เขียว สวย หอม กินได้

All posts tagged เขียว สวย หอม กินได้

เทศกาลเดือนสิบ ทำขนมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไปให้ตายาย

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เทศกาลเดือนสิบ ทำขนมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ไปให้ตายาย

ขนมเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ตายาย ในความหมายตายายคือความยิ่งใหญ่ เป็นบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ขนมเสื้อผ้าถักทอด้วยแป้งเป็นเส้นเป็นสายให้เหลืองอร่ามเหมือนผ้าไหม เรียกว่า ขนมลา

ขนมสำหรับตายายมีหลายอย่าง ไม่ใช่แต่ขนมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น มีขนมแทนเงิน ขนมเครื่องประดับ ขนมการละเล่น ขนมเรือ ขนมไม้ถ่อหรือไม้พาย ทั้งหมดเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรือสำหรับเดินทาง เงินใช้จ่าย เครื่องประดับ และการละเล่น สังเกตว่าไม่มียารักษาโรคเข้าใจว่าบรรพบุรุษของเราเมื่อก่อนไม่ต้องใช้ยา พวกเขาอาจจะแข็งแรงหรือยาเป็นสิ่งที่หาได้ตามป่า ทุกคนปรุงยากินเองได้ โดยใช้สมุนไพรรักษาโรค แต่ต่อไปบรรพบุรุษยุคใหม่ลูกหลานอาจจะต้องมีขนมที่เป็นยาไปให้ด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใด สำหรับฉันคิดว่า ทั้งหมดเป็นสิ่งแทนความรู้สึก ที่เป็นความรัก ที่ความตายไม่อาจพรากความผูกพันไปได้ ผู้คนจึงมีพิธีกรรมที่เชื่อว่าส่งผ่านไปได้

ขนมลาทำคนเดียวไม่ได้ต้องใช้ผู้ช่วยทำอย่างน้อยสองคน มีขั้นตอนการที่ละเอียดอ่อน ความพิถีพิถันสูงเรียกว่าเป็นงานที่ใช้ความเป็นศิลปะเลยแหละ

ขนมปัจจัยของตายายทำในช่วงเทศกาลเดือนสิบทุกปี ในปีนี้วันขึ้นสิบห้าค่ำ ปีนี้ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา บ้านพี่สาวคนโตทำขนมพอง สำหรับเป็นเรือ ขนมกรุ๊ป และขนมดีซำ กลมๆ เป็นรูปสำหรับแทนเงิน ขนมไข่ปลายาวๆ รีๆ สำหรับเป็นเครื่องประดับเหมือนตุ้มหู แต่ไม่ได้ทำขนมลา ปีนี้เธอสูงวัยแล้ว และไม่มีผู้ช่วย ดังนั้น ขนมลานั้นจะซื้อเอา

เพื่อนรุ่นพี่บอกว่า ที่หมู่บ้านทาบทอง ในอำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเชียรใหญ่มีหมู่บ้านที่ทำขนมลาขายในช่วงเทศกาลเดือนสิบกันเกือบทุกหมู่บ้าน แต่มีการทำแบบโบราณอยู่ไม่มากนัก นั่นคือการหมักข้าวสารด้วยใบคุระ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน หมักด้วยใบคุระสองคืนจะได้ข้าวหมักอย่างดี เรียกว่าขึ้นกำลังดี คล้ายๆ กับการทำยีสต์ใส่แป้งหมัก แต่นี้หมักกับข้าวสารก่อนเอาไปโม่ และยังใช้แบบใส่ผ้าห้อยเอาไว้ให้สะเด็ดน้ำ

การทำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือขนมลาแบบโบราณนั้นต้องพิถีพิถัน คุณเกษม คนทำแป้งบอกว่า เขาเริ่มจากเลือกข้าวสาร โดยใช้ข้าวเจ้าผสมข้าวเหนียว ข้าวสารสิบส่วน ข้าวเหนียวหนึ่งส่วน ล้างและหมักด้วยใบคุระสองคืนและก็เอาใบคุระออก ล้างให้สะอาดอีกครั้งและเอาไปโม่ กรอง แล้วเอาไปทำลูกแป้ง การเอาไปทำลูกคือเอาแป้งใส่ผ้าผูกห้อยให้สะเด็ดน้ำเหลือแต่แป้งแข็งๆ เมื่อได้แป้งแล้วเอามาผสมกับน้ำผึ้งจาก โดยไม่ใช้น้ำเลย ผสมให้เหนียวข้นแบบหนืดกำลังดี ไม่ข้นเกินหรือเหลวเกินไป

เครื่องมืออีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมากคือ กระป๋องเจาะรูถี่ๆ แบบละเอียดยิบ เพื่อเอาแป้งใส่ลงไปสำหรับโรยลงไปในกระทะโรยแป้งเหมือนถักทอผ้า โรยบางๆ อย่างละเอียดลงในกระทะที่ทาน้ำมัน คนหนึ่งโรยอย่างเดียว อีกคนคอยเขี่ยขึ้นมาเป็นแผ่นๆ ใช้ไม้ยาวๆ จะได้ขนมผืนผ้าหนึ่งผืน กว่าจะได้หนึ่งกิโลก็เป็นร้อยผืนทีเดียว

บ้านนี้ทำเป็นงานของครอบครัว คุณเกษม ชูทอง สามีเป็นคนทำแป้ง ส่วน คุณวาสนา ภรรยาเป็นคนโรยแป้ง ลงในกระทะ ลูกสาวก็คอยดูไฟ

“ต้องทาไข่สลับด้วย กันติดกระทะ”

“มีวิธีการเยอะ เส้นสวยไม่สวยอยู่ที่รูที่เจาะก้นกระป๋องใช่ไหม”

“แป้งด้วย แป้งต้องพอดี น้ำผึ้งจากกับแป้งเท่ากัน ไม่เติมน้ำเลย” น้ำผึ้งจากก็คือ น้ำหวานจากต้นจากนั่นเอง

คุณวาสนา บอกว่า เธอทำตั้งแต่เด็ก ช่วยแม่ทำมาเรื่อยๆ จนอายุ 14 ปี ก็เริ่มทำเองได้ เมื่อถามลูกสาวของแกว่าทำเป็นไหม เธอบอกว่ายังไม่เคยทำ ช่วยอย่างอื่นแต่ยังไม่เคยโรยแป้ง ตอนนี้เธอช่วยดูไฟ

คุณเกษม บอกว่า ต้องสะอาด บ้านเขาไม่เลี้ยงแมว หมา และไก่ เพราะทำขนมลา ทุกพื้นที่ของบ้านต้องใช้ทำขนมหมด เครื่องโม่แป้งอยู่บนบ้านส่วนหน้า ลูกแป้งที่ห้อยอยู่บนคานที่บ้านเล็ก ขนมลาที่ทำแล้วเอาวางบนห้องโถง และรอจัดใส่ถุงให้ลูกค้า ดูจากสมุดสั่งจองยาวเหยียด

“ปีนี้ทำเท่าไร”

“ทำสิบสองกระสอบข้าวสาร ยังไม่พอคนสั่ง” คุณวาสนาบอก นับว่าน่าทำมาก ปีละครั้งทำขนมลาครั้งหนึ่ง ส่วนช่วงอื่นก็ปลูกพริก ปลูกผักไป

วันนี้พวกเราได้กินแต่หน้าเตาเท่านั้น ไม่ได้เอากลับมาเพราะมีเจ้าของจองหมดแล้ว เป็นขนมลาที่อร่อยจริงๆ นุ่มและหอมแป้งหมัก ปีหน้าต้องสั่งจองแต่เนิ่นๆ หรือไม่ก็ฝึกทำไปเลย ฉันลองฝึกโรยดูเส้นยังไม่สวยพอ ต้องฝึกอีกสักร้อยครั้ง ขนมลาของบ้านคุณวาสนาราคากิโลละ 160 บาท

เดี๋ยวนี้ขนมลาแป้งหมักแบบโบราณทำกันน้อย ส่วนใหญ่จะทำแป้งซื้อเป็นถุงๆ เอามาละลายน้ำตาล ซึ่งจะไม่นิ่มเท่าแป้งหมักและไม่มีกลิ่นรสชาติแบบเดิมๆ ซึ่งจะนุ่มหวานและออกเปรี้ยวปลายลิ้นนิดๆ จากแป้งหมักและน้ำผึ้งจาก

เมื่อได้ขนมสัญลักษณ์แล้วเราก็เอามาจัดวาง เรียกว่าการหมหรับหรือการจัดหรับ เอาขนมต่างๆ วางลงและเอาขนมลาคลุม ส่วนใหญ่จะเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลมหรือจะจัดเป็นรูปอะไรก็ได้ พร้อมกับพิธีบังสุกุลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ให้มารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลไป มีความเชื่อว่าพวกเขาจะมารับส่วนบุญส่วนกุศลไป ถ้าใครไม่ทำบุญบรรพบุรุษจะคอย

ทำบุญแล้วก็กินกัน นั่งกินข้าวกันที่ลานวัดร่วมกับพี่ๆ น้องๆ ญาติสนิท สมัยเมื่อฉันยังเยาว์ขนมเดือนสิบมีค่ามีความหมายมาก จะทำเยอะๆ เก็บใส่ปี๊บเอาไว้กินได้หลายเดือน โดยเฉพาะขนมพองกับขนมลา

ขนมพองนี้ต้องเก็บให้ดีให้กรอบนาน เป็นอาหารของเด็กๆ เลย เพราะเมื่อก่อนไม่มีขนมขบเคี้ยวขายเหมือนเดี๋ยวนี้ และหลังจากผ่านเดือนสิบก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ทางใต้ฝนจะตกชุกมาก ถึงฤดูน้ำหลากเดือนสิบสองการสัญจรไม่สะดวกต้องเตรียมอาหารเอาไว้กิน ขนมเดือนสิบก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งสำหรับไว้กินช่วงเดือนสิบสอง ซึ่งมาถึงวันนี้ทุกอย่างสะดวกสบายขึ้น มีร้านสะดวกซื้อตามหัวมุมถนน มีอาหารกินเล่นมากมาย เด็กๆ ไม่ได้สนใจขนมเดือนสิบ กินกันพอเป็นพิธีความเชื่อ ทำบุญเสร็จก็จบกันไป มีขนมลานั่นแหละที่ได้รับความนิยมอยู่บ้าง มีการทำเป็นขนมลาอับน้ำตาล ขนมลากรอบ ลาม้วน กินกันต่อ และเป็นของฝากได้ด้วย

ใครสนใจลองพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นของฝากได้นะคะ ลองฝึกโรยดู ทำแบบโบราณตามสูตรของคุณวาสนาเลยค่ะ

Advertisements

ดองหอย ดองปู จากทะเล ดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ดองหอย ดองปู จากทะเล ดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

ฉันชอบอาหารหมักดองจึงสนใจเป็นพิเศษ เรียกว่าไปที่ไหนก็แสวงหา วันนี้ตั้งใจจะนำเสนอของหมักดองประเภทมีชีวิต นั่นคือ หอยดอง ปูดอง

เดือนที่ผ่านมาอยู่ทะเล ชีวิตที่ทะเลใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเดินชายหาดแล้วก็ถ่ายรูป คุยกับชาวประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่ง ที่หยุดพูดคุยมากที่สุดก็คือ คนขุดหอยเสียบ

หอยเสียบที่มากที่สุดเท่าที่เคยเห็นก็คือบ้านหัวหิน จังหวัดสตูล ชายทะเลตรงนั้นหอยเสียบเยอะจริงๆ และตัวใหญ่มาก คนที่หาหอยเสียบมีน้อยมาก เพราะมีหอยอย่างอื่นให้เก็บกินที่ตัวใหญ่กว่า หอยตัวใหญ่จะมีตอนช่วงน้ำลด ผู้คนจะไปหาหอยกันอย่างรวดเร็วได้เป็นถังๆ ที่นี่หอยใหญ่จริงๆ และยังค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และนักท่องเที่ยวยังไม่บุกมาก เรียกว่ามีนักท่องเที่ยวพอประมาณ อาจจะเป็นเพราะว่าชายทะเลลงเล่นน้ำไม่ได้ คือเป็นทะเลโคลน แต่ก็มีลานเก็บหอยช่วงน้ำลดที่กว้างไกลให้เดินเล่นและไปเก็บหอยกับชาวบ้าน

เก็บหอยช่วงน้ำลดต้องรีบเก็บเร็วๆ เพราะไม่นานน้ำก็จะขึ้นมา ฉันตามเขาไปเก็บหอยหลายครั้ง มีหลากหลายและตัวใหญ่กว่าหอยเสียบมาก เด็กตามพ่อแม่ไปเก็บหอยก็จะเล่นน้ำอยู่แถวนั้น มีแอ่งน้ำให้พวกเขาได้เล่นสนุกๆ

ผู้ใหญ่จะเตือนเด็กให้รีบขึ้นเพราะน้ำจะขึ้นแล้ว บางครั้งน้ำขึ้นตามหลังมาเลย ต้องรีบเดิน

ที่นี่ชาวบ้านอยากทำการท่องเที่ยวเอง แบบท่องเที่ยวโดยชุมชน พานักท่องเที่ยวล่องเรือ กินอาหารจากทะเล ดูวิถีชีวิต รวมทั้งเก็บหอยด้วย

หอยที่นี่ใหญ่จริงๆ อย่างหอยหลอดที่อื่นเท่าหัวไม้ขีด ที่นี่ตัวเท่านิ้วชี้ ฤดูกาลเก็บหอยหลอดผู้คนมากมายมาที่นี่

“หอยหลอดต้องผัดฉ่าอร่อยที่สุด” เพื่อนบอก

อีกแห่งหนึ่งที่พบเห็นผู้คนไปเก็บหอยเสียบกันมากทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีระดับเลย ตรงนั้นอยู่ในเขตชะอำที่ใกล้หัวหินมากคือ อีกสิบกิโลเมตรก็ถึงหัวหิน ฉันไปพักอยู่คอนโดฯ ของเพื่อน ชื่อ วีไอพี อยู่คอนโดฯ ชั้นที่ 25 ซึ่งสูงมาก อยู่ในห้องไม่รู้จะทำอะไร เดินไปเดินมาก็ลงมาเดินทะเล มาดูคนขุดหอย ที่นี่เขาขุดกันจริงจังมาก นับเป็นสิบๆ คนเลย การเห็นสถานที่ท่องเที่ยว ชายหาดหน้าโรงแรมที่ผู้คนยังมาขุดหอย หาปลาได้ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวดูอ่อนโยนลง แสดงว่าเจ้าของโรงแรมใหญ่ๆ ที่นี่ยังไม่ถึงกับกั้นหาดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า ซึ่งหลายแห่งจะเป็นอย่างนั้น พวกที่กั้นหาดไม่ยอมให้คนผ่านหาดถือว่าเป็นพวกโกงทรัพย์สินส่วนรวม เพราะหาดเป็นของส่วนรวม ถ้ากั้นหาดไม่ให้คนเดินผ่านก็พูดได้เลยว่า เห็นแก่ตัว ยักยอกของส่วนรวมเป็นของส่วนตัว ไม่ควรคบหาสมาคมกับคนโกงอย่างนั้น คือไม่ควรไปสนับสนุนพักด้วย บางแห่งยังเดินมาทำท่าจะไล่ แบบว่านี้หาดส่วนตัว…ถามกลับ หาดส่วนตัวที่ไหน ไม่มี ชายหาดเป็นของส่วนรวม เหมือนทะเลไม่มีเจ้าของเป็นของส่วนรวม ภูเขาก็เช่นกันไม่มีส่วนตัว ไม่มีหรอกหาดส่วนตัว ภูเขาส่วนตัว ใครพูดอย่างนี้บอกได้เลยว่าเข้าใจผิด

กลับมาที่หอยเสียบต่อ ช่วยเขาขุดหอยเสียบพอเพลินๆ คนขุดหอยเขาบอกว่า มีคนมารับซื้อไปขายที่ชลบุรี เพราะที่นั่นเป็นแหล่งขายหอยเสียบ

“อ้าว…ตรงถนนสายที่ขายหอยเสียบเป็นแถวๆ นั้นไม่ใช่หอยทะเลชลบุรีเหรอ”

คนขุดหอยบอกว่า น่าจะเป็นหลายแห่ง ที่นี่เขาก็มารับซื้อส่งไปที่ชล เขาจะดองน้ำปลาขายเป็นขวดๆ ฉันถามเขาว่า ตอนนี้จะแบ่งขายให้ฉันได้ไหม เธอบอกว่าได้ ฉันเลยซื้อหอยเสียบมาสามสิบบาท ได้มาเยอะทีเดียว เธอแนะนำการดองให้เสร็จ

“เอาไปขังให้มันคายทรายออกก่อน ขังไว้สักพักใหญ่ๆ แล้วก็ล้าง แช่น้ำปลาให้ท่วมหอยไว้สองคืน หรือแช่เกลือเม็ดก็ได้”

“ทำกินเลยได้ไหม ไม่ต้องดอง”

นักท่องเที่ยวที่เดินเล่นและหยุดดู ถามขึ้น

“ได้ซิ เอาไปคั่วน้ำใส่น้ำปลานิดหนึ่ง อย่าใส่น้ำให้เยอะ หรือจะทำเป็นแกงเลียงใส่ผักต่างๆ ลงไปก็ได้” นักท่องเที่ยวอีกคนขอซื้อยี่สิบบาท เราได้หอยคนละถุง ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนแต่ชอบในสิ่งเดียวกัน จึงเดินคุยด้วยกัน คุยเรื่องกินนั่นแหละไม่มีเรื่องอื่น คุยเรื่องกินปลอดภัยดีกว่าคุยเรื่องการเมือง ถ้าไม่หนักแน่นพอ

“อยู่ที่ไหนก็หากินได้นะ เมืองไทยนี้ดีจริง” เขาว่า

“ใช่ อยู่ทะเลเขาบอกว่าไม่มีอดถ้ารู้จักหากิน แต่ก็ไม่ง่ายนะมันต้องฝึกฝน”

เมื่อถึงที่ต้องแยกก็แยกกัน โบกมือลากัน ฉันเอาหอยเสียบมาแช่น้ำปลาสำหรับกินอีกสองวัน ส่วนน้องคนนั้นถ้าได้เจอกันอีกครั้งจะถามว่าทำอย่างไรกิน คั่วน้ำปลาเหมือนที่แนะนำหรือเปล่า ไปทะเลครั้งต่อไปฉันคิดว่าจะเอาช้อนหรือถ้วยพลาสติกไปขุดหอยเสียบด้วยดีกว่า

จากหอยก็มาถึงปู คราวนี้ไม่ใช่ปูทะเล แต่เป็นปูนา ออกจากทะเลตรงไปที่ทุ่งนา เจอเขากำลังจับปูนาอยู่

ปูนา ก็เอามาดองเหมือนกัน บ้านใต้เรียกปูเค็มว่า เปี้ยว จับปูมาเพื่อเอามาดอง ปูนาเดี๋ยวนี้หายากขึ้น เพราะตามทุ่งนาปลูกข้าวแบบใช้สารเคมี ปูไม่อยู่

แม่ค้ามารับซื้อปูนาบอกว่า ต้องเอาไปดองก่อน บอกแล้วว่าฉันเป็นคนสนใจของหมักดอง รีบถามวิธีการดอง เธอใจดีมากบอกอย่างละเอียด

วิธีการดองปูนา อันดับแรก ได้ปูมาก็เทใส่ลงไปในน้ำเกลือแบบเข้มข้นที่ต้มเอาไว้ และทิ้งไว้จนเย็นก่อน ย้ำว่าต้องเย็นสนิท แช่ปูเอาไว้อย่างนั้นหนึ่งคืน แล้วเอามาล้างน้ำผ่านจนสะอาดดีแล้ว ล้างหลายน้ำให้สะอาด เรียงใส่ถุงเทน้ำเกลือใส่อีกครั้งลงถุงปิดให้แน่น (น้ำเกลือใหม่ๆ เลยนะ ไม่ใช่น้ำเกลือเก่า) และเอาไปขายเลย กว่าจะถึงมือผู้กินก็สองวันพอดี ปูอร่อยประมาณสองสามวัน นานกว่านั้นก็ไม่ค่อยอร่อย จะเค็มมากไป

การทำปูดอง ไม่ใช่แค่ดองปูอย่างเดียวต้องรู้วิธีจับปู วางปูอย่างไร ให้อยู่กันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบไม่ให้ก้ามไปเจาะถุงพลาสติกขาด เพราะต้องดองน้ำไปด้วย

เห็นปูดองแล้วบอกจริงๆ คิดถึงส้มตำ ยำปู ต้มกะทิใส่มะดัน ทำหลน ตำมะขาม อาหารพวกนี้ปูเค็มสองตัวเอาอยู่ ทำอาหารได้ชามโตๆ

เอาล่ะ สำหรับคนชอบของดอง จะทำกินหรือทำขายก็น่าสนใจมากเลย DSC06495.JPG หอยเสียบชายหาด

DSC06503.JPGขุดหอยเสียบ ที่บ้านหัวหิน สตูล065965 น้ำแห้งออกหาหอยอื่นๆ มากมายDSC06513ส่วนหนึ่งของการจัดการท่องเที่ยวแบบชุมชน ดูวิถีชีวิตเด็กลูกชาวเล

เรื่องผักในหัวใจวัยเยาว์ “จากผักกูดลวกไปจนถึงทำแห้งสาหร่ายผักกูด”

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เรื่องผักในหัวใจวัยเยาว์ “จากผักกูดลวกไปจนถึงทำแห้งสาหร่ายผักกูด”

ผักในวัยเยาว์ ใครก็คงจะเคยมีผักที่กินตั้งแต่เล็กแต่น้อยกินเพราะชอบและต้องกินถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ตาม ตอนเด็กๆ ฉันต้องกินผักบุ้งเป็นหลักเพราะพ่อปลูกผักบุ้งโชคดีที่รู้สึกชอบ พ่อบอกว่ากินแล้วตาสวยนั่นเป็นความรู้สึกที่ดีๆ มากสำหรับเด็ก กินแล้วตาสวย กินแล้วผมสวย กินแล้วแก้มแดง ผู้ใหญ่จะใช้เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กกินผัก เพราะบอกสุขภาพดีนั้นเด็กอาจจะคิดไม่ออก

เมื่อโตขึ้นมาไปโรงเรียนก็มีวิชาการเกษตรครูก็ให้ปลูกผักซึ่งก็ปลูกผักบุ้งอีก ดังนั้นผักบุ้งจึงเป็นผักในหัวใจ คุณล่ะมีผักอะไรในหัวใจที่เล่าถึงได้บ้าง

เมื่อมีผักบุ้งฉันจะคิดออกว่าจะทำอะไรกินได้บ้าง ผักบุ้งจีนถอนทั้งราก ผักบุ้งไทยเด็ดยอดเรื่อยๆ ถ้าอยู่ในน้ำผักบุ้งมันจะอ้วนใหญ่กรอบอย่างนี้แกงเทโพอร่อยนักแล แกงส้มกับมะนาวใส่ปลาใส่กุ้งยิ่งอร่อย ถ้าเป็นผักบุ้งไทยผอมๆ อยู่เลื้อยยอดบนดินเอามาทำผักแกล้มกรอบอร่อย แต่ถ้าเป็นผักบุ้งจีนผัดดีกว่า ผัดน้ำมัน ผัดกะทิ…นี่เป็นผักที่อยู่ในหัวใจตั้งแต่เด็ก

อีกผักหนึ่งเป็นผักที่สนุกสนานวัยเยาว์ นั่นคือผักกูด ขึ้นอยู่ตามสวนยางพาราที่ชื้นๆ และต้องเดินทางไปเก็บและอยู่ไกลออกไป แถวชายน้ำที่พื้นแฉะๆ บางทีก็เก็บผิดเอาเฟิร์นติดมาด้วยเพราะมันคล้ายกันจนเด็กแยกไม่ออก ถ้าไม่อยากให้ผิดก็เลือกเอาแต่ต้นอวบๆ และยอดยังม้วนอยู่นั่นแหละไม่ผิดแน่ แต่เดี๋ยวนี้ในสวนยางไม่ค่อยมีผักกินแล้ว การปลูกยางพาราแบบสมัยใหม่ สวนจะโล่งเตียนไม่มีผักมีหญ้าให้เก็บกิน

แรกฉันคิดว่าผักกูดจะมีแต่ที่ใต้เท่านั้นหรือเป็นผักพื้นบ้านของภาคใต้ เมื่อไปทางเหนือก็มีผักกูดให้เก็บกินเป็นอาหารแต่วิธีทำกินต่างกันออกไป

พวกกินคลีนหรือกินอาหารปลอดภัยน่าจะเลือกผักกูด เพราะว่าเป็นผักที่ไม่ขึ้นในพื้นที่ที่มีสารเคมีถือเป็นผักธรรมชาติมาก

ช่วงหลังผักกูดเป็นผักที่ปลูกได้ในพื้นดินแฉะๆ ที่ชายน้ำปลูกผักกูดได้ดี หรือพื้นที่ธรรมดาให้น้ำเยอะๆ ผักกูดก็ขึ้นได้ เดือนที่ผ่านมา รุ่นน้องชวนไปเที่ยวสวนผักกูด พ่อแม่เธอปลูกผักกูดรายได้พอกินโดยไม่ต้องเอาเงินส่วนที่เป็นรายได้อื่นในสวนมาใช้เลย เรียกว่ารายได้มีทุกเช้า

ฉันคนชอบกินผักและหวนหาอดีต รีบไปทันทีใกล้ไกลไม่ว่ากันขอแค่เดินทางสะดวกหน่อยเพราะเริ่มสูงวัยแล้ววันนั้นเดินทางจากนครศรีธรรมราชไปสวนผักกูดที่สุราษฎร์ธานี ที่อำเภอนาสาร

นาสารเป็นอำเภอหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องผลไม้มากเป็นที่ซึ่งมีเงาะโรงเรียนอร่อยที่สุด คือกรอบหวาน เปลือกบาง

หมู่บ้านโกงเหลงเจ้าของบ้านบอกว่าที่นี่เมื่อก่อนไกลปืนเที่ยงมากๆ ไม่ค่อยมีใครไปมา เรียกพื้นที่สีแดงก็ได้ เธอเป็นเด็กโกงเหลง ถูกเพื่อนล้อเสมอ “มาจากโกงเหลง” ความหมายคือบ้านนอกสุดๆ ลงจากรถก็มีของกินทันที เงาะโรงเรียนกำลังสุกผมยาวๆ ยังเขียวๆ แซมแดง เธอบอกว่า ปีนี้เงาะติดน้อยเพราะแล้งนานมาก ขาดน้ำ ผลผลิตน้อยลูกเล็ก ถึงราคาแพงก็ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ จริงของเธอผลผลิตดีราคากลางๆ ดีกว่า เพราะพืชผลเป็นอาหารเลี้ยงผู้คนให้ชีวิตดำรงอยู่ ได้ผลผลิตน้อยไม่พอสำหรับผู้คนบางสวนอย่าว่าแต่ขายเลยกินในครอบครัวและแจกพี่น้องเพื่อนฝูงยังไม่พอเลย

เก็บผลไม้กินพอหอมปากหอมคอเพราะว่าผลไม้มีน้อยราคาสูงเกรงใจเจ้าของสวน และครั้งนี้เป้าหมายเราอยู่ที่ผักกูด

“โห มันเยอะขนาดนี้เชียวหรือเขียวสวยด้วย”เพื่อนชวนเดินไปหลังบ้านเห็นผัดกูดสวยเขียวไกลสุดลูกตา

เธอเล่าว่า มีเพื่อนกวีมาเที่ยวที่นี่ เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เขากลับบ้านไปปลูกผักกูดที่กาญจนดิษฐ์บ้านของเขา

“คิดว่าเกิดแรงใจเขียนกวีเสียอีก”

“ไม่กลับไปปลูกผักกูดกินก่อน เอาต้นพันธุ์ไปจากที่นี่เลย ตอนนี้เริ่มแตกยอดได้กินแล้ว”เธอบอก

การปลูกผักกูดนับว่าเป็นรายได้ที่ดี พ่อกับแม่เธอเก็บได้วันละสามสิบกิโล มีคนมารับถึงบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปเก็บเอามากองๆ เอาไว้แม่ค้ามารับเอง เก็บได้ทุกวันเพราะมียอดทุกวัน

“เดินเหยียบลงไปเลย ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็แตกใหม่ ยิ่งเก็บยิ่งแตกยอด”

ผักกูดถือว่าเป็นอาหารยั่งยืนอีกอย่างหนึ่งเพราะปลูกครั้งเดียวเก็บกินได้ตลอด

ชีวิตรื่นเริงช่วยกันเก็บผักกูด บางคนก็ถ่ายรูปหามุมสวยๆ บางคนก็ถ่ายรูปตัวเองคู่กับผักกูด บางคนเก็บอย่างเดียวเพื่อเอาไปทำกิน

“เก็บเยอะๆ เอาไปฝากที่บ้านทำกินบ้าง” เพื่อนลูกสาวเจ้าของสวนบอก

ฉันเก็บมาได้หอบใหญ่และบอกเพื่อนว่า เราเอาไปทำกินกันเถอะ การทำผักกูดกินก็เริ่มขึ้นที่เก็บหลังบ้านมากินหน้าบ้าน

ผักกูดก็เหมือนผักบุ้งทำกินได้หลายอย่าง แต่ช่วงที่ฉันเป็นเด็กที่บ้านนิยมผัดหัวทิ (ผัดกับกะทิแทนน้ำมัน) ต้มกะทิรวมกับผักอื่นๆ พวกผักบุ้งหยวก เพื่อกินกับน้ำพริกหรือขนมจีน พวกแกงส้ม ยำ ส่วนพวกเอามาผัดน้ำมันหอย ผัดใส่หมูสับ พวกก็น่าจะเป็นหลังๆ เป็นการคิดค้นทำกินดัดแปลงอาหาร

ได้ผักกูดแล้วก็เอามาเด็ดยอดเด็ดใบ วันนี้ไม่ลวกกะทิแต่ทำเป็นผัดใส่หมูสับ และลวกกินกับน้ำพริก บางคนชอบสดๆ ก็เป็นผักเหนาะได้เลย

ผักกูดอาจจะไปสู่ระดับอินเตอร์ได้เพราะนอกจากทำเป็นผักดองแล้วยังเป็นผักกูดแห้งได้ด้วย

น้องคนหนึ่งที่เชียงใหม่เล่ามาว่า เธอทำผักกูดแห้งออกมา คล้ายๆ กับสาหร่าย กลิ่นเหมือนสาหร่ายญี่ปุน เป็นการค้นพบโดยบังเอิญคือเอาผักกูดแบบไม่ค่อยสุกเรียกว่าแค่สะดุ้งน้ำร้อนยังกรอบอยู่แล้วเอาไปวางไว้ ผักกูดจะแห้งคล้ายสาหร่าย เอามาผัดทำกินปรากฏว่าอร่อย เคี้ยวหนึบๆ นิดหนึ่ง กลิ่นเหมือนสาหร่าย

ฟังเธอเล่าฉันคิดว่าน่าจะพัฒนาเป็นอาหารแห้งต่อไปได้เลย จึงเอามาทดลองทำดูต่อไปก็สามารถส่งผักกูดไปให้เพื่อนๆ ญาติๆ ที่เมืองไกลกินได้

ถ้าใครต้องการปลูกผักกูด คุยกับคุณติ๊กได้เลย

ทำ กราโนล่า อาหารคนรักสุขภาพขาย

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำ กราโนล่า อาหารคนรักสุขภาพขาย

ปีที่แล้วน้องคนหนึ่งเอาเป็นเมล็ดพืชหลากหลายมาให้ถุงหนึ่ง เคี้ยวมันดี หวานนิดๆ เธอบอกชื่อแต่จำไม่ได้ จำยาก อีกอย่างฉันเป็นคนบ้านนอกไม่ค่อยมีของแปลกๆ กิน

ต่อมาจึงรู้ว่ามันคือ “กราโนล่า” Granola เป็นอาหารเช้าใส่นม หรือใส่โยเกิร์ตกินก็ได้ ซึ่งทั้งสองอย่างเป็นของที่ฉันไม่คุ้นเคย คุณต้องเข้าใจนะ ในช่วงที่ฉันเป็นเด็ก เด็กๆ ในช่วงนั้นไม่มีอาหารพวกนม โยเกิร์ต หรือขนมขบเคี้ยวให้กิน อาหารเสริมก็ไม่มี จึงไม่คุ้นกับอาหารพวกสมัยใหม่ ถามว่าเด็กยุคนั้นกินอะไร กินกล้วย กินผลไม้ในท้องถิ่นเท่าที่มี ทั้งที่ขึ้นเองและที่ปลูกกัน

วัยเยาว์ตอนกลับจากโรงเรียน เราก็จะเดินกลับและเก็บลูกไม้กินระหว่างทาง มีกินกันทุกวัน เริ่มแรก “พุทราลูกเล็กๆ” ที่ข้างบ้านครูใหญ่ “พร้าวดอนหวาน” ผ่านสวนมะพร้าว เราจะรู้ว่าต้นไหนเป็นมะพร้าวหวาน น้ำจะหวาน หอม ลูกเล็กๆ ที่หล่นลงมาก็ไม่ฝาด กัดกินได้เลย กินส่วนหัวของมัน เรียกว่า “ลูกพร้าวดอน” ขนาดโตกว่าหมากนิดนึง เดินกินไปเรื่อยๆ ยังมีเจออีกเยอะ เช่น ลูกมังเร ดีซำ มะขามอ่อน กระท้อนหล่น กระทกรกลูกเล็กๆ ตามแต่จะเดินไปเจอ แล้วแต่ชอบ แต่ฉันชอบอยู่สองอย่างคือ พุทรา กับ กระทกรก อีกอย่างคือ เม็ดแมงเล็กที่ขึ้นอยู่ตามชายป่าริมทางเดิน เด็กๆ เอามือไปตบเม็ดดำๆ ก็จะหล่นใส่มือเอามากินเล่นกัน ถือว่ามีของกินธรรมชาติอยู่พอประมาณเหมือนกันนะ

แต่เมื่อพิจารณาดูอีกที สิ่งที่เรากินเข้าไปในวัยเด็กนั้นก็มีประโยชน์ไม่ต่างกันกับเมล็ดพันธุ์พืช หรือธัญพืชในถุงที่เรียกว่า กราโนล่า และประกอบกับหมอสั่งฉันควบคุมน้ำหนัก เพราะความดันและระดับไขมันในเลือดเริ่มสูง ดังนั้น ต้องหาอะไรที่กินเล่นหรือกินระหว่างมื้อที่ไม่ใช่ขนมหวาน หรือข้าวเหนียว ข้าวต้มเหมือนเช่นเคย ต้องหาอะไรกินที่ช่วยให้หิวข้าว หิวขนมน้อยลง และลดอาการหิวบ่อยๆ ให้ได้

วันนั้นจึงคิดถึงกราโนล่าของน้องที่เคยเอามาให้ชิม ตอนหลังรู้ว่าเธอทำขายด้วย จึงสั่งมากินทันที รู้สึกว่าอร่อยกว่าที่เธอเคยส่งมาให้กินครั้งก่อน

เพื่อให้แน่ใจก็เลยคุยกับเธออีกครั้ง ได้ความว่า

“กราโนล่า เป็นอาหารของชาวตะวันตก ประโยชน์ของกราโนล่ามีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากธัญพืช การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลจึงช้า ทำให้ร่างกายได้พลังงานต่อเนื่อง ระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ มีไฟเบอร์สูง สามารถกินกับผลไม้ นม โยเกิร์ต ทำให้อยู่ ไม่หิวบ่อยง่าย และลดความอ้วนได้ด้วย” น้องก้อย จิราภรณ์หมอกแสง ผู้ทำ บอกเช่นนั้น

“ส่วนประกอบนะคะ ประกอบด้วย ธัญพืชต่างๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์ เม็ดมะม่วง เบอรี่ ลูกเกด ข้าวโอ๊ต และก็งาดำ ได้ความหวานนิดๆ จากน้ำผึ้งค่ะ” เธออธิบายต่อ

“วันนี้อบกราโนล่าทั้งวัน และที่เลือกทำอาหารนี้ เพราะตัวเองเป็นคนชอบดูแลสุขภาพจากอาหารการกินอยู่แล้ว พอดีช่วงนี้มีกระแสกินคลีน ก็พยายามหามากินตามเขา ได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะเราไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยลองซื้อกราโนล่ามาทาน เพราะสะดวกและง่ายดี แต่ที่เขาทำขายกันมีราคาแพง ส่วนมากจะเน้นข้าวโอ๊ตเยอะมาก และรสชาติค่อนข้างหวานก็เลยลองทำเองดู โดยพลิกแพลงจากสูตรที่เขาทำๆ กัน เราชอบอะไรก็ใส่เยอะหน่อย ทำแล้วก็แบ่งเพื่อนๆ ชิม ทำไปทำมาเขาขอให้ทำเผื่อบ่อยเข้าก็ทำขายด้วยซะเลย คนสนใจมากขึ้น เพราะกระแสคลีนแรงมาก แล้วเราก็ขายในราคาเพื่อนฝูงไม่แพงเท่าเจ้าดังๆ เขาขายกัน”

คุณก้อย บอกว่า มีคนนิยมกินกันมากขึ้นไหม

“ช่วงนี้ถือว่ามาแรงเลยค่ะ เมื่อก่อนอาจจะนิยมเฉพาะคนที่ออกกำลังกายหรือคนที่ดูแลสุขภาพ แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่วัยรุ่นและเด็กก็ชอบกราโนล่ากันเยอะค่ะ เพราะเป็นการที่จะนำสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าร่างกายได้ง่ายและอร่อย อย่างเพื่อนๆ ของลูกสาวเรียนมัธยมฯ ก็ยังสั่งไปกินกันเยอะมากค่ะ เราก็ดีใจที่เด็กไทยหันมากินของดีมีประโยชน์แทนขนมกรุบกรอบที่ถูกและหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ”

ฟังดูเหมือนกับว่า น่าจะถือเป็นช่องทางทำกินได้เลย เลยถามดูว่า ถ้ามีคนอื่นจะทำด้วยคุณก้อยจะแนะนำอย่างไร

“ถ้าอยากทำจริงๆ ไม่ยากเลยค่ะ ขอแค่มีเตาอบก็ทำได้แล้ว ส่วนผสมนั้นเราก็ใส่ในสิ่งที่เราชอบลงไป ถ้าชอบหวานก็เติมน้ำผึ้ง อาจจะเติมเกลือได้นิดหน่อย เพียงแต่ว่าเราต้องควบคุมความร้อนให้คงที่โดยเฉพาะเตาอบที่ใช้แก๊ส ค่อยๆ อบทีละอย่าง เพราะธัญพืชแต่ละตัวใช้เวลาในการอบไม่เท่ากัน

บางตัวสุกเร็ว บางตัวสุกช้า ต้องหมั่นคนพลิกไปพลิกมา คือถ้าทำกราโนล่าก็ห้ามออกห่างจากเตาเกิน 5 นาที เพราะมีสิทธิ์ไหม้ได้ค่ะ และการทำกราโนล่าก็เหมือนการทำอาหาร คือไม่มีกำหนดเวลาตายตัว

ไม่สามารถบอกได้ว่า ตัวนั้นตัวนี้ใช้เวลาในการอบเท่าไร อย่างเช่น อัลมอนด์ ความร้อนที่ 180 องศาเซลเซียส ในเวลา 15 นาที ซึ่งบางที 10 นาที ก็ใช้ได้แล้ว ก็ลองผิดลองถูก ลองทิ้งมาเยอะกว่าจะมาลงตัว แต่ก็กำหนดระยะเวลาไม่ได้อยู่ดี

ใครสนใจ อยากซื้อกินหรือทำขายเป็นอาชีพเสริมก็นับว่ามีช่องทางนะคะ แต่สำหรับฉันขอซื้อกราโนล่าแม่ก้อยกินไปก่อน

กราโนล่า มันช่วยได้ให้หายหิวจริงๆ ค่ะ สองวันก่อนไปร่วมงานประชุมสัมมนา ผู้คนมาก อาหารน้อย เรียกว่ากินกันไม่พอ และก็หิว แถวนั้นก็ออกไปซื้ออะไรกินไม่ได้ด้วย โชคดีที่ติดไปครึ่งถุง ได้กินกับเพื่อน เคี้ยวให้ละเอียดตามด้วยน้ำไปแก้วหนึ่ง ก็ช่วยให้หลับสบายได้เหมือนกัน

กราโนล่า ยี่ห้อแม่ก้อย ได้ชื่อมาเพราะลูกๆ และเพื่อนของลูกเรียกแม่ก้อย ก็เลยกลายมาเป็นชื่อยี่ห้อ แม่ก้อย

แม่ก้อยเธอเป็นคนชอบทำอาหาร ยิ่งเป็นอาหารที่ชอบและไม่เคยทำจะเสาะหาวิธีทำจนได้ ปัจจุบัน ทำงานอยู่ร้านอาหารฝรั่งเศสในเมืองเชียงใหม่ ใกล้ๆ แอร์พอร์ต

https://web.facebook.com/jiraporn.morksang?fref=ts สนใจสั่งซื้อ หรือพูดคุยกับเธอเรื่องกราโนล่าได้ค่ะ

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 625

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

เดินทางไปทำกิน ตอน ลาบของพ่อ

เรื่องที่เราควรสนใจที่สุด กลายมาเป็นเรื่องสุดท้ายที่เราให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องสุขภาพ และการกิน การรีบเร่ง ทำให้เราละเลยเรื่องอาหารการกิน

ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ฉันอาศัยอยู่ ยามเช้าจะมีหมูปิ้งกับข้าวเหนียวขายอยู่ตามถนนสายต่างๆ นั้น หมายความว่าเด็กๆ ต้องกินข้าวเหนียวกับหมูปิ้งในยามเช้าเสมอ ก่อนไปโรงเรียน ไม่ได้มีอาหารที่หลากหลาย ไม่ได้มีผักกิน

สมัยฉันเป็นเด็ก เรากินข้าวเช้าไปโรงเรียนทุกวัน บ้านฐานะไม่ดี ค่อนข้างไปทางลูกมากยากจนเอาเลยทีเดียว และเราก็ไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่กับวิถีแบบนี้…

วิถีแบบนี้คือ พ่อจะปลูกผักไว้กินเอง ปลูกทุกอย่าง แต่ที่มากที่สุดก็คือผักบุ้ง กับ ถั่วฝักยาว ผักกาดเขียว ส่วนมะละกอนั้นขึ้นเองหลังบ้านมากมาย เรียกว่าลอกอข้างครัว เป็นสิ่งไร้ค่ามาก พี่ชายคนโตต้องทำกับข้าวให้น้องๆ กิน และเขาชอบแกงเลียงมะละกอมากๆ เลย น่าจะเป็นเพราะว่าทำง่าย ใส่กุ้งแห้ง กะปิลงไป ตามด้วยมะละกอที่ห่ามๆ ใกล้สุกที่ยังกรอบอยู่ เขาว่ามันหวานดี หวานมะละกอ และผักหวานบ้าน เพียงแค่นี้แหละ แกงเลียงให้น้องกินก่อนไปโรงเรียน

บางวันก็ผัดผักบุ้งกระทะใหญ่ ผัดกับหัวกะทิ เพราะบ้านเรามีสวนมะพร้าว คั้นกะทิเอาแต่หัว น้ำข้นๆ น้ำปลายไม่ ตั้งไฟให้เดือดพล่านแล้วเอาผักบุ้งลงไปผัดให้สุก ใส่เกลือกับกะปิปรุงรส…ช่วงวัยเยาว์รู้สึกว่าบ้านเราจนจัง อยู่เรือนไม้ กินแต่ผักที่พ่อปลูก

ผ่านมาถึงวันนี้รู้สึกขอบคุณมะละกอข้างครัวกับผักบุ้งของพ่อมากๆ ที่ช่วยให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ และไม่ต้องกินแต่ข้าวเหนียวหมูย่าง หรือขนมปังกับนมกล่องก่อนไปโรงเรียน ได้กินผักที่ปลอดภัย และมะละกอข้างครัวก็มีประโยชน์มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ออกจากบ้าน เราก็ใช้ชีวิตแบบของเรา กินอาหารแบบสมัยๆ พวกฟาสต์ฟู้ด อาหารกินด่วนๆ รวมทั้งบะหมี่สำเร็จรูป อาหารขบเคี้ยวต่างๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสายไปแล้ว

ฉันคิดว่าถ้าฉันพิถีพิถันกับการกิน ทำอาหารกินเอง หรือเลือกกินอาหารที่ดีๆ สักหน่อย ไม่รีบร้อนกิน สุขภาพก็น่าจะดีกว่านี้…นี่แหละที่อยากแบ่งปัน อยากบอกใครๆ มากที่สุด และเริ่มทำอาหารกินเอง บอกกล่าวเขียนถึงเรื่องราวของอาหาร บอกเสมอว่า อยู่ที่ไหนกินอาหารของที่นั่นจะดีกว่า หากว่าทำอาหารกินเองไม่ได้ เช่น อยู่เหนือ ก็กินอาหารเหนือ ช่วงนี้ทางเหนือมีเห็ดถอบที่อร่อยมาก ปีนี้แล้งนาน ไฟไหม้ป่ามาก กว่าฝนจะตกลงมาเบาๆ กว่าจะได้กินเห็ดถอบ เพราะต้องมีฝนนิดหนึ่งเห็ดถึงจะออก ช่วงนี้เห็ดถอบอ่อนๆ เพิ่งออกใหม่ๆ ต้องรีบกินเลย ต้มกินกับน้ำพริกง่ายสุด ไม่ปรุงแต่งมาก หรือจะทำแบบแกงเลียงก็ได้

เห็ดถอบ ต้องเลือกอ่อนๆ ถ้าแก่ก็จะไม่อร่อย กินคล้ายมีดินอยู่ข้างใน คล้ายๆ นะ ไม่ใช่ดินหรอก แรกที่กินเห็ดถอบรู้สึกไม่อร่อยเลยเพราะเริ่มกินจากเห็ดแก่ กว่าจะรู้ว่าอ่อนๆ อร่อย เสียโอกาสไปนาน เพราะใครชวนกินเห็ดถอบก็ไม่กิน แต่พอได้กินที่อ่อนๆ คราวนี้ชอบเลย

อาหารการกินของพื้นบ้านเราต้องให้โอกาส อย่าตัดสินครั้งแรก สัปดาห์ก่อนฉันได้เดินทางไปอีสาน ไปงานบวชหลานชายเพื่อน ได้กินลาบอีสานที่อร่อยมาก ชมแม่ครัวแต่ไม่ได้ถามสูตร กลับมาถึงบ้านยังอยากกินลาบอีสานแบบอีสานแท้ๆ อยู่ จึงเขียนไปถามเพื่อน ลาบอีสานแท้เขาทำกันอย่างไร เพราะเพิ่งไปกินมาและพบว่ามันไม่เหมือนที่เคยกิน

เพื่อนบอกว่า สำหรับคนไม่กินหมูทำลาบอีสานด้วยเต้าหู้เห็ดได้ แต่ฉันว่าเอาแบบหมูๆ ก่อนดีกว่า แบบดั้งเดิมเลย

เริ่มตั้งแต่ข้าวคั่วไปก่อนเลย

“คั่วข้าวสาร ข้าวเหนียว คั่วจนเกือบเหลือง ใส่ข่าซอย ตะไคร้ซอย คั่วจนเหลืองหอมไปด้วยกัน ฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปด้วย คั่วจนใบมะกรูดแห้ง กรอบดี ปิดไฟ พอเย็นแล้วเอาไปปั่น หรือตำก็ได้ จะได้ข้าวคั่วทำลาบที่หอมมากๆ (ทำใหม่ๆ ครั้งต่อครั้ง ไม่ต้องเก็บไว้)

ซอยหัวหอมแดง หั่นต้นหอม ผักชี ผักชีฝรั่ง ทั้งสามผักหั่นรวมกัน เด็ดสะระแหน่ไว้โรยหน้าด้วย”

คราวนี้มาจัดการที่เนื้อหมู

“อีสานปกติจะทำเป็นลาบดิบก่อน แล้วจะนำไปคั่วให้สุกทีหลัง ถ้าทำเป็นลาบแบบดั้งเดิมสูตรพ่อผมเลย ตามนี้เลยครับ…เนื้อหมูสันในสับละเอียด สับเองนะครับ ห้ามซื้อหมูบดมาทำ มันมีมัน ตอนสับให้สับข่าแก่ลงไปด้วย หมูหนึ่งกำมือ ก็ใส่ข่าประมาณปลายก้อย พอหมูละเอียดดีแล้ว ให้บีบน้ำมะนาวใส่ให้ทั่วๆ แล้วคั้นให้น้ำเลือดออกมา เนื้อหมูจะเป็นสีซีดๆ

ก่อนสับหมู ตั้งน้ำ ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ใส่เครื่องในต่างๆ ลงไปต้มไว้ ใส่กระดูกหมูด้วย เอาไว้ซดน้ำตอนกินลาบ กว่าจะสับหมูเสร็จเครื่องในต่างๆ ก็สุกพอดี เอาเครื่องในขึ้นมาซอยเป็นชิ้นบางๆ (น้ำเลือดที่บีบออกมาจากหมูสับ ใส่ลงไปในน้ำต้มกระดูกกับเครื่องในด้วยนะครับ เป็นน้ำนัว)

เตรียมทุกอย่างเสร็จแล้วมาถึงตอนปรุง

“จากนั้นก็ใส่หมูสับกับเครื่องในลงในชามที่จะผสม ตักน้ำต้มเครื่องในใส่พอขลุกขลิก คนให้เข้ากันดี ปรุงด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้าต้มสุก พริกป่น ข้าวคั่ว หัวหอมแดงซอย คนให้เข้ากันดี แล้วใส่ผักหอมสามอย่างที่ซอยไว้ อันนี้เป็นลาบดิบ…

ถ้าลาบสุกก็เอาไปคั่วครับ แต่ตอนเด็กๆ แม่ไม่ให้ผมกินลาบดิบ แต่แกไม่คั่ว แกเอาใส่ใบตองแล้วห่อแบนๆ เอาไปย่างไฟ คล้ายๆ แอ็บทางเหนือ อร่อยดีและหอมใบตองด้วยครับ”

เห็นไหม มีรายละเอียด ฉันคิดแล้วมันต้องไม่ใช่หมูบดคลุกข้าวคั่วกับพริกป่น บีบมะนาว ใส่ชูรส โรยผัก ขอบคุณมากๆ

เขายืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

“ลาบพ่อผมอร่อยมาก…ตอนสับหมู ใส่ข่า มือขวาแกสับหมู มือซ้ายจะถือข่าไว้แง่งหนึ่ง สับหมูไป แกก็จะสับข่าไปด้วย โดยมือซ้ายจับข่าไว้ แล้วใช้มีดที่สับหมูสับข่าส่วนที่พ้นออกมาเบาๆ สับขวางไปมา แล้วค่อยๆ เฉือนออกลงไปใส่ปนกับหมู แล้วสับไปพร้อมกัน

สำคัญตรงที่พอสับเสร็จแล้วบีบมะนาวใส่ทั่วๆ หมู แล้วคั้นๆ ขยำให้เข้ากัน ก่อนจะบีบเอาน้ำเลือดออกไปใส่หม้อต้มเครื่องใน”

ฉบับนี้ให้โอกาสกับลาบอีสานนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า เขียว สวย หอม กินได้…กินไปเที่ยวไปค่ะ

ขอบคุณ คุณดวง ให้สูตรลาบอีสานแบบดั้งเดิมของคุณพ่อ ตอนนี้คุณดวงหันไปอาหารมังสวิรัติเป็นหลัก และเปิดร้านอยู่ที่ปาย ใครผ่านไปทางปาย แวะไปชิมกันค่ะ

ความเชื่อ พลังหิน และกำลังใจ

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เขียว สวย หอม กินได้

ความเชื่อ พลังหิน และกำลังใจ

ฉันมีเพื่อนที่ศึกษาเรื่องหินจนถึงขั้นระดับที่รู้ว่าหินแบบไหนมีคุณอย่างไร หรือควรใช้ในโอกาสไหน เธอเขียนเรื่องหินจนมีหนังสือเกี่ยวกับหินมาแล้วหลายเล่ม และต่อมาก็ซื้อหินมาขาย เธอเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อไปดูหิน

ฉันสนใจแค่มันสวยดี สวยทุกชิ้น ไม่ว่าหยิบชิ้นไหน แต่ฉันเห็นแค่ความงามและเป็นเครื่องประดับเท่านั้น เมื่อฉันไม่ใช้เครื่องประดับ ฉันจึงไม่สนใจที่จะเอามาเป็นเจ้าของ แค่ชื่นชมแล้วก็ผ่านเลยไป จำได้ว่าเพื่อนเคยถามว่าชอบไหม ฉันยังส่ายหน้าแทนพยักหน้า เพราะกลัวเพื่อนจะให้ เกรงใจเธอ และคิดว่าเอาไว้ให้คนที่จำเป็นต้องใช้ดีกว่า

ต่อมา เธอเปิดร้านเล็กๆ ในบ้าน ขายหิน มีหินเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เป็นปีที่ 10 เธอมีร้านขายหินเป็นเรื่องเป็นราวถึง 2 สาขา มีสารพัดหิน มีให้ซื้อหลากหลาย

เดือนก่อนแวะไปดู บางชิ้นมันงามจริงๆ บอกเธอว่า เมื่อไหร่ที่เลิกอาชีพนี้ หินเหลือก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์หินเลย

เธอพูดว่า หินมันจะดึงดูดเราเข้าหามันเอง

ฟังเฉยๆ สำหรับคนที่มองเห็นหินแค่ความงาม ซึ่งฉันคิดว่าแค่ชื่นชมความงามฉันก็เพียงพอแล้ว แล้ววันหนึ่งในขณะที่เดินเล่นอยู่ในร้านหินของเพื่อน ฉันก็สนใจหินลูกหนึ่ง ไปหยิบขึ้นมา เป็นลูกกลมๆ เพราะคิดถึงช่วงที่เล่นทุ่มน้ำหนัก ทำท่าจะทุ่มเหมือนเมื่อครั้งเล่นทุ่มน้ำหนักกีฬาที่ฉันชอบ ลูกเหล็กจะหนักแต่อยู่ในอุ้มมือ พักไว้ที่คอ โยกตัวนิดหนึ่งก่อนที่จะทุ่มออกไปให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ ใครทุ่มได้ไกลก็จะชนะ ฉันทำท่าจะทุ่มแบบเหมือนเป็นลูกเหล็กทุ่มน้ำหนัก พนักงานรีบเข้ามา

ฉันวางมันลงเพราะรู้ว่าแพงมาก พนักงานในร้านพูดอย่างสุภาพ

“หนูเก็บให้นะคะ”

“ค่ะ เก็บเลยค่ะ ไม่ได้คิดจะทุ่มจริงแค่ทำท่าเท่านั้น”

ฉันไปหยิบหินก้อนเล็กมาถือเอาไว้ รู้สึกเย็นมือดี มือเย็นทำให้รู้สึกสบายขึ้น ในช่วงที่อากาศที่กรุงเทพฯ ร้อนมาก

เธอบอกว่า ให้ฉันเพราะเป็นหินบำบัดความเศร้า ฉันจำชื่อไม่ได้แล้วมีสีเขียว เธออธิบายต่อว่า นี่แหละที่เรียกว่า หินมันดึงดูดเรา มีหินมากมายแต่พี่เลือกที่จะเอาชิ้นนี้มากำไว้นานมาก เพราะรู้สึกดีใช่ไหม

“พี่มีความเศร้าอยู่มาก” เธอว่า

“ใช่ ฉันมีความเศร้าอยู่มาก และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดความเศร้านี้ ความจริงฉันเป็นคนป่วย และพยายามที่จะหายจากอาการป่วย”

ฉันไม่รู้ว่าเพราะหินหรือเพราะเพื่อน แต่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจริงๆ และเอาหินติดตัวไปด้วยตลอดเวลาที่อยู่กรุงเทพฯ

แล้ววันหนึ่งฉันก็พบว่า ฉันมีเพื่อนที่ควรจะได้หินนั้นมากกว่าฉัน ในวันที่ฉันไปเยี่ยมเพื่อนที่เราไม่ได้พบกันมานานกว่า 10 ปี เพื่อนที่เคยสนิทสนมกันในวัยเยาว์ เขาคล้ายคนสูงวัย ซึ่งฉันก็เช่นกัน และเขาป่วยมาก เราคุยเรื่องความทุกข์กันอยู่พักหนึ่ง ฉันหยิบหินขึ้นมาส่งให้เขา และบอกเขาว่า เป็นหินที่คลายความทุกข์ เศร้า เพื่อนที่มีความรู้เรื่องหินมากคนหนึ่งของประเทศนี้ให้มา

เขาบอกว่า พี่ก็เก็บไว้ซิ

“ไม่เป็นไรอยากให้ เราค่อยไปหาเพื่อนแล้วขอใหม่อีกก้อนได้”

ฉันรู้สึกดีที่เห็นเพื่อนยิ้มและพูดตลกๆ ว่า

“ถ้าเหงา เศร้า เอามือวางบนหัวและจะพบว่า พี่ยังมีผมอยู่เสมอ”

ฉันหัวเราะ เราหัวเราะด้วยกัน

“ยังมีขำได้ แสดงว่าหินนี้ทำให้อารมณ์ดี”

เขาคงไม่รู้ว่าหลังจากที่กลับมา ฉันเอามือไปวางบนหัวบ่อยๆ เพื่อพบว่า “พี่ยังมีผมอยู่เสมอจริงๆ”

หลายวันมานี้ฉันรู้สึกทุกข์ เศร้า จึงเขียนไปหาเพื่อนผู้ชำนาญด้านหินบำบัด ฉันคิดว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องหาวิธีการที่จะอยู่ให้ได้

ก่อนหน้านี้เพื่อนรุ่นน้อง เธอขอให้ฉันติดต่อเพื่อนให้ เพราะต้องการหินปลดหนี้ ฉันยังรู้สึกขำในใจ เพราะการเอาเงินไปซื้อหินนั้นจะเป็นการเป็นหนี้เพิ่ม เพราะเธอขอให้ผ่อนเป็นงวดๆ แต่โชคดีเพื่อนของฉันบอกว่าจะยกหินให้เธอเฉยๆ

และเธอก็ค่อยๆ ผ่อนหนี้ได้จริงๆ ด้วยพลังและกำลังใจของเธอ เธอบอกว่าเธอมีกำลังใจ และพยายามคิดว่าจะหารายได้จากไหนเพื่อใช้หนี้…การหยุดคิด ตั้งหลัก และกำลังใจนี่แหละที่ช่วยได้

เพื่อนบอกว่า “หินปลดหนี้ ชื่อ คยาไนต์ Kyanite และ หิน 3 ประสาน คือ นำ 3 ชนิด มาร้อยรวมกัน มีคุณสมบัติปลดหนี้ พิทักษ์ทรัพย์ ชื่อ kyanite+Iolite+Hessonite”

ส่วนหินบำบัดนั้น เธอว่า “หินบำบัดอาการเจ็บป่วยมีเยอะ ส่วนใหญ่จะแนะนำหิน 7 จักระ คือมีสีตามจักระ หรือจุดลำเลียงพลังของร่างกาย แต่ถ้าเจ็บปวด อย่าง ปวดขา เข่า กระดูก เราจะแนะนำหินฟลูออไรด์ บำรุงกระดูกและฟัน บำบัดอาการปวดขา ปวดเข่า ปวดเส้นเอ็นกล้ามเนื้อได้ดีมาก หินส่วนใหญ่ไม่มีในเมืองไทย เมืองไทยมีบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ได้ใช้ เพราะเราสั่งหินนำเข้ามา”

ฉันยังไม่ได้หินความเศร้า บอกเพื่อนว่าจะไปเอาเอง ไม่อยากรบกวนให้เขาส่งมา ความทุกข์ เศร้า ห่อหุ้มตัวฉันจนหนา และฉันคิดว่ายากที่จะสลัดมันออกไปได้ ในระหว่างรอไปเอาหิน เพื่อนๆ บอกให้ฉันไปพบจิตแพทย์ หรือไปสำนักปฏิบัติธรรม ทั้ง 2 อย่างคือทางออกที่ดี เป็นเทคนิคการมีชีวิตอยู่แต่ฉันยังไม่ไป ฉันคงนอนกอดความทุกข์ เศร้า ของฉันต่อไป เพื่อนบอกว่า ฉันเสพความเศร้าไปแล้ว

ฉันปกปิดความเศร้าไว้อย่างดีมาก ฉันยิ้ม หัวเราะกับผู้คน ฉันไปทำงานได้ ร่วมกิจกรรมต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งคือ ฉันร้องไห้ได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่คนเดียว น้ำตาไหลไม่หยุด

เพื่อนที่อยู่ฝ่ายสมาธิ บอกว่า ให้ฝึกใจเรา ถ้าเริ่มรู้ตัวว่าไม่ค่อยดี ใช้วิธีที่ครูอาจารย์ทางธรรมท่านสอน คิดอะไร รู้สึกอะไร ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ได้ห้ามไม่ให้คิด แต่อย่าปรุงแต่ง มันจะไปกันใหญ่ พอเครียด ไม่ถูกใจ ไม่พอใจ ตามดูลมหายใจตัวเอง แบบสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่เพ่งดู หรือคลึงปลายนิ้วมือกับนิ้วโป้งช้าๆ หรือพลิกคว่ำหงายมือข้างใดข้างที่ถนัดช้าๆ ไม่ต้องเพ่งมองการกระทำ แต่ให้ใจรู้ว่ากระทำอยู่ ทำไปเรื่อยๆ เป็นสมาธิแบบง่าย แนวหลวงพ่อเทียน ลองดู

เมื่อคืนฉันลองขยับมือทำดูรู้สึกว่าดีขึ้น หลับไปตอนไหนไม่รู้

ยามเช้า เพื่อนผู้หวังดีบอกว่า

ฉันควรจะท่องบทแผ่เมตตา การแผ่เมตตาคือการให้อภัย ทั้งให้อภัยตัวเองและให้อภัยผู้อื่น บางทีเราเจ็บปวดกับการไม่ให้อภัยตัวเองด้วย

เช้านี้ฉันลองท่องบทแผ่เมตตาแล้วรู้สึกดีขึ้นจริงๆ

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อเวราโหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยา ปัจฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

เป็นเทคนิคการมีชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง ซึ่งบางทีเราไม่อาจจะพึ่งสิ่งเดียวได้ ต้องพึ่งหลายๆ สิ่ง เพราะความทุกข์ของเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งเดียวเท่านั้น

แต่สำหรับคนที่จะใช้หินบำบัด หรือสนใจเรื่องหินได้ที่นี่ค่ะ ถือว่าแบ่งปันและโฆษณาให้เพื่อนด้วยค่ะ https://web.facebook.com/jnasongkhla?fref=ts จุฑามาศ ณ สงขลา

ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เขียว สวย หอม กินได้

ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

ทุ่งฟ้าบด ชื่อเพราะมาก ฉันชอบชื่อนี้ หวังว่าจะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นอื่น อีกชื่อหนึ่งที่ชอบคือ ร้อยจันทร์ ตอนมาอยู่เชียงใหม่แรกๆ อยากไปหาบ้านเช่าที่หมู่บ้านร้อยจันทร์ ชื่อหมู่บ้านเพราะ แต่หาไม่ได้ก็เลยไม่ได้อยู่หมู่บ้านร้อยจันทร์ ไปเช่าอยู่ที่บ้านหนองงู ชื่อมีความหมายว่าที่นั่นเป็นทุ่งนา มีหนองน้ำและมีงู แสดงถึงการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นหมู่บ้านงานช่าง ทำจักสาน ทำร่ม ทำงานไม้ ทำกระดาษสา และมีการเพาะเห็ดด้วย อยู่นั้น 3 ปี ทั้งที่ตอนแรกจะอยู่แค่ 3 เดือน แสดงว่าเป็นพื้นที่มีความสุขและปลอดภัยระดับหนึ่ง

ไม่ได้อยู่หมู่บ้านชื่อเพราะ ทั้ง ร้อยจันทร์ ทุ่งฟ้าบด แต่ได้มาอยู่บ้านทุ่งเสี้ยว แสดงว่ามีเสี้ยวเยอะที่หมู่บ้านนี้ ดอกเสี้ยวเป็นทุ่ง และปลูกข้าวเหนียวมีชื่อ “ข้าวเหนียวสันป่าตอง” บ้านทุ่งเสี้ยวหมู่บ้านใหญ่ที่เราอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านแห้งแล้งมาก เขาเรียกว่าป่าแพะ ซึ่งหมายความว่าแห้งแล้วมีแต่ไม้ไผ่ และพืชเฉพาะถิ่นที่ทนแล้งได้เท่านั้นที่ขึ้นได้ ทำบ้านเล็กๆ บนที่ดินของบรรพบุรุษของสามี ไม่ต้องไปหาซื้อที่ใหม่ ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของตระกูลนี้ที่ดูแลที่ดินไว้ให้ลูกหลานอยู่อาศัยต่อไป

บ้านทุ่งเสี้ยว อันดับแรกต้องปลูกเสี้ยวเพิ่มเพราะว่าเสี้ยวไม่มีเลย ที่บ้านมีแต่ไผ่กับมะขาม ซึ่ง 2 อย่างนี้ก็ดี ช่วยกันลม มะขามเหนียว กิ่งไม่เปราะ ส่วนไผ่ก็ลู่ลม ปลูกเสี้ยวเพิ่มผ่านมาหลายปีเริ่มออกดอกให้ชื่นใจแล้ว

ฉันเชื่อว่าที่ดินที่แห้งแล้งบนดินเหนียว บนทรายนั้น เราจะปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้ การปรับปรุงดินแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เช่น ปลูกอัญชัน ปลูกถั่ว เอาหญ้ามาสุมไว้ เอาฟางมาปู ปลูกไปเรื่อยๆ บางทีให้รก บางทีอยากสวยก็ให้สะอาดเกลี้ยงเกลาบ้างสลับกันไป เลี้ยงไส้เดือน เอาน้ำ เอาขี้มาใส่ไป เก็บขี้วัวข้างบ้านมาผสมกับใบไผ่ จนในที่สุดดินก็ดีขึ้นได้จริงๆ สามารถปลูกอะไรๆ ได้มากมาย

ฉันฝันถึงทุ่งเสี้ยวในเชิงบวกนั้นคือป่าที่มีดอกเสี้ยวเต็มไปหมด ซึ่งพบว่ามีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่โรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว มี 2 ต้น ออกดอกสวยทีเดียว ฉันไปถ่ายรูปบ่อยๆ อยู่ไปนานๆ พบว่าที่นี่ยังมีการทำกระดาษสาได้เอง มีการตีมีด และที่ตื่นตาตื่นใจคือตลาดใหญ่ริมถนน ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่มากๆ มีข่าวว่าจะถูกซื้อเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่เจ้าของกาดไม่ขาย (นี่แค่ได้ข่าวมาไม่ได้ไปถามใคร นับว่าโชคดีมากที่ยังคงอยู่)

กาดวัว หรือ กาดทุ่งฟ้าบด เป็นตลาดสำหรับซื้อ-ขาย วัว-ควาย จริงๆ ในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีขายทุกอย่าง กาดอยู่บนถนนสายหลัก ถนนเชียงใหม่-ฮอด ถ้ามาจากในเมือง ล่องมาเรื่อยๆ ก็จะเจอหางดง ผ่านหางดง มาถึงสันป่าตอง พบว่ามีตลาดอยู่ข้างถนน ตลาดที่ใหญ่มากๆ และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งมีทุกวันเสาร์ จ่ายกันตั้งแต่ก่อนสว่าง แม่ค้าบางส่วนมากันตั้งแต่วันศุกร์ ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันไปทำเวิร์กช็อปอ่านเขียนในเยาวชนแกนนำเอดส์เน็ท เด็กๆ บอกว่า วันเสาร์พวกเขาไม่ว่างต้องไปกาดวัว โอ!…วัยรุ่นไม่ว่างต้องไปกาดวัว แสดงว่าไม่ใช่แค่กาดขายของธรรมดา ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเป็นที่วัยรุ่นแถวนี้ไปด้วย

เพื่อให้รู้ก็ลองตามเด็กไปดู

พบตลาดใหญ่จริงๆ สองฟากถนนเลย คนเดินข้ามถนนไปมา และมีวัยรุ่นด้วยจริงๆ ตลาดมี 2 ฝั่ง เขาเรียกฝั่งเก่ากับฝั่งใหม่ ฝั่งใหม่เพิ่งเปิด มีของสมัยใหม่ มีเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้ามือสอง เสื้อผ้าใหม่ และร้านหนังสือเก่า

คนรักของฉันชอบไปที่ร้านหนังสือเก่า เขาเลือกหนังสือเก่าที่น่าสนใจได้ทุกครั้ง ฉันชอบไปดูต้นไม้แต่ไม่ค่อยได้ซื้อ ดูไปเรื่อยๆ เหมือนไปชมมากกว่า เรามีกิจกรรมทุกเช้าวันเสาร์คือ ไปดูหนังสือ ไปดูต้นไม้ แต่หลังจากที่เขาตายจากไป ฉันไปที่ร้านหนังสือเจ้าประจำอีกครั้งหนึ่งเพื่อบอกว่าลูกค้าคนสำคัญได้จากไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวคำใด เขาก็ถามว่า ทำไมมาคนเดียวพี่เขาไปไหน “เขาเดินทางไกลไปซื้อที่ร้านอื่นแล้ว…ก็ไม่รู้นะว่าที่นั่นจะมีร้านหนังสือไหม”

ฉันยังคงไปดูต้นไม้อยู่ทุกวันเสาร์ ไปหาของกินมื้อเช้าที่นั่น มีอยู่ร้านหนึ่งที่ชอบคือ ขนนจีนน้ำยาอีสาน เจ้านี้เขามาจากอีสานแท้ๆ มีปลาร้ามาขายเป็นถุงๆ มองให้เห็นปลาร้าเป็นตัวๆ เขาไม่ใช้น้ำปลาร้าแบบเป็นขวด ที่มีข่าวว่าเป็นของปลอม ทุกครั้งได้รู้ว่าอะไรเป็นของปลอมแล้วฉันรู้สึกเป็นห่วงคนทำอาหารดีๆ เช่น ข่าวว่าน้ำผึ้งปลอม โดยเฉพาะพวกที่หาบน้ำผึ้งขาย ที่แท้เป็นแค่น้ำตาล และของที่ทำให้เกิดความเหนียว และการแต่งกลิ่น แต่งสี ฉันคิดถึงคนขายน้ำผึ้งแท้ๆ ที่อุตส่าห์ไปตีมาจากป่าจริงๆ หรือคนเลี้ยงผึ้งจะพลอยขายน้ำผึ้งไม่ได้ไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่องปลาร้าที่ผ่านมา มีข่าวปลาร้าปลอม คือเอาอย่างอื่นมาหมักแทนปลา มีการปรุงแต่งรส กลิ่น ที่น่ากลัวเกินกว่าคนจะกินได้ ฉันเคยซื้อน้ำปลาร้าเป็นขวดๆ มากินเหมือนกัน แต่ไปซื้อที่ร้านอาหารอีสานที่มีชื่อ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นปลาร้าจากไหน แต่เมื่ออ่านข่าวก็รู้สึกทันทีว่า เราเคยกินไหมนะ มันกลายเป็นว่าต้องคอยดูคอยระวังเอาเอง

แต่เชื่อว่าของปลอมก็ต้องหายไป ของจริงยังคงอยู่

ขณะที่นั่งกินขนมจีน และลูกค้ามีน้อย ทำให้ได้รู้เรื่องราวชีวิตของคนขาย เขาบอกว่า เขาย้ายมาอยู่ที่นี่นานแล้ว มีลูกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้จะจบ ดูเขามีความสุขยามที่เล่าถึงลูกอย่างชื่นชม ต่างจากแม่ของลูก เธอกับเขาแยกทางกันนานแล้ว เธอทิ้งลูกไปให้เขาเลี้ยง และเขาก็สู้ชีวิตเลี้ยงลูก เร่ขายขนมจีนวันเสาร์อยู่ที่กาดวัว วันอาทิตย์อยู่อีกที่หนึ่ง ปลาร้าส่งมาจากบ้านเขาที่อีสานเป็นของแท้ๆ

ฉันชอบขนมจีนและฟังเรื่องเล่าของเขา ใบหน้าภาคภูมิใจในของที่ขาย เสาร์ที่ผ่านมาฉันชวนเพื่อนเดินผ่านไปที่ร้านขนมจีนของเขา เขาฟุบหน้าอยู่ใกล้ๆ หม้อน้ำยา

“ปลาร้าน่ากิน” เสียงเพื่อนดังพอที่จะทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมา “ปลาร้าก็มียี่ห้อด้วยนะ” เธอพูดต่อ

“วันนี้ผมไม่สบาย กินยาไป 2 เม็ดแล้ว ไม่ตักขาย แต่ถ้าคุณจะกินก็ตักให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“เอาไปทำกินเองที่บ้านก็ได้” เขาเสนอให้ซื้อปลาร้า

เช้านี้ฉันไม่ได้กินขนมจีนน้ำยาอีสานของเขาเพราะดูเขาป่วย และเขาคงไม่อยากแกะถุงใส่น้ำยาขนมจีนที่เขามัดปากถุงไว้แล้ว อีกทั้งตลาดก็ใกล้วาย และการกินขนมจีนน้ำยา ต้องน้ำยาร้อนๆ เดือดอยู่บนเตาไฟยิ่งดี กินแบบร้อนๆ ไว้ก่อนดีกว่า

ชวนเพื่อนข้ามถนนกลับไปที่ฝั่งเก่า ตลาดฝั่งเก่ายังมีของขายแบบเดิมๆ ที่นี่มีร้านเตี้ยๆ ไม่ได้ตกแต่งร้านให้ดูสวยงาม และบางส่วนยังมีวางขายแบบแบกับดิน และมีทุกอย่างจริงๆ เดินเล่นดูของเก่าๆ ถ้าเพื่อนมาจากที่อื่นนานๆ มาเยี่ยมที ฉันก็จะพาไปดูที่ขายวัวซึ่งอยู่ด้านหลังสุด มีวัวมากมาย เสียงร้องมอๆ เราแค่ผ่านไปดูเท่านั้น เห็นคนนั่งออกตั๋ววัวอยู่ เคยคุยกับเขาเหมือนกัน เขาบอกว่า ออกตั๋วกำกับไว้ว่าออกไปจากกาดวัว

บ้านเจ้าของกาดวัวอยู่ใกล้ๆ เดินผ่านกาดทะลุไปบ้านเขาได้เลย ฉันเคยเข้าไปครั้งกับเพื่อนที่ไปทำสารคดี ซึ่งนานมาแล้ว เธอบอกว่า เธอเป็นรุ่นหลานแล้วที่ดูแลกิจการ ส่วนที่ขยายออกไปก็เป็นของญาติๆ เมื่อก่อนตลาดมีอยู่นิดเดียว แต่เดี๋ยวนี้ขยายไปมาก

จากที่ซื้อ-ขาย วัว ตอนนี้มีทุกอย่าง ใกล้ๆ ที่ขายวัวก็มีไก่ชน เลยผ่านมาโซนนั้นมีเครื่องมือการเกษตรทุกอย่าง ทั้งแบบเก่า แบบใหม่ และมีโซนขายมอเตอร์ไชค์ จักรยานด้วย โซนขายเครื่องเทศ มีพริกขี้หนูเป็นกองๆ แดงไปเป็นแถบๆ ฉันคนชอบกินพริก ต้องไปซื้อที่นี่ซึ่งถูกกว่าที่อื่น มีให้เลือกจะเอาแบบพริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ เม็ดกลาง เม็ดใหญ่ เรียกว่าสารพัดชนิดของพริกทีเดียว อีกที่หนึ่งที่ฉันไปเสมอ หรือเรียกว่าไปทุกครั้งคือที่ขายผักอินทรีย์ เข้าใจว่ามีอยู่หลายเจ้า แต่ฉันซื้ออยู่ประจำเจ้าหนึ่งเพราะเดินเข้าไปไม่ไกล เป็นพ่อกับลูกสาวมาขาย ผักสลัดกับข้าวกล้อง ถั่วงอกที่เพาะแบบธรรมชาติ อยู่ใกล้ๆ กับร้านขายเครื่องจักสาน ฉันวนเวียนอยู่แถวๆ นี้

ก่อนกลับ เสาร์นี้พาเพื่อนจากเมืองหลวงไปกินปิ้ง ย่าง และอาหารเมืองๆ ร้านนี้มีทุกอย่างและขายดีมากๆ มี ไส้ปิ้ง ตับย่าง เนื้อย่าง หมูย่าง เรียกว่าสารพัดย่าง แกงอ่อมเนื้อที่น้ำข้นและเดือดอยู่บนเตาไฟ ลาบคั่ว ลาบดิบ พร้อม

เพื่อนสาวกินทุกอย่าง โดยเฉพาะแกงอ่อม เธอกินถึง 2 ถ้วย แกงออมที่อร่อยต้องเนื้อเปื่อย นุ่ม (อ่อม หมายถึงเอาไปต้มจนเปื่อย เรียกว่าอ่อมเอาไว้ คือเปิดไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ)

กินแกงอ่อม ปิ้ง ย่าง กับข้าวเหนียวแล้ว ก็ไปเดินชื่นชมดอกไม้อีกครั้งก่อนกลับบ้าน มุมหนึ่งของกาดเดิมเป็นที่ขายต้นไม้ เพาะมาเป็นกระถางให้เอาไปปลูกต่อ มีพวกสมุนไพร ผักคาวตอง ผักไผ่ สะระแหน่ใส่กระถางห้อย สวยงาม เป็นไม้ประดับและเก็บกินได้เลย มีที่เป็นมัดๆ พร้อมลงดิน พวกพริก มะเขือ ผักกาด แบบขายต้นกล้า แต่ดูแล้วปลูกยาก แบบที่ใส่ถุงดำหรือกระถางห้อยอยู่นั้นปลูกง่ายกว่า

ช่วงนี้ฉันชอบกุหลาบต้นเตี้ยๆ พวกกุหลาบหนู กุหลาบหนูเดี๋ยวนี้มีหลายพันธุ์มาก ดูเหมือนว่าพันธุ์พื้นเมืองจะหายไปแล้ว พันธุ์ที่มีกลีบบาง ดอกตูมคล้ายดอกบัว ยามเมื่อบานก็ไม่บานแฉ่ง ฉันพยายามหาดอกกุหลาบหนูแบบเดิมๆ ที่เคยปลูกสมัยเด็กแต่ยังหาไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นการผสมใหม่ จนพันธุ์เดิมหายไป แต่มีกุหลาบหลากหลายมากให้ชื่นชม เสาร์นี้ได้ของมาพอสมควร ได้เปลมาผูกไว้ต้อนรับเพื่อนที่มาเยือน ได้เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองที่ใส่ถุงเล็กๆ คนขายบอกว่า เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาจากต้นพันธุ์บ้านๆ นี่แหละ

อะไรที่มันเป็นเดิมๆ ฉันว่ามันดีนะ และที่ดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนบ้างก็ได้

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ทำสวนผักหน้าโรงเรียน แทนสนามหญ้า

คำถามหนึ่งในวันนี้ คุณทิ้งอะไรไว้ก่อนจากโลกนี้ไป สำหรับฉันคิดว่าทิ้งความคิดดีๆ เอาไว้ก็ดีนะ

ฉันกำลังจะเล่าเรื่องครูคนหนึ่งกับความคิดดีๆ ที่เขาทิ้งไว้…หลายเดือนมาแล้ว ฉันไปที่โรงเรียนบ้านฟ่อน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบครูหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นครูสอนศิลปะ และประวัติศาสตร์ เขาทำให้สนามหญ้า หรือสวนหย่อมหน้าโรงเรียน เป็นสวนผักได้…

อาคารใหม่ที่เพิ่งสร้าง ถูกยกร่องดินขึ้นมา และมีพืชผักขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ใช่สนามหญ้า หรือสวนหย่อมตามแบบแผนโครงการแต่ต้น

ครูเล่าว่า เมื่อมีอาคารใหม่ ก็มีโครงการจะปลูกหญ้าทำสวนหย่อม แต่เขาปลูกผักลงไปแทน และไปพูดกับ ผอ. ว่า ขอทำเป็นสวนผัก เด็กจะได้กินด้วย

เขาชวนเด็กๆ ปลูกผัก รุ่นแรกที่เก็บกินไปแล้ว มีผักสลัด ผักบุ้ง ผักกาด ต่อมา ผอ. ก็เห็นดีด้วย ที่นี่มีเด็กตั้งแต่อนุบาล ถึง ป. 6 เด็กนักเรียนทั้งหมดมี 150 คน เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นไทยใหญ่ ย้ายตามพ่อแม่มาทำงานก่อสร้าง เด็กๆ จะอยู่ตามแคมป์คนงาน ประมาณ 90% ย้ายมากลางคัน ครูคิดว่า เด็กๆ อาจจะไม่ได้เรียนต่อ เป็นแรงงานเหมือนพ่อแม่ หรือบางคนก็อาจจะย้ายตามพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่หมดงานซึ่งอาจจะย้ายโรงเรียนอีก หรืออาจจะไม่มีโรงเรียนใดรับ การปลูกผักก็จะเป็นทางหนึ่ง เมืองไทยยังมีที่ดินว่างๆ ให้ปลูกผักได้ หรือแค่ปลูกกินก็ตาม

สำหรับฉันคิดว่า ครูหนุ่มเป็นผู้มีความคิดที่อยู่บนความเป็นจริง และอิงอยู่กับธรรมชาติ เด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด อยู่กับดินและน้ำ

ครูสอนศิลปะ เป็นคนพิษณุโลก ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ 27 ปี จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเชียงใหม่ไปแล้ว เขามีครอบครัวที่นี่

ครูเล่าว่า ภรรยาของครูเป็นแม่ค้าขายขนมครก ที่ใช้ข้าวกล้องทำขนมครก วันหนึ่งทำขนมครกขายมีรายได้ดีกว่าอาชีพครูของเขา และเขาก็เป็นผู้ช่วยเธอด้วย ครูเอาขนมครกมาให้เราชิมด้วย อร่อยจริงๆ

“เคล็ดลับการทำขนมครกให้อร่อย เอาแป้งข้าวเจ้ากับกะทิลงไปผสมกันให้ลงตัว แล้วก็หยอดลงหลุมลงไปเลย จะอร่อยเท่ากัน ถ้าหยอดแป้งก่อนและตามด้วยกะทิมันจะไม่เท่ากัน และไม่เข้ากัน บางทีกะทิจะลอยขึ้นมา และยิ่งถ้าไฟเสมอกัน แป้งกับกะทิจะแยกกันเลย”

ได้เคล็ดลับการทำขนมครกมาด้วย ยิ่งครูบอกว่ารายได้ดี นับว่าเป็นทางเลือกที่ดี

ครูอธิบายต่อว่า ต้องลองผสมแป้งกับกะทิให้ลงตัว จะใส่น้ำตาลให้ออกหวานนิดๆ หรือใส่เกลือปรุงรสตามที่เราต้องการ ไม่ให้เหลวเกินไป ข้นเกินไป พอได้สูตรลงตัวของเราแล้ว เราก็ทำไปตามนั้น แต่อันดับแรกต้องทดลองเอง เพื่อจะได้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ส่วนของภรรยาครูจะออกไปทางนิ่ม หอมกะทิ

ครูเล่าอย่างมีความสุขในขณะที่ฉันจดสูตรการทำขนมครกเพื่อขาย แม้ฉันจะผ่านเลยการทำขนมครกแล้ว แต่จดเอาไว้เผื่อคนอื่น ที่ว่าตัวเองผ่านเลยเพราะการทำขนมครกนั้น ต้องเป็นคนที่มีวัยไม่มากนัก และมีสุขภาพที่ดีเหมือนกัน เพราะต้องยืนแคะขายนานๆ ทนร้อนได้เพราะต้องอยู่หน้าเตาไฟ

“ชีวิตทำแบบนี้ได้ เพราะมีภรรยาเข้าใจ และใช้ชีวิตเหมือนๆ กัน เธอเป็นคนดูแลสุขภาพ กินอาหารสุขภาพ กินผักอินทรีย์ ทั้งที่ปลูกและไปซื้อตามตลาดผักอินทรีย์

วันหยุด ปิดเทอมก็ยังมาดูแปลงผัก มารดน้ำผัก เด็กๆ ทำได้ แต่ครูต้องดูแลให้เขาด้วย มีเด็กๆ มาร่วมปลูกเป็นเด็กโต แต่บางทีเด็กเล็ก ป. 2 ก็อยากปลูก พอเห็นพี่ๆ ปลูกก็มาขอ “หนูทำไมไม่ได้ปลูก” ก็บอกว่า “มาๆ มาปลูกเลย”

ตอนนี้มีเด็กสนุกกับการปลูกผักมากขึ้น

“ถ้าไม่ได้สอนก็มาลงเกษตร ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้กำลังทำเมล็ดพันธุ์ เก็บเมล็ดพันธุ์ ไปหาเอาของเดิมๆ ไม่ค่อยซื้อแล้ว เด็กๆ ก็ขอเมล็ดพันธุ์ไปปลูกที่บ้าน”

ครูพาเดินดูแปลงผักด้านหลังและด้านข้างโรงเรียน ครูบอกว่า การปลูกผักช่วยเรื่องการกำจัดใบไม้กับขยะได้ด้วย เอาใบไม้มาหมักทำปุ๋ยเพื่อใช้กับแปลงผัก

จากปลูกไปเรื่อยๆ ก็จริงจังขึ้น

“เมื่อไปช่วงเกษตรอินทรีย์ ตรงแถวๆ อบต. สุเทพ พบน้องๆ เขากำลังสาธิตการผสมดิน ก็สนใจไปถามรายละเอียด บอกอยากเข้าร่วมโครงการสวนผักฮักเมือง ให้เขามาดูที่โรงเรียน เขาก็เอาน้องๆ ทีมงานมาปลูกกับเด็กๆ เด็ก ป. 5 เด็ก ป. 6 ก็ดูแลน้องๆ มาช่วยกันทำรอบๆ นี่แหละ และก็สานต่อมาเรื่อยๆ บางทีก็ไปคุยกับแม่ครัวขอเมล็ดพันธุ์แม่ครัวบ้าง คราวนี้ก็จริงจังเลย ปรุงดิน ไปซื้อดินเอามาผสมกับดินที่เรามีอยู่ซึ่งไม่ค่อยดีนัก และผสมกับปุ๋ยหมักที่เราทำไว้

ช่วงนี้ปิดเทอม เด็กๆ ก็ไม่ค่อยได้มา ครูก็ต้องมาดูแลให้พวกเขา มารดน้ำให้เขา

ผอ. เองก็เห็นดี และชอบสวนผักหน้าโรงเรียนใหม่

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่ฉันคุยไว้กับครูหนุ่มทำสวนผักหน้าโรงเรียน และฉันบอกครูว่า จะกลับไปหาครูอีกครั้งเมื่อเปิดเทอม จะไปถ่ายรูปเด็กๆ ปลูกผักด้วย ขอเบอร์โทรศัพท์ครูไว้ ครูเขียนด้วยลายมือตัวเอง ธัชชัย พึ่งม่วง พร้อมเบอร์โทรศัพท์

ฉันไม่ได้โทร. ไปหา แต่เลือกค้นชื่อครูจากกูเกิล เพราะคิดว่าเผื่อครูมีเฟซบุ๊ก จะได้คุยกับครูทางเฟซบุ๊กก่อน เมื่อใส่ชื่อครูลงไป หัวข้อหนึ่งขึ้นมาว่า

ส่องกล้อง มองอมก๋อย บรรยากาศงานศพครูต๊ะ นายธัชชัย พึ่งม่วง

…ครูต๊ะ เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม มีจิตอาสา มาเสียชีวิตด้วยการมาช่วยเหลือผู้อื่นและผู้ประสบภัยไฟไหม้ที่บ้านแม่ฮองกลาง อำเภออมก๋อย บ้านเรา ขอแสดงความเสียใจ และขอไว้อาลัยให้ครูผู้จากไปด้วย

ต้องขอโทษครูด้วยที่เขียนช้าไป แต่เชื่อว่า แนวคิดดีๆ ที่ครูทิ้งไว้ จะไม่จากหายไปไหน ทั้งเรื่องการปลูกผักแทนปลูกหญ้าหน้าโรงเรียน และการทำขนมครกขายเพื่อเป็นอาชีพ

ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกตั้งแต่คลอด

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 606

เขียว สวย หอม กินได้

แพรจารุ ไชยวงษ์แก้ว

ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกตั้งแต่คลอด

ต้อนรับวันเดือนแห่งแม่เป็นพิเศษ ไปร่วมกิจกรรมอ่าน เขียน ของครูและนักเรียน ที่แม่ฮ่องสอน ท่ามกลางฝนที่ตกแทบไม่ขาดเม็ด บ้านพักศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน หน้าเรือนมีระเบียงกว้าง มองเห็นแม่น้ำปายขุ่นคลักและเชี่ยวกราก แสดงว่าบนดอยสูงมีฝนตกหนัก และมีน้ำป่าลากเอาดินแดงที่สูงลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีป่า ไม่มีต้นไม้รองรับ หรือมีน้อย ดินก็ถูกชะลงมาอย่างรวดเร็ว พื้นที่บางแห่งถึงขั้นดินสไลซ์ลงมาจนเกิดอันตราย

คุยรอบนอกไม่เกี่ยวกับอ่าน เขียนเท่าไหร่ แต่ฉันคิดว่าน่าสนใจ เรานั่งกันที่ระเบียง ดูสายน้ำเชี่ยว และคุยกันตามประสาผู้หญิง รุ่นที่เริ่มมีลูกเล็ก

ใครๆ ก็รักลูก และอยากให้ลูกได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด แม่คนไหนก็เหมือนกัน ใครคนหนึ่งเปิดประเด็นเรื่องการเตรียมเพื่อลูก สิ่งที่พ่อแม่จะดูแลเพื่อลูกนั่นมีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า บ้านสักหลัง เงินสำหรับการเรียนของลูก อย่างน้อยก็ต้องจบปริญญาตรี แต่มีครูอยู่คนหนึ่งบอกว่า เขาอยากจะเตรียมสิ่งแวดล้อมดีๆ ไว้ให้ลูก คือ อากาศดี แม่น้ำดี อาหารดี

โห…สุดยอดเลยครู ฉันคิดเหมือนครูเลย ตอนนี้ใครแต่งงานใหม่อยากมีลูก ต้องตระหนักถึงสิ่งนี้เลย เราจะหาอากาศดีๆ ไว้ให้ลูกได้ไหม หาน้ำ หาอาหารที่ดี ไม่ใช่หาเงินซื้อแอร์ หรือเครื่องฟอกอากาศนะ เพราะลูกพวกเราไม่ได้อยู่หลอดแก้วได้ตลอด หรือเราจะมีแม่น้ำสะอาดๆ ให้ลูกเราใช้ได้ไหม เราหาอาหารดีๆ ที่ปลอดสารเคมีได้ไหม

ครูคนหนึ่งบอกว่า คิดมากไป เราแค่ทำหน้าที่พ่อ แม่ ให้ดี ลูกก็เหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกไป ถ้ามันออกไปจากคันธนูที่ดี

(ครูพูดแบบโรแมนติก พูดแบบงานวรรณกรรมเลยทีเดียว) แต่ฉันคิดว่า ครูปกป้องตัวเอง แบบโลกสวย

“ถ้าคิดแบบนั้น ก็ไม่ต้องออกไปจากมดลูกแล้ว” (นั่นครูแรง)

เป็นความเข้าใจผิด ครูมีลูกนะดีแล้ว เผ่าพันธุ์จะต้องสืบทอดต่อไป แต่เรากำลังคิดว่า จะทำอย่างไร ให้ผู้สืบทอดเผ่าพันธุ์จากเราอยู่รอดต่างหาก โดยได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศดี อาหารดี อะไรทำนองนี้ ดังนั้น คนที่จะมีลูกก็ต้องคิดเรื่องเหล่านี้ด้วย นอกจากคิดว่าหาเงินเพื่อให้เรียน หาบ้านเพื่อให้อยู่

ครูคนหนึ่งบอกว่า เราต้องเผยแพร่แนวคิดนี้ออกไป ไปยังกลุ่มคนที่เริ่มมีลูกหรือกำลังจะมีลูก เพราะส่วนใหญ่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมักเป็นคนโสด คนมีครอบครัว คนมีลูกมักจะบอกว่าไม่ว่าง ทำมาหากินเลี้ยงลูกก็เหนื่อยแล้ว ความจริงเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม หรือการให้เด็กตระหนักเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมนี้สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องอื่น หรือควรให้ความสำคัญมากกว่าด้วย ไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นประชาชนสำเร็จรูป

“ประชาชนสำเร็จรูปอย่างไร” ครูถาม

คือเกิดมาพอโต เดินได้ก็เริ่มให้ไปโรงเรียน และก็เรียนๆ โดยไม่ต้องทำอะไรหรือรับผิดชอบอะไรเลย เรียนให้เก่งเพื่อให้ชนะผู้อื่น ได้เข้าไปยืนในตำแหน่งที่ดี คือเรียนโรงเรียนที่คิดว่าดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เรียนไปจนอายุ 20 ปี จบปริญญา ก็ทำงาน ผ่อนรถขับ ผ่อนบ้าน เป็นหนี้ เครียด แล้วก็เริ่มป่วยเข้าโรงพยาบาล

มีข้อเสนอสำหรับวงสนทนา พวกครูที่เริ่มมีลูกเล็กๆ เริ่มปลูกต้นไม้เลย (อย่า อย่าเพิ่งหัวเราะ ว่าเอะอะอะไรก็ปลูกต้นไม้ โครงการปลูกต้นไม้มากมาย ปลูกได้แต่ไม่มีใครดูแลให้โต)

ผู้เสนอบอกว่า การปลูกต้นไม้ของแม่นี่ต่างไปจากการปลูกต้นไม้อื่นๆ เพราะแม่ปลูกเพื่อลูก ดังนั้น แม่ลูกก็ดูแลต้นไม้ไปด้วยกัน เมื่อลูกอายุ 20 ปี ต้นไม้ก็โตพอที่จะตัดไปทำบ้านได้แล้ว ลูกๆ ก็จะมีไม้ไว้ทำบ้าน ปลูกไม้แดง ไม้สัก 5, 6 ต้น ลูกก็จะมีไม้สร้างบ้านของตัวเอง คนที่รู้ว่าแม่ปลูกต้นไม้ไว้ให้ลูกสร้างบ้าน เขาก็รู้จักต้นไม้แต่เล็ก ผูกพันกับต้นไม้ได้เอง เป็นการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง

คล้ายแนวคิดของปกากะญอ ชนเผ่าบนดอยสูงที่เด็กเกิดใหม่จะมีต้นไม้ประจำตัว คือเขาเอาสายสะดือไปผูกไว้ที่ต้นไม้ เด็กคนนั้นก็จะรู้ว่าเขามีต้นไม้ประจำตัว

ปล. สำหรับคนที่มีที่พอที่จะปลูกต้นไม้ได้นะคะ ไม้แดง อายุ 13 ปี ใช้ได้ ส่วนไม้สัก ก็สัก 15 ปี เด็กๆ ก็จะมีต้นไม้ของตัวเอง และเมื่อโตก็ตัดต้นไม้ไปทำบ้านได้ และปลูกทดแทนเพื่อคนอื่นต่อไป

%d bloggers like this: