เงาหุ้น

All posts tagged เงาหุ้น

จะเป็นลม

Published June 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อินเด็กซ์ 51 25 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/646677

 

เล่นเอาหน้ามืดกันถ้วนหน้าเมื่อผลการลงมติของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่เสียงเกินครึ่งให้ออกจากสหภาพยุโรป (อียู) โดยไม่เป็นไปตามผลสำรวจของโพลต่างๆก่อนหน้านี้ว่า ยูเคจะไม่ถอนตัวออกจากอียู

ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชีย ซึ่งรวมทั้งไทยต้องแดงเถือกกันทั้งกระดาน ตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดเมื่ออังกฤษเริ่มทยอยเปิดหีบนับเสียงโหวต เพราะผู้กาโหวตให้ยูเคออกจากอียูมีมากเกินคาด

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลาดหุ้นไทยประจำวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา จึงตกกราวรูดดิ่งลงมา ปิดตลาดที่ 1,413.19 จุด ลดลง 23.21 จุด หรือลดลง 1.62% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 88,223.21 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1.ปตท. ปิดที่ 308.00 บาท ลดลง 16.00 บาท 2.การบินไทย ปิดที่ 24.60 บาท เพิ่มขึ้น 1.80 บาท 3.ปตท.สผ. ปิดที่ 79.75 บาท ลดลง 4.25 บาท 4.ไอวีแอล ปิดที่ 30.00 บาท ลดลง 1.75 บาท 5.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 132.00 บาท ลดลง 3.00 บาท

ด้านตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำราวกับว่าตลาดหุ้นในเอเชียเป็นสมาชิกอียูกับเขาด้วย

สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าดูทรงแล้วยังคงผันผวนในช่วงต้นสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม คงรับผลกระทบในวงจำกัด เพราะนักลงทุนเริ่มมีสติว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นสมาชิกอียู หลังจากตกใจเว่อร์ไปหน่อยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา

ที่สำคัญไทยส่งออกไปอังกฤษเพียง 2% อีกทั้งยังมีเวลาอีก 2 ปี ที่อังกฤษจะเจรจากับอียู ตลอดจนการประกาศออกจากอียูอย่างเป็นทางการต้องผ่านการลงคะแนนในรัฐสภา ซึ่งการที่เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้แสดงสปิริตประกาศลาออก จึงต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ คาดว่าใช้เวลา 1-2 เดือน ก่อนที่ประเด็นนี้จะถูกพิจารณาในสภาฯ สัปดาห์หน้านักลงทุนต้องจับตาท่าทีของประเทศต่างๆในยุโรป หลังมีข่าวว่าเนเธอร์แลนด์อาจจะลงประชามติตามรอยอังกฤษ

ขณะเดียวกันสัปดาห์หน้ายังต้องมองที่ปัจจัยในประเทศที่นักวิเคราะห์จะเริ่มปรับประมาณการณ์งบหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งต้องติดตามว่า NPL จะสูงสุด ในไตรมาสนี้หรือไม่ หากอยู่ในจุดสูงสุดจะทำให้หุ้นแบงก์น่าสนใจมากขึ้น

ทั้งนี้ อย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อันเป็นผลจากการกระตุ้นของภาครัฐ และการบริโภคในประเทศเป็นหลัก

ดังนั้น ในจังหวะที่ดัชนีหุ้นกำลังอ่อนตัวลง จึงเป็นโอกาสสะสมหุ้นเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นพื้นฐานดี ประเมินแนวรับ 1,400-1,390 จุด แนวต้าน 1,420-1,430 จุด

สู้ๆ!!!

อินเด็กซ์ 51

 

ฝรั่งซื้อหนัก!!

Published June 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อินเด็กซ์ 51 4 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631580

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 3 มิ.ย.59 ปิดที่ 1,436.43 จุด เพิ่มขึ้น 12.37 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 53,374.53 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 5,586.26 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด AOT ปิด 390 บาท บวก 3 บาท, PTT ปิด 306 บาท บวก 1 บาท, IVL ปิด 33.50 บาท บวก 0.75 บาท, SCB ปิด 139 บาท บวก 2 บาท และ TRUE ปิด 7.15 บาท ลบ 0.10 บาท

มีรายการบิ๊กลอตหุ้น CPALL เข้ามาท้ายตลาด มูลค่ารวม 4,994.00 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 44 บาท หรือ 113.50 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.25% จากจำนวนหุ้นทั้งหมด หากดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่า หุ้น CPALL มีการทำรายการบิ๊กลอตเข้ามาแทบทุกสัปดาห์ ล่าสุดที่เป็นรายการใหญ่ๆ เช่น เมื่อวันที่ 13 พ.ค.59 มีบิ๊กลอตหุ้น CPALL 110.10 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 43.47 บาท มูลค่ารวม 4,786.15 ล้านบาท

ขณะที่ราคาหุ้น CPALL ล่าสุดปิดการซื้อขายที่ 49.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท

ทั้งนี้ สำนักวิเคราะห์ต่างๆมีมุมมองคำแนะนำหุ้น CPALL แตกต่างกัน โดย บล.ทรีนีตี้ และ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะนำให้ “ซื้อ” โดยให้ราคาพื้นฐานเท่ากันที่ 60 บาท ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะ Trading Buy ให้ราคา เป้าหมาย 48 บาท ด้าน บล.บัวหลวง แนะแค่ “ถือ” ให้ราคาเป้าหมาย 47 บาท

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ประเมินทิศทางหุ้นไทยสัปดาห์หน้าบวกได้ต่อหลังสามารถปรับตัวขึ้นมาบวกต่อเนื่องจนทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ 1,432 จุดได้ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยบวกต่างประเทศแม้การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นไปตามคาด แต่ ECB ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวดีขึ้น และจะเริ่มซื้อหุ้นกู้เอกชนในระดับ investment grade อย่างเป็นทางการวันที่ 8 มิ.ย.นี้ ตีความได้ว่า เม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบมากขึ้น

ขณะที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มิ.ย.นี้

แนะเก็งกำไรหุ้นที่อิงกระแสเงินทุนไหลเข้าและยังไม่ปรับตัวขึ้นมาก โดยเลือกหุ้นแบงก์ น้ำมัน และโรงกลั่น

บล.ทิสโก้ ชี้ดัชนีปิดตลาดใกล้เคียงจุดสูงสุดในรอบ 10 เดือน ที่ 1,442.16 จุด เมื่อ 3 ส.ค.58 จากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับ มองสัปดาห์หน้าแกว่งขึ้นได้ต่อเนื่อง แนะกลยุทธ์ลงทุนเน้นซื้อขายระยะสั้นเป็นหลัก โดยให้ระมัดระวังแรงเทขายทำกำไร หลังดัชนีขึ้นต่อเนื่อง

เลือกหุ้น GPSC–MTLS–CK–UNIQ น่าลงทุน!!

อินเด็กซ์ 51

 

มิ.ย.ระวังปรับฐาน!!

Published June 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อินเด็กซ์ 51 3 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/630916

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 2 มิ.ย.59 ปิดที่ 1,424.06 จุด เพิ่มขึ้น 8.30 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 46,265.49 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,043.35 ล้านบาท

“คมศร ประกอบผล” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้มี Upside ที่จำกัด คาดการณ์เป้าหมายดัชนีปลายปีไว้ที่ 1,460 จุด โดยมีความเสี่ยงที่หุ้นไทยจะปรับฐานลงในช่วงเดือน มิ.ย. จากปัจจัยภายนอกประเทศ ขณะที่ปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นกำลังจะหมดลงและมีความเสี่ยงที่จะปรับฐาน

นอกจากนี้ การปรับน้ำหนักการลงทุนของดัชนี MSCI Emerging Market เมื่อ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา จะทำให้ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงขายจากต่างชาติ ตามการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI Emerging Market ซึ่งมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน ADR ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ของจีน ที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่น บริษัท Alibaba และ Baidu

ส่งผลให้น้ำหนักของตลาดหุ้นอื่นในดัชนี MSCI Emerging Market รวมทั้งตลาดหุ้นไทยลดลง ส่งผลให้ Fund Flows ที่ไหลเข้าตลาด เกิดใหม่ตั้งแต่ช่วงกลาง ก.พ. อาจพลิกกลับเป็นไหลออกในไตรมาส 2

ส่วนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) วันที่ 15 มิ.ย.นี้ ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผล ให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่ากดดันตลาดหุ้นและค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่การลงประชามติการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) วันที่ 23 มิ.ย. ยังเป็นความเสี่ยงที่ตลาดจับตามอง

อย่างไรก็ตาม มองว่าการปรับฐานของหุ้นไทยเดือน มิ.ย.นั้นจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจและการเติบโตของกำไร จะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ช่วงครึ่งหลังของปี

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ใช้โอกาสที่ตลาดปรับฐานเข้าลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากคาดว่าแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed จะส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน และเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ส่วนตลาดเกิดใหม่แนะลงทุนในตลาดหุ้นจีน ซึ่งยังซื้อขายในระดับ Valuation ที่ถูกและอาจมีปัจจัยบวกจากการเพิ่มน้ำหนักของหุ้นจีน A–shares ในดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งจะประกาศวันที่ 15 มิ.ย.นี้!!

อินเด็กซ์ 51

 

ทำกำไร!!

Published June 2, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630180

โดย อินเด็กซ์ 51 2 มิ.ย. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 1 มิ.ย.59 ปิดที่ 1,415.76 จุด ลดลง 8.52 จุด ระหว่างวันเคลื่นไหวในกรอบ 1,415.73–1,429.08 จุด ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขาย 42,857.62 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด SCB ปิด 137 บาท บวก 3 บาท, PTTEP ปิด 77 บาท ลบ 0.75 บาท, AOT ปิด 390 บาท ลบ 6 บาท, IVL ปิด 33.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง และ PTT ปิด 299 บาท ลบ 2 บาท

หุ้นไทยโดนแรงขายทำกำไรกดดัชนีหลังไม่สามารถขึ้นมาแตะระดับ 1,430 จุดได้ กดดัชนีปิดใกล้จุดต่ำสุดของวัน

บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าตลาดหุ้นไทยช่วงนี้มี upside ที่จำกัด โดยยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆที่มีน้ำหนักหรือมีนัยสำคัญเข้ามาช่วยหนุน โดยนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ต่างรอดูผลการประชุมโอเปก และการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น ยังมีแรงขายทำกำไรออกมาได้อีก ทำให้ดัชนียังมีโอกาสปรับฐานได้ต่อ ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,410 จุด ส่วนแนวต้าน 1,425 จุด

มีบทวิเคราะห์หุ้นกลุ่มพลังงานที่น่าสนใจ โดย บล.ทิสโก้ ระบุว่าจากการพูดคุยกับนักลงทุนสถาบันในประเทศมีประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนมองราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มพลังงาน

ทำให้นักลงทุนให้ความสนใจกลุ่มที่ราคาอิงกับน้ำมัน (PTT, PTTEP, PTTGC) มากกว่ากลุ่มที่ไม่อิงราคาน้ำมัน (อิงส่วนต่างราคา หรือมีความสัมพันธ์ที่ผันแปรกับราคาน้ำมัน เช่น TOP, BCP และ IRPC)

ขณะที่มองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การขายสินทรัพย์ของ PTT โดยนักลงทุนมองว่ามีอัพไซด์จากการที่ PTT มีโอกาสขายโรงงาน LNG แต่ทิสโก้มองว่ามีส่วนแบ่งกำไรที่จำกัด ส่วนการจดทะเบียนธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจะช่วยให้อัพไซด์เพิ่มขึ้น 20 บาท/หุ้น หรือราว 6% ของมูลค่าที่เหมาะสม และนักลงทุนมองว่าธุรกิจ LNG สร้างผลตอบแทนต่ำ จึงแนะเพียง “ถือ” PTT ให้มูลค่าที่เหมาะสม 312 บาท

ส่วน PTTEP นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจต่อผลประกอบการที่ล่าช้าจากราคาขายที่ลดลงและส่วนใหญ่ยังไม่มีหุ้นในพอร์ต จึงแนะ “ถือ” ให้มูลค่าที่เหมาะสม 65 บาท

ขณะที่ PTTGC นักลงทุนมองว่าการเปลี่ยนแปลงของน้ำมันดิบมีความสัมพันธ์กับราคาของ PTTGC แต่นักลงทุนบางส่วนยังกังวลด้านการหยุดผลิต ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการลดลง โดยทิสโก้คาดว่าผลประกอบการครึ่งปีหลัง จะเพิ่มขึ้นจากยอดขายที่เป็นปกติ แนะให้ “ซื้อ” มีมูลค่าเหมาะสม 68 บาท!!

อินเด็กซ์ 51

ฝรั่งซื้อต่อ!!

Published June 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/629516

โดย อินเด็กซ์ 51 1 มิ.ย. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 31 พ.ค.59 ปิดที่ 1,424.28 จุด เพิ่มขึ้น 0.16 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 67,210.28 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,607.89 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเฉพาะความชัดเจนกรอบเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาส 32% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกลางเดือน มิ.ย. และมีโอกาส 52% ที่จะปรับขึ้นในการประชุมปลายเดือน ก.ค.นี้

บล.ทิสโก้มองว่า ความกังวลที่ว่าหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่กลับไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้น เชื่อว่าจากสภาพคล่องของเงินทุนที่ล้นโลก และเงินที่ลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากจะไหลเข้ามาตลาดหุ้นมากขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติที่ขายหุ้นไทยออกไปแล้วกว่า 2-3 แสนล้านบาท

และอาจจะเห็นกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนรอบใหม่ หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างสมเหตุสมผลกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

สำหรับทิศทางตลาดระยะสั้น คาดหุ้นไทยแกว่งกรอบแคบ รอความชัดเจนกรอบเวลาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟด ส่วนราคาน้ำมันโลกที่ใกล้ระดับ 50 เหรียญ/บาร์เรล มองว่า upside เริ่มจำกัดมากแล้ว

แนะกลยุทธ์การลงทุน มองดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวลง ซึ่งเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นที่เป็นเป้าหมายของต่างชาติ เลือกหุ้น ADVANC-DTAC-KBANK-CK เด่น และหุ้นที่ราคายังไม่ได้ปรับขึ้นมาก อย่าง AOT-TASCO ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,420-1,415 จุด ส่วนแนวต้าน 1,430-1,435 จุด

ด้าน บล.โกลเบล็กมองทิศทางตลาดมีโอกาสขึ้นแตะระดับ 1,435-1,440 จุด แม้นักลงทุนมีความกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ตลาดได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัว ใกล้ระดับ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าสนับสนุนการส่งออก

หุ้นแนะนำลงทุน ได้แก่ รับเหมาฯ เชียร์ CK คาดว่าไตรมาส 2 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุด เนื่องจากเริ่มรับรู้งานส่วนเพิ่มของไซยะบุรีและได้ เงินปันผลจาก TTW ราว 230 ล้านบาทช่วยหนุนผลประกอบการ

ตามด้วยหุ้น IVL ซึ่งได้ประโยชน์จากราคาฝ้ายเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนรวมทั้งกลุ่มพลังงาน!!

อินเด็กซ์ 51

นิวไฮรอบ 7 เดือน!!

Published June 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/628775

โดย อินเด็กซ์ 51 31 พ.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,424.12 จุด เพิ่มขึ้น 11.45 จุด สูงสุดในรอบเกือบ 7 เดือน ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขาย 44,960.55 ล้านบาทต่างชาติซื้อสุทธิ 438.04 ล้านบาท

หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด IVL ปิด 33.50 บาท ลบ 0.25 บาท, ADVANC ปิด 163.50 บาท บวก 4 บาท, PTT ปิด 310 บาท บวก 3 บาท, CPALL ปิด 49 บาท บวก 1 บาท, KBANK ปิด 173 บาท บวก 5 บาท

มีแรงซื้อหุ้นใหญ่ทั้งหุ้นสื่อสาร-แบงก์และพลังงานเข้ามาผลักดันให้ดัชนีบวกได้ทั้งวัน ตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่บวกถ้วนหน้า โดยมี Sentiment เชิงบวกจากต่างประเทศ หลังปาฐกถาของ “เจเน็ต เยเลน” ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งพอที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่การปรับขึ้นดอกเบี้ยยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกมา

บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มองหุ้นขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากสัญญาณทางเทคนิคช่วยหนุนและความคาดหวังว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้ โดยการปรับขึ้นน่าจะไปมองในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้ามากกว่า ตลาดจึงมีแรงเก็งกำไรเข้ามา ขณะที่ค่าเงินบาทก็ไม่ได้ อ่อนค่ามากนัก

มองแนวโน้มการลงทุนระยะสั้นตลาดยังมีสัญญาณบวกได้ต่อ จากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,420 จุด ส่วนแนวต้าน 1,436 จุด

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า แรงซื้อหุ้นพลังงานได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันฟื้นตัวมาบริเวณ 50 เหรียญ/บาร์เรล ส่วนกลุ่มสื่อสารมีแรงซื้อกลับ จาก ADVANC ที่ประมูล 4G ชนะไปด้วยราคาเดิมที่ JAS ทิ้งใบอนุญาต

ประเมินระยะสั้นหุ้นไทยมีโอกาสขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,432 จุด แต่ยังต้องระมัดระวังการลงทุนและแรงขายทำกำไรหากดัชนีเข้าใกล้แนวต้านหลักที่ระดับดังกล่าว

แนะกลยุทธ์ลงทุน หากดัชนีขึ้นไปทดสอบที่ 1,432 จุด ให้เน้นขายทำกำไร แต่หากดัชนีย่อตัว แนะเก็งกำไรหุ้น PTTEP-IVL-BWG-KAMART-MONO และหาจังหวะซื้อลงทุนหุ้น CPF-STA-ADVANC

ปิดท้ายโฟกัสหุ้น ADVANC บล.ซีไอเอ็มบี แนะ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 205 บาท ตามด้วยเคจีไอ เป้าที่ 194 บาท และ บล. อาร์เอชบี (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย 180 บาท ลดลงจากเดิม 190 บาท

ส่วน บล.บัวหลวง แนะแค่ “ถือ ” ให้เป้าหมายพื้นฐาน 140 บาท!!

อินเด็กซ์ 51

ฝรั่งซื้อ!!

Published May 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627012

โดย อินเด็กซ์ 51 28 พ.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 27 พ.ค.59 ปิดที่ 1,412.67 จุด เพิ่มขึ้น 11.03 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 39,297.89 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,646.3 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด IVL ปิด 33.75 บาท บวก 1.75 บาท, ADVANC ปิด 159.50 บาท บวก 1.50 บาท, PTTEP ปิด 81.25 บาท บวก 2.25 บาท, PTT ปิด 307 บาท บวก 2 บาท และ CPF ปิด 29.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง

บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์หุ้น BJC แนะนำ “ซื้อ” ให้มูลค่าพื้นฐาน 42 บาท หลังประกาศเพิ่มทุนครั้งใหญ่ แม้จะเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น แต่ทำให้ฐานะการเงินกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ขณะที่การซื้อ BIGC จะช่วยปลดล็อกการเติบโตให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เฉลี่ย 36% ต่อปี ใน 3 ปีนี้ ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมีความเสี่ยงขาลงจำกัด จึงปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ”

เช่นเดียวกับ บล.บัวหลวง ที่แนะซื้อ BJC ให้เป้า 45 บาท ระบุว่ามองเชิงบวกต่อการเข้าซื้อ BIGC เป็นการปูทางให้ BJC เป็นหนึ่งผู้ค้าปลีกหลายรูปแบบที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ขณะที่งบดุลที่แข็งแรงจากการเพิ่มทุนจะทำให้ BJC ขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ยังไม่ได้รวมผลประโยชน์ของการควบรวมกิจการและโอกาสที่ BIGC จะขยายสาขาอย่างรวดเร็วในปีหน้า แต่ราคาหุ้นปัจจุบันของ BJC ที่ PER ของปี 60 ที่ 19 เท่า และต่ำกว่ามูลค่า ณ สิ้นปี 59 ตามวิธี DCF อยู่ 28% ถือว่าน่าสนใจมาก

ปิดท้าย มีข่าวจากสำนักงาน ก.ล.ต. “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” ผู้ช่วยเลขาธิการ สายบังคับใช้กฎหมาย บรรยายพิเศษเรื่อง การกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการดำเนินคดีแบบรวมกลุ่มกันฟ้องร้อง หรือฟ้องหมู่ (Class Action) เกิดขึ้นได้ยาก แม้กฎหมายจะออกมาแล้ว เพราะต้องมีผู้เสียหาย 1 คนยอมเสียค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินคดี แต่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายไปแล้วก็จะไม่ยอมเสียเงินเพิ่มเพื่อฟ้องคดี

ส่วนความคืบหน้ามาตรการลงโทษทางแพ่ง (Civil Sanction) ขณะนี้อยู่ในกระบวนการเข้า สนช.หากผ่านก็ประกาศบังคับใช้ได้ ซึ่งจะทำให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีมาตรการลงโทษ 2 แนวทางคือ คดีอาญาและทางแพ่ง ซึ่งแล้วแต่ดุลพินิจของคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้น หากเป็นคดีที่รุนแรง เช่น กรรมการบริษัทโกงบริษัทก็จะดำเนินคดีทางอาญา

แต่หากกรณีไม่รุนแรง เช่น ใช้ข้อมูลภายใน–ปั่นหุ้น ก็จะใช้วิธีการดำเนินคดีทางแพ่ง ซึ่งหากผู้กระทำผิดยอมรับผิดและจ่ายค่าปรับก็ถือว่าเสร็จสิ้น แต่หากไม่ยอมรับก็จะดำเนินคดีฟ้องศาลแพ่งต่อไป!!

อินเด็กซ์ 51

ขึ้นได้จำกัด!!

Published May 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626395

โดย อินเด็กซ์ 51 27 พ.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 26 พ.ค.59 ปิดที่ 1,401.64 จุด เพิ่มขึ้น 4.01 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 37,169.63 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 537.58 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด ADVANC ปิด 158 บาท บวก 4 บาท, PTTEP ปิด 79 บาท บวก 1.50 บาท, CPF ปิด 29.75 บาท บวก 0.75 บาท, PTT ปิด 305 บาท บวก 5 บาท และ BDMS ปิด 24 บาท ลบ 0.20 บาท

บล.ทรีนีตี้ แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ Wait & See ต่อ หลังเศรษฐกิจในประเทศยังเปราะบาง ตัวเลขการส่งออกล่าสุดยังแย่กว่าที่คาดไว้ แต่มองหุ้นกลุ่มอาหารและอิเล็กทรอนิกส์ น่าสนใจลงทุน เนื่องจากได้รับผลบวกจากแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ทำให้กลุ่มส่งออกได้อานิสงส์ ขณะที่ทั้ง 2 กลุ่มโชว์กำไรไตรมาส 2-3 ดีต่อเนื่อง

บล.ทิสโก้ ประเมินตลาดอยู่ในช่วงการปรับฐานแม้ระยะสั้นหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวต่อ แต่กรอบการปรับขึ้นมีจำกัดมาก ไม่น่าผ่านแนวต้าน 1,410 จุดไปได้ แนะกลยุทธ์ เก็งกำไรสั้นในลักษณะขึ้นขาย-ลงซื้อ ในกรอบแนวรับ 1,395-1,390 จุด แนวต้าน 1,410 จุด

บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะให้ทำกำไรเมื่อดัชนีปรับขึ้น จับตาความเสี่ยงจากภายนอกโดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯและถ้อยแถลงของประธานเฟด ว่าจะส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ แนะหุ้น PTTGC น่าลงทุน จากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นยังขึ้นช้า รวมทั้งหุ้นเด่น HMPRO-MTLS-GPSC!!

ปิดท้ายออกโรงเอง “บี เตชะอุบล” ประธานกรรมการบริหาร และประธานกรรมการ บมจ.อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ (EIC) เผยว่า มั่นใจว่าธุรกิจจะเติบโตได้มั่นคง หลังแตกไลน์ลงทุนเพิ่มในธุรกิจกีฬา โดยเข้าถือหุ้น 30% ในบริษัท สปอร์ต อีเวนท์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด หรือ SEI ซึ่งการลงทุนใน SEI จะทำให้บริษัทได้ถือครองหุ้นส่วนในโกลบอลเลเจนด์ อคาเดมี่ (GLS Academy) ฟุตบอลอคาเดมี่ที่ใหญ่ที่สุดในจีน รวมถึงการมีรายได้ต่อเนื่องจากการจ่ายค่าจ้างของรัฐบาลจีนและรายได้จากสปอนเซอร์ที่จะเข้ามาสนับสนุนอคาเดมี่

นอกจากนี้ SEI ยังเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันเวิลด์ฟุตบอลไฟว์ส (F5WC) และเวิลด์ซ็อคเกอร์ไฟว์ส (World Soccer 5’s) ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลประเภทผู้เล่น 5 คน ขณะเดียวกัน ยังมีโกลบอลเลเจนด์ ซีรีส์ (GLS) ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลของสุดยอดขุนพลนักเตะ ในตำนานที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก อาทิ ฟาบิโอ คันนาวาโร หลุยส์ ฟิโก ไมเคิล โอเวน ฮิเดโตชิ นากาตะ พอล สโคลส์ และคลาเรนซ์ เซดอร์ฟ!!

อินเด็กซ์ 51

ดีดขึ้น!!

Published May 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/625800

โดย อินเด็กซ์ 51 26 พ.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 25 พ.ค.59 ปิดที่ 1,397.63 จุด เพิ่มขึ้น 13.37 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 37,021.46 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด IVL ปิดที่ 32.25 บาท บวก 0.75 บาท, KBANK ปิด 164.00 บาท บวก 2.50 บาท, PTT ปิด 300 บาท บวก 5 บาท, PTTEP ปิด 77.50 บาท บวก 1.50 บาท และ SCB ปิด 128 บาท บวก 3 บาท

หุ้นไทยปรับขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก รับราคาน้ำมันในตลาดโลกฟื้นตัว และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) เริ่มนิ่ง

บล.ธนชาต แนะให้ติดตามถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 27 พ.ค.นี้ เพื่อให้เห็นทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หาก “เจเน็ต เยลเลน” ประธานเฟดมีท่าทีว่ายังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ ตลาดหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นได้อีก โดยเม็ดเงินหรือสภาพคล่องจะไหลไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แต่หากส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว ตลาดน่าจะทรงตัวและปรับตัวลง แต่คงปรับตัวลงไม่มากนัก

มองแนวโน้มตลาดระยะสั้น ยังมีจังหวะในการรีบาวด์ได้ต่อ ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,380 จุด ส่วนแนวต้าน 1,400 จุด

บล.โนมูระ พัฒนสิน ชี้ว่าหุ้นไทยฟื้นตัวแรงเข้าใกล้ 1,400 จุดอีกครั้ง หลังได้ sentiment เชิงบวกจากต่างประเทศ ราคาน้ำมันฟื้นตัวต่อเนื่องเข้าใกล้ระดับ 50 เหรียญ/บาร์เรล และมีแนวโน้มทะลุขึ้นมาเคลื่อนไหวกรอบ 50-55 เหรียญ/บาร์เรล ในเดือน พ.ค.นี้

มองตลาดมีโอกาสทะลุ 1,400 จุดอีกครั้ง แนะกลยุทธ์ลงทุนเก็งกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน เลือก PTTEP-IVL และหุ้น laggard อย่าง SCC หุ้นค้าปลีกชอบ CPF และหุ้นที่ผลประกอบการเด่น เช่น BCH-XO-BWG ด้านเทคนิคให้แนวรับ 1,390 จุด และแนวต้าน 1,410-1,414 จุด

บล.ฟิลลิป มองดัชนีปรับตัวขึ้นได้ต่อ แต่ยังมีอัพไซด์ที่จำกัด เนื่องจากความผันผวนจากภายนอก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด และราคาน้ำมันดิบที่ผันผวน

แนะกลยุทธ์ลงทุน ยังเน้นเล่นสั้น เนื่องจากตลาดยังมีอัพไซด์ที่จำกัด โดยให้ขายทำกำไร หากดัชนีปรับตัวขึ้นสูงกว่าระดับ 1,400 จุด และรอซื้อกลับเมื่อตลาดย่อตัว ขณะที่เลือกหุ้น BBL น่าลงทุนเนื่องจากราคาที่ปรับตัวลงมากเกินไป โดยซื้อขายกันที่ B/V 0.79 เท่านั้น!!

อินเด็กซ์ 51

พลิกบวก!!

Published May 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/625283

โดย อินเด็กซ์ 51 25 พ.ค. 2559 05:01

 

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 24 พ.ค.59 ปิดที่ระดับ 1,384.26 เพิ่มขึ้น 2.57 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 34,089.37 ล้านบาท

หุ้นไทยพลิกกลับมาบวกได้ตามหุ้นยุโรปและดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า แม้ยังมีความกังวลกับธนาคารกลางสหรัฐฯที่อาจจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย.นี้มีน้ำหนักมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศขาดแรงหนุนเด่นชัด

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองทิศทางตลาด หากดีดตัวขึ้นได้ต่อคงมีอัพไซด์จำกัด ให้แนวต้านที่ 1,390-1,400 จุด แต่ไม่น่าผ่านไปง่ายนัก ส่วนแนวรับลุ้นให้ยืนที่ 1,380 จุด ให้ได้หากยืนไม่อยู่มีโอกาสลงไปทดสอบที่ระดับ 1,370-1,360 จุด แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัว

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่าคำพูดของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ส่วนใหญ่ช่วงนี้ค่อนข้างสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งถัดไปเริ่มมีความเป็นไปได้สูงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ติดตามคำกล่าวของ Janet Yellen ประธาน Fed ในคืนวันศุกร์นี้ ซึ่งหากออกมาในโทนเดียวกัน มองว่ามีโอกาสสูงที่นักลงทุนในตลาดจะ Price in ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอีก จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับ 32%

ดังนั้น แนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังเปลี่ยนจาก Earning driven phase หลังจากที่ประกาศผลประกอบการของบริษัทครบหมดแล้วมาเป็น Fed Fear driven phase มองความไม่แน่นอนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ประกอบกับปัจจัยการลงประชามติว่าจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษหรือ Brexit ที่อาจเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น มีโอกาสทำให้ตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวนมากขึ้นในช่วง 1 เดือนข้างหน้านี้

จึงยังคงแนะนำ Wait & See ในช่วงที่ Bond yield กำลังปรับตัวรีบาวด์ขึ้น และรอจนกว่า SET Index จะปรับตัวลงมาที่จุดซื้อแรกของที่บริเวณ 1,350–1,370 จุด โดยหากดัชนีปรับตัวลงมาบริเวณ ดังกล่าว มองหุ้นกลุ่มอาหาร (CPF, TU, TFG) และอิเล็กทรอนิกส์ (KCE) เป็นกลุ่มที่น่าสนใจในการเข้าลงทุนเนื่องจากมีโมนตัมของ Earnings ที่ดีในช่วงไตรมาสที่ 2–3 และได้ Sentiment เชิงบวกจากการอ่อนค่าของเงินบาท!!

อินเด็กซ์ 51

%d bloggers like this: