เข็มทิศ SME

All posts tagged เข็มทิศ SME

ธุรกิจไทย ต้องไร้คอร์รัปชัน

Published September 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 29 ส.ค. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/705409

 

เราทราบกันดีค่ะว่า คอร์รัปชัน คือภัยเรื้อรังของประเทศไทยมาเป็นเวลานาน แต่ก็น่าดีใจนะคะที่ปัจจุบัน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน ต่างก็ให้ความสำคัญและร่วมกันรณรงค์การต่อต้านคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ

ทั้งนี้ เพราะเราทุกคนตระหนักดีว่าภัยร้ายแรงอันนี้ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง สามารถขจัดให้หมดไปจากประเทศของเราได้เพียงลำพัง

หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกๆ คนในการต่อต้าน และทำให้สังคมไทยรู้ว่า ถึงเวลาแล้ว ที่การคอร์รัปชัน จะเป็นสิ่งที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้อีกต่อไป

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน : พลังสังคมที่ต้องการขับเคลื่อนให้การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับไม่ได้

ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุย กับ คุณวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และ รองประธาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ถึงที่มาที่ไปของ การจัดตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นในประเทศไทยค่ะ ท่านเล่าให้ฟังว่า…

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา… 

-1 มิถุนายน 2554 : ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศการต่อสู้กับการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดย คุณดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทยในสมัยนั้น เนื่องจากเห็นว่าหากไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ประเทศไทยของเราจะตกอยู่ในภาวะลำบากอย่างแน่นอน

ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน จึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีคุณ ดุสิต นนทะนาคร เป็นประธานและผู้ร่วมก่อตั้งภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ร่วมกับ 23 องค์กรเอกชน

– 6 กันยายน 2554 : คุณดุสิต นนทะนาคร ได้เสียชีวิตลง

จากวันนั้น ถึงวันนี้..

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคีต่างๆ ในการช่วยต่อต้านคอร์รัปชันในสังคมไทย โดยมีภารกิจหลัก 3 ด้านด้วยกัน คือ ป้องกัน ปลูกฝัง และเปิดโปง

แม้จะเป็นองค์กรอิสระ…

แม้จะไม่มีอำนาจในการ ‘ปราบปราม’…

แม้จะทราบดีว่า การคอร์รัปชันนั้นเปรียบเสมือนกิเลสของมนุษย์ และตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสอยู่ คอร์รัปชัน ก็จะไม่สามารถสูญสลายไปจากสังคมได้อย่างแน่นอน…

แต่ทุกคนมั่นใจว่าการช่วยให้การคอร์รัปชันลดลง ทั้งในการทำงานของภาครัฐ การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน และช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อให้โตไปไม่โกงได้นั้น ก็เป็นความสำเร็จอย่างมากแล้วของคนไทยทุกคน

และที่สำคัญ … ทุกคนเชื่อมั่นอย่างมากใน ‘พลังสังคม’ และ ‘พลังประชาชน’

วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2559

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดให้ทุกวันที่ 6 กันยายนของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันเพื่อรำลึกถึงคุณดุสิต นนทะนาคร แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมา งานต่อต้านคอร์รัปชันได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ในปีนี้ ทางผู้จัดจึงได้จัดงานขึ้น 2 วัน คือ

อังคารที่ 6 กันยายน เป็นงานเสวนาวิชาการ “Anti Corruption Collaboration” กรรมโกงแบบไหน ใครสนอง โดยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งในภาคกฎหมาย ภาคประชาชน ภาคการเงิน องค์กรอิสระ ภาคการศึกษา และภาคสื่อสารมวลชน

อาทิตย์ที่ 11 กันยายน เป็นการรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ในวันต่อต้านคอร์รัปชัน “กรรมสนองโกง” ซึ่งเป็นการร่วมแสดงพลังครั้งสำคัญของคนไทย โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาร่วมเป็นประธานในงาน

ดิฉันขอใช้พื้นที่ตรงนี้เชิญชวนคนไทยที่หัวใจไร้คอร์รัปชันมาร่วมแสดงพลังในวันที่ 11 กันยายน ณ เวทีท้องสนามหลวง และศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ

มาร่วมกันสร้างประวัติศาตร์ การรวมพลังครั้งสำคัญของชาติเพื่อขจัดการคอร์รัปชันให้หมดไปจากบ้านเรากันนะคะ

แล้วพบกันค่ะ

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการสื่อสารองค์กร บริษัท เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

เล็กน้อย แต่ยิ่งใหญ่…เงินหายไป เพียงเพราะสะกดคำผิด

Published June 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 9 มิ.ย. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635134

 

บอกกับตัวเองหลายครั้งว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้เนื่องจากคิดว่าประเด็นมันเล็กเกินไป แต่ก็ต้องบอกกับตัวเองใหม่เพราะว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ส่งผลเสียหายทางธุรกิจได้โดยไม่รู้ตัว

หากใครสนิทกับดิฉัน จะทราบดีว่าดิฉันเป็นคนจู้จี้กับเรื่องการสะกดคำในภาษาที่ใช้เพื่อการสื่อสารมาก ไม่ว่าจะในโบรชัวร์สินค้า ป้ายบอกราคา หรือคำบรรยายต่างๆ ที่ใช้เพื่อการสื่อสารไปยังสาธารณชน (ไม่นับรวมถึงการเขียนภาษาในเฟซบุ๊ก หรือภาษาแชตเล่นกันทั่วไป) นั่นเป็นเพราะในสายตาของนักสื่อสารมวลชน การสะกดคำไม่ถูกต้องก่อให้เกิดความเสียหายมากมายชนิดที่เราอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่

ในบริษัทใหญ่ๆ นั้น กว่าที่ข่าวประชาสัมพันธ์แต่ละชิ้น คำบรรยายสินค้าแต่ละตัว หรือภาษาที่ใช้ในโบรชัวร์แต่ละใบจะออกสู่สายตาประชาชนได้นั้น จะต้องผ่านการตรวจแล้วตรวจอีก เพื่อให้แน่ใจว่าได้ภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และมีการสะกดที่ถูกต้อง เพราะการสะกดผิดหนึ่งคำบนฉลากสินค้า อาจทำให้ต้องยกเลิกการผลิตใหม่ทั้งหมดเลยก็ได้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

คำตอบง่ายๆ ก็คือ การสะกดคำผิดมีผลต่อความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริษัทค่ะ มีผลการวิจัยพบว่าการสะกดคำผิดแม้แต่คำเดียวนั้นสามารถทำให้ยอดขายของสินค้าลดลงได้ โดยเฉพาะการสะกดคำผิดในเว็บไซต์ ซึ่งสามารถทำให้ยอดขายสินค้าออนไลน์ลดลงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากทำให้บริษัทสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้า

เสียหาย เสียหาย และ เสียหาย

เคยไปงานแถลงข่าวของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งเขียนข้อมูลในโปสเตอร์ว่า โครงการนี้มีมูลค่า “167,000,000 ล้านบาท” ดิฉันจึงถามเจ้าของงานว่า มันคือ “167,000,000 บาท” ใช่ไหม เพราะว่าตัวเลข “167,000,000 ล้านบาท” นั่นมันเป็นมูลค่าของงบประมาณแผ่นดินเลยนะคะ ไม่น่าจะใช่งบประมาณของโครงการนี้โครงการเดียว เจ้าของงานได้แต่ยิ้มแหยๆ แล้วบอกว่า น้องเค้าคงเขียนพลาด ไม่ได้ดูให้ดีค่ะ คุณผู้อ่านลองคิดดูเล่นๆ นะคะว่า ถ้าสื่ออื่นๆ เอาตัวเลขนี้ไปพูดต่อๆ กัน ความเสียหายมันจะเกิดขึ้นขนาดไหน

อีกตัวอย่างค่ะ วันก่อนเห็นเฟซบุ๊กเพจของสถานเสริมความงามที่หนึ่งบอกว่าเป็น “คลีนิกศัลยากรรมความงาม” คืออ่านแล้วก็แอบคิดในใจว่าแค่เขียนภาษาให้ถูกต้องยังทำไม่ได้ แล้วนี่ถ้ามาทำสวยให้หน้าเรา ใบหน้าเราจะยับเยินไหมหนอ ไปใช้บริการที่อื่นดีกว่า อย่าเสี่ยงเลย เห็นไหมคะว่า ความมั่นใจของลูกค้ามันถูกบั่นทอนลงไป และความเสียหายทางธุรกิจก็ตามมาเพียงเพราะความผิดพลาดเล็กๆ แค่นี้เอง

หรือที่เพิ่งเป็นข่าวไปไม่นานมานี้ เกี่ยวกับความไม่รอบคอบของพนักงานพิมพ์เอกสารที่พิมพ์ผิดไปหนึ่งตัวจาก ‘ผู้อำนวยการส่วนควบคุม’ เป็น ‘ผู้อำนวยการส่วนคว*คุม’ ทำเอา ผู้หลักผู้ใหญ่ของกระทรวงต้องออกมาขอโทษขอโพยผ่านสื่อกันยกใหญ่

นอกจากนี้ การสะกดคำผิดเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็เช่นกัน เช่น บาท (Baht) ที่เรามักเขียนผิดเป็น Bath ที่แปลว่าการอาบน้ำ ที่เมื่อฝรั่งเห็นก็คงสงสัยว่านี่ขนาดค่าเงินของประเทศตัวเอง คนในประเทศยังเขียนผิดเลย เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของลูกค้า และมีผลกระทบชิ่งไปยังยอดขายได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เพราะอยากให้ผู้ประกอบการไทยหันมาใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้กันบ้าง อย่าปล่อยให้ธุรกิจของเรามาตกม้าตายเอาง่ายๆ เพียงเพราะว่าความประมาทเลินเล่อด้านภาษาที่เราคาดกันไม่ถึงว่าจะมีอานุภาพในการทำลายล้างธุรกิจแบบมหาศาล

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการสื่อสารองค์กร บริษัท เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

 

ธุรกิจดีได้ สังคมไทยต้องดีด้วย

Published May 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616724

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 7 พ.ค. 2559

 

ดิฉันมีโอกาสพูดคุยกับ ผอ.องค์การสะพานปลา ในรายการ คิดลึกคิดไกลไปกับหอการค้า เกี่ยวกับเรื่องการประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU Fishing ที่ไทยได้ใบเหลืองจาก สหภาพยุโรปมาเมื่อปีที่แล้ว และต้องพัฒนามาตรฐานต่างๆ เพื่อให้ อียูปลดล็อกใบเหลืองออก มิฉะนั้นแล้ว ประเทศไทยอาจมีปัญหาเรื่องการส่งออกสัตว์น้ำไปยังสหภาพยุโรป

น่าแปลกใจไหมคะ เพราะเราทุกคนทราบกันดีกว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำการส่งออกสัตว์น้ำคุณภาพ แต่กลับมาโดนใบเหลืองจากอียู ซะงั้น?

นั่นก็เป็นเพราะว่า ผู้บริโภคในยุโรปไม่ได้สนใจเฉพาะเรื่องคุณภาพ ความปลอดภัย และราคาเท่านั้นค่ะ แต่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในการผลิตสินค้าเหล่านั้นเป็นอย่างมาก และประเด็นปัญหาที่เรากำลังถูกจับตามองในหลายปีที่ผ่านมาก็คือ ประเด็นด้านสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้แรงงาน และสวัสดิการของแรงงานในอุตสาหกรรมประมงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งหมายรวมไปถึงการค้ามนุษย์ และแรงงานต่างด้าว ซึ่งแม้ว่าจะเป็นคนละเรื่องกับปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย แต่ก็ถือว่ามีความเกี่ยวโยงกันอยู่บ้างอย่างละเอียดอ่อน

SME ไทย เรียนรู้อะไร จากเหตุการณ์นี้?

ดิฉันจะไม่พูดในรายละเอียดของการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย ต่อเรื่องการทำประมงผิดกฎหมายในบทความอันนี้นะคะ เพราะอยากให้คุณผู้อ่านรับชมในรายการเองน่าจะดีกว่า แต่ประเด็นการค้ามนุษย์และแรงงานต่างด้าว ที่เป็นคนละเรื่องกับการทำประมงผิดกฎหมาย กลับมีความเกี่ยวโยงกันอย่างละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล สิ่งนี้ต่างหาก ที่ดิฉันคิดว่าน่าสนใจมากค่ะ

ที่ดิฉันบอกว่าน่าสนใจ ก็เพราะว่าปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกไม่ได้ใส่ใจเฉพาะคุณภาพของสินค้าหรือบริการอีกต่อไป แต่ยังใส่ใจเรื่องการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการนั้นๆ เป็นคนดีของสังคมหรือไม่ มีการช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นหรือไม่ หรือมุ่งเพียงแต่การค้าเพื่อหวังผลกำไรเท่านั้น

ทำไม ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อสังคม?

แม้การรับผิดชอบต่อสังคม จะไม่ได้ถูกตราไว้เป็นบทกฎหมาย แต่กระแสเรียกร้องของสังคมโลกที่มีต่อจริยธรรมทางธุรกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมนั้นนับวันยิ่งทวีคูณ ทั้งนี้เพราะความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมมีส่วนผลักดันให้ขอบเขตความรับผิดชอบต่อสังคมได้ขยายตัวออกไป ดังนั้น ธุรกิจที่จะอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืนนั้น จึงต้องปกป้องและพัฒนาสังคมไปควบคู่กันกับการบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตนเอง

SME จะรับผิดชอบสังคมได้อย่างไรบ้าง?

SME ส่วนใหญ่คิดว่า การทำ CSR หรือกิจกรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมนั้น เป็นเรื่องของการทำเพื่อชุมชนในรูปแบบของการบริจาค หรือคืนกำไรให้สังคม เมื่อธุรกิจยังไม่ค่อยมีกำไร และไม่ค่อยมีเวลา จึงไม่สนใจเรื่องนี้ และคิดไปเองว่าควรเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำไรเยอะแล้ว

ในความเป็นจริง SME สามารถรับผิดชอบต่อสังคมได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การทำมาค้าขายอย่างรับผิดชอบ เช่น ซื่อสัตย์ต่อคู่ค้าและลูกค้า ไม่เอาเปรียบลูกจ้าง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้าน ทำตัวเป็นพลเมืองดีของสังคม ด้วยการประหยัดพลังงาน บำบัดมลพิษก่อนปล่อยออกจากสถานประกอบการ ปลูกฝังค่านิยมการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมให้แก่ลูกจ้าง เหล่านี้เป็นต้น

เห็นไหมคะว่า การรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่การไปบริจาคเงิน บริจาคสิ่งของ หรือการไปปลูกป่า ทาสีกำแพงวัด เท่านั้น แต่เป็นการที่เราเริ่มปฏิบัติตนให้สังคมเห็นว่า เรามีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ และเป็นสมาชิกที่ดีต่อสังคม สามารถช่วยพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนควบคู่กันไปกับธุรกิจเราได้ และไม่ได้หวังเพียงผลกำไรเพียงอย่างเดียว

เพียงแค่นี้ ธุรกิจของเรา ก็จะได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจ และเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชนและสังคมอีกด้วยค่ะ

เป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เรื่องยากเลย ใช่ไหมล่ะคะ 🙂

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์

ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ธุรกิจและการสื่อสารองค์กร บริษัท เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์

http://www.facebook.com/SMECompass

ธุรกิจ ท้องถิ่นไทย และการเติบโตไปด้วยกัน

Published April 24, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609390

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 22 เม.ย. 2559 10:57

 

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศนั้น ยังมีอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่เรียกได้ว่าคอยพยุงเศรษฐกิจของประเทศอยู่ นั่นก็คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการค่ะ เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ สามารถทำรายได้เข้าประเทศได้มากถึง 2.23 ล้านล้านบาท เกินเป้าที่วางไว้ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ และในปี 2559 นี้เราคาดการณ์กันว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ จะสามารถดึงเม็ดเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนถึง 2.3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯ หลายท่านอาจนึกถึงธุรกิจทัวร์และธุรกิจโรงแรม แต่ในความเป็นจริงแล้วอุตสาหกรรมนี้ ยังประกอบไปด้วยหลากหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรง และทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายของฝาก ธุรกิจการขนส่ง ธุรกิจอาหาร เป็นต้น เมื่อการท่องเที่ยวของไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น ธุรกิจเหล่านี้ ก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วยนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ของนักท่องเที่ยวในการเดินทางแต่ละครั้งก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทอีกด้วย อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อความผ่อนคลาย การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อสังคม เป็นต้น

ในขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังบูมนั้น โครงการสานพลังประชารัฐ ของรัฐบาลชุดนี้ ก็มีการออกมาแถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วถึงโครงการขยายตลาดชุมชน ด้วยเป้าหมายของภาครัฐบาลที่ต้องการสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้น รัฐบาลจึงออกมาตรการในการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางใน 3 เรื่อง คือ การเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และที่สำคัญคือ การท่องเที่ยวชุมชน นั่นเอง

เห็นไหมล่ะคะว่า ตอนนี้การท่องเที่ยวชุมชนกำลังอยู่ในช่วงเนื้อหอม กำลังเป็นที่จับตาของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ

การท่องเที่ยวชุมชนคืออะไร?

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยว หลายท่านอาจนึกถึงแค่ น้ำตก ทะเล ภูเขา หรือวัดวาอารามต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยยังมีอีกหลายๆ ด้าน รวมถึง วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ และเป็นเอกลักษณ์ รอคอยการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

การท่องเที่ยวชุมชนนั้น พูดง่ายๆ ก็คือ การที่ชุมชน มีการบริหารจัดการ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ด้วยการนำเสนอเรื่องราว และสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจของชุมชนของตน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมของชุมชนเป็นสำคัญ และมีการกำหนดทิศทางโดยชุมชน จัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชน เรียกได้ว่า ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของในการจัดการ ดูแล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้มาเยือนหรือนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

การท่องเที่ยวชุมชนจึงไม่เพียงแต่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นในการนำเสนอ “จุดเด่น” หรือ “ของดี” ของชุมชน รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ ให้คนภายนอกได้รับรู้ เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ให้สามารถหารายได้ไปพร้อมๆ กับการพัฒนามนต์เสน่ห์ของท้องถิ่นตนเองในเวลาเดียวกัน

ที่สำคัญ คือ พระเอกของงานนี้ ก็คือ ชุมชนและคนในท้องถิ่นนั่นเองค่ะ

ความยั่งยืนของชุมชน = ความยั่งยืนของธุรกิจนี้

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชุมชนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ความเข้มแข็งของชุมชนจะช่วยให้ชุมชนสามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้ โดยที่ยังสามารถอนุรักษ์เสน่ห์ของท้องถิ่นตน และประยุกต์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้อย่างลงตัว

ที่เล่าให้ฟังมาทั้งหมดนี้ เพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆท่านที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด และกำลังมองหาธุรกิจที่ยั่งยืน สามารถทำรายได้ไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์มรดกในท้องถิ่นของตน.. และที่สำคัญคือ ไม่ต้องเข้ามาหางานทำในเมืองหลวงอันแสนวุ่นวายอีกด้วยค่ะ

แต่ละท้องถิ่น ต่างก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่า คนในท้องถิ่นนั้นจะเห็นคุณค่าและพัฒนามันไปอย่างไร

รู้อย่างนี้แล้ว.. หันกลับไปพัฒนาท้องถิ่นกันดีกว่าไหมคะ 🙂

 

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์

ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ธุรกิจ บริษัท เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์

อนาคตนักรบเศรษฐกิจไทย…ที่ชื่อ YEC

Published March 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587193

โดย ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ 11 มี.ค. 2559 09:30

 

มีโอกาสได้ไปร่วมงานอบรมหลักสูตร นักธุรกิจรุ่นใหม่หัวใจพอเพียง รุ่นที่ 2 (Sufficiency Economy Enterprise Development) หรือ SEED2 ที่จัดขึ้นโดยหอการค้าไทย สำหรับประธานกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ YEC (Young Entrepreneur Chamber of Commerce) จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ณ โรงแรม แกรนด์ไชน่า เยาวราช เมื่อสัปดาห์ก่อนค่ะ

ตลอดระยะเวลา 5 วัน ประธานกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ทุกท่านจะถูกเทรนด์อย่างเข้มข้นจากวิทยากรชั้นเยี่ยมของเมืองไทย เพื่อเปิดมุมมองและโลกทัศน์ในหลายๆ ด้าน พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของตนเองและทักษะความเป็นผู้นำการบริหารการจัดการสมัยใหม่ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปส่งต่อให้กับสมาชิก YEC ในจังหวัดของตนและพัฒนาท้องถิ่นบ้านเกิดให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของการอบรมในครั้งนี้ก็คือ การมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่นักธุรกิจรุ่นใหม่ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรต่างๆ

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทย นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมา ซึ่งถูกพูดถึงอย่างชัดเจนเมื่อปี พ.ศ.2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย และการพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงก็ถือเป็นการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ

การเรียนรู้วิธีที่จะพัฒนาท้องถิ่นบ้านเกิดของตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงผสานกับองค์ความรู้ทางธุรกิจด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การลงทุนในต่างประเทศ การบริหารบุคคล การตลาดในยุคดิจิตอล การจัดการห่วงโซ่อุปทานนวัตกรรมเชิงเกษตรสร้างสรรค์และอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ รวมไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ เพื่อให้จังหวัดของตนเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนในวิถีของตนเอง จะทำให้กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่เหล่านี้สามารถกลับไปพัฒนาท้องถิ่นภูมิลำเนาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลักสูตร SEED ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการที่หอการค้าฯ ได้ทำการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ชั้นเยี่ยมให้กับทั้ง 77 จังหวัดเพื่อให้เติบโตเป็นต้นกล้าที่มีคุณภาพและเติบใหญ่เป็นสุดยอดนักรบเศรษฐกิจของประเทศ

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้ยินประธานหอการค้าไทย คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ กล่าวแก่กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) อยู่เสมอๆ นั่นก็คือ…

“อย่าถามว่าประเทศให้อะไรกับเรา ต้องถามว่า เราจะให้อะไรกับประเทศได้บ้าง”

ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์
ผู้อำนวยการด้านกลยุทธ์ธุรกิจ เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์

กระดุมเม็ดที่หนึ่ง

Published February 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/578055

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 19 ก.พ. 2559 09:30

 

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสินในรอบสุดท้ายของงานประกวดแผนธุรกิจ “Marketing Plan Competition” ครั้งที่ 8 จัดโดยชมรมนักธุรกิจรุ่นใหม่หอการค้าจังหวัดลำปาง (YEC ลำปาง) ในงานนี้มีทีมผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากจากหลากหลายสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยในรอบสุดท้ายเป็นการแข่งขันด้วยการนำเสนอระหว่าง 8 ทีมที่เข้ารอบ สำหรับโจทย์ในการแข่งขันครั้งนี้ก็น่าสนใจมากครับ คือสร้างแผนธุรกิจที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดลำปาง

ในความเห็นของผมสิ่งที่น้องๆ ทำได้ดีคือรูปแบบการนำเสนอและความคิดสร้างสรรค์ที่มีความเข้มข้น น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงรูปแบบการทำแผนธุรกิจที่มีข้อมูล และมีความรัดกุมซึ่งต้องชื่นชมทั้งทีมน้องๆ นักศึกษา และอาจารย์ที่กำกับดูแลทีม

แต่อย่างไรก็ตามเกือบทุกทีมที่เข้าแข่งขันมีจุดอ่อนเรื่องหนึ่งเหมือนกันหมด ซึ่งก็คือการตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของธุรกิจที่พลาดไปไม่ได้ นั่นก็คือเรื่องการวางแผน “Product/Market Fit” หรือถ้าพูดกันง่ายๆ คือ การมองหาตลาดที่ดีพร้อมกับนำเสนอสินค้าที่เหมาะสมนั่นเอง

Product/Market Fit

ถ้าจะให้เข้าใจเรื่องของ Product/Market Fit ได้ดีขึ้น ผมขอเริ่มต้นนึกภาพคำว่า “ติดตลาด” การที่สินค้าตัวหนึ่งจะติดตลาดได้นั้น ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าต้องสามารถระบุตลาดเป้าหมาย (target market) ที่มีอุปสงค์ความต้องการสินค้าหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างรุนแรง และในขณะเดียวกันธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นก็มีความสามารถในการผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดเป้าหมายได้พอดิบพอดี เมื่อตลาดเป้าหมายและสินค้าที่มีในมือนั้นตรงกัน สินค้าก็ “ติดตลาด” และผู้ประกอบการก็สามารถสร้างเงินล้านได้ไม่ยาก

เลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เหมาะสม

การระบุตลาดเป้าหมาย หรือการวาง Market Segmentation เป็นเบสิกพื้นฐานที่ผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจทุกคนควรทำเป็นอันดับแรกๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นจากการให้คำปรึกษากับผู้ประกอบการจำนวนหลายราย รวมทั้งนักศึกษาในการแข่งขันนี้คือการที่ทุกคนล้วนมองข้ามความสำคัญในจุดนี้ไป และมักให้ความสนใจไปในเรื่องการโฆษณา ทำการตลาดสินค้าที่เรามีอยู่มากกว่าการมองตลาดให้ออกว่า สินค้าของเรามีพื้นที่ยืนตรงไหน การมองข้ามจุดนี้ไปจะทำให้สินค้าของเราขายไม่ออก หรือมีสินค้าที่ดีแต่ไม่มีใครซื้อ

การเลือกตลาดหรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น อาจมองดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายแต่มีความสำคัญมาก ถ้าผู้ประกอบการเลือกตอบโจทย์ตลาดที่กว้างไป หรือกลุ่มลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ที่แต่ละกลุ่มมีความต้องการหรือการใช้งานที่หลากหลาย ก็เป็นการยากที่เราจะออกแบบสินค้าหรือบริการให้ตรงใจกับลูกค้าทุกกลุ่ม

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเลือกตอบโจทย์ตลาดที่มีขนาดเล็กหรือเฉพาะเกินไป สินค้าที่เราผลิตและคิดค้นขึ้นมาก็อาจไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค้าในการลงทุน รวมถึงโอกาสที่บริษัทจะเติบโตเพิ่มยอดขายนั้นมีความเป็นไปได้ยาก

พูดง่ายๆ คือ ถ้ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความเฉพาะเจาะจงเกินไป ผลตอบแทนจากการขายก็อาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่ถ้ากลุ่มลูกค้ามีความกว้างมากเกินไป สินค้าของเราก็อาจตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มใดไม่ได้เลย

ทำไมต้องเป็นสินค้าของเรา?

การหา Product/Market Fit นั้น นอกจากคำถามที่ว่า “เราขายอะไร” และ “เราขายให้ใคร” แล้วอีกหนึ่งคำถามที่ควรเพิ่มต่อเข้าไปคือ “แล้วทำไมต้องเป็นสินค้าของเรา”

ถ้าเราสามารถตอบได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกส่วนตัวว่า เพราะอะไรที่ลูกค้านั้นต้องเลือกสินค้าของเราเหนือคู่แข่งในตลาดได้ นั่นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดเป้าหมายและสินค้าอย่างแท้จริง สินค้าของเราอาจดีกว่าคู่แข่งเพราะมีคุณภาพที่ดีกว่า หรือมีข้อได้เปรียบ (unfair advantage) ที่รายอื่นๆ ในตลาดไม่มี หรืออาจเป็นเรื่องของการกระจายสินค้าเข้าถึงมือลูกค้าได้ดีกว่า คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวเชื่อมระหว่าง “Product” กับ “Market” ให้มา “Fit” กันลงตัว

กระดุมเม็ดที่หนึ่ง

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า เรื่องการเลือกตลาดและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานของการเริ่มธุรกิจและการทำการตลาด และด้วยความที่เป็นพื้นฐานที่กล่าวมานี้ จึงทำให้ผู้ประกอบการล้วนมองข้ามความสำคัญของสิ่งนี้ไป และไปเน้นเรื่องการใช้เครื่องมือทางการตลาด ลดราคา หรือลอกเลียนแบบคู่แข่ง แทนที่การค้นหาความต้องการของตลาดที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองและปรับสินค้าของเราให้เข้ากับความต้องการนั้นๆ

การข้ามขั้นตอนและคำถามที่สำคัญที่สุดในการเริ่มธุรกิจในเรื่องของ Product/Market Fit ก็เปรียบได้เหมือนการใส่เสื้อครับ ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดที่เหลือเราก็ติดผิดหมด บ่อยครั้งกว่าเราจะรู้ตัวก็เสียเวลาติดผิดจนมาถึงเม็ดสุดท้าย แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นที่ดี แม้ระหว่างทางจะติดช้า หรือติดกระดุมผิดไปบ้างแต่เราก็ยังมาถูกทางแล้วนั่นเอง

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

SME กับ The New Normal

Published January 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/567667

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ 29 ม.ค. 2559 05:01

 

New Normal หรือ “เกณฑ์ปกติใหม่” กลายเป็นคำพูดที่มีคนพูดถึงกันมากในปัจจุบันเนื่องจากในช่วง 2 ปีให้หลังนี้อะไรๆ ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนไปด้วยความรวดเร็วเหลือเกิน ไม่เพียงแค่ในแวดวงธุรกิจแต่รวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นกันในสังคมด้วย

ในมุมมองทางวิชาการเกณฑ์ปกติใหม่เหมายถึง “ระดับอ้างอิงใหม่” ที่เกิดขึ้นมาและถูกวางเป็นมาตรฐานใหม่ของส่วนรวม ผมอาจจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเช่น 10 ปีก่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยในระดับร้อยละ 5-7 ต่อปีนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงเข้ามาทำให้การเติบโตเพียงร้อยละ 3 ต่อปีนั้นกลายเป็นปกติใหม่ที่ทุกคนต้องยอมรับ

เกณฑ์ปกติใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลานี้โดยมากกำเนิดเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่เข้ามามีบทบาท เช่น การแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ การหดตัวของเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมที่เกิดใหม่และที่ล้มหายตายจาก รวมไปถึง The New Normal ของประเทศคู่ค้าที่เราต้องพึ่งพา สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบลูกโซ่บีบบังคับให้เราต้องมี New Normal ใหม่เช่นกัน

ผมขอยกตัวอย่างเช่น กระแสความนิยมเสพสื่อรับข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย พฤติกรรมของผู้บริโภค Gen Y ที่มีการตัดสินใจซื้อรวดเร็วแและเบื่อเร็ว การที่บริษัทใหญ่เริ่มลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ นอกจากที่ทำอยู่เดิมหรือลงมาเล่นตลาดพื้นที่มากขึ้น การเริ่มต้นธุรกิจแบบจับเสือมือเปล่า การใช้กลยุทธ์ “ปาดหน้าเค้ก” หรือการสร้างธุรกิจแบบระดมทุนหุ้นส่วนหลายสิบขา อีคอมเมิร์ซและการค้าแบบดร็อปชิปปิ้ง (Drop Shipping) การหวังความร่ำรวยจากการลงทุนในสินทรัพย์ ธุรกิจที่เคยร่ำรวยจากการเสนอสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนเคยเป็นเรื่องแปลกใหม่แต่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นเรื่องปกติแล้วทั้งสิ้น

ในขณะที่ทั้งรัฐบาลไทยกำลังดำเนินการหาวิธีปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ที่ถูกขีดเส้นจากภายนอก ผลกระทบล้วนบีบตัวเข้าหาผู้ประกอบการ SMEs เข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ระดับประเทศจนไปถึงธุรกิจในระดับท้องถิ่น

จากที่เมื่อก่อนธุรกิจขนาดเล็กที่ให้บริการแค่ในพื้นที่ตำบลหรืออำเภอเคยมีอภิสิทธิ์พิเศษในการดำเนินชีวิตตามมาตรฐานเดิมของตัวเองโดยไม่ต้องใส่ใจมากนักกับความเป็นไปของสภาวะเศรษฐกิจภายนอกจังหวัด ก็ถูกบีบต้อนให้เริ่มปรับตัวเข้าหาเกณฑ์ปกติใหม่ซึ่งก็มีทั้งที่ถูกใจและไม่ถูกใจแล้วแต่จุดยืนของแต่ละคน

แต่ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ การปล่อยให้ปัจจัยภายนอกมากำหนดเกณฑ์ปกติใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

แล้ววิธีแก้ไขคืออะไรหรือ? เราจะปรับตัวให้เข้ากับ The New Normal ได้อย่างไร?

วิธีที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจและปรับ “เกณฑ์ปกติเก่า” ของเราให้เข้ากับ “เกณฑ์ปกติใหม่” ครับ

ถึงโลกภายนอกบอกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราจะลดลง ก็ใช่ว่าเราจำเป็นต้องนั่งทำตาปริบๆ ยอมรับอย่างเดียว หากแต่เราสามารถหาอย่างอื่นเข้ามาทดแทน ถ้าตัวธุรกิจหลักของเรากำลังเข้าตาจน เราก็ต้องหาทางแตกขยายสินค้าหรือบริการใหม่ๆ เข้ามาทดแทน

จากที่เคยพึ่งพาช่องทางการขายเดิมๆ ก็ควรเริ่มหาช่องทางการขายใหม่ จากที่เคยมุ่งขยายงานไปข้างหน้า ก็ลองหันมาควบคุมรายจ่ายให้กระชับรัดเข็มขัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้ประกอบการท่านใดที่ยังงงๆ กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาด หรือยังงงๆ ว่าควรจะปรับตัวอย่างไร ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะภาวะงงๆ แบบนี้กำลังเกิดขึ้นทั้งประเทศไทย เนื่องจาก “เกณฑ์ปกติใหม่” ในระดับมหภาคนั้นยังไม่เข้าที่

ช่วงที่เกณฑ์ปกติใหม่ หรือ The New Normal ยังไม่เข้าที่แบบนี้แหละครับที่เป็นโอกาสของผู้ประกอบการ ขณะที่ฝุ่นกำลังตลบแบบนี้เราไม่ควรพลาดโอกาสที่จะโละ The Old Normal ทิ้งแล้วกำหนด New Normal ให้ธุรกิจของเรา ทั้งในเรื่องคุณค่าของสินค้าหรือบริการ ทั้งระบบการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ

ไม่ว่าเกณฑ์ปกตินั้นจะเก่าหรือใหม่ ธุรกิจล้วนมีทางไปเสมอถ้าเราเริ่มต้นมองไปข้างหน้าควบคุมหางเสือให้ธุรกิจของเราเอง กำหนดเกณฑ์ปกติในอุตสาหกรรมก่อนที่ใครจะมาขีดเส้น “ความปกติ” ให้ธุรกิจของเรา

ธีระ กนกกาญจนรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยี เจ.เอ็ม.คาตาลิสท์
http://www.facebook.com/SMECompass

%d bloggers like this: