เกษตร

All posts tagged เกษตร

ปศุสัตว์เฝ้าระวังโควิด-19 เผยไทยยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสในสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480893

ปศุสัตว์เฝ้าระวังโควิด-19 เผยไทยยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสในสัตว์

ปศุสัตว์เฝ้าระวังโควิด-19 เผยไทยยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสในสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.33 น.

22 มีนาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีสื่อรายงานตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (COVID-19) ในสุนัขรายที่ 2 ของผู้ป่วยโรค COVID-19 ในฮ่องกง โดยผู้ป่วยรายนี้เลี้ยงสุนัขสายพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด (German Shepherd) อายุ 2 ปี 1 ตัว และสุนัขพันธ์ผสมอายุ 4 ปี 1 ตัว สุนัขทั้ง 2 ตัว ได้รับการแยกเพื่อไปกักดูอาการ และเก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลังทางจมูก และปาก ในวันที่ 18 มีนาคม 2563 และในวันที่ 19 มีนาคม 2563 พบผลบวกต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพียงในสุนัขพันธ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด เท่านั้น ซึ่งจากนี้กรมประมงและอนุรักษ์ของฮ่องกง (AFCD) จะดำเนินการติดตามอาการสัตว์ และเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมสุนัขทั้ง 2 ต่อไป

จากการตรวจในครั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากยังไม่มีรายงานหรือหลักฐานที่ชัดเจนถึงการติดเชื้อของคนจากสัตว์เลี้ยง หรือแพร่ให้สัตว์อื่นได้ ทั้งนี้สุนัขที่ติดเชื้อต้องมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าว 10 วันหลังวันเริ่มติดเชื้อ ดังนั้นในสุนัขสายพันธ์ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ที่มีการตรวจพบการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายแรก ให้ผลลบต่อการตรวจการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ ซึ่งแสดงว่าสัตว์อาจไม่ได้ติดเชื้อหรือติดเชื้อในระดับต่ำจนไม่มีสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์โรคเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (COVID-19) ในสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการดังนี้

1. สื่อสารข้อมูล ความเสี่ยง และองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ให้แก่สัตวแพทย์และประชาชนทั่วไป

2. การประสานงาน และการกำหนดแนวทาง/มาตรการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายด้านสัตวแพทย์ สัตวแพทยสภา สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ

3. เตรียมความพร้อม จัดทำแผนเฝ้าระวังในสัตว์กลุ่มเสี่ยงต่างๆ เช่น สัตว์เลี้ยงของผู้ป่วย ที่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรค COVID-19 (เฉพาะสัตว์เลี้ยงที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยเท่านั้น) ในสัตว์เลี้ยงที่นําเข้าจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มว่า ขอให้ประชาชนล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง ถ้ามีอาการป่วยควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับสัตว์เลี้ยง ควรให้บุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีเป็นผู้ดูแลสัตว์แทน และสามารถติดต่อปรึกษา หรือ ขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือ โทร. สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-255-6888 และ application DLD 4.0

‘เฉลิมชัย’เผยเกษตรวางแนวป้องกัน ปัญหาผลกระทบส่งออกผลไม้ไทยไปยังจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480578

'เฉลิมชัย'เผยเกษตรวางแนวป้องกัน ปัญหาผลกระทบส่งออกไม้ไม้ไทยไปยังจีน

‘เฉลิมชัย’เผยเกษตรวางแนวป้องกัน ปัญหาผลกระทบส่งออกไม้ไม้ไทยไปยังจีน

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 13.09 น.

รมว.เฉลิมชัย​ เผยเกษตรวางแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบส่งออกไม้ไม้ไทยไปยังจีนหลังสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19บานปลาย กำหนด 2 มาตรการหลักทั้งเร่งกระจายสินค้า รวมถึงช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) กล่าวว่า คณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกรายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตไม้ผลว่า ในปี 2563 จะมีปริมาณผลผลิตทุเรียน 584,712 ตันจะออกสู่ตลาดมากในเดือนเมษายน-พฤษภาคม มังคุด 201,741 ตันจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเงาะ 220,946 ตันจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ก่อนเกิดการระบาดของโรค COVID-19 คาดการณ์ว่า จะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะ ได้ในรวม 545,809 ตัน แต่เมื่อมีการระบาดจึงวิเคราะห์ว่า จะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะได้ในรวม 461,534 ตันลดลงจากภาวะปกติ โดยแบ่งเป็น ทุเรียน 58,471 ตัน มังคุด 12,105 ตัน และเงาะ 13,699 ตัน รวม 84,275 ตัน

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย อุปนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก และนายกสมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 มี 2 มาตรการหลักคือ การช่วยเหลือกระจายผลไม้ 84,275 ตันดังกล่าวและการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยจะมีโครงการย่อยและหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบในการร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้และกระจายผลผลิตไปยังแหล่งต่างๆ

“ในช่วงปลายเดือนเมษายน หากสถานการณ์โรค COVID-19 สงบ จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้แก่ชาวจีน ซึ่งอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการเกษตร และทูตพาณิชย์ในกรุงปักกิ่งเตรียมพร้อมไว้แล้ว” นายเฉลิมชัยกล่าว

ด้านนายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฝ่ายเลขานุการ Fruit Board กล่าวว่า ในการช่วยเหลือด้านการกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร มี 4 โครงการประกอบด้วย

1. โครงการประสานใจเกษตรกรไทยสู่พี่น้องชาวจีนสู้ วิกฤต COVID-19 ส่งมอบผลไม้ไทยคือ ทุเรียน 20 ตันและมังคุด 20 ตัน ให้ชาวจีนประมาณวันที่ 25 เม.ย. – 10 พ.ค. 2563 ซึ่งรมว. เกษตรฯ จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้ด้วยตนเองเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค

2. โครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศ Eat Thai First ได้แก่ จัดสถานที่จำหน่ายผลไม้ที่จะออกช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคผลไม้ไทยเกรดพรีเมี่ยมในราคายุติธรรม ขณะนี้ประสานงานกับตลาดไทและ Home pro เรียบร้อยแล้ว มี เป้าหมายการจำหน่ายสินค้าทั้ง 2 แห่งรวม 1,200 ตัน โดยตลาดไทยินดีให้ใช้พื้นที่ในช่วงฤดูกาลผลิต นอกจากนี้กำลังประสานงานกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ได้แก่ ซีคอนสแควร์ IT Square Tesco Lotus Big C, Tops iconsaim และสถานีบริการน้ำมัน เป้าหมาย 3,000 ตัน ขอความร่วมมือทุกส่วนราชการและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่สนับสนุนการบริโภคผลไม้ไทย อาหารไทย และใช้ดอกไม้ไทยประดับสถานที่ในการจัดประชุมสัมมนาและงานต่างๆ เป้าหมาย 3,000 ตัน

นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือกเกษตรกรและเกษตรกรแปลงใหญ่ โดยให้ลงทะเบียนกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัดเพื่อจำหน่ายสินค้าแบบส่งถึงที่หมาย 2,000 ตัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ กลุ่ม SCG ช่วยซื้อผลไม้ 1,000 ตัน ส่งเสริมการขายผ่านผ่านเว็บไซต์ Alibaba Shopee และ Lazada โดยกรมส่งเสริมการเกษตรอบรมเกษตรกรให้ขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีเข้าร่วมโครงการขายผ่าน Lazada สำหรับองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) จำหน่ายผ่านระบบ อ.ต.ก. Online และ อ.ต.ก. Market ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ เป้าหมาย 2,000 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะบริหารจัดการโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร โดยขอใช้งบกลาง 45.0372 ล้านบาท เป้าหมาย 80,000 ตัน

อีกโครงการที่สำคัญคือ โครงการสินค้าเกษตรไทยปลอดภัยจาก COVID-19 ซึ่งได้ขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ให้เข้มงวดเกี่ยวกับสุขอนามัยของแรงงานเช่น การแต่งกายที่รัดกุม มีหน้ากากป้องกันขณะปฏิบัติงาน อีกทั้งขอความร่วมมือกรมการค้าภายในและกระทรวงสาธารณสุขในการจัดสรรโควตาหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการชาวสวนผลไม้ให้ระมัดระวังการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในลักษณะบุฟเฟ่ต์ผลไม้ และมอบหมายคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ติดตามผลการปฏิบัติการควบคุมโรคระบาดในพื้นที่อย่างเข้มงวดและรายงานต่อ Fruit Board เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าเกษตรไทย

สำหรับโครงการหาตลาดใหม่สินค้าเกษตรเพิ่มเติมได้แก่ การจัดแคมเปญ/นิทรรศการ/Road Show/Exhibition นั้นได้เตรียมจัดกิจกรรมระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายนที่ประเทศออสเตรเลีย UAE ตุรกี จีน และญี่ปุ่น และจะเจรจาทางการค้ากับประเทศตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ตุรกี อินโดนีเซีย รัสเซีย อาร์เจนตินา อินเดีย เกาหลี ซึ่งขณะนี้เร่งศึกษากฎระเบียบการส่งออกผลไม้ไปประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพ การเจรจาข้อจำกัดกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) สุขอนามัยพืช สุขอนามัยสัตว์ มาตรฐานสินค้า รวมทั้งขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน GAP โดยมีเป้าหมายการตรวจรับรอง 70,000 แปลง และ GMP โรงคัดบรรจุ 180 โรง

ส่วนมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการได้แก่ การช่วยลดภาระทางการเงิน ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ขอความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับเกษตรกร โดยบอร์ด ธ.ก.ส. พิจารณาอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร คือ ให้ปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้โดยปลอดการชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ระยะเวลาการดำเนินมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564 และ สนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบการเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องดำเนินธุรกิจเพื่อจะบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรค COVID-19 ให้ได้มากที่สุด

กระทรวงเกษตรฯ ชูแอพพลิเคชั่น ‘TAS2GO’ สู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480376

x

กระทรวงเกษตรฯ ชูแอพพลิเคชั่น ‘TAS2GO’ สู้โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเข้าถึงและใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เห็นความสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับกระบวนงานด้านการเกษตรให้เกิดการพัฒนาทุกมิติ จึงพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการข้อมูลด้านการมาตรฐานสินค้าเกษตรแบบเดิมจากการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์มกอช. เป็นการให้บริการผ่าน Mobile Application รองรับพฤติกรรมผู้ใช้งานที่ใช้ Smart Devices เช่น Smart Phone, Tablet ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพัฒนาแอพพลิเคชั่น “TAS2GO” (แทสทูโก) ภายใต้แนวคิด “TAS2GO ครบทุกคำตอบมาตรฐานเกษตรไทย”

นายสุทธิพงศ์ รอตโกมิล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า แอพพลิเคชั่น“TAS2GO” (แทสทูโก) ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android อำนวยความสะดวกให้กลุ่มเกษตรกร
ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการและผู้สนใจทั่วไป เข้าถึงข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตรและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา การใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน มีฟังก์ชั่นใช้งานหลักประกอบด้วยเมนูต่างๆ ได้แก่

1.มาตรฐาน แสดงรายการมาตรฐานสินค้าเกษตร สามารถค้นหามาตรฐานที่สนใจได้จากเงื่อนไข ที่กำหนด เช่น ชื่อมาตรฐาน เลขที่มาตรฐาน ประเภทมาตรฐาน (มาตรฐานสินค้า มาตรฐานระบบการผลิต และมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไป) กลุ่มมาตรฐาน (พืช ประมง ปศุสัตว์ และสินค้าเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร) และประเภทการบังคับใช้ (มาตรฐานบังคับ และมาตรฐานสมัครใจ) รวมถึงสามารถแชร์ข้อมูลมาตรฐาน ไปยัง Social Media ที่มีของผู้รับบริการได้ เช่น Facebook, Instagram, Twitter

2. รายการโปรด แสดงรายการมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ผู้รับบริการให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงมาตรฐานนั้นได้อย่างรวดเร็ว 3. ประชาสัมพันธ์ แสดงข้อมูลกิจกรรม/ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยมีข้อมูลให้ผู้รับบริการสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ 4. ข้อมูล แสดงข้อมูลจัดทำและการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้งาน 5. คำถามที่พบบ่อย แสดงคำถามที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าเกษตร แบ่งเป็น4 หมวดหมู่ ได้แก่ การกำหนด การรับรอง การควบคุม และการส่งเสริม โดยผู้รับบริการสามารถฝากคำถามที่มีข้อสงสัยถึงเจ้าหน้าที่ได้

“ผู้รับบริการสามารถนำข้อมูลจากแอพพลิเคชั่นไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลต่อยอดการขายในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์โรคระบาด Covid 19 App ดังกล่าว ถือเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการของไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนเพื่อให้การเกษตรไทยก้าวไปพร้อมกับไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุทธิพงศ์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจ Downloadได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และAndroid บน App Store และGoogle Play Store โดยพิมพ์คำค้น “TAS2GO”

กรมชลฯการันตี3จว.ชายแดนใต้พ้นภัยแล้ง อ่างฯตุนน้ำต้นทุนเฉลี่ยเกิน65% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480378

x

กรมชลฯการันตี3จว.ชายแดนใต้พ้นภัยแล้ง อ่างฯตุนน้ำต้นทุนเฉลี่ยเกิน65%

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสว่า เริ่มเข้า
ฤดูแล้งเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา สภาพน้ำท่าในทุกลุ่มน้ำค่อนข้างดี ปริมาณน้ำทั้งในแม่น้ำมากกว่า 30% ของความจุ ขณะนี้อ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยมากกว่า 65% ของความจุ เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมการใช้น้ำช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรจะไม่ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างแน่นอน

สำหรับลุ่มน้ำปัตตานี ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสำคัญในพื้นที่ มีปริมาณน้ำท่าสมบูรณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนบางลาง ซึ่งตั้งอยู่ต้นแม่น้ำปัตตานี ขณะนี้มีประมาณ 1,050 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 72.2%ของปริมาณความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 773.39 ล้าน ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอสำหรับการใช้น้ำทุกกิจกรรม และยังสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ทำนาปรังได้ถึง 60,000 ไร่

ส่วนลุ่มน้ำสายบุรี มีต้นน้ำอยู่ที่อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ไหลผ่าน จ.ยะลาที่ อ.รามัน ผ่าน อ.กะพ้อ ก่อนไหลลงทะเลที่อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จากการประเมินปริมาณที่มีน้ำในแม่น้ำสายบุรีตลอดยาว 195 กิโลเมตร (กม.) จะมีปริมาณประมาณ 13 ล้านลบ.ม.หรือ 45% จากความจุ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นกัน เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคของราษฎรที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำจนถึงฤดูฝน ซึ่งจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคประมาณ 3 ล้านลบ.ม.

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สำหรับลุ่มน้ำบางนารา มีความยาวประมาณ 60 กม.และมีคลองน้ำแบ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความยาวรวมอีก 8 กม. ขณะนี้มีปริมาณน้ำท่ารวม 19 ล้านลบ.ม. ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เช่นเดียวกับลุ่มน้ำโกลก ซึ่งมีแม่น้ำโก-ลกเป็นแม่น้ำสายหลักกั้นไทย-มาเลเซีย ไหลผ่าน อ.แว้ง อ.โกลก ไหลลงทะเลที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ตลอดความยาว 120 กม. ประเมินว่ามีปริมาณน้ำประมาณ7.5 ล้านลบ.ม. หรือ 38% ของความจุเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรมเช่นกัน

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่นั้น อ่างฯใกล้บ้าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 2.2 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 59% ของความจุ และอ่างฯ บ้านไบก์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ยะลา ปริมาณน้ำ 800,000 ลบ.ม. คิดเป็น 66% ของความจุ เมื่อรวมกับปริมาณน้ำในเขื่อนบางลางซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่แล้ว จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 65 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงเหมือนภูมิภาคอื่นแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือช่วงหน้าแล้ง กรมชลประทานจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ที่ศูนย์เครื่องสูบน้ำหน่วยปฏิบัติการสูบน้ำแห่งที่ 2 จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี รวม 47 เครื่อง เครื่องจักรหนัก 22 รายการ พร้อมทั้งมีแผนสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อ.ตากใบ และอ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส รวมกว่า 5,500 ไร่
ในทำนาปีในช่วงปลายฤดู

เกษตรแถวหน้า : ชวนคนรุ่นใหม่กลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตรกันดีกว่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480375

x

เกษตรแถวหน้า : ชวนคนรุ่นใหม่กลับบ้านสานต่ออาชีพเกษตรกันดีกว่า

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบัน ที่ทั่วโลกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย หลายภาคธุรกิจอยู่ในภาวะถดถอย โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งปิดกิจการ อัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนต้องหวนกลับสู่บ้านเกิด และส่วนใหญ่ก็กลับไปทำอาชีพเกษตรกรรม แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าทุกคนที่ทำเกษตรจะประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะปัญหาในภาคเกษตรของไทยในปัจจุบันคือ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากลูกหลานที่เป็นคนรุ่นใหม่นิยมไปทำงานในเมือง การทำเกษตรของคนรุ่นเก่าบางครั้งจึงยังไม่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น แตกต่างจากคนรุ่นใหม่ ที่แม้ประสบการณ์ด้านเกษตรยังน้อย แต่ก็สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วและเปิดรับการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร” ขึ้น เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจที่จะหันมาประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีความสมัครใจและพร้อมที่จะกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิดของตนเอง มีที่ดินเป็นของตัวเอง หรือหากไม่มีก็สามารถเช่าที่ดินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้หรือจะเข้าร่วมโครงการกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อรับการจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่ 17 แห่ง พื้นที่ 639 ไร่ทั่วประเทศ ให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะการทำเกษตรแบบแปลงรวมก็ได้ โดยกรมฯ จะประสานหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ในการทำการเกษตร ทั้งปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและความต้องการของตลาดเพื่อความมั่นคงในชีวิตและอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงแก่เยาวชนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นับตั้งแต่การถ่ายทอดความรู้การทำ
เกษตรในแนวทางต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จัดหาปัจจัยการผลิตบริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด

โครงการนี้ ได้เปิดดำเนินการรับสมัครมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ทราบว่าได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวเลขล่าสุดราว 7,560 คน และมีสหกรณ์ที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงจำนวน 482 สหกรณ์ แต่ก็ยังขยายการรับรับสมัครในส่วนของสหกรณ์ที่จะมาเป็นพี่เลี้ยงเพิ่มเติมจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2563 นี้…ซึ่งการที่สหกรณ์เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนโครงการนี้ จะเป็นโอกาสดีที่คนรุ่นใหม่และขบวนการสหกรณ์ได้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และหากคนรุ่นใหม่ที่มีองค์ความรู้จากหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร นักเกษตร นักการตลาด ทั้งที่เป็นลูกหลานสมาชิกสหกรณ์หรือยังไม่เป็นก็ตาม จะสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร และเข้ามาเป็นผู้บริหารหรือมีส่วนช่วยในการพัฒนาสหกรณ์ในภายภาคหน้า และจากการที่เป็นโครงการที่ดี ขณะนี้ทราบว่ามีหน่วยงานภาคีนอกกระทรวงเกษตรฯสนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ด้วย เช่น ธ.ก.ส. กรมการค้าภายใน สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล คณะกรรมการอาชีวศึกษา กรมการปกครอง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชัน จำกัด และเทสโก้ โลตัส เป็นต้น

อย่างไรก็ดี จากเดิมโครงการนี้จะจัด Kick off ในวันที่ 22 มีนาคม นี้ เพื่อนัดแนะเกษตรกรมารับฟังคำชี้แจงการขับเคลื่อนโครงการฯ ก่อนตัดสินใจยืนยันเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งสุดท้าย โดยในวันงาน Kick off ยังจะจัดให้มีวิทยากรมาให้คำแนะนำรวมถึงคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในแต่ละสาขามาให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียน แลกเปลี่ยนก่อนตัดสินใจเลือกอาชีพอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะช่วยคัดกรองให้ได้ผู้ที่มีความตั้งใจจริงเท่านั้นมาร่วมโครงการนี้ แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิท 19 จึงได้เลื่อน Kick off ออกไปก่อนเป็นช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2563 แทน แต่ในระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศจะติดต่อผู้เข้าร่วมโครงการ ลงพื้นที่และสำรวจความพร้อมของผู้สมัครเป็นการเบื้องต้นไปก่อน…นับว่าเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับขบวนการสหกรณ์ในอนาคต และสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นเกษตรกรแถวหน้าได้เป็นอย่างดี

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เดินเครื่องสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ขยายพื้นที่ชลประทานได้เพิ่มกว่า73,980 ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480380

x

เดินเครื่องสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ขยายพื้นที่ชลประทานได้เพิ่มกว่า73,980 ไร่

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง เดินหน้าก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำระยะที่ 1 มั่นใจแล้วเสร็จในปี 2564 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขยายพื้นที่ชลประทานได้กว่า 73,980 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ถึง 11,750 ครัวเรือน

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานกำลังดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ระยะที่ 1 ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วยการงานสำคัญๆคือ งานก่อสร้างอาคารทดน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บริเวณหมู่ที่ 3 ตำบลบางงอน
อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีห่างจากเขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลานประมาณ 60 กิโลเมตร โดยจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง สูบน้ำได้รวม 34 ลบ.ม.ต่อวินาที สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำพุมดวงขึ้นมาบริหารจัดการได้ปริมาณ 123 ล้านลบ.ม.ต่อปี

นอกจากนี้ ยังจะงานก่อสร้างระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำและอาคารประกอบ โดยงานก่อสร้างระบบส่งน้ำ ประกอบด้วยคลองส่งน้ำสายใหญ่ 2 สาย ความยาวรวม 37.488 กิโลเมตร และคลองซอยอีก 24 สาย ความยาวรวม 81.413 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบตามแนวคลองส่งน้ำอีก 745 แห่ง กระจายน้ำในระบบไปสู่แปลงเกษตรของพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวง เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ในฤดูฝน 73,980 ไร่ และในฤดูแล้ง 57,819 ไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,750 ครัวเรือนมากกว่า 46,000 คน ในเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม พุนพิน และ ท่าฉาง สร้างหลักประกันความมั่นคงในเรื่องน้ำได้อย่างยั่งยืน

สำหรับงานก่อสร้างระบบระบายน้ำนั้น จะขุดลอกลำน้ำเดิมตามธรรมชาติ ความยาวรวม 83.303 กิโลเมตร พร้อมอาคารประกอบอีก 89 แห่ง เพื่อระบายน้ำส่วนเกินที่เกิดจากฝนลงสู่ลำน้ำธรรมชาติ ช่วยป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ทั้ง 3 อำเภอดังกล่าว นอกจากนี้ยังก่อสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 33 เควี ขนาด 185 ตร.มม. 3 เส้น ระยะทาง 17.1 กิโลเมตร เพื่อใช้พลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำเฉลี่ยต่อปี10.14 ล้านกิโลวัตต์/ชม. ความคืบหน้าโครงการระยะที่ 1 รวมทั้งโครงการประมาณร้อยละ 59.207 คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2564

ทั้งนี้ การก่อสร้างสถานีสูบน้ำตาปี-พุมดวง ระยะที่ 1 เพื่อนำน้ำในลุ่มน้ำคลองพุมดวงมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีแหล่งน้ำต้นทุนจากเขื่อนรัชชประภา ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขนาดความจุถึง 5,638 ล้านลบ.ม. ด้วยการนำน้ำที่ปล่อยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าปีละกว่า 2,000-3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และไหลลงสู่ลำน้ำพุมดวงก่อนไหลออกทะเลมาบริหารจัดการโดยสถานสูบน้ำตาปี-พุมดวงดังกล่าว นอกจากจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มทางเลือกแก่เกษตรกรที่ราบลุ่มฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวงให้ปลูกพืชได้หลากหลายขึ้น เช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น ปาล์มน้ำมัน พืชผักสวนครัว

สำหรับลุ่มน้ำตาปี-พุมดวงมีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 12,630 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7.9 ล้านไร่ มีแม่น้ำสายหลัก 2 สายคือ คลองตาปี ยาว 232 กม. และคลอง
พุมดวงยาว 120 กม. ทั้งสองลุ่มน้ำครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานีบางส่วนของนครศรีธรรมราช และกระบี่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราช ทางด้านทิศใต้และทิวเขาภูเก็ต ทางด้านทิศตะวันตกของลุ่มน้ำ

กรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค! ฝังทำลายซากสัตว์นำเข้าผิดกฎหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480308

กรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค! ฝังทำลายซากสัตว์นำเข้าผิดกฎหมาย

กรมปศุสัตว์สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค! ฝังทำลายซากสัตว์นำเข้าผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.17 น.

19 มีนาคม 2563 เวลา 9.30 น.นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีฝังทำลายสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ลักลอบนำเข้า ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี พร้อมด้วยนางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ผู้แทนอธิบดีกรมศุลกากร เจ้าหน้าที่จากกองสารวัตรและ หัวหน้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ ดำเนินการกำกับดูแลสุขภาพสัตว์การควบคุมป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์อย่างเคร่งครัด กรมปศุสัตว์ มีนโยบายในการปฏิบัติงานควบคุมการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ โดยกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดังนี้

1. ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

2. ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง การนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ. 2563

3. ต้องปฏิบัติตามประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง การขออนุญาต การออกใบอนุญาต วิธีการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ พ.ศ. 2558

วัตถุประสงค์เพื่อการป้องกันโรคระบาดสัตว์ไม่ให้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทย และหากพบว่าไม่ปฏิบัติตามจะมีการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดโดย ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและทำการยึดซากสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปทำลายตามข้อกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติงานตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่กรมปศุสัตว์ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว เป็นการดำเนินการร่วมกันกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร

กรมปศุสัตว์ มีความตระหนักถึงการป้องกันเชื้อโรคระบาดสัตว์จากต่างประเทศ ซึ่งอาจติดมากับสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่เป็นพาหะของโรคระบาด และมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนทั่วไป โดยสินค้าปศุสัตว์ทุกชนิดที่นำมาจำหน่ายต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับการตรวจรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ได้อย่างปลอดภัย มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ณ ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

‘เฉลิมชัย’ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการ ย้ำโควิด-19ไม่กระทบเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480286

'เฉลิมชัย'ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการ ย้ำโควิด-19ไม่กระทบเกษตรกร

‘เฉลิมชัย’ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการ ย้ำโควิด-19ไม่กระทบเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 09.11 น.

“เฉลิมชัย”ระบุสินค้าปศุสัตว์ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดในและต่างประเทศ เกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของCOVID-19 ด้านกรมปศุสัตว์เผยเมียนมาเปิดตลาดรับเนื้อโคไทยแล้ว

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการระบาดของ COVID-19 ทำให้ภาคส่วนต่างๆ ได้รับผลกระทบ แต่นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าภาคการเกษตรมีผลกระทบน้อยที่สุดเนื่องจากทุกคนต้องบริโภคอาหาร แม้การส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิดจะชะลอตัว เช่น สินค้าประมง ไม้ดอกไม้ประดับ แต่สินค้าปศุสัตว์ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เกษตรกรยังขายได้ราคาดี เช่น สุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปลายปี 2562 อยู่ที่ 64 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันอยู่ที่ 72 – 76 บาทต่อกิโลกรั มขึ้นกับแต่ละภาค โดยการส่งออกสุกรขุนตามแนวชายแดนยังมีต่อเนื่องตามคำสั่งซื้อ สำหรับไข่ไก่ซึ่งเป็นอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกที่สุด ขณะนี้ความต้องการทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ราคาไข่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.60 บาท โดยหลายประเทศส่งคำสั่งซื้อเข้ามา แต่ความต้องการบริโภคในไทยมีมากจึงยังไม่ส่งออก ล่าสุดเมียนมาเปิดตลาดรับเนื้อโคขุนของไทยเป็นครั้งแรก

“ขณะนี้การส่งสินค้าเกษตรไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยสามารถส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากทางการจีนเปิดด่านพรมแดน ซึ่งเคยปิดในช่วงการระบาดของ COVID-19 จึงคาดการณ์ว่าเมื่อสถานการณ์การระบาดของประเทศคู่ค้าต่างๆ ของไทยคลี่คลายจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเกษตรไทย” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ไทยเริ่มส่งเนื้อโคขุนไปเมียนมาแล้ว จากการยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงของไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับฟาร์มให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP จนกระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออก ตามมาตรฐานฮาลาล ทำให้การเปิดตลาดส่งออกสินค้าเนื้อโคคุณภาพสูงสู่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นผลสำเร็จ โดยผู้ประกอบการรายแรกที่ส่งเนื้อโคไปเมียนมา คือ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด (EST.333) อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้นำเครือข่ายโคเนื้อไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (FTA)

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวต่อว่า ปี 2562 ไทยออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูป 2,604 ตัน คิดมูลค่า 297 ล้านบาท การส่งออกเนื้อโคไปเมียนมาเป็นครั้งแรกถือเป็นผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโคเนื้อ เนื่องจากเป็นการเพิ่มช่องทางระบายผลผลิตเนื้อโคได้มาก

“สินค้าปศุสัตว์ไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ หลายด้านทั้งในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล ตั้งแต่ระดับฟาร์ม กระทั่งถึงโรงชำแหละ และการแปรรูป สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีเป้าหมายส่งเนื้อโคออกไปยังกัมพูชาและมาเลเซียต่อไป นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะผลักดันให้เกษตรกรผลิตเนื้อโคคุณภาพภายใต้คำขวัญ “นิยมไทยบริโภคเนื้อโคไทย” เพื่อลดการนำเข้าเนื้อโคที่อยู่ในตลาดระดับบนและพร้อมเข้าสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน” นายสัตวแพทย์สมชวน ระบุ

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480162

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 19 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ครั้งที่จัดขึ้นที่เมืองพุกาม ประเทศเมียนมานี้ นับเป็นการประชุมครั้งที่ 8 มีรองอธิบดีกรมการเกษตรและเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ด้วย คุณ เอ โก โก เป็นแม่งานหลักระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยกันเต็มพิกัด โดยแกเดินทางโดยทางรถยนต์จากกรุงเนปิดอว์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 เห็นบอกว่าใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงครึ่ง ตกเย็นวันเดียวกันพวกเราก็บินมาถึง สนามบินเมืองพุกาม ใหญ่กว่าที่อื่นๆ จากที่เคยไปมา ทั้งนี้คงเนื่องจากพุกามเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศเมียนมา จนแทบจะเรียกได้ว่าระดับโลกเลยทีเดียว แต่ที่พิเศษ คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองพุกาม จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเมืองคนละ 20 เหรียญสหรัฐ ก่อนออกจากสนามบิน และเขาจะให้ตั๋วไว้เป็นหลักฐาน 1 ใบ ซึ่งทุกคนต้องเก็บตั๋วนี้ไว้ให้เผื่อเรียกตรวจได้ตลอดเวลา

ตัวเมืองพุกามเป็นแบบชนบทๆ ไม่มีตึกอาคารใหญ่โตหนาแน่น อยู่กันแบบหลวมๆ ถนนมีเพียง 3-4 เส้น ฝุ่นที่เกิดจากรถวิ่งค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะเป็นช่วงฤดูแล้งพอดี พื้นที่ส่วนมากเป็นพื้นที่กสิกรรม ซึ่งก็ดูแห้งแล้ง ปลูกพืชไม่ได้ เพราะขาดน้ำ ปลูกได้เฉพาะหน้าฝนอย่างเดียว เห็นเจ้าหน้าที่เมียนมาบอกว่าเขตนี้พืชที่ปลูกได้แก่ ถั่ว งา ข้าวโพด แม้ว่าเมืองนี้จะตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำหลักของประเทศ คือ แม่น้ำอิรวดี ทว่าการชลประทานยังคงมีน้อยมาก ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะปลูกนอกฤดูได้ เขตตัวเมืองมีทั้งพุกามเก่า ซึ่งได้แก่ กลุ่มเจดีย์โบราณ ที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่และมีจำนวนเจดีย์มากมายนับไม่ถ้วน และพุกามใหม่ อันได้แก่ ชุมชนตลาดที่อยู่อาศัยของชาวพุกาม ซึ่งผมจะใช้โอกาสหลังเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

วันอาทิตย์ พวกเรายังคงมีเวลาเตรียมงานกับทางเจ้าภาพอยู่อีก 1 วัน โรงแรมที่จัดเคยเล่าไปแล้วว่า ชื่อ Heritage Bagan Hotel
ตั้งอยู่เกือบติดกับสนามบิน เป็นโรงแรมที่สร้างขึ้นโดยใช้อิฐแดงเป็นวัสดุหลักและเป็นแบบรูปทรงโบราณ แต่ดูสวยหรูทีเดียว สูงเพียง 2 ชั้น ผู้เข้าประชุมเกือบทั้งหมดพักกันที่นี่เจ้าหน้าที่เมียนมาบริการรอรับที่สนามบินและพามาโรงแรมอย่างดีเยี่ยม ห้องประชุมมีขนาดพอดีๆ ไม่กว้างใหญ่เกินไป พวกเราช่วยกันตรวจสอบและซักซ้อมขั้นตอนพิธีการกับทางเจ้าภาพจนเรียบร้อย และก็ได้มีโอกาสพบกับท่านประธานในพิธีเปิดการประชุม คือ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งท่านอธิบดีกรมการเกษตร เจ้านายคุณเอ โก โก ก็มาด้วย ผมเคยเห็นและคุยกับท่านทั้งสองแล้วในเวทีการประชุมครั้งก่อนๆ ดูคุ้นเคยกันดี จากนั้นก็เจอะเจอกับผู้มาเข้าประชุมจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาถึง ทักทายกันเพราะเห็นกันบ่อยๆ เช่นกัน ก็ดูดีไปอีกแบบในลักษณะของงานอินเตอร์ที่ผมเองแต่เดิมก็ไม่คาดฝันว่าจะได้มาทำ เสียอย่างเดียวที่เรามันคนวัยเกษียณแล้ว ขณะที่พวกเขาน่าจะทั้งหมดยังรับราชการอยู่ วัยมันจึงต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนักเพราะพวกเขาก็คือข้าราชการอาวุโสระดับบริหารวัยไม่ห่างจากเกษียณเท่าใดนัก ไม่เป็นไรหรอก ผมปลอบใจตัวเองโดยนำไปเปรียบเทียบกับท่านเลขาธิการองค์การสหประชาชาติที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศโปรตุเกส อายุปาเข้าไป 70 ก็ยังทำงานระดับโลกอย่างกระฉับกระเฉงได้อยู่เลย

เย็นวันอาทิตย์ กลุ่มพวกเราไม่อยากจะไปรบกวนทางเจ้าภาพเลยขอตัวว่าพวกเราจะไปหาข้าวเย็นกินกันเอง พอดีเมืองมันไม่ได้เป็นแบบตัวตลาดที่จะสามารถเดินไปหากินได้ง่ายๆ แต่ก็เกรงใจที่จะไปขอยืมรถเขา ก็เลยค่อยๆ เดินริมถนนลัดเลาะไป เกือบ 1 กิโลเมตร ก็เป็นร้านแบบเพิงๆ ไม่ใหญ่ตั้งอยู่โล่งๆ ริมถนน เลยเข้าไปสั่งกิน ภาพรวมก็โอเคนะ เขาทำอาหารได้ทุกอย่างเหมือนภัตตาคาร รสชาติก็ไม่พื้นบ้านจ๋า หรืออินเตอร์เกินไป กินได้อยู่ เพราะเบียร์เมียนมาที่สั่งมาเป็นหลายๆ ขวด ช่วยเสริมให้รสชาติลงตัวมากขึ้น จนกระทั่งอิ่มหนำสำราญ ครานี้คิดได้ว่าหากเดินกลับอาจลำบาก เพราะถนนแคบและไม่มีฟุตบาทให้เดิน สุ่มเสี่ยงจะโดนรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนด้านหลังเอา สุดท้ายมีคนเสนอว่าควรเรียกบริการรถโรงแรมให้มารับเถิด ซึ่งนับเป็นไอเดียที่น่ายกย่องมาก เพราะใช้เวลาแป๊บเดียวพวกเราก็ได้กลับมาที่โรงแรม ขึ้นไปตรวจสอบห้องประชุมอีกรอบเพิ่อความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ในพิธีการเปิดพรุ่งนี้เช้า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กรมชลฯเดินหน้าหาแหล่งเก็บน้ำ การันตี20ปีกักได้กว่า95,000ล้านลบ.ม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480161

x

กรมชลฯเดินหน้าหาแหล่งเก็บน้ำ การันตี20ปีกักได้กว่า95,000ล้านลบ.ม.

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเร่งขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ มุ่งเน้นจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำทุกรูปแบบ ทั้งโครงการขนาดใหญ่ กลาง และขนาดเล็กมั่นใจอีก 20 ปี ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 50.24 ล้านไร่ และมีปริมาณน้ำต้นทุนในระบบรวมกว่า 95,000 ล้านลบ.ม.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ขับเคลื่อนภารกิจเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำตามยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ด้วยมุ่งหาแหล่งเก็บกักน้ำในทุกรูปแบบให้ได้มากที่สุดและยังคงทรงประสิทธิภาพ ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยได้นำเทคโนโลยีวิศวกรรมชลประทานมาใช้เพื่อมาลดขั้นตอนการทำงานตลอดจนลดระยะเวลาดำเนินการให้เกิดผลกระทบและเกิดการสูญเสียน้ำน้อยที่สุด ในขณะที่ผลประโยชน์ยังคงได้รับเช่นเดิมหรือมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดการพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เพราะเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที และสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแก้มลิง ฝาย และประตูระบายน้ำต่างๆ ซึ่งล่าสุดกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการขุดลอกแก้มลิงบึงละหานนาตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี สามารถเก็กกักน้ำได้ 16.8 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ทำให้ราษฎรในพื้นที่มีแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร และเลี้ยงสัตว์ สามารถเพิ่มพื้นทีชลประทานได้ 7,120 ไร่

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า กรมชลประทานยังให้ความสำคัญในการพัฒนาคันคูน้ำ จัดรูปที่ดินเพื่อกระจายน้ำลงสู่แปลงนาให้ได้ทั่วถึงมากที่สุด ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมากกว่าในอดีตที่ปล่อยน้ำไหลลงแปลงตามแรงโน้มถ่วง พร้อมพัฒนาโปรแกรมเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลการใช้น้ำ ข้อมูลเพาะปลูก ระยะเวลา เพื่อการใช้น้ำอย่างประหยัด โดยที่ผ่านมากรมชลประทานได้พัฒนาคันคูน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าถึงพื้นที่แปลงนามาแล้วมากกว่า 10 ล้านไร่ และยังคงดำเนินการต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำในโครงการชลประทานต่างๆให้ได้อีก 199.54 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 180,000 ล้านไร่ และภายในปี 2579 ตั้งเป้าที่จะเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำในประเทศอีก 13,243 ล้านลบ.ม.ขยายพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น17.95 ล้านไร่ รวมใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทานรวมทั้งหมด 50.24 ล้านไร่ และมีน้ำในระบบชลประทานความจุรวม 95,007 ล้านลบ.ม.

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกในปัจจุบัน ทำให้ปริมาณฝนตกที่ไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งประเทศ ดังนั้นเกษตรกรจะต้องมีการปรับตัวในการทำการเกษตรด้วยเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้วิกฤติด้านน้ำ เช่น การมีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองไว้ใช้ในครัวเรือน ใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า การปรับวิธีการใช้น้ำ ใช้แผนที่เกษตร (Agri Map) ในการเพาะปลูก การเลื่อนการเพาะปลูก การพัฒนาพันธุ์พืช เป็นต้น ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ภาคเกษตร เป็นภาคที่ใช้น้ำในปริมาณมาก หากประหยัดน้ำได้ร้อยละ 5-10ก็จะเป็นการประหยัดการใช้น้ำได้จำนวนมหาศาลและยังช่วยลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายได้อีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

%d bloggers like this: