เกษตร

All posts tagged เกษตร

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388537

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

วันที่ 14 กันยายน 2562 – 19:33 น.
เฉลิมชัย,ร้อยเอ็ด,เกษตร

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ ยืนยัน จ่ายเงินชดเชยเร็วที่สุด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพบปะเกษตรกร และมอบถุงยังชีพและหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ว่า ในวันนี้ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย โดยได้ประสานงานกับนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดถึงพื้นที่ที่จะประกาศเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการโดยทันที และให้รายงานผลมาภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อจะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและนำเงินชดเชยมาให้เร็วที่สุด

อีกส่วนหนึ่งยังได้สั่งการให้ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เตรียมเมล็ดพันธุ์พืชข้าว พืชที่ใช้น้ำน้อย เตรียมมาปลูกหลังจากนี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรมีรายได้เสริม และแหล่งน้ำทุกแห่งที่นำน้ำไปเก็บไว้ หรือแหล่งน้ำสาธารณะจะให้กรมชลประทานนำพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้งไปปล่อย เพื่อหลังจากนี้ 3-4 เดือน พี่น้องประชาชนจะได้มีรายได้จากตรงนี้ไปใช้ในครอบครัวอีกด้วย

              ทั้งนี้สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลบูรณาการทุกหน่วยงานลงพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด” นายเฉลิมชัย กล่าว

Advertisements

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388395

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 17:08 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูความสำเร็จแก้ปัญหาตกเขียวกาแฟอาราบิก้า หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ ผลิตกาแฟคุณภาพภายใต้แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการจากสำนักงานก.พ.ร.ปี 2562

วันที่ 13 ก.ย.  นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี  พ.ศ.2562 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทรางวัลพัฒนาการบริการ ระดับดี จากผลงาน “อาราบิก้าตกเขียว สู่แบรนด์    ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงาน  ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ และได้เข้ารับโล่รางวัลจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กันยายน 2562  ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม  อิมแพค เมืองทองธานี

ซึ่งการได้รับรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการเชิดชูเกียรติ เป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ที่ได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือชาวเขาเผ่ามูเซอที่อาศัยอยู่               บ้านปางม่วง อำเภอเมืองปาน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ประสบปัญหาด้านการประกอบอาชีพ เนื่องจากรายได้หลักมาจากการขายผลผลิตกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแบบผลสดและกาแฟกะลาให้แก่พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น ลักษณะตกเขียว เกษตรกรต้องกู้เงินหรือนำปัจจัยการผลิตจากพ่อค้าไปลงทุน เมื่อกาแฟสุกและเก็บเกี่ยวได้ จึงนำมาขายให้พ่อค้าเพื่อชำระหนี้  ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสต่อรองเรื่องราคา รายได้จึงไม่เพียงพอใช้จ่ายในครัวเรือนและมีหนี้สินพอกพูน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้
ต่อมาในปี 2557 กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้รับมอบภารกิจให้เข้าไปดูแลชุมชนพื้นที่ราบสูงบ้านปางม่วง ต่อจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จึงได้วางกรอบการพัฒนาโดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาชาวมูเซอบ้านปางม่วงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สร้างพื้นฐานให้คนในชุมชนได้มีพอกินพอใช้ และใช้หลักการระเบิดจากข้างใน เตรียมชุมชนให้พร้อมก่อนจะออกไปติดต่อสัมพันธ์กับภายนอก จึงได้เริ่มแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกันในชุมชน และใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด เพื่อเป็นองค์กรหลักของชุมชน ดูแลเรื่องอาชีพ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นรายได้หลักของชาวบ้าน                          พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการเรื่องการปลูกกาแฟเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP สนับสนุนทั้งเรื่องอุปกรณ์  เครื่องมือการแปรรูปกาแฟ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสนับสนุนเงินทุนให้ชาวบ้านนำไปปรับปรุงสวนกาแฟเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสหกรณ์ได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก
ปัจจุบันชุมชนบ้านปางม่วง  มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 560 ไร่ ผลผลิต 300 ตันต่อปี เป็นกาแฟที่มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร มีอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านปางม่วงรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถลดต้นทุนการผลิตกาแฟให้กับสมาชิกและช่วยแก้ไขปัญหาการกู้หนี้นอกระบบเพื่อนำมาลงทุนประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันผลผลิตกาแฟขายได้ราคาสูงขึ้น จากเดิมที่เคยขายกาแฟผลสดให้พ่อค้ากิโลกรัมละ 15 บาท ปัจจุบันสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นกาแฟคั่วเม็ดบรรจุถุง ภายใต้ตรา “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” ส่งขายให้ร้านกาแฟสดและบดเป็นผงจำหน่ายให้ผู้บริโภคนำไปชงดื่ม สามารถเพิ่มมูลค่ากาแฟได้สูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และสร้างตราสินค้าท้องถิ่นของชุมชนจนเป็นที่ยอมรับ ชุมชนบ้านปางม่วงนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จจของการใช้วิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสพัฒนาอาชีพให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานระดับภูมิภาคใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศต่อไป

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388368

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 15:56 น.
กระทรวงเกษตรฯ

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

รมว.เกษตรฯประชุมตัวแทนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน ชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล หวังใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรทั่วประเทศ

               วันที่ 13 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานใน              พิธีเปิดโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” และปาฐกถาพิเศษ    “ภาพรวมนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน เข้าร่วมรับฟังเพื่อสร้างการรับรู้นโยบาย                 ด้านการเกษตรส่งผ่านสถาบันเกษตรกร โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรภายใต้ภารกิจของหน่วยงาน                            ที่กำกับดูแลด้วย ณ อาคารอิมแพคฟอรั่ม ชั้น 2 ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม  อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด      จังหวัดนนทบุรี


ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตร อาทิ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพด โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการประกันภัยสินค้า การพัฒนาระบบตลาดที่เชื่อมโยงผลการผลิตของเกษตรกรถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือในการขยายและเข้าถึงตลาดในรูปแบบต่าง ๆ การอำนวยสะดวกทางการค้า และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่

โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ ระบบบัญชี เพื่อขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง  มีความสามารถในการแข่งขัน การส่งเสริม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร การดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทํากิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ การส่งเสริมการทําปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการทําประมงให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางการประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง
จากนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรดังกล่าว รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว ในส่วนของยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว การพัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตร การลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ มุ่งเป้าผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรเป้าหมาย              5 รายการ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด

มาตรการการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ในปีการผลิต 2562/63 สำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 862,176 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลประกาศประกันราคาข้าว 5 ประเภท ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี                    ตันละ 11,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท
นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่ว    เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้นโดยจะแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี การส่งเสริมให้เลี้ยงโคขุน โดยจะมีวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรกู้ไปลงทุน และรัฐบาลจัดงบประมาณชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และจะเร่งดำเนินการมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตรที่ประสบภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ                  การบรรเทาค่าครองชีพให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และการบรรเทาความเสียหายจากอิทธิพลพายุโพดุล เป็นต้นการจัดโครงการ “สร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีเกษตรกรจะทราบและรับรู้นโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรที่รัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกร              ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายและมาตราการต่าง ๆ ของรัฐบาล กลไกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน รวมถึงการถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐบาลไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อร่วมกันยกระดับภาคการเกษตรให้มี       ความเข้มแข็ง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ก้าวพ้นจากความยากจน

สำหรับโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร”                   กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายในด้านการเกษตรของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร โอกาสนี้ ผู้แทนกรมการค้าภายในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย ได้ร่วมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อน                 มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลให้กับผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย

ดีเดย์ 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อกก.

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388180

ดีเดย์ 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อกก.

วันที่ 12 กันยายน 2562 – 17:55 น.
ยางพารา

ชาวสวนยางเตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ ยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อ กก.

ชาวสวนยางเตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ ยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันรายได้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ยืนยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันรายได้ยางพารา 60 บาทต่อ กก. เล็งผลักดันใช้ยางในประเทศ เงินสินเชื่อ แก้ปัญหาระยะยาว
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายนริส ขำนุรักษ์ ส.ส. จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 เกี่ยวกับกรณีการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า มีสาเหตุมาจากอัตราการใช้ยางพาราในประเทศที่มีสัดส่วนน้อยกว่าการส่งออก และการกำหนดราคาซึ่งมาจากตลาดต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคายางได้เอง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเบื้องต้นเพื่อพยุงราคายาง โดยจะเริ่มดำเนินการโครงการประกันรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้
โดยมีมาตรการที่กำหนดคือ ให้คนละไม่เกิน 25 ไร่ ต่อเกษตรกรพี่น้องชาวสวนยาง 1 ราย ยางที่จะประกันราคาคือ 1.ยางแผ่นคุณภาพดีประกันที่ราคา 60 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม 2.น้ำยางสด DRC 100% ประกันที่ราคา 57 บาท 3.ยางก้อนถ้วยซึ่งมี DRC 50% ประกันที่ราคา 23 บาท ทั้งนี้การกำหนดราคารับประกัน ทางเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยได้ใช้มาตรการคำนวณราคาต้นทุนต่าง ๆ และกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานในช่วงแรกเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับเงินประกันรายได้ยางพารา 2 เดือนต่อหนึ่งครั้ง โดยงวดแรกจะเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม เป็นต้นไป
ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุดด้วยกัน เพื่อตรวจสอบและร่วมดำเนินการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการใหญ่ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน 2.คณะกรรมการราคากลางอ้างอิง ซึ่งคณะกรรมการนี้จะประกาศราคากลาง ที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะได้ส่วนต่างจากการประกันรายได้ 3.คณะอนุกรรมการบริหารประกันรายได้เกษตรกรสวนยางระดับจังหวัด ซึ่งจะมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นประธาน มีส่วนราชการต่าง ๆ พี่น้องตัวแทนชาวสวนยาง ธกส. ตัวแทนเกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ประธานสภาเกษตร 4.คณะอนุกรรมการในส่วนระดับตำบล ซึ่งตรงนี้จะมีส่วนข้าราชการ ปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ตัวแทนการยาง ตัวแทนสวนยาง เพื่อมาตรวจสอบในการนำเสนอการรับเงินประกันรายได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการเสริมให้ใช้ภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปทุกกระทรวงว่าสามารถจะนำยางพาราไปใช้ในงานราชการต่าง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพูดคุยกับกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธรณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้จะมาตัด Supply ของน้ำยางพาราออกจากตลาดได้ และยังมีโครงการหาวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบการผลิต เพื่อใช้ในการขยายกำลังผลิต เป็นวงกู้ที่จะประสานให้ 25,000 ล้าน โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรที่รวบรวมยางพาราเป็นวงเงิน 10,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง ซึ่งตรงนี้จะหาเงินกู้ให้อีก 20,000 ล้านบาท

ปลูกพืชท้องถิ่นบนดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387607

ปลูกพืชท้องถิ่นบนดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

วันที่ 10 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ดินเค็ม,ฟื้นฟูดิน,เกษตรกร,ปลูกพืชท้องถิ่น

ปราชญ์ชาวบ้านเมืองกาฬสินธุ์ ปลูกพืชท้องถิ่นบนพื้นที่ดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

9 กันยายน 2562 นายขุนเพชร ศรีกุตา ปราชญ์ชาวบ้าน จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า แต่เดิมพื้นที่บ้านโพนสิม ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ชาวบ้านประสบปัญหาดินเค็มมาก

ทั้งนี้คือทำนาหนึ่งไร่ได้ข้าวไม่ถึง 50 กิโลกรัม ทำไปก็ไม่ได้เก็บเกี่ยว หรือจะปลูกพืชอื่นก็ไม่ได้ผลแม้กระทั่งหญ้ายังไม่กล้าขึ้น จนต้องปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างกว่า 1,000 ไร่  แล้วไปหางานทำอย่างอื่นแทน แต่พอกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ มาทำโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม ในปี 2557 มาช่วยไถปรับรูปคันนาใหม่ให้สม่ำเสมอ ปั้นคันนาให้มีขนาดใหญ่สามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น

พร้อมกับส่งเสริมให้ปลูกโสนอัฟริกัน ใส่ปุ๋ยคอก แกลบสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนบนคันนาให้ปลูกกระถินออสเตรเลีย (อะคาเซีย) ช่วยดูดซับน้ำเค็มไม่ให้ขึ้นมาบนผิวดิน

ตนเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 24 ไร่ ได้นำมาเข้าร่วมโครงการประมาณ 10 ไร่ ได้รับการสนับสนุนในการปรับคันนาและฟื้นฟูดิน แล้วได้ทดลองดำนาดู ในปีแรกยังไม่ค่อยเห็นผล แต่พอปีต่อมาดินเริ่มฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จนสามารถปลูกข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียว กข 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 300 กิโลกรัมต่อไร่ และข้อดีของข้าวที่ปลูกบนดินเค็มจะมีความหอมและมีคุณภาพดีกว่าพื้นที่อื่น

ส่วนบนคันนานอกจากปลูกอะคาเซียแล้ว ยังได้ทดลองปลูกพืชผักอีกหลายชนิด ทั้ง กล้วย มันแกว ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ หน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งปลูกแบบปลอดสารพิษทั้งหมด เนื่องจากสังเกตว่าพื้นที่ดินเค็มหากใช้สารเคมีแล้วจะพืชผักจะตาย ช่วยประหยัดต้นทุนและยังปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

ยังได้ร่วมมือกับอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามในการทดลองปลูกพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่ดินเค็ม เช่น รากสามสิบ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นของหมู่บ้านโพนสิม (รากสามสิบมีรสเฝื่อนเย็นเป็นยาบำรุงกำลัง แก้กระษัย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของตับอ่อนช่วยขับเสมหะ ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ ช่วยรักษาอาการประจำเดือนผิดปกติของสตรี

 

นอกจากนี้ รากสามสิบสามารถนำมาทำสบู่ และใช้ซักเสื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยบำรุงดิน ทำให้ดินชุ่มน้ำ) โดยอาจารย์อยากให้อนุรักษ์พืชท้องถิ่นนี้ให้คงอยู่ เพราะหาไม่ได้จากแหล่งอื่น ซึ่งขณะนี้ได้ทดลองปลูกรากสามสิบบนคันนา เน้นปลูกเพื่อการอนุรักษ์ให้รุ่นลูกหลานได้รู้จักพืชประจำถิ่นของตัวเอง

 

 

 

หลังการปรับนาร้างสู่นาดี มีพืชผลบนคันนา ทำให้มีรายได้จากการขายข้าว และมีรายได้เสริมจากการขายพืชผักบนคันนา อย่างน้อยวันละ 100-200 บาท ซึ่งตลาดไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ในหมู่บ้านมี 500 หลังคาเรือน ขายผักให้คนในหมู่บ้านก็แทบไม่พอแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านตื่นตัวกันมากขึ้น พอเห็นคนที่เข้าร่วมโครงการประสบความสำเร็จจึงอยากเข้าร่วมโครงการบ้าง บางส่วนก็ไปปลูกผักบนคันนาตามบ้าง คนนั้นปลูกอย่างอีกคนปลูกอีกอย่าง สามารถนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในหมู่บ้านเท่านี้ก็อยู่ได้แล้วตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

 

ผมในฐานะปราชญ์ชาวบ้านและเป็นหมอดินอาสา มุ่งมั่นที่จะทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้าน โดยจะพัฒนาพื้นที่ดินเค็มที่เหลืออีกกว่า 14 ไร่ ทำตามหลักการพัฒนาที่ดินที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ได้แนะนำไว้ ตอนนี้ปลูกโสนอัฟริกันปรับปรุงดินไปก่อน ถ้าดินดีขึ้นถึงจะเริ่มปลูกข้าว ปลูกผักบนคันนา เราต้องทำเป็นตัวอย่าง หากเราทำได้จะไปแนะนำคนอื่นเขาก็จะเชื่อมั่นแล้วนำไปทำตามเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนต่อไป

 

 

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387613

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 20:27 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ “โพดุล” และ “คาจิกิ” พร้อมแจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่

             นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “โพดุล”และดีเปรสชั่น “คาจิกิ” กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันที พร้อมแนะนำให้เกษตรกรดูแลข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ โดยเฉพาะบางพื้นที่มีพืชต้องเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ ดังนี้
ข้าว ในกรณีที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าว และต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนาให้เหลือ 5 – 10 เซนติเมตร และให้ฟื้นฟูข้าวหลังจากน้ำลด โดยที่ต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน 3 วัน หากต้นข้าวในนามี สีเขียวมากขึ้นไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงอย่าให้รบกวนเท่านั้น แต่หากต้นข้าวในนาเริ่มมีอาการสีเหลืองที่ใบ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นข้าว (ไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินคำแนะนำ เพราะจะทำให้ต้นข้าวเกิดโรคได้) สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวง ให้ระบายน้ำจนแห้งและห้ามใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ดินร้อน และต้นข้าวตายง่ายขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว สำหรับแปลงข้าวที่ตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้
ไม้ผล ไม้ยืนต้น หลังน้ำท่วมใหม่ ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะต้นที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและอาจตายได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช เพราะในระยะนี้ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ ปุ๋ยทางใบอาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12 – 12 – 12 หรือ 12 – 9 – 6  หรือจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21 – 21 – 21 และ 16 – 21 – 27 ละลายน้ำพ่นให้แก่พืชก็ได้ นอกจากนี้ สามารถเตรียมปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิด 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15 – 30 – 15 จำนวน 20 กรัม ผสมสารดังกล่าวในน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบลงไปเล็กน้อย และอาจใส่สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น และพ่นสัก 2 – 3 ครั้ง
สำหรับในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เมื่อน้ำลดแล้ว และต้องการจะปลูกพืชใหม่ อาจทำได้ 2 วิธี คือ

1. ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบา และกระทำหลังจากที่ดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว ลดการรบกวนดิน และ                 2. ปลูกแบบไม่ไถพรวน วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังเปียกชื้นอยู่
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งเสียหายโดยสิ้นเชิง จะมีการให้ความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่น ๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยสานสัมพันธ์พัฒนาการเกษตร

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387612

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยสานสัมพันธ์พัฒนาการเกษตร

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 20:18 น.
เลโซโท

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยร่วมสานสัมพันธ์ พัฒนาด้านเกษตรสู่ความมั่นคง

สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักร เลโซโท เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย ร่วมสานสัมพันธ์ พัฒนาด้านเกษตรสู่ความมั่นคง

วันที่ 9 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักรเลโซโท เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วย 4 รัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ 1) รมว.กระทรวงการต่างประเทศ (H.E. Mr. Lesego Makgothi) 2) รมว.อุตสาหกรรมและการค้า (H.E. Mr. Habofanoe Lehana) 3) รมว.เหมืองแร่ (H.E. Mr. Keketso Sello) และ 4) รมว.การท่องเที่ยว (H.E. Joang Molapo)
โดยทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทยไปใช้ของราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรภายในประเทศ ทั้งนี้ ในอนาคต ทั้งสองประเทศจะสานความสัมพันธ์เพื่อขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตรต่อไป

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง “

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387177

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง “

วันที่ 6 กันยายน 2562 – 20:21 น.
มันสำปะหลัง

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง ”  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง สั่งชดเชยไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท ตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส ได้มีมติเห็นชอบมาตรการและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและความเสียหายของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบที่อาจเกิดขึ้น ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้

โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน โดยตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่
ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว โดยรวมวงเงินอนุมัติไว้ จำนวน 272 ล้านบาท เป็นค่าชดเชย 136ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท รวมทั้ง สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินการควบคุม ป้องกัน และยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและต้องถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งด้วย ซึ่งจะมีมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศรวม 50 จังหวัด จำนวน 523,589 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 8.6 ล้านไร่ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 8 จังหวัดข้างต้น และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอื่น ๆ ทั้ง 50 จังหวัด ระมัดระวังโรคดังกล่าว โดยสามารถป้องกันการระบาดได้โดยไม่นำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์จากต่างประเทศ ยกเว้นมันเส้นและหัวมันสด  ที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วย เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทันที
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ยังกล่าว เพิ่มเติมอีกว่า การแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ส่งผลทำให้ต้นโตไม่เต็มที่ ผลผลิตเสียหาย หลังจากในปีที่ผ่านมาโรคนี้ได้ถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา

แม้ว่าจะพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่ประกอบกับมีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว   2-3 รอบเสียหายหมด ก็ต้องเริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก เกษตรกรต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาท่อนพันธุ์ในปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน ซึ่งการระบาดของโรคนี้ ได้ขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียง ผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน ดังนั้น อยากขอความร่วมมือจากเกษตรกร ก่อนจะซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากที่ใด ควรตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้าง โดยพบการระบาดแล้วในพื้นที่ 8 จังหวัดบริเวณแนวชายแดนใกล้กับประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386973

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม

วันที่ 5 กันยายน 2562 – 18:24 น.
เกษตร,น้ำท่วม

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าเต็มกำลังแก้ปัญหาน้ำท่วม

รัฐมนตรีเกษตรฯ ส่งกำลังใจ ประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม พร้อมส่งหน่วยงานในสังกัดเร่งระดมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ พิจิตร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ฯลฯ  ว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงและสหกรณ์ เร่งระดมลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เบื้องต้น ตนเองได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาด้วยตัวเองแล้ว

โดยได้มีการให้กำลังใจ พร้อมเร่งเยียวทันทีหลังน้ำลด โดยตนเองก็ได้สั่งให้กรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพสัตว์เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักในทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำท่วมในหลายพื้นที่  เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนอาหารสัตว์จำนวนมาก  ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้นำหญ้าอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว  แต่ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลน   มีความต้องการอาหารสัตว์และวิตามินอีกเป็นจำนวนมาก กรมปศุสัตว์ได้บรรจุถุงยังชีพสัตว์กว่า  2,000 ชุด โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ  วิตามินละลายน้ำ  ยากำจัดพยาธิชนิดน้ำ  แร่ธาตุก้อน  อาหารสุนัข แมว และอาหารไก่

ขณะเดียวกันยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่การเกษตรทันทีหลังน้ำลด โดยล่าสุดเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ออกเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่เป็นช่วงที่บางพืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกร และกำชับให้ทุกจังหวัดรายงานผลสำรวจให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกวัน

ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยนั้น หากผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ ก็จะให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลก

Published September 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386787

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลก

วันที่ 4 กันยายน 2562 – 22:59 น.
กรมชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3

นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมในพิธีเปิด 1,300 คน จาก 84 ประเทศ
รองผู้ว่าการเมืองบาหลีกล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกพร้อมกับได้แนะนำระบบการบริหารจัดการชลประทานของโครงการ Subak ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของบาหลี และได้รับการบันทึกโดยยูเนสโกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก
ประธาน ICID , มร . Felix B. Reinders , กล่าวถึงประเทศอินโดนีเซียว่าได้เรียนรู้เทคนิคทางเลือกทางการชลประทานเพื่อประหยัดน้ำ เช่น การชลประทานระบบน้ำหยด (drip Irrigation) เขาได้เน้นความพยายามขั้นพิเศษในการชลประทานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก  ทั้งนี้ 20% ของพื้นที่ชลประทานสามารถจัดหาอาหารได้กว่า 40% ทั่วโลก เราจำเป็นต้องพยายามเป็น 2 เท่าในอนาคตข้างหน้าเพราะความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2593 ”
ประธาน World Water Council และรัฐมนตรีงานสาธารณะและบ้านของอินโดนิเซียได้ขึ้นกล่าวในประเด็นหัวข้อหลักของการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 “ ความมั่นคงการพัฒนาด้านน้ำ , อาหารและโภชนาการในสภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน” ว่าการตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตนั้นอาหารจะต้องมีการผลิตเป็น 2 เท่าในปี 2593 เนื่องจากจะมีประชากรของโลกเพิ่มเป็น 2 เท่า ขณะที่พื้นดินและน้ำกลายมาเป็นข้อจำกัด ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นนวัตกรรมและมีความเข้มแข็ง เพื่อเอาชนะความหิวโหยและความยากจน

   ในพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 มีการมอบรางวัล World Irrigation and Drainage 2019 ให้กับศาสตราจารย์ ดร. ชันดรา มัดคามูตู จากประเทศแคนนาดาพร้อมเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ

%d bloggers like this: