เกษตรเทรนด์ใหม่

All posts tagged เกษตรเทรนด์ใหม่

“Morganic Farm” ฟาร์มของคนรุ่นใหม่ ปลูกผักแบบออร์แกนิก ทำยากกว่าที่คิด

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

“Morganic Farm” ฟาร์มของคนรุ่นใหม่ ปลูกผักแบบออร์แกนิก ทำยากกว่าที่คิด

Morganic Farm มอร์แกนิกฟาร์ม ฟาร์มปลูกผัก ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจที่ต้องการเป็นมากกว่าผู้ผลิตอาหาร ไม่เพียงแต่ต้องการคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภค แต่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งเรื่องราคาและรสชาติด้วย ด้วยการผลิตพืชผักในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ 20 ไร่ ในเขตอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

คุณกรฎา รำพึงวงษ์ หรือ คุณแขก สาวน้อยวัย 25 ปี เรียนจบปริญญาตรี สำนักวิชา บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเพราะอยากยึดอาชีพเกษตรกรรม แบบมืออาชีพ จึงเข้าร่วมโครงการกับทางมหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. สำหรับคนที่สนใจอยากทดลองยึดอาชีพเกษตรกรรม ให้ทดลองทำบนพื้นที่ที่จัดสรรให้ ทดลองเป็นระยะเวลา 6 เดือน บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง

อยากเป็นเกษตรกรมืออาชีพ

ปลูกแบบอินทรีย์ ขยายงานต่อ

คุณกรฎา เล่าว่า “ได้พื้นที่มา 2 ไร่ครึ่งในตอนแรก ซึ่งพื้นที่ตรงนี้เป็นโซนออร์แกนิกทั้งหมด เกษตรกรทุกรายปลูกผักแบบออร์แกนิก ขณะที่ทำ 2 ไร่ครึ่ง เป็นแปลงทดลองในระยะเวลา 6 เดือน หากทำแล้วชอบ ทำได้ ก็สามารถทำเกษตรต่อได้บนพื้นที่นี้ พอทำไปได้สักระยะเห็นปัญหาอย่างหนึ่งคือ ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และไม่สามารถขยายงานเกษตรการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ต่อได้ จึงคิดขยับขยายพื้นที่เพิ่ม

จากพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง ปัจจุบันหาเช่าพื้นที่ในอำเภอวังน้ำเขียวในการทำเกษตรอีก 20 ไร่ ในการขยายงานปลูกเพิ่ม ด้วยความต้องการของตลาด เพื่อให้มีผลผลิตอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของตลาดตลอดทั้งปี จึงมองเห็นโอกาส โดยได้นำเอารูปแบบของธุรกิจมาสนับสนุนการทำเกษตร ใช้วิธีการบริหารจัดการเข้าช่วย”

หัวใจหลักของการทำเกษตรในพื้นที่นี้ คุณกรฎา บอกว่า “ให้ความสำคัญกับดิน ระบบนิเวศและการผสานความรู้ของชุมชนกับวิทยาศาสตร์”

โดยเกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ บอกอีกว่า หนทางการเป็นเกษตรกรมืออาชีพ คือความตั้งใจจริง เมื่อเป็นคนรุ่นใหม่มาทำเกษตรในพื้นที่ จำเป็นต้องหาความรู้จากคนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น ลุง ป้า น้า อา ต่างๆ เพราะคนเหล่านี้มีความรู้ในพื้นที่ดีกว่า มีประสบการณ์และเข้าใจการทำเกษตรมากกว่า เขาจะมีเทคนิคเฉพาะที่สามารถใช้ได้จริง นอกเหนือจากตำรา ปัญหาอย่างหนึ่งที่เธอมักพบเจอคือ เกษตรกรรุ่นใหม่มักคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนรุ่นเก่า ซึ่งนั่นก็ไม่ถูกทั้งหมด นอกเหนือจากความตั้งใจที่มี ก็ไม่ควรลืมความรู้ที่สามารถหาได้จากคนรุ่นเก่าที่สามารถนำมาใช้ได้จริง ถ้าเรียนรู้จากพวกเขา รับรองได้ว่าจะปลูกผักเป็นและเก่ง ขายได้แน่นอน

ยอมเสีย ก่อนสำเร็จ

ผสานความรู้ ตั้งบริษัท

ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจเกษตร จึงสามารถปรับตัวและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งมองเห็นช่องทางการตลาดแบบออนไลน์และปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของเกษตรกรยุคนี้ที่หันมาปลูกผักขาย

คุณกรฎา เล่าว่า “หลังจากการขยับขยายพื้นที่ จึงได้คิดวางแผนเป็นระบบและทำเกษตรในรูปแบบธุรกิจเข้มข้น จึงจัดตั้งบริษัทชื่อ มอร์แกนิก วังน้ำเขียวฟาร์มมิ่ง จำกัด ขึ้นมา ด้วยเพราะพืชผักออร์แกนิกในพื้นที่แถวนี้มีมูลค่าสูงอยู่แล้ว จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี

ยกตัวอย่างเฉพาะแค่ผักสลัดอย่างเดียว ส่งขายสัปดาห์ละกว่า 1 ตัน ผักออร์แกนิกชนิดอื่นๆ อย่างพวกพืชเมืองหนาวและพืชตระกูลแตงต่างๆ ก็มีออร์เดอร์สั่งมาตลอด ปลูกผักขาย จึงทำเป็นอาชีพและอยู่ได้”

แต่ก็ใช่ว่าจะพบกับความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย กว่าจะสามารถขยายพื้นที่และตั้งบริษัทขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้นั้น คุณกรฎา บอกว่า “ไม่ง่ายเลย ด้วยเพราะไม่เคยปลูกผักจริงๆ มาก่อน มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และไม่ใช่ทุกพื้นที่จะปลูกผักได้หมด จุดแรกที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกผักแบบออร์แกนิกคือ ต้องเข้าใจธรรมชาติของพืช และต้องยอมเสีย

การยอมเสียในที่นี้คือ การขาดทุน เพราะปลูกผักแบบออร์แกนิกคือไม่ใช้ยาฆ่าแมลง รวมถึงการนำพืชบางชนิดที่มีฤทธิ์ไล่แมลงมาใช้ไม่ได้ เพราะมันอาจไล่แมลงตัวที่ดีๆ ซึ่งเป็นตัวที่ต้องการให้อยู่ในแปลงผักหายไปด้วย ต้องยอมเสียและยอมรับในจุดนี้ ผลผลิตที่ได้แรกๆ จะไม่มีทางเยอะอย่างที่ตั้งใจอยากให้เป็น ด้วยจะโดนแมลง หรืออาจมีหนอนมาก่อกวนผลผลิตในช่วงนี้อย่างแน่นอน ต้องยอมเสีย รวมทั้งขาดทุนในเรื่องของค่าแรงของตนเองด้วย”

วางแผนผลผลิต ขายได้ทั้งปี

ออร์เดอร์พุ่ง ขายเอง ตลาดรับซื้อ

ปัจจุบัน พื้นที่ 20 ไร่ของมอร์แกนิกฟาร์มมีสัดส่วนการปลูกผลผลิตดังนี้คือ ร้อยละ 70 ของพื้นที่ ปลูกผักตามออร์เดอร์ ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลแตง อย่าง แตงกวาญี่ปุ่น แตงกวาไทย หรือเบบี้แคร์รอต และร้อยละ 30 ปลูกพืชเมืองหนาว ซึ่งวังน้ำเขียวมีอากาศที่ดี เป็นความพิเศษของพื้นที่ที่มีความเหมาะสม จึงสามารถปลูกพืชผักได้หลากหลายชนิด คุณกรฎา บอก

โดยเธอได้เล่าต่อว่า “จะทำการวางแผนในการปลูกผลผลิตในแต่ละสัปดาห์ ว่ามีผักชนิดไหนต้องทำการส่งในสัปดาห์ไหนบ้าง วางแผนงานการปลูกล่วงหน้าเอาไว้คร่าวๆ

ในเรื่องของการเตรียมดิน การดูแลรักษา ในการเพาะปลูกระบบออร์แกนิกนี้ คุณกรฎา บอกว่า เน้นการปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีชีวิต เป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหลักในการแปรรูปอินทรียวัตถุในดิน ให้สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้ และที่สำคัญคือต้องเรียนรู้พฤติกรรมของสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความสมดุลภายในแปลงผัก จะช่วยให้ผักเติบโตได้ดีขึ้น

ด้านการจัดการศัตรูพืชและการเสริมธาตุอาหารบำรุง ต้องดูแลให้ดีเช่นกัน มอร์แกนิกฟาร์มใช้การดูแลเสริมรสชาติผักด้วยนมสด และฮอร์โมนผลไม้ ส่วนเรื่องหน้าตาของผัก ต้องทำความเข้าใจ เนื่องเพราะเป็นระบบแบบออร์แกนิก หน้าตาผักก็อาจจะไม่สวยงามมากมาย แต่จะพยายามควบคุมรสชาติผัก ให้ผักไม่ขม แต่ก็ไม่หวานจนเหมือนผลไม้ ต้องเป็นรสชาติของผัก ทานอร่อย”

สำหรับช่องทางการตลาดมี 2 รูปแบบคือ 1. การขายปลีก คือขายเอง ออกบู๊ธ ขายตามตลาดนัดต่างๆ โดยเป็นผู้ดูแลเอง ส่วนรูปแบบที่ 2 คือ ส่งออร์เดอร์ตามสั่งของพ่อค้า คุณกรฎายังบอกถึงรายได้ที่ได้รับต่อสัปดาห์ว่า “อย่างปลูกผักสลัดต่อรอบ สามารถทำเงินได้สัปดาห์ละประมาณ 50,000 บาท แตงกวาญี่ปุ่น แตงกวาไทย ออร์เดอร์รวมต่อสัปดาห์ประมาณ 1,200 กิโลกรัม ทำรายได้ประมาณ 80,000 บาท”

“การทำเกษตรต้องดูสภาพแวดล้อมหลายด้านประกอบ พอถึงช่วงเปลี่ยนฤดูก็ต้องดูสภาพอากาศว่าเหมาะจะปลูกพืชอะไร ที่สำคัญคือเกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำเอารูปแบบของการจัดการวางแผน การทำธุรกิจ หรือใช้ช่องทางทางออนไลน์มาช่วยในการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้หันมาสนใจอยากทำการเกษตร ก็อยากให้ทำหัวว่างๆ พร้อมเรียนรู้จากเกษตรกรที่มีประสบการณ์ควบคู่ด้วย” คุณกรฎา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจการทำเกษตรแบบออร์แกนิก สามารถเข้าไปติดตามดูได้ที่ Facebook: Morganic Farm วังน้ำเขียว หรือโทรศัพท์ (097) 918-3276

ไม่สนงานออฟฟิศ เพาะกระบองเพชรขาย จากความชอบ สู่อาชีพทำเงิน

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

ไม่สนงานออฟฟิศ เพาะกระบองเพชรขาย จากความชอบ สู่อาชีพทำเงิน

เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่ หันมาสนใจและประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น ทั้งยังชอบต้นไม้ โหยหาอาชีพอิสระที่ตอบโจทย์วิถีการดำเนินชีวิตอิสระ และต้องการเวลาใช้ชีวิตมากขึ้น หลายรายเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากสิ่งที่ชอบกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมัธยมหรือมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

คุณปัญญา อาชาวงศ์ หรือ คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” วัย 29 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่อีกราย ที่มีความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร และสร้างกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเองจากสิ่งที่ชอบ

กิจการจากความชอบ

ทำเกษตร สร้างอาชีพ

คุณเต้ย เจ้าของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” สละเวลาจากการขายของ ในเย็นวันอังคาร ที่ตลาดนัดจตุจักร เล่าให้ฟังว่า “เรียนจบคณะเทคโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบแล้วว่า ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร เพราะไม่ชอบงานออฟฟิศเท่าไหร่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หลังจากเรียนจบได้มาทำธุรกิจอาหารเสริมเป็นธุรกิจแรกที่เริ่มต้นทำ ระหว่างที่ทำธุรกิจขายอาหารเสริมอยู่นั้น ก็มีความสนใจในการเลี้ยงกระบองเพชรด้วย

เริ่มซื้อมาเลี้ยง ด้วยความรู้สึกว่ากระบองเพชรมีความเหมาะสมอะไรหลายๆ อย่าง กับสภาพอากาศของเมืองไทย เป็นไม้ที่มีความทนทานสูง จากความชอบส่วนตัว จนกระทั่งศึกษาจนเกิดความหลงใหลในไม้ประเภทนี้ ทดลองเลี้ยงไปเรื่อยๆ และมองเห็นโอกาสตลาดกระบองเพชรของเมืองไทย ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จึงศึกษารายละเอียดเพิ่ม จนถึงขั้นไล่ตามเก็บพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพื่อมาทดลองผสมเกสร ใช้เวลาลองผิดลองถูกเกือบ 2 ปี ก่อนที่จะเริ่มนำมาขาย”

โดยคุณเต้ย เล่าต่ออีกว่า มีความเป็นเกษตรกรตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่บ้านเลี้ยงบอนไซมาก่อน ทำให้เขามองเห็นว่า มูลค่าของต้นไม้เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งเลี้ยงหลายปีมากเท่าไหร่ ราคายิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งมีความรู้สึกว่า ต้นไม้เป็นสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอะไรเลย คนซื้อเพราะอยากได้ ซื้อเพราะชอบ เกิดจากความพึงพอใจ เลยทำให้ต้นไม้ยังขายได้เรื่อยๆ

ร่วมหุ้น 3 ต. เปิดร้าน

รุกทั้งออนไลน์ ออฟไลน์

เมื่อมองเห็นโอกาสว่าตลาดกระบองเพชรในเมืองไทย ได้รับความนิยมและบูมขึ้นทุกขณะ คุณเต้ยจึงได้ชวนเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบกระบองเพชรอยู่ก่อนแล้วมาร่วมหุ้น เปิดร้านขายกระบองเพชรด้วยกัน โดยใช้ชื่อ “กระบองpet-ร้าน3ต.” โดยให้ความหมายไว้ว่า ทั้ง 3 คนเลี้ยงกระบองเพชรให้เหมือนกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่รักของตน อีกทั้งชื่อเล่นของทั้ง 3 คน ก็ขึ้นต้น “ต” เหมือนกัน จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน

ทั้งนี้ คุณเต้ย เกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ ยังบอกอีกด้วยว่า เปิดร้านขายกระบองเพชรที่ตลาดนัดจตุจักร เฉพาะเย็นวันอังคารเท่านั้น เน้นการขายแบบเป็นต้น มากกว่าการขายเป็นเมล็ด เนื่องจากจำนวนมูลค่าของ ของการขายเป็นต้น มากกว่าการขายเป็นเมล็ด

สำหรับการกำหนดราคาขายกระบองเพชร ทราบจากคุณเต้ยว่า “การกำหนดราคาขายกระบองเพชร เป็นการกำหนดราคากันขึ้นมาเองของคนขายแต่ละร้าน ราคาอาจไม่แน่นอน บางคนอาจมองว่าแพง บางคนอาจมองว่าถูก ที่เป็นเช่นนี้เพราะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนซื้อ กับคนขาย สายพันธุ์ของกระบองเพชร และลักษณะของกระบองเพชรแต่ละต้นที่สามารถเพาะได้เป็นสำคัญด้วย

แต่ก็มีลักษณะร่วมกันที่คนซื้อและคนเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่นิยม และจะมีราคาขายแพงขึ้นไปกว่ากระบองเพชรต้นอื่นด้วย นั่นคือ กระบองเพชรที่มีความด่าง กระจายตัวทั่วต้นได้สวย รูปทรงดี ที่ขายได้ราคาดี เนื่องจากต้นกระบองเพชรลักษณะนี้มีโอกาสน้อยและเป็นเรื่องยากที่จะเพาะเลี้ยง หรือผสมให้มีลักษณะดังกล่าว”

ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เข้าถึงและเข้าใจเทคโนโลยีและโลกโซเชียลได้ง่าย จึงเปิดโอกาสในการซื้อ-ขาย เพิ่มมากขึ้น โดยคุณเต้ย บอกว่า “การขายแบบออนไลน์ ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าทางออนไลน์ที่อายุน้อยที่สุดที่เข้ามาซื้อขายกระบองเพชรในเพจ เป็นเพียงเด็กประถมเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ง่ายๆ เลยว่า ลูกค้าบนออนไลน์หรือโซเชียลเป็นกลุ่มลูกค้าที่กว้างมาก เป็นใครก็ได้ ส่วนในด้านของลูกค้าออฟไลน์ หรือลูกค้าที่ซื้อ-ขายกันที่หน้าร้าน กลุ่มลูกค้าหลัก ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและวัยทำงาน มาเดินเลือกซื้อไปปลูกกันตามคอนโดฯ หรือห้องพัก”

กระบองเพชรยอดนิยม

แนะเทคนิคเลี้ยงขาย ทำเงิน

สายพันธุ์ของกระบองเพชร มีหลากหลายสายพันธุ์มาก คุณเต้ย กล่าว ทั้งได้แยกแยะกลุ่มที่ขายซึ่งเป็นข้อมูลจากการสังเกตของร้าน “กระบองpet-ร้าน3ต.” แยกคร่าวๆ ตามกลุ่มกระบองเพชรที่ฮิตกันมากในการซื้อ-ขาย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. แอสโตร ลักษณะเด่นคือ จะไม่มีหนาม ต้องการแสงและน้ำมาก

2. แผงคอม้า ลักษณะคือ มีหนามเยอะ จัดเป็นไม้หนาม ชอบแสง

3. แมมมิลลาเรีย เป็นกระบองเพชรที่ชอบแดด ต้องการน้ำน้อย จุดเด่นคือ ขนจะสวยและนิ่ม

4. อาร์ลีโอ ลักษณะเด่นของไม้นี้คือ มีใบ ชอบแสงปานกลาง 4-5 วันรดน้ำที ก็สามารถดำรงอยู่ได้

5. ไม้อื่นๆ

สำหรับการดูแลเลี้ยงกระบองเพชร คุณเต้ย แนะนำว่า “ถ้าต้องการเลี้ยงแบบจริงจัง ควรมีโรงเรือนก็จะดี เพื่อกันฝนและกรองแสงบ้าง และควรเป็นพื้นที่ที่มีแสงเข้าถึงอย่างพอเพียง เพราะอย่างที่ทราบกันว่า กระบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดด และที่สำคัญ ควรต้องศึกษาพันธุ์ไม้นั้น ว่ามีลักษณะนิสัย ความชอบ ความต้องการของต้นไม้เป็นเช่นไร หลักๆ ก็น่าจะประมาณนี้

อีกอย่างคือ กระบองเพชร เป็นต้นไม้ที่ไม่ได้ต้องการการดูแลมาก เช่นว่า ต้องรดน้ำทุกวัน ซึ่งนั่นก็ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่ต้องการการดูแล อย่างไรก็ต้องมีให้น้ำ ให้ปุ๋ย เหมือนกับต้นไม้ชนิดอื่น

ด้านราคา ที่ร้านเริ่มขายตั้งแต่ ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะของต้นนั้นๆ และที่สำคัญอายุของกระบองเพชรยิ่งผ่านเวลา ยิ่งอายุหลายปี ยิ่งมีราคาเพิ่มขึ้น เพราะกระบองเพชรเป็นไม้ที่เติบโตช้า บางต้น 2 ปีผ่านไป ยังโตได้แค่ประมาณ 2 เซนติเมตรเท่านั้น”

สำหรับใครที่สนใจอยากเลี้ยงกระบองเพชร สามารถมาเดินดูได้ที่ร้าน กระบองpet-ร้าน3ต. ทุกวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็น ไปจนถึง 5 ทุ่ม ที่ตลาดนัดจตุจักร หรือจะเข้ามาดูในเฟซบุ๊ก เพจชื่อ กระบองpet-ร้าน3ต. ก็ได้ หากใครมีข้อสงสัย ก็มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ คุณเต้ย บอกทิ้งท้ายว่า ยินดีตอบทุกอย่างที่รู้ในการเลี้ยงกระบองเพชร

ปลูกผัก เปิดร้าน “ฟาร์มรักดี” ที่ของคนรักสุขภาพ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เกษตรเทรนด์ใหม่

อันติกา

ปลูกผัก เปิดร้าน “ฟาร์มรักดี” ที่ของคนรักสุขภาพ

“เมื่อก่อนโลเกชั่นต้องมาอันดับ 1 แต่ผมว่าไม่ใช่ ฟาร์มรักดี อยู่ในหมู่บ้าน ทางเข้าดูซับซ้อน ไม่ใช่จุดมองเห็นได้ง่าย แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้คือยุคโซเชียล ถ้าผลิตภัณฑ์ดี บริการประทับใจ ผมว่าลูกค้าจะมาเอง ในขณะเดียวกัน ความเงียบ สงบ ร่มรื่น นี่คือธรรมชาติที่คนจำนวนมากโหยหา และนี่คือจุดขายของฟาร์มรักดี”

“แผนอนาคต คือทำธุรกิจด้านค้าปลีก เพื่อรองรับในวันวัยเกษียณ”

นี่คือสิ่งที่ คุณเจส คาลโว ตั้งไว้ในโปรแกรมชีวิต และเขาก็เดินตามเส้นทางนั้น ด้วยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านค้าปลีกในบริษัทต่างๆ จนกระทั่งความฝันของเขาเดินทางมาสู่ความจริง แต่ไม่ใช่ในวัยเกษียณ แต่เกิดขึ้นในวัยเลข 4

คุณเจส ก้าวออกจากงานประจำในตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ เขาทิ้งเงินเดือนหลักแสน เพื่อมาปลูกผักขาย ค่อยๆ ขยายสู่การแปรรูป และเปิดร้านอาหาร ภายใต้ชื่อ “ฟาร์มรักดี” ฟาร์มที่เติบโตต่อยอดจนมีรายได้เดือนละหลายแสนบาท

เงิน 6 แสนหมดไป

แต่ไม่ทำลายฝัน

คุณเจส เริ่มบทสนทนาถึงแผนที่ชีวิต “ผมทำงานบริษัทมาโดยตลอด ทำมาหลายที่ และเกี่ยวข้องกับการค้าปลีกทั้งหมด ผมมองแล้วว่าอนาคตต้องมีธุรกิจของตัวเอง รองรับวัยเกษียณ จึงศึกษาธุรกิจค้าปลีกอย่างละเอียด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับความตั้งใจในการทำงานให้ดีที่สุด แต่ยังไม่ถึงอายุเกษียณ ผมก็เลือกเกษียณตัวเองก่อน เหตุผลของผมคือ เพื่อลูก และเพื่อสุขภาพกายใจของผมเอง”

ด้วยเพราะเป็นคนชอบทานผักในทุกมื้ออาหาร แต่ยังหวั่นๆ ว่าที่ทานไปจะปลอดสารพิษจริง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องลงมือปลูก เพื่อไว้กินและขายไปพร้อมๆ กัน

การศึกษาข้อมูลไม่ละเอียด หลงเชื่อผู้ขายอุปกรณ์ ทำให้เงินลงทุนครั้งแรก 600,000 บาท มลายหายไป แต่ทว่าเขาไม่คิดถอย เพราะเชื่อว่าถ้ารักแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ

“ตอนแรกผมเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากการถาม ไม่ได้ศึกษาจริงจัง ตอนนั้นสร้างโต๊ะปลูก โดยคนขายอุปกรณ์มาติดตั้งให้ ภายใน 1 ปีต้องโละทิ้ง ไม่ได้ผล เพราะความรู้รับมาแบบผิดๆ และเมื่อตัดสินใจเดินตามความรัก นี่คืออาชีพที่จะทำต่อไปในอนาคต ผมจึงตัดสินใจไปเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ ใช้เวลาเรียนอยู่นาน ให้แน่ใจ จนกระทั่งไปเจออาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์ ท่านแนะนำ ให้ความรู้ดีมาก คราวนี้ผมจึงตัดสินใจจริงจังอีกครั้ง ลงทุนก้อนใหม่ 800,000 บาท ซึ่งก็ไปได้ดี อย่างตอนฤดูฝน ผักมักจะมีปัญหา ผมก็ได้รับความช่วยเหลือ แก้ไขด้วยการปรุงสารอาหารขึ้นมาเอง โดยซื้อวัตถุดิบเกรดเอมาใช้ แล้วก็ปรุงใช้ให้เหมาะกับในแต่ฤดูกาล ส่งผลให้ไม่ว่าฤดูกาลไหนจะมาเยือน ปัญหาความเสียหายก็ไม่กระทบ”

ปลูกผักคุณภาพ

ปลอดสารพิษ ไม่ติดขม

ตลาดคือสิ่งสำคัญ หลายคนอาจต้องเดินออกไปหาผู้ซื้อ แต่ทว่ากับ ฟาร์มรักดี กลับมีผู้ซื้อเดินเข้ามาเอง โดยเริ่มต้นจากคนในชุมชน และเมื่อการโพสต์บนโลกโซเชียลของผู้ซื้อเกิดขึ้น ทำให้ฟาร์มรักดีเริ่มเป็นที่รู้จัก จากนั้นคุณเจสจึงเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา ยอดผู้ซื้อก็ยิ่งถาโถม จนกล้าบอกได้เลยว่า โซเชียล คือกระบอกเสียงหลักนำพาผู้คนสู่ฟาร์มรักดี

“ผมตั้งใจจะปลูกผักคุณภาพ เพื่อขายตลาดบน ฉะนั้น ผักต้องปลอดสารพิษ ไม่ติดรสขม กรอบอร่อย ขนาดว่าเด็กๆ ที่ไม่ชอบทานผัก ก็สามารถทานผักของฟาร์มเราได้ ซึ่งตอนนี้จะมีทั้งลูกค้าซื้อผักไปทาน นำไปต่อยอดธุรกิจ อย่างการนำไปทำสลัด ทำสลัดม้วน บางคนซื้อไปเป็นของขวัญของฝากในวาระโอกาสต่างๆ ด้วย”

เมื่อฟาร์มรักดี เริ่มเป็นที่รู้จัก และมียอดขายผักตามมาต่อเนื่อง คุณเจสจึงวางแผนต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ

“พื้นที่ปลูกไม่ถึงครึ่งไร่ (ย่านวงศ์สว่าง-นนทบุรี) เพราะส่วนหนึ่งเป็นบ้าน ก็คิดว่าทำอย่างไรจะเพิ่มมูลค่าในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงนำผักมาแปรรูปเป็นสลัด ปรากฏว่าขายดีมาก จากนั้นจึงสานต่อไปสู่ธุรกิจร้านอาหาร โดยเลือกเมนูอาหารฝรั่งแต่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย โดยเมนูเด่นของเราคือ สเต๊ก และสลัด”

ร้านอาหารในชื่อ ฟาร์มรักดี เปิดให้บริการในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งก็ได้ลูกค้าฐานเดิมเดินทางเข้ามาอุดหนุน บวกลูกค้าใหม่จากการบอกต่อ โดยเฉพาะบนโลกโซเชียล ส่งผลยอดขายแตะตัวเลข 300,000-500,000 บาท

“จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 350 เปอร์เซ็นต์ เรามีที่นั่งรองรับลูกค้าได้รอบละประมาณ 64 คน ซึ่งในวันธรรมดาลูกค้ามาประมาณ 100 คน วันพุธ และวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าไม่ต่ำกว่า 500 คน ทั้งที่มาเที่ยวชมฟาร์ม มาทานอาหาร มาซื้อสลัด แต่สุดท้ายคือ ลูกค้ามาแล้วมักจะซื้อ มักจะทานอาหารกัน”

เปิดบ้านเป็นร้าน

ราคาขายไม่ต้องสูง

คุณเจส ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงตัวเลขลูกค้าในวันพุธ นั่นเพราะจัดให้เป็นวันโปรโมชั่นทานสลัดไม่อั้นท่านละ 60 บาท ลูกค้าจึงแวะเวียนมาหลักหลายร้อยคน

กับราคาอาหารตั้งไว้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงคำว่าคุ้มค่า โดยเมนูสเต๊กเนื้อโคขุนนำเข้าจากออสเตรเลีย 390 บาท สเต๊กหมูพอร์คช็อพ 180 บาท สเต๊กไก่ และสเต๊กปลาแซลมอน 120 บาท สลัดผักชามใหญ่ 80 บาท เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด 3 รสชาติ

“ลูกค้ามาทานแล้วเขารู้สึกว่าราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพเดียวกัน ที่ขายไม่แพงได้ก็เพราะทำเลไม่ต้องเช่า บ้านของเราเอง ผักก็ปลูกเอง เลือกวัตถุดิบคุณภาพดีมาปรุง แม้กระทั่งเครื่องปรุงผมยังคัดสรร คุณภาพต้องมาก่อน”

ส่วนเรื่องรสชาตินั้น คุณเจส ว่า สำคัญไม่ยิ่งหย่อน โดยไปเรียนรู้สูตรการปรุงรสจากผู้เชี่ยวชาญ และหนึ่งในนั้นคือคุณพ่อชาวสเปน ที่มีความชำนาญด้านการปรุงอาหาร สอนสูตรให้ แล้วนำมาปรับรสให้เข้ากับลิ้นคนไทย

ธุรกิจค้าปลีก “ทำเล” คือสิ่งสำคัญ แต่นั่นคือความเข้าใจของคนทำการค้าในยุคก่อนหน้านี้

“เมื่อก่อนโลเกชั่นต้องมาอันดับ 1 แต่ผมว่าไม่ใช่ ฟาร์มรักดี อยู่ในหมู่บ้าน ทางเข้าดูซับซ้อน ไม่ใช่จุดมองเห็นได้ง่าย แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้คือยุคโซเชียล ถ้าผลิตภัณฑ์ดี บริการประทับใจ ผมว่าลูกค้าจะมาเอง ในขณะเดียวกัน ความเงียบ สงบ ร่มรื่น นี่คือธรรมชาติที่คนจำนวนมากโหยหา และนี่คือจุดขายของฟาร์มรักดี บวกกับมีที่จอดรถ ลูกค้าเขารู้สึกแล้วว่า เขามาแล้วสบาย”

ยกมือไหว้ลูกค้า

มืออาชีพควรทำ

คุณเจส ยังกล่าวถึง บริการ ว่าคือหัวใจหลัก ฉะนั้น ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร คุณเจสพร้อมพนมมือไหว้ และต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง “ลองมองถึงตอนที่เราเป็นลูกค้า เราต้องการอะไร การยกมือไหว้ การบริการอย่างเต็มอกเต็มใจ คือสิ่งชี้วัดถึงความเป็นมืออาชีพ ผมว่าด้วยบริการแบบนี้แหละครับ ทำให้ฟาร์มรักดี มีลูกค้าตั้งแต่ชาวบ้าน นักธุรกิจ อาจารย์ วิศวกร นักศึกษา ชาวต่างชาติ หลายคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด เรียกว่าทุกกลุ่มจริงๆ” การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง คือเป้าหมายของคุณเจส นั่นหมายถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริงใจที่จะมอบให้ลูกค้า ให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจลูกค้า ซึ่งนั่นย่อมมาจากพลังความรักของผู้ทำธุรกิจควรมีมาตั้งแต่ต้น

และเมื่อแบรนด์และธุรกิจแข็งแรงดีแล้ว คุณเจสวางแผนสู่การขยายในรูปแบบแฟรนไชส์

แล้วอย่างนี้ อนาคตหากขยายธุรกิจ ผักสลัดที่ปลูกไว้จะเพียงพอรองรับหรือไม่

คุณเจส กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ถูกวางแผนไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเช่นกัน ด้วยวิธีจัดตั้งศูนย์อบรมการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ขึ้น ซึ่งบัดนี้ผ่านมาถึง 5 รุ่นแล้ว (เดือนละ 1 รุ่น) โดยเป้าหมายของคุณเจส คือต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้นำไปทำได้จริง

ฉะนั้น จึงต้องวางกรอบรับผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ครั้งละไม่เกิน 10 คน ส่วนค่าบริการสอน ท่านละ 3,500 บาท ใช้เวลา 2 วัน (เสาร์-อาทิตย์) โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎี 30 เปอร์เซ็นต์ และลงมือจริง 70 เปอร์เซ็นต์

“ปัญหาของผู้สนใจปลูก คือขายที่ไหน ทั้งๆ ที่ตอนนี้สินค้ามีในตลาดไม่พอขาย ผมจึงต้องหาตลาดให้เขา อย่างตอนนี้ก็มีการรับผักสลัดของผู้เรียนที่ลงมือกลับไปปลูกมาจำหน่ายที่ร้านด้วย แต่ทว่าต้องปลูกตามระบบที่เราอบรมให้ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ ฉะนั้น ในอนาคตกับรูปแบบแฟรนไชส์ จึงไม่ต้องหวั่นเรื่องไม่มีวัตถุดิบรองรับ”

นอกจากมองรูปแบบขยายในส่วนของแฟรนไชส์แล้ว กับหน้าร้านขณะนี้ก็มีเป้าหมายจะขยายเช่นกัน เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มากขึ้นๆ

“ทุกธุรกิจที่ทำ สามารถคืนทุนภายใน 1 ปี ซึ่งผมมองว่าเหตุที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือจุดเริ่มต้น ต้องรักในสิ่งที่ทำ และมีความจริงใจกับลูกค้า เพราะถ้ามีตรงนี้นอกจากจะนำสู่ความสำเร็จ ยังทำให้เมื่อเกิดปัญหาก็จะยินดีอยู่ต่อ” คุณเจส กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจต้องการเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สามารถติดต่อ ฟาร์มรักดี ได้ ซึ่งในส่วนของนักเรียน นักศึกษา เปิดสอนฟรี รวมไปถึงยังมีโครงการมอบความรู้สู่ผู้พิการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย ส่วนใครต้องการลิ้มรสเมนูอร่อย พร้อมเดินชมฟาร์มรักดี คลิกข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/Farmluckdee หรือโทรศัพท์ (092) 281-7788

ทายาท “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ผันตัวปลูกผักไฮโดรฯ แกะสลักเมลอน

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

เกษตรเทรนด์ใหม่

ดวงกมล

ทายาท “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ผันตัวปลูกผักไฮโดรฯ แกะสลักเมลอน

เป็นอีกหนึ่งเซเลบที่หันมาเอาดีด้านการทำเกษตร สำหรับ “ไกรภูมิ โตทับเที่ยง” หนึ่งในทายาทตระกูลดังเมืองตรัง เจ้าของธุรกิจอาหารกระป๋อง “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ด้วยการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักไร้ดินปลอดสารพิษ บนเนื้อที่ 6 ไร่ มีทั้งขายปลีก-ขายส่ง หวังตอบสนองกลุ่มผู้คนรักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดหันมาปลูกเมลอนญี่ปุ่น ผุดไอเดียบรรเจิด จับผลมาแกะสลักลวดลายเพิ่มมูลค่า ใช้วิธีขายแบบประมูลในเฟซบุ๊ก ทำเอาเมลอนธรรมด๊าธรรมดา กลายเป็นผลไม้ที่มีค่าตัวสูงลิบเลยทีเดียว

ทายาทดัง หันมาทำเกษตร

เริ่มจากผักสวนครัว สู่ผักไฮโดรฯ

คุณไกรภูมิ บอกว่า หันหลังให้ธุรกิจครอบครัว เบนเข็มตัวเองมาเป็นเกษตรกร เมื่อปี 2553 ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ประกอบกับสนใจการทำเกษตร เลยลงทุน 50,000 บาท เพื่อลองผิดลองถูกปลูกผักสวนครัวทานเองบนเนื้อที่ กว้าง 2 เมตร ยาว 7 เมตร อาทิ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ใช้ชื่อสวนผักแห่งนี้ว่า “สวนผักสวัสดี” เมื่อเริ่มมีผลผลิตนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน และเริ่มจำหน่าย

เมื่อกระแสการตอบรับดี ทายาทธุรกิจดัง ขยายพื้นที่ปลูกเป็น 6 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง พร้อมกับหันมาปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ควบคุมอุณหภูมิ โดยรากผักจะแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารโดยตรง ดูดซึมสารอาหารโดยการไหลเวียนของน้ำ มีการปั๊มอากาศเพื่อให้ออกซิเจนเข้ารากผัก ช่วยให้ผักดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น การปลูกผักในระบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของสารพิษตกค้าง เพราะเป็นการปลูกในรูปแบบไร้ดิน เป็นการให้รากผักแช่อยู่ในน้ำ

สำหรับธาตุอาหารที่ผักชนิดนี้ต้องการนั้นมี 16 ชนิดคือ คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี คลอรีน และโบรอน รวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆ เช่น อะลูมิเนียม แกลเลียม ซิลิคอน ไอโอดีน ซีลีเนียม และโซเดียม แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ธาตุอาหารที่ผักต้องการมากที่สุดก็คือ คาร์บอน และออกซิเจน รวมกันประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ของธาตุอาหารทั้งหมด

ด้านข้อดีของการปลูกผักไร้ดินในโรงเรือนมุ้งตาข่าย มีระบบไหลเวียนน้ำ นอกจากผลผลิตสะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากปลูกในโรงเรือนที่มีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิด ไม่ใช้สารเคมี ยังลดความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศได้ แต่ทว่าข้อจำกัดคือ ลงทุนการก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ ครั้งแรกค่อนข้างสูง ปุ๋ยและสารละลายธาตุอาหาร ราคาสูงเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ปลูก คุณไกรภูมิ บอกว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ปลูก 1 ไร่ ต่อ 1 โรงเรือน ปัจจุบันมี 4 โรงเรือน ผลผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ราว 120-150 ตัน ต่อปี ช่องทางจำหน่าย ขายส่งให้ตลาดสดในท้องที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, แม็คโคร รวมถึงส่งจังหวัดใกล้เคียง มีสงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เป็นต้น

แกะสลักเมลอน

ขายได้ลูกละ 8,000 บาท

หลังปลูกผักสวนครัว และผักไฮโดรโปนิกส์จนเริ่มอยู่ตัว คุณไกรภูมิ บอกว่า ราวเดือนพฤษภาคม 2558 หันมาทดลองปลูกเมลอน หรือราชินีแห่งพืชตระกูลแตง โดยเลือกใช้เมล็ดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากขึ้นชื่อ มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย หวาน กรอบ ใช้พื้นที่ปลูกหน้ากว้าง 6 เมตร ยาว 25 เมตร ปลูกครั้งหนึ่ง 400-500 ต้น ระยะเวลา 80-90 วัน เมลอนจะให้ผลผลิต การสูญเสียต่อครั้งราว 20 เปอร์เซ็นต์

เมลอนของคุณไกรภูมิ หากขายตามท้องตลาดทั่วไป ราคาก็คงจะไม่แตกต่าง ชายหนุ่มเลยเพิ่มจุดขายโดยการนำมาแกะสลักให้คล้ายกับ “ผลโกมุ โกมุ” ผลไม้หายากในการ์ตูนเรื่อง “วันพีช” รวมถึงแกะสลักชื่อ คำอวยพรต่างๆ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลไม้ชนิดนี้ หลายเท่าตัวเลยทีเดียว

“ผมใช้เหล็กแหลมแกะสลักผลเมลอนเป็นลวดลายต่างๆ ตอนเมลอนมีอายุ 10 วัน หากเกิน 10 วัน ลายที่ออกมาจะไม่สวย ไม่ธรรมชาติ พอเมลอนโตเต็มที่จะมีลวดลายบนผิวตามที่แกะสลักไว้ ส่วนการจำหน่ายใช้วิธีเปิดให้แฟนคลับการ์ตูนเรื่องวันพีช ประมูลผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเมลอน 2 ลูกแรกที่แกะสลัก ถูกประมูลไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในราคาลูกละ 8,000 และ 7,000 บาท รวม 15,000 บาท”

สำหรับราคาปกติของเมลอน คุณไกรภูมิ บอกว่า เดิมราคาลูกละ 175-250 บาท แต่หลังจากใช้วิธีเพิ่มมูลค่าด้วยวิธีแกะสลัก เพิ่มได้ลูกละ 7,000-8,000 บาท เลยทีเดียว

ด้านลวดลายที่แกะสลัก นอกจากคล้ายกับ “ผลโกมุ โกมุ” ผลไม้หายากในการ์ตูนเรื่อง “วันพีช” ยังเปิดให้ลูกค้าสั่งจองแกะสลักเป็นชื่อบุคคล คำอวยพร รูปหัวใจ เพื่อนำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษ โดยเปิดให้สั่งจอง ในขณะที่เมลอนอายุ 10 วัน ราคาลูกละ 250 บาท

ถามถึงวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่ประมูลผลเมลอนไป คุณไกรภูมิ เผยว่า คนที่มาประมูล 2 คนแรกเป็นแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนวันพีช ที่อยากได้ไปครอบครอง ส่วนลูกค้าที่สั่งแกะสลักเป็นชื่อบุคคล คำอวยพร 100 เปอร์เซ็นต์นำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษช่วงเทศกาล

นับเป็นการผสมผสานที่เข้ากันดี ระหว่างศิลปะการแกะสลักกับผลไม้ ช่วยสร้างมูลค่าทั้งราคา และมีชื่อเสียงโด่งดัง ไอเดียสุดเฟี้ยวของคนรุ่นใหม่

สำหรับ สวนผักสวัสดี ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ (084) 439-3333

จากเด็กเรียนห่วย แต่ใฝ่ดีทำเกษตร ปลูกผักสลัดออร์แกนิก ขายดีพุ่งกระฉูด

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เกษตรเทรนด์ใหม่

ดวงกมล

จากเด็กเรียนห่วย แต่ใฝ่ดีทำเกษตร ปลูกผักสลัดออร์แกนิก ขายดีพุ่งกระฉูด

หยกยังสร้างความแตกต่างโดยเลือกที่จะปลูกผักสลัดแทนผักพื้นบ้าน ปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก คือการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมี ตั้งเป้าภายในปี 2559 พื้นที่ปลูกต้องได้ตรารับรอง Organic Thailand หรือ ระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับผลผลิตเป็นที่ยอมรับ

กลายเป็นไอดอลของบรรดาเด็กเรียนไม่เก่ง บ้านไม่รวย ไปซะแล้ว สำหรับ “จุลเทพ บุณยกรชนก” หรือ น้องหยก เด็กหนุ่มวัย 18 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีอ่างทอง ที่มีปมในชีวิตคือ เรียนไม่เก่ง ได้เกรดเฉลี่ย 1 กว่ามาตลอด โดนคนรอบข้างและเพื่อนบ้านตำหนิอยู่ตลอดว่า ความรู้น้อยนิดจะไปทำอะไรกิน จะหาเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า

จากความกดดัน กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ชายหนุ่มค้นพบสิ่งที่ตัวเองถนัดจนเจอ นั่นคือ เป็นเกษตรกรตามรอยพ่อ แต่เพิ่มไอเดียคนเจน Z แหวกแนวคิดทฤษฎีใหม่ ใส่การตลาดด้วยการเปิดเฟซบุ๊กใช้ชื่อ “มังกรหยก คุณชายผักสลัด” ล่าสุดฟีดแบ็กดีเกินคาด เปิดศูนย์เรียนรู้การปลูกผักสลัด รับหน้าที่เป็นติวเตอร์สอนทุกขั้นตอนให้แก่บรรดาผู้ที่สนใจ

จากคำครหาคนรอบข้าง

พื้นที่ปลูกต้องได้ตรารับรอง

หยก เล่าว่า ตัวเองเกิดในครอบครัวธรรมดา คุณพ่อเป็นเกษตรกร เชี่ยวชาญด้านการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกผักเองบ้าง แต่เฉพาะผักพื้นบ้านเพื่อไว้รับประทานเท่านั้น ตอนอยู่ ป.1 เริ่มเข้ามาช่วยพ่อปลูกผัก ทำปุ๋ย แต่ช่วง ม.6 เข้ามาช่วยจริงจัง เริ่มเอาผักไปขายเป็นเรื่องเป็นราว

คุณพ่อน้องหยก เริ่มอาชีพเกษตรกรตอนปี 2547 ฉะนั้น หยกจึงสัมผัสกับชีวิตเกษตรกรมาตั้งแต่เล็กๆ สั่งสมประสบการณ์การปลูกผัก ทำปุ๋ย ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเรื่อยมา จนกระทั่งเริ่มทำเป็นธุรกิจเมื่อปี 2558

สาเหตุที่หยกหันมาสนใจทำเกษตร เจ้าตัว บอกว่า ส่วนหนึ่งมาจากการดูถูกของคนรอบข้าง ที่มักจะตำหนิว่า เรียนหนังสือไม่เก่ง เรียนไม่เอาไหน ช่วงแรกท้อไม่อยากทำอะไร แต่เมื่ออยู่บ้านไปนานๆ เริ่มสนใจการปลูกผัก และเข้ามาช่วยพ่อในทุกขั้นตอน

ไม่ใช่แค่ตามรอยพ่อเท่านั้น หยกยังสร้างความแตกต่างโดยเลือกที่จะปลูกผักสลัดแทนผักพื้นบ้าน ปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก คือการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมี ตั้งเป้าภายในปี 2559 พื้นที่ปลูกต้องได้ตรารับรอง Organic Thailand หรือ ระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับผลผลิตเป็นที่ยอมรับ

การเลือกปลูกผักสลัดแทนผักพื้นบ้าน หยก บอกว่า ในจังหวัดอ่างทองไม่ค่อยมีคนปลูก ไม่เหมือนผักพื้นบ้าน ที่ทุกบ้านปลูกกันเยอะแล้ว ซึ่งขั้นตอนการปลูกผักสลัดให้เป็นออร์แกนิก ลำดับแรก พื้นที่ปลูกต้องเว้นจากการใช้เคมีมานาน 3 ปี เตรียมดินล่วงหน้า 7 วัน เมล็ดพันธุ์ต้องไม่ตัดต่อพันธุกรรม ช่วงระยะเวลาที่ปลูกต้องไม่ใส่สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น มีคำแนะนำ ดินที่ใช้ปลูกผักสลัดควรเป็นดินร่วนซุย ใส่อินทรียวัตถุ ได้แก่ แกลบดำ แกลบดิบ ขุยมะพร้าวละเอียด ส่วนสมุนไพรไล่แมลงและปุ๋ยก็ต้องมาจากธรรมชาติเช่นเดียวกัน

เผยสูตรปุ๋ย

สูตรสมุนไพรไล่แมลง

สำหรับสูตรปุ๋ย และสูตรสมุนไพรไล่แมลง น้องหยก เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า ส่วนผสมปุ๋ย มี 1. ผลไม้สุก เช่น มะละกอ มะม่วง ละมุด 2. กากน้ำตาล นำมาหมักไว้อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ธาตุอาหารเยอะ

สูตรสมุนไพรไว้ใช้ไล่แมลง มีหลายสูตร อาทิ พริกตำหยาบหมักกับกากน้ำตาลและน้ำส้มสายชู 1 วัน เม็ดสะเดาตากแห้งหมักกับกากน้ำตาล 15 วัน บอระเพ็ดหมักกับกากน้ำตาล 7 วัน เป็นต้น

สำหรับผักสลัดมี 3 ชนิด ผักกาดคอรัล (ผักกาดหอมใบแดง) ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก ผักเรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค มีทั้งสีแดงและสีเขียว เนื้อที่ปลูกผักสลัดแห่งนี้ ราว 1 ไร่ครึ่ง

วิธีการปลูกของน้องหยก เขาจะแบ่งเป็นแปลงเพื่อง่ายต่อการเก็บผลผลิต ขนาดแปลง หน้ากว้าง 1.20 เมตร ยาว 5 เมตร 1 แปลง ปลูกผักสลัดได้ 100 ต้น ให้ผลผลิต 4-5 กิโลกรัม 1 กิโลกรัมได้ผัก 13-15 ต้น ใส่ปุ๋ยทุกวัน รดน้ำทุกวัน ผักโตสมบูรณ์ รสชาติดี ไม่ขม

ยังมีเคล็ดลับ ซึ่งเป็นทฤษฎีใหม่แหวกแนวชาวบ้านที่หยกคิดขึ้นเอง นั่นคือ

1. รดน้ำตอนกลางวัน เพราะตอนกลางวันแดดจะแรงมาก ผักยิ่งจะต้องปรับตัวสู้ความร้อน หากไม่มีน้ำคอยช่วยให้ความชุ่มชื้น ผักจะสร้างยาง และทำให้โครงสร้างภายนอกแข็งกระด้าง อีกทั้งยังมีผลต่อรสชาติของผัก ผักจะมีรสขมมาก จึงหันมารดน้ำตอนกลางวัน แต่อย่าให้ชุ่มจนแฉะ

2. ให้ปุ๋ยน้ำอินทรีย์ทุกวัน ต้องเป็นช่วงเวลา 09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ดีสุด

3. รดสมุนไพรไล่แมลง ตอนเย็นทุกวัน หลัง 18.00 น. ไปแล้ว ผักออกมาสวย ต้นงาม แข็งแรง

4. ใช้จุลินทรีย์ทำจากหน่อกล้วย รดในช่วงเช้าก่อน 07.00 น. เพื่อสู้เชื้อราบนใบผัก

เพาะต้นกล้า ก่อนลงปลูก

อนาคตเช่าที่เพิ่ม 10 ไร่

การเพาะต้นกล้าก็สำคัญมาก หยกจะทำการเพาะต้นอ่อน ก่อนลงแปลงปลูก ใช้ถาดเพาะขนาด 104 หลุม นำมาบากหน้าดินให้เกิดรอย แล้วค่อยหยอดเมล็ดเพาะ จากนั้นรดน้ำแบบพรม พอชุ่ม รดในลักษณะสเปรย์ ต้นกล้าเกิดใบจริง 4 ใบ จึงจะนำลงแปลงปลูกได้

จากการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี จนลูกค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผักสลัดที่นี่รสชาติอร่อย หวาน ไม่ขม ต้นใหญ่ ด้านการทำตลาด เจ้าของส่งตามร้านอาหาร ร้านสเต๊กในจังหวัดอ่างทอง ร้านอาหารที่สั่งซื้อต้องสั่งล่วงหน้า 60 วัน เพราะผักสลัดต้องใช้เวลาปลูกนาน 55 วัน ถึงจะได้ผลผลิต แต่ละสัปดาห์มีออร์เดอร์เข้า 500 กิโลกรัม แต่ผลผลิตที่ได้ สัปดาห์ละ 120 กิโลกรัม เท่านั้น จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

เนื่องจากผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด หลังจากนี้ หยก วางแนวทางการขยายการผลิต โดยใช้วิธีไปหาเช่าที่ดิน อยากได้ประมาณ 10 ไร่ เพื่อลงทุนทำเกษตรอินทรีย์ และตั้งใจว่าจะยึดอาชีพเกษตรกรต่อไป

การที่ชายหนุ่มทุ่มเท ทดลองผิดถูกมาเป็นระยะเวลานาน ล่าสุดเขาแบ่งปันโนว์ฮาว ด้วยการเปิดศูนย์การเรียนรู้การปลูกผักสลัด เผยทุกขั้นตอนให้แก่บรรดาผู้ที่สนใจ ทุกวันเสาร์ ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ (086) 369-2384 หรือ FB/ มังกรหยก คุณชายผักสลัด

อดีตบิ๊ก บ.ประกัน เช่าที่ 100 ตารางวา ปลูกสารพัดผัก…รับทรัพย์ทุกวัน

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

เกษตรเทรนด์ใหม่

พารนี

อดีตบิ๊ก บ.ประกัน เช่าที่ 100 ตารางวา ปลูกสารพัดผัก…รับทรัพย์ทุกวัน

“…เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์”

ยุคเศรษฐกิจฟุบแทบโงหัวไม่ขึ้น หลายองค์กรใหญ่-น้อย ต่างพากันรัดเข็มขัด ออกมาตรการ “ต้อง” ประหยัดกันสารพัด

“การยุบแผนก” เพื่อลดจำนวนพนักงาน คือวิธีการลดต้นทุน ที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้

และหากใครโดน “แจ็กพอต” ย่อมต้องดิ้นรนมองทางเลือกเพื่อหาทางรอดกันไป

ตามกำลังและความสามารถที่มีอยู่เป็นทุน…ดั้งเดิม

ถูกเลิกจ้าง

เรียนรู้วิชาเห็ด

เมื่อราวต้นปี 2558 ที่ผ่านมา คุณเอีย-อารีย์ เพ็งสุทธิ์ วัย 46 ปี คือหนึ่งใน “มนุษย์ออฟฟิศ” แห่งยุค ที่มีอันต้องถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งผู้บริหาร ระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกคอร์ปอเรต มาร์เก็ตติ้ง ของบริษัทประกันในเครือธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานั้นเธอมีรายรับเป็นเงินเดือนประจำถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

“ตอนออกมาได้ทุนมาก้อนหนึ่ง น้องๆ ที่อายุยังน้อยพากันไปหางานใหม่ ส่วนตัวเองอายุขนาดนี้ ฐานเงินเดือนเท่านี้ หางานใหม่คงลำบาก แม้จะไปสมัครงานใหม่ไว้ แต่เริ่มคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองแล้ว” คุณเอีย เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นกันเอง

ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรกยังไม่รู้จะเริ่มต้นอาชีพอิสระในแบบของตัวเองอย่างไรดี แต่ด้วยความที่มีฝีมือทำอาหาร เลยตั้งใจจะทำ “แกงถุง” ไปฝากขายตามออฟฟิศพรรคพวกที่เคยร่วมงาน

แต่ยังไม่ทันลงมือ มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งชื่นชอบการทำเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ มาแนะนำให้ทำฟาร์มเห็ด เพราะแนวโน้มตลาดยังดีอยู่

“ตอนแรกอยากทำผักไฮโดรฯ เพราะเคยทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งมาก่อน รู้จักคนในแวดวงโรงแรม ร้านอาหารเยอะ ถ้าปลูกแล้วทำส่งให้เขาน่าจะได้ ประกอบกับเคยไปฟาร์มผักไฮโดรฯ เห็นแล้วสวยดี เลยอยากทำบ้าง แต่พอศึกษาละเอียด รู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงพอสมควร” คุณเอีย ว่าให้ฟัง

เมื่อโปรเจ็กต์ผักไฮโดรโปนิกส์ยังไม่ผ่าน คุณเอียจึงทำตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้องคนดังว่า หันมาศึกษาวิชาการเพาะเห็ดขาย ตระเวนไปหาความรู้เกี่ยวกับเห็ดทุกรูปแบบ นับแต่ การลงก้อน การรักษาก้อน การปล่อยน้ำ การเก็บ เป็นต้น

“ไม่เคยจับงานด้านเกษตรเลย แม้พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช พ่อ-แม่ทำนามาก่อน แต่ท่านให้แต่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาหน่อยส่งเข้ากรุงเทพฯ เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์” คุณเอีย เล่ายิ้มๆ

ใช้เวลาไม่นาน จึงมี “วิชาเห็ด” ติดตัว ขั้นต่อไปคือ หาเช่าที่ดินเพื่อสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด เพราะบ้านที่อาศัยในรามอินทราของเธอและลูกๆ นั้น เป็นทาวน์โฮมตามสมัยนิยม ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก

แต่จนแล้วจนรอด หาเท่าไหร่หาไม่ได้ ส่วนที่พอจะได้ ก็ราคาแพงจนรับไม่ไหว

“ขับรถตระเวนหาเช่าที่ไปทั่วจนท้อ จำได้วันนั้นจะถอดใจ คิดว่าคงไม่ได้ทำแล้ว แต่ระหว่างทางก่อนถึงบ้านแค่ซอยเดียว เหลือบไปเห็นป้ายประกาศให้เช่าที่ 2 แปลง แปลงละ 100 ตารางวา กับ 200 ตารางวา เลยรีบโทรศัพท์ไปถาม พอทราบเงื่อนไข-ราคา รีบบอกตกลงเดี๋ยวนั้นเลย” คุณเอีย เล่าก่อนหัวเราะร่วน

ปลูกผักปลอดสาร

เพาะต้นอ่อนเสริม

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ที่ดิน 100 ตารางวา ที่อยู่ในซอยคู้บอน 27 แยก 8 ซึ่งเธอทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 2 ปีกับเจ้าของที่ดินนั้น ใช้เงินมัดจำ 10,000 บาท ค่าเช่าต่อเดือน 3,000 บาท หากครบเวลาตามสัญญาแรกแล้ว อาจทำสัญญาใหม่เป็นแบบปีต่อปี

หลังจากเข้ามาถางหญ้าสูงท่วมเอว เก็บขยะ ปรับหน้าดิน ล้อมรั้ว จนเป็นที่พอใจแล้ว

ขั้นต่อไปคือ การขอน้ำ-ขอไฟ เดินสายเข้ามาในที่ดิน ก่อนลงทุนด้วยเงิน 50,000 บาท สร้างโรงเรือนเพาะเห็ด ขนาด 4 คูณ 6 เมตร จำนวน 2 หลัง

จากนั้นจึงนำก้อนเห็ดนางฟ้าภูฏาน จำนวน 2,500 ก้อน มาลงไว้ในโรงเรือนหลังแรก ส่วนหลังที่ 2 ยังไม่ลงก้อนเห็ด เพียงแต่สร้างรอไว้ก่อน

“เห็ดล็อตแรกดอกสวย ไม่หงิก ไม่แฉะ ออกมาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เก็บได้ประมาณ 80 กิโลกรัม แบ่งขายส่ง 20 กิโล คิดกิโลละ 70 บาท ขายปลีกกิโลละ 120 บาท คนรับซื้อส่วนใหญ่เป็นคนคุ้นเคยกัน” คุณเอีย เผย

และว่า โรงเรือนเพาะเห็ดขายทั้ง 2 โรงของเธอนั้นใช้พื้นที่ไม่ถึงครึ่งของ 100 ตารางวา เลยอยากหาพืชอื่นมาลงเพิ่ม ประกอบกับรู้จักกับคุณตา ที่อยู่ในละแวกบ้าน ซึ่งเป็น “หมอชาวบ้าน” มีความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอย่างดี เลยชักชวนให้ท่านมาช่วยอีกแรง

โดยวางแนวคิด “ปลูกไว้กิน เหลือค่อยขาย” พืชที่ลงเพิ่มส่วนใหญ่จึงเป็นพืชอายุสั้น อย่าง แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ชะอม ต้นหอม ดอกดาวเรือง เป็นต้น

และหลักการสำคัญที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้คือ ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ใช้ยาฆ่าแมลง

“ตอนปรับหน้าดิน นำขี้วัวมาลงด้วย พอแตงกวา ถั่วฝักยาว เริ่มออก จะมีพวกรา เพลี้ย หนอน มารบกวน วิธีการกำจัดดีที่สุดคือ มือของเรานี่แหละ รูดบ้าง บี้บ้าง ให้มันตาย นี่คือภารกิจทุกๆ เช้าที่ผ่านมา แต่พอเริ่มโตไม่ต้องทำแล้ว รดน้ำตามปกติพอ” คุณเอีย เผยเทคนิคที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณตา ผู้ช่วยคนสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทั้งเห็ดและพืชผักสวนครัวดังว่า ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะสามารถเก็บดอกผลออกจำหน่าย รายได้จึงอาจขาดช่วง คุณเอียจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูก “ต้นอ่อน” ของพืช พวก ผักบุ้ง ทานตะวัน และโตเหมี่ยว เพราะพืชกลุ่มนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน สามารถเก็บขายได้แล้ว

ส่วนความรู้เรื่องการเพาะต้นอ่อนนี้ อาศัยจากการอ่านหนังสือและค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต หาว่า ทำกันยังไง ใช้ดินแบบไหน หาซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ใดได้บ้าง ช่วงลองผิดลองถูกเสียหายไปสองสามถาด แต่พยายามปรับปรุง จนตัดออกขายได้หลายชุดแล้ว

เห็นเงินทุกวัน

เลี้ยงตัวสบาย

ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ถึงวันนี้ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” แปลงผักในเมือง ภายใต้การดูแลของคุณเอีย ให้ผลผลิตออกมาแล้วหลากหลาย นับตั้งแต่ เห็ดนางฟ้าภูฏาน ต้นอ่อนผักบุ้ง-ทานตะวัน-โตเหมี่ยว แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว ดอกดาวเรือง ฯลฯ สามารถสร้างรายได้ให้เป็นระยะ

ส่วนวิธีการ “เข้าถึง” ลูกค้าในแบบของคุณเอียนั้น นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

เริ่มจากส่งให้ตามออฟฟิศที่เคยทำงานและมีพรรคพวกคนรู้จักย่าน สีลม สาทร ราชดำริ โดยพอตกเย็นวันพฤหัสบดี จะโทรศัพท์สอบถามแต่ละตึกว่ามีออร์เดอร์มั้ย อะไรบ้าง จากนั้นจึงกลับมาแพ็กตามคำสั่งลูกค้า เช้ามารวบรวมก่อนขับรถไปหย่อนตามตึก และจะมีรุ่นพี่-รุ่นน้องหลายคน ช่วยรวบรวมเงินค่าผักมาให้

“ทุกวันศุกร์ผักจะเต็มท้ายรถและห้องโดยสารเลยนะ ช่วงแรกเขาคงอยากช่วย เลยสั่งซื้อ แต่ระยะหลังยังสั่งกันตลอด แสดงว่าผลผลิตเราขายได้ด้วยตัวเองแล้ว และคงสะดวกดี มีบริการส่งให้ถึงที่ ของก็มีคุณภาพ” คุณเอีย บอกอย่างนั้น

ก่อนกระซิบว่า ขับรถไปส่งของในเมืองแบบนี้ ค่าทางด่วน 200 ค่าแก๊สรถ 200 ยังคุ้มอยู่ เพราะขายได้บางครั้งถึง 3,000 กว่าบาท แถมยังได้เจอะเจอเพื่อนฝูงด้วย

สำหรับผักที่ส่งขายตามออฟฟิศในเมืองนี้ ส่วนใหญ่เป็นเห็ดและต้นอ่อนต่างๆ ส่วนแตงร้าน แตงกวา ถั่วฝักยาวที่เหลือจากเก็บไว้กินแล้ว คุณเอียพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านส้มตำในละแวกบ้าน ทั้งแบบรถเข็นไปจนตึกแถว โดยขับรถเข้าไปถามกันตรงๆ ช่วงแรกแม่ค้าหลายคนทำหน้างง ไม่แน่ใจพูดจริงหรือพูดเล่น ที่ขับรถเก๋งคันเป็นล้านมาบอกขายถั่ว-ขายแตง

“เมื่อก่อนเห็นเงินพันสองพันเฉยๆ ตอนนี้ ร้อยสองร้อยกว่าจะได้มามันยากนะ แต่ก็หาได้ทุกวันอยู่ที่ขยันมากน้อยแค่ไหน อย่างแตงร้าน ออก 10 กิโล ขายหมดได้ 300 บาท แตงกวาอีก 5 โล ต้นอ่อน 20 ถุง ทำไปทำมาวันนั้นพันนึงได้แล้ว” คุณเอีย ว่าเสียงเรียบ

ธุรกิจ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของอดีตผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตท่านนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท และกำลังสร้างรายได้กลับเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เจ้าของมีกำลังใจและกำลังจะขยายโรงเพาะเห็ดเพิ่มเป็นโรงที่ 3 แล้วด้วย

“ไม่อายเลยที่ทุกวันนี้ต้องมาปลูกเห็ด-ปลูกผัก เพราะมีรายรับเลี้ยงตัวเลี้ยงลูกได้สบาย แต่แอบห่วงความรู้สึกของแม่และลูกชายทั้ง 2 คนเหมือนกัน ว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไง” คุณเอีย เผยความในใจ ส่งท้าย

ก่อนฝากไปยัง “มนุษย์เงินเดือน” ที่อาจกำลังต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับเธอว่า

“ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา อะไรผ่านมาแล้วให้ผ่านไป และเชื่อมั่นว่าต้องอยู่ให้ได้”

……………

ข่าวล่าสุดแจ้งว่า คุณเอียได้งานประจำที่ใหม่แล้ว ซึ่งอยู่ในแวดวงการประกันชีวิตเหมือนเดิม แต่เธอยังไม่ทิ้งอาชีพเกษตรกรที่กำลังตกหลุมรัก และจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุด มาดูแล “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของเธออย่างเต็มกำลัง

สนใจอยากได้ผักดี-มีคุณภาพ ไปลองรับประทาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (091) 875-0777

Farm de Lek ฟาร์มสร้างสุข…ของเด็กเมือง

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เกษตรเทรนด์ใหม่

เรื่อง : พารนี ภาพ : เม-นัท

Farm de Lek ฟาร์มสร้างสุข…ของเด็กเมือง

“การทำเกษตร ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากลำบากเสมอไป แต่ที่ผ่านมา หลายคนทิ้งงานด้านเกษตรไป เพราะคิดว่าต้องต่ำต้อย ตากแดด ตัวดำ…”

ขึ้นชื่อเป็นพ่อคน-แม่คน ร้อยทั้งร้อย ต้องอยากเห็นลูกของตัวเอง เป็นเด็กดี มีคุณภาพ

และหากให้ “แอดวานซ์” ไปกว่านั้น คงหวังให้ไปถึงขั้น ไม่เป็นภาระให้กับสังคม ทั้งยังควรช่วยเหลือผู้อื่นได้

แต่จะว่าไป แค่ “อยาก” อย่างเดียว คงไม่พอ

คงต้องลงมือก่อร่างสร้างแบบอย่างที่ดีให้บุตรหลาน ได้เรียนรู้และซึมซับ จนกลายเป็น “จิตสำนึก” ติดตัวของพวกเขาไปจนตลอดด้วย

ความปรารถนาดังว่า…จึงจะบรรลุผล

กลัว “เมือง” กลืน

หันพลิกฟื้นที่ดินบรรพบุรุษ

“ฟาร์มตาเล็ก อยากเป็นทางเลือกให้กับเด็กที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมือง เดินแต่ห้าง เคร่งเครียดกับการเรียนพิเศษกวดวิชา นั่งหน้าคอมพ์ เล่นเกมอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน ได้ออกมาใช้ชีวิตและสัมผัสกับธรรมชาติกันบ้าง”

คุณเก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์ เจ้าของกิจการ Farm de Lek (ฟาร์ม เดอ เล็ก) หรือชื่อภาษาไทย ว่า “ฟาร์มตาเล็ก” เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง ที่ดินขนาด 44 ไร่ บริเวณคลอง 15 รังสิต-นครนายก ผืนนี้ เป็นของ “คุณตาเล็ก” คุณตาแท้ๆ ของเธอเอง โดยเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ทำเป็นสวนมะม่วงหลากหลายพันธุ์ สามารถส่งขายได้เป็นตันต่อปี

ก่อนเปลี่ยนไปปลูกไม้เศรษฐกิจ อย่าง สนและยูคาลิปตัส แต่โชคไม่ดีถูกไฟไหม้แทบหมด เหลือแต่มะม่วงอยู่บ้าง ที่ดินจึงถูกทิ้งร้างไปนาน เพราะลูก-หลานทุกคนของคุณตาเล็ก ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และไม่สนใจในเรื่องงานเกษตรกันแม้แต่คนเดียว

ซึ่งรวมถึงตัวเธอด้วย โดยก่อนหน้านี้ แต่งงานมีครอบครัว และใช้ชีวิตติดตามสามี เดินทางไปอยู่ต่างประเทศนานกว่า 10 ปี ประเทศสุดท้ายก่อนย้ายกลับมาคือ ออสเตรเลีย ลูกทั้ง 3 คน ได้ซึมซับการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างมีคุณภาพ เรียบง่าย และใกล้ชิดธรรมชาติ

แต่เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง ทำให้เด็กๆ ถึงกับ “ช็อก”เล็กน้อย กับสภาพแวดล้อมที่ต้องพบเจอ

“พวกเขาต้องนั่งรถไปโรงเรียนวันละชั่วโมง ชีวิตหมดเวลาไปกับการเดินทาง คุณภาพชีวิตที่เคยได้รับ ลดน้อยลง ไม่มีที่ให้วิ่งเล่นหรือขี่จักรยาน กิจกรรมนอกบ้านมีแต่การเดินห้างสรรพสินค้า” คุณเก๋ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มของปัญหา

จนนำมาสู่ความคิด หากยังปล่อยให้ชีวิตอยู่ห่างไกลธรรมชาติและถูก “เมือง” กลืนต่อไปเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อพัฒนาการของลูก

จึงหวนนึกถึงที่ดินของ “คุณตาเล็ก” ที่เคยเป็นสนามเด็กเล่นของเธอในวัยเด็ก แต่ไม่ได้เข้าไปใช้งานเป็นเวลานานแล้ว

สรุปกับตัวเองได้ดังนั้น เลยตัดสินใจเข้าไปพัฒนาที่ดินของบรรพบุรุษ ให้กลับมาเป็นพื้นที่การเกษตร เหมือนเมื่อสมัยก่อน โดยให้ลูกๆ มีส่วนร่วมในการ “สร้างฟาร์ม” ตั้งแต่เริ่มต้น

ระหว่างนั้นมักมีครอบครัวของเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนตลอด จนหลายคนชื่นชอบ ที่ได้เห็นเด็กๆ อยู่กับธรรมชาติ อย่างสนุกสนาน เลยแนะให้ทำเป็นธุรกิจ เปิดฟาร์มให้คนภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้ไลฟ์สไตล์แบบนี้บ้าง

พูดคุยถึงตรงนี้ นึกสงสัยความรู้ด้านเกษตรของเธอได้มาจากไหน คุณเก๋ยิ้มกว้าง ก่อนบอกอารมณ์ดี

“จบปริญญาตรีที่เอแบค ปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เคยศึกษาด้านตกแต่งภายใน และอีกหลายวิชา แต่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านเกษตรเลย อาศัยเรียนรู้จากประสบการณ์การทำฟาร์มมาตลอด 3 ปีเศษ”

หมดสมัย

เกษตรกร ต่ำต้อย-ตัวดำ

เมื่อมีความพร้อมจะเปิดให้คนภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้การทำการเกษตร ในแบบ Educational Farm คือไม่เน้นขายผลผลิต แต่เป็นฟาร์มที่มีพื้นที่สำหรับการ “เรียนรู้” ในหลายด้าน ทั้งความรู้ด้านเกษตรพื้นฐาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การแบ่งปัน การให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การจัดการขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ “เด็กเมือง” ชั้นประถม อายุ 3-12 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่ยังพอ “สอนได้” และเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสกับชีวิตกลางแจ้งเท่าใดนัก

ช่วงแรกของการแสดงจุดยืนในธุรกิจ คุณเก๋มักย้ำกับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาเรียนรู้ในฟาร์มแห่งนี้ว่า การทำเกษตร ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากลำบากเสมอไป แต่ที่ผ่านมา หลายคนทิ้งงานด้านเกษตรไป เพราะคิดว่าต้องต่ำต้อย ตากแดด ตัวดำ

แต่เธอจะแสดงให้เห็นว่าการทำงานเกษตร ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเหมือนที่ว่ามาก็ได้

อย่างตัวเธอและลูกๆ ก็มักแต่งตัว “เต็ม” ในแบบของตัวเองได้ทุกวัน เพียงแต่เวลาลงมือทำงานขอให้ทำอย่างเต็มที่และจริงจังเท่านั้น

“ช่วงแรกหลายคนเข้าใจว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ขณะที่เรามีเป้าหมายเปิดฟาร์มเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กๆ โดยใช้เรื่องของการเกษตรเป็นเครื่องมือหลัก ผู้ปกครองบางราย อาจคาดหวังการบริการในแบบที่ไม่ใช่เรา เลยต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะปรับความคิดให้เข้าใจตรงกันทุกกลุ่ม” คุณเก๋ เล่ายิ้มๆ

เปิดให้บริการเพียงปีเศษ แต่ “ฟีดแบ็ก” จัดว่าถึงขั้น “ถล่มทลาย” มีเด็กและผู้ปกครองแวะวียนมาเรียนรู้กันที่ฟาร์มแห่งนี้ นับแล้วได้หลายพันคน

แถมทุกวันนี้มีคิวจองเข้ามาเต็มจำนวนรับแล้วล่วงหน้า…หลายเดือน

แต่ถ้ามองในแง่ผลกำไรที่เป็น “เม็ดเงิน” คุณเก๋ บอก คงอีกหลายสิบปีกว่าจะคืนทุน เพราะทั้งมูลค่าที่ดิน การลงทุนเริ่มต้น การบำรุงรักษา ค่าจ้างแรงงานจำนวนกว่า 20 คน รวมแล้วนับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก คงไม่คุ้มกันเลยหากเทียบกับการคิดราคาค่าจัดในแต่ละกิจกรรม

อย่างไรก็ดี การที่ “ฟาร์มตาเล็ก” ยังอยู่ได้ เพราะมีรายได้จากธุรกิจตัวอื่นมาหนุนอีกทาง

ทุกวันนี้ เธอจึงตั้งใจทำ “มรดกจากคุณตา” ผืนนี้ ให้เป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่พอมีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง

ส่วน “กำไร” ที่คาดหวังนั้นคือ การปลูกฝังให้ลูกของเธอและเด็กอีกหลายคน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น

“การที่เด็กได้สัมผัสดิน โคลน ต้นไม้ใบหญ้า หรือสัตว์ บ้าง จะช่วยพัฒนาทักษะ สติปัญญา อารมณ์ และความคิด ทำให้มีความอดทน การได้มาเห็นความแตกต่างของชีวิตคนในเมืองกับชีวิตชาวไร่ชาวสวน ที่ต้องตรากตรำทำงานกลางแดด อาจทำให้พวกเขาเข้าใจและเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังอยากให้เด็กๆ เห็นความสำคัญและคุณค่าของอาชีพเกษตรกรรม ที่สามารถพัฒนาไปเป็นทางเลือกอาชีพในอนาคตได้ด้วย” เจ้าของกิจการ “ฟาร์มตาเล็ก” ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

เส้นทางไป “ฟาร์มตาเล็ก”

โดยรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ

เส้นทางที่ 1 ใช้บริการดอนเมืองโทลล์เวย์ ผ่านดอนเมืองมาลงที่ป้ายลำลูกกา (ตลาดสี่มุมเมือง) เข้าถนนรังสิต-นครนายก

เส้นทางที่ 2 ใช้บริการวงแหวนตะวันออก ผ่านด่านเก็บเงินธัญบุรี ลงที่ป้ายทางออกที่ 2 “นครนายก” เข้าถนนรังสิต-นครนายก บริเวณคลอง 5

เส้นทางที่ 3 ใช้เส้นทางถนนสายลำลูกกา ถนนสายนี้จะคู่ขนานกับถนนสายรังสิต-องครักษ์ โดยให้มุ่งหน้าไปสายบางน้ำเปรี้ยว จากนั้นสามารถตัดเข้ามาบรรจบกับสายรังสิต-องครักษ์ ได้หลายเส้นทาง ได้แก่ ถนนเชื่อมบริเวณคลอง 7 คลอง 11 คลอง 13 และคลอง 14 ถนนเชื่อมแต่ละคลองอาจจะแคบ แต่ปริมาณรถยนต์ในวันดังกล่าวอาจจะน้อยกว่า ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถให้มากขึ้น

หากมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางผ่านสระบุรี พอถึงแยกหินกองเลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางสายหินกอง-วิหารแดง (สาย 33) ตัดเข้าถนนสาย 3051 ที่อำเภอบ้านนา จะพาท่านมาบรรจบกับถนนสาย 305 นครนายก-องครักษ์

และถ้ามาจากภาคตะวันออก เดินทางเข้าถนนสาย 314 ที่บางปะกง ถึงตัวเมืองฉะเชิงเทรา เดินทางต่อโดยใช้ถนนสาย 3200 ผ่านอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

สำหรับราคาการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งวัน เด็ก ราคา 800 บาท (ต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่คิด) ผู้ใหญ่ ราคา 450 บาท และไม่รับลูกค้าวอล์กอิน ต้องจองเข้ามาล่วงหน้าเท่านั้น

ราคานี้รวมค่ากิจกรรมต่างๆ เช่น อาหารกลางวัน อาหารว่าง น้ำดื่ม และน้ำผลไม้ตลอดทั้งวัน (แต่ไม่รวมค่าขี่ม้ากับขับรถ ATV)

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ฟาร์มตาเล็ก เลขที่ 43 หมู่ 3 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก 26120

โทรศัพท์ (02) 538-2215, (02) 539-1857 โทรสาร (02) 539-3375 โทรศัพท์มือถือ (098) 463-8223

เว็บไซต์ : http://www.farmdelek.com LINE : FARMDELEK และ Facebook : Farm de Lek

โอ๋ นักร้อง P2WARSHIP ศิลปินอินดี้ สู่วิถีเกษตรในเมือง

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

โอ๋ นักร้อง P2WARSHIP ศิลปินอินดี้ สู่วิถีเกษตรในเมือง

“เริ่มทำ” คือเคล็ดลับที่เจ้าของฟาร์มฮิพอินทรีย์ แนะโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ว่าที่ทำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นอกจากการได้เริ่มลงมือทำ และเน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่ทำเกินกำลัง

จากเส้นทางดนตรีสู่อาชีพเกษตรกรรมกลางกรุง คุณธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล หรือ คุณโอ๋ อดีตนักร้องหนุ่ม วง P2WARSHIP วัย 41 ปี ที่เปลี่ยนชีวิตและสนามฟุตบอลเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ตามรอยเท้าในหลวง โดยใช้ชื่อว่า “ฮิพอินทรีย์ ฟาร์มวิลล์พอเพียง” บนเนื้อที่ 1 ไร่ ในซอยลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 30

น้ำท่วมใหญ่ เปลี่ยนแนวคิด

เปลี่ยนสนามบอลเป็นฟาร์ม

คุณโอ๋ ย้อนเล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้าจะมาปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เปลี่ยนพื้นที่ที่มีมาทำการเกษตรอย่างทุกวันนี้นั้น พื้นที่ 1 ไร่ตรงนี้เคยเปิดเป็นสนามฟุตบอลให้เช่ามาก่อน แต่พอช่วงปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ ช่วงนั้นทำให้คุณพ่อ คุณแม่และญาติๆ ต้องย้ายจากมีนบุรีมาอาศัยอยู่ที่นี่

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตมีความสุขมาก เพราะคุณแม่ตื่นเช้าเก็บผักริมรั้วที่ปลูกไว้มาทำกับข้าว ทำอาหารทานกันเองซึ่งมันอร่อยและรู้ว่าสุขภาพดีมาก ตอนนั้นมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้นะ”

พอเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาทำเกษตร คุณโอ๋ บอกว่า พอหลังจากช่วงน้ำท่วมผ่านไป ก็คิดเริ่มที่จะลงมือทำเลย เพราะตอนน้ำท่วม เรามีผักที่ดีทาน สุขภาพดี ชีวิตก็มีความสุขไปด้วย จึงกลับมานั่งทบทวนว่า การทำเกษตรอาจเป็นสิ่งที่ตามหาก็ได้

เริ่มจากศูนย์ เนื่องด้วยไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตร จึงต้องเริ่มหาความรู้ ค้นคว้าและทดลองทำ

เริ่มจากการไปเรียนปลูกผักกับเจ้าชายผัก จนพอเข้าใจ ระหว่างนั้นมีการศึกษาแนวคิดของในหลวง ประกอบกับความตั้งใจ และเริ่มต้นพัฒนาที่ดินไปด้วย เนื้อที่ที่มีคือ 1 ไร่ เป็นสนามฟุตบอลเก่า ซึ่งมีการถมทั้งดินและทรายทับหน้าดินเดิม จึงต้องขุดทรายออก ปรับสภาพดินต่างๆ

พอมีความรู้และเข้าใจ จึงลงมือ ทำทีละนิด ปลูกทีละอย่าง โดยอาศัยแปลนที่เราเป็นคนร่างขึ้นมาเอง ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบธุรกิจค้าปลีกและบริหารธุรกิจค้าปลีก จาก University The Arts of London ผสมรวมกับประสบการณ์อดีตนักอินทีเรียอาชีพ จึงได้แปลนจัดสรรที่ดินเป็นสัดส่วน โดยเริ่มลงไม้ยืนต้นก่อน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาเติบโตนานหลายปี

บนเนื้อที่ 1 ไร่ของฟาร์ม ฮิพอินทรีย์ แบ่งเป็น 2 โซนใหญ่คือ โซนที่ 1 เป็นโซนต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น อย่างขนุน ไผ่ ชะอมและกล้วย ผสมกับการปลูกพืชหมุนเวียน อย่างคะน้า ผักบุ้ง ผักชี หรือพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ นำมาหมุนเวียนปลูกสลับกันไปในพื้นที่ว่าง

ส่วนโซนที่ 2 คือ ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ โดยกั้นพื้นที่วางล้อมตาข่าย สร้างที่อยู่อาศัยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ให้มันอยู่แล้วเลี้ยงไก่อย่างอิสระ สามารถเดินได้ทั่วในบริเวณที่กั้นไว้ให้

เกษตรกรในเมือง

ปลูกพืช เก็บกินเอง สร้างสุข

“ผมเคยคิดว่าตัวเองมือร้อน ปลูกพืชผัก ต้นไม้ไม่ขึ้น พอได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ จึงรู้ว่ามันเป็นความคิดที่ผิด แท้จริงคือ เราขาดความใส่ใจในสิ่งที่เราปลูก สิ่งที่เราทำ ทุกวันนี้ผมก็ปลูกได้นะ มือที่ว่าร้อนปลูกไม่เคยขึ้น ก็ปลูกขึ้นแล้ว” คุณโอ๋ บอกยิ้มๆ ก่อนบอกว่า ขนาดสภาพดินสนามฟุตบอลเดิม ยังปลูกต้นไม้ได้เลย ดินที่อื่นก็น่าจะปลูกขึ้น

หลายคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงหรือมีพื้นที่บ้านกลางกรุง อาจมองไม่ออกว่าจะปลูกพืชผักอย่างไร ใช้พื้นที่เท่าไหร่ ปลูกอะไรให้ขึ้น คุณโอ๋ แนะว่า ให้ลองถามตัวเราว่า ชอบทานอะไร หรือเมนูไหนที่ไปสั่งตามร้านอาหารให้พ่อครัวแม่ครัวทำให้

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กินผัดกะเพราหมู ลองหาต้นกะเพราต้นเล็กๆ มาปลูกสักต้น แล้วคุณจะได้กินผัดกะเพราหมู ที่ทั้งอร่อย ใบกะเพราที่สดจากต้นในบ้านคุณและไม่มียาฆ่าแมลง

“เริ่มทำ” คือเคล็ดลับที่เจ้าของฟาร์มฮิพอินทรีย์ แนะโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ว่าที่ทำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นอกจากการได้เริ่มลงมือทำ และเน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่ทำเกินกำลัง

ทำ อยู่ได้ ไม่หยุดนิ่ง

ต่อยอด สินค้าอินทรีย์

ปัจจุบัน คุณโอ๋ เรียกตัวเองว่า เกษตรกรในเมือง เพราะในความหมายของเขาคือ ทำการเกษตรแล้วขายได้ พออยู่ได้ ไม่เดือดร้อนและอยู่อาศัย ทำกินบนพื้นที่ในเมือง

คุณโอ๋ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของ “ฮิพอินทรีย์” ได้แนวคิดมาจากพระราชดำริในหลวง ที่ว่า ผลิตแบบพออยู่ พอกิน พอใช้และแบ่งปัน เหลือนำไปแปรรูป เพิ่มมูลค่าและขาย ซึ่งเดี๋ยวนี้สินค้าอินทรีย์ขายง่ายขึ้น เพราะมีช่องทางออนไลน์เข้ามา อย่างผมใช้เฟซบุ๊กเป็นที่จำหน่ายสินค้า

ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปขายดีคือ เนยถั่ว เพสโต้โหระพาอิตาลี นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีการดำนาปลูกข้าวด้วย คุณโอ๋ บอกว่า การปลูกข้าวในแปลงเกษตรนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากอนุรักษ์พิธีแรกขวัญนาข้าวและการลงแขกเกี่ยวข้าว ผลผลิตที่ได้ถือว่าน่าพึงพอใจ”

การทำเกษตรในเมือง บนพื้นที่ที่จำกัด ต้องทำน้อยให้ได้มาก นั่นคือ การเพาะปลูกทุกต้นต้องได้ผลผลิตที่ดี ใส่ใจในการปลูกพืชผัก ทำความเข้าใจถึงนิสัยความชอบของสิ่งที่ต้องการจะปลูก และคิดต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปให้เกิดเป็นรายได้ ที่สำคัญ ต้องเริ่มทำ คุณโอ๋ กล่าวทิ้งทาย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปได้ที่เฟซบุ๊ก Hip Incy Farm, P2WARSHIP Self-Sufficiency Farming

%d bloggers like this: