เดินห่าง…จากความจน

All posts tagged เดินห่าง…จากความจน

ไปเยี่ยมชม…การประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” (1)

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

ไปเยี่ยมชม…การประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” (1)

มีข้อหนึ่งที่พึงจดจำไว้เสมอในหนึ่งชีวิตนี้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาแบบง่ายๆ หรือเกิดขึ้นจากการทำนายหรือโชควาสนานำพา แต่หากมีความเชื่อเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยจะทำให้เรามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าโชควาสนาต่างๆ เหล่านั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอนตลอดเวลา เมื่อเรามีความขยันและอดทน พร้อมมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าเราต้องทำได้ ทุกอย่างย่อมต้องทำได้ เพียงแค่อย่าท้อกับชีวิตเท่านั้น เนื่องจากเราคือผู้ทำนายและนำพาโชคชะตาชีวิตของเรานั่นเอง

ก่อนอื่น ขอต้อนรับด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากจากเทคโนโลยีชาวบ้าน และผู้เขียนเป็นเบื้องแรก คอลัมน์นี้ถือว่าได้รับความสนใจจากแฟนๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องราว ชะอมไม้เค็ด 2009 ทุกเรื่องราวจากทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือจากที่แฟนๆ ส่งเสียงไปหา โทร. (081) 846-0652 ชนิดไม่รู้เบื่อ ผมขอสัญญาว่าจะนำทุกเรื่องราวที่แฟนๆ ต้องการทราบในเรื่องชะอมไม้เค็ด 2009 เรียนเชิญได้ทุกข้อข้องใจครับแฟนๆ ติดตามให้กำลังใจกันด้วยนะครับ

แต่สำหรับปักษ์นี้ ผมขอนำเสนอเรื่องอื่นมาสลับบ้างนะครับ เผื่อว่าแฟนๆ ที่รักจะได้มีหลากหลายเรื่องราวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมในงานประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” ซึ่งเป็นผลงานในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับเยาวชน นักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ หลังจากผลงานทั้งหลายล้วนได้ผ่านการคัดเลือกระดับภาคมาก่อนหน้านี้ระดับหนึ่ง จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีขึ้นปีละ 1 ครั้ง

สิ่งประดิษฐ์หลายๆ ชิ้นที่เกิดขึ้นจากฝีมือเยาวชนอาชีวะเหล่านี้ พวกเขาจะสามารถเลือกสร้างสรรค์ผลงานได้ในหลายประเภทตามที่มีกรรมการได้มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ และเนื่องจากสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษานั้นมีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น ผลงานสิ่งประดิษฐ์จึงมีเกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน และได้มีจัดประกวดในระดับภาคมาก่อนดังที่ได้เขียนไว้ สุดท้ายจะเหลือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นงานที่ได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าสุดยอดแต่ละภาค ในที่สุดจึงมีมาถึงระดับชาติ

คอลัมน์นี้ยินดีอย่างมากที่ขอสนับสนุน พร้อมต้องการอย่างมากเช่นกันสำหรับให้กำลังใจกับเยาวชนเหล่านั้นได้ให้เขาทุกคนได้รับทราบว่า มีผู้ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งที่สนใจต่อพวกเขา เพื่อต้องการให้เยาวชนที่เป็นผลิตจากสถาบันอาชีวะได้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป สำหรับการมาก้าวแทนที่จะนำพาประเทศในด้านที่พวกเขาได้เรียนรู้มาจากสถาบัน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่สำคัญอย่างมากคือการที่ได้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ที่จะสำเร็จได้นั้นย่อมต้องการความสามัคคีอย่างมาก ประเทศนี้กำลังต้องการคนเช่นนี้มากเหลือเกิน ดังนั้น ผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้การสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นกันนะครับ

หากว่าแฟนๆ ได้เห็นชิ้นงานที่เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ในหลายๆ ประเภทที่สำเร็จออกมา จะสามารถเห็นได้ว่าสถาบันของอาชีวะทั่วประเทศ ต่างมีความพยายามอย่างมากที่ต้องการให้เยาวชนเหล่านั้นได้สร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่สำเร็จออกมา แบบว่าสามารถชนิดตอบรับกับความต้องการของชุมชน หรือผู้ที่สนใจในชิ้นงานนั้นๆ สามารถนำไปใช้ได้ชนิดไม่แพ้มืออาชีพเชียวนะครับ เนื่องจากมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอน พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาอย่างเต็มที่เช่นกัน

ผมเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่มีมากมายในหลากหลายประเภทเหล่านั้น โดยมีความคิดว่าเป็นชิ้นงานที่น่าสนใจ หรือพร้อมที่จะสามารถตอบรับกับผู้ที่สนใจต้องการนำไปใช้ได้จริงๆ กับความต้องการ ปักษ์นี้ขอนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ที่เลือก 2 ชิ้น นะครับ

ชิ้นแรก เป็นผลงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ด้านการอนุรักษ์พลังงาน เป็นผลงานจากวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ สุราษฎร์ธานี ชื่อว่า ชุดควบคุมมอเตอร์ปั๊มน้ำแบบประหยัดพลังงานสำหรับแปลงเพาะชำ ก่อนที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะเกิดขึ้น มีที่มาคือ หลังจากที่ทีมงานได้พบเห็นว่าแปลงที่ใช้สำหรับเพาะชำกล้าไม้ ส่วนมากมักจะใช้เนื้อที่จำนวนครึ่งไร่ ไปจนถึง 1 ไร่ ส่วนมากทุกแปลงเพาะชำมักจะใช้มอเตอร์ ขนาด 2HP ท่อที่ใช้ดูดและส่งน้ำ มีขนาด 2 นิ้ว เพื่อนำมาสูบน้ำจากแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นลำคลอง บ่อบาดาล คลองชลประทาน เป็นต้น การให้น้ำจะเป็นระบบสปริงเกลอร์ โดยมีท่อเมน ขนาด 2 นิ้ว และใช้ประตูน้ำเป็นตัวควบคุมการเปิด-ปิด ในแต่ละแถว

ในแต่ละแถวก็จะใช้เป็น 3 ทางแยก โดยใช้ท่อขนาดครึ่งนิ้ว จะมีหัวสปริงเกลอร์อยู่ประมาณ 4-6 ตัว ระยะห่างกันประมาณ 3×3 เมตร สรุป จะมีหัวของสปริงเกลอร์ ประมาณ 40-120 ตัว สำหรับไว้จ่ายน้ำโดยใช้มอเตอร์ 1 เฟส 2HP จะสามารถมีแรงดันจ่ายน้ำสำหรับสปริงเกลอร์ได้ประมาณ 30 ตัว ในแต่ละครั้ง เปิดครั้งละ 30 นาที เช้า-เย็น รวมวันละ 1 ชั่วโมง ประเด็นปัญหาที่พบคือ ไม่สามารถเปิดน้ำเพื่อตอบรับสำหรับสปริงเกลอร์ได้ทั้งหมด ในแต่ละครั้ง จึงต้องใช้ระยะเวลาเปิดเพิ่มขึ้น ทำให้สูญเสียพลังงานไฟฟ้าและสิ้นเปลืองน้ำเป็นอย่างมาก

จากปัญหาทั้งหมด ทีมงานพบว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือจำเป็นต้องมีระบบการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ปั๊มน้ำ ต่อมาคือการที่ทำให้สามารถประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับไฟฟ้าได้อีกด้วย เบื้องต้นจึงคิดถึงเครื่องควบคุมมอเตอร์เพื่อที่จะให้สามารถประหยัดพลังงานขึ้นมา โดยนำหลักการของอินเวอร์เตอร์มาใช้ ด้วยการสร้างชุดควบคุมชิ้นนี้ไปควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ให้สามารถใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟส แบบทั่วๆ ไป โดยใช้มอเตอร์มีกำลังไฟฟ้า ขนาด 2HP เป็นขนาดเดียวกับที่นิยมใช้ในแปลงเพาะชำทั่วๆ ไป แต่สามารถควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ปั๊มน้ำให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่ต้องการ

ประเด็นต่อมาให้ประหยัดพลังงาน โดยสามารถควบคุมพลังงานไฟฟ้าในระบบปลีกย่อยได้พร้อมสามารถควบคุมการเปิด-ปิด ในการทำงานแต่ละแถวแบบอัตโนมัติโดยการตั้งเวลา และขณะทำงานความเร็วของรอบปรับเปลี่ยนเองได้ด้วยความดันของน้ำภายในท่อ โดยใช้เพรสเซอร์ทรานสมิตเตอร์เป็นตัวตรวจจับ และมีชุดตรวจจับความชื้นของดินเมื่อได้ระดับต้องการมอเตอร์จะหยุดทำงานทันที

ขอบันทึกสำหรับชื่อเยาวชนคนเก่งที่ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน คุณอนาวัช ทองเงิน คุณเกรียงไกร กลิ่นน้อย คุณอิศราวุธ แสงทอง คุณอัษฏาวุธ บริสุทธิ์ คุณเอกชัย บัวจันทร์ คุณพีระพงษ์ บุญพิทักษ์ คุณณัฐพล สิทธิฤทธิ์ คุณชัยยุทธ หุ้ยหลี คุณศักดิ์ชัย ต้นสูง และ คุณอภิเดช นามเมือง จากความควบคุมของอาจารย์ที่ปรึกษา คุณมานิตย์ อำนวย พร้อมกับการสนับสนุนเต็มที่ จาก คุณณรงค์ หวังอีน รองผู้อำนวยการ

แฟนๆ ครับ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เหมาะมากหากว่ามีท่านใดที่มีอาชีพเพาะกล้าไม้ หรือต้องการเพาะกล้าไม้จำนวนมาก หรือนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการประกอบกิจการในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากสามารถประหยัดน้ำและพลังงานได้อย่างดียิ่ง สนใจทุกรายละเอียดที่ต้องการ ติดต่อ คุณมานิตย์ อำนวย โทร. (084) 625-3909

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นต่อมาที่ผมเลือกมานำเสนอ เนื่องจากเรื่องราวของไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการถนอมอาหารในเรื่องของไข่นั้น จะเห็นได้ว่ามีการผลิตกันมากในทุกภูมิภาค ด้วยสูตรที่แตกต่างกันไปตามที่แหล่งผลิตนั้นๆ และมีอีกมากเช่นกันที่นิยมใช้ดินมาพอกหุ้มไข่ สำหรับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงสามารถนำมาตอบโจทย์เหล่านั้นได้อย่างสุดยอด “เครื่องล้างไข่เค็มระบบรีไซเคิลน้ำ” เป็นสิ่งประดิษฐ์ประเภทเพื่อการประกอบอาชีพที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ผมเห็นว่าสามารถนำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปประยุกต์สำหรับไปใช้กับผลิตภัณฑ์อย่างอื่นได้อีกด้วยเช่นกัน

เป็นผลงานจาก วิทยาลัยการอาชีพไชยา สุราษฎร์ธานี เบื้องต้นก่อนที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะมีเกิดขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องมีที่มาเป็นเบื้องแรก เนื่องจากทีมงานทุกคนต่างมีคำตอบ สุดท้าย หลังจากที่ได้ลงไปสัมผัสพร้อมสอบถามกับผู้ผลิตไข่เค็มที่มีมากมายหลายชุมชนในอำเภอไชยา ล้วนมีชื่อเสียงในเรื่องของการแปรรูปไข่เค็มเป็นอย่างมาก เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวของไข่เค็ม ทุกคนล้วนต้องนึกถึงไข่เค็มไชยาเป็นอันดับต้นๆ ทันที

การผลิตไข่เค็มแบบไชยานั้น ใช้การผลิตแบบใช้ดิน นำมาสำหรับพอกไข่กันทุกชุมชน เมื่อถึงเวลาที่จะนำมารับประทานแล้วจำเป็นต้องให้ดินที่พอกอยู่นั้นออกไปก่อน โดยทั่วไปจะใช้แรงงานของคนนำไข่ลงไปล้างในน้ำเพื่อให้สะอาดหมดดินที่พอกอยู่ แต่ละฟองจะใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที พร้อมกับใช้น้ำสะอาดล้างอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เช่นกัน แถมต้องระมัดระวังไม่ให้เปลือกไข่แตกร้าวอีกด้วย หากคิดดูเมื่อต้องใช้แรงงานคนล้างดินที่พอกไข่เค็มเป็นจำนวนมากจะยิ่งทำให้เสียเวลามากแค่ไหน และกับมือที่จุ่มอยู่ในน้ำตลอดเวลาขณะที่ล้างไข่เค็มนั้นจะเป็นเช่นไร

ทีมงานจึงใช้ประเด็นปัญหาเหล่านี้มาร่วมกันคิดเพื่อที่จะออกแบบสิ่งประดิษฐ์ชิ้นดังกล่าว โดยเบื้องแรกต้องคำนึงว่า ไข่ที่ล้างด้วยเครื่องนั้นต้องสะอาดแบบว่าไม่ต่างจากล้างด้วยมือสำหรับเพื่อเป็นการทดแทนแรงงานคน ประเด็นต่อมาคือ ต้องใช้เวลาที่น้อยกว่า สุดท้ายจำนวนการใช้น้ำก็ต้องน้อยกว่าอีกด้วย สรุปคือเครื่องล้างไข่เค็มระบบรีไซเคิลน้ำต้องมีคุณภาพ คือสามารถล้างดินที่พอกไข่ออกได้รวดเร็ว สะอาด ถูกสุขลักษณะ ประหยัดน้ำและเวลา ไข่ต้องไม่แตกร้าว เสียหาย เพราะทั้งหมดคือการนำมาตอบรับกับประเด็นปัญหาที่ชุมชนที่ผลิตไข่เค็มต้องการทั้งสิ้น

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญทั้งสิ้น 3 ส่วน ส่วนแรก คืออุปกรณ์ล้างดินพอกไข่เค็ม ส่วนที่ 2 คืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย และสุดท้าย อุปกรณ์สำหรับล้างไข่เค็ม อุปกรณ์แรกนั้นมีรายละเอียดคือ สามารถล้างดินที่พอกไข่เค็มได้ครั้งละ 40 ฟอง ใช้ระยะเวลา 30 วินาที ทำงานโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 12 โวลต์ เป็นตัวขับเคลื่อน มีอุปกรณ์ควบคุมระบบเปิด-ปิด มอเตอร์แบบกดปุ่ม มีสวิตช์ไฟฉุกเฉิน พร้อมอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่วลงดิน หรือหากต้องการไม่ใช้แบบไฟฟ้า สามารถใช้มือหมุนได้อีกด้วย

ส่วนที่ 2 คืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย บรรจุน้ำสำหรับล้างไข่เค็ม จำนวน 40 ลิตร สามารถนำน้ำที่ใช้ล้างดินที่พอกไข่เค็มกลับมาใช้ได้อีก ประกอบด้วย อุปกรณ์คัดแยกตะกอนหยาบด้วยวิธีตกตะกอน ซึ่งสามารถระบายตะกอนออกนำทิ้งได้และมีใยโพลีเอสเตอร์สำหรับกรองน้ำ ระบบไหลเวียนของน้ำโดยใช้ปั้มไฟฟ้า 220 โวลต์ สามารถล้างไข่เค็มได้ จำนวน 2,000 ฟอง ต่อการเปลี่ยนครั้ง สำหรับส่วนสุดท้าย จะเป็นอุปกรณ์ถาดบรรจุน้ำสำหรับล้างไข่เค็มครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำไข่เค็มมาวางบรรจุใส่ถาดหลุมที่เก็บไข่

เช่นกัน ขอบันทึกไว้สำหรับเยาวชนคนเก่งจากสาขาเครื่องกล วิทยาลัยการอาชีพไชยา คุณจิรายุ นาคทองคง คุณเชาวณัฐ กัณหา คุณณัฐภัทร ธิปัตย์ คุณประมวล เกตชู คุณธนภัทร โยธา คุณวีระพงษ์ คงเทพ คุณนราภรณ์ ปลอดชูแก้ว คุณเริงชัย คล้ายทอง คุณเสกสรร ช่วยมาก และ คุณนพกร คำหอมชื่น จากการควบคุมของ คุณศุภชัย จันทร์ประดิษฐ์ อาจารย์ที่ปรึกษา และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ คุณวิชิต วิเชียร ผู้อำนวยการ

แฟนๆ ท่านใดที่สนใจ ต้องการรายละเอียด กรุณาติดต่อ คุณศุภชัย จันทร์ประดิษฐ์ โทร. (089) 873-1725

แฟนๆ ครับ ผมยังคงมีเรื่องราวของสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นฝีมือของเยาวชนนักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาอีกหลายชิ้นที่พยายามเลือกแล้ว และเห็นว่าน่าสนใจอย่างยิ่งที่จะมาให้แฟนๆ ได้รับทราบ จะค่อยๆ นำมาเสนออีกในบางปักษ์ เพราะมีความต้องการอย่างมากดังที่ได้เขียนไว้ว่า เราต้องให้กำลังใจและสนับสนุนเยาวชนเหล่านั้น อย่าเพิ่งเบื่อคอลัมน์นี้ไปเสียก่อน ยังไงก็อย่าลืมให้กำลังใจกันนะครับ

สำหรับแฟนๆ มีคำถามที่เกี่ยวข้องกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 ผมจะนำมาเสนอสลับกันไปจะได้หลากหลายเรื่องราว เหมือนได้กินอาหารที่แปลกรสชาติไปบ้าง จะสามารถทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจมีความสมบูรณ์และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น ติดตามกันนะครับแฟนๆ

สุดท้าย มีคนบางคนชอบคิดกันว่า หากชาตินี้ไม่พบกับความสมหวังในชีวิตก็ไม่เป็นไร ถือว่าโชคชะตาเรามันไม่ดีเอง ชาติหน้าน่าจะมีโอกาสดีๆ บ้าง คิดได้ไงเช่นนั้น มั่นใจมากหรือว่าชาติหน้านั้นมีจริง รู้อีกหรือว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นคนอีก ชาตินี้ไม่พออีกหรือ แค่ว่าวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า คิดไหมว่าวันไหนจะมาถึงก่อนกัน วันนี้เท่านั้น ขอให้มั่นใจได้เลยว่าคือวันแห่งชีวิตเราที่มีอยู่ทุกวัน

จงทำวันนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งนั้น ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงดาวหรือฟ้าลิขิต หากว่าจะเชื่อก็คงไม่เป็นไร แต่ขอเพียงเชื่อว่าโชคชะตาจะดีได้นั้นย่อมเกิดจากการกระทำดีของเราด้วยเช่นกัน

แฟนๆ ครับ วันนี้เราย่อมจะมีชีวิตอยู่บนโลกและสามารถดูแลใครก็ได้ในโลกนี้ได้ดีเช่นกัน ด้วยการมองโลกในแง่ดีทุกการก้าวเดิน เพราะเราจะไม่มีวันหน้าหรือวันต่อไป ตลอดจนถึงชาติหน้าอีกแล้ว เชื่อผมเหอะ ขอบคุณ สวัสดี

Advertisements

“เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” บุญทรัพย์-ชมพู่ วงศ์อะคะ ที่เพชรบุรี

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05114150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” บุญทรัพย์-ชมพู่ วงศ์อะคะ ที่เพชรบุรี

เราทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพหรือสถานการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือการทำหน้าที่ของชีวิตตัวเองเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต ทุกๆ วันล้วนมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นที่เราต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากทุกชีวิตสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการมีลมหายใจ สิ้นลม แปลว่าได้ถึงการสิ้นสุดของหนึ่งชีวิต ชีวิตกับเวลาที่เหลืออยู่นั้นจึงมีความเหมือนกันคือ ต้องเดินหน้าต่อไปและต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

สำหรับอุบัติเหตุทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นบนเส้นทางเดินแห่งชีวิตได้เสมอ เวลาที่เรากำลังก้าวเดินอยู่นั้นมีไม่เท่าเทียมกันในแต่ละคน แถมช่างสั้นเหลือเกิน เราจึงไม่มีเวลามากพอที่จะไปเสียเวลากับสิ่งไร้สาระที่เกิดขึ้นกับเวลาที่เหลืออยู่ในทุกๆ วัน หากต้องการก้าวไปบนเส้นทางที่ต้องการ เดินห่าง…จากความจน ด้วยแล้ว จำเป็นต้องเร่งฝีเท้าเข้านะครับ อย่ามัวช้าอยู่ และต้องไม่ลืมนำ 2 สิ่ง แนบติดกับตัวคือความขยันและอดทน ตลอดเวลา ตลอดไป แล้วทุกอย่างคงได้เห็นก่อนสิ้นลม

ก่อนอื่น ขอกราบสวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามชนิดเหนียวแน่นต่อคอลัมน์นี้ ชนิดท่านคือแฟนประจำของผมตลอดมา ทุกครั้งที่หนังสือวางแผงจะมีการส่งเสียงไปหา หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ชนิดมากน้อยไม่ขาดหาย หรือเขียนลงไปได้เลยว่ามีแฟนๆ ส่งเสียงไปหาทุกวัน ทุกคำถามล้วนมีหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้น

ติดตามกันนะครับ ให้กำลังใจกันด้วย เพราะมีอีกหลายคำถามที่จะนำมาเสนอกันต่อไป เพียงแค่รอว่าคำถามที่แฟนๆ ถามไป อย่างไหนที่เป็นความต้องการของแฟนๆ มาก จะนำมาเสนอทันที เนื่องจากเริ่มมีแฟนๆ คนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และหันมาให้ความสนใจกับชะอมไม้เค็ด 2009 แม้ว่าบางคำถามได้นำเสนอมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ขอให้แฟนๆ คนเก่าที่ติดตามคอลัมน์นี้เป็นประจำมั่นใจได้ว่า ทุกเรื่องย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ที่ดีที่สุดต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นล่าสุด ถูกต้องไหมครับ

สำหรับปักษ์นี้ ผมขอนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ครอบครัวหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับแฟนๆ ที่ต้องการก้าวเดินบนถนนสายนี้ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นที่นั่น สามารถไปศึกษาเรียนรู้และสัมผัสความจริงให้เห็นด้วยตัวเอง แล้วนำทุกอย่างมาลองพินิจพิจารณาตรึกตรองดูจนสามารถให้ได้คำตอบที่สุดท้ายจริงๆ ว่า ทุกอย่างที่ไปเยี่ยมหามานั้นเป็นอย่างที่เราต้องการสำหรับชีวิตของเราหรือเปล่า ชอบไหม ไหวไหม หรือเมื่อไปสัมผัสมาแล้ว ขอกราบลาไปหาอาชีพอื่นที่ดีกว่าจะดีไหม เพราะจะได้ไม่เสียเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตทิ้งไปเปล่าๆ

เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่คู่นี้ คุณบุญทรัพย์ และ คุณชมพู่ วงค์อะคะ วัย 38 และ 36 ปี ตามลำดับ อาศัยอยู่ หมู่ที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ไปเยี่ยมหาและได้นำเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอในเฟซบุ๊กของผม ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากแฟนๆ จนถึงกับมีหลายท่านสนใจ และได้ไปเยี่ยมหากันมาบ้างแล้ว ล้วนส่งข่าวไปบอกว่าประทับใจในผลงานของเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่คู่นี้กันทั้งสิ้น

จากเนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ พร้อมบ้านพักอาศัย มีแม่น้ำสายเล็กๆ ที่แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรี ไหลผ่านบริเวณด้านหลังอีกด้วย ดังนั้น เรื่องของน้ำสำหรับในการทำอาชีพเกษตรกรรมเลิกวิตกไปได้ ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตปลูกสับปะรดมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กว่า 4 ปี เนื่องจากมีโรงงานรับซื้อผลผลิตที่ชนิดไม่จำกัดจำนวน ทุกๆ ปีคงใช้ชีวิตไปแบบซ้ำเดิมเช่นนั้น แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นไปกว่าเดิม เป็นเช่นนี้เหมือนกันทุกปี

เนื่องจากเมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตนำไปขายหลังจากหักต้นทุนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผลกำไรที่ได้ไม่คุ้มกับแรงงานของตัวเองที่ได้ลงทุนในแต่ละครั้ง เนื่องจากราคานั้นไม่สามารถกำหนดได้ เพียงแค่รอว่าทางโรงงานจะรับซื้อในราคาเช่นไร ในบางครั้งราคาผลผลิตจะดีแต่ผลผลิตยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จะเก็บเกี่ยวได้ ตรงกันข้าม พอมีผลผลิตออกมาแต่ราคาถูกชนิดตกใจไปหมด

ในที่สุดทั้งคู่ได้ปรึกษาชนิดเห็นพ้องต้องกันว่า ตัดสินใจเลิกปลูกสับปะรดชนิดไม่หันกลับมาอีกเด็ดขาด เป็นคำตอบสุดท้าย จึงลงมือปรับพื้นที่ที่ได้เคยใช้ปลูกสับปะรดทั้งหมด เพื่อที่จะนำมาทำเป็นสวนผสมที่มีพืชหลากหลายชนิด น่าจะเป็นคำตอบเบื้องต้นที่ดีกว่าเดิม เพียงแค่นำประสบการณ์ชีวิตสำหรับเรื่องราวของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ผ่านมาหลากหลายเรื่องราวมาเป็นบทเรียนรู้ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นจะยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากพอก็ตาม แต่ก็คงไม่ผิดไปกว่าที่ได้คาดคะเนต่อหลายๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างใกล้เคียงเป็นคำตอบสุดท้าย

เขาและเธอได้ลงมือวางแผนให้ลงตัวทุกอย่างก่อนที่จะตัดสินใจสำหรับในการเลือกว่าจะนำพืชทุกชนิดใดบ้างมาใช้ในสวนผสมนี้ เบื้องต้นพยายามศึกษารายละเอียดทุกเรื่องราวของพืชอย่างละเอียดถึงข้อดี ข้อด้อย เนื่องจากคุณบุญทรัพย์ ได้จบการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมอีกด้วย ทุกอย่างทำให้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเลือกพืชชนิดที่สามารถให้มีผลผลิตตลอดเวลาทั้งปีภายในสวน โดยหมุนเวียนกันไปแบบชนิดที่ว่าจะไม่ให้ขาดระยะ เพราะหมายถึงจะสามารถมีรายได้ตลอดปีเช่นกัน ที่สำคัญอย่างมากคือ สามารถลงมือปฏิบัติเองได้ด้วยแรงงานตัวเองและครอบครัว จะพยายามจ้างแรงงานภายนอกให้น้อยที่สุดแค่เมื่อเวลาจำเป็นเท่านั้น

สุดท้าย มาลงตัวสำหรับพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตในเวลารวดเร็ว ที่สามารถนำมาเป็นรายได้ประจำวันเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายภายในครอบครัวชนิดสม่ำเสมอ เนื่องจากประมาณเดือนกว่าๆ หลังลงปลูกจะสามารถเล็มยอดได้บ้างแล้ว ทั้งคู่ตัดสินใจเลือก ชะอมไม้เค็ด 2009 นำมาปลูกจำนวนทั้งสิ้น 3 ไร่ เป็นผืนเดียวกันตลอด ปลูกรูปแบบใหม่แบบว่าปลูกในเนื้อที่ 3 ไร่ แต่สามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 6 ไร่ หมายถึงปลูกด้วยจำนวนต้นให้มากขึ้น พร้อมศึกษาการตัดต้นที่จะสามารถทำให้ชะอมให้ยอดเพิ่มมากขึ้น สำหรับการบริหารตัดยอดชะอมนั้น จะพยายามให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จำนวนมากน้อยตามแต่ฤดูกาล มีพ่อค้าพร้อมเข้ามารับที่สวน ราคาตามฤดูกาลเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ของสวนมีจำนวนมาก ทั้งคู่จึงใช้พื้นที่ลงต้นไผ่ไว้อีกจำนวนหนึ่งหลากหลายสายพันธุ์ มะละกอก็เช่นกันหลากหลายสายพันธุ์ ในเนื้อที่ จำนวนกว่า 10 ไร่ เพราะที่นั่นมีโรงงานรับซื้อมะละกอเพื่อนำไปแปรรูป และบางครั้งก็จะขายมะละกอดิบบ้างหากได้ราคาตามที่ต้องการ ผลผลิตทุกชนิดที่ออกมาจะมีคนมารับที่สวนเช่นเดียวกัน สำหรับกล้วยน้ำว้าก็ปลูกไว้ กว่า 2,000 ต้น สำหรับกล้วยนั้น ประมาณ 9 เดือน ก็จะให้ผลผลิต แถมดูแลง่ายอีกด้วย บางแปลงจะปลูกรวมอยู่กับมะละกอบ้าง หรือบางแปลงจะปลูกไว้เป็นเพื่อนมะนาวเพื่อระหว่างรอมะนาวให้ผลผลิต แถมหน่อกล้วยก็สามารถขุดขายได้อีกด้วย แต่ที่ทั้งคู่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นพืชหลักของสวนผสมแห่งนี้คือมะนาว หลังจากได้ศึกษาจากตลาดแถวเพชรบุรีหรือใกล้เคียง จะเห็นได้ชัดว่า ระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมา เรื่องของมะนาวน่าสนใจอย่างมาก เป็นที่ต้องการตลอดเวลาของตลาดและผู้บริโภค แม้จากการที่ได้พูดคุยไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า แม่ค้า ที่มารับซื้อผลผลิตที่สวน ต่างบอกเหมือนกันว่าน่าจะไปได้ดีสำหรับเรื่องราวของมะนาว

หลังจากนั้นจึงได้ลงมือปลูกมะนาวเริ่มแรกด้วยหลากหลายสายพันธุ์ เช่น มะนาวด่านเกวียน มะนาวดกพิเศษ มะนาวสี มะนาวตาฮิติ มะนาวยักษ์ เป็นต้น ไว้เล็กน้อยเท่านั้นเป็นเบื้องแรกเพื่อจะไว้ศึกษา แต่จะเน้นลงปลูกเป็นส่วนมากคือ มะนาวแป้นจรัล สำหรับมะนาวสายพันธุ์แป้นจรัลนั้น ทางคอลัมน์นี้ได้นำเสนอมาแล้ว เป็นลูกผสมที่ได้มาจากมะนาวแป้นจากปราจีนบุรีกับมะนาวแป้นที่เพชรบุรี จากฝีมือของ คุณจรัล ปางบุญยานนท์ จึงมีชื่อว่ามะนาวแป้นจรัล ลูกโต น้ำเยอะดี มีแฟนๆ สนใจนำไปปลูกกันเยอะ สวนนี้ก็เช่นกัน

ทั้งเขาและเธอได้ปลูกมะนาวสายพันธุ์อื่น และจะเน้นมะนาวแป้นจรัล ทั้งหมดกว่า 1,200 ต้น ทุกต้นของมะนาวนั้นปลูกลงดินทั้งสิ้น เพียงแค่ว่าเมื่อต้นโตจำเป็นต้องใช้ไม้ไผ่มาพยุงต้น เนื่องจากมั่นใจว่าการที่ปลูกมะนาวลงดินนั้นจะสามารถดูแลได้สะดวก และสามารถทำให้ได้ผลผลิตจำนวนมากอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาและทดลองมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้กับการปลูกมะนาวรูปแบบอื่น

ระยะเวลานี้เริ่มมีผลผลิตของมะนาวแป้นจรัลออกมาได้บ้างแล้ว แต่จะพยายามเน้นผลิตออกนอกฤดูด้วย เพื่อจะได้มีผลผลิตออกมาให้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ให้ขาดระยะ พร้อมการตอนกิ่งเนื่องจากมีจำนวนต้นมะนาวเยอะเพื่อให้บริการกับผู้ที่สนใจในแถบนั้น และบริเวณใกล้เคียงหรือผู้สนใจทั่วไปที่มีความต้องการสำหรับมะนาวแป้นจรัล เมื่อมีผู้สนใจมาเยี่ยมหาที่สวนและเห็นผลผลิตที่ได้จากมะนาวแป้นจรัลอีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งพืชทุกอย่างในสวนผสมนี้ล้วนกำลังให้ผลผลิตชนิดที่กำลังไปได้อย่างสดสวย เพราะว่าเขาและเธอได้มีการวางแผนทุกขั้นตอนสำหรับการดำเนินงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอนที่ดี ผมจึงเรียกพวกเขาว่า “เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” เนื่องจากพื้นที่ที่นำมาใช้นั้นมีจำนวนมาก ทั้งคู่จึงใช้ระบบการให้น้ำและให้ปุ๋ยในรูปแบบระบบน้ำหยดกับพืชทุกชนิด ซึ่งสามารถลดรายจ่ายเรื่องการจ้างแรงงานได้อย่างมาก สำหรับปุ๋ยจะเน้นใช้ปุ๋ยขี้หมูเป็นส่วนมาก เพราะสามารถหาซื้อสะดวกได้แบบว่าครั้งละมากๆ นอกจากนี้ เนื้อที่ที่มีเหลืออยู่ จะใช้ทำสวนครัวปลูกผักตามแต่ที่ต้องการไว้เพื่อบริโภคสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผักที่มีความต้องการ พริก มะเขือ มะกรูด สะเดา เป็นต้น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้นหากว่าเหลือจากการบริโภค

ถึงบรรทัดนี้ขอเรียนย้ำสรุปอีกครั้งว่า หากแฟนๆ ท่านใดสนใจที่ต้องการทำสวนผสมที่มี ชะอมไม้เค็ด 2009 กล้วย และมะนาว เป็นพืชตัวหลักของสวน ก่อนตัดสินใจใดๆ ลงไป หากมีเวลาไปเยี่ยมหาหรือศึกษาทุกเรื่องราวที่เราต้องการที่นั่นสิครับ เพราะจะสามารถตอบทุกคำถามที่ท่านข้องใจได้ครบทุกข้อ ที่เยี่ยมกว่านั้นคือทุกอย่างสัมผัสได้จริงด้วยตัวเองในวันที่แฟนๆ ได้ไปเห็น น่าจะดีกว่าไหมครับ

แฟนๆ ท่านใดสนใจไปเยี่ยมหา กรุณาติดต่อ โทร. (086) 049-8162 หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ บุญทรัพย์ วงค์อะคะ เพื่อสอบถามรายละเอียดและเส้นทาง สำหรับการนัดหมาย ท่านจะได้สิ่งที่ดีๆ ตามที่ต้องการ ไม่เสียเวลาที่มีค่าของแฟนๆ อย่างแน่นอน เช่นหลายๆ ท่านที่ได้ไปเยี่ยมหามาแล้วครับ เพราะที่นั่นมีแต่ความจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้สำหรับการปลูกมะนาวแป้นจรัล ชะอมไม้เค็ด 2009 รูปแบบใหม่ กล้วย และอื่นๆ ที่มีอยู่ภายในสวน สำหรับมะนาวแป้นจรัลนั้น มีกิ่งตอนไว้บริการสำหรับท่านที่สนใจอีกด้วย

สุดท้าย แฟนๆ ครับ การใช้ชีวิตของเรานั้นก็เหมือนกับการขับรถ เบื้องแรก เมื่อเราเลือกเส้นทางที่ต้องการ สตาร์ตรถ เดินหน้าออกไปแล้วเราคงไม่สามารถทราบได้ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นเช่นไรบ้าง ราบเรียบ หรือ ขรุขระ หรือมีหลุม มีบ่อ หรือไม่ นี่คือเรื่องธรรมดาเพราะเป็นเรื่องของถนน แต่สำหรับตัวเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการควบคุมให้การบังคับรถของเราไปถึงจุดหมายที่เราต้องการให้ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นเป็นพอ

สังเกตกันบ้างไหม ไม่ว่าเราจะขับรถมานานสักแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการที่รู้จักว่าจังหวะเช่นใดที่ต้องนำมาใช้ในเวลาบังคับรถ เวลาไหนสมควรใส่เกียร์เดินทางอย่างเร็วเพื่อที่จะเร่งเมื่อเป็นทางที่เรียบ หรือเมื่อไม่มีรถคันอื่น หรือเห็นสมควรต้องแซงคันหน้า หรือเวลาใดควรลดความเร็วลงบ้าง หากเห็นว่าข้างหน้านั้นมีอุปสรรคที่จะต้องมีการชะลอรถตามสถานการณ์ หรือเวลาใดควรหยุดเพื่อเตรียมพร้อม หรือมีการถอยเพื่อความปลอดภัยเสียบ้าง

แฟนๆ ครับ ไม่ใช่เรื่องยากใช่ไหมกับการขับรถ หากเราควบคุมให้ดี มีสติ มั่นใจ มั่นคงต่อทุกสถานการณ์ รถคงไม่ไปประสบกับอุบัติเหตุเป็นแน่ เหมือนกับชีวิตคนเราไหมครับ เว้นแต่แฟนๆ กรุณาอย่าเผลอหลับในเวลาขับรถเท่านั้น ขอบคุณ สวัสดี

สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

แฟน–ๆ ครับ หากต้องเดินบนเส้นทางที่สามารถ เดินห่าง…จากความจน ให้ได้สมบูรณ์แบบนั้น จงอย่ามีความเชื่อใน 2 สิ่งต่อไปนี้ พวกทรงเจ้าเข้าผี และหมอดู เชื่อกันเช่นนั้นหรือว่าไม่มีจริง เพราะเราไม่สามารถสัมผัสหรือเห็นจริงได้ ทุกอย่างล้วนเป็นแค่การเล่าขานหรือการคาดคะเน เดาสุ่มกันทั้งนั้น ที่แน่นอนที่สุดคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความจริงในทุกๆ วัน ที่เราต้องอยู่กับมันตลอดชีวิตเรานั้น ขอให้เชื่อได้เลยว่าล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น

ก่อนอื่นเหมือนเช่นทุกครั้ง เบื้องต้นนี้ขอได้รับความขอบพระคุณอย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ผมเป็นปลื้มอย่างที่สุดของที่สุด ไม่ว่าจากการส่งเสียงไปหาไม่ขาดระยะ หรือจากเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ทุกเรื่องยังคงเป็นเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้นชนิดไม่รู้เบื่อ และแฟนๆ จะเน้นอีกว่า เขียนเรื่องอื่นไปบ้างแต่ห้ามลืมเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 เด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องที่รออ่านกันอยู่ ขอบคุณอีกครั้งครับแฟนๆ

แต่สำหรับปักษ์นี้ผมขออนุญาตเว้นเรื่อง ชะอมไม้เค็ด 2009 หวังว่าแฟนๆ คงไม่ว่าอะไร เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างนะครับ เนื่องจากเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้เหมาะกับแฟนๆ ที่กำลังศึกษา สนใจ และต้องการเลือกปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงที่เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่น่าสนใจเนื่องจากมีจำนวนมาก พร้อมมีผลผลิตที่ออกมาในแต่ละปีก็มีจำนวนมากเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดแต่ก็ไม่ยากหากคิดที่จะลงมือปฏิบัติชนิดมุ่งมั่นและตั้งใจ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ปัจจุบันนี้มีของจริงให้ท่านได้สัมผัสพร้อมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทุกขั้นตอนตามที่ต้องการ

เนื่องจากสวนมะม่วงแห่งนี้ผมได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วครับ เนื่องจากผมได้รู้จักกับ คุณนที เมฆรุ่งโรจน์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จที่เกี่ยวกับเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของปูนซีเมนต์ทุกชนิดที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง มีโรงงานอยู่ที่ราชบุรี ปัจจุบัน คุณนที ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตระกูลฮุนอนุสรณ์มูลนิธิ อีกด้วย เมื่อครั้งที่ได้ไปเยี่ยมหาผมที่สวนชะอมไม้เค็ด 2009 ที่ปราจีนบุรี

หลังจากที่ได้พูดคุยกันจึงได้ทราบว่า คุณนทีมีสวน เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 49 หมู่ที่ 7 บ้านโพธิ์ศรี ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มีความต้องการที่จะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ หรือหากเป็นไปได้จะเน้นการส่งออกให้มากที่สุด เนื่องจากคุณนทีมองดูว่าน่าจะสามารถคุ้มค่ากับการลงทุนที่มากเช่นกันกว่าจะมีผลผลิตออกมา ที่ผมประทับใจอย่างมากๆ คือ สำหรับส่วนตัวของคุณนทีไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง หรืองานทางด้านที่เกี่ยวกับเกษตรมาก่อนอีกต่างหาก

คุณนที เล่าว่า หลังจากเมื่อตัดสินใจว่าต้องการเช่นนี้ จึงได้เริ่มศึกษาในเบื้องต้นโดยการเดินทางไปเยี่ยมหาตามสวนต่างๆ ในหลายๆ พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง พร้อมกับมะม่วงสายพันธุ์อื่น และจากหนังสือหรือสื่อทั่วๆ ไป ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องตามที่ต้องการ ชนิดให้ถ่องแท้สำหรับเพื่อนำมาวางแผนในทุกๆ เรื่องราวเป็นลำดับขั้นตอนก่อนตัดสินใจลงมือ จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง คุณนที บอกต่ออีกว่า โดยเฉพาะนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด

แต่ประเด็นหนึ่งสุดยอดมากๆ ที่คุณนทีบอกผมเสมอ ผมก็เห็นด้วยเช่นกันว่าจะไม่กลัวกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ขอแค่เพียงให้ผลผลิตที่ได้นั้นต้องมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมเป็นอันดับแรกเสียก่อน แบบว่าเมื่อทุกคนได้เห็นและสัมผัสแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีเยี่ยม ทุกอย่างพร้อมเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสีของผิวและรูปทรงของมะม่วง ตลอดไปจนถึงรสชาติเมื่อได้สัมผัสลิ้น หากได้ผลเช่นนี้ ปัญหาต่างๆ คงไม่น่าจะมีให้ปวดหัวหรือมีก็น้อยมาก

จนมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูง และกว่าจะได้ผลผลิตออกมาต้องใช้ระยะเวลาก็ตาม เนื่องจากมีปัจจัยที่จะมาลงทุนพร้อม เครื่องมือพร้อม แรงงานพร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อมคุณนทีส่งข่าวถึงผม จากนั้นต่อมาผมจึงติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เนื่องจากผมต้องการที่จะเกาะติดเพื่อศึกษาดูว่า นักธุรกิจที่นั่งแต่ห้องแอร์ ขับรถเบนซ์ แถมมีแค่เงินลงทุน จะสามารถบริหารงานด้านเกษตรตามที่ต้องการได้เยี่ยมยอดแค่ไหน เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แฟนๆ ว่าจริงไหมครับ

เมื่อทุกอย่างลงตัว จำต้องมีคนงานประจำเป็นเบื้องแรกที่ต้องมีคุณสมบัติข้อแรกคือ ซื่อสัตย์ และไว้ใจได้ในทุกเรื่องราว เนื่องจากจะต้องอยู่ประจำและดูแลทุกเรื่องราวที่เกิดพร้อมรายงานให้รับทราบ เนื่องจากคุณนทีจะมีเวลาเข้าไปที่สวนสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น หากไม่ติดงานที่ไหนและจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องราวด้านการเกษตรบ้างพอสมควร สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมาน่าจะไม่เป็นเรื่องยากนัก หากมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามที่เขียนถึง คุณนทีจึงได้เลือก คุณเนตร์ชัย ศิริพิลา และภรรยา มาเป็นผู้ดำเนินงาน

ดังนั้น คุณเนตร์ชัยจึงเป็นผู้เริ่มต้นบุกเบิกทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปรับปรุงพื้นที่สวนเพื่อนำมาเป็นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ตามที่ได้จัดตารางวางไว้เป็นระบบขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่มเป็นต้นมา ในการปฏิบัติงานชนิดให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยได้แบ่งเนื้อที่ดังนี้คือ ใช้เนื้อที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในจำนวน ประมาณ 60 ไร่ เนื่องจากสวนนี้เน้นเรื่องการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นนางเอก ดังนั้น จึงต้องนำมาคิดก่อนเป็นอันดับแรก ในเนื้อที่ดังกล่าวจึงเกิดขึ้นดังนี้ ปรับพื้นที่สำหรับปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยใช้ระยะห่างต้น 3 เมตร และห่างแต่ละแถว 5.70 เมตร ใช้จำนวนต้นมะม่วง แถวละ 50 ต้น แถวซ้ายมือ จำนวน 70 แถว ขวามือ จำนวน 40 แถว รวมทั้งสิ้น 110 แถว ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่นำลงปลูกไปทั้งสิ้น จำนวน 5,500 ต้น

ความต้องการต่อมาของคุณนทีจะเน้นคือ จะปลูกให้ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นต้นพุ่มที่ไม่สูงมาก เน้นใช้แรงงานคนยืนห่อลูกเมื่อถึงเวลา หรือเก็บผลผลิตได้สะดวก ไม่ต้องปีนป่ายหรือใช้อุปกรณ์ใดๆ มาช่วย และไม่จำเป็นต้องให้มีผลผลิตจำนวนมากในแต่ละต้น แต่จะเน้นคุณภาพของผลผลิตเป็นอันดับแรก พร้อมกับเมื่อต้องการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตเรียบร้อยแล้วก็จะง่าย สะดวก รวดเร็วอีกต่างหาก ที่สุดยอดมากๆ คือแปลงที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองนั้นต้องดูสวยงาม เป็นแนว ทุกจำนวนต้นระยะแถวเรียบร้อย สดสวยอีกด้วย

นับว่าเป็นสวนที่มีเนื้อที่ใช้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่เป็นจำนวนมากอีกสวนหนึ่ง เนื่องจากคุณนทีมีความพร้อมในทุกๆ เรื่อง ดังที่ผมเขียนเรียนไว้ข้างต้น ที่สำคัญคือเมื่อลงมือแล้วก็น่าจะได้ผลตอบแทนแบบว่าคุ้มค่าชนิดสุดๆ ไปเลย ผมจึงได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่ได้ลงมือดำเนินการปลูกตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา จนเมื่อปีที่แล้ว 2558 ได้มีการเก็บผลผลิตในปีแรก แม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ตาม

แต่ทุกอย่าง ทุกเรื่องราวที่ผ่านมาคือบทเรียนรู้ที่คุณนทีรับทราบอย่างมากมายในทุกๆ เรื่องที่เป็นข้อปัญหา เพื่อจะนำมาปรับใช้ในปีนี้ เนื่องจากคอลัมน์นี้ผมเน้นเสมอว่า เมื่อไม่มีความท้อ มีแต่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ บวกความขยันและอดทน คือสิ่งที่เมื่อใครก็ตามมีอยู่ในตัว จะไม่มีวันสูญเปล่า จะวนเวียนกลับมาหาเมื่อถึงวันนั้น คุณสมบัติเช่นนี้มีพร้อมครบถ้วนในตัวคุณนทีครับแฟนๆ

ปีนี้จึงเป็นปีที่น่าสนใจอย่างมาก คุณนที บอกผมว่า จะไม่มีคำว่าผิดหวังเป็นครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องพร้อมมากขึ้นกว่าเดิม คุณนทีจึงได้วางแผนให้คุณเนตร์ชัย คนดูแลจดบันทึกตลอดทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงสำหรับให้ได้ผลผลิตที่ออกมาตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะมากหรือน้อยแต่ต้องใกล้เคียงที่สุด ที่จะเน้นเป็นประเด็นแรกคือ ให้ผลผลิตออกนอกฤดูให้ได้มากที่สุด ผลผลิตของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองต้องให้ได้ผลผลิต 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม หรือกว่านั้น พร้อมมีความมั่นใจว่าทุกอย่างน่าจะไปได้ดีเนื่องจากการเรียนรู้จากหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ปีนี้คุณนทีจึงวางแผนให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองออกนอกฤดูทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นรุ่น รุ่นละ 1,000 ต้น โดยให้ได้ผลผลิตออกมาห่างกันในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แบบว่าจะไม่ให้ขาดช่วง ให้ได้จำนวนทั้งสิ้น 5 รุ่น ก่อนที่จะถึงเดือนเมษายนที่เป็นฤดูปกติสำหรับที่มะม่วงสายพันธุ์นี้จะออกมาจนล้นในตลาด มะม่วงรุ่นแรกของสวนนี้ได้วางแผนที่จะเริ่มออกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป แม้ว่าจะไม่ได้จำนวนตามที่ต้องการ เนื่องจากเมื่อลงมือดำเนินการได้เกิดสภาพอากาศที่ไม่คาดคิด คือมีฝนตกมาเกือบทุกวันในเวลาที่มะม่วงเริ่มออกดอกก็ตาม

ที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างมากสำหรับท่านใดที่ต้องการเรื่องราวเช่นนี้ คือภายในสวนจะสะอาด ร่มรื่น ทั้งที่สวนนี้ใช้แรงงานประจำแค่ 2 คน เท่านั้น แต่ในบางครั้งจะมีจ้างแรงงานรายวันบ้างหากต้องการงานเร่งด่วน เช่น การกำจัดวัชพืช การตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น สำหรับการให้น้ำนั้นจะวางระบบน้ำแบบให้เครื่องกรองน้ำก่อน แล้วจึงจะปล่อยไปให้ต้นมะม่วงด้วยระบบน้ำหยด หรือการให้ปุ๋ย สวนนี้จะเน้นขี้หมูไปตามสายน้ำหยดเช่นกันตลอดทั้งสวน หรือการจัดวางระบบมินิสปริงเกลอร์ หลังจากที่ต้นมะม่วงมีระยะเวลาตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ที่เริ่มเจริญเติบโตและต้องการน้ำเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ที่ครบเครื่องทุกเรื่องราวจริงๆ ครับ

หากท่านใดมีความสนใจจะไปเยี่ยมหา หรือติดต่อเรื่องของผลผลิต ติดต่อ คุณนที เมฆรุ่งโรจน์ โทร. (094) 328-7945 หรือ คุณเนตร์ชัย ศิริพิลา โทร. (081) 191-2007 ที่จะให้รายละเอียดทุกอย่างได้ชนิดน่าทึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ดูแลพร้อมลงมือเริ่มต้นปฏิบัติด้วยตัวเองทุกขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นปรับสภาพดินก่อนลงมือปลูก เทคนิคการปลูก ระบบการให้น้ำและปุ๋ย ดูแลทุกระยะการเติบโตของมะม่วงทุกขั้นตอน การตัดแต่งกิ่ง การทำให้มะม่วงออกนอกฤดู การห่อผลผลิต เพราะผลผลิตของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในสวนนี้จะห่อทุกผล ตลอดจนการเก็บ หรือทุกเรื่องราวที่ต้องการทราบ เรียนเชิญนะครับ ยินดีต้อนรับ กรุณาสอบถามเส้นทางก่อนไปเยี่ยมหานะครับ

ในสวนนั้นใช้เนื้อที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์อื่นอีกด้วย เช่น มะม่วงมันเดือนเก้า จำนวน 50 ต้น มะม่วงงามเมืองย่า มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงโชควิเชียร และมะม่วงสายพันธุ์ปลาตะเพียน อย่างละประมาณ 10 ต้น อีกด้วย มะม่วงสายพันธุ์นี้จะมีแม่ค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน มีจำนวนแค่ไหนไม่ปฏิเสธทั้งสิ้น ขอเพียงบอกไปเท่านั้นจะเข้าไปหาทันที

สุดท้าย ชีวิตเรานั้นไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคนอื่น เกิดมาเพียงชีวิตเดียวคือเรา เราจึงไม่จำต้องไปเหมือนกับใคร หรือใครก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเรา คนที่พบกับความสมหวังนั้น ในบางครั้งเราไปมองดูว่าเขานั้นช่างเป็นคนโชคดีอะไรเช่นนั้น หรืออาจจะเป็นว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตให้มีบุญวาสนา เกิดมาในเวลาตกฟากที่ดี จึงเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมีโชคเสมอ ผิดกับตัวเราที่ล้วนชีวิตไร้โชคตลอดเวลา

แฟนๆ คิดเช่นนี้กันบ้างไหม แต่เชื่อเถอะว่า เขาผู้โชคดีคนนั้นย่อมรู้เสมอว่า ความสมหวังที่ได้รับนั้นไม่ได้เกิดจากโชคบันดาลหรือสวรรค์ลิขิตอะไรหรอกครับ ตัวเขาเองต่างหากที่ทำให้มีวันนี้ได้ วันแห่งความสมหวังแห่งชีวิต เพราะทุกการกระทำล้วนเกิดจากตัวเขาเองทั้งสิ้น แม้จะไม่พบกับความสมหวังในทันที แต่ก็จะทำให้เราได้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย เมื่อเรามีความขยันและอดทน ไม่ท้อกับชีวิต วันหนึ่งคงเป็นวันของเราอย่างแน่นอนได้เช่นกัน

ทดลองปฏิบัติดูได้เลยว่าเมื่อเรานั้นตั้งใจแน่นอน ว่าต่อไปนี้จะกระทำการสิ่งใดด้วยความขยันและอดทนแล้ว เราจะสามารถพบกับความสมหวังได้จริงไหม? เมื่อไม่ลองแล้วจะรู้ได้เช่นไรเล่า? ขอบคุณ สวัสดี

สุดยอดเมนูชะอม… ร้านกุ้งเพื่อนแพรว ที่ พระนครศรีอยุธยา

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

สุดยอดเมนูชะอม… ร้านกุ้งเพื่อนแพรว ที่ พระนครศรีอยุธยา

เนื่องจากเราต้องลืมตาตื่นพร้อมนำชีวิตที่เหลืออยู่ออกก้าวเดินในทุกวัน ข้อหนึ่งให้พึงคิดเสมอว่า ชีวิตในวันนี้ต้องให้มีความสุขตอบแทนกับชีวิตให้ได้มากที่สุด อย่าพยายามมีอาการอ่อนล้า ท้อแท้กับทุกย่างก้าว เมื่อเรายังใช้ความขยันและอดทนให้เกิดกับตัวเองได้อย่างไม่เต็มที่ ขอให้มีความมั่นใจในทุกย่างก้าว เพราะทุกช่วงจังหวะของการก้าวเดินนั้นล้วนมีความสำคัญกับชีวิตที่เท่ากันทั้งสิ้น หากในบางครั้งพบปัญหาที่เกิดขึ้น ขอให้คิดเสียว่านั่นคือบาดแผลเพียงเล็กน้อยแห่งความสำเร็จที่ทำให้มีเกิดขึ้น หากเป็นเช่นนี้ในทุกๆ วัน ย่อมมีแต่ความสุขเกิดขึ้นกับชีวิตอย่างแน่นอน

ก่อนอื่น ขอต้อนรับด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากจากเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน คอลัมน์นี้ถือว่าได้รับแรงใจเป็นอย่างมากจากแฟนๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องราวชะอมไม้เค็ด 2009 ทุกเรื่องราวจากการส่งเสียงไปหาผู้เขียน โทร. (081) 846-0652 หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ผมจะเก็บบันทึกทุกคำถามไว้เสมอ เพื่อนำมาเขียนตอบนำเสนอกับแฟนๆ

สำหรับปักษ์นี้ ผมเว้นเรื่องราวที่เกี่ยวกับชะอมไม้เค็ด 2009 ขอนำเสนอเรื่องราวที่มีแฟนๆ จำนวนหนึ่งส่งเสียงไปว่าหยุดนานไปแล้วนะสำหรับเรื่องราวของเมนูชะอม อ่านแล้วชมรมคนรักษ์ชะอมชอบกันมาก เนื่องจากผมมีแฟนเยอะทั่วทุกภาคของประเทศ จึงได้รับเรื่องราวเกี่ยวกับเมนูชะอมพร้อมรายละเอียดการปรุง หรือร้านที่แฟนๆ ได้ไปเยี่ยมชิมมาแล้วก่อนหน้านี้มีเมนูที่เกี่ยวกับชะอมที่น่าสนใจ หากสนใจให้ผมไปเยี่ยมหาพร้อมกับไปชิมดู เพื่อจะได้มานำเสนอในคอลัมน์นี้ได้บ้าง

ทันทีครับแฟนๆ ข่าวว่ามีร้านอาหารไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แถวๆ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชื่อร้าน กุ้งเพื่อนแพรว ตั้งอยู่ เลขที่ 98/8 หมู่ที่ 3 ตลาดกลางเพื่อการเกษตร ถนนเอเชีย ตำบลหันตรา ไป-มา สะดวก ที่ชอบมากกว่านั้นคือ บอกต่อไปว่าอย่าเพิ่งตกใจจากชื่อร้านที่เขียนไว้เช่นนั้น เพราะไม่ใช่มีแค่เมนูกุ้งเท่านั้น มีอีกหลากหลายเมนูมากมายไว้บริการ กว่า 100 เมนู ไม่ว่าจะทุกเมนูที่สามารถนำกุ้ง พระเอกของร้านไปปรุงแต่งในหลายเมนู หรือเมนูอื่น ไม่ว่าจะเป็นประเภท ยำ ผัด ต้มยำ หรือประเภททางเลือกที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย

สรุปว่า ทางร้านมีเมนูอาหารมากมายหลากหลายรสชาติจริงๆ หากมัวแต่เพลินไปกับอ่านชื่อเมนูอาหารที่ทางร้านมีไว้ทั้งหมดคงอิ่มพอดีครับ แต่ที่ทำให้ผมสนใจอย่างมากเพื่อต้องการไปเยี่ยมชิมอย่างมาก เนื่องจากแฟนท่านนั้นบอกไปชัดเจนว่ามีเมนูจากชะอมอีกด้วย ที่ให้ความประเทืองลิ้นได้รสชาติประทับใจไม่น้อยแบบชนิดรสชาติไทยๆ ที่แสดงความเป็นไทยแบบกลมกลืนกับคุณชะอมที่มีสัญชาติไทยแท้เช่นกัน แถมมีเมนูที่ผมสนใจเป็นพิเศษที่ต้องไปเยี่ยมหาในทันทีทันใด คืออะไรนั้นแฟนๆ ติดตามต่อไปนะครับ ว่าคือเมนูอะไร?

ไม่รอช้า เนื่องจากมีความต้องการจะนำมาเสนอตามที่แฟนๆ เรียกร้องพอดี จากนั้นได้ชวนเพื่อนสนิทอีก 2 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการบริโภคทุกชนิดของเมนูอาหาร มีความสามารถสำหรับช่วยเป็นกรรมการตัดสินเรื่องรสชาติของอาหารได้ทุกประเภท ที่ยืนยันได้อย่างนี้ เพราะว่าเพื่อนผมทั้ง 2 ท่าน ล้วนมีน้ำหนักคนละ กว่า 85 กิโลกรัม และอายุรวมกัน กว่า 100 ปี อีกต่างหาก จึงทำให้มั่นใจได้ในประสบการณ์ของเรื่องราวสำหรับการกินอยู่ แบบว่าหากเป็นกรรมการตัดสินในการแข่งขันกติกาชกมวย ผมคือกรรมการตัดสินบนเวที ส่วนเพื่อนทั้ง 2 ของผม คือกรรมการให้คะแนนข้างเวทีครับแฟนๆ

ผลคะแนนทุกเมนูที่มีชะอมมาเกี่ยวข้อง สรุปได้ทั้งสิ้นจากทั้งหมด 4 เมนู เมนูแรกที่สั่งมาชื่อ เต้าหู้เพื่อนซี้ชะอม เมนูนี้น่าจะมีเกือบทุกร้านที่มีเมนูที่เกี่ยวข้องกับชะอม เพียงแค่แตกต่างกันกับตัวเต้าหู้ที่นำมาใช้ ที่นี่ใช้เต้าหู้ไข่หลอดมาผัดพร้อมมีหมูสับผสมลงไปด้วย ช่วยให้เมื่อเวลาเข้าปากเคี้ยวจะได้มีหลายความรู้สึกเมื่อมีการรวมตัว ทั้ง ชะอม เต้าหู้ และ หมูสับ พร้อมรสชาติที่ไม่รุนแรงจนเกินไป ชนิดกินไปยิ้มไปได้สบายใจ เป็นเมนูที่เหมาะกับผู้เยาว์และผู้สูงวัยหากมีติดตามไปด้วย เพราะคุณค่าของอาหารครบ 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกาย

เมนูต่อมาคือ แกงคั่วหอยขมผสมชะอม นี่ก็ถือว่าเป็นเมนูทั่วไปที่มีเกือบทุกแห่งเช่นกัน แต่สำหรับที่นี่เครื่องแกงที่นำมาผสมลงไปนั้นเป็นสูตรเฉพาะของร้าน มีความรู้สึกไปอีกแบบ เป็นเฉพาะร้านที่พยายามคิดค้นขึ้นมา ไม่ถึงกับเข้มข้นชนิดว่าซดน้ำแกงแล้วทำให้เหงื่อออกเต็มหน้า แล้วบอกว่า เผ็ดฉิบ! แต่คงมีรสชาติเรียบง่ายแบบไทยแท้ ที่ยังนุ่งผ้าถุงพร้อมกินหมากอยู่ครับ แถมมียอดมะพร้าวที่อ่อน นุ่ม มาร่วมเป็นเพื่อนชะอมไม่ให้เหงาอีกต่างหาก เวลาตักใส่ปากจะได้มีความรู้สึกที่ดีๆ ได้หลายรสชาติ

ต่อมา เมนูนี้จะขาดจากร้านนี้ไม่ได้เด็ดขาด และถือว่าเป็นเมนูพื้นๆ ที่ต้องคู่กับคุณชะอมคนสวยของผมที่ต้องมีเพื่อนชื่อกุ้งเสมอ มีเยอะไปหมดทุกร้านทั่วประเทศ ดังที่บอกไว้แล้วว่า ร้านนี้มีชื่อกุ้งนำหน้า กุ้งจึงสดมากๆ แกงส้มชะอมกุ้งครับแฟนๆ และอีกเช่นกัน สำหรับเครื่องแกงส้มที่ใช้นั้น รสชาติและสีสันเฉพาะของร้านนี้เท่านั้น รสชาติเยี่ยมมาก คือไม่เผ็ดมาก แบบว่าพอดีกับเมื่อถึงเวลาต้องการซดน้ำแกง แบบว่าไม่ต้องกลัวสำลักให้คนที่อยู่ใกล้รังเกียจ หรือสะอึกให้เสียความรู้สึกในการกิน สำหรับตัวชะอมนั้นเป็นแบบไข่ทอดชะอม หั่นเป็นชิ้นๆ พอคำ ใส่ผสมลงไปในหม้อไฟที่ยกมา ตัวกุ้งจะผ่าออก แบ่งออกเป็น 2 ซีก ปรุงแบบต้มยำชนิดน้ำข้นและมียอดมะพร้าวมาเป็นเพื่อนชะอมอีกเมนูเช่นกัน

เมนูต่อไปนี้สิครับที่ทำให้ผมจำต้องเดินทางไปเยี่ยมชิม เนื่องจากเป็นเมนูที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากแฟนคนเดิมที่แนะนำร้านนี้บอกไปว่า ร้านนี้ใช้น้ำพริกเผาสูตรเฉพาะของร้าน ที่คนกินเช่นผมไม่ต้องไปสอบถามว่ามีส่วนผสมของอะไร หรือใช้ปริมาณสัดส่วนเท่าไหร่บ้างให้ปวดหัว เป็นว่ารสชาติที่ได้รับช่างประเทืองลิ้นจริงๆ เนื่องจากลงตัวไปทุกชนิดสำหรับส่วนผสม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ ตลอดไปจนถึงความหอมของตัวน้ำพริกเผา

ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ทางร้านได้นำน้ำพริกเผานี้มากินแกล้มกับชะอมไข่ทอดที่ตัดมาให้พอดีคำ แถมในน้ำพริกเผามีส่วนผสมของแมงดานาลงไปเล็กน้อยให้พอมีกลิ่นได้อารมณ์ เปรียบได้เช่นเวลาเดินผ่านผู้หญิงที่ใส่น้ำหอมแค่พอหอม ไม่ถึงขนาดบี้จมูก หรือฉุนจนต้องกลั้นหายใจอะไรปาน จึงทำให้เวลาเคี้ยวชะอมที่มีน้ำพริกเผาจากร้านกุ้งเพื่อนแพรวรวมอยู่ด้วยลงตัวแบบสุดๆ ไปเลย แฟนๆ ครับ ลองหลับตานึกภาพดูนะครับว่า เมื่อกลิ่นของแมงดานากับกลิ่นชะอมมาผสมรวมกัน จะบังเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาเคี้ยว ทำให้เกิดความสุนทรีแก่ชีวิตแค่ไหน ความสุขก็บังเกิดกับชีวิตของเราในวันนี้ทันที

สรุป ผลจากคะแนนกรรมการที่ได้ไปร่วมกับผมเพื่อการตัดสินในครั้งนี้ จากคะแนนเต็ม 10 นั้น 3 เมนูแรก ได้เมนูละ 9 คะแนน แต่สำหรับเมนูสุดท้ายที่ชื่อชะอมไข่ทอดกับน้ำพริกเผากุ้งเพื่อนแพรว ได้คะแนนเต็ม 10 เลยครับ เรียกตามภาษาเซียนมวย บอกว่า ชนะคะแนนแบบเอกฉันท์ แถมระหว่างยกที่ชกกันนั้น ได้นับ 8 อีกครั้งด้วยครับ หรือพูดแบบเซียนมวย หมายถึงว่าชนะขาดลอยทุกยก ชนิดสู้กันไม่ได้ ฝีมือคนละชั้น

เนื่องจากได้รสชาติใหม่ที่แปลกไปกว่าชะอมกินกับน้ำพริกกะปิที่เคยกินกันทั่วไป หากแฟนๆ ไปแล้วต้องถามหาเมนูนี้เป็นอันดับแรกก่อนนะครับ ลองดูว่าจะให้คะแนนเต็มเหมือนคณะกรรมการของผมไหม เพราะสุดท้าย ผมและกรรมการต้องหิ้วกลับไปฝากคนที่บ้านคนละกระปุกอีกต่างหาก สำหรับผมนั้นคิดว่าว่างๆ จะลงมือปฏิบัติ การลงมือปรุงชะอมไข่ทอดกินกับน้ำพริกเผาสูตรร้านกุ้งเพื่อนแพรวอีกสักมื้อ ซึ่งมีความคิดว่าน่าจะประเทืองลิ้นมากยิ่งขึ้นหากมากินกับชะอมไม้เค็ด 2009

ผมได้พบกับ คุณจิรพันธ์ เจริญไชย หรือ เจ๊ติ๋ม เจ้าของร้านที่มีรอยยิ้มชนิดประทับใจพร้อมมีอัธยาศัยมิตรไมตรีกับลูกค้าที่ดีมาก บอกว่า ร้านเปิดมานานกว่า 20 ปีแล้ว ลูกค้าเยอะทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเวลาเที่ยงยาวไปจนปิดร้าน ร้านจะเปิดตั้งแต่ 9 โมง ไปจนถึง 3 ทุ่ม ทุกวัน ที่นี่มีมากมายหลายเมนู จึงมีลูกค้าที่สามารถจะเลือกได้ตามที่ต้องการชนิดไม่ผิดหวัง เพราะทุกเมนู ราคาไม่แพง และต้อนรับลูกค้าทุกระดับแบบให้ประทับใจสุดๆ แต่ที่เน้นมากๆ คือเรื่องราวของกุ้ง เหมือนชื่อของร้าน

นอกจากนี้ รายการอาหารที่ร้านนี้มีเยอะมากจริงๆ ครับ แม้ว่าจะเน้นเรื่องกุ้งแม่น้ำก็ตาม ไม่ว่าจะนำมาเป็นเมนูอบวุ้นเส้น ฉู่ฉี่ แกงเลียง แกงป่า ผัดพริกไทยดำ ทอดกระเทียม ชุบแป้งทอด แกงเขียวหวาน กุ้งกระเบื้อง กุ้งสามรส และอีกหลายๆ เมนูที่เขียนไว้ นอกจากนี้ เป็นจำพวกปลาก็มีให้เลือกอีกด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นปลาช่อน ปลาทับทิม ปลาคัง ปลาม้า ปลารากกล้วย ปลากะพง หรือปลาเนื้ออ่อน เป็นต้น สามารถให้ร้านนำไปปรุงได้ทุกเมนูที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น เผา น้ำตก พล่า แกงป่า ทอดน้ำปลา ได้ทั้งนั้นตามต้องการ ขอแค่ระบุชัดเจน

หรือมีอีกหลากหลายเมนู เช่น เมนูยำ ที่ร้านเขียนว่า ยำรสเด็ด จะเด็ดแค่ไหนแฟนๆ ที่สนใจลองได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นยำมะเขือยาว ยำสามกรอบ ยำถั่วพูหน้ากุ้งหรือไก่ ยำปลาหมึก ยำเห็ดหอมใส่กุ้ง เป็นต้น หรือแฟนๆ ต้องการเมนูผัดก็มีบริการพร้อมครับท่าน กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ทะเลผัดฉ่า ผัดต้นอ่อนทานตะวัน ผัดกระเฉดไฟแดง ผัดโป๊ยเซียน เป็นต้น หรือเมนูประเภทต้มยำ ต้มยำปลาม้า ปลาช่อน ปลาคัง ปลาเนื้ออ่อน แกงส้มหน่อไม้ดองกุ้งหรือปลา แกงเลียงปลากรอบ แกงจืดเต้าหู้สาหร่าย เป็นต้น

หรือต้องการเมนูที่ทางร้านบอกไว้ว่าเป็นทางเลือก เช่น สลัดกุ้ง ไก่บ้านรวนตะไคร้ เนื้อปูม้าหลนพร้อมผัก อกไก่เหล้าแดง กระเพาะปลาน้ำแดง ทอดมันปลา เห็ดภูฎานชุบแป้งทอด ไข่เจียวกุ้ง-ปู หอยนางรม เป็นต้น ตลอดจนถึงข้าวผัดกุ้ง ปู มีมากมายจริงๆ ครับ และมีเขียนได้อีกเยอะมากจากเมนูของร้านกุ้งเพื่อนแพรว อ่านดูได้เลยครับแฟนๆ ชอบเมนูไหนสั่งไปเลยเมนูนั้น เพราะนี่เป็นความสุขสำหรับความต้องการของตัวเรา อย่าให้คนอื่นสั่งให้นะครับ เรานั้นต้องไม่เหมือนใครและใครก็ย่อมไม่เหมือนเรา แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าอ่านเมนูเพลินจนลืมสั่งอาหารนะครับ ผมขอเตือน

หากสนใจไปเยี่ยมชิม ก่อนออกเดินทางเพื่อรับประกันความผิดหวัง กรุณาติดต่อ โทร. (086) 393-0127 และ (035) 345-490 หรือ Fax (035) 213-617 จองไปก่อนจะแน่นอนที่สุด ขอบอกว่าร้านนี้ผู้ใช้บริการเยอะจริงๆ เรียนเชิญนะครับแฟนๆ หากเดินทางผ่านไปเส้นทางนั้น เจ๊ติ๋ม บอกว่ายินดีต้อนรับมาก

สุดท้าย แฟนๆ ครับ หลายคนบอกผมว่าโลกเราเดี๋ยวนี้นับวันช่างสับสนวุ่นวายมากขึ้นเหลือเกิน หรือนับวันจะยิ่งทำให้อยู่ยากเพิ่มขึ้นอีกด้วย เวลาแห่งความสุขนั้นก็ช่างสั้น ผิดกับเวลามีความทุกข์ช่างแสนยาวนานเหลือเกิน แต่สำหรับผมนั้นคิดตรงข้ามไปเลยครับ คิดเสมอว่าโลกนี้ช่างน่าอยู่กว่าโลกไหนๆ ทั้งสิ้น มีอะไรอีกเยอะแยะให้ได้เรียนรู้ แถมสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวแค่เอื้อมมือไปถึง หากคิดแต่ในทางบวกล้วนสามารถให้ความสุขแก่เราได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าเราจะสามารถไขว่คว้ามาได้หรือเปล่าเท่านั้น

ลองเปลี่ยนชีวิตเสียใหม่ หันมาใช้เวลาที่เหลืออยู่ตามวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ตามที่เราเลือกแล้วว่านี่คือเส้นทางเดินของเรา อย่าพยายามนำไปเปรียบเทียบกับเส้นทางของคนอื่น หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เรายิ่งเสียความสุขทั้งหมดและทั้งชีวิตของเรา พยายามมาเป็นมิตรที่ดีกับตัวเองชนิดเพื่อนแท้จริง เติมกำลังใจให้ตัวเองบ่อยๆ หาความสุขที่มีอยู่แบบที่เป็นของเรา หาที่มันอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอเป็นความสุขเฉพาะได้อย่างล้นเหลือแล้ว

แฟนๆ มองเห็นว่าโลกนี้เป็นไงบ้าง น่าอยู่ใช่ไหม ลองพยายามหาดูสิ ว่าความสุขที่อยู่ใกล้ตัวนั้นมีอะไรที่ต้องการบ้างไหม อย่าพยายามไปตามหาให้ไกลตัวไปเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมคือ เราต้องอยู่กับวันนี้ให้มีความสุขที่สุด เพราะเราจะเห็นคุณค่าของวันนี้อย่างมหาศาล หากเรารู้ว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้วสำหรับเรา หรือคิดเป็นอย่างอื่น? สวัสดี

“ปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่” สำหรับ…เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย (1)

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“ปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่” สำหรับ…เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย (1)

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ดังนั้น หนึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ลมหายใจของเรา ก็พร้อมที่จะไปจากเราได้ทุกวินาทีเช่นกัน เพราะนี่คือเป็นความจริงของชีวิต เราสามารถมีได้แค่เพียงชีวิตเดียวที่มีลมหายใจอยู่ พร้อมกับเวลาเหลืออยู่เท่านั้น

ชีวิตคนเรานั้นจะเดินคู่กันไปกับกาลเวลาเสมอ พร้อมกับมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย สังเกตไหมว่า ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น เมื่อเกิดขึ้นตัวเราเท่านั้นที่ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง และจะมีจุดเริ่มต้นเสมอ จงใช้คุณค่าของเวลาเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์ให้ได้มากที่สุดของชีวิต เพราะเวลานั้นเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างยิ่ง ไม่ต้องไปซื้อหาจากที่ไหน

ก่อนอื่น ขอเขียนด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียนเป็นเบื้องแรก สำหรับแฟนๆ ที่มีพระคุณอย่างล้นเหลือที่ให้กำลังใจ ผมย้ำอยู่เสมอว่า หากมีท่านอ่านคอลัมน์นี้อยู่ก็คงมีผมอยู่เช่นกัน แม้ว่าทุกเรื่องราวจะมีแต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 ก็ตาม หากผมไปเขียนเรื่องอื่น แฟนๆ จะส่งเสียงไปหาทันที เขียนเรื่องอื่นบ้างไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเรื่องชะอมไม้เค็ด 2009 เพราะรออยู่

ฉบับนี้เช่นกัน ผมคิดไม่ถึงว่ามีคำถามเช่นนี้ไปถึงผม แรกๆ ก็ยังเฉยอยู่ เพียงแค่รอว่าจะมีเพิ่มมาอีกหรือไม่กับคำถามเช่นนี้ ปรากฏว่าเป็นปลื้มจริงๆ ครับ มีมาเยอะจนผมต้องรีบตอบในฉบับนี้ทันที เพราะคำถามเช่นนี้ทำให้ผมมีแฟนๆ ที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง

จะไม่ให้ผมสุดปลื้มได้เช่นไร ในเมื่อคอลัมน์นี้ขอเรียนยืนยันได้เลยว่า มีแฟนๆ ที่เป็นคนหนุ่มสาวติดตามอ่านกันเยอะเป็นอันดับแรก เนื่องจากการตอบรับ ไม่ว่าจากการไปเยี่ยมหาถึงสวนในระยะหลายปีที่ผ่านมา หรือจากเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร คำถามจึงมีแต่เป็นคำถามจากหนุ่มสาวที่ต้องการนำชะอมไม้เค็ด 2009 เพื่อไป เดินห่าง…จากความจน กันทั้งสิ้น

แต่ฉบับนี้ เป็นคำถามเกิดจากผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 กว่าปี ขึ้นไป ที่ทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากแต่ละคำถามนั้นจะแตกต่างจากคำถามที่เคยได้รับเป็นประจำ ผมขอสรุปได้อย่างนี้นะครับ ต้องการจะใช้เวลาหลังเกษียณให้มีความสุขจากการทำสวน ที่สามารถนำผลผลิตมากินได้ หรือเพื่อที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปให้มีเวลาที่ดีที่สุดด้วยการทำเกษตรแบบสวนผสม เป้าหมายหลักคือ ต้องการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เหลือทุกอย่างเพื่อแจกเพื่อนฝูง แต่เน้นแบบชัดๆ ลงไปว่า ต้องเป็นรูปแบบสามารถลงมือปฏิบัติเองได้ชนิดง่ายๆ แถมต้องไม่เหงาอีกต่างหาก

ที่ชื่นใจอย่างมากๆ คือมีข้อแม้ต่อไปอีกว่า ต้องมีชะอมไม้เค็ด 2009 บรรจุลงที่สวนด้วย เนื่องจากติดตามอ่านทุกฉบับจนมีความสนใจในชะอมไม้เค็ด 2009 อย่างมาก สุดยอดจริงๆ ครับ จากได้พูดคุยกับบางท่านที่ได้ส่งเสียงไปหา จึงพอทราบว่าอยู่ในช่วงอายุใกล้เคียงกับผู้เขียน เลยสนุกกันไปตามที่คนสูงวัยคุยกัน บุคคลที่มีอายุในระดับนี้ ต่อไปนี้ผมขอเรียกว่า “เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย” นะครับ เนื่องจากผมมีแฟนๆ อีกระดับหนึ่งที่เขียนถึงอยู่เป็นประจำ คือเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ จะเรียกว่า “เกษตรกรสายพันธุ์เก่า” ฟังแล้วไม่สนิทหูจริงๆ นะครับ

แฟนๆ เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยที่อยู่ในวัยนี้ทุกท่านโปรดทราบ ผมรู้ดีว่า คนในวัยนี้ส่วนมากจะเป็นคนดื้อ ไม่เช่นนั้นเขาจะพูดกันได้อย่างไรว่า คนแก่ดื้อสุดๆ อย่าเถียงผมนะครับ เพราะผมก็อยู่ในวัยนี้เช่นกัน ดังนั้น คำตอบฉบับนี้ผมจึงขอเรียนเป็นเบื้องต้นเสียก่อนว่า เป็นแค่การนำเสนอที่เกิดขึ้นจากผมคนสูงวัยคนหนึ่งที่ได้ลงมือปฏิบัติแล้วเท่านั้น หากไม่เห็นด้วยกรุณาเว้นการยกมือให้กำลังใจ หากเห็นดีด้วยโปรดให้กำลังใจไปด้วย จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง

ฉบับนี้ ได้เวลาเหมาะกับการวางแผงในปักษ์ที่ 1 ตุลาคม พอดี เป็นวันแรกสำหรับผู้เกษียณอายุที่เริ่มทำใจ ว่าต่อไปนี้ในทุกๆ วัน จะดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไรให้มีความสุขมากที่สุดสำหรับตัวเอง ผู้เกษียณทุกคนย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันไป สำหรับข้อเขียนนี้อาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมตัวจะเริ่มเกษียณอีกไม่นาน เตรียมตัวเอาไว้อีกด้วย หรือเหมาะเช่นกันกับใครก็ตามที่ต้องการทำสวนผสมเล็กๆ ภายในบริเวณบ้านพักอาศัยที่มีเนื้อที่เพียงเล็กน้อย เมื่ออ่านแล้วสนใจ โปรดทราบว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้ ผมไม่สงวนสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องแรกที่สำคัญอย่างที่สุดของที่สุดคือ ขอให้สำรวจตัวเราเองเสียก่อนว่าชอบงานเช่นนี้อยู่หรือไม่ งานอย่างนี้จะเป็นการออกกำลังได้เช่นกัน ต่อมาหากชอบ สำรวจตัวเองต่อไปอีกว่า ชอบปลูกไม้ดอกที่สวยงามหรือชอบปลูกผักที่กินได้ แค่นี้เป็นคำถามแรกที่แฟนๆ ต้องถามตัวเราเองเสียก่อน เนื่องจากผมมีประสบการณ์มาแล้ว เพราะว่าคนใกล้ชิดผมนิยมปลูกเฉพาะไม้ดอกสวยงามลูกเดียวครับ

หากไม่สามารถตอบคำถามแรกได้ หรือความคิดปฏิเสธคำถามดังกล่าว แต่มีใจไปชอบอย่างอื่น เช่น ขี่จักรยาน เล่นกอล์ฟ หรืออย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน บอกแล้วไงว่าความคิดใครก็ของคนนั้น จะไปเหมือนกันได้อย่างไร แต่หากได้อ่านคำตอบในฉบับนี้ อาจเปลี่ยนใจก็เป็นไปได้ครับ เนื่องจากคำถามที่ถามไปส่วนมากล้วนเป็นเสียงท่านสุภาพสตรีผู้สูงวัยมากกว่าสุภาพบุรุษสูงวัย ที่หัวใจอาจจะยังคงมีความกระชุ่มกระชวยอยู่ และมีกำลัง มีความคิดเป็นอย่างอื่นอยู่ก็เป็นได้ แต่หากได้อ่านแล้วจะสามารถสละเวลาก่อนที่จะไปทำอย่างอื่น มาลงมือกับงานที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเมื่อมีผลผลิตออกมา เราไม่ต้องไปซื้อหา เพราะผลผลิตบางอย่างมีอยู่ในสวนของเรา ไม่ใช่แค่สามารถ เดินห่าง…จากความจน เหมือนชื่อคอลัมน์เท่านั้น แต่จะสามารถ เดินห่าง…จากความตาย ได้อีกด้วย ทำไมเขียนอย่างนี้ ลองติดตามอ่านกันครับ

ต่อไปนี้คือคำตอบที่เป็นการนำเสนอจากผม ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำถามดีๆ เช่นนี้ แต่ก่อนอื่นขอเน้นย้ำอีกครั้งให้ผู้อ่านทุกท่านโปรดทราบเสียก่อนว่า ข้อเขียนต่อไปนี้ เป็นเหมือนแค่ข้อเสนอแนะนำสำหรับเป็นทางให้เลือกเท่านั้น ไม่ใช่เป็นข้อทฤษฎีตายตัวที่แฟนๆ จำเป็นต้องนำไปปฏิบัติหากไม่เห็นด้วย แต่หากเห็นด้วยจากข้อเขียน ยินดีอย่างมาก พร้อมขอเรียนเชิญนำไปใช้ได้ตามต้องการ

คำถามประเด็นแรกที่ถามไปมาก ว่าสมควรจะมีเนื้อที่มากน้อยแค่ไหนถึงจะเพียงพอและเหมาะสมตามวัย ข้อนี้ขอเรียนว่าตอบค่อนข้างยากมากครับ แต่ผมจะขอสรุปลงไปให้ได้ชัดๆ เลยว่า เอาแค่เนื้อที่บริเวณภายในที่เหลือของบ้านพักอาศัย สำหรับที่ว่างที่เหลืออยู่แบบว่าเป็นพื้นดิน ชนิดหากลงมือปลูกพืชได้หลายชนิดแค่นี้เป็นพอ เพราะผมจะนำเสนอเน้นปลูกพืชผักที่ชอบ กับรูปแบบสวนที่ใช่ เหมือนหัวข้อ

ส่วนที่ถามไปว่าต้องใช้เนื้อที่แค่ไหนถึงพอ ที่หากต้องการปลูกแบบที่ว่า เหลือจากกินและแจกแล้วสามารถนำไปขายพอเป็นรายได้บ้างนั้น คำตอบที่ผมจะเขียนนำเสนออีกไม่นาน ขอเวลาสรุปประเด็นต่างๆ ให้ลงตัวเสียก่อน ติดตามกันนะครับ แต่ฉบับนี้ขอเน้นทำเกษตรแบบให้มีความสุข พร้อมกับการได้ออกกำลังไปด้วย ผมจะมีตัวอย่างซึ่งผมได้ใช้บริเวณบ้านพักอาศัยของผมเองลงมือปฏิบัติ และได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับเอบวก เชียวนะครับ

เริ่มแรก ขอให้แฟนๆ ผู้สูงวัยทั้งหลาย นำเอากระดาษและปากกามาได้เลยครับ พร้อมกับเขียนลงไปว่า เราต้องการพวกพืชหรือผักอะไรบ้าง เอาแบบที่เราชอบกินเป็นอันดับแรกเสียก่อน จดลงไปให้หมดทุกชนิดที่ต้องการ ยกตัวอย่าง อาจจะเป็น พริก ตะไคร้ ใบชะพลู มะละกอ ใบย่านาง กะเพรา เป็นต้น นี่คือคำแนะนำ แต่สุดท้าย กรุณาอย่าลืม ชะอมไม้เค็ด 2009 นะครับ ที่สำคัญมากคือ อย่าเพิ่งกำหนดจำนวนต้นนะครับ เพราะจะทำให้ได้พืชหรือผักน้อยชนิดที่มีในสวนเรา ให้คิดว่าเราปลูกเพื่อกินภายในครอบครัวเราเท่านั้น ทุกอย่างจะดูง่ายขึ้น

ขั้นตอนต่อมา เมื่อได้ชื่อพืชหรือผักที่ต้องการจะปลูกเรียบร้อยแล้ว หากเราจะต้องการพืชหรือผักชนิดอื่นเพิ่มขึ้นอีกค่อยว่ากันต่อไป ขั้นต่อมาลงมือปรับปรุงพื้นที่บริเวณที่เป็นดิน เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อที่จะลงมือปลูกพืชหรือผักที่ต้องการไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยๆ ลงมือทำไปนะครับ หากต้องการแสดงฝีมือด้วยตัวเองช้าหน่อยก็ช่างปะไร เมื่อเรามีความต้องการเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย ไม่จำเป็นต้องไปให้ความเดือดร้อนกับคนอื่นให้มาช่วยเหลือ จะรีบไปทำไม ในเมื่อมาถึงเวลานี้คือเวลาที่เหลือของชีวิตที่เราต้องการ มีเวลาว่างหรือมีอารมณ์ตอนไหนก็ทำตอนนั้น ตามสบาย เพราะเราคือคนไทย ที่นี่ประเทศไทย และนี่คือนิสัยของพี่ไทย

ข้อแนะนำ พยายามลงมือปฏิบัติงานในตอนเช้า จะได้บรรยากาศสุดยอดไปเลยครับ เพราะคนอื่นเขาออกไปทำงาน เราก็ออกไปทำงานเหมือนกัน แต่ทำในบ้านครับ ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ได้ออกกำลังด้วย ไม่ต้องออกเดินหรือวิ่ง หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น อย่างนี้ก็ออกกำลังเหมือนกันครับพี่น้องผู้สูงวัยทั้งหลาย อย่าลืมนะครับ การอยู่เฉยๆ ไม่ออกกำลัง จะมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิดจะมาเข้าสิงในร่างกาย จะทำให้ยิ่งเหนื่อยกับชีวิตมากขึ้น เพราะว่าบางท่านอาจจะมีโรคประจำตัวสถิตอยู่แล้ว จะทำให้อุดมโรคเพิ่มขึ้นไปอีก พยายามออกกำลังกายให้ได้วันละนิด จิตไม่หดหู่อีกด้วย

เมื่อเตรียมเรื่องดินเรียบร้อยโรงเรียนคนสูงวัยแล้ว ต่อมาก็เริ่มศึกษาเรื่องของพืชและผักที่เราต้องการนำมาปลูกในสวน เพียงแค่ทราบคุณสมบัติเฉพาะตัวพอสังเขปเท่านั้น ไม่ต้องไปลงรายละเอียดมากนัก เช่น เมื่อนำลงปลูกแล้วจะเป็นลักษณะเช่นใด หรือสมควรลงปลูกบริเวณไหนถึงเหมาะสม แต่หากว่าต้องการจะเจาะลงไปถึงเมื่อได้ผลผลิตแล้วนำมาทำเมนูอะไรได้บ้าง จะเยี่ยมมากขึ้นไปอีกครับ เพราะเมื่อได้ผลผลิตจะได้นำมาทำเมนูอาหารชนิดรู้คุณค่า พร้อมประโยชน์ที่พืชตัวนั้นๆ เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยว่าเยี่ยมดีไหม เพราะอย่างน้อยเราได้ใช้สมองได้อย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมนะครับ สมองนี้จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย รวมตลอดไปจนถึงการทำงานในระดับสูงของระบบประสาท ไม่ว่าจะเป็นความจำ การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ เหล่านี้เป็นต้น อย่างนี้ชีวิตก็ไม่เหงาแล้วครับ สำหรับการใช้ชีวิตเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัย กับเวลาที่มีเหลืออยู่ หากไม่นำสมองมาใช้บ่อยๆ ระวังสมองจะฝ่อนะครับ ทุกเรื่องราวรายละเอียดของพืชทุกชนิดล้วนมีอยู่ทั่วไปตามสื่อต่างๆ หากสนใจจริง สมัครเป็นสมาชิกนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับเดียวเท่านั้น ทุกอย่างครบเครื่องเรื่องของความสุขสำหรับผู้สูงวัยครับ

หลังจากได้ชื่อพันธุ์พืชและผักตามที่เราต้องการแล้ว ต้องลองศึกษาก่อนลงมือปลูกทุกชนิด ยกตัวอย่าง ผมเขียนแบบว่าให้เกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยรับทราบ เพราะเรานั้นไม่ใช่พวกเกษตรกรมืออาชีพ แค่มือใหม่หัดปลูกเท่านั้น เช่น จะปลูกมะละกอไว้กินสักต้นหรือสองต้น ต้องรู้เป็นเบื้องแรกเสียก่อนว่า มะละกอนั้นเป็นพืชล้มลุก เมื่อออกผลจะมีดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้อยู่แยกคนละต้น และจะไม่สามารถทำให้ติดผลได้ แต่ในระยะเป็นต้นกล้า เราไม่สามารถมองออกได้ว่าเป็นต้นตัวผู้หรือต้นตัวเมีย

หรือต้องการจะปลูกใบย่านาง จำต้องทราบอีกด้วยว่า ต้นย่านางนั้นเป็นไม้เลื้อยคล้ายเถาวัลย์ เมื่อนำมาปลูกต้องมีที่ให้คุณย่านางได้มีที่เลื้อย หรือต้องการปลูกต้นชะพลู เราต้องรู้ก่อนว่า ชะพลู ต้นมีขนาดเล็ก ต้นตั้งตรง มีรากงอกออกตามข้อ ชอบที่ร่ม หรือต้องการปลูกเตยหอมก็เช่นกัน ต้องทราบก่อนว่า เตยหอมเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก เจริญเติบโตได้หลายปี นิยมความชื้น ลำต้นจะเป็นข้อยาว แตกกอเป็นพุ่ม ออกใบบริเวณปลายยอด เหล่านี้เป็นต้น

ที่เขียนมาคือการนำเสนอตามที่แฟนๆ ผู้สูงวัยต้องการ เรื่องราวต่อไปจะนำมาเสนอในปักษ์ที่ 610 วันที่ 1 พฤศจิกายน นี้นะครับ ติดตามกันนะครับ ห้ามพลาด จะเป็นเรื่องราวต่อเนื่องแบบว่ามีการนำเสนอตัวอย่างจริงๆ เพราะผมได้ใช้เวลาในการทำสวนที่บริเวณบ้านพักอาศัยของผมเป็นระยะเวลานานพอสมควร จะนำเสนอให้ท่านที่ต้องการเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยได้เห็นว่า สามารถลงมือปฏิบัติเองได้ชนิดมีความสุขจริงๆ ครับ

หากเกษตรกรสายพันธุ์สูงวัยมีคำถาม หรือสนใจเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ติดต่อผู้เขียน โทร. (081) 846-0652 หรือเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือต้องการกิ่งพันธุ์ที่แท้ โทร. (084) 558-8639 คุณสุพล แสงทอง ด้วยความยินดีมากครับ

สุดท้าย หนึ่งชีวิตที่เรามีอยู่นี้เมื่อเป็นของเรา เราต้องนำมันติดตัวไปด้วย เพราะจะอยู่กับเราจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ผมย้ำเสมอ ลืมอะไรจงลืมไปเถิด ขอเพียงแต่อย่าพยายามลืมชีวิตตัวเองเท่านั้นเป็นพอ หาไม่แล้ว เราจะไร้ซึ่งสิทธิ์ในการใช้ชีวิตของเรา การอยู่ให้มีความสุขนั้น ถึงในบางครั้งจะใช้ชีวิตได้ไม่ง่ายก็ตามที แต่ก็ไม่ยากไม่ใช่หรือ ขอเพียงให้พอใจกับชีวิตของเรากับทุกๆ สิ่งที่มีอยู่ พอกันหรือยัง

สำหรับหนึ่งชีวิตที่มีอยู่นี้ พยายามทำให้มีเวลาในทุกวันให้ดีที่สุด คิดเสมอว่า วันนี้คือวันสุดท้ายของอดีตและอนาคตที่มีลมหายใจอยู่ อย่าพยายามไปมองสิ่งที่ขาดหายจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้น มองแต่สิ่งที่มีเหลืออยู่กับเราในเวลานี้ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือความจริงที่เป็นชีวิตของเรา ขอให้มีอยู่ จงทะนุถนอมดูแลรักษาไว้ให้ดี อย่าให้หายไปไหนอีก

ผู้สูงวัยที่รักเคารพอย่างสูง ทุกวันนี้มองหาอะไรกันอยู่อีก สิ่งที่มีอยู่ไม่พอกันอีกหรือ รู้ไหมว่า สิ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้นสำหรับเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตนั้น ล้วนแต่นำความทุกข์มาให้ทั้งสิ้น ปลงเสียบ้างเถิด มาเป็นเกษตรกรสายพันธุ์ผู้สูงวัยให้มีความสุขกับเวลาที่เหลืออยู่ดีไหม? สวัสดี

%d bloggers like this: