เจาะประเด็นร้อน

All posts tagged เจาะประเด็นร้อน

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

15 ตุลาคม 2562 – 10:35 น.
46 ปี 14 ตุลาฯ 2516
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

46 ปี 14 ตุลาฯ ตอกย้ำหลักนิติรัฐ-นิติธรรม ในปชต.ไทยๆ โดย…  เกศินี แตงเขียว

วาระครบ “46 ปี 14 ตุลาฯ 2516” มูลนิธิ 14 ตุลาฯ ได้จัดงานรำลึกเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาฯ 16 แยกคอกวัว ซึ่งช่วงสายได้จัดปาฐกถา 14 ตุลาฯ ประจำปี 2562 หัวข้อ “นิติรัฐและนิติธรรม กับระบอบประชาธิปไตยไทย”

“รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ” อดีตรองคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ขึ้นปาฐกถาหัวข้อดังกล่าว โดยเกริ่นนำว่า การได้รับเชิญมาพูดในหัวข้อวันนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นว่า นิติรัฐ-นิติธรรม ที่เป็นคำใหม่ในรัฐธรรมนูญ หมายความว่าอย่างไร มีพัฒนาการอย่างไร และเราจะเดินหน้ากันต่อไปภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราเรียกว่าระบอบประชาธิปไตยไทยนั้นภายใต้นิติรัฐ-นิติธรรมอย่างไร

ซึ่งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ พลังของประชาชนนิสิตนักศึกษา คนที่มีความคิดก้าวหน้าร่วมกันผลักดันประเทศของเราให้ก้าวไปข้างหน้าตลอดระยะเวลา 40 กว่าปี แม้จะล้มลุกคลุกคลานบ้าง ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหาร แต่หากดูภาพรวมแล้วไม่ว่าจะยึดอำนาจรัฐประหารกี่ครั้งก็ตาม สิ่งที่วีรชน 14 ตุลาฯ ทั้งที่จากไปแล้วและที่ยังมีชีวิตได้ใฝ่ฝันแสวงหาและต่อสู้ให้ได้มานั้นก็กำลังก่อรูปก่อร่างทำให้เห็นชัดมากขึ้นทุกวัน สมกับปณิธานของคนรุ่น 14 ตุลาฯ ที่ว่าคนเหล่านั้นพร้อมโถมตัวเป็นเม็ดทรายเพื่อจะก่อถนนเส้นใหม่ให้ประเทศไทย แม้จะเป็นถนนที่ถมลงไปในท้องทะเลที่มืดมิดก็ตามแต่สักวันเส้นทางนั้นจะปรากฏให้เห็น

ขณะที่การปาฐกถาได้เริ่มต้นประเด็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ว่า ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ได้วางหลักการพื้นฐานที่ถือว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือในมาตรา 1 บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ที่ทำให้เราระลึกถึงการต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งไม่ใช่เพียงความคิดของวีรชน 14 ตุลาฯ แต่ยังเป็นความพยายามของบรรพบุรุษที่ตกทอดกันมาในสังคมไทยนับตั้งแต่ร่วมกันกอบกู้เอกราชจากการยึดครองของพม่ามาตั้งเป็นกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้ต่อต้านอำนาจที่ครอบงำบ้านเมืองอยู่ในเวลานั้นอย่างจริงจังเพื่อจะนำมาซึ่งหลักความเป็นเอกราชของบ้านเมือง และยังมีพลเมืองที่อาสาเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการรักษาและจารึกไว้รัฐธรรมนูญว่าเราเป็นประเทศเอกราชที่เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันและจะแบ่งแยกมิได้

ขณะที่มาตรา 2 บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการนี้ก็มีพัฒนาการโดยที่เห็นเด่นชัดมากขึ้นคือพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวสมานสามัคคีกัน ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มาจากการรับรู้และร่วมใจนับถือด้วยความเชื่อว่าเป็นที่รวมจิตใจ เป็นผู้ที่เสริมสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ หลักนี้คือหลักราชประชาสมาสัย 14 ตุลาฯ ที่ประชาชนและพระมหากษัตริย์มีส่วนร่วมกันเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในปัจจุบันซึ่งมีพัฒนาเป็นลำดับมา

ส่วนมาตรา 3 กล่าวถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยข้อความในมาตรา 3 นั้นได้บัญญัติรับรองกันไว้ตั้งแต่ปี 2475 และที่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นก็เป็นลักษณะพิเศษของรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับในต่างประเทศที่บัญญัติ

ขณะที่มาตรา 4 ซึ่งเป็นของใหม่ ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังของคนที่รู้และเข้าใจและมุ่งมั่นผลักดันให้เป็นจริงในฐานะหลักการใหญ่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

และในมาตรา 5 กำหนดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ การกระทำใดๆ ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญเป็นอันใช้ไม่ได้ โดยหลักการในมาตราเหล่านี้ก็สืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 กระทั่งมีการเกิดขึ้นของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้ความคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญต้องบังคับได้จริง รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงเอกสารที่แสดงแนวทางการปกครองประเทศ หรือแสดงความหวัง หรืออุดมคติเท่านั้น จึงมีองค์กรที่ออกมารองรับการใช้รัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ในวรรคท้ายของมาตรา 5 ยังระบุว่าเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยหลักการที่ว่าเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นหรือมีเหตุการณ์ที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ว่าจะทำอย่างไร ก็ให้ดำเนินการตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยนั้น

หากย้อนในประวัติศาสตร์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ที่พระมหากษัตริย์มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการใช้พระราชอำนาจในยามวิกฤติที่เราควรทำความเข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญ

ส่วนความหมายนิติรัฐ-นิติธรรม “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวว่า กำเนิดของหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law การปกครองแห่งกฎหมาย ส่วนนิติรัฐเป็นคำที่มาจากภาษาเยอรมัน แปลตรงๆ คือ State of Law หรือรัฐที่กฎหมายเป็นสิ่งสูงสุด ความสูงสุดของกฎหมายหรือหลักนิติธรรม หรือหลักการปกครองโดยธรรม หรือหลักการปกครองโดยถือกฎหมายเป็นใหญ่ หรือหลักนิติรัฐ หลักรัฐแห่งกฎหมายนั้น เป็นหลักการพื้นฐานที่ยืนยันว่าอำนาจปกครองย่อมมีได้จำกัดตามกฎหมาย โดยถือได้ว่าเป็นหลักของระบบกฎหมายในประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งหลักนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิ-เสรีภาพของบุคคล กำเนิดขึ้นจากผลพวงวิวัฒนาการทางกฎหมายที่อดีตเคยมีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในฝั่งตะวันตก

ขณะที่ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” กล่าวถึงสังคมไทยโบราณว่าเคยถือหลักตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่ว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเป็นผู้รู้ธรรม เป็นผู้ชี้ขาดข้อคดีทั้งปวงด้วยพระสติ พระปัญญา ที่ทำด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ โดยพระมหากษัตริย์ในคติแบบไทยแต่โบราณไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติกฎหมายขึ้นตามพระราชหฤทัยแต่เป็นเพียงผู้แสดงออกว่ากฎหมายนั้นแท้จริงมีอยู่อย่างไรตามหลักธรรมอันดำรงอยู่ ตามเหตุ ตามปัจจัยหรือตามเหตุผลของเรื่องเท่านั้น โดยผู้พิพากษาตุลาการรวมทั้งหมู่มุขมนตรี (หัวหน้าฝ่ายบริหาร) มีหน้าที่ต้องตัดสินความและกระทำการเพื่อให้สอดคล้องกับหลักนี้

สำหรับหลักนิติธรรมในประเทศไทยก็สอดคล้องกับหลักที่รับรู้กันในประเทศตะวันตกว่ากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดและการปกครองต้องถือกฎหมายเป็นใหญ่ ซึ่งหลักนี้รับรู้มาตามรูปแบบคำสอนของอาจารย์สอนกฎหมายในประเทศอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ว่าหลักนิติธรรมเป็นเรื่องแสดงความสามารถในการปกครองตนเองของชาติที่เจริญแล้ว และเป็นหลักการปกครองโดยกฎหมายเป็นใหญ่ที่มีสาระสำคัญว่าการปกครองต้องปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยอำเภอใจ หรือโดยดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

การที่กฎหมายจะเป็นใหญ่ได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลักประกัน 1.ต้องไม่มีผู้ใดได้รับโทษ หรือผลร้ายใดๆ จากรัฐหากผู้นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 2.บุคคลทุกคนย่อมเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย 3.ศาลเป็นผู้มีอำนาจที่เป็นอิสระเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทว่ากฎหมายมีว่าอย่างไร

การปาฐกถาของ “รศ.ดร.กิตติศักดิ์” ได้กล่าวถึงข้อคิดในตอนท้ายว่า อำนาจที่แท้จริงคือความเห็นร่วมกันที่คนทั้งหลายยอมเคารพและเชื่อฟัง หลัง 14 ตุลาฯ ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจตามอำเภอใจลดน้อยถอยลง

แต่อำนาจตามอำเภอใจทางเศรษฐกิจมีมาก ต้องไม่ให้ทุนใหญ่ใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ ให้ประชาชนต่อรองควบคุมการใช้อำนาจผูกขาด ซึ่งขอให้รำลึกถึงเจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ เพื่อให้กฎหมาย เหตุผลเป็นใหญ่ ด้วยความร่วมมือกัน

p26

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393477?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง

15 ตุลาคม 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,บุหรี่ไฟฟ้า,มอเตอร์เวย์,สารเคมี
เปิดอ่าน 296 ครั้ง

บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย ปอดอักเสบรุนแรง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งเตือนมายังผู้นิยมสูบบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอ้างเหตุผลว่าไม่มีอันตรายและมีข่าวจาก ‘ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ’ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มาแจ้งให้ทราบ

การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายและเรียกร้องให้คนไทยหยุดสูบเพราะเป็นสาเหตุให้ปอดอักเสบอย่างรุนแรงในเวลา 2-3 ปีอาจถึงตายได้

โดยเฉพาะน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดโรคเร็วขึ้น ซึ่งมีศัพท์ทางการแพทย์แจ้งมาโดยจะขออนุญาตไม่กล่าวถึง

เพียงแต่คุณหมอท่านแจ้งเตือนให้หยุดสูบโดยทันทีและเวลานี้คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือสูบบุหรี่ธรรมดาเป็นคนล้าสมัย สังคมรังเกียจอย่างมาก

ขอให้หยุดสูบบุหรี่ทุกชนิดเป็นการดีที่สุด โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นการประหยัดเงินอีกด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 มอเตอร์เวย์บางใหญ่
 ล่าช้าเพราะการเวนคืน

วันก่อนผมได้อ่านจดหมายที่ส่งมาว่าการเวนคืนที่ดินทำให้โครงการก่อสร้างถนนหนทางหรือทางรถไฟล่าช้า ซึ่งเป็นความจริงที่พบเห็นได้จากมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งล่าช้าไปถึง 2 ปีแล้วครับ

ขอขยายความให้ทราบว่ามอเตอร์เวย์สายนี้ระยะทางแค่ 96 กม.เท่านั้นเอง และใช้งบประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาทและต้องจ่ายเงินเวนคืนที่ดินถึง 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด

พูดง่ายๆ ก็คือคนเจ้าของที่อยากได้เงินค่าเวนคืนเยอะๆ และบอกว่าที่กรมทางหลวงจ่ายให้นั้นไม่เป็นธรรม ซึ่งเวลานี้มีกว่า 3,000 รายที่ยังเจรจาไม่เสร็จ

สรุปได้ว่านี่คือปัญหาโลกแตกที่เคยมีผู้แจ้งมาให้ทราบว่าทำไมโครงการต่างล่าช้าและบานปลาย เพราะอะไร
สมศักดิ์ (บางใหญ่)

เรียนคุณ ‘สมศักดิ์’ บางใหญ่
ผมได้นำจดหมายร้องขอความยุติธรรมจากเจ้าของที่ดินในแนวทางรถไฟความเร็วสูง, มอเตอร์เวย์ ฯลฯ มาเรียนให้ทราบหลายครั้งแล้วและอยากจะบอกว่าทางราชการต้องจ่ายค่าเวนคืนให้อย่างเป็นธรรม

อย่างมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรีนี้ ผมรอใช้มานานแล้วเพิ่งรู้สาเหตุว่าทำไมถึงล่าช้าไปเป็นแรมปี ทั้งๆ ที่เป็นเส้นทางสำคัญมากจะช่วยประหยัดเวลาได้มากทีเดียว

ทำมาถึงขนาดนี้ก็ต้องรอกันต่อไปเพราะได้แค่ฝันว่าคนไทยจะได้ใช้เส้นทางหรือมอเตอร์เวย์นี้ ทั้งๆ ที่ต้องใช้

เมื่อไรถึงจะได้ใช้มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี-ชาตินี้หรือเปล่าหนอ?
อ๊อด เทอร์โบ


 สารเคมีทางการเกษตร
 ต้องยกเลิกทันที (เรียนผ่านไปยังรมช.เกษตร)

ขอเรียกร้องมายัง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ‘น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์’ ว่าจะต้องยกเลิกหรือเลิกใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่รอจนถึง 1 ธันวาคมนี้

ผมจำชื่อไม่ได้ว่าสารเคมีเหล่านี้มีชื่อว่าอย่างไรบ้างเพราะศัพท์แสงยากเหลือเกินแต่อยากจะบอกว่าถ้าเป็นอันตรายต่อประชาชนโปรดอย่ารอ

สารเคมีทางเกษตรนั้นมีมากและผมเองเป็นคนไทยที่ไม่มีอาชีพนี้แต่เป็นผู้บริโภคขอเรียกร้องให้สำรวจว่าสารเคมีเหล่านี้มีอะไรบ้าง

สารเคมีที่เป็นอันตรายต้องเลิกใช้และหันเข้าสู่วิธีธรรมชาติโดยเร็วที่สุด
มานพ (ราชบุรี)


ที่แท้ “ม็อบต้าน คสช. หนูลองยาอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393425?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ที่แท้ “ม็อบต้าน คสช. หนูลองยาอนาคตใหม่

15 ตุลาคม 2562 – 09:05 น.
กระดานความคิด,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประท้วงฮ่องกง,ประชาธิปไตย,โจชัว หว่อง
เปิดอ่าน 26,510 ครั้ง

ที่แท้ “ม็อบต้าน คสช.” หนูลองยาอนาคตใหม่ คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง

เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ลี้ภัยการเมืองไทย ที่อยู่แถวยุโรป และสหรัฐอเมริกา มักจะประเมินสถานการณ์ในประเทศตามขนบ “ซ้ายเก่า” ประชาชนต้องลงสู่ท้องถนน รวมพลังลุกขึ้นสู้ จะมัวแต่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนต่อไปอีกไม่ได้

ตรงกันข้าม “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เพื่อนร่วมอุดมการณ์สมัยเป็นนักกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่างมีบทเรียนมาจากการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ตั้งแต่สมัย “ม็อบต้านท่อก๊าซสงขลา” และ “ม็อบคนเสื้อแดง” จึงวางยุทธศาสตร์ “ปฏิรูปประเทศไทย” อย่างสันติ ผ่านระบอบรัฐสภา

ล่าสุด ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ชี้แจงเรื่องพบโจชัว หว่อง ที่ฮ่องกง ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งตอนหนึ่งเขาเขียนว่า

“ผมได้พูดถึง “ฮ่องกง” ในระหว่างที่ผมบรรยายอยู่บนเวทีจริง ผมกล่าวว่าเมื่อปลายปี 2560 ตอนที่ผมและเพื่อนๆ กำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อยุติการสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช. เราครุ่นคิดกันว่าจะสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) หรือพรรคการเมือง..โจทย์นี้เป็นโจทย์ใหญ่ และฮ่องกงชวนให้เราคิดถึงโมเดลขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม..”

ฮ่องกงในเวลานั้นคือ “ม็อบร่ม” ยุคแรกๆ ของการประท้วงจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ “ธนาธร” ก็ตัดสินใจ “…ตั้งพรรคการเมือง และต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบรัฐสภาแทน เนื่องจากความสูญเสียจากการสลายการชุมนุมปี 2553 ยังคงบาดลึกอยู่ในสังคมไทย”

ทำนองเดียวกัน “ปิยบุตร แสงกนกกุล” นักวิชาการที่เชิญชวนธนาธรมาตั้งพรรคการเมือง ได้อธิบายแนวคิดและอุดมการณ์ไว้ในช่วงการบรรยายตอบโต้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. มีความตอนหนึ่งว่า

“…พวกเราเป็นซ้ายจัดดัดจริต ชอบปฏิวัติ แต่ผมศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วโลกเพื่อเป็นบทเรียน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเจอสถานการณ์แบบนั้น ทั้งนี้ ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงในโลก มี 2 แบบคือ ปฏิวัติและปฏิรูป ซึ่งพรรคอนาคตใหม่พร้อมปฏิรูปประเทศไปพร้อมกับ ผบ.ทบ.​”

ปิยบุตรย้ำว่า พวกเขาเลือกหนทางปฏิรูป ไม่เอาการปฏิวัติ ดังนั้น อย่าได้ระแวงว่า พรรคอนาคตใหม่จะปลุกมวลชนลงถนนเหมือนพรรคเพื่อไทย และ นปช. เปิดยุทธการแดงทั้งแผ่นดิน ปี 2552-2553

จริงๆ แล้ว “ธนาธร” และเพื่อนพ้อง ได้ทดลอง “ลงสู่ท้องถนน” มาก่อนหน้านั้น ผลปรากฏว่า “ม็อบจุดไม่ติด” 

เริ่มจาก “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” เป็นกลุ่มนักกิจกรรมจากหลากหลายมหาวิทยาลัยมารวมตัวกัน อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มดาวดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกลุ่มลูกชาวบ้าน มหาวิทยาลัยบูรพา

 “รังสิมันต์ โรม” กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ และ “ไผ่ ดาวดิน” กลุ่มดาวดิน เป็นพระเอกของท้องเรื่อง โดยเปิดปฏิบัติการ 22 พฤษภาคม 2558 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

ตามมาด้วย ยุทธการ 24 มิถุนายน 2558 ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ “พลังมวลชน” เพราะมีนักศึกษาไม่กี่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว

หลังยุทธการนี้ “โรม” ต้องแยกตัวไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” โรมเชื่อว่านักศึกษายุคปัจจุบันยังสนใจการเมือง แต่อาจไม่ได้ต้องการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่อีก

ปลายปี 2560 โรมตั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มแดงอิสระ มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลประยุทธ์ และคสช. ทำตามสัญญาคือ จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

โรมและเพื่อนพยายามจัดการชุมนุม และเดินขบวนครั้งใหญ่ แต่ก็มีมวลชนเข้าร่วมหลักร้อย และไม่กล้าฝ่าด่านตำรวจไปทำเนียบ จึงประกาศสลายการชุมนุม

กระทั่งกลางปี 2561 “ธนาธร-ปิยบุตร” ตกผลึกเรื่องตั้งพรรคอนาคตใหม่ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงปิดฉาก และแกนนำหลายคนตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

แสดงว่า ปฏิบัติการของ “โรม” ช่วง คสช.ปกครองประเทศ ก็แค่ห้องปฏิบัติการ “ทดสอบพลังมวลชน” ของแกนนำพรรคสีส้มเท่านั้นเอง

‘ทอน’ ห้าว หัก ‘เป้า’ คนจริง ‘สิงห์โตทอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393469?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ทอน’ ห้าว หัก ‘เป้า’ คนจริง ‘สิงห์โตทอง’

15 ตุลาคม 2562 – 09:00 น.
ธนาธร,เลือกตัง้ท้องถิ่น,พรรคอนาคตใหม่,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 4,181 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 ต.ค.62

**************************

เหมือนฉายหนังซ้ำที่เมืองนนท์เข้าจนได้ เมื่อ เจ๊ดา อนาคตจันท์” หรือ ลัดดา จตุอุทัยศรี” สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ จันทบุรี ไม่พอใจมติของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ตัดสิทธิ์ทีมของ “เจ๊ดา” เป็นตัวแทนผู้สมัครนายก อบจ.จันทบุรี เข้าสู่เวทีดีเบต เพราะมีปัญหาการสมัครผ่านระบบออนไลน์

“เจ๊ดา” มองว่า ผู้บริหารพรรคมีคนในใจแล้ว จึงไม่เปิดโอกาสให้ทีมเจ๊ดาเข้าดีเบต และล่าสุด “เจ๊ดา” เจ้าของโรงแรมจันทบุรี เซ็นเตอร์ ประกาศขอลงสนามนายก อบจ. ในนาม “กลุ่มเจ๊ดา อนาคตจันท์” ขอสาปส่งพรรคอนาคตใหม่

เจ๊ดา อนาคตจันท์

ลบเหลี่ยม “สิงห์ป่าอ้อย”

มิเพียงเกิดเหตุที่จันทบุรี ข้ามมาทางเมืองชล ก็ระอุเดือดไม่แพ้กัน เมื่อกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ เลือกคณะผู้สมัครนายก อบจ.  2 กลุ่มคือ “อนาคตชล อนาคตใหม่” โดย ศรันย์ธร ถาวรศิลป์ และ “ชลบุรีพัฒนา” โดย สภา พละวารี เข้าสู่เวทีดีเบต แต่ไม่มีรายชื่ออีก 2 ทีม

ที่สำคัญ อนาคตใหม่ชลบุรี“ ที่มี จิรวุฒิ สิงห์โตทอง“ เป็นหัวหน้าทีม ก็สอบไม่ผ่าน ทั้งที่คนเมืองชลต่างยินดีปรีดาที่จิรวุฒิจะเปิดศึกกับทายาท “กำนันเป๊าะ”

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง

“…มีคนในตระกูล “สิงห์โตทอง” ได้ข่าว ก็เตือนผมมา บอกผมว่าอย่าไปทุ่มเทให้มาก เพราะรู้มาว่า ยังไงพรรคอนาคตใหม่เขาก็ไม่เอาตัวผมแน่ จะเป็นด้วยสาเหตุอะไรผมก็ไม่รู้ แต่ก็มีการนำไปพูดในทางให้ผมเสียหาย เช่นหาว่าผมเป็นนักเลง เป็นผู้มีอิทธิพล ทำบ่อขยะ…”

จิรวุฒิ สิงห์โตทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจประสาคนจริงคนตรง ที่ไม่ใช่มาเฟีย เจ้าพ่อ

“..ผมสอบตก ส.ส.มา 2-3 หน ก็ยังไม่เคยเสียใจเท่ากับการที่พรรคอนาคตใหม่ตัดโอกาส ไม่ให้ผมได้ไปชี้แจง ได้พูดอะไรเลย”

สิงห์ป่าอ้อยเจ็บลึกปานนี้…คนแถวบ้านบึงหนาวแทนพรรคอนาคตใหม่เมืองชล

เขาคือ “ลูกเฮียซุ้ย”

“จิรวุฒิ” ลูกชาย เฮียซุ้ย” ดรงค์ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.ชลบุรี คู่ต่อกรกับกลุ่ม “กำนันเป๊าะ” มากว่าสองทศวรรษ โดยฐานเสียงของตระกูลสิงห์โตทองคือ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ปาล์ม และยางพารา

เฮียซุ้ย” เป็นนายกสมาคมกลุ่มอาชีพการเกษตรชลบุรี มายาวนาน ก่อนจะส่งต่อให้ลูกชาย จิรวุฒิ คนแถวบ้านบึง จึงเรียกทายาทเฮียซุ้ยว่า “นายกเป้า”

ลูกชายเฮียซุ้ยลงสมัคร ส.ส.หลายครั้ง แต่ไปไม่ถึงสภาสักครั้ง เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เขต 4 ชลบุรี จิรวุฒิสวมเสื้อเพื่อไทย เจอคู่แข่งอย่าง พายุ เนื่องจำนงค์ ประชาธิปัตย์ และสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ พลังประชารัฐ สุดท้ายพ่ายแพ้ไปอีกสมัย

เมื่อ 2 กรกฎาคม 2562 “นายกเป้า” ได้แถลงการณ์ส่วนตัวผ่านแฟนเพจตัวเองว่าลาออกจากเพื่อไทย แต่เมื่อผิดหวังจากอนาคตใหม่ “นายกเป้า” ก็ยังไม่คิดย้ายกลับพรรคเดิม

เซียนแถวเมืองชลเม้าท์ให้แซดว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัด “นายกเป้า” เท่ากับยกคะแนน “สายป่าอ้อย” ให้กลุ่มสายชายทะเลบางแสน

เดือดแน่ “สกลนคร-บุรีรัมย์”

เที่ยวนี้ พรรคอนาคตใหม่ แจ้งผลการคัดสรร คณะผู้สมัครนายก อบจ.” ทั่วประเทศ 16 จังหวัด บางจังหวัดมี 2-3 ทีม บางจังหวัดมีทีมเดียว

คอการเมืองส่องดูรายชื่อแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ แต่ที่ส่อเค้าว่า จะดีเบตกันดุเดือด มีอยู่ 2 จังหวัดคือ สกลนคร และบุรีรัมย์

ขจรศักดิ์ เบ็ญชัย

จ.สกลนคร มี 3 ทีม ได้แก่ ทีม “มดส้ม” นำโดย “ขจรศักดิ์ เบ็ญชัย” ส.จ.สกลนคร เขต อ.ส่องดาว ตามมาด้วย ทีม “อนาคตใหม่สกลนคร” ที่มี ณรงค์เดช อุฬารกุล” ลูกชายของเฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส.สกลนคร เป็นผู้นำ

ณรงค์เดช อุฬารกุล

ปิดท้ายทีม “อนาคตใหม่ไทสกล” โดย วีรศักดิ์ พรหมภักดี” อดีตนายก อบจ.สกลนคร และตัวเขาเพิ่งลงสมัคร ส.ส.สกลนคร ในนามพรรคชาติพัฒนา

วีรศักดิ์ พรหมภักดี

จ.บุรีรัมย์ มี 3 ทีมเช่นกัน แต่ที่โดดเด่นคือ ทีม “อนาคตใหม่บุรีรัมย์” ของ การุณ ใสงาม” อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว.บุรีรัมย์

การุณ ใสงาม

การุณได้ยื่นใบลาออกจาก ปชป.เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมประกาศจะลงสนามนายก อบจ.บุรีรัมย์ ในสีเสื้อพรรคอนาคตใหม่

ช่วงเลือกตั้ง 2562 การุณจับคู่ไทกร พลสุวรรณ เดินหาเสียงให้ ปชป. หลังเลือกตั้ง ไทกรไปช่วยอนาคตใหม่ขอนแก่น จึงไม่แปลกที่การุณจะย้ายมาสังกัดพรรคสีส้ม

หากจะเกิดดราม่าแบบนนทบุรี หรือจันทบุรี…คิวต่อไปให้จับตาสกลนคร

ทางออกแบน-ไม่แบน 3 สาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393475?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางออกแบน-ไม่แบน 3 สาร

15 ตุลาคม 2562 – 08:28 น.
สารเคมี,วัตถุอันตราย,พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเซต
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562

ตามโครงสร้างของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 คณะกรรมการจะมาจาก 29 หน่วยงาน ซึ่งตามกฎหมายฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 ตุลาคมนี้ กรรมการลดเหลือ 27 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะทำหน้าที่ประธานโดยตำแหน่ง  แต่ถ้าหากคณะกรรมการจะประชุมกันวันที่ 22 ตุลาคม ประธานโดยตำแหน่งคือปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการประกอบด้วย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม  ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ อธิบดีกรมศุลกากร และผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน

จนถึงขณะนี้ มาตรการแบน 3 สารเคมีเกษตรคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามแนวทางของฝ่ายการเมืองที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามกระแสเรียกร้องของประชาคมต่อต้านสารพิษทางการเกษตร คือ ยกเลิกการใช้โดยเด็ดขาดในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ก็ยังถือว่าเป็นวิวาทะ เพราะยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ชัดเจนว่า ผลจะออกมาอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว ขึ้่นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีอำนาจชี้ขาดตามกฎหมาย โดยเฉพาะในคณะกรรมการชุดนี้ ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิถึง 8 คน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายนโยบายหรือฝ่ายการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องทำตามนโยบายแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ในส่วนของคณะกรรมการที่มาจากภาครัฐ ก็ใช่ว่า ทุกเสียงจะเดินตามการสั่งการของรัฐมนตรี ซึ่งกรณีนี้มีเดิมพันที่ว่า รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนั้นๆ จะต้องแสดงความรับผิดชอบ หากตัวแทนของกระทรวงโหวตสวนทางกับนโยบาย

ที่ผ่านมานั้น ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้สารเคมีเกษตร นอกจากจะให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยที่เพียงพอหากใช้ถูกวิธีและความจำเป็นของภาคเกษตรกรรมแล้ว พวกเขายังอ้างว่า หากแบนสารเคมีเกษตรแล้ว อาจจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้ ในกรณีนี้เช่น หากมองในแง่ของผู้บริโภค รวมทั้งผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ก็มีสิทธิที่จะดำเนินการทางกฎหมายด้วยเช่นกัน ในแง่นี้ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ก็น่าจะอยู่ในเป้าหมายของการฟ้องร้องด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะลงมติลับหรือเปิดเผย หากผู้เสียหายสามารถแสดงหลักฐานและเหตุผลแน่นหนาเพียงพอ โดยการแสวงหาข้อเท็จจริงในชั้นศาล ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีข้อมูลทางวิชาการและเสียงทักท้วงจากภาคประชาชน โดยเฉพาะในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุขถึงอันตรายของสารเคมีเกษตร ซึ่งก็น่าจะเป็นข้อบ่งชี้ในการฟ้องร้องได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ในเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญทุกฉบับนับตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิของประชาชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วย โดยเฉพาะที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของประชาชน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสมฯลฯ ทั้งยังให้สิทธิชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลอีกด้วย นอกจากความรับผิดชอบทางกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันแล้ว ในส่วนของฝ่ายนโยบาย ก็ควรเร่งจัดทำรายละเอียดแผนงานสนับสนุนการใช้สารทดแทน หรือจักรกลเกษตร รวมทั้งมาตรการอื่น เช่น เงินอุดหนุน ซึ่งต้องรวดเร็วฉับไว ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า นโยบายประชานิยมอื่นๆ ที่ใช้เรียกคะแนนเสียงแบบปัจจุบันทันด่วน

แกะรอย ‘ผกค.ราชบุรี’ ปากคำ ‘บิ๊กแดง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393344?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย ‘ผกค.ราชบุรี’ ปากคำ ‘บิ๊กแดง’

14 ตุลาคม 2562 – 10:22 น.
ผกค,บิ๊กแดง,คอมมิวนิสต์,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 4,248 ครั้ง

#บิ๊กแดง #ผกค. คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14 ต.ค.62

****************************

ทอล์กโชว์เรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” ของ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งยุทธภพการเมือง

มีการตอบโต้มาจากฝ่ายตรงข้าม “บิ๊กแดง” ว่า “ปลุกผีคอมมิวนิสต์” แต่เรื่องเล่า ผกค.ราชบุรี” จากปาก “บิ๊กแดง” กลับมีประเด็นที่น่าสนใจ และน่าค้นหาข้อเท็จจริง

 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ 

บิ๊กแดง” เล่าเรื่องพ่อ

บนเวทีทอล์กโชว์ ช่วงแรก “บิ๊กแดง” เปิดความในใจว่า ทำไมถึงอยากเป็นทหาร และมีเหตุผลใดจึงให้ความสำคัญกับการรักชาติ ตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยทีมงานของ ผบ.ทบ. ได้นำภาพหน้า 1 นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2515 ขึ้นจอ

“คอปเตอร์ ทบ.ตก 2 ลำซ้อน โดนยิงขณะบินปฏิบัติการกวาดล้าง ผกค.ที่ราชบุรี” นี่คือพาดหัวข่าวในวันนั้น

จาก นสพ.ไทยรัฐ

พล.อ.อภิรัชต์ เล่าถึงเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ที่ จ.ราชบุรี

“…วันต่อมา มีพาดหัวข่าวว่าเฮลิคอปเตอร์ทหารถูกผู้ก่อการร้ายยิงตกในเขตอันตราย ส่งกำลังช่วย 11 ชีวิต ตอนนั้นผมอายุ 12 ขวบ ไม่รู้เลยว่าบิดาของตัวเองเป็น 1 ใน 11 ชีวิตที่อยู่ในป่า อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำซึ่งถูกยิงตก”

“บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ในเวลานั้น มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 และบิ๊กจ๊อดได้ผ่านการอบรมในหลักสูตร “นักบินกองทัพบก” จึงนำ ฮ.เข้าสนับสนุนภารกิจของหน่วยทหารราบ

ผกค.ราชบุรีสมัยโน้น ก็คือชาวกะเหรี่ยง ที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาแถว อ.ปากท่อ และ อ.สวนผึ้ง

ผิน” ผู้บุกเบิกตะวันตก

หากเข้าไปอ่านแฟ้มข่าวเก่าๆ “กองอำนวยการการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์” (กอ.ปค.) เมื่อปี 2512 ได้ประกาศเขตแทรกซึมของ ผกค.เป็น 4 เขต

เขตแทรกซึมคอมมิวนิสต์ เขต 1 ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี และปราจีนบุรี

ข้อมูลจากฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ระบุว่า “ผิน บัวอ่อน” เป็นผู้บุกเบิกงานมวลชนเขตงานภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี) มาแต่ปี 2501 หลังเรียนจบจากสถาบันมาร์กซ์เลนิน ที่ปักกิ่ง

ผิน บัวอ่อน

ครั้น ผิน บัวอ่อน ถูกจับกุมที่เมืองกาญจน์เมื่อปี 2510 คณะกรรมการกลาง พคท. ได้ส่ง “ทนายความ ม.ธ.ก.” มาดูแลเขตงานแถบเทือกเขาตะนาวศรีแทนผิน

ผินกลายเป็น “คลังสมอง” ให้ฝ่ายรัฐไทย มีส่วนผลักดันนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่กลายมาเป็น 66/2523 ในสมัยรัฐบาลเปรม

ธง” ใต้เงาตะนาวศรี

เขตงานภาคกลางยุคหลัง ได้แปรสภาพเป็น เขตงานตะนาวศรี” ที่มีศูนย์กลางอยู่ในป่าแก่งกระจาน ติดพรมแดนไทย-พม่า ตั้งแต่ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ไปจนถึงป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ปี 2527 มีการกวาดจับคอมมิวนิสต์ในเมือง ฝ่ายวิชาการและโฆษณาของคณะกรรมการกลางชุดที่ 4 ถูกจับรวม 5 คน ปี 2530 กรรมการกลางและกรมการเมืองของ พคท. 8 คน ถูกจับที่บางแสน ขณะประชุมเตรียมงานเปิดประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 5

หนังสือประวัติ ธง แจ่มศรี

ลุงดิน” ธง แจ่มศรี เลขาธิการ พคท.ชุดสมัชชาฯ 4 ได้เคลื่อนย้ายกำลังจากชุมพร มาหลบซ่อนอยู่ในป่าแก่งกระจาน หรือเขตงานตะนาวศรีเหนือ โดยมีสหายชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง เป็นผู้ให้การสนับสนุน

เดือนสิงหาคม 2535 ตชด.หัวหิน ปะทะกับกองกำลังติดอาวุธของลุงดิน ในยุทธการ “35 วัน นรกป่าบางกลอย” ทำให้ ตชด.เสียชีวิต 6 นาย นับเป็นการสู้รบครั้งสุดท้ายระหว่างทหารป่ากับเจ้าหน้าที่รัฐ

อนุสรณ์สถานเขตงานตะนาวศรี

ปี 2536 ลุงธงสั่งยุบกองป่า ทยอยส่งคนออกจากป่าแก่งกระจานจนหมด ลุงธงไปหลบอยู่สุราษฎร์ฯ 1 ปี ก่อนจะกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่นครปฐม โดยไม่มีการมอบตัวต่อทางการ

แม้วันนี้ ไม่มี “ลุงธง” แต่คนรุ่นใหม่ได้เข้ารับ “ไม้ต่อ” จากสหายอาวุโส สานความฝันและอุดมการณ์ของชาวคอมมิวนิสต์ไทยเรียบร้อยแล้ว

สิทธิ มนุษย์ ของนักโทษไทย…เปิด 5 จว. คนล้นคุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/392982?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิทธิ มนุษย์ ของนักโทษไทย…เปิด 5 จว. คนล้นคุก

14 ตุลาคม 2562 – 10:20 น.
สิทธิมนุษยชน,นักโทษ,คนล้นคุก,นักโทษติดซ้ำ,ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
เปิดอ่าน 1,465 ครั้ง

โดย…  ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย

ปัญหา “คนล้นคุกไทยแลนด์” เป็นประเด็นที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกมักนำไปถกเถียงกันว่าจะแก้ไขได้อย่างไร จากสถิติไทยแลนด์มีนักโทษมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และมากสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ผู้ต้องขังล้นคุกเกินจำนวนที่รองรับได้ 2-3 เท่า การเบิกจ่ายงบประมาณสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท…นอกจากนักโทษใหม่แล้วยังมีคนที่ติดคุกซ้ำอีกจำนวนไม่น้อย…หลายคนจำเป็นต้องเข้าๆ ออกๆ คุก เพราะอะไร ?

จากการนำตัวเลขฐานข้อมูลเรือนจำทั้งหมดวันที่ 1 กันยายน 2562 มาวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีนักโทษเกินโดยสัดส่วนที่กำหนดไว้มากสุด พบ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เรือนจำกลางปัตตานี รับนักโทษได้ 1,012 คน มีจำนวนนักโทษ 2,542 ความจุเกิน 1,530คน (151%) อันดับ2เรือนจำอำเภอบึงกาฬ รับนักโทษได้ 754 คน มีนักโทษ 1,787 คน เกิน 1,033 คน (137%) อันดับ 3 เรือนจำกลางระยอง รับนักโทษได้ 3,353 คน มีนักโทษ 7,647 คน เกิน 4,294 คน (128%) อันดับ 4 ทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง รับนักโทษได้ 198 คน มีนักโทษ 439 คน เกิน 241 คน (121%) อันดับ 5 เรือนจำจังหวัดตรัง รับนักโทษได้ 1,405 คน มีนักโทษ 2,838 คน เกิน 1,433 คน (101%)

“ปิยนุช โคตรสาร” ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ทีดีเจ ว่า สถานการณ์คนล้นคุกในบ้านเรามีมานานมาก ถึงขั้นถูกเอาไปทำเป็นหนังด้วยซ้ำ แต่ยิ่งผ่านมานานปัญหายิ่งซับซ้อน และคนที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของประเทศ ที่ผ่านมาแอมเนสตี้ฯ พยายามเรียกร้องให้กรมราชทัณฑ์นำข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมาปฏิบัติ ทั้งเรื่องความแออัด สุขภาวะ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การงดใช้โซ่ตรวน ฯลฯ เพื่อมาช่วยจัดการรากเหง้าของปัญหาว่าทำไมคนถึงล้นคุก

“เรามองว่าการให้โอกาสทางสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งในการแก้ปัญหา เราลงโทษเพื่อไม่ให้เขากลับมากระทำผิดซ้ำ เราก็ต้องหาทางป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นไม่ให้เขาทำผิดซ้ำ หากพวกเราไม่เปิดโอกาสให้เขา เขาก็ต้องกลับไปทำผิด” ปิยนุช กล่าว

นอกจากปัญหาคนล้นคุกแล้วยังพบ “นักโทษติดซ้ำ” คือส่วนหนึ่งที่ทำให้คนล้นคุก ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีเฉลี่ยปีละประมาณ 1-5 หมื่นคน เช่น ตัวเลขปี 2556 มีนักโทษติดคุกซ้ำ 13,442 คน ต่อมาปี 2557 เพิ่มเป็น 24,225 คน หมายถึงเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 10,783 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ส่วนปี 2558 มีผู้ติดคุกซ้ำ 35,335 คน และปี 2559 มีผู้ติดคุกซ้ำ 49,481 คน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 “ทีดีเจ” หรือ ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกฯ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดงาน “เปิดผล 5 กลุ่มดาต้าเชิงลึก อยากเปลี่ยนประเทศไทยดีกว่าเดิม” โดยทีมอาสาสมัครทีดีเจนำเสนอผลงานเรื่อง เจาะตัวเลขปัญหา “คนล้นคุก” และ “นักโทษติดซ้ำ” เพื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำ ทั้งหมด 143 แห่งทั่วประเทศไทย ส่วนใหญ่กำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ส่งผลให้การใช้ชีวิตกินนอนในแต่ละวันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลและพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง

จากข้อมูล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) ระบุว่า ประเทศไทยมีนักโทษมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยอันดับ 1 ได้แก่สหรัฐอเมริกา 2.1 ล้านคน อันดับ 2 จีน 1.6 ล้านคน อันดับ 3 บราซิล 7.4 แสนคน อันดับ 4 รัสเซีย 5.4 แสนคน และอันดับ 5 อินเดีย 4.3 แสนคน

ทั้งนี้จากการค้นหาข้อมูลจำนวนนักโทษที่จัดเก็บในรูปแบบไฟล์แยกรายเดือนและรายปี รวมถึงรูปแบบอื่นๆ จากโอเพ่น ดาต้า ของกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์และประเมินผล ทำให้พบว่าวันที่ 1 กันยายน 2562 เรือนจำ สถานกักกันและทัณฑสถานทั่วประเทศจำนวน 143 แห่ง มีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 364,598 คน แบ่งเป็นชาย 317,130 คน หญิง 47,468 คน โดยพื้นที่จริงสามารถรองรับได้เพียง 1.2 แสนคน แสดงว่าผู้ต้องขังเกินกว่าปริมาณที่รับได้ 2-3 เท่า และตั้งแต่ปี 2556 จนถึง 2561 มีการรับนักโทษมากกว่าการปล่อยตัวประมาณปีละ 46,933 คน

จากการวิเคราะห์ตัวเลขข้างต้นพบข้อมูลที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า “นักโทษที่ได้รับโทษน้อยกว่า 1 ปี มีโอกาสติดคุกซ้ำมากกว่านักโทษที่ได้รับโทษสูงกว่า 1 ปี” และ “คนที่ติดคุกเยอะที่สุดอยู่ในกลุ่มอายุ 30-40 ปี หรือเป็นช่วงวัยทำงาน” ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มอายุ 30–40 ปีคือกลุ่มที่มีอัตราการติดคุกซ้ำสูงสุดอีกด้วย โดยคดีที่ทำให้​​ติดคุกซ้ำส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดถึงร้อยละ 63

นอกจากปัญหา “คนล้นคุก” และ ปัญหา “นักโทษติดซ้ำ” ทีมอาสาสมัครทีดีเจยังพบจากการวิเคราะห์ดาต้าว่า โครงการเตรียมความพร้อมนักโทษในเรือนจำให้กลับคืนสู่สังคม ที่มีข้อมูลทั้งหมด 8 โครงการนั้น มีนักโทษเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่ได้เข้าร่วม และถือว่ายังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก

ที่ผ่านมาทีมอาสาสมัครทีดีเจพยายามค้นหาและสอบถามข้อมูลงบประมาณ 8 โครงการจากกรมราชทัณฑ์ ปรากฏว่ายังไม่ได้รับข้อมูลแต่อย่างใด เมื่อสืบค้นไปยัง โอเพ่น ดาต้า ของเว็บไซต์กรมราชทัณฑ์ http://www.correct.go.th พบเพียง 1 โครงการเท่านั้นที่มีการเปิดเผยตัวเลข ซึ่งอยู่ในรายงานงบประมาณประจำปี 2561 เกี่ยวกับ “โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย (เรือนจำโครงสร้างเบา)” มีการใช้งบประมาณ 36.7 ล้านบาท จำนวนผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการ 46,378 คน แบ่งเป็น “เงินใน” งบประมาณ 27.1 ล้านบาท “เงินนอก” งบประมาณ 3.5 ล้านบาท “งบกลาง” 4.5 ล้านบาท และงบประมาณส่วนอื่นๆ

จากการสัมภาษณ์ความรู้สึกลึกๆ ของผู้เคยมีประสบการณ์เข้าออกเรือนจำหลายครั้ง พบว่าการกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย !

 “คุณเป็ด” อดีตผู้ต้องขังในคดียาเสพติดซึ่งเคยเป็นนักโทษติดซ้ำ เผยความรู้สึกให้ฟังว่า ครั้งแรกที่เข้าเรือนจำเป็นช่วงปี 2544 เพราะขายยาเสพติดอายุประมาณ 20-21 ปี โดนตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี บางบอน วันแรกๆ ร้องไห้เพราะกลัวมาก แต่พอมีเพื่อนก็เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความฮึกเหิม กลายเป็นแก๊งใหญ่ ไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดอะไรเลย พอออกจากคุกมาสักพักหนึ่ง โดนคดีขายยาเสพติดอีกตอนปี 2555 เพราะครอบครัวเดือดร้อนต้องการใช้เงิน

“ผมอยากเป็นคนใหม่ ไม่ได้อยากเป็นคนไม่ดี แต่พอออกมาเจอสังคมภายนอก เขาเห็นว่าเราติดคุกมา เขาก็ไม่เอาหรอกนะ แค่รอโอกาส ผมไม่อยากวนกลับไปอยู่ในเรือนจำอีก เชื่อได้เลยว่าติดคุกรอบต่อไปของผม คงติดไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี ผมคงตายในคุก ผมไม่อยากกลับไปอยู่วังวนแบบเดิมอีกแล้ว อยากได้โอกาส…ผมอยากได้แค่นั้น”

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงนโยบายแก้ปัญหา “ผู้ต้องขังล้นคุก” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 ว่าจะพยายามออกแบบวิธีการให้เกิดความสมดุลระหว่างจำนวนนักโทษที่เข้าและออก เพื่อไม่ต้องสร้างเรือนจำใหม่ให้มีพื้นที่เพียงพอในการคุมขัง โดยทางออกอาจจะเป็นเครื่องติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไลอีเอ็ม ซึ่งต้องทำภายใต้กรอบของกฎหมาย หรือการใช้เงินในกองทุนยุติธรรม เข้ามาช่วยประกันและปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี โดยที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับการประกันตัวจากกองทุนแล้ว 2,396 ราย นอกจากนี้จะเร่งผลักดันโครงการคืนคนดีสู่สังคม สร้างเขตอุตสาหกรรมในเรือนจำ และการพัฒนาอุตสาหกรรมทางการเกษตร เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่ผู้พ้นโทษ และเร่งรัดมาตรการจูงใจทางภาษี ด้วยการลดหย่อนภาษีให้นายจ้างและผู้ประกอบการ ที่จ้างงานผู้พ้นโทษ

นอกจากด้านนโยบายจากผู้บริหารหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีการพยายามออกกฎหมายเพื่อช่วยคัดกรองผู้ต้องขังตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่ “พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562” ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤศจิกายน 2562

“โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกฎหมายข้างต้นว่าจะทำให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ช่วยแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก เพราะจะคัดกรองคนที่ยังไม่จำเป็นต้องเข้าเรือนจำออกไป เนื่องจากบางคนทำไปด้วยความยากจน และปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยจะมีการกำหนดว่าคดีอาญาใดบ้างที่สามารถไกล่เกลี่ยได้

 “รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์” นักวิชาการอิสระ ประธานโครงการเรือนจำสุขภาวะ ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิงมานานกว่า 10 ปี แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาคนล้นคุกในประเทศไทยว่า ความจริงแล้วปัญหานี้เกิดจากกฎหมายของไทย โดยเฉพาะกฎหมายยาเสพติด มีกำหนดบทลงโทษให้ติดคุกไว้ค่อนข้างสูง เช่น ผู้ครอบครองยาบ้า 10 เม็ด กฎหมายกำหนดบทลงโทษว่าเป็นผู้เสพ แต่เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล่อซื้อแค่ 3-5 เม็ดเท่ากับกลายเป็นผู้ค้ายา แทนที่จะเอาไปบำบัดแต่ถูกเอาไปจำคุก 4-5 ปี ทำให้คนล้นคุก

สำหรับวิธีแก้ “ปัญหาคนล้นคุก” นั้น นักวิชาการข้างต้นเชื่อว่าไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกรมราชทัณฑ์โดยตรง เนื่องจากเป็นเพียงสถานที่รับผู้ต้องขังเท่านั้น แต่กรมราชทัณฑ์เองต้องรู้ข้อมูลของรายละเอียดของผู้ต้องขังและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ควรสะท้อนให้เห็นว่าอาจมีหลายคนที่ไม่ควรติดคุก ต้องเสนอปัญหาเหล่านี้อย่างละเอียดให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันออกนโยบายแก้ไขเรื่องนี้ พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า

“สิ่งที่อยากจะฝากไว้กับกรมราชทัณฑ์ให้ไปเน้นเรื่องธรรมะ ส่วนเรื่องฝึกอาชีพ ควรจะต้องติดตามว่าผู้ต้องขังเหล่านั้นได้ออกไปทำอย่างที่ฝึกอาชีพมาหรือเปล่า สิ่งที่ฝึกฝนไปได้เอาไปใช้ทำงานจริงไหม หรือเมื่อพ้นโทษออกมาจากเรือนจำก็ไม่ได้อยากทำ”

          จาก “โอเพ่น ดาต้า” ข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาวิกฤติคนล้นคุกและนักโทษติดซ้ำ…ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีคนไทยกว่า 3 แสนคนกำลังถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์อยู่ในห้องขัง

          รัฐบาลใหม่ชุดนี้ควรถือเป็นวาระแห่งชาติ เร่งระดมสมองทุกฝ่ายช่วยกันหาวิธีแก้ไขให้เร็วที่สุด ! 

…………………………..

โดย…  ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย  ธนพล บางยี่ขัน, ดารินทร์ หอวัฒนกุล, ธนสาร พัวทวีพงศ์ ,พุทธศักดิ์ ตันติสุทธิเวท, กานต์ อุ่ยวิรัช, สราวุฒิ ศรีเพ็ชรสัย

Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393346?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่

14 ตุลาคม 2562 – 09:40 น.
แก้รัฐธรรมนูญ,รื้อศาล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 1,142 ครั้ง

Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ ”Revolution แก้รธน.-รื้อศาล ภารกิจอนาคตใหม่”

 “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2475 ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติ มีเพียงการอภิวัฒน์การปกครองและรัฐประหาร แต่ตอนนี้การปฏิวัติเริ่มมีบางคนคิดแล้ว มันจะเป็นไปได้เพียงใด ?

“สมชาย” กล่าวว่า ตอนนี้กระแสแก้รัฐธรรมนูญแรงขึ้นหลังสภาผู้แทนฯ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ 7 พรรคฝ่ายค้านขยับเรื่องนี้ และพรรคอนาคตใหม่ก็เคลื่อนไหวเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังเลือกตั้ง 28 ครั้ง โดยขอแก้ไขทั้งฉบับ ไม่ขอศึกษา รวมทั้งเสนอตั้ง ส.ส.ร.3 แม้ที่ผ่านมาบางพรรคบอกว่าจะแก้ไขแต่จะทำในบางประเด็น

โฆษกพรรคอนาคตใหม่เคยบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรา หัวหน้าพรรคก็บอกว่าต้องแก้ให้ได้ หากประชาชนเสนอแก้ไม่ได้ ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ล่าสุดเวทีที่ จ.ปัตตานี (เวทีเสวนา “พลวัตการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่”) ของพรรคร่วมฝ่ายค้านและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เคยเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง (ชลิตา บัณฑุวงศ์) ที่ร่วมเวทีนี้ก็เสนอแก้ไขมาตรา 1

ถามว่าการยึดอำนาจและเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านมา 20 ฉบับไม่เคยแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 มาตรา 1 ระบุชัดถึงความเป็นราชอาณาจักร และเป็นอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกไม่ได้ มีความหมายชัดเจน ขอถามว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านและนักวิชาการคนนี้มีจิตสำนึกรักชาติบ้างไหม ดังนั้นจะพูดซี้ซั้วไม่ได้

  ผบ.ทบ.(พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์) ระบุเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง”) ว่า รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่ไม่มีวันและไม่ยอมให้แก้ไขมาตรา 1 เพราะหากกระทำจะกระทบหมวด 2 ความคิดของนักวิชาการคนนี้นับว่าฉลาดที่ใช้วิธีนี้ ทำนายว่าการเมืองจากนี้จะร้อนแรงหลังผบ.ทบ.ระบุแบบนี้

(พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ในวันนี้ยังมีนักวิชาการพยายามยกประเด็นมาตรา 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกไม่ได้ ตนไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ ตนไม่ยุ่งกับการเมือง แต่นี่เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เพราะประเทศจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่หากแก้มาตรา 1 จะกระทบกับมาตราอื่นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แบบนี้ทำไม่ได้)

“วีระศักดิ์” ถามว่า ผบ.ทบ.แสดงท่าทีล่าสุดแม้ไม่เอ่ยชื่อแต่ก็รู้ว่าพูดถึงใคร และเมื่อสองฝ่ายแสดงท่าทีไม่ยอมกันแบบนี้การเมืองจะเป็นเช่นใด ?

  “สมชาย” ระบุว่า ผบ.ทบ.เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ส.ว. 1 ใน 3 ต้องเห็นชอบ หากไม่เห็นชอบก็ทำไม่ได้ และสิ่งที่ร้อนแรงทางการเมืองที่ตามมาในข้างต้นคือการที่ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งความดำเนินคดีแกนนำพรรคฝ่ายค้านและนักวิชาการคนนี้ว่าทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 รวม 12 คน จนตัวแทนพรรคฝ่ายค้านแจ้งความกลับคืนและจะดำเนินคดีนายกรัฐมนตรีด้วยในฐานะ ผอ.รมน.

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางคนบอกว่า ความผิดมาตรา 116 ควรเอาผิดกับคนที่พูด แต่ พล.ต.บุรินทร์แจ้งความเพราะคนร่วมเวทีนี้ควรรับผิดชอบด้วยกันเพราะนักวิชาการแสดงความเห็นเชิงแบ่งแยกดินแดน

เชื่อว่าต่อไปกระแสแก้รัฐธรรมนูญจะแรงขึ้น เพราะฝ่ายค้านจะเดินหน้าที่อาจสร้างความขัดแย้งทางกฎหมายเพราะเสนอแก้ทั้งฉบับโดยจะเริ่มที่มาตรา 1 ความจริงการเสนอแก้ไขควรระบุว่าจะแก้มาตราใด เพราะเหตุผลใด สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ดำเนินการไม่ชัดเจนว่าจะแก้อะไรเลย ระบุตรงนี้ว่าพรรคนี้ใช้วาทกรรมและไม่มีสาระเลยกับการรณรงค์ครั้งนี้

“บากบั่น” สรุปว่า ท่าที ผบ.ทบ.ชัดเจนกับกรณีมาตรา 1 และกรณี 12 คนนี้น่าจะเข้าข่าย (2) ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

ส่วนกรณี “คณากร เพียรชนะ” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองในศาลโดยพกปืนเข้าในห้องพิจารณาคดี พร้อมถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กและส่งเอกสาร 25 หน้าออกมาก่อนอ่านคำพิพากษาในคดีที่ได้ตัดสินล่าสุด โดยอ้างว่าโดนผู้บังคับบัญชาแทรกแซงการตัดสินคดีนั้น

 “วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า กรณีนี้มีการพบว่าคณากรมีความเชื่อมโยงและติดต่อพรรคอนาคตใหม่ด้วย แบบนี้ฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นการแทรกแซงกันหรือไม่ ?

 “บากบั่น” ประเมินว่า กรณีนี้ฝ่ายตุลาการมีความสั่นสะเทือน ส่วนพรรคอนาคตใหม่ที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้กำลังจุดไฟในนาคร

“สมชาย” ระบุว่า การอ้างว่าการพิจารณาคดีโดนแทรกแซงนั้น คดีล่าสุดที่คณากรตัดสินนั้นคณะผู้พิพากษาคดีนี้ร่วมกับคณากรก็ตัดสินยกฟ้องด้วยเหมือนกับคำวินิจฉัยของคณากร แบบนี้โดนผู้บังคับบัญชาแทรกแซงคดีหรือไม่

(“สราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของอนุกรรมการตุลาการวิสามัญ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ยิงตัวเองว่า ตามกฎหมายยังไม่สามารถสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องได้จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทำไปตามระเบียบ ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง ซึ่งผลการพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ทำได้เพียงทักท้วงเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการพิจารณามีความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไข)

สิ่งที่ “สราวุธ” ระบุ ตรงนี้แปลว่าศาลมีการคานอำนาจกันเอง และฝ่ายตุลาการตั้งอนุกรรมการ 3 คนมาสอบสวนเรื่องนี้แล้ว

“วีระศักดิ์” แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้กำลังขยายผลไปยังบางพรรคที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้แล้ว จะเป็นการเขย่าความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของฝ่ายตุลาการกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่

“บากบั่น” วิเคราะห์ว่ามีการนำฝ่ายการเมือง(นิติบัญญัติ)ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายตุลาการแบบนี้จะวุ่นวาย พรรคอนาคตใหม่กำลังชักศึกเข้าบ้าน และทำให้การเมืองทะลุจุดเดือดในวันข้างหน้า

  “สมชาย” กล่าวว่า ในสังคมออนไลน์พบว่าคณากรติดต่อพรรคอนาคตใหม่ในเฟซบุ๊กสามครั้งและเลขาธิการพรรคก็มายอมรับ ดังนั้นเมื่อพรรคอนาคตใหม่อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ตอนนี้กำลังเขย่าบัลลังก์ฝ่ายบริหารและกระแทกฝ่ายตุลาการ ขอตั้งคำถามว่าพรรคนี้กำลังจะยึดอำนาจอธิปไตยหรือไม่

ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393363?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย

14 ตุลาคม 2562 – 09:11 น.
รู้ลึกับจุฬาฯ,ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย,ดรไชยันต์ ไชยพร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง
เปิดอ่าน 1,369 ครั้ง

ช่องว่างทางการเมืองระหว่างวัย คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรุ่นใหม่หลังหลุดคำพูดในงานสัมมนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาคการเกษตร เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า เด็กรุ่นใหม่ของประเทศไทยต้องมารับจ้างทำงาน ทำให้ครอบครัวไม่อบอุ่น ความสัมพันธ์ห่างเหิน

ยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า คนรุ่นใหม่มีปัญหาที่จิตสำนึก โดยเฉพาะในเรื่อง อุดมการณ์ความรักชาติที่ระบบการศึกษาไม่ได้สอน เน้นสอนแต่วิชาการ ทำให้เยาวชนเติบโตมาแบบไม่มีกรอบคิดลึกซึ้ง คิดแต่อะไรที่ฉาบฉวย เช่น มีเงินมากๆ ทำอาชีพสบายๆ เป็นต้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีสืบเนื่องจากทัศนะดังกล่าวแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ จนทำให้โฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้มีเจตนาสื่อความหมายเชิงลบถึงเยาวชน

  ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงคือการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากสังคมเกษตรสู่สังคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้สภาพครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และด้วยระบบทุนนิยม ก็ส่งผลให้ประชาชนต้องทำงานให้เต็มที่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ห่างเหินกันมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่ คือผลจากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เด็กรุ่นใหม่ต้องดิ้นรนและหารายได้เพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการต่างๆ

“ผมคิดว่านายกฯ ท่านก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ แต่ก็ต้องเข้าใจระดับหนึ่งว่าสิ่งที่พูดออกมาจะมีผลกระทบ ควรระมัดระวัง สิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยมันเปลี่ยนไปแล้วแล้วทุกวันนี้สินค้ามันมีเยอะแยะหลากหลาย เด็กเองเขาก็อยากมีอิสรภาพในการใช้จ่าย ในการเสพไลฟ์สไตล์ด้วยเงินของเขาเอง เขาก็อยากรวยทางลัด ใครบ้างไม่อยากรวยลัด แต่การรวยลัด มันมักจะทำให้คนนิสัยเสีย และถ้ารวยลัดแล้ว ไม่รู้จักทำให้มั่นคงแข็งแรง สังคมก็จะอ่อนแอถ้ารัฐบาลและภาคสังคมจะช่วยตรงนี้ คืออยากให้ชาติเข้มแข็ง ต้องสร้างเงื่อนไขให้คนที่รวยลัดเมื่อรวยแล้ว ไม่ใช้วิธีรวยลัดต่อไป”

อาจารย์ไชยันต์ชี้ว่า “ความรักชาติ” ในบริบทที่มีการอ้างถึงในคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีความไม่ชัดเจนและย้อนแย้ง เพราะในขณะที่กล่าวถึงความรักชาติ แต่ขณะนี้ ไทยเองก็รับการลงทุนจากต่างชาติ และมีนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างชาติจำนวนมาก เช่น โครงการอีอีซี ที่ไม่รู้ว่าแรงงานไทยจะได้เข้าไปทำกี่มากน้อยเพราะเน้นใช้เอไอ และงานระดับวิศวกรคุม โอกาสที่แรงงานไทยจะได้ประโยชน์น่าจะไม่สูงนัก เพราะเกณฑ์โรงงานที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูงมาก

“พูดง่ายๆ คือชาตินิยมของไทยมันกินไม่ได้ ผมยกตัวอย่างนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ คือเขาจะเน้นว่า America First คือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยต่างๆ ของคนอเมริกันต้องมาก่อน มันกินได้ แต่ชาตินิยมของเรา ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปในทิศทางไหน เรามีการอัดฉีดจีดีพี แต่ไม่ได้วางเป้าหมายให้เยาวชนเห็น เพราะถ้าเขาเห็นว่าเขาได้ประโยชน์ เขาก็จะรักชาติโดยปริยาย”

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นไปได้ว่าความไม่เข้าใจเด็กรุ่นใหม่ของนายรัฐมนตรีที่นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ มีที่มาจากพื้นฐานของการเป็นทหารของนายกรัฐมนตรีซึ่งจะมีกรอบคิดชัดเจน เคร่งครัด และยากที่จะเข้าใจปรากฏการณ์นอกเหนือไปจากเรื่องของความมั่นคง

ในขณะเดียวกัน องค์กรทหารในประเทศไทยก็ไม่ได้ถูกมองในภาพลักษณ์ชาตินิยมเชิงบวกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะที่ผ่านมา สังคมไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองที่มีผู้มีส่วนได้เสีย มีการชุมนุมประท้วงและความชุลมุนช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะการขึ้นมาดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลทหาร

“คนในองค์กรทหารจะเอากรอบในองค์กรตัวเองมาครอบคนนอกเขาไม่ได้ เราไม่เหมือนสหรัฐ ที่ประชาชนเขามองทหารเป็นผู้รักษาเสรีภาพ เป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยโลก แต่ของไทยเราไม่ได้มองอย่างนั้น ชาตินิยมมันเสียเองไปเลย คนรุ่นใหม่เขาก็ไม่ชอบชาติ มองว่าพอพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกถึงหน้าลุงตู่”

ขณะเดียวกัน สังคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความแตกต่างระหว่างวัยของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าสูงมาก ความสัมพันธ์ของคนเองก็ห่างเหินไปกว่าแต่ก่อน ซึ่งอาจารย์ไชยันต์ชี้ว่าเป็นภาวะปกติของสังคมสมัยใหม่ ที่ส่งผลกระทบในเชิงการเมือง

“อย่าตกใจกับช่องว่างระหว่างวัย มันเป็นมานานแล้วไม่ใช่หรือ เป็นเรื่องปกติของภาวะสมัยใหม่ (Modernity) มีความขัดแย้ง เพราะโลก สังคมมันเปลี่ยนแปลงเร็ว คนที่เก่งเทคโนโลยีวันนี้ อีกห้าเดือนอาจตกขบวน ถ้าตามไม่ทัน แล้วสำมะหาอะไรกับคนที่อายุห่างกันมาก การเปลี่ยนแปลงมันเร็วขึ้นเรื่อยๆ เร็วกว่าในอดีตหลายเท่าตัว ตอนนี้ อายุห่างกันไม่ต้องมาก ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆแล้ว ไม่เกลียดกันหรอก แต่อาจจะเบื่อหรือรำคาญเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง” อาจารย์ไชยันต์ตั้งข้อสังเกต

ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งของไทยมีความซับซ้อนมากขึ้นส่วนหนึ่งเพราะมีการเมืองเข้ามาเป็นตัวแปร

ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมามีตัวเร่งสำคัญคือพรรคการเมืองอย่างพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องการเร่งขับความแตกต่างให้ชัดขึ้นด้วยการชูประเด็นเรื่องคนรุ่นใหม่ พร้อมๆ กันนั้น พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคคนรุ่นเก่าก็เข้ามาสู่อำนาจทางการเมืองทำให้เป็นเป้าในแง่ของการสืบทอดอำนาจจาก คสช.

“อะไรที่การเมืองมันเข้ามาช่วยเร่ง มันเป็นปัญหาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม” อาจารย์ไชยันต์กล่าว

เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างคนสองรุ่นด้วยกัน ควรให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งนักสังคมวิทยาย่อมให้คำแนะนำตรงนี้ได้ดี เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงปรากฏการณ์ในลักษณะดังกล่าวว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมสมัยใหม่

คนรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจว่า อีกไม่นาน ก็จะเป็นคนรุ่นก่อนรุ่นเก่า ดังนั้น คนรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจคนรุ่นก่อนมากขึ้น และคนรุ่นก่อนก็ควรย้อนมองตัวเองสมัยวัยรุ่น ก็มีปัญหาเดียวกันนี้กับรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็จะเข้าใจกันและกันมากขึ้น สังคมที่เข้มแข็งจะเปลี่ยนผ่านอย่างไม่ต้องแตกหักสูญเสีย คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้เป็นอันตรายได้มากนักเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนที่ยังกุมอำนาจ กำลังและทรัพยากรไว้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ความคิดทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามวัยนะ บางคนยึดอุดมการณ์จนแก่ บางคนเปลี่ยนแปลงไปด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่เปลี่ยนไป เป็นเรื่องปกติ คนรุ่นใหม่เองในอีก 50 ปีหน้าก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่แล้ว แล้วก็อาจจะกลายเป็นไดโนเสาร์ โดนเด็กรุ่นใหม่ในอีก 50 ปีข้างหน้าล้อเลียนเอาก็ได้ การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ต้องอย่าให้การหาเสียงทางการเมืองมันพาเตลิดกันจนเกินไป ทั้งเด็กและผู้ใหญ่” อาจารย์ไชยันต์ทิ้งท้าย

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 24, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/393350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่

14 ตุลาคม 2562 – 08:30 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ประท้วงฮ่องกง,กองทัพ,คสช
เปิดอ่าน 29,803 ครั้ง

ธนาธร สารภาพ คิดการใหญ่ คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

  “…เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ต้องธนาธร…” โปรโมทความเป็นตัวตนพ่อหนุ่มรายนี้สักหน่อย

ทุกความเคลื่อนไหวของ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ประเทศชาติบ้านเมือง ตั้งแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เดินยุทธศาสตร์รวบรวมไพร่พลผ่านการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้สาวกไปเสวนาตามเวทีต่างๆ กล่าวหา “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตราบ้าง” ไปถึงวาทกรรมปลุกระดมเรียกร้องออกมาเดินถนนแก้ รธน.บ้าง มีความพยายามผ่านแนวร่วมนักวิชาการผลักดันแก้ รธน.มาตรา 1 บ้าง จนทำให้รัฐบาล กองทัพ ต้องออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน

สร้างความปั่นป่วนภายในประเทศไม่พอ เสนอหน้าไปฮ่องกงร่วมเวทีเสวนาทางการเมืองในจังหวะที่บ้านเขาชุมนุมประท้วง ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่นักการเมืองไทยโผล่ร่วมวงเสวนาท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองอันวุ่นวาย ไม่แปลกที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกข้อความเตือนนักการเมืองไทยที่ไปให้การสนับสนุนม็อบฮ่องกง ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–จีน

ถูกต้องแล้วที่สถานทูตจีนในประเทศไทยต้องใช้สิทธิ์แจง เพราะไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ แต่นั่นเป็นความปรารถนาดีถึงคนไทยผู้นั้น ต้องระมัดระวังความปลอดภัย ไม่ทราบว่า “ธนาธร” จะเข้าใจจุดนี้หรือไม่

…อสนีบาต…เชื่อว่าเขาเข้าใจ แต่อยากฝืนกระแส อยากสร้างความเป็นขบวนการซูเปอร์ฮีโร่ เป็นผู้ช่วยชี้ทางออกให้มวลชนฮ่องกง เพราะจากการติดตามคำแถลงของธนาธรในวงเสวนา ได้กล่าวถึงการถอดบทเรียนความวุ่นวายทางการเมืองในบ้านเราให้บ้านเขาทราบ

สถานการณ์การชุมนุมในฮ่องกงเป็นปัญหาภายใน ต้องได้รับการคลี่คลายจากรัฐบาลฮ่องกง การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือรัฐใดแทรกแซงกิจการภายใน เขาไม่ทำกัน ยิ่งประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีมาช้านานด้วยแล้ว ต่างมีขนบธรรมเนียมมารยาททางการทูต เรื่องเหล่านี้สากลโลกรับรู้และปฏิบัติกัน

คำถามตามมา “ธนาธร” เป็นคนไทยหรือเปล่า ธนาธรรู้หรือไม่ว่า กำลังชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ทำให้นึกถึงละคร “ตี๋ใหญ่” ในตำนาน ที่มักเอ่ยขึ้นมาว่า “ไอ้ตี๋เอ็งอย่าเป็นโจรนะ ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน”

…อสนีบาต… อ่านข้อความของธนาธรชี้แจงต่อประเด็นที่เดินทางไปฮ่องกง โดยยอมรับไปถ่ายภาพกับโจวชัว หว่อง จริง แต่เป็นการถ่ายครั้งเดียวและครั้งแรก และเรียกร้องสื่ออย่าเอาแค่ภาพภาพเดียวมาตีความว่าเขาไปปลุกปั่นสนับสนุนม็อบฮ่องกง

ทุกถ้อยความของธนาธร ไม่ได้มีส่วนไหนพยายามขอโทษหรือสร้างความผ่อนคลายให้ทางการจีน เหมือนว่า “ธนาธร” พิจารณามาแล้วว่านั่นเป็นแค่คำเตือนโดยที่ประเทศไทยคุ้มกบาลความปลอดภัยตนเองอยู่ ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนมาแทรกแซงได้ จึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบอะไร

แปลกนะครับ การที่ธนาธรเข้าใจกระบวนการระหว่างประเทศเขาไม่แทรกแซงกิจการภายใน แต่สำหรับตนเองผู้ป่าวประกาศจะเป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ กลับไปยุ่มย่ามแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ฮ่องกง !!!

ข้อท้ายๆ ธนาธร ยอมรับว่า ตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจ ตัวเขาและสมัครพรรคพวกพยายามหาทางรวมตัวในลักษณะกลุ่มองค์กรมวลชนเคลื่อนไหว กล่าวตามประสานักเลง ต้องการรวมตัวเคลื่อนไหวประท้วงขับไล่รัฐบาลคสช. เหมือนที่ฮ่องกงกำลังทำอยู่นั่นไงเล่า

ธนาธร บอกว่า ความคิดเหล่านี้เป็นที่รับรู้ของสื่อมวลชนและคนโดยทั่วไปอยู่ก่อนแล้ว แต่คิดไปคิดมาตกผลึกน่าจะตั้ง พรรคการเมือง ในที่สุดจึงให้กำเนิดพรรคอนาคตใหม่

ธนาธร เผยสาเหตุที่จบลงด้วยการตั้งพรรคการเมือง เพราะเรายังมีบาดแผลสดๆ ติดตัวจากการชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อปี 53 มีประชาชนบาดเจ็บนับพัน ล้มตายนับร้อย ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก จึงเลือกใช้วิธีตั้งพรรคการเมือง (พูดได้อย่างสวยหรูดูดี มีเสน่ห์ชวนแสวงหาสันติสุขดีแท้)

แต่นั่นล่ะ คำกล่าวทั้งหมด สื่อสารบนเวทีการเมืองที่ฮ่องกง ในจังหวะกำลังมีความจลาจลวุ่นวาย ประหนึ่ง ต้องการให้คำแนะนำ ให้วิธีแก่แกนนำมวลชนที่เคลื่อนไหวอยู่ในฮ่องกง อย่างปฏิเสธไม่ได้

ประเด็นสำคัญ แม้ “ธนาธร” อ้างว่า เคยบอกเล่าเรื่องนี้ผ่านสื่อมวลชน ผ่านสาธารณะมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่มาถึงนาทีนี้ทำให้เห็นว่า แม้เขาจะตั้งพรรคการเมือง แต่ได้อาศัยพรรคการเมืองเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหวทั้งในสภาและนอกสภา

การเคลื่อนไหวแต่ละประเด็น ยังตอกย้ำเจตนาตัวตนที่แท้จริงในการเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า “สรรหาวิธีโค่นล้มแย่งชิงอำนาจ” ไปวันๆ เท่านั้นเอง

%d bloggers like this: