เกษตรในเมือง

All posts tagged เกษตรในเมือง

ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

ปลาทองหัวสิงห์ ได้ถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ในสนนราคา ตัวละ 2,000-3,000 บาท ในขณะที่ข้าวราดแกง จานละ 5 บาท ถือได้ว่าในสมัยนั้นใครที่เลี้ยงปลาทองหัวสิงห์จะต้องเป็นผู้มีฐานะมีอันจะกิน ปลาที่นำเข้าจะนำมาจากประเทศจีน หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ได้ทรงนำเข้าปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นมาเลี้ยงเล่นในวังละโว้ ต่อมาได้ทรงแจกจ่ายให้กับผู้สนใจเลี้ยงไปจำนวนมาก ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นจึงแพร่หลายในประเทศไทย ภายหลังจึงมีเอกชนผู้นำเข้าสั่งปลาชนิดนี้เข้ามาโดยตรงจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อจำหน่ายอีกทีหนึ่ง

ปลาทองหัวสิงห์จีน (Chinese lionhead) มีลักษณะเด่นที่ตัวค่อนข้างกลมสั้น หัววุ้นฟูก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว ส่วนด้อยคือ ตัวมีขนาดเล็ก สันหลังเล็ก ส่วนครีบหางบางและห้อย ส่วนปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น (Ranchu) มีลักษณะเด่นคือ หัววุ้นจะยื่นออกมา นักเลี้ยงเรียกว่า เขี้ยว สันหลังหนาใหญ่ ครีบหางค่อนข้างหนาและกางออก มีจุดด้อยคือ ตัวมีขนาดยาวเกินไป ความจริงแล้วที่มาของปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่นนี้นำมาจากประเทศจีนและปรับปรุงพันธุ์จนมีความแตกต่างกัน แล้วเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น ปลาทองหัวสิงห์ญี่ปุ่น

เมื่อมาถึงผู้นิยมปลาสวยงามในเมืองไทยเห็นจุดดีจุดด้อยของปลาทองหัวสิงห์ทั้งสองสายพันธุ์ จึงได้ปรับปรุงพันธุ์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ได้พันธุ์ปลาทองหัวสิงห์ของไทยเอง ซึ่งรวบรวมเอาความสวยงามของปลาทองหัวสิงห์ทั้ง 2 พันธุ์ เข้าด้วยกัน

การพัฒนาของนักเลี้ยงชาวไทย เกิดจากการเลี้ยงในบ้านเราใช้ภาชนะที่ใส่ปลาไม่เหมือนกับต้นฉบับ เพราะจีนและญี่ปุ่นเลี้ยงปลาในอ่างใหญ่หรือบ่อ ไม่สามารถมองเห็นปลาจากด้านข้างได้ สามารถเห็นปลาได้ด้านเดียวคือด้านบน ส่วนเมืองไทยเลี้ยงปลาในตู้กระจกวางไว้ค่อนข้างสูง มองเห็นภาพปลาจากด้านข้าง ทำให้มุมมองเปลี่ยนไป มุมมองด้านข้างเห็นตัวปลาได้มากกว่าการมองจากด้านบนด้านเดียว จึงเกิดการพัฒนาได้ดีกว่าต้นฉบับ

คุณอดุลย์ ดอนปิ่นไทย บ้านหนองสะพาน ตำบลทัพหลวง อำเภอเมืองนครปฐม บอกให้ฟังว่า “ปลาทองหัวสิงห์ของไทยได้ถูกปรับปรุงพันธุ์มานับ 10 ปี โดยการคัดเลือกเอาลูกผสมระหว่างปลาทองหัวสิงห์จีนกับญี่ปุ่นมาผสมกัน แล้วคัดเลือกและผสมกันซ้ำไปมาหลายครั้ง จนได้ปลาทองหัวสิงห์ของไทยเอง ซึ่งต่างชาติยกย่องว่ามีความสวยงามมาก เพราะได้จุดเด่นของพ่อแม่มาทั้งหมด และได้เรียกชื่อว่า Thai Ranchu ให้เกียรติว่าเป็นการพัฒนาพันธุ์จากชาวไทย”

สร้างเรือนหอ

เตรียมบ่อผสมพันธุ์

พ่อแม่พันธุ์ปลาจะถูกเลี้ยงรวมในบ่อเดียวกัน ในสภาพที่ไม่หนาแน่นมาก เมื่ออายุ 6 เดือน ก็สามารถนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ อากาศร้อนของบ้านเราได้เปรียบจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอากาศหนาว พ่อแม่พันธุ์ของเขาจะใช้เวลาหลายปีจึงสามารถนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ วิธีการผสมพันธุ์ของคุณอดุลย์ จะเริ่มทำเมื่อปลาอายุได้ 6 เดือน ขั้นแรกจะเตรียมล้างบ่อให้สะอาด โดยการใช้แปรงขัดล้างออกให้หมด ห้ามใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน หรืออื่นๆ ที่เป็นสารเคมี ไม่เช่นนั้นปลาจะไม่วางไข่ ถ้าเป็นน้ำประปา ควรพักไว้หลายๆ วัน ในบ่อปูนซีเมนต์ ขนาดความกว้างยาว 1.5 คูณ 2 เมตร เติมน้ำให้มีความสูง ขนาด 1 ฟุต ใส่ออกซิเจน 1-2 หัว ใช้เชือกฟางฉีกฝอยหลายเส้นใส่ในน้ำ ใช้หินทับให้เชือกฟางกึ่งลอยกึ่งจม หรือใช้สาหร่ายหางกระรอก เพื่อสำหรับเป็นที่ปลาวางไข่ การเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่สำหรับปลาทองหัวสิงห์เป็นการกระตุ้นให้เกิดการผสมพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

1 หญิง 2 ชาย

นำพ่อแม่พันธุ์ปลาที่สมบูรณ์ ในอัตรา ตัวผู้ 2 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว ถือเป็น 1 ชุดปลา บ่อขนาด 1.5 คูณ 2 เมตร ไม่ควรใส่พ่อแม่ปลาเกิน 10 ชุด คือ 30 ตัว เมื่อเตรียมบ่อพร้อมตั้งแต่เช้า เว้นระยะไปช่วงบ่ายค่อยใส่พ่อแม่ปลา ในช่วงเช้ามืดของวันต่อไป ปลาจะเริ่มผสมพันธุ์ โดยจะเห็นมีการว่ายไล่กันของพ่อแม่ปลา เหมือนหนังอินตระเดียที่พระเอกกับนางเอกจีบกัน หลังจากนั้น ให้จับพ่อแม่ปลาออกทั้งหมด เพราะพ่อแม่ปลาจะกินไข่ตัวเอง ทุกๆ 10 วัน สามารถนำพ่อแม่ปลาชุดเดิมมาผสมได้ใหม่อีก และพ่อแม่พันธุ์ปลาจะใช้ผสมพันธุ์ได้จนถึงอายุ 1 ปี หลังจากนี้ไม่เหมาะทำพ่อแม่พันธุ์ เนื่องจากไข่มีจำนวนน้อย และเชื้อตัวผู้ไม่แข็งแรง

หลังจากปลาไข่แล้ว ประมาณ 3 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ในระยะนี้ ลูกปลายังว่ายน้ำไม่เป็น แต่จะลอยอยู่ผิวน้ำเคลื่อนไปมาตามการไหลของน้ำ ยังไม่ต้องให้อาหาร เนื่องจากมีไข่แดงที่ติดหน้าท้องเป็นอาหารได้ระยะ 2-3 วัน อีก 2 วัน ปลาจะเริ่มว่ายน้ำได้ ก็จะให้ไข่แดงที่ต้มสุกแล้ว ใส่ผ้าขาวบางบีบให้เล็กที่สุดลงในบ่อให้ลูกปลากิน เช้า-เย็น แต่วิธีนี้ต้องหมั่นสังเกตให้ดี อย่าให้ไข่แดงเหลือค้าง เพราะจะทำให้น้ำเสีย สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้ไรแดง เพราะถึงให้มากน้ำจะไม่เสีย เพราะไรแดงก็จะอยู่ในบ่อเพื่อเป็นอาหารปลาต่อไปได้

จากเมืองสู่ชนบท

เมื่อเลี้ยงลูกปลาจนอายุได้ 1 เดือน ก็จะเตรียมย้ายลูกปลาทั้งหมดไปลงบ่อดิน ของคุณอดุลย์ใช้บ่อดินที่เลี้ยงขนาดกว้างยาว 10 คูณ 20 เมตร แต่ก่อนจะนำมาปล่อย ต้องเตรียมบ่อโดยการดูดน้ำทิ้ง หว่านปูนขาว ตากบ่อไว้ประมาณ 10 วัน จึงเติมน้ำ ใส่ให้สูงประมาณ 1 เมตร กลับมาคัดลูกปลาอายุ 1 เดือน โดยจะต้องคัดลูกปลาที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เช่น หางเป็นสามเหลี่ยม หางเป็นแง่งปลาทู หางขาด ออกไป ใน 1 บ่อ จะใส่ลูกปลาได้ ประมาณ 2,000 ตัว อาหารในระยะนี้จะเปลี่ยนจากไข่แดงและไรแดงเป็นอาหารลูกกบระยะแรก จะให้อาหารวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ประมาณ 1 กระป๋องนม แต่ให้สังเกตไปเรื่อยๆ ว่า มีอาหารตกค้างหรือไม่ เพราะอาหารกบเป็นอาหารลอยน้ำ ซึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง จึงจะจม ไม่ควรให้มีอาหารตกค้าง เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย เพราะฉะนั้นปลาควรจะกินอาหารกบที่หว่านไปแต่ละครั้งให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง ถ้าเหลือหลังจากนี้แสดงว่าอาหารมากเกินไป ในการเลี้ยงเมื่อปลาโตขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่ให้ต้องเพิ่มขึ้นเช่นกัน การให้อาหารมากน้อยขนาดไหนเป็นเรื่องที่ผู้เลี้ยงต้องหมั่นสังเกต และในบ่อดินนี้ไม่ควรมีสาหร่ายหรือไม้น้ำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะปลาชนิดนี้ไม่ชอบ

จากชนบท

เหินฟ้าสู่ทั่วโลก

ปลาทองหัวสิงห์นี้จะถูกเลี้ยงต่ออีก 3 เดือน ในบ่อดิน เมื่อนับรวมบ่อปูนซีเมนต์ 1 เดือน ก็จะใช้เวลา 4 เดือน จึงสามารถจับมาขายได้ ปลาทองหัวสิงห์ในรุ่นบ่อเดียวกันนี้ จะถูกลากขึ้นมาทั้งหมดด้วยอวนตาถี่อย่างทะนุถนอมในช่วงเช้ามืด ไม่เกิน 9 โมงเช้า แล้วจึงถูกลำเลียงโดยใส่ถุงพลาสติกใสมาคัดที่บ้าน คุณอดุลย์ บอกว่า ลูกปลาที่ปล่อยไปบ่อละ 2,000 ตัว จะเหลือไม่เกิน 1,700 ตัว แล้วจึงนำมาคัดปลาที่มีลักษณะสวยงาม จาก 1,700 ตัว ก็จะได้ปลาสวยงาม ประมาณ 800 ตัว โดยเกือบทั้งหมดจะมีบริษัทมารับซื้อกันหลายบริษัททุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 600-800 ตัว โดยบริษัทเกือบทั้งหมดจะส่งปลาทองหัวสิงห์ไปที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเอเย่นต์ที่จะจำหน่ายปลาทองหัวสิงห์ของไทยไปทั่วโลก ส่วนราคาในแต่ละรุ่นจะมีการตกลงราคากันตอนที่คัดเสร็จ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับความสวยสมบูรณ์ของแต่ละรุ่นของปลา ส่วนที่เหลือก็จะขายเป็นปลาเกรดบีให้แก่ตลาดภายในประเทศ

การเลี้ยงปลาเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแล การสังเกตพฤติกรรมของปลาเป็นสิ่งที่ควรมีในนิสัยของนักเพาะพันธุ์ ซึ่งกว่าจะได้รายละเอียดที่แท้จริง ก็ต้องผ่านวันเวลามามากพอสมควร เรื่องการทำผลผลิตทางการเกษตรเราก็ไม่เป็นรองใคร แต่เรื่องการตลาดเป็นเรื่องตลกที่สิงคโปร์เพาะปลาไม่ได้สักตัว แต่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ได้

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ความคิดที่จะปลูกผักกินเองหลังบ้านจริงแล้วอยู่ในสมองของหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่เติบโตจากสังคมชนบทแล้วมาศึกษาและประกอบอาชีพในเมือง บางคนเมื่อเกษียณตัวเองแล้วกลับบ้านนอกจึงมีโอกาสทำ แต่บางคนที่ลงหลักปักฐานในเมืองแล้วยากที่จะกลับไปอีกโอกาสจะปลูกผักในเมืองกินเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เวลาของคนหลังเกษียณมีมาก แต่กำลังความคิดอาจถดถอยเหนื่อยล้า ส่วนสถานที่ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเพราะมีรูปแบบต่างๆมากมายตามที่เคยนำเสนอ

มีโอกาสได้ไปภูเก็ตที่ผ่านมา เห็นภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปทุกๆครั้งที่มาเยือน คนท้องถิ่นจริงๆมีไม่มากเท่าไหร่นอกนั้นจะเป็นคนจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้เองหลั่งไหลกันมาประกอบอาชีพที่ภูเก็ต รวมถึงชาวต่างชาติประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้มีมากมายจริงๆ จนต้องมีป้ายเป็นภาษานั้นๆตามจุดต่างๆ ที่เห็นตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะชาวพม่า ผมพูดกับเพื่อนชาวภูเก็ตว่า ชาวพม่าที่อยู่ในภูเก็ตวันนี้มีมากกว่าพม่าที่ยกมาตีเมืองถลาง คราวสงคราม 9 ทัพเสียอีก เพราะภูเก็ตมีการจ้างงานมากและค่าครองชีพก็สูงกว่าที่อื่น กับข้าวใส่ถุงขายสนนราคาถุงละ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ในกรุงเทพฯเองกับข้าวถุงราคาถุงละ 20 บาท ยังพอหาได้บ้าง ถ้ารู้จักเสาะหา

เพื่อนฝูงพอทราบข่าวว่ามาเยือนก็ช่วยแนะนำและช่วยพาไปทำข่าวกันถึงที่ จึงทำให้มีโอกาสนำเรื่องราวมาเสนอ ลุงป่วนกับป้าจรรยา ชื่นบาน อยู่ที่หมู่บ้านอิรวดี ซอยนานาชาติ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (083) 107-4289 ปลูกผักบนเนื้อที่เกือบ 100 ตารางวาข้างบ้าน ลุงป่วนเดิมเป็นช่างของแผนกถลุงแร่ของบริษัททำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในภูเก็ต ทำงานเกี่ยวกับเหมืองแร่จนเกษียณมาเมื่อปี 2543 หลังจากนั้นได้เปิดร้านอาหารเมื่ออายุมากขึ้นก็เลิกรา แต่ด้วยความเป็นคนขยันไม่อยู่ว่างจึงคิดที่จะปลูกผักกินเองดูเผินๆก็เป็นแค่พื้นที่ปลูกผักกินเองธรรมดา แต่พอเข้าไปสัมผัสจริงๆ ผมได้ไอเดีย 3 อย่างจากลุงป่วนซึ่งผมจะเอามาปรับใช้ที่สวนผักข้างบ้านของผมบ้าง

ค้างมีชีวิต

ลุงป่วนปลูกต้นมะรุมลงไปตรงตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็รดน้ำใส่ปุ๋ยจนต้นมะรุมเจริญเติบโตเต็มที่โดยจะมีลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว ก็จะตัดยอดด้านบนออกให้มีความสูงเหนือดินประมาณ 150-160 เซนติเมตร หรือแล้วแต่ความต้องการ นำไม้ไผ่มาพาดโดยใช้เชือกรัดเพื่อไม่เป็นการรังแกต้นไม้เกินไปก็ควรขยายเชือกปีละครั้งเพราะขนาดของต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระยะที่ปลูกของลุงป่วนยาว 3 เมตร โดยใช้ไม้ไผ่ 2 ลำ ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร เมื่อปลูกฟักแฝงหรือต้นไม้เลื้อยอื่นๆ ก็จะใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกปักให้เลื้อยขึ้นมาอีกที ส่วนยอดของต้นมะรุมที่แตกยอดอ่อนออกมาเรื่อยๆ ก็ถูกเด็ดออกไปตลอดเวลา กลายเป็นพืชผักเด็ดยอดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำไปกินหรือจำหน่ายได้อีก ไม่เหมือนเสาปูนหรือเสาไม้ที่นำมาทำค้างนอกจากเสียพื้นที่แล้วยังต้องเสียเงินซื้ออีก บางครั้งใช้ประโยชน์ไปนานๆก็จะต้องซ่อมแซมอีกต่างหาก ส่วนค้างมีชีวิตนอกจากไม่เสียเงินซื้อแล้วยังเพิ่มรายได้อีก

นวัตกรรมชาวบ้าน

เนื่องจากค้างมีชีวิตแล้วผมยังมีโอกาสเห็นสิ่งประดิษฐ์ของลุงป่วนอีกชิ้นหนึ่งคือซาแรนเคลื่อนที่ ลุงป่วนบอกว่า “ลุงอายุมากแล้วและทำงานคนเดียว ไม่สามารถใช้เครื่องมืออะไรได้ นอกจากเครื่องมือที่ต้องใช้มือช่วยเท่านั้น ภาคใต้เมื่อถึงคราวมีแดดก็ค่อนข้างแรงมาก บางครั้งผักที่ย้ายกล้ามาปลูกก็เหี่ยวเฉาเมื่อเจอแดด ถ้าจะเอาเสามาฝังเพื่อกางซาแรนก็จะเกะกะพื้นที่ในการทำงาน จึงคิดทำเครื่องกำบังแดดที่มีน้ำหนักเบาที่สามารถทำได้คนเดียว ด้วยการเอาท่อพลาสติกที่เป็นท่อประปามาต่อเป็นรูปตัวยูให้สูงประมาณ 1.5 เซนติเมตรส่วนความกว้างเท่ากับแปลงผัก ทำตามจำนวนที่เราต้องการ แต่ท่อประปาไม่สามารถปักลงไปในดินได้ จึงต้องใช้เหล็ก 4 หุนยาวประมาณ 80 เซนติเมตรปักเป็นขาแทน โดยกดลงไปในดินประมาณครึ่งหนึ่งแล้วจึงสวมท่อประปาที่ทำไว้ลงไปจะเห็นว่าท่อประปาที่เป็นเสาตัวยูจะสามารถคงตัวอยู่ได้อย่างแข็งแรงพอสมควร”

ส่วนซาแรนที่ใช้ก็จะเย็บติดกับโครงไม้ไผ่ที่มีน้ำหนักเบาสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย มาวางบนขาที่เป็นท่อประปาได้พอเหมาะ วิธีนี้จะมีข้อจำกัดกับบริเวณที่มีลมแรงแต่สำหรับที่ของลุงป่วนไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เนื่องจากบริเวณรอบข้างมีบ้านบังลมไว้ทั้งสองด้าน การพรางแสงแบบนี้ลุงป่วนบอกเราว่าใช้ 2 กรณี คือการย้ายเบี้ยมาปลูกใหม่ซึ่งจะพรางแสงแค่ 3-5 วันเท่านั้น ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ใช้พรางแสงในฤดูแล้งที่แสงแดดจ้ามากโดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงแม้จะเป็นผักที่โตแล้วก็ตามทำให้ผักเหี่ยวเฉาได้ง่ายและอีกอย่างหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำไปในตัวด้วยเพราะหน้าแล้งภูเก็ตมักจะมีปัญหาเรื่องน้ำเสมอ ซาแรนเคลื่อนที่นี้เมื่อเอาออกไปพื้นที่ก็จะโล่งไม่มีอะไรมาเกะกะ ซาแรนเคลื่อนที่ที่ทำไว้จะมี 2 ระดับความสูงคือขนาดความสูงประมาณ 1 ฟุตจะไว้ใช้สำหรับเบี้ยที่ย้ายมา ส่วนความสูง 150 เซนติเมตรใช้สำหรับผักที่โตแล้วแต่ต้องการพรางแสงเพราะร้อนเกินไป โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่ผ่านมาซึ่งร้อนมากผิดปกติหนำซ้ำยังแล้งมากอีกด้วย ในจังหวัดภูเก็ตในช่วงหน้าร้อนทุกปีจะขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านมักจะซื้อน้ำจากรถน้ำเอกชนซึ่งมีการขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงแล้ง

ร่มสุริยันกรรแสง

สำหรับคนเมืองที่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศหรือในที่ร่ม การทำงานกลางแดดซึ่งต้องใช้เวลานานเพราะความไม่ถนัดและเรี่ยวแรงไม่เหมือนกับคนทำงานภาคเกษตรตั้งแต่เด็กๆ ปัญหาเรื่องแดดสำคัญมากเพราะสู้ความร้อนไม่ไหวผมเคยใช้ร่มแม่ค้าขนาดใหญ่บังเวลาทำงานกลางแจ้ง ตอนแรกๆก็ดี พอตอนขยับไปเรื่อยๆก็จะเป็นต้องขยับร่มตามก็มีปัญหาเพราะมันวุ่นวายพอสมควร บางครั้งมีปัญหาเรื่องลมจนต้องเปลี่ยนเอาร่มกันฝนธรรมดานี่แหละมามัดติดตัวไว้ พอก้มๆเงยๆดันหลุดขึ้นมาอีกวุ่นวายไม่ได้งาน มัวแต่สาละวนกับร่มกันแดด

ลุงป่วนเอาท่อพีวีซีขนาด 6 หุนมาต่อเป็นที่สวมบ่าทั้งสองข้าง ส่วนข้องอที่รับกับไหล่ใช้ข้องอของพลาสติกที่ใช้ร้อยท่อสายไฟฟ้าเนื่องจากโค้งเข้ารับกับไหล่มากกว่า ส่วนด้านหลังต่อไว้สำหรับเสียบก้านร่ม และจะมีเข็มขัดร้อยมารัดไว้ด้านหน้าเพื่อให้เกิดความสมดุลไม่หลุดง่าย (ดูตามภาพจะเข้าใจง่ายกว่า)เราก็จะได้ร่มสุริยันกรรแสงมา 1 คัน เพราะไม่ว่าจะก้มจะเงยอย่างไรแสงแดดก็ไม่โดนเรา ทีนี้จะทำงานกลางแดดก็ทำไปไม่ต้องทนร้อนอีก

เรื่องการขายผัก ป้าเตี๊ยนหรือป้าจรรยาบอกว่า ไม่ได้ขายทุกวันถ้าผักโตมีเพียงพอที่จะตัดกำได้ก็จะตัดผักขายโดยมัดเป็นกำๆใส่เข่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คู่ใจขี่ขายอยู่ในบริเวณใกล้บ้านตอนบ่ายแก่ๆแดดร่มลมตก พักเดียวไม่ทันมืดผัก 1 เข่งก็ขายหมด เพราะกำขายกำละ 10 บาทราคานี้ส่งถึงหน้าบ้าน ถูกกว่าในตลาดสดและห้างสรรพสินค้ามาก การขายของป้าเตี๊ยนเน้นการแบ่งกันกินมากกว่า เพราะผักมีจำนวนมากกว่าที่จะกินหมด ไม่ได้หวังรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มีความสุขที่ได้แบ่งผักปลอดภัยที่ไม่ได้ฉีดยาเคมีให้กับเพื่อนบ้าน เสียดายที่ไปสัมภาษณ์วันนั้นไม่มีผักพอที่จะตัดขาย เพราะเพิ่งรื้อแปลงปลูกใหม่เลยทำให้ไม่มีภาพมาฝากผู้อ่าน

ด้วยวัย 76 ปีของลุงป่วนชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ อยู่กับคู่ชีวิตที่ร่วมทางกันมาอย่างยาวนาน ทำให้อดนึกถึงอนาคตของประเทศไทยที่อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี เกินกว่าร้อยละ 10-20 ของพลเมืองทั้งประเทศถ้าเรามีผู้สูงวัยหรือทางการให้เรียกว่า ชช. หรือผู้เชี่ยวชาญชีวิตที่มีคุณภาพตามวิถีที่ควรจะเป็นได้ของแต่ละคน ชีวิตของผู้สูงวัยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะฉุดดึงประเทศชาติให้อยู่กับที่ แต่จะช่วยเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศมากกว่า

สะละอินโดฯ ปลูกแซมในสวนยาง

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

สะละอินโดฯ ปลูกแซมในสวนยาง

สะละอินโดฯ เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย เกษตรกรไทยได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว โดยเริ่มในจังหวัดทางภาคใต้ก่อน เนื่องจากมีอากาศชื้นและฝนชุกคล้ายภูมิประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกไปหลายจังหวัด เช่น จังหวัดในภาคตะวันออก และจังหวัดภาคกลางบางจังหวัด

มีโอกาสได้ชิมรสชาติสะละอินโดฯ ครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจในความล่อนของเนื้อและความกรอบ ในสมัยนั้นสะละพันธุ์ดีๆ ของไทย เช่น สุมาลี เนินวง ยังไม่มีแพร่หลาย มีแต่ระกำหวาน ซึ่งคุณภาพยังเทียบกับสะละในปัจจุบันไม่ได้ แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสะละบ้านเราก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากสะละอินโดฯ มีราคาแพงกว่าสะละบ้านเรา

เกษตรกรชาวสวนยางในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา คุณดอเลาะ สะตือบา อยู่ที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลบาโร๊ะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ แซมในสวนยาง ซึ่งมีพื้นที่ 3 ไร่ เป็นจำนวน 400 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 4 ไร่ ได้ขุดบ่อปลา เลี้ยงไก่ และทำการเกษตรผสมผสานอย่างอื่น โดยการปลูกยางพาราจะใช้ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร และระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร ในช่วงว่างระหว่างต้น 8 เมตรนั้น คุณดอเลาะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ ลงไป 3 ต้น ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และสะละอินโดฯ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงา

เริ่มต้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2549 คุณดอเลาะ ได้มีโอกาสชิมสะละอินโดฯ ก็ถูกใจในความกรอบล่อน จึงนำเมล็ดพันธุ์จากประเทศอินโดนีเซียมาปลูกเพียง 20 ต้น เพียง 3 ปี ก็ได้ผลผลิต สามารถจำหน่ายในสวนขณะนั้นได้กิโลกรัมละ 50 บาท ลูกค้าที่ได้ชิมก็ติดใจ จำนวนผลผลิตที่ได้ไม่พอขาย จึงเกิดความคิดจะปลูกสะละอินโดฯ เพื่อจำหน่าย แต่ติดขัดที่พื้นที่ ต่อมาคิดได้ว่าช่วงว่างระหว่างต้นยางยังมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงได้ปลูกสะละอินโดฯ ในระหว่างร่องยาง ร่องละ 3 ต้น

คัดเมล็ดที่ดีทำพันธุ์

การปลูกโดยใช้เมล็ดจะต้องเลือกใช้เมล็ดที่มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์เต็มที่ จากต้นที่มีผลดกและรสชาติดี นำมาผึ่งลมให้แห้ง ประมาณ 7 วัน อย่าตากแดด เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกลดลง นำเมล็ดมาเพาะในถุงดำที่ใส่ดินผสมกับขี้วัวแห้ง ใส่เมล็ดลงไปให้เมล็ดพอจม แล้วนำดินผสมโรยปิดหน้าด้านบนอีกเล็กน้อย วางไว้ในที่ร่มรำไร หรือใต้ร่มไม้ รดน้ำเช้า-เย็น ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เมล็ดก็จะเริ่มงอก รดน้ำเหลือแค่วันละครั้ง จนกระทั่งครบ 5 เดือน เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ก็จะเปลี่ยนถุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ดูแลต่อไปอีกประมาณ 2-3 เดือน ต้นสะละอินโดฯ ก็โตพร้อมที่จะจำหน่าย ปัจจุบัน คุณดอเลาะ จำหน่ายหน้าสวน ในราคาต้นละ 30 บาท การปลูกสะละอินโดฯ จะขุดหลุมลึกและกว้าง 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยขี้วัวหรือปุ๋ยมูลสัตว์และใบไม้แห้ง ฤดูปลูกที่เหมาะสมคือช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และควรเป็นที่ร่มรำไร ต้นจะเจริญเติบโตได้ดี

ในสวนคุณดอเลาะ ให้น้ำต้นสะละอินโดฯ ด้วยระบบสปริงเกลอร์ วันละครั้งหรือ 2 วันครั้ง แล้วแต่สภาพดินฟ้าอากาศ แต่ก็ไม่เคยเจอโรคโคนเน่า เพราะบริเวณโคนจะต้องดูแลให้โล่งเตียน ไม่ให้รก ซึ่งจะเป็นแหล่งอาศัยของแมลงต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช การตัดแต่งใบของต้นสะละอินโดฯ ก็จำเป็นเพียงเพื่อไม่ให้รกคลุมดินมากเกินไปเท่านั้น ไม่ควรตัดแต่งจนโคนโล่งเกินไป

การให้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ

ในสวนจะเน้นการใช้ปุ๋ยคอก โดยใช้ในอัตรา 5-10 กิโลกรัม ต่อปี ต่อต้น ส่วนปุ๋ยเคมีจะใช้น้อยมาก โดยจะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 60-0-0 ในอัตรา 250 กรัม ต่อต้น เมื่อสะละเริ่มติดผลอ่อน และหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือน ก็จะใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 250 กรัม ต่อต้น และปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ สูตรของคุณดอเลาะใช้น้ำหมักชีวภาพ 20 ลิตร นม ยูเอชที 10 กล่อง หมักไว้ในที่ร่ม ประมาณ 20 วัน อัตราการใช้คือ น้ำหมัก 1 แก้ว ต่อน้ำ 1 ฝักบัว หรือประมาณ 20 ลิตร ใช้สำหรับรด 1 ต้น จะรดเฉพาะในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเก็บผล 3 ครั้ง โดยรดห่างกัน 10 วัน จะทำให้สะละอินโดฯ มีรสชาติดีขึ้น

ต้องช่วยผสมเกสร

ดอกของต้นสะละอินโดฯ จะเริ่มบานจำนวนมากตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคม ในช่วงเวลาเช้าไม่เกิน 9 โมงเช้า คุณดอเลาะ จะเอาเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย โดยเด็ดเกสรตัวผู้จากต้นตัวผู้มาเคาะใส่ดอกตัวเมีย สังเกตได้ว่าเกสรดอกตัวเมียจะใหญ่กว่าเท่าหนึ่งของเกสรดอกตัวผู้ โดยใช้จำนวนดอกต่อดอกจึงจะทำให้ติดผลได้ดี ตรงนี้มีเทคนิคของคุณดอเลาะ ซึ่งบอกว่า ?จะต้องดูลมด้วย ถ้าลมแรง เกสรตัวผู้ที่ผสมจะโดนลมพัดปลิวทำให้ผลติดน้อย เมื่อผสมเกสรแล้วควรเอาใบที่ตัดทิ้ง หรือใบกล้วยมาปิดทับไว้ 2-3 วัน ค่อยเอาใบกล้วยออก จะทำให้ผลติดดี และเกสรตัวเมียจะบานเพียง 2 วัน จึงต้องเร่งผสมให้ทันเวลา?

ในช่วงที่สะละอินโดฯ ติดผล จำเป็นต้องหมั่นดูแลและตัดแต่งผลที่ไม่สมบูรณ์ออก เพื่อให้ผลอื่นในช่อมีความสมบูรณ์ หลังจากที่ผสมติดแล้ว ผลของสะละอินโดฯ จะใช้เวลา 5 เดือน จึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ คือประมาณช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี แต่ในสวนที่มีการจัดการอย่างดี จะจำหน่ายผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปถึงเดือนสิงหาคม อย่างสวนของคุณดอเลาะ ในช่วงเวลาที่ติดผล คุณดอเลาะ จะสังเกตเห็นว่าการที่ช่อผลของสะละอินโดฯ โดนน้ำจากการรดด้วยสปริงเกลอร์จะสมบูรณ์กว่าช่ออื่น ส่วนการเก็บผลผลิตจะสังเกตจากผิวที่เงามันและขนจะหลุดร่วงไป โดยไม่จำเป็นต้องชิม เนื่องจากมีประสบการณ์ในเรื่องนี้มานาน

ปัจจุบัน ต้นสะละอินโดฯ 400 ต้น ในสวนคุณดอเลาะ อายุได้ประมาณ 7 ปี มีผลผลิตสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ในปีที่ผ่านมาผลผลิตสะละอินโดฯ ทั้งปี ประมาณ 1,500 กิโลกรัม จำหน่ายหน้าสวน กิโลกรัมละ 80 บาท มีรายได้เฉพาะสะละอินโดฯ อย่างเดียวปีละ 120,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อคือ ปุ๋ยเคมี ปีละ 3 กระสอบ ส่วนปุ๋ยคอก ได้จากการเลี้ยงไก่ในสวน ไม่ต้องซื้อหา นอกจากการทำสะละอินโดฯ แล้ว คุณดอเลาะ ยังทำเกษตรผสมผสานอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ไว้มีโอกาสจะนำมาเสนอให้อ่านอีก

คุณไมตรี สุขเกษม หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ? การปลูกสะละอินโดฯ มีปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ

1. การตัดแต่งหน่อและใบสะละจะทำให้แตกหน่อออกรอบลำต้น ถ้าไม่ดูแล จะมีหน่อที่เจริญเติบโตออกเป็นลำต้นจำนวนมาก ใน 1 กอ ควรเลี้ยงต้นไว้ไม่เกิน 3 ต้น ส่วนการตัดแต่งใบ ให้ตัดทางใบออกตั้งแต่เริ่มแทงช่อดอก เพื่อไม่ให้มีใบมากเกินไป เป็นการลดการใช้อาหารและช่วยให้การติดผลรวมถึงทะลายมีพื้นที่มากขึ้น ไม่เบียดกัน ผลก็จะโตขึ้นและสะดวกในการปฏิบัติงาน

2. ต้องช่วยผสมเกสร เนื่องจากสะละอินโดฯ เป็นพืชที่มีดอกแยกเพศ คือเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่คนละต้นกัน การติดผลตามธรรมชาติต้องอาศัยแมลง การช่วยผสมเกสรจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย

3. การดูแลเอาใจใส่มีส่วนสำคัญ การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ ต้องศึกษาพฤติกรรมของสะละว่าช่วงเวลาไหนต้องการน้ำ ช่วงไหนต้องการปุ๋ย จะต้องให้ตรงกับความต้องการของพืช ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเรื่องการลดต้นทุน โดยการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์ การเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการให้ปุ๋ยตามช่วงระยะการเจริญเติบโตของผล การตัดแต่งผล จะทำให้ผลผลิตได้คุณภาพ เกรด เอ ตรงกับความต้องการของตลาดและขายได้ราคา

ส่วนเรื่องการตลาด สะละอินโดฯ นั้น มีปลูกใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดยะลามีพื้นที่ปลูก ประมาณ 2,300 ไร่ รสชาติและคุณภาพเป็นเครื่องการันตี ราคาขายหน้าสวนของสะละอินโดฯ กิโลกรัมละ 80 บาท จำนวนผลผลิตในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการ?

สนใจที่จะปลูกสะละอินโดฯ สามารถสั่งซื้อต้นพันธุ์ของคุณดอเลาะได้ ในราคา ต้นละ 30 บาท ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 096-9047 คุณดอเลาะ สะตือบา แนะนำการปลูกสะละอินโดฯ ทิ้งท้ายว่า ?สะละอินโดฯ ควรปลูกแซมใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ และจะต้องมีเวลาดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงติดผล ถ้าทำไม่ได้อย่าปลูกเด็ดขาด? นิ

เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

เห็ดแครง โดยปกติจะได้กินในหน้าฝน และมักจะขึ้นตามขอนไม้ยางผุๆ ที่ล้มในสวนยาง สมัยนั้นไม่มีโรงงานรับซื้อไม้ยางเป็นล่ำเป็นสันอย่างในปัจจุบัน ต้นยางที่ล้มลงชาวสวนมักจะปล่อยให้อยู่อย่างนั้น เพื่อไว้สำหรับให้เห็ดแครงเจริญเติบโตตามธรรมชาติ เมื่อไหร่เข้าในสวนเจอเห็ดแครงบาน ก็จะเก็บมาประกอบอาหาร เราจะได้กินแกงกะทิใส่เห็ดแครง กับหมกเห็ดแครง บ่อยครั้งในฤดูฝน

คุณค่าของเห็ดแครง

เห็ดแครง มีสารชื่อ Schizophyllan สามารถต่อต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรีย มีการทดลองทางการแพทย์รักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร พบว่า คนไข้ที่ได้รับสาร Schizophyllan ร่วมกับการใช้ยาอย่างอื่นมีชีวิตยืนยาวกว่าที่ใช้ยาอย่างเดียว และเมื่อใช้สาร Schizophyllan รักษาโรคมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการฉายรังสี พบว่า คนไข้มีอายุยืนกว่าการฉายรังสีปกติถึง 5 ปี ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่น มีการผลิตสาร Schizophyllan มาจำหน่าย มูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ในประเทศไทยชาวบ้านจังหวัดสงขลาเชื่อว่า เห็ดแครง สามารถแก้พิษหรือถอนพิษจากการบริโภคเห็ดพิษชนิดอื่นเข้าไป

จากรายงานการวิเคราะห์ พบว่า เห็ดแครง มีกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ คีสทิน (cystine) กลูตามีน (glutamine) และโพลีแซ็กคาร์ไรด์ (polysaccharide) ที่มีชื่อว่า Schizophyllan (B 1-33 – glucan) เป็นจำนวนมาก ในเห็ดแครง จำนวน 100 กรัม ให้พลัง 126.74 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก 3.96 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 181.98 มิลลิกรัม แคลเซียม 17.73 มิลลิกรัม ไขมัน 0.19 กรัม โปรตีน 6.77 กรัม คาร์โบไฮเดรต 27.74 กรัม เส้นใย 3.35 กรัม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน

คุณอติพล สุเฌอ จากฟาร์มเห็ดมัชรูมวิลล่า mushroomvilla บ้านในสระ ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ บอกให้ฟังว่า “สูตรที่ทำก้อนเห็ดของฟาร์ม เป็นของป้าเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกัน โดยสูตรที่เผยแพร่กัน ที่ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม และรำ 50 กิโลกรัม แต่ของเราจะใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม และข้าวฟ่างต้ม 50 กิโลกรัม ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า”

เมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน ก็จะนำไปบรรจุถุงพลาสติกสำหรับเพาะเห็ด ขนาด 6.5 คูณ 10 นิ้ว ประมาณ 3 ส่วน 4 ของถุง หรือมีน้ำหนักประมาณ 600 กรัม นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ จับเวลาเมื่ออุณหภูมิ 95-97 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง รอให้ก้อนเชื้อเย็นก่อนจึงนำเข้าไปหยอดเชื้อในห้องที่มิดชิด เพื่อไม่ให้มีเชื้ออื่นเข้ามาปนเปื้อนในก้อนเห็ด แล้วจึงนำมาจัดเรียงในโรงเรือนแสงค่อนข้างน้อย เพื่อไว้ให้เชื้อเดินกระจายเต็มก้อน จะใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน

เมื่อเชื้อเดินเต็มก้อนเห็ดแล้ว จะสังเกตเห็นราสีขาวกระจายทั่วไปทั้งก้อน ก็นำมาใส่ในโรงเรือน โรงเรือนของมัชรูมฟาร์ม มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่ง คุณตี๋ บอกว่า ใหญ่เกินไป ควรจะทำแค่ขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร ใส่เห็ดได้ 1,300-1,500 ก้อน จะสามารถจัดการได้ง่ายกว่า วิธีการนำก้อนเชื้อเห็ดแครงมาใส่ในโรงเรือนใช้ได้ 2 วิธี คือ แบบตั้งบนชั้นและแบบแขวน ข้อดีของแบบแขวนคือ จะได้ปริมาณก้อนเห็ดที่ใส่ในโรงเรือนมากกว่า สำหรับโรงเรือนของมัชรูมฟาร์มจะสามารถแขวนก้อนเชื้อเห็ดได้ถึง 4,000 ก้อน สำหรับแบบแขวนจะมี 2 วิธี คือ ใช้เชือกเส้นเดียวกับเชือก 4 เส้น

การเปิดดอก

การเปิดดอกก็เริ่มจากนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือน ซึ่งรดน้ำไว้ให้ชุ่มก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดึงจุกพลาสติกที่ปิดก้อนออก แล้วใช้ยางรัดปากถุงแทน แล้วจึงกรีดถุงพลาสติกด้วยมีดคมๆ เป็นรอยจากบนลงล่างตามช่องว่างของเชือก 4 เส้น ช่องละ 2 รอย จะได้เป็นจำนวน 8 รอย ในช่วงนี้ยังไม่ให้น้ำโดนดอก น้ำที่รดยังต้องรดที่พื้นให้ชุ่ม จนกระทั่งมีตุ่มเห็ดขึ้นมาตามรอยกรีด ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 วัน ก็จะเริ่มรดน้ำให้โดนถุงเห็ด จำนวนครั้งที่รดขึ้นอยู่กับสภาพโรงเรือนกับสภาพอากาศของแต่ละวัน โดยปกติจะรด วันละ 5 ครั้ง คือ เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ในฤดูหนาวดอกเห็ดไม่ค่อยบาน จึงควรทำโรงเรือนให้มิดชิด ไม่ให้ลมเข้าไปในโรงเรือน แต่สามารถช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง ผลผลิตยังคงน้อยกว่าปกติตามสภาพอากาศ เห็ดแครงจะออกดอกได้ดีในอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% ซึ่งเห็ดแครงสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน หลังจากกรีดก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ในช่วงแรกควรจะเก็บเห็ดแครงได้อย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1 ก้อนเห็ด ส่วนรอบ 2 จะใช้เวลา ประมาณ 6-7 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ในครั้งที่ 2 จะได้จำนวนไม่มากนัก บางฟาร์มจึงไม่เก็บเห็ดครั้งที่ 2 แต่จะทำความสะอาดโรงเรือนแล้วเข้าก้อนเห็ดชุดใหม่แทน เห็ดที่ได้จะต้องนำมาฉีกแบ่งให้มีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการใช้ประโยชน์ เนื่องจากเห็ดส่วนใหญ่จะติดกันเป็นก้อนใหญ่

การพักโรงเรือนเพาะเห็ด จะต้องนำก้อนเห็ดออกทั้งหมด และเก็บกวาดเศษต่างๆ ออกให้หมด ฉีดน้ำยาไฮเตอร์ผสมน้ำตามอัตราส่วนข้างขวดทั่วโรงเรือน รวมถึงหลังคาด้านในและปิดโรงเรือนไว้ทุกด้านอย่างเดิม เพื่อให้น้ำยาฆ่าเชื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่โรงเรือนและไม่ฟุ้งกระจายออกข้างนอก ทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะเปิดผ้าคลุมด้านข้างโรงเรือนออกให้โดนแดดนาน 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดอีกครั้ง จึงสามารถเพาะเห็ดได้ต่ออีก

ผลิตทั้งเห็ดสดและแห้ง

ปัจจุบัน กำลังการผลิตเห็ดแครงสดของมัชรูมฟาร์ม วันละประมาณ 200-300 กิโลกรัม ต่อวัน สัปดาห์ละ 6 วัน ด้วยจำนวนโรงเรือนเห็ดแครง 12 โรง และโรงเรือนเห็ดนางฟ้า 7 โรง นอกจากเห็ดแครงสดแล้ว ยังมีการทำเห็ดแห้งเพื่อให้ลูกค้าสามารถเก็บไว้ได้นาน เห็ดแห้งเมื่อต้องการใช้ก็นำมาแช่น้ำพักทิ้งไว้ก่อน เมื่อจะนำมาประกอบอาหารก็นำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้ง รสชาติที่ได้จะเหมือนกัน แต่สีของเห็ดจะคล้ำกว่าเห็ดสด

เนื่องจาก เห็ดแครง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันในภาคใต้ การซื้อขายจึงเน้นจังหวัดในภาคใต้เป็นหลัก เช่น ในจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ตรัง โดยจัดส่งทางรถตู้และรถทัวร์เป็นหลัก ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 140-150 บาท ส่วนเห็ดแครงแห้ง ผู้ซื้อมักจะเป็นร้านอาหารที่ใช้เห็ดในปริมาณมาก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นเพราะทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ เห็ดแครงแห้งสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องปกติได้นาน ราคาจำหน่ายเห็ดแครงแห้ง กิโลกรัมละ 1,000 บาท นอกจากจำหน่ายให้แม่ค้าในจังหวัดกระบี่และจังหวัดบริเวณใกล้เคียงแล้ว มัชรูมฟาร์ม ยังส่งขายปลีกโดยบรรจุเป็นแพ็กให้กับห้างแม็คโครหลายสาขาในภาคใต้ ในราคาขายปลีก ที่แม็คโคร กล่องละ 50 บาท

จำหน่ายเชื้อเห็ดก้อน

นอกจากเห็ดสดและแห้งที่จำหน่ายแล้ว มัชรูมฟาร์ม ยังจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดแครงและก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยนำไปเปิดดอก ซึ่งราคาก้อนเชื้อเห็ดแครง อยู่ในราคาก้อนละ 8.50 บาท ถ้าซื้อเกิน 500 ก้อน จะคิดในราคา ก้อนละ 8 บาท ส่วนก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ขายก้อนละ 7 บาท ปริมาณการผลิตเพื่อขายเห็ดก้อนกับการขายเห็ดสด เมื่อก่อนใช้จำนวนก้อนเห็ดเท่าๆ กัน แต่ปัจจุบันแนวโน้มการจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเพื่อไปเปิดดอกเองเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคายางตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาอาชีพเสริม การเพาะเห็ดแครงขายก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนใหญ่เกษตรกรที่เพาะเห็ดแครงขายจะเป็นรายเล็กๆ ที่จำหน่ายเห็ดสดในตลาดนัดใกล้บ้าน เพื่อเป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นคนละตลาดกับตลาดเห็ดสดของมัชรูมฟาร์ม

จากในอดีตที่มีเห็ดแครงกินกันเฉพาะในฤดู ปัจจุบัน เราสามารถหากินเห็ดแครงได้ทุกฤดู โดยไม่มีขีดจำกัดเรื่องเวลา เนื่องจากเป็นภูมิความรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผลผลิตทางด้านการเกษตร สามารถตอบสนองความต้องการอย่างไม่จำกัด ภูมิความรู้เหล่านี้เมื่อนำมาปรับใช้และต่อยอดก็สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

สนใจความรู้หรือต้องการเห็ดแครงสด-แห้ง หรือก้อนเชื้อเห็ด สามารถติดต่อได้ที่ คุณตี๋ ที่ มัชรูมฟาร์ม ตำบลพระทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ (087) 978-2454

ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

การปลูกผักในเมือง ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากแล้ว จากกระแสรักสุขภาพกำลังมาแรง โรคภัยที่เบียดเบียนเราอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่กินเข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่มีสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรกระหน่ำใส่อย่างไม่ยั้งมือ เพื่อรักษาไม่ยอมให้ผักถูกทำลาย แต่ยินยอมให้ผู้บริโภคผักถูกทำลายอย่างช้าๆ ด้วยสารเคมี ถามว่าเกษตรกรกินผักที่ปลูกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่กิน

ผักที่เราปลูกเองเป็นคำตอบที่เด่นชัดที่สุด ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากเราเป็นผู้ปลูกเองกับมือ คนที่มีอายุเลย 35 ปี ขึ้นไป ต้องเริ่มต้นที่จะหัดกินผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น จากข้อมูลของ กองทุนมะเร็งแห่งโรค (World Cancer Research Fund) และสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Research institute) บอกว่า การกินผักและผลไม้เป็นประจำสามารถป้องกันมะเร็งได้ 20% และการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ สามารถป้องกันได้มากเป็น 40% ฟังหูไว้หูนะครับ เราโดนฝรั่งหลอกมาหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่เรื่องน้ำมันปาล์มที่หลอกให้เรากินกันทั้งประเทศ

ความเชื่อที่มีคือ ผักมีเยื่อใยทำให้เมื่อกินลงไปแล้วผ่านลำไส้จะช่วยครูดไขมันที่เกาะติดอยู่กับผนังลำไส้ให้ออกมาพร้อมกับการขับถ่าย เลยทำให้ต้องหันมากินผักให้มากกว่าเนื้อสัตว์ แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะผักที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะกินเป็นหลัก ดันใส่พิษภัยของสารเคมีไว้เพียบ คำตอบสุดท้ายคือ ปลูกกินเองตามจุดมุ่งหมายของคอลัมน์นี้

จุดเริ่มต้นของสวนผัก

สวนผักเขตบางเขนเกิดขึ้นจากความเป็นนักวิศวกรช่างคิดของท่านผู้อำนวยการเขตคนเก่า คุณกฤษณ์ เกียรติพนชาติ ปัจจุบัน เป็นรองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา กทม. ที่เห็นพื้นที่ว่างหลังที่ทำการเขตไม่ได้ทำประโยชน์อะไร จึงมีความคิดว่าควรจะทำเป็นสวน ปลูกผักเพื่อให้คนเมืองได้เห็นว่าในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกผักได้ จากป่าละเมาะที่รกร้างมีเศษสิ่งของถูกทิ้งสะสมเหมือนกองขยะ จึงถูกทำให้กลายเป็นสวนผักในเมืองที่มีคุณค่า

คุณเจี๊ยบ หรือ คุณจันทรัศม์ จันทรศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ของเขตบางเขน เล่าให้ฟังว่า “จากความริเริ่มของ ท่าน ผอ. กฤษณ์ จัดทำสวนขึ้นมาโดยไม่ได้รบกวนงบประมาณ กทม. เลย ประมาณปลายปี 2556 เดิมสวนนี้มีสระน้ำด้วย พื้นดินก็ไม่สม่ำเสมอ ได้รับความร่วมมือจากผู้รับเหมาทำถนนที่จำเป็นจะต้องนำดินไปทิ้ง เอาดินเข้ามาทิ้งที่สวนนี้ ใช้รถไถของฝ่ายโยธาฯ ปรับดินให้เสมอ รับแผ่นปูนสำหรับรองตู้โทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้ขององค์การโทรศัพท์ฯ มาทำเป็นแผ่นปูทางเดิน และได้รับแท่งปูนจากสำนักการจราจร ของ กทม. เอง มาทำเป็นที่กั้นแปลงผัก ส่วนฝ่ายรักษาความสะอาดฯ อำนวยความสะดวกเรื่องรถรา ใช้เวลาปรับปรุงเป็นเวลาเกือบปี” ถึงบรรทัดนี้ ขอยกนิ้วให้สำหรับการเป็นนักสิ่งแวดล้อมของ ท่าน ผอ. กฤษณ์

บนพื้นที่ประมาณ 950 ตารางเมตร ถูกแบ่งเป็นสวนสาธารณะ 400 ตารางเมตร สวนผักมีเนื้อที่ใช้สอยสำหรับปลูกอยู่ 550 ตารางเมตร ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ของฝ่ายโยธาและฝ่ายรักษาความสะอาด มาช่วยกันทำแปลงผักและทางเดิน ส่วนฝ่ายพัฒนาชุมชนฯ ทำหน้าที่ปลูกผักและดูแล คุณเจี๊ยบได้เริ่มเข้าปรับปรุงดินในแปลงปลายปี 2557 เนื่องจากดินที่ถมไม่มีอินทรียวัตถุที่เหมาะสมกับการปลูกพืชผัก โดยการนำปุ๋ยใบไม้หมักจากสำนักสิ่งแวดล้อม ของ กทม. มาใส่ในแปลงเป็นหลัก และมีมูลวัวมาใส่อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ปลูกปอเทืองเพื่อทำปุ๋ยหมักสำหรับใช้ในแปลง

แปลงปลูกผักของเขตมีพื้นที่กว้าง 1.7 เมตร ยาว 6 เมตร สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร มีขนาดเหมาะสมกับการจัดการที่สะดวก แปลงผักทั้งหมดของเขตมีทั้งหมด 18 แปลง พืชที่ปลูกจะเป็นผักที่นิยมกินของคนในเมือง เช่น คะน้า กวางตุ้ง คะน้าฮ่องเต้ ผักบุ้งจีน ผักสลัด มะเขือ ผักชีฝรั่ง โหระพา พริกขี้หนูสวน พริกยำ ที่ปลูกได้ทุกฤดู ส่วนผักเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ขึ้นฉ่าย ปวยเล้ง มะเขือเทศ ผักกาดขาว หัวไชเท้า โดยจะหมุนเวียนปลูกไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำแปลงกัน ส่วนพืชผักที่ไม่ได้ปลูกในแปลงก็มี ชะอม ข้าวโพดหวาน บวบ ฟัก บางชนิดปลูกเป็นรั้ว บางชนิดก็ทำเป็นหลังคาให้เลื้อย

ทุกๆ ครั้งที่รื้อแปลงปลูกใหม่ จะต้องนำเศษผักทั้งหมดออกจากแปลงให้หมด เศษผักนั้นจะถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อนำกลับมาใส่แปลงอีกที หลังจากนั้น ก็จะสับดินด้วยจอบทั้งแปลง และใส่มูลวัว 2 กระสอบ ทุกครั้งที่มีการปลูกผักใหม่ เพื่อให้ดินมีธาตุอาหารที่พอเพียงต่อพืช ตากดินไว้ประมาณ 4-5 วัน รดน้ำที่ผสม อีเอ็ม ที่หมักจาก พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนปลูก

การปลูกจะต้องเตรียมกล้าผัก โดยใช้ตะกร้าพลาสติก ปูด้วยกระสอบมูลวัวที่ซื้อมา ใส่ดินที่ผสมไว้สูงประมาณ 2 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม ก่อนหว่านเมล็ด ส่วนเมล็ดผักใช้แช่น้ำอุ่น 6 ชั่วโมง นำมาใส่ผ้าขาวบาง ทิ้งไว้อีก 6 ชั่วโมง จึงนำมาปลูกในตะกร้า ใช้เวลาประมาณ 12 วัน ก็จะนำมาปลูกในแปลง วิธีการปลูกจะใช้นิ้วช้อนลงไปในดิน เพื่อประคองต้นขึ้นมาไม่ให้ต้นหักและรากขาด ใช้ไม้หรือนิ้วจิ้มลงไปในแปลง นำต้นปลูกลงไป กดให้แน่นพอดี และจะต้องขึงซาแรนเพื่อกันแดดให้ก่อน เนื่องจากแดดค่อนข้างแรง ประมาณ 7 วัน ก็จะนำซาแรนออก ส่วนการรดน้ำจะใช้วิธีฉีดด้วยสายยาง ปุ๋ยเคมีที่ใช้คือ ยูเรีย โดยการใส่บัวรดน้ำ ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ปุ๋ยยูเรีย 2 ครั้ง ตลอดอายุการเก็บเกี่ยว

สำหรับโรคและแมลง จะใช้น้ำหมักสะเดากับยาฉุน กากชาใช้ป้องกันหอยเจดีย์เล็ก สารป้องกันโรคพืชนี้ใช้ชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฉีดพ่นตอนช่วงเย็น บางครั้งโรคพืชที่ไม่สามารถรักษาได้ทันก็จะตัดต้นพืชนั้นทิ้งทั้งแปลงเพื่อตัดวงจรของโรคทิ้ง

ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ในเขตบางเขน โรงพยาบาลแม่และเด็ก สถาบันโรคผิวหนัง สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 โรงเรียนประชาภิบาล และชุมชนรอบๆ ข้างเขต ในราคาที่ทำเป็นถุง น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม จำหน่ายถุงละ 20 บาท ทุกชนิด ผลผลิตของเขตมีจำหน่ายไม่เพียงพอแก่ความต้องการ เนื่องจากผู้ซื้อทราบว่า การผลิตผักของสวนผักฯ ไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ทำให้ผักที่ได้มีความปลอดภัย และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค ผักที่ยอดนิยมที่สุดของสวนคือ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง และผักบุ้ง เพราะผู้ที่ได้บริโภคจะทราบว่า รสชาติของผักจะแตกต่างกับผักที่ซื้อจากตลาด

ปัจจุบัน ท่านผู้อำนวยการเขตคนใหม่ ท่านวิสุทธิ์ ธรรมวิริยวงศ์ และ คุณวันดี สิงห์เพ็ชร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคมของเขตบางเขนให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยผู้อำนวยการเขตได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เราจะเปิดตัวสวนผัก ในงานชมสวนครัวบางเขน อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 มกราคม 2559 (ที่ผ่านมา) เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการในเขตบางเขนได้เห็นว่า การปลูกผักในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เราจึงทำแปลงผักให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนเมืองที่ต้องการเริ่มปลูกผัก สวนบางเขนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอบสนองนโยบายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ปัจจุบัน หน่วยงานราชการต่างๆ ตั้งใจที่จะทำต้นแบบการปลูกสวนผักคนเมืองในพื้นที่จำกัด บริเวณหน่วยงานของตัวเอง เพื่อกิจกรรมสันทนาการของเจ้าหน้าที่เองบ้าง หรือบางหน่วยงานทำเพื่อเป็นตัวอย่างให้ประชาชนที่พบเห็นนำไปทำเป็นกิจกรรมการปลูกผักที่บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่จำกัดไม่เป็นอุปสรรคในการปลูกผัก เพราะเราสามารถดัดแปลงภาชนะต่างๆ มาปลูกผัก แทนที่จะต้องปลูกในดินอย่างเดียว และผักก็มีความต้องการแดดแตกต่างกัน สถานที่ร่มรำไรก็สามารถปลูกผักชนิดที่ชอบแสงแดดน้อยได้

สนใจเรื่องการปลูกผักในเมือง สามารถติดต่อได้ที่ คุณเจี๊ยบ หรือ คุณจันทรัศม์ จันทรศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการของเขตบางเขนได้ ที่เบอร์โทรศัพท์ (092) 278-2577

อนุบาลรักผัก

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

อนุบาลรักผัก

การปลูกฝังจิตสำนึก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราได้เริ่มทำตั้งแต่เด็กๆ กิจกรรมต่างๆ นี้จะถูกซึมซับไว้เหมือนผ้าขาวที่ซึมซับสีต่างๆ ได้ดี กิจกรรมจะถูกฝังไว้ในส่วนลึกๆ ของจิตใจเด็ก และจะแสดงพลังของมันในช่วงระยะเวลาที่ชีวิตยังมีอยู่ จะเป็นช่วงเวลาใดแล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมของเด็กแต่ละคน ช่วงวัยอนุบาลเป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่เราจะปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับลูกหลานเราทุกคน

คอลัมน์ของเราได้นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปลูกผักในเมืองหรือในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นข้างบ้านทาวน์เฮ้าส์ บนดาดฟ้าของที่ทำงาน บนดาดฟ้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งแตกต่างกันในเรื่องการใช้พื้นที่และผู้ปลูก บางเรื่องปลูกด้วยความรักการปลูก บางเรื่องปลูกเนื่องจากคำนึงถึงสุขภาพ บางเรื่องปลูกเพื่อเป็นการศึกษาทางวิชาการ ผลที่ได้ก็มีความแตกต่างกัน แต่เหมือนกันคือ ทุกคนมีความสุขจากการที่ได้ปลูกผัก ความปรารถนาของผู้เขียนเพียงต้องการให้ท่านปลูกต้นไม้สักต้นบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน ก็จะมีผลจากการปลูกต้นไม้ที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว

คุณครูสุรีย์ มุสิกะ เจ้าของโรงเรียนอนุบาลรังสิมา ตั้งอยู่ เลขที่ 7/3 ซอยสุขสวัสดิ์ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร 10140 เบอร์โทรศัพท์ (081) 922-4713 Email suree.m@hotmail.co.th กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเริ่มให้เด็กอนุบาลที่โรงเรียนปลูกผักว่า “จากการได้ดูข่าวสารและชมรายการปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการเกษตร และเกี่ยวกับเรื่องการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินในชีวิตประจำวัน เป็นที่ประทับใจในพระราชกรณียกิจ จึงมีความคิดที่จะศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จึงได้นำนักเรียนและคุณครูระดับอนุบาล 1-3 จำนวน 60 คน เข้าชมศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูกผัก การทำปุ๋ยหมัก และการทำน้ำหมักชีวภาพ ที่บ้าน คุณครูหน่อย (Organic way) ซอยราษฎร์บูรณะ 30 กรุงเทพมหานคร

โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ตนเอง คณะครู และนักเรียน ได้เรียนรู้ในการทำเกษตรเพื่อที่จะปลูกผักปลอดภัยไว้รับประทานเองกันที่โรงเรียน เนื่องจากพบเห็นการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักที่ไม่คำนึงถึงผู้บริโภค และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน เพื่อนักเรียนจะได้ศึกษาหาความรู้จากสิ่งที่พบเห็น และลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และรู้คุณค่าของธรรมชาติ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว นอกจากนี้ ยังเป็นการปลูกฝังให้รู้จักการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ โดยการปลูกผักไว้รับประทานกันเองอีกด้วย”

อะไร ก็ไม่ใช่อุปสรรค

หลังจากกลับมาจากการไปดูการปลูกผักของออร์แกนิกเวย์ ก็คิดที่จะปลูกผักในพื้นที่ของโรงเรียน ปรากฏว่าพื้นที่ที่เหลือพอจะปลูกผักได้เป็นพื้นปูน แต่ที่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคนั้นเปลี่ยนไป เนื่องจากการไปดูงานของจริง รู้ว่าผักสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัดและบนพื้นปูนก็ได้ แต่เราต้องมีการจัดการเรื่องภาชนะให้ถูกต้อง เท่านี้เราก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานเองได้แล้ว ความคิดที่ว่าผักปลูกได้เฉพาะบนดินและต้องยกร่องตามที่เคยเห็นตามสวนผัก ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำตามอย่างอีกแล้ว

คุณครูสุรีย์ กับคณะคุณครูก็ได้ปรึกษากันแล้วก็ลงมือทำสวนผัก โดยเริ่มต้นนำป้ายไวนิลเก่าๆ มาทำเป็นแปลงผัก เริ่มแรกได้ซื้อดินพร้อมปลูกและกาบมะพร้าวมาใช้ เนื่องจากยังไม่ได้เริ่มหมักใบไม้ และได้ใช้น้ำหมักชีวภาพราดบนแปลงให้ชุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็เริ่มหว่านเมล็ดผัก แล้วนำเศษหญ้าโรยปิดบนหน้า เพื่อรักษาความชื้นของหน้าดินและกันแรงกระแทกจากการรดน้ำ ผักที่ปลูกครั้งแรกคือ ผักคะน้า และผักบุ้งจีน ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป ส่วนแตงร้าน บวบ ถั่วพู จะเพาะเมล็ดไว้ก่อน พอต้นเริ่มงอก ประมาณ 1 คืบ จึงจะนำไปปลูกในแปลง

คุณครูสุรีย์ เล่าว่า “ในกระบวนการปลูกทั้งหมดได้ให้เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มหว่านเมล็ดผัก ครั้งแรกๆ เด็กไม่กล้าจับดิน เพราะถูกสอนเรื่องสุขอนามัยไว้ แต่เมื่อเด็กเห็นครูทำให้ดู เด็กบางคนก็เริ่มกล้าที่จะทำ ต่อมาเด็กทุกคนก็เริ่มหัดจับดิน คุณครูก็จะสอนเรื่องประโยชน์ของดิน ใบไม้ตามธรรมชาติที่นำมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การรดน้ำผัก หลังจากนั้น เด็กก็เห็นว่าเรื่องจับดินเป็นเรื่องสนุก ก็กล้าที่จะสัมผัสมากขึ้น ซึ่งการทำแบบนี้ที่บ้านแทบจะไม่มีโอกาสเลย หรือถ้าทำก็จะถูกดุว่าซุกซนเล่นของสกปรก”

เด็กๆ มีความสุข และประทับใจที่ได้ปลูกผัก ทุกๆ เช้าที่เด็กมาโรงเรียนสิ่งแรกที่ทำก็คือ ชวนกันไปดูแปลงผัก ว่าผักโตแค่ไหนแล้ว พอ บวบ แตงร้าน ออกดอก เด็กๆ ก็มาคอยเฝ้าดู เมื่อดอกหล่น เด็กก็จะเสียใจว่าดอกไม้หล่นไปแล้ว ต่อมาเด็กสังเกตเห็นว่าก้านดอกที่หล่นก็จะกลายเป็นลูก ซึ่งพวกเด็กๆ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่เขาไม่เคยเห็น จึงเฝ้าสังเกตลูกที่จะค่อยๆ เติบโตไปเรื่อยๆ

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ทำ

เมื่อผลของแตงร้าน บวบ และถั่วฝักยาว เก็บได้ หรือผักคะน้า ผักบุ้ง ตัดได้ เด็กหลายคนก็เสนอตัวแย่งกันจะเป็นคนเก็บ ผลผลิตที่พวกเขาเฝ้าคอยรดน้ำ เฝ้าคอยสังเกตมาหลายสิบวันด้วยความภาคภูมิใจ คุณครูก็จะให้นักเรียนทุกคนวัดความยาวของผลทั้งหมด และมีการชั่งน้ำหนักผล เป็นการสอนเรื่องการชั่ง ตวง วัด กันไปในตัว นอกจากนี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้ในลักษณะของผล บวบ แตงร้าน และถั่วฝักยาว ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน สิ่งเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นต่อการเรียนรู้มากกว่าการเรียนการสอนธรรมดาในห้องเรียน ซึ่งเด็กๆ จะชอบกันมาก

รับประทานทุกอย่างที่ปลูก

คุณครูสุรีย์ บอกว่า “พืชผักที่เราปลูกได้ในโรงเรียน หลังจากได้นำมาเป็นสื่อการสอนในชั้นเรียนแล้ว จะนำมาปรุงเป็นอาหารมื้อเที่ยงสำหรับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน สำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับเขา และจากเด็กที่ไม่ค่อยรับประทานผัก ก็จะเริ่มหัดรับประทานผักที่เขาปลูกขึ้นมาเองด้วยความภาคภูมิใจ พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็แปลกใจว่า ลูกๆ ของเขาหันมารับประทานผัก ในตอนแรกๆ ก็จะเป็นผักชนิดเดียวกับที่ปลูกที่โรงเรียน แต่ต่อมาเด็กๆ ก็เริ่มรับประทานผักได้หลายชนิดมากขึ้น มีเด็กบางคนไม่เคยรับประทานผัดมะละกอใส่ไข่และหมูสับ แต่ได้รับประทานจากโรงเรียนไป พอกลับไปบ้านก็ขอให้ทางบ้านผัดมะละกอแบบที่โรงเรียนให้รับประทาน เด็กบางคนชอบผัดถั่วงอก ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะไม่รับประทานเลย”

ความตั้งใจที่จะทำต่อ

ความตั้งใจของคุณครูสุรีย์ในเรื่องการปลูกผักนี้ คุณครูสุรีย์ บอกว่า “เริ่มต้นจากการลองผิดลองถูก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 ปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีแล้ว เราได้ประสบการณ์มามากมาย เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ที่ให้ความสนใจในเรื่องธรรมชาติรอบตัวมากกว่าแต่ก่อน ผู้ปกครองก็เริ่มจะสนใจ เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของลูกหลานตัวเอง จึงคิดว่าจะปลูกผักไปเรื่อยๆ เพราะการปลูกผักหรือคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ทำให้มีความสุข เป็นการผ่อนคลายจากสิ่งต่างๆ สมาชิกได้มานั่งคุยกัน สับกาบมะพร้าวไปด้วย ยิ่งถ้าเปิดเพลงเบาๆ ยิ่งดีมาก ทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่อยากจะทำเพิ่มขึ้นอีกก็คือ การเพาะเห็ด และการเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงจัง เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ส่วนผลผลิตที่ได้ในปัจจุบันเพียงพอแค่นำมาประกอบอาหารให้นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียนได้รับประทานเท่านั้น ถ้าผลผลิตมีปริมาณที่มากขึ้นจะแจกจ่ายและจำหน่ายให้บุคลากรและผู้ปกครองต่อไป”

ความมุ่งมั่นที่จะปลูกผักขึ้นในหัวใจน้อยๆ ของเด็ก ของคุณครูสุรีย์ ได้ถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ปรากฏผลโดยใช้เวลาไม่นาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นความทรงจำที่ดีของเด็กที่จะติดตัวไปตลอด เมล็ดพันธุ์พืชสีเขียวได้ถูกปลูกขึ้นในใจเด็ก รุ่นต่อรุ่น ความหวังเรื่องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเด็กรุ่นใหม่ของคนไทยได้ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นอย่างประณีตที่อนุบาลรังสิมา

ชาวนาย้อนยุค แห่งทุ่งบางขวด

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ชาวนาย้อนยุค แห่งทุ่งบางขวด

เป็นที่ทราบกันดีว่า เมืองบางกอก เป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีตะกอนดินสะสมกันมายาวนาน จึงเป็นพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตรเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนาข้าว แต่เดิมชาวบางกอกแทบทุกคนจึงเป็นชาวนา มีพื้นที่ว่างสำหรับปลูกพืชกินสารพัดชนิด รวมถึงพืชที่มีประโยชน์ใช้สอยและสมุนไพรต่างๆ เราจึงได้ยินคำโบราณที่พูดกันอยู่เสมอๆ ว่า “ทำมา-หากิน” ซึ่งหมายถึง การทำให้ได้เงินมาและหาอาหารจากหัวไร่ปลายนามาทำกินเอง คนรุ่นเก่าของภาคการเกษตรจึงมีเงินซื้อที่ทางไว้ให้ลูกหลานมากมาย

แต่ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเท่านั้น แล้วเอาเงินที่หามาได้ไปซื้อทุกอย่างที่ต้องกินต้องใช้ เลยต้องเปลี่ยนมาเป็น “ทำมา-หาซื้อ” เกษตรกรก็เลยกลายเป็นกลุ่มคนจนที่มีภาระหนี้สินมากมายของประเทศไป จะว่าไปแล้ว บ้านเมืองของเราก็แปลกดีที่เอาที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดมาทำเป็นที่อยู่อาศัย และทำนิคมอุตสาหกรรม แทนที่จะทำการเกษตร จากคำที่ว่า “สวนใน-บางกอก”, “สวนนอก-บางช้าง” ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว เพราะบางกอกปัจจุบัน เราเห็นแต่ตึกรามบ้านช่อง ส่วนบางช้างก็กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมไป

แต่ก็ยังมีคนบางคนในกรุงเทพฯ ที่ไม่หลงแสงสีและยึดติดกับความทันสมัย บนพื้นที่นาของบรรพบุรุษ จำนวนกว่า 40 ไร่ ของแขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม ใกล้ๆ นี้เอง ผมขับรถเข้าซอยผ่านหมู่บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว เข้าไปไม่ไกลนัก เพื่อพบกับ คุณสมโภชน์ ทับเจริญ ซึ่งลาออกจากราชการในตำแหน่งนักวิชาการเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อมาดูแลบุพการีที่สูงอายุ และมาเป็นชาวนาย้อนยุคในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ศกนี้ หลายคนบอกว่า ในกรุงเทพฯ ก็ยังพอมีชาวนาปลูกข้าวอยู่ตั้งแยะ ขอโทษครับส่วนใหญ่คนเหล่านั้นเป็นผู้จัดการนา ไม่ใช่ชาวนา เพราะมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำนาได้ เนื่องจากวางแผนแล้วจ้างคนอื่นมาทำให้ทุกอย่าง เก็บเงินอีกทีก็ที่โรงสีตอนขายข้าวนั่นแหละ คุณสมโภชน์ เล่าให้ฟังว่า “พื้นที่ที่ผมอยู่นี้เรียกว่า “บางขวด” มีคลองผ่านก็เรียกว่า คลองบางขวด ไม่ใช่ชื่อ นวลจันทร์ ตามชื่อถนนและเป็นชื่อแขวง ส่วนวัดนวลจันทร์ เป็นวัดที่อยู่ในหมู่บ้านบางขวดนี้เอง ชื่อเรียกนี้ได้มาจากตานวลกับยายจันทร์เป็นคนบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัด สมัยนั้นมีรถเมล์ สาย 26 เพียงสายเดียว จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ถึงมีนบุรี ตอนเรียนมัธยมศึกษาต้องขับเรือหางยาวจากคลองบางขวด เพื่อไปเรียนที่บางกะปิ ชาวบ้านในสมัยนั้นไปมาหาสู่กัน มีข้าว มีแกง ก็แบ่งกันกิน มีอะไรเหลือเฟือก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ใช้น้ำร่วมหนอง ใช้เรือร่วมคลองกัน ถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว คนรุ่นก่อนล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่คนรุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ยังมีความผูกพันกันอยู่”

คุณสมโภชน์ เล่าให้ฟังต่อไปเรื่องการทำนาย้อนอดีต “แต่เดิมการปลูกข้าวนาปีต้องอาศัยช่วงแสงในการผลิดอก ออกรวง ปัจจุบันหันมาทำข้าวเพื่อสุขภาพคือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ผสมและคัดเลือกพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุ 120 วัน จึงต้องมีวิธีการเพาะปลูกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผมทำนาไม่มาก เพราะไม่ได้มุ่งเน้นว่าจะขายข้าวเป็นรายได้หลัก แต่มุ่งไปที่ทำไว้กินเอง ผมแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 แปลง แปลงละประมาณ 300 ตารางวา ทำนาไล่กันไปทีละแปลง แต่ละแปลงห่างกันประมาณ 2 เดือน รอบๆ แปลงนาปักเสาปูน ขนาด 4 นิ้ว ยาว 2.5 เมตร ห่างกันต้นละ ประมาณ 3 เมตร เพื่อใช้ยึดลวดสลิงเวลาปิดคลุมมุ้งไนล่อนสีขาว ป้องกันการทำลายจากนก ตั้งแต่วันที่ข้าวออกรวงจนถึงวันเก็บเกี่ยว”

การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ และการเพาะกล้า

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวสีนิลกับข้าวมะลิ 105 เมล็ดเล็กเรียว สีม่วงเข้ม เมื่อปลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก จะมีการผสมตัวเองทำให้เกิดการกลายกลับไปสู่พันธุ์ตั้งต้นมากขึ้นทุกที จะพบได้เสมอๆ ว่ามักมีข้าวสีขาวปะปนอยู่ในข้าวสีม่วงจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่นำมาทำข้าวปลูก

การทำนาในอดีต ชาวนาจะคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อใช้ทำข้าวปลูกของเขาเอง ใส่ถังที่ทำด้วยไม้ทรงสี่เหลี่ยมเขียนติดข้างถังว่า ถังข้าวปลูก และเมื่อถึงเวลาทำนาจะนำข้าวปลูกจากถังนี้ไปตกกล้า (เพาะกล้า) และเมื่อได้อายุที่เหมาะสมก็ถอนไปปักดำ แม้กระนั้นก็ยังเอาไปปักดำในนา ที่เรียกว่า อันข้าวปลูก หมายถึงบริเวณที่ใช้สำหรับผลิตข้าวปลูกโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีเมล็ดข้าวสายพันธุ์อื่นมาปะปน ต่างจากชาวนาปัจจุบันที่ต้องซื้อข้าวปลูกทุกครั้งที่ทำนา เนื่องจากไม่มีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เอง

การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่นั้น เกษตรกรควรผลิตและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ของตนเอง นอกจากนี้ เกษตรกรต้องมีพื้นที่ผลิตข้าวปลูกไว้ใช้เอง ข้าวปลูกเหล่านั้นจะต้องไม่มีข้าวสีขาวปนเด็ดขาด และสีของเมล็ดข้าวต้องเป็นสีม่วงเข้มจริงๆ เวลาเพาะเมล็ดข้าวให้นำข้าวพันธุ์มาแช่น้ำธรรมดาให้ท่วมมากๆ คนข้าวให้กระจาย ทิ้งไว้สัก 10 นาที ช้อนเมล็ดข้าวส่วนที่ลอยออกทิ้งไป จากนั้นหาภาชนะใหม่มาเตรียมน้ำเกลือโดยวัดความเข้มข้นของน้ำเกลือจากการลอยของไข่ไก่ดิบที่โผล่พ้นน้ำเท่าความกว้างของเหรียญบาท จากนั้นนำข้าวพันธุ์ในส่วนที่จมน้ำมาแช่ในน้ำเกลือ คนให้กระจาย ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วแยกส่วนที่ลอยทิ้งไป นำข้าวพันธุ์ในส่วนที่จมในน้ำเกลือมาใส่กระสอบที่ระบายน้ำได้ดี นำลงแช่น้ำธรรมดา 1 คืน

การเตรียมถาดเพาะกล้า ถาดเพาะที่ใช้มีจำนวน 200 หลุม ขึ้นไป นำถาดเพาะมาเรียงต่อกันเป็นแถว จำนวน 2 แถว แล้วเตรียมดินเพาะ ดินเพาะใช้ดินร่อนผ่านตะแกรง โดยร่อนดินให้ละเอียดพอควร แต่อย่าละเอียดเกินไปเพราะจะกลายเป็นฝุ่น ทำให้น้ำซึมได้ยาก เอาดินใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุมก่อน

นำข้าวพันธุ์หลังแช่น้ำไว้ 1 คืน แบ่งใส่ตะกร้าที่มีช่องเล็กๆ ขนาดเมล็ดข้าวเปลือกลอดได้ (ใช้ตะกร้าที่ใส่ขนมจีนขนาด 1 กิโลกรัม) แล้วเคาะส่ายโรยให้เมล็ดข้าวร่วงหล่นลงไปในหลุม หลุมละ 3-5 เมล็ด เมื่อโรยเสร็จแล้วก็ใส่ดินให้เต็มหลุม เคาะและกดดินให้แน่นทุกหลุม ปาดดินหน้าถาดเพาะให้เรียบเสมอปากหลุม

นำถาดที่ใส่เมล็ดข้าวและดินเรียบร้อยแล้ว วางซ้อนกัน 3-4 ถาด ยกไปแช่น้ำในอ่างให้ท่วม สังเกตดูจนไม่มีฟองอากาศผลุดขึ้นมา แสดงว่าน้ำเข้าไปในหลุมเพาะจนดินเปียกชุjมแล้ว การทำเช่นนี้ทุกหลุมจะมีความชื้นที่สม่ำเสมอกัน ต้นกล้าจะได้งอกพร้อมกันอย่างสม่ำเสมอ

วางถาดเพาะในโรงเรือนที่พื้นปูรองด้วยขี้เถ้าแกลบ หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร หลังคาโปร่งแสง แต่ต้องป้องกันหยดน้ำตกใส่หลุมเพาะกล้าเมื่อฝนตก เพราะจะทำให้ดินและเมล็ดข้าวหรือต้นกล้าหลุดกระเด็นออกจากหลุม รดน้ำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าอากาศแห้ง หรือร้อนมากอาจต้องเพิ่มการรดน้ำเป็นวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้า และเย็น ใช้เวลาเพาะกล้า 18-21 วัน อย่าให้เกินนี้ เพราะจะทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวช้า และมีเวลาในการแตกกอน้อยลง

วิธีการเตรียมดินแปลงปักดำ

แปลงที่ใช้ปักดำจะต้องมีการเตรียมดินอย่างดี เราต้องทำดินให้มีชีวิต ดินที่มีชีวิตจะทำให้พืชที่เติบโตอยู่บนดินมีชีวิตที่สมบูรณ์ แข็งแรง ทนทานต่อการเข้าทำลายของโรคพืชและแมลงศัตรู นอกจากนี้ ดินนาที่สมบูรณ์ยังทำให้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนา เช่น ปู ปลา กุ้ง หอย กบ เขียด ตลอดจนไส้เดือนดิน อยู่รวมกันอย่างมีความสุข สร้างนิเวศวิทยาที่สมดุลสู่กระบวนการทำเกษตรกรรม ดินที่อุดมไปด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง หรือการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างไม่เหมาะสม จะเร่งความตายให้แก่ดิน เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ดินป่วยหนักหรือตายไปแล้ว เราจะปลูกพืชอะไรลงไปก็ไม่ได้ผล

ขี้หมูขุนแห้งปริมาณมาก คือประมาณ 400-500 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 300 ตารางวา ถูกใส่ลงไปในดิน ประมาณ 1 เดือน ก่อนการปักดำ ผสมกับตอซังที่เหลืออยู่ในแปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว นำน้ำเข้านา สูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ใช้รถไถนาขนาดเล็กล้อเหล็กย่ำกดซังข้าวผสมกับขี้หมูให้ลงไปอยู่ใต้ดิน ปล่อยให้เกิดการหมัก ในช่วงนี้ต้องมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก็หมักเรียบร้อย การสังเกตที่สำคัญคือ ดูที่การผลุดของพรายน้ำ ถ้ายังมีการผลุดอยู่แสดงว่าการหมักยังไม่สมบูรณ์ หลังจากนั้นปล่อยน้ำออกให้หน้าดินแห้งเพื่อล่อให้เมล็ดหญ้างอกขึ้นมา ก่อนถึงวันปักดำ ประมาณ 3 วัน ใช้รถทำเทือกนาอีกครั้ง รวมทั้งปรับพื้นที่ให้ราบเรียบเสมอกัน ใช้ไหใบใหญ่ (สมัยก่อนใช้ใส่กระเทียมดอง) ใส่ดินเลนเหลวๆ ให้มีน้ำหนักลากให้เป็นร่องเพื่อเปิดทางระบายน้ำออกจากแปลงนา เมื่อเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ 1 คืน

เทคนิคการปักดำ

การทำนาในอดีต เมื่อกล้าได้อายุที่เหมาะสม พอจะจำได้ว่า มีอายุ 1 เดือนขึ้นไป ชาวนาจะถอนขึ้นจากดิน สลัดดินออกจนเหลือแต่ต้นติดราก มัดรวมกันเป็นกำๆ นำไปปักดำในนา การกำหนดความถี่หรือห่างขึ้นอยู่กับคนดำ หลักการคร่าวๆ คือ ดินเลวดำถี่ ดินดีดำห่าง การทำเช่นนี้ใช้กับข้าวไวแสง หรือข้าวนาปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันการทำข้าวไม่ไวแสง ข้าวจะติดดอกออกรวงตามอายุ หรือเรียกว่า ข้าวนาปรัง ส่วนใหญ่ชาวนามักนิยมการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่เพาะให้งอกแล้ว ประมาณ 1 วัน ลงในเทือกนาที่เตรียมไว้ การทำนาแบบนี้ต้องใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนมาก ถ้าปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบนี้จะไม่ค่อยได้ผล และมีการกลายพันธุ์มาก

การทำนาที่ทุ่งบางขวด จึงเลือกวิธีการดำนาแบบตีตารางปาเป้า โดยทำที่ตีตารางด้วยเหล็กเส้น เชื่อมติดกันเป็นตาราง ขนาด 30×30 เซนติเมตร ม้วนเป็นวงกลมเชื่อมต่อกับเหล็กแกนกลางที่สามารถหมุนได้ นำเหล็กตีตารางมาเข็น หรือดึงบนผิวดินที่ทำเทือกนาเอาไว้

นำถาดกล้ามาจุ่มน้ำให้เปียกชุ่มก่อนดึงออกจากหลุมเพาะทีละหลุม โยนหรือปาลงไปตรงจุดตัดของตารางที่ทำไว้บนผิวดิน ไม่ต้องสนใจว่าต้นกล้าจะเอียงล้ม หรือตั้งตรงอย่างไร เมื่อปาเป้าหรือดำนาจนเสร็จให้ปล่อยหรือสูบน้ำเข้านาในระดับความสูง ประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อให้ดินยุบตัวกลบโคนต้นข้าว ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วปล่อยน้ำออกให้แห้ง ถ้าปล่อยน้ำทิ้งไว้ต้นข้าวที่ล้มราบกับพื้นจะเน่าตาย ปล่อยให้ต้นข้าวแตกกอและเจริญเติบโตต่อไปอีก 70 วัน ระหว่างนั้นมีการใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ และกำจัดวัชพืชในนาตามความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดข้าวปน และข้าวกลายพันธุ์ ที่จะทยอยออกรวงมาให้เห็นเรื่อยๆ

พอข้าวมีอายุ ประมาณ 85 วัน (หลังจากเพาะเมล็ด) จะต้องกางมุ้งไนล่อนสีขาวเพื่อป้องกันนกมากินข้าว ระยะนี้ต้องดูแลไม่ให้ขาดน้ำเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าวที่ออกรวงจะเป็นข้าวลีบส่วนใหญ่ เมื่อข้าวออกรวงพุ่งแล้วคือออกเกือบทั้งหมดของแปลงปลูกแล้วนับไปอีก 2 สัปดาห์ ก็เอาน้ำออกจากนาให้แห้ง เพื่อสะดวกเวลาเกี่ยวข้าว และนำข้าวที่เกี่ยวแล้วขึ้นจากแปลงนา

การเกี่ยวข้าว และการนวดข้าว

นา 300 ตารางวานี้ จะใช้คนเกี่ยว 4-5 คน เพียงวันเดียวก็แล้วเสร็จ นำข้าวที่เกี่ยวแล้วมากองไว้บนลานปูนโดยมีฟางปูไว้ข้างล่างและมีมุ้งไนล่อนสีเขียวปูกางไว้ข้างบน ทิ้งกองข้าวที่เกี่ยวไว้ 1 วัน เพื่อให้ความชื้นลดลง และความอบร้อนจะทำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงง่ายขึ้น จากนั้นจึงเอารถไถเล็กล้อยางย่ำแทนควาย เพื่อให้เมล็ดข้าวร่วงหลุดจากรวง แยกฟางออกจากเมล็ดข้าวด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ดอง หรือ คันฉาย ที่มีลักษณะเป็นเหล็กปลายแหลม ส่วนปลายโค้งงอเล็กน้อย ต่ออยู่กับด้ามไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะที่จะตักฟาง และเขย่าให้เมล็ดข้าวหล่นตกแยกจากฟางที่อยู่ด้านบน และคุ้ยฟางแยกออกไป แต่ก็ยังคงเหลือใบข้าวบางส่วนที่แยกไม่ออก ก็ใช้ตะแกรงไม้ไผ่ที่มีรู ขนาด 2×2 เซนติเมตร ร่อนเอาออก

ข้าวเมล็ดลีบ ใบข้าวขาดที่ลอดรูตะแกรงได้ ละอองฝุ่นต่างๆ จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า สีฝัด มีลักษณะทำเป็นตู้ไม้ ภายในมีใบพัดขนาดใหญ่ 4 ใบ ต่อติดอยู่กับเฟืองทดรอบและมือหมุนที่อยู่ด้านนอก บนหลังตู้มีกระบะใส่เมล็ดข้าวเปลือกหลังจากการนวดที่ยังมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่ ใช้แรงคนหมุนเฟืองทดรอบเพื่อให้ใบพัดหมุนอย่างเร็ว ลมที่เกิดจะพัดออกไปทางด้านหลังของตู้ตัดกับเมล็ดข้าวที่กำลังร่วงหล่นลงมา ลมจะพัดพาสิ่งสกปรก และเมล็ดข้าวลีบ (ข้าวที่มีแต่แกลบมีน้ำหนักเบา) ออกไป ส่วนเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์มีน้ำหนักมากจะไหลสวนทางลมออกมาทางด้านหน้า จึงใช้กระทาซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำจากไม้คล้ายจอบทรงเตี้ยแต่กว้าง ดึงลากเมล็ดข้าวมารวมกันไว้เป็นกองเพื่อรอการตากต่อไป

เมล็ดข้าวขณะนี้มีความชื้นสูง ไม่สามารถเก็บหรือเอาไปสีเป็นข้าวสารได้ จำเป็นต้องตากให้มีความชื้นลดลงน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ เสียก่อน ลานตากก็ใช้ลานเดียวกันกับลานนวดข้าวที่มีฟางข้าวปูบนพื้นซีเมนต์ก่อนปูทับด้วยมุ้งไนล่อนสีน้ำเงินที่เย็บติดกันเป็นผืน เกลี่ยเมล็ดข้าวเปลือกบนลานมุ้งไนล่อน หนาสัก 5 เซนติเมตร ตากแดดไว้สัก 3 วัน ระหว่างวันแต่ละวันก็เกลี่ยกลับเมล็ดข้าวเปลือกขึ้นลง เพื่อให้แห้งโดยไว หากฝนตกต้องปิดให้ดี อย่าให้เปียกฝน เมื่อข้าวเปลือกแห้งดีแล้วก็เก็บใส่กระสอบที่มีการระบายอากาศที่ดี รอการสีเป็นข้าวสารต่อไป

สรุปแล้ว การทำนาแบบนี้ยังคงความดั้งเดิมของกระบวนการแบบเก่าอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่มีการเปลี่ยนวิธีการทำบางอย่างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำความรู้สมัยใหม่มาใช้เพื่อให้ได้ผลดี ในด้านการผลิต โภชนาการ สนใจอยากดูวิถีการทำนาของคนกรุงเทพฯ ย้อนยุค ติดต่อที่ เบอร์โทรศัพท์ (081) 831-8660 สำหรับข้าวที่ผลิตได้ไม่ต้องจองครับ เพราะมีการจองข้ามปีตั้งแต่ก่อนปลูกแล้ว

ปุ๋ยไส้เดือน ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปุ๋ยไส้เดือน ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ

การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำมูลและน้ำจากมูลไส้เดือน ฮือฮามาหลายปีแล้ว ตอนนั้นยังไม่ค่อยใส่ใจนัก เนื่องจากขยะแขยงไส้เดือนอยู่พอสมควร สมัยก่อนที่เป็นเด็กไปตกปลากันก็อาศัยเพื่อนขุดไส้เดือนให้ แล้วตอนเกี่ยวเบ็ดโดยใช้ไส้เดือนก็ให้เพื่อนเกี่ยวให้ ด้วยความรู้สึกว่ามันลื่นๆ ยาวๆ เหมือนงู ก็เลยขี้เดียด มาถึงวันนี้ต้องการเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ จำเป็นต้องทำปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องซื้อ และมั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีสารเคมีแน่นอน มาใช้กับพืชผักอินทรีย์ที่ปลูก

ในกระบวนการผลิตพืชผักอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตค่อนข้างสำคัญมาก เนื่องจากเราต้องมั่นใจในความเป็นปัจจัยการผลิตที่เป็นอินทรีย์แท้ ซึ่งถ้าผ่านการผลิตโดยเราเอง เราย่อมมั่นใจได้แน่นอน และอีกสาเหตุหนึ่งคือเป็นการลดต้นทุนไปในตัว ที่ผ่านมาในการผลิตพืชอินทรีย์มักจะนำเศษพืชผักที่ตัดแต่งออกเพื่อจำหน่ายหรือที่ไม่ได้คุณภาพมาให้เป็นอาหารของไส้เดือน และนำมูลไส้เดือนและน้ำจากมูลไส้เดือนมาเป็นปุ๋ยสำหรับใช้ในพืชผักอินทรีย์ วนเวียนเป็นวัฏจักรกันไปไม่สิ้นสุด ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากของเหลือใช้ในการผลิตอย่างมีคุณค่า เพราะในการผลิตพืชผัก ปุ๋ยถือเป็นปัจจัยสำคัญใช้ในปริมาณมาก ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่มากเช่นกันในการซื้อ

แต่นั่นคือ การผลิตปุ๋ยไส้เดือนในระบบฟาร์ม ซึ่งเป็นการผลิตขนาดใหญ่ที่จะต้องไว้พื้นที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงโรงเรือนโดยเฉพาะต่างหากออกมา ปริมาณปุ๋ยที่ได้ค่อนข้างมาก ทั้งหมดนี้ไม่เหมาะสำหรับการผลิตปุ๋ยไส้เดือนแบบครัวเรือน ที่ปลูกผักกันในบริเวณรั้วบ้านไม่รู้จะทำไปทำไมเยอะแยะ และก็ไม่รู้จะแบ่งที่ทางกันยังไง เพราะปัจจุบันเราก็อยู่กันในบ้านเล็กๆ ในเมือง หรือชานเมืองกัน เพราะได้มีโอกาสไปศึกษาเรื่องการเลี้ยงในระบบฟาร์มมาบ้าง ส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้เลี้ยงขายกัน การย่อขนาดของเขามาให้เล็กก็ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะฉะนั้นมาเลี้ยงแบบหลังบ้านดีกว่า เอาแค่ตะกร้าเดียวก็พอแล้วสำหรับผักที่ปลูกข้างบ้าน เอาไว้ให้เลี้ยงจนชำนาญแล้ว อยากขยายก็ค่อยว่ากัน

ผมมีโอกาสได้ไปอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนแบบง่ายๆ ของ รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบอร์โทรศัพท์ (081) 821-5007 ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แบบเร่งรัด แค่ 30 นาที ก็เห็นว่าเหมาะกับการนำเอาไส้เดือนมาเลี้ยงข้างบ้าน จึงนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้กันฟัง

ตัวไส้เดือนที่ว่านี้ เป็นไส้เดือนแอฟริกา Africa Nightcrawler (AF) ทำไม ถึงไม่ใช้ไส้เดือนไทย เป็นเพราะว่าไส้เดือนแอฟริกานี้คัดเลือกมาแล้วว่า เป็นพันธุ์ที่กินเก่งและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เหมาะกับการเลี้ยงเพื่อนำมูลมาใช้ จึงต้องใช้พันธุ์นี้ มิใช่เห่อของนอกแต่ประการใด

เรียนรู้เรื่องไส้เดือนก่อน

ไส้เดือนที่เราจะเลี้ยงนี้ เรียกว่า ไส้เดือนดิน เพราะมันมีไส้เดือนน้ำ ไส้เดือนทะเล ซึ่งเราไม่พูดถึง ไส้เดือนดินมีอัณฑะและรังไข่อยู่ในตัวเดียวกัน หมายถึง มีทั้ง 2 เพศ อยู่ในตัวเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ เมื่อไส้เดือนมีอยู่ตัวเดียวก็ขยายพันธุ์ได้ แต่ก็ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แต่โดยปกติไส้เดือนดินจะจับคู่กันผสมพันธุ์ วงจรชีวิตจะเป็นเหมือนไข่ จนเป็นตัวอ่อนเล็กๆ สีขาว และกลายเป็นลูกไส้เดือน จนกระทั่งเจริญเติบโตจนเป็นวัยเจริญพันธุ์ ได้ใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน สถานที่อยู่ต้องเป็นที่ร่มและชื้น ห้ามแสงแดดส่องตรงๆ เด็ดขาด เพราะไส้เดือนจะหนีหมด

ประโยชน์ของไส้เดือน

ไส้เดือนดินที่อยู่ในธรรมชาติจะช่วยทำให้โครงสร้างของดินมีความสมบูรณ์ เนื่องจากการชอนไชของไส้เดือน จะทำให้ดินร่วนซุยและโปร่ง อากาศและน้ำมีโอกาสแทรกเข้าไปในเนื้อดินได้ เป็นการไถพรวนที่ธรรมชาติมอบให้เป็นหน้าที่ของไส้เดือน การไถพรวนของเครื่องจักรทางการเกษตรสามารถไถพรวนหน้าดินได้แค่ 30 เซนติเมตร แต่ไส้เดือนสามารถไถพรวนได้ถึง 20 เมตร ไส้เดือนจะกินซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในดิน แต่หลังจากกินแล้วจะขึ้นมาถ่ายมูลบนดินเสมอ ผมอ่านทีแรกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะทำไมต้องยุ่งยากด้วย กินใต้ดินก็ถ่ายไว้ใต้ดิน พอมาเลี้ยงในตะกร้าก็รู้ว่ามันมาถ่ายไว้ข้างบนจริงๆ

มูลของไส้เดือนมีประโยชน์กับพืชมาก เนื่องจากมีสารอาหารที่พืชต้องการสูง และยังอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ดี ธาตุอาหารดังกล่าวคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม และมูลไส้เดือนยังช่วยส่งเสริมการละลายธาตุอาหารอื่นๆ ที่อยู่ในดิน ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ ไส้เดือนยังเป็นตัวที่ตรวจสอบระบบนิเวศว่ามีการปนเปื้อนของสารเคมีมีมากแค่ไหน โดยดูจากจำนวนไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ว่า มีจำนวนมากหรือไม่ ถ้ามีน้อยหรือไม่มีแสดงว่าอาจเป็นพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมี

การเลี้ยงไส้เดือนแบบหลังบ้าน

หาตะกร้าโปร่งๆ หน่อย จะเป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ นำกระดาษกล่องลังลูกฟูกมาแช่น้ำ สักประมาณ 5-10 นาที ให้กระดาษนิ่ม แล้วจึงนำมารองพื้นและบุตะกร้าทั้ง 4 ด้าน ให้หมด หลังจากนั้น นำมูลวัวที่แช่ไว้ในน้ำ ประมาณ 5-7 วัน จนกระทั่งคลายความร้อนแล้วมาใส่ลงในตะกร้าให้เหลือต่ำกว่าขอบตะกร้า ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วจึงใส่ไส้เดือน ประมาณ 10 ตัว ลงไปข้างบน นำขี้วัวมาโรยทับอีกเล็กน้อย หลังจากนั้น นำกระดาษลูกฟูกที่แช่น้ำเตรียมไว้มาทับข้างบนอีก เป็นอันเสร็จพิธี แล้วนำตะกร้าไปวางในที่ค่อนข้างเย็นและชื้นอยู่ภายในหลังคากันแดดกันฝน เพราะถ้าเป็นที่อากาศร้อนหรือแสงแดดส่องถึงไส้เดือนจะหนีหมด รดน้ำให้กระดาษลูกฟูกที่ปิดหน้าอยู่ 2-3 วันครั้ง หรือเห็นว่าแห้งก็ควรรดน้ำ ส่วนมูลวัวก็เติมสัปดาห์ละครั้งก็พอ แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ 2 สัปดาห์ เติมครั้งก็ได้ แต่เติมให้มีปริมาณมากหน่อย ลืมบอกไปมูลวัวที่ขายถูกในกรุงเทพฯ คือที่ ทหารราบ 11 บางเขน ขายกระสอบละ 40 บาท

รศ. กษิดิศ แนะนำว่า การเลี้ยงไส้เดือนของคนเลี้ยงมือใหม่ อย่าเพิ่งนำเศษผัก เศษอาหาร มาให้ไส้เดือนกิน เพราะเราไม่รู้ปริมาณที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นมูลวัวที่แช่น้ำแล้วเหมาะสมที่สุด เพราะให้มากก็ไม่เป็นไร ไม่มีการบูดเน่า ส่วนเศษผัก เศษอาหารต่างๆ ที่ประดังใส่ลงไป ไส้เดือนกินไม่หมดจะบูดเน่าเป็นพิษเป็นภัยต่อไส้เดือน ทำให้เกิดการตายหมู่ได้เป็นประจำสำหรับมือใหม่ แต่พอเราเลี้ยงไปสักพัก ค่อยๆ ให้เศษพืช เช่น เปลือกแตงโมนี่ไส้เดือนชอบ หั่นเป็นชิ้นๆ หน่อยครับ ใส่ทีละน้อย 2-3 วัน ต้องเปิดดูที ถ้ายังไม่หมดแสดงว่าให้มากไป เปลือกแตงโมจะเน่าเป็นเชื้อรา ต้องเก็บออก วิธีนี้สำหรับคนที่ไม่มีเวลา จะเสียเวลาครับ เอามูลวัวอย่างเดียวก็พอ วันอาทิตย์หยุดงานค่อยเปิดดูครั้งเดียวดีกว่า

ศัตรูของไส้เดือน

บริเวณที่เลี้ยงไส้เดือนควรจะไม่มีศัตรูของมันคือ มด หนู กบ นก จิ้งจก กิ้งกือ หอย งู ตุ๊กแก จิ้งหรีด หรืออะไรที่สามารถกินไส้เดือนได้ควรอยู่ห่างหน่อย หรืออาจตั้งบนโต๊ะที่มีความสูงสัก 80 เซนติเมตร ก็ได้ ดูแลง่ายดี

การเก็บมูล

แนะนำให้เก็บมูลไส้เดือนสัปดาห์ละครั้งพอ โดยปกติไส้เดือนจะถ่ายไว้ข้างบน พอเราเปิดกระดาษลูกฟูกออกสักพัก ไส้เดือนจะหลบแดดลงข้างล่าง ก็เอาอะไรที่ไม่มีคมตักมูลไส้เดือนด้านหน้าออก ใส่ตะกร้าพลาสติก แล้วค่อยๆ ร่อน โดยการเคาะขอบตะกร้า มูลไส้เดือนจะตกลงใส่ภาชนะที่รองเอาไว้ ค่อยๆ ร่อนทีละน้อย คอยสังเกตว่ามีไส้เดือนตัวเล็กตกลงมาบ้างไหม ให้เก็บกลับไปใส่ตะกร้าเลี้ยงใหม่ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนมูลไส้เดือนด้านบนจากตะกร้าเลี้ยงหมด แล้วนำมูลใส่ภาชนะเก็บ โดยปิดฝาไม่ให้โดนฝน เติมมูลวัวให้ได้ในปริมาณเท่าเดิมของตะกร้าก่อนร่อนมูลออก แล้วก็นำกระดาษลูกฟูกมาปิดทับเหมือนเดิม

ทีนี้เราก็ได้ปุ๋ยมูลไส้เดือนเป็นของตัวเอง ใส่ผักของตัวเองได้แบบง่ายๆ ปุ๋ยมูลไส้เดือนนี้ยังมีเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ที่นำมาใส่ต้นพืชเพื่อเบียดเบียนเชื้อราอื่น โดยการแย่งกินอาหารให้หมดก่อน เชื้อราอื่นไม่มีอาหารกินก็จะตายไปในที่สุด ทำให้เชื้อราอื่นไม่ทำอันตรายต่อพืชของเรา วันที่ผมได้รับแจก จาก รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ มา เป็นไส้เดือนเพียง 5 ตัว อยู่ในตะกร้าพลาสติกเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร บรรจุมูลวัวมาเต็ม ปัจจุบันนี้ ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ก็ทำแบบไม่ได้เอาใจใส่ แต่ปริมาณไส้เดือนมีการขยายพันธุ์ได้มากพอสมควร จนสามารถแจกจ่ายให้พรรคพวกไป คนละ 10 ตัว หลายคนแล้ว ซึ่งแสดงวิธีการเลี้ยงว่าไม่ได้ยุ่งยากแต่ประการใด

ปลูกผักอินทรีย์บนดาดฟ้า ที่ราชภัฏพระนคร

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปลูกผักอินทรีย์บนดาดฟ้า ที่ราชภัฏพระนคร

ปัจจุบัน พืชผักที่ถูกปลูกในพื้นที่จำกัด เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อีกแล้ว เรามีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ข้ออ้างมีพื้นที่จำกัด อ้างแล้วฟังไม่ค่อยขึ้น การปลูกพืชในพื้นที่แบบนี้ อยู่ที่ใจอยากจะปลูกมากกว่า ที่เคยเห็นบ้านตามในเมืองสำหรับคนที่อยากจะปลูกจริงๆ กะละมังแตกๆ ถังเก่าๆ วางไว้หน้าบ้านบ้าง ข้างบ้านบ้าง ก็มีปลูกกะเพรา โหระพา ให้เห็นจนชินตา เราจะเรียกผักเหล่านี้ว่า ผักอินทรีย์ ก็ไม่ครบองค์ประกอบ เรียกว่า ผักปลอดสาร ก็น่าจะได้

สำหรับที่อาศัยที่มีที่ดินอยู่ เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ มีโอกาสที่จะทำแปลงผักเล็กๆ โดยใช้อิฐบล็อกฝังลงในดิน ประมาณ 1 ใน 3 ของก้อน จัดให้เป็นระเบียบจะเพิ่มความสวยงามของแปลงกลายเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับแทนก็ได้ อย่าไปหวังว่าเราจะปลูกเพื่อทดแทนการซื้อผักมาประกอบอาหารกินทั้งหมด เพียงแต่หวังให้เป็นงานของคนทั้งครอบครัวมาร่วมสันทนาการกันดีกว่า และอีกอย่างหนึ่งเราจะได้ผักที่ปลอดสารพิษจริงๆ ที่ปลูกกับมือเรานำมาประกอบอาหารกิน แม้ใน 7 วัน รวม 21 มื้อ อาจจะมีสักมื้อที่นำผักที่ปลูกในรั้วบ้านมาทำกินกันก็ยังดี เขียนถึงตอนนี้ได้ยินเสียงคนตามบ้านที่มีผักข้างบ้านไว้กินเองแอบหัวเราะคิกคักแบบสงสารคนเมือง

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นสถาบันการศึกษาหนึ่งที่มีการเรียนการสอนวิชาสาขาเกษตรศาสตร์ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี เป็นอาจารย์ประจำสาขาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เนื่องจากการเรียนการสอนวิชาปฐพีวิทยา เป็นเรื่องเกี่ยวกับดินและการใช้ปุ๋ย จึงจำเป็นต้องมีแปลงงาน แต่เนื่องจากสถานที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ต้องไปทำกิจกรรมบนดาดฟ้าของตึกแทน โดยแบ่งเป็นแปลงที่มีขนาด 1 คูณ 3 เมตร จำนวน 13 แปลง โดยให้โจทย์ว่า คิดเอาเองว่าจะปลูกอะไร ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ คิดต้นทุน และจำหน่ายให้ได้ คิดเป็นกำไรขาดทุน

สำรวจพื้นที่ปลูก

สิ่งแรกที่อาจารย์เกศศิรินทร์ให้คำนึงถึงก่อนที่จะปลูก ต้องสำรวจก่อนว่าบริเวณบ้านเรามีขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด เพราะคนในเมืองจะอาศัยทั้งบ้านเดี่ยว ตึกแถว ทาวน์เฮ้าส์ และคอนโดมิเนียม ซึ่งมีขนาดพื้นที่แตกต่างกัน สำหรับบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์มีพื้นที่ดินบริเวณหน้าบ้าน ข้างบ้านและหลังบ้านสำหรับใช้ทำแปลงปลูกขนาดเล็กหรือปลูกในกระถาง หรือกระบะหรือทำเป็นไม้แขวนริมรั้ว ส่วนตึกแถวอาจปรับพื้นที่บนดาดฟ้าเพื่อทำเป็นแปลงผักสวนครัว ด้วยการทำแปลงปลูกอย่างง่าย หรือทำเป็นซุ้มผักที่เป็นไม้เลื้อย แต่สิ่งที่สำคัญคือ ควรตรวจดูโครงสร้างของอาคารว่าสามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุได้หรือไม่ อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ความชื้น เราอาจจำเป็นต้องใช้น้ำยากันซึม เพื่อป้องกันน้ำซึมลงด้านล่าง และอีกประการหนึ่งคือ การระบายน้ำส่วนเกินความต้องการ เพราะพืชหลายชนิดไม่เหมาะกับน้ำขัง ส่วนคอนโดมิเนียมจะมีพื้นที่ว่างตรงระเบียง ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกผักในกระถาง หรือแขวนไว้กับระเบียง แต่สิ่งที่ต้องควรคำนึงคือ พัดลมแอร์ ควรหาตะแกรงลวดหรือไม้ระแนง มาปิดพัดลมไว้ เพื่อป้องกันความร้อนและลมจากแอร์หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ส่วนนี้ พื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดควรจะเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องอย่างน้อยครึ่งวัน

จัดการดินให้เหมาะสม

ส่วนสำคัญประการที่สองคือ ดิน สำหรับดินที่อยู่บริเวณข้างบ้าน หลังบ้าน หน้าบ้าน ของบ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ในเมืองส่วนใหญ่จะเป็นดินที่นำมาจากบ่อดินมาถมพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน เพราะฉะนั้นดินดังกล่าวจะเป็นดินชั้นล่างที่ขุดขึ้นมา ไม่ใช่หน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงให้เหมาะสมกับพืช เพราะดินจำเป็นต่อการผลิตพืชอย่างมาก ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการปลูกพืช ดินที่เกิดจากการผุพังของหินและแร่ที่กลายเป็นอนุภาคเล็กๆ เมื่อรวมกับอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายและคลุกเคล้ากันอย่างดีจะกลายเป็นดินที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับพืช ถ้าพื้นที่มีลักษณะของดินแน่นเหนียวหรือเป็นทราย ควรปรับสภาพของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบดิบ เศษใบไม้แห้ง ขี้เถ้า เป็นต้น เพื่อให้ดินมีความร่วนซุยขึ้น ระบายน้ำและอากาศดีขึ้น และยังเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน ทำให้รากพืชสามารถชอนไชลงไปในดินได้ดี ส่วนใหญ่การปลูกพืชในเมืองมักใช้ดินพร้อมปลูกซึ่งก็สามารถนำมาใช้ได้

ปลูกพืชให้เหมาะสมกับแสง

เราควรสังเกตทิศทางของแสงแดดของวัน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแปลนของสวนและใช้ประกอบการเลือกพืช แปลงผักซึ่งเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก ควรจัดทำแปลงให้ยาวไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อให้พืชได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ถ้าทำแปลงในทิศตะวันออก-ตะวันตก พืชที่อยู่ตรงกลางจะไม่ได้รับแสงแดด แต่ถ้าปลูกในกระถาง ควรวางในพื้นที่ที่ได้รับแสงส่องถึงอย่างน้อยครึ่งวัน เพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตอย่างเต็มที่ ถ้าทำสวนบนดาดฟ้า เรื่องแสงแดดมักไม่มีปัญหา แต่จะพบปัญหาแสงแดดแรงจัดมากเกินไป เพราะนอกจากความร้อนจากแสงแดดแล้ว ยังจะได้รับความร้อนจากตัวตึก ดังนั้น ควรมีการพรางแสงแก่ผักที่ยังเล็ก และน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของพืช ถ้าปลูกพืชในบ้าน อาจใช้น้ำประปาหรือรองน้ำฝนไว้ใช้ ที่สำคัญแหล่งน้ำควรอยู่ใกล้กับแปลงปลูกหรือกระถางปลูก เพื่อสะดวกในการรดน้ำ แต่ถ้าอยู่ไกลควรต่อสายยางให้มีระยะเพียงพอกับการใช้งาน

พืชที่ปลูก

สิ่งที่สำคัญในการเลือกพืชที่จะปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ควรเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองหรือพันธุ์ผสมเปิดที่แข็งแรงทนทาน เพราะสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ เพื่อนำมาปลูกครั้งต่อไปได้ และหลีกเลี่ยงเมล็ดพันธุ์การค้า ที่บางพันธุ์มีการตัดต่อพันธุกรรม หรือ จีเอ็มโอ (GMO) เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะให้ผลผลิตดีในการปลูกครั้งแรก พอเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อจะนำมาปลูกครั้งต่อไป ผลผลิตที่ได้จะไม่ดีดังเดิม หรือมีเมล็ดไม่สมบูรณ์

สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผักไว้กินเองนั้น ควรสอบถามจากคนในบ้านว่าชอบกินผักชนิดไหน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคนในบ้าน และผักสวนครัวที่ใช้ประกอบอาหารกันบ่อยๆ ได้แก่ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ผักชี ผักชีฝรั่ง พริก ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักพวกนี้เป็นพืชที่ดูแลง่าย และเหมาะสมกับทุกสภาพพื้นที่ การปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ ควรปลูกพืชให้ผสมผสานกัน มีความหลากหลาย หมุนเวียนกันและมีประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในพื้นที่เดียวกันหรือแปลงเดียวกัน มีการปลูกผักหลายชนิดที่มีประโยชน์เกื้อกูลกัน เช่น ผักคะน้า ผักสลัด แซมด้วยผักชี ต้นหอม จะช่วยไล่แมลงได้ เพราะมีกลิ่นฉุน เป็นต้น

การปลูกพืชผักหมุนเวียนกันในพื้นที่เดียวกันคือ การปลูกผักพร้อมๆ กันทั้ง 4 ประเภท ดังนี้

1. ผักกินใบ : คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาวปลี ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ผักบุ้ง ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย

2. ผักกินหัวและราก : หัวไชเท้า แครอต บีทรูท มันเทศ

3. ผักกินผล : มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเทศ แตงกวา แตงร้าน บวบเหลี่ยม บวบหอม ฟักเขียว ฟักทอง กระเจี๊ยบเขียว

4. พืชตระกูลถั่ว : ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง

ในการปลูกนั้น ควรแบ่งปลูกเป็นแปลงย่อย 4 ประเภท และหมุนเวียนสลับพื้นที่กัน เพราะผักแต่ละประเภทจะมีความยาวของรากที่แตกต่างกัน ทำให้ดูดซึมธาตุอาหารจากดินในระดับที่ต่างกัน วิธีการปลูกพืชแบบนี้จะเป็นการรักษาดิน ไม่ทำให้ดินเสื่อมสภาพ เพราะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้กับดิน และทำให้ดินมีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นด้วย การปลูกพืชหมุนเวียนยังช่วยป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี

เนื่องจากเป็นวิชาเกี่ยวกับดิน อาจารย์เกศศิรินทร์จึงให้เน้นการใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดและที่สำคัญอีกอย่างคือ การปลูกพืชทั้งหมดบนดาดฟ้าจะต้องเป็นพืชอินทรีย์เท่านั้น เนื่องจากเราไม่ต้องมาเสี่ยงรับสารพิษจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการใช้พื้นที่จำกัดในการปลูกจะจัดการวัสดุปลูกให้ดีง่ายกว่าพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ทดลองปลูกกันเถอะครับ อย่างนี้ก็มีความภูมิใจในผลผลิตของเราเอง

สิ่งที่ได้รับในการทำแปลงปลูกบนดาดฟ้า คือ บนดาดฟ้าชั้น 4 ไม่มีแมลงมาคอยกวนใจ และอีกประการหนึ่งการจัดการดินที่ดีทำให้ปราศจากโรครากเน่า ในช่วงที่มีผักบนดาดฟ้าจะมีผู้สนใจมาแวะชมไม่ขาดสาย เพราะถือเป็นแหล่งเรียนรู้จากของจริง ปัจจุบัน มหาวิทยาราชภัฏพระนคร มีงานบริการวิชาการเป็นการอบรมหัวข้อ เกษตรอินทรีย์วิถีคนเมือง ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกประมาณเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 ประมาณเดือนพฤษภาคม แต่ละครั้งจะรับผู้สนใจครั้งละ 50 ท่าน สนใจติดต่อ อาจารย์เกศศิรินทร์ แสงมณี โทรศัพท์ (094) 239-4263

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

พอน้ำน้อยมึงก็ห้ามสูบน้ำใส่ น้ำกินใช้ในเมืองนั้นสำคัญกว่า

พอน้ำมากก็ผลักดันผันเข้านา มึงบอกว่าน้ำท่วมเมือง เรื่องสำคัญ

นาของกูใช้ทำมาหากินอยู่ เงินเดือนกูไม่มีใครให้จัดสรร

กูชาวนาต้องทำนาหากินกัน พวกมึงนั้นเสวยสุขบนทุกข์กู

กลอนที่นำมาให้อ่านเป็นกลอนอารมณ์เสียตอนที่เขาห้ามชาวนาไม่ให้สูบน้ำเข้านา เพราะน้ำไม่มี โดยใช้คำพูดชนิดที่ไม่คิดถึงหัวอกชาวนากันเลย ผมเลยเขียนกลอนลงในเฟซบุ๊กระบายความในใจแทนชาวนาไปนิดหน่อย แบบยั้งๆ แต่ผมไม่ได้เป็นชาวนากะเขาหรอก เป็นชาวบ้านธรรมดา

มาพบกับชาวนาตัวจริง คุณพายัพ เปลี่ยนไทย เบอร์โทรศัพท์ (087) 705-4484 แห่งชุมชนรวมน้ำใจพัฒนาของ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. เราดีกว่า คุณพายัพ เป็นลูกชาวนามาแต่กำเนิดเกิดที่นี่ บรรพบุรุษก็ทำนา บอกแล้วว่า คน กทม. จริงๆ มีแต่ลูกชาวนา ส่วนลูกเจ้าเท้าพระยาก็อีกส่วนหนึ่ง ลูกเจ้าสัวก็อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่อยากกล่าวถึง กทม. เป็นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหมาะกับการทำนา ทำสวน ไม่แปลกเลยที่ไล่เรียงบรรพบุรุษของคน กทม. แท้ๆ คือ ชาวนาดีดีนี่เอง

แรกๆ ตอนเด็กๆ คุณพายัพ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่เรียนหนังสือ ตอนหลังได้ออกไปทำมาหากินอาชีพอื่น หาประสบการณ์ ต่อมาพ่อแม่อายุมากทำนากันไม่ไหว จึงต้องกลับมาช่วยสืบสานวัฒนธรรมชาวนาต่อ คุณพายัพ เล่าว่า “สมัยก่อนเด็กๆ ยังใช้ควายไถนาอยู่ จำนวนนา 30 ไร่ ใช้ควายประมาณ 4-5 ตัว เมื่อก่อนทำนาปีละครั้ง ตกกล้าเอง ถอนกล้าเอง ดำนาเอง เหนื่อยมาก ส่วนการเกี่ยวข้าวมักจะใช้การลงแขกช่วยกัน ข้าวพันธุ์สมัยก่อนที่ปลูกมี พันธุ์เหลืองไฟล้า เหลืองอ่อน ขาวเศรษฐี เป็นข้าวทนน้ำ น้ำสูงขนาดไหนก็ยืดตาม ไม่ทำให้รวงข้าวเสียหาย แต่เป็นข้าวพันธุ์หนัก ใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่า ทำนาได้ปีละครั้ง ปุ๋ยก็ไม่เคยใส่ ผลผลิตได้ไร่ละ 90 กว่าถัง ไม่ถึงเกวียน คุณสมบัติของข้าว 3 พันธุ์นี้ จะเป็นข้าวนิ่ม ไม่แข็ง ปลูกเอาไว้กินเอง ที่เหลือจึงจะขาย สมัยนั้นข้าวเกวียนละ 800 บาท ซื้อทองได้ 1 บาท”

สมัยนี้คุณพายัพก็ยังปลูกข้าวอยู่ และก็ยังปลูกเหมือนบรรพบุรุษคือ ปลูกข้าวนาปี ปีละครั้ง เพราะคุณพายัพบอกว่า ปลูกมากก็เป็นหนี้มาก ปลูกน้อยไม่เป็นหนี้ สู้เอาเวลาว่างทำอาชีพเสริมดีกว่า ในปัจจุบันก็รับจ้างไถนา ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน และช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน คุณพายัพบอกว่ารายได้อย่างน้อย วันละ 1,000 บาท เพราะปัจจุบันชาวนาตัวจริงหายาก มีแต่ผู้จัดการนาที่จ้างตะพึด และเป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันมีเจ้าของนาเองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เช่า

ทำไม จึงมาปลูกแตง

คุณพายัพ เล่าให้ฟังว่า เมื่อปีก่อนเจ้าหน้าที่เกษตรของ กทม. ได้ชวนเกษตรกรไปดูการปลูกแตงเมล่อนที่จังหวัดอุทัยธานี เพราะต้องการให้ดูเรื่องการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย ที่จริงไม่อยากไป แต่เกรงใจ ไม่ขัดศรัทธา แต่ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ลงจากรถไปดูอะไรกับเขาหรอก แต่ตอนกลับมาชาวบ้านคนหนึ่งถามว่า ไปไหน พอบอกว่าไปดูการปลูกเมล่อน เขาก็บอกว่า ไอ้ปัญญาอ่อนสมองตื้น ที่นี่ทำไม่ได้หรอก ทำแล้วเจ๊ง เสียเวลา นี่เป็นแรงฮึดที่คุณพายัพตั้งใจว่าจะปลูกเมล่อนให้ดู ด้วยความไม่รู้เรื่องเมล่อนเลยซักกะนิด

คุณพายัพ ได้ทำเรื่องขอความสนับสนุนจากเขตคลองสามวา ในการปลูกแคนตาลูปตามโครงการพืชที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง โดยจากการแนะนำของ คุณเสาวรัจ นิลเนตร และ คุณศราวุธ พานทอง นักวิชาการเกษตรของเขตคลองสามวา กทม. จึงได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 1,400 เมล็ด ถาดเพาะกล้า ท่อน้ำหยด และพลาสติกคลุมแปลงจำนวนหนึ่ง

จากนั้นก็ไถยกร่อง โดยกำหนด นา 1 ไร่ เป็นแปลงปลูก โดยยกร่องกว้าง ประมาณ 80 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 30 เมตร แบ่งเป็น 9 ร่อง ตากหน้าดินอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เอาจอบมาสับย่อยดินให้ละเอียดกว่าเดิม โดยใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไป 1 กระสอบ ต่อร่อง พร้อมปูนมาร์ล คราวแรกคิดจะปลูกให้หมดทั้ง 9 ร่อง แต่พอดีเมล็ดพันธุ์ได้มาแค่ 1,400 เมล็ด ไม่เพียงพอ และถาดปลูกก็มีจำนวนไม่พอ จึงปลูกได้แค่คราวละ 500 ต้น

การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดมาใส่ห่อผ้าแช่น้ำ 4 ชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาพักไว้อีก 1 คืน คือ 12 ชั่วโมง เตรียมขุยมะพร้าวใส่ถาดหลุมครึ่งหนึ่ง แล้วเอาไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มลงในขุยมะพร้าว พร้อมหยอดเมล็ด แล้วจึงกลบด้วยขุยมะพร้าวอีกครึ่งหนึ่งให้เต็มหลุม รดน้ำที่ผสมเชื้อไตโครเดอร์ม่า นำถาดเพาะมาไว้ใต้ซาแรนให้โดนแดดรำไร ห้ามโดนฝน รดน้ำเพียงวันละครั้ง จนถึงวันที่ 11 ต้นจะยาวประมาณ 1 คืบ พร้อมที่จะปลูกลงแปลงในวันที่ 12 ตัดไม้ขนาดเท่ากับหลุมถาดเพาะเสี้ยมปลายแหลมไว้สำหรับจิ้มลงในดินเพื่อปลูก ก่อนปลูกต้นให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 ประมาณสิบกว่าเม็ด หรือ 1 ช้อนชา แล้วรดน้ำทันทีให้ชุ่ม และถ้ารดตอนเช้าครั้งแรก ก็ควรจะรดเช้าให้ตลอด ถ้ารดตอนบ่ายก็ควรเป็นบ่ายตลอด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องโรครากเน่า

ส่วนระยะปลูกบนร่อง จะปลูกคู่ ระยะห่าง 60 เซนติเมตร จะเหลือไหล่ของร่องข้างละ 10 เซนติเมตร ส่วนความห่างระหว่างต้น ใช้ระยะ 30 เซนติเมตร ไม้หลักใช้ปักตรงๆ ทุกๆ 7 ต้น จะมีไม้หลัก 1 อัน ใช้เชือกฟางผูกที่โคน 1 เส้น เส้นที่ 2 ผูกสูงขึ้นมา 80 เซนติเมตร และเส้นที่ 3 ผูกสูงเป็น 150 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นซันเลดี้จะต้องผูกสูงเป็น 180 เซนติเมตร และผูกแนวดิ่งตามต้นอีก 7 เส้น เพื่อให้ต้นเกาะเลื้อยขึ้นมาจับหลัก

การให้ปุ๋ยและดูแลรักษา

ปุ๋ยที่ใช้ในแตงแคนตาลูปค่อนข้างพิถีพิถันและใช้บ่อยมาก เรียกว่าต้องนับวันกันให้ดี คุณพายัพแนะนำให้ผู้ปลูกจะต้องจดขึ้นกระดานไว้เลย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของผลผลิต นับไป 3 วัน คือ 13-14-15 ไม่ต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 16 ใส่ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ โดยใช้อัตรา 5 กรัม ต่อ 1 ต้น โดยใช้ไปกับน้ำที่รด วันที่ 17-18-19 รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 20 ใส่ปุ๋ย วันที่ 21-22-23 รดน้ำอย่างเดียว วันที่ 24 ใส่ปุ๋ยในอัตราเดิม ทำอย่างนี้โดยการเว้น 3 วัน ตลอดจนครบเดือนจึงเปลี่ยนปุ๋ยจาก สูตร 16-16-16 เป็น สูตร 8-24-24 เพราะแตงจะเริ่มออกดอก ตอนนี้จริงๆ ต้องมีการผสมเกสรโดยคน แต่สวนคุณพายัพโชคดีที่มีปริมาณผึ้งจำนวนมาก จึงทำให้ข้ามขั้นตอนนี้ไป ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพียง 2 ครั้ง พอเริ่มติดผลให้ตัดแขนงออกให้หมด ให้เหลือแค่ต้นหลักต้นเดียว และผลที่ติดนับตั้งแต่ข้อที่โคนไป 1-7 ให้ตัดทิ้งให้หมด เหลือแค่ ผลที่ 8-12 แค่ 5 ผล และผลที่เกิน 12 ขึ้นไป ก็ให้ตัดทิ้งทั้งหมด ผ่านไป 3 วัน ผลแคนตาลูปก็โตขนาดไข่ไก่ เลือกลูกที่สมบูรณ์สุดสุด ที่เหลือตัดทิ้งให้หมดอย่าไปเสียดาย เพราะหนึ่งต้นเลี้ยงผลได้เพียง 1 ผล เท่านั้น ถึงจะเป็นแตงที่มีคุณภาพ ในตอนนี้ให้ผูกขั้วผลของแคนตาลูปไว้ทุกผล โดยผูกห้อยกับหลัก

ช่วงอายุต้น ประมาณ 40-45 วัน ให้นับขั้วจากโคนต้นขึ้นไป 25 ข้อ แล้วตัดยอดได้เลย เพื่อไม่ให้อาหารไปเลี้ยงส่วนที่ไม่จำเป็น หลังจากใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 จำนวน 2 ครั้ง ก็เปลี่ยนปุ๋ย เป็นสูตร 14-14-21 โดยใช้ปริมาณ 5 กรัม ต่อต้น เท่ากันจนครบ 55 วัน ผลจะมีขนาดน้ำหนัก ประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล ในช่วงนี้ก็เปลี่ยนปุ๋ยอีก โดยเพิ่มปุ๋ยหวาน สูตร 0-0-60 ลงไป 7.5 กรัม ต่อต้น และลดปุ๋ย สูตร 14-14-21 ลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.5 กรัม ต่อต้น เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ปุ๋ยจะใส่จำนวนรวม 2 สูตร เป็น 10 กรัม ต่อต้น ซึ่งจะใส่ได้ 2 ครั้ง พอใส่ครั้งที่ 2 ให้งดน้ำ เพื่อเพิ่มความหวานของผล

สำหรับ แตงซันเลดี้ พอครบ 65 วัน ให้ตัดเลย เพราะจะมีกลิ่นหอม หากไม่ตัดผลจะร่วงในเวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วน กรีนเนต จะต้องดูรอบขั้วว่าแตกลายงาหรือไม่ประกอบ ถ้าแตกลายงารอบขั้วก็ให้ตัดได้ แต่ถ้ายังก็ถือว่าผลยังอ่อนอยู่ ต้องรอจนกระทั่งแตกลายงา

ฟังเรื่องแล้ว น่าสนใจไหมครับ ขอสรุปดังนี้ คุณพายัพ ใช้พื้นที่ 1 ไร่ รวมทางเดิน ไถได้ 9 ร่อง ปลูกทยอยกันทีละ 3 ร่อง 1 ร่อง ปลูกได้ 300 ต้น ปลูกรุ่นแรกได้แค่ 6 ร่อง คือใช้ที่ดินแค่ 2 ใน 3 ไร่ รวมเป็นต้น จำนวน 1,800 ต้น แต่ผลผลิตไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ จำนวน 1,400 ต้น ที่เหลือเป็นผลที่ไม่มีคุณภาพ ก็จำหน่ายในสวนด้วยราคาถูก จึงถือว่าผลผลิตได้จำนวน 1,400 ผล น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 1.8 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 60 บาท คำนวณเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท หักต้นทุนคร่าวๆ ประมาณ 15,000 บาท เหลือ 135,000 บาท

ขอบอกไว้นิด ราคาแคนตาลูปที่ขายที่ตลาดไทหรือสี่มุมเมือง ราคาประมาณกิโลกรัมละ 30-35 บาท ไม่ได้ราคา 60 บาท นะครับ ของคุณพายัพที่ได้ราคา เพราะขายเองและเป็นเกรดคัด เพราะฉะนั้นควรมองช่องทางการจำหน่ายไว้ด้วยครับ

%d bloggers like this: