เทคโนโลยีการประมง

All posts tagged เทคโนโลยีการประมง

เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นงานสร้างเงิน ของ วิทยา สาเพิ่มทรัพย์ ที่สุพรรณบุรี

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นงานสร้างเงิน ของ วิทยา สาเพิ่มทรัพย์ ที่สุพรรณบุรี

หากเอ่ยถึงเมนูอาหารที่ทำจากเนื้อปลากราย สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น ทอดมันปลากราย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเนื้อปลากรายนั้นสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงป่า หรือแม้แต่แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ฯลฯ

การที่จะได้เนื้อปลากรายมาประกอบอาหารก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ผู้เขียนเคยเห็นในสมัยก่อนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ภาพของหญิงชราที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ก็คือย่าของผู้เขียนเอง ท่านกำลังนั่งใช้ช้อนค่อยๆ ขูดเนื้อปลากรายออกจากหนังทีละแผ่น ซึ่งใช้เวลาเอาเรื่องเหมือนกัน

เนื่องจาก ปลากราย เป็นปลาที่มีเนื้อค่อนข้างน้อย ต้องผ่านการชำแหละให้ออกมาเป็นแผ่นทั้งแถบพร้อมหนัง เมื่อได้เนื้อมาแล้วความอร่อยที่เหนียวหนึบนุ่มละมุนในลิ้น ต้องผ่านการนำเนื้อปลาไปโขลกลงในครกหินเสียก่อน พร้อมทั้งดูก้างปลาออกไปด้วยพร้อมๆ กัน ใช้เวลาสักพักเนื้อปลาจะเริ่มเหนียวมีความหนึบ เมื่อนำไปแกงตามเมนูต่างๆ รสชาติของเนื้อปลาที่ได้ลิ้มรสนั้น แหม่! ?พูดแล้วน้ำลายสอเลยทีเดียว

ปัจจุบัน ปลากราย เริ่มหาได้น้อยลงเต็มทีจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การที่จะได้ปลากรายมาขูดทำลูกชิ้นปลากรายหากินได้ยาก และที่สำคัญยิ่งมีราคาที่แพงขึ้นอีกด้วย ทำให้การกินลูกชิ้นปลากรายอาจกินได้ไม่บ่อยนัก

แต่ ณ เวลานี้ การหาเนื้อปลากรายที่ว่ายากไม่เป็นอุปสรรคเสียแล้ว เพราะได้มีการเลี้ยงเพื่อเป็นปลาเนื้อ และที่สำคัญสามารถเพาะพันธุ์ได้อีกด้วย จนทำให้จำนวนของปลากรายมีมากพอต่อความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบ

คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ชื่นชอบปลากรายมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สัตว์น้ำจืดชนิดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่อยากทดลองเพาะพันธุ์ด้วยสองมือของเขาเอง ซึ่งจากความพยายามไม่ได้นำมาแต่ความสำเร็จ แต่สามารถเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้อีกด้วย

ทำอาชีพนี้

เพราะความชอบ

คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีตนมีอาชีพทำงานเกี่ยวกับเครื่องกลอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ปี 2543 มีเหตุต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงยึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลาเพื่อเป็นอาชีพในขณะนั้นด้วย

“เหตุที่ต้องย้ายมาที่นี่ พอดีแม่ของภรรยาเสียชีวิต ก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่สุพรรณฯ ซึ่งเราเป็นคนที่ชอบปลากรายอยู่แล้วสมัยยังเด็ก ช่วงนั้นก็เลยลองเพาะพันธุ์ดู ก็ทดลองเพาะกับธรรมชาติก่อน คือใช้บ่อใช้คลองแบบธรรมชาติ เพราะช่วงนั้นเราไม่มีที่ ต่อมาเมื่ออะไรเข้าที่เข้าทางก็ขยับขยาย มาทำบ่อของตัวเอง ปรากฏว่าที่เพาะพันธุ์ทั้งหมดมันขายได้ เราก็เลยเริ่มมาทำบ่อเพาะอย่างจริงจัง เพราะว่าจะทำแบบธรรมชาติไม่ได้แล้ว ลูกปลามันได้จำนวนที่น้อยลง” คุณวิทยา เล่าถึงความเป็นมา

วิทยาการความรู้ของการเพาะพันธุ์ปลากรายนั้น คุณวิทยา เล่าว่า ได้ไปศึกษาที่สำนักงานประมงในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการเพาะพันธุ์ปลากรายโดยเฉพาะ จึงเป็นผลทำให้เขาประสบผลสำเร็จเป็นที่ภาคภูมิใจมาจนทุกวันนี้

เน้นพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติ

และจากเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นอาชีพ

ช่วงที่ปลากรายวางไข่เพื่อการขยายพันธุ์จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนตุลาคม ซึ่งการผสมพันธุ์ปลากรายให้ลูกปลามีความแข็งแรง คุณวิทยา บอกว่า ต้องหาสายพันธุ์จากแหล่งอื่นมาผสมด้วย ลูกปลาจึงจะมีความแข็งแรง เพื่อให้ภายในบ่อมีพ่อแม่พันธุ์มีความหลากหลาย

“ปลากรายที่มีก็จะซื้อจากคนที่เขาไปหามาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มาครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ช่วงหลังก็จะขอซื้อจากคนที่รู้จัก ที่เขาเลี้ยงสำหรับขาย ก็จะขอซื้อเขามาบ้างเพื่อไขว้สายพันธุ์ เพื่อให้ลูกปลากรายที่ได้แข็งแรงมากขึ้น ซึ่งการนำปลามาเลี้ยงภายในบ่อก็ต้องทำเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ให้เหมือนเขาอยู่ตามธรรมชาติ” คุณวิทยา เล่าถึงการได้มาของพ่อแม่พันธุ์

นำพ่อแม่พันธุ์ปลากรายมาใส่บ่อดิน ที่มีขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ที่มีความลึก ตั้งแต่ 120-170 เซนติเมตร โดยให้พื้นบ่อมีตื้นลึกสลับกัน

“ปลากราย ที่สามารถวางไข่ได้ต้องมีอายุอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ประมาณต้นเดือนมีนาคม ปลากรายก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงวางไข่ ซึ่งช่วงนั้นจะนำไม้ที่เป็นแผ่นๆ มีความยาว 80-90 เซนติเมตร ใช้ประมาณ 100 แผ่น ปักลงภายในพื้นบ่อ หมั่นลงไปเช็กทุก 5 วัน ว่าปลามาไข่ติดไว้ที่แผ่นไม้ไหม ถ้ามีก็เอาขึ้นมาฟักต่อ แต่ถ้าไม่มีก็ปักลงไปเหมือนเดิม” คุณวิทยา บอก

อาหารสำหรับใช้เลี้ยงปลากราย จะเป็นอาหารเม็ดที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ โดยให้สลับกับเหยื่อสด วันละ 1 ครั้ง เนื่องจากปลากรายไม่ได้ส่งจำหน่ายเป็นปลาเนื้อ แต่เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้น จะไม่เน้นให้ปลามีลักษณะที่อ้วนมากเกินไป

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเช็กแผ่นไม้ที่ปักในบ่อ ว่ามีปลามาวางไข่หรือไม่ คุณวิทยา บอกว่า จะปล่อยน้ำให้มีระดับลดลงประมาณ 50 เซนติเมตร เสียก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ปลากรายวางไข่อีกด้วย

“ช่วงแรกปลาจะให้ไข่ได้น้อยหน่อย ซึ่งช่วงที่เราไปงมดูแผ่นไม้ เราก็จะเอาน้ำในบ่อออกบ้าง พอเรางมไข่ขึ้นมาได้ ช่วงเย็นๆ จะปล่อยน้ำเข้ามาในบ่อให้เพิ่มขึ้นเท่าเดิม เพราะการทำแบบให้น้ำขึ้นน้ำลง มันก็เป็นการกระตุ้นให้ปลาไข่ได้ดีด้วย” คุณวิทยา อธิบาย

จากนั้นนำแผ่นไม้ที่มีไข่ปลากรายติดอยู่มาใส่ลงในบ่อปูน ขนาด 1.20×1.50 เมตร ความลึก 80 เซนติเมตร หรือถ้าใครมีภาชนะ เช่น โอ่งใหญ่ ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยต้องมีเครื่องทำออกซิเจนอยู่ภายในบ่อตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ ซึ่งระยะนี้ยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลากรายยังมีถุงไข่แดงติดอยู่ที่หน้าท้อง อยู่ได้ประมาณ 3 วัน เรียกปลาขนาดไซซ์นี้ว่า ไซซ์ตุ้ม ก็สามารถจำหน่ายได้

การเพาะพันธุ์ปลากรายให้ได้ผลดี พ่อแม่พันธุ์ถือว่ามีความสำคัญมาก ต้องมีความสมบูรณ์ ยิ่งมีแม่พันธุ์ที่มีน้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม ต่อตัว อัตราการให้ไข่ก็ยิ่งดีตามไปด้วย และที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือ สภาพแวดล้อมที่เลี้ยง ซึ่งหลังจากเก็บไข่ขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องจำลองภายในบ่อให้ปลาเหมือนอยู่กับธรรมชาติ เช่น การเปิดสปริงเกลอร์ช่วยให้คล้ายเหมือนฝนตกก็จะทำให้ปลายกรายวางไข่ได้เร็วขึ้น

คุณวิทยา ยังเล่าต่อไปถึงเรื่องอุปสรรคในการเพาะพันธุ์ปลากรายว่า น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหากได้น้ำที่ไม่สะอาด เมื่อนำมาใส่ลงในบ่อจะทำให้เวลาที่ปลาวางไข่ ไข่ของปลากรายจะเสียและไม่มีความแข็งแรง

จำหน่ายไซซ์ตุ้ม

เพื่อส่งต่อไปอนุบาล

จากความสำเร็จของการเพาะพันธุ์ปลากรายด้วยสองมือของคุณวิทยา เขาเล่าว่าเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กันก็คือ เรื่องการตลาด เพราะเขาเป็นเจ้าใหม่ๆ ในสมัยก่อน ที่เข้าสู่วงการนี้จึงต้องสู้รบปรบมือกับคู่แข่งค่อนข้างมาก

“ช่วงแรกที่เรามีลูกปลาพร้อมจำหน่ายแล้ว บอกเลยว่าตลาดนี่ยังไม่แน่นอน โดนกดราคาบ้าง อย่างสมมุติตกลงราคากันอยู่ที่ 30 สตางค์ พอเขามาซื้อเราจริงๆ ก็บอกปลาตอนนี้เหลือตัวละ 10 สตางค์นะ เขาขายไม่ค่อยได้ เราก็เลยต้องจำยอม เพราะตลาดเรายังไม่กว้างพอ” คุณวิทยา เล่าถึงอุปสรรคของตลาด

ต่อมาเมื่อเป็นที่รู้จักของคนที่สนใจอยากเลี้ยงปลากรายเป็นอาชีพมากขึ้น เรื่องตลาดจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขาอีกต่อไป จึงผลิตลูกปลากรายไซซ์ตุ้มเพื่อให้ลูกค้านำไปอนุบาลต่อ โดยจำหน่ายลูกปลากรายไซซ์ตุ้ม อยู่ที่ตัวละ 20-30 สตางค์ ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด ซึ่งต่อไปในอนาคตจะไม่ได้จำหน่ายแต่ปลาไซซ์ตุ้มอย่างเดียว แต่จะทำเป็นปลาไซซ์นิ้วอีกด้วย เพื่อตอบโจทย์กับลูกค้ามากขึ้น

สำหรับผู้ที่อยากเพาะพันธุ์ปลากรายเป็นอาชีพหรือเลี้ยง คุณวิทยา ให้คำแนะนำว่า

“ใครที่อยากทำเป็นอาชีพ มันมี 2 แบบ คืออย่างแรกเพาะพันธุ์แบบผม คือทำเป็นปลาไซซ์ตุ้ม ต้องบอกก่อนว่ามันทำไม่ยาก แต่ต้องมีตลาดที่แน่นอน อย่างช่วงที่ปลาขาดตลาด ถ้าเรามีปลายังไงก็ขายได้ ใครๆ ก็ซื้อ อีกอย่างการจะสำเร็จต้องมีใจรักที่จะทำด้วย เพราะไข่เราจะได้จากปลานี่ 7-8 เดือน ซึ่งช่วงที่ไม่ได้ให้ไข่เราก็ต้องดูแลเขาด้วย ก็ให้อาหารปกติเหมือนเดิม อย่าให้เขาอด”

“ส่วนคนที่อยากเลี้ยงเป็นปลาเนื้อ ปัจจัยที่สำคัญต้องมีทุนที่ดี และที่สำคัญใจต้องหนักแน่น เพราะว่าใช้เวลาเลี้ยงนานหน่อยกว่าจะได้ขาย ซึ่งตอนนี้การเลี้ยงก็ง่ายใช้อาหารเม็ด ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนสมัยก่อน ที่เป็นเหยื่อสด ทุกอย่างขอให้มีใจรักพอ และก็ชอบทำจริงๆ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินความพยายาม ใครที่สนใจก็สอบถามที่ผมได้ ยินดีให้คำปรึกษา” คุณวิทยา กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ หรือที่ลูกค้ารู้จักกันในชื่อ เอ๋ ปลากราย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 166-7873

เยี่ยมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ชุมพร

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีการประมง

ทวีลาภ การะเกด

เยี่ยมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ชุมพร

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานจังหวัดชุมพร ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร ได้นำสื่อมวลชนทั้งในพื้นที่จังหวัดชุมพร และจากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 30 คน เดินทางไปเยี่ยมชมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ของชุมชนชาวประมง หมู่ที่ 7 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมกันจัดขึ้น

การเดินทางไปยังธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองชุมพร ประมาณ 90 กิโลเมตร ต้องใช้ถนนเลียบชายฝั่งทะเลของกรมทางหลวงชนบท ผ่านตำบลสะพลี ตำบลชุมโค และตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง เมื่อไปถึงบ้านเกาะเตียบ จะได้พบกับธรรมชาติที่สวยงามและวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่มีประมาณ 90 ครอบครัว ซึ่งก่อสร้างบ้านพักอยู่ตามแนวชายหาดที่ขาวสะอาด ส่วนในท้องทะเลเมื่อมองจากชายหาด ก็จะเห็นความสวยงามของเกาะแก่งน้อยใหญ่ เช่น เกาะเวียง และเกาะรัง ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับสัมปทานในการเก็บรังนกอีแอ่นเกาะพระ และเกาะเตียบ โดยมีเรือประมงพื้นบ้านจอดเต็มไปหมดนับร้อยลำ

คุณดำ ชัยวิสิทธิ์ หนุ่มวัย 36 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบ (ธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ) ซึ่งทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นคือชื่อเดียวกัน เล่าให้สื่อมวลชนฟังว่า คำว่า “เกาะเตียบ” นั้น หมายถึง เกาะเล็กๆ ที่ลักษณะคล้ายตะปูเสียบลงไปในทะเล เดิมจึงเรียกว่า “เกาะเสียบ” จากนั้นจึงค่อยๆ เพี้ยนกลายเป็น “เกาะเตียบ” และกลายมาเป็นชื่อของชุมชนบ้านเกาะเตียบในที่สุด โดยเชื่อกันว่าเกาะเตียบดังกล่าวเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ช่วงที่น้ำขึ้นเต็มฝั่งชาวประมงจะนำเรือไปเทียบเกาะเตียบก่อนออกเรือ และเมื่อนำเรือกลับเข้าฝั่ง

ประธานดำ เล่าต่อไปว่า เมื่อประมาณ 10 ปี ที่แล้ว ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง (ปัจจุบัน เสียชีวิตไปแล้ว) ที่ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านของชุมชนบ้านเกาะเตียบ เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งธนาคารปูม้าขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อต้องการให้ปูม้ามีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น โดยจะมีการคัดกรองปูม้าที่ถูกจับขึ้นมา เอาเฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น หากเป็นปูเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดก็จะปล่อยกลับคืนสู่ท้องทะเลไป ไม่เหมือนสมัยก่อนที่จับขึ้นมาหมด ไม่ว่าปูขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ส่วนปูม้าขนาดใหญ่ที่จับขึ้นมาหากเป็นปูแม่พันธุ์ก็จะนำไปไว้ในธนาคารปูม้า ซึ่งมีลักษณะคล้ายกระชังปลาในทะเล เพื่อให้มีการขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกๆ 3 วัน จะมีการตรวจสอบว่าปูม้าที่เพาะเลี้ยงไว้เพิ่มจำนวนขึ้นมากน้อยเพียงใด โดยสมาชิกของกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบ ที่มีประมาณ 60 คน จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันออกไปตรวจสอบ

“นับตั้งแต่มีการจัดตั้งธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบขึ้นมา ชาวประมงสามารถจับปูม้าได้ทุกวัน เพราะเมื่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปูม้าที่อยู่ในธนาคารมีการขยายพันธุ์ เราก็จะนำปูที่เกิดใหม่เหล่านั้นไปปล่อยลงสู่ทะเลเพื่อให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งปูม้าที่ชุมชนชาวประมงบ้านเกาะเตียบจับได้ จะมีขนาดใหญ่ ประมาณ 3 ตัว 1 กิโลกรัม หากนำไปขาย ก็อยู่ที่กิโลกรัมละ ประมาณ 100 บาท” คุณดำ กล่าว

ประธานดำ กล่าวว่า หลังมีการรวมกลุ่มตั้งธนาคารปูม้าได้ประมาณ 4 ปี กรมประมง และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จึงเข้ามาให้การสนับสนุนเรื่องกระชังที่ใช้เพาะพันธุ์ปูม้าและด้านวิชาการ และเนื่องจากอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างเดียวอาจไม่มั่นคงมากนัก จึงเริ่มมีการนำเอาเรื่องท่องเที่ยวเข้ามา เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชนด้วย โดยจะมีกิจกรรมพานักท่องเที่ยวลงเรือประมงพื้นบ้านล่องทะเลชมเกาะแก่งที่สวยงาม แล้วไปแวะ “กินปูม้านั่งห้อยขา” บนที่ทำการธนาคารปูม้า ซึ่งมีการจัดทำเป็นโต๊ะกระจก มองเห็นน้ำทะเลด้านล่าง โดยนักท่องเที่ยวจะต้องนั่งที่พื้น ซึ่งเจาะเป็นช่องสี่เหลี่ยม เพื่อให้ผู้ที่นั่งกินปูม้ารอบๆ โต๊ะสามารถห้อยขาลงไป

“นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมธนาคารปูขณะนี้ยังมาในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ ที่มาเช้า เย็นกลับ เพราะเรายังไม่มีที่พักไว้รองรับ แต่ในเร็วๆ นี้ องค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง ร่วมกับชุมชนบ้านเกาะเตียบ จะมีการทำที่พักในลักษณะโฮมสเตย์ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักค้างคืนด้วย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไป รีบร้อนไม่ได้ สิ่งที่อยากฝากนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเยี่ยมชมธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบก็คือ ขอให้หลีกเลี่ยงการนำอาหารบรรจุกล่องโฟมและน้ำดื่มบรรจุขวดแก้วเข้ามา เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมด้วย” คุณดำ กล่าวทิ้งท้าย

ลุงประสงค์ ขาวสอาด อายุ 54 ปี รองประธานกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบ เปิดเผยว่า การทำธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบได้แนวคิดมาจากการไปดูงานโครงการหยุดร้อยคอยจับล้าน ซึ่งเป็นธนาคารปูแสม ที่จังหวัดตราด หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการทำธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ ดูแลโดยชุมชน แรกๆ ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเหมือนในปัจจุบัน จนกระทั่ง ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง ปราชญ์ชาวบ้านในพื้นที่ ได้เข้ามาดูแลและบริหารธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบจนประสบผลสำเร็จ ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ แต่เมื่อลุงจางเสียชีวิต เมื่อ ปี 2558 จึงมีการเริ่มต้นธนาคารปูม้าด้วยการบริหารจัดการใหม่ โดยทำควบคู่กันไประหว่างบ้านปลา กับธนาคารปู เมื่อธนาคารปูประสบผลสำเร็จ จึงมีการต่อยอดด้วยการนำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนเข้ามา เพื่อให้เป็นรายได้เสริมของชุมชน ซึ่งได้มีการหารือกับองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก่อนมีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบขึ้นมา

“เมื่อก่อน การจับปูจะใช้เครื่องมือในลักษณะการทำลายล้าง ที่เรียกว่า ลอบปู ที่พื้นลอบมีตาถี่มาก ทำให้ทั้งปูเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดและปูใหญ่ถูกจับขึ้นมาหมด ต่อมาจึงมีการเปลี่ยนพื้นลอบให้มีตาห่าง 2.5 เซนติเมตร เพื่อให้จับได้เฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนปูที่ขนาดเล็กจะไม่ติดขึ้นมาด้วย ซึ่งหลังมีการเปลี่ยนแปลง ก็ทำให้มีปูม้าให้ชาวประมงจับได้ทุกวัน จนกล้าพูดได้ว่า ทะเลแถบนี้มีปูม้ามากที่สุดในประเทศไทย” ลุงประสงค์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ นอกจากจะถือเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนบ้านเกาะเตียบและชาวชุมพรแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านในการนำเอาสิ่งที่ได้รับจากการเดินทางไปศึกษาดูงานมาประยุกต์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสงวนรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอาไว้ให้เป็นแหล่งทำมาหากินที่ยั่งยืนของชุมชนไปชั่วลูกชั่วหลาน

ผู้ที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบเป็นหมู่คณะ สามารถติดต่อล่วงหน้าไปก่อนทางโทรศัพท์ (090) 257-3513 และ (096) 061-5540 เพื่อให้กลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปูม้าบ้านเกาะเตียบได้จัดเตรียมเรือและปูม้าทะเลสดๆ ไว้รองรับ

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง

จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบในด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

จากพนักงานบริษัท

ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง

คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน จากนั้นประมาณ ปี 2558 สามีของเธอได้ดูรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จึงเกิดความสนใจ ได้ออกเดินทางไปศึกษาในแหล่งที่มีการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง และได้หาซื้อกุ้งก้ามแดงมาทดลองเลี้ยงในเวลาต่อมา ผลปรากฏว่ากุ้งเจริญเติบโตได้ดี จึงอยากยึดเป็นอาชีพอีกทางเพื่อสร้างรายได้

“ตอนนั้นดูอะไรไปเรื่อย บังเอิญไปเจอรายการเกี่ยวกับเกษตร ว่ากุ้งชนิดนี้มันสามารถเลี้ยงในน้ำจืดได้ ก็เลยลองไปดูที่เขาเลี้ยงกับสามี ก็เลยซื้อมาทดลองเลี้ยงดู ประมาณเดือนมิถุนายน ปี 58 เอาแบบไซซ์เล็กๆ มาลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็ประมาณ 100 ตัว พอเห็นว่าตัวเล็กพวกนั้นโตดีตายน้อย เพราะในฐานะที่เราเป็นคนเลี้ยงมือสมัครเล่น แต่ประสบผลสำเร็จได้แบบนี้ ก็เริ่มอยากจะยึดเป็นอาชีพน่าจะได้” คุณสุมิตรา เล่าถึงความเป็นมา

หลังจากที่เห็นผลสำเร็จที่เกิดขึ้น คุณสุมิตรา เล่าว่า จึงหาซื้อพ่อแม่พันธุ์มาทดลองเพาะลูกกุ้งก้ามแดง เพื่อทดแทนการซื้อลูกกุ้งเข้ามาเลี้ยงเป็นการประหยัดต้นทุนอีกทาง

“ช่วงแรกที่เราคิดว่าเราจะเลี้ยง เราก็สั่งแบบหลากหลายที่มาเลย ลงทุนช่วงแรก แต่คนที่อยากจะเริ่มลองดู ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งเริ่มเยอะ ซื้อมาทีละน้อยก่อน เพราะว่าแม่พันธุ์ 1 ตัวนี่ ก็ให้ลูกประมาณ 300-400 ตัว เราเลี้ยงลูกพวกนั้นไปอีกประมาณ 4 เดือน เราก็จะได้ลูกพวกนั้นมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป แต่อย่างของที่ฟาร์มเรานี่จะเน้นจำหน่ายลูกที่เกิดมาเสียมากกว่า ค่อนข้างมั่นใจเรื่องตลาด ก็จะเอามาเลี้ยงเยอะไปเลย” คุณสุมิตรา กล่าว

ใช้พื้นที่น้อย

กุ้งกินอาหารได้หลากหลาย

การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงอาจเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย เพราะสามารถใช้พื้นที่บริเวณบ้านเลี้ยงได้แบบไม่ใช้พื้นที่มากนัก ซึ่งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราเลี้ยงทั้งในผ้าใบพลาสติกและในโอ่งใหญ่ที่มีอยู่เดิมภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า อะไรที่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์นำมาทำเพื่อประหยัดต้นทุนให้มากที่สุด

“อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยง เลือกอะไรก็ได้ที่สามารถใส่น้ำได้ อย่างน้อยต้องใส่น้ำให้สูงประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อที่จะใช้ในการผสมพันธุ์ เพื่อให้กุ้งอยู่ได้อย่างสะดวก แล้วก็จะเอาพ่อแม่พันธุ์มาลงปล่อย ในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 ก็แล้วแต่ ดูตามความเหมาะสม” คุณสุมิตรา กล่าว

การเพาะกุ้งก้ามแดงเพื่อการผสมพันธุ์ที่ฟาร์มแห่งนี้ จะให้กุ้งอยู่รวมกันในผ้าใบพลาสติก ขนาด 3×4 เมตร ปล่อยกุ้งพ่อพันธุ์ 30 ตัว และปล่อยแม่พันธุ์ 60 ตัว จากนั้นรออีกประมาณ 30 วัน จึงเช็กแม่พันธุ์กุ้งทั้งหมดว่าตัวใดเริ่มมีไข่ที่ท้องแล้ว ก็จะนำมาแยกใส่ลงในตะกร้าขังแบบเดี่ยวเพื่อให้ฟักลูกออกให้หมดจากหน้าท้อง

“ช่วงที่เราเลี้ยงหรือเพาะพันธุ์ อาหารที่ให้กุ้งจะเป็นอะไรก็ได้ ต้องบอกเลยว่ากุ้งชนิดนี้กินง่ายมาก มันกินได้หมด ไม่ว่าจะเป็นกุ้งฝอย ไส้เดือน หรือว่าหอยขม ทั้งสัตว์น้ำ พืชน้ำตามธรรมชาติมันกินได้หมด แต่ที่ฟาร์มนี้ไม่ค่อยมีเวลาก็จะเน้นให้อาหารเม็ดเสียมากกว่า อาหารมีโปรตีน ตั้งแต่ 40-45 เปอร์เซ็นต์ ให้เวลาเย็นอย่างเดียว เพราะกุ้งเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตอนกลางคืน” คุณสุมิตรา เล่าถึงสิ่งที่เป็นอาหารของกุ้งก้ามแดง

แม่พันธุ์ที่มีไข่ติดอยู่ที่ท้องเมื่อนำมาแยกใส่ลงในตะกร้า ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้อีกประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวลูกกุ้ง ซึ่งจะค่อยๆ สลัดออกจากท้องแม่ ประมาณ 7 วัน ก็จะย้ายลูกกุ้งมาใส่ลงในบ่อผ้าใบพลาสติก ในอัตราประมาณ 2,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งไซซ์นี้เรียกว่าไซซ์ลงเดิน สามารถจำหน่ายได้เลยหากมีลูกค้าต้องการ

หากทางฟาร์มต้องการต่อยอด ไม่ได้จำหน่ายไซซ์ลงเดิน ก็จะนำลูกกุ้งเหล่านั้นมาเลี้ยงอีกประมาณ 30-45 วัน เพื่อให้เป็นลูกกุ้งขนาดไซซ์นิ้วไว้รองรับความต้องการของลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง

“เรื่องการดูแลรักษาโรค ต้องบอกก่อนว่ากุ้งพวกนี้ ถ้าเลี้ยงที่น้ำสะอาดกุ้งพวกนี้จะแข็งแรงมาก แต่ถ้าเกิดปล่อยให้สกปรกเมื่อไหร่ เรื่องโรคก็จะเกิดขึ้นทันที ทั้งหางพอง ปรสิตเข้าทำลาย เราก็จะแก้ด้วยการนำกุ้งพวกนี้ไปแช่ในน้ำเกลือ เดี๋ยวมันก็จะลอกคราบ โรคมันก็จะหาย ส่วนออกซิเจนเราก็จะเปิด 24 ชั่วโมง และก็มีการถ่ายน้ำภายในบ่อ เดือนละ 1 ครั้ง” คุณสุมิตรา กล่าวถึงการดูแลรักษา

นอกจากกุ้งที่ฟาร์มของคุณสุมิตราจะเลี้ยงให้เป็นไซซ์นิ้วแล้ว ยังนำกุ้งที่มีขนาดไซซ์นิ้วลงไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน ขนาด 30×40 เมตร ความลึก 1-2 เมตร เลี้ยงประมาณ 4 เดือน ก็จะได้กุ้งขนาดไซซ์ 4 นิ้ว เพื่อให้กุ้งเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ชุดต่อไป เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่ต้องการนำไปเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์

“ภายในบ่อดินที่ปล่อยเลี้ยง หรือแม้แต่ในบ่อพลาสติกและโอ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่ซ่อนตัว เราต้องจัดสรรพื้นที่ให้ดี แล้วก็กระจายไปให้ทั่ว ไม่ว่าจะท่อหรือจะเป็นซาแรน กิ่งไม้ ได้หมด เพื่อให้มีการหลบซ่อนตัว เพราะเวลาที่มันลอกคราบมันจะได้ไม่กินกันเอง” คุณสุมิตรา กล่าว

ตอบโจทย์ลูกค้าทุกด้าน

ตามที่ลูกค้าต้องการ

ด้านการทำการตลาดเพื่อจำหน่ายกุ้งก้ามแดงนั้น คุณสุมิตรา บอกว่า จะเน้นออกตามสื่อโซเชียลมีเดียและติดป้ายประกาศในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้รู้จักมากขึ้น ซึ่งที่ฟาร์มแห่งนี้จะเน้นจำหน่ายลูกกุ้งแบบเป็นพ่อแม่พันธุ์ ลูกกุ้งไซซ์นิ้ว และลูกกุ้งลงเดิน

“ราคาลูกกุ้งที่เป็นไซซ์ลงเดินจะอยู่ที่ราคา ตัวละ 5-10 บาท ส่วนกุ้งที่เป็นไซซ์นิ้วก็จะอยู่ที่ ราคา ตัวละ 15-20 บาท และกุ้งที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ 4 นิ้วขึ้นไป ก็จำหน่ายอยู่ที่ คู่ละ 500-700 บาท ซึ่งลูกค้าที่มาที่ฟาร์มนี้ก็จะซื้อทุกไซซ์ เรียกง่ายๆ ว่า เขาต้องการอะไร เรามีให้หมด โดยที่เขามาแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวัง ว่าจะไม่มีแบบที่เขาต้องการ” คุณสุมิตรา เล่าถึงหลักการทำตลาด

สีที่คนนิยมมากที่สุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จะเน้นสีให้ออกเป็นสีน้ำเงินฟ้าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบไปเลี้ยงเพื่อดูเป็นความสวยงาม ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อหรือเพื่อขยายพันธุ์ จะไม่เน้นเรื่องสีสันมากนัก

เลี้ยงง่าย ใช้ทุนน้อย

คุณสุมิตรา บอกว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามแดงเมื่อเทียบกับเลี้ยงปลากระชังที่เคยเลี้ยงมา ยอมรับว่ากุ้งก้ามแดงตอบโจทย์สำหรับเธอมากกว่า เพราะกุ้งที่เลี้ยงทั้งหมดสามารถนำมาพัฒนาให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ผิดกับปลาที่ต้องซื้อลูกพันธุ์มาเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เกิดลูกปลาได้เอง

“เราสามารถมีพ่อแม่พันธุ์เองได้ ต่อจากนั้นเราก็เอาพวกนั้นมาต่อยอดได้ตลอด คือมันไม่เหมือนกับปลาบางชนิด ที่ต้องทำเป็นปลาหมัน เราต้องซื้อลูกพันธุ์ปลามาเลี้ยงตลอด ซึ่งผิดกับกุ้งก้ามแดงที่เราสามารถนำมาพัฒนาพันธุ์เองได้ ส่วนเรื่องของอาหาร กุ้งเป็นสัตว์ที่กินอาหารน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลากว่าจะโตจนจำหน่ายได้” พร้อมทั้งกล่าวแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักต่อไปว่า

“สำหรับคนที่อยากทำเป็นอาชีพ อันดับแรกต้องบอกก่อนว่า ต้องชอบมันเสียก่อน ต้องมีใจรัก โดยเริ่มเลี้ยงใส่ภาชนะเล็กก่อนจากที่เรามีภายในบ้าน แล้วดูสักระยะว่าเราชอบไหมที่จะเลี้ยง ถ้าชอบจริง ก็ศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เสร็จแล้วก็ลงมือทำเต็มที่ แล้วค่อยขยายลงมือทำต่อไป ต่อไปคิดทำเพื่อสร้างอาชีพเสริม คราวนี้มันก็จะกลายมาเป็นหลักแทน ก็จะเป็นงานที่สร้างรายต่อไป” คุณสุมิตรา กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุมิตรา ศรีเดช ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 640-0326

เลี้ยงปลากะพง แบบเข้าใจนิสัยปลา เป็นอาชีพทำเงินแบบสบายๆ ที่ชลบุรี

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลากะพง แบบเข้าใจนิสัยปลา เป็นอาชีพทำเงินแบบสบายๆ ที่ชลบุรี

ปลากะพง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lates calcarifer ชื่อสามัญเรียกว่า Giant Bass เป็นปลาที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ปลาชนิดนี้เลี้ยงกันแพร่หลายในเขตจังหวัดชายทะเลของไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อปลามีรสชาติดีและค่อนข้างมีราคา

จึงนับได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ดีไม่แพ้ปลาน้ำจืดชนิดอื่น นอกจากจะเลี้ยงเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้วยังส่งจำหน่ายยังต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งเกษตรกรนิยมผลิตลูกปลาชนิดนี้ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

นอกจากมีการเลี้ยงเพื่อการค้าแล้ว ยังสามารถพบปลาชนิดนี้ตามธรรมชาติ แถบชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ๆ ที่มีทางออกติดต่อกับทะเล เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติพิเศษของปลากะพงที่อยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย ทำให้มีผู้ที่สนใจนำไปเลี้ยงแบบปลาตามธรรมชาติที่บ่อบริเวณบ้านมากขึ้น เมื่อปลามีขนาดใหญ่ก็สามารถจับจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้เช่นกัน

คุณสุทธิ มะหะเลา อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 3 ตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลากะพงมาเกือบ 20 ปี ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้นเขาเจอทั้งอุปสรรคมากมายนับครั้งไม่ถ้วน แต่จากปัญหาและอุปสรรคที่ประสบพบเจอ จึงทำให้เขาเป็นเกษตรกรตัวยง ในเรื่องการเลี้ยงปลากะพงเลยทีเดียว จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้เขาได้เป็นอย่างดี

จากพ่อค้าอาหารกุ้ง

สู่เกษตรกรเลี้ยงปลากะพง

คุณสุทธิ เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษา ปี 2536 ได้มาประกอบธุรกิจเป็นพ่อค้าอาหารกุ้ง จากนั้นต่อมาจึงเริ่มทดลองเลี้ยงกุ้ง และปลากะพง ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลากะพงจะเน้นให้อาหารแบบเหยื่อสด

“ช่วงนั้นเรายังไม่ได้ศึกษาอะไรมากเรื่องการเลี้ยงปลากะพง พอดีมันเริ่มจะมีการเลี้ยงแบบอาหารเม็ดเข้ามาด้วย เราก็เลยเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบอาหารเม็ดเลย ช่วงนั้นปลากินอาหารเม็ดไม่เก่ง เรียกว่าไม่ค่อยกินเลยดีกว่า ปลาที่ได้ก็แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เอง ของผลผลิตทั้งหมด เอาง่ายๆ ทุนหายกำไรหดเจ๊งสนิท” คุณสุทธิ เล่าถึงความเป็นมา

เมื่อความสำเร็จที่ได้รับไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ คุณสุทธิ บอกว่า ก็ยังไม่หยุดลดละความตั้งใจที่จะเลี้ยงปลากะพง เขาให้เหตุผลว่า ปลากะพง เป็นปลาที่เขาชอบและอยากเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จึงได้ศึกษาทดลองมาอีกเกือบ 10 ปี หลังจากที่ไม่ประสบผลสำเร็จในครั้งนั้น โดยนำความผิดพลาดทั้งหมดที่ผ่านมา มาคิดวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จนั้นเกิดจากอะไร

“ประมาณ ปี 45 ได้ไปประเทศเวียดนาม ก็ได้เห็นคนเวียดนามเขาทำอาหารปลาสวาย เขามีแง่คิดว่าทำอาหารให้ปลากิน ไม่ได้ทำให้คนดม เพราะคนบ้านเราชอบดมอาหารที่หอมๆ แต่คุณค่าอาหารมีหรือเปล่าไม่รู้ ที่นั่นเขาศึกษากันอย่างจริงจัง เราก็เลยเอาข้อคิดจากเขาตรงนั้นมาวิเคราะห์ ว่าเราจะไปคิดเองไม่ได้ ว่าปลาต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราก็เลยกลับมาเรียนรู้นิสัยปลากะพง ก็ใช้เวลาอยู่นาน ว่าเราต้องทำยังไงให้มันกินอาหารเม็ดให้เป็น เรียนรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับปลากะพงเลย สุดท้าย ปี 49 มันก็ประสบผลสำเร็จ สมกับที่เราศึกษาอย่างจริงจัง” คุณสุทธิ กล่าว

เลี้ยงปลากะพง

ให้ได้ทรงดี จำหน่ายมีราคา

คุณสุทธิ บอกว่า เนื่องจากชีวิตเป็นพ่อค้าที่มีระบบในเรื่องการจัดการ ดังนั้น การเลี้ยงปลากะพงของเขาต้องไม่มีขั้นตอนอะไรที่ยุ่งยาก เพราะสมัยก่อนที่เริ่มเลี้ยงใหม่ๆ จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปหาซื้อเหยื่อสดมาบดให้ปลากิน แต่เมื่อได้ทดลองมาหลากหลายวิธี จนปลากินอาหารเม็ดได้แล้ว ก็จะจัดการเลี้ยงไปในรูปแบบให้อาหารเม็ดแทน

“คนทั่วไปมองว่า ปลากะพง ไม่น่าจะเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดได้ ควรเลี้ยงด้วยเหยื่อสด แต่ผมมองว่าไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีวิธีที่ทำให้ปลากินเป็น สมัยก่อนยอมรับเลยว่าเหยื่อสดนี่ถูกมาก กิโลละไม่กี่บาท แต่เราคิดว่าเราต้องจัดการให้ดีกว่านี้ ไม่อยากเหนื่อย ต้องตื่นตี 3 เพื่อไปหาซื้อเหยื่อ แล้วก็เอามาบดให้ปลากินไปมาแบบนี้ ก็เลยมองว่ากุ้งยังกินอาหารเม็ดได้ ทำไมปลาจะทำไม่ได้ เราก็เลยมารู้สาเหตุว่าปลามันไม่ได้ถูกฝึกให้กินเหยื่อเม็ดนี่เอง” คุณสุทธิ กล่าวถึงความสงสัยที่มีในสมัยก่อน

ในขั้นตอนแรกเตรียมบ่อเลี้ยงปลากะพงให้มีขนาด ประมาณ 3-5 ไร่ เป็นขนาดที่เหมาะสม แต่ถ้าหากใครมีพื้นที่มากกว่านี้ ก็สามารถเลี้ยงได้ถึงขนาด 10 ไร่ จากนั้นนำปูนขาวมาโรยที่ก้นบ่อเพื่อฆ่าเชื้อ ดักตาข่ายกันไว้สำหรับปล่อยลูกปลากะพงตัวเล็กลงไปในบ่อเสียก่อน

“เราก็เตรียมใส่น้ำ โดยเอาน้ำมาบำบัดก่อน แล้วค่อยใส่ลงในบ่อเลี้ยง ก็จะมีทั้งฆ่าเชื้อ หรือจะเป็นการลงจุลินทรีย์เพื่อเตรียมน้ำ พร้อมทั้งเช็กค่า pH และก็ค่าอัลคาไลน์ แต่จริงๆ แล้ว ปลากะพงมันก็เลี้ยงได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่ที่เราต้องเช็กความเค็มที่บ่อ ก็เพื่อจะได้รู้ว่า ลูกปลาที่เราเอามาเลี้ยงเนี่ย เคยอยู่ที่น้ำเค็มประมาณเท่าไหร่มาก่อน เราก็จะได้มาปรับถูก ไม่ให้ลูกปลารู้สึกว่าอยู่ในน้ำที่มีค่าความเค็มแตกต่างกันไปมากนัก ในช่วงที่เราเอามาเลี้ยง” คุณสุทธิ กล่าว

เมื่อใส่น้ำลงไปในบ่อเลี้ยงแล้ว เช็กค่า pH และอัลคาไลน์อีกครั้ง ซึ่ง pH ที่เหมาะสม จะอยู่ที่ประมาณ 7.5-8.5 ค่าอัลคาไลน์อยู่ที่ 100 ขึ้นไป และความเค็มที่เหมาะสมอยู่ที่ 7-15 ppt ซึ่งคุณสุทธิ บอกว่า ความเค็มสามารถขึ้นไปสูงถึง 30 ppt ได้ จากนั้นนำลูกปลากะพงที่ฝึกการกินอาหารมาปล่อยลงภายในบ่อ

“ปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง อย่าให้ไซซ์ขนาดต่างกันมากเกินไป ถ้าเป็นไซซ์ ขนาด 4 นิ้ว และ 5 นิ้ว อยู่รวมกันได้ แต่ถ้าเป็น 2 นิ้ว กับ 4 นิ้ว แบบนี้ห่างกันมากเกินไป ปลากะพงมันจะกินกันเอง อันนี้ในกรณีที่ลูกปลาที่ซื้อมาเลี้ยงไม่พอจริงๆ นะ แต่ถ้าลูกปลาพอ ก็ปล่อยไซซ์เดียวกันได้เลย ที่นี่บ่อขนาด 5 ไร่ ก็จะปล่อยปลาเลี้ยง ประมาณ 15,000 ตัว ถึง 30,000 ตัว” คุณสุทธิ กล่าว

อาหารสำหรับปลาจะเริ่มให้เป็นอาหารเบอร์เล็ก ที่มีโปรตีน 45 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาปลาเจริญเติบโตมีขนาดไซซ์กลาง ก็จะเปลี่ยนอาหารเป็นเบอร์ที่ใหญ่ขึ้น โปรตีนลดลงอยู่ที่ 42 เปอร์เซ็นต์ และส่วนปลาใหญ่อาหารก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น โปรตีนลดลงอยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์ โดยอาหารจะเปลี่ยนเบอร์ทุก 15-20 วัน ซึ่งเบอร์ของอาหารเล็กสุด อยู่ที่เบอร์ 1 ส่วนเบอร์ใหญ่สุด จะเป็นเบอร์ 7 อาหารจะให้ปลากะพงกินในเวลาเช้าและเย็น

ด้านโรคที่เกิดกับปลากะพง คุณสุทธิ บอกว่า ไม่ค่อยมีเกิดเท่าที่ควร เนื่องจากที่ฟาร์มของเขาควบคุมเรื่องน้ำได้ดี และอาหารที่ให้ปลากะพงกินก็ไม่ตกลงไปสะสมที่ก้นบ่อ ทำให้ไม่มีของเสียสะสมที่ก้นบ่อจนทำให้ปลาเกิดโรคได้

ปลากะพง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงทั้งหมด ประมาณ 5 เดือน ก็จับจำหน่ายได้

พลิกวิกฤตจากความผิดพลาด

สร้างตลาดได้แบบยั่งยืน

คุณสุทธิ เล่าว่า เมื่อปลากะพงทั้งหมดที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ดประสบผลสำเร็จดีแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่จบ ซึ่งปลากะพงที่เลี้ยงได้ แต่ตลาดก็ยังไม่ยอมรับมากนัก เพราะตัวของปลามีขนาดที่อ้วนเกินไป

“ตลาดช่วงแรกๆ นี่ไม่เป็นที่ยอมรับเลย เพราะปลากินอาหารเม็ด ตัวปลากะพงก็เลยไม่ค่อยได้ทรง มันจะมีลักษณะอ้วน ไขมันเยอะ ซึ่งแม่ค้าสมัยก่อนจะติดว่าปลากะพงต้องเป็นทรงเรียวยาว รูปทรงดี พอเขาเห็นปลาเราอ้วนนี่ ไม่มีใครซื้อเลย ต้องไปขอร้องให้เขามาจับให้ เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที เขาบอกซื้อไปก็เอาไปขายลำบาก แต่ก็พอขายได้บ้าง คราวนี้เราก็เลยต้องมาปรับเรื่องอาหารใหม่อีกครั้ง คราวนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ ปลาทรงสวย ขายได้ดี” คุณสุทธิ กล่าวถึงอุปสรรคของการจำหน่ายในสมัยก่อน

ปลากะพง ที่ตลาดต้องการน้ำหนักอยู่ที่ 700 กรัม ถึง 1 กิโลกรัมขึ้นไป มีคนมาจับถึงบ่อ จำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 125 บาท ดูตามเกณฑ์ที่กำหนดของตลาด ถ้าปลามีไซซ์ขนาดต่ำกว่าที่ตลาดต้องการ หรือพิการ ราคาก็จะต่ำลงมาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

“เราเป็นเกษตรกร การที่เราจะได้ปลากะพง รูปทรงดี ได้ราคาที่ดีเวลาขาย หลักของการเลี้ยงปลากะพงเลย คือลูกปลาต้องดี ต้องฝึกกินอาหารเม็ดมาแล้ว ต่อมาก็จะเป็นเรื่องของคุณภาพอาหาร ต้องดีมีคุณภาพ ไม่แพงแต่มีคุณภาพเลี้ยงแล้วปลาโตดี หรือแพงหน่อย แต่ผลตอบแทนเราดี ก็ต้องเลือกให้ดี” คุณสุทธิ กล่าว พร้อมแนะนำในช่วงท้ายเสริมว่า

“การจะทำอะไรให้ประสบผลสำเร็จ ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ โดยผู้ที่เลี้ยงทั้งหมดต้องร่วมมือกัน เพราะราคาปลาก็มีขึ้นมีลง ส่วนการเลี้ยงถ้าจัดการดีๆ เราก็จะได้กำไร มันก็มีช่วงน้อยที่จะขาดทุน ใครสนใจก็ลองมาศึกษาดูได้ ถ้าจะทำเป็นอาชีพ” คุณสุทธิ กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุทธิ มะหะเลา ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 244-1344, (089) 894-3709

ชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ เลี้ยงปลากดคัง แบบเข้าใจนิสัย ที่ฉะเชิงเทรา

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

ชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ เลี้ยงปลากดคัง แบบเข้าใจนิสัย ที่ฉะเชิงเทรา

ปลากดคัง เป็นปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด มีชื่อสามัญว่า Red tail Mystus มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mystus ruckioides ชื่อที่เรียกตามท้องถิ่นยังมีอีกหลายชื่อ เช่น ปลากดแก้ว ปลากดเขี้ยว กดหางแดง กดข้างหม้อ เป็นต้น อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagriidae)

เมื่อเติบโตเต็มที่จะมีความยาวตัวราว 1.5 เมตร หนักได้ถึง 100 กิโลกรัม แต่ที่พบโดยเฉลี่ยจะมีขนาดประมาณ 50-60 เซนติเมตร ลำตัวมีสีดำเทาอ่อนอมฟ้าหรือเขียวมะกอก ครีบหางและครีบอื่นๆ มีสีแดงสดหรือสีส้มสด มีรูปทรงยาวเพรียว ส่วนหัวแบนกว้าง ด้านบนของหัวเรียบ ปากกว้าง จะงอยปากทู่ มีหนวด 4 คู่ ครีบหูมีสีเทาดำ

ปลากดคัง จัดเป็นปลาขนาดใหญ่ที่พบได้ตามธรรมชาติในแม่น้ำของไทยทุกภาค และในแหล่งน้ำนิ่งขนาดใหญ่ ในประเทศไทยพบที่แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ หรือแม้แต่ในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนรัชชประภา

คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากดคังแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นอาชีพที่สร้างเงินล้านกันเลยก็ว่าได้

ซึ่งปลาชนิดนี้ยังมีคนทั่วไปมองว่าอาจเป็นปลาที่ต้องอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะเลี้ยงยากกว่าปลาชนิดอื่น แต่สำหรับคุณชัยพรแล้ว เขาบอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักนิสัยปลา รู้จักธรรมชาติของปลากดคัง การเลี้ยงไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด

เลี้ยงปลาหลายชนิด

สู่ปลากดคัง สร้างรายได้ดีสุด

คุณชัยพร เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเลี้ยงปลากดคังเต็มตัวเหมือนเช่นปัจจุบัน อดีตนั้นได้เลี้ยงปลาหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลาเบญจพรรณ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว เรียกง่ายๆ ว่า เปลี่ยนไปมาสลับตามความต้องการของตลาด แต่สุดท้ายก็มาจบที่เลี้ยงปลาเบญจพรรณอีกครั้งเป็นทางเลือกสุดท้าย

“ช่วงประมาณ ปี 29 ผมก็เริ่มเลี้ยงปลามาเรื่อยๆ ก็มีเปลี่ยนไปมาหลายอย่าง มันก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สุดท้ายก็หันมาเลี้ยงปลาเบญจพรรณอีกครั้ง ต่อมาได้ไปเจอปลากดคัง ก็ได้เอามาทดลองเลี้ยงดู 1 บ่อ ผลตอบแทนของการเลี้ยงออกมาค่อนข้างดี เราก็เลยหันมาเลี้ยงปลากดคังแบบจริงจังประมาณปี 52 ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็ทดลองมาบ้างแล้ว ยังไม่ได้ทำจริงจังมากนัก พอเห็นว่าสำเร็จดี เกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์เราเอง ก็คิดว่าต้องทำได้แน่นอน” คุณชัยพร เล่าถึงการประกอบอาชีพของตนในสมัยก่อน

คุณชัยพร บอกว่า พันธุ์ปลากดคังที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่เพาะพันธุ์ปลากดคังที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ แต่ปัญหาการเลี้ยงที่เจอในช่วงแรกๆ จะเป็นเรื่องลูกปลากินกันเองและอัตราการรอดยังค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูลักษณะนิสัยของปลากดคังอย่างจริงจัง จากปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น กลายเป็นบทเรียนทำให้คุณชัยพรเป็นเจ้าพ่อแห่งการเลี้ยงปลากดคังอย่างสุดตัว

ที่แน่ๆ เลี้ยงมากกว่า 1 ปี

คุณชัยพร บอกว่า การเลี้ยงปลากดคังมีข้อเสียตรงที่เมื่อคิดที่จะเลี้ยงแล้ว ต้องอดทนในเรื่องเวลาให้ได้ เพราะเวลาที่ปลาเจริญเติบโตให้มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ อย่างน้อยๆ ใช้เวลามากกว่า 1 ปี และถ้าต้องการให้มีขนาดเกิน 3 กิโลกรัม ขึ้นไป ระยะเวลาที่เลี้ยงถึง 3 ปี ก็เลี้ยงมาแล้ว ซึ่งวิธีการเลี้ยงในแบบคุณชัยพร มีวิธีดังนี้

ในช่วงแรกนำลูกปลากดคังมาอนุบาลในบ่อดิน ที่ขนาด 3 ไร่ ความลึกประมาณ 1.5-2 เมตร โดยตากบ่อให้แห้งแล้วจึงโรยด้วยปูนขาว จากนั้นนำน้ำเข้าภายในบ่อ เพื่อทำน้ำเขียวโดยใช้ขี้ไก่กับน้ำอามิปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วจึงปล่อยลูกปลากดคังไซซ์นิ้ว ประมาณ 30,000 ตัว ลงภายในบ่อ

“ช่วงนี้เรียกว่าต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เราต้องมาฝึกการให้อาหาร เพราะเราต้องรู้ด้วยว่าแหล่งปลาที่เขามาส่งขายเรา เขาอนุบาลในบ่อดินหรือว่าบ่อปูน เขาฝึกการให้อาหารแบบไหนมา เราจะได้เลี้ยงต่อได้ในแบบที่ปลาคุ้นเคย” คุณชัยพร กล่าวถึงการดูแลลูกปลาระยะอนุบาล

ซึ่งลูกปลากดคังในระยะนี้จะได้กินอาหารที่เป็นแพลงตอนจากธรรมชาติ และมีการเสริมอาหารกุ้งที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ คุณชัยพร บอกว่า ปลากดคังเป็นปลาที่ต้องใช้อาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนสูง ปลาจะยิ่งเจริญเติบโตได้ดี ให้อาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ใช้เวลาในการอนุบาลระยะนี้ประมาณ 3-4 เดือน

“พอครบอายุอนุบาล ปลาจะได้ขนาดประมาณ 13-14 ตัว ต่อกิโลกรัม เราก็จะเตรียมย้ายไปเลี้ยงในบ่อใหญ่ ซึ่งที่นี่มีบ่อหลายขนาด ตั้งแต่ 10 ไร่ ไปถึง 50 ไร่ แต่ถ้าเหมาะสมก็จะเป็น 10-15 ไร่ ให้มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร ปล่อยปลากดคังประมาณ 700 ตัว ต่อไร่ สมมุติเลี้ยงบ่อขนาด 10 ไร่ ก็เท่ากับว่าต้องปล่อยปลา 7,000 ตัว นี่ก็เป็นเทคนิคการปล่อยปลาของที่ฟาร์มเราใช้” คุณชัยพร อธิบาย

ปลาในช่วงอายุนี้จะเปลี่ยนอาหารเป็นเหยื่อสด ให้กินวันละ 1 มื้อ ซึ่งปริมาณของอาหารก็จะดูตามอายุและขนาดของปลา ยิ่งอายุเป็นปีมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอาหารก็จะต้องให้ในปริมาณที่มากขึ้นตามไปด้วย

ด้านการดูแลเรื่องโรคของปลากดคัง คุณชัยพร บอกว่า ปลาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้มากนัก การเกิดโรคจะเป็นเฉพาะช่วงของลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในรุ่นนั้นๆ ซึ่งการตายก็อาจมีบ้าง และจะหยุดตายลงมาเอง

“ในช่วงที่ปลาเป็นโรค จำเป็นที่ต้องหยุดให้อาหารปลา จนกว่าปลาจะหยุดตาย แต่ตั้งแต่ที่เลี้ยงปลากดคังมาเรื่องโรคไม่มีปัญหาเหมือนปลาอื่นๆ เพราะนานๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง มันจะเป็นรุ่นๆ ไป ที่ติดมากับลูกพันธุ์ ไม่ใช่ว่าจะเป็นหมด” คุณชัยพร กล่าว

เลี้ยงต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 ปี ปลากดคังจะมีขนาดไซซ์กลาง น้ำหนักอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัม ต่อตัว ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งจะจับหรือไม่ต้องดูที่ตลาดว่าต้องการไซซ์ขนาดใด

ไซซ์ยิ่งใหญ่ ยิ่งได้ราคา

คุณชัยพร เล่าว่า การทำตลาดในช่วงแรกที่เขาสามารถจำหน่ายได้นั้น ค่อนข้างมีอุปสรรค เพราะพ่อค้าที่รับซื้อมีเพียงเจ้าเดียวอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้มีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องการจับและขนส่งค่อนข้างมาก

“พอเราเลี้ยงได้ประสบผลสำเร็จดี คราวนี้พอถึงเวลาจำหน่าย ตลาดยังไม่ค่อยมีอีก พอจำหน่ายได้ยอมรับว่าผลตอบแทนถือว่าดี ช่วงนั้นบอกเลยนะว่ามีท้อ เพราะว่าเราเลี้ยงนาน 2-3 ปี กว่าจะได้จำหน่าย ช่วงนั้นโชคดีที่ทางนครสวรรค์เกิดน้ำท่วม พ่อค้าที่นั่นก็เลยต้องมารับซื้อปลาที่เรา หลังจากนั้นมาเรื่อยๆ ตลาดเราก็เริ่มสร้างขึ้นมาเองบ้าง ซึ่งปลากดคังที่ฟาร์มเราขนาดไซซ์ใหญ่ เราเลี้ยงนานเขาก็เลยต้องการที่จะซื้อ จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้เราเลี้ยงปลากดคังอยู่ที่เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เราเลยมีปลาจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี โดยที่ปลาไม่ขาดตลาด” คุณชัยพร เล่าถึงปัญหาและการจัดการเรื่องตลาด

การจำหน่ายปลากดคัง ตลาดจะชอบปลาที่มีขนาดตั้งแต่ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป ซึ่งขนาดไซซ์ 2 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 140 บาท ขนาดไซซ์ 3 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 160 บาท และขนาดไซซ์ 4 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 180 บาท ซึ่งที่ฟาร์มของคุณชัยพรสามารถส่งจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี และมีกำลังเลี้ยงส่งจำหน่ายอยู่ที่ 20-30 ตัน ต่อเดือน เลยทีเดียว

“ในเรื่องการทำตลาด ถือว่าเราโชคดีหน่อยที่มีพื้นที่เลี้ยงเยอะ และก็ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาขนาดไซซ์ใหญ่ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าเขาชอบปลาไซซ์ใหญ่ แต่ติดว่าไซซ์ใหญ่มันมีราคาแพง มันก็เลยเป็นว่าตลาดปลากดคัง จะมาสู้กันในเรื่องของขนาดไซซ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องราคา เพราะราคามันคงที่อยู่แล้ว ผันผวนน้อย ซึ่งการที่จะได้ไซซ์ใหญ่มันก็ต้องใช้เวลาเลี้ยงนาน แต่ผลตอบแทนกับระยะเวลาที่รอก็ถือว่าคุ้มค่า” คุณชัยพร กล่าวอธิบายถึงการแข่งขันของตลาด

นอกจากนี้ ปลากดคัง ที่ฟาร์มของคุณชัยพรยังส่งออกจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยผ่านทางพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อไปอีกทอดหนึ่ง

แนะมุมมองแก่ผู้สนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลากดคังเพื่อเป็นอาชีพทั้งเสริมหรือหลัก คุณชัยพร แนะนำว่า

“การเลี้ยงปลาชนิดนี้มันเป็นเหมือนวัฏจักร โดยเฉพาะเรื่องการตลาดที่ต้องวนมาแบบเดิมๆ ซึ่งไทยเราเองยังขาดเรื่องการรวมตัว อย่างที่ฟาร์มถามว่าเราประสบความสำเร็จไหม บอกเลยว่าเราประสบความสำเร็จ แต่การที่จะส่งเสริมให้คนเลี้ยง เราก็จะบอกเสมอว่า สภาวะการเลี้ยงมันเป็นแบบนี้นะ มันต้องใช้ต้นทุนยาว ต้องมีเงินทุนหมุนหน่อย ต้องดูว่าถ้าจะเลี้ยงแบบเป็นปลาเศรษฐกิจ 3 ปี นี่รอได้ไหม ทนไหวไหม แต่ถ้าจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมก็ได้ โดยที่เราไม่หวังกับมันมาก ซื้อปลาไปปล่อยทิ้งไว้ในบ่อที่บ้าน มันก็เหมือนสะสมเงินใส่กระปุกออมสิน เราก็ทยอยจับจำหน่ายไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าสร้างรายได้ที่ดี มันอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นอะไรมากขึ้นก็ได้” คุณชัยพร กล่าวแนะนำด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากสอบถามเรื่องการเลี้ยงปลากดคัง ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 367-2111, (088) 490-1900

สาววัยเกษียณ เลี้ยงปลาบ่อรวมแบบผสมผสาน สร้างทั้งความสุข และรายได้

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สาววัยเกษียณ เลี้ยงปลาบ่อรวมแบบผสมผสาน สร้างทั้งความสุข และรายได้

?การที่เราจะทำอะไรสักอย่าง ตัวเราต้องพร้อม มีความใส่ใจ ปลาที่เราเลี้ยงจะว่าไปมันก็เหมือนคน ไม่ใช่ปล่อยลงบ่อเลี้ยงแล้วก็ไม่สนใจให้อาหารเลย คืออย่างที่ทำอยู่นี่ ถึงจะไม่ค่อยให้อาหารทุกมื้อ แต่เราก็ต้องหามาให้ แบบเอาเศษอาหารต่างๆ แบบต้นทุนต่ำ ซึ่งจากการที่ได้มาทำตรงนี้ มองจากบ่อรอบๆ พื้นที่เราที่เลี้ยงเหมือนกัน เราน่าจะได้กำไรดีกว่า อีกอย่างทำให้เราเหมือนได้ออกกำลังกาย เพราะได้เดินไปมาดูแลบ่อปลา เมื่อเราสุขภาพกายดี จิตใจเราก็จะเป็นสุข มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ ก็เป็นการใช้เวลาช่วงอายุวัยเกษียณได้เป็นอย่างดี ไม่มีคำว่าเหงา? คุณสมใจ กล่าว

คุณสมใจ ไวทยกุล อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี หญิงวัยเกษียณที่มากด้วยความสุข จากสิ่งที่เธอทำ คือการเลี้ยงปลา ซึ่งภายใน 1 บ่อ จะปล่อยปลามากกว่า 3 ชนิด ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี การเลี้ยงของเธอทำให้อัตราการรอดของปลาค่อนข้างสูง เน้นให้อาหารที่หาได้จากชุมชนและที่สำคัญเมื่อปลาโตจำหน่ายได้ราคา

จากชีวิตแม่บ้าน

ก้าวสู่เกษตรกรเลี้ยงปลา

คุณสมใจ เล่าให้ฟังว่า ไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตจะได้มาเลี้ยงปลาแบบที่เป็นอยู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ดำรงชีวิตเป็นแม่บ้าน แต่เนื่องจากพี่ชายของเธอมาขอยืมที่ดินเพื่อเลี้ยงปลา ต่อมาพี่ชายเสียชีวิต เธอจึงได้หันมาประกอบอาชีพนี้โดยตรง

?ช่วงแรกประมาณ ปี 54 หลังจากที่ต้องมาเลี้ยงต่อจากพี่ชาย ช่วงนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก ปลาก็จะต้องหากินเอง เรียกง่ายๆ ว่า ยังไม่มีความพร้อมทำด้านนี้มากนัก พออายุปลาครบกำหนดจำหน่ายได้ ก็ให้เขามาจับไปทั้งบ่อ คราวนี้เราก็เลยเริ่มที่จะมาทำด้านนี้เต็มตัว โดยเริ่มตั้งแต่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มปล่อยลูกปลาขนาดเล็กๆ ไปเลย? คุณสมใจ เล่าถึงความเป็นมา

เมื่อคิดที่จะทำสัมมาอาชีพนี้อย่างจริงจัง การศึกษาหาความรู้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณสมใจ บอกว่า จึงเข้าสอบถามข้อมูลกับประมงในพื้นที่ และอาศัยอ่านหนังสือที่บอกถึงวิธีการเลี้ยงปลาต่างๆ ที่มีวางจำหน่ายทั่วไปตามร้านหนังสือ จึงทำให้เธอเริ่มมีโลกทรรศน์มากขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนการเลี้ยงปลา ให้เป็นแบบลดต้นทุนเสริมกำไรสร้างรายได้ให้มากขึ้นอีกด้วย

การเลี้ยงปลาของคุณสมใจจะเน้นเป็นการเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม แต่ที่สำคัญปลาตะเพียนที่นำมาเลี้ยงรวมกับปลาอื่นๆ ได้ขึ้นทะเบียน จีเอพี (GAP)

?การที่ตัดสินใจเลี้ยงปลาแบบบ่อรวม เราได้รับคำแนะนำจากกรมประมงเวลาที่ไปสัมมนาต่างๆ ก็จะนำความรู้มาช่วยในการเลี้ยง เราก็จะได้ความรู้เรื่องการเช็ก พีเอช (pH) ของน้ำ ตลอดจนระบบน้ำต่างๆ เรื่องการปรับสภาพดิน เลยมองว่าการเลี้ยงปลาแบบเดี๋ยวนี้ไม่น่าจะได้ดีเท่าไหร่ เพราะพื้นที่แถวนี้เขาก็ทำกัน ก็เลยศึกษานิสัยปลา พอเลี้ยงไปเลี้ยงมา ของเราดีกว่า น้ำหนักปลาเพิ่มขึ้น อัตราการตายของปลาก็น้อยลง รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น? คุณสมใจ กล่าว

เคล็ดไม่ลับของการเลี้ยงปลา

แบบ คุณสมใจ มีขั้นตอนดังนี้

ในขั้นตอนแรกเป็นเรื่องของการเตรียมบ่อ คุณสมใจ บอกว่า ที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่ ประมาณ 30 ไร่ โดยแบ่งขุดเป็น 2 บ่อ ให้มีขนาด บ่อละ 15 ไร่ ความลึกของบ่อ มีตั้งแต่ 1.50-2 เมตร ให้มีระดับที่แตกต่างกันไป

?พอเราเตรียมบ่อเสร็จ ก็เตรียมโรยปูนขาวให้ทั่ว จากนั้นวิดน้ำใส่ให้เต็ม และที่สำคัญต้องเตรียมหาขี้ไก่มาลงในบ่อด้วย เพราะว่าเราต้องเตรียมน้ำให้พร้อม เพื่อให้มีอาหารตามธรรรมชาติให้กับลูกปลา ประมาณอาทิตย์หนึ่งก็จะเกิดพวกไรแดง เป็นอาหารได้ดีมากในช่วงนั้น? คุณสมใจ กล่าวถึงขั้นตอนการเตรียมบ่อ

เมื่อบ่อพร้อมสำหรับเลี้ยงปลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณสมใจ บอกว่า จะเตรียมปล่อยปลาทุกชนิดลงไปพร้อมกันหมดไม่มีเว้นระยะ โดยแหล่งปลาที่ซื้อต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร

?ปลาแต่ละชนิดที่ซื้อมาปล่อย อยู่แต่ละจังหวัดที่แตกต่างกัน อย่างปลาตะเพียนกับปลานิลจะสั่งมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ถ้าเป็นปลาสวายต้องจากจังหวัดนครสวรรค์ เราก็ต้องดูให้ดี เพราะจะว่าไปลูกปลานี่ถือว่าสำคัญมาก ถ้าเป็นคนที่ผลิตแล้วเขามีความน่าเชื่อถือ ปลาที่เราเลี้ยงก็จะได้ผลดีตามไปด้วย? คณสมใจ กล่าว

บ่อ ขนาด 15 ไร่ เลี้ยงปลาแบบรวม คุณสมใจ บอกว่า จะปล่อยปลานิล จำนวน 5 หมื่นตัว ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาจีน และปลาสวาย อย่างละ 1 หมื่นตัว เลี้ยงรวมกันทั้งหมดภายในบ่อเดียว

ในระยะแรกลูกปลาทั้งหมดจะกินอาหารจากธรรมชาติที่เตรียมไว้ จากนั้นผ่านไปประมาณ 7 วัน จึงจะให้อาหารในรูปแบบอื่นบ้าง เช่น รำข้าว มะละกอสุก กล้วยสุก ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องให้วันละกี่ครั้ง แต่จะดูจากอาหารที่หามาได้เสียมากกว่า

?เศษอาหารที่จะให้ปลาก็จะเป็นกากถั่วเหลือง พวกขนมปัง เศษขนมอะไรพวกนี้ ดูตามความเหมาะสม ถ้าวันไหนมีเราก็จะให้ วันไหนไม่มีมาปลาก็อดไป คือเรียกว่าหาอะไรในบ่อกินเอาเอง ซึ่งจากที่ศึกษามากากถั่วเหลืองนี่ จะให้เปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 11-12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าจะน้อยกว่าอาหารทั่วไป แต่ดูแล้วมันคุ้มค่า เพราะว่าเราก็ติดต่อขอมาฟรี ต้นทุนเราก็จะถูกลง ไม่เน้นเลยอาหารเม็ด? คุณสมใจ กล่าวถึงการให้อาหาร

สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดในการเลี้ยงปลาของคุณสมใจคือ ตัวเงินตัวทอง และนก เพราะชอบมากินปลาในบ่อ ส่วนเรื่องการตายก็อาจมีเกิดขึ้นบ้างถือเป็นเรื่องปกติ เพราะบางครั้งที่วิดน้ำเพิ่มเข้ามาภายในบ่อ ปลาปรับตัวไม่ทันก็ตายได้เช่นกัน

คุณสมใจ บอกว่า ใช้เวลาเลี้ยงปลาทั้งหมดประมาณ 1 ปี จึงจะจับจำหน่าย แต่ช่วงที่ปลาอายุได้ 6 เดือน ก็จะมีการจับจำหน่ายบ้าง เพื่อให้จำนวนปลาภายในบ่อไม่หนาแน่นจนเกินไป

นอกจากปลาแล้ว คุณสมใจยังได้นำกุ้งก้ามกรามมาปล่อยภายในบ่ออีกด้วย ซึ่ง คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ ผู้แทนจากสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า

?หลังจากที่เรามีโครงการปล่อยกุ้งลงคลองแล้ว ก็เลยมีแนวคิดกันว่า น่าจะให้ชาวบ้านได้มีทดลองเลี้ยงดู เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตไปในตัว พอชาวบ้านที่มีบ่อเลี้ยงปลาได้ไปทดลองเลี้ยง หลังจากผ่านมา 6 เดือน กลับได้กุ้งไซซ์ใหญ่เหมือนที่เลี้ยงในแม่น้ำ มันจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน อย่างที่เราเห็นชัดๆ ก็ป้าสมใจ ซึ่งราคากุ้งเองก็ไม่ตก ซึ่งการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต้องเน้นว่า ควรให้บ่อมีความสะอาดพอสมควร อย่างบ่อที่เลี้ยงปลาดุกบางทีก็เลี้ยงไม่ได้ ทางที่ดีควรเลี้ยงคู่กับปลากินพืชจะดีมาก ลองนำไปทดลองกันดูครับ? คุณมณเฑียร กล่าว

เมื่อปลาได้อายุจำหน่าย

มีคนมารับซื้อถึงบ่อ

คุณสมใจ บอกว่า เรื่องตลาดส่งจำหน่ายยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่าที่ควร เมื่อถึงเวลาจะมีคนมารับซื้อถึงหน้าบ่อเลี้ยง ซึ่งเธอจะต้องเป็นผู้เช็กราคาอยู่เสมอว่า ช่วงนี้ราคาปลาอยู่ที่เท่าไหร่ หากพอใจก็สามารถสั่งให้เขามารับซื้อได้เลยถึงที่

?ช่วงนี้เรียกว่าปลาตะเพียนราคาดีหน่อย เขารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 45-49 บาท ส่วนปลานิลขนาดตัวประมาณ 700 กรัม ได้กิโลกรัมละ 22-25 บาท ส่วนสวายที่จำหน่ายก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท อันนี้น่าจะถูกกว่าปลาอื่น แต่จำนวนตัวมันใหญ่กว่า ก็ถือว่าพอได้ในเรื่องราคา? คุณสมใจ กล่าวถึงราคาปลาแต่ละชนิด

คุณสมใจ บอกว่า จากการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ยังถือว่าราคาปลายังดีอยู่ เพราะได้ราคาที่หลากหลายเมื่อเทียบกับปลาที่เลี้ยงแบบเดี่ยวๆ ซึ่งปลาที่จับจำหน่ายก่อนช่วง 6 เดือน อาจจะเล็กหน่อย แต่ก็คือเงินต้นทุนที่ลงไปในครั้งแรก ส่วนปลาที่เหลือก็เลี้ยงให้ครบ 1 ปี ขนาดไซซ์ก็ใหญ่ขึ้น ซึ่งผลกำไรทั้งหมดจึงอยู่ที่การจับในครั้งที่ 2

จากสิ่งที่ทำโดยไม่ได้ตั้งใจ

กลับกลายเป็นสิ่งที่รัก สร้างความสุข

คุณสมใจ บอกว่า บ่อปลาที่ได้มาลงมือทำนั้น ตัวเธอเองก็ไม่ได้คิดที่จะทำ ถ้าจะให้คนอื่นเช่าทำต่อก็ใช่ว่าจะได้เงินมากนัก จึงตัดสินใจลองเลี้ยงดู ก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย แต่ ณ เวลานี้กลับกลายเป็นสิ่งเพลิดเพลินและหลงรักไปเสียแล้ว

?พอได้มาทำตรงนี้ ตั้งแต่เช้าก็จะออกมาให้อาหารปลาเองตลอด ก็ให้ไปเรื่อยๆ ให้ปลาได้กินทุกตัว อย่างมะละกอ 1 ลูก นี่นั่งได้เป็นชั่วโมง เหมือนเราชอบ ในทุกๆ วัน ว่าต้องมานั่งให้อาหาร รู้สึกมีความสุขมาก มันเพลินดี ซึ่งจากการที่ได้มาสังเกตทุกวัน มันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องให้อาหารปริมาณเท่าไหร่ เพราะเราไม่ให้มากเกินไป มันก็เลยทำให้น้ำในบ่อสะอาด เพราะไม่มีของเสียมากเกินควร ณ เวลานี้บอกเลยทำอย่างนี้เราอยู่ได้ แล้วก็มีรายได้ มีเงินเป็นก้อนด้วย? คุณสมใจ กล่าว

จากการลงมือทำไปพร้อมกับการเรียนรู้ บวกกับการเอาใจใส่ของคุณสมใจ ทำให้เห็นถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนจบในสาขาด้านนี้ แต่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสามารถมีและก่อร่างสร้างมาได้จากการศึกษาเรียนรู้ หรือเรียกง่ายๆ ว่า การมี ?พรแสวง? นั้นเอง

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมใจ ไวทยกุล หมายเลขโทรศัพท์ (081) 255-5422

ขอบพระคุณ คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิ.ย. ถึง 31 ก.ค. 2559

และแจ้งเตือนชาวประมง ห้าม ใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร

กรมประมง ประกาศปิดอ่าว ตัว ก 8 จังหวัด ระหว่าง 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 พร้อมแจ้งเตือนชาวประมง ห้ามใช้อวนรุนเคยไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร เพราะตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 8 มกราคม 2559 ที่ออกภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 นั้น กำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคยประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทำการประมงที่อนุญาตให้ใช้ได้นั้น ต้องมีขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร โดยถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE) สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม และต้องไม่ติดโซ่เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต กรมประมงย้ำว่า มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า มาตรการปิดอ่าวส่งผลดี พบสัตว์น้ำมากขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น

ตามที่ กรมประมง ได้ประกาศปิดอ่าวไทยตอนใน หรืออ่าวไทย รูป ตัว ก ระหว่าง วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2559 เป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2556 ที่ประกาศห้ามใช้เครื่องมือทำการประมง 6 ประเภท ในพื้นที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี และยังมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันนั้น อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งได้มีการบังคับใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 แล้ว และได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทําการประมง ที่ผู้ทําการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคย ที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทําการประมงต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2559 โดยกำหนดว่าเครื่องมืออวนรุนเคย ประกอบเรือยนต์ที่ใช้ทําการประมงได้จะต้องเป็นเครื่องมืออวน ที่มีลักษณะคล้ายถุง ถุงอวนจะต้องทําด้วยเนื้ออวนชนิดโพลีเอทีลีน (Poly ethylene, PE)

สีฟ้า ตาสี่เหลี่ยม แบบไม่มีปม ขนาดช่องตาอวน 2×2 มิลลิเมตร เชือกคร่าวล่างปากอวนอาจมีตาปะทัง หรือไม่มีก็ได้ และต้องไม่ติดโซ่ การทําการประมงให้ใช้วิธีการนําถุงอวนประกอบคันรุน ปากอวนมีลักษณะเป็นคันช้อนกาง ออกเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม ติดตั้งอยู่ด้านหน้าเรือยนต์ แล้วใช้เรือยนต์ผลักดันเครื่องมืออวนรุนเคย ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ดังนั้น เครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้เนื้ออวนไนลอน หรืออวนมุ้งพลาสติก ขนาดช่องตา 1.5 มิลลิเมตร หรืออวนไนลอนสีแดง (ด้าย 3) ซึ่งที่ผ่านมาเคยได้รับการยกเว้นให้สามารถใช้ได้ตามประกาศ เมื่อปี 2556 ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

กรมประมง จึงขอประกาศย้ำให้ชาวประมงทราบ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยจะมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจและออกปฏิบัติการร่วมกับศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล) ออกลาดตระเวน 24 ชั่วโมง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก ปรับสูงสุด 30 ล้านบาท พร้อมยึดเรือ ถอนใบอนุญาต

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ต่อยอดด้วยการแปรรูป เป็นอาชีพสร้างเงิน ของ ดอกรัก สุคนที ที่ปทุมธานี

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ต่อยอดด้วยการแปรรูป เป็นอาชีพสร้างเงิน ของ ดอกรัก สุคนที ที่ปทุมธานี

จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหลายจังหวัด ที่ขาดแคลนน้ำสำหรับทำการประมง จึงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในการประกอบสัมมาอาชีพ

การขาดแคลนน้ำมิได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพด้านประมงเพียงอย่างเดียว กลับส่งผลต่อการทำเกษตรในด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น การทำนา และปลูกพืชผักต่างๆ จึงทำให้ผักหลายชนิดมีราคาสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐได้มีการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อเป็นการสร้างรายได้ในระหว่างนี้ของเกษตรกรที่ต้องหยุดทำไร่ ทำนา ซึ่งทางด้านกรมประมงเองก็มีการสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์น้ำที่ใช้น้ำน้อย เช่น กบ และปลาดุก เป็นต้น

คุณดอกรัก สุคนที ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย มามากกว่า 15 ปี ไม่ว่าจะเป็นยุคที่มีน้ำเพียงพอหรือช่วงวิกฤตแล้งเกิดขึ้น กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาของเขามากนัก และที่สำคัญเขาได้นำปลาที่เลี้ยงเองทั้งหมดมาแปรรูปสร้างมูลค่า เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยทำเงินสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จากเดิมเป็นพ่อค้าปลา

ผันชีวิตสู่เกษตรกรเลี้ยงเอง

คุณดอกรัก เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาจับอาชีพเลี้ยงปลา ได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าจำหน่ายอาหารปลามาก่อน มีทั้งเป็นแบบอาหารสดและอาหารเม็ด เมื่อทำมาเรื่อยๆ ยอดจำหน่ายยังไม่ดีเท่าที่ควร จากนั้นประมาณ ปี 2542 จึงเริ่มลงมือทดลองเลี้ยงปลาดุกด้วยตนเอง

“สมัยก่อนนี่ผมขายของตามตลาดด้วย แล้วก็มีพวกซี่โครงไก่ ไส้ไก่ เพื่อส่งจำหน่ายให้เกษตรกรเอาไปบดเป็นอาหารปลาดุก คราวนี้เราส่งให้เขาเรื่อยๆ กำลังซื้อเขารับไม่ไหว เราก็เลยคิดว่าแบบนี้ต้องหาทางออก คือต้องเลี้ยงเอง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เริ่มเลี้ยงปลาดุก” คุณดอกรัก เล่าถึงความเป็นมา

หลังจากที่ได้เลี้ยงปลาดุกอย่างที่ตั้งใจ คุณดอกรัก บอกว่า การเลี้ยงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโตดี แต่ติดอยู่ที่ว่าในช่วงนั้นเขายังไม่มีตลาดเพื่อจำหน่ายเท่าที่ควร เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาสำหรับเขา

“พอปลาโตพร้อมจำหน่าย ก็ต้องหาคนมารับซื้อ กว่าเขาจะมาจับมาซื้อได้นี่เล่นตัวค่อนข้างมาก เรียกง่ายๆ ว่า ผลัดไปเรื่อย ไม่มาจับสักที แบบนี้แหละครับที่ทำให้คนเลี้ยงปลาสมัยก่อนขาดทุน เพราะว่าไม่มาจับสักที คราวนี้ราคามันก็ลง ทำให้แทนที่จะได้กำไร ราคาที่จำหน่ายต่ำลงกว่าทุน ผมก็มาคิดว่าแบบนี้ไม่ดีแน่ ต้องหาวิธีการทำยังไงให้จำหน่ายได้ ผมก็เลยมาหาคิดทำวิธีแปรรูป เพื่อจำหน่ายเอง” คุณดอกรัก เล่าถึงวิธีการแก้ปัญหา

ปลาดุก เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย

อาหารอะไรก็กินได้หมด

คุณดอกรัก เล่าว่า วิชาความรู้ที่ใช้เลี้ยงปลาดุก เกิดจากการที่ได้ไปศึกษาจากฟาร์มที่เขาได้ไปส่งอาหารให้ว่ามีวิธีการเลี้ยงและเทคนิคอะไรบ้าง ซึ่งจากการที่ได้ไปหลากหลายสถานที่ทำให้ได้จำวิธีการที่ดีๆ ของแต่ละฟาร์มนำมาพัฒนาปรับใช้กับการเลี้ยงของตนเอง

“บ่อเลี้ยงปลาดุกของผมนี่ บ่อขนาด 1.5 ไร่ ความลึก ประมาณ 1.80-2.20 เมตร ปล่อยปลา ประมาณ 1 แสนตัว ลูกปลาในช่วง 5-7 วัน จะให้กินอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับยาปฏิชีวนะที่ควบคุมโรคปากเปื่อย ให้กิน 3 เวลา เช้า กลาง และเย็น ซึ่งถ้าใครจะให้กินไปถึง 15 วันก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม จากนั้นก็จะมาเปลี่ยนเป็นอาหารสดที่ผมบดเอง” คุณดอกรัก กล่าว

สาเหตุที่ให้อาหารสดกับปลาดุก คุณดอกรัก บอกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุนมาก เมื่อเทียบกับการให้อาหารเม็ดไปจนกว่าปลาจะโตได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ด้วยวิธีนี้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้ประมาณ กิโลกรัมละ 12 บาท ปริมาณที่ให้แตกต่างกันตามอายุของปลา โดยในช่วงเดือนที่ 1 บดอาหารให้วันละ ประมาณ 150 กิโลกรัม เดือนที่ 2 เพิ่มเป็น 350 กิโลกรัม เดือนที่ 3 เป็น 450 กิโลกรัม และเดือนที่ 4 ให้อาหารเป็น 500-700 กิโลกรัม ดูตามความเหมาะสม

“อาหารที่ผมบดให้ปลากินในแต่ละวัน จะมีการผสมจุลินทรีย์ลงไปด้วย คือน้ำที่เราหมักจาก อีเอ็ม (EM) กากน้ำตาล ประมาณว่าเอาใส่ก้นถังอาหารสักหน่อย พออาหารบดลงมาเดี๋ยวก็ซึมเข้าไปเอง ผมมองว่ามันค่อนข้างมีประโยชน์ เพราะเวลาที่ปลากินเข้าไป ระบบย่อยก็จะดี ไม่เจ็บป่วยง่าย ทำให้การเจริญเติบโตดี และอันนี้สำคัญมาก อย่างอาหารที่ปลากินไม่หมด มันก็จะกลายเป็นของเสียที่อยู่ในบ่อ จุลินทรีย์พวกนี้ก็จะช่วยในเรื่องการบำบัดน้ำ ทำให้ของเสียไม่มี น้ำก็ไม่เหม็น มันเป็นการนำของที่เรามีกันอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์” คุณดอกรัก กล่าว

เมื่อผ่านไปประมาณ 4-5 เดือน ปลาดุกที่เลี้ยงทั้งหมดจะได้ขนาดไซซ์ตามที่ตลาดต้องการ เมื่อถึงเวลาจับ ก็จะนำมาแยกไซซ์เพื่อจำหน่ายเป็นปลาสด และแปรรูปเพิ่มมูลค่าต่อไป

การแปรรูป เป็นสิ่งที่ควรทำ

เพื่อให้มูลค่าของสินค้าเพิ่มมากขึ้น

คุณดอกรัก บอกว่า จากประสบการณ์การเลี้ยงที่ผ่านมา ปลาดุกที่เลี้ยง 1 แสนตัว ต่อบ่อ ขนาด 1.5 ไร่ จะได้ปลาดุกที่มีน้ำหนักประมาณ 18-20 ตัน ซึ่งปลาที่เลี้ยงมีไซซ์ขนาดแตกต่างกัน ประมาณ 4 ไซซ์ นำมาคัดขนาดเพื่อจัดการให้เหมาะสม

“ปลาดุกที่เลี้ยงจำนวนมากขนาดนี้ เรื่องแตกไซซ์แตกขนาด มันมีแน่นอนอยู่แล้ว ไซซ์ปลาฝอย ประมาณ 15 ตัว ต่อกิโลกรัม ไซซ์ที่นำมาทำปลาเค็ม ขนาดประมาณ 6-9 ตัว ต่อกิโลกรัม ปลาที่ใช้สำหรับย่าง ไซซ์ประมาณ 3-5 ตัว ต่อกิโลกรัม และปลาไซซ์ใหญ่จัมโบ้ ประมาณ 2 ตัว ต่อกิโลกรัม เราก็นำมาจัดการซะให้เหมาะสมกับชนิดของไซซ์ปลา ส่งจำหน่ายและแปรรูปให้เหมาะสม” คุณดอกรัก อธิบาย

คุณดอกรัก เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงเมื่อปี 2542 การจะจับปลาจำหน่ายในแต่ละครั้งค่อนข้างมีปัญหามาก เพราะแรงงานที่ใช้จับหายาก บวกกับปลาที่ส่งจำหน่ายบางครั้งมีปัญหาทำให้โดนตีกลับคืนมา เขาจึงมองเห็นช่องทางใหม่ในการนำมาแปรรูป

“ช่วงหลังจาก ปี 2542 ทำมาได้สักระยะ ผมก็เริ่มทำปลาส่งออกนอกด้วย ห้องเย็นเขาก็จะกำหนดไซซ์มา ต้องการขนาด 450-800 กรัม บางทีมีไซซ์ 300-400 กรัม ติดไป เราคุมยาก บางทีมันก็มีหลุดไป ก็โดนตีกลับมา คราวนี้พอจะไปจำหน่ายให้ใครมันก็ยาก เพราะว่ามันเป็นปลาแช่แข็ง ใครก็ไม่อยากซื้อ ผมก็เลยลองเอามาทำปลาดุกแดดเดียวดู สรุปคนชอบ ผมกับภรรยาก็ทดลองหมักให้อร่อยขึ้น ตอนนี้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามาก” คุณดอกรัก เล่าถึงวิธีการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ราคาปลาดุกแดดเดียว คุณดอกรัก จำหน่ายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 130 บาท ราคาในการแปรรูปมีมูลค่ามากกว่าการจำหน่ายปลาดุกสด ที่ตกอยู่ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท

จากความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน

จากความสำเร็จของคุณดอกรักที่ผ่านอุปสรรคหลายๆ อย่าง นับได้ว่าเป็นเกษตรกรที่มีประสบการณ์ สามารถเป็นต้นแบบให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้ จึงได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับชาวบ้านในแถบนี้ และเป็นที่ศึกษาดูงานให้กับหน่วยงานที่สนใจ ในปี 2556 จึงได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน

ซึ่ง คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ ประมงอำเภอหนองเสือ ผู้แทนจากสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลว่า “สำนักงานประมง ก็ได้เข้ามาส่งเสริมหลายปีมาแล้ว ทางสำนักงานประมงก็ได้ตั้งให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง เพื่อมาศึกษาดูงาน เพราะดูแล้วน่าจะเป็นที่สนใจของหลายๆ หน่วยงาน ตั้งแต่จัดตั้งมาก็มีคนจากจังหวัดต่างๆ มาดูงาน จากการที่คุณดอกรักเป็นเกษตรกรที่มีความคิดพัฒนา ก็ได้จดทะเบียนให้เป็นวิสาหกิจชุมชน เพราะที่นี่มีการผลิตแบบครบองค์รวม คือการเลี้ยงสัตว์น้ำ ตลอดจนการแปรรูป ทำให้ชาวบ้านในแถบนี้ได้มีงานทำไปด้วย นับว่าเป็นการช่วยเหลือชุมชนอย่างยั่งยืน”

“สิ่งที่สำคัญ ผมอยากจะฝากไปยังเกษตรกร ที่กำลังเริ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอยู่ คืออยากให้ศึกษาหาความรู้เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนาตนเอง ทำสิ่งต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน เพราะทางกรมประมงมีระเบียบการที่จัดวางไว้แล้ว ท่านก็สามารถทำตามมาตรฐานนี้ได้เลย ก็จะทำให้ผลผลิตมีมาตรฐาน รายได้ก็จะได้มากขึ้นตามไปด้วย ก็อยากจะส่งเสริมด้านนี้ครับ” คุณมณเฑียร กล่าว

เมื่อได้จัดตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านลำลูกกาคลอง 5 ทำให้ศักยภาพในการแปรรูปสามารถทำได้หลายอย่างมากขึ้น โดยมีสินค้าหลากหลาย เช่น ปลาดุกผัดพริกขิง ยำปลาดุกฟู ปลาดุกอินทรีย์ และสินค้าอื่นๆ อีกหลายอย่างที่จำหน่ายในราคาย่อมเยา

นอกจากนี้ คุณดอกรัก ได้เล็งเห็นถึงของเสียที่เหลือจากการชำแหละปลา คือหัวปลาดุกและส่วนต่างๆ ที่ไม่ต้องการ โดยนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าทิ้งไปแบบไม่ได้คุณค่า จึงนำมาบดให้ละเอียดเป็นอาหารสำหรับให้เป็ดกิน เพื่อที่จะได้ประหยัดต้นทุนค่าอาหารเป็ดที่เลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายไข่

“ช่วงนั้น หัวปลาดุกที่ทิ้ง ก็จะมีคนที่เขาเลี้ยงเป็ดมาขอซื้อ แต่พอนานไปจำนวนหัวปลาที่เรามีมันมากกว่าจำนวนเป็ดที่เขาเลี้ยง เราก็เลยมองว่าถ้างั้นเราน่าจะเลี้ยงเอง มันก็จะครบวงจรมากขึ้น เราก็เลยตัดสินใจเลี้ยงเป็ดต่อมา โดยเอาหัวปลามาบดผสมกับรำข้าว ปลายข้าว รู้สึกว่าเป็ดมันก็ไข่ดี พอต้นทุนต่ำ ผมก็สามารถจำหน่ายไข่เป็ดได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป” คุณดอกรัก เล่า จึงมีการนำสิ่งต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณวิทยา เข็มอุทา พัฒนาการอำเภอลำลูกกา ผู้ให้คำแนะนำด้านการจัดตั้งกลุ่มการแปรรูป กล่าวว่า

“การจัดการระบบต่างๆ ของคุณดอกรัก เปรียบได้กับเป็นเกษตรกรที่มีความคิดก้าวหน้า เกี่ยวกับเรื่องการเผยแพร่ความรู้ ซึ่งตัวผมเองก็จะมาช่วยดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ สินค้าโอท็อป (OTOP) ในเรื่องการขึ้นทะเบียนและขยายตลาดให้กว้างขึ้น อยู่ภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย ทั้ง อย. และ จีเอพี (GAP) ทำให้ที่นี่จึงเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยที่ครบวงจร นอกจากนี้ คุณดอกรักเองทำการค้าขายที่ไม่ได้หาผลประโยชน์แก่ตนเองมากนัก โดยให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วมมาทำงานด้วยกัน ทั้งเป็นสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้การแปรรูปมีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต” คุณวิทยา กล่าว

สำหรับท่านใด หรือหน่วยงานใด ที่สนใจอยากเข้ามาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย รวมไปถึงการแปรรูปแบบครบวงจร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณดอกรัก สุคนที หมายเลขโทรศัพท์ (089) 870-8915

ขอขอบพระคุณ คุณมณเฑียร เกษตรสมบูรณ์ และ คุณทัศนีย์ วัชรกรโยธิน ประมงอำเภอลำลูกกา ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ติดตามดูคลิป วิดีโอ การเลี้ยงปลาดุกและการแปรรูปอาหาร ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

เลี้ยงปลาสวาย แบบมีความสุข สร้างรายได้ดีแบบสุดๆ กว่าที่คิด

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลาสวาย แบบมีความสุข สร้างรายได้ดีแบบสุดๆ กว่าที่คิด

ปลาสวาย เป็นปลาน้ำจืด ขนาดใหญ่ ที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ผิวหนังเรียบไม่มีเกล็ด ลำตัวเรียวยาว ลักษณะลำตัวด้านข้างค่อนข้างอวบกลม ปากกว้างทู่มีหนวดสั้นๆ ส่วนปลายหางยาวและเว้าลึกเป็นแฉก ส่วนหลังของตัวปลาสวายมีสีเข้มกว่าด้านท้อง ลักษณะเพศ ตัวผู้จะมีท้องเรียบไม่นูน พื้นท้องแข็งกว่าเพศเมีย ส่วนตัวเมีย มีลักษณะเพศที่สังเกตได้ชัดกว่าเพศผู้ คือมีส่วนท้องอูมเป่งกลมนูนออกมาเห็นได้ชัด จะวางไข่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

นอกจากจะเป็นปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติแล้ว ยังนิยมเลี้ยงในบ่อดินและในกระชังอีกด้วย เพราะเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินง่าย เจริญเติบโตได้เร็ว เนื้อของปลาสวายมีรสชาติอร่อย ยังถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาด

จังหวัดที่นิยมเลี้ยงปลาสวาย ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครสวรรค์ มีทั้งเลี้ยงในกระชังขนาดใหญ่เรียงอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ และบ่อดินขนาดใหญ่ จึงถือว่าเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง

ในเขตพื้นที่ที่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานครมากนัก ยังมีพื้นที่เลี้ยงปลาสวายในบ่อดินสร้างรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันให้กับเกษตรกรรายนี้ได้เป็นอย่างดี สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ หมู่ที่ 10 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ เป็นเจ้าของ หรือที่คนชอบตกปลารู้จักสถานที่แห่งนี้ดี ในชื่อ บ่อตกปลานิลพัฒน์

สู้ชีวิตมาหลากหลายอาชีพ

สุดท้าย จบที่การเลี้ยงปลา

คุณเม่งฉ่อง ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มและมีอารมณ์ขัน เล่าให้ฟังว่า การประกอบสัมมาอาชีพในชีวิตของเขานั้น เรียกง่ายๆ ว่ามากมายหลากหลายอาชีพ อะไรที่คิดว่าทำแล้วเป็นการสร้างรายได้ทำหมดทุกอย่าง เพราะชีวิตคือ การต่อสู้

“ชีวิตผมนี่ ถ้าพูดกันแบบยาวๆ จนมาขณะนี้ ทำมาหลายอย่าง ทำสวนผักบ้าง สวนผลไม้บ้าง คราวนี้พอดินที่ปลูกไม่ดีก็ไปเป็นพนักงานขับรถ พอขับรถมาได้ระยะก็มาแต่งงาน ซึ่งตอนนั้นแม่ยายเขาทำบ่อปลาอยู่ ก็เลยลองขอลูกปลาเขามาทดลองเลี้ยง พอเลี้ยงไปได้ขนาดก็ไปจำหน่าย มันก็ได้เงินดีเหมือนกัน ทำไปทำมาก็หาเช่าที่เพื่อทำการเลี้ยงอย่างเต็มตัว” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา

ในช่วง ปี 2526 คุณเม่งฉ่อง เล่าว่า เลี้ยงพวก ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาสวาย ในเนื้อที่ประมาณ 30-50 ไร่ ต่อมาขยับขยายพื้นที่มาเรื่อยๆ มีทั้งที่ดินตนเอง และเช่าที่บุคคลอื่น เลี้ยงปลามาจนถึงปัจจุบันนี้ ประมาณ 500 ไร่ โดยปลาที่เลี้ยงหลักๆ จะเน้นที่ ปลาสวาย

“ลูกพันธุ์ปลาสวายที่เราใช้เลี้ยง ซื้อมาจากนครสวรรค์ ซึ่งช่วงนั้นยังมีให้เลือกไม่มากนัก พอเรารู้จักคนมากขึ้น เราก็มีตัวเลือก ไม่ได้รับเจ้าไหนเป็นเจ้าประจำ เพราะว่าต้องประหยัดเรื่องเงินทุน เจ้าไหนที่เขาจำหน่ายให้เราได้ราคาถูก เราก็จะซื้อเจ้านั้นหมุนเวียนกันไป ก็ไม่ต้องไปผูกขาดกับใครมากนัก” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงอุปสรรคของการหาซื้อลูกพันธุ์ปลาสวายในช่วงแรก

จากประสบการณ์ที่มากกว่า 30 ปี ทำให้เวลานี้ปลาสวายของคุณเม่งฉ่องเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง จนมีบริษัทส่งออกมารับถึงที่ เพื่อส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย

ปลาสวาย ทรงสวย ทรงดี

มีวิธีการเลี้ยง ดังนี้

คุณเม่งฉ่อง บอกว่า ขนาดบ่อที่เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งถ้าใครมีพื้นที่บ่อขนาดเล็ก ประมาณ 1 ไร่ ให้ใส่ปลาสวายไซซ์ใหญ่ อายุ 3-4 เดือน เลี้ยงประมาณ 3,000 ตัว แต่ถ้าเป็นลูกปลาที่มีขนาดเล็ก ประมาณก้านไม้ขีดไฟ สามารถใส่ลงไปอนุบาลได้ ประมาณ 100,000 ตัว

“เราสามารถเลี้ยงเพื่อจำหน่ายได้หลายขนาด อย่างเราเอาไซซ์เล็กมาอนุบาลในบ่อ ขนาด 1 ไร่ พอเลี้ยงได้ขนาดไซซ์เท่าไม้บรรทัด อายุ 3-4 เดือน เราก็จับจำหน่ายได้เลย เพื่อให้มีรายได้บ้าง แล้วก็เหลือไว้ในบ่อสัก 3,000 ตัว พอโตขนาดใหญ่ก็จับจำหน่ายได้อีก อันนี้เป็นวิธีสำหรับคนมีเนื้อที่เล็กๆ นะ เมื่อก่อนผมก็เริ่มแบบนี้ก่อน” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

เนื่องจากการเลี้ยงปลาสวายของคุณเม่งฉ่องเลี้ยงในปริมาณมาก รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงจึงมีขนาดใหญ่มากกว่า 30 ไร่ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในเรื่องรูปทรง แต่ขอให้มีความลึกที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 5-6 เมตร บางช่วงของบ่อมีความลึกถึง 20 เมตร เพื่อให้ปลาสวายไม่สัมผัสกับผิวน้ำที่มีความร้อนมากเกินไป เพราะจะทำให้ปลาเครียด

เมื่อปลาได้ขนาดที่สามารถจำหน่ายได้ ก็จะใช้อวนลากจับโดยไม่วิดน้ำออกจากบ่อ และยังแบ่งพื้นที่อีกส่วนของบ่อกั้นด้วยตาข่ายสำหรับอนุบาลลูกปลา เมื่อปลาสวายไซซ์ใหญ่จำหน่ายหมด ก็จะปล่อยลูกปลาที่อนุบาลไว้ออกมาภายนอกเลี้ยงต่อไป

“บ่อที่ผมเลี้ยงแบบใหญ่ๆ นี่ ไม่ได้วิดน้ำให้แห้งแล้วมาจับปลานะ เพราะถ้าเกิดดินมันทรุด บ้านเขาทรุดเราจ่ายไม่ไหว เราก็ใช้อวนลากเอา พอปลาขนาดใหญ่จำหน่ายไปหมด เราก็เอาชุดเล็กที่อนุบาลแยกไว้มาเลี้ยง มันก็จะเป็นปลาที่เลี้ยงในรุ่นต่อไป” คุณเม่งฉ่อง อธิบาย

อาหารที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลาสวายที่ฟาร์มแห่งนี้ ถ้าเป็นลูกปลาสวายที่อนุบาลไว้ จะให้กินอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน 35-40 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเช้าและเย็น เมื่ออายุครบประมาณ 3-4 เดือน จะเปลี่ยนเป็นเศษอาหารที่ลดต้นทุน หาได้จากท้องถิ่น

“อาหารสำหรับปลาสวายที่ใหญ่มาหน่อย อายุเกิน 3 เดือน ก็จะเป็นพวกเศษอาหารพวกน้ำก๋วยเตี๋ยว บางทีก็เศษกระดูกเป็ด กระดูกไก่ เศษอาหารที่ได้จากห้างสรรพสินค้า อย่างเช้ามืดผมก็ไปเอาเศษผักตามตลาดสดมา เราก็ไปติดต่อขอมา เดี๋ยวนี้พอคนอื่นเลี้ยงเอาแบบนี้ให้ปลากิน ปลาโตดีก็เริ่มมีแย่งไปขอซื้อ จากของที่ดูไม่น่าจะมีราคาก็ลืมแย่งกันซื้อมา ส่วนวันหนึ่งให้กินเท่าไหร่ก็ไม่ได้กะเกณฑ์ เพราะปลามันไม่ได้ร้อง มีเท่าไหร่ก็ให้กินเท่านั้น ตามที่เราหาได้”

“ส่วนเรื่องตาย ก็ต้องมีบ้าง เพราะว่าเราเลี้ยงในปริมาณที่เยอะ มันเป็นธรรมดาที่ต้องมีตาย บางทีมันก็มีเงี่ยงทิ่มแทงกันเอง ของแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเรื่องโรคก็ไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ บางทีเราก็ไม่รู้หรอก เพราะว่ามันอยู่ในน้ำเรามองไม่เห็น แต่ถ้าจัดการให้ดีเรื่องโรคก็ไม่เป็นปัญหา ปลาสวายนี่ก็อดทนพอควร” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ปลาสวายทุกไซซ์

ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

คุณเม่งฉ่อง บอกว่า ปลาที่พร้อมจำหน่ายต้องเลี้ยงอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป จะมีน้ำหนักต่อตัวมากกว่า 3 กิโลกรัม โดยการเลี้ยงหลายๆ บ่อ เพื่อให้มีส่งจำหน่ายตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดช่วง

“ตลาดที่รับซื้อนี่ ทุกขนาดไซซ์รับซื้อหมด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เพราะเขาก็ตีราคาตามของ แต่สำหรับเราคนเลี้ยง เราก็ต้องชอบให้ได้น้ำหนักเยอะๆ เพราะปลาที่เราเลี้ยงตัวใหญ่ ราคามันต้องแพงกว่าตัวเล็กแน่นอน” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ปลาสวายที่ฟาร์มของคุณเม่งฉ่องจำหน่ายอยู่ที่ ราคากิโลกรัมละ 28-32 บาท ซึ่งมีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม

“เรื่องตลาด ตั้งแต่เลี้ยงมาก็ไม่มีปัญหา บางคนคิดว่าเกิดเลี้ยงมากๆ แล้ว จะไปส่งจำหน่ายที่ไหน ก็จะบอกว่าของแบบนี้ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย เดี๋ยวพอคนเห็นเขาก็มาซื้อที่เราเอง อย่างตอนนี้ดูนิยมกันมาก ก็เอาไปแปรรูปเอาหนังออก กระดูกออก เอาเนื้อขาวๆ ทำให้ดีแล้วส่งออกต่างประเทศ คนรู้จักมากขึ้น ก็มีความนิยมกันมากขึ้น” คุณเม่งฉ่อง เล่าถึงเรื่องการตลาด

นอกจากเลี้ยงเพื่อส่งจำหน่ายแล้ว คุณเม่งฉ่อง ยังแบ่งพื้นที่ของฟาร์มให้เป็นบ่อสำหรับให้ผู้ที่ชื่นชอบการตกปลา ได้มีกิจกรรมผ่อนคลายในช่วงวันหยุดอีกด้วย

“ผมก็ทำเป็นบ่อตกปลา ให้คนที่เขาชอบทางนี้ ก็คิดท่านละ 100 บาท พอเข้ามาก็เก็บเงินเลย มันก็เหมือนเป็นที่พักผ่อนสำหรับคนที่ชื่นชอบ บางคนนี่เก่งมากตกได้เยอะ ได้เขาก็เอาไปหมด มันก็เป็นความภูมิใจของเขาที่ได้มาตกปลา แล้วก็ได้เอาปลาที่ตกได้ไปอวดภรรยา เป็นอีกวิธีด้วยที่ให้เรามีรายได้ขึ้น” คุณเม่งฉ่อง กล่าวถึงวิธีคิดเพื่อเพิ่มรายได้

เพียงแค่เรียนรู้

การเลี้ยงปลาก็เป็นอาชีพได้

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลาสวาย เพื่อสร้างรายได้เป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริมก็ตาม คุณเม่งฉ่อง แนะนำว่า

“อย่างคนมือใหม่ อย่างแรกเลยที่จะบอกแนะนำคือ บ่อที่เลี้ยงอย่าให้ตื้นกว่า 1.50 เมตร ให้ลึกลงไปกว่านี้ได้ยิ่งดี เพราะว่าถ้าตื้นกว่านั้นความร้อนมันจะลงไป ทำให้ปลาสวายเครียด มันไม่ตายแต่มันไม่โต เพราะสภาพแวดล้อมมันไม่เหมาะสม ยิ่งบ่อมีขนาดใหญ่ๆ ได้ยิ่งดี 5 ไร่ 10 ไร่ 30 ไร่ น้ำที่ใช้เลี้ยงก็ขอให้เป็นน้ำที่สะอาด อย่าให้มีปลาช่อน เพราะเวลาที่เราอนุบาลปลาเล็ก มันจะกินลูกปลาเราหมด ส่วนช่วงที่เอาลูกปลามาปล่อย ถ้าพื้นที่ไม่มากก็ปล่อยเลี้ยงแต่พอดี ไม่ต้องหนาแน่นมากเกินไป อาจจะเลี้ยงผสมกับปลานิลด้วยก็ได้ ผสมกันไปเลย มันก็จะแข่งกันโต พอปลานิลโตได้ดีได้ขนาดเราก็จับปลานิลจำหน่ายก่อน เราก็จะมีเงินไว้ใช้จ่ายบ้างประมาณนี้ ส่วนเรื่องการตลาดไม่ต้องไปกังวล เดี๋ยวคนซื้อมาหาเอง ส่วนการเลี้ยงก็อยากให้มีใจรักสักหน่อย เพราะเราก็จะอดทนรอ มีกำลังใจ พอจำหน่ายได้นั้นแหละคือความสำเร็จของเรา” คุณเม่งฉ่อง กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเม่งฉ่อง นิลพัฒน์ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 839-2496

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ราบและเทือกเขา มีภูเขาที่ทอดตัวตั้งขนานกับเส้นพรมแดนประเทศพม่า มีความยาว 460 กิโลเมตร

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติในบริเวณภูเขาใหญ่น้อยทั้งหลาย เพราะภูมิทัศน์ยังมีความหลากหลาย

จังหวัดกาญจนบุรี นับว่ายังมีแหล่งป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่เป็นแหล่งเกิดธารน้ำ และห้วยเล็กๆ ไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำ 3 สายที่สำคัญ คือ แม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแควใหญ่ แม่น้ำไทรน้อยหรือแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง

กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลองทำการเลี้ยงปลากระชัง เพราะบริเวณแห่งนี้ยังมีน้ำที่สะอาดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพด้านการประมง

ประสบความสำเร็จจากเลี้ยงโคนม

จึงมาทดลองเลี้ยงปลากระชังสร้างรายได้

กำนันเทียมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะริเริ่มมาเลี้ยงปลากระชังนั้น ได้ทำการเกษตรด้านปศุสัตว์มาก่อน จากนั้นประมาณปี 2540 จึงมาเลี้ยงปลาในกระชัง

“เริ่มแรกเดิมทีผมเลี้ยงโคนม พอลูกชายผมเรียนจบมา ก็เลยให้เขาทำโคนมไป ผมก็มาทดลองเลี้ยงปลา สมัยนั้น ปี 40 ยังไม่มีคนรู้จักปลาทับทิมหรือปลานิลในกระชัง ผมก็ไปศึกษากับเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่แล้วในพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาทดลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็หาตลาดเอง มันก็เหมือนเราต้องศึกษาอะไรอีกเยอะ เรียกว่าเริ่มแรกนี่เป็นบทเรียนราคาแพงกว่าจะประสบผลสำเร็จ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะทำเป็นอาชีพ ก็ต้องทำให้ได้ หาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ในตอนนั้นทดลองเลี้ยง ประมาณ 40 กระชัง เมื่อประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจจึงขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ จึงได้พบปะกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังมากขึ้น ทำให้ได้รับแนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

การเลี้ยงปลา น้ำที่ใช้เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากน้ำดีการเลี้ยงก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก

“น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาที่นี่ จากสมัยก่อนมา ณ ตอนนี้นะ เรียกง่ายๆ ว่ายังสะอาดที่สุดในประเทศไทย น้ำก็ยังมีเยอะ แต่อนาคตก็ต้องดูต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มจะไม่ค่อยมีกฎระเบียบกันมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ได้เข้าประชุมกับท่านผู้ว่าฯ จังหวัด และก็เกษตรกรอื่นๆ กับหน่วยราชการ ให้รวมกลุ่มกันเอากฎหมายมาบังคับใช้ จัดการกับคนที่ทำผิด ไม่อย่างนั้นน้ำมันก็จะเน่าเสีย อย่างน้อยเพื่อรักษาสภาพน้ำของที่นี่ให้สะอาดต่อไป” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวถึงการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ

ปลาสวย ทรงดี

เป็นที่ต้องการของตลาด

มีวิธีเลี้ยง ดังนี้

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ นำลูกปลาทับทิมและปลานิลมาปล่อยลงเลี้ยงในกระชังทันที แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนนำมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อนแล้วค่อยนำมาเลี้ยงในกระชัง

“ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ เอาลูกปลาไซซ์ใบมะขามมาปล่อยในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ลึก 2 เมตร คราวนี้เห็นปัญหาว่าเราควบคุมระดับน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าฝน น้ำขุ่นลูกปลาจะตาย ก็เลยเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน ปล่อยลูกปลาประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนตัวลงในบ่อดินขนาดครึ่งไร่ อาหารที่ให้ช่วงนั้นมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ 4 เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น เวลาเลี้ยงในช่วงนี้ 70 วัน ลูกปลาจะมีขนาด ประมาณ 40-50 กรัม ก็จะนำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังต่อ” กำนันเทียมศักดิ์ อธิบาย

ลูกปลานิลและปลาทับทิมที่นำมาปล่อยลงในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า มาปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×6 เมตร ปล่อยลูกปลา ประมาณ 1,600 ตัว ต่อกระชัง อาหารให้ 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน และเย็น อาหารในระยะนี้มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีขนาด ประมาณ 100 กรัมขึ้นไป จะเปลี่ยนสูตรอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปลานิลและปลาทับทิมจะได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง

การดูแลรักษาโรค กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนมีโรคเยอะกว่ามาก เวลาเลี้ยงจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะติดเครื่องตีน้ำเข้ามาช่วย และมีการทำโปรแกรมการให้วิตามินอยู่เสมอ เพื่อให้ปลามีความแข็งแรง ช่วยลดปัญหาเรื่องโรค ซึ่งการระบาดของโรคมีตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องป้องกันตลอดเวลา

“สมัยก่อนที่ผมเลี้ยงใหม่ๆ นั้นดี ไม่มีโรค อัตรารอด 90 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้อัตรารอดไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น ลงเลี้ยง 100 ตัว เหลือ 30-40 ตัวเอง เพราะปีหนึ่งเราเลี้ยงได้ 2 ครั้ง การจัดการเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเปลืองขึ้นมาก อย่างเครื่องตีน้ำ ใช้พลังงานไฟฟ้าเราก็จะเปลืองเรื่องค่าไฟมากขึ้น ซึ่งสมัยก่อนไม่ต้องมีเครื่องพวกนี้เลย หากเราไม่ทำ ประหยัดมากเกินไป ปลาไม่แข็งแรงเกิดโรคขึ้นมาก็ไม่ไหว การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้เราได้ปลาที่ดี มีความแข็งแรง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

คิดค้นถังให้อาหาร

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ได้คิดค้นถังการให้อาหารปลาขึ้นมา เพื่อที่เวลาปลากินอาหารจะทำให้มีขนาดที่เท่ากันไม่แตกไซซ์มากเกินไป

“ถังที่เห็นบนกระชังสีเหลืองสีขาว ผมดัดแปลงเอามาใช้ เพราะว่าพอเราใส่อาหารลงไป เดี๋ยวอาหารมันจะลงไปแบบเหมาะสม ทำให้เราลดเรื่องแรงงานไปได้มาก แล้วปลามันจะโตค่อนข้างเสมอกัน แต่ก่อนที่เราจะใช้ถังอาหารนี้ได้ เราต้องมีบันทึกการให้อาหารอยู่ก่อน ว่าปลาไซซ์ขนาดนี้ควรจะกินอาหารกี่กิโลกรัม เราจะได้รู้เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากเราไม่มีการจดบันทึกไว้ อยู่ดีๆ เอาถังไปใส่อาหารให้ไม่ได้ มันจะยิ่งเปลืองมากขึ้น” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ขนาดของปลาที่ตลาดต้องการ

มีความแตกต่างกัน

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ความต้องการขนาดของปลาที่มีคนมาซื้อ นับว่าแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่ที่ว่าจะนำไปประกอบอาหารในรูปแบบใด

“จำหน่ายนี่ความต้องการของตลาดหลากหลายมาก ถ้าขึ้นโต๊ะจีนกับร้านปลาเผาก็จะใช้ปลาไซซ์ใหญ่ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็จะซื้อขนาดประมาณ 600-700 กรัม ซึ่งส่งจำหน่ายก็มีทั้งที่ตลาดไท ตลาดทั่วๆ ไป และก็จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ฟาร์มเป็นเจ้าประจำ ซื้อกันมามากกว่า 10 ปี” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ปลาทับทิม จำหน่ายอยู่ที่ราคา 72 บาท ส่วนปลานิลอยู่ที่ราคา 62 บาท ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกของตลาด กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ราคาของปลาที่จำหน่ายในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับสมัยก่อนนั้นราคาถือว่าต่ำกว่ามาก

“ราคาปลาเคยลงไปถึง 50 กว่าบาท เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนเลี้ยงกันเยอะขึ้น ซึ่งตอนนี้เองราคาก็ยังไม่ดี กลัวว่าจะร่วง กำลังซื้อคนก็ไม่ค่อยมี แต่เทียบดูตอนนี้คนกินเยอะขึ้น สมัยก่อนที่ผมเริ่มใหม่ๆ ตลาดหายากอยู่ บางคนเขาก็ไม่รู้จักปลาทับทิม พอเขาได้มาลองกินก็ชอบ อีกอย่างปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็หายากขึ้น ปลาทับทิม ปลานิล เลยเป็นทางเลือกได้ดี ราคาเหมาะสม เรียกว่าหาซื้อกินได้ง่ายมีทั่วไปทุกจังหวัด” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

มุมมองการเลี้ยงสัตว์

ของ กำนันเทียมศักดิ์

“อยากจะบอกว่า อาชีพการเลี้ยงสัตว์ที่ผมผ่านมาทุกอย่าง อย่างที่ผมเลี้ยงโคนมนี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีสำหรับครอบครัว ส่วนการเลี้ยงปลานี่ก็เป็นอาชีพที่ดีมาก เรามองดูสัตว์นะตอนนี้ อย่างสัตว์บก กับสัตว์น้ำ อย่าง ปลานิล ปลาทับทิม ในแง่ของการแลกเนื้อ เราให้อาหารประมาณ 1.5 กิโลกรัม เราก็จะได้เนื้อปลากลับมา 1 กิโลกรัม คือไม่มีสัตว์อะไรที่จะแลกเนื้อได้ดีกว่านี้ อีกอย่างการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับครอบครัว”

“สำหรับคนที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ ก็จะแนะนำว่าอย่าทำใหญ่เกินในช่วงแรกๆ มันก็จะมีปัญหาเรื่องตลาด อีกอย่างเรื่องเงินทุนมันก็จะต้องใช้เงินสดด้วย เพราะบางทีเราไปซื้ออาหารที่มาเลี้ยงมันไม่มีเครดิตอะไรช่วยได้ หลักที่สำคัญคือ เกี่ยวกับด้านวิชาการ ต้องศึกษาให้ท่องแท้ โดยเตรียมตัวให้ดี ศึกษาให้พร้อม เราจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ปัญหาเรื่องโรคก็สำคัญ สายพันธุ์ปลา อาหารที่ให้ปลา และก็เรื่องการตลาด 4 อย่างนี้ ถือว่าสำคัญมาก สำหรับคนที่จะเริ่มเลี้ยง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม ในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 944-3454

สนใจการใช้ถังให้อาหารปลานิลและปลาทับทิมแบบประหยัดแรงงานและเวลา ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

กมล ก้องเวหา คนบึงกาฬ เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 58 เลี้ยงปลานิล ริมฝั่งน้ำโขง เป็นอาชีพสร้างรายได้

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

กมล ก้องเวหา คนบึงกาฬ เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 58 เลี้ยงปลานิล ริมฝั่งน้ำโขง เป็นอาชีพสร้างรายได้

บึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในปี 2554 ให้เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย ในอดีตเป็นชุมชนที่มีขนาดเล็ก และเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ด้วยภูมิภาคที่มีเนื้อที่ทอดยาวตามลำน้ำโขง ทำให้มีความห่างไกลจากตัวเมืองหนองคายเป็นอย่างมาก ความสามารถในการพัฒนาจึงไม่สะดวกเท่าที่ควร และมีความยากลำบากในการติดต่อประสานงานต่างๆ เพื่อความสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ จึงได้มีการเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งเป็นจังหวัด ในปี 2537 กว่าจะได้ตั้งเป็นจังหวัดใช้เวลาเกือบ 20 ปี

จังหวัดบึงกาฬ มีแม่น้ำโขงเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอปากคาด และอำเภอบึงโขงหลง ความยาวตามลำน้ำโขง ประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นเส้นกั้นเขตแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านในพื้นที่อาศัยทำการประมง โดยจับสัตว์น้ำขึ้นมาบริโภค

ณ ปัจจุบัน การจับปลาเพื่อบริโภคเหมือนสมัยก่อนอาจเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณที่น้อยลง จึงมีการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคกันมากขึ้น จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลของสำนักงานประมงจังหวัดบึงกาฬ มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ และเกษตรกรด้านการประมง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมทั้งสิ้น 7,420 ราย มีทั้งที่เลี้ยงภายในบ่อและในกระชัง

คุณกมล ก้องเวหา อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 6 ตำบลบึงกาฬ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ อีกหนึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำโขง ที่มีความชำนาญมากด้วยประสบการณ์ จากการเริ่มทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2558

ครูพี่เลี้ยง ก้าวสู่

เกษตรกรเลี้ยงปลา

เพื่อเป็นอาชีพเสริม

คุณกมล เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำเป็นครูพี่เลี้ยงดูแลเด็ก อยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิ์ศรี แต่เนื่องจากบ้านญาติเลี้ยงปลา จึงไปศึกษาและมาทดลองเลี้ยง

“อาชีพหลักก่อนที่จะมาเลี้ยงปลา เป็นครูพี่เลี้ยง คราวนี้ไปเห็นลุงที่หนองคาย เขาก็เลี้ยงปลาในกระชัง ก็เลยอยากทดลองเลี้ยงดูว่ามันจะได้ผลผลิตยังไง ก็มาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อาศัยถามๆ ลุงบ้าง” คุณกมล เล่าถึงความเป็นมา

ปี 2542 ปลาที่คุณกมลเริ่มเลี้ยงคือปลานิล ซึ่งในขณะนั้นเลี้ยงประมาณ 2 กระชัง เพื่อเป็นการทดลอง ปลานิลที่เลี้ยงเจริญเติบโตดี ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอ

“ผลผลิตดี ถือว่าได้ดีเลย เพราะว่าช่วงนั้นยังไม่มีใครเลี้ยงมาก ราคาปลามันก็ดี ราคาค่าอาหารปลาก็กระสอบละไม่เท่าไหร่ ก็เหมือนต้นทุนเราก็ไม่มาก ถือว่าได้กำไรดีเป็นที่น่าพอใจ” คุณกมล เล่าถึงความสำเร็จของการเลี้ยงในสมัยนั้น

ปลานิล ตัวใหญ่ สวย

ไซซ์ได้ขนาด

เลี้ยงไม่ยากอย่างที่คิด

คุณกมล บอกว่า ปลานิลที่นำมาเลี้ยงหาซื้อลูกปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ลูกปลานิลมีขนาดไซซ์ใบมะขาม นำมาเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ความลึก 2 เมตร ปล่อยประมาณ 1,200 ตัว ต่อกระชัง

ในช่วงแรกจะให้อาหารเม็ดเล็ก ที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 มื้อ ต่อวัน คือเช้าและเย็น เมื่อผ่านไปได้ ประมาณ 1 เดือน จะเปลี่ยนอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปลานิลกินตลอดจนกว่าจะจับจำหน่าย

การดูแลรักษาโรค คุณกมล บอกว่า ปลาที่เลี้ยงในกระชัง โรคที่เจอส่วนใหญ่จะมากับน้ำ เพราะเธอเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก โรคมักมาในช่วงฤดูฝน

“โรคที่เป็นบางครั้งไม่ได้เกิดจากตัวปลาเอง บางทีมันก็เกี่ยวกับน้ำด้วย ถ้าน้ำในแม่น้ำโขงแดงมา ปลามันก็ตาย เราก็ต้องแก้ไขด้วยการลดปริมาณการปล่อยปลาในกระชังให้น้อยลง ไม่ให้มันหนาแน่นมากเกินไป มันก็จะแก้เรื่องนี้ได้” คุณกมล อธิบาย

ปลานิลที่เลี้ยงในกระชังทั้งหมดหลังจากปล่อย ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จะมีขนาดไซซ์พร้อมที่จะจำหน่ายได้

ลูกปลานิลจะโตดี

ต้องอนุบาลในบ่อดิน

ก่อนนำมาเลี้ยงในกระชัง

คุณกมล เล่าย้อนถึงสมัยก่อนว่า เมื่อเลี้ยงมาได้เป็น 10 ปี การเลี้ยงต้องขยายเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้กระชังที่เธอมีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะลูกปลานิลที่นำมาอนุบาลภายในกระชังโตช้า จึงคิดหาวิธีนำไปอนุบาลในบ่อดินก่อน จากนั้นจึงนำมาเลี้ยงต่อในกระชังริมแม่น้ำโขง

“ประมาณ ปี 57 ก็เอาลูกปลานิลไซซ์ใบมะขามที่ได้จากแหล่งที่เราซื้อ มาปล่อยลงในบ่อดิน เลยทดลองดูว่าระหว่างที่เอาลูกปลาใส่ในกระชังที่เราทำแบบเดิม กับอนุบาลในบ่อดินก่อน แบบไหนดีกว่ากัน ผลก็ออกมาว่า ที่เราอนุบาลในกระชังมันจะโตช้ากว่าอนุบาลในบ่อดิน เพราะการอนุบาลในบ่อดินมันได้ดูดกินดิน เหมือนมีอาหารตามดินเลยโตดี ประมาณเดือนกว่าๆ เราก็ย้ายมาลงในกระชังริมแม่น้ำโขง โตได้ดี ปลานิลโตไว” คุณกมล อธิบาย

บ่อดินที่ใช้สำหรับอนุบาลลูกปลานิลของคุณกมล มีขนาด 20×30 เมตร ลึก 2 เมตร ก่อนที่จะนำลูกปลามาปล่อย เตรียมบ่อด้วยการวิดน้ำให้แห้ง แล้วโรยด้วยปูนขาว ตากบ่อทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นปล่อยน้ำเข้ามาภายในบ่อ ปรับสภาพน้ำ นำปลูกปลานิลมาปล่อย ประมาณ 15,000 ตัว ต่อบ่อ ให้กินอาหารเช้าและเย็น

ขณะที่เลี้ยงไปได้ประมาณ 15 วัน น้ำภายในบ่อดินจะลดลง เติมน้ำเข้าไปภายในบ่ออนุบาล ในระยะนี้ป้องกันพวกนกและงูมากินลูกปลานิลภายในบ่อ

หลังจากอนุบาลได้ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน แล้วลากอวนนำมาเลี้ยงต่อในกระชังริมแม่น้ำโขงอีกประมาณ 3-4 เดือน ก็จะได้ปลานิลคุณภาพ พร้อมจำหน่าย

จากการทำด้วยวิธีนี้ คุณกมล บอกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุน และที่ฟาร์มสามารถแบ่งจำหน่ายลูกปลานิลให้เพื่อนเกษตรกรได้อีกด้วย

“พอเรามาทำแบบนี้ คิดต้นทุนแล้ว เมื่อเทียบกับที่เราซื้อลูกปลาคนอื่นมาคุ้มกว่า เพราะปลาที่เราอนุบาลนี่ได้ดีกว่า สมมุติเราไปซื้อปลาไซซ์ที่พร้อมจะปล่อยลงกระชัง ตัวละ 5 บาท หมื่นตัวนี่เราก็เสียไปแล้ว 50,000 บาท ต้นทุนมันก็สูง เราก็เอามาทำเองดีกว่ามาก อย่างตอนนี้ที่บ่อเราก็แบ่งให้เพื่อนๆ ซื้อไปเลี้ยง ตัวละ 3 บาท มันก็ลดต้นทุนได้” คุณกมล กล่าว

ปลานิล ยังเป็นที่

ต้องการของตลาด

ในช่วงแรกของการเลี้ยง คุณกมล เล่าว่า ปลานิลที่ตัวโตไซซ์ได้ขนาด จะนำไปจำหน่ายเองตามพื้นที่ชุมชน ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้มากนัก

“ตอนแรกนี่ก็ตระเวนขายตามหมู่บ้าน ช่วงนั้นขายดีมาก ไม่มีปัญหาอะไรเลย เรียกว่าไปหมดทุกที่ ตามตลาดสดเราก็ไป พอทำมาได้สัก 4-5 ปี เริ่มมีนายทุนใหญ่ๆ มาพยายามทำราคาแข่งกับเรา พอเจอแบบนั้น เราก็ไม่แข่งขันนะ เราก็เลี้ยงของเราไปเรื่อยๆ ไม่เครียด เพราะถึงแข่งขันไป คิดว่าก็ไม่ได้อะไร เพราะต้นทุนมันแพง เกิดไปตีราคากับเขา ราคาปลาลงมาเยอะ มันก็จะขาดทุนเปล่าๆ เราเน้นคุณภาพเราไปดีกว่า” คุณกมล เล่าถึงสถานการณ์ของตลาดในช่วงนั้น

คุณกมล บอกว่า ขนาดของปลานิลที่ตลาดต้องการ ไซซ์ประมาณ 800 กรัม ถึง 1.2 กิโลกรัม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 65-70 บาท

ณ เวลานี้ ปลานิลในกระชังของคุณกมลสามารถส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าภายในจังหวัดบึงกาฬได้ตลอดทั้งปี ตกวันละ 150-250 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี

ตลาดเป็นสิ่งสำคัญ

ของการเริ่มทำอาชีพ

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากเลี้ยงปลาในกระชัง เพื่อเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม คุณกมล แนะนำว่า

“การที่เราจะทำอาชีพอะไร สิ่งที่อยากจะให้ศึกษาคือ เรื่องตลาด การเลี้ยงปลาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ลูกพันธุ์ ควรหาแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อปลาที่เลี้ยงจะได้โตดีมีคุณภาพ หากลูกปลาไม่ดี ไม่แข็งแรง มันก็ตาย เท่ากับว่าปลาที่เราขายก็ได้ไม่เต็มที่ น้ำหนักมันก็จะหายไป ขอให้ลูกปลาดี อาหารดี ยังไงมันก็โต หากลูกปลาไม่ดี อาหารไม่ดี เราจะเสี่ยงมากกับเรื่องขาดทุน มันก็ต้องเรียนรู้หลายๆ อย่าง โดยรวมประมาณนี้” คุณกมล กล่าว

ความขยัน อดทน

นำมาสู่รางวัลความสำเร็จ

จากความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทน การเลี้ยงปลาในกระชังของคุณกมลนั้น เริ่มต้นการเลี้ยงปลานิลเพียง 2 กระชัง ต่อมาได้ขยายการเลี้ยงมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน คุณกมล มีกระชังปลาถึง 70 กระชัง และมีพื้นที่สำหรับอนุบาลลูกปลาในบ่อดิน จำนวน 10 บ่อ ด้วยความขยัน การจัดการที่เป็นระบบภายในฟาร์มที่ดี ทำให้เธอได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2558

“คิดว่าจากรางวัลนี้ที่เราได้รับ ก็รู้สึกดีใจ เพราะสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราทำด้วยตัวเราเอง บริหารจัดการด้วยตัวเอง ปลาเราก็เอามาอนุบาลเอง ก็คิดว่าจากประสบการณ์ที่เรามี มันทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก จนเราประสบผลสำเร็จจนมีวันนี้” คุณกมล กล่าวด้วยสีหน้าที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข

คุณสุวิทย์ คชสิงห์ ประมงจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวให้ข้อมูลเสริม หลังจากสัมภาษณ์คุณกมลในครั้งนี้ว่า

“จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเทียบกันกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน นับว่ายังมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เราไม่มีภัยแล้งหลายปีมาแล้ว น้ำยังถือว่าดีมากในภาคอีสาน การเลี้ยงปลากระชังถือว่ายังประสบผลสำเร็จไปได้ เพราะตลาดยังต้องการ อย่างฟาร์มของคุณกมล ถือว่าได้เรียนรู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เพราะเกิดจากการลองผิดลองถูก สามารถรับมือได้กับสถานการณ์ต่างๆ ของน้ำในแม่น้ำโขง ว่าควรลงปลาในช่วงไหนที่จะเติบโตดี ส่วนคนที่อยากเลี้ยงสร้างรายได้ ก็อยากให้ศึกษาเรียนรู้ ถึงองค์ประกอบต่างๆ แล้วความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเหมือนคุณกมล”

จากผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หัวใจเกินร้อย ที่ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก มุ่งมั่นมานะ ขยันมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีพ เธอจึงเป็นเสมือนต้นแบบ ที่ทำให้เพื่อนๆ เกษตรกรได้รู้ว่า แม้ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการเกษตร คือการเลี้ยงปลา แต่ความสำเร็จของเธอเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ ลงมือทำ จึงนำไปสู่ความสำเร็จเป็นรายได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกมล ก้องเวหา หมายเลขโทรศัพท์ (089) 276-2238, (098) 651-9189

สนใจ การเลี้ยงปลานิล ในกระชังริมฝั่งแม่น้ำโขง ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ขอขอบพระคุณ คุณสุวิทย์ คชสิงห์ ประมงจังหวัดบึงกาฬ และคณะ ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

%d bloggers like this: