอร์ คุณสมเกียรติ บอกว่า ติดต่อมาได้ที่ โทร. (081) 948-3448 หรือชาวบ้านพี่น้องชาวโคบาลอยากขอเข้ามาชมฟาร์มก็ติดต่อมาได้ คุณสมเกียรติยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง หรือจะเข้าไปทำความรู้จัก Uncle Sam Cattle Ranch กันก่อนได้ที่ youtube : Cattle farming in semi-arid location — dry season cattle feeding (www.youtube.com/watch?v=yJsVvkpCqHI) ฉบับนี้สวัสดีครับ

สัญญา สุภาพพรชัย กับน้ำเชื้อแยกเพศ อาวุธสำคัญในการขยายฟาร์มโค

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สัญญา สุภาพพรชัย กับน้ำเชื้อแยกเพศ อาวุธสำคัญในการขยายฟาร์มโค

“การทำฟาร์มนั้น เราต้องพัฒนาตัวเราขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาโคพันธุ์ดี พัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงก็ดี เทคโนโลยีการผสมพันธุ์ก็ดี เจ้าของฟาร์มต้องศึกษาหาความรู้เอาวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาเสริมด้วย”

หนึ่งในมุมมองของการประกอบอาชีพการทำฟาร์มเลี้ยงโคที่จะทำให้สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จของ คุณสัญญา สุภาพพรชัย กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรชัย อินเตอร์เทรด อดีตนายกสมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มันแห่งประเทศไทย

ที่สำคัญ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรชัย อินเตอร์เทรด ผู้นี้ เป็นหนึ่งในผู้นำการใช้เทคโนโลยีน้ำเชื้อที่ผลิตโดยเทคโนโลยีแยกเพศ (Sex Sourcing) ที่สามารถกำหนดเพศของลูกโคได้ผลสำเร็จถึงร้อยละ 90 จากต่างประเทศเข้ามาใช้เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย

ด้วยคุณสัญญาได้เห็นว่า ปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอย่างหนึ่งคือ การบริหารจัดการขยายตัวของฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นโคเนื้อหรือโคนม เจ้าของฟาร์มต่างตระหนักดีถึงปัญหาสำคัญนี้ ทั้งนี้ ฟาร์มโคเนื้อ โคนม ต่างล้วนมีความต้องการลูกโคตรงตามเพศที่ต้องการเพิ่มประชากรโคให้มีจำนวนที่ต้องการ แม้ว่าการผสมเทียมจะเป็นวิธีการที่สำคัญในการเพิ่มปริมาณโค แต่ก็ยังกำหนดเพศของลูกโคไม่ได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้เสียเวลา เสียโอกาสในการทำกำไรให้แก่ผู้เลี้ยงโค

คุณสัญญา กล่าวว่า ข้อดีของการใช้น้ำเชื้อแยกเพศ คือสามารถกำหนดเพศลูกโคที่จะเกิดได้ว่าจะให้เป็นเพศใด และจะให้มีจำนวนเท่าไรในแต่ละปี ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาในการขยายกิจการของฟาร์มได้ผลดีกว่าการผสมเทียมทั่วไป อีกทั้งช่วยเหลือโคที่มีพันธุกรรมที่ดีได้ด้วย เช่น เป็นโคที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น ใน 1 หลอดน้ำเชื้อผสมเทียมขนาด 0.25 ซีซี จะมีน้ำเชื้อพันธุ์โคที่ทำการแยกเพศแล้ว 2.1 ล้านตัว ตามมาตรฐานสากล ซึ่งก็พอเพียงต่อการผสมเทียมในแต่ละครั้ง

“สำหรับอัตราการผสมติดนั้น เป็นอัตราเท่ากับการใช้น้ำเชื้อโดยทั่วไป น้ำเชื้อที่ผลิตโดยเทคโนโลยีแยกเพศ จึงนับเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ของการจัดการฟาร์มโคได้ดียิ่งในปัจจุบัน เพราะน้ำเชื้อชนิดนี้เทียบได้กับเป็นอาวุธสำคัญเลยทีเดียวที่จะช่วยให้ธุรกิจฟาร์มโคเนื้อและโคนม เติบโตเป็นไปตามแผนที่วางไว้ อีกทั้งช่วยให้ได้โคตามเพศ ตามจำนวนที่ต้องการ ได้โคที่แข็งแรง เติบโตอย่างรวดเร็ว และควบคุมปริมาณโคได้ตามกำหนดเวลาด้วย”

ทั้งนี้ จากตารางการขยายฟาร์มโคนมแบบใช้น้ำเชื้อกำหนดเพศในเวลา 5 ปี จะเห็นได้ว่า ถ้าฟาร์มของเกษตรกรมีแม่โคนม 10 แม่ ใช้ผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแยกเพศ เวลาผ่านไป 5 ปี จะสามารถได้ผลผลิตโครวม 90 ตัว แยกเป็นแม่โค 40 ตัว ลูกโคเพศเมียที่เกิดจากแม่เดิมและแม่ใหม่ 50 ตัว คิดจากการผสมติด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าคิดจากการผสมติด 90 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณก็จะลดลงไปตามสัดส่วน” คุณสัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของน้ำเชื้อที่ผู้เลี้ยงโคในบ้านเรานิยมเป็นพันธุ์อะไรนั้น คุณสัญญา ให้คำตอบว่า ถ้าเป็นโคนมในปัจจุบัน พันธุ์บราวน์สวิสกำลังเป็นที่นิยมเพราะให้คุณภาพน้ำนมดี ไขมันในน้ำนมสูง นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์เจอร์ซี่ ซึ่งเป็นโคนมพันธุ์เล็ก แต่ปรับสภาพได้ดี มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อม และให้น้ำนมมาก

ส่วนโคเนื้อพันธุ์บราห์มันเป็นพันธุ์ที่ยังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย เพราะเลี้ยงง่าย ทนร้อนได้ดี รองลงมา ได้แก่ พันธุ์แบรงกัส พันธุ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบเลี้ยงโคใหญ่มาก แต่เน้นการให้เนื้อคุณภาพดีเป็นที่นิยมกิน

พร้อมกันนี้ คุณสัญญา ได้ให้ข้อแนะว่า

“ผมมีความเชื่อมั่นว่า ถ้าผู้เลี้ยงโคสามารถควบคุมปัจจัยการผลิตลูกโคได้ตามความต้องการ จะช่วยให้ธุรกิจการเลี้ยงโคในบ้านเราเติบโตไปได้ดี ทั้งโคเนื้อและโคนม โดยเฉพาะโคเนื้อที่ในปัจจุบันขาดตลาด เพราะเวลานี้ผู้เลี้ยงโคมีจำนวนลดลงมาก ทำให้ตลาดมีความต้องการเนื้อโคมากขึ้น หรือการที่สั่งเนื้อโคชั้นดีเข้ามาบริโภคก็จะลดลงเพราะเมื่อถึงวาระที่ต้องเปิดเสรีทางการค้าแล้ว จะทำให้มีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศกันมากขึ้น ยิ่งหากรัฐบาลมีการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อและโคนมอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าจะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคในเมืองไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีศักยภาพในการแข่งขันส่งออกกับตลาดต่างประเทศได้” คุณสัญญา กล่าว

สำหรับผู้สนใจ หากต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล สามารถติดต่อ คุณสัญญา สุภาพพรชัย ได้ที่ 1/17 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (032) 357-184, (032) 357-558, (032) 357-559

ผสมเทียมคือ…และทำอย่างไร

การผสมเทียม เป็นอีกคำหนึ่งที่มักได้ยินกันเสมอในวงการปศุสัตว์ รวมถึงในการสัมภาษณ์ข้างต้น ซึ่งการผสมเทียมนั้นเป็นการปฏิบัติงานที่คล้ายการทำหน้าที่ของพ่อพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผสมติด ตำแหน่งที่ปล่อยน้ำเชื้อต่างกัน พ่อพันธุ์จะปล่อยน้ำเชื้อในช่องคลอด แต่การผสมเทียมปัจจุบันจะปล่อยน้ำเชื้อที่ตำแหน่งคอมดลูก

ประโยชน์ของการผสมเทียมมีทั้งในด้านการปรับปรุงพันธุ์ ขยายพันธุ์สัตว์ และเป็นการเพิ่มผลผลิตปศุสัตว์อย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นวิธีการที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

แต่การผสมเทียมอาจจะนำมาซึ่งผลเสียอย่างคาดไม่ถึงแก่ตัวโคและเกษตรกรเจ้าของโคได้ เช่น การปฏิบัติงานผิดพลาดจากผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อหรือสกปรก อาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บของลำไส้ใหญ่และอวัยวะสืบพันธุ์ ลำไส้ใหญ่ทะลุ ปากช่องคลอดเป็นแผล มดลูกอักเสบ ผสมไม่ติด การแท้งลูกในระยะแรกหรือทำให้เกิดการแพร่โรคโดยพนักงานผสมเทียมเอง ทั้งโรคในระบบสืบพันธุ์และโรคติดต่อจากโคตัวหนึ่งไปยังโคตัวอื่นๆ หรือจากฝูงอื่นๆ รวมทั้งการเกิดโรคสัตว์ที่อาจจะติดต่อมาถึงคนได้

คุณสัญญา กล่าวว่า ในปัจจุบันการเลี้ยงโคโดยเฉพาะโคนม นิยมผสมพันธุ์โดยการผสมเทียม ด้วยการใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ที่มีคุณค่าทางพันธุกรรมที่ดี มากกว่าการใช้พ่อโคคุมฝูงผสมเองโดยธรรมชาติ ทำให้การตรวจการเป็นสัดเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก เพื่อที่จะทำการผสมเทียมในเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิได้สูง

ขั้นตอนการเตรียมน้ำเชื้อ

เมื่อโคเป็นสัด เจ้าหน้าที่ผสมเทียมจะตรวจสอบถามระยะเวลาการเป็นสัด อาการเป็นสัดจากเกษตรกรเจ้าของโค เพื่อที่จะเลือกการผสมเทียมในเวลาที่ดีที่สุด เพื่อเพิ่มอัตราการผสมติดให้กับแม่โค หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะเตรียมอุปกรณ์สำหรับปฏิบัติการผสมเทียม ประกอบด้วย

– ปืนฉีดน้ำเชื้อ กระบอกเก็บปืนฉีดน้ำเชื้อ และกระบอกเก็บพลาสติกชีต

– กรรไกร ปากคีบ

– พลาสติกชีต แซนิตารีชีต

– กระติกน้ำร้อน เทอร์โมมิเตอร์

– ถุงมือล้วง

– รองเท้าบู๊ต ผ้ากันเปื้อน

– อุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ผ้าเช็ดมือ แบบบันทึกต่างๆ กระดาษชำระ กระเป๋า ถังน้ำเชื้อสนาม สบู่ แปรงล้างรองเท้าบู๊ต เป็นต้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ผสมเทียมบันทึกการผสมเทียม และอาการของโคแล้ว เจ้าของโคจะนำโคเข้าซองบังคับโค เจ้าหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยขณะปฏิบัติงาน จากนั้นตรวจโคให้แน่ใจว่ามีการเป็นสัดแท้จริง

ซึ่งโคที่เป็นสัดจะต้องยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นทับ มีน้ำเมือกใสไหลออกจากช่องคลอด และอวัยวะเพศบวมแดง เมื่อพบว่าโคเป็นสัดแน่แล้ว เจ้าหน้าที่จะสวมถุงมือผสมเทียมโดยใช้สารหล่อลื่น เช่น น้ำมันพืช หรือพาราฟิน ทำการล้วงตรวจระบบสืบพันธุ์ภายใน ตรวจสุขภาพของคอมดลูก ตัวมดลูก ปีกมดลูก โดยคอมดลูกควรแข็งตัว มดลูกและปีกมดลูกควรแข็งมีความหยุ่นตัวสูง ดังนั้น ก่อนล้วงตรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ผสมเทียมต้องแน่ใจว่าเล็บมือสั้นและไม่มีคม จากนั้นจึงทำการเช็ดอวัยวะเพศโคให้แห้ง หลังจากนั้น ทำการละลายน้ำเชื้อเพื่อที่จะทำการผสมเทียม

ขั้นตอนการผสมเทียม

– ทำความสะอาดปืนฉีดน้ำเชื้อ และวางบนผ้าที่สะอาด

– ใช้ปากคีบคีบหลอดน้ำเชื้อออกมาจากถังสนามแล้วแช่ลงในน้ำอุ่นทันที ละลายน้ำเชื้อในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที

– เช็ดหลอดน้ำเชื้อด้วยกระดาษชำระให้แห้ง อย่าให้เหลือติดข้างหลอด

– บรรจุหลอดน้ำเชื้อใส่ปืนฉีดน้ำเชื้อ สวมพลาสติกชีต และใช้วงแหวนล็อกพลาสติกชีตให้แน่น จากนั้นจะทำการทดสอบน้ำเชื้อโดยกดก้านปืนให้น้ำเชื้อปริ่มออกมาที่ปลายหลอดเล็กน้อย

– สวมแซนนิตารีชีตหุ้มทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง

– เมื่อเตรียมน้ำเชื้อเรียบร้อยแล้วทำการผสมเทียมให้กับโค เมื่อปลายปืนถึงหน้าคอมดลูกให้ดึงปลายอีกข้างหนึ่งของแซนนิตารีชีต จนปลายปืนทะลุแซนนิตารีชีต วางปืนฉีดน้ำเชื้อที่ตำแหน่งคอมดลูก

– ถอดถุงมือแล้วม้วนถุงทิ้งในขยะ ไม่นำไปล้วงตัวอื่นต่อ เพื่อลดโอกาสแพร่โรคติดต่อบางโรค

– ล้างรองเท้าบู๊ต และผ้ากันเปื้อนให้สะอาด เพื่อลดโอกาสแพร่โรคต่างๆ ที่ติดต่อผ่านเจ้าหน้าที่ผสมเทียม

– บันทึกรายละเอียดการผสมเทียมลงในแบบบันทึกต่างๆ

เมื่อทำการผสมเทียมเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเจ้าของโคในการตรวจการเป็นสัดครั้งถัดไป และกลับมาตรวจท้องเพื่อติดตามการเกิดของลูกโคหลังจากการผสมเทียมไปแล้ว 45-60 วัน

เลี้ยงสุกรหน้าแล้ง ต้องระวังอะไรบ้าง?

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีปศุสัตว์

เลี้ยงสุกรหน้าแล้ง ต้องระวังอะไรบ้าง?

จากที่ในขณะนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนและพบว่าหลายจังหวัดเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง และมีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหานี้จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำและอาหารที่จะใช้เลี้ยงสุกร อันจะส่งผลต่อสุขภาพสุกรโดยตรง

ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้สุกรมีสุขภาพอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งโรคที่สำคัญ เช่น โรค PRRS โรคอหิวาต์สุกร โรคปากและเท้าเปื่อยในสุกร

ทั้งนี้ โรค PRRS สุกรจะแสดงอาการ เช่น เบื่ออาหาร หายใจลำบาก มีผื่นแดงตามผิวหนังโดยเฉพาะใบหู พบการแท้งในแม่สุกร ส่วนโรคอหิวาต์สุกรจะพบว่าสุกรจะแสดงอาการไข้ พบจุดเลือดออก อาการเขียวคล้ำกระจายทั่วตัว และแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น ขาไม่มีแรง

แต่หากเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยสุกรจะแสดงอาการไข้ ตุ่มพองบริเวณลิ้น ริมฝีปาก จมูก กีบเท้า เต้านม ส่งผลให้กีบหน้าหลุด และสุกรกินอาหารไม่ได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีข้อแนะนำว่า การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือการเลี้ยงสุกรโดยใช้หลักระบบความปลอดภัยทางชีวภาพซึ่งเป็นระบบป้องกันหรือลดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มหรือสถานที่เลี้ยงสุกร โดยเน้นเรื่องการจัดการ การเลี้ยงสุกร และสถานที่เลี้ยงสุกร

ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการปรับระบบการเลี้ยงสุกรเพื่อป้องกันโรคและประเมินสถานภาพโรค PRRS ของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

พบว่าฟาร์มสุกรที่มีการเลี้ยงสุกรไม่ผ่านเกณฑ์ตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพจะพบปัญหาจากโรค PRRS มากกว่าฟาร์มสุกรที่ผ่านเกณฑ์ 2.98 เท่า และฟาร์มสุกรที่มีสถานที่เลี้ยงสุกรไม่ผ่านเกณฑ์มีแนวโน้มเกิดโรค PRRS มากกว่าฟาร์มสุกรที่ผ่านเกณฑ์

ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้เตรียมสำรองแหล่งน้ำ-อาหารสำหรับสุกรตลอดฤดูแล้งนี้ และขอความร่วมมือสังเกตอาการสุกรของตน หากพบสุกรแสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทราบ เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มีข้อสงสัยเรื่องโรคหรือต้องการข้อมูลโครงการปรับระบบการเลี้ยงสุกร สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ หรือโทร. (02) 653-4412 ในวันและเวลาราชการ

พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิตในการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสุกรและสัตว์ปีก เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ฯลฯ ที่ต้องประสบกับปัญหาราคาอาหารสัตว์ หรือวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพง ในขณะเดียวกัน ผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์กลับมีราคาไม่สมดุลกับต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกษตรกรจะสามารถลดต้นทุนได้มากก็คือค่าอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ในการเลี้ยงสัตว์จะเป็นค่าอาหาร ดังนั้น หากเกษตรกรผสมอาหารสัตว์ใช้เองจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้มาก

การลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์โดยหลักการก็คือ การลดราคาของสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ให้ต่ำลง ในขณะที่คุณค่าทางโภชนะของสูตรอาหารยังคงเดิม

สำหรับแนวทางในการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์อาจกระทำได้ดังนี้ เกษตรกรจะต้องคำนวณสูตรอาหารให้มีโภชนะหรือสารอาหารต่างๆ พอดีกับความต้องการของสัตว์เลี้ยง หรือให้มีส่วนเกินของโภชนะหรือสารอาหารให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะโปรตีนในสูตรอาหารซึ่งเป็นสารอาหารที่มีราคาแพง

โดยวิธีการนี้เกษตรกรก็จะสามารถลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง

การเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาแพงในสูตรอาหารในกรณีที่เกษตรกรผสมอาหารสัตว์ใช้เอง จะช่วยให้ราคาอาหารสัตว์ต่ำลงในขณะที่คุณภาพหรือปริมาณสารอาหารที่มีในสูตรอาหารยังคงเดิม ในสภาพปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป เช่น ปลาป่น กากถั่วเหลือง ปลายข้าว และข้าวโพด มีราคาแพงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนค่าอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

หากเกษตรกรรู้จักเลือกใช้วัตถุดิบชนิดอื่นๆ ที่มีราคาถูก โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นผลพลอยได้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมมาทดแทนวัตถุดิบที่ใช้กันอยู่ เกษตรกรอาจลดต้นทุนค่าอาหารโดยการปรับลดปริมาณอาหารที่ให้สัตว์กิน โดยเฉพาะในการเลี้ยงสุกรสามารถลดปริมาณอาหารที่ให้ลง 10% จากปริมาณที่สุกรกินเต็มที่ หรือจะใช้หญ้าขนสดหั่นผสมร่วมกับสูตรอาหารในปริมาณ 10% โดยน้ำหนักในการเลี้ยงสุกรขุน จะทำให้สามารถลดค่าอาหารลงได้ 10% โดยสุกรยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นปกติ

อีกประการหนึ่งที่สำคัญจะต้องหมั่นดูแลการให้อาหารสัตว์เพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นสูญเสีย เช่น ปรับปรุงลักษณะของรางอาหารความตื้นลึกของราง ตลอดจนขนาดความกว้างของรางอาหารให้เหมาะสม ก็จะช่วยลดการสูญเสียของอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการลดต้นทุนค่าอาหารและการผลิตสัตว์

เลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

จากที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย และองค์กรเครือข่ายต่างๆ จัดงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 20 ประจำปี 2559 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “คนสร้างชาติ ควายสร้างคน บนรอยพ่อสอน” ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

จุดประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจให้ได้รับความรู้ด้านการจัดการเลี้ยงดูควาย การป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ และการพัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์เน้นให้เห็นความสำคัญของการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ควาย

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจ นอกเหนือจากกิจกรรมในงานคือ ตัวเลขประชากรควายของประเทศไทย ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้บอกว่า มีปริมาณลดลงอย่างน่าตกใจ

ควายลดวูบ เหลือ 7 แสนตัว

โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องจากการประกอบอาชีพทำนาปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนแรงงานควายเกือบ 100% ทำให้ควายหมดความสำคัญ ประกอบกับมีการนำควายเพศเมีย ควายที่ตั้งท้อง และควายอายุน้อยมาบริโภคมากขึ้น โดยมีการบริโภคปีละกว่า 200,000 ตัว ขณะที่มีลูกเกิดปีละประมาณ 150,000 ตัว เท่านั้น

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีปัญหาขาดแคลนพื้นที่เลี้ยงควายและแรงงาน โดยเฉพาะฤดูเพาะปลูกข้าวทำให้ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เพราะมีการแย่งชิงพื้นที่ไปทำประโยชน์อื่น ส่งผลให้เกษตรกรไม่อยากเลี้ยงและขายควายออกไป ขณะเดียวกัน ไทยยังมีการส่งออกควายมีชีวิตทั้งเพศผู้และเพศเมียไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ จีน และกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีความต้องการควายเพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนควายของไทยลดลงอย่างรวดเร็วจากปี 2548 ที่มีมากถึง 1,624,919 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงควาย 393,352 ราย ในปี 2558 ลดเหลือประมาณ 700,000 ตัว เกษตรกรประมาณ 185,000 ราย

ซึ่งแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาควายไทย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้มีแผนเร่งดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตควาย ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิตและความมั่นคงทางอาหารด้านปศุสัตว์ เพื่อเร่งรัดการผลิตควายและมีมาตรการปกป้องพันธุ์ควายเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเร่งกระตุ้นให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงควายเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อควายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงควายจำนวน 5,000 ราย เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรจัดซื้อควายตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อเพิ่มปริมาณฐานแม่ควายในประเทศมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพการผลิตให้ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและอนุรักษ์พ่อ/แม่พันธุ์ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายจำนวน 500 กลุ่ม พร้อมส่งเสริมสนับสนุนการปลูกพืชอาหารสัตว์และส่งเสริมการผสมเทียมควายด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีอีกว่า 20,000 ตัว จะทำให้ได้ลูกควายที่มีลักษณะดี เลี้ยงง่ายและโตเร็ว ซึ่งคาดว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ปริมาณควายของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านตัว

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการเพื่อปกป้องพันธุ์ควาย กรมปศุสัตว์ได้มีการจัดทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ และบังคับใช้กฎหมายโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 (กฎกระทรวง พ.ศ. 2546) เช่น ห้ามส่งควายเพศเมียออกนอกประเทศ ห้ามส่งแม่ควายตั้งท้องหรือแม่ควายเลี้ยงลูกอ่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ และเพิ่มศักยภาพการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เป็นต้น

“ขณะนี้ควายมีราคาค่อนข้างแพงโดยเฉพาะพ่อแม่ควายพันธุ์ดี มีราคาสูงถึงตัวละ 30,000-50,000 บาท นอกจากนั้น ควายเผือกยังมีราคาสูงด้วย เนื่องจากมีปริมาณน้อยและนับวันยิ่งหาค่อนข้างยาก หากเกษตรกรหันมาเลี้ยงควายเสริมอาชีพ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังได้มูลควายเป็นผลพลอยได้ สามารถผลิตเป็นปุ๋ยคอกนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน หรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

มาเลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลนำเสนอถึงการเลี้ยงควายในลักษณะที่เรียกว่า เลี้ยงแบบประณีต อันเป็นข้อแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 จังหวัดมหาสารคาม ในสังกัดกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. (043) 777-600 ซึ่งวิธีการดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ คุณชัชวาล ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 กล่าวว่า การเลี้ยงควายแบบประณีต หรือ Intensive Farm System เป็นรูปแบบการจัดฟาร์มสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแม่พันธุ์ควาย ภายใต้ระบบการบริหารจัดการพื้นที่ อุปกรณ์ และเครื่องมือเท่าที่จำเป็นให้เหมาะสมกับแรงงาน โดยใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ปล่อยเลี้ยงที่มีจำกัด

“ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ได้จัดทำฟาร์มสาธิตการเลี้ยงควายแบบประณีต ภายใต้สภาพพื้นที่ของจังหวัดมหาสารคามที่อยู่นอกเขตชลประทาน เป็นพื้นที่ราบเรียบ ดินมีลักษณะร่วนหยาบปนดินทราย และมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีน้อยกว่า 2,540 มิลลิเมตร และเน้นการจัดการเลี้ยงแบบประณีต ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้” คุณชัชวาล กล่าว

ภายในฟาร์มสาธิตดังกล่าว จะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการฟาร์ม ประกอบด้วย 5 ด้านที่สำคัญ คือ

หนึ่ง ด้านแรงงาน วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ

– แรงงานที่แนะนำคือ 1 คน อุปกรณ์ประกอบด้วย

– รถเข็น 1 คัน โดยให้มีขนาดความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร รถเข็นขนาดดังกล่าวเกษตรกรสามารถบรรจุหญ้าได้เต็มที่ประมาณ 40-60 กิโลกรัม ต่อครั้ง

– เครื่องตัดหญ้าสะพายไหล่ ขนาด 1.5 แรงม้า 1 เครื่อง จะสามารถตัดหญ้าได้ประมาณ 165 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง

– เครื่องหั่นสับ ขนาด 1.5 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง จะสับหญ้าได้ประมาณ 120 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง

– เครื่องสูบน้ำ 1 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง เพื่อใช้ในสูบและส่งน้ำ กรณีที่มีระยะทางไกล

– ถังหมักหญ้า ขนาด 150 ลิตร จำนวน 40 ใบ โดยถัง 1 ใบ จะสามารถทำหญ้าหมักได้ประมาณ 60 กิโลกรัม

สอง ด้านการจัดการโรงงานสำหรับเลี้ยงแม่พันธุ์จำนวน 5 ตัว

– พื้นที่คอก ควรมีขนาด 15×15 เมตร ประกอบด้วยพื้นที่ภายในโรงเรือน ขนาด 3×6 เมตร

– รางอาหาร กว้าง 0.8 เมตร ยาว 5.60 เมตร สูง 0.60 เมตร

– อ่างอาบน้ำสำหรับควายที่เลี้ยง ขนาดที่เหมาะสมคือ กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 0.70 เมตร สามารถบรรจุน้ำได้ 3,000 ลิตร

– แรงงาน 1 คน จะใช้เวลาในการทำความสะอาดคอก 30 นาที ต่อวัน

– อีกส่วนที่จะเป็นผลพลอยได้ของเกษตรกรคือ มูล โดยควาย 1 ตัว จะให้มูลเฉลี่ย 11 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ในขณะที่วัว ให้มูลเฉลี่ย 7.50 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน

สาม ด้านการจัดการให้อาหารสัตว์

– แม่พันธุ์ควาย จำนวน 5 ตัว จะต้องกินหญ้าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 250 กิโลกรัม ต่อวัน กรณีที่เกษตรกรปลูกหญ้าเนปียร์ จะต้องมีการจัดการให้พืชอาหารสัตว์ตามประสิทธิภาพผลผลิตหญ้า โดยในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน-กันยายน รวมประมาณ 120 วัน จะให้กินหญ้าสดอย่างเดียวประมาณ 250 กิโลกรัม ต่อวัน ส่วนช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม รวมระยะเวลา 245 วัน จะให้กินหญ้าสด 190 วัน และหญ้าหมัก 60 กิโลกรัม

โดยเมื่อรวมแล้ว เกษตรกรจะต้องให้หญ้าแก่แม่ควายที่เลี้ยงทั้งหมด 91.25 ตัน ต่อปี แบ่งเป็นหญ้าสด 76.55 ตัน และหญ้าหมัก 14.70 ตัน

– ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดหญ้าต่อวัน ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที และหากรวมระยะเวลาในการหั่นสับอีก 2 ชั่วโมง รวมเกษตรกรต้องจัดการเกี่ยวกับหญ้าประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที

– ในแต่ละปีเกษตรกรต้องมีต้นทุนค่าพืชอาหารสัตว์ประมาณ 6,475 บาท ต่อตัว

สี่ ด้านการจัดการแปลงหญ้า

– พันธุ์หญ้าที่แนะนำคือ หญ้าเนเปียร์ โดยพื้นที่แปลงหญ้า 1 ไร่ จะใช้ระยะปลูกประมาณ 60×40 เซนติเมตร จะได้จำนวนกอประมาณ 2,688 กอ

– การให้น้ำหญ้าเนเปียร์ที่ปลูก ในช่วง 3 สัปดาห์แรกหลังจากการตัด ให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากนั้นอีก 15 วัน ให้น้ำอีก 1 ครั้ง

– การให้ปุ๋ย มีข้อแนะนำว่าควรใส่ปุ๋ยคอกทุกครั้งหลังจากการตัด จากนั้นเมื่อเริ่มแตกหน่อให้ใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อครั้ง

– การตัด ตัดครั้งแรกเมื่อหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกอายุได้ 60 วัน จากนั้นตัดทุกๆ 45 วัน รวมทั้งปีจะสามารถตัดหญ้าได้ประมาณ 8 ครั้ง

– ผลผลิตของหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ถ้าเป็นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน จะได้ประมาณ 19 ตัน ต่อครั้ง ส่วนฤดูแล้ง เดือนตุลาคม-พฤษภาคม จะได้ประมาณ 10 ตัน ต่อครั้ง รวมผลผลิตทั้งหมด 100 ตัน ต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนในการผลิตอยู่ประมาณ 0.35 บาท ต่อกิโลกรัม

ห้า ด้านการทำหญ้าเนเปียร์หมัก

– ทางฟาร์มสาธิตจะทำการหมักหญ้าด้วยถังหมักขนาด 150 ลิตร ซึ่งสามารถหมักหญ้าได้ประมาณ 60 กิโลกรัม

– เวลาที่ใช้หมัก ทั้งหมด 1 ชั่วโมง ต่อถัง โดยแบ่งเป็นต้นหญ้าจากแปลง 23 นาที หั่นสับ 30 นาที อัดใส่ถัง 27 นาที และทำการหมักอีก 20 นาที

– ต้นทุนการผลิตหญ้าหมัก ประมาณ 0.38 บาท ต่อกิโลกรัม หรือ 22.84 บาท ต่อถัง

ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงควายแบบประณีตที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี

“นทพ.” เดินหน้าพัฒนาอาชีพเลี้ยงโค พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วยเกษตรกรช่วงราคาตกต่ำ

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา/รายงาน

การทำสวนยางพารา เป็นอาชีพที่พี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดเป็นอาชีพหลัก และเป็นวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน เมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโต ความต้องการใช้ยางพาราก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่ราคายางพาราพุ่งสูงขึ้น ชาวสวนยางจึงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกษตรกรหันมาลงทุนปลูกยาง มีการขยายพื้นที่การปลูกอย่างมากมายจนเกือบทั่วประเทศ

จากปี 2553 ที่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราจำนวน 18 ล้านไร่ และในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกอยู่ที่ 19.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 1.6 ล้านไร่

แต่เมื่อเกิดภาวะการผลิตยางพาราที่มากกว่าความต้องการของตลาด กอปรกับสภาวะทางเศรษฐกิจของโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคายางพาราตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบปัญหารายได้จากสวนยางที่ลดน้อยลง มีความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์ราคายางพาราในขณะนี้ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบความเดือดร้อน และได้รับนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ในการหาช่องทางช่วยเหลือบรรเทาแก้ไขปัญหา และส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผู้ที่ปลูกสวนยางพารา อย่างเป็นระบบเป็นการเร่งด่วน

พล.อ. สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) จึงมอบหมายให้ พล.อ. หัสพงศ์ ยุวนวรรธนะ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย เร่งดำเนินการจัดทำ โครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้และช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในสภาวะราคายางพาราตกต่ำ

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดทำโครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560” ขึ้น โดยเน้นให้ชุดบริการผสมเทียมโค ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ นำน้ำเชื้อโคเนื้อพันธุ์ดีที่ได้นำเข้าจากต่างประเทศหลายสายพันธุ์ มาให้บริการผสมเทียมโคให้แก่ราษฎรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมด้วยการฝึกอบรมราษฎรในพื้นที่ เพื่อเป็นสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครผสมเทียมและปศุสัตว์ โดยใช้น้ำเชื้อโคพันธุ์ดีจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รวมทั้งขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงโคอย่างถูกต้อง ให้ได้โคพันธุ์เนื้อคุณภาพ ในอันที่จะให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคสามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้

อาสาสมัครผสมเทียม/อาสาสมัครปศุสัตว์ ที่ส่งเสริมนี้เป็นเกษตรกรแกนนำมีบทบาทหน้าที่ในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงโค เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำเกษตรกรในด้านการเลี้ยงโค การจัดทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์ มีเป้าหมายในระยะเวลา 3 ปี จะต้องจัดตั้งให้ได้ 66 กลุ่ม มีสมาชิก 1,000 ราย ปริมาณโคเนื้อลูกผสมในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3,000 ตัว มูลโคสามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยได้หลายตัน มีการบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง การจัดการตลาด สร้างผลิตภัณฑ์

โดยในอนาคตจะพัฒนาเป็นสหกรณ์กลุ่มผู้เลี้ยงโค

จากการดำเนินการมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี สามารถจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็งได้แล้ว 38 กลุ่ม สมาชิกกว่า 500 ราย

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บ้านปิยา ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ การเลี้ยงโคครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ การผสมพันธุ์ การเลี้ยงโคให้ได้มาตรฐาน การรักษาโค การปลูกหญ้า การทำอาหารโค และอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าโครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560” ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมการเลี้ยงโค ดำเนินการอย่างมีระบบและต่อเนื่อง สนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงโคที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าโค

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาลูกโคพันธุ์พื้นเมืองอายุ 1 ปี จำหน่ายได้ใน ราคา 8,000-10,000 บาท ต่อตัว โคเนื้อลูกผสมอายุ 1 ปี ราคาถึง 20,000-30,000 บาท ต่อตัว

ทำให้เกษตรกรบางรายได้ยึดเป็นอาชีพหลักทดแทนอาชีพเดิมในการทำสวนยางพารา มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในอนาคตต่อไป

เตือนทำแนวกั้นไฟ ป้องกันไฟไหม้สวนยางภัยแล้ง

คุณเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมีความรุนแรง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีความห่วงใยสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ ที่อาจขาดแคลนน้ำจนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ซึ่งในช่วงแล้งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีแสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้ง และส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสวนยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางปลูกใหม่ และสวนยางเล็ก อายุไม่เกิน 3 ปี ควรเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งประมาณ 1 เดือน โดยควรจัดการสวนยางอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น การกำจัดวัชพืชในสวนยาง พร้อมทั้งหาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซากวัชพืช หญ้าคา หรือฟางข้าว มาคลุมโคนต้นยางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน รวมถึงการตัดแต่งกิ่งต้นยางเพื่อลดแรงต้านลม และใช้ปูนขาวทาบริเวณที่ตัดแต่งกิ่ง ซึ่งการจัดการและหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้งได้

“พี่น้องชาวสวนยางควรการทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง โดยการขุดถากวัชพืชและเก็บซากพืชบริเวณรอบๆ สวนยาง ออกเป็นแนวกว้างประมาณ 3-5 เมตร และควรกำจัดวัชพืชบริเวณแถวยางออก ข้างละ 1 เมตร แล้วนำเศษวัชพืชมาคลุมโคนต้นยาง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในหน้าแล้ง เพราะวัชพืชที่แห้งตายอาจเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟไหม้สวนยางได้”

“นอกจากนี้ แสงแดดในช่วงที่มีอากาศร้อนอาจทำให้ต้นยางพารามีรอยไหม้ เกษตรกรสามารถแก้ไขได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำทาบริเวณโคนต้น สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร รวมถึงการปลูกพืชแซมในสวนยางที่ให้ความชุ่มชื้นกับดิน อาทิ กล้วย และสับปะรด ก็สามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวสวนยางระหว่างช่วงปิดกรีดอีกทางหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขอคำปรึกษาการดูแลสวนยาง และข้อมูลที่สนใจเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ระนอง ใช้มูลหมู ลดค่าไฟ

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุจิต เมืองสุข

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ระนอง ใช้มูลหมู ลดค่าไฟ

พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มขนาดเลี้ยงหมูขนาดกลางที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปีแล้วก็ตาม

คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม จำนวน 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน

แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง ก่อให้เกิดปัญหา

ปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้สำเร็จลุล่วง ทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซมีเทน อันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ด้วยการนำของเสียจากฟาร์มมาแปรสภาพให้เป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม ช่วยเพิ่มรายได้ และกำจัดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาระหว่างฟาร์มกับชุมชน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งมอบให้สำนักงานพลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัด สำรวจและเข้าไปส่งเสริม หากพบว่าฟาร์มหรือชุมชนใดมีความพร้อม จะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร้อยละ 10 ในการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพภายในฟาร์มให้ สำหรับจังหวัดระนอง ชัยสิทธิ์ฟาร์ม อยู่ในขอบข่ายที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สามารถนำของเสียจากมูลหมูมาผลิตก๊าซชีวภาพใช้เองภายในฟาร์ม ทั้งยังช่วยลดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นปัญหาของฟาร์มให้ลดลง

ปี 2550 ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ก้าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเริ่มเดินระบบในปี 2551

คุณทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงพลังงาน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น ช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพิ่มขึ้นตามแผนพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ในปี 2579 หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย เพื่อเป็นการยกระดับให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร

“ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เมื่อปี 2550 และเริ่มเดินระบบได้ในปี 2551 ซึ่งระบบได้มีการก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพ รองรับปริมาณปศุสัตว์ภายในฟาร์ม ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 315 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 292 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง ต่อวัน หรือคิดเป็น 96,360 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อปี และสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอน ต่อวัน หรือ 495 ตันคาร์บอน ต่อปี และถึงแม้จะเป็นการนำไฟฟ้ามาใช้แค่ในฟาร์ม แต่ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงวันละประมาณ 1,168 บาท ต่อวัน หรือคิดเป็น 385,000 บาท ต่อปี”

คุณประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน อธิบายว่า การส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการวิจัย เมื่องานวิจัยประสบผลสำเร็จ จึงนำออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการฟาร์ม รวมถึงประชาชนที่สนใจ ซึ่งการวิจัยได้ส่งเสริมให้นำน้ำเสีย ของเสีย หรือขยะอินทรีย์ที่เหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยดำเนินการไปในฟาร์มแล้วกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าการติดตั้งระบบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินก่อสร้าง และเจ้าของฟาร์มหรือชุมชน ออกค่าใช้จ่ายเองอีกส่วน

“สำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม มีปัญหาเรื่องกลิ่นมูลหมู เพราะจะเป็นฟาร์มขนาดกลาง เก็บมูลหมูตากแห้งจำหน่าย แต่กลิ่นก็ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก การนำของเสียจากมูลหมูจำนวนหนึ่งไปผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากจะทำให้ฟาร์มสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้แล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้อีกด้วย”

คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ในการติดตั้งระบบที่เจ้าของฟาร์มต้องลงทุนเองจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มทุนและไม่ได้คิดว่า ระบบจะมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนเมื่อใด เพราะสิ่งที่ได้รับจากการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ช่วยลดแรงกดดันที่ชุมชนมีต่อฟาร์มลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นมูลหมูที่เป็นปัญหา นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 40 เพราะก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบ จำนวน 2 หน่วย สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 1 คิวบิกเมตร

สำหรับปัญหาสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในจังหวัด ซึ่งจะมีผลต่อการเดินระบบการผลิตก๊าซชีวภาพ เพราะจังหวัดระนอง เป็นจังหวัดที่มีสภาพภูมิอากาศชื้น มีฝนและร้อนสลับกันบ่อยครั้งนั้น คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพที่นำมาใช้ในฟาร์มจะได้ในปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในฤดูฝน สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 8-10 ชั่วโมง ในฤดูแล้ง สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 10-12 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินระบบตั้งแต่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนให้กับสถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร ในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผล และเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฟาร์มหมู ซึ่งเป็นตัวอย่างการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดค่าไฟฟ้าแล้วนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ยังพร้อมส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น พลังงานขยะ พลังงานชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โทรศัพท์ (02) 612-1555 ต่อ 204-205 หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด

%d bloggers like this: