เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

All posts tagged เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน

ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น

มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ

ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง แดดจ้าบ้าง แต่ในส่วนที่มีร่มเงารำไรบ้างผักจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า พบตามธรรมชาติมากที่หาดท้ายเหมืองจังหวัดพังงา และหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต ส่วนจังหวัดกระบี่ก็มีข้อมูลว่าพบเช่นกัน

ในสมัยเด็กๆ ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวชายหาดท้ายเหมืองกัน ก็จะทำปิ่นโตใส่กับข้าวไปกินตามชายหาด หลังจากกินเสร็จก็จะล้างปิ่นโตด้วยน้ำทะเลจนสะอาดแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหาผักลิ้นห่านที่ขึ้นตามชายหาด นำมาใส่ปิ่นโตบ้าง ตะกร้าบ้าง ต่างคนต่างแข่งกันว่าใครจะหาผักลิ้นห่านได้มากกว่ากัน ไม่นานเท่าไรก็ได้ผักลิ้นห่านเต็มตะกร้า แล้วค่อยเดินกลับบ้าน พอตอนเช้าแน่ใจได้เลยว่าจะได้ลิ้มรสเมนูผักลิ้นห่านที่เก็บมาอย่างสมอยาก เมนูที่นิยมมากที่สุด คือผักลิ้นห่านต้มกะทิ

สมัยนี้หาดทรายชายทะเลฝั่งอันดามันมีนักท่องเที่ยวมาก มีการทำธุรกิจบนชายหาด ทำร้านอาหาร เทคอนกรีตเป็นทางเดินบ้าง และที่ดินที่มีราคาแพงมาก ทำให้ผักลิ้นห่านสูญหายไปจากชายหาดโดยทั่วไปมานานแล้ว ยังมีเหลือก็เฉพาะในพื้นที่ที่อนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลังได้ยินเท่านั้น จึงได้มีโครงการของท้องถิ่นปลูกเพื่ออนุรักษ์ไว้ แต่ทำไปแบบเห่อๆ เท่านั้น ไม่เป็นโล้เป็นพายเท่าไรนัก

ผักลิ้นห่านมี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Launaea sarmentosa อยู่ในวงศ์ Asteraceae เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นๆ และมีไหลทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน แตกกอเป็นช่วงๆ คล้ายต้นสตรอเบอรี่ ใบรียาวคล้ายลิ้นห่าน ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร 1 ต้น มีใบประมาณ 7-15 ใบ สีเขียวเข้ม แต่ในที่แสงแดดจ้าใบจะเหลือง ดอกเป็นช่อ มีริ้วประดับซ้อนกันเป็นรูปกรวยคว่ำ ช่อดอกมีสีเหลือง ผลแห้ง รูปยาวรี ปลายเมล็ดมีขนสีขาว ปลิวตามลมไปได้ไกล

ผักลิ้นห่านต้มกะทิ

เมนูต้มกะทิของชาวใต้มีหลายเมนู เพราะมะพร้าวเป็นต้นไม้หลังบ้านที่หาได้ง่าย การประกอบอาหารใส่กะทิจึงเป็นที่นิยมของท้องถิ่น ต้มกะทิใช้แทนแกงจืดของไทยเชื้อสายจีน หรือแกงเลียงของไทยเอง เพราะต้มกะทิเป็นอาหารรสหวานไม่เผ็ด เด็กๆ และคนสูงวัยชอบ เอาไว้ช่วยกับข้าวมื้อนั้นไม่ให้เผ็ดมาก สมัยเด็กต้มกะทิผักลิ้นห่านจึงเป็นเมนูที่ชอบเป็นพิเศษ ทำออกจะง่ายดังนี้ เตรียม ผักลิ้นห่านไว้ 150 กรัม กุ้งสด 100 กรัม หรือกุ้งแห้ง หัวหอมสัก 4-5 หัว กะทิ 1 กล่อง แต่ถ้าเป็นกะทิสดก็จะอร่อยกว่า ใช้ปริมาณ 250 กรัม กะปิดีใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบกลิ่นกะปิหนักๆ ใส่พูนช้อน พร้อมทั้งเกลือและพริกไทยดำอีกนิดหน่อยถ้าชอบ สูตรนี้ใช้ได้กับต้มกะทิอื่นๆ ของเมนูภาคใต้ เช่น ต้มกะทิหน่อไม้สดซึ่งอาจใส่สะตอสดและชะอมลงไปด้วย ต้มกะทิผักเหมียง จริงๆ แล้วภาษาใต้เรียก ต้มทิ สั้นๆ ไม่ใช้คำว่า กะทิ

ตั้งหม้อบนไฟกลาง ใส่น้ำกะทิลงไปโดยไม่ต้องแบ่งเป็นหัวกะทิหางกะทิก็ได้ สักครึ่งหนึ่งก่อนค่อยเติมกันทีหลัง หรือใส่ทั้งหมดก็ได้ พอน้ำกะทิเริ่มร้อนใส่กะปิกับหัวหอมตำหยาบๆ ลงไปก่อน บี้ให้กะปิละลายในน้ำกะทิจนหมด ขอเน้นให้เอากะปิอย่างดี อย่าเอากะปิแกงมาทำเพราะจะทำให้รสชาติไม่อร่อย เอากุ้งสดที่ปอกเปลือกหรือผ่าหลังเหลือแต่หางลงไป แต่เมนูของผมใช้กุ้งแห้งประมาณ 50 กรัม ตำให้ฟูเป็นปุยใส่ลงไป ใส่เกลือและพริกไทยดำที่ตำแล้วแค่ปลายช้อนหรือไม่ชอบเค็มก็ไม่ต้องใส่เพราะกุ้งแห้งเค็มอยู่แล้ว

พอน้ำเดือดใส่ผักลิ้นห่านลงไป ถ้าผักเป็นกอเล็กใส่ได้ทั้งกอ แต่ถ้าเป็นกอใหญ่ควรแบ่งให้เล็กลง ผักเริ่มสลดก็ยกลงได้ทันที กินร้อนๆ จะอร่อยมาก รสชาติของเมนูนี้จะหวานหอมอ่อนของน้ำกะทิเป็นตัวนำ ตามมาพร้อมกันความเค็มของเกลือและกุ้งแห้ง รวมถึงความหอมของกุ้งแห้งด้วย ผักลิ้นห่านจะอ่อนนุ่นคล้ายผักปวยเล้งที่ใส่ในแกงจืดหรือต้มเลือดหมู

ส่วนเมนูอื่นที่นำผักลิ้นห่านไปปรุง เช่น ผัดไฟแดง ผัดน้ำมันหอย ผัดกับกุ้งเสียบ หรือนำไปดองเป็นผักเคียง หรือกินสดๆ กับน้ำพริกก็ยังได้ การดองโดยการเคล้าเกลือปล่อยให้ผักสลด แล้วจึงใส่น้ำซาวข้าวหรือน้ำเปล่า ใช้เวลา 2-3 วัน ก็นำมากินได้

การขยายพันธุ์

เท่าที่มีความรู้ ผักลิ้นห่านขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี

1. การตัดต้นเก่าให้เหลือโคนต้นไว้สัก 2 มิลลิเมตร เมื่อรดน้ำบำรุงต้นใบก็จะงอกมาใหม่หรือแตกหน่อข้าง

2. ถอนต้นเล็กที่เกิดจากไหลเหมือนสตรอเบอรี่นำมาปลูกใหม่โดยให้ติดราก วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขยายพันธุ์ ส่วนวิธีสุดท้ายโดยเพาะเมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามาก แต่จากการทดลองนำเมล็ดแก่มาโรย 2 ครั้ง ก็ไม่ปรากฏว่างอกเลยสักต้น แต่ก็ไม่กล้าฟันธงบอกว่าไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการปลูกไม่เหมาะสมเหมือนกับในธรรมชาติก็ได้

การปลูก และดูแลรักษา

ผักลิ้นห่าน เป็นผักที่ขึ้นตามบริเวณแถบชายทะเลเฉพาะฝั่งอันดามัน 3 จังหวัด มีลักษณะดินและสภาพแวดล้อมเฉพาะ การนำมาปลูกนอกเหนือจากถิ่นค่อนข้างยาก แต่สำหรับในพื้นที่ชายทะเลอื่นน่าจะปลูกได้ ส่วนการนำมาปลูกเป็นพืชผักในครัวเรือนจากการทดลองปลูกยังไม่ค่อยมั่นใจนัก เนื่องจากบางครั้งก็เจริญเติบโตได้ดีในการปลูกด้วยดินพร้อมปลูก 6 ถุงร้อย แต่พอเจริญเติบโตไปสักระยะหนึ่งต้นก็ยุบลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาได้นำทรายก่อสร้างเจือลงไปสัก 3 ใน 10 ส่วน ปัญหานี้ก็ไม่เกิด แต่การเจริญเติบโตไม่ดีนัก ในการปลูกเลี้ยงที่ทดลองนี้เป็นแบบเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี

ต่อมาได้มีโอกาสเจอกับเกษตรกรที่ปลูกผักลิ้นห่านไว้ขายที่ตำบลไม้ขาว อำเภอฉลอง จังหวัดภูเก็ต คือ ลุงซ่วนบิ่น แซ่เฮียบ บอกว่า ตอนแรกปลูกผักลิ้นห่านเอาไว้กินเอง แต่ต่อมาจำนวนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอดีมีคนต้องการเนื่องจากในธรรมชาติหมดลง จึงนำมาขาย จากการปลูกไว้ข้างบ้านซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนักก็ไม่พอจำหน่าย จึงนำมาปลูกเพิ่มบริเวณใกล้ชายหาดไม้ขาว ซึ่งเป็นพื้นทรายบนดินตามที่ผักลิ้นห่านเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยจะมีการหว่านปุ๋ย สูตร 16-16-16 ทุก 15 วัน ผักที่นำต้นเล็กมาปลูกจะใช้เวลาประมาณ 40 วัน ก็สามารถตัดมาจำหน่ายได้

ในช่วงหน้าฝนเนื่องจากฝนที่นี่ตกค่อนข้างชุกจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำเลย ส่วนในช่วงหน้าแล้งจะคอยรดน้ำบ้าง ปัจจุบันลุงซ่วนบิ่นจำหน่ายให้กับร้านอาหารในจังหวัดภูเก็ตในราคากิโลกรัมละ 200 บาท สัปดาห์หนึ่งจะตัดผักเพียงครั้งเดียวและได้ผักลิ้นห่านแค่ 3-4 กิโลกรัม เนื่องจากการปลูกผักลิ้นห่านนี้เป็นงานอดิเรก

ผักพื้นบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ มีมากมายหลายชนิดล้วนแต่มีประโยชน์ ไม่ด้านอาหารก็ด้านยารักษาโรคหรือมักจะได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง การอนุรักษ์ผักเหล่านี้ทำให้ผักพื้นบ้านไม่สูญพันธุ์ไปจากบ้านเราเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในชีวิตเราถ้าซ้ำซากจำเจอยู่กับผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว เหมือนคนเมือง ชีวิตชนบทเราคงอับเฉาไปแยะ

กินเจ เพื่อจิตใจดี สุขภาพดี

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

กินเจ เพื่อจิตใจดี สุขภาพดี

เทศกาลกินเจในปีนี้ ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม สิ้นสุดวันที่ 9 ตุลาคม รวมเป็นเวลา 9 วัน โดยถือเอาวันตามจันทรคติของปฏิทินจีน เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี นอกจากประเทศจีนแล้วมีบางประเทศที่มีเทศกาลนี้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย บางส่วนในอินโดนีเซีย ภูฏาน ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงประเทศไทยที่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ ประเพณีการกินเจได้รวมเอาลัทธิเต๋า มารวมกับศาสนาพุทธ การกินเจเชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2170 ปลายสมัยอยุธยา

จำได้ว่าตอนเด็กๆ พอรู้ว่าจะต้องกินเจ จะตื่นเต้นมาก ผู้ใหญ่จะรื้อตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดขาวให้เราไว้ ชุดพวกนี้เป็นชุดเก่าที่เคยใส่ตอนกินเจในปีที่ผ่านๆ มา ส่วนใหญ่ช่วงกินเจจะตรงกับช่วงปิดเทอมกลาง ทำให้เราสนุกเต็มที่ โดยปกติจะอยู่บริเวณใกล้ศาลเจ้ากันทั้งวันทั้งคืน ซึ่งไม่มีใครว่า ในช่วงกลางคืนจะมีหนังกลางแปลง งิ้ว เป็นที่ครึกครื้น

ตำนานการกินเจ

ตำนานของคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เชื่อว่าการถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์ 2 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์ และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์ (หรือ “เก้าอ๊อง”) ทรงจักโปรดสัตว์โลกด้วยความเมตตา จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้าแห่งดาว 9 พระองค์ด้วยกัน คือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ (แช แปลว่า ดาว กุน แปลว่า เทพเจ้า) การบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อขอลาภยศเงินทองหรืออะไรตามความต้องการของเราเป็นความเชื่อกันมาก่อนศาสนาพุทธ

อีกตำนานว่าการกินเจเพื่อที่จะบูชาเทพดาวนพเคราะห์ 9 พระองค์ อันได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสฯ พระศุกร์ พระเสาร์ และพระราหูกับพระเกตุ ตำนานนี้น่าจะรวมเอาความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่คนไทยรับจากฮินดูมาร่วมประกอบด้วย และคิดขึ้นมากันทีหลัง ดูจะเป็นจักรๆ วงศ์ๆ และอีกหลายตำนานซึ่งจะไม่ขอกล่าว

แต่การกินเจในปัจจุบันมักจะนึกถึงความเมตตาที่มีต่อสัตว์ที่เรากินอยู่ทุกวัน เช่น หมู ไก่ ปลา ในปีหนึ่งๆ ควรจะเว้นสัก 9 วัน ก็นับว่าไม่มาก พอทนได้ ได้กุศลทางใจด้วย แต่คนอีกส่วนหนึ่งนึกถึงสุขภาพของตัวเพราะการกินเนื้อสัตว์มากเกินไปโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ จึงหันมากินเจกันในช่วงที่เป็นเทศกาลเพราะหากินได้สะดวกดี บางท่านก็ถือว่าเปลี่ยนรสชาติอาหารซะงั้น

แต่ความหมายของเจในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานมีความหมายว่า การถืออุโบสถ งดอาหารคาว และต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรม ให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ เจี๊ยะเจ เป็นภาษาแต้จิ๋ว คำที่ใช้ตรงข้ามกับอาหารเจคือ อาหารชอ ซึ่งหมายถึง อาหารคาว แต่ทางภาคใต้เป็นจีนฮกเกี๋ยน เรียกว่า เจี๊ยะฉ่าย แปลได้ตรงตัวว่า กินผัก เทศกาลกินเจของชาวแต้จิ๋วมีจุดเด่นเรื่องอาหาร โดยเฉพาะตลาดเก่าเยาวราช มีอาหารแปลกๆ อร่อยๆ ชวนกินเสมอ บางปีที่กินเจมีโอกาสได้ไปเยาวราช ถือว่ามีความสุขในการกิน ส่วนสนนราคาไม่ต้องพูดถึง แพงกว่าปกติแน่นอน ของกินบางอย่างแพงกว่าในห้างด้วยซ้ำ แต่ของก็มีคุณภาพสูง

การกินเจที่ปฏิบัติกันจะงดกินเนื้อสัตว์และงดพืชผักเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง นัยว่าเป็นการเพิ่มกำหนัด และกินไปมากๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำร้ายอวัยวะภายในที่สำคัญ ผักทั้ง 4 อย่าง ได้แก่ 1. หัวหอม รวมถึงต้นหอม ดอกหอม หอมใหญ่ กินมากๆ จะทำลายธาตุน้ำหรือทำลายไต 2. กระเทียม รวมถึงต้นด้วย กินมากๆ จะทำลายธาตุไฟ หรือทำร้ายให้หัวใจทำงานผิดปกติ 3. กู่ฉ่าย รวมถึงดอกด้วย ผักชนิดนี้กินไปมากๆ จะทำลายธาตุไม้ หรือทำร้ายตับ 4. หลักเกียว (อันนี้ไม่มีในไทย) กินไปมากๆ จะทำลายธาตุดิน หรือม้ามบางตำรา รวมไปถึงใบยาสูบซึ่งจะทำลายธาตุทองหรือปอดอีกด้วย คำเรียกว่า ถือศีลกินเจ เพราะฉะนั้น ต้องถือศีลห้า รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รวมถึงกายให้บริสุทธิ์ คืองดการมีเพศสัมพันธ์ การนุ่งขาวห่มขาวก็เป็นเรื่องที่ปฏิบัติในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การไปศาลเจ้า แต่โดยปกติแต่งกายไปทำงานนอกบ้านก็ไม่ได้เคร่งครัดกันมากนัก

ถ้าเป็นเรื่องหยิน หยาง การกินเจก็ถือว่าเป็นการปรับสมดุลของร่างกาย โดยเนื้อสัตว์ที่เรากินกันทุกวันถือเป็น หยิน ซึ่งหมายถึง ความมืดทึบ ความขุ่นมัว สีดำ ส่วน หยาง จะเป็นฝ่ายตรงข้ามกันคือ ความสะอาด ความโปร่งใส สีขาว อาหารที่ปกติเป็นเนื้อสัตว์มากเกินไปก็ต้องปรับสมดุลให้ได้โดยการเพิ่มความเป็นหยางคือ กินผัก ผลไม้เข้าไป ซึ่งจะชำระล้างให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

การกินเจก็ควรกินให้ถูกหลัก เพราะอาหารเจส่วนหนึ่งเน้นแป้ง และใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร เช่น อาหารที่ทอด ผัด การบริโภคติดต่อกันหลายวันไม่เป็นผลดีต่อคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน การกินเจควรเลี่ยง อาหารทอด ผัด แต่กินอาหารที่เน้นการต้ม นึ่ง ยำ และย่าง รสชาติอาหารก็เช่นกัน อาหารเจจะเน้นที่รสหวานและเค็ม เพื่อทดแทนความอร่อยของเนื้อที่ไม่มี ทำให้ไม่เป็นผลดีต่อผู้มีโรคประจำตัวเช่นกัน อันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ ผักที่เรากิน เนื่องจากผักส่วนใหญ่ใช้ยาปราบศัตรูพืชหรือสารกำจัดโรคพืช ถ้าเป็นไปได้การบริโภคผักอินทรีย์จะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด มิฉะนั้น การบริโภคผักมากๆ จะกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้

หอยนางรม เป็นอาหารเจ

ตำนานเล่ากันว่า เจ้าแม่กวนอิมตอนที่ยังเป็นเจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน ได้พาชาวบ้านที่นับศาสนาพุทธและกินเจหนีจากการตามฆ่าพ่อตัวเองคือ พระเจ้าเมี่ยวจวง ลงเรือไปในทะเล ต่อมาเกิดเสบียงหมด จนคนใกล้อดตาย เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านจึงอธิษฐานว่าถ้าเอาไม้พายจุ่มลงไปในทะเลถ้าติดสิ่งใดขึ้นมาขอให้สิ่งนั้นเป็นอาหารได้ ปรากฏว่าหอยนางรมติดไม้พายขึ้นมา จึงถือว่าหอยนางรมเป็นอาหารเจ แต่ในปัจจุบันอาหารเมนูเจที่มีหอยนางรมเป็นส่วนประกอบก็ไม่ค่อยทำบริโภคกันเท่าไรนัก คนส่วนใหญ่จะไม่กินหอยนางรมในช่วงเทศกาลเจ แต่ซอสหอยนางรมนิยมใช้กันสำหรับการปรุงรส สำหรับคนที่เคร่งจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้ซอสหอยนางรมประกอบอาหารเจ เพราะถือว่าปัจจุบันนี้ส่วนประกอบของอาหารเจมีหลายอย่างที่สามารถทำให้อร่อยทัดเทียมอาหารคาว

ช่วงหลายปีมานี้กินเจได้อาศัยศาลเจ้าของมูลนิธิสว่างวิชชาธรรมสถาน ปากช่อง เป็นประจำ หลังจากไปทำบุญวันแรกแล้วก็ไปกินเจที่นั่นเพราะมีอาหารให้กินฟรีตลอดเวลา ด้วยความอุปถัมภ์ของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบ้าง บริจาคแก๊สตลอดงาน น้ำแข็งตลอดงาน ข้าวสารตลอดงาน รวมกับที่คนกินเจไปร่วมทำบุญด้วยก็สามารถมีอาหารให้กินตลอดทั้งวัน กินเสร็จก็ซื้อกับข้าวเจที่มีขายในโรงเจ มา 5-6 ถุง เอาไว้กินวันต่อไป โดยจะเข้าโรงเจวันเว้นวันเพราะห่างจากบ้านโขอยู่

การกินเจของมูลนิธิสว่างวิชชาธรรมสถานจะกินล่วงหน้าสามวัน วันที่สี่ก็จะเป็นวันที่กินตรงกันทั่วประเทศ จะมีผู้กินเจซึ่งกินนอนที่โรงเจตลอดเทศกาลจำนวนมาก ผู้กินเจจะสวดมนต์กันวันละ 5 ครั้ง โดยครั้งแรกตอนตีสี่ สิบโมง บ่ายสอง สี่โมงเย็น และตอนสองทุ่มซึ่งจะมีคนมามากที่สุด แต่ที่นี่ไม่มีการทรงเจ้าแบบของภาคใต้

การถือศีลกินเจ เป็นการตั้งมั่นบนหลักที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยไม่เอาชีวิตของสัตว์มาหล่อเลี้ยงบำรุงชีวิตของตนเอง ถือศีลห้าปฏิบัติธรรมให้ตัวเองบริสุทธิ์ การกินเจนอกจากเกิดผลดีต่อจิตใจแล้วยังรวมไปถึงการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

ผักออร์แกนิก ห้วยขุนราม ลพบุรี

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักออร์แกนิก ห้วยขุนราม ลพบุรี

ธรรมชาติได้จัดสรรต้นไม้และระบบนิเวศไว้อย่างสมดุลดีแล้ว เราจึงควรให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างเหมาะสม และหาหนทางที่จะอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นไว้ให้คงอยู่ตลอดไป แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เกษตรกรได้ใช้สารปราบศัตรูพืช โรคพืชและปุ๋ยเคมีกันอย่างกว้างขวาง ส่งผลเสียต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันเราเริ่มเรียนรู้จากการใช้สารเคมีในการปลูกพืชอย่างเกินความจำเป็นว่ามีบทเรียนอย่างไรทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค คนส่วนหนึ่งตระหนักในสิ่งนี้และพยายามขวนขวายที่จะหาพืชผักที่ไร้สารเคมีมาทดแทนในการบริโภคประจำวัน เราจะเห็นข่าวคนใกล้ตัวเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งด้วยวัยเพียงยี่สิบกว่าปีกันบ่อย ทั้งที่เมื่อก่อนคนสูงวัยจึงมักจะเป็นโรคนี้เนื่องจากการสะสมของสารพิษต้องใช้เวลานาน แต่ปัจจุบันการก่อตัวของโรคมะเร็งในร่างกายใช้เวลาไม่นาน เป็นเพราะเราใช้สารพิษในพืชผักมากขึ้นทำให้ระยะเวลาของการสะสมสารพิษสั้นลง

เมื่อเดือนมิถุนายน มีการเปิด “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลห้วยขุนราม” อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณสุจิตรา ฉ่ำเพชร หรือ ป้าอร หญิงเหล็กของวงการผักอินทรีย์จังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2551 ป้าอรได้มีโอกาสอบรมเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์รุ่นแรก ของมูลนิธิ MOA และได้ยืนหยัดทำเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่คนร่วมรุ่นเลิกรากันไปหมดแล้ว

ป้าอร บอกว่า การอบรมครั้งนี้คิดว่าจะเป็นการให้ความรู้เรื่องการปลูกพืชเท่านั้น จากความคิดเดิมที่คิดว่าการปลูกพืชจะทำได้เฉพาะเชิงเดี่ยวเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีการปลูกพืชแบบผสมผสานก็ได้ นอกจากนี้ ยังไม่ให้มีการใช้ยาปราบศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีด้วยจะทำได้อย่างไร โดยที่ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย แต่ก็มั่นใจว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า เนื่องจากไม่มีสารพิษใช้ในกระบวนการทั้งหมด ก็กลับบ้านมาปลูกแฟง กล้วย ฟักทอง ซึ่งพืช 3 อย่างนี้ มูลนิธิ MOA จะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด เนื่องจากสถานที่ของป้าอรห่างจากมูลนิธิฯ จึงต้องเป็นพืชผลที่ทนทานต่อการขนส่ง ช่วงนั้นสวนป้าอรไม่มีทั้งน้ำทั้งไฟฟ้า ผลผลิตที่ได้สมบูรณ์จึงเป็นการปลูกในช่วงที่มีฝนดีเท่านั้น ส่วนในฤดูร้อนผลผลิตเสียหาย ไม่มีจำนวนมากนัก อย่าว่าแต่น้ำที่จะมารดต้นไม้เลย น้ำที่จะอุปโภคบริโภคก็แร้นแค้น แต่ด้วยความเป็นคนสู้จึงทำให้มูลนิธิฯ เห็นในความตั้งใจ จึงมีการประสานกับหน่วยงานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขอความช่วยเหลือเรื่องนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2552 จนมีการอนุมัติงบประมาณมาเมื่อปี พ.ศ. 2556 จำนวน 16 บ่อ แต่ไม่มีน้ำจำนวน 4 บ่อ ใช้ได้จำนวน 12 บ่อ เป็นบ่อที่ใช้ในงานตรวจสอบของกรมเอง 2 บ่อ จึงเหลือบ่อที่ใช้บริโภคอุปโภคในตำบลห้วยขุนรามจริงๆ 10 บ่อ ครอบคลุมจำนวน 70 กว่าครัวเรือน ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท

ป้าอร เล่าว่า “ไม่มีใครคิดว่าจะได้บ่อน้ำ เพราะป้าอรเองไม่ได้เป็นคนรู้หนังสือ อ่านและเขียนไม่ได้ วันที่รถเจาะบาดาลของกรมทรัพย์ฯ เข้ามา ชาวบ้านมารุมดูเพราะไม่เชื่อว่าใครจะทำได้ แต่ป้าอรก็ได้ทำให้เห็นว่าความพยายามจะต้องสำเร็จได้ จากพื้นที่ที่ไม่มีน้ำและไฟฟ้า ในปี 56 ชาวบ้านได้ใช้ทั้งน้ำและไฟฟ้า แต่ในส่วนไฟฟ้าของป้าอรได้ใช้ไม่นาน มีคนมาลักตัดสายไฟเข้าบ้าน ไม่ได้ใช้ไฟฟ้ามาหลายปีจนกระทั่งมีนายกฯ อบต. ท่านหนึ่ง เอาแผงโซลาร์เซลล์มาให้ใช้เป็นไฟแสงสว่าง”

ส่วนมุ้งนั้น ป้าอรได้ไปอบรมเกษตรเมื่อปี พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นโครงการของจังหวัดร่วมกันระหว่าง 4 จังหวัดภาคกลางตอนบน คือ ชัยนาท ลพบุรี อ่างทอง และสิงห์บุรี ก็ได้สนับสนุนจากจังหวัดลพบุรีและเกษตรจังหวัดลพบุรี จำนวน 2 โรงเรือน มีความกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร รวมถึงอินทรียวัตถุและปัจจัยการผลิตอื่นๆ อีกด้วย

ในปีนี้เองป้าอรได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ออร์แกนิกไทยแลนด์ มีผักในสวน 6 อย่าง อาทิ ผักชีไทย ผักชีลาว คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง และตะไคร้ โดยมีบริษัท แนชเชอรัล แอนด์ พรีเมี่ยม ฟู๊ด จำกัด เป็นผู้รับซื้อทั้งหมด แต่ปัจจุบันป้าอรได้เพิ่มผักโขมแดงลงไปอีกอย่าง เนื่องจากต่างประเทศโดยเฉพาะเยอรมนีต้องการมาก รถของบริษัทจะมารับซื้อที่หน้าสวนทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ โดยบริษัทต้องการผลผลิตให้มากขึ้น แต่ป้าอร บอกว่า ด้วยศักยภาพ 2 คน กับลูกชายทำได้เพียงแค่นี้ ส่วนฟักทอง กล้วย มะละกอ ทางมูลนิธิ MOA จะมารับสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับผักอย่างอื่นที่ปลูกในบริเวณเดียวกันที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ก็สามารถจำหน่ายได้ทั่วไป โดยผู้ซื้อเชื่อถือว่าผลผลิตจากสวนนี้ทุกอย่างไม่ได้ใช้สารเคมีแน่นอน

ปรับปรุงดินให้ดี ผลผลิตก็จะดี

เคล็ดลับในการทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตที่ดี ป้าอร บอกว่า “ดินเป็นปัจจัยการปลูกที่สำคัญ เกษตรอินทรีย์เน้นที่การเตรียมดินให้สมบูรณ์ เนื่องจากที่สวนเลี้ยงหมูป่าไว้ ก็จะเอาฉี่ของหมูป่านี่แหละมาใส่ถังไว้ในถัง 20 ลิตร ส่วนมูลหมูป่าตัดใส่ถุงปุ๋ยปิดปากถุง นำมาใส่ในถังนี้ด้วย ใส่ พด.1 ไป 1 ซอง เติมฉี่หมูไปเรื่อยๆ จนเต็มถัง ปิดฝาไว้ในร่มไว้ประมาณ 1 เดือน ก็จะนำมาใช้ได้ อัตราการใช้ 1 กระป๋องปลากระป๋อง ต่อน้ำ 20 ลิตร รวมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 กระป๋อง และน้ำส้มควันไม้อีก 2-3 กระป๋อง ของทั้ง 3 อย่างรวมกันแล้วนำมาราดบนดิน แล้วใช้จอบพรวนดินให้เข้ากันก็สามารถหว่านเมล็ดผักได้เลย ส่วนมูลหมูในถุงก็เอามาหว่านในแปลงเช่นกัน สำหรับเมล็ดพันธุ์ของผักซองที่ซื้อมาให้ล้างด้วยน้ำเปล่าลงในโถส้วมเพื่อไม่ให้สารที่เคลือบเมล็ดมาปะปนในแหล่งน้ำหรือในดินของเราอีก ส่วนเมล็ดที่มีขนาดเล็ก เช่น ผักขม ผักสลัด ผักชีลาวไม่ต้องล้าง”

น้ำลายปลวก

ทุกๆ ครั้งที่มีการเก็บผักก็จะทำเช่นนี้กับแปลงในมุ้ง เมื่อเก็บผักได้ 2 รอบ ก็จะนำน้ำลายปลวกซึ่งป้าอรได้ทำไว้ โดยเอาเศษกิ่งไม้มาวางกองไว้เรื่อยๆ จนกองสองประมาณ 1.5 เมตร ก็จะทำกองใหม่เป็นหย่อมๆ ไว้ ใช้ พด.1 ผสมน้ำราดไว้ หมั่นดูแลอย่าให้กองแห้งมาก ก็จะมีปลวกเข้ามากัดกินเนื้อไม้จนผุกร่อนเป็นผงหล่นลงมาใต้กองไม้ก็จะตักเอาส่วนนี้มาโรยลงในแปลงเพื่อเป็นการเพิ่มความสมบูรณ์ของดิน ผักชีไทยซึ่งปกติใช้เวลา 45 วัน ถ้าทำแปลงให้สมบูรณ์อย่างนี้จะใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถถอนผักชีขายได้แล้ว การใช้จุลินทรีย์และน้ำส้มควันไม้นี้ทำให้แปลงผักของป้าอร แทบจะไม่ต้องพักแปลงเลยเนื่องจากมีความสมดุลของธรรมชาติ

ยุทธศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี

คุณเจริญ พิมพ์ขาล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า “เป็นวิสัยทัศน์ของจังหวัดลพบุรีที่จะมีการส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ โดยการสนับสนุนมุ้งและปัจจัยการผลิต อินทรียวัตถุ และเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นผักกินใบ ทานตะวันงอก ส่วนหนึ่งของผักจะถูกส่งไปต่างประเทศ โดยมีบริษัทเอกชนมารับถึงแปลงเกษตรกร กลุ่มที่เป็นเกษตรอินทรีย์เต็มตัวแล้วด้วยการมีหน่วยงานราชการรับรอง 10 ราย ส่วนที่เหลืออีก 10 ราย อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน การทำการเกษตรอินทรีย์ถือเป็นนโยบายสำคัญของจังหวัดลพบุรี”

มุ้งที่มีการสนับสนุนให้เกษตรกรนี้ ผู้เขียนเห็นครั้งแรกที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เข้าใจว่าเป็นการสนับสนุนของหน่วยงานส่วนกลางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สอบถามไปทางเกษตรจังหวัดอื่น ก็ได้ทราบข้อมูลว่าไม่มีการสนับสนุนและไม่เคยพบเห็น พอมาวันนี้สอบถามคุณเจริญ จึงได้ทราบว่า “โรงเรือนมุ้งสำหรับเกษตรอินทรีย์นี้ ได้เริ่มทำกันอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันได้จัดทำไปแล้ว 40 โรงเรือน งานนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี ไม่ใช่ส่วนราชการส่วนกลาง โดยจะมีเกษตรกรในเครือข่ายมาขึ้นทะเบียนกับเกษตรจังหวัดเพื่อขอความสนับสนุนซึ่งจะต้องมีผู้ซื้อที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยคำนึงถึงความพร้อมของทั้งสองฝ่าย”

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือซื้อผลผลิต สอบถามได้ที่ คุณสุจิตรา ฉ่ำเพชร หรือ ป้าอร โทร. (084) 706-1995

เมล็ดพันธุ์ดีๆ ที่ธรรมชาติประทานให้

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เมล็ดพันธุ์ดีๆ ที่ธรรมชาติประทานให้

ปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การผูกขาดด้านพันธุกรรม ทั้งพืชไร่และพืชสวน บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเมล็ดพันธุ์ทั้งสัญชาติไทยและต่างชาติ ได้เข้ามาตั้งฐานการผลิต วิจัยปรับปรุง พัฒนาพันธุกรรมกันอย่างจริงจังในประเทศไทย ด้วยเหตุปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาพันธุ์ เช่น ฐานทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย สภาพภูมินิเวศที่เหมาะสม หรือนโยบายจากทางภาครัฐที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านพันธุกรรม ซึ่งมีการประเมินว่า ธุรกิจการค้าเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงกว่าหมื่นล้านบาท และกำลังขยายบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อบริษัทข้ามชาติ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทรัพยากรพันธุกรรมภายในประเทศถูกนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทยักษ์ใหญ่ ปรับเปลี่ยนให้เป็นพันธุ์ลูกผสมหรือพยายามทำให้เป็นพันธุ์ตัดแต่งพันธุกรรม และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่สูงกว่าพันธุ์พื้นบ้าน ลดการพึ่งตนเองของเกษตรกรเรื่องพันธุกรรม เนื่องจากพันธุ์ลูกผสมมีข้อด้อยที่ว่าไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เป็นพันธุ์ต่อในรอบการผลิตถัดไปได้ หรือแม้แต่เทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุกรรมเอง ก็มีเรื่องของสิทธิบัตรพันธุ์พืชเข้ามาควบคุมไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ประโยชน์ต่อได้ เมื่อเกษตรกรไม่สามารถเก็บรักษาปรับปรุง พัฒนาพันธุกรรมเองได้ก็เท่ากับว่าความรู้ภูมิปัญญาในการจัดเก็บรักษาและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมท้องถิ่นสูญหายไปด้วย เมื่อเกษตรกรไม่สามารถควบคุมหัวใจหลักในการเพาะปลูกได้ก็เท่ากับว่าเกษตรกรเป็นเพียงผู้รับจ้างปลูกเท่านั้น ความรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมถูกถอดออกจากระบบการผลิต ปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการผลิตตามแบบฉบับอุตสาหกรรมการเกษตรที่ต้องพึ่งปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารปราบวัชพืช รวมทั้งการตลาด จากระบบอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์

ทางกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านได้เห็นสภาพปัญหาเรื่องการพยายามเข้ามายึดครองทรัพยากรพันธุกรรมของทุนอุตสาหกรรมเกษตร จากมือเกษตรกร ตัดขาดวิถีวัฒนธรรมการผลิตการพึ่งตนเองเรื่องพันธุกรรม แรงงาน การค้า ส่งเสริมให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเก็บเกี่ยวพร้อมกัน ขายพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาสินค้าต่ำ เพราะสินค้าเกษตรออกมามากในช่วงเดียวกัน กดทับไม่ให้กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรและชุมชนที่มีความหลากหลายของฐานพันธุกรรมได้เติบโต ด้วยกระบวนการทางกฎหมายพันธุ์พืช กฎหมายพาณิชย์และความเป็นนักวิชาการเกษตรตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย โดยไม่คำนึงถึงประสบการณ์วิชาชีพที่เกษตรกรผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน พันธุกรรมพื้นบ้านจะถูกคุกคามยึดครองเข้าไปอยู่ในมือของบริษัทอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ กอบโกยผลประโยชน์จากความหลากหลายสายพันธุ์พืชท้องถิ่นโดยการต่อยอดทางพันธุกรรมปรับปรุงเล็กน้อย นำไปขึ้นทะเบียนเป็นสายพันธุ์ใหม่ หากใครจะนำไปใช้ต้องซื้อหาด้วยเงินเท่านั้น ตัวอย่างเช่น กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ พัฒนาศักยภาพตนเองจนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำหน่ายให้เกษตรกรทั่วไปได้ใช้ประโยชน์ แต่กลับไม่ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานใดๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน มิหนำซ้ำเกษตรกรเหล่านั้นยังถูกจับดำเนินคดีทางกฎหมายพันธุ์พืช เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ในบ้านเราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ จึงจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูอนุรักษ์ส่งเสริมวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวเนื่องกับการจัดการการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มาอยู่ในวิถีชีวิตระบบการผลิตของเกษตรกรเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและฐานทรัพยากรความมั่นคงทางอาหารให้อยู่กับประเทศไทยต่อไป

กำเนิดกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

ประมาณปี 2553 ทางกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านได้ศึกษารวบรวมข้อมูลด้านพันธุกรรมพื้นบ้าน และต่อยอดแตกประเด็นมาจากแผนงานความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมให้เกิดการรวบรวมสายพันธุ์พืชพื้นบ้านและทำการปลูก ปรับปรุง พัฒนา คัดเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ของตนเอง แสวงหาแนวร่วมจากพื้นที่ต่างๆ ภายในประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้เครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม ขณะนี้เครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรมรวบรวมสายพันธุ์พืชพื้นบ้านไว้ได้ประมาณ 150 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ และสามารถปลูก ปรับปรุง พัฒนา คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ตนเอง จัดตั้งศูนย์พันธุกรรมชุมชนแจกจ่าย ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้บริโภคที่ประสบภัยพิบัติ เช่น การทำโครงการผ้าป่าพันธุกรรมพื้นบ้านฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมในปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นตลาดทางเลือกของเกษตรกรและผู้บริโภคที่สนใจปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านเพื่อเก็บรักษาสายพันธุ์ไว้ใช้เองต่อไป สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกร ชุมชนแต่ละกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านอินทรีย์ขายในท้องถิ่นโดยการรับรองคุณภาพจากเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม มีมาตรฐานคุณภาพของเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม รับรองตรวจสอบกันเองและผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมรับรองมาตรฐานให้กับแต่ละท้องที่ต่อไป โดยกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านจะดำเนินการหลักเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม มีพื้นที่ทำงานฐานพันธุกรรม คือ BioThai Seed Exchange เป็นฐานพันธุกรรม และจัดอบรม สัมมนา ให้ความรู้กับสมาชิกเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรมตามขั้นตอน เช่น วิธีการผลิตพันธุ์พืช การจัดเก็บพันธุ์พืช การเก็บรักษาพันธุ์พืชพื้นบ้านอย่างถูกต้อง โดยร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและนักวิชาการที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น มูลนิธิข้าวขวัญ และประสานงานกลุ่มเมล็ดพันธุ์พันธุ์พื้นบ้านออกบู๊ธเผยแพร่พันธุกรรมพื้นบ้านกับผู้บริโภค ในงานมหกรรมอาหารและสุขภาพวิถีไทย และงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน

การเก็บเมล็ดพันธุ์

รวบรวมเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านจากเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ภายใต้เครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม แผนงานสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารเพื่อสุขภาวะ สำรวจ ตรวจสอบตัวเองว่ามีพันธุกรรมอะไรอยู่ในมือ แล้วนำมาปลูกคัดเลือกขยายพันธุ์และนำมาแลกเปลี่ยนกันในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน และงานสมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหาร กระจายสายพันธุ์ของแต่ละท้องถิ่นไปสู่มือเกษตรกรของแต่ละภูมิภาคนำกลับไปปลูก คัดพันธุ์และนำมาแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่างๆ ของเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม เมื่อมีกิจกรรมทางด้านความมั่นคงทางอาหาร นำพันธุกรรมมาแลกเปลี่ยนกันทั้งสายพันธุกรรมและชุดความรู้การผลิต การปลูกและปัญหาในแต่ละพื้นที่เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกันเพื่อพัฒนาให้แต่ละกลุ่มสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองและแจกจ่ายแลกเปลี่ยน รวมถึงแบ่งจำหน่ายให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเป็นทางเลือกการปลูกพืชจากเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน

คุณสุบิน ฤทธิ์เย็น นักสังคมศาสตร์ ผู้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรผู้ทำนาและผักอินทรีย์ แห่งอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายอิสรภาพทางพันธุกรรม กลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน กล่าวให้ฟังว่า “กลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน หรือ BioThai Seed Exchange อยู่ภายใต้แผนงานสนับสนุนของมูลนิธิชีววิถี ได้ก่อตั้งกลุ่มเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน โดยมีเครือข่ายจากจังหวัดฉะเชิงเทรา อุทัยธานี สิงห์บุรี พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และจังหวัดพิษณุโลก ทำการอนุรักษ์เก็บรักษาพืชพรรณท้องถิ่นไว้เพื่อปลูกเอง แจกจ่าย แลกเปลี่ยน และจำหน่ายแก่ผู้สนใจ”

การจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจส่วนใหญ่จะเป็นการออกบู๊ธกิจกรรมงานทางสังคมและให้ความรู้เรื่องเกษตรกรรมยั่งยืนกับความมั่นคงทางอาหาร เช่น งานวันสมุนไพรแห่งชาติ งานวันเกษตรอินทรีย์ ที่เมืองทองธานี และผ่าน facebook.com/SeedExchange แลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้านเป็นหลัก และอีกส่วนหนึ่งสามารถหาซื้อได้ที่ ร้านพลังบุญ ถนนเกษตรนวมินทร์ กรุงเทพฯ

เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์สามารถตอบสนองต่อปุ๋ยอินทรีย์ได้ดี เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกด้วยเกษตรเคมีก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในระบบเกษตรเคมี การนำเมล็ดพันธุ์ในระบบเคมีมาปลูกในระบบอินทรีย์ถือว่าผิดฝาผิดตัว เกษตรกรที่เพาะปลูกในระบบอินทรีย์จำเป็นที่จะต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บในแปลงของตัวเองจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในผืนดินกำเนิดของตัวเองยิ่งกว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดเดียวกันที่มาจากต่างถิ่น ถึงแม้จะอยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์ด้วยกันก็ตาม

เกษตรธรรมชาติ ไร่ทนเหนื่อย

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เกษตรธรรมชาติ ไร่ทนเหนื่อย

การทำเกษตรอินทรีย์สำหรับการบริโภคในครัวเรือนเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เรามีพื้นที่เหลือข้างบ้านก็สามารถนำพืชผักที่เราชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมนั้นๆ มาปลูก ดูแลเอาใจใส่รดน้ำบ้าง ไม่นานนักเราก็ได้พืชผักที่ปลูกเหล่านั้นมากิน แต่การทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้ายุ่งยากกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในครัวเรือนและการทำเกษตรเคมีเพื่อการค้าหลายเท่านัก

จากอดีตที่เป็นนักวิชาการศึกษาในตำแหน่งศึกษานิเทศน์ อาจารย์สมหมาย หนูแดง ได้รับราชการครบอายุ 25 ปี จึงได้ลาออกจากราชการมาทำไร่ ตั้งแต่ได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสารพิษที่ตกค้างในอาหาร ยิ่งศึกษาให้ลึกซึ้งเข้าไปยิ่งพบว่ามีสารพิษตกค้างในอาหารแทบทุกชนิดจำนวนมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทย

จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะผลิตพืชที่ไม่มีสารพิษตกค้างเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับพืชผักที่มีคุณภาพที่ดีกว่า บนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จึงเริ่มศึกษาว่าจะทำอย่างไร จากองค์ความรู้ของส่วนราชการต่างหลายๆ หน่วยงาน โดยเริ่มต้นศึกษาดินในไร่ก็พบว่าดินมีคุณสมบัติเป็นด่างเพราะเป็นดินลูกรัง และดินอยู่ในสภาพขาดอินทรียวัตถุ การปรับปรุงดินเป็นสิ่งแรกที่จะต้องเริ่มต้นทำ อาจารย์สมหมายได้นำ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด มาใช้ปรับปรุงดินในไร่ ทำให้ดินมีสภาพดีขึ้น ปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยที่จะต้องนำมาหมักให้อินทรียวัตถุย่อยสลายเสียก่อน ส่วนปุ๋ยหมักสามารถนำมาใช้ได้เลยแต่ราคาแพงกว่าปุ๋ยคอก แต่ทั้งปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกจะต้องมีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าหว่านในแปลง

ปุ๋ย ปลูกเอง

อาจารย์สมหมาย บอกเราว่า “ปุ๋ยพืชสด เริ่มต้นจากการนำปอเทืองของกรมพัฒนาที่ดินมาหว่าน เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่ก็ไถกลบ ดินก็มีอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น แต่ก็มาคิดว่าถ้าเกษตรกรคิดแต่จะพึ่งปอเทืองของส่วนราชการทั้งหมดก็ไม่ถูกต้อง เกษตรกรจะต้องคิดพึ่งตนเองก่อน จากการศึกษาก็พบว่าธาตุอาหารอยู่ในพืชทุกชนิดและมีความแตกต่างกันหลากหลาย บางชนิดมีไนโตรเจนมาก บางชนิดมีโพแทสเซียมมาก บางชนิดมีฟอสฟอรัสมาก เราจะมาใช้พืชชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ จึงควรจะใช้พืชหลายชนิดที่มีธาตุอาหารหลากหลาย ก็มาพบว่าวัชพืชที่ขึ้นตามในไร่ของเราเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับการทำปุ๋ยพืชมากที่สุด”

หลังจากนั้น ไร่ทนเหนื่อย ก็ใช้ปุ๋ยพืชสดในการบำรุงดินมาโดยตลอด วิธีการคือ หลังจากปลูกผักก็จะใช้ฟางข้าวปูบนแปลงทั้งหมดให้หนา หลังจากนั้นก็จะไม่ถอนวัชพืชอีกเลยจนกระทั่งถอนผัก เมื่อถอนผักเสร็จในแปลงก็จะเหลือของ 3 อย่าง คือ วัชพืช เศษฟาง และต้นผักที่เหลือ ก็จะไถกลบแล้วรดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์เพื่อให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น ทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน ก็จะปลูกพืชผักรุ่นต่อไปเป็นวัฏจักร จากการเริ่มปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปอเทืองมาระยะหนึ่ง ปัจจุบันไร่ทนเหนื่อยใช้ปุ๋ยปลูกเอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง และค่าหว่าน และอีกความคิดหนึ่งของไร่ทนเหนื่อยคิดว่า ปุ๋ยคอกที่เป็นมูลสัตว์ได้จากการขับถ่ายของสัตว์ สิ่งที่เป็นธาตุอาหารดีๆ ส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมโดยร่างกายของสัตว์แล้ว ส่วนที่เหลือจะมีธาตุอาหารน้อย และที่สัตว์กินเป็นอาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นพืช ถ้าเราเอาพืชมาทั้งต้นที่ยังมีธาตุอาหารครบถ้วนมาเป็นปุ๋ยจะเป็นการดีกว่าเอาเศษพืชที่เหลือจากการขับถ่ายของสัตว์

การจัดการระบบนิเวศ

เมื่อจัดการปรับปรุงดินจนได้ดินที่เหมาะสมแล้ว การจัดการระบบนิเวศเกี่ยวกับแมลงที่ได้ทำควบคู่กันมาก็สัมฤทธิ์ผล อาจารย์สมหมาย เล่าให้ฟังว่า “สิ่งที่มีชีวิตในแปลง ไม่ว่าจะเป็นแมลงกินพืช หรือแมลงกินแมลง เราต้องดูแลบริหารจัดการทั้งหมด แมลงกินพืชจะได้กินอาหารที่ตัวเองชอบ แมลงกินแมลงก็จะได้กินแมลงที่ตัวเองชอบ ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อาหารซึ่งกันและกัน เมื่อเราไม่ถอนวัชพืชซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น แมลงที่คุ้นเคยกับพืชชนิดนั้นก็มีอาหารที่ชอบกิน เมื่อแมลงกินพืชกินวัชพืชอิ่มก็จะไม่ไปรบกวนผักที่เราปลูกหรือมีไปรบกวนบ้างเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เมื่อแมลงกินพืชแพร่พันธุ์ก็จะเป็นอาหารให้กับแมลงกินแมลง ธรรมชาติในแปลงก็จะเกิดความสมดุล เรียกว่าทุกชีวิตในแปลงต้องมีชีวิตอยู่อย่างสบาย ตั้งแต่วัชพืชที่ไม่ต้องถูกถอนทิ้ง ผักที่เราปลูก แมลงกินพืช แมลงกินแมลง ทุกชีวิตต้องอยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมของธรรมชาติอย่างเหมาะสม ดูอย่างในป่าที่มีต้นไม้ขนาดหลายคนโอบ ไม่มีใครเอาปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมักไปใส่มันแต่มันเติบโตเพราะมีใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมมานาน อีกอย่างหนึ่งก็การที่มีน้ำป่าหลากพัดเอาอินทรียวัตถุมาทับถมซ้ำเข้าไป ทำให้ในดินมีอินทรียวัตถุที่เหมาะสม”

เกษตรธรรมชาติที่แท้จริง

จากความคิดของคนปลูกพืชผัก แมลงที่เข้ารบกวนพืชผักในแปลง เราจะหยิบยื่นโทษสถานเดียวให้แมลงเหล่านี้คือความตาย ถ้าในการทำเกษตรเคมีคือการใช้ยาฆ่าแมลง ฉีดพ่นกันอย่างหูดับตับไหม้เหมือนทำสงครามกับแมลง ยาชนิดไหนแรงเป็นอันต้องเสาะหามาใช้ ในการทำเกษตรอินทรีย์ก็เช่นกัน นอกจากที่เราระดมขนปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักกันมาหลายคันรถแล้ว สมุนไพรต่างๆ ที่เป็นพิษหรือสามารถไล่แมลง เราจะหมักกันสารพัด หมักนำมาฉีดพ่น ซึ่งจะต้องพ่นถี่กว่าสารเคมีด้วยซ้ำ แต่ไร่ทนเหนื่อยของเรา คิดไม่เหมือนกัน อาจารย์สมหมาย บอกว่า “การที่เราจะต้องเสาะหาสมุนไพรที่มีฉีดพ่น สมุนไพรเหล่านั้นมีรสชาติอยู่ 3 อย่างคือ ขม ขื่น เมา เราหมักสมุนไพรเหล่านี้ให้สารที่เป็นพิษต่อแมลงออกมาในน้ำหมักแล้วนำน้ำหมักมาฉีดพ่นเพื่อไล่แมลงหรือเคลือบใบของผักที่เราปลูก ทำให้แมลงไม่อยากกินเพราะมีฤทธิ์ 3 อย่างดังกล่าว ถามว่าสมุนไพรมีพิษไหม ก่อนจะตอบคำถามนี้ต้องคิดย้อนไปว่าในสมัยดึกดำบรรพ์โดยปกติ มนุษย์กินพืชผักตามแมลงหรือสัตว์ เพราะเราเห็นว่าสัตว์กินแล้วปลอดภัยเราถึงกิน เป็นที่น่าสังเกตว่าสมุนไพรส่วนใหญ่แมลงไม่กิน เพราะมันมีสารพิษระดับหนึ่งอาจจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นพิษเหมือนกันเพราะแมลงไม่กิน การใช้สมุนไพรในแปลงเกษตรก็อาจถือว่าไม่ใช่อาหารธรรมชาติ อาหารธรรมชาติจึงไม่ควรต้องปรุงแต่งด้วยสิ่งเหล่านี้ เกษตรระบบนิเวศนี้จึงอาจเรียกได้ว่า เป็นเกษตรธรรมชาติ”

ต่อคำถามที่ว่าจะต้องทำปุ๋ยพืชสดนานไหมถึงจะเริ่มได้ผล อาจารย์สมหมาย ให้เหตุผลว่า “การใช้ปุ๋ยพืชสดให้ได้ผล เวลาก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความตั้งใจที่จะทำ ถ้ามุ่งมั่นที่จะทำก็จะประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่อาจารย์ทำ เนื่องจากไม่ต้องลองผิดลองถูกกันอีก สมมุติว่าพื้นที่ 1 ตารางเมตร ปลูกพืชครั้งแรกได้น้ำหนัก 2 กิโลกรัม ปลูกครั้งที่ 2 จะได้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 3 กิโลกรัม ปลูกครั้งที่ 3 ได้น้ำหนักเพิ่มเป็น 5 กิโลกรัม ในช่วงระยะเวลา 3 ครั้ง ใช้เวลาเท่าไรก็แล้วแต่ เราจะได้ปุ๋ยพืชสด 10 กิโลกรัม เรายิ่งได้ปุ๋ยพืชสดมากเท่าไหร่ พืชผักที่ปลูกก็จะได้กลับคืนมามากกว่า ถ้าเปรียบกับการเลี้ยงสัตว์ก็คือ อัตราแลกเนื้อ ยิ่งมีพืชสดหลากหลายเท่าไรยิ่งเป็นการดี เพราะเราจะได้แร่ธาตุที่มีความหลากหลายเช่นกัน” ผู้เขียนทดลองคูณ เอา 1 ไร่ มี 1,600 ตารางเมตร คูณ 10 เข้าไป เพราะปลูก 3 ครั้ง ได้ 10 กิโลกรัม จะได้ปุ๋ยพืชสดถึง 16,000 กิโลกรัม ทีเดียว ถ้าเราไปซื้อปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ไม่รู้จะต้องใช้เงินสักเท่าไร ไม่อยากคิด

พืชผักที่ได้จากไร่ทนเหนื่อย ซึ่งมี บร็อกโคลี่ บีทรูท ในหน้าหนาว และผักกาดขาว ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักบุ้ง ไชเท้า หัวหอม กระเทียม ต้นหอม ต้นกระเทียม ผักชี มะเขือเทศ ฟักแฟง แตงกวา และผักอีกสารพัดชนิด ได้รับมาตรฐานการรับรองของออร์แกนิกไทยแลนด์ และมาตราฐาน IFOM ในระดับสากลทำให้ผักส่วนหนึ่งของไร่ทนเหนื่อยถูกส่งไปจำหน่ายที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งห้ามใช้ปุ๋ยมูลสัตว์เด็ดขาด ยกเว้นปุ๋ยจากมูลวัวเดินทุ่ง

นอกจากผักส่วนหนึ่งที่ส่งไปต่างประเทศแล้ว จะมีพ่อค้ามารับผักเพื่อแพ็กส่งห้างดังๆ ในกรุงเทพฯ หลายแห่ง แต่ความคิดของอาจารย์สมหมายต้องการให้คนในประเทศไทยบริโภคของดีๆ มากกว่า โดยเฉพาะคนในจังหวัดลพบุรี ดังนั้น ชาวลพบุรีจึงมีโอกาสซื้อผักจากไร่ทนเหนื่อย ที่โรงพยาบาลโคกสำโรงในวันอังคารตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง วันพุธที่โรงพยาบาลอำเภอเมืองลพบุรี เช้าถึงเที่ยง และตลาดนัดเคแลนด์ ใกล้ขนส่งโคกสำโรงในวันพฤหัสบดี ช่วงบ่ายถึงเย็น ส่วนที่ในเมืองลพบุรีก็มี คุณขันติ หนูแดง มาเปิดร้านชื่อ ไร่ทนเหนื่อยออร์แกนิกคาเฟ่ อยู่หลังมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ลพบุรี เบอร์โทรศัพท์ (081) 294-3025 และมีคนรักสุขภาพส่วนหนึ่งขับรถจากกรุงเทพฯ ไปทุกสัปดาห์เพื่อซื้อผักหลายชนิดเก็บไว้ประกอบอาหารจนครบสัปดาห์ แล้วก็มาซื้อใหม่

เกษตรธรรมชาติเป็นแนวทางที่เป็นความฝันของนักเกษตรอินทรีย์ทุกคน แต่กว่าจะฝ่าฟันไปได้ค่อนข้างยากลำบากกว่าเกษตรเคมีหลายเท่านัก ลำพังไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ใช้แต่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ผลผลิตก็ไม่เข้าเป้าแล้ว แต่นี้ไม่ใช้ปุ๋ยเลย ทำได้อย่างไร แค่คิดก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าไม่เห็นกับตาเป็นต้องไม่เชื่อเด็ดขาด

จิงจูฉ่าย ไม่ใช่แค่ใส่ต้มเลือดหมู

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

จิงจูฉ่าย ไม่ใช่แค่ใส่ต้มเลือดหมู

ไม่ใช่ว่าร้านต้มเลือดหมูทุกร้านจะใส่ผักจิงจูฉ่าย ร้านขายต้มเลือดหมูส่วนใหญ่มักใส่ผักตำลึงหรือผักกาดหอม เพราะเป็นผักที่หาซื้อได้ง่ายและเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ทว่าจริงแล้วต้มเลือดหมูเป็นอาหารของชาวจีน ถ้ามองจริงๆ ก็คือ แกงจืดเลือดหมูใส่ผักนั่นเอง ในต้มเลือดหมูจะใส่เลือดหมูเป็นหลัก หมูสับเป็นส่วนประกอบ เครื่องในก็จะมี เซ่งจี้ ตับเหล็ก ตับ กระเพาะหมู หัวใจหมู ไส้หมู บ้างเจ้าก็ใส่ลิ้นหมูหรือหมูกรอบเพิ่ม ก็ถือว่าหอเจี๊ยะ

ส่วนผักที่ใส่ที่เคยเห็นคือ ตำลึงเป็นหลัก บางเจ้าไม่มีผักตำลึงก็จะใส่ผักกาดหอมซึ่งไม่น่ากินเลย เนื่องจากผักกาดหอมโดนน้ำแกงจืดร้อนๆ จะสลดขยุ้มเป็นผักช้ำๆ เหลือนิดเดียว ส่วนผักตำลึงเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมากกว่าจิงจูฉ่าย สมัยก่อนต้มเลือดหมูจากแหล่งคนจีนแท้ แถวเยาวราช จึงจะมีผักจิงจูฉ่ายกิน แต่ปัจจุบันคนเริ่มรู้จักกันกว้างขวางพอสมควร

สมัยก่อนประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว ต้องไปทำงานทุกวันตอนเช้าจะต้องผ่านตลาดคลองเตย มีโอกาสแวะกินต้มเลือดหมูบ่อยครั้ง รสชาติของต้มเลือดหมูของซิ้มรถเข็นในตลาดเจ้านั้นประทับใจจนทุกวันนี้ ร้านที่ว่านั้นอยู่ทางตลาดด้านในซึ่งคนจะเข้าไปน้อย ส่วนใหญ่คนจะเดินแต่ตลาดด้านนอก ร้านรถเข็นแกค่อนข้างรกรุงรังไปหมด มีหม้อขนาดใหญ่ 1 ใบ ของทุกอย่างคือ เลือดหมู หมูสับ และเครื่องในทุกอย่างแกโยนโครมลงไปในหม้อ พอได้ที่แกก็ช้อนขึ้นมาหั่นแบ่งใส่ภาชนะบนรถเข็นไว้ แต่ถ้าเป็นหมูสับแกจะมีชามใหญ่ใส่หมูสับดิบๆ ไว้ พอใครสั่งถึงจะเอาช้อนหมูสับเขี่ยหมูสับเป็นก้อนๆ ใส่ในหม้อน้ำเดือดนี้ แล้วแกก็หันไปเอาชามเปล่าหยิบผักจิงจูฉ่ายทั้งต้นมาสับๆ ใส่ก้นชาม แล้วตักเลือดหมู และเครื่องในสารพัดที่กองอยู่ มาหั่นด้วยมีดขนาดใหญ่เป็นชิ้นใหญ่เฉพาะใส่เป็นชามๆ ซึ่งไม่เหมือนกับปัจจุบันที่หั่นรอไว้ทุกอย่าง พอหั่นทุกอย่างใส่เสร็จก็หันไปตักเลือดหมูที่ลอยขึ้นด้านบนลูกขนาดหัวแม่มือ 3 ลูก ใส่ชามพร้อมน้ำซุปในหม้อ แล้วหยิบตั้งฉ่ายโรย พร้อมกระแทกพริกไทยผงใส่ แค่นั้นเราก็ได้กินต้มเลือดหมูปรุงสดทุกชามของแกแล้ว ลืมบอกไปว่าในหม้อใหญ่ของแกมีกระดูกหมูขนาดใหญ่ต้มอยู่หลายชิ้นเพื่อเป็นน้ำซุป

ผู้เขียนไปบ่อยจนเป็นลูกค้าขาประจำ กิริยาท่าทางที่ปรุงต้มเลือดหมูใหม่ทุกชามยังเห็นภาพอยู่ เพราะไม่ใช่แค่ตัดชิ้นส่วนหมู รวมถึงหมูสับที่สุกแล้วมาใส่ชามแล้วเติมน้ำซุปเป็นอันจบกัน เพราะการปรุงแต่ละชามโดยการหั่นใส่แบบนี้ไม่เห็นแล้ว ครั้งแรกที่เห็นผักจิงจูฉ่ายก็ไม่รู้ว่าเป็นผักอะไรจากการสอบถามจึงรู้จักชื่อถือว่าเป็นครั้งแรกที่รู้จักผักนี้ กลิ่นของผักนี้คล้ายๆ ขึ้นฉ่ายพอโดนน้ำร้อนกลิ่นจะบรรเทาลง แกบอกว่าเป็นผักของจีนกินแล้วบำรุงเลือดและช่วยดับคาวก็รู้จักแค่นั้น พอกินจนคุ้นลิ้นก็ติดใจ วันหลังพอใส่ผักอย่างอื่นชักไม่ชอบใจแล้ว

สรรพคุณของจิงจูฉ่าย

จิงจูฉ่ายเป็นสมุนไพรที่ชาวจีนถือเป็นยาเย็น (หยิน) ต่างจากยาร้อน (หยาง) มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากทั้งใบและลำต้น ชาวจีนเชื่อว่าจิงจูฉ่ายมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิต ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ไข้และช่วยบำรุงปอด

ส่วนการแพทย์ปัจจุบันพบว่า ต้นและใบจิงจูฉ่ายมีน้ำมันหอมระเหย ชื่อ อะปิอิน (apiin) ประกอบด้วยสารไลโมนีน (limonene) ซิลินีน (selinene) และไกลโคไซด์ (glycosides) ส่วนใบและต้นมีสารชิงเฮาซู (qinghaosu) หรือสารอาร์เทแอนนิวอิน (arteannuin) หรือสารอาร์เทมิซินิน (artemisinin) ที่ WHO รับรองใช้รักษาโรคมาลาเรีย ต้นจิงจูฉ่าย 100 กรัม ให้พลังงาน 392 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี และวิตามินอี

บางข้อมูลกล่าวว่า จิงจูฉ่ายรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ยืนยันเหมือนกับต้นโน้นต้นนี้ที่กล่าวอ้างกันว่ารักษามะเร็งกันไปทั่ว แต่ผู้เขียนขอแนะนำให้กินจิงจูฉ่ายเป็นอาหาร มากกว่ายา และมีวิธีกินอีกอย่างที่น่าสนใจคือให้เอาต้นหรือใบจิงจูฉ่ายสดๆ 1 กำมือ ปั่นผสมกับน้ำสะอาด 1 แก้ว จะกรองหรือไม่ก็ได้ ดื่มก่อนอาหาร 1 หรือ 2 ชั่วโมง วันละครั้ง จะได้น้ำสีเขียวที่เรียกว่า น้ำคลอโรฟิลล์สดๆ ดีกว่าไปซื้อน้ำคลอโรฟิลล์เป็นขวดมาดื่มเป็นไหนๆ แต่เรื่องรักษาโรคมะเร็งได้ต้องฟังหูไว้หู แต่ถ้าทำน้ำจิงจูฉ่ายปั่นดื่มแทนน้ำคลอโรฟิลล์จะได้ประโยชน์แน่นอนกว่า

วิธีปลูก และขยายพันธุ์

จิงจูฉ่ายเป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 0.5-1 ฟุต ใบเป็นรูปรี ขอบเป็นแฉกๆ 5 แฉก ใบค่อนข้างหนา มีสีเขียวเข้ม คล้ายกับต้นขึ้นฉ่าย รากแผ่กระจายรอบๆ ต้น ไม่ลงลึก แตกกิ่งก้านเป็นกอ ใบและต้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอกเป็นช่อยาวกว่าต้น รสชาติขมเล็กน้อย

จิงจูฉ่ายเป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงได้ง่าย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ เมล็ด หรือแยกต้นมาปลูก ใช้ดินพร้อมปลูกสำหรับการปลูกในกระถาง หรือถ้าลงดินก็ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์รองก้นหลุมแล้วปลูก ชอบแดดรำไร หรือแดดจัดเฉพาะช่วงเดียวไม่เช้าก็บ่าย รดน้ำวันละครั้ง จิงจูฉ่ายก็จะแตกยอดให้เรากินตลอด เมื่อต้นแก่เต็มที่ก็จะมีเมล็ดเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อหรือปล่อยให้ร่วงก็จะเกิดต้นจิงจูฉ่ายอีกมากมาย ที่สำคัญอย่าให้ขาดน้ำ แต่ถ้าปลูกในภาชนะอย่าปล่อยให้น้ำขัง ผู้เขียนเคยปลูกในที่แดดจัดแต่จะมีน้ำทิ้งไหลลงโคนต้นตลอด จิงจูฉ่ายก็สามารถแตกหน่อแตกกอมากมายเช่นกัน จิงจูฉ่ายจะแตกใบจำนวนมากเมื่อหมั่นตัด จึงควรตัดบ่อยๆ เพื่อให้มียอดอ่อนแตกออกมาอยู่เสมอ ถ้ากินในครอบครัวไม่ทันก็แนะนำให้แจกเพื่อนบ้าน สำหรับผู้ที่ปลูกเพื่อกินในครัวเรือน หลังจากต้นโทรมให้ตัดแต่งทรงพุ่มให้หมด แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต จิงจูฉ่ายก็จะแตกใบสะพรั่งอีกครั้ง จิงจูฉ่ายเป็นผักที่ไม่มีแมลงศัตรูพืช เนื่องจากใบมีน้ำมันหอมระเหย

สำหรับในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดแนะนำให้ปลูกเลี้ยงในกระถาง เพราะจิงจูฉ่ายสามารถเจริญเติบโตในกระถางได้ดีเช่นกัน ถ้าใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนจะเป็นการดีเพราะบางครั้งจะมีไส้เดือนมาเจริญเติบโตในกระถาง ถือว่ามีผู้ทำหน้าที่พรวนดินให้เราเสร็จ ประมาณ 2-3 ปี ควรจะรื้อกระถางแล้วเอาต้นเล็กมาปลูกใหม่ เมื่อต้นค่อนข้างโทรมจะสังเกตว่าจิงจูฉ่ายจะไม่ค่อยแตกใบ

จิงจูฉ่าย ทำได้มากกว่าใส่ต้มเลือดหมู

นอกเหนือจากใส่ต้มเลือดหมูที่ว่าแล้ว จิงจูฉ่ายยังสามารถใช้ผัดเหมือนผัดผักบุ้งไฟแดงได้อีกด้วย วิธีทำคือ นำผักจิงจูฉ่ายมาเด็ดใบออก ส่วนก้านเด็ดเอาเฉพาะก้านอ่อน ก้านแก่ให้เก็บไว้ก่อน ล้างผักให้สะอาดใส่กระชอนจนสะเด็ดน้ำ นำมาวางไว้บนจาน ทุบกระเทียม พริกขี้หนู วางไว้บนผัก ใส่เต้าเจี้ยว ถ้าชอบเต้าเจี้ยวมากก็ใส่มาก งดใส่น้ำปลาซะ ซอสปรุงรสใส่เล็กน้อย ที่ลืมไม่ได้คือน้ำมันหอย ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน เร่งไฟแรง รอจนน้ำมันเริ่มเดือด เทผักในจานลงกระทะ เสียงดังฉ่า รอสักพัก ให้กลับผักในกระทะ ขอบอกนิดจิงจูฉ่ายจะแข็งกว่าผักบุ้ง เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลามากกว่าผัดผักบุ้ง แต่หน้าตาออกมาก็คล้ายผักบุ้งไฟแดงมาก แค่นี้เราก็ได้จิงจูฉ่ายไฟแดงกินกะข้าวต้มหรือข้าวสวยเป็นเมนูสุขภาพ 1 จาน

ส่วนเมนูอีกอย่างหนึ่งคือ ใช้แทนผักในแกงส้ม หรือแกงจืดตามปกติ ส่วนก้านแก่ที่ให้เก็บไว้ให้นำมาหั่นเป็นท่อนเล็กๆ ประมาณครึ่งเซนติเมตร นำมาตากให้แห้งสัก 2 แดด แล้วนำมาชงกินแทนชา เท่ากับว่าจิงจูฉ่ายสามารถใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน

ถึงแม้จิงจูฉ่ายจะเป็นพืชผักที่มาจากเมืองจีน แต่ก็เป็นผักที่เราปลูกครั้งเดียวแล้วสามารถเก็บกินได้นานกว่าผักจีนตัวอื่น เช่น คะน้า กวางตุ้ง ที่ต้องถอนทั้งรากทั้งโคน จะกินใหม่ค่อยปลูกใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลาสำหรับคนเมือง แต่จิงจูฉ่ายเก็บกินได้นานเหมือนผักพื้นบ้านของเราทั่วไป เชิญชวนให้หาซื้อจิงจูฉ่ายมาปลูกไว้ประจำบ้าน เพราะเดี๋ยวนี้สนนราคาไม่แพง กระถางละ 25-40 บาท แตกต่างกับสมัยก่อนซึ่งคนที่มียังคงหวงพันธุ์ไว้ จึงซื้อขายกันในราคาแพง

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นพืชที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า ดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่ไม่มีสารเคมีอื่นใดเข้าไปรบกวน แหล่งกำเนิดในธรรมชาติถูกทำลายไปมาก แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญพันธุ์ เนื่องจากมีการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายและมีการผสมพันธุ์ข้ามชนิดกันมากมายจนได้พันธุ์แปลกๆ น่าสะสมและน่าปลูกเลี้ยงกันเป็นงานอดิเรก

คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก เดิมเป็นนักวิชาการเกษตรของศูนย์ส่งเสริม (พืชสวน) จังหวัดสมุทรสาคร กรมส่งเสริมการเกษตร รับหน้าที่ดูแลกล้วยไม้สกุลหวาย และไม้ตัดใบเฮลิโคเนีย อยู่หลายปี ต่อมาได้ลาออกกลับมาทำสวนยางพาราที่บ้านเดิมที่จังหวัดพังงา เนื่องจากสวนยางนี้ติดกับเขา มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและมีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้จึงมาปลูกกล้วยไม้พันธุ์แท้จำหน่ายอยู่หลายปี ต่อมามีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน วันหนึ่งเข้าไปในป่าใกล้ๆ สวน เห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงซึ่งเป็นพืชกินแมลงและเห็นแมลงถูกกำจัดในหม้อ จึงมีความคิดว่ามีพืชอีกชนิดคือหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ถูกแมลงรบกวน แต่กลับกำจัดแมลงเสียด้วยซ้ำ จึงนำหม้อข้าวแกงลิงมาเลี้ยงบนโต๊ะกล้วยไม้ เพื่อแก้ปัญหาแมลง ต่อมาได้เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงจนเป็นอาชีพ ส่วนกล้วยไม้ได้ปลูกเลี้ยงน้อยลง

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่พบในจังหวัดพังงา

หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่พบในจังหวัดพังงามี 3 ชนิด จากจำนวน 14 ชนิดที่พบในประเทศไทย คือ มิราบิลิส (Mirabilis) หม้อมีสีเขียวและเอวคอด ซึ่งพบบริเวณเชิงเขาในที่ชุ่มชื้นบริเวณนี้ และอีก 2 ชนิด คือ อันดามันน่า (Andamana) หม้อมีจุดสีแดงลาย และ ไวกิ้ง (Viking) หม้อมีรูปทรงเหมือนเรือไวกิ้ง มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติบนเกาะพระทอง เกาะคอเขา ในจังหวัดพังงา และได้นำเมล็ดมาเพาะเลี้ยงไว้ในสวนของคุณเล็ก ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนกับในถิ่นกำเนิดบนเกาะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้เลื้อยที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะของเหง้าจะคล้ายโสม มีระบบรากที่ตื้น บางชนิด เช่น มิราบิลิส ที่คุณเล็กเคยพบในป่า ยาวถึง 30 เมตร เนื่องจากเป็นไม้เถาที่อายุยืน ในบางช่วงที่ขาดน้ำ ต้นจะยุบ ต่อเมื่อมีฝนตกก็จะแตกใบออกมาอีก แต่ถ้าต้นอยู่ในสภาพปกติที่ปลูกเลี้ยงจะไม่ยุบต้นลง เนื่องจากสภาพความชื้นและปริมาณน้ำเพียงพอ ในสภาพธรรมชาติหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดมีถิ่นกำเนิดที่สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งและดินที่เสื่อมโทรม ทำให้ต้นต้องพัฒนาใบมาเป็นหม้อเพื่อจับกินแมลงเพื่อดูดซับธาตุอาหารช่วยเสริม นอกเหนือจากรากและใบที่ทำหน้าที่หาอาหาร

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะสร้างหม้อขึ้น 2 ชนิด หม้อล่างจะอยู่ด้านล่างบริเวณโคน จะสังเกตเห็นสายดิ่งจะอยู่ด้านหน้า หม้อจะมีขนาดใหญ่และสีสันสวยงาม หม้อล่างจะผลิตน้ำตาลเพื่อล่อแมลง ซึ่งมักจะเป็นมดที่คลานอยู่ด้านล่าง ส่วนหม้อบนจะอยู่ด้านบนสังเกตที่สายดิ่งจะอยู่ด้านหลัง หม้อจะมีขนาดเล็กลงและสีสันไม่สดใสเท่าหม้อล่าง แต่จะทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลและกลิ่น ซึ่งหม้อล่างจะไม่มีหน้าที่ผลิตกลิ่น และแมลงส่วนใหญ่ที่ติดกับ มักจะเป็นแมลงที่มีปีก เมื่อต้นในธรรมชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ใบที่มีหม้อบนอยู่จะลดบทบาทการสร้างหม้อเพื่อจับเหยื่อ กลายเป็นหนวดที่จะยึดเกี่ยวกิ่งไม้เพื่อให้สภาพต้นมีการดำรงอยู่ของต้นที่มั่นคงขึ้น

ในหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีน้ำเหนียวที่มีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนจากแมลงและหม้อจะดูดซึมเข้าไปเพื่อใช้เป็นธาตุอาหารของพืช ด้านบนของหม้อจะมีฝาปิดเพื่อทำหน้าที่ไม่ให้น้ำฝนเข้าไปอยู่ในหม้อมากเกินไป เพราะจะทำให้สารเหนียวที่อยู่ในหม้อไม่สามารถทำหน้าที่ย่อยสลายซากสัตว์ได้เมื่อมีน้ำเข้ามาปนมากเกินไป แต่ในช่วงที่ฝนตกหนัก น้ำก็สามารถเข้าไปในหม้อได้เหมือนกัน แต่ธรรมชาติได้สร้างความสมดุลไว้ คือเมื่อน้ำเข้าไปจนเต็ม หม้อจะรับน้ำหนักไม่ไหวก็จะพลิกลงเพื่อเทน้ำ และก็จะพลิกกลับไปสู่สภาพเดิม

โดยปกติเมื่อแรกผลิใบ ต้นจะเริ่มสร้างหม้อจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ถึง 4 เดือน หม้อจะสมบูรณ์และเปิดฝาครั้งแรก และหลังจากเปิดฝาครั้งแรกแล้วหม้อจะมีอายุอยู่ประมาณ 4 เดือน แล้วแต่ความสมบูรณ์และการกัดกินของหม้อจากด้านนอกของแมลง ในสภาพธรรมชาติช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงฤดูที่ต้นสามารถผลิตหม้อได้มากกว่าฤดูอื่น

การผสมเกสร และขยายพันธุ์

หม้อที่มีความสวยงามของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ใช่ดอกแต่เป็นวิวัฒนาการของใบ ต้นของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะแยกเป็นเพศผู้และเพศเมีย คุณเล็กบอกว่า “ต้นตัวผู้ ตัวเมียของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีหม้อที่ไม่แตกต่างกัน แต่ดอกจะเกิดจากกาบใบ ถ้าเป็นดอกของต้นตัวผู้จะสังเกตว่าจะเป็นติ่งกลม ส่วนดอกของต้นตัวเมียจะเป็นตุ่มรีมีขนาดใหญ่กว่า และเกสรตัวผู้จะมีกลิ่นหอมเพื่อล่อแมลงให้มาเคล้าคลึงและนำเกสรไปติดต้นตัวเมียตามวิถีทางธรรมชาติ กลิ่นหอมของเกสรตัวผู้แต่ละต้นแต่ละชนิดจะมีกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน”

ส่วนการผสมเกสร คุณเล็กเล่าว่า “เมื่อเกสรของตัวผู้มีกลิ่นจะพบว่าสีของเกสรจะเหลืองเข้มขึ้น จากดอกด้านล่างขึ้นไปด้านบน ค่อยๆ ทยอยแก่ จะใช้พู่กันค่อยๆ ปัดเกสรตัวผู้ลงในจานแก้วอย่างระมัดระวังเนื่องจากละอองเกสรเล็กมาก ถ้าเป็นไปได้ควรจะผสมทันที เนื่องจากการเก็บไว้จะทำให้เปอร์เซ็นต์การติดฝักลดลงแม้ว่าจะเก็บไว้ในตู้เย็นก็ตาม ดอกช่อหนึ่งๆ จะใช้เวลาบาน 5-7 วัน เราก็จะทยอยผสมทุกวัน เขียนป้ายวันผสมติดไว้ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แล้วแต่ชนิดและความสมบูรณ์พันธุ์ เมื่อฝักล่างที่ผสมก่อนจะมีอายุมากกว่าฝักอื่นนั้นแตก เราจะตัดเก็บทั้งช่อใส่ถุงพสาติกใสทันที นำไปตากให้แห้งประมาณ 1 แดด ก็จะนำไปเพาะซึ่งการงอกจะได้เปอร์เซ็นต์ที่ดีกว่า การเก็บรักษาไว้แม้ในตู้เย็นก็จะทำให้อัตราการงอกเสื่อมลง”

วิธีเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะต้องนำขุยมะพร้าวอย่างเดียวหรือปนมะพร้าวสับก็ได้ในอัตรา 1 ต่อ 1 แช่น้ำจนชุ่ม นำมาใส่ตะกร้าโปร่ง หลังจากโรยเมล็ดลงไปก็จะใช้สเปก นำมอสส์ที่แช่น้ำจนชุ่ม โรยปิดไว้ข้างบน นำตะกร้าไว้ในร่มไม่ให้โดนแดด ใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ต้นก็จะเริ่มงอก และจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ให้ปุ๋ยละลายช้า 3 เดือน สูตรเสมอ เมื่อต้นมีขนาดสูงประมาณ 1-3 เซนติเมตร จึงสามารถแยกออกมาปลูกในกระถางเดี่ยว ขนาด 3-4 นิ้วได้ จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงต่ออีก 1 ปี ต้นจึงจะมีขนาดพร้อมจำหน่าย ฟังดูรู้สึกเหนื่อยเพราะใช้เวลานานมาก

การปลูกเลี้ยง

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นต้นไม้ที่ชอบแดดจัดและความชื้นสูง ขาดน้ำไม่ได้ แสงที่ได้รับสามารถรับแสงได้ 50-100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสภาพแสง 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องใช้จานรองที่หล่อน้ำไว้ให้ตลอดเพื่อรักษาความชื้น แต่ในสภาพแสง 50 เปอร์เซ็นต์ อาจไม่ต้องใช้จานรองก็ได้แต่ต้องหมั่นให้น้ำอยู่เสมอ ต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดจัด ใบจะเล็กแต่หม้อจะใหญ่ ส่วนต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดรำไร ใบจะใหญ่ส่วนหม้อจะเล็ก ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยละลายช้า ใส่ 3 เดือนครั้ง ในปริมาณไม่มากนัก แมลงศัตรูของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย ส่วนตั๊กแตนจะเป็นแมลงที่กัดกินหม้อและใบ

การปลูกเลี้ยงในธรรมชาติ

เดิมบริเวณสวนเป็นแหล่งกำเนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์พื้นเมือง คุณเล็กจึงทดลองนำหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์ต่างประเทศชื่อ ซาราซีเนียร์ ของอเมริกานำมาปลูก ในสภาพที่ลุ่มชื้น ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่แพ้ในธรรมชาติของแหล่งกำเนิด มีการแตกกอและเจริญเติบโตได้ดี โดยมีสีสันที่สดใส ในสภาพธรรมชาติอย่างนี้ไม่ต้องรดน้ำตลอดทั้งปี

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ที่หัดเลี้ยง ให้หาเลี้ยงต้นที่มีราคาไม่แพงก่อน หลังจากที่ปลูกเลี้ยงได้สำเร็จ ค่อยเสาะหาพันธุ์ต่างประเทศหรือลูกผสมที่มีสีสดใส และความแปลกใหม่มาเลี้ยงเพิ่มเติม คุณเล็กแนะนำว่า การปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้ใช้ขุยมะพร้าวและมะพร้าวสับ ห้ามใช้ดินเด็ดขาดเพราะจะเน่าตาย มิน่าตอนนั้นซื้อมาเลี้ยง ด้วยความหวังดีไปเอาดินสำหรับปลูกบัวที่เป็นโคลนมาปลูก ปรากฏว่าตายเรียบ สวนของคุณเล็กที่ตะกั่วป่า คนที่สนใจเลี้ยงมักแวะเวียนเข้ามาซื้อต้นลูกผสมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ การเข้ามาในสวนจะทำให้เราเรียนรู้ในการปลูกเลี้ยงที่ถูกต้อง โดยปกติสวนส่วนใหญ่มักไม่ให้คนเข้าไปดู แต่สวนนี้เปิดให้เข้าชมได้ตามสบาย นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดวิธีการปลูกเลี้ยงอย่างไม่ปิดบัง

สนใจเรื่องหม้อข้าวหม้อแกงลิง ติดต่อ คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก บ้านเลขที่ 57/16 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เบอร์โทรศัพท์ (084) 101-1385 และ (087) 476-4522

เฉลา ปลาดุกร้ากางมุ้ง บ้านน้ำโงก พัทลุง

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เฉลา ปลาดุกร้ากางมุ้ง บ้านน้ำโงก พัทลุง

14 จังหวัดภาคใต้ มีการปลูกข้าวกันอยู่บ้างแต่ปริมาณไม่เพียงพอสำหรับบริโภค จังหวัดที่ทำนากันมากที่สุดเป็นจังหวัดพัทลุงและจังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีพื้นที่เหมาะสม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ในอดีตเกษตรกรในจังหวัดพัทลุงทำนากันเป็นส่วนใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตข้าวมีมากมาย ถึงแม้นาในจังหวัดพัทลุงไม่ได้อยู่ในพื้นที่ภาคกลางที่มีที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่อุดมสมบูรณ์ จนเรียกว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวก็จริง จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราชก็ถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของทางภาคใต้ แต่ก็ยังน่าเศร้าที่ว่า 2 จังหวัดนี้ ปลูกข้าวเพียงพอสำหรับบริโภคในจังหวัดเท่านั้น แต่อีก 12 จังหวัดในภาคใต้ ต้องอาศัยข้าวจากนาของภาคอื่น จังหวัดพัทลุงมี 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ บนพื้นที่ทำการเกษตรถึง 1,425,413 ไร่ มีพื้นที่ทำนาถึง 586,161 ไร่ คิดเป็น 41% อำเภอเมืองและอำเภอควนขนุน ปลูกข้าวมากที่สุด

คุณเฉลา ด้วงเรือง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำสวนยาง แต่ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นชาวนา โดยยายขำซึ่งเป็นยายแท้ๆ ของตัวเองมีฝีมือในด้านการทำปลาดุกร้า เนื่องจากในอดีตน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ข้าวในนา ปลาในหนองมีมากมาย ได้มาแต่ละทีทำกินกันไม่หมด สมัยก่อนยังไม่มีตู้เย็นให้แช่ จึงจำเป็นต้องถนอมอาหารไว้ สมัยนั้นไม่ใช่มีเฉพาะปลาดุก แต่มีปลาช่อน ปลาโสด ส่วนปลาทะเล มี ปลาจวดและปลากระบอก ปลาเหล่านี้ชาวบ้านจับมากันเอง เมื่อกินไม่หมดก็เอามาทำปลาดุกร้า และยายขำเป็นคนที่ทำปลาดุกร้าได้อร่อยในละแวกบ้านโงกน้ำ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และได้รักษากันมาจนถึงรุ่นลูกหลาน ส่วนผสมต่างๆ มีไม่มากและมาจากธรรมชาติ

ในปี พ.ศ. 2550 ทางภาครัฐได้เปิดศูนย์เรียนรู้ ที่บ้านโงกน้ำ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยได้รวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นมาฟื้นฟูเพื่อถ่ายทอดให้รุ่นต่อไปไม่ให้สาบสูญ คุณเฉลาจึงได้รับอาสามาเป็นวิทยากรถ่ายทอดการทำปลาดุกร้าของยายขำให้รุ่นลูกหลาน ทำให้การทำปลาดุกร้าแพร่หลาย สามารถนำไปประกอบอาชีพกันได้หลายราย ต่อมาพบว่าชาวบ้านที่มาอบรมหรือดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เมื่อได้ชิมปลาดุกร้าก็ติดใจในรสชาติ ทำให้เกิดความคิดว่าควรจะทำจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อให้ได้ซื้อไปกินที่บ้านกัน จนเกิดความมั่นใจเพราะมีคนติดต่อนำปลาดุกร้าไปจำหน่ายหลายราย จึงคิดนำปลาดุกร้านี้มาทำเป็นธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

ขั้นตอนการทำปลาดุกร้า

ปลาดุกที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เลี้ยงในบ่อของชาวบ้านในบริเวณอำเภอควนขนุนนี้เอง เพราะการทำปลาดุกร้าของคุณเฉลา จึงทำให้เกษตรกรหลายรายในท้องที่หันมาทำบ่อเลี้ยงปลากันเพื่อขายให้ ปลาดุกที่ซื้อมาต้องกำหนดขนาด ประมาณ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จึงจะเป็นขนาดที่เหมาะสม ซึ่งจะมีราคารับซื้อตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-55 บาท ปลาดุกที่ได้มาจะถูกบรรจุถุง ถุงละ 50 กิโลกรัม แล้วจะนำมาใส่เกลือแกงถุงเล็ก 1 ถุง ปิดปากถุงไว้ให้สนิทปลาก็จะตาย หลังจากนั้น นำปลาดุกมาตัดหัวและล้วงเครื่องในออกทั้งหมดให้เกลี้ยง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ทิ้งพักไว้ในภาชนะที่มิดชิดเป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วนำมาล้างให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะเอาปลามาเคล้าเกลือและน้ำตาลให้ทั่วตัวปลาและบริเวณในท้องปลาด้วย โดยผสมเกลือและน้ำตาลให้เข้ากันก่อน ในอัตราส่วน ปลา 5 กิโลกรัม เกลือ 100 กรัม และน้ำตาล 300 กรัม หมักทิ้งไว้ในภาชนะที่มิดชิดเป็นเวลาอีก 12 ชั่วโมง

หลังจากนั้น จึงนำมาตากเรียงกันให้เป็นระเบียบไม่ทับซ้อนกันบนโต๊ะซึ่งมีตาข่ายพลาสติกรองรับ การตากในโรงเรือนที่ 1 อุณหภูมิจะไม่ร้อนมากนัก เนื่องจากหลังคาเป็นกระเบื้องทึบสลับกับกระเบื้องใส จะต้องมีการกลับปลาวันละ 1 ครั้ง เพื่อให้โดนแดดได้ทั่วถึง จนครบ 3 วัน จึงเอามือกดตัวปลาให้แบนทุกตัว แล้วย้ายไปสู่โรงเรือนที่ 2 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า เนื่องจากเป็นหลังคาใสทั้งหมด ในช่วงนี้ก็ต้องมีการกลับปลาทุกวันจนครบ 4 วัน รวมเวลาการผลิตใช้เวลาประมาณ 8-9 วัน แต่ในช่วงฝนตกชุก แสงแดดค่อนข้างน้อยอาจทำให้ยืดเวลาการผลิตไปอีก เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ปลาก็จะเป็นอันเสร็จกระบวนการผลิต หลังจากนี้ ปลาจะถูกเก็บในภาชนะที่มิดชิดแล้วจึงนำมาบรรจุถุงพลาสติกแบบสุญญากาศ เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ทำให้สามารถเก็บไว้ได้นาน 3 เดือน โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น แต่ถ้าแช่ตู้เย็นจะเก็บไว้ได้นาน 6 เดือน

ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

การผลิตของคุณเฉลาตอนเริ่มต้นทำปลาดุกทุก 5 วัน โดยใช้ปลาดุกรอบละร้อยกว่ากิโลกรัม ปัจจุบันการทำปลาดุกร้าจะทำโดยเริ่มขั้นตอนใหม่ทุกๆ 4 วัน โดยใช้ปลาดุกรอบละประมาณ 1,200 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อทำเป็นปลาดุกร้าแล้วจะเหลือเพียง 350 กิโลกรัม โรงเรือนที่ใช้ในการผลิตมีถึง 3 โรงเรือน มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 18 เมตร โดยมีโรงเรือน 1 หลัง ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน การใช้โรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีส่วนดีที่ประหยัดพลังงานและถูกสุขอนามัย

เดิมการกินปลาดุกร้าในอดีตใช้ใบขมิ้นมาห่อปลาดุกร้าแล้วย่างไฟอ่อนๆ ซึ่งจะมีกลิ่นขมิ้นสมุนไพรที่ชาวปักต์ใต้ชอบนำมาปรุงอาหารหลายๆ ชนิด แต่ปัจจุบันครัวเรือนหันมาใช้เตาแก๊ส การย่างโดยเตาถ่านเป็นการยุ่งยาก จึงเปลี่ยนมาเป็นการทอดน้ำมันแทน ปลาดุกร้าจะมีลักษณะคล้ายปลาเค็มหรือปลาแห้ง แต่จะมีที่แตกต่างกันคือ ปลาดุกร้าจะมีรสชาติเฉพาะตัว คือรสเค็มปนหวาน และเมื่อนำไปทอดจะมีกลิ่นหมัก แต่การย่างจะมีกลิ่นหอมจากการหมักมากกว่า ในการทอดจะต้องทอดด้วยไฟอ่อนและหมั่นกลับปลาอยู่เสมอหลายครั้งจนสุกทั่วกัน อย่าปล่อยให้สุกด้านใดด้านหนึ่งแล้วค่อยพลิก ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับที่คุณเฉลาแนะนำไว้ หลังจากนั้นก็ซอยพริกขี้หนู หอมแดง บีบมะนาวใส่ก็กินกับข้าวสวยอร่อยมาก ถ้าไม่ทอดด้วยน้ำมัน สามารถนำมาเว็บก็ได้ ที่จริงแล้วปลาหลายชนิดสามารถนำมาทำแบบนี้ได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันปลาดุกค่อนข้างหาง่ายและมีราคาถูกกว่าปลาชนิดอื่น

ปลาดุกร้าถูกบรรจุในถุงสุญญากาศ ถุงละ 2 ตัว 4 ตัว และ 6 ตัว ราคาจำหน่ายปลีก 50 บาท 100 บาท และ 150 บาท ตามลำดับ มีจำหน่ายตามร้านทั่วไปแทบทุกจังหวัดในภาคใต้ ปลาดุกร้าของคุณเฉลาไม่มีหน้าร้านขายเอง โดยปกติจะขายส่งให้แม่ค้ารับไปขายอีกที ถ้าจะขายปลีกก็ในกรณีที่มีการออกร้านของส่วนงานราชการหรืองานสินค้าโอท็อป

ปัจจุบันนอกจากปลาดุกร้าแล้ว ยังมีน้ำพริกปลาดุกร้า ซึ่งทำจากปลาดุกร้า โดยนำปลาดุกร้ามาทอดให้สุก มีส่วนผสมของพริกคั่ว กระเทียมเจียวและหอมเจียว นำมาบดผสมกัน แล้วจึงนำมาคั่วใหม่ให้แห้งอีกที จึงสามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิห้อง น้ำพริกปลาดุกร้าจำหน่ายขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ กระปุกละ 20 บาท และ 40 บาท ลูกค้าในจังหวัดพัทลุงจะมารับสินค้าเองที่บ้าน ส่วนลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด จะจัดส่งทางรถตู้ รถทัวร์ บริษัทขนส่ง และไปรษณีย์ สนใจสินค้า เฉลาปลาดุกร้ากางมุ้ง ติดต่อได้ที่ คุณเฉลา รอดเรือง เบอร์โทรศัพท์ (086) 075-5203

ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ตามครัวเรือนทั่วไป ถูกซุกซ่อนไว้หลายสิบปี เนื่องจากถูกเทคโนโลยีที่ทันสมัยเบียดจนตกขอบ ปัจจุบันภูมิปัญญาเหล่านี้ถูกนำขึ้นมาพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม จึงทำให้สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองได้อย่างสบายจากภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว ภูมิปัญญาเหล่านี้เท่าที่สังเกตจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตรหรือเกี่ยวเนื่องจากการเกษตร

ตรีผลา…ยาสมัยพุทธกาล

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ตรีผลา…ยาสมัยพุทธกาล

สมุนไพรไทยในปัจจุบัน ได้รับการเชื่อถือในสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ ที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แตกต่างกับยาแผนปัจจุบันซึ่งบำบัดโรคหนึ่งแต่ใช้ไปเรื่อยๆ นานๆ ไปก็จะเกิดอาการอีกโรคหนึ่ง เป็นต้น ยาตำรับแผนไทยในปัจจุบันนี้จึงมีวางขายคู่กับยาแผนตะวันตกอย่างทัดเทียม

ก่อนหน้านี้ สมุนไพรไทยถูกใช้ในลักษณะเชิงเดี่ยวซึ่งจะได้สรรพคุณไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นที่นิยมกันมากระดับหนึ่ง ต่อมาหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทยได้ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรไทยเป็นระยะๆ จึงทำให้เรารู้จักยาไทยในอีกรูปแบบหนึ่งคือเป็นตำรับยา ซึ่งจะมีสมุนไพรหลายๆ อย่างประกอบกันเป็นยาขนาน ซึ่งสมุนไพรในตำรับบางชนิดจะไปเสริมฤทธิ์กัน บางชนิดจะไปยับยั้งฤทธิ์ที่เป็นอันตรายต่อคน

ตรีผลา เป็นตำรับยาที่มีมาดั้งเดิมของแพทย์แผนไทย สรรพคุณคือ การใช้ระบายพิษจากระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินโลหิต โดยจะไปทำหน้าที่ขับพิษต่างๆ ที่ตกค้างและกำจัดออกจากร่างกายโดยสิ้นเชิง ทำให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบ่อยครั้ง เพื่อทำความสะอาดระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ให้สะอาด ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ระบาย แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะยานี้จะควบคุมการถ่ายอย่างสมดุล ป้องกันมิให้ร่างกายอ่อนเพลีย และสามารถใช้ได้ดีทุกเพศทุกวัย บางคัมภีร์ของแพทย์แผนไทย ได้กล่าวถึงสรรพคุณของตรีผลา ว่าเป็นยาสำหรับลดความอ้วน เพราะเป็นยาที่สามารถลดมวลของร่างกายได้ คือทำหน้าที่เป็นยาระบายและลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายโดยที่ร่างกายไม่สูญเสียน้ำและสารอาหาร จนเกิดอันตราย

และไม่เพียงเท่านั้น ตรีผลา ยังเป็นยาที่ชาวตะวันตกก็รู้จักดี ถึงกับเขียนบรรยายสรรพคุณของตรีผลkไว้ว่า “Even if your mother leaves you, everything will be fine if you have triphala” แปลได้ว่า “ตรีผลาจะดูแลสุขภาพคุณเป็นอย่างดีเหมือนแม่ ถึงแม้คุณไม่มีแม่”

ตรีผลา ในความหมายสมัยใหม่คือ ทรีอินวัน ซึ่งเราชอบนักชอบหนา เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง นึกจะว่าเป็นเรื่องราวของตะวันตก แต่แท้จริง ทรีอินวันของไทยมีมากมาตั้งนานแล้ว คำว่า ตรีผลา คือ ตรี ที่แปลว่า สาม ผลา ก็คือ ผล แปลรวมความคือ ผลไม้ 3 อย่าง ไม่ใช่ว่าจะเป็นผลไม้อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็น 3 อย่างนี้เท่านั้น คือ มะขามป้อม สมอไทย และสมอพิเภก

ผลไม้ทั้ง 3 อย่าง ปกติเราก็ไม่ได้เอามากินเล่นพร่ำเพรื่อเหมือน เงาะ ทุเรียน ลำไย ที่เป็นผลไม้ยอดนิยมหรอก มะขามป้อมพอมีคนรู้จักบ้าง แต่สมอไทย และสมอพิเภก ยิ่งแล้วใหญ่ หาคนรู้จักยาก อย่าว่าแต่จะแค่เคยกิน เอาละ! งั้นเรามาดูสรรพคุณของผลไม้แต่ละตัวกันเลย

สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด

ผลมะขามป้อม มีรสฝาด แต่มีวิตามินซีสูง และมีแทนนินที่ละลายน้ำได้ 2 ชนิด คือ เอมบลิเคนิน เอ & บี (Emblicanin A&B) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีความแรงสูงมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีวิตามินซีกลุ่มใหม่ (Ascorbigen) ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง สามารถต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดเซลล์และเนื้อร้าย และแก้พิษตะกั่วได้

สมอไทย มีรสฝาด และเป็นผลไม้ที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ภิกษุสงฆ์ฉันได้ ถึงแม้จะเป็นหลังเพล สมอไทย มีแคลอรีสูง เพราะใน 100 กรัม นั้นประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตถึง 88.2 กรัม มีโปรตีน 1,400 มิลลิกรัม ไขมัน 500 มิลลิกรัม และมีเส้นใยอาหารที่ละลายได้ถึง 3,500 มิลลิกรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ วิตามิน บี 6 วิตามิน บี 12 กรดโฟลิก ไนอะซิน ไบโอติน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง และไอโอดีน ที่มีอยู่ในอาหารทะเล สรรพคุณของสมอไทยคือ ลดอาการไอ ลดอาการแพ้ หืดหอบ และไซนัสเรื้อรัง และยังมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

สมอพิเภก ถ้าเป็นผลดิบนั้นมีน้ำมันที่ออกฤทธิ์คล้ายน้ำมันระหุ่งเป็นยาระบาย ส่วนผลสุกมีสารสำคัญที่กระตุ้นการหลั่งน้ำดีช่วยทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีขึ้น ยาระบาย บำรุงธาตุ แก้เสมหะ แก้โรคตา แก้ไข้ และริดสีดวงทวาร

ไม่น่าเชื่อ พอผลไม้ 3 อย่างรวมกัน จะมีสรรพคุณทวีคูณ ในปัจจุบัน ตรีผลาเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีผลในการล้างพิษและควบคุมน้ำหนักได้ดี พร้อมช่วยระบายไขมันออกมา ทำให้มีการขับถ่ายตามปกติ นอกจากนี้ ตรีผลา ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในตับและในหลอดเลือดแดง ทำให้ตับแข็งแรงและความดันโลหิตเป็นปกติ

ตรีผลา เป็นยาที่มีสรรพคุณสูง แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลาที่จะทำกินเป็นยา ก็จำเป็นที่จะต้องซื้อหากินเป็นเรื่องธรรมดา ผมได้มีโอกาสพบกลุ่มที่ผลิตตรีผลาอบแห้ง ตราวังน้ำผึ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งทำตรีผลาอบแห้งไว้สำหรับชงดื่มเหมาะสำหรับคนทำงานในออฟฟิศที่ต้องการความสะดวก ไม่ต้องมานั่งทำเอง แค่เอาน้ำร้อนแช่ก็ดื่มได้

คุณฐิติวัลคุ์ จินะวงษ์ ประธานกลุ่ม ได้เล่าให้ฟังว่า “กลุ่มการผลิตนี้ ได้ตั้งขึ้นจากการผลักดันของ นายก อบต. วังจันทร์ คุณอุบล ด้วงเขียว ด้วยเงินงบประมาณโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยใช้ชื่อเดิมว่า กลุ่มอาชีพสตรีตำบลวังจันทร์ ก่อนนี้กลุ่มได้ผลิตไวน์มะขามป้อม ไวน์ชมพู่ ไวน์ฝรั่ง และน้ำมะขามป้อม ต่อมาก็มีการแปรรูปผลไม้อื่นๆ เช่น การกวนอีกด้วย”

การที่ทางกลุ่มมาทำตรีผลาอบแห้งเพื่อชงดื่ม เนื่องจากเห็นว่าสรรพคุณของตรีผลาเป็นที่ประจักษ์ และเกษตรกรในกลุ่มก็มีการปลูกผลไม้ 3 ชนิดนี้ ตามหัวไร่ปลายนา แต่ผลผลิตไม่สามารถนำมาจำหน่ายให้กินได้ นับวันจะถูกตัดโค่นไปทำฟืนหรือประโยชน์อย่างอื่น ต้นจึงค่อยๆ หมดไป การนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เป็นการช่วยเกษตรกรให้มีรายได้และเป็นการอนุรักษ์ไม้พื้นเมืองของไทยให้อยู่ยืนนานสืบไป

ขั้นตอนการทำตรีผลาอบแห้ง

ทางกลุ่มจะล้างให้สะอาดและคัดผลที่ใช้ไม่ได้ออก การรับซื้อจะรับซื้อของชาวบ้านโดยทั่วไปในอำเภอ ช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปีจะเป็นหน้าที่รับซื้อผลผลิตของมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก ซึ่งชาวบ้านจะเก็บมาจากหัวไร่ปลายนา ในสวนของตัวเอง และผลไม้ที่อยู่ในป่า ปีหนึ่งๆ ทางกลุ่มจะรับซื้อผลผลิตประมาณ 10-20 ตัน ราคาที่รับซื้อ ประมาณ 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม จึงมีส่วนให้ชาวบ้านอนุรักษ์ป่าไม้ไว้และช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้

หลังจากนำมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก มาล้างทำความสะอาดแล้ว ผึ่งไว้สักพักก็จะนำเข้าเครื่องบดทั้งเมล็ด และนำมาเกลี่ยใส่ถาด เข้าเครื่องอบ ที่อุณหภูมิ 60 องศา เพื่อไม่ให้วิตามินซีเสื่อมสลาย ใช้เวลา ประมาณ 2 วัน จนกระทั่งเนื้อแห้งดี จึงเก็บใส่ภาชนะบรรจุไว้ในถุงที่รักษาความชื้นแยกชนิดกัน เมื่อต้องการจำหน่ายจึงนำมาผสมตามอัตราส่วนแล้วบรรจุถุงเล็กอีกรอบ ส่วนที่เป็นแคปซูลจะต้องนำมาปั่นอีกรอบให้ละเอียดแล้วบรรจุถุง โดยมีผลิตภัณฑ์ตรีผลาที่เป็นแคปซูล ตรีผลาชนิดผง และตรีผลาชนิดซอง จำหน่าย

ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้มีการนำเสนอสินค้าโดยการออกบู๊ธตามงานต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้ผู้ที่สนใจในสุขภาพมาอุดหนุนกันอย่างดี ถึงแม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มั่นใจในคุณภาพ ที่ผ่านมามีผู้สนใจจะนำไปจำหน่ายที่ประเทศจีนซึ่งอยู่ระหว่างการตกลงทางการค้ากัน ส่วนงานต่อไปทางกลุ่มจะไปออกบู๊ธที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นงานโอท็อปของไทย ในระหว่าง วันที่ 24-27 กันยายน 2558 นี้ สนใจสั่งซื้อติดต่อ คุณสุพัตรา อุ่นใจ (089) 762-1448 กลุ่มตรีผลาอบแห้ง ตราวังน้ำผึ้ง ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

น้ำผึ้งโพรง เขาค้อม…จากธรรมชาติ

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

น้ำผึ้งโพรง เขาค้อม…จากธรรมชาติ

มีข้อมูลว่า คัมภีร์ “เสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง” ของชาวจีน เมื่อประมาณ 2,000 กว่าปีก่อน ได้กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งไว้ว่า ถ้ากินสม่ำเสมอจะช่วยบำรุงสมอง ร่างกายจะเบาสบาย ไม่เหี่ยวย่น ไม่แก่ง่าย อ่านมาถึงตรงนี้ คนรักสุขภาพมีความสุขมากที่ได้กินน้ำผึ้ง น้ำผึ้งเป็นสารที่ให้ความหวานชนิดแรกๆ ที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารก่อนที่จะรู้จักน้ำตาลชนิดต่างๆ ในพระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์อัลกุรอาน ยังมีเรื่องราวของน้ำผึ้งจารึกอยู่ จึงนับได้ว่าน้ำผึ้งเป็นสิ่งที่แทบทุกชาติศาสนายอมรับในความมีคุณค่าของตัวน้ำผึ้งเอง

ในน้ำผึ้งมีวิตามินหลายชนิดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเกสรดอกไม้ที่เป็นอาหารของผึ้ง ส่วนเกลือแร่จะทำให้มีกลิ่นหอมและมีปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย มีน้ำตาลโมเลกุลเดียวที่ย่อยง่ายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีกรดและเอนไซม์ที่มีประโยชน์ น้ำผึ้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารฟลาโวนอยด์ คาทาเลส อัลคาลอยด์ และสารอื่นๆ ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของยีน เร่งน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยเสริมสุขภาพทั้งในยามปกติและยามเจ็บป่วย เป็นต้น

ผึ้งโพรง เป็นผึ้งพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผึ้งโพรงจะมีรังขนาดเล็กๆ ซ้อนกันหลายๆ ชั้น ชอบอาศัยอยู่บริเวณโพรงไม้ โพรงใต้ดิน โพรงหิน หรือที่ค่อนข้างมิดชิด มีขนาดตัวเล็กกว่าผึ้งหลวง ซึ่งจะทำรังเดียวหรือไม่กี่รัง มีขนาดใหญ่ ในป่าที่มีต้นไม้สูง เช่น ต้นตะเคียน ต้นยาง ในป่าลึก ตัวมีขนาดใหญ่และนิสัยดุร้าย บินได้ไกลกว่าผึ้งโพรง ผึ้งโพรงจะมีการแยกรังบ่อยครั้งเมื่อมีเหตุต่างๆ เช่น ขาดแคลนอาหาร มีศัตรู หรือที่อยู่อาศัยคับแคบ แต่ผมมีความเห็นว่าผึ้งโพรงจะย้ายรังบ่อยเนื่องจากที่อยู่คับแคบมากกว่า เนื่องจากผึ้งโพรงจะสร้างรังในพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายรังได้เหมือนผึ้งหลวง ซึ่งสร้างรังบนกิ่งไม้สามารถขยายขนาดของรังได้โดยไม่ถูกจำกัดพื้นที่ พอผึ้งโพรงรังขยายจนเต็มโพรงก็จำเป็นต้องย้ายรัง น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าจะเป็นสัญชาตญาณ เป็นเรื่องคับที่อยู่มากกว่าคับอกคับใจจนต้องย้ายรังมากกว่านิ

ผึ้ง เป็นกลุ่มสังคมที่แบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน ระหว่าง ผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้ และผึ้งงาน พญาผึ้งทำหน้าที่ขยายพันธุ์ ส่วนผึ้งตัวผู้ทำหน้าที่ผสมพันธุ์แล้วก็ตาย แต่ผึ้งงานทำหน้าที่หาน้ำหวาน นับเป็นงานหนักที่สุด เพราะผึ้งต้องบินไกลเป็นกิโลเมตรเพื่อจะหาดอกไม้ที่เป็นแหล่งน้ำหวาน คาดกันว่าผึ้งงานต้องบินหาน้ำหวาน ประมาณ 50,000-100,000 เที่ยว จึงจะได้น้ำผึ้ง 1 ลิตร เมื่อผึ้งดูดน้ำหวานของเกสรดอกไม้ก็จะเก็บไว้ในกระเพาะ เมื่อผสมน้ำเอนไซม์หรือน้ำย่อยในตัวผึ้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำผึ้ง แล้วนำไปเก็บในรวงผึ้งที่เป็นช่องเล็กๆ จนเต็มแล้วเอาไขผึ้งปิดปากรวง เพื่อเก็บน้ำผึ้งไว้ใช้เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนและนางพญา รังหนึ่งๆ ของผึ้งโพรงที่สร้างรังในธรรมชาติมีผึ้งอยู่ประมาณไม่เกิน 10,000 ตัว เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้จึงมีประมาณ 2-5 กิโลกรัม เท่านั้น

จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่หลากหลาย เป็นภูเขา ที่ราบ ที่ดอน และหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 130 เกาะ ริมปากอ่าวหรือรอบหมู่เกาะจะเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงผึ้งตามธรรมชาติ ยิ่งเป็นผึ้งโพรงที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณป่านี้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากผึ้งได้วิวัฒนาการพฤติกรรมจนเป็นที่คุ้นเคยกับสภาพธรรมชาติในป่านี้แล้ว

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งบริสุทธิ์ จากกลุ่มเลี้ยงผึ้งเขาค้อม ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อจากน้ำผึ้งที่มีรสหวานบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งเจือปน เพราะเป็นน้ำผึ้งที่ผึ้งได้หาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่เกิดจากผืนป่าเขาค้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด ทำให้ได้น้ำผึ้งที่มีความหอมหวานเป็นพิเศษจากเกสรดอกไม้ในป่าของภาคใต้ ถึงแม้ว่าน้ำผึ้งที่ได้จะเป็นผึ้งที่เลี้ยงในสวนยางก็จริง แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้ป่ามาก ความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำให้ไม่จำเป็นต้องให้น้ำตาลกับผึ้งในเวลาหน้าแล้งหรือตอนที่ไม่มีเกสรดอกไม้เหมือนผึ้งเลี้ยงที่อื่นๆ นอกจากนี้ ผึ้งที่เลี้ยงเป็นผึ้งที่มาจากธรรมชาติดั้งเดิมของพื้นที่บริเวณเขาครามนี่เอง ไม่ใช่เป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศที่นิยมเลี้ยงกันเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ น้ำผึ้งที่ได้จึงเป็นเหมือนกับน้ำผึ้งที่มีคุณค่าสูงเหมือนกับผึ้งธรรมชาติ ผิดกันแค่เราไม่จำเป็นต้องไปหาผึ้งธรรมชาติในป่า แต่หาได้ในสวนใกล้บ้านเรานี่เอง

โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติของมูลนิธิ

คุณสันต์ และ คุณวรรณี สมบูรณ์ เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ที่บ้านเขาค้อม จังหวัดกระบี่ มีสวนยางในความดูแล 8 ไร่ ได้ทำกล่องสำหรับเลี้ยงผึ้งไว้ในสวนยาง ประมาณ 100 กล่อง บอกเราว่า “เมื่อ ปี 2556 มีมูลนิธิออนิกซ์และโรงแรมโวค อ่าวนาง ได้มาจัด โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย โดยมาจัดการอบรมการเลี้ยงผึ้งโพรงตามวิถีธรรมชาติ ที่มัสยิดของหมู่บ้านเขาค้อม เป็นเวลา 2 วัน โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงผึ้งโพรงตามธรรมชาติจากจังหวัดพัทลุงมาอบรมให้ มีผู้เข้ารับการอบรม ประมาณ 20 กว่าคน หลังอบรมแล้วมูลนิธิได้คัดคนที่มีความพร้อมและสมัครใจได้ 12 คน โดยมอบกล่องให้ คนละ 2 กล่อง พร้อมอุปกรณ์ทั้งชุด ไม่รวมผึ้ง ในการอบรมจะพูดถึงเรื่องวิชาการและวิธีปฏิบัติ การดูแลรักษาและการทำเสาและกล่องให้ทั้งหมด จนกระทั่งสามารถทำเองได้ ในปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 23 คน มีกำลังการผลิตเพียงปีละ 1,200 ขวด ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

การล่อผึ้ง ให้เข้ารัง

การเอากล่องเปล่าไปล่อให้ผึ้งเข้ามาของคุณสันต์ โดยการทาขี้ผึ้งที่ฝากล่องเปล่า แล้วนำไปวางไว้บริเวณข้างแหล่งน้ำข้างห้วย ข้างคลอง เชิงเขาชายป่า โดยไม่จำเป็นต้องดูว่ามีผึ้งอยู่หรือไม่ เพราะสำหรับคนที่ไม่ชำนาญการสำรวจว่าผึ้งมีอยู่หรือไม่เป็นเรื่องยาก ให้ดูที่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าและแหล่งน้ำเป็นสำคัญ กล่องที่วางไว้ควรจะร่ม ไม่ควรวางไว้ในที่แดดส่อง คุณสันต์ บอกว่า จากประสบการณ์ในป่าที่คิดว่าผึ้งไม่มี ก็มีผึ้งมาเข้าในกล่องเช่นกัน ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ผึ้งมักจะแยกรัง ช่วงนี้เป็นโอกาสทองที่นักเลี้ยงผึ้งมักนำรังไปล่อผึ้ง บางครั้งเพียงวันเดียวผึ้งก็เข้ามาอยู่ในรังแล้ว แต่ถ้าเป็นนอกฤดู จะใช้เวลาเป็นสัปดาห์จึงจะมีผึ้งเข้ามาทำรัง

เมื่อได้ผึ้งรังใหม่มา ก็จะนำมาวางไว้ในสวนยาง โดยจะวางไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสม คือเป็นสถานที่โปร่ง ร่ม ใกล้กับพื้นที่หาอาหาร ส่วนของคุณสันต์จะเพิ่มกระเบื้องมุงหลังคาอีก 1 แผ่น เพื่อกันฝน ส่วนตับจากที่วางทับไว้บนเนื่องจากต้นยางในช่วงผลัดใบ แสงแดดจะส่องลงมา ทำให้อุณหภูมิในรังร้อนเกินไป จึงจำเป็นต้องพรางไม่ให้มีแสงมากเกินไป นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเสียงอึกทึกครึกโครม และมีแสงไฟส่องตลอดคืน อาจทำให้ผึ้งย้ายรังหนีไปได้ง่าย

การดูแลรักษาผึ้งแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากคอยดูว่าน้ำขาดหรือไม่ เพราะบางครั้งผึ้งได้อาศัยน้ำบนเสากินและเป็นการกำจัดมด ศัตรูของผึ้งได้ด้วย ถ้าสามารถนำผ้าชุบน้ำมันเครื่องเก่าคาดเอาไว้ที่เสาอีกที ก็จะเป็นการป้องกัน 2 ชั้น นอกจากนี้ ก็ควรดูเรื่องแสงไม่ให้จ้าเกินไป ในบางฤดูที่มีแสงมากก็ควรพรางแสงให้ผึ้ง เพื่อไม่ให้ในรังร้อนมาก

ในบางช่วงถ้าอาหารของผึ้งไม่สมบูรณ์ ผึ้งในรังก็จะย้ายไปอยู่ใกล้แหล่งอาหาร แต่ไม่ต้องกังวล เพราะเมื่ออาหารแถบนั้นไม่สมบูรณ์ ผึ้งจะย้ายกลับมาเอง อีกพร้อมทั้งน้ำหวานที่กินมาเต็มท้อง ในส่วนของการเก็บผลผลิต ทางกลุ่มจะเก็บประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยจะค่อยๆ เก็บไปเรื่อยๆ จนหมด วันละ 4-5 รัง โดยจะใช้ควันรมไล่ผึ้ง แล้วก็จะตัดรังผึ้งออกมา รังที่มีขนาดใหญ่สุดของคุณสันต์ได้ถึง 13 รัง ใน 1 กล่อง และมีน้ำผึ้งมากถึง 18 ขวด ในจำนวนรังทั้งหมดที่ตัดออก ควรจะเหลือไว้อย่างน้อย กล่องละ 2 รัง เพื่อให้ผึ้งสามารถอยู่ได้ในรังเก่า ในจำนวน 100 กล่อง ของคุณสันต์จะเก็บน้ำผึ้งได้ปีละประมาณ 200 กว่าขวด

วิธีการเก็บน้ำผึ้ง

เมื่อนำรังผึ้งที่ตัดได้มา ก็จะใช้มีดคมปาดรังออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้ง ถือเป็นน้ำหนึ่ง ก็จะแยกใส่ภาชนะต่างหาก ส่วนล่างที่มีขี้ผึ้งมากก็จะแยกออกไป ส่วนที่เป็นหัวรังก็จะใช้มีดคมปาดให้เป็นชิ้นเล็กๆ วางบนผ้าขาวบาง 2 ชั้น ที่มีภาชนะสเตนเลสวางไว้ด้านล่าง ปล่อยให้น้ำผึ้งหยดลงไปเองโดยไม่บีบ เนื่องจากจะทำให้น้ำผึ้งขุ่นไม่ใสสวย ใช้เวลาประมาณ 2 วัน น้ำผึ้งจึงจะหยดหมด หลังจากนั้น จะกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น อีก 2 ครั้ง จนได้น้ำผึ้งที่ใสไม่มีสิ่งเจือปน แล้วจึงจะนำไปเก็บไว้ในถังบรรจุ เมื่อต้องการถ่ายใส่ขวดแก้วบรรจุขาย หลังจากใส่แล้วห้ามปิดฝา เนื่องจากจะเกิดแรงดันจนฝาหลุดได้ จึงต้องทิ้งเวลาไว้ประมาณ 5 วัน จึงผนึกฝาให้สนิท ส่วนรังด้านล่างที่มีขี้ผึ้งปนมาก จะบีบใส่ผ้าขาวบางกรองเก็บไว้ต่างหาก เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ผึ้ง เช่น สบู่น้ำผึ้ง เนื่องจากน้ำผึ้งด้านล่างนี้จะมีสิ่งปลอมปนมาก หากนำไปรวมกันจะทำให้น้ำผึ้งเปรี้ยวเสียได้ง่าย ส่วนขี้ผึ้งได้นำไปเคี่ยวจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ขี้ผึ้งอีกอย่างหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มปัจจุบันมี น้ำผึ้งบรรจุขวดแก้วอยู่ 3 ขนาด คือ ขนาด 750 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย ขวดละ 500 บาท ขนาดบรรจุ 500 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 400 บาท ขนาดเล็กบรรจุ 150 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 120 บาท และขนาดที่บรรจุในหลอดพลาสติกแบบพกพา บรรจุ 70 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 60 บาท ส่วนผลิตภัณฑ์สบู่น้ำผึ้ง จำหน่ายก้อนละ 50 บาท น้ำผึ้งธรรมชาติเขาค้อมและผลิตภัณฑ์ มีวางจำหน่ายที่โรงแรมในเครือของโว้ค 20 กว่าแห่ง ในกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต หัวหิน และจังหวัดเลย แต่ท่านที่สนใจก็ติดต่อได้ที่ คุณสันต์ เบอร์โทรศัพท์ (086) 283-2286

คุณสันต์ สมบูรณ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “น้ำผึ้งเขาค้อม เป็นน้ำผึ้งที่ผลิตมาจากธรรมชาติจริงๆ โดยไม่มีการใช้น้ำตาลผสมให้ผึ้งกินในช่วงที่ขาดแคลนอาหารเลย เพราะเราถือว่าเราต้องการผลิตเลียนแบบธรรมชาติจริง น้ำผึ้งที่ได้จึงเป็นน้ำผึ้งที่ผลิตมาจากเกสรดอกไม้ที่มีอยู่ในป่าข้างเคียง ที่เป็นสวนเงาะ สวนทุเรียน สวนมะพร้าว และดอกไม้ในป่า ดอกโกงกางและที่สำคัญคือ น้ำหวานจากใบยางพารา เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ว่าน้ำผึ้งเขาค้อมเป็นผึ้งบริสุทธิ์จากธรรมชาติจริงๆ”

%d bloggers like this: