เจาะประเด็นร้อน

All posts tagged เจาะประเด็นร้อน

อุ่นใจ.. เปิดสต๊อกข้าวไทยมีตุนไว้อีกเพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/425049?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุ่นใจ.. เปิดสต๊อกข้าวไทยมีตุนไว้อีกเพียบ

28 มีนาคม 2563 – 21:20 น.
รตทเจริญ เหล่าธรรมทัศน์,นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สต๊อกข้าว,ข้าวในสต๊อก,โควิด19,ไวรัส COVID–19,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 966 ครั้ง

“ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยันข้าวสารไม่ขาดแคลน มีสต๊อกตุนไว้อีกเพียบ วอนรัฐช่วยอำนวยความสะดวกระบบโลจิสติกส์ การขนส่งเพื่อกระจายสินค้าถึงมือประชาชน

จากกรณีที่รัฐบาลเวียดนามสั่งชะลอส่งออกข้าว พร้อมเช็คสต๊อกข้าวในประเทศเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โรคโควิด-19ที่อาจยืดเยื้อ จนเกิดปัญหาการขาดแคลนข้าวในประเทศนั้น

ในส่วนประเทศไทยนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย“ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์”ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าข้าวสารไม่ขาดแคลนแน่นอน แม้จะมีการกักตุนเพียงแต่ขอให้รัฐจัดการอำนวยความสะดวกในเรื่องระบบโลจิสติกส์การขนส่งเพื่อให้รับสินค้าจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที

“ผมยืนยันว่าพอแน่นอน ไม่ต้องห่วง ประชาชนไม่ต้องแย่งซื้อเก็บสต๊อกเหมือนไข่ไก่ ซื้อแต่พอกิน มาซื้อได้ตลอด สินค้าไม่ขาด ขอเพียงรัฐช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องระบบโลจิกติกส์ การขนส่งในการกระจายสินค้าเท่านั้นก็พอ” ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวยืนยันกับ“คมชัดลึก ออนไลน์”

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

พร้อมระบุถึงสถานการณ์ข้าวไทยในขณะนี้ว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไร ยังมีสต๊อกอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่ข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ปี 62/63 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวออกมาสมทบอีกประมาณ 18.5 ล้านตันข้าวสาร แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าปีที่แล้วที่ผลิตได้ 20 ตันข้าวสาร ซึ่งเป็นผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา

เพราะขณะนี้ยังมีปริมาณส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5 แสนตันข้าวสารต่อเดือน บริโภคภายในประเทศ 8-8.5 แสนตันข้าวสาร ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2 แสนตันใช้ในภาคอุตสาหกรรม

เขายอมรับว่าสถานการณ์ค้าข้าวในปี 2563 เป็นปีที่ยากลำบากสำหรับการส่งออกข้าวไทยอีกปีหนึ่ง เนื่องจากมีหลายปัจจัยมารุ่มเร้าที่ส่งผลกับความสามารถในการแข่งขัน ทั้งสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ทำให้ราคาข้าวไทยยังคงแพงกว่าคู่แข่งประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ประกอบกับภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก็อาจส่งกระทบการส่งออกในระยะยาว ซึ่งจะต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์

ขณะเดียวกันประเทศจีนก็มีสต๊อกข้าวอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านตัน หากมีการระบายออกจะส่งผลทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนอย่างแน่นอนและมีโอกาสแย่งตลาดข้าวไทย

สมาคมฯคาดการณ์ว่าในปี 2563 ภาคเอกชนจะสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 7.5-8.5 ล้านตันข้าวสาร หรือ คิดเป็นมูลค่า 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะการส่งออกข้าวปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกข้าวไปยังตลาดต่างประเทศได้ 7.58 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 40.1

โดยปัจจุบันไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดียที่ส่งออกได้ 9.77 ล้านตัน ลดลงร้อยละ27.6 และเวียดนามส่งออกเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ 6.37 ล้านตัน ขยายตัวร้อยละ 51.4 ถือเป็นคู่แข็งที่น่ากลัวของไทยมาก แต่จากเหตุการณ์ไวรัสโคโรน่าที่เกิดขึ้นครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสของไทยในการแชร์ส่วนแบ่งการตลาดข้าวเพิ่มขึ้น

“อย่างข่าวเวียดนามเขาชะลอส่งออกเพื่อเช็คสต๊อคข้าวที่มีอยู่ เพราะอย่าลืมว่าปีนี้เวียดนามเริ่มมีผลผลิตข้าวออกมาน้อยลง ก็เพราะแหล่งปลูกข้าวหลักของเวียดนามทางตอนใต้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไขง มีพื้นที่ปลูกข้าวน้อยลงเป็นผลมาจากน้ำทะเลหนุนสูงเข้ามาเกือบ 100 กิโลเมตรแล้ว เขากลัวว่าอาจมีปัญหาบริโภคภายในประเทศในช่วงเกิดวิกฤติโควิด-19 ก็เลยสั่งชะลอการส่งออกไว้ก่อน ส่วนจีนและอินเดียนั้นไม่มีปัญหายังผลิตและส่งออกได้เหมือนเดิม ส่วนข้าวไทยที่ส่งออกไม่ได้มากก็เพราะราคาสูงกว่าคู่แข่งอยู่ประมาณ 80เหรียญหรัฐต่อตัน”

ร.ต.ท.เจริญเผยต่อว่าแม้ในช่วงที่ผ่านมาข้าวไทยจะส่งออกไปยังฮ่องกงและสิงค์โปร์เพิ่มขึ้น แต่ยังมีปริมาณน้อย จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคข้าวภายในประเทศ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ต้องรอดูผลผลิตในฤดูกาลหน้าปี63/64 ว่าจะมีปริมาณเท่าไหร่ หลังจากปีนี้มีผลกระทบจากภัยแล้งอย่างรุนแรงและยาวนานกว่าทุกปี แต่ก็คาดการณ์ว่าปริมาณไม่น่าจะน้อยกว่าปีนี้มากนัก เฉลี่ยอยู่ที่ 17-18.5 ล้านตันข้าวสาร ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากพื้นที่ปลูกข้าวลดลงตามนโยบายรัฐบาลด้วย

“การส่งออกตอนนี้อยู่ที่ 5 แสนตันต่อเดือน แต่ถ้าเมื่อไหร่ส่งออก 1 ล้านตันติดต่อกัน 3 เดือนก็ค่อยมาคุยกันใหม่” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าว

นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ยอมรับว่าราคาข้าวสารถุงช่วงนี้อาจขึ้นเล็กน้อยเแลี่ยถุงละ 10-20 บาท ไม่ใช่เพราะว่ามาจากการตักตุนสินค้า แต่เป็นผลมาจากปีนี้มีปริมาณข้าวน้อย โรงสีต่าง ๆ รับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่แพงขึ้น จากเดิมข้าวขาวทั่วไปรับซื้อตันละ 6,500-7,000 บาท ก็เพิ่มเป็น 8,000-9,000 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นการเพิ่มมาจากต้นทางการผลิต ทำให้ชาวนาขายข้าวปีนี้ค่อนข้างได้ราคาดี

“ขอยืนยันว่าราคาข้าวสารถุงที่เพิ่มขึ้นทุกบาททุกสตางค์ตกถึงชาวนา 100 เปอร์เซนต์”นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกล่าวย้ำ

ในส่วนภาคการผลิตข้าวอย่างชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด หนึ่งในลูกค้าบริษัทผู้ส่งออกข้าว โดย รุ่งอรุณ เชาวกรกุล ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ฯเผยกับ“คมชัดลึก ออนไลน์” ถึงสต๊อกข้าวของชุมชนฯในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 200 ตันข้าวสาร ซึ่งขณะนี้ได้ถูกสั่งจองหมดแล้ว และเตรียมรอส่งให้กับลูกค้า ซึ่งประกอบด้วย บริษัท แอมเวย์ จำกัด บริษัทส่งออกข้าวและชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน

ส่วนข้าวใหม่ในฤดูกาลผลิต 62/63 นั้นขณะนี้มีอยู่ที่ประมาณ 2,800 ตันข้าวสาร โดยในจำนวนนี้ได้ส่งให้กับบริษัท แอมเวย์ จำกัดมากที่สุดประมาณ 60% ส่วนที่เหลือส่งให้กับทางบรฺิษัทผู้ส่งออกข้าวและชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยเพื่อจัดส่งให้กับผู้บริโภคในรูปแบบของเดลิเวอรรี่ ภายใต้ยี่ห้อ“เกลียวเชือก”

“เพิ่งส่งให้กับทางบริษัทผู้ส่งออกไป 35 ตันข้าวสารเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาส่งอยู่ที่ 35.5 บาทต่อกิโลกรัม เขาก็เพิ่งกลับมาซื้อข้าวของชุมชนในปีนี้เอง หลังหยุดไปประมาณ 2 ปี เขาบอกว่าให้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป แต่เราก็ยืนยันว่าข้าวของเราเป็นข้าวหอมชั้นดี เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค อาจแพงกว่าที่อื่นหน่อยแต่คุณภาพมั่นใจได้ ลูกค้าที่เคยซื้อไปทานแล้วก็กลับมาซื้ออีก”

สต๊อกข้าว

รุ่งอรุณ กล่าวถึงที่มาของผลผลิตข้าวคุณภาพว่า ทางชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์จะเป็นผู้รวบรวมพันธุ์ข้าวชั้นดีส่งไปให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ปลูก ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์มีอยู่กว่า 30 สหกรณ์ทั้งในจ.บุรีรัมย์และใกล้เคียง โดยแต่ละสหกรณ์มีสมาชิกเฉลี่ย 3,000-3,500 คน โดยผลผลิตข้าวที่ได้จะส่งให้กับชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงก่อนนำไปกระจายต่อในท้องตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“ในกระบวนการผลิตนั้น ทางชุมชนฯจะจัดทำเมล็ดพันธุ์ดีให้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์นำไปปลูกแล้วรับประกันราคาซื้อผลผลิตคืน ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องของราคาและตลาด ส่งผลทำให้ผลผลิตออกมาดีมีคุณภาพทุกเมล็ด”ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์กล่าวย้ำทิ้งท้าย

อยู่บ้านอย่างไร ถึงปลอดภัย ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424994?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่บ้านอย่างไร ถึงปลอดภัย ‘โควิด-19’

28 มีนาคม 2563 – 13:59 น.
อยู่บ้านอย่างไร,ถึงปลอดภัย,โควิด-19
เปิดอ่าน 1,722 ครั้ง

‘ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ แต่ก็ต้องรู้วิธี ‘อยู่บ้าน’ ด้วยว่า ‘อยู่บ้าน’ อย่างไร ถึงจะปลอดภัยจากเชื้อโรคมหันตภัย’โควิด-19′ มิเช่นนั้น ก็ไม่รอดเช่นกัน

   “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แคมเปญที่รัฐบาลใช้ในยามนี้เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อมหันตภัย‘โควิด-19 ‘

แต่”การอยู่บ้าน” ก็ต้องถูกวิธีด้วย มิฉะนั้นก็ไม่รอดจากเชื้อ’โควิด-19′ ไปได้

1. เวลาใช้ชีวิตอยู่รวมกันภายในบ้าน ยอมห่างกับคนที่บ้านสักพัก

สำหรับช่วงโรคระบาดแบบนี้ เราคงต้องยอมห่างกับคนที่บ้านสักพัก เพื่อความปลอดภัยของคนในครอบครัว โดยเริ่มตั้งแต่ใส่ MASK ปิดปากเวลาเจอกัน เพื่อป้องกันการไอ จามแบบไม่ทันตั้งตัว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ถัดมาเรื่องอาหารการกิน ถ้าต้องกินข้าวด้วยกัน แนะนำให้มีช้อนกลางของตัวเอง เน้นว่าของตัวเอง คือมี 2 ช้อน      1.เอาไว้ตักจานกลาง และ 2.เอาไว้ตักข้าวกิน เป็นวิธีที่ดีที่สุดถ้าเราจะกินข้าวด้วยกัน หรือกินอาหารเป็นจานเดียว แค่นี้ก็สามารถลด และป้องกันการติดเชื้อระหว่างกันภายในบ้านได้

2.ทำความสะอาดของใช้ภายในบ้าน
จริงๆแล้ว..เชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในร่างกาย และอ่อนแอลงเมื่ออยู่ภายนอกร่างกาย แต่สำหรับเชื้อไวรัสตัวนี้มีผลวิจัยว่า แม้จะออกมาภายนอก แต่ถ้าได้เกาะอยู่บนพื้นผิวของวัตถุใดวัตถุหนึ่งแล้ว จะยังมีอายุอยู่ได้หลายชั่วโมง หรืออาจจะเป็นวันๆเลย ดังนั้นเราต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว เพราะเป็นห้องที่ทุกคนในบ้านใช้ร่วมกัน ดังนั้น เราควรเน้นการทำความสะอาดเป็นพิเศษ

สิ่งของที่ใช้ทุกวันและจับบ่อยๆ เช่น มือถือ คอมพิวเตอร์ หูฟัง ควรทำความสะอาดสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ใช้งาน โดยเช็ดแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% แล้วเอาผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกรอบ
พื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น สวิตช์ไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ราวจับบันได รีโมท ให้ทำความสะอาดทุกวัน เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องใช้มือสัมผัสโดยตรง ดังนั้นให้เช็ดด้วยแอลกฮอล์ที่มากกว่า 70% หรือใช้ Dettol แทนได้
อุปกรณ์ภายในห้องน้ำ เช่น อ่างล้างมือ โถชักโครก อ่างอาบน้ำ เนื่องจากห้องน้ำมีความชื้นอยู่ และเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคมากกว่าที่อื่น ดังนั้น ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ 1 ฝา/น้ำครึ่งลิตร หรือใช้ไฮเตอร์น้ำยาซักผ้าขาวแทน
พื้นผิวโลหะ เช่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำเป็นพื้นผิวที่เราสัมผัสบ่อยๆ แต่เราอาจจะละเลยไป แนะนำให้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง
พวกผ้าต่างๆ เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู   เวลากลับบ้านให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที โดยเราสามารถซักผ้าได้ตามปกติใช้ผงซักฟอก หรือจะแช่น้ำร้อนสูง 60-90 องศาก็ได้

ในช่วงเวลาแบบนี้แอลกฮอล์ทำความสะอาดค่อนข้างหายาก ถ้าในกรณีที่เราหาไม่ได้จริงๆ เราสามารถใช้สิ่งอื่นทดแทนได้ และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ ไม่ต่างกัน โดยหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด  เช่น ไฮเตอร์ซักผ้าขาว – สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ 99.9% สำหรับขวดขนาด 250 มิลลิลิตร ใช้น้ำยา 5 ฝา/น้ำ 1 ลิตร และขนาด 1.5 ลิตร ใช้ 2.5 ฝา/น้ำ 1 ลิตร เป็นขนาดที่กำลังดี แต่ห้ามเช็ดทำความสะอาดบนโลหะ ไม้ อลูมิเนียม เพราะมีฤทธิ์กัดกร่อน,
น้ำยาฆ่าเชื้อ Dettol  –  สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ 99.9% นิยมใช้ทำความสะอาดพื้น ถูบ้าน อุปกรณ์เครื่องใช้บางอย่าง แต่ห้ามใช้กับร่างกายโดยตรง
   3. วิธีการใช้ห้องน้ำที่ถูกวิธี
ห้องน้ำเป็นสถานที่ ที่เราต้องใช้งานกันทุกวัน ซึ่งเราต้องขับของเหลวอย่าง ปัสสาวะ และอุจจาระออกมา โดยจากผลวิจัยพบว่า ถ้าเราเป็นผู้ติดเชื้อ ของเหลวที่ออกมาจากร่างกายจะมีเชื้อไวรัสบางส่วนติดออกมาด้วย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ละอองต่างๆฟุ้งกระจายในอากาศ เวลาเรากดชักโครกให้ปิดฝาใช้งานทุกครั้ง

  4. Covid-19 ไม่ชอบอากาศถ่ายเท และอุณหภูมิที่สูง
สำหรับงานวิจัยที่ได้จาก WHO บอกว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ชอบพื้นที่อากาศถ่ายเท และแสงแดดที่ร้อนจัดมากๆ เนื่องจากตัวมันห่อหุ้มด้วยไขมัน เวลาเจอแดดร้อนๆมันจะตายเร็วกว่าอุณหภูมิต่ำ ซึ่งสำหรับบ้านเราแอบโชคดีเพราะอากาศค่อนข้างร้อน แต่ก็อย่าดีใจไปเพราะแม้จะตายเร็วแต่ก็ยังอยู่ได้เป็นชั่วโมงนะ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงแนะนำให้เปิดประตู หน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเท และเปิดรับแสงธรรมชาติวันละ 2-3 ชม. – ไวรัสโควิดจะตายในอุณหภูมิ 60-90 องศา หรือน้ำร้อนเดือดๆนะคะ

5.ทำความสะอาดแผ่นกรองแอร์- มู่ลี่- มุ้งลวด

สำหรับหน้าที่หลักๆของแผ่นกรอง มู่ลี่ และมุ้งลวด คือเอาไว้ดักฝุ่นหรือเชื้อแบคทีเรียต่างๆ จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย ดังนั้น เราควรทำความสะอาดกันบ่อยๆ  โดยให้เราถอดออกไปล้างน้ำเปล่าก่อน 1 รอบ เสร็จแล้วใช้สบู่+แปรงช่วยขัดฝุ่นต่างๆออก แล้วหลังจากนั้นเอาไปผึ่งตากแดดให้แห้ง ส่วนมู่ลี่แนะนำให้ใช้ Dettol เช็ดทีละซี่ แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกรอบ เผื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำ

6. วิธีการใส่ MASK และทิ้งขยะให้ถูกต้อง
ทุกวันนี้ MASK กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่ออกจากบ้านตอนนี้เราต้องใส่แมสตลอดเหมือนเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งเลย แต่รู้หรือไหมว่าการดึงแมสเข้า-ออกบ่อยๆ เสี่ยงให้เราติดเชื้อมากขึ้น เพราะเราจะจับเชื้อโรคโดยตรง ดังนั้นถ้าใส่แล้วอย่าจับหน้ากากบ่อยๆ ส่วนเวลาใช้เสร็จก็ต้องทิ้งให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายได้ โดยแนะนำให้ใส่ถุงก่อนหนึ่งชั้น แล้วค่อยนำไปทิ้งถังขยะ

7. ล้างมือเป็นประจำสม่ำเสมอ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่หลายๆคนอาจจะลืมคิดไป คือการล้างมือของเรานั่นเอง เพราะเป็นวิธีที่ง่าย และดีที่สุดในการป้องกันไวรัส Covid-19 รู้หรือไหมว่าจริงๆแล้วการล้างมือด้วยสบู่นาน 20 วินาที ดีกว่าใช้เจลแอลกฮอล์อีกแต่ส่วนมากคนไม่ได้อยู่ใกล้ห้องน้ำตลอดเวลา ดังนั้นเจลแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้

     อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รู้เขา รู้เรา ชนะ ‘โควิด-19’

เปิด 359 จุดตรวจ ทั่วปท. สกัด’โควิด-19′ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424930?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 359 จุดตรวจ ทั่วปท. สกัด’โควิด-19′

28 มีนาคม 2563 – 11:20 น.
เปิด 359 จุดตรวจ,ทั่วปท,สกัดโควิด-19
เปิดอ่าน 384 ครั้ง

หลังจากมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีการตั้งจุดตรวจทั่วประเทศขึ้นมา 359 จุดใช้กำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นรวมกว่า 3,000 นาย ผลัดเปลี่ยนปฏิบัติหน้าที่ 24 ชม.เพื่อควบคุมการแพรระบาด’โควิด-19′..จุดตรวจเหล่านี้มีที่ไหนบ้าง

หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วประเทศ โดยอาศัยอำนาจ ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19  โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 นั้น
ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’
สำหรับมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กอ.รมน. ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ขนส่ง รวมทั้งอาสาสมัครต่างๆ ในการตั้งจุดตรวจเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) ตามถนน เส้นทางคมนาคม สถานีขนส่งหรือโดยสาร ป้องกันเหตุ การก่ออาชญากรรม และการรวมกลุ่มชุมนุมหรือมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคหรือการกระทำอันเป็นการฉวยโอกาสซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค โดยได้กำหนดจุดตรวจทั่วประเทศ จำนวน 359 จุด ใช้กำลังตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่น รวมกำลังพลกว่า 3,000 นาย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

จุดตรวจ 359 จุด มีที่ไหนบ้าง…

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ล้วงวงใน 2 ผู้มากบารมี ยุทธภพมวยไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424937?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้วงวงใน 2 ผู้มากบารมี ยุทธภพมวยไทย

28 มีนาคม 2563 – 08:52 น.
สนามมวยเวทีลุมพินี,สมชาติ เจริญวัชรวิทย์,โควิด 19,สมาคมกีฬามวยอาชีพภาคใต้,นายกสมาคมกีฬามวยอาชีพฯ,สมหมาย สกุลเมตตา,เดชอิศม์ ขาวทอง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 1,405 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 28 มี.ค.63

*******************************

เริ่มมีเสียงจากคนในแวดวงมวยไทย ออกมาวิงวอนสังคมว่า อย่ามองพวกเขาเป็นผู้ร้าย สืบเนื่องจากกรณีศึกลุมพินีแชมเปี้ยนเกริกไกรซุปเปอร์ไฟต์ วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 สนามมวยเวทีลุมพินี ที่กลายเป็นคลัสเตอร์สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

วันดังกล่าว “สมชาติ เจริญวัชรวิทย์” นายกสมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย ที่ไปร่วมชมศึกลุมพินีเกริกไกรฯ ได้ตรวจหาเชื้อแล้ว ปรากฏว่ามีผลเป็นลบ

สมาคมกีฬามวยอาชีพแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรหลักของคนหมัดมวย (โปรโมเตอร์, นักมวยและค่ายมวย) นับแต่สิ้น “เฮียแคล้ว” ก็มี “ชาติซ้าย” สมชาติ เจริญวัชรวิทย์ เป็นนายกสมาคมกีฬามวยอาชีพฯ มาแต่ปี 2534 จนถึง พ.ศ.นี้

ชาติซ้าย (สวมแว่นดำ) ประมุขมวยไทย ไปชมมวยลุมพินี ไม่ติดเชื้อโควิด

กรรมการสมาคมกีฬามวยอาชีพฯ ชุดปัจจุบัน “ชาติซ้าย” ได้เชิญ สมหมาย สกุลเมตตา โปรโมเตอร์ศึก ส.สมหมาย และสมจิตร แว่นแก้ว โปรโมเตอร์ศึกจิตรเมืองนนท์ มาร่วมเป็นกรรมการสมาคมด้วย

กลุ่มพลังใหม่

40 ปีก่อน หากนึกถึงประมุขยุทธจักรมวยไทย ก็ต้องนึกถึง “เฮียเหลา” แต่ชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้น “สมหมาย สกุลเมตตา” โปรโมเตอร์ศึก ส.สมหมาย เวทีราชดำเนิน เจ้าของค่ายมวย ส.สมหมาย และประมุขกลุ่มพลังใหม่

สมหมายมีพื้นเพเดิมอยู่ จ.ปทุมธานี เกิดในครอบครัวยากจนรับจ้างทำสวนปลูกผัก ดิ้นรนต่อสู้ชีวิตมาแต่วัยรุ่น และได้เข้าสู่สนามมวยในฐานะนักเล่นมวย(เซียนมวย) จนตั้งตัวได้

สมหมาย สกุลเมตตา

ต่อมา สมหมายและเพื่อน จึงทำค่ายมวย “ส.สมหมาย” แถวย่านบางกะปิ สร้างค่ายมวยมาปีกว่า จึงได้ยกระดับเป็นโปรโมเตอร์วิกแอร์หรือราชดำเนิน

สำหรับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ที่ชอบกีฬามวยไทย จึงทำค่ายมวย “อ.ขวัญเมือง” โดยมอบหมายให้ตัวเขาบริหารค่าย อ.ขวัญเมือง แทน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง

“ท่านอัศวินชอบการต่อสู้มวยไทย ท่านเป็นเหมือนพ่อคนที่สองของผม ดีกับผมมาตลอด ไม่ได้มีอะไรมาแอบแฝงเลย” สมหมายได้ให้สัมภาษณ์สื่อหมัดมวยฉบับหนึ่ง

กลุ่มพลังใหม่ที่มี “ส.สมหมาย” และ “จ.เมืองนนท์” เป็นแกนนำ แผ่บารมีไปทั่วยุทธจักร ทั้งการมวยและการเมือง

คนดีศรีเมืองนนท์

นอกจากนักมวยค่าย ส.สมหมาย ก็ยังมีนักมวยอีกค่ายหนึ่งที่มาแรง นั่นคือ ค่ายจิตรเมืองนนท์ ของ สมจิตร แว่นแก้ว” โปรโมเตอร์ศึกจิตรเมืองนนท์ เวทีราชดำเนิน

สมจิตร แว่นแก้ว เป็นคนพื้นเพนครนายก มาปักหลักทำมาหากิินอยู่แถวนนทบุรี ผาดโผนในยุทธจักรจนได้ฉายา “เสี่ย จ.” และปี 2553 สมจิตรร่วมกับ “อ้วน เมืองนนท์” เปิดค่ายมวย “จิตรเมืองนนท์” แถวซอยวัดลาดปลาดุก นนทบุรี ก่อนจะย้ายมาอยู่แถว อ.เมืองนนทบุรี

สมจิตร แว่นแก้ว หน.ค่ายจิตรเมืองนนท์

ช่วงปี 2554 สมจิตรเป็นนายสนาม “สนามมวย อตก.3” นนทบุรี และอาณาจักร “จิตร เมืองนนท์” บริเวณตลาด อตก.ยังเป็นแหล่งรวมพลคนเสื้อแดงเมืองนนท์

หลังรัฐประหาร 2557 คสช.จึงเชิญเสี่ยสมจิตร ไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร แต่ก็ไม่มีอะไร เนื่องจากสมจิตรเป็นคนกว้างขวาง รู้จักทั้งนายตำรวจและนายทหาร

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 วันมวยไทยแห่งชาติ ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเชิดชูเกียรติวันมวยไทย ปรากฏว่า สมจิตร แว่นแก้ว ได้รับรางวัลผู้จัดรายการแข่งขันมวยดีเด่น และหัวหน้าค่ายนักมวยดีเด่น

เสี่ย จ.” เตรียมฉลองความสำเร็จของ “จิตร เมืองนนท์” ในวันที่ 17 มีนาคม 2563 แต่เจอพิษไวรัสโควิด จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน

การเมือง-การมวยเมืองใต้

ในแวดวงมวยไทย “สมาคมกีฬามวยอาชีพภาคใต้” ถือได้ว่า เป็นเครือข่ายของ ส.สมหมาย ซึ่งปัจจุบัน สุพิศ พิทักษ์ธรรม เป็นนายกสมาคมกีฬามวยอาชีพภาคใต้

ก่อนหน้านี้ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5 พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกสมาคมมวยอาชีพภาคใต้

เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา

“นายกชาย” ผู้ยึดคติที่ว่า “ไม่มีพรรค มีแต่พวก และเพื่อน” ยังเปิดสนามกีฬาชนโคนานาชาติรัตภูมิ บนเนื้อที่ 27 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับสี่แยกคูหา ไปทาง อ.ควนเนียง จ.สงขลา

ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้นำ สมหมาย สกุลเมตตา ไปร่วมมือกับ “นายกชาย” ปลุกวงการมวยภาคใต้ ร่วมกับเดชอิศม์ ขาวทอง

การเมือง-การมวย พึ่งพาอาศัยกันมายาวนาน เพราะมวยไทยเป็นกีฬามหาชน ใครอยากสร้างฐานเสียงก็ต้องวิ่งหาวงการมวย

นักการเมืองคนไหนเดินเกมผิด ระวังโควิดจะขวิดให้สูญพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424901?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองคนไหนเดินเกมผิด ระวังโควิดจะขวิดให้สูญพันธุ์

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
นักการเมือง,โควิด19
เปิดอ่าน 690 ครั้ง

คอลัมน์ลึกกว่าข่าว …โดย ประชาไท ธนณรงค์

ผมมีโอกาสตระเวนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้วรู้สึกมีความหวัง

ที่ตระเวนไม่ใช่ไม่ทำตาม “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” นะครับ แต่ตระเวนดูความเป็นความตายของคนไทย ว่าโรคระบาดร้ายกาจขนาดนี้คนไทยจะรู้สึกอะไรไหม

ตอบ คนไทยปรับตัวดีครับ

ทำตามที่ทางศูนย์โควิดแนะนำ แสดงให้เห็นว่า สื่อสารมวลชนกระจายข่าวจากรัฐบาลได้อย่างทั่วถึงกับซอกมุมของประเทศ

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จะมีบ้างที่ยังต่ำตม โง่เง่าเต่าตุ่น ไม่สนโลก ใครจะยังไงก็ช่าง เจลไม่ล้าง หน้ากากอนามัยไม่สวม

โชคดีของประเทศที่มีคนแบบนี้น้อยมากแทบจะ 0.00000%

แต่ว่าในความเข้าใจและการปรับตัวเพื่อป้องกันไวรัสร้ายนี้ บางมาตรการที่ได้ผลก็เกิดจากการร่วมมือของภาคเอกชน

รถไฟฟ้าบีทีเอส ใครไม่ล้างมือ ไม่ตรวจไข้ ไม่สวมหน้ากาก ไม่ให้ขึ้น ห้างที่ขายอาหาร ใครไม่สวมหน้ากาก ไข้สูง ไม่ให้เข้า อย่างนี้เป็นต้น

แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อ ตัวเลขผู้หายและตัวเลขคนเสียชีวิต จะสวิงไปสวิงมาก็ตาม แต่แนวโน้ม หากคนไทยป้องกันตนเองเสียแต่บัดนี้ โรคระบาดมันก็สิ้นฤทธิ์ ไม่สามารถที่จะระบาดได้อีกต่อไปแน่นอน

ความจริง การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของนายกฯ เข้าใจว่า นายกฯ ไม่อยากใช้ “ยาแรง” แต่ช่วงแรกๆคนยังไม่ค่อยกลัว ประกอบกับสถานการณ์มีแนวโน้มว่าจะลุกลามเพราะคนไม่เชื่อฟัง

เลยงัด พ.ร.ก.ออกมาขู่ซะหน่อย ให้มีอำนาจเต็มมือจะได้รู้สึกกลัว แต่มีแล้วนายกฯ อาจไม่ใช้ก็ได้

อย่างกรณี “เคอร์ฟิว” หากมีการกระชับพื้นที่อันเป็นจุดเสี่ยงทั้งในกทม.และในต่างจังหวัดโดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมกับตั้งจุดตรวจคัดกรองการเดินทางของประชาชนข้ามจังหวัด หากทำสม่ำเสมอ และข่าวที่ออกมาว่าท่านอาจจะไม่สะดวก

นี่แหละเลยทำให้คนเดินทางน้อยลง เพราะคนไทยชอบสะดวกสบายนั่นเอง

เผลอๆ พ.ร.ก. ที่ประกาศออกมา อาจไม่ต้องประกาศคำสั่งภายใต้กฎหมายมาตราต่างๆ มาใช้ก็อาจเป็นได้ เพราะวันนี้ ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ก็แสนเงียบ ยิ่งกว่ามีเคอร์ฟิว ร้านรวงนี่ปิดกันเงียบ คนหยุดเดินทาง

บรรยากาศไม่ต่างจากปิดเมือง ปิดประเทศ หรือล็อกดาวน์เหมือนประเทศอื่น

นี่คือบรรยากาศของการเริ่มต้นกระบวนการสกัดและยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

นักการเมือง ส.ส. และรัฐมนตรี ถอยออกมา ปล่อยให้หมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เป็นคนดำเนินการ

พวกท่านมีหน้าที่เป็นกองหนุน สนับสนุนการทำงานของคณะแพทย์ จะถือว่าถูกต้องที่สุด อย่าประมาทเชียว ความเป็นความตายของคนนี่ หากนักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองใด เดินเกมผิด

เลือกตั้งครั้งหน้ามีสิทธิ์สูญพันธุ์ จะหาว่าไม่เตือน

เปิด 15 มาตรการรับผลกระทบโควิด19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 15 มาตรการรับผลกระทบโควิด19

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
อุตตม สาวนายน,รมวคลัง,มาตรการเยียวยา,โควิด19,5พันบาทต่อเดือน
เปิดอ่าน 578 ครั้ง

ครม.อนุมัติมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 รวม 15 มาตรการ

การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ครม.เห็นชอบตามที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอมาตรการดูแลและเยียวยาประชาชน ระยะที่ 2 รวมกว่า 15 มาตรการ แบ่งเป็น 8 มาตรการดูแลและเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และ 7 มาตรการดูแลและเยียวยา ผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

 สำหรับ 8 มาตรการดูแลและเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 1.สนับสนุนเงิน คนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน ให้เงินเยียวยาแรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม จากการปิดที่เสี่ยงต่อการระบาดชั่วคราว จำนวน 3 ล้านคน ทั้งนี้ แรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระ ที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2563 ด้วยการแสดงหลักฐาน บัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลนายจ้าง ลงทะเบียนผ่าน http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com รับเงินเยียวยาผ่านพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน และจะมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร

 2.สินเชื่อฉุกเฉิน 10,000 บาทต่อราย วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อเดือน ไม่ต้องมีหลักประกัน

 3.สินเชื่อพิเศษ 50,000 บาทต่อราย วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน มีหลักประกัน

 4.สำนักงานธนานุเคราะห์ รับจำนำดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยจากประชาชนในอัตราไม่เกิน 0.125% ต่อเดือน

 5.ยืดการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเลื่อนกำหนดเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกไปเป็นสิงหาคม 2563

 6.หักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยเพิ่มวงเงินลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพ จาก 15,000 บาท เป็น 25,000 บาท

 7.ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเสี่ยงภัย ให้บุคลากรทางการแพทย์

 8.ฝึกอบรมมีเงินใช้ โดยฝึกอบรม เพิ่มทักษะอาชีพ หรือจัดกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงนักศึกษาที่ยังหางานไม่ได้ ขยายฝึกอบรมผ่านภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง ของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) เป็นต้น

 ส่วน 7 มาตรการดูแลและเยียวยาผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ประกอบด้วย

 1.สินเชื่อรายย่อย ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) ให้สินเชื่อต่อราย ไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% 2 ปีแรก

 2.ยืดการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 จากเดิมพฤษภาคม 2563 ออกไปเป็นภายใน 31 สิงหาคม 2563, ภ.ง.ด.51 จากเดิมสิงหาคม 2563 ออกไปเป็นภายใน 30 กันยายน 2563

 3.ยืดการเสียภาษีสรรพากร เช่น แวต ภาษีธุรกิจเฉพาะและอื่นๆ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เลื่อนกำหนดเวลายื่นแบบและชำระภาษี และชำระภาษีทุกประเภท 1 เดือน

 4.ยืดการเสียภาษีสรรพสามิตให้กิจการ สถานบริการ เลื่อนการยื่นแบบและชำระภาษีสถานบริการ ออกไป 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มีนาคม–31 พฤษภาคม 2563 ให้เสียภาษี 15 กรกฎาคม 2563

 5.ยืดการเสียภาษีสรรพสามิต ให้ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยเลื่อนการยื่นแบบและชำระภาษี ภายใน 10 วัน เป็นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ระยะเวลา 3 เดือน

 6.ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาโควิด-19 ยกเว้นอากรขาเข้าสินค้า ที่ใช้รักษาและป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเวลา 6 เดือนถึงช่วงกันยายน 2563

  7.ยกเว้นภาษีและลดค่าธรรมเนียม จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (Non-Bank) โดยให้เจ้าหนี้ไม่ใช่สถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล เช่าซื้อ ลีสซิ่ง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563–31 ธันวาคม 2564

ครบหนึ่งปีเลือกตั้ง สารพัดปัญหารุมนายกฯ ลุงตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424902?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ครบหนึ่งปีเลือกตั้ง สารพัดปัญหารุมนายกฯ ลุงตู่

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาลเลือกตั้ง,24 มีนาคม 2562,คสช
เปิดอ่าน 216 ครั้ง

หนึ่งปีของรัฐบาลเรือเหล็ก กับหลากปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ลุงตู่

  วันเวลาผ่านไปเร็วราวกับโกหก เพราะเพิ่งครบรอบ 1 ปีของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา การเลือกตั้งครั้งนั้นกว่าจะมาลงเอยในวันที่ 24 มีนาคม ได้ ปรากฏว่าต้องเจอกับการเลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุผลสารพัดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะนั้น รวมเป็นเวลาประมาณ 5 ปีเลยทีเดียว

จาก 24 มีนาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เหมือนเดิม แต่สถานการณ์แวดล้อมของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับแตกต่างออกไปจากเมื่อครั้งเป็น คสช.อย่างสิ้่นเชิง ซึ่งแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงคาดไม่ถึง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

1.เสียงข้างมากขาดเอกภาพ

เป็นปัญหาแรกเริ่มที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับสภาพอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากเป็นปัญหามาจากระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมที่ไม่ประสงค์ให้รัฐบาลมีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาดเหมือนในอดีต เมื่อนายกฯ คุมเสียงข้างมากไม่ได้ ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย โดยราคาที่ว่านั้นคือ ความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งปรากฏเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงขนาดที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนเรียกร้องให้พรรคตัวเองถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองและรอวันที่เรือเหล็กรัฐบาลชุดนี้จะล่มลงอย่างไม่เป็นท่า

2.ปัญหาเศรษฐกิจแก้ไม่ตก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ไปจนถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศเวลานี้ ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากทั้งสิ้น เพราะปัญหาลามมาถึงสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย ภายหลังมีตัวเลขอัตราเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะพยายามจะชูเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาเป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจไทย แต่ด้วยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้เงินลงทุนไม่ได้เข้ามายังประเทศไทยอย่างเต็มที่ พระเอกอย่างอีอีซีจึงต้องรอต่อไป ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจแก้ได้ด้วยคำปลุกใจว่า “ประเทศไทยต้องชนะ” เท่านั้น แต่ต้องใช้พลังและสติปัญญาของรัฐบาลด้วย

3.รัฐสภาเรียกศรัทธาไม่ได้

อย่างที่ทราบกันการปฏิรูปประเทศและการเมืองเป็นเป้าหมายหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจจนมาถึงการนั่งในเก้าอี้นายกฯ สมัยที่สอง ที่รวมเวลามาถึงปัจจุบัน 6 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งความหวังไว้ว่าอยากให้รัฐสภาเป็นองค์กรนำที่ไปสู่การปฏิรูปการเมือง และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนให้กลับมาเชื่อมั่นระบบรัฐสภาอีกครั้ง มิเช่นนั้นคงไม่ยอมให้ ‘ชวน หลีกภัย’ ผู้อาวุโสจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานรัฐสภา ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติควรต้องเป็นของพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แต่เป้าหมายที่วางไว้กำลังห่างออกไปทุกที เนื่องจากพฤติกรรมของ ส.ส.โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐบางคนกลับมีพฤติกรรมไม่แยแสความไว้วางใจของประชาชนที่มอบหมายให้มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร เช่น การแสดงความคิดเห็นในทำนองดูถูกประชาชน หรือการมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายในบริเวณรัฐสภา ยังไม่นับการแสดงออกกลางห้องประชุมสภาในทำนองท้าทาย ส.ส.ฝ่ายค้านในทางที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้เป็นผู้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐสภาโดยตรง แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบไปได้ เพราะ ส.ส.ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นล้วนมาจากพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

4. ‘มลพิษ-ไวรัส’สั่นคลอนความสามารถ

ปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจที่ว่าหนักแล้ว แต่ยังไม่หนักเท่ากับปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคอุบัติที่กำลังเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ปัญหามลพิษจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ซึ่งเป็นมลพิษประจำฤดูกาลที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี การแก้ไขของรัฐบาลยังไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ต้นเหตุเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นการลดการเผาวัชพืชเพื่อเตรียมที่ดินสำหรับการทำเกษตรกรรม หรือการก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และการขนส่งคมนาคม โดยมีแต่เพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางมากกว่า อย่างการมอบนโยบายและการสั่งการ ที่สั่งการไปแล้วแต่ยังมีคำถามตามว่าที่สุดแล้วได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

ล่าสุดกับสถานการณ์โรคอุบัติใหม่อย่างไวรัสโควิด-19 ที่เดิมประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อาจจะด้วยการรับมือไม่ทันกับสถานการณ์หรือปัญหาการประสานงานภายในรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นเป็นระยะ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลเองก็คาดไม่ถึงและไม่อาจหาแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ปรากฏได้จากการสภาวะการขาดแคลนหน้ากากอนามัยในเวลานี้

ผ่านไปแล้วหนึ่งปีของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ หน้าเดิมเป็นผู้นำประเทศ จะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาล อันเป็นผลมาจากสนิมเนื้อในของรัฐบาลเอง โดยที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ได้ออกแรงเลื่อยขารัฐบาลอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ ดังนั้น นับจากนี้ไปรัฐบาลจะอยู่ยาวหรือต้องล่มลง ย่อมมาจากตัวเองทั้งสิ้น

ชนบทปั่นป่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชนบทปั่นป่วน

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด19,ชนบท,บทบรรณาธิการ
เปิดอ่าน 182 ครั้ง

‘ชนบทปั่นป่วน’ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 28-อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563

ตามประกาศของกรมชลประทานที่เพิ่งออกมาเมื่อไม่กี่วันว่า สถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้มีอยู่ 23 จังหวัดหลายพันหมู่บ้านได้รับผลกระทบขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนสำคัญนั้น
ก็อยู่ในขั้นวิกฤติ เปรียบไปก็เสมือนความวัวยังไม่หายความควายก็เข้ามาแทรก เพราะสมาธิของรัฐบาลและเกือบทุกหน่วยงานที่เป็นแขนขากำลังสาละวนอยู่กับการต่อสู้กับโรคระบาดไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ซึ่งยากที่จะควบคุมได้มากขึ้นทุกวัน ประเด็นสำคัญขณะนี้ก็คือ นอกจากภาคเกษตรกรรมที่จะต้องเผชิญกับภาวะพืชผลราคาตกต่ำ ขายไม่ได้ ยังจะต้องประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำซ้อนในเมื่อหลายๆ กิจกรรมต้องหยุดลงโดยกะทันหันตามคำแนะนำหรือแม้กระทั่งคำสั่งตามกฎหมาย อันจะส่งผลให้รายได้ครัวเรือนเหือดหาย พวกเขาจะยืนอยู่ได้อย่างไร ถ้าหากโควิด-19 ยืดเยื้อออกไปหลายเดือนหรือเป็นปี

การหลั่งไหลของประชากรจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลมุ่งสู่ต่างจังหวัดยังคงดำเนินสืบเนื่อง มาตรการระดับ “ขอความร่วมมือ” ไม่ได้มีความหมายอะไร ในเมื่อทุกๆ คนก็มีเหตุผลต่างกันไปพอเชื่อได้ให้ถ้อยทีถ้อยอาศัยในแบบฉบับวิถีเดิมๆ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์มากขึ้น ที่แต่เดิมอาจคิดว่า การอพยพกลับภูมิลำเนายังพอจะมีงานทำ หรือพูดอีกอย่างก็คือไปตายเอาดาบหน้ายังจะดีเสียกว่าตกงานอยู่ในกรุงเทพฯ กลับกำลังตาลปัตรเพราะงานในภาคเกษตรกรรมนั้นได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นพึ่งพิงเครื่องจักร หรือที่ยังใช้แรงงานคนอยู่ก็เป็นเกษตรกรรมแปลงเล็กอันยากจะหล่อเลี้ยงหลายๆ ชีวิตที่กำลังไปกองรวมกันอยู่ที่หัวไร่ปลายนา ซ้ำร้ายสถานการณ์ภัยแล้งที่กระหน่ำซ้ำเติม จะยิ่งทำให้ประชากรอพยพว่างงานรายได้ครัวเรือนไม่พอจับจ่าย เดือดร้อนทุกข์ยากกันไปทั่ว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

 การทำงานขององค์กรส่วนท้องถิ่นยามนี้จึงต้องประสานสอดคล้องกับหน่วยงานภาครัฐทั้งอำเภอ จังหวัด โดยเฉพาะมาตรการคัดกรองประชาชนที่โยกย้ายถิ่นฐานที่จะต้องเจาะเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุด เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปกปิดข้อมูล และบางส่วนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือยังไม่เข้าใจความร้ายแรงของ “โรคติดต่อ” และการ “ระบาด” ที่ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้รับเชื้อและผู้แพร่เชื้อ ยังคงดำเนินชีวิตตามวิถีทางเดิมๆ ขณะเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งก็จะต้องเปลี่ยนปรับรูปแบบพอสมควร เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงขึ้น อย่างที่คาดหมายกันไว้ล่วงหน้า การอพยพของประชากรจะทำให้โควิด-19 เกิดการระบาดขนานใหญ่ในต่างจังหวัด

 ประเทศไทยขณะนี้ ประสบปัญหาหลายด้านพร้อมๆ กัน แม้โควิด-19 ผลาญคร่าไปทั่วโลก แต่สังคมไทยมีความแตกต่างออกไป เพราะประชากรจำนวนมากยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม ที่ยากต่อการควบคุม แม้ว่าระยะห่างทางสังคมจะมีมากกว่าในเมืองหรือกรุงเทพฯ แต่สถานการณ์ได้บีบบังคับให้พวกเขากลับไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะในภาวะว่างงานก็ยิ่งสุ่มเสี่ยง ชั่วโมงนี้ นอกจากภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับมาตรการคัดกรองและเข้าถึงฐานข้อมูลประชากรแล้ว ก็ต้องร้องขอประชาชนกันอย่างต่อเนื่องให้คำนึงถึงภัยพิบัติที่จะเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัส เพราะความตื่นตระหนก โดยที่ไม่ตระหนักถึงแนวทางป้องกันหรือคำขอความร่วมมือใดๆ สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องให้ยาแรงขึ่้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาอย่างหนักหนาสาหัส

จับตาเลื่อนสมัยประชุมสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตาเลื่อนสมัยประชุมสภา

28 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ชวนหลีกภัย,เปิดสมัยประชุมสภา,โควิด19
เปิดอ่าน 173 ครั้ง

คอลัมน์เกาะขอบรั้วสภา หนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันเสาร์ที่ 28-อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563

ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่ยังคงทำงานอย่างแข็งขันท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะการประชุมร่วมกันระหว่าง ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ ประธานคณะกรรมาธิการสามัญทุกคณะ ยังไม่มีมติให้งดประชุมคณะกรรมาธิการ หมายความว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการที่รัฐสภายังคงดำเนินการไปตามปกติ ส่วนคณะใดจะงดการประชุมก็ให้พิจารณาไปตามความเหมาะสม

เดิมทีประธานสภามีความประสงค์อยากให้งดการประชุมคณะกรรมาธิการอย่างเป็นทางการ เพื่อลดความแออัดภายในบริเวณรัฐสภา ประกอบกับ ส.ส.เป็นบุคคลที่พบกับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งนั่นหมายความว่า ส.ส.ก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน แต่อีกด้านไม่ต้องการสั่งการลงไปโดยตรง เพราะหากทำเช่นนั้นอาจดูเหมือนว่าประธานสภาเข้ามาล้วงลูกการทำงานของคณะกรรมาธิการ จึงทำได้แค่เพียงให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะตัดสินเอง

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพในปัจจุบันมีคณะกรรมาธิการหลายคณะยกเลิกการประชุมไปแล้ว ยกเว้นคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน ซึ่งกำลังพุ่งเป้าตรวจสอบการกักตุนหน้ากากอนามัย โดยมีประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ให้ความสนใจ คือ ข้อสงสัยที่ว่าทำไมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ และกรมศุลกากร ถึงแถลงตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยไม่ตรงกัน

 “ประเด็นนี้มีความแปลกตรงที่ทำไมบุคคลสำคัญถึงได้แถลงโดยมีข้อมูลคลาดเคลื่อนขนาดนั้น ไม่ปกติแน่นอน แสดงว่าบุคคลผู้มีอำนาจน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นข้อพิรุธที่ต้องหาความจริงให้เจอ เราต้องการกระชากหน้ากากเรื่องนี้ออกมา และเชื่อว่าเมื่อดำเนินการไปแล้วน่าจะมีความจริงปรากฏอีกมาก”

“การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ประชุมทุกสัปดาห์ มีวาระเป็นร้อยเรื่อง แต่ภาพที่ออกไปทางสื่อนั้นมีเพียงแค่ 20 นาที จึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการด้วย ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาก็อยู่ในกรอบและละเอียดโดยปราศจากอคติ” การประกาศเรียกความเชื่อมั่นของคณะกรรมาธิการจาก ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง

ด้านวุฒิสภาเองก็มีคณะกรรมาธิการหลายคณะงดประชุมเช่นกัน นอกจากนี้ ‘พรเพชร วิชิตชลชัย’ ประธานวุฒิสภา ยังได้มอบนโนบายให้ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ดำเนินการลดความแออัดภายในอาคารสุขประพฤติซึ่งเป็นสถานที่ทำงานด้วย ซึ่งล่าสุดผู้บริหารได้มีแนวทางให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สลับกันมาทำงานที่อาคารสุขประพฤติ โดยหากใครไม่ได้มาทำงานที่สำนักงานก็ให้ทำงานที่บ้านแทน พร้อมกับมีข้อห้ามว่าบุคคลที่ทำงานที่บ้านห้ามเดินทางออกนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑลเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดแล้วหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ฝายค้าน และวิปวุฒิสภาจะเสนอรัฐบาลให้เลื่อนการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไปออกไปก่อน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส

10คำถามยอดฮิต www.เราไม่ทิ้งกัน.com ก่อนลงทะเบียนรับเงิน 5 พันคืนนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 28, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/424895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

10คำถามยอดฮิต http://www.เราไม่ทิ้งกัน.com ก่อนลงทะเบียนรับเงิน 5 พันคืนนี้

27 มีนาคม 2563 – 19:03 น.
โควิด19,แรงงานนอกระบบ,คำถามยอดฮิต,ใครมีสิทธิ์
เปิดอ่าน 15,284 ครั้ง

โดย…ทีมรายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ วันที่ 26 มีนาคม 2563 เพื่อยับยั้งการระบาดของโควิด-19 จนถึง 30 เมษายน จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ เริ่มทยอยออกคำสั่งปิดสถานประกอบการ ปิดร้านอาหาร ปิดห้างสรรพสินค้า สนามกีฬา ฯลฯ คาดว่าจะมีคนตกงานหรือไม่มีรายได้ชั่วคราวหลายล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ

กระทรวงการคลัง ได้ออกมาตรการต่าง ๆ ช่วยเยียวยานายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือ “แรงงานนอกระบบ” จะแจกเงินสดให้เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ขณะนี้ มีแรงงานนอกระบบในประเทศไทยมากกว่า 20 ล้านคน ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่าใครบ้างจะมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 5 พันบาท ?

“คมชัดลึก” รวบรวม 10 คำถามและคำตอบยอดฮิต เกี่ยวกับเงื่อนไขและการจ่ายเงินให้แรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบโควิด – 19 ดังนี้

1. ใครบ้างที่เป็น “แรงงานนอกระบบ”

คนทำงานรับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เกษตรกร หรือใครก็ตามที่ทำงานโดย  “ไม่มีสัญญาการจ้างงาน” หรือ “ไม่มีนายจ้างตามกฎหมายแรงงาน” ไม่มีค่าจ้างไม่มีรายได้ค่าตอบแทนแน่นอน และไม่อยู่ในระบบหลักประกันทางสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าปี 2562  มีจำนวนทั้งสิ้น 20.4 ล้านคน ส่วนแรงงานในระบบที่มีนายจ้างหรืออยู่ในระบบหลักประกันต่าง ๆ มีจำนวน 17.1 ล้านคน

2. ใครบ้างมีสิทธิได้ 5 พันบาท  จำกัดแค่ 3 ล้านคนจริงหรือไม่ ?

ต้องเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ และต้องได้รับผลกระทบจากการะบาดของโควิด -19 หมายถึงผู้ที่ทำงานในพื้นที่ซึ่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศปิดสถานประกอบการชั่วคราว” ไปแล้วกว่า 20 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา ระนอง ราชบุรี ฯลฯ

แรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดโควิด -19 ตามที่ประกาศไว้ จะไม่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือ คาดการณ์ว่าจะได้รับ 3 ล้านคน แต่อาจเพิ่มเป็น  4 – 5 ล้านคนได้ ตามจำนวนผู้ผ่านการพิจารณา

3 . ผู้ประกันตนใน “ระบบประกันสังคม” มาตรา 39 และ 40 มีสิทธิไหม

กระทรวงการคลังยืนยันว่า ผู้ประกันตนมาตรา 39 และ 40 มีสิทธิได้เงิน 5 พันบาท เนื่องจากเป็น มาตรา 39 คือผู้ออกจากงานประจำที่มีนายจ้างแล้ว แต่ยังสมัครใจจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมด้วยตัวเอง ส่วนมาตรา 40 คือผู้ทำงานนอกระบบทั่วไป และไม่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมที่มีนายจ้างมาก่อน เช่น พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร อาชีพอิสระ ฯลฯ

คำถาม 4 :  วิธีการลงทะเบียนผ่านเวบไซต์ ต้องทำเองหรือไม่ ?  

จะมีการเปิดให้ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ “www.เราไม่ทิ้งกัน.com” เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ไม่มีการลงทะเบียนที่ธนาคารเพื่อป้องกันไม่ให้คนไปรวมตัวกันจำนวนมาก  หากใครลงทะเบียนไม่เป็นก็ต้องให้สมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่ไว้ใจได้ลงทะเบียนให้แทน โดยหลักฐานที่ต้องเตรียมพร้อมคือ  หมายเลขบัตรประชาชน   ข้อมูลอาชีพที่ทำ ข้อมูลรายได้  ข้อมูลปัญหาความเดือดร้อน

5. วิธีพิจารณาคัดกรองทำอย่างไร

จะตรวจสอบคุณสมบัติโดยใช้เกณฑ์พิจารณาความเดือดร้อนร่วมกับฐานข้อมูลภาครัฐที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เช่น ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อย ข้อมูลจากท้องถิ่น ข้อมูลระบบประกันสังคม  ฯลฯ หากผู้ใดผ่านการพิจารณาจะได้รับข้อความแจ้งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ว่ามีสิทธิได้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท  3 เดือน ตั้งแต่ เมษายน – มิถุนายน 2563

6. วิธีการรับเงินช่วยเหลือ

ผู้ที่ลงทะเบียนเสร็จและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเงินผ่าน 2 ช่องทาง

– บัญชีธนาคาร 3 ธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตร ฯ (ธ.ก.ส.)

– บัญชีพร้อมเพย์เท่านั้น

7.  เกษตรกรมีสิทธิได้เงิน 5 พันบาทด้วยหรือไม่

กลุ่มเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะไม่รวมอยู่ในมาตรการนี้ ในอนาคตรัฐบาลอาจมีความช่วยเหลืออื่นให้         

8. ผู้สูงอายุลงทะเบียนด้วยได้ไหม

หากเป็นผู้สูงอายุที่ว่างงานหรือไม่ได้ทำงานจะไม่มีสิทธิ นอกจากเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานรับจ้างและมีรายได้ตามนิยามของกลุ่มแรงงานนอกระบบ

9. เจ้าของกิจการรายย่อยมีสิทธิได้รับไหม

กรณีเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก เช่น ร้านเสริมสวย ร้านขายข้าวแกง ร้านนวดที่มีลูกจ้าง 1 -2 คน และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม สามารถลงทะเบียนได้ หากอยู่ในเงื่อนไขการได้รับความเดือดร้อนจากมาตราป้องกันโควิด-19

10. รัฐบาลนำเงินงบประมาณส่วนไหนมาแจก 5 พันบาท

เป็นงบประมาณจาก กระทรวงการคลัง

%d bloggers like this: