เกษตร

All posts tagged เกษตร

กษ.ทุ่ม25ล้าน! ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383399

กษ.ทุ่ม25ล้าน! ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน

กษ.ทุ่ม25ล้าน! ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.25 น.

กษ.ทุ่ม25ล้าน ยกระดับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน เพิ่มคุณภาพโคขุนในประเทศ รองรับเปิดเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียปี63

17 ธ.ค.61 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไปแล้ว 7 โครงการ 176 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะกรอบการค้าไทย – ออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2563 จะสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ราคาเนื้อโคนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกลง

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่ทางกองทุน FTA ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2559 – 2565 แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพ มีรายได้ เกษตรกรมีความรู้ ทักษะในการเลี้ยงโคแม่พันธุ์ และโคขุนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดทำแปลงหญ้า ปลูกพืชอาหารสัตว์ คิดสูตรอาหารและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นอาหารโคเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการของสหกรณ์

การดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วย จัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถในการเลี้ยงโคเนื้อให้มีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกรสมาชิก โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นพี่เลี้ยงในการติดตามและให้คำปรึกษาการเลี้ยงโค เป็นระยะเวลา 4 ปี มีการสนับสนุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเป็นพืชอาหารสำหรับเลี้ยงโคในพื้นที่ รายละ 1 ไร่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต และภายหลังการฝึกอบรม กองทุน FTA  ได้ให้การสนับสนุนเงินยืมปลอดดอกเบี้ยเพื่อจัดหาโคแม่พันธุ์และโคเพศผู้ให้แก่เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม โดยจัดหาโคสาว รายละ 5 ตัว จำนวน 50 ราย รวม 250 ตัว เพื่อเร่งผลิตโคแม่พันธุ์ที่ลดจำนวนลง และจัดหาโคเพศผู้ น้ำหนักตัวประมาณ 200 – 250 กิโลกรัม เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน รายละ 8 ตัว จำนวน 50 ราย รวม 400 ตัว นอกจากนี้ ได้พัฒนาประสิทธิภาพ และคุณภาพในการผลิตโคเนื้อมีชีวิต ให้มีมาตรฐานสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยมีศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคขุนให้แก่สมาชิกและผู้เลี้ยงโค 1 ศูนย์

จากการติดตามของผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559 – 2561 สศก. พบว่า เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร  “การเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” จำนวน 100 ราย ส่วนใหญ่ ร้อยละ 96 มีการนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเลี้ยงโคได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และมีสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีความสนใจที่จะเข้าร่วมและหันมาสนใจอาชีพเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น

ด้านกิจกรรมการเลี้ยงโคเนื้อ พบว่า การเลี้ยงโคเนื้อแม่พันธุ์ สหกรณ์ได้จัดหาโคแม่พันธุ์ให้สมาชิกครบ 250 ตัว เพื่อผลิตโคขุนต้นน้ำ แก้ปัญหาการขาดแคลนโค โดยปัจจุบันมีลูกโคที่เกิดใหม่เพิ่มขึ้นรายละ 4 – 5 ตัว และสหกรณ์ได้จัดหาโคเพศผู้เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน ให้แก่สมาชิกจำนวน 400 ตัว ซึ่งภายหลังการขุนเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า เกษตรกรสมาชิก มีกำไรจากการจำหน่ายโคขุนให้แก่สหกรณ์ ประมาณ 5,600 บาท/ตัว สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการที่มีกำไร ไม่เกิน 4,000 บาท/ตัว ทั้งนี้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะจำหน่ายโคให้กับสหกรณ์ในราคาประกัน โดยสหกรณ์ประกันราคาโคขุนที่กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งราคาตลาดทั่วไปรับซื้อโคขุนที่กิโลกรัมละ 85 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้จากการรวบรวมมูลโคในฟาร์มและจำหน่ายมูลโค รายละประมาณ 1,000 – 2,000 บาท ต่อเดือน จึงนับได้ว่าโครงการดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพในการผลิตสินค้าโคเนื้อให้สามารถแข่งขันกับโคเนื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศได้

สำหรับกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าโคเนื้อ รวมทั้งผู้ที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ในสินค้าเกษตรอื่นๆ สามารถจัดทำเป็นโครงการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area : FTA) ซึ่งโครงการที่เสนอต้องเป็นโครงการช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเกษตรกร มีความเป็นไปได้ทั้งการผลิตและการตลาดโดยใช้ตลาดนำการผลิตและคุ้มค่าในการลงทุน โดยสามารถเสนอโครงการฯ ผ่านหน่วยงานราชการระดับกรม เพื่อส่งต่อให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ส่วนบริหารกองทุนภาคเกษตร เบอร์โทรศัพท์ 0 2561 4727

Advertisements

ศรีสะเกษสนองรัฐเปิด9จุดรับซื้อข้าวโพด

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383200

x

ศรีสะเกษสนองรัฐเปิด9จุดรับซื้อข้าวโพด

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพีระพนธ์ กิจโกศล ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 13,14 เปิดเผยว่า ในจ.ศรีสะเกษ มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร 9 แห่ง ได้แก่ 1.โรงสีสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ศรีสะเกษ จำกัด อ.ราษีไศล ศิลาลาดและบึงบูรพ์ 2.สหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเขตอ.อุทุมพรพิสัย โพธิ์ศรีสุวรรณและเมืองจันทร์ 3.สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเขตอ.ห้วยทับทัน 4. สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ศรีสะเกษ จำกัด สาขาอ.ปรางค์กู่ ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเขตอ.ปรางค์กู่ 5.โรงสีสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในเขตพื้นที่อ.เมืองศรีสะเกษ กันทรารมย์ และวังหิน 6.สหกรณ์การเกษตรเขื่อนช้าง จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในอ.น้ำเกลี้ยง 7.สหกรณ์การเกษตรศรีรัตนะ จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในอ.ศรีรัตนะ ไพรบึง และพยุห์ 8. สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในอ.กันทรลักษ์ ขุนหาญ เบญจลักษ์ และโนนคูณ และ 9.สหกรณ์การเกษตรขุขันธ์ จำกัด ให้บริการเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในอ.ขุขันธ์ และภูสิงห์ ซึ่งทั้ง 9 แห่ง พร้อมรองรับผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต และสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรเป็นสำคัญ ขณะนี้เริ่มฤดูกาลเพาะปลูกแล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383208

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก  พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ออมทรัพย์รพ.กาฬสินธุ์ส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมปล่อยกู้ปลดหนี้พัฒนาคุณภาพชีวิต

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากปัญหาหนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ ส่งผลให้หลายคนไม่มีเงินเก็บและไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด จึงได้มีแนวคิดส่งเสริมการออมให้สมาชิก พร้อมกับปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นายแพทย์สมอาจ ตั้งเจริญ ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจหลักๆของสหกรณ์ฯ คือ ธุรกิจการออมทรัพย์และธุรกิจเงินกู้ โดยสหกรณ์ฯจะมุ่งเน้นเรื่องการออมเป็นพิเศษ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ลำพังเงินเดือนอย่างเดียวไม่พอ ทำให้เกิดการกู้หนี้นอกระบบ สหกรณ์ฯ จึงสนับสนุนเรื่องการออม โดยเฉพาะในวัยเกษียณ ส่วนเรื่องการกู้ยืมจะมีการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกแบบมีคุณภาพ กล่าวคือ เป็นการปล่อยกู้เพื่อให้สมาชิกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยผ่านโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวีมีสุข ซึ่งจะให้สมาชิกกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่ต้องทำโครงการมาให้พิจารณาก่อนว่า เมื่อกู้เงินไปแล้วสามารถไปต่อยอดอาชีพเสริมที่นอกเหนือจากอาชีพหลักได้อย่างไร

 

 

ด้านนางประดับพร เนตวงษ์ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัดกล่าวว่า สำหรับโครงการเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อชีวีมีสุข เป็นโครงการที่ดีที่ทำให้ตนปลดหนี้ได้ โดยตนกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ฯ ไปต่อเติมบ้าน และนำไปสร้างหอพักเพื่อปล่อยให้เช่า ทำให้มีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น มีเงินเก็บออม และนำเงินส่วนหนึ่งจากรายได้ในส่วนนี้มาจ่ายคืนให้กับสหกรณ์

ขณะที่นายลอน มุงคุณ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัดเปิดเผยว่า ตนกู้ยืมเงินจากสหกรณ์มาลงทุนทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ของตนเอง เน้นทำแบบพออยู่พอกิน กินในสิ่งที่ปลูก เหลือแล้วจึงขาย ทำให้มีรายได้จากผลผลิตในแปลงทุกวัน ส่งผลให้มีเงินออมสร้างความยั่งยืนให้ชีวิต และที่สำคัญได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

จากความมุ่งมั่นและซื่อตรงของการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำกัด ได้ผ่านการประเมินสหกรณ์สีขาวด้วยหลักธรรมาภิบาล อีกทั้ง ยังได้รับรางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2561 สาขาสหกรณ์ออมทรัพย์ สร้างความภาคภูมิใจและสร้างแรงผลักดันให้มุ่งมั่นพัฒนาและช่วยเหลือสมาชิกด้วยกลไกสหกรณ์ต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 17 ธันวาคม 2561

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383204

x

ชายคาพระพิรุณ : 17 ธันวาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ใกล้เข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดแคมเปญภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์” คัดสรรสินค้าสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มอาชีพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน จัดลงกระเช้าของขวัญและตกแต่งสวยงาม ให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเน้นสินค้าหลากหลายและมีประโยชน์ ทั้งข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง และข้าวกข 43 สินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป สมุนไพร นมพร้อมดื่ม น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย และสินค้าหัตถกรรม เปิดจำหน่ายทุกวันตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 – 12 มกราคม 2562 พร้อมบริการส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อซื้อสินค้าครบ 10,000 บาท หน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สามารถดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้ทาง Facebook : coopmarket.cpd และทาง ID Line : cpd.shop หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาท
ขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนาได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก ทำให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูการทำนา หลังจากดำเนินการอนุมัติโครงการดังกล่าวไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนและตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อลดความเสี่ยงของเกษตรกรในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม สำหรับรายละเอียดของโครงการดังกล่าว จะมีการสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปีเป็นระยะเวลา 6 เดือน วงเงินไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย ที่มีการอนุมัติไปแล้วจำนวน 33 จังหวัด แต่พบว่ายังมีจังหวัดที่มีศักยภาพปลูกข้าวโพดเพิ่มเติมและมีความพร้อมในการรับซื้อผลผลิตอีก 4 จังหวัด ได้แก่ เลย มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ นอกจากนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ยังพร้อมและยินดีสนับสนุนในการเข้าร่วมโครงการด้วย

สำหรับโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา หลังจากดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 90,000 ราย คิดเป็นพื้นที่โครงการเกือบ 800,000 ไร่
หรือเท่ากับจำนวนข้าวโพด 1 ล้านตัน ข้อดีของโครงการนี้นอกจากจะลดจำนวนการปลูกข้าว ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น ยังเป็นการเพิ่มผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นอกจากนี้ยังประสานภาคเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งหมดจากผู้เข้าร่วมโครงการ รวมถึงมีการประกันภัยความเสี่ยงให้กับเกษตรกร โดยได้รับการชดเชยกรณีเกิดความเสียหายอัตรา
ไร่ละ 1,500 บาท…

รัฐบาลเห็นชอบโครงการช่วยเหลือสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน เริ่มดำเนินการธันวาคม 2561-ก.ย. 2562 โดยจะช่วยเหลือเกษตรกรที่มีสวนยางในพื้นที่เอกสารสิทธิ เปิดกรีดแล้วและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 14 พ.ย. 2561 จำนวน 999,065 ราย และคนกรีดยาง 304,266 ราย รวมพื้นที่ 9.45 ล้านไร่ โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามพื้นที่เปิดกรีดจริงไร่ละ 1,800 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ (แบ่งเป็นเจ้าของสวนยาง 1,100 บาทต่อไร่ และคนกรีดยาง 700 บาทต่อไร่) คาดใช้งบประมาณโครงการนี้ 17,000 ล้านบาท

ส่วนการช่วยเหลือชาวสวนปาล์มราคาตกต่ำ มีมติช่วยเหลือตามพื้นที่ปลูกจริงไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือน
ไม่เกิน 15 ไร่ โดยช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในส่วนที่ปลูกปาล์มแล้วให้ผลผลิตอายุมากกว่า 3 ปี จำนวน 150,000 ราย พื้นที่ 2.25 ล้านไร่ ซึ่งเกษตรกรจะต้องแจ้งยืนยันขอรับสิทธิ์กับกรมส่งเสริมการเกษตรภายในเดือนธันวาคม 2561 โดยกรณีขึ้นทะเบียนก่อนปี 2561 ให้มาปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันภายในเดือนธันวาคมนี้เช่นกัน ทั้งนี้ ทะเบียนบ้านที่นำมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรจะต้องกำหนดบ้านเลขที่ และกรณีย้ายเข้าทะเบียนบ้านใหม่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของกระทวงมหาดไทยก่อนวันที่ 29 พ.ย. 2561 และจะต้องเป็นชาวสวนปาล์มที่เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับ ธ.ก.ส. โดยระยะดำเนินการจะเริ่มเดือนธันวาคม 2561-ก.ย. 2562 โดยวงเงินรวมโครงการนี้ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรและบริหารจัดการประมาณ 3,458 ล้านบาท…ใครที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนก็รีบดำเนินการนะครับ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

ช่วยยางฉลุย ส่งรง.ทำล้อเครื่องบินโลก

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383317

ช่วยยางฉลุย  ส่งรง.ทำล้อเครื่องบินโลก

ช่วยยางฉลุย ส่งรง.ทำล้อเครื่องบินโลก

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการช็อปยางช่วยยางไปได้สวย บริษัทผลิตล้อรถเข้าร่วมแล้ว 5 บริษัท ปริมาณรับซื้อเบื้องต้น 1.7 พันล้าน ขณะที่มี 20สหกรณ์ผลิตยางมีศักยภาพผลิตยางได้ตามมาตรฐาน พร้อมพร้อมส่งวัตถุดิบทำยางเครื่องบิน ด้านรมว.เกษตรฯประสานมท.สั่งผวจ.ทั่วประเทศสำรวจความต้องการใช้ ดันอปท.ทำถนนยาง กยท.ฟุ้งราคายางขยับแล้วกก.ละ2บาท

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการช้อปยางช่วยยาง มีบริษัทผลิตยางล้อรถ เข้าร่วมแล้ว 5 บริษัท โดยรับซื้อยางพาราจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชาวสวนยางโดยตรง แจ้งปริมาณรับซื้อเบื้องต้น 1.7 พันตัน นับว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการผลิตยางพาราของสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน เพราะบริษัทล้อยางและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ เช่น  ค่าความหนืด ความยืดหยุ่น รวมถึงต้องมีความสะอาด มีสิ่งปนเปื้อนไม่เกินค่าที่กำหนด ซึ่งกยท.จะร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้ผลิตยางที่ได้มาตรฐาน GMP ตามที่ตลาดต้องการ

นายณกรณ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ปัจจุบันมี 20 สหกรณ์ที่สามารถผลิตยางตามมาตรฐานได้ บริษัทผู้ผลิตล้อยางและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางจึงพร้อมรับซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรขายได้ราคาสูงขึ้น โดยได้ประสานบริษัทล้อยางแห่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งมีโรงงานในไทยเพื่อเสนอขายยางพาราจากสหกรณ์ที่ผลิตยางได้มาตรฐาน GMP เพื่อใช้ผลิตเป็นล้อยางเครื่องบิน ซึ่งทางบริษัทสนใจ เพราะไม่ต้องไปประมูลแข่งขันซื้อจากตลาดต่างประเทศ แต่ขอให้ กยท.รับรองมาตรฐานคุณภาพยาง รวมทั้งต้องสามารถรวบรวมยางส่งเข้าโรงงานให้ได้ทั้งปริมาณและตามกำหนดเวลาสั่งซื้อ ขณะเดียวกันการพัฒนาคุณภาพยางพาราทั้งยางแผ่นและยางแท่งให้ได้มาตรฐานGMP จะทำให้ส่งขายแก่บริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางได้กว้างขวางขึ้น อีกทั้ง เป็นการยกระดับการผลิตยางพาราของสถาบันเกษตรกรของไทย ซึ่งจะทำให้ขายได้ราคาสูงขึ้น

นายณกรณ์ กล่าวอีกว่า ล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย(มท.) เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศสำรวจความต้องการก่อสร้างถนนยางพาราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า ต้องการสร้างถนนกี่สาย ระยะทางกี่กิโลเมตร เพื่อจะได้ทราบความต้องการใช้น้ำยาง อีกทั้ง ขอให้กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมาประชุมทำความเข้าใจเรื่องการสร้างถนนยางพารา คาดว่าจะจัดประชุมได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้ทุกท้องถิ่นดำเนินการได้ทันทีในปีใหม่ นอกจากเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ และพัฒนาคุณภาพถนน พื้นผิวการจราจรให้ทนทานแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ จากมาตรการต่างๆในการเร่งดูดซับปริมาณยางออกสู่ระบบตลาดนั้น ทำให้ภายใน 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันปรับตัวขึ้นกิโลกรัมละ2บาทแล้ว

สศก.คาดการณ์ตัวเลขไม้ผลภาคตอ.ปี’62

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383206

x

สศก.คาดการณ์ตัวเลขไม้ผลภาคตอ.ปี’62

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึง การบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2562 ซึ่งสศก.ร่วมกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประกอบด้วย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3)จ.ระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด และกลุ่มไม้ผล กรมส่งเสริมการเกษตร พิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ใน 3 จังหวัดคือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2562 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 7 ธันวาคม 2561) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิดมี 691,521 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 678,203 ไร่ (เพิ่มขึ้น 13,318 ไร่ หรือร้อยละ 1.96) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 4.57 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.46 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.15 และลองกอง ลดลงร้อยละ 3.45 เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิดมี 630,968 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 615,172 ไร่ (เพิ่มขึ้น 15,796 ไร่ หรือ ร้อยละ 2.57) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.54 มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.82 เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.19 ส่วนลองกอง ลดลงร้อยละ 1.86

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 863,258 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 667,025 ตัน (เพิ่มขึ้น 196,233 ตัน หรือ ร้อยละ 29.42) โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยมังคุดจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 120.06 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต้นมีเวลาพักสะสมอาหารนาน รองลงมาได้แก่ ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.98 ทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.49 และ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.26

ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิด คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผลหรือผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของมังคุด และลองกอง คาดว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับในช่วงปลายปี 2561 สภาพอากาศมีความเหมาะสม กระตุ้นให้สามารถติดดอกออกผลได้มากยิ่งขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 60 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 20 จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2562 ในจ.ตราด มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนการออกดอก ทั้งนี้ สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ช่วงเดือนปลายมีนาคม 2562 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2562 ส่วนลองกอง สถานการณ์ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สภาพดิน ฟ้า ที่อากาศแปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศช่วงแรกของภาคตะวันออกที่มีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการติดดอกออกผล โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ ที่ออกดอกเร็วขึ้น จึงเริ่มเห็นพัฒนาการที่ชัดเจน และจะเห็นผลได้อีกครั้งหลังกลางเดือนมกราคม 2562 เป็นต้นไป และหลังจากนี้ สศท.6 จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูล ไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0-3835-2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

ชลประทานเดินหน้าปตร.คลองประฯ n ย้ำผลกระทบน้อยแก้น้ำเค็ม-ท่วม

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383207

x

ชลประทานเดินหน้าปตร.คลองประฯ n ย้ำผลกระทบน้อยแก้น้ำเค็ม-ท่วม

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินการ โครงการประตูระบายน้ำคลองประอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พัทลุง โดยเฉพาะในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) ปากคลองประ ซึ่งจะช่วยปิดกั้นน้ำเค็มจากทะเลหลวงไม่ให้รุกเข้ามาในพื้นที่ และเก็บกักน้ำจืดไว้ในพื้นที่เพื่อการชลประทานช่วงฤดูแล้ง โดยใช้หลักการบริหารจัดการ ปตร.ควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบใดๆ ในเรื่องที่ชาวบ้านกังวล

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่เข้าใจและยังคัดค้าน กรมจะยังไม่ดำเนินการในส่วนประตูระบายน้ำ แต่ในส่วนอื่นๆ ที่ไม่มีปัญหาการคัดค้านและเป็นที่ต้องการของราษฎรในพื้นที่ เช่น อาคารควบคุมน้ำริมทะเลหลวง 6 แห่ง งานขุดลอกคลองธรรมชาติ 3 สาย งานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการชลประทาน 17 แห่ง และระบบชลประทานในพื้นที่ชลประทานเปิดใหม่ 20,716 ไร่ ยังเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างสูงสุด

“กรมชลประทานจะเปิดบานประตูระบายน้ำพ้นน้ำไว้ตลอด โดยเฉพาะช่วงฤดูน้ำหลากเพื่อระบายน้ำออกนอกพื้นที่ป้องกันอุทกภัย อีกทั้ง ประตูระบายน้ำถูกออกแบบให้ระบายน้ำได้ในปริมาณมากถึง 1,564 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที สูงกว่าปริมาณคาดการณ์ 100 ปี โดยการเปิดบานประตูให้พ้นน้ำ ดังนั้น ในสภาพน้ำหลากปกติ น้ำจะระบายผ่านประตูระบายน้ำไปได้โดยไม่ถูกกีดขวาง นอกจากนี้ กรณีที่น้ำในทะเลหลวงสูงกว่าในคลองปากประ ปตร.ปากคลองประจะทำหน้าที่ร่วมกับปตร.น้ำปากคลองยวนและอาคารระบายน้ำริมทะเลหลวงอีก 6 แห่ง ในการป้องกันน้ำจากทะเลหลวงไหลเข้าพื้นที่ ดังนั้น นอกจาก ปตร.ปากคลองประ จะไม่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายเฉลิมเกียรติกล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำของ ปตร.ปากคลองประ

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ปตร.ปากคลองประไม่ได้ทำให้ระบบนิเวศของสัตว์สูญเสียสมดุลตามธรรมชาติ จากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) พบว่า การอพยพของสัตว์น้ำจากทะเลหลวงสู่คลองปากประเพื่อวางไข่ในช่วงน้ำหลาก และในช่วงการอพยพของลูกปลาจากคลองปากประสู่ทะเลหลวงเพื่อการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ เป็นช่วงที่ ปตร.ปากคลองประจะปิดบานพ้นน้ำเพื่อเป็นการระบายน้ำ และการรับน้ำจากทะเลหลวงเข้าสู่คลองปากประ เพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสัตว์น้ำผ่านประตูระบายน้ำได้ตามปกติเหมือนก่อนที่จะมีประตูระบายน้ำ ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอยู่ในระดับน้อยมาก

นอกจากนี้ ตะกอนในลำน้ำจึงสามารถไหลผ่านประตูระบายน้ำลงไปยังทะเลหลวงได้ตามปกติ โอกาสที่จะเกิดตะกอนทับถมหน้าประตูระบายน้ำมีน้อย แนวทางบริหารจัดการ ประตูระบายน้ำจะปิดบานใน 2 กรณีคือ ป้องกันน้ำเค็ม และเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทานช่วงฤดูแล้งเท่านั้น นอกจากนี้ ปตร.ปากคลองประยังออกแบบให้มีทางเรือสัญจร เพื่อให้เรือโดยสารและเรือประมงสัญจรผ่านเข้า-ออกได้ในช่วงระยะเวลาที่ปิดบานระบายอีกด้วย

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนช่วยเหลือประชาชน16จว.ใต้ รับมือ’น้ำท่วม-ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383325

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนช่วยเหลือประชาชน16จว.ใต้ รับมือ'น้ำท่วม-ฝนตกหนัก'หลายพื้นที่

รมว.เกษตรฯสั่งด่วนช่วยเหลือประชาชน16จว.ใต้ รับมือ’น้ำท่วม-ฝนตกหนัก’หลายพื้นที่

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 22.10 น.

16 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมและเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วม น้ำหลาก ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ กระทรวงเกษตรฯ ตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้น โดยทุกพื้นที่ต้องประสานกับผู้ว่าราชการ16 จังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมเป็นประจำ ทั้งนี้มอบให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานศูนย์ฯ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษเป็นฝ่ายเลขานุการประสานงานกรมต่างๆ เข้าพื้นที่สำรวจความเสียหาย หากมีพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน กำหนดให้ศูนย์อำนวยการฯ สรุปสถานการณ์เป็นรายวันจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ปกติเพื่อให้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเหตุการณ์

นายกฤษฎา กล่าวว่า ขณะนี้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อีกทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ จึงยังคงทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก พร้อมทั้งระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในวันนี้และพรุ่งนี้ได้แก่ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมอบหมายกรมชลประทานติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะสภาพฝนที่ตกลงมาในพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการระบายน้ำและเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้อย่างเพียงพอ

นายกฤษฎา กล่าวว่า กรมชลประทานทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด(ปภ.) กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังจุดเสี่ยงอุทกภัย ที่สำคัญได้บูรณาการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนข่าวสารสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบข่าวสารอย่างถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นการป้องกันหรือลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด นอกจากนี้ได้สำรวจตรวจสอบระบบอาคารชลประทานให้มีพร้อมใช้งานตลอดเวลา ให้โครงการชลประทานทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิมได้จัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่ หากเกิดฝนตกหนักจะได้เข้าไปแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมเป็นประจำนั้น ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมไว้ด้วยแล้ว ซึ่งได้เตรียมรับมือดำเนินการก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ เน้นพื้นที่เสี่ยง 75 จุดตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงมาทั้ง 16 จังหวัด

สำหรับเครื่องจักร-เครื่องมือที่กรมชลประทานจัดเตรียมไว้ตามโครงการชลประทานต่างๆ รวมไปถึงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมทั่วประเทศประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 1,851 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 317 ชุด เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 82 เครื่อง เรือขุด 32 ลำ รถขุด 161 คัน รถแทรกเตอร์ 35 คัน รถบรรทุก/ยานพาหนะ 324 คัน และสะพานเหล็กแบบถอดประกอบได้ 1 ชุดซึ่งสำรองไว้ที่ภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 2,803 หน่วย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็วทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ไปตรวจติดตามการทำงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อุทกภัย พร้อมตรวจสอบส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทุกหน่วยในพื้นที่บูรณาการกันไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกรตามที่ได้กำหนดแนวทางไปปฎิบัติไว้หรือไม่ รวมถึงกำชับให้มีประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ (อ.พ.ก.) จังหวัด และรายงานสถานการณ์แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ด้วย เพื่อจะได้รับสถานการณ์และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้มากที่สุด

คุณภาพ’ยางไทย’ไปโลด!20สหกรณ์ฯพร้อมเต็มที่ส่งยางผลิต’ล้อเครื่องบิน’

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383228

คุณภาพ'ยางไทย'ไปโลด!20สหกรณ์ฯพร้อมเต็มที่ส่งยางผลิต'ล้อเครื่องบิน'

คุณภาพ’ยางไทย’ไปโลด!20สหกรณ์ฯพร้อมเต็มที่ส่งยางผลิต’ล้อเครื่องบิน’

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.34 น.

20สหกรณ์เกษตรกรสวนยางพารา พร้อมส่งยางผลิตล้อยางเครื่องบิน กยท.เผยคุณภาพยางไทยไปโลด เอกชนทำล้อยางเครื่องบินสนใจ ประมูลซื้อยางในประเทศ ระบุ”กฤษฎา”สั่งแจงอปท.ลุยทำถนนยางทั่วไทย ดันราคาขยับแล้วโลละ2บาท

16 ธ.ค.61 นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการช้อปยางช่วยยาง มีบริษัทผลิตยางล้อรถ เข้าร่วมแล้ว 5 บริษัท โดยรับซื้อยางพาราจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชาวสวนยาง โดยตรง แจ้งปริมาณรับซื้อเบื้องต้น 1.7 พันตัน นับว่าโครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาคุณภาพการผลิตยางพาราของสถาบันเกษตรกรทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนเพราะบริษัทล้อยางและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอเช่น ค่าความหนืด ความยืดหยุ่น รวมถึงต้องมีความสะอาด มีสิ่งปนเปื้อนไม่เกินค่าที่กำหนด ซึ่ง กยท.จะร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้มีการผลิตยางที่ได้มาตรฐาน GMP ตามที่ตลาดต้องการ

ปัจจุบันมี 20 สหกรณ์ ที่สามารถผลิตยางตามมาตรฐานได้ บริษัทผู้ผลิตล้อยางและแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางจึงพร้อมรับซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรขายได้ราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ได้ประสานกับบริษัทล้อยางแห่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งมีโรงงานในไทย เพื่อเสนอขายยางพาราจากสหกรณ์ที่ผลิตยางได้มาตรฐาน GMP เพื่อใช้ผลิตเป็นล้อยางเครื่องบิน ซึ่งทางบริษัทสนใจ เพราะไม่ต้องไปประมูลแข่งขันซื้อจากตลาดต่างประเทศ แต่ขอให้ กยท.รับรองมาตรฐานคุณภาพยาง รวมทั้งต้องสามารถรวบรวมยางส่งเข้าโรงงานให้ได้ทั้งปริมาณและตามกำหนดเวลาสั่งซื้อ

“การพัฒนาคุณภาพยางพาราทั้งยางแผ่นและยางแท่งให้ได้มาตรฐาน GMP จะทำให้สามารถส่งขายแก่บริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางได้กว้างขวางขึ้น อีกทั้งเป็นการยกระดับการผลิตยางพาราของสถาบันเกษตรกรของไทย ซึ่งจะทำให้ขายได้ราคาสูงขึ้น” นายณกรณ์ กล่าว

สำหรับโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร หลังกำหนดคู่มือแนะนำการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ สำหรับถนนท้องถิ่น พร้อมหลักเกณฑ์และราคากลางก่อสร้างฯ เพื่อให้ อปท.ดำเนินการก่อสร้างเองหรือจ้างเหมาก่อสร้าง โดยมีวัตถุดิบเป็นน้ำยางจากบริษัทผู้ผลิต สถาบันและกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ กยท. รับรองขณะนี้พร้อมเดินหน้าดำเนินโครงการอย่างเต็มที่ หลังมี “ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง ข้อแนะนำการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ สำหรับงานถนนท้องถิ่น” โดยดำเนินการสร้างถนนด้วยกระบวนการหรือผสมในงานสนามได้เลย (Mix in Place) แล้วใช้รถเกลี่ยดิน (Motor Grader) ซึ่งหน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการก่อสร้างถนนได้ โดยยึดมาตรฐานจากคู่มือแนะนำการก่อสร้างและคู่มือการออกแบบส่วนผสม (Job Mix Formula) ที่จัดทำโดยกระทรวงคมนาคม

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้มีประกาศการกำหนดหลักเกณฑ์และราคากลางงานก่อสร้างทั้งดำเนินการเองหรือจ้างเหมาก่อสร้างได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้ หากมีการสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ อย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร ทั่วประเทศ จะมีระยะทางรวม 75,032 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้น้ำยางสดในปริมาณ 1,440,614.40 ตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 720,320.2 ตัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 16,326.9632 ล้านบาท

นายกณรณ์ กล่าวว่า น้ำยางที่ใช้เป็นวัตถุดิบใช้ในการผสมในโครงการฯ ต้องใช้น้ำยาง สหกรณ์สวนยางและกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ กยท. รับรองเท่านั้น

ล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศสำรวจความต้องการก่อสร้างถนนยางพาราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า ต้องการสร้างถนนกี่สาย ระยะทางกี่กิโลเมตร เพื่อจะได้ทราบความต้องการใช้น้ำยาง อีกทั้งขอให้กรมการปกครองและกรมส่งเสริมการปกครองส่วนทิ้งถิ่นเพื่อเชิญองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมาประชุมทำความเข้าใจเรื่องการสร้างถนนยางพารา ซึ่งคาดว่า จะสามารถจัดประชุมได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์นี้ เพื่อให้ทุกท้องถิ่นดำเนินการได้ทันทีในปีใหม่ เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศและเป็นการพัฒนาคุณภาพถนนและพื้นผิวการจราจรให้มีความทนทานแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย จากมาตรการต่างๆ ในการเร่งดูดซับปริมาณยางออกสู๋ระบบตลาดนั้นทำให้ภายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นรมควันปรับตัวขึ้นกิโลกรัมละ 2 บาทแล้ว

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383222

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.27 น.

เกษตรฯนำผู้บริหารปตท.และเอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต โดยใช้เครื่องมือ”Digital Platform”จับคู่การค้า

16 ธ.ค.61 ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำผู้บริหาร บมจ.ปตท.และภาคเอกชนที่เข้าร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อขยายผลนโยบายตลาดนำการผลิต ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้เครื่องมือ Digital Platform จับคู่การค้า http://www.DGTFarm.com เพื่อส่งเสริมการตลาดแก่เกษตรกร และผู้ประกอบการ สินค้า Q สินค้า GAP สินค้าเกษตรอินทรีย์

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ประชุมหารือและชี้แจงให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ตลาดเป้าหมาย นำร่องโรงอาหารปลอดภัย (Q Canteen) เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยขอนักเรียน และบุคลากร และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงาน ด้านความใส่ใจสุขภาพประชาชน

%d bloggers like this: