เก็บมาเล่า

All posts tagged เก็บมาเล่า

ผำ อาหารคนพื้นเมือง มีประโยชน์สูง

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เก็บมาเล่า

อดุลย์ศักดิ์ ไชยราช

ผำ อาหารคนพื้นเมือง มีประโยชน์สูง

มีหลายคนสงสัยอยู่ว่า พืชชนิดหนึ่งที่เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ สีเขียวอ่อน ใส่ถุงวางขายตามตลาดสด มันคืออะไร? คนกินได้หรือ? จะหาคนอธิบายได้บ้างไหมว่า มันเป็นพืชประเภทไหนกันแน่ เห็นคนหลายภาคเอามาประกอบอาหารกินกัน หยึย…ย กินไปเรื่อย ที่จริงแล้วที่เห็นกันอยู่ตามตลาดบางแห่ง ใส่ถุงวางขาย ถุงละ 10 บาท เม็ดสีเขียวๆ เล็กๆ เหมือนไข่ปลา แต่ไม่ติดกันเป็นแพ เป็นก้อน น่าจะเหมือน เศษพืชอะไรสักอย่าง ที่ร่วนซุย คล้ายเม็ดทราย ถ้ามันมีสีขาวใสก็จะเหมือนเม็ดสาคู ที่เป็นขนมหวาน แต่ก็ไม่เหนียวเหนอะ แห้งๆ ถ้าสะเด็ดน้ำแล้ว เป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ ชาวบ้านทางภาคเหนือ เรียกว่า “ผำ” ทางอีสานเรียก “ไข่ผำ” ทางภาคกลางเรียก “ไข่น้ำ” บางที่เรียก “ไข่แหน”

ผำ หรือไข่ผำ ไข่แหน หรือไข่น้ำ ชื่อภาษาอังกฤษว่า Water Meal เป็นพืชน้ำ คล้ายตะไคร่น้ำ เป็นเม็ดกลมหรือรี เม็ดเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.1-0.2 มิลลิเมตร เท่านั้นเอง เป็นพืชในวงศ์ LEMNACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wolffia globsa Hartog & plass ขึ้นอยู่ผิวน้ำเป็นแพ เป็นกลุ่ม อาจมีลอยปะปนกับพืชน้ำชนิดอื่น เช่น จอกหูหนู แหนแดง ในน้ำนิ่ง ใส แถวบึง หนองน้ำ พบหากันมากิน มาขายมากในฤดูฝน

เคยมีคนทำการเพาะเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์เพื่อการทดลองศึกษา หรือวิจัยการเพาะเลี้ยงเป็นรายได้เสริม ไม่มั่นใจนัก โดยจัดสภาพดินน้ำ แสง ให้เหมือนธรรมชาติ ที่เคยพบเห็นในหนองบึง ก็เจริญเติบโตได้ดี แต่ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ผำจะอยู่ในลักษณะเม็ดเขียวกลมๆ เล็กๆ เหมือนที่เอามาทำอาหารกินกันนั้น อยู่ไม่นาน แค่วันสองวันก็แก่ ออกดอก ออกราก เม็ดกลมๆ ก็จะคลี่บานเป็นใบ หมายถึงว่า แก่เกินกินแล้ว ซึ่งมีผลการตรวจสอบทางพฤกษศาสตร์ พบว่า เม็ดผำนั้น ไม่มีเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและอาหารเลี้ยงตัว แต่ประกอบด้วยเซลล์ มีช่องอากาศแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ ทำให้เป็นฟองน้ำ ลอยน้ำได้ มีแต่ช่องอากาศอยู่ด้านบน ขยายพันธุ์ได้ 2 แบบ คือ แบบอาศัยเพศ มีดอกเล็กที่สุดในโลก ที่เจริญผ่านทางช่องอากาศด้านบน ไม่มีกลีบดอก กลีบเลี้ยง และแบบไม่อาศัยเพศ โดยแตกหน่อทุก 5 วัน

ผำ เป็นพืชอาหารของคนไทยก็จริง แต่ที่พบมากมีกระจายอยู่ทั่วยุโรป แอฟริกากลาง ตอนใต้เกาะมาดากัสการ์ และในเอเชีย ชอบบริเวณใต้เส้นศูนย์สูตร และแถบตะวันออกเฉียงใต้ มีการเพาะเลี้ยงไว้ศึกษา เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ของพืช เป็นอาหารสัตว์น้ำ อาหารสัตว์ปีกได้ดีทีเดียว ถ้ามีปริมาณมากพอ เคยมีชาวบ้านเอามาต้มปนสาหร่ายน้ำจืด ผักตบชวา ผักโขม หยวกกล้วย ปลายข้าว แล้วคลุกรำละเอียด รำหยาบ เลี้ยงหมูดำ เลี้ยงไก่บ้าน ใช้ได้เลย ประหยัดต้นทุนเยอะมาก

การนำมาทำอาหาร ทำได้หลายอย่าง เป็นเมนูเด็ดที่อยากจะแอบกระซิบให้รู้ คนเหนือเอามาผัดกับหมู หรือกากหมู เรียกว่า “คั่วผำ” สูตรสำเร็จที่ไม่ขาดการคั่วผำคือ ความสะอาด ผำต้องล้าง กรองหลายเที่ยว เอาสิ่งที่ปะปนมาออก และบางทีต้องดมดูด้วย ถ้าเจอที่กลิ่นไม่สะอาด หมายถึงว่าคงเก็บมาจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาดดีพอ อย่าเอามากินเลยนะ ทิ้งโคนต้นไม้เป็นปุ๋ยพืชซะ เครื่องปรุงของคั่วผำ พริกสดหรือพริกแห้งหั่นเป็นท่อนๆ ตะไคร้แกงหั่นเป็นท่อน ข่าซอยบางๆ เป็นแว่นๆ กะปิ หมู หรือกากหมู ผงปรุงรส ผัดผำพร้อมเครื่องให้สุก สังเกตจากสีผำจะคล้ำ เป็นใช้ได้ ชิมแล้วจะติดใจ ยิ่งได้ข้าวเหนียวร้อนๆ ยิ่งสุดยอด

ผำ 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 8 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย (ไฟเบอร์) 0.3 กรัม แคลเซียม 58 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 5346 iu. วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.09 มิลลิกรัม ไนอะซิน 0.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 11 มิลลิกรัม ผำมีแคลเซียม และสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก

ข้อพึงระวัง ผำเป็นพืชน้ำที่ใช้เป็นตัวฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนสารแคดเมียม ผำมีความสามารถดูดและสะสมสารแคดเมียมได้ดีมาก เคยตรวจพบมากถึง 80.05 มิลลิกรัม ในผำหนัก 1 กรัม อันตรายมากทีเดียว แต่ในประเทศไทย ในแหล่งน้ำที่ชาวบ้านเก็บผำมากิน ยังไม่เคยทราบว่ามีแหล่งน้ำที่มีสารแคดเมียมปะปนอยู่สูง ยกเว้นแหล่งน้ำแถบพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง แต่ก็ไม่ใช่แหล่งที่ชาวบ้านเก็บผำมากิน มาขาย สบายใจได้ส่วนหนึ่งแล้ว

โครงการหลวง ร่วมสถาบันวิจัยฯ เสนอผลงานวิจัยเพื่อชุมชนบนที่สูง

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เก็บมาเล่า

ธงชัย พุ่มพวง

โครงการหลวง ร่วมสถาบันวิจัยฯ เสนอผลงานวิจัยเพื่อชุมชนบนที่สูง

เมื่อเร็วๆ นี้ มูลนิธิโครงการหลวง และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จัดการประชุมและนำเสนอผลงานวิจัย ประจำปีงบประมาณ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเหตุผลที่ว่างานวิจัยเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนางานของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อตอบสนองเป้าหมายสำคัญคือ ช่วยชาวไทยภูเขาเพื่อมนุษยธรรม ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้และต้นน้ำลำธาร กำจัดการปลูกฝิ่น และการรักษาดินและการใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง ในปีนี้มูลนิธิโครงการหลวงมีผลงานวิจัย 14 สาขา งานวิจัยหลัก 50 โครงการ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ดำเนินงานวิจัยภายใต้แผนงานวิจัย 5 แผนงาน 42 โครงการหลัก 95 โครงการย่อย ซึ่งผลงานที่ประสบผลสำเร็จ จะได้นำเสนอความก้าวหน้าเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายพันธมิตรงานวิจัย เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน

ผู้เขียนขอนำเสนอผลงานศึกษาวิจัยบางส่วนที่เหมาะสมกับผู้อ่านรูปแบบแนวทางการนำเสนอของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน (เครือมติชน)

แกงแค ชาวปะหล่อง

ภายใต้หัวข้อ “พืชพื้นบ้าน อาหารเป็นยา” เป็นอาหารของชาวไทยภูเขาเผ่าปะหล่อง หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ชนเผ่าดาราอั้ง ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาที่มีประชากรน้อยกว่าชนเผ่าอื่น แกงแคเองนั้นก็เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวเหนือมานานแล้ว แต่แกงแคของชาวปะหล่องนั้นจะแตกต่างกัน เนื่องจากพืชผักนานาชนิดที่หาได้ในป่าชุมชนของหมู่บ้าน จะนำมาทำเป็นแกงแค เรียกได้ทั้งรสชาติเอร็ดอร่อย และเป็นยาป้องกันรักษาโรคไปพร้อมๆ กัน ประกอบด้วยพริกแกง ที่มีพริกแห้ง ตะไคร้ กระเทียม กะปิ ปลาร้า ใช้พืชผักตามฤดูกาล เช่น ดอกต้าง ดอกลิงลาว ยอดตำลึง ยอดฟักแม้ว จะค่าน ชะพลู ชะอม เห็ดลม ถั่วแปบ มะเขือพวง ผักเผ็ด ผักชีฝรั่ง ดอกงิ้ว พริกขี้หนู หน่อไม้ กระดูกหมูหรือเนื้อไก่ น้ำปลา น้ำมันพืช วิธีทำด้วยการนำเครื่องแกงมาโขลกให้ละเอียด นำไปผัดกับน้ำมันให้หอม นำกระดูกหมูหรือเนื้อไก่ลงไปผัดให้สุก เติมน้ำและตั้งหม้อให้เดือด เติมผักต่างๆ ลงไป ใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน เช่น มะเขือพวง ดอกงิ้ว ถั่วฝักยาว ถั่วแปป หน่อไม้ จากนั้นจึงใส่ผักอื่นๆ ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลาตามชอบ ก่อนยกลงจากเตาใส่ยอดชะอมและใบชะพลู คนให้เข้ากัน

สรรพคุณของแกงแค ที่มีส่วนประกอบหลายอย่างในแกงหม้อเดียว พริก ช่วยบำรุงสายตา ขับเสมหะ ช่วยสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีต่อร่างกาย กระเทียม ช่วยลดคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ดอกลิงลาว มีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง บางพื้นที่นำรากมาต้มเป็นน้ำดื่มแก้ปวดเมื่อยร่างกาย ถั่วพู อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เป็นผักที่มีโปรตีนสูง เป็นตัวช่วยเสริมภูมิต้านทานในร่างกาย ผักเผ็ด มีฤทธิ์ทำให้ชาสามารถนำมาใช้อาการปวดฟันได้ ต้นสดนำมาตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู แก้ฝีในลำคอ ต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ปวดฟัน จะค่าน ต้นและใบช่วยขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดและบำรุงธาตุ รากแก้ไข้ หอบหืด ชะอม ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากมีวิตามินเอสูง ยอดชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกาย ถั่วแปบ ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลีย ผักชีฝรั่ง เป็นพืชที่มีอนุมูลอิสระสูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ดอกงิ้ว แก้อาการท้องเสีย ท้องร่วง โดยใช้ดอกตากแห้งมาต้มดื่ม ช่วยยับยั้งและชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง หน่อไม้ เป็นพืชที่ให้เส้นใยสูงจึงช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยกระตุ้นการบิดตัวของลำไส้

ต้มไก่สมุนไพร เมนูเด็ดเผ่าม้ง

ต้มไก่สมุนไพรของชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เป็นที่นิยมชมชอบ รับประทานกันมาก โดยเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลสำคัญ ประกอบด้วยพืชท้องถิ่นหลายชนิด มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงกำลัง พืชแต่ละชนิดที่มีชื่อเป็นภาษาถิ่นของชนเผ่าม้ง มีสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรค เช่น ฉ่อยู่จั๊วะ ใช้ใบนำมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงร่างกาย โย้วเตรอเลียะ ใช้รากมาต้มไก่ ช่วยบำรุงร่างกายหรือแก้ช้ำใน ใบนำมาทุบประคบแผลเพื่อสมานแผล ซีเตอเนง ใช้ใบหรือรากนำมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง ใบหรือรากนำมาต้มน้ำดื่มบรรเทาอาการปวดท้อง ซะฉี่ม้ง ใช้ใบนำมาต้มไก่ บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อย ช่วยบำรุงกำลัง ใช้เหง้านำมาต้มน้ำดื่มรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยีแกร้ง ใช้หัวมาต้มไก่ แก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลัง รับประทานหัวสดแก้ปวดท้อง ดี้เม ใช้ประโยชน์จากใบ แก้ปวดเมื่อย ทำให้ต้มไก่มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ ยังมีพืชสมุนไพรอีกหลายอย่างที่ใช้ในการต้มไก่และมีสรรพคุณที่แตกต่างกัน เช่น กอเตอออ ปาปัวฃ๊วกอแก้ง ชะชัง จาเลียะ โย่วเครียเลียะ ซะฉี่ฉ่า ฉะฉี่ป้า ซะฉี่มะ ซีต้อ ดี๊ล่อ โย้วซื่อกู่ โหลวดู

การอนุรักษ์และฟื้นฟูเห็ดท้องถิ่น

หลายที่ที่ชื่นชอบการบริโภคเห็ด อาจนำไปทดลองทดสอบได้ด้วยตนเอง ทั้งเพื่อการศึกษา การหารายได้เป็นอาชีพ จากผลการศึกษาวิจัยเพื่อให้เห็ดท้องถิ่นเป็นอาหารของชุมชนบนที่สูงอย่างยั่งยืน ตามธรรมชาติแล้วพื้นที่ใดที่เคยมีเห็ดหลายชนิดเกิดขึ้น ในปีต่อไปก็จะเกิดขึ้นที่เดิมๆ เพราะเห็ดจะมีสปอร์เพื่อการขยายพันธุ์ อย่างเช่น เห็ดตับเต่า หรือบางท้องถิ่นอาจจะเรียกว่า เห็ดห้า นอกจากจะเกิดในที่เดิมแล้ว นับวันจะลดน้อยลง เนื่องจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทุกปี อาจจะเกิดเห็ดพิษเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย จากการวิจัยพบว่า เราสามารถขยายพันธุ์เห็ดตับเต่าได้ด้วยตนเอง เพราะชอบขึ้นและเจริญเติบโตได้บริเวณใต้ต้นผักเฮือดตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีการเพาะก็ง่ายๆ โดยนำเห็ดตับเต่าที่แก่แล้วขยี้ในน้ำให้สปอร์กระจายอยู่ในน้ำ จากนั้นนำไปโรยบริเวณที่มีต้นผักเฮือดขึ้นอยู่ หลังจากนั้น จะให้ผลผลิตเมื่อเราหว่านเชื้อหรือสปอร์ของเห็ดตับเต่าไปแล้ว 3 ปี ส่วนการทดสอบเพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดในท้องถิ่นอื่นในสภาพธรรมชาติ เห็ดกลุ่มผู้ย่อยสลาย พบว่าเห็ดลมหรือเห็ดกระด้างที่เพาะในท่อนไม้ จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อเดือนที่ 11 หลังจากใส่เชื้อเห็ด การทดสอบเพาะเห็ดหูหนูรังผึ้งหรือเห็ดเหงือกควาย และเห็ดหูหนูดำ พบว่าเห็ดทั้งสองให้ผลผลิตค่อนข้างดี แต่การคงสภาพเห็ดหูหนูดำจะดีกว่า

เสาวรสหวาน

เสาวรสเป็นไม้ผลที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ผลสีม่วงแดงจนถึงน้ำตาล เหมาะสำหรับใช้บริโภคสด แต่ก่อนที่จะนำไปบริโภคนั้นจะต้องผ่านกระบวนการบ่มให้มีความหวานที่สูงสุด การวิจัยครั้งนี้จะทำหลายวิธี ทั้งที่ไม่บ่ม บ่มในอุณหภูมิห้องปกติ บ่มด้วยสารละลายเอทีฟอน และแคลเซียมคาร์ไบด์ โดยนำผลผลิตเสาวรสที่ปลูกในพื้นที่บ้านปางมะโอ บ้านห้วยเป้า บ้านปางแดงใน แต่ละพื้นที่มีระดับความสูงที่แตกต่างกัน โดยสรุปว่าวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการผลเสาวรสหวาน ที่บ้านปางมะโอและบ้านปางแดงใน คือเก็บรักษาผลเสาวรสหวานที่อุณหภูมิห้องนาน 2-4 วัน ส่วนที่บ้านห้วยเป้าจะต้องบ่มผลเสาวรสหวานด้วยการใช้เอทีฟอน 6 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 1 ลิตร บ่มนาน 4 วัน ผลที่ได้คือ ผลเสาวรสที่มีคุณภาพ มีความหวานที่ตลาดต้องการ

อะโวกาโด

อะโวกาโดเป็นไม้ผลทรงพุ่มขนาดกลาง มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูก ได้แก่ พันธุ์แฮส เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จึงได้ทดลองที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ฉีดพ่นสารควบคุมการเจริญเติบโตของอะโวกาโด จากการทดลองพบว่า การพ่นด้วยบราสซิน ทำให้ความกว้างของผล น้ำหนักเมล็ด ความหนาของเนื้อสูงที่สุด หากพ่นด้วยสารจิบเบอเรลลิน ทำให้มีเนื้อสูงสุด นอกจากนี้ การพ่นด้วยแม็กซ์ซิมทำให้น้ำหนักผลมากถึง 152.79 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าวิธีอื่น

ท่านที่สนใจผลงานวิจัยอื่นๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 328-496-8 หรือ http://www.hrdi.or.th

นิตยสารในเครือมติชน ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มตัว

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เก็บมาเล่า

พัฒนา นรมาศ

นิตยสารในเครือมติชน ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มตัว

สภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแปรปรวน ทุกคนต้องมีอาหารบริโภค ปัญหาการว่างงาน รายได้ไม่มั่นคง สินค้าราคาแพงที่ต้องจ่ายมากขึ้น หรืออื่นๆ จึงต้องดิ้นรนทำงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้พอเพียงต่อการดำรงชีพ

ก้าวไม่ทันเพื่อน มนุษย์ที่ดำรงชีพด้วยวิธีการผลิตแบบเดิม จำเจๆ ไม่กล้าลงทุน ไม่กล้าเสี่ยง ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความรวดเร็ว แล้วยังไม่ยอมรับการใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิถีก็นิ่งอยู่กับที่ก้าวไม่ทันเพื่อน

การเปิดประตูให้เข้าสู่โลกออนไลน์ 4 นิตยสารดังในเครือมติชน เป็นโอกาสดีของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

ที่จะได้ใช้ข้อมูลข่าวสารมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตที่ได้คุณภาพ ข้อมูลข่าวสารเป็นข้อเท็จจริงหรือเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่สามารถสืบค้นได้จากตำรา ผลงานวิจัย นักวิชาการ ผู้ชำนาญการ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ การมีข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ทำงานได้รวดเร็ว พัฒนาการผลิตให้ได้สินค้าดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม

ในยุคออนไลน์เปิดกว้าง สารสนเทศ เป็นการแสดงหรือชี้แจงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบออนไลน์ ที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อนำเสนอไปสู่ประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว เป็นช่องทางใหม่ที่เปิดกว้างให้ประชาชนใช้เพื่อสืบค้นหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

คุณฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า การเปิดตัวนิตยสารในเครือมติชน เป็นการเปิดหน้าต่างหรือช่องทางใหม่เพื่อสื่อสารให้ถึงประชาชนหรือกลุ่มบุคคลเป้าหมายได้มีโอกาสเลือกใช้ 4 เว็บไซต์ (Website) เพื่อสืบค้นหาข้อมูลข่าวสาร เป็นสิ่งที่มติชนก้าวเคลื่อนไปข้างหน้า (Matichon Moving Forward) เข้าสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัวของ 4 นิตยสารดัง ได้แก่ มติชนสุดสัปดาห์ (WWW.MATICHON WEEKLY.COM) ศิลปวัฒนธรรม (SILPA-MAG.COM) เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ (WWW.SENTANG SEDTEE.COM) และเทคโนโลยีชาวบ้าน (WWW.TECHNOLOGY CHAOBAN.COM) และจากนี้ไปมติชนได้พร้อมเปลี่ยนแปลงและนำสิ่งดีมีคุณค่าที่เป็นองค์ความรู้ส่งผ่านทางสื่อออนไลน์ให้ประชาชนค้นคว้าหาเรื่องราวใหม่เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความก้าวหน้าการผลิตในอาชีพให้มีความมั่นคง

อีกมุมหนึ่งเมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์ มนุษย์ทองคำหรือ 4 บรรณาธิการนิตยสารในเครือมติชน แกนนำในการเสนอข้อมูลข่าวสารสู่กลุ่มเป้าหมายได้บอกเล่าว่า วันนี้เปิด 4 เว็บไซต์ (Website) ได้นำเสนอเนื้อหาเต็มไปด้วยสาระ กระชับความ หรือชัดเจนในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนเลือกนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตและก้าวไปสู่ความสำเร็จ

คุณสุวพงศ์ จั่นฝังเพชร บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เล่าให้ฟังว่า นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เปิดตัวมาบริการประชาชนกว่า 36 ปี ในรอบปีที่ผ่านมายังคงเป็นนิตยสารที่มียอดขายและได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของนิตยสารในแนวเดียวกันอย่างเหนียวแน่น นิตยสารมีเนื้อหาสาระโดดเด่นรอบด้านที่ตอบสนองกลุ่มผู้อ่านได้อย่างกว้างขวางทุกระดับ และยังคงมุ่งมั่นในการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซต์ (Website) เพื่อประชาชนได้สืบค้นข้อมูลหรือเรียนรู้เพิ่มเติมได้ทาง WWW.MATICHON WEEKLY.COM

คุณสุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เล่าให้ฟังว่า นิตยสารได้ทำหน้าที่สื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และสารประโยชน์ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ โบราณคดีหรืออื่นๆ ทั้งที่ได้จากการศึกษาข้อมูลใหม่ในและนอกประเทศ เพื่อจัดให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพ และจะยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดช่องทางใหม่ให้ทุกท่านสืบค้นหาข้อมูลได้แล้วในเว็บไซต์ (Website) ทาง WWW.SILPA-MAG.COM

คุณวิมล ตัน บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เล่าให้ฟังว่า งานอาชีพอิสระหรือการมีกิจการเป็นของตนเองคือ หนทางหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต นิตยสารเส้นทางเศรษฐีได้เล็งเห็นว่าเส้นทางสายนี้ได้เป็นเส้นทางที่จะนำพาผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จในชีวิตและความมั่นคงได้อีกสายหนึ่ง ซึ่งความรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยทางเลือกต้นๆ ที่จำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อพัฒนาการผลิตในทุกมิติ และเส้นทางเศรษฐีได้เปิดประตูเปิดโอกาสให้ทุกท่านค้นหาข้อมูลได้แล้วในเว็บไซต์ (Website) ทาง WWW.SENTANG SEDTEE.COM

คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน เล่าให้ฟังว่า ประเทศไทยเราเป็นเมืองเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง กระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ เทคโนโลยีชาวบ้านเป็นหนังสือรายปักษ์ที่นำเสนอเรื่องราวของชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จในการเกษตร เพื่อนำไปสู่การรับรู้ของผู้อ่านที่เป็นชาวบ้านและสนใจในอาชีพการเกษตร การเกษตรเป็นอาชีพที่มั่นคง และสามารถประกอบการได้ด้วยกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก ใช้ต้นทุนไม่สูงมากนัก ซึ่งเทคโนโลยีชาวบ้านได้พิสูจน์ความจริงที่ว่านี้มาตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี และในโลกออนไลน์เทคโนโลยีชาวบ้านเราได้เพิ่มเนื้อหาที่กระชับในทุกมิติเพื่อบริการความสะดวกรวดเร็วให้ทุกท่านค้นหาข้อมูลได้แล้วในเว็บไซต์ (Website) ทาง WWW.TECHNOLOGY CHAOBAN.COM

จากเรื่องราว นิตยสารดังเครือมติชน ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มตัว ได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนผ่านช่องทาง 4 เว็บไซต์ (Website) ในเครือมติชน เป็นการเพิ่มแพลตฟอร์มหรือต่อยอดใหม่ในการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ศิลปวัฒนธรรม เส้นทางเศรษฐี และเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นก้าวเคลื่อนไปข้างหน้า (Matichon Moving Forward) เข้าสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัว เพื่อตอกย้ำความเป็นที่ 1 ด้านสื่อออนไลน์ และวันนี้พร้อมให้ทุกท่านเปิดเว็บไซต์ (Website) เข้าใช้ประโยชน์ได้แล้วนะครับ

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปยางพารา สื่อการสอนจากทรัพยากรท้องถิ่น

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เก็บมาเล่า

อุทัยวรรณ ชาลีผล

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปยางพารา สื่อการสอนจากทรัพยากรท้องถิ่น

อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม หัวหน้าสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร. ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ กล่าวถึงแนวคิดการผลิตสื่อการสอนจากยางพาราว่า จากการบริการวิชาการให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่าหลายๆ โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทขนาดเล็ก ยังขาดสื่อการสอนในการเรียนรู้ เช่น สื่อการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีราคาต่อชุดค่อนข้างแพง ทำให้โรงเรียนไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์เหล่านั้นมาให้ครูผู้สอนและนักเรียนได้

คุณสมบัติของยางพาราเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เหนียว ทนทาน อีกทั้งกระบวนการผลิตยังสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และมีต้นทุนต่ำ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้เห็นคุณค่าของยางพาราในการพัฒนาไปสู่การใช้งานได้ต่อไป ดังนั้น ทางสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์จึงมีความสนใจ และได้พัฒนาสื่อการสอนจากยางพาราขึ้นมาเพื่อมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ ได้นำไปใช้ในการเรียนการสอน ภายใต้แนวคิด “สื่อการเรียนการสอน จากทรัพยากรท้องถิ่น”

อาจารย์อนุชิต กล่าวว่า กระบวนการหล่อแบบจากน้ำยางพารา ใช้แม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์เป็นแบบในการขึ้นรูป โดยน้ำยางพาราที่ใช้เป็นน้ำยางข้นที่มีปริมาณเนื้อยางแห้งทั้งหมดร้อยละ 60 โดยการปั้นต้นแบบ เช่น เซลล์พืชจากดินน้ำมันให้มีรูปร่างตามต้องการ และใช้ปูนปลาสเตอร์ผสมน้ำ จากนั้นเททับแบบดินน้ำมันที่ปั้นไว้ รอให้ปูนแข็งใช้เวลาประมาณ 20 นาที แกะดินน้ำมันออกจากแบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ และวางทิ้งไว้ให้แบบพิมพ์แห้งสนิทประมาณ 2 ชั่วโมง นำน้ำยางพรีวัลคาไนซ์ (น้ำยางพาราที่ผสมสารเคมีแล้ว) เทลงในแบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์แล้วนำไปอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง จากนั้นแกะชิ้นงานออกจากแบบพิมพ์แล้วนำไปล้างทำความสะอาด อบให้แห้งอีกครั้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที นำชิ้นงานมาระบายสีให้มีความสวยงาม นำไปประกอบบนแผ่นไม้อัด พร้อมกับติดคำอธิบายองค์ประกอบของเซลล์ ซึ่งพร้อมสำหรับการนำไปใช้ในการเรียนการสอน

ปัจจุบัน สาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ได้ทำโมเดลเซลล์พืชและเซลล์สัตว์จากน้ำยางพารา และโมเดลแสดงระบบการไหลเวียนเลือดของมนุษย์ เพื่อใช้ในสถาบันทางการศึกษาและมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การจำหน่ายตามคำสั่งซื้อจากผู้ที่สนใจโดยตรงหรือผ่านช่องทางออนไลน์ โดยราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับรูปแบบแต่ละชุด เช่น โมเดลเซลล์พืชและสัตว์จำหน่ายราคาประมาณ 300-500 บาท ต่อชิ้น ส่วนโมเดลระบบอื่นๆ ราคาประมาณ 500-1,000 บาท ต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของชิ้นงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม โทร. (082) 270-4367 หรือ (075) 773-336-7 ต่อ 120

ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เก็บมาเล่า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

“การอ่าน” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชนทุกคนได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การสร้างนิสัยรักการอ่าน นับเป็นนโยบายสำคัญที่ คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มุ่งเน้นและกำหนดเป็นนโยบายสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาการศึกษาตามอัธยาศัยของประชาชนในพื้นที่อำเภออู่ทอง ที่ กศน. อำเภออู่ทอง เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบดูแล

โดยอาศัยกลไกสำคัญ คือ ห้องสมุดประชาชน

การพัฒนาให้ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ เป็นสถานที่ปลูกสร้างภูมิปัญญาในศาสตร์แขนงต่างๆ จึงมีการดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ จนทำให้ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองมีความโดดเด่น กลายเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต จนได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ประเภทห้องสมุดประชาชนอำเภอดีเด่น ประจำปี 2559

“การอ่านนั้นช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในทุกๆ ด้าน อยากเรียนรู้อะไร อยากทราบเรื่องอะไร สามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง ที่ตั้งอยู่ภายใน กศน. อำเภออู่ทอง เรายินดีต้อนรับทุกคน” ผอ. พรเทพ ฝากบอกกล่าวถึงผู้สนใจ

“ผมอยากให้ห้องสมุดเป็นที่ของทุกคนที่สนใจต้องการศึกษาเรียนรู้ได้เข้ามาใช้บริการ จึงมอบเป็นนโยบายในการพัฒนารูปแบบการนำเสนอ ห้องสมุดของเราไม่ได้มีเพียงหนังสือต่างๆ แต่ยังมีการนำเสนอองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการและความรู้ด้านอาชีพต่างๆ ผ่านสื่อชนิดต่างๆ ให้ผู้สนใจได้เลือกที่จะเรียนรู้ตามความสนใจ”

ดังนั้น เมื่อเข้ามาสู่ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง จะได้พบกับความหลากหลายของหนังสือชนิดต่างๆ ที่ทาง กศน. อำเภออู่ทอง ได้จัดหามา ทั้งจากการใช้งบประมาณจัดซื้อและการเปิดรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ให้เลือกอ่านภายใต้มุมการอ่านที่ตกแต่งอย่างสวยงามและเงียบสงบ อีกทั้งยังเรียนรู้ได้จากการดูสื่อวิดีทัศน์ที่จะหมุนเวียนเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนออย่างต่อเนื่อง

อีกมุมการเรียนรู้ที่น่าสนใจคือ มุมของศูนย์อาเซียนศึกษา ที่สามารถยังประโยชน์ให้กับผู้สนใจได้เต็มที่ในยุคที่ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ผู้สนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ด้านภาษา แหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม ประเพณี อาหารประจำชาติ ของสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

นอกจากอาหารสมองที่จะช่วยในการเปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ของทุกผู้คนแล้ว โดยรอบของห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง ยังได้จัดแต่งให้มีความร่มรื่นสวยงาม ด้วยมุมพืชพันธุ์ทางการเกษตรที่เน้นการปลูกในลักษณะผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“ผมได้เน้นให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากได้มาอ่านหนังสือมาเรียนรู้ยังได้มาเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมการเกษตร ที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ อันเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และหากเหลือยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นการเพิ่มรายได้ ได้อีกด้วย” ผอ. พรเทพ กล่าว

พืชพรรณที่ปลูกโดยรอบห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทองในวันนี้ ประกอบด้วย พืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ ที่คนไทยนิยมบริโภค ไม่ว่า กะเพรา มะเขือ พริก ฟัก แฝง เป็นต้น ทุกอย่างสามารถปลูกและดูแลได้โดยง่าย และที่สำคัญพืชทุกชนิดที่ปลูกจะเน้นให้ปลอดจากการใช้สารเคมี พืชผักทุกอย่างสามารถกล่าวได้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์

ห้องสมุดประชาชนอำเภออู่ทอง จึงเป็นอีกแห่งที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเปิดโลกทรรศน์สู่โลกกว้างของทุกคนที่สนใจ โดยทั้งหมดนี้มาจากความตั้งใจอย่างเต็มร้อยของ คุณพรเทพ ทัศนสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์ กศน. อำเภออู่ทอง

ยาซีน บุญมาเลิศ ทิ้งเงินเดือนครึ่งแสน สร้างสวนพอเพียง ที่สระบุรี

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เก็บมาเล่า

ธรสิทธิ์

ยาซีน บุญมาเลิศ ทิ้งเงินเดือนครึ่งแสน สร้างสวนพอเพียง ที่สระบุรี

“ผมเรียนจบปริญญาตรีมา 4 ใบ ปริญญาโทด้านการบริหารอีก 1 ใบ”

“ตำแหน่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจมาเป็นเกษตรกรที่ยึดแนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงที่เน้นการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส กินเงินเดือนประมาณครึ่งแสน นอกจากนี้ยังมีงานเสริมนอกอีกรวมๆแล้วเป็นแสนบาท”

“แต่ที่เลือกมาเดินบนเส้นทางสายนี้ เพราะผมตระหนักแล้วว่า เรื่องเงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่สุขภาพของเราสำคัญและต้องมาก่อนใจผมนั้นสนใจเรื่องการเกษตรมานาน จึงใช้เวลาว่างศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในข้อมูลที่ได้รับรู้ คือ การใช้สารเคมีต่างๆในพืชผัก ซึ่งพบว่ามีการตกค้างและส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง อยู่ในเมืองนั้นมีความสะดวกสบาย มีงานมีเงิน แต่หากเรายังต้องซื้อต้องทานพืชผักที่มีการตกค้างของสารเคมี เงินที่ได้มาจากการทำงานหนักนั้นมากกว่าครึ่งต้องเตรียมไว้เพื่อรักษาโรคภัยต่างๆที่จะตามมา เพราะฉะนั้นเรากลับมาปลูกกินเองและไม่มีโรครบกวนจะดีกว่าไหม ผมจึงเลือกที่จะทำสวนเกษตรแบบพอเพียงเช่นทุกวันนี้”

ยาซีน บุญมาเลิศ เกษตรกรเจ้าของสวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 245 หมู่ที่ 2 ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทร. (061) 651-4495, (082) 862-6243 บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้น

“มาเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน เอาแค่ปรับพื้นที่ผมต้องใช้เวลาและความทุ่มเทไม่น้อย เพราะเดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทำกันมานาน ดินเสื่อมสภาพ ขาดความสมบูรณ์ ผมต้องมาปรับปรุงดินด้วยการใช้องค์ความรู้และคำแนะนำจากปราชญ์ชาวบ้านมาแก้ไข”

“เดิมนั้นหน้าแล้งดินจะแข็งมาก เอาจอบฟันไม่ลงเลย พอหน้าฝน ดินเปียกน้ำแล้วจะเหนียวมากเลยต้องมีการปรับสภาพดินก่อน ผมเอาแกลบดิบ ปุ๋ยคอก และหินฝุ่น ใส่แล้วไถคลุกเคล้าให้เข้ากัน พอมาถึงวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนผมขุดดินไปถึงกับสะดุ้งเพราะเจอไส้เดือนตัวเท่านิ้วโป้ง นึกว่างู ซึ่งการมีไส้เดือนแสดงให้เห็นว่า ดินของเรากลับมาดีมาสมบูรณ์เหมือนเดิม” คุณยาซีนกล่าว

วันนี้ ฮาวา ออกานิคฟาร์ม ได้เดินหน้าไปตามเป้าหมายของชายผู้นี้และครอบครัว ในการสร้างฝันบนเส้นทางเกษตรอินทรีย์ พร้อมๆกับการสร้างสวนให้เป็นศูนย์กลางของทุกคนที่รักในการทำเกษตรที่เน้นถึงความปลอดภัยของสุขภาพด้วยกิจกรรมที่หลากหลายบนแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง

“ผมมาอยู่ที่สวนแบบนี้ บอกได้เลยว่าคนละแบบกับการอยู่ในเมือง ดีกว่าทุกอย่าง อย่างค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันวันนี้มีน้อยมาก เพราะอย่างของกินทุกอย่างเรามีในสวนหมด เพราะผมนั้นใช้หลักว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก จะซื้อเฉพาะของที่จำเป็นที่เราผลิตไม่ได้ และที่สำคัญสุขภาพกายสุขภาพจิตดีมากแตกต่างกับการใช้ชีวิตในเมืองอย่างสิ้นเชิง”

“อนาคตนั้นผมมองว่า ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคพืชผลการเกษตรที่ปลอดสารเคมีนั้นจะเพิ่มขึ้นและมีความต้องการมากอย่างไม่สิ้นสุด เพราะทุกวันนี้คนเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าต้องบริโภคพืชผลแบบไหนจึงดีต่อสุขภาพเท่าที่ผมสัมผัสมาพบว่ามีคนเป็นจำนวนมากอยากซื้อพืชผลการเกษตรที่ปลอดภัย แต่ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนเท่านั้นเอง ตรงนี้จึงเป็นตลาดที่ทุกคนสร้างเจาะได้” คุณยาซีนกล่าว

โดยพื้นที่ 3.5 ไร่ของสวนฮาวา ออกานิคฟาร์มในวันนี้มากไปด้วยกิจกรรมการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้ และสร้างสุขให้กับชีวิตของครอบครัวบุญมาเลิศ ในรูปแบบของเกษตรปราณีตที่เน้นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“จะเห็นได้ว่าผมมีพื้นที่เพียง 3.5 ไร่เท่านั้น แต่ทำไมอยู่ได้เพราะเรามีการจัดการบริหารพื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์ อย่างโคนต้นมะม่วงแทนที่จะปล่อยไว้เฉยๆ ผมก็เอามะเขือเทศ หรือพืชผักอื่นไปปลูก เท่านี้ผมก็มีทั้งมะม่วงและมะเขือเทศกิน ซึ่งการเลือกชนิดของพืชที่มาปลูกร่วมกันให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าพืชแต่ละชนิดจะแย่งอาหารแย่งน้ำกันทำให้ต้นไม่โต แต่ถ้าเรารู้ถึงหลักการของนิสัยพืช รวมถึงการหากินของรากพืชว่าแต่ละชนิดหากินในชั้นดินระดับไหนแล้วสามารถเลือกชนิดได้อย่างถูกต้องและได้ผลผลิตแน่นอน”

“ปลูกพืชผลการเกษตร ไม่ใช่ปลูกแล้วจะปล่อยทิ้งให้ธรรมชาติดูแล เราต้องมีการจัดการ อย่างต้นกล้วย ไม่ได้ง่ายนะครับ ต้องดูแลเหมือนกับการปลูกไม้ผลอื่น อย่างใบกล้วยต้นหนึ่งควรเอาใบไว้ไม่เกิน 7 ใบ ถ้าพบว่าต้นกล้วยมีใบเยอะเป็นสิบๆใบแบบนี้ต้องตัดไปให้แพะแกะกิน เพราะไม่อย่างงั้นจะเกิดโรคตามมา หรือหน่อกล้วย ห้ามไว้เกิน 3 หน่อ ที่งอกใหม่ต้องขุดออกให้หมดเพราะถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ ต้นกล้วยจะแย่งอาหารกัน ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี”

ในพื้นที่ 3.5 ไร่ คุณยาซีนได้จัดสรรพื้นที่อย่างลงตัว ประกอบด้วยกิจกรรมการเลี้ยงแกะแพะเพื่อจำหน่าย พื้นที่ 2 งาน ขุดเป็นสระเก็บน้ำเพื่อใช้ทำเกษตรและเลี้ยงปลา จำนวน2 งาน พื้นที่ที่เหลืออีก2.5 ไร่ จัดเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่ปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งไม้ยืนต้นและพืชผักสวนครัว ประกอบด้วย ต้นมะม่วงพันธุ์ดีที่เป็นสายพันธุ์โบราณและกำลังสูญพันธุ์ เช่น การเกดพราหมณ์ขายเมีย ทองดำ ลิ้นงูเห่า ยายกล่ำ เป็นต้น จำนวน 46 ต้น ต้นมะขามป้อม 5 ต้น มะพร้าวแกงและน้ำหอม57 ต้น กล้วยหอม 55 ต้น กล้วยน้ำว้า 150 ต้น น้อยหน่า 10 ต้น ฝรั่ง 7 ต้น ขนุน 3 ต้น มะนาว 11 ต้น มะกรูด 200 ต้น และผักสวนครัวอีก1 งาน

นอกเหนือจากการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ละกิจกรรมของสวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม ยังก่อให้เกิดการเกื้อกูลแก่กันและกันและที่สำคัญทุกอย่างสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นรายได้ในระดับที่สามารถอยู่ได้

“อย่างการเลี้ยงแพะของผม ซึ่งเน้นเลี้ยงแพะกึ่งเน้นกึ่งนม ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของสวนตอนนี้มีพันธุ์บอร์ ซาแนน ทอกเกนเบิร์ก และอัลไพน์ เป็นต้น ในการเลี้ยงจะเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการฝากย้ายตัวอ่อนช่วย เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อครอกให้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ได้ลูกแฝด”

“ผมสามารถสร้างรายได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจำหน่ายเป็นสายพันธุ์ จำหน่ายในรูปของแพะขุน รวมถึงการนำน้ำนมแพะมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ที่ได้รับการรับรองจาก อย. แล้ว เช่น สบู่ โลชั่น ครีมต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้เป็นอย่างมาก มูลของแพะที่ได้ผมยังนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกให้กับต้นไม้ทุกต้นที่ปลูก”คุณยาซีนกล่าวและว่า

“แล้วต้นไม้ที่ปลูกทุกอย่างสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการเลี้ยงแพะได้เช่นกัน โดยใบกล้วย ต้นกล้วย กิ่งก้านต้นมะม่วงหรือไม้ผลอื่นที่เราตัดแต่ง หญ้าที่ถอน เศษผักจากแปลง สามารถนำไปให้แพะกินเป็นอาหารได้หมดทุกอย่าง”

“หรือการปลูกมะม่วงพันธุ์ดีที่สวนผมมีหลากหลายพันธุ์มาก แต่หลายคนสงสัยพื้นที่แค่นี้จะสร้างรายได้พอหรือ ผมอยากให้มาดูที่สวนของผม เพราะผมสามารถใช้พื้นที่ 1 งานปลูกมะม่วงได้ 300 ต้น ซึ่งเป็นการปลูกที่ไม่เหมือนกับเดิมทีหากปลูก 300 ต้น ต้องใช้พื้นที่ถึง 10 กว่าไร่ และต้องมีการจัดการตามมาอีกมากมาย แต่ด้วยวิธีการที่ปลูกแบบนี้ทำให้ได้จำนวนต้นเท่ากันแต่การจัดการน้อยลง”

“ผมปลูกมะม่วงหลุมละ3 ต้น ทำได้ครับ” คุณยาซีนยืนยัน

โดยเทคนิคที่สำคัญของการปลูกมะม่วงแบบสวนฮาวา ออกานิคฟาร์ม คือ การจัดการต้นมะม่วง

“วิธีการของผมคือ ผมจะใช้กิ่งเสียบยอดมาปลูกลงในหลุมปลูก จำนวน 3เส้า โดยหลุมจะมีขนาดกว้างลึกประมาณ 1 ศอก ก้นหลุมรองด้วยแกลบ ปุ๋ยคอกและหินฝุ่นหลังปลูกพอต้นมะม่วงสูงขึ้นมาสักประมาณระดับไหล่ จะเริ่มดัดยอดต้นมะม่วง โดยให้แยกออกจากกันเป็น 3 ทางหรือมีลักษณะเป็นแฉก ด้วยการใช้ไม้ปักขนาบที่โคนต้น 2ด้านหนึ่งจุด และอีกจุดปักห่างออกไปประมาณ 80 เซนติเมตร ผูกด้วยเชือกเพื่อให้ยอดตั้งขึ้น เท่านี้แต่ละต้นกิ่งจะไม่ทับกันสามารถขึ้นไปในทางที่กำหนดของแต่ละต้น”

“แต่ถ้าต้องการไม่ให้ต้นสูงเหมือนกับมะม่วงโบราณที่สูง 10-20 เมตร ให้เตี้ยเป็นพุ่ม ให้ใช้วิธีการเด็ดยอดส่วนที่เรียกว่าเดือยไก่ทิ้ง เพื่อควบคุมยอด พอเด็ดแล้วมะม่วงจะแตกใหม่ออกมา 5 ยอดคราวนี้ก็ตัดยอดออกให้เหลือสัก 3 ยอดพอ ถ้าแตกยอดออกมาแล้วปล่อยระยะจะเห็นว่าเริ่มแตกเดือยไก่ใหม่เราก็เด็ดแบบเดิมอีกครั้ง”

“จากครั้งแรกเด็ดทิ้งไว้ 3 ยอด พอเด็ดครั้งที่สอง จะได้ยอดเพิ่มมาเป็น 9 ยอด และถ้าเด็ดครั้งที่สาม จะได้ยอดเพิ่มมาเป็น 27 ยอด ซึ่งผมมองว่าเป็นจำนวนยอดที่กำลังพอดีกับการดูแล แต่ถ้าเห็นว่ายังพอได้อยู่ก็เด็ดครั้งที่สี่ได้ โดยจะได้ยอดเพิ่มต่อต้นมาเป็น 81 ยอด”

“ถ้าเราหวังผลเพียง 2 ลูกต่อยอด แต่ละปีจะสามารถเก็บผลมะม่วงได้ประมาณ 162 ผลต่อต้นอย่าง 1 งานของผมมี 300 ต้น คูณกันออกมาแล้วถือว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างน่าสนใจและใต้ต้นมะม่วงสามารถปลูกพืชผักอื่นเสริมได้ เพราะมะม่วงเป็นไม้ผลที่หยั่งรากหากินลึก ฉะนั้นการปลูกพืชที่รากตื้นอย่างพืชผักจึงไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นมะม่วง” คุณยาซีนกล่าว

นอกจากนี้ ต้นไม้ทุกต้นที่สวนฮาวา ออกานิคฟาร์มปลูก คุณยาซีนบอกว่า ทุกอย่างใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่กินโดยตรงก็ใช้ประโยชน์อื่น เช่น ต้นยี่โถ ต้นสะเดา ต้นไม้เหล่านี้เป็นพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช

“จะต้องฉีดยาป้องกันโรคแมลง ผมก็ใช้จากในสวนมาหมักมาทำตามกระบวนการ ได้สารธรรมชาติที่มีฤทธิ์ไว้ฉีดป้องกันและรักษาได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อและปลอดภัยด้วย ต้นไม้ทุกอย่างในสวนผมเด็ดกินได้เลยอย่างสบายใจ”

“ทุกอย่างมีหลักมีวิธีการซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถศึกษาได้ ดังนั้นผมขอบอกเลยว่า สำหรับผู้ที่กำลังคิด กำลังตัดสินใจ ฮาวา ออกานิคฟาร์มของเราพร้อมเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับทุกคนที่สนใจผมเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ในสิ่งที่ผมรู้ผมทำได้อย่างเต็มที่ เพื่อจะได้รู้ว่าชีวิตที่มีความสุขนั้นแท้จริงเป็นอย่างไร” คุณยาซีนกล่าวทิ้งท้าย

กองทุนพัฒนาสหกรณ์ คว้า2 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ปี59

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เก็บมาเล่า

กองทุนพัฒนาสหกรณ์ คว้า2 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ปี59

กองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว และมุ่งเน้นที่จะใช้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ช่วยส่งเสริมการดำเนินงานธุรกิจของสหกรณ์ให้ตรงกับความต้องการของสหกรณ์แต่ละประเภทและเหมาะสมกับขนาดของสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่24 เมษายน พ.ศ.2542เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์ต่างๆ กู้ยืมไปบริการแก่สมาชิก ทั้งในด้านการรวบรวมผลผลิต การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การลงทุนในทรัพย์สินและการให้สมาชิกกู้ยืมไปประกอบอาชีพ

“โดยแต่ละปีจะอนุมัติวงเงินกู้ยืมให้แก่สหกรณ์ไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ที่กู้ยืมเงินสามารถส่งชำระหนี้คืนได้ตามกำหนดเกินกว่า 92%”

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2558 ที่ผ่านมา กองทุนได้อนุมัติเงินกู้โครงการปกติ วงเงิน 2,570.166 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 900 แห่งกู้ยืม เพื่อสนับสนุนโครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน สนับสนุนด้านการผลิตและการตลาดและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสหกรณ์ และมีเงินกู้โครงการพิเศษ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 อีก 15 โครงการ วงเงินกู้ 1,429.834 ล้านบาท ให้สหกรณ์ 547 แห่ง กู้ยืมไปดำเนินธุรกิจต่างๆ

อาทิ เป็นทุนรวบรวมผลไม้ในฤดูกาล ผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ธุรกิจการรวบรวมกาแฟการเสริมสร้างความมั่นคงให้สหกรณ์ขนาดเล็ก การดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันของสหกรณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สนับสนุนสหกรณ์ในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการหลวง พัฒนาธุรกิจสินเชื่อของสหกรณ์และการดำเนินงานของศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์

นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติเงินกู้เป็นการเฉพาะสำหรับดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพ 80 ล้านบาท และช่วยเหลือเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้แก่สหกรณ์ในเขตพื้นที่ภัยแล้งอีกจำนวน 300ล้านบาทด้วย

จากการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ล่าสุดทำให้ได้รับการประเมินผลการดำเนินงานจากกรมบัญชีกลางว่าเป็นกองทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับดีเด่นโดยมีเกณฑ์การประเมินใน 4 ด้าน คือ ด้านการเงิน ด้านการสนองประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการปฏิบัติการ และด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน

ซึ่งกองทุนพัฒนาสหกรณ์ผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์ว่าเป็นกองทุนที่สามารถดำเนินงานได้บรรลุเป้าหมายตามภารกิจมีการพัฒนาการบริหารงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และได้เข้ารับรางวัล “ผลการดำเนินงานดีเด่น”และรางวัลชมเชย “การพัฒนาดีเด่น” จากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2559 โดยมีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้จัดงานจากกระทรวงการคลัง ร่วมให้การต้อนรับและนำชมบู๊ธนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่เข้าร่วมจัดแสดงภายในงานดังกล่าว ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำยุทธศาสตร์กองทุนพัฒนาสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายในการเป็นกองทุนภาครัฐที่มีความมั่นคง และสามารถบริหารจัดการกองทุนให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับสหกรณ์เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์มีความเข้มแข็งและทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป

ชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ”เลี้ยงปลา-ทำสวนผลไม้” ของ “ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล”

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เก็บมาเล่า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha_jeab@outlook.com

ชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ”เลี้ยงปลา-ทำสวนผลไม้” ของ “ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล”

เชื่อว่า มีข้าราชการและพนักงานบริษัทจำนวนมากที่อายุใกล้ 60 ปี เริ่มนับวันถอยหลังที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข แต่บางคนอาจมีความกังวลว่าเมื่อตนก้าวพ้นวัยทำงานไปแล้วจะใช้เวลาว่างที่เหลืออย่างไร จะเข้าวัดฟังธรรม อยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ หากใครยังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้ลองอ่านชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ ของ”ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล” ที่เหลือเวลาราชการอีก 2 ปี 3 เดือน เขาวางแผนทำสวนเกษตรไว้ล่วงหน้า จนรู้ปัญหาอุปสรรคในการทำสวนเกษตร เมื่ออายุครบ 60 ปี เขาสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในวิถีชีวิตเกษตรกร หลังวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่

ปัจจุบัน ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูลรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ETV) ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ

ลูกหลานชาวสวนรังสิต

ดร.ปรีชา เล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมคุณแม่ทำนาอยู่คลองสิบสี่ ปลูกข้าวได้เกวียนละ1,200 บาท เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็หันมาทำสวนแทน พื้นที่ทำกินแห่งนี้อยู่ใน โครงการปฏิรูปที่ดินของจังหวัดปทุมธานี เมื่อเปลี่ยนการเพาะปลูกจากทำนา มาทำสวนก็ต้องไปยื่นขออนุญาตจากหน่วยราชการ ครอบครัวผมหันมาทำสวนส้มบางมด ต้องใช้สารเคมีเยอะมาก ต้องฉีดยาทุกๆ7 วัน ร่างกายก็ทนไม่ไหว ก็ขอร้องคุณแม่ว่าอย่าทำต่อเลย พอดีคุณแม่ป่วย ผมจึงแบ่งเวลาว่างจากงานประจำมาทำสวนเอง เริ่มจากลงทุนหลายแสนเพื่อทำสวนมะนาว ก่อนจะปรับปรุงเป็นสวนเกษตรผสมผสานเหมือนอย่างทุกวันนี้

สวนผลไม้แบบผสมผสานแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่ไม่สามารถขายที่ดินได้ ปัจจุบันครอบครัว ดร.ปรีชา ถือครองที่ดินจำนวน 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ถนนสายรังสิต-นครนายก คลองสิบสอง ฝั่งเหนือ เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า ที่ปฏิรูปที่ดิน ล็อก 5 ไร่ หมู่ที่ 4 ตำบลบึงน้ำรัก และจัดอยู่ในเขตการปกครองของตำบลสนั่นรัก จังหวัดปทุมธานี

ความสุขจากการเลี้ยงปลาแบบชีวจิต

ในวันที่แดดร่มลมตก อากาศกำลังเย็นสบายๆ ดร.ปรีชาทิ้งมาดผู้บริหารอีทีวี มานั่งให้อาหารปลาริมสระน้ำพร้อมกับเล่ากิจกรรมเกษตรก่อนเกษียณให้ฟังว่า การเลี้ยงปลาเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งความสุข และเป็นส่วนหนึ่งในงานด้านเกษตรกรรม สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวาถูกใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า ผืนน้ำใช้เลี้ยงปลาจำนวน 3 สายพันธุ์ ทั้งปลาสวายปลายี่สก และปลาตะเพียน อาหารที่นำมาให้ปลาคือ ผลไม้สุกงอมจนขายไม่ได้หรือมีรอยตำหนิ เช่น ขนุน มะม่วง และมะละกอสุก

ตอนแรก ดร.ปรีชาซื้อปลา 157,000 ตัวมาปล่อยเลี้ยงในบ่อดินคาดหวังว่า เลี้ยงปลาให้รอดสัก 5,000 กว่าตัว ใช้เวลาเลี้ยงสักปีเศษ ค่อยจับปลาขาย จะได้ปลาที่มีน้ำหนักอย่างต่ำตัวละ 1 กิโลกรัม แม่ค้ารับซื้อปลาในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้เข้ากระเป๋าเกือบ 5 แสนบาทเลยทีเดียวแต่ท้ายสุดเขาก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะความรักความผูกพันจากการเลี้ยงปลาเป็นเพื่อน

“ผมเลี้ยงปลาแบบชีวจิต กินผลไม้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง มะละกอสุก ผมไม่เคยทิ้ง นำมาเลี้ยงปลาได้หมด ตอนเย็นหลังเลิกงาน ผมก็นั่งเล่นให้อาหารปลาทุกวัน เลี้ยงพวกเขามาได้ 2 ปีจนกลายเป็นความรักความผูกพัน ปลาในสระน้ำทั้งหมด ผมไม่เคยขายเลยสักตัว ตอนนี้ ปลาสวายในบ่อ น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัมแล้ว ส่วนปลาตะเพียน มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม”

ดร.ปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงปลาในสวนแห่งนี้ เกิดผลดีต่อระบบนิเวศ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำท้องร่องครั้งละประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบัน ปลา 3 สายพันธุ์มีข้อดีแตกต่างกัน เริ่มจาก “ปลาสวาย” จะกินอาหารประเภทผลไม้สุกที่นำมาเลี้ยง”ปลาตะเพียน” กินวัชพืชใต้น้ำเป็นอาหารส่วน “ปลายี่สก” จะอยู่ระหว่างกลาง กินอุจจาระของปลาตะเพียนและปลาสวาย ดังนั้น วงจรชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทั้ง 3 สายพันธุ์จึงช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเองโดยตามธรรมชาติ

ทุกวันนี้ ท้องร่องสวนแห่งนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องสาหร่ายพันใบเรือเหมือนกับสวนอื่นๆ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าลอกท้องร่องเลย ดร. ปรีชา เล่าว่า วิธีการเลี้ยงปลาลักษณะนี้ ยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สวนผลไม้อินทรีย์

สวนไม้ผลผสมผสานของดร.ปรีชา ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว แบ่งการใช้ประโยชน์ได้เป็น 3 โซน ส่วนแรก ทำเป็นสวนมะม่วง ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์กว่า 400 ต้น ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองส่วนที่สาม ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานร่วมกับสวนพืชสมุนไพรคละเคล้ากันไป เช่น ปลูกมะยงชิด 40 กว่าต้น เพื่อใช้บริโภคในครอบครัว แจกจ่ายให้ญาติสนิทมิตรสหายที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมสวนแห่งนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลไม้ในสวนของ ดร.ปรีชา ล้วนให้ผลผลิตดกและมีคุณภาพดี เพราะดร.ปรีชาใส่ใจบำรุงดูแลดินให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ มีคนงานช่วยโกยขี้เลนจากท้องร่องขึ้นมาใส่ร่องสวน เท่ากับเติมปุ๋ยมูลปลามาช่วยบำรุงต้นไม้ไปด้วยในตัว ทำให้ต้นมะม่วงที่ผ่านการตัดแต่งกิ่ง หรือผ่านการทำสาวมะม่วง (Repair) ได้รับธาตุอาหารที่ดี ลำต้นสมบูรณ์ เกิดการแตกหน่อ สวนกล้วยหอมทองก็มีผลผลิตที่ดีไม่แพ้กัน สังเกตได้จากสีผลที่เหลืองอร่ามและเปล่งปลั่งน่ากิน แม่ค้าเห็นสินค้าแล้วตาลุกวาว ยินดีรับซื้อผลผลิตแบบไม่อั้น

ดร.ปรีชากล่าวว่า สวนกล้วยหอมทอง พื้นที่อื่น อาจเลี้ยงหน่อกล้วยสัก 3-4 หน่อต่อกอ แต่สวนผมเลี้ยงต้นกล้วยได้กอละ 10 หน่อ เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก แค่ใช้วิธีโกยดินเลนจากท้องร่องมาโปะร่องสวน ก็ทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารที่ดีมากขึ้น ดินดี ต้นไม้ก็เติบโตได้อย่างเต็มที่ กล้วยหอมทองของสวนผม จึงมีรสชาติหวาน หอม อร่อย ผลอวบใหญ่ น่ากิน

ในปีนี้ ดร.ปรีชาวางแผนปลูกกล้วยหอมทองอีกสักหนึ่งรอบ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยหอมทองรุ่นนี้เสร็จ ก็วางแผนพักดินในแปลงนี้สัก 1 ปี เพื่อลดปัญหาในเรื่องโรคพืช แต่จะสลับไปปลูกกล้วยหอมทองในแปลงถัดไปแทน

พืชสมุนไพร ขายดีไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ดร.ปรีชา ยังปลูก “ตะไคร้” แซมอยู่ริมท้องร่องสวน สาเหตุที่เลือกปลูกตะไคร้เพราะเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรยอดนิยมประจำครัวคนไทย แปลงตะไคร้เหล่านี้ จะตัดออกขายในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 3 ตัน ขายในราคากิโลกรัมละ 14 บาท และยังมีรายได้จากแปลงปลูกมะละกอ โดยขายมะละกอดิบในราคากิโลกรัมละ 10 บาท มะนาวของสวนแห่งนี้ ผลโต น้ำดี มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดถึงใจ ก็ขายดีเช่นกัน

“เกษตรผสมผสาน” โกยรายได้งาม

เมื่อถาม ดร.ปรีชาว่า “ทำสวนเกษตรผสมผสานแบบพอเพียงในลักษณะนี้ มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองได้ไหม คำตอบที่ได้ก็คือ อยู่ได้สบาย เหลือกิน เหลือใช้ เพราะสวนเนื้อที่ 7 ไร่แห่งนี้ มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่น เป็นค่าแรงงานให้กับคนงานจำนวน 1 คนเท่านั้น ส่วนปุ๋ยยา ก็ไม่ต้องซื้อ แค่เก็บเศษใบไม้ใบหญ้า ผลไม้ในสวนมาทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และซื้อปุ๋ยคอกมาใช้บ้าง ถือว่ารายได้จากผลผลิตในสวนเกษตรผสมผสานแห่งนี้สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆนี่ผมทำเป็นสวนเกษตรตัวอย่างก่อนเกษียณให้ดูแล้ว พูดได้เต็มปากว่า ทำได้จริง” ดร.ปรีชาเล่าอย่างอารมณ์ดี

ปลูกพืชให้ตอบโจทย์ตลาด

ดร.ปรีชาบอกว่า การทำเกษตร อย่ามัวปลูกอย่างเดียว ต้องหัดเรียนรู้การตลาดด้วย ใช้หลักการตลาดนำการผลิตด้วย เพราะตลาดเป็นหัวใจหลักสำคัญที่จะช่วยให้เราขายผลผลิตได้ราคาที่ดี เกษตรกรมือใหม่ ต้องหัดเรียนรู้ทิศทางความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเทศกาลด้วย เพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ

“ช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ผมวางแผนตัดกล้วยออกขายแล้ว เพราะตรงกับเทศกาลตรุษจีน กล้วยถือเป็นผลไม้มงคลที่นิยมใช้ไหว้เจ้า ราคากล้วยในช่วงนั้นจะขายได้ราคาดีมาก หวีละ 50 บาท นี่คือตัวอย่างการวางแผนการปลูก ต้องผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาลสำคัญเพราะเป็นช่วงที่ผู้คนต้องกินต้องใช้พืชผักผลไม้จำนวนมาก ทุกวันนี้เกษตรกรบางรายเจ๊งเพราะปลูกโดยไม่นึกถึงตลาด พอเห็นบ้านโน้นปลูกผลไม้ชนิดนี้แล้วขายดี ก็แห่ปลูกตามเขาไปจนสินค้าล้นตลาด ขายขาดทุน” ดร.ปรีชาเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

ดร.ปรีชาตั้งใจทำสวนไม้ผลผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้สวนผลไม้แห่งนี้ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ของคณาจารย์ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จากทั่วประเทศ แวะเวียนเข้ามาศึกษาหาความรู้กันอย่างต่อเนื่อง หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนหรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสานกับ ดร.ปรีชา ก็สามารถแวะเข้าชมได้ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือพูดคุยสอบถามกับดร.ปรีชา ได้ที่เบอร์โทร. (081) 808-5138

ผักคราดหัวแหวน เป็นได้ทั้งอาหารและยาชา

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เก็บมาเล่า

อดุลศักดิ์ ไชยราช

ผักคราดหัวแหวน เป็นได้ทั้งอาหารและยาชา

หลายวันก่อน อาการปวดฟันกำเริบ จะอาศัยยาแก้ปวดก็กลัวว่าเป็นการกินยาเพิ่มเข้าตัวไปอีก เพราะที่กินอยู่ก็หลายขนานแล้ว อาศัยเดินหาพืชสมุนไพรที่เคยรู้สรรพคุณ ให้ผลระงับบรรเทาปวดฟัน ก็ได้ “ผักคราดหัวแหวน” บดผสมเหล้าขาวเล็กน้อย วางอุดบนซี่ฟันที่ปวด และขบย้ำนิดๆ ให้รู้สึกซ่าเสียว ชั่วประเดี๋ยวเดียว อาการปวดหายไป สบายเหงือกสบายฟัน และค่อยไปหาหมอรักษาฟันต่อไป

ผักคราดหัวแหวน มีชื่อเรียกที่คุ้นหูทางภาคเหนือคือ ผักเผ็ด ผักตุ้มหู อีสานเรียก ผักฮาด ภาคกลาง ภาคใต้เรียก ผักคราด หรือผักคราดหัวแหวน เอกลักษณ์เฉพาะตัวของผักคราดหัวแหวน คือดอกที่มีสีเหลือง กลมยอดแหลมคล้ายหัวแหวน ใบยอดมีรสเผ็ดร้อน แต่มีพืชหลายอย่างที่มีลักษณะคล้ายกัน ต้องอาศัยประสบการณ์หรือถามผู้รู้ ก่อนเลือกหามากินมาปลูก

ทฤษฎีร้อน-เย็น (Hot-Cold Theory) เป็นความเชื่อที่เกิดในยุคกรีกโบราณ ถูกแพร่หลายโดยพ่อค้าชาวอาหรับ และชาวสเปน และเป็นความเชื่อพื้นฐานของการแพทย์แบบดั้งเดิม ปัจจุบันแนวคิดและแนวปฏิบัติ ถือปฏิบัติกันทั่วไปในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และแถบละตินอเมริกา การแยกแยะว่าอาหารใดเป็นอาหารร้อนหรืออาหารเย็น ไม่ได้จำแนกตามลักษณะอาหาร แต่พิจารณาจากการที่อาหารนั้นส่งผลให้แก่ร่างกาย อาหารร้อนมีฤทธิ์กระตุ้น เมื่อร่างกายรับไปจะรู้สึกร้อน อาหารเย็นมีฤทธิ์ยับยั้ง เมื่อกินเข้าไปร่างกายจะรู้สึกเย็น ผักคราด เป็นอาหารร้อน ถ้าสภาพอากาศเย็น ได้กินอาหารที่ปรุงด้วยผักคราด จะทำให้ร่างกายอบอุ่น เมื่อร่างกายอบอุ่น ธาตุในกายก็จะสมบูรณ์ ต้านทานโรคหรือภัยที่จะเกิดจากความหนาวเย็นได้ คนที่เกิดธาตุน้ำและธาตุลมจะมีภัยมากกว่าธาตุอื่น ควรเลือกอาหารให้ถูกกับฤดูกาล หนาวเย็นจัดเช่นในช่วงปลายมกราคมปีนี้ เย็นยะเยือกผิดปกติ ผักคราดช่วยได้ นำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง ไม่ปรุงเป็นแกง ก็ลวกต้มจิ้มน้ำพริกยังได้

ผักคราดหัวแหวน เป็นพืชในวงศ์ COMPOSITAE เป็นไม้ล้มลุก ลำต้น ยาว 20-50 เซนติเมตร อาจจะตั้งชูลำต้น หรือทอดเลื้อยไปตามดินแล้วชูยอดขึ้น เมื่อแก่มีรากงอกตามข้อ ลำต้นค่อนข้างกลม อวบน้ำ สีเขียว อาจมีสีม่วงแดงปนเขียว ต้นอ่อนมีขนปกคลุมเล็กน้อย ใบเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปสามเหลี่ยม ขอบใบหยักฟันเลื่อย ก้านใบยาว ผิวใบสากและมีขน ดอกเป็นช่อ ดอกย่อยอัดเรียงเป็นกระจุกกลม สีเหลือง ดอกย่อยมี 2 วง วงนอกเป็นดอกตัวเมีย วงในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ผลเป็นผลแห้งรูปไข่ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือเด็ดต้นไปปักชำ ขยายได้ง่ายมาก

ประโยชน์ทางอาหาร ผักคราดเป็นผักที่ใช้ใบอ่อน ยอดอ่อนกิน ชาวเหนือชาวอีสาน ใช้เป็นผักสดแกล้มน้ำพริก ลาบ ก้อย แกง และปรุงอาหารเป็นแกงแค อ่อมปลา อ่อมกบ ชาวใต้นิยมแกงหอย แกงปลา ปรุงอาหารได้อร่อยมาก รสชาติเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แต่แนะนำให้ว่าไม่ควรกินสดหรือกินมาก เพราะเป็นผักชนิดหนึ่งที่มีสารออกซาเลตสูง เสี่ยงต่อการเป็นนิ่วได้ ตำราแพทย์ไทยบันทึกไว้ว่า ผักคราดเป็นผักที่มีรสเฝื่อนเล็กน้อย สรรพคุณแก้พิษตามทวาร แก้ริดสีดวง แก้ผอมเหลือง แก้เด็กตัวร้อน ต้นสดตำผสมเหล้าหรือน้ำส้มสายชู ใช้อมแก้ฝีในลำคอ ต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ไข้ แก้ปวดฟัน จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า ช่อดอกและก้านดอกมีสาร Spilanthol มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ และสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เปรียบเทียบกับยาชา Lidocaine จะออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ระยะเวลาออกฤทธิ์สั้นกว่า เป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาชารักษาอาการปวดฟันได้

ผักคราด เป็นไม้ที่ชอบขึ้นที่ลุ่มและมีความชุ่มชื้น พบมากตามป่าธรรมชาติ ป่าละเมาะ ตามสวน ริมคลอง ร่องน้ำ ใต้ร่มไม้ ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ หรือช่วงฝนตก ผักคราดจะแตกยอดอ่อนมากมาย ศัตรูร้ายที่คอยกัดกินคือ หอยทาก ต้องหมั่นตรวจดูพุ่มต้น ถ้าเจอต้องรีบกำจัดหอยทาก เพราะถ้าหอยทากแพร่ตัวออกหากิน จะกัดกินยอดกินต้นใบผักคราด ไม่เหลือเลย และผักคราดก็จะยุบตาย อายุการเป็นผักให้เก็บกินก็หมดไป ขยายพันธุ์เร็วก็จริงแต่เจอหอยทากทำลายไม่เหลือเลย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 411-977 http://www.uttaradit.doae.go.th

“ศรแดง” แนะ เกษตรกรเพิ่มรายได้ ลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก ด้วยการปลูกพืชน้ำน้อย 7 ชนิด ตอบโจทย์รัฐ ร่วมฝ่าวิกฤตแล้ง

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เก็บมาเล่า

ลูกสิบล้อ

“ศรแดง” แนะ เกษตรกรเพิ่มรายได้ ลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก ด้วยการปลูกพืชน้ำน้อย 7 ชนิด ตอบโจทย์รัฐ ร่วมฝ่าวิกฤตแล้ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องสุขุมวิท 1 ชั้น C โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพระดับโลกตรา “ศรแดง” เปิดตัวพันธุ์พืช 7 ชนิด สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชน้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งแทนการปลูกพืชชนิดเดิม เน้นปลูกพืชระยะสั้น ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็วและสร้างรายได้

คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เปิดเผยว่า “ศรแดง” ได้เล็งเห็นความสำคัญของวิกฤตการณ์แล้งที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ในทั่วภูมิภาคของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกรผู้มีอาชีพเพาะปลูกพืชเป็นหลัก จนทำให้หน่วยงานภาครัฐ เร่งระดมความร่วมมือเพื่อหามาตรการรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้น และขณะเดียวกัน ก็พยายามส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก จากการปลูกพื้นที่ต้องใช้น้ำมาก มาเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อย ขายได้ราคาดีและมีตลาดรองรับในช่วงฤดูแล้งนี้แทน

“ถ้าเกิดเราเดินไปหาเกษตรกรที่ปลูกข้าว บอกว่าให้มาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย มันอาจดูเป็นการยากที่เราจะเปลี่ยนความคิดเขา เพราะว่าทั้งชีวิตเขาทำแต่นามาก่อน เขาจะมีความลังเลแน่นอนในเรื่องนี้ จากองค์ความรู้ของบริษัทเรา ผมคิดว่าจะช่วยส่งเสริมเกษตรกรได้ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจขึ้น เราจึงทำข้อมูลเป็นตัวอย่างขึ้นมา ระหว่างการปลูกข้าวเปรียบเทียบกับพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อให้เห็นถึงการใช้น้ำมากน้อยแตกต่างกันเท่าใด ซึ่งเกษตรกรสามารถรู้ได้เลยว่าพืชที่ต้องการน้ำน้อยนั้นสามารถปลูกแล้วสร้างรายได้ให้กับเขาได้ เรายังมีการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตให้เห็น เช่น สมมุติเกษตรกรปลูกข้าวโพดหวาน ต้นทุนก็จะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงานยังไงเท่าไหร่ ทางเราได้คิดคำนวณเพื่อให้เกษตรกรมองภาพออกที่ชัดเจนขึ้น เพื่อให้มีพืชทางเลือกมากขึ้น และสามารถผ่านภัยแล้งนี้ไปด้วยกันให้ได้” คุณวิชัย กล่าว

ซึ่ง “ศรแดง” เป็นหนึ่งในบริษัทจัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพอันดับต้นๆ ของประเทศ ได้ริเริ่มโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย จากร้อยสู่ล้าน” ขึ้น พร้อมทั้งเตรียมทีมเจ้าหน้าที่เพื่อให้ความรู้ ด้านการปลูกและการบริหารจัดการต้นทุน โดยสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศที่มีอาชีพปลูกพืชไร่ที่ใช้น้ำมาก อาทิ ข้าว เปลี่ยนมาเพาะปลูกพืช 7 ชนิด ที่ใช้น้ำน้อยแทน คือ 1. แตงกวา 2. ฟักทอง 3. แตงโม 4. ข้าวโพดหวาน 5. ข้าวโพดข้าวเหนียว 6. แฟง 7. ถั่วฝักยาว พืชทั้ง 7 ชนิดนี้ สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีมากในระดับเดียวกับพืชไร่ เมื่อเปรียบเทียบจากต้นทุนต่างๆ ในการเพาะปลูก

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชน้ำน้อยแล้ว การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตเช่นนี้ จำเป็นต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การใช้ระบบน้ำหยด จึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของเกษตรกรผู้ปลูกพืชน้ำน้อยในภาวะขาดแคลนน้ำเช่นนี้ โดยติดตั้งไว้บริเวณโคนต้นพืช พืชจะได้รับน้ำบริเวณรากอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ทำให้ดินมีความชื้นคงที่ ช่วยให้ประหยัดเวลาและแรงงาน บำรุงรักษาระบบง่าย เกษตรกรสามารถดำเนินการได้เอง สามารถนำระบบนี้ใช้กับพื้นที่และดินได้ทุกประเภท ที่สำคัญคือ สามารถควบคุมวัชพืชได้และเป็นการประหยัดน้ำ ที่ส่งผลไปถึงการลดต้นทุนการปลูกในที่สุด ซึ่งการปลูกพืชน้ำน้อยนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงขาดแคลนน้ำ ยังถือว่าเป็นการช่วยชาติในการใช้น้ำอย่างประหยัดอีกทางหนึ่งด้วย

%d bloggers like this: