เทคโนโลยีการเกษตร

All posts tagged เทคโนโลยีการเกษตร

ผักบุ้งน้ำ ไทรน้อย งานเกษตรทำง่าย สร้างรายได้ให้มากกว่าที่คิด

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

อนุชิต ไกรวิจิตร

ผักบุ้งน้ำ ไทรน้อย งานเกษตรทำง่าย สร้างรายได้ให้มากกว่าที่คิด

ผักบุ้ง เป็นพืชที่อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยของเรามานาน แล้วก็เป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากพืชชนิดนี้มีคุณประโยชน์มากมายจนหาข้อจำกัดไม่ได้เลย เพราะในตัวผักบุ้งนั้นจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่สำคัญอีกด้วย

พืชชนิดนี้จะอาศัยอยู่เหนือน้ำ หรือในที่ที่มีความแฉะ เพราะพืชชนิดนี้จะชอบน้ำมากเป็นพิเศษ ถ้าหากขาดน้ำไปจะกลายเป็นการสร้างความเสียหายให้กับวงจรของผักบุ้งเลยก็ว่าได้ โดยลักษณะทั่วไปของผักบุ้งคือ ลำต้นจะไม่มีขน ภายในลำต้นจะกลวงโบ๋ ส่วนใบจะออกสลับกัน มีปลายใบที่เรียวแหลมดูสวยงาม จะมีความยาวประมาณ 6-15 เซนติเมตร สามารถพบได้ตามลำคลอง หนอง บึง ร่องน้ำในสวน หรือตามแหล่งน้ำต่างๆ

คุณสุภาวดี แตงสุข คือหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกผักบุ้ง และเป็นเจ้าของแปลงนาผักบุ้งน้ำ ที่ตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี

ผักบุ้งที่ปลูกจากรุ่นสู่รุ่น

คุณสุภาวดี เล่าว่า เดิมทีที่ดินแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นสวนผลไม้มาก่อน แต่เนื่องจากช่วงนั้นต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เป็นอย่างหนัก จึงเป็นเหตุที่ทำให้ต้องล้มสวนออกจากบริเวณนั้น แล้วเปลี่ยนมาเป็นนาผักบุ้งที่อยู่ให้เห็นถึงปัจจุบัน

คุณสุภาวดี บอกว่า การทำนาผักบุ้งถือเป็นธุรกิจของครอบครัว ที่ทำสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งในส่วนของคุณสุภาวดีเอง ก็ทำอาชีพนี้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปีแล้ว โดยมีสาเหตุที่เลือกปลูกผักบุ้งประเภทในน้ำว่า ลักษณะเด่นรวมๆ มันปลูกง่าย รวมถึงขั้นตอนอื่นๆ ไม่ต้องลงทุนลงเมล็ดพันธุ์ใหม่ สามารถเอาตัวเก่าของผักบุ้งมาทำพันธุ์เพื่อใช้ได้ต่อเลย และเป็นการช่วยลดต้นทุนได้ และมันจะต่างจากพันธุ์ทั่วไปตรงที่ ผักบุ้งพันธุ์นี้มันดูแลง่าย ตรงที่ว่า ผักบุ้งจีนจะใช้คนงานเยอะ แต่ถ้าเป็นผักบุ้งน้ำ บางทีเรามี 7-8 คน เราก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นผักบุ้งพันธุ์อื่นมันจะใช้แรงงานจากคนค่อนข้างเยอะ แต่อันนี้เราตัดแล้วขึ้นกองได้เลย

ผักบุ้ง ปลูกคล้ายแปลงทำนา

ในส่วนของวิธีการปลูก คุณสุภาวดีจะใช้วิธีคล้ายกับนาข้าว ทุกครั้งที่มีการเตรียมดินจะย่ำให้จม ถ้าเป็นนาเก่าหรือนาที่มีผักค้างอยู่ในแปลงต้องย่ำให้หนักๆ เพื่อให้เกิดดินดำผุดขึ้นมา เมื่อเสร็จสิ้นจากการเตรียมดินแล้ว จึงค่อยๆ นำพันธุ์ผักบุ้งที่เป็นยอดๆ จะใช้ประมาณ 3-4 ยอด มาปักหรือดำเหมือนกับการดำนาข้าวแบบทั่วไป แล้วจัดให้ผักบุ้งที่ดำลงไปให้นอนราบ แล้วก็จัดทำเช่นนี้เรียงต่อไปเรื่อยๆ จนสุดแปลง โดยระยะความห่างของแถวจะอยู่ที่ประมาณ 5 ศอก โดยแปลงแห่งนี้จะใช้เวลาในการเพาะปลูกที่ 2 เดือน ก่อนที่จะย่ำทิ้งเพื่อปรับแปลงนาใหม่

โดยระยะเวลาการเจริญเติบโตของผักบุ้งนี้ ถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างดี เพราะเพียงแค่ 3 สัปดาห์ ผักบุ้งที่เพาะก็จะแตกยอดออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการใส่ใจในรายละเอียดการใส่ปุ๋ยบำรุง

“ใช้ปกติเหมือนพืชอื่นๆ เลย แต่จะเป็นสูตรปุ๋ยที่เราจะเลือกเอาเอง ว่าจะบำรุงยอด บำรุงใบ หรือว่าบำรุงลำต้น ส่วนมากเขาจะใช้ 25-7-7 เป็นปุ๋ยเม็ด เราจะใช้ถังใส่ปุ๋ย แล้วก็ค่อยๆ มาหยอดมาเหวี่ยงปุ๋ยตามกอผักบุ้งที่เราปลูก จะใส่อาทิตย์ละหน แต่จะใส่ไม่เยอะ ใช้ 50 กิโลกรัม ต่อ 3 ไร่” คุณสุภาวดี กล่าว

ในส่วนของน้ำในคันนาผักบุ้งถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ โดยน้ำที่จะเลี้ยงผักบุ้งได้ ต้องมีความลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ผู้ดูแลต้องพยายามไม่ปล่อยให้น้ำแห้งจนเกินไป จึงจำเป็นต้องปล่อยน้ำลงนาผักบุ้งเมื่อพื้นที่เริ่มแห้ง 7 วันหลังจากที่ปล่อยน้ำไปแล้ว เมื่อผักบุ้งอยู่ในช่วงที่ดีเราจะต้องรีบตัดทันที ไม่อย่างนั้นขี้ตะไคร่ที่เกิดขึ้นจะมาเกาะได้ เพราะจะทำให้ผักบุ้งโตมาแบบไม่สวย เมื่อนำไปขายจะได้ราคาไม่ดี

ระยะเวลา 2 เดือน คือช่วงเวลาที่ดีในการเก็บผักบุ้ง เพราะในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยอดผักบุ้งยาวและสวยงาม ยอดผักบุ้งของคุณสุภาวดีที่ได้จะมีความยาวอยู่ที่ ประมาณ 30 เซนติเมตร

ศัตรูพืชตัวฉกาจ

ศัตรูพืชเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสุภาวดีกำชับว่าเป็นอะไรที่ละเลยไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ซึ่งคุณสุภาวดีได้บอกวิธีการป้องกันศัตรูพืชเหล่านี้ว่า “ทุกครั้งที่เราตัดจะมีตัวหนอน ส่วนใหญ่เป็นพวกแมลง เพลี้ยก็กิน ไรแดงก็กิน หนอนก็กวนยอดผักบุ้ง เราหมั่นสังเกตแล้วก็ป้องกัน”

สำหรับการใช้สารเคมี คุณสุภาวดีบอกว่า เน้นความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สำคัญกว่าแรงใจ

ก็คือ “แรงงาน”

อุปสรรคอีกอย่างที่แก้ไม่หาย สำหรับคุณสุภาวดีก็คือ เรื่องของคนงานนั่นเอง ด้วยความที่มีคนงานเก็บผักบุ้งอยู่ไม่กี่คน แล้วเขาก็ไม่ได้ดูแลเฉพาะนาผักบุ้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังปลูกนาข้าวในละแวกนั้น เป็นการสร้างรายได้เสริมอีกด้วย จึงทำให้การที่ต้องลงเก็บผักบุ้งที่แปลงในทุกๆ ครั้ง จะเหนื่อยมากเป็นพิเศษ คุณสุภาวดีจึงมองว่าปัญหาที่สำคัญคือ เรื่องของแรงงานนั่นเอง

ดูแลผักบุ้ง

แล้วอย่าลืมดูแลตัวเอง

อาชีพปลูกผักบุ้งประเภทนี้ เป็นงานที่ต้องทำในน้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลาคือ เรื่องของโรคต่างๆ ที่เกิดจากการที่ต้องอยู่ในน้ำนานๆ ทางคุณสุภาวดีเผยว่า การทำงานในน้ำแบบนี้ เป็นเรื่องปกติที่อาจจะมีอาการคันจากแหนในน้ำบ้างในบางครั้ง แต่ก็สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ โดยทุกๆ ครั้งที่ขึ้นจากน้ำ เขาจะใช้ครีมอาบน้ำที่มีสารป้องกันหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ในการชำระล้างร่างกายในทุกๆ ส่วน

ผักบุ้ง ยังเป็น

ที่ต้องการของตลาด

ด้านของการตลาดการจำหน่ายผักบุ้งของคุณสุภาวดี เผยว่า “การจัดส่งของเรา เราจะส่งแบบเป็นมัด 1 มัด ของเราจะเป็น 25 กำ ของผักบุ้งที่นำมารวมกัน โดยมาตรฐานของมัด จะอยู่ที่ 5 กิโล หรือจะเกินก็ได้ เพราะถ้าหากเรานำไปส่งที่ตลาด ที่นั่นจะมีการสุ่มตรวจน้ำหนักผักของเรา ซึ่งเราต้องให้ได้เกิน 5 กิโลกรัม ไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะโดนตำหนิได้”

โดยราคาที่ขายส่ง จะอยู่ที่ มัดละ 30-35 บาท หรือถ้าเป็นในช่วงที่ดีสุดของคนปลูกผักบุ้ง ก็จะมีราคาอยู่ที่ มัดละ 50-60 บาท เลยทีเดียว ถ้าผักดี

ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดราคาของพ่อค้าคนกลางและฤดูกาลตามสภาพอากาศ ถ้าเป็นในช่วงหน้าฝน ผักบุ้งหรือผักอื่นๆ ราคาก็จะตก แต่ถ้าหากอยู่ในช่วงหน้าหนาว ราคาก็จะสลับมาเป็นดี โดยตลาดที่คุณสุภาวดีมักจะนำผักไปส่งเป็นที่หลักๆ ก็คือ ตลาดสี่มุมเมือง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ผักบุ้ง เป็นมิตรกับ

ทุกพื้นที่ (ที่ปลูกแล้วอยู่ได้)

ทั้งนี้ในจังหวัดต่างๆ ก็สามารถปลูกผักบุ้งในน้ำได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะที่จังหวัดนนทบุรี ที่คุณสุภาวดีปลูกไว้เท่านั้น แต่หากจังหวัดอื่นมีพื้นที่ที่มีน้ำจืดและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ไม่เป็นอุปสรรคจนเกินไป ก็สามารถปลูกได้เช่นกัน ที่ต้องเน้นย้ำเรื่องน้ำและพื้นที่เป็นเพราะเคยมีนาอยู่ที่สมุทรปราการ แล้วก็เคยไปปลูกผักอยู่ที่นั่น แต่มันไม่โอเค เพราะที่แห่งนั้นเป็นน้ำเค็มน้ำกร่อย พอเอาไปปลูกเหมือนกับว่า ผักมันจะไม่ชอบ พอปลูกก็เหมือนยอดจะเล็ก การเจริญเติบโตก็จะต่างกัน ส่วนมากเหมือนเขาจะชอบน้ำจืดมากกว่า ถ้าเป็นแม่น้ำก็ไม่มีปัญหานะ

สุดท้ายนี้ คุณสุภาวดี ยังฝากถึงคนที่คิดอยากที่จะลองทำผักบุ้งในน้ำ ประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมว่า”การปลูกผักบุ้ง มันก็เหมือนการปลูกผักทุกอย่างแหละ คือทุกครั้งที่เราทำ ก็ต้องเอาใจใส่เขาให้มากๆ เหมือนกันนะ เราต้องดูพวกศัตรูพืช ถ้ามีวัชพืชมาเกาะหรือมาทำลายผักบุ้งของเรา เราก็ต้องเก็บ เหมือนผักที่เราปลูกทุกอย่าง ถ้าเราทำดีหรือตั้งใจ ผลผลิตที่ได้ก็จะดีตามไปเอง”

หากใครมีความสนใจที่จะปลูกผักบุ้งในน้ำ ก็สามารถปรึกษาได้ที่ คุณสุภาวดี แตงสุข หมายเลขโทรศัพท์ (089) 107-0124

Advertisements

พะเยา ก็มีเงาะโรงเรียน แสนอร่อย

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

พะเยา ก็มีเงาะโรงเรียน แสนอร่อย

ที่บ้านต๊ำพระแล อำเภอเมืองพะเยา มีเกษตรกรได้นำเงาะพันธุ์โรงเรียนมาปลูก เพราะผลผลิตที่ออกมามีความอร่อย เนื้อล่อนแห้ง ไม่แฉะ หวานกรอบ อาจจะเป็นเพราะดินแถวบ้านต๊ำพระแล มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่ทำการเกษตร มีคนบอกว่าดินแถวนี้เคยเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า ประกอบกับพื้นที่ของบ้านต๊ำพระแล อยู่บริเวณเชิงเขาหลวงยังมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำที่ใช้รดต้นเงาะและทำการเกษตรจะไม่มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากเป็นต้นน้ำ และตอนนี้ที่ดินเขตพื้นที่บ้านต๊ำพระแลนอกจากจะเลี้ยงปลานิล ยังสามารถปลูกมังคุด ทุเรียน และลองกอง ที่มีรสชาติอร่อยมาก

โดยเฉพาะ คุณอดุลย์ อ้อยหวาน อายุ 35 ปี ผู้ใหญ่บ้านต๊ำพระแล บ้านเลขที่ 309/1 หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา มีพื้นที่เพาะปลูกเงาะ จำนวน 4 ไร่ จำนวน 60 ต้น และมีเกษตรกรรายอื่นๆ ปลูกอีก รวมพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ การจำหน่าย จะจำหน่ายให้กับผู้ที่เคยชิมก็สั่งซื้อจากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง ในส่วนของผู้ใหญ่อดุลย์จะขายส่งให้กับผู้ค้าตลาดมณีรัตน์ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา

อันที่จริงแล้วเงาะก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ และหารับประทานได้ไม่ยาก แต่ถ้าพูดถึงเงาะที่อร่อย หลายๆ คนถูกปาก และเป็นเงาะที่เนื้อหวาน กรอบ อร่อยแล้ว ทุกคนก็ต้องนึกถึง “เงาะโรงเรียน” เป็นอันดับแรก

เงาะ เป็นไม้ผลเมืองร้อน มีอายุนานหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ ระหว่าง 22-35 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 2,000-3,000 มิลลิเมตร/ปี มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ สภาพพื้นที่มีความชื้นสูง 75-85 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องการสภาพแห้งแล้งก่อนออกดอกติดต่อกัน 21-30 วัน แหล่งปลูกไม่ควรสูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 650 เมตร ไม่ชอบสภาพพื้นที่หนาวเย็น โดยเฉพาะบริเวณที่มีหิมะตก เงาะชอบดินร่วนเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ความลึกของหน้าดินไม่ควรน้อยกว่า 1 เมตร ค่าความเป็นกรด-เป็นด่างของดิน 5.0-6.5 มีการระบายน้ำดี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนเริ่มให้ผลผลิตมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป

เงาะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ออกดอกจนผลแก่ ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน และเงาะสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น รับประทานผลสด ทำเงาะแช่น้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง ทำแยม ไขของเงาะสามารถนำมาทำเป็นสบู่และเทียนไขได้ นอกจากนี้ รากและเปลือกของเงาะยังสามารถนำมาทำยาสมุนไพรได้ด้วย

ที่มาของเงาะโรงเรียน เป็นผลไม้ของดีขึ้นชื่อของบ้านนาสาร อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อำเภอบ้านนาสาร เป็นพื้นที่ที่มี “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” ใต้พื้นดินประกอบด้วยแร่บนดิน มีผลไม้เงาะพันธุ์ต้นแรกของประเทศไทย

ประวัติความเป็นมาของเงาะพันธุ์อร่อยเลื่องชื่อนี้ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 นายเคหว่อง เป็นชาวปีนัง ได้เดินทางมาทำกิจการเหมืองแร่ดีบุก ที่อำเภอบ้านนาสาร โดยทำเหมืองที่บ้านเหมืองแกะและที่บ้านขุนทองหลาง พักอาศัยอยู่ริมทางรถไฟ (ซึ่งปัจจุบัน เป็นโรงเรียนนาสาร) นายเคหว่อง ได้นำเงาะพันธุ์พื้นเมืองของปีนังมานั่งรับประทานแล้วได้ทิ้งเมล็ดไว้ (เงาะปีนัง ผลใหญ่ ลักษณะทรงรี เปลือกหนา มีผลสีแดงเข้ม ไม่หวาน) ด้วยเหตุของดินที่ดีและมีความชุ่มชื้น อุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้เมล็ดที่ถูกทิ้งไว้ งอกขึ้นมาประมาณ 3 ต้น

เมื่อนายเคหว่อง เลิกกิจการเหมืองแร่ ได้ขายบ้านพักพร้อมที่ดินให้กับทางราชการ สมัยนั้นราคาประมาณ 1,200 บาท ต่อมาทางราชการได้ตั้งเป็นโรงเรียน ชื่อโรงเรียน “นาสาร” โดยมี ครูแย้ม พวงทิพย์ เป็นครูใหญ่ ต้นเงาะทั้ง 3 ต้น ได้เจริญงอกงาม ใหญ่โตขึ้นจากดินที่อุดมสมบูรณ์และต่อมาได้ออกดอกติดผล จำนวนต้นเงาะทั้ง 3 ต้น มีอยู่ต้นหนึ่ง ผลของเงาะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ซึ่งแตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม ต่อมาได้มีการนำไปให้กับพี่น้องชาวนาสารปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ และได้ขยายพันธุ์ไปยังจังหวัดต่างๆ โดยตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิด คือโรงเรียนนาสาร จึงใช้ชื่อว่า “เงาะโรงเรียน”

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชัช อุตตมางกูร ผู้นำชาวสวนเงาะได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า “ชื่อเงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว” ตั้งแต่นั้นมา เงาะพันธุ์นี้จึงได้ชื่อว่า เงาะโรงเรียน อย่างเป็นทางการ

สนใจ อยากชิมรสชาติเงาะโรงเรียนของจังหวัดพะเยา เชิญได้ที่ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา แล้วท่านจะติดใจ

แก้วมังกรป้าศรี ที่หนองย่างเสือ สระบุรี

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แก้วมังกรป้าศรี ที่หนองย่างเสือ สระบุรี

แก้วมังกร เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Cactaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับตะบองเพชร มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศแถบอเมริกากลาง เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน มีบาทหลวงจากประเทศฝรั่งเศสนำเข้ามาปลูกในประเทศแถบเอเชียแห่งแรกคือเวียดนามก่อน มีการปลูกแพร่หลายตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออกจากเมืองญาตรังไปจนถึงไซ่ง่อน แล้วจึงแพร่หลายมาในประเทศไทย

ในสมัย 10 กว่าปีก่อน แก้วมังกรมีราคาซื้อขายกันในตลาด กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งถือว่าแพงมาก แต่คนมีกะตังค์ก็ยังนิยมซื้อกิน เนื่องจากเป็นของโก้เก๋ แต่จริงแล้วรสชาติของแก้วมังกรไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสสมกับราคา และอีกประการหนึ่งแก้วมังกรขยายพันธุ์ได้ง่าย มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ราคาของแก้วมังกรในเวลาต่อมามีราคาตกต่ำลง แต่เหมือนมีอัศวินม้าขาวมาช่วย เนื่องจากสังคมไทยเริ่มจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หรือ ชช. ผู้เชี่ยวชาญชีวิต โรคถาวรต่างๆ ที่ต้องติดตัวเราจนตาย เช่น ความดัน ไขมัน และเบาหวาน เป็นโรคฮิตสำหรับท่านเหล่านี้ เผอิญคนไทยนิยมบริโภคอาหารรสจัดจ้าน รวมถึงผลไม้ด้วย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง เป็นต้น ผลไม้รสจัดเหล่านี้เป็นผลไม้ต้องห้ามสำหรับโรคดังกล่าว โดยเฉพาะเบาหวาน หันไปหันมาเหลือแต่ลูกตะขบ กะทกรก ชำมะเลียง ซึ่งการนำมาบริโภคอาจจะเป็นที่อุจาดตาและตลกขบขันสำหรับคนเมืองเป็นยิ่งนัก จึงมาลงเอยที่แก้วมังกรผลไม้ต่างชาติต่างศาสนา ซึ่งมีความหวานน้อยและรสไม่จัดจ้าน จนกลายเป็นผลไม้สำหรับสุขภาพไป

สรรพคุณมากมาย

สรรพคุณของแก้วมังกรพอสดับได้ดังนี้ คือ ช่วยดับกระหายคลายร้อน ซึ่งแหงๆ อยู่แล้ว ผลไม้ที่มีน้ำเยอะๆ เช่น แตงโม สรรพคุณพื้นฐานคือดับกระหาย เพราะมีน้ำเยอะ แก้วมังกรสามารถช่วยควบคุมระบบน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน บรรเทาโรคโลหิตจาง เพิ่มธาตุเหล็กและช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง นอกจากนี้ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดง ซึ่งมีสารไลโคปีนอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

ส่วนสุขภาพด้านอื่นๆ สำหรับคนที่รักสุขภาพแล้ว แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ เหมาะที่เป็นผลไม้สำหรับลดน้ำหนัก กินแล้วอิ่มนานไม่หิวบ่อย และวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อผิว ทำให้ผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง อยากจะต่อว่า ดูมีน้ำมีนวลเหมือนกินยาสตรีอะไรก็ว่าไป พอดีเขาไม่ได้ว่าไว้ ส่วนเมล็ดของแก้วมังกรสามารถดูดซับสารพิษที่ค้างอยู่ในร่างกายได้อีกด้วย สรรพคุณมากมายอย่างนี้ สาวๆ ถึงอยากกินแก้วมังกร

แถบบริเวณตำบลหนองย่างเสือของอำเภอมวกเหล็ก สระบุรี และตำบลหนองอีเหลอ อำเภอปากช่อง นครราชสีมา ซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน ชาวบ้านนิยมปลูกแก้วมังกร เนื่องจากเป็นพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วม มีพื้นที่ดินส่วนหนึ่งที่เป็นดินลูกรัง เหมาะสำหรับปลูกแก้วมังกร มีโอกาสได้เจอกับ ป้าศรี หรือ คุณบุญศรี จันทบุญ ซึ่งมีที่ทางอยู่ทั้งสองแหล่งที่ว่านี้ และได้ปลูกแก้วมังกรมาหลายปีแล้ว ทำให้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ป้าศรี เล่าให้ฟังว่า “เริ่มปลูกแก้วมังกร ตั้งแต่ ปี 2549 เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ครั้งแรกปลูกที่บ้านไว้กิน 70 ต้น เนื่องจากเป็นคนชอบกินแก้วมังกร ต่อมาเห็นว่าปลูกเลี้ยงได้ง่าย จึงขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ โดยเอากิ่งจากน้องเขยมาปลูก ประมาณ 40 ไร่ ลงทุนไปเกือบ 2 ล้านบาท ปีที่สามเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ ก็จะมีรายได้ปีละประมาณ 2-3 ล้านบาท โดยยังไม่หักค่าใช้จ่าย

เสาหลักต้องแข็งแรง

แก้วมังกร เป็นพืชที่พันขึ้นกับหลัก โดยหลักแก้วมังกรไม่ควรที่จะสูงมาก เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะใช้หลักปูนเพื่อความคงทนแข็งแรง เนื่องจากแก้วมังกรมีอายุหลายปีและมีน้ำหนักกิ่งมาก จึงควรที่จะใช้เสาปูนหน้าสี่ ซึ่งจะรองรับน้ำหนักได้ดี ความยาวของเสาปูน 2 เมตร ก็เพียงพอ ฝังลงไปในพื้น 50 เซนติเมตร จะเหลือความยาวของเสา 1.5 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด ในอดีตที่เคยใช้เสาไม้หรือเสารั้วปูนหน้าสามจะมีปัญหาหักโค่นได้ง่ายเมื่อแก้วมังกรมีอายุหลายปีและจำนวนกิ่งมาก ด้านบนของเสาปูน จะเจาะรูทะลุด้านซ้ายขวา จำนวน 1 รู และด้านหน้า-หลัง จำนวน 1 รู รูทั้งสองจะอยู่ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพื่อสอดเหล็ก เหล็กที่ใช้ จะมีขนาด 4 หุน เป็นเหล็กปล้องอ้อยเพื่อความแข็งแรง แล้วจึงใช้ล้อยางจักรยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ หรือเป็นยางรถยนต์ที่ตัดมาเฉพาะขอบ ความยาวของเหล็ก 2 เส้น ที่ตัดเส้นละประมาณ 60 เซนติเมตร จะรองรับล้อพอดี แล้วจึงใช้ลวดผูกเหล็กผูกยึดกับล้อ

การปลูกและดูแลรักษาแก้วมังกร

ในพื้นที่ 1 ไร่ จะฝังเสาได้ประมาณ 200 ต้น ซึ่งจะใช้ต้นแก้วมังกร จำนวน 800 ต้น ระยะห่างของหลัก บางสวนใช้ 2.5×3 เมตร หรือ 3×3 เมตร แล้วแต่ชอบ แต่การที่มีพื้นที่ขนาดกว้างจะสามารถใช้เครื่องจักรทำงานได้สะดวก หลังจากฝังหลักเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำต้นแก้วมังกรมาปลูก ต้นที่ปลูกยิ่งมีขนาดยาวใกล้หัวเสามากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะให้ผลผลิตได้เร็ว จำนวนต้นที่ปลูกต่อหลัก จะใช้จำนวน 4 ต้น โดยปลูกทุกด้านของเสาทั้ง 4 ด้าน ในการปลูกจะต้องใช้เชือกมัดต้นให้ติดกับเสา ส่วนโคนฝังลงไปแค่เล็กน้อยก็เพียงพอ เมื่อต้นมีขนาดสูงขึ้นเรื่อยๆ จะต้องใช้เชือกมัดและคอยจัดให้ยอดแก้วมังกรสอดเข้าไปในวงล้อและพาดห้อยออกมา การปลูกในต้นฤดูฝนจะทำให้เกษตรกรไม่ต้องรดน้ำเลย นอกจากเกิดฝนทิ้งช่วงไปนานๆ แก้วมังกรเป็นพืชทะเลทราย ดังนั้น จึงไม่ชอบน้ำแฉะ เพราะจะเกิดโรคเน่าโคนได้ง่าย

ป้าศรี เล่าประสบการณ์เรื่องการปลูกแก้วมังกรว่า “แก้วมังกร เป็นพืชที่ชอบอยู่ในที่โล่ง จึงต้องทำโคนให้เตียนสะอาดอยู่ตลอดเวลา รากแก้วมังกรจะอยู่บริเวณโคนไม่ลึกสานต่อกันหมด รอบโคนจะใช้คนถากหญ้าออก ส่วนทางเดินจะใช้รถไถ เมื่อหญ้าที่ถากแห้งค่อยนำมาใส่โคนเป็นปุ๋ย โดยปกติจะใช้ปุ๋ยขี้วัวแห้งใส่แก้วมังกร ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี 1 หลัก ใช้ครึ่งถุง ปุ๋ยขี้วัวเราสามารถใส่ติดโคนได้เลย แต่ถ้าเป็นขี้ไก่ควรใส่ห่างโคน เพราะจะทำให้โคนเน่า ส่วนปุ๋ยเคมี จะใช้สูตร 15-15-15 หรือ 20-20-20 เพื่อบำรุงทุกส่วน แก้วมังกรไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเร่งอย่างอื่น ใช้สูตรเสมอก็เพียงพอแล้ว เพราะแก้วมังกรเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเยอะอยู่แล้ว ปุ๋ยเคมีที่ใช้จะให้ช่วงติดผล ปีละ 2-3 ครั้ง ถ้าติดลูกมากก็ให้มากหน่อย ปริมาณที่ใช้ประมาณ 2-3 ขีด ต่อ 1 หลัก” ดอกของแก้วมังกรจะบานตอนกลางคืน ประมาณ 2-3 วัน ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 กว่าวันแก้วมังกรก็จะสามารถเก็บผลได้ ช่วงที่อากาศร้อนแดดจัดแก้วมังกรจะสุกเร็ว ช่วงไหนแดดน้อยอากาศไม่ร้อนแก้วมังกรจะสุกช้ากว่าปกติ

ผลผลิตของแก้วมังกรจะทยอยออกเป็นรุ่นๆ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนกันยายน เป็นเวลาถึง 5 เดือน เป็นเวลาที่ให้ผลผลิตนานมากถ้านับเป็นรุ่น ได้เกือบ 10 รุ่น แต่ละรุ่นมากน้อยต่างกัน โดยปกติจะสลับกัน รุ่นแรกมาก รุ่นสองก็น้อย รุ่นสามมาก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผลผลิตของต้นที่สมบูรณ์จะอยู่ระหว่าง 40-50 กิโลกรัม ต่อฤดูการผลิต แก้วมังกรควรเก็บผลผลิตเมื่อสุกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บต่อได้อีกหลายวันกว่าจะถึงผู้บริโภค ถ้าเก็บก่อนรสชาติจะไม่อร่อย

การตัดแต่งกิ่ง

เมื่อแก้วมังกรหยุดให้ผลผลิตประมาณเดือนกันยายน เดือนตุลาคมก็จะสามารถตัดแต่งกิ่งได้แล้ว กิ่งที่ตัดแต่งจะเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิตในปีนี้ เนื่องจากกิ่งของแก้วมังกรจะให้ผลผลิตแค่ครั้งเดียวจึงจำเป็นต้องตัดกิ่งออก และในช่วงนี้เริ่มหมดฝนจึงเป็นฤดูที่เหมาะสมที่จะตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งควรตัดแต่งให้ชิดโคนกิ่ง เพื่อไม่ให้มีรอยแผลขนาดใหญ่ การตัดกลางกิ่งอาจเกิดเชื้อราที่รอยแผลได้ หรือหลังจากการตัดแต่งกิ่งจะฉีดยากันราเพื่อป้องกันโรคจะเป็นการดี ในช่วงที่มีผลผลิตการฉีดยากันราเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้มีลูกลายเกิดขึ้นมาก

ราคาของแก้วมังกรจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ที่จำนวนของผลผลิตที่ออกสู่ตลาด แก้วมังกรของที่นี่มักจะออกดอกพร้อมๆ กัน จึงทำให้วันเก็บเกี่ยวเป็นวันเดียวกัน ถ้าผลผลิตออกมาเยอะมากจะทำให้มีราคาค่อนข้างต่ำ แต่ราคาโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ 15-20 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรก็ยังมีกำไร ถ้าสวนไหนมีผลผลิตไม่ตรงกับสวนอื่นก็จะได้ราคาดี การปลูกพืชเพื่อจำหน่ายเกษตรกรควรคิดเรื่องตลาดเป็นหลัก ไม่ควรปลูกกันตามกระแส เพราะจะทำให้ผลผลิตล้นตลาดจนกลายเป็นขาดทุนไป

กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

วริศรา ทรัพย์เกษม

กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 117-149 เซนติเมตร ลำต้นแข็งปานกลาง ใบสีเขียว มุมปลายใบตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว จัดเป็นข้าวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด ให้ผลผลิตเฉลี่ยในนาเกษตรกรภาคเหนือตอนบน 634 กิโลกรัม ต่อไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวเจ้าหอมไวต่อช่วงแสง อายุสั้นกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 5-7 วัน ความสูงน้อยกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 10 เซนติเมตร ลดปัญหาข้าวหักล้มระยะเก็บเกี่ยว เมล็ดยาวเรียว คุณภาพการสีดี คุณภาพการบริโภคคล้ายขาวดอกมะลิ 105

พื้นที่ที่แนะนำ เหมาะกับการปลูกในพื้นที่นาดอนภาคเหนือตอนบน ที่ฝนหมดเร็ว และเป็นพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดอยู่เป็นประจำ แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของโรคขอบใบแห้ง แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ PSL04106-28-R-1-R-2-R-1-R-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 67” โดย คุณพงศา สุขเสริม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ทรงต้นเตี้ย สูงประมาณ 125 เซนติเมตร ลำต้นมีความแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธงตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง ระแง้ถี่ ให้ปริมาณอะมิโลสปานกลาง มีความหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 749 กิโลกรัม ต่อไร่ มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตดีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง แต่มีข้อควรระวังคือ ความไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้ง

อีกพันธุ์หนึ่งที่กรมการข้าวภูมิใจนำเสนอ คือ ข้าวเจ้า สายพันธุ์ SRN06008-18-1-5-7-CPA-20 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 69” (ทับทิมชุมแพ) โดย คุณรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างต้นแม่ ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ที่มีลักษณะทรงต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้านทานโรคไหม้ กับต้นพ่อซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยดพัทลุงที่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ในฤดูนาปรัง 2551 และคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ชั่วที่ 2-6 ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และชั่วที่ 7 ที่ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ในฤดูนาปี 2555 จนได้ข้าวสายพันธุ์บริสุทธิ์ SRN06008DS-18-1-5-7-CPA-20

สำหรับข้าวทับทิมชุมแพนั้น มีลักษณะทรงต้นเตี้ยและไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 144 วัน ความสูงเฉลี่ย 113 เซนติเมตร กอตั้ง ใบเขียว ปริมาณอะมิโลสต่ำ (12.63%) จำนวนรวง 11 รวง ต่อกอ ผลผลิตค่อนข้างสูง (จากการเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตในฤดูนาปี 2556 ณ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ พบว่ามีผลผลิตสูงถึง 797 กิโลกรัม ต่อไร่) ต้านทานต่อโรคไหม้ จึงเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหาโรคไหม้และต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ เมล็ดขณะยังเป็นข้าวกล้องจะมีเยื่อหุ้มสีแดง รูปร่างเรียวยาว (ยาว 7.37xกว้าง 2.02 มิลลิเมตร) ข้าวสารจะมีสีขาวขุ่น ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะมีสีแดงใสคล้ายทับทิม นุ่มเล็กน้อย มีความเหนียวมากกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพการหุงต้มรับประทานดี แต่ไม่มีกลิ่นหอม อุดมไปด้วยปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิกและฟลาโวนอยด์สูง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

สุดท้าย ข้าวเหนียว สายพันธุ์ KKN04023-NKI-14-2-6-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง กข 22 โดย คุณสมใจ สาลีโท นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ลักษณะเด่นเป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 130 วัน ศักยภาพการให้ผลผลิต 929 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 684 กิโลกรัม ต่อไร่ ลักษณะทรงกอตั้ง สูงประมาณ 120 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวเข้ม ปลายใบตั้งตรง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง คอรวงสั้น จัดเป็นข้าวเหนียวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและการสีดี คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้านทานต่อแมลงบั่วในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนบน

แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้และแมลงบั่วระบาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน แต่มีข้อควรระวังในเรื่องของความอ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงและขอบใบแห้ง รวมถึงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยกระโดดหลังขาว

เกษตรกรที่สนใจข้าวพันธุ์ใหม่ ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดต่อไปได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย (กข 65) โทร. (053) 721-578, ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก (กข 67) โทร. (055) 311-184, ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ (กข 69) โทร. (043) 311-155 และศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย (กข 22) โทร. (086) 458-7310

เงาะโรงเรียน ที่ลำปาง

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

เงาะโรงเรียน ที่ลำปาง

แหล่งปลูกเงาะของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ภาคอีสานมีการปลูกเงาะได้ในบางจังหวัด มีที่ตำบลน้ำสวย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ส่วนที่ภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสำหรับการปลูกเงาะ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการปลูกเงาะ จึงไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะที่ภาคเหนือ คงมีบ้างในจังหวัดเชียงรายบางพื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงสามารถปลูกเงาะได้ผลผลิต เช่น อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน เป็นต้น จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน มีการปลูกกันบ้างแซมเป็นจำนวนน้อยรายในสวนผลไม้ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ การปลูกเงาะมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

แต่ที่จังหวัดลำปาง มีผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะอยู่รายหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะ นอกจากจะไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเงาะมาก่อนแล้ว ยังเชื่อที่ว่าลำปางไม่เหมาะสมกับการปลูกเงาะ จะปลูกอย่างไหร่ก็ตามไม่มีทางออกผล เขาผู้นี้ต้องใช้ความเพียรพยายามอยู่หลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้ผลผลิตออกมาจะมีอยู่เป็นจำนวนน้อยก็ตาม แต่เป็นผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของเขา สามารถลบล้างความเชื่อของใครบางคนที่มีมาแต่เดิมไปได้

ลุงอาษา สาริการ แห่งบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในวัย 75 ปี (2559) เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียน

ลุงอาษา บอกว่าเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลยว่า ลุงอาษาปลูกเงาะอยู่ในอำเภอเมือง และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเยี่ยมชมสวนเงาะสักครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีผ่านมา คงรับทราบกันที่เพียงว่า ที่บ้านแม่เติน ตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรผู้หนึ่งปลูกเงาะ ทุเรียน และลองกอง ได้ผลผลิต

พื้นเพเดิมของลุงอาษา เป็นชาวอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เติบโตมาในครอบครัวทำสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลุงอาษาจึงมีประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้ เมื่อปี พ.ศ. 2530 ลุงอาษาได้พบรักกับสาวชาวลำปางที่กรุงเทพฯ และเดินทางมาอยู่ที่ลำปางบ้านเดิมของภรรยา จากนั้นได้ซื้อกิ่งลิ้นจี่จำนวนหนึ่งจากจังหวัดเชียงรายมาปลูก ในพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน อยู่ท้ายหมู่บ้าน ปลูกได้ 5 ปี ลิ้นจี่ไม่ให้ผลผลิต บางต้นติดผลพอใกล้จะแก่ผลก็ร่วงหมดจึงตัดสินใจโค่นลิ้นจี่ทิ้งทั้งหมด

ในปี พ.ศ. 2537 ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอท่าใหม่ นำกิ่งเงาะโรงเรียนเกือบร้อยกิ่งกลับมาลำปาง แล้วปลูกแทนลิ้นจี่ ปลูกเงาะได้ 57 ต้น ในจำนวนนี้มีเงาะต้นตัวผู้มาด้วย 1 กิ่ง มีมังคุด ทุเรียน และสะละ เพื่อปลูกแซมไว้ไม่กี่ต้น ขณะเดียวกันก็ทำไร่สับปะรดไปด้วยหลายไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. เวลาส่วนใหญ่จึงทุ่มเทให้กับไร่สับปะรด ไม่ได้เอาใจใส่กับสวนเงาะมากนัก

ระหว่าง ปี พ.ศ. 2534-2539 ราคาสับปะรดเริ่มตกต่ำมาตลอด จนเหลือกิโลกรัมละ 50 สตางค์ (ปี พ.ศ. 2555 กิโลกรัมละ 2 บาท) จึงเลิกทำไร่สับปะรด เพราะทำไปก็ไม่คุ้มทุน มาปลูกผักสวนครัวในสวนเงาะช่วงที่เงาะยังไม่โต และเอาใจใส่กับสวนเงาะอย่างจริงจัง

การปลูกเงาะในช่วงแรก เนื่องจากเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องขุดหลุมลึก ประมาณ 1 เมตร กว้างและยาวประมาณ 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอกกับเปลือกถั่วรองก้นหลุม ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก ในปี พ.ศ. 2542 เงาะเริ่มออกดอกติดผลให้เห็นบางต้น จึงมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง คิดว่าน่าจะให้ผลผลิตมากกว่านี้ในฤดูต่อไป

ปี พ.ศ. 2551 เริ่มเก็บผลผลิตขายในหมู่บ้านได้ และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อมาๆ ตั้งแต่บัดนั้น ปัจจุบันคงเหลือต้นที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 48 ต้น แต่ละต้นสูงมากเกิน 5 เมตร มีเงาะพันธุ์ตราดสีทองอยู่ 1 ต้น

ลักษณะเด่นของเงาะโรงเรียนลำปาง เมื่อลุงอาษาส่งเงาะไปให้น้องชายที่จันทบุรีลองชิม ได้รับการยืนยันกลับมาว่า เงาะโรงเรียนลำปาง ผลค่อนข้างกลม ผลใหญ่กว่าเล็กน้อย ขนรอบผลจะสั้นกว่า เปลือกบางกว่า เนื้อแห้ง มีปริมาณน้ำน้อย มีความกรอบ เนื้อล่อนไม่ติดเปลือกหุ้มเมล็ดติดมาหรือมีติดบ้างไม่มากและไม่แข็ง ความหวานจะหวานกว่าเมื่อเทียบกับเงาะโรงเรียนที่จันทบุรี

ส่วนเงาะโรงเรียนจันทบุรี ผลค่อนข้างแบน ขนรอบผลยาวกว่า ล่อนติดเปลือกหุ้มเมล็ดมาด้วย ฉ่ำน้ำ ความหวานน้อยกว่า น้ำหนักจำนวนผลต่อกิโลกรัมของเงาะโรงเรียนลำปาง ประมาณ 27 ผล ต่อกิโลกรัม ส่วนเงาะจันทบุรี ประมาณ 30-32 ผล ต่อกิโลกรัม และข้อได้เปรียบของเงาะโรงเรียนลำปางคือ ผลผลิตออกหล้ากว่า ปกติจะเก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม แต่ปีนี้ (2559) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวถึงเดือนกันยายน ข้อเสียเปรียบของเงาะที่นี่คือ สีไม่ค่อยสวย สีไม่แดงสดใสเหมือนเงาะจันทบุรี

เงาะตราดสีทอง แม้มีอยู่ต้นเดียวแต่ดก ติดเป็นช่อใหญ่ ติดผลมาก เป็นเงาะที่ติดผลง่าย ผิวสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก รสชาติหวานน้อยกว่าเงาะโรงเรียน เนื้อล่อน แต่ฉ่ำน้ำ ลุงอาษาคิดจะโค่นเงาะตราดสีทองทิ้ง แต่ก็เปลี่ยนใจเก็บไว้เพื่อการศึกษาพันธุ์ของผู้ที่สนใจในโอกาสต่อไป

การดูแลรักษาสวนเงาะ ลุงอาษาสามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะพื้นที่ปลูกไม่มาก

การให้น้ำ จะให้มากในฤดูแล้ง ใช้น้ำประปาหมู่บ้านที่มีคลอรีนน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อต้นเงาะ รดทั่วโคนต้นด้วยท่อยาง

การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยด้วยสูตรเสมอ 15-15-15 ปีละ 1 ครั้ง จำนวน 2 กิโลกรัม ต่อต้น ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งความหวาน ใส่ปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว โดยทำความสะอาดรอบโคนต้นก่อนใส่ ส่วนต้นที่ไม่ให้ผลผลิตจะใส่ปุ๋ยช่วงต้นฝน เพื่อให้แตกใบอ่อนหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว

เทคนิคการติดดอกออกผล ลุงอาษาปลูกเงาะต้นตัวผู้ไว้ 1 ต้น อยู่เกือบกลางสวน ลักษณะแตกต่างจากเงาะต้นอื่นที่ลำต้นขึ้นตรงสูงชะลูด แตกกิ่งก้านส่วนบน ไม่แตกกิ่งก้านส่วนล่างโคนต้น ต้นเหมือนกับไม้ป่า เงาะต้นตัวผู้จะออกดอกตั้งแต่ต้นปีและบานอยู่นานเป็นเดือน เงาะต้นตัวผู้มีแต่ดอกอย่างเดียว ไม่ติดผล โดยจะให้น้ำเงาะต้นตัวผู้ก่อนต้นอื่น ประมาณ 1 สัปดาห์ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมดอกเงาะต้นตัวผู้จะบาน ฝูงผึ้งมาดูดกินน้ำหวานดอกต้นตัวผู้นำละอองเกสรไปยังดอกต้นตัวเมียและเกสรดอกตัวผู้ยังปลิวไปผสมกับดอกเงาะตัวเมีย ทำให้เงาะติดผลง่าย สังเกตได้ว่าต้นที่อยู่ติดกับเงาะต้นตัวผู้จะติดผลดกมาก ดอกตัวเมียบานอยู่ได้ประมาณ 10 วัน

ลุงอาษา บอกว่าวิธีการนี้ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนฉีดพ่นเพื่อให้เงาะติดผล ซึ่งชาวสวนเงาะที่จันทบุรีรู้จักเทคนิคนี้ดี จึงนำเทคนิคนี้มาใช้ และเงาะที่สวนของลุงไม่เคยใช้ฮอร์โมน

การใช้สารเคมี ลุงอาษาใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของกำมะถัน (ไมโครไธออล) ฉีดพ่นเพื่อป้องกันราดำ เมื่อช่อเริ่มติดผล ผลมีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยจึงฉีดพ่น เป็นสารเคมีที่ยังไม่มีจำหน่ายในจังหวัดลำปาง ลุงอาษาต้องไปซื้อที่จันทบุรีเมื่อมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเดิม โดยตั้งใจจะเอาฉลากสารเคมีเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ร้านค้าในลำปางสั่งให้ต่อไป กับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงพวกไรแดง เพลี้ย เมื่อมีการระบาด และคำนึงถึงการใช้สารเคมีเมื่อจำเป็นเท่านั้น สัตว์ศัตรูมักมากัดกินผลเงาะในช่วงเงาะแก่ เช่น พวกบ่าง กระรอก และนก แต่มีเป็นจำนวนน้อย

การตัดหญ้าในสวน จะตัดด้วยตนเอง หรือจ้างตัดในบางครั้ง ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดหญ้า ลุงอาษาบอกว่า จะส่งผลกระทบในภายหน้ากับตัวเราเอง

การเก็บเกี่ยว เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อผลเงาะเริ่มเป็นสีส้มแดง เงาะจะแก่ไม่พร้อมกันทั้งช่อ จะใช้ขอเกี่ยวเลือกเฉพาะผลที่แก่เป็นสีส้มแดง ปล่อยผลที่เหลืองเขียวยังไม่แก่ไว้ก่อน ซึ่งเสียเวลาในการเก็บเกี่ยวอย่างมาก ช่อหนึ่งเกี่ยวได้ 1-3 ผล ไม่ดกเป็นช่อใหญ่หลายผลเหมือนกับเงาะที่จันทบุรี ก่อนที่ผลจะแก่ ประมาณ 30-45 วัน เริ่มเป็นเนื้อแล้ว ผลจะร่วงลงมาอย่างมากเป็นอยู่เช่นนี้ตลอด เหลือติดช่อละ 3-4 ผล ระยะที่เงาะเริ่มเป็นเนื้อนี้ห้ามขาดน้ำเป็นอันขาด ต้องให้น้ำทุกวัน ถ้าระยะนี้ขาดน้ำเปลือกจะแตก เพราะเนื้อภายในขยายออก แต่เปลือกไม่ขยายใหญ่ตาม ตะขอที่ใช้เกี่ยวเงาะซื้อมาจากจันทบุรี ผลผลิตที่ได้ปีหนึ่ง 400-500 กิโลกรัม แม้ไม่มากแต่ก็ทำรายได้ให้พอสมควร

การเก็บเงาะจะเก็บเงาะในช่วงเช้า โดยมีเพื่อนบ้าน 1 คน มาช่วยเก็บ ลุงอาษาปีนขึ้นไปเก็บไม่ไหว ลุงอาษาได้แต่ช่วยเก็บรวบรวมใส่ถุงอยู่โคนต้น ใช้เวลาในช่วงเช้าเก็บประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปคัดเลือกขนาด เด็ดขั้วทิ้งบรรจุเป็นถุง วันหนึ่งเก็บได้ประมาณ 20 กิโลกรัม กิจวัตรประจำวันของลุงอาษาในช่วงเช้าจะเข้าสวน ส่วนในช่วงบ่ายจะพักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อนบ้านผู้นี้จะนำเงาะไปขายที่หน้าบ้านอยู่ติดถนนริมคลองชลประทาน ขายหมดทุกวัน ใครที่ได้รับประทานแล้วต่างติดใจ บางวันมีหน่วยงานของลูกชายมาสั่งก็จะไม่ได้ขาย ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ถึงสิ้นเดือนกันยายนผลผลิตจึงจะหมด

การตัดแต่งกิ่ง ลุงอาษาจะตัดแต่งกิ่งเมื่อมีเวลาว่าง ตัดกิ่งกระโดง กิ่งแซม กิ่งต่ำๆ ด้านล่างออกให้โปร่ง เพื่อให้อากาศด้านล่างถ่ายเทได้ดี กิ่งใบรับแสงแดดได้มากขึ้น จะช่วยให้ต้นเงาะเจริญเติบโตดีขึ้น

ลุงอาษา สาริการ ผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียนที่ลำปาง อยู่บ้านเลขที่ 85 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000 ผู้ที่สนใจ สามารถโทรศัพท์ติดต่อสอบถามได้ (083) 153-0952

แหนแดง พืชน้ำมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

นวลศรี โชตินันทน์

แหนแดง พืชน้ำมหัศจรรย์ โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata)

ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ

ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว

“กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยค้นคว้า เรื่องแหนแดง มาตั้งแต่ ปี 2520 ช่วงเวลาดังกล่าวกรมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ส่งเสริมให้มีการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความจริงประเทศจีนได้มีการใช้แหนแดงในนาข้าวก่อนประเทศอื่นๆ เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว

เริ่มต้นคัดสายพันธุ์

ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

ดังได้กล่าวมาแล้ว แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์

ดร. ศิริลักษณ์ เล่าว่า หลังจากที่เราคัดเลือกได้สายพันธุ์แหนแดงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยแล้ว เราก็ได้ปรับปรุงพันธุ์โดยการฉายแสง แล้วคัดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น มีความเหมาะสมสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี เมื่อเทียบคุณสมบัติกับแหนแดงสายพันธุ์ที่มีอยู่ในบ้านเรา พบว่า มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า คือ ตรึงไนโตรเจนได้น้อยกว่า ขนาดของต้นเล็กกว่า ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์และขยายพันธุ์แหนแดงสายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (microphylla) มาตั้งแต่ ปี 2520 ได้มีการรักษาพันธุ์มาเรื่อยๆ และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง เมื่อประเทศไทยหันมาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมาพัฒนาการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อีกครั้งหนึ่ง ใน ปี 2540

คุณสมบัติของ แหนแดง

พันธุ์กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่า มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ สูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม (3 ตัน) เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว

วิจัยครั้งแรก

ทดลองกับการปลูกข้าว

จากผลงานวิจัยของ นายประยูร สวัสดี และคณะ อดีตนักวิชาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตร ปี 2520-2521 พบว่า การเลี้ยงขยายแหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว 1 ชุด หรือ 2 ชุด สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวพอๆ กับการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 6-12 กิโลกรัม/ไร่ และจากผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ พบว่า การเลี้ยงแหนแดงแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้เทียบเท่ากับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำแล้วไถกลบก็ให้ผลทำนองเดียวกัน การไถกลบ 2 วิธี ร่วมกัน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ เฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่ สำหรับการเพาะกล้าเมื่อใส่แหนแดงลงไปในแปลงกล้า 1-2 วัน จะสามารถลดระยะกล้าจาก 40 วัน เหลือเพียง 30 วัน เท่านั้น

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ในการวิจัยครั้งแรก กรมการข้าว ยังมิได้แยกตัวออกไปจากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสถาบันวิจัยข้าว ปัจจุบันได้แยกตัวออกไปเป็นกรมการข้าวแล้ว กรมวิชาการเกษตร ได้สนับสนุนแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปเพาะเลี้ยงเอง โดยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเพื่อให้กรมการข้าวสามารถเพาะเลี้ยง เพื่อจะได้นำไปใช้ในกิจการของกรมการข้าวเอง

ทดลองกับพืชที่ได้จาก

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ขณะนี้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่กำลังเพาะกล้ากล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนมากต้นกล้าของพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะอ่อนแอในระยะอนุบาล และยังไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ เนื่องจากระบบท่อลำเลียงยังไม่สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยเคมีลงไปบางครั้งอาจจะทำให้พืชเน่าได้ เพราะปุ๋ยเคมีมีความเค็ม จะทำให้เสียเวลาในการงดใส่ปุ๋ย ประมาณ 20 วัน จึงจะเริ่มใส่ปุ๋ยได้ แต่แหนแดงสามารถผสมลงไปในวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้เลย เพราะแหนแดงสามารถปลดปล่อยไนโตรเจนซึ่งเป็นอินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัยต่อกล้าพืช กล้าจะดูดซึมไนโตรเจนเข้าไปในรากพืชได้เลย ดังนั้น แหนแดงจึงเหมาะกับการปลูกพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

“เราได้ทำการทดลองแหนแดงกับกล้ากล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ปากช่อง 50 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถลดระยะกล้าลงจาก 60 วัน เหลือเพียง 45 วัน เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการดูแลรักษา เมื่อนำกล้าลงแปลงปลูก ปรากฏว่าต้นกล้ากล้วยที่ใช้แหนแดงผสมกับวัสดุปลูกกล้วยสามารถเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นกล้าที่ไม่ได้ใส่แหนแดง”

การเพาะเลี้ยง

แม่พันธุ์แหนแดงไม่ยาก

หลังจากที่ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์แหนแดงให้กรมการข้าวไปดำเนินการเองก็มีเกษตรกรเริ่มรู้จักแหนแดงและมาขอจากกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดินกันมากขึ้น โดยทางกลุ่มงานวิจัยจะสนับสนุนแม่พันธุ์ให้ไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เอง โดยยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้ ซึ่งไม่ยาก

“การเพาะเลี้ยง เกษตรกรจะต้องทำบ่อแม่พันธุ์แหนแดงไว้ เนื่องจากแหนแดงมีไนโตรเจนสูง เนื้อเยื่อของแหนแดงค่อนข้างอ่อน แมลงจะลงทำลายได้ง่าย เพราะฉะนั้นเกษตรกรจะต้องมีบ่อเพาะเลี้ยงแม่พันธุ์ไว้ เมื่อเราใส่แหนแดงลงไปในแปลงนา และถูกแมลงทำลายเสียหายหมด เราก็ยังมีแม่พันธุ์แหนแดงที่เลี้ยงไว้ในบ่อ โดยไม่ต้องมาขอรับแม่พันธุ์แหนแดงจากกรมวิชาการเกษตรอีก”

การขุดบ่อ เนื่องจากแหนแดงไม่ต้องการน้ำลึก เกษตรกรขุดบ่อให้มีลักษณะเหมือนท้องนาขังน้ำให้ลึก ประมาณ 4-5 เซนติเมตร เรียกว่าเป็นบ่อน้ำตื้น ควรจะมีร่มไม้รำไร ถ้าพื้นที่บ่อ ประมาณ 5 ตารางเมตร ปล่อยแหนแดงลงไป ประมาณ 10 กิโลกรัม 10-15 วัน แม่พันธุ์แหนแดงจะเจริญเติบโตเต็มบ่อ ซึ่งควรจะปล่อยแหนแดงลงบ่อก่อนฤดูฝน ถ้าปล่อยลงบ่อในหน้าแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย อาจจะใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ แหนแดงจึงจะเต็มบ่อ

ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า ถ้าเกษตรกรมีแม่พันธุ์ 10 กิโลกรัม ก็จะเพียงพอสำหรับนา 1 ไร่ หลังจากนำไปปล่อยในนา ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็จะขยายแหนแดงได้ถึง 3,000 กิโลกรัม/ไร่ ถ้าหว่านแหนแดงลงไปในปริมาณมากจะขยายพันธุ์ได้เร็ว เพราะระบบขยายพันธุ์ของแหนแดงขยายให้น้ำหนักสดเป็น 2 เท่าตัว ทุก 3-5 วัน

การนำแหนแดงไปใช้

แหนแดงสด ถ้าจะใส่ในนาข้าว เกษตรกรควรนำไปหว่าน 2 ช่วง ด้วยกัน ช่วงแรก หว่านแหนแดงก่อนตีเทือก เพื่อให้แหนแดงไปเพาะขยายในท้องนา ประมาณ 20 วัน แล้วไถกลบ เมื่อแหนแดงย่อยสลายก็จะเริ่มปลดปล่อยไนโตรเจนออกมา ดังนั้น เมื่อตีเทือกเสร็จก็หว่านข้าวหรือดำนาได้เลย อีกช่วงหนึ่งถ้าเป็นนาดำ ให้ดำนาไปก่อน แล้วหว่านแหนแดงลงไปในนา แหนแดงจะไปขยายพันธุ์เต็มท้องนา เพราะนาดำมีลักษณะเป็นบ่อน้ำตื้น ประโยชน์ที่ได้ตามมาก็คือ แหนแดงจะช่วยบดบังแสงแดด ป้องกันไม่ให้วัชพืช ข้าววัชพืช ข้าวลีบ หรือข้าวดีด ที่ติดมากับรถเกี่ยวข้าว ตกค้างอยู่ในนา เจริญเติบโตขึ้นมาในนาข้าว

นอกจากนั้น ยังมีรายงานผลการทดสอบภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติว่า การเลี้ยงแหนแดงในนาแล้วไถกลบก่อนปักดำ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทัดเทียมกับการใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 4.8 กิโลกรัม/ไร่ และการเลี้ยงแหนแดงหลังปักดำก็ให้ผลผลิตทำนองเดียวกัน หรือการไถกลบทั้ง 2 วิธี ร่วมกันก็สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวเปลือกได้ โดยเฉลี่ย 160 กิโลกรัม/ไร่

เนื่องจากแหนแดงมีโปรตีน ไขมัน เซลลูโลส และแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนประกอบจำนวนมาก จึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี จากการวิเคราะห์พบว่า กรดอะมิโนที่จำเป็นในแหนแดงมีปริมาณสูงเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของปลา จึงเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงปลา โดยเฉพาะการเลี้ยงปลาในนาข้าวที่มีแหนแดงอยู่ด้วย สามารถทำให้น้ำหนักของปลาและขนาดของปลาเพิ่มขึ้นมากกว่าปลาที่เลี้ยงในนาข้าวโดยไม่มีแหนแดงร่วมด้วย

นอกจากนี้ การเลี้ยงปลาในนาข้าวยังทำให้ต้นข้าวได้รับปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูทำนาจากมูลปลาที่ถ่ายออกมาหลังจากกินแหนแดงเข้าไป ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่าแหนแดงเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์มากในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแบบครบวงจร ดร. ศิริลักษณ์ กล่าว

แหนแดงแห้ง เนื่องจากแหนแดง เพิ่มปริมาณตัวเองอย่างรวดเร็ว เราก็เก็บรวบรวมมาตากแดดไว้ ประมาณ 2 วัน ก็แห้ง เก็บใส่กระสอบรวบรวมไว้สำหรับใช้ปลูกพืช อัตราที่นำแหนแดงแห้งไปใช้ ประมาณ 20 กรัม ต่อดินวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม จากผลการทดลองปลูกผักสลัดให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดร. ศิริลักษณ์ บอกว่า แหนแดงแห้งมีคุณสมบัติไม่แตกต่างจากแหนแดงสด เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีไนโตรเจนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับปุ๋ยยูเรีย แหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เท่ากับปุ๋ยยูเรีย ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการปลูกพืช

แหนแดง

เหมาะสำหรับเกษตรอินทรีย์

เกษตรกรที่ปลูกผักหรือทำการเกษตรอินทรีย์ ถ้าใช้แหนแดงผสมกับดินปลูก จะไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน จึงผลิตแหนแดงเพื่อสนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์หรือการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามระบบทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ แบบครบวงจร แหนแดงสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย กินได้ทั้งสดและแห้ง ควบคู่ไปกับอาหารเม็ด หรือผสมกับฟางข้าวหรือหญ้าแห้งก็ได้ เพราะองค์ประกอบของแหนแดงมีโปรตีนสูง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ มีอะมิโนแอซิดครบทุกตัว จึงเหมาะที่จะเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์หรือมีไม่เพียงพอ เกษตรกรสามารถใช้แหนแดงสดหรือแห้งผสมกับฟางแห้งหรือหญ้าแห้ง สัตว์ก็จะได้อาหารที่มีคุณภาพดี เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงแหนแดงโดยเลี้ยงในบ่อน้ำตื้น ประมาณ 4-5 เซนติเมตร แหนแดงจะไม่มีวันขาดแคลน เก็บเกี่ยวได้ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะแหนแดงจะเจริญเติบโตและขยายตัวไปได้เรื่อยๆ

“แหนแดง สามารถไปทดแทนปุ๋ยยูเรียได้ในขณะที่ปุ๋ยมีราคาแพง และไม่ต้องกังวลในเรื่องของปุ๋ยปลอม” ดร. ศิริลักษณ์ กล่าวในที่สุด

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับแม่พันธุ์แหนแดง รวมทั้งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แหนแดงได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 579-7523

ดูความสำเร็จ “เทคโนโลยีเปลี่ยนยอดพันธุ์อะโวกาโด” ของ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดตาก

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ดูความสำเร็จ “เทคโนโลยีเปลี่ยนยอดพันธุ์อะโวกาโด” ของ ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดตาก

“อะโวกาโด” เป็นไม้ผลที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม แม้ว่าจะสามารถปลูกได้ในประเทศ แต่ยังขาดคุณสมบัติทางด้านคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเข้าอะโวกาโดจากต่างประเทศมาขายในตลาดบ้านเราในราคาค่อนข้างสูง อีกทั้งมีมูลค่าในการสั่งนำเข้าเพื่อการบริโภคและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ปีละมากมาย

จังหวัดตาก เป็นอีกแหล่งที่มีพื้นที่และผลผลิตอะโวกาโดมาก จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวต่างแวะซื้อกัน เหตุผลประการหนึ่งเพราะการมีพื้นที่จำนวนมากทางภาคตะวันตกของจังหวัดตากมีความเหมาะสมและได้เปรียบทางด้านภูมิประเทศ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพส่วนใหญ่ล้วนเป็นป่าไม้และภูเขาสูง

ทั้งนี้ การปลูกอะโวกาโดของชาวบ้านในช่วงแรกไม่ได้เน้นคุณภาพ เมื่อมีผลผลิตก็มักขายเหมาทั้งสวน จึงทำให้ได้ราคาต่ำ ภายหลังการเข้าไปส่งเสริมของภาคราชการที่รับผิดชอบ เพื่อมุ่งหวังให้ชาวบ้านปรับแนวทางการปลูกอะโวกาโดให้มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ทางด้านการขาย

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนา พร้อมกับผลักดันในชาวบ้านในพื้นที่หันมาปลูกอะโวกาโดให้มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้สูง พร้อมไปกับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้นำองค์ความรู้ไปพัฒนาพืชต่อไป

ทั้งนี้ อะโวกาโด ถือเป็นพืชสำคัญและมีแนวโน้มทางด้านการตลาดสูง ขณะเดียวกันยังมีชาวบ้านเป็นจำนวนมากยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ในกระบวนการปลูกและการตลาดอย่างดีพอ ดังนั้น การเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

พัฒนาคุณภาพ

ด้วยการพัฒนากิ่งพันธุ์

คุณศุภชัย ศรีจันทร์ดร รักษาการหัวหน้าศูนย์ กล่าวว่า สำหรับภารกิจของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) จะรับผิดชอบ 2 จังหวัด คือ ตาก กับอุทัยธานี

สำหรับบทบาทและหน้าที่คือ การส่งเสริมชาวบ้านในการปลูกพืชที่เหมาะสมแล้วให้ความสำคัญกับอะโวกาโดเป็นหลัก รองลงมาคือ พลับ และกาแฟ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่ทางศูนย์จะได้เข้ามา ชาวบ้านมีการปลูกอะโวกาโดกันอยู่แล้ว โดยจะขายผลผลิตแบบเหมาทั้งสวน ซึ่งถ้าเฉลี่ยแล้วมีรายได้ กิโลกรัมละ 10 บาท เป็นพันธุ์พื้นเมืองและถือว่าเป็นราคาต่ำมาก เนื่องจากขาดคุณภาพ

ฉะนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ จนทำให้สามารถขายได้ราคาที่สูง ทางศูนย์จึงหาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพด้วยการนำเทคโนโลยีการเปลี่ยนยอดพันธุ์ โดยมีการคัดเลือกยอดพันธุ์ที่เหมาะกับการค้า ซึ่ง ได้แก่ ปิเตอร์สัน บัคคาเนียร์ และแฮส ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยม ทั้งนี้แต่ละสายพันธุ์ดังกล่าวจะให้ผลผลิตต่างเวลากัน โดยเริ่มจากปิเตอร์สันก่อน แล้วจบที่แฮส ที่จะให้ผลผลิตไปจนถึงเดือนธันวาคม ฉะนั้น จะแนะนำให้ชาวบ้านปลูกทั้ง 3 พันธุ์ เพราะจะได้มีผลผลิตพร้อมกับมีรายได้ที่ยาวนาน

คุณศุภชัย ชี้ว่าสำหรับพันธุ์แฮสที่วางจำหน่ายตามโมเดิร์นเทรด เป็นการนำเข้ามาจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย โดยขายเป็นลูก ราคา 60-70 บาท ขณะเดียวกันปิเตอร์สันและบัคคาเนียร์ที่ทางศูนย์ได้ส่งเสริมด้วยการเปลี่ยนยอดพันธุ์ ขณะนี้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ได้ผลผลิตแล้ว และมีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ขณะเดียวกันจะผลักดันให้มีการปลูกอะโวกาโดด้วยการใช้จุลินทรีย์เพื่อเป็นการสร้างมูลค่า ซึ่งนอกจากทำให้ผู้ปลูกมีรายได้แล้ว ยังมีลูกค้ามาสั่งจองกัน ซึ่งมีราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 40 บาท แล้วนำไปขายกัน กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนพันธุ์แฮสมักขายเป็นผลราคาผลละ 20-30 บาท

“อย่างในปีนี้ (2559) ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้มีการเปลี่ยนยอดไปแล้วกว่า 4 ไร่ (1 ไร่ประมาณ 44 ต้น) นอกจากนั้น ยังมีโครงการสอนให้ชาวบ้านได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนยอดและได้สนับสนุนยอดพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้จะแนะนำให้ชาวบ้านเปลี่ยนยอดทั้ง 3 พันธุ์ ไม่ว่าจะเปลี่ยนในถุงหรือที่ต้น เพราะเป็นพันธุ์ที่มีความสำคัญด้านการค้าแล้วตลาดต้องการสูง ทำให้ชาวบ้านสามารถมีรายได้ตลอดเวลาต่อเนื่องหลายเดือน

อีกเหตุผลที่ต้องการให้ชาวบ้านหันมาปลูกอะโวกาโดเพื่อเป็นการให้ลดการเผาต้นพืชก่อนเตรียมแปลงปลูกอย่างเช่น ข้าวโพด โดยการนำอะโวกาโดไปปลูกในไร่ข้าวโพด เพื่อให้ชาวบ้านเปลี่ยนพฤติกรรม ขณะเดียวกันผลของการปลูกอะโวกาโด จะช่วยเพิ่มพื้นที่ปลูกไม้ เป็นการช่วยรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำ แล้วสร้างมลภาวะอากาศให้ดีขึ้น” รักษาการหัวหน้าศูนย์กล่าว

ผลักดันปลูกอะโวกาโด

แทนพืชเชิงเดี่ยว

ต่อจากนั้นทีมงานได้เดินทางไปชมแปลงปลูกต้นพันธุ์อะโวกาโด ซึ่งแปลงดังกล่าวได้รวบรวมสายพันธุ์อะโวกาโดที่เหมาะกับการค้าและเป็นที่นิยมของตลาด โดยมี คุณธนากร โปทิกำชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เป็นผู้ให้รายละเอียดและข้อมูล

คุณธนากร บอกว่า จุดมุ่งหมายหลักคือ ความพยายามให้ชาวบ้านเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่มีปัญหาหรือมีต้นทุนสูง เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การปลูกกะหล่ำในพื้นที่ลาดชัน แล้วหันมาปลูกอะโวกาโดแทน เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย โดยเฉพาะพื้นที่แถบพบพระที่มีลักษณะทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการปลูก ตลอดจนขายได้ราคาดี มีแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจน เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น

พื้นที่ภายในบริเวณศูนย์ถูกจัดแบ่งออกเป็นโซน ไม่ว่าจะเป็นโซนต้นพันธุ์พ่อ-แม่ โซนแปลงเพาะต้นกล้า โซนแปลงเปลี่ยนยอดพันธุ์ในถุง และโซนแปลงเปลี่ยนยอดพันธุ์จากต้น สิ่งเหล่านี้คุณธนากรบอกว่า เพราะตั้งใจจะทำเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ให้มากที่สุด ตลอดจนทำเป็นแปลงแม่พันธุ์สำหรับไว้ถ่ายทอดเทคโนโลยีของศูนย์ด้วย

มีโอกาสสร้างรายได้

จึงเน้นพันธุ์เพื่อการค้า

คุณธนากร ชี้ว่า การปลูกอะโวคาในพื้นที่สูงมีโอกาสและได้เปรียบมาก ฉะนั้น การเลือกสายพันธุ์สำหรับปลูกควรมองตลาดจำหน่ายให้เป็นกรอบเพื่อสร้างความชัดเจน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ปิเตอร์สัน ลูเทิ่น บู๊ช บัคคาเนียร์ แฮส และปากช่อง 28 ซึ่งถือว่าเป็นพันธุ์สุดท้ายของช่วงฤดูกาล ล้วนแต่ตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกตลาด ทั้งตลาดบริโภค ตลาดชุมชน หรือตลาดแปรรูปส่งโรงงานอุตสาหกรรมที่นำไปทำเป็นเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม รวมถึงควรมีลักษณะคุณสมบัติเด่นคือให้ผลผลิตและค่าตอบแทนสูง คุ้มค่าต่อการลงทุนด้วย

“ดังนั้น จะต้องพยายามคัดพันธุ์โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่สามารถตอบสนองกับพื้นที่พบพระ แล้วยังต้องให้สอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านรสชาติ ขนาดผล ตลอดจนความหนา-บาง ของเปลือก เพื่อให้ปลอดภัยต่อการขนส่ง โดยจะได้นำพันธุ์ต่างๆ ไปใช้ได้ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง”

พัฒนายอดพันธุ์ดี

ด้วยเทคนิคการเปลี่ยนยอดพันธุ์

สำหรับเทคโนโลยีที่ศูนย์ได้นำมาใช้พัฒนาต่อยอดการปลูกอะโวกาโดคือ “เทคนิคการเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี” ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เร็ว ซึ่งเทคนิคดังกล่าวมี 2 วิธี คือการต่อกิ่งแบบฝานบวบ กับการเสียบเปลือกประยุกต์

การต่อกิ่งแบบฝานบวบ เป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ได้มาซึ่งพันธุ์ดีตามที่ต้องการ ทั้งนี้ จากประสบการณ์พบว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตต้นกล้าอะโวกาโดเปลี่ยนยอดพันธุ์ดี เพราะมีข้อดีคือจะได้รอยต่อที่มีความแข็งแรงมากกว่าวิธีการติดตา และมีคุณภาพมากกว่า ส่วนข้อเสียคือ จะต้องรอเวลาเพื่อให้กิ่งมีความเหมาะสมกับยอดพันธุ์ก่อน

การเสียบเปลือกประยุกต์ วิธีนี้ควรเลือกใช้ในกรณีที่กิ่งยอดพันธุ์ดีมีขนาดเล็กกว่าต้นตอ เป็นการเสียบเข้ากับเปลือกล็อกท่อน้ำและท่ออาหาร แล้วจึงนำกิ่งยอดพันธุ์ดีเสียบเข้าไป ข้อดีของวิธีนี้คือ มีความสะดวกและง่าย สามารถทำได้ทันที แต่ความสำเร็จต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความชำนาญ และทักษะ เพราะมิเช่นนั้นอาจทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดน้อยกว่าการฝานบวบ

ส่วนข้อเสียของวิธีนี้คือ การประสานเนื้อไม้อาจไม่ดีพอ เนื่องจากเนื้อไม้ทั้งสองมีความแตกต่างด้านอายุต้น ระหว่างกิ่งแก่กับกิ่งอ่อน อย่างไรก็ตาม วิธีนี้นิยมนำมาใช้ในกรณีการเปลี่ยนสายพันธุ์ เพราะผลผลิตไม่เป็นที่น่าพอใจ หรือในกรณีที่ต้องการทำเป็นต้นแฟนซีไว้โชว์สายพันธุ์ต่างๆ ในต้นเดียวกัน ก็ควรใช้วิธีนี้เหมาะสมกว่า

ทางด้านแนวทางการเปลี่ยนยอดพันธุ์ อาจทำให้ 2 ลักษณะ คือเปลี่ยนยอดในถุงหรือเปลี่ยนยอดในแปลง ซึ่งทั้ง 2 แบบ มีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกัน

การเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีในถุง ส่วนมากใช้วิธีฝานบวบ เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด แล้วยังเป็นการป้องกันเชื้อที่อาจก่อโรคเข้ามาติดได้ง่าย และตามความเห็นของคุณธนากร มองว่าหากจะทำในเชิงพาณิชย์ การใช้วิธีเปลี่ยนยอดในถุงเพื่อให้ได้ต้นกล้าที่มีความสมบูรณ์ของทรงต้น เพื่อนำมาปลูก จะมีการบริหารจัดการได้ง่าย เนื่องจากสามารถเลือกสายพันธุ์ได้ เลือกขนาดต้นกล้าได้ ตลอดจนสามารถบริหารจัดการเรื่องเวลาได้

ขณะที่ การเปลี่ยนยอดในแปลง จะต้องรอเวลาการปลูกต้นตอพันธุ์ไปสัก 1-3 ปี แล้วมักพบปัญหาการเชื่อมต่อประสานของเนื้อไม้ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องอายุเนื้อไม้ที่ต่างกัน การเปลี่ยนในแปลงนั้นเหมาะกับยอดพันธุ์ดีหรือเปลี่ยนสายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม แต่ละวิธีล้วนมี ข้อดี-ข้อเสีย ต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่เป็นหลักด้วย สำหรับฤดูที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนยอดคือ ช่วงหน้าหนาว แต่หากเป็นช่วงจังหวะที่กิ่งตาพร้อมในช่วงหน้าฝนก็ทำได้ แต่ถ้าไม่ชำนาญและทักษะไม่ดีพอ อาจทำให้โอกาสรอดน้อย

อีกประเด็นที่ยังเป็นปัญหาของชาวบ้านต่อการปลูกอะโวกาโดคือ การเก็บผลผลิต เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านมักเก็บผลผลิตที่ยังไม่สุกแก่ขาย พอลูกค้าที่เพิ่งซื้อรับประทานครั้งแรกชิมแล้วมีรสขมฝาด จึงเกิดทัศนคติไม่ดี แล้วมีผลต่อการซื้อทันที อย่างไรก็ตาม ลักษณะการขายอะโวกาโดของชาวบ้านนิยมขายยกสวน ทำให้คนเก็บไม่ใช้ความระมัดระวัง จึงทำให้ผลเสียหาย ปัญหาเหล่านี้ล้วนทำให้ฉุดรั้งความสนใจ แล้วทำให้ขายยาก ราคาตก ฉะนั้น การเก็บจะต้องสังเกตผลที่จุกสีแดงหรือผิวที่เปลี่ยนสี

ชาวบ้านสนใจ

แห่ปลูกเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

คุณธนากร เผยว่า เป็นที่น่าดีใจ เพราะภายหลังที่มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอะโวกาโดตามที่แนะนำ ได้พบว่าชาวบ้านต่างเห็นประโยชน์แล้วหันมาปลูกกันเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนิดก้าวกระโดด ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรอำเภอ พบว่า เดิมมีพื้นที่ปลูกอะโวกาโดอยู่ จำนวน 500 ไร่ เพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ 1,500 ไร่ ภายในเวลาไม่กี่ปี ทั้งรุ่นที่เก็บผลผลิตขายได้แล้วกับรุ่นที่เพิ่งปลูกใหม่

ขณะเดียวกันทางศูนย์ได้มีการเก็บข้อมูลเฉพาะผู้ปลูกพันธุ์ดี พบว่า มีจำนวนผู้ปลูกอยู่ประมาณ 50 ไร่ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีผู้ปลูกรายใหม่ที่เน้นปลูกพันธุ์ดีอีกประมาณ 300 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นพันธุ์พื้นบ้านทั่วไปประมาณพันกว่าไร่

สำหรับสายพันธุ์ที่ควรส่งเสริมปลูกในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ พันธุ์บัคคาเนียร์ เนื่องจากให้ผลดก โตเร็ว ขั้วเหนียว ทนทานต่อแรงลม เปลือกหนา เมล็ดเล็ก เนื้อมาก ถือว่าเป็นพันธุ์ที่มีทุกอย่างครบ ดังนั้น จึงเหมาะทั้งรับประทานสด และแปรรูปส่งโรงงาน แล้วที่ดีที่สุดคือ สามารถอยู่บนต้นได้นานถึงเดือนพฤศจิกายน เพื่อรอให้มีราคาที่พอใจ ทั้งนี้ บัคคาเนียร์ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 แต่มักเก็บขายจริงจังในปีที่ 4

อีกสายพันธุ์ที่กำลังมาแรง แล้วดูเหมือนว่ากำลังแซงพันธุ์ที่นิยมอย่าง แฮส นั่นคือ พิงค์เคอร์ตัน ถือเป็นพันธุ์ที่ลบข้อเสียของแฮสได้ทั้งหมด แล้วยังให้ผลดก มีขนาดใหญ่ในระดับพรีเมี่ยม อย่างไรก็ตาม พันธุ์แฮสต้องปลูกในระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 600 เมตร จึงจะได้ผลดี ขณะที่พิงค์เคอร์ตัน ใช้ระดับเพียง 300-400 เมตร จากระดับน้ำทะเลก็เพียงพอแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีข้อจำกัดในระดับพื้นที่ปลูกที่เป็นปัญหา

แนะ…ปลูกหลายพันธุ์

เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง

นอกจากนั้น คุณธนากร ยังชี้ว่า ถ้าต้องการปลูกอะโวกาโดแบบให้ผลผลิตแล้วมีรายได้ต่อเนื่อง ควรปลูกพันธุ์ที่เริ่มให้ผลก่อนใคร อย่าง พันธุ์ปิเตอร์สัน เพราะสามารถเก็บขายได้ก่อนพันธุ์อื่น จากนั้นตามด้วย ลูเฮิร์น ซึ่งมีข้อดีคือดก รสชาติดี ถ้านำไปทำแบบลอดช่องน้ำกะทิแทนแตงไทยได้เลย ถือเป็นพันธุ์รับประทานสดที่มีรสอร่อยมาก ข้อเสียอย่างเดียวคือ เปลือกบาง จึงไม่เหมาะกับการขนส่งในระยะทางไกลและนาน

สำหรับ พันธุ์ปากช่อง 28 จะออกผลผลิตเป็นชนิดสุดท้าย แล้วให้ผลผลิตยาวข้ามปี ราวปลายมกราคม-กุมภาพันธ์ หลังจากที่พันธุ์อื่นให้ผลผลิตหมดแล้ว จึงทำให้ได้ราคาดี ทั้งนี้มีลักษณะเด่นคือ อายุการเก็บเกี่ยวนาน แต่พันธุ์นี้ยังไม่แพร่หลาย เพราะกิ่งพันธุ์ยังมีน้อย

“ท้ายนี้ ทางศูนย์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมปลูกอะโวกาโดมาก เพราะมองว่าเป็นพืชที่มีศักยภาพเมื่อนำมาปลูกที่พบพระ อีกทั้งพบว่ามีปัจจัยหลายอย่างเอื้อต่อการลงทุนต่ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ปลูกมาก ขณะเดียวกันกลับสร้างรายได้สูง แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของการปลูกอย่างมีคุณภาพจริง แล้วยังสามารถปลูกทดแทนพืชเชิงเดี่ยวได้

จึงหวังให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกอะโวกาโดกันมากๆ ไม่ต้องหวั่นเรื่องตลาด เพราะถ้าคุณสามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพตามที่ทางศูนย์แนะนำแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นผู้รับซื้อวิ่งเข้ามาหาคุณแน่นอน” คุณธนากร กล่าว

สนใจสอบถามข้อมูลอะโวกาโดได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) โทรศัพท์ (055)-806-249 (ในวัน/เวลา ราชการ) หรือ คุณธนากร โปทิกำชัย โทรศัพท์ (081) 724-8013

หรือติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวตลอดจนกิจกรรมดีๆ ที่น่าสนใจของ อะโวกาโด ได้ที่เฟซบุ๊ก “คนรักอะโวกาโด(Avocado)” แล้วท่านจะไม่ตกเทรนด์เรื่องสุขภาพอย่างแน่…

เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี

เกษตรกรรม เป็นกิจกรรมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง แต่การเลือกทำเพียงกิจกรรมเดียว จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงที่จะไม่ได้รับผลผลิตเมื่อต้องประสบกับภัยสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แต่ถ้าเลือกทำ “เกษตรผสมผสาน” คือมีตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไป มีการวางแผนการผลิต ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงก็ลดลง ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวนเกษตรผสมผสานจึงเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การดำรงชีพที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี มาบอกเล่าสู่กัน

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดสิงห์บุรีมีพื้นที่การเกษตร 418,781 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนา 377,826 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชสวน เช่น ปลูกไม้ผล พืชผัก 26,895 ไร่ พื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1,189 ไร่ และพื้นที่ประมง 1,869 ไร่ ประชากรส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำไร่นาสวนผสม หรือเกษตรผสมผสาน

เกษตรผสมผสาน เป็นงานเกษตรที่ทำตั้งแต่ 2 กิจกรรม ขึ้นไป เพื่อลดความเสี่ยง โดยได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ให้วางแผนการปลูกและผลิต ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ที่ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) ที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรยกระดับรายได้ เพื่อการดำรงชีพที่มั่นคง

ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ผู้ทำเกษตรผสมผสาน เล่าให้ฟังว่า จากที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อเกษียณก็ได้ผันตัวออกมาเป็นชาวบ้านเป็นเกษตรกร เบื้องต้นจึงต้องเรียนรู้เสริมสร้างประสบการณ์งานด้านเกษตรให้ชำนาญ สืบค้นข้อมูลด้านวิชาการเกษตรจากแหล่งวิชาการ ขอรับคำแนะนำจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อได้ข้อมูลพอแล้ว ได้ตัดสินใจทำเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยง ให้มีผลผลิตบริโภคหรือเหลือขาย

การดำเนินงาน ได้จัดการใช้ประโยชน์ พื้นที่ 2 ไร่ ที่มีพื้นที่ส่วนที่หนึ่งเป็นบ้านพัก ส่วนที่สองจัดเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลและพืชผัก ส่วนที่สามจัดเป็นคอกเลี้ยงหมู เป็ด และไก่ จัดให้มีแหล่งน้ำใช้ในการผลิตเกษตร

กิจกรรมหลัก คือ การเลี้ยงหมูแม่พันธุ์และเลี้ยงหมูขุน ได้สร้างโรงเรือนห่างจากบ้านพักและเป็นที่ดอน น้ำไม่ขัง เมื่อล้างทำความสะอาดพื้นคอกหมู มูลหมูที่เก็บได้ใส่น้ำหมักชีวภาพลงไปคลุกเคล้าเพื่อกำจัดกลิ่นและป้องกันแมลงวันเข้ามารบกวน ส่วนมูลหมูที่ตากแห้งได้นำไปใช้ในแปลงเกษตร อีกส่วนหนึ่งขาย การเลี้ยงหมูมี ดังนี้

การเลี้ยงแม่พันธุ์หมู ได้คัดเลือกแม่พันธุ์หมูมาเลี้ยง 3 วิธี คือ

1. ซื้อลูกหมูขุนจากฟาร์ม คัดเลือกตัวที่มีน้ำหนัก ประมาณ 90 กิโลกรัม หรืออายุ 4 เดือน นับจากวันอย่านม มีลักษณะดีเช่น มีเต้านม 13 เต้า ขึ้นไป หัวนมไม่บอด แผ่นหลังกว้าง ขาหลังใหญ่ตรง แข็งแรง

2. ซื้อแม่พันธุ์หมูที่แหล่งพันธุ์ดี คัดเลือกขนาด อายุ น้ำหนักและใกล้เป็นสัด มีข้อดีคือ โครงร่างใหญ่ ให้ลูกดก

3. เลือกซื้อลูกหมูที่เกิดจากแม่พันธุ์ดี ราคาถูก สุขภาพดี ไม่อ่อนแอ และต้านทานโรค

การเลี้ยงหมูขุน นำลูกหมูอย่านมเข้าคอก ติดป้ายระบุวันอย่านมไว้ที่คอก เพื่อการดูแลและกำหนดวันจับขาย ช่วงแรกที่เลี้ยงได้ให้อาหารหมูเล็กหรือให้กินกล้วยน้ำว้าสุกบ้าง เพราะลูกหมูยังหากินไม่เก่ง ช่วงอดนม 2-3 วัน ต้องปอกเปลือกกล้วยสุกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้กิน ถ้าลูกหมูท้องเสียให้ลดอาหาร เมื่อดีขึ้นก็ให้กินอาหารเหมือนเดิม แต่ถ้าไม่ดีขึ้นต้องใช้ยาฉีด หมูที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ขึ้นไป ได้เปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 2 มาผสมให้กิน เมื่อได้น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ได้เปลี่ยนเป็นอาหาร เบอร์ 3 มาผสมให้กิน และเมื่อหมูน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เปลี่ยนมาผสมอาหารปกติให้กิน

การทำบ่อบำบัด ได้สร้างบ่อบำบัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพื้นคอกหมู เพื่อให้น้ำที่ล้างทำความสะอาดไหลลงบ่อได้ง่าย ฉาบด้วยปูนซีเมนต์ด้านในวงบ่อซีเมนต์ป้องกันน้ำซึมเข้าและป้องกันกลิ่นไปรบกวนเพื่อนบ้าน และเมื่อมูลหมูเต็มบ่อได้สูบขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืช

ร้อยตรีบัญชา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า อีกกิจกรรมหนึ่งคือ เลี้ยงไก่ไข่ 15 ตัว มีไข่ให้เก็บ 10-14 ฟอง ต่อวัน วิธีเลี้ยงได้ปล่อยไก่ไปหากินเศษอาหารที่ตกหล่นจากการเลี้ยงหมูหรือเศษพืชผักผลไม้เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารเม็ด และได้จัดอาหารเม็ดให้ไก่กินเพื่อเสริมให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตให้ผลผลิตคุณภาพ

การปลูกพืช ได้ปลูกพืชอายุสั้นที่ให้ผลผลิตไวได้เก็บกินในครัวเรือนก่อน เหลือก็นำออกขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้านนำไปขายต่อที่ตลาดสิงห์บุรี พืชผักที่ปลูก เช่น ผักโขม ผักสลัด มะเขือ กะเพรา ข่า ตะไคร้ หรือดอกชมจันทร์ ส่วนไม้ผลที่ปลูก เช่น มะม่วง ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะละกอ หรือมะนาว

ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ เวลานี้มีผลมะนาวให้เก็บมากินและนำออกขาย ปลูกชมจันทร์ไม้เถาเลื้อยพืชผักสวนครัวที่ปลูกง่ายให้ดอกดก นำไปแกงส้มหรือลวกกินกับน้ำพริกได้รสแซบอร่อย ผักโขมเป็นพืชผักอีกชนิดที่กินอร่อยได้เก็บบรรจุใส่ถุงไปวางขายตลาดผู้ซื้อชอบมาก พืชผักและไม้ผลจะมีผลผลิตให้ทยอยเก็บได้ต่อเนื่องทุกวัน

การทำเกษตรผสมผสาน ได้จดบันทึกทุกกิจกรรมเพื่อนำข้อดี ข้อด้อย มาเป็นแนวทางแก้ไขปรับปรุงวิธีผลิตและการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ จึงได้รับการรับรองให้เป็นสินค้าเกษตรดีมีคุณภาพ จากกรมวิชาการเกษตร และการก้าวสู่ความสำเร็จมีผลผลิตให้เก็บกินหรือนำไปขายเป็นรายได้ เป็นเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำให้วิถีการดำรงชีพมีความมั่นคง

จากเรื่อง เกษตรผสมผสาน วิถีพอเพียง บนพื้นที่ 2 ไร่ ที่สิงห์บุรี ได้จัดการพื้นที่ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ใช้ปัจจัยผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่ได้ผลตอบแทนคุ้มทุนหรือจดบันทึกกิจกรรม เป็นวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ร้อยตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ เลขที่ 20/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพวกรวม อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทร. (081) 291-9687 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทร. (036) 813-488 ก็ได้เช่นกันครับ

ทองดี-ขาวน้ำผึ้ง ส้มโอคุณภาพดี ที่นครชัยศรี นครปฐม

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ทองดี-ขาวน้ำผึ้ง ส้มโอคุณภาพดี ที่นครชัยศรี นครปฐม

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดนครปฐม สิ่งสำคัญทางพุทธศาสนาที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี แล้วมักแวะเวียนไปนมัสการคือ องค์พระปฐมเจดีย์ นอกจากนั้นแล้ว ของหวานอย่าง ข้าวหลาม และผลไม้ประจำถิ่น อย่างส้มโอ ยังนับเป็นของรับประทานที่ขึ้นชื่อในจังหวัดนี้ด้วย

ส้มโอนครปฐม เป็นไม้ผลประจำถิ่นที่ชาวบ้านปลูกกันมากในอำเภอนครชัยศรี อำเภอสามพราน และอำเภอพุทธมณฑล แล้วมักเรียกกันโดยรวมว่า ส้มโอนครชัยศรี

ส้มโอนครชัยศรี ที่นิยมปลูกและบริโภค มีอยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่

ส้มโอพันธุ์ทองดี มีรสหวานนำอมเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่ขมและซ่า มีเนื้อสีขาวอมชมพูฉ่ำ เปลือกผิวบาง มีเนื้อสีคล้ายทับทิม จึงทำให้ชาวจีนนิยมนำไปไหว้เจ้า

ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อสีขาวอมเหลืองเล็กน้อยคล้ายสีน้ำผึ้ง เปลือกผิวบาง เนื้อแน่น น้ำหนักดี ไม่ขมและซ่า ผลแก่จัดเนื้อแห้งถูกคอคนไทย และชาวต่างชาติ

ส้มโอพันธุ์ขาวพวง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ถ้าแก่จัดรสหวานมากกว่าเปรี้ยว ด้วยลักษณะลูกหัวจุกยาว (คล้ายลูกน้ำเต้า) จึงเป็นอีกพันธุ์ที่ชาวจีนนิยมนำไปไหว้เจ้า

ส้มโอพันธุ์ขาวแป้น รสชาติหวานอมเปรี้ยว ลักษณะผลคล้ายพันธุ์ทองดี เนื้อสีขาว ไม่ค่อยได้รับความนิยม และ

ส้มโอพันธุ์ขาวหอม มีรสเปรี้ยวนำ ลักษณะผลใหญ่ เปลือกบาง น้ำหนักดี

นำ ทองดี และ ขาวน้ำผึ้ง จด

“ผลไม้บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI

ปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกสิทธิบัตรให้ส้มโอนครชัยศรี เป็น “ผลไม้บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI โดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มโอพันธุ์ทองดีและขาวน้ำผึ้ง เพื่อประโยชน์สำหรับใช้เป็นการค้า

คุณประวิทย์ บุญมี ประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนส้มโอนครชัยศรี กล่าวว่า กลุ่มนี้ตั้งมาประมาณ ปี 2548 ปัจจุบัน มีสมาชิก จำนวน 122 ราย ส่วนความจำเป็นที่ต้องนำส้มโอมณฑลนครชัยศรีไปขึ้นทะเบียน GI เพราะพบว่าในพื้นที่มีร้านค้าหลายแห่งนำส้มโอจากแหล่งอื่นมาวางขายร่วมกับส้มโอนครชัยศรี แล้วอาจเกิดความเข้าใจผิดพลาดของลูกค้าเมื่อซื้อไปบริโภค หากได้ส้มโอที่ขาดคุณภาพไปรับประทาน

สำหรับพันธุ์ส้มโอที่นำไปจดขึ้นทะเบียน GI คือ ขาวน้ำผึ้ง กับ ทองดี เนื่องจากพบว่าลักษณะเด่นของพันธุ์ทั้งสองมีคุณสมบัติที่ดีทางการค้า โดยขาวน้ำผึ้งมีเนื้อที่มีสีคล้ายน้ำผึ้ง รสหวาน กรอบ ติดเปรี้ยวเล็กน้อย ส่วนทองดีจะหวานฉ่ำเนื้อมีสีส้มผสมชมพู ซึ่งนอกจากลูกค้าจะซื้อไปบริโภคแล้ว ยังนิยมซื้อเพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย

ประธานวิสาหกิจฯ เผยว่า เดิมทีเนื้อที่ปลูกส้มโอก่อนน้ำท่วมใหญ่ มีพื้นที่ปลูกรวม ประมาณ 7,000 ไร่ แต่หลังน้ำท่วม เหลืออยู่พันไร่ จากนั้นชาวบ้านได้ร่วมมือกันฟื้นฟูอนุรักษ์การปลูกส้มโอท้องถิ่นขึ้นมา จนทำให้ตอนนี้มีพื้นที่ปลูกส้มโอในพื้นที่เกาะลัดอีแท่น อยู่จำนวน 5,000 ไร่ เพราะพื้นที่ปลูกบริเวณดังกล่าวมีลักษณะดินดำ น้ำฉ่ำ หรือน้ำไหล ทรายมูล มีแม่น้ำล้อมรอบ ทำให้เกิดแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์ต่อพืช จึงทำให้ได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ จนทำให้ชื่อเสียงเอกลักษณ์ของส้มโอนครชัยศรีที่มีรสอร่อย และมีเนื้อแน่น

คุณประวิทย์ บอกว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดจีนเข้ามาซื้อส้มโอในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก โดยใช้วิธีเข้าถึงสวน และที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าต่อไปหากจีนเข้ามามีบทบาทต่อวงการผลไม้ไทยชนิดผูกขาดแล้วหยุดซื้อหรือชะลอซื้อก็จะทำให้ชาวสวนได้รับความเดือดร้อนทันที ดังนั้น แนวทางคือ ตอนนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหาทางเปิดตลาดใหม่เพื่อรองรับการขายให้มีการกระจายไปทั่ว เพื่อป้องกันการผูกขาดของจีน

เคยปลูกแต่ส้มปี พอตลาดราคาดี

ปรับเพิ่มเป็นปลูกส้มทะวาย

สมัยก่อนชาวสวนปลูกแต่ส้มปี แต่ในระยะหลังพบว่า ราคาส้มมีทิศทางปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งไปขายต่างประเทศที่ได้ราคาดีมาก อีกทั้งมีเทศกาลสำคัญอย่างสารทจีนหรือตรุษจีน ซึ่งมักหาส้มยาก ทำให้ชาวสวนเริ่มปรับเปลี่ยนมาปลูกส้มทะวายร่วมกับส้มปีในพื้นที่เดียวกัน จึงทำให้สามารถบริหารจัดการให้มีส้มขายได้ตลอดทั้งปีในราคาที่น่าพอใจ

ในปัจจุบัน ตลาดต่างประเทศที่ส่งขายประจำ ได้แก่ จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีจำนวนรวมประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตทั้งหมด แล้วยังมีไม่เพียงพอกับตลาด จนทำให้ต้องไปหาส้มจากจังหวัดอื่นมาด้วย อย่าง ขาวน้ำผึ้ง ราคาส่งออกไปจีน ลูกละ 100-150 บาท ที่เป็นขนาดผลใหญ่ น้ำหนัก 1.5-2 กิโลกรัม ส่วนทองดี ราคาขายส่ง ผลละ 80-120 บาท อย่างไรก็ตาม ส้มที่ขายในพื้นที่คุณภาพ อาจลดลงมาตามราคา แต่เนื้อและรสชาติยังดีเช่นเดิม

“ถ้าต้องการลองลิ้มชิมรสส้มโอนครชัยศรีของแท้ ให้สังเกตจากผลส้มโอที่มีสติ๊กเกอร์ GI ติดไว้ทุกผล แล้วควรหาซื้อตามสถานที่กำหนด อย่าง ที่วัดไร่ขิง พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง หรือที่ร้านส้มโอนครชัยศรีภายในปั๊ม ปตท. (กม. ที่ 26) ถนนบรมราชชนนีขาออกเลยเซ็นทรัลพลาซ่า ศาลายา ประมาณ 2 กิโลเมตร นอกจากนั้น ทางกลุ่มยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเป็นหมู่คณะเข้าเยี่ยมชมสวนส้มโอพร้อมทำกิจกรรมต่างๆ” คุณประวิทย์ กล่าว

สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณประวิทย์ บุญมี บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ที่ 8 ตำบลท่าตลาด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (081) 340-2867

แวะเข้าสวน ดูชาวสวนปลูก

ส้มโอขาวน้ำผึ้งที่มีคุณภาพ

คุณอนันต์ วัฒนา อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 6 ตำบลทรงคะนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งชาวสวนที่ช่วยพ่อ-แม่ ปลูกส้มโอมาตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้น แยกมาปลูกเองเมื่อมีครอบครัว แล้วยังคงยึดอาชีพปลูกส้มโอจนถึงทุกวันนี้

พื้นที่ปลูกส้มโอของคุณอนันต์มี 2 แห่ง คือที่สวนตัวเอง มีพื้นที่ปลูก 15 ไร่ และเช่าที่ดินปลูกอีก 10 ไร่ และส้มโอที่ปลูกเป็นพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง โดยบอกว่า ก่อนปี 2554 ได้ปลูกพันธุ์ทองดีมาก่อน แต่ขณะนั้นประสบปัญหาต้นทุนการปลูกสูง ประกอบกับปริมาณส้มโอในตลาดมีมากจนล้น ทำให้ราคาเหลือเพียงลูกละ 15 บาท เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคามะพร้าวแห้งเสียอีก แต่ถ้าต้องการให้มีราคาสูง จะต้องปลูกแบบเป็นระบบเพื่อส่งออกนอกจึงจะได้ราคาดี ถึงลูกละ 40 บาท ซึ่งมองดูแล้วคงสู้ไม่ไหว

ภายหลังน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ปรากฏว่าสวนส้มหลายแห่งเสียหาย สวนที่เหลือรอดก็ต้องพยุงตัวต่อไป นับจากนั้นจึงทำให้ส้มโอในพื้นที่มีน้อยแล้วหายาก และที่วางขายตามแผงค้ามีราคาสูง ลูกละ 60 บาท ยิ่งถ้าเน้นปลูกขายต่างประเทศยิ่งมีราคาสูงมากถึงลูกละ 80-90 บาท

คุณอนันต์ บอกถึงเหตุผลที่เปลี่ยนมาปลูกส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งอย่างเดียว เพราะไม่เพียงเป็นพันธุ์ส้มที่ปลูก/ดูแลง่าย จนมีต้นทุนที่ไม่สูงแล้ว ส้มโอพันธุ์นี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เนื้อสวย รสหวานปนเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นที่ต้องการของตลาดฮ่องกงและไต้หวัน จนทำให้มีราคาดี

ผลเสียหายของสวนส้ม หลังปี 2554 ทำให้ขาดแคลนต้นพันธุ์ ดังนั้น กิ่งพันธุ์จึงมีราคาถึง 100 บาท ต่อกิ่ง แล้วหาได้ยาก เลยทำให้จำเป็นต้องปลูกเพียง 300 ต้นก่อน จากนั้นค่อยใช้วิธีขยายพันธุ์ด้วยการตอนจากต้นรุ่นแรกเพิ่มขึ้นมาอีก จำนวน 400 ต้น

ดังนั้น สวนของคุณอนันต์ที่มีเนื้อที่ปลูก จำนวน 15 ไร่ ปลูกส้มแบบร่องน้ำ แบ่งปลูก 2 รุ่น คือ รุ่นอายุ 5 ปี ปลูกจำนวน 6 ไร่ มีส้มโอ จำนวน 300 ต้น ส่วนที่เหลือภายในพื้นที่เดียวกัน จำนวน 400 ต้น เป็นส้มอายุราวปีเศษ

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน

คุณอนันต์ บอกว่า แปลงที่ปลูกมา 5 ปี มีผลผลิตตลอดตั้งแต่ปีที่ 2 ของอายุต้น แล้วได้เก็บผลผลิตไว้บ้างเล็กน้อยต้นละ 2-3 ผล ได้ปีละประมาณ 2,000 กว่าผล เพื่อนำมาขายเป็นค่าปุ๋ย/ยา และคิดว่าในช่วงหน้าแล้งที่จะมาถึงตั้งใจว่าจะทำเป็นการปลูกแบบให้มีระบบที่ต้องมีการสกัดน้ำ ควบคุมการให้ปุ๋ย เพื่อบังคับให้ออกดอกมากกว่าช่วงปกติ แล้วทำให้มีผลผลิตจำนวนมากด้วย

แล้วเพิ่มเติมอีกว่าโดยปกติทางธรรมชาติส้มโอจะให้ผลผลิตได้ปีละ 4 ครั้ง โดยเริ่มมีผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 2 เพียงแต่อาจไม่สมบูรณ์ แล้วชาวสวนมักทิ้งลูกเพื่อปล่อยให้ต้นมีขนาดใหญ่ สมบูรณ์ เพื่อรอการทำชุดใหญ่ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปีที่ 5 หรือบางรายอาจปล่อยไปถึงปีที่ 8 เพื่อให้ต้นสมบูรณ์มากที่สุด แล้วถ้าบริหารจัดการอย่างดีในช่วงนั้นจะได้ผลผลิต ต้นละ 120-200 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 2 กิโลกรัม

เขาบอกต่ออีกว่า ส้มโอนครชัยศรีมีตลอดทั้งปี ทั้งนี้เพราะชาวสวนมีการปลูกแบบทะวาย เนื่องจากมีลำต้นใหญ่แข็งแรง หรือบางสวนที่ปลูกแบบบริหารจัดการน้ำ/ปุ๋ย ไปแล้วยังคงได้ผลผลิตต่อเนื่อง แต่มักไม่เก็บไว้ เพราะต้องการพักต้น เตรียมการปลูกในรุ่นต่อไปเพื่อให้มีคุณภาพดี

ลักษณะการขายส้มโอในพื้นที่นครชัยศรีนิยมขายเป็นผล แตกต่างจากที่อื่น ที่ขายโดยคิดเป็นน้ำหนัก คุณอนันต์บอกว่า ปกติถ้าปลูกอย่างมีคุณภาพมักได้ผลที่มีขนาดน้ำหนัก 1.8-2 กิโลกรัม กำหนดราคาขายจากสวน ผลละ 120 บาท หรือถ้าน้ำหนักสักผลละ 1.5 กิโลกรัม ขายผลละ 60 บาท

การปลูก

เจ้าของสวนรายนี้บอกว่า ควรจะเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ โดยชี้ว่าควรจะเลือกจากสวนที่รู้จัก หรือหากไม่รู้จักต้องสอบถามจากเจ้าของสวนว่า เป็นสวนที่ปลูกเพื่อเก็บลูกหรือสวนที่ตอนกิ่งขายอย่างเดียว ซึ่งถ้าปลูกตอนกิ่งขายอย่าไปซื้อ เพราะไม่เคยไว้ลูก ถ้าซื้อมาปลูกต้องรอถึง 5 ปี กว่าจะรู้ได้ว่าเมื่อมีผลแล้วขั้วหลุดง่าย เพราะคนทำกิ่งขายจะเน้นความสมบูรณ์ของกิ่งเป็นหลัก จึงควรเลือกสวนที่เก็บผลขายแล้วตอนกิ่งขายด้วยจึงจะปลอดภัยกว่า เพราะลงทุนไปถึง 5 ปีแล้ว

คุณอนันต์ ให้รายละเอียดการขยายพันธุ์ด้วยการตอนว่า เมื่อกิ่งมีการแตกใบอ่อน ให้ทิ้งไว้สัก 3 เดือน ให้มีรากเต็มที่ จากนั้นจะตัดกิ่งตอนลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ทันที

สำหรับหลุมปลูก มีขนาดความลึก ประมาณ 10 เซนติเมตร กว้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร คุณอนันต์ บอกว่า สวนอื่นอาจต้องมีการใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม แต่สำหรับสวนของเขาไม่ต้องใส่อะไร และเมื่อนำต้นลงหลุมแล้วให้ใช้ไม้รวกปักยึดต้นสัก 3 อันครึ่งท่อนเพื่อป้องกันลมพัดต้นล้มหรือเอียง อันมีผลต่อระบบรากทำให้ต้นเจริญเติบโตช้า

ระหว่างที่ต้นส้มมีขนาดเล็ก แล้วถ้าไม่ใช่หน้าฝนต้องหมั่นรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ควรรดให้ท่วมขัง ให้ทำเช่นนี้ประมาณ 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นต้นจะเริ่มฟื้น จึงค่อยเว้นวันรด

พอแตกใบอ่อนรุ่นแรกให้ฉีดยาป้องกันหนอนชอนใบ เพลี้ย ไร แล้วให้ใส่ฮอร์โมนด้วย สำหรับปุ๋ยที่ใส่ ควรใช้ตัวหน้าสูง เช่น 30-20-0 เพื่อเร่งการเจริญเติบโตทั้งต้นและใบ ให้ใส่ จำนวน 1 ช้อนแกง โรยบริเวณรอบต้นให้ห่างสักฝ่ามือ แล้วรดน้ำตาม

พอเริ่มเข้าฤดูแล้งให้ใส่ปุ๋ยคอก เพื่อรักษาความชื้นหน้าดินในช่วงขาดน้ำแล้วเป็นการช่วยในเรื่องการแตกใบอ่อนด้วย ปุ๋ยคอกที่ใช้จะเป็นมูลไก่หรือมูลหมูก็ได้ตามความสะดวก แต่สำหรับคุณอนันต์เลือกใช้มูลไก่ โดยซื้อมาเป็นกระสอบ ขนาด 25 กิโลกรัม จากนั้นนำมาพักไว้สัก 5 เดือน จนกว่าจะหมดกลิ่น แล้วแนะว่าห้ามซื้อมาแล้วใส่ต้นทันที เพราะจะทำให้ต้นตายได้

การใส่มูลไก่ ต้นละประมาณ 5 กิโลกรัม ในช่วงที่ต้นส้มโอมีอายุปีกว่า จากนั้นจะเริ่มใส่ปุ๋ยสูตรอีก อาจจะเป็นสูตรเดิม คือ 30-20-0 หรือจะเปลี่ยนเป็น 20-20-0 ก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเร่งระบบรากให้แข็งแรงพร้อมกับสร้างลำต้นให้มีขนาดใหญ่ ใส่ปุ๋ยต้นละสัก 3 ขีด โรยรอบต้นแล้วรดน้ำตาม ควรใส่ทุกเดือน แล้วให้ใส่ไปตลอดจนถึงอายุต้น 5 ปี จากนั้นจึงปรับเป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 เพื่อเป็นการบำรุงผลกับต้น อย่างไรก็ตาม สูตรปุ๋ยอาจมีการสลับได้ตามความเหมาะสม

ระหว่างที่ต้นเจริญเติบโตควรมีการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์ สามารถรับแสงและอากาศได้อย่างเต็มที่ การตัดแต่งกิ่งใบควรสังเกตว่า กิ่ง/ใบ อันไหนที่มีลักษณะไม่งาม ดูโทรม ให้ตัดทิ้ง อาจไล่ตั้งแต่กิ่งใบด้านล่างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ควรตัดแต่งพอสมควร อย่าไปตัดออกมาก เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโต รวมถึงจะตักโคลนในร่องขึ้นมาใส่ที่ต้นปีละครั้ง เพื่อนำสารอาหารขึ้นมาหล่อเลี้ยงต้นให้สมบูรณ์

เจ้าของสวนระบุว่า โรค/แมลง ที่พบและสร้างปัญหามากคือ เพลี้ยไฟ แมงมุมแดง ไรแดง ซึ่งมักมาดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ตั้งแต่ต้นยังเล็กทำให้ใบซีด เหี่ยวแล้วตาย ดังนั้น จึงเริ่มป้องกันตั้งแต่ต้นยังเล็ก ให้ฉีดทุก 7 วัน ในช่วงแรก จากนั้นขยับเป็นเดือนละครั้ง อีกทั้งจะต้องหมั่นทำความสะอาดใต้ต้นด้วย อย่าปล่อยให้มีหญ้าหรือวัชพืชขึ้น ควรถางออกบ่อยๆ

ยืนยัน…ส้มโอนครชัยศรี

ยังเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้ดี

คุณอนันต์ ชี้ว่าส้มโอเป็นไม้ผลที่มีอนาคต เพราะถ้าคุณปลูกอย่างมีคุณภาพและใส่ใจ ก็จะได้ค่าตอบแทนที่เกินคุ้ม อย่างในกรณีปลูกไว้สัก 5 ไร่ ได้ผลผลิตสักหมื่นลูก ก็ได้จับเงินล้านต่อปีทันที เพราะอย่างตอนนี้ปลูกเท่าไรก็ไม่พอ มีลูกค้าต้องการมาก แม้อาจมีราคาถึงผลละ 100-130 บาท จากสวน ยังมีคนมารับซื้อ หรือบางรายเข้ามาติดต่อเองถึงสวน เพื่อส่งไปต่างประเทศ แต่คงต้องปฏิเสธเพราะยังไม่พร้อม

“ฉะนั้น ถ้าคิดจะลงทุนทำสวนส้มโอ ถ้ามีพื้นที่สัก 5 ไร่ จะต้องเตรียมเงินไว้สัก 500,000 บาท หรือเฉลี่ยไร่ละแสนบาท ต่อปี สำหรับเป็นทุนตั้งแต่เริ่มปลูก นับไปจนถึงเวลา 5 ปี”

มีคนพูดแล้วมักเข้าใจว่าส้มโอเป็นไม้ผลที่ใช้สารเคมีมาก คุณอนันต์ บอกว่า ก็จริง แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะถ้าคุณรู้ถึงกระบวนการปลูกอย่างลึกแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากช่วงเวลาที่ใช้เคมีทุกวันคือเฉพาะช่วงติดดอกเท่านั้น หลังจากนั้นพอมีผลขนาดเท่ามะนาวก็จะเว้นเกือบ 2 สัปดาห์ จนเมื่อผลขนาดกำปั้นจะเว้นไปถึงครึ่งเดือน ต่อจากนั้นแล้วยิ่งทิ้งห่าง จนเมื่อก่อนเก็บผลผลิตจะหยุดฉีดพ่นยานานเป็นสัปดาห์ ซึ่งสารเคมีก็ไม่ได้หลงเหลือแล้ว

คุณอนันต์ เล่าว่าหลายปีที่ผ่านมาชาวสวนส้มโอเลิกปลูกกันเป็นจำนวนมาก อย่างถ้าก่อนน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554 ก็เหลือที่ปลูกกันสัก 60 เปอร์เซ็นต์ พอหลังน้ำท่วมใหญ่ชาวสวนส้มโอได้รับความเดือดร้อน จึงเลิกทำอย่างสิ้นเชิง จะเหลือไว้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ ที่อดทนทำต่อ แล้วทำให้รายที่เหลือรู้จักกันอย่างดี

“ตอนนี้แม้หลายพื้นที่ทั่วประเทศสามารถปลูกส้มโอได้ แต่ด้วยความได้เปรียบทางธรรมชาติ ซึ่งทำให้ดิน น้ำ อากาศ ในบริเวณพื้นที่นครชัยศรีปลูกส้มโอได้รสชาติอร่อย มีหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีเนื้อแน่น สีสวย อันเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ประจำพันธุ์ จนเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก และนับว่าส้มโอยังคงเป็นไม้ผลที่สร้างเงินให้แก่ชาวสวนทุกคนได้อย่างดี” คุณอนันต์ กล่าว

สนใจสั่งซื้อส้มโอขาวน้ำผึ้ง จากสวน คุณอนันต์ วัฒนา สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (086) 165-6507

มันทองเอก บทพิสูจน์ศักดิ์ศรี สุดยอดมะม่วงมัน อัมพวา

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

มันทองเอก บทพิสูจน์ศักดิ์ศรี สุดยอดมะม่วงมัน อัมพวา

“บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” เป็นคำกล่าวที่มีมานานตั้งแต่โบราณ เนื่องจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์บางพระองค์มีพระตำหนักเรือกสวนอยู่ที่แขวงบางช้าง จึงเรียกสวนที่บ้านนอกในแขวงบางช้างว่า “บางช้างสวนนอก” ส่วนบางกอกนั้นก็ทรงมีเรือกสวนอยู่ชั้นในใกล้กับวังของเจ้านาย ท่านจึงเรียกว่า “บางกอกสวนใน” จากคำกล่าวเปรียบเปรยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณของทั้งสองสวน บางช้างสวนนอกอยู่ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมหลากหลาย

อัมพวา มีผลไม้รสชาติดีมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ในอดีตเมื่อฟังข่าวการประกาศราคาพืชผักจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มักได้ยิน คำว่า “พริก หอม กระเทียม บางช้าง” อยู่ด้วยเสมอ นอกจากนี้ อัมพวา ยังมีผลไม้ดีมีชื่อเสียงอีกหลายอย่าง เช่น มะพร้าว มะม่วง ส้มโอ ส้มแก้ว ลิ้นจี่ และอัมพวา (มะเปรียง) เป็นต้น มะม่วงเขียวเสวย เชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดที่อัมพวา เช่นเดียวกับ “มะม่วงมันทองเอก” และ “เหนียงนกกระทุง” ก็น่าจะเชื่อกันได้ว่ามีต้นกำเนิดอยู่ที่อัมพวา โดยเฉพาะ “มะม่วงอกร่องบางช้าง” แล้วคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นมะม่วงจากอัมพวา มะม่วงอกร่องบางช้างไม่เป็นรองในการทำเป็น ข้าวเหนียวมะม่วง แม้ว่าปัจจุบันแม่ค้าขายข้าวเหนียวมะม่วงต่างหันมาใช้มะม่วงน้ำดอกไม้กันเป็นส่วนมากก็ตาม แต่ “มะม่วงอกร่องบางช้าง” ยังคู่ควรกับข้าวเหนียวมะม่วงมากกว่า เพราะความหวาน ความหอม ที่ไม่มีมะม่วงไหนมาเทียบได้ สาเหตุที่ มะม่วงอกร่องบางช้าง มีจำนวนน้อยลง เนื่องมาจากต้นเก่ามีอายุมากให้ผลผลิตน้อย ล้มตายไปก็มาก การปลูกทดแทนชาวสวนมะม่วงรุ่นใหม่ในพื้นที่บางช้าง ดำเนินสะดวก เลือกที่จะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ตามๆ กัน แต่ก็ยังมี มะม่วงอกร่องบางช้าง หลงเหลืออยู่ ดังนั้น ดินแดนอัมพวาจึงมีสายพันธุ์มะม่วงโบราณดีๆ ที่ไม่คุ้นหูและแปลกหลายพันธุ์ที่น่าจะเชื่อว่ามีต้นกำเนิดอยู่ที่นี่จริง ซึ่งยังมีมะม่วงอีกหลายสายพันธุ์แต่ยังหาไม่พบหรือเจ้าของหวงพันธุ์คงปิดบังไว้ไม่ยอมเปิดเผย

มันทองเอก ของดียังมีอยู่

มะม่วงมันที่ได้รับการยอมรับกันว่ามีรสชาติดีหวานมันก็คือ มันขุนศรี เมื่อเอ่ยถึงมะม่วงมันหรือมะม่วงที่รับประทานดิบก็จะนึกถึง เขียวเสวย หนองแซง ฟ้าลั่น แรด ทะวายเดือนเก้า เพชรบ้านลาด และ มันขุนศรี จากนั้นความนิยมในบางสายพันธุ์ก็ลดลงไปบ้าง โดยเฉพาะ หนองแซง แรด ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงกัน มันขุนศรีรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก เปลือกหนาเหนียวมีปริมาณเนื้อมาก ผลดิบเป็นสีเขียวมีรสเปรี้ยว นิยมรับประทานตอนผลแก่จัด เนื้อละเอียด กรอบ ฉ่ำน้ำ หวานมัน ส่วนผลสุกมีเนื้อสีเหลือง เนื้อค่อนข้างเหนียวนุ่ม แต่ไม่เละ รสหวานแหลมอมเปรี้ยวบ้างนิดหน่อย วัดความหวานได้ถึง 25 องศาบริกซ์ มีกลิ่นหอม ไม่มีเสี้ยน มันขุนศรีมีผลคล้ายเขียวเสวย รูปทรงกลมยาวรี ส่วนหัวมน ส่วนท้องอ่อนโค้งไม่มาก ปลายผลเรียวงอนและมน น้ำหนักของผลเมื่อโตเต็มที่ เฉลี่ยต่อผล 350-450 กรัม เมล็ดแบนลีบ มะม่วงมันขุนศรีขายได้ราคาดี สร้างรายได้งามให้กับผู้ปลูกแม้จะมีพื้นที่ปลูกไม่มากก็ตาม ใช้ปลูกเป็นการค้าได้พันธุ์หนึ่ง

ส่วน มะม่วงเหนียงนกกระทุง นั้นหายากจริงๆ แต่ชาวสวนอัมพวาบอกว่ายังพอมีอยู่ในพื้นที่อัมพวา แถบตำบลสวนหลวง แควอ้อม เหมืองใหม่ ปลายโพงพาง วัดประดู่ มะม่วงเหนียงนกกระทุง มีผลค่อนข้างใหญ่ เป็นมะม่วงใหญ่พันธุ์หนึ่ง แปลกตรงที่ผลมีรูปทรงส่วนท้องยื่นออกมามากหรือส่วนกลางอกกว้างหนา ส่วนหัวและก้นแหลม แต่บางคนก็มองผลของมันคล้ายกับกระจับ ที่มาของชื่อมาจากรูปลักษณะคล้ายเหนียงใต้ปากล่างของนกกระทุงที่ห้อยยานลงมา เมื่อจับมะม่วงขึ้นในแนวนอนให้ส่วนท้องที่ยื่นออกมาลงอยู่ด้านล่าง จะมองคล้ายปากของนกกระทุง รสชาติพอรับได้ ผลดิบรสเปรี้ยวจัด จึงเหมาะที่จะรับประทานผลสุกเสียมากกว่า โดยผลที่สุกยังมีสีเขียวแกมสีเหลืองช่วงนี้จะให้รสชาติดี เนื้อสีเหลืองอ่อนๆ หวานอมเปรี้ยว มีเสี้ยนบ้าง เมล็ดลีบ มีกลิ่นหอมคล้ายๆ มะม่วงอกร่อง หากปล่อยให้ผลสุกจัดจนงอมเป็นสีเหลืองจัด รสชาติจะไม่ค่อยอร่อยเท่าไร เหนียงนกกระทุงเป็นมะม่วงที่ออกล่ากว่าอีกพันธุ์หนึ่ง และเป็นพันธุ์ที่ผู้ที่ชอบสะสมพันธุ์มะม่วงไทยโบราณต่างแสวงหากัน

มะม่วงมันทองเอก หรือ มะม่วงทองเอก เป็นมะม่วงที่มีอยู่ติดในสวนผลไม้แซมกับไม้ผลอื่น เช่น อยู่ตามสวนมะม่วง สวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ ของชาวสวนอัมพวาในบางพื้นที่ พบมากที่ตำบลเหมืองใหม่ ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงต้นแก่มีอายุมาก มีมาแต่เดิม ต้นปลูกใหม่ไม่ค่อยมี ยังพบมะม่วงมันทองเอกในเขตติดต่อกับอำเภออัมพวาที่อำเภอเมืองกับอำเภอบางคนที และที่จังหวัดราชบุรีในอำเภอมีเขตติดต่อกับอำเภออัมพวาที่อำเภอวัดเพลง อำเภอปากท่อ และอำเภอดำเนินสะดวก มะม่วงมันทองเอกมะม่วงคู่อำเภออัมพวามาแต่ดั้งเดิม เป็นส่วนหนึ่งของตำนานมะม่วงอัมพวา

มะม่วงมันทองเอกจัดอยู่ในกลุ่มมะม่วงอกร่อง ใบป้อมปานกลาง หรือรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ลักษณะทรงผลรี (Elliptical) รูปทรงของผลมีส่วนคล้ายกับมะม่วงยายกล่ำ ส่วนหัวนูนใหญ่ ส่วนท้องกว้างหนา ส่วนก้นป้านเรียวลง น้ำหนักของผลแก่ อยู่ระหว่าง 3-4 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ผลโตจะได้ 2 ผล 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 50-60 บาท เมล็ดไม่ใหญ่มาก ผลเมื่อยังอ่อนมีรสเปรี้ยว เหมาะที่จะรับประทานขณะยังแก่พอห่ามๆ ใกล้จะแก่จัด ไม่ถึงกับสุก เนื้อสีเหลืองเข้มหรือสีเหลืองทอง เป็นมะม่วงมันไม่กี่ชนิดที่มีเนื้อสีเหลือง จึงเป็นที่มาของชื่อทองเอกที่มีเนื้อเหลืองดั่งสีทองเพียงชนิดเดียว

ทองเอกยังเป็นชื่อของขนมไทยโบราณชนิดหนึ่ง มะม่วงมันส่วนมากเมื่อผลแก่ (รับประทานผลดิบ) มักมีเนื้อสีขาว มะม่วงมันทองเอกมีรสชาติหวานมัน มีเปรี้ยวปนบ้าง เนื้อกรอบแน่น รสชาติอร่อยมาก เมื่อได้รับประทานกันแล้วจะติดใจ รับประทานกันจนเพลินไม่อยากวางมือ สามารถรับประทานได้เรื่อยๆ ถ้ายังไม่เบื่อ ความหวานของมันบางคนเปรียบเปรยว่า น้ำตาลยังอาย ควรรับประทานหลังจากเก็บไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้ลืมต้น 2-3 วัน เพราะรสชาติจะไม่อร่อยเหมือนตอนสดๆ มีกลิ่นหอมของยางบ่งบอกถึงความมันต่างจากมะม่วงมันพันธุ์อื่น กระตุ้นให้อยากรับประทาน ผลสุกมีกลิ่นบ้างแต่ไม่หอมเหมือนพวกมะม่วงอกร่อง และไม่นิยมรับประทานผลสุกกัน มะม่วงมันทองเอกจึงมีครบทุกรส มีความสมบูรณ์ในรสชาติที่มะม่วงมันน้อยพันธุ์จะเหมือนได้ พบมีวางขายน้อยมาก

ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจะพบมะม่วงมันทองเอกได้บ้างที่ตลาดอัมพวา ตลาดน้ำท่าคา ตลาดแม่กลอง และบริเวณหน้าวัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดหลวงพ่อบ้านแหลม) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม แต่เป็นมะม่วงที่ไปจากสวนตำบลเหมืองใหม่ ที่กรุงเทพฯ มีผู้นำไปจำหน่ายบ้างแต่เป็นส่วนน้อย มีขายแถวสะพานพุทธ

คล้อยต้นปี 2559 มาได้ช่วงหนึ่ง ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมสวนของ คุณสถาพร อร่ามดี หนุ่มใหญ่ในวัยต้นๆ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 9 ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม คุณสถาพรมีสวนผลไม้อยู่เยื้องๆ กับวัดแว่นจันทร์ (วัดตาด้วง) คนละฝั่งใกล้สวนลิ้นจี่ครูอี๊ด เพื่อไปติดต่อขอแบ่งกิ่งพันธุ์มะม่วงมันทองเอกแท้ การเดินทางไปสวนค่อนข้างลำบากสำหรับผู้ที่ไม่เคยไปและเคยชินกับถนนกว้างๆ เพราะเส้นทางวกวน เลี้ยวไปเลี้ยวมาตามถนนคับแคบในสวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ สวนส้มโอ สวนกล้วย และผ่านรีสอร์ตที่รุกล้ำคืบคลานเข้ามาอยู่ในสวนผลไม้หลายแห่ง จึงต้องโทร.ถามตลอดทางกว่าจะถึงสวนของเขา แม้ไปลำบากแต่บรรยากาศร่มรื่นตลอดเส้นทางด้วยร่มเงาของไม้ผลต่างๆ

คุณสถาพร ไม่มีพื้นฐานทางด้านการเกษตรมาก่อน เขาจบ ชั้น ปวช. อีเล็กทรอนิกส์ ที่วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม จบชั้น ปวส. อีเล็กทรอนิกส์ จากวิทยาลัยเอกชนที่กรุงเทพฯ และไปจบปริญญาตรี วิชาเอกการจัดการการผลิตพืช จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยใช้เวลาว่างเรียนระหว่างทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกในกรุงเทพฯ เขาใช้เวลาเรียนนานกว่าเพื่อน เพราะต้องเก็บวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับเกษตรหลายวิชา จากนั้นอยากศึกษาต่อระดับปริญญาโท จึงสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันในวิชาเอกการจัดการทรัพยากรการเกษตร แต่เรียนไม่จบ เนื่องจากเส้นเลือดสมองตีบจึงหยุดพักการเรียนและต้องลาออกจากงานมารักษาตัว เมื่ออายุได้ 40 ปี หลังจากรักษาตัวจนดีขึ้นแล้วจึงกลับมาบ้านอัมพวาอยากทำสวน

คุณสถาพร ล้มมะพร้าวในสวนของปู่ลง เป็นมะพร้าวที่ปลูกมาเนิ่นนาน เพื่อจะปลูกลิ้นจี่และทุเรียนแทน ประมาณ 10 ไร่ เนื่องจากตัวเองเป็นหลานคนโตของปู่และอยู่กับปู่ย่ามาตลอด จึงเป็นที่รักของปู่และย่า การโค่นมะพร้าวลงจึงไม่ค่อยมีใครกล้าขัด หลังจากปู่เสียชีวิตแบ่งที่ดินกันแล้ว เขาเหลือสวนลิ้นจี่และทุเรียน 5 ไร่ เขาให้ความสนใจกับทุเรียนพันธุ์โบราณที่เคยมีแต่ดั้งเดิมในพื้นที่อัมพวามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ พวงมณี และ บาตรทองคำ เขาสืบจนพบว่า ทุเรียนบาตรทองคำ อายุประมาณ 100 ปี มีอยู่ที่อัมพวา ทุเรียนบาตรทองคำ (อีบาตร) เป็น 1 ใน 3 พันธุ์ (ทองสุข และการะเกด) ของทุเรียนโบราณที่เคยกล่าวถึงในช่วงตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาช่วงคาบเกี่ยวกับสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

โดยเขาไปเจอ ทุเรียนบาตรทองคำ ที่สวนของ หมอเคลือบ พูลสวัสดิ์ (เป็นหมอยาพื้นบ้าน) สวนอยู่หลังโรงเรียนวัดบางนางลี่ใหญ่ (โรงเรียนประถมที่ผู้เขียนเคยเรียน) อยู่ตำบลสวนหลวง เขาได้ติดต่อกับทายาทคือ ครูอุบล และ ครูอุทุมพร พูลสวัสดิ์ สองพี่น้อง เพื่อขอพันธุ์ไปขยาย โดยบอกจุดประสงค์เพื่อจะอนุรักษ์ทุเรียนเก่าแก่ของอัมพวาไว้ เขาได้ไปทาบกิ่งไว้หลายขนาดโดยที่ทายาทไม่คิดค่าพันธุ์แต่อย่างใด

จากนั้นได้นำกิ่ง ทุเรียนบาตรทองคำ รวมกับทุเรียนอื่นมาปลูก 200 ต้น จนบางต้นสูงถึง 6 เมตร ใช้ไม้ค้ำต้นกำลังตกลูก แต่เกิดเหตุการณ์เอลนินโย่ติดต่อกัน ในปี พ.ศ. 2558 ทุเรียนบาตรทองคำ ที่ประคบประหงมตายไปเกือบหมด เหลือแค่ 4 ต้น และจนมาเหลือต้นเดียว เป็นต้นที่เกิดจากการเพาะด้วยเมล็ด สูงประมาณฟุตกว่า แต่ยอดด้วน เพราะเขาตัดยอดไปให้หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งช่วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ แต่หน่วยงานนั้นไม่สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ได้ เขารู้สึกผิดหวังอย่างมากแทบหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

ทุเรียนบาตรทองคำ ได้ถูกรวบรวมพันธุ์ไว้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เป็นทุเรียนขนาดใหญ่ไล่เลี่ยกับทุเรียนหมอนทอง น้ำหนักได้ 6-7 กิโลกรัม ผลสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง หวานอร่อย ผิดปกติต่างจากทุเรียนอื่น กลิ่นไม่ฉุนหรือแทบไม่มีกลิ่นเลย แต่จะมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำอ้อย เนื้อบางมาก เมล็ดใหญ่ รสชาติใกล้เคียงกับทุเรียนหลงลับแล

ในสวนลิ้นจี่และทุเรียนของเขามีต้นมะม่วงมันทองเอกอยู่ต้นเดียว ปลูกมาตั้งแต่สมัยปู่ ต้นอยู่หน้าบ้านพักของเขา เป็นบ้านหลังเล็กๆ เขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ส่วนภรรยาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ การล้มต้นมะพร้าว ทำให้ชาวสวนหลายคนที่เห็นคิดว่า เขากำลังทำสิ่งที่ผิดปกติที่ไม่มีใครเขาทำกัน

การโค่นต้นมะพร้าวไม่ต่างกับการทิ้งรายได้ก้อนใหญ่ที่จะได้จากมัน แต่เขาตั้งใจจะทำมัน เพราะเชื่อว่าลิ้นจี่และทุเรียนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แม้จะเสี่ยงดวงกับการติดดอกออกผลในแต่ละปีก็ตาม ส่วนมะม่วงมันทองเอกนั้น เขาบอกว่ามะม่วงมันทองเอกต้นนี้รสชาติดีมาก อร่อย หวาน มัน กรอบ แน่น จะต้องอนุรักษ์มันไว้และขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนมันต่อไป เขาบอกว่าชาวอัมพวาสามารถประกันความอร่อยได้ว่าอร่อยกว่ามะม่วงเขียวเสวย ที่สวนของเขาปลูกต้นทองหลางตามริมร่องสวน เพื่อจะใช้ประโยชน์จากใบของมัน แม้มีมะม่วงมันทองเอกประจำสวนเหลืออยู่เพียงต้นเดียว แต่มันก็ทำเงินให้เขาพอสมควร

เมื่อมะม่วงมันทองเอกขึ้นห้าง

คุณสถาพร ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2557 คุณสถาพร ได้นำลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียกและสำเภาแก้ว ขึ้นไปขายที่ห้างดังในกรุงเทพฯ ในราคาค่อนข้างสูงมาก ลิ้นจี่สำเภาแก้ว กิโลกรัมละ 400 บาท (399 บาท) ขณะเดียวกันก็นำมะม่วงมันทองเอกติดไปด้วย 3 ลัง เนื่องจากเป็นช่วงที่มะม่วงมันทองเอกแก่พอดี ได้คัดเอาแต่ผลใหญ่เต็มมือ ขนาด 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ระหว่างที่ประชาชนรุมซื้อลิ้นจี่กันอยู่นั้น เขาได้นำมะม่วงมันทองเอกขึ้นมาขายคู่กัน พร้อมกับปอกให้ได้ชิม ส่วนมากเมื่อได้ชิมแล้วต่างติดใจในรสชาติ ยืนเรียงเข้าคิวเพื่อรอซื้อมะม่วงมันทองเอก มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับการขายมะม่วง เขาขึ้นป้ายขายมะม่วงมันทองเอก ในราคากิโลกรัมละ 159 บาท เมื่อผู้จัดการฝ่ายการตลาดเห็นประชาชนยืนเข้าแถวยาวเช่นนั้น จึงคิดว่าประชาชนรุมซื้อลิ้นจี่กัน ได้เข้ามาสอบถามเห็นเป็นมะม่วง ก็สงสัยถามว่า มะม่วงอะไร ราคาสูงเกินความจริง ในเมื่อมะม่วงที่อื่นขายกันในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท พูดทำนองจะให้ลดราคา

คุณสถาพร คิดในใจเอาไว้ว่าเขาจะไม่ยอมลดราคามันและจะไม่ยอมลดศักดิ์ศรีความเป็นสุดยอดมะม่วงของอัมพวาลงอย่างเด็ดขาด ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบอกต่อไปว่า เขาทำผิดเงื่อนไข ตอนที่ลงทะเบียนไว้ว่า จะจำหน่ายลิ้นจี่ แต่นำมะม่วงมาขายด้วยจึงผิดสัญญา ขอให้เลิกขายมะม่วงเสีย เขายอมรับผิดแต่โดยดี มะม่วงมันทองเอกเพิ่งขายไปได้ 2 ลัง เหลืออีก 1 ลัง จากนั้นคุณสถาพรได้แจกจ่ายมะม่วงมันทองเอกให้กับประชาชนที่ยืนเข้าคิวที่เหลือจนหมด

สร้างความงุนงงให้กับประชาชนอย่างมาก ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จึงแจกมะม่วงราคาแพงกันง่ายๆ เช่นนี้ เขาทราบดีว่ามีมะม่วงจากจังหวัดอื่นมาขายที่ห้างนี้เช่นกัน แต่ไม่มีมะม่วงมันทองเอกอย่างแน่นอน การกระทำของเขาอาจเป็นการขัดผลประโยชน์คนอื่นก็ได้ เนื่องจากมีประชาชนแห่มาซื้อมะม่วงมันทองเอกจากเขาเป็นจำนวนมาก แทนที่จะไปซื้อมะม่วงจากจังหวัดนั้น

เขาใช้เวลาขายมะม่วงมันทองเอกไม่ถึง 1 ชั่วโมง หมดไป 2 ลัง ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่คนอัมพวาแล้ว ด้วยการกอบกู้ศักดิ์ศรีของมะม่วงอัมพวาไว้ไม่ให้ต่ำลง มะม่วงรสชาติดี จะขายราคาถูกๆ มันคู่ควรกันหรือไม่ คุณค่าของมันพลอยลดต่ำลงไปด้วย เขามีส่วนช่วยยกระดับมะม่วงมันทองเอกขึ้นมา

แม้ว่าแม่ค้ารายอื่นๆ ที่อัมพวาจะขายราคาต่ำก็ตาม แต่ถ้าหากพวกแม่ค้าเหล่านั้นได้ทราบการยกระดับราคามะม่วงรสชาติดีหายาก ก็คงจะต้องขยับราคาให้สูงขึ้นตามอย่างแน่นอน ใครได้ชิมมะม่วงมันทองเอกจากห้างในครั้งนั้น คงซาบซึ้งในรสชาติของมันดี หลังจากนั้น ก็ไม่มีมะม่วงมันทองเอกปรากฏในห้างนั้นอีกเลย

ก่อนจะจากสวนของคุณสถาพร ผู้เขียนขอแบ่งกิ่งมะม่วงมันทองเอกพันธุ์แท้ 1 กิ่ง กับยอดอีกหลายยอด ผู้เขียนได้นำกิ่งทาบให้กับสวนลุงเล็ก (เสน่ห์ ลมสถิตย์) อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ให้แกขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนกิ่งพันธุ์เพื่อให้มันได้แพร่กระจายออกไปทั่วประเทศ ในอนาคตคนไทยจะได้รู้จัก ได้ลิ้มรสชาติของมัน ในนาม มะม่วงมันทองเอกจากอัมพวา

มะม่วงมันทองเอก ที่ภาคเหนือ

พบ มะม่วงมันทองเอก ที่จังหวัดแพร่ ในอำเภอเด่นชัย อำเภอสูงเม่น ที่สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง เลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแม่จั๊วะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ได้ปลูกมะม่วงมันทองเอกพร้อมกับมะม่วงอื่นไว้หลายปีแล้ว จนให้ผลผลิต โดยได้กิ่งมาจากสถานีอบใบยาสูบเด่นชัย ซึ่งไม่ทราบว่าทางสถานีอบใบยาสูบได้พันธุ์มะม่วงมันทองเอกมาจากไหน น่าจะได้มาจากภาคกลาง ทุกปีทางสวนจะเก็บผลผลิตมาขายหน้าสวนในราคาย่อมเยา

มะม่วงมันทองเอก มะม่วงมีเอกลักษณ์ในตัวต่างจากมะม่วงอื่น มันได้พิสูจน์ตัวมันเองแล้วว่า มันควรจะโดดเด่นกว่ามะม่วงมันด้วยกัน จะกดราคาให้มันต่ำเหมือนกับมะม่วงมันทั่วไปคงไม่สมควร ศักดิ์ศรีของสุดยอดมะม่วงมันทองเอกต้องคงไว้ ถ้าหากท่านต้องการหามะม่วงมันทองเอกแท้ดั้งเดิมเป็นต้นตำนาน ต้องมาที่อัมพวาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น อยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ ทุเรียนบาตรทองคำ และ มะม่วงมันทองเอก ให้เข้าไปหาที่เฟซบุ๊ก Nawan Tropical Garden หรือ โทร.ไปสอบถามกับ คุณสถาพร อร่ามดี โดยตรงที่เบอร์โทร.(081) 697-8763

%d bloggers like this: