เกษตรต่างแดน

All posts tagged เกษตรต่างแดน

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011159&srcday=2016-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 634

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ลุย กำปงสะปือ กัมพูชา แหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น

“มะม่งแก้วขมิ้น” มีถิ่นกำเนิดในกัมพูชาและปลูกกันแพร่หลายทั่วประเทศ เพราะสภาพดิน ภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นเหมาะสม จึงให้ผลดกมาก มีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงแก้วของไทย ลักษณะเนื้อมาก ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองสวยงามเหมือนขมิ้น โดยเฉพาะตรงไส้จะเหลืองจัด จึงเป็นที่มาของชื่อ “มะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงไส้ขมิ้น” แต่มีชื่อเป็นทางการว่า พันธุ์ “แก้วละเมียด” ข้อมูล ปี 2557 กัมพูชามีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 65,250 เฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ = 6 ไร่ 1 งาน) ปลูกมากใน 8 จังหวัด คือ กัมปงสะปือ มากที่สุด 39,000 เฮกตาร์ (6 ไร่ 1 งาน) หรือ 243,750 ไร่ กัมปงจาม กันดาล ตะแก้ว ตะบองขมุม เสียบเรียบ พระตะบอง บันเตียเมียนเจย

มะม่วงแก้วขมิ้น พืชเศรษฐกิจหลักของกัมพูชามีผลผลิตจำนวนมาก ปลูกได้ทั่วไป มากที่สุดที่จังหวัดกำปงสะปือ ปีละประมาณ 600,000-700,000 ตัน ส่งขายไทย 30% และเวียดนาม 70% ซึ่งส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ฤดูกาล 1 ปี ให้ผลผลิต 6 เดือน ต้นฤดูกาลเริ่มเดือนตุลาคม-พฤษภาคม แต่เว้นระยะหมดรุ่นเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม เดือนมีนาคม-เมษายนมีผลผลิตออกมาก ราคาจะถูกสุด การนำเข้ามาขายในไทย มีมาประมาณ 8-10 ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักแพร่หลายเมื่อ 5-6 ปี

ด้วยรสชาติที่ถูกปากคนไทย เนื้อหนา สีเหลืองสวย เมื่อมะม่วงไทยขาดตลาด และโรงงานต้องการจำนวนมากเพื่อนำไปแปรรูป แช่แข็ง อบแห้งส่งตลาดต่างประเทศ ประมาณว่ามะม่วงแก้วขมิ้นส่งเข้าไทย วันละ 1,000 ตัน ทีเดียว ที่ผ่านมาการนำเข้าเป็นการอะลุ้มอล่วยระหว่างเมืองชายแดนด้วยกัน จนกระทั่งกรมวิชาการเกษตร ปลดล็อกให้นำเข้าได้เมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมคุณภาพให้กัมพูชาออกใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อเสียภาษี อัตรา 0%

รอง ผวจ. ตราด

เยือน กำปงสะปือ

เจรจา ซื้อ-ขาย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นำขบวนตัวแทนภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย น.อ. ปรีชา รัตนสำเนียง รอง ผบ.ฉก.นย.ตราด คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ คุณอาทิชา วุฒิสาร จากสำนักงานพาณิชย์ จังหวัดตราด คุณจตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล และ คุณสิระ กลั่นผล จากชมรมเครือข่ายบิสคลับ จังหวัดตราด และ คุณภราดร ลิ้มพลอยพิพัฒน์ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดน จังหวัดตราด และล่ามภาษากัมพูชา คุณวิยะดา ซวง จากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดตราด บุกจังหวัดกำปงสะปือ แหล่งผลิตมะม่วงแก้วขมิ้นแหล่งใหญ่ที่สุดในกัมพูชา

การเดินทางครั้งนี้ ก็เพื่อพบปะตัวแทนกลุ่มสหกรณ์เกษตรกรผู้ปลูกและจัดจำหน่ายมะม่วง และขอความชัดเจนจาก นายเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ เรื่องการออก ใบรับรองสุขอนามัยพืชจากองค์กรอารักขาพืช (National Plant Protection Organizion) หรือ “NPPO” ราชอาณาจักรกัมพูชา และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) และยืนยันความพร้อมการนำเข้ามะม่วงในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาครัฐและความเชื่อมั่นระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออก

เส้นทาง หมายเลข 48

เกาะกง เชื่อมต่อ หมายเลข 4

มุ่งสู่ กำปงสะปือ 230 กม.

คณะตั้งต้นกันที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด-บ้านจามเยี่ยม จังหวัดเกาะกง ราชอาณาจักรกัมพูชา หลังจากใช้พาสสปอร์ตทำพิธีการผ่านด่านศุลกากรทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแล้ว คณะได้เช่ารถตู้ของกัมพูชามุ่งสู่กำปงสะปือ คุณวิยะดา ซวง หรือ “ท่านทูตเปา” สมญานามที่ ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราดแต่งตั้งให้ เพราะจังหวัดต้องขอแรงให้ช่วยเป็นล่ามทุกทริป นอกจากเชี่ยวชาญทางภาษากัมพูชาแล้ว ยังคุ้นเคยกับพื้นที่ในกัมพูชาอย่างดี เป็นผู้นำทริปกึ่งทางราชการครั้งนี้เพลิดเพลิน และอิ่มเอมไปกับความรู้ไปพร้อมกันตลอดเส้นทาง

จากเกาะกงตามเส้นทางถนน หมายเลข 48 ถึงแยกสะแรอัมปึล ระยะทาง 152 กิโลเมตร และแยกซ้ายเข้าถนน หมายเลข 4 ไปพนมเปญ ระยะทาง 80 กิโลเมตร ถึงจังหวัดกำปงสะปือ สองข้างทางตลอดเส้นทางและลึกเข้าไปด้านในมีไร่มะม่วงยาวเหยียดต่อเนื่องสุดตาเหมือนไม่มีวันหมดสิ้น ยกเว้นเฉพาะที่เป็นชุมชน เราแวะรับประทานอาหารกลางวันก่อนถึงที่หมาย 30-40 กิโลเมตร ลักษณะเป็นร้านข้าวแกง คุณวิยะดา แนะนำให้ลิ้มลอง “สะรอกะหรี” รับประทานกับขนมจีนอาหารพื้นเมืองที่นี่ รสชาติคล้ายแกงเขียวหวาน แต่สีออกแดงๆ ทุกคนพูดเสียงเดียวกันว่า “อร่อยดี” ถึงกำปงสะปือ รวมระยะทาง 230 กิโลเมตร ด้วยถนนสะดวกลาดยางตลอด แต่ถนนยังเป็น 2 เลน ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง หากเปรียบเทียบกับด้านจังหวัดจันทบุรีแล้ว ต้องผ่านถึง 5 จังหวัด มีระยะทางถึง 500 กิโลเมตรเศษ

เจรจากลุ่มสหกรณ์ราบรื่น

คณะได้มีโอกาสเข้าพบกับ คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ ที่สำนักงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการบริหารจัดการและการผลิตมะม่วง หลังจากนั้นจึงได้เข้าพบหน่วยงานที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการส่งออกมะม่วงแก้วขมิ้น ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำปงสะปือ นำโดย ประธานเนียน แซมโป (Nhel Sambo) ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association)

คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) ประธานพาณิชย์จังหวัด ให้ข้อมูลว่า กำปงสะปือ อยู่ห่างพนมเปญ 48 กิโลเมตร มีประชากรเกือบ 1,000,000 คน ส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม พื้นที่ปลูกมะม่วง 50,000 เฮกตาร์ ให้ผลผลิต 25,000 เฮกตาร์ ซึ่ง 3 ปี ที่ผ่านมาราคามะม่วงต่ำมาก เวียดนามกดราคาและไม่มีตลาด ปี 2557 จึงผลักดันให้จัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงเพื่อแก้ปัญหาตลาด โดยการทำสัญญาการลงทุน การซื้อขายกับสมาชิกเกษตรกร จากนั้นผู้ซื้อจะมาติดต่อซื้อขายกับกลุ่มสหกรณ์ โดยตกลงราคาล่วงหน้า ปี 2559 กลุ่มสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นเพียงแห่งเดียวนี้ มีผลผลิตส่งออกถึง 700,000 ตัน โดยไม่รวมที่มีผู้ซื้อรายย่อยอีก โดยส่งไปไทย 50% และเวียดนาม 50% ซึ่งจะส่งต่อไปจีน เกาหลี ญี่ปุ่น

“การทำการค้ากับไทยต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D) นั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ กรมอนามัยพืชของกัมพูชาดำเนินการให้ได้ การซื้อขายกับสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างจังหวัดตราดและจังหวัดกำปงสะปือ กำหนดราคาซื้อขายที่หน้าสวนหรือขนส่งมาชายแดนหน้าด่านจังหวัดตราด เพราะทันทีที่เก็บผลผลิตต้องมีตลาดอย่างช้าไม่เกิน 20 วัน” ประธานพาณิชย์กำปงสะปือ กล่าว

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan) ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ (Kampong Speu Mangoes Association) กล่าวว่า ที่ผ่านมามะม่วงที่ส่งเข้าทางจังหวัดจันทบุรี 70% มาจากกำปงสะปือเป็นมะม่วงเบอร์ 2-4 ตอนนี้พื้นที่การปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้น ปีต่อๆ ไปผลผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอีก ตลาดที่ชายแดนจันทบุรีไกล 500-600 กิโลเมตร เป็นเรื่องที่ดีที่มีตลาดใกล้ๆ อย่างจังหวัดตราดมาติดต่อซื้อ การออกเอกสารใบรับรองนำเข้าจากกัมพูชาขอศึกษาก่อน เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ผ่านมาเป็นการค้าอย่างมิตรภาพและทางเวียดนามไม่ได้ใช้เอกสารแต่อย่างใด ในเบื้องต้นสามารถเจรจาตกลงซื้อขายกันก่อนได้ ต้องให้ชัดเจนเรื่องพื้นที่ขนถ่ายสินค้า การอนุญาตให้รถบรรทุกเข้าไปในพื้นที่ของไทย

ตราดขานรับ

ลุ้นผู้ประกอบการนำเข้า

แปรรูปเพิ่มมูลค่า

ดร. ประธาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด กล่าวว่า ประกาศกรมวิชาการเกษตร อนุญาตนำเข้ามะม่วงได้ เป็นโอกาสของจังหวัดตราดที่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกและระยะทางระหว่างชายแดน-กำปงสะปือ เพียง 232 กิโลเมตร อนาคตเร็วๆ นี้ จังหวัดตราด-กำปงสะปือ จะทำการค้ามีข้อตกลงร่วมกัน การประสานกับหน่วยงานกระทรวงพาณิชย์ของราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อออกเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชและใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้รับการตอบรับที่ดีพร้อมที่จัดทำให้ ส่วนจังหวัดตราดได้แจ้งถึงการเตรียมความพร้อมพื้นที่รองรับการขนถ่ายสินค้าบริเวณชายแดนด้วยเช่นกัน

“การนำหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการบางส่วนพบปะเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตมะม่วงกับกำปงสะปือครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อ-ขาย และการนำเข้า คาดว่าเร็วๆ นี้ ทางด้านผู้ประกอบการในจังหวัดตราดน่าจะเห็นลู่ทางนำเข้าเพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า หรือเป็นศูนย์กระจายผลผลิต”

ปิดท้ายทริป คุณเกียง วันทา (Kaing Vantha) ผู้อำนวยการด้านการตลาดโอว็อป (OVOP) กำปงสะปือพาคณะไปเที่ยวชมสวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่ อำเภอคีรีรม อยู่ห่างจังหวัดกำปงสะปือ 30-40 กิโลเมตร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกมะม่วงขนาดใหญ่และคุณภาพดี ผลผลิตเต็มต้น จะเริ่มเก็บขายปลายเดือนตุลาคมนี้ คณะเราซื้อกลับมาด้วยราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 20-25 บาท เป็นไซซ์ขนาดใหญ่ 2 ลูกเศษๆ ต่อกิโลกรัม การรุกคืบในเชิงการค้าชายแดนของจังหวัดตราด อนาคตมะม่วงจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้ไทยจำนวนไม่น้อย

ขอบคุณ ดร. ประธาน สุรกิจบวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ผู้นำขบวน คุณนิจวัฒน์ ภักดีพสิษฐ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตราด ผู้จัดโปรแกรมดีๆ และ คุณวิยะดา ซวง “ท่านทูตเปา” ที่ช่วยสื่อสาร นำทางให้คณะสำรวจ เจรจาครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย…

กลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกมะม่วง กำปงสะปือ

ตลาดหลัก เวียดนาม-ไทย

คุณพลัม พอลลา รองประธานสหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง กำปงสะปือ เล่าว่า สหกรณ์กลุ่มผู้ผลิตมะม่วง มีสมาชิกจากแหล่งปลูกมะม่วงหลายแห่ง เช่น กำปงสะปือ กำปงชนัง กำปงธม กำปอต เพราะมะม่วงแต่ละแห่งออกไม่พร้อมกัน ปริมาณไม่เท่ากัน สมาชิกขึ้นทะเบียนมีประมาณ 300 ราย ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นเฉลี่ยรายละ 300-400 ไร่ โดยใช้ปุ๋ย 2 ชนิด คือ ปุ๋ยขี้ไก่ และปุ๋ยเคมี การซื้อ-ขาย ต้องผ่านกลุ่มสหกรณ์ เกษตรกรเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว เวียดนามที่เข้ามาซื้อจะทำข้อตกลงกับกลุ่มสหกรณ์และจ่ายเงินล่วงหน้าส่วนหนึ่งให้ เพราะหน่วยราชการไม่ได้สนับสนุนเงินทุนให้ กลุ่มสหกรณ์จะให้เงินเกษตรกรไปก่อนเพื่อดูแลสวนมะม่วง เสมือนเป็นการผูกมัดเมื่อผลผลิตออก สมาชิกต้องขายให้กับกลุ่มสหกรณ์ และจะขายให้เวียดนามตามที่ทำข้อตกลงไว้

ราคาขายตามขนาดและผิวของมะม่วง ที่คัดแยก 4 เกรด ในช่วงฤดูกาลผลผลิตที่จัดเก็บ เบอร์ 1 วันละ 300 ตัน เบอร์ 2-3 วันละ 200 ตัน และเบอร์ 4 วันละ 100 ตัน เวียดนามจะซื้อเบอร์ 1 ทั้งหมด ส่งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เพื่อบริโภคผลสุก ส่วนคนไทยนิยมซื้อ เบอร์ 2-4

คุณอุน ไชวาน (In Chayvan)ประธานสมาคมมะม่วงกำปงสะปือ กล่าวว่า ข้อตกลงการซื้อของเวียดนาม จะกำหนดตั้งแต่ปลูกว่าต้องการให้ใส่ปุ๋ยชนิดไหน ถ้าออร์แกนิกส์ 100% ใส่ปุ๋ยขี้ไก่อย่างเดียว เมื่อถึงช่วงเก็บผล ออเดอร์แต่ละครั้งจะกำหนดเกรดมะม่วงเกรดและจำนวนที่ต้องการ สหกรณ์แจ้งให้เกษตรกรเก็บมาส่งและเป็นผู้คัดแยกตามออเดอร์ ฉะนั้น ถ้าใครจะเข้ามาซื้อต้องทำข้อตกลงติดต่อกันล่วงหน้า จะเข้ามาซื้อทันทีไม่ได้ เพราะได้ทำข้อตกลงกับรายอื่นๆ ไว้แล้ว ส่วนใหญ่จะขายให้เวียดนามประมาณ 70% เพราะเวียดนามจะส่งขายต่อให้จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อีกประมาณ 30% ขายไปไทย

ในอนาคต หากไทยจะซื้อจำนวนมาก ต้องทำข้อตกลงล่วงหน้า ถ้าได้ตลาดไทยเพิ่มขึ้นจะมีตลาดแข่งขันกับเวียดนาม เพราะบางครั้งมะม่วงออกตลาดจำนวนมาก เวียดนามซื้อกดราคาถูกๆ แต่ต้องขายให้ เพราะรับเงินล่วงหน้ามา หากการค้าขายมีรายได้ดีขึ้น กลุ่มสหกรณ์จะช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรด้านเงินทุน ดูแลรักษาโรค จะได้ไม่ต้องถูกกดราคา

5 ปี ที่รอคอย ข้าวฟูกุชิมะ สู่ตลาดโลก

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เกษตรต่างแดน

กรรณิกา เพชรแก้ว

5 ปี ที่รอคอย ข้าวฟูกุชิมะ สู่ตลาดโลก

หลังเกิดสึนามิแล้วต่อด้วยการรั่วไหลของโรงไฟฟ้าปฏิกรณ์ปรมาณู เมื่อ 11 มีนาคม 2554 ชีวิตคนฟูกุชิมะ และเมืองรอบข้างก็ล่มสลายไม่มีชิ้นดี

บางคนบอกว่า โชคดีที่ตายก่อน เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ต้องผจญกับทุกข์ยากสาหัส คนหลายหมื่นคนต้องทิ้งบ้าน ทิ้งอาชีพการงาน ทิ้งไร่นา และกลายเป็นคนที่มี “รังสีปนเปื้อน” ติดตัวไปตลอดชีวิต ยากจะมีใครคบหาอยากผูกสัมพันธ์

สารกัมมันตภาพรังสี ปนเปื้อนในอากาศและน้ำ และทุกอย่างที่พวกเขาผลิต รวมทั้งข้าว ผลผลิตสำคัญของเมือง

รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามผลผลิตการเกษตรทุกอย่าง รวมทั้ง ข้าวของฟูกุชิมะ และเมืองใกล้เคียงออกสู่ตลาด หลังพบว่ามีสารซีเซียม ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปนเปื้อนสูงเกินกว่าที่กำหนด คือสูงกว่า 630 becquerels ต่อกิโลกรัม ขณะที่กฎหมายให้สูงได้ไม่เกิน 500

บริเวณที่ปนเปื้อนครอบคลุมกว่า 50 กิโลเมตร จากบริเวณที่เกิดระเบิด

ชาวนา 154 ครอบครัว ที่ผลิตข้าวรวมกันได้ ปีละ 192 ตัน ต้องยุติการผลิต เกษตรกรรายหนึ่งใช้เวลาตลอดปีผลิตข้าวได้ 840 กิโลกรัม ถูกนำไปทำลายหมด

คือพูดกันสั้นๆ ตรงๆ ไม่มีใครอยากกิน อยากแตะอะไรที่ไปจากฟูกุชิมะทั้งนั้น

ข้าวที่ผลิตแล้วรอลงเรือก็ถูกห้ามส่งออก

เป็นเรื่องยากแสนยาก ใครจะกล้าเสี่ยงกับสินค้าที่ปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี ของทุกอย่างต้องเอาเข้าปาก ใครจะเสี่ยง

ข้าว เป็นผลิตผลทางเกษตรกรรมที่เปรียบเหมือนหัวใจของญี่ปุ่น เป็นศักดิ์ศรี คนญี่ปุ่นภาคภูมิใจในคุณภาพข้าวของตนว่าดีที่สุดในโลก

ข้าวญี่ปุ่นขายตลาดระดับบนเท่านั้น ด้วยราคาแพงระยับ

รัฐบาลญี่ปุ่นทุกรัฐบาลต้องปกป้องข้าวของประเทศ ด้วยมาตรการภาษีที่ทำให้ ไม่ว่าข้าวของประเทศใดก็ไม่เคยเข้าไปทำอะไรในตลาดข้าวญี่ปุ่นได้เลย

ข้าวมีบทบาทสำคัญในชีวิตคนญี่ปุ่น การทำนาเป็นอาชีพทรงเกียรติ ยามเฉลิมฉลองเขาใช้เหล้าข้าวคือ สาเก กับขนมโมจิ ซึ่งทำจากข้าวอีกเช่นกัน

การสั่งห้ามผลิตข้าวที่ต้องกินวันละ 3 มื้อ จึงเป็นเรื่องใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น ฟูกุชิมะเป็นพื้นที่เกษตรสำคัญของประเทศ งานแสดงสินค้าทางการเกษตรของเมืองที่เคยจัดเป็นประจำทุกปีที่นี่ เป็นงานระดับโลกที่ทุกคนต้องไปดู

คนญี่ปุ่นก็คือคนญี่ปุ่น พวกเขาไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ ประสบการณ์การฟื้นจากผู้แพ้สงคราม เมื่อ 50 กว่าปีก่อนยืนยันได้ และตอนนี้คนฟูกุชิมะยืนหยัดด้วยตัวเองอีกครั้ง

สหกรณ์เกษตรกรฟูกุชิมะ ให้เวลาตนเองรันทดหดหู่ไม่นาน หลังจากนั้น พวกเขาเดินหน้าสู้ไม่ถอย เพื่อให้สินค้าของพวกเขาได้ออกสู่ตลาดอีกครั้ง พวกเขาขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ นักการเกษตร ทุกคนเท่าที่มีในประเทศ เพื่อช่วยเหลือให้ผลผลิตของพวกเขาปลอดจากสารปนเปื้อน

การผลิตแบบใหม่ชนิดที่แทบต้องกางมุ้งติดแอร์ให้แปลงข้าวทุกแปลงถูกนำมาใช้ พวกเขารู้ว่าหากไม่ทำ พวกเขาจะไม่มีอนาคตอีกต่อไป

พวกเขายืนยันทำนาต่อไป แม้ว่าช่วงแรกๆ จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของนักรังสีวิทยา ต้องสวมใส่ชุดป้องกันรังสีพร้อมรองเท้าเทอะทะ ต้องอาบน้ำสระผมและใช้ยาฆ่าเชื้อก่อนทุกครั้งที่จะแตะต้องต้นข้าว ต้องเจาะเลือดทุกสัปดาห์ ทุกอย่างไม่ง่าย แต่พวกเขายืนยันจะไม่ล้มเลิก

คนฟูกุชิมะกลับลงท้องนาอีกครั้ง เมื่อการทดลองปลูกข้าวโดยนักวิทยาศาสตร์พบว่า ผลผลิตไม่มีสารตกค้างอีกต่อไป มันเป็น 4 ปีเต็มๆ หลังจากพวกเขาต้องทิ้งนาให้ร้าง

ในอีกทาง ตลอดหลายปีที่รายได้จากการขายผลผลิตเป็นศูนย์ สหกรณ์เกษตรกรของเมืองกัดฟันส่งตัวแทนไปประจำอยู่ในเมืองใหญ่ต่างๆ ที่เคยเป็นลูกค้า เพื่อเจรจาเรื่องการนำเข้าสินค้าเข้าไปขายอีก

ตัวอย่าง เช่น ที่ ลอนดอน มี นาย Yoshio Mitsuyama อยู่ประจำ เขาพยายามเจรจากับผู้นำเข้าให้ทยอยสั่งสินค้าจากฟูกุชิมะ เริ่มด้วยจำนวนน้อยๆ เริ่มด้วยผลไม้ อย่าง พีช หรือน้ำแอปเปิ้ลก็ยังดี เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองเพื่อความมั่นใจ

นาย Yoshio นี่จะหอบเอาตัวอย่างสินค้าวิ่งเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ไม่หยุดหย่อน ในงานเทศกาลดอกซากุระที่ Trafalgar Square. ใจกลางกรุงลอนดอน เขาก็ไปเปิดบู๊ธให้ชิมฟรี

5 ปี ผ่านไป ผลของการทำงานหนักของสหกรณ์เกษตรกร ของ นาย Yoshio และอีกหลายนายในหลายเมืองทั่วโลกก็เริ่มส่งผล

สิงคโปร์กับมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศแรก ที่ยอมสั่งข้าวของญี่ปุ่นไปกินเมื่อปีที่แล้ว

ส่วนตลาดยุโรปที่โหดหินหนักหนานั้น ก็เริ่มสั่งผลไม้จากฟูกุชิมะเข้าไปขายแล้ว เมื่อมกราคมที่ผ่านมา

ส่วนข้าวที่ใช้เวลาในการตรวจสอบมากกว่าเลยช้าหน่อยนั้น ก็ประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อคำสั่งซื้อข้าวล็อตแรก 9 ตัน จากอังกฤษ มาถึงเมืองฟูกุชิมะเมื่อ 2 เดือนก่อน และจะส่งมอบในเดือนตุลาคมที่จะถึง

ข้าวของฟูกุชิมะ ที่มีชื่อเรียกเป็นการเฉพาะว่า Ten no Tsubu พร้อมจะผ่านการตรวจสอบรังสีตกค้างก่อนเข้าไปขายในตลาดได้ ข้าวเหล่านี้จะวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับบน รวมทั้งร้านอาหารไฮเอนด์ อย่างร้าน Tokimeite บนถนนบอนด์

ข้าวญี่ปุ่น ยังเป็นสินค้าระดับบนต่อไป หลายปีที่เผชิญชะตากรรมร้ายแรงมันไม่ได้สูญเสียสถานะผู้นำในใจผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย ไม่มีความวิตกกังวลหลงเหลืออยู่ เมื่อสหกรณ์เกษตรกรยืนยันด้วยเสียงอันดังว่า พวกเขาพร้อมแล้ว

ประธานสหกรณ์เกษตรกรฟูกุชิมะบอกว่า เขาควบคุมและตรวจสอบเรื่องรังสีตกค้างมาอย่างดีเลิศ และนับจากนี้ข้าวจากฟูกุชิมะจะส่งไปทั่วโลก เพื่อพิสูจน์ข้าวญี่ปุ่นจะยังเป็นหนึ่งเสมอ

นำมาฝากชาวนาไทย สำหรับช่วงเวลาที่ทุกข์ยากและอยากท้อ

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ มรดกโลก หนึ่งเดียวในเอเชีย

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เกษตรต่างแดน

วิลาสินี อาร์. โฟลเดอร์นาว

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ มรดกโลก หนึ่งเดียวในเอเชีย

สิงคโปร์ เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพิ่งได้เอกราชเมื่อ 50 ปีกว่าๆ มานี่เอง แต่คนสิงคโปร์ไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ผู้ปกครองอาณานิคม เขามีความสัมพันธ์ที่ดีพอใช้ อังกฤษก็ไม่ได้รีดนาทาเร้นอะไร

การศึกษาของสิงคโปร์ถูกวางรากฐานโดยอังกฤษ ปัจจุบันก็เป็นการศึกษาที่ทั้งโลกยอมรับ คนรุ่นเก่าของสิงคโปร์ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษแล้วกลับมาใช้ความรู้ ความสามารถ พัฒนาบ้านเมืองของตนเอง ลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งประเทศ และผู้บริหารประเทศสิงคโปร์ส่วนใหญ่จบจากอังกฤษ

ชาวอังกฤษ ชื่อ Stamford Raffles ผู้ปกครองคนแรกของสิงคโปร์ ซึ่งต่อมามียศถาถึงขั้นเซอร์ และจนถึงวันนี้ยังมีรูปปั้นเป็นประจักษ์พยานบทบาทของอังกฤษอย่างเอกอุในการก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ เป็นคนชอบธรรมชาติ แกเริ่มทดลองทำสวนพฤกษศาสตร์ และทดลองเพาะพันธุ์พืช ในปี ค.ศ. 1822 ที่ป้อม Canning ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้เห็น เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะต้องไปดูปืนใหญ่และป้อมค่ายสมัยอาณานิคม

เมื่อทำไปได้พักใหญ่ ก็ย้ายสวนพฤกษศาสตร์ รวมทั้งการทดลองทั้งหมดมาที่ที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันนี้

นักพฤกษศาสตร์จำนวนมากถูกส่งไปเรียนที่สวนพฤกษศาสตร์ KEW ในอังกฤษก่อนกลับมาทำงานวิจัยและพัฒนาที่สวนพฤกษศาสตร์นี้ งานวิจัยในยุคต้นที่เลื่องลือ คือการวิจัยและพัฒนายางพาราให้เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ภูมิภาคนี้ ต่อมามันกลายเป็นพืชสำคัญในภูมิภาค

อีกเรื่องที่วิจัยกันหนักและได้ทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์การเรียนรู้และวิจัยด้านนี้ก็คือ กล้วยไม้ ในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสวนกล้วยไม้และศูนย์วิจัยกล้วยไม้ให้เข้าไปศึกษาตลอดเวลา

Raffles นั้น เป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษแสวงหาผลประโยชน์ให้ประเทศตัวเองเป็นหลัก ได้ปกครองอินโดนีเซียมาพักหนึ่ง ก่อนถูกลดเกรดเป็นผู้ปกครองเกาะๆ หนึ่งในมาเลเซีย

Raffles ไม่อยู่เฉย แกนั่งเรือสำรวจเกาะนั่นนี่ไปเรื่อย วันหนึ่งมาเจอเกาะเล็กๆ เท่ากระแบะมือ ที่แกปักใจว่าในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ และการอยู่ร่วมกันของประชากร โดยไม่แบ่งแยกสีผิวเผ่าพันธุ์

แกขึ้นบกที่เกาะนี้แล้วเรียกร้องให้ประเทศแก กับอีกหลายประเทศระดมความช่วยเหลือเพื่อสร้างเกาะเล็กๆ นี้ขึ้นมา สิ่งที่แกให้ความสำคัญมากคือ การศึกษา ระบบการศึกษานำเข้ามาจากอังกฤษ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

และที่เหลือก็เป็นอย่างที่เรารู้ๆ กัน วันนี้สิงคโปร์เป็นประเทศโลกที่หนึ่งประเทศเดียวในเอเชียอาคเนย์ เป็นประเทศร่ำรวยและพัฒนาไปไกลจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไม่เห็นฝุ่น

เมื่อ 4 ปีก่อน สวนพฤกษศาสตร์อายุ 150 ปี ที่ Raffles ตั้งขึ้น ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นสวนพฤกษศาสตร์แรกและหนึ่งเดียวในเขตร้อนของโลกที่ได้รับการยอมรับระดับนี้ และเป็น 1 ใน 3 ของสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นมรดกโลก อีก 2 คือ Orto botanico di Padova ที่อิตาลี และ The Royal Botanic Gardens ที่เมือง Kew ของอังกฤษ ที่เป็นต้นแบบนั่นเอง

ใครที่ชอบค่อนแคะว่าสิงคโปร์เล็กเท่ากระแบะมือ และเต็มไปด้วยตึก ขอให้รับทราบเรื่องนี้โดยด่วน

ในพื้นที่ราว 500 กว่าไร่ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ประชาชนเข้าชมฟรีตั้งแต่ตีห้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน ในนั้นจะมีสวนเล็กสวนน้อย มีพิพิธภัณฑ์เล็กพิพิธภัณฑ์น้อยให้เรียนรู้อีกมาก

นอกจากมีสวนพฤกษศาสตร์ระดับมรดกโลกแล้ว สิงคโปร์มีโครงการต้นไม้มรดก หรือ Heritage Tree มาเนิ่นนานแล้ว เขาสำรวจต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน หรือต้นไม้หายาก แล้วจัดเข้าบัญชีต้นไม้มรดกที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้เก่าแก่ ลำต้นสูงเกิน 20 เมตรขึ้นไป หรือมีเรือนยอดขนาดใหญ่ ต้นไม้มรดกไม่ได้มีแต่ในสวนพฤกษศาสตร์ แต่มีกระจายทั่วประเทศ เขาขึ้นทะเบียนไว้ และให้การดูแลรักษาอย่างดี

ในบรรดาต้นไม้มรดก มีต้นหนึ่งเขาเรียกกันว่า ต้น 5 ดอลลาร์ ที่เห็นในภาพมีก้านงอกออกไปตามแนวนอนนั่นแหละ เรียกกันแบบนั้น เพราะมีรูปของต้นไม้นี้ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ คิดดูเถิดว่าเขาให้ความสำคัญกับต้นไม้ต้นหนึ่งขนาดไหน

ไปสิงคโปร์ จึงอย่าดีแต่ช็อปปิ้ง จงเรียนรู้ด้านที่แข็งแกร่งเช่นนี้ของเขา เรียนรู้เขาให้จริงจัง

จะได้รู้ว่า ทำไม เราไปไม่ได้ไกลอย่างเขา

สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เกษตรต่างแดน

สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะได้เดินทางไปยังกรุงซูวา สาธารณรัฐฟิจิ เพื่อหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเล และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ พร้อมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประมงและป่าไม้ฟิจิ ตามที่ไทยและฟิจิได้ลงนามใน เอ็มโอยู (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านเกษตรและประมงของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายไอเนีย เซรูอิราตู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเล และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ ณ กระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเลฯ ว่า ตามที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรไป เมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม 2558 แล้วนั้น การพบปะหารือกันในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ในด้านการพัฒนาการเกษตร การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศในอนาคต

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ได้หารือร่วมกันในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันภายใต้คณะทำงานร่วมด้านเกษตรของสองประเทศ ซึ่งฝ่ายไทย มีนายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน โดยมีการประชุมทุกๆ 2 ปี

สำหรับประเด็นเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ ได้แก่ ฝ่ายไทยสนใจความร่วมมือด้านวิชาการในเรื่องมะพร้าว เพราะฟิจิเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านการผลิตมะพร้าว เทคโนโลยีการเพาะกล้าพันธุ์และการปลูกมะพร้าวอินทรีย์ รวมถึงระบบการจัดทำพันธุกรรมมะพร้าว

จากการร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวและอุตสาหกรรมการแปรรูปมะพร้าวของไทยให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคได้

ขณะเดียวกันทางสาธารณรัฐฟิจิสนใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรในเรื่องการจัดการดิน และการปลูกพืช เช่น ข้าว พืชไร่ เป็นต้น รวมถึงการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยยินดีพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนและสนับสนุนวิชาการที่ฝ่ายฟิจิเสนอ

ประเด็นต่อมา คือการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานการกระจายสินค้า (HUB) ในการกระจายสินค้าจากฟิจิไปยังประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน ขณะที่ฟิจิเองเป็นศูนย์กลางของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

ดังนั้น หากไทยและฟิจิช่วยผลักดันสินค้าเกษตรของกันและกันไปยังประเทศที่ 3 จะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศเพิ่มมากขึ้น

สุดท้าย ประเด็นที่จะมีความร่วมมือระหว่างกัน คือการสนับสนุนและช่วยเหลือกันในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยและฟิจิเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การค้า และมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเหมือนกันในหลายองค์กร ทั้ง FAO, WTO, Codex และ ESCAP ดังนั้น การร่วมเป็นพันธมิตร จะเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันในองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสนับสนุนเสียงระหว่างกันในเวทีนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการดำเนินการหลังจากนี้ คณะทำงานของสองประเทศที่ได้มีการแลกเปลี่ยนรายชื่อกันในครั้งนี้ จะเป็นกลไกผลักดันความร่วมมือจะร่วมกันดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ใน MOU ให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งในเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งการประชุมครั้งแรกนั้นประเทศไทยยินดีที่จะรับเป็นเจ้าภาพในการประชุมนัดแรกด้วย

จากความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันคือ การเป็นฐานการกระจายสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยไทยสามารถเป็นฐานกระจายสินค้าเกษตรของฟิจิในภูมิภาคอาเซียนได้ ขณะที่ฟิจิก็เป็นฐานในการกระจายสินค้าเกษตรของไทยในหมู่เกาะฟิจิได้เช่นเดียวกัน รวมถึงการที่ทั้งไทยและฟิจิจะเป็นเสียงสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีองค์กรระหว่างประเทศที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกในการผลักดันเรื่องต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันด้วย

ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของไทยและภาคเอกชนของไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ร่วมเดินทางไปด้วย เช่น กลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เป็นต้น ยังได้เยี่ยมชมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ฟิจิ ตลาดกลางสินค้าเกษตร และบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตรของฟิจิครั้งนี้มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ฟู้ดส์ แปซิฟิก จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการแปรรูปทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่าอื่นๆ และ บริษัท แปซิฟิก ฟีดส์ (Pacific Feeds) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารสัตว์ชั้นนำของฟิจิ โดยมีตลาดต่างประเทศสำคัญ เช่น เอเชีย แปซิฟิก อเมริกาเหนือ และยุโรปเหนือ ตลาดกลางสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรที่สำคัญของฟิจิ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการตลาด และการแปรรูปสินค้าเกษตรระหว่างกัน หน่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ กองวิจัย สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ฟิจิ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาที่ฟิจิและไทยมีความสนใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างไทยและฟิจิอีกด้วย

ในส่วนด้านข้อมูลเศรษฐกิจการค้าสินค้าเกษตรระหว่าง ไทย-ฟิจิ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558 ไทยและฟิจิมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 660 ล้านบาท โดยฟิจิเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรกับประเทศไทย อันดับที่ 95 ของไทย มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร ร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก

สินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ข้าว อาหารปรุงแต่ง และน้ำตาล

ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 243 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญประกอบด้วย สินค้าประมงสดและแปรรูป แช่เย็น แช่แข็ง

โดยที่ผ่านมานั้นประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับฟิจิมาโดยตลอด

ขณะที่ข้อมูลการค้าสินค้าประมงระหว่าง ไทย-ฟิจิ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558 ไทยและฟิจิมีมูลค่าการค้าสินค้าประมง เฉลี่ยปีละ ประมาณ 256 ล้านบาท โดยการค้าสินค้าประมง ไทย-ฟิจิ

ส่วนใหญ่ไทยจะนำเข้าสินค้าประมงจากฟิจิมากกว่าการส่งออก

โดยแบ่งเป็น ไทยนำเข้าสินค้าประมงจากฟิจิ ประมาณ ปีละ 230 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าประมงสดแช่เย็น แช่แข็ง ทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็ง

ขณะที่มูลค่าการส่งออก เฉลี่ยปีละ 26 ล้านบาท มีสินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ทูน่ากระป๋อง ปลากระป๋องอื่นๆ

นับเป็นอีกก้าวของการสร้างโอกาสทางการค้าด้านการเกษตรกับสาธารณรัฐฟิจิ

ย่ำเมืองกัมปอต…แหล่งผลไม้อุดม ดูเกาหลีทำนาเกลือแบบพัฒนา

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ย่ำเมืองกัมปอต…แหล่งผลไม้อุดม ดูเกาหลีทำนาเกลือแบบพัฒนา

มีโอกาสได้ร่วมขบวนคาราวานสินค้าไปงานระดับชาติของกัมพูชา ที่ เมืองกัมปอต ชื่อว่า “งานบุญสมุทร” หรือ “Cambodia Sea Festival 2015” เมื่อ วันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ จังหวัดตราด ได้รับเชิญจากจังหวัดกัมปอต ให้นำบู๊ธสินค้าไทยไปแสดง จริงๆ คือจำหน่าย ก่อนเดินทางเตรียมหาข้อมูลไว้ก่อน เห็นว่ากัมปอตมีความน่าสนใจ 4-5 ประเด็น คือ

1. เป็นเมืองท่องเที่ยวติดทะเลของกัมพูชา 1 ใน 4 เมือง (คือ กัมปอต แกป สีหนุวิลล์ เกาะกง) ที่รัฐบาลให้ความสำคัญพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวสวยงาม ว่า “The most Beautiful BAYS in the Word” ทุกปีได้จัดงานบุญสมุทรเวียนกันไปทั้ง 4 เมือง ปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ พนมโบโก

2. เป็นเมืองผลไม้ เห็นได้จากรูปปั้นผลไม้ อยู่ที่วงเวียนกลางเมือง มีรูปทุเรียนโดดเด่น และผลไม้หลายชนิด เช่น มังคุด ส้มโอ ส้มจุก ขนุน มะละกอ รวมทั้ง พริกไทย เป็นต้น ที่นี่ผลไม้อินทรีย์ธรรมชาติมีรสชาติอร่อยมากคือ ทุเรียน ที่ลักษณะคล้ายทุเรียนพันธุ์ชะนี แต่เนื้อเหนียว อร่อยกว่า

3. เมืองผลิตเกลือสมุทรใหญ่ที่สุด

4. บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) และ (Asia fund) ได้ระบุให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกัมพูชา และ

5. เป็นเมืองทางผ่านไปเวียดนาม ตามเส้นทางสาย R 10 โดยผ่านแกปและไปเข้าทางเมืองฮาเตียน

งานบุญสมุทร หรือ

Cambodia Sea Festival 2015

โชว์…แหล่งท่องเที่ยว สินค้า

การเดินทางมาเมืองกัมปอตจากจังหวัดตราดไม่ไกลมากนัก ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตรเศษ ออกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก มาตามถนนหมายเลข R 10 ระยะทาง 200 กิโลเมตร ถึงทางแยกสะแรอัมปึล เลี้ยวขวาไปทางเมืองสีหนุวิลล์ ประมาณ 50 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายไป 48 กิโลเมตร จะถึงเมืองกัมปอต

เส้นทางลาดยางตลอด สะดวก แต่ยังมีการจำกัดความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 60-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง งานบุญสมุทร เขาจัดยิ่งใหญ่มาก เพราะถือว่าเป็นงานระดับชาติ ใช้บริเวณอ่าวแม่น้ำกำปง (Kampong Bay river) กว้างยาวมากๆ เป็นฉากหลังพิธีเปิดงาน เมื่อจุดพลุจะสวยงามตระการตามาก และปิดถนนเลียบแม่น้ำยาว 2 กิโลเมตร ให้ตั้งบู๊ธจำหน่ายสินค้าจากเวียดนาม จันทบุรี ตราด และสินค้าของเจ้าภาพ จับจ่ายซื้อของกันได้ตั้งแต่ก่อนวันงาน งานนี้ประมาณว่าจะมีผู้คนมาเดินเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้า 100,000-150,000 คน เพราะเมืองกัมปอตเองมีประชากรมากถึง 690,000 คน และยังได้ผู้คนจากจังหวัดแกป ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 25 กิโลเมตร รวมทั้งที่พนมเปญห่างออกไปเพียง 148 กิโลเมตร ด้วย

การออกบู๊ธเมืองท่องเที่ยวของกัมพูชา เช่น เกาะกง แกป สีหนุวิลล์ รวมทั้งกัมปอตมาตรฐานมาก ทั้งรูปแบบ โบรชัวร์โรงแรม สินค้าท้องถิ่นที่แนะนำ เพราะการบริหารโรงแรมเป็นมืออาชีพต่างประเทศ บู๊ธท่องเที่ยวของกัมปอต ไฮต์ไลต์คือ แหล่งท่องเที่ยวบนเขาที่ชื่อ พนมโบโก มีทั้งโรงแรมและกาสิโนระดับมาตรฐานสากล อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 42 กิโลเมตร กัมปอตมีสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากในระยะ 3 ปี เปรียบเทียบ ปี 2555 กับ ปี 2557 เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 23 น่าสังเกตว่าชาวต่างประเทศเพิ่มสูงถึงร้อยละ 81 ข้อมูล ปี 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 978,619 (ชาวต่างประเทศ 24,972 คน) และเพิ่มสูงมาก ปี 2556 จำนวน 1,231,887 คน (ชาวต่างประเทศ 117,280 คน) และ 2557, มีจำนวน 1,271,401 คน (ชาวต่างประเทศ 131,468 คน) ในบู๊ธแนะนำผลิตภัณฑ์และผลไม้พื้นเมืองส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ทุเรียน ส้มจุก ขนุน กล้วย มะม่วง น้ำตาลโตนด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้หลักๆ ให้ อย่างเกลือ พริกไทย ในแพกเกจจิ้งที่พัฒนาแล้ว

ส่วนบู๊ธสินค้าไทย คุณวิยะดา ซวง ผู้ประสานงานการนำสินค้าไทยไปงานครั้งนี้ เล่าว่า ไทยมีออร์แกไนซ์รับจัดคาราวานแบบตลาดนัดในเมืองต่างๆ ของกัมพูชาบ่อยๆ ระยะหลังมีปัญหาสินค้าคุณภาพไม่ดี ทางกัมพูชาจึงย้ำเตือนมา ให้นำสินค้าคุณภาพเข้าจำหน่าย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงต้องคัดสินค้าคุณภาพเป็นพิเศษในครั้งนี้ จังหวัดตราด จัดไป 31 บู๊ธ โดยเสียค่าใช้จ่าย รายละ 11,000-12,000 บาท เป็นค่าบู๊ธให้ทางกัมพูชาและการให้บริการรถบรรทุกสินค้า ส่วนใหญ่เป็นรายใหม่ๆ เข้ามาหาประสบการณ์ถึง 80% บางรายมีสินค้าจำหน่ายในตลาดกัมพูชาอยู่แล้ว จึงมาทำประชาสัมพันธ์ตอกย้ำสินค้า

มีสินค้าหลายประเภท เช่น สินค้าโอท็อป อาหารทะเลแห้ง ทุเรียนทอด เครื่องดื่ม น้ำส้ม น้ำมะขาม น้ำซอส ยาเหลือง ยาหม่องสมุนไพร สบู่สกัดจากมะขาม สีทาบ้าน ที่นอน และอาหารไทยๆ ส้มตำ ไก่ย่าง ไก่อบโอ่ง ไข่เค็ม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หมูแผ่น กุนเชียง ข้าวหลาม พร้อมทั้งการบริการ นวดไทย และบริการข้อมูลจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด

“จริงๆ ชาวกัมพูชามีกำลังซื้อ อยากได้ของดีๆ และซื้อครั้งละจำนวนมาก เช่น ที่นอนยางพารา ร้านค้าเคยนำเข้ามาขายที่นอนราคาแพง ขายดีกว่าราคาถูก เพราะผู้ประกอบการซื้อไปใช้ในโรงแรม ครั้งนั้น ผู้ประกอบการเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ต้องการที่นอน ขนาด 3 ฟุตครึ่ง จำนวนมาก แต่ไซซ์ใหญ่ไป ผู้ซื้อจึงลองตัดให้ไซซ์พอดี ผ่าออกเจอมีการยัดไส้กระดาษมาตรงกลาง ข่าวแพร่ออกไปเป็นเรื่องใหญ่ ชาวกัมพูชาไม่พอใจมาก ครั้งนี้จึงมีการย้ำเตือนเป็นพิเศษ ให้เอาสินค้าพรีเมี่ยม สินค้าคุณภาพ” ออร์แกไนซ์รายหนึ่งของจังหวัดตราดกล่าว

เที่ยว พซา ซาม มกีตีรวม :

ตลาดสดสามัคคี…

อาหารผลไม้อุดม ดูทำทอง

พซา ซาม มกีตีรวม หรือ ตลาดสดสามัคคี ในตัวเมืองเมืองกัมปอต ส่วนใหญ่รสนิยมอย่างหนึ่งของการไปเที่ยวทั่วๆ ไป ต้องการไปเยือนตลาดสดยามเช้า เพื่อดูวิถีชาวบ้าน ว่าอาหารการกิน สินค้าท้องถิ่นเขาขายอะไรกัน ตลาดสดสามัคคียามเช้าคึกคักมาก เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ปิด 2 ทุ่ม มีขายทุกอย่าง รวมๆ กัน รูปแบบเหมือนตลาดสดในกัมพูชาทั่วๆ ไป คือขายของสดที่เป็นอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารพื้นเมือง ขนมจีน น้ำตาลโตนด ขนมหวาน มีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารเช้าอยู่มาก ผลไม้เหมือนๆ ไทย ส้มโอ มะละกอ ขนุน ทุเรียน กล้วย ฝรั่ง แก้วมังกร เสาวรส ตลาดเสื้อผ้าสินค้าจากไทยและเวียดนาม ที่ขาดไม่ได้คือ ตลาดทำและขายทอง ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดสดในกัมพูชา นอกจากมีทองขายจำนวนมากแล้ว มีช่างทองมานั่งทำให้เห็นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นเสน่ห์และสีสันกับผู้มาเยือน

อาหารเช้ายอดนิยมตามวัฒนธรรมชาวจีนคือ ก๋วยเตี๋ยวหมูใส่น้ำซุปหมู ชามละ 40 บาท รสชาติอร่อยดี อีกอย่างอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ทดลองรับประทานแล้วติดใจ “ซ็อมลอ หรือ สัมลอร์” เป็นซุปเนื้อที่ใส่กะทิ มันเทศ หัวหอม ปรุงรสเค็ม หวาน เผ็ด เห็นคนข้างๆ ฉีกขนมปังบาแกตของฝรั่งเศสจิ้มลงในน้ำซุป ผู้เขียนลองทำตามบ้าง รสชาติน้ำซุปเข้ากับขนมปัง อร่อยมาก ชุดละ 40 บาท เช่นกัน กัมปอตต้องใช้เงินเรียลหรือดอลลาร์เท่านั้น เหมือนกับการพูด ใช้ภาษากัมพูชาหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาไทย เงินไทย ใช้ไม่ได้ ร้านแลกเปลี่ยนเงินมีมาก หาง่าย สะดวกมาก เพราะเขาเก็บค่าธรรมเนียม ตอนไป เงินไทย 36.07 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ 4,050 เรียล ต่อ 1 ดอลลาร์ หรือเงินไทย 100 บาท ต่อ 11,200 เรียล ราคาโรงแรมที่พักอย่างโรงแรมที่ดีที่สุดอย่างไดมอนด์ กัมปอต ห้องละ 1,000 บาท ไม่มีอาหาร กาแฟตอนเช้า ใช้เงินเรียลจ่ายแบบเศรษฐี ราคาคืนละ 123,200 เรียล ค่าก๋วยเตี๋ยว ซ็อมลอ ชามละ 4,000-5,000 เรียล สิ่งจำเป็นพูดกัมพูชา อังกฤษ ไม่ได้ การซื้อขายควรพกเครื่องคิดเลขไว้กดตัวเลขเป็นสกุลเงินไว้สื่อสารกันด้วย

เกาหลี ทำนาเกลือ

ที่กัมปอต…ใหญ่สุดในกัมพูชา

กัมปอต เป็นแหล่งผลิตเกลือเลี้ยงชาวกัมพูชาทั้งหมด มีโอกาสได้คุยกับ คุณบุน บารัง (Bun Bariang) ประธานสมาคมผู้ผลิตเกลือในกัมปอตและแกป Salt Association Producer Kompot & Kep และลูกชาย คุณบุน จันดารา (Bun Chandara) ตำแหน่งบัญชีในสมาคม คุณบารัง เล่าให้ฟังว่า ทำนาเกลือมากว่า 20 ปีเศษแล้ว เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ได้รวมกลุ่มเกษตรกร 20 กว่ากลุ่ม ลงหุ้นประมาณ 200 หุ้น ก่อตั้งสมาคมผู้ผลิตเกลือในกัมปอตและแกป ทำนาเกลือในกัมปอตและแกป มีหมุนเวียน ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกทำนาเกลือ และรวบรวมผลผลิตขาย สมาคมจะปันผลให้สมาชิกทุกๆ 5 ปี และทำสัญญาต่อใหม่ ที่ผ่านมาเกลือที่ผลิตได้รัฐบาลจะให้ขายในประเทศอย่างเดียว ห้ามส่งออกเพราะกัมพูชาใช้เกลือมาก แต่เมื่อ ปี 2557 บริษัทเกาหลี ได้เช่าที่ดินส่วนตัวทำนาเกลือ มีการใช้เทคโนโลยี ทำให้ผลิตเกลือได้มาก รัฐบาลจึงอนุญาตให้บริษัทเกาหลีที่เข้ามาทำนาเกลือส่งออกได้เป็นครั้งแรก

คุณบุน จันดารา ลูกชาย คุณบุน บารัง จบปริญญาตรี สาขาบัญชี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พูดไทยได้ดี อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำนาเกลือของเกาหลีเป็นแบบพัฒนา มีการบริหารจัดการที่ดี และใช้เทคโนโลยี จึงได้เกลือที่มีคุณภาพขาวกว่า เป็นเกลือเกรดดี ราคาสูง และได้ปริมาณที่รวดเร็วกว่า เพราะเขาใช้พลาสติกอย่างดีที่เหนียว ทนทาน ไม่แข็ง ปูก้นบ่อ เกลือไม่มีดินเลนติด ทำให้เกลือสะอาดเป็นสีขาว นอกจากนั้น ยังตากเกลือให้แห้งได้ภายใน 2-3 โมง ขณะที่ตามธรรมชาติต้องใช้เวลาตากนาน 2-3 วัน ส่วนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีบ่อใหญ่ ขนาด 8-10 ไร่ เก็บกักน้ำเค็ม วางท่อระบบส่งน้ำมาในนาเกลือที่ทำไว้ ขนาด 4 ไร่ มีระบบขนส่งทางรางขนเกลือมาที่โกดัง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เสียดายที่ช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ยังมีฝนตกอยู่ จึงไม่เห็นการทำนาเกลือปกติเดือนพฤศจิกายนทุกๆ ปีจะเริ่มทำและหยุดทำช่วงฤดูฝน

“ปี 2557 รัฐบาลเพิ่งอนุญาติให้ส่งเกลือไปขายต่างประเทศได้ เพราะผลิตเกลือได้เพียงพอและเจอปัญหาเกลือที่นำเข้ามาจากเวียดนามและไทยที่ราคาถูกกว่า ราคาเกลือของกัมพูชา ตันละ 52 เหรียญดอลลาร์ ของไทย 45 ดอลลาร์ เวียดนาม 50 ดอลลาร์ ด้วยความสำคัญที่กัมพูชาทั้งประเทศต้องใช้เกลือปริมาณมากและไปจากกัมปอตทั้งหมด และเริ่มมีปัญหาขาดแรงงาน ซึ่งมักจะออกไปหางานอื่นทำ เพราะกัมปอตกำลังเติบโตทางด้านการท่องเที่ยว ในขณะที่ตลาดเกลือต้องแข่งขันกับเกลือที่นำเข้ามา รัฐบาลจึงมีกฎหมายห้ามเจ้าของที่ดินที่ทำนาเกลือขายที่ดินเมื่อปีที่แล้วนี่เอง” คุณบุน บารัง กล่าวทิ้งทาย

การเยือนกัมปอตเมืองน่ารักๆ ครั้งนี้ เป็นเพียงผิวเผิน โอกาสหน้าจะกลับมากับทัวร์ทุเรียนเมืองกัมปอต ที่รอท้าทายรสชาติ…ข่าวดีจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ได้มีการเชื่อมโยงด้านท่องเที่ยว 4 เมือง ในรูท กัมปอต แกป สีหนุวิลล์ เกาะกง กับจังหวัดตราดแล้ว สนใจสอบถามรายละเอียดที่ คุณวิยะดา ซวง กรรมการสมาคม โทร. (081) 808-5880

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรต่างแดน

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

พูดถึง ประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน (Republic of Kazakhstan) เชื่อว่าส่วนใหญ่คงไม่รู้จักมากนัก แต่ถ้าบอกว่าเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต หลายคนอาจจะนึกภาพออก ประเทศนี้มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

แม้จะมีประชากร เพียง 17 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่กลับมีอาณาเขตกว้างขวาง คือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 9 ของโลก ขนาดพอๆ กับภูมิภาคยุโรปตะวันตก เทียบแล้วมีขนาดใหญ่เป็น 5 เท่า ของบ้านเรา

ที่สำคัญเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ ฐานะความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงจัดว่ารวย และมีเงินไปเที่ยวเมืองไทยและต่างประเทศสบายๆ

ถือเป็นความโชคดี ที่ “คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์” ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน มอสโก ชวนให้ไปร่วมงาน “Amazing Thailand Road Show To Kazakhstan 2015” ที่นครอัลมาตี เมื่อไม่นานมานี้ และได้ไปชิมเมนูเนื้อม้าหลากชนิดที่นั่น ในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์พื้นเมืองของคาซัคสถาน

เทือกเขาเทียนซาน กั้นเขตแดน

ด้วยความที่นครอัลมาตี เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ฉะนั้น จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การศึกษาและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ มีอาคารสถานที่เก่าๆ สวยๆ ในสมัยที่ยังเคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นเมืองที่มีเทือกเขาเทียนซานกั้นเป็นเขตแดนระหว่างคาซัคสถานกับประเทศจีน และเทือกเขาแห่งนี้ก็ยังเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างคาซัคสถานกับคีร์กิซ

ตอนเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในนครอัลมาตี ตอนช่วงเย็นก็เห็นเทือกเขาดังกล่าว ซึ่งบนยอดยังมีหิมะขาวโพลนให้เห็นอยู่ แม้จะเข้าช่วงหน้าร้อนแล้ว เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ พอไปพักโรงแรมในตัวเมืองก็เห็นวิวเดียวกัน แต่มีอาคารสูงเป็นฉากประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม ที่เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ และสองข้างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอด โดยทาสีที่ลำต้นบางส่วนเป็นสีขาว นัยว่าเพื่อให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอัลมาตี หลักๆ เลยคือ อนุสาวรีย์อิสรภาพ (Monument of Independence) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเป็นอิสรภาพ หลังแยกออกจากสหภาพโซเวียต ในปี 2534 ส่วนสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ (Panfilov Park) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความหาญกล้าของวีรบุรุษชาวคาซัคสถานที่ช่วยสหภาพโซเวียตรบกับนาซีในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่นี่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดไม่มีดับ

ในบริเวณเดียวกับสวน เดินไปไม่เท่าไรก็เป็นโบถส์คริสต์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) อายุกว่า 100 ปี เป็นโบสถ์นิกายอีสเทิร์นออโทดอกซ์ ยอดโดมเป็นสีทอง สร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย ด้วยเหตุนี้จึงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ เสียดายข้างในก็สวย แต่เขาห้ามถ่ายรูป

ไม่ไกลกันนักเป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก หลังออกจากสวนแห่งนี้ คณะเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตลาด กรีน บาร์ซาร์ เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แตกต่างกันสุดๆ เพราะที่อัลมาตีสะอาด จัดเป็นโซนให้ง่ายต่อการซื้อ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย แต่ก็มีเสียงพ่อค้าเรียกให้คนซื้อบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนต่างชาติอย่างพวกเรา

ติดป้ายชัด มาจากฟาร์มไหน

แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่ แต่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นชั่วโมง เพราะต้องซื้อของกันหลายอย่างก่อนที่จะไม่มีโอกาส โดยซื้อผลไม้แห้งต่างๆ ที่บ้านเราไม่มี อย่าง อินทผลัม ลูกเกด รวมทั้งจำพวกถั่ว อาทิ วอลนัท พิสทาชิโอ ฯลฯ ซึ่งถูกกว่าบ้านเรามาก กิโลละหลายร้อยบาท แต่ใช้เงินเท็นเก (Tenge) ของเขาซื้อ โดยต้องเอาเงินไทยไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไปแลกเป็นเท็นเกอีกทอด ตก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ 184 เท็นเก

ในตลาดนี้ เขาติดป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ทำเนียนๆ แอบถ่ายมาจนได้?แหม…ตลาดดีๆ แบบนี้ก็อยากชักรูปมาให้คนไทยได้ชื่นชมกันบ้าง คิดว่าไม่น่าเสียหายแต่อย่างใด โดยเฉพาะแผงขายเนื้อประเภทต่างๆ ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ และเนื้อม้า ชอบตรงที่เขาติดป้ายอย่างละเอียดว่ามาจากฟาร์มไหน แต่ไม่ได้โชว์หัวม้าให้เห็นกันจะจะ เหมือนแผงขายเนื้อหมาบางแห่งที่เวียดนาม?อิอิอิ?กลัวลูกค้าจะไม่เชื่อหรืออย่างไร

เนื้อชนิดอื่นๆ ก็เห็นมานักแล้ว แต่เพิ่งเคยเห็นแผงขายเนื้อม้าก็ครั้งนี้แหละ ซึ่งมีไส้กรอกม้าขายด้วย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เรียกว่าเป็นของแปลกสำหรับบ้านเราเลย บางคนเลยซื้อกลับมาฝากพรรคพวก

มาคาซัคสถานทั้งที ถ้าใครไม่ได้กินเนื้อม้า ขอบอกยังมาไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ช่วงอยู่อัลมาตี ทาง ททท. มอสโก จึงได้เลี้ยงอาหารท้องถิ่น 2 มื้อ โดยสั่งเมนูเนื้อม้าและอื่นๆ ที่พวกเราสมควรจะได้หม่ำกัน

ปกติเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์แปลกๆ แต่เพื่อให้การเขียนเรื่องสมจริง เลยต้องลองชิมไป 1 ชิ้น ว่าไปแล้วก็อร่อยดี นุ่ม กลิ่นหอมพอๆ กับเนื้อวัว มีหลายเมนูให้เลือก จานแรกที่ชิมเป็นเนื้อม้าต้มหรือตุ๋นล้วนๆ หั่นบางๆ นี่ถ้าได้น้ำจิ้มทะเลหรือน้ำจิ้มแจ่วแบบบ้านเรา รับรองเพิ่มรสชาติได้อีกเพียบ อีกเมนูมีเนื้อม้าราดอยู่บนแผ่นแป้งบางๆ โรยด้วยหอมใหญ่ หน้าตาเหมือนราดหน้าเส้นใหญ่ของเรา เพียงแต่ไม่ใช้ผักคะน้า แต่เป็นหอมใหญ่แทน รสชาติดีมาก เลยกินไปหลายคำ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ชอบเมนูเนื้อแพะ เนื้อแกะ ที่มีกลิ่นแรง

ช่วงอยู่อัลมาตี ได้คุยกับ คุณชาญ จุลมนต์ ซึ่งตอนนั้นรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา ปัจจุบันเกษียณฯ แล้ว ท่านเล่าว่า คนคาซัคสถาน เชื่อว่าการกินเนื้อม้าช่วยเพิ่มพลังงาน เพราะบรรพบุรุษของเขาคือพวกนอร์แมนติกก็คือพวกเร่ร่อนในทุ่งหญ้า ซึ่งกินเนื้อม้าเป็นหลัก นอกจากช่วยเพิ่มพลังงานแล้วยังทำให้มีภูมิต้านทานในสภาพภูมิอากาศในอุณหภูมิที่หนาวจัด ปัจจุบันที่คาซัคสถานมีฟาร์มเลี้ยงม้า เพื่อป้อนในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งนมและเนื้อ

“การกินเนื้อม้า ผมว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ แต่ถามว่า ความอร่อยสำหรับคนไทย ผมว่าก็ไม่อร่อย ไม่น่าจะถูกรสชาติคนไทย เมื่อเทียบกับเนื้ออูฐ เนื้อม้าค่อนข้างจะหยาบ ผมทานมาแล้ว มีตั้งแต่หั่นเป็นชิ้นบางๆ หรือทำเป็นไส้กรอก คนที่นี่ทานนมม้าด้วย ผมเองไม่เคยทาน แต่ภรรยาผมเคยทาน รสชาติออกเปรี้ยวๆ ถ้าจะเอาเนื้อม้าไปขายที่เมืองไทย ผมว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จ คือคนคาซัคฯ โบราณ จะหั่นเนื้อม้าเป็นชิ้นบางๆ แล้วก็จะวางใต้อานม้า แล้วก็จะขี่ม้าไปด้วยให้มันบด แบน แต่ปัจจุบันไม่มีใครทำแล้ว”

ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับเหยี่ยว

เมื่อคุณชาญ พาดพิงถึงศรีภริยาแบบนี้ จึงต้องไปถามเจ้าตัวให้กระจ่าง โดย คุณปราณี จุลมนต์ บอกว่า มีการนำเนื้อม้ามาทำเหมือนแฮม เหมือนไส้กรอก ที่เป็นแบบรมควันก็มี เคยกินแล้วรสชาติอร่อยดี น่ากิน เคยไปงานศพของแขกอิสลาม หลังจากที่ฝังแล้วจะมีการกินเลี้ยงใหญ่ โดยเชิญแขกมาเยอะมาก มีการเสิร์ฟเนื้อม้ามาในถาดกลมใบใหญ่ ข้างล่างจะเป็นพาสต้าแผ่นหนาและใหญ่ คล้ายกับเส้นใหญ่ที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา เป็นแผ่นใหญ่ๆ สีออกนวลๆ ไม่ขาวเหมือนกับเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนข้างบนโปะด้วยเนื้อม้าชิ้นใหญ่ๆ แล้วใส่ไส้ม้าลงไปด้วย กลิ่นแรงมาก

ความจริงอัลมาตี มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่น่าไป อย่าง พิพิธภัณฑ์กลาง อันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี บอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน

หุบเหวชาริน (Charyn Canyon) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ฟาร์มเหยี่ยว และถนนอาร์บัท (Arbat) ถนนคนเดิน แหล่งรวมสินค้าราคาถูกนานาชนิด ประเภทคนทำเอามาขายเอง

โชคดีบางวันมีเวลาเหลือหลายชั่วโมง เลยได้ออกจากตัวเมืองไปยัง Medeu Skating Rink and Ski resort ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,000 กว่าเมตร ตอนขึ้นไปอากาศเย็นสบายดี เพราะช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ไปเป็นช่วงหน้าร้อนของคาซัคสถาน อุณหภูมิ ประมาณ 20 กว่าองศาเซลเซียส คนไทยแบบเราเลยสบาย ถ้าเป็นหน้าหนาวคงแย่ ขนาดคนของเขาเองยังต้องหนีหนาวไปเที่ยวจีน ตุรกี ดูไบ และไทย กัน เนื่องจากอุณหภูมิบางช่วงเคยถึงขั้นติดลบ 45 องศาเซลเซียส

ที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งของทั้งนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน และชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่ในเทือกเขาเทียนซานแล้ว ยังมีอะไรให้ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ อย่างเช่น เครื่องเล่นนานาชนิด มีเหยี่ยวตัวเป็นๆ ให้จับต้องให้ถ่ายรูปใกล้ชิด ใครอยากจะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิวก็มีไว้บริการ หรือถ้าหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ด้วย หิวก็มีอาหารการกินตลอด มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เซลฟี่เยอะแยะ

พูดถึงเหยี่ยว ช่วงเวลาไปยืนดูเจ้าหนุ่มเจ้าของเหยี่ยวได้ลูกค้าหลายรายทีเดียว ค่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งตก 200 บาท ซึ่งเขาจะต้องปิดตาเหยี่ยวด้วย เพื่อไม่ให้มันเห็น สอบถามได้ความว่า เนื่องจากมันเป็นสัตว์นักล่าและดุร้าย ถ้าไม่ปิดตามันอาจจะทำร้ายคนได้

เสียดายมีเวลาน้อย เลยไม่ได้ไปดูฟาร์มเหยี่ยว หรือฟาร์มม้ากันเลย ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนอัลมาตีอีกรอบ ต้องขอให้ ผอ. เอื้อมพร พาไปฟาร์มพวกนี้หน่อย โดยเฉพาะฟาร์มเหยี่ยว น่าสนใจจริงๆ

ต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก หลบภัยอวิชชา

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

เกษตรต่างแดน

กรรณิกา เพชรแก้ว

ต้นไม้เก่าแก่ที่สุดในโลก หลบภัยอวิชชา

ตอนเขามาชวนฉันไปดูต้นไม้ที่อายุยืนที่สุดในโลก หรือเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งเขาบอกว่าอยู่ที่อเมริกานี่เอง ฉันนอนไม่หลับ ตื่นเต้นที่จะได้เจออะไรแบบนี้ เขาบอกว่า อายุต้นไม้ต้นนี้ครึ่งหมื่นปี เกิดมาพร้อมๆ กับสิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆ ของโลก และยังอยู่ ขณะที่ไดโนเสาร์ หรือสัตว์อีกมากมายสูญพันธุ์ไปแล้ว

ที่จริงเรื่องต้นไม้ใครแก่กว่ากันนี่ยังเถียงกันไม่ยุตินะ แถวยุโรป เขาก็ว่าของเขามีอายุเกือบหมื่นปี แถวแอฟริกา ก็มีแก่หลายพันปีอยู่ไม่น้อย แต่ตอนนี้ที่มีการพิสูจน์อายุกันทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน และได้รับการรับรองในวงการก็คือ ต้นนี้แหละ

เราไปที่อุทยานแห่งชาติ White Mountain ซึ่งคาบอยู่ระหว่างรัฐนิวแฮมเชอร์ กับรัฐเมน ที่เรียกว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ เพราะเขาบริหารจัดการและดูแลโดยรัฐบาลกลาง ซึ่งบอกได้ถึงความสำคัญของอุทยานฯ แห่งนี้ ยังมีอีกหลายอุทยานฯ หรือป่าสงวนที่จัดการโดยรัฐ ลดหลั่นกันไป

ป่านี่เป็นป่าทะเลทราย ร้อน แห้งแล้ง แต่หนาวมากตอนกลางคืน ต้นไม้ที่เขาบอกว่าอายุมากที่สุดในโลกนี่ เป็นต้นสนพันธุ์หนึ่ง เรียกว่า สน Bristlecone ขึ้นชื่อเรื่องความอดทน ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ทนดินฟ้าอากาศ ขึ้นชื่อว่าปลูกยาก ขึ้นยาก แต่พอขึ้นแล้วไม่ตายง่าย เขาว่า ถ้าประคบประหงมแบบปลูกในสวนอะไรแบบนี้ มันจะพากันตาย รากเน่าก่อนเลย แต่ดันเติบโตดีในที่ที่พืชอื่นเขาไม่ขึ้นกัน

คือถ้านิสัยไม่พิสดารปานนี้ อาจไม่ได้ตำแหน่งอยู่ทนขนาดนี้ก็ได้นะฉันว่า

สน Bristlecone มีมากในภาคตะวันตกของอเมริกา แถวยูทาห์ เนวาดา โคโลราโด นิวเม็กซิโก และแอริโซนา มาจนถึงแคลิฟอร์เนียช่วงที่เป็นทะเลทราย หรือที่จริงก็กระจายไปทั่วทะเลทรายในทวีปอเมริกาเหนือ คือเขาชอบทะเลทรายน่ะ

ต้นที่ขึ้นชื่อว่าอายุยืนที่สุดในโลก เขาคำนวณอายุโดยหลักวิชาการ ที่ใช้การวัดเส้นรอบวงเป็นหลัก อายุ 5,065 ปี อีกต้นหย่อนไปราวร้อยกว่าปี อยู่ไม่ไกลกัน และในอีกหลายรัฐของอเมริกา ยังมีต้นสนอายุเกิน 3,000 ปี อยู่มากมาย แต่ถือว่ายังใหม่มากเมื่อเทียบกับพี่ใหญ่

พอไปถึง ฉันคงเหมือนคนทุกคนในโลก คือเขาบอกให้มาหาต้นไม้ที่แก่ที่สุดในโลก ฉันก็หาทันที “ไหน? ไหน?”

แต่ฉันไหนไหนอยู่นาน ก็ไม่มีคำตอบ นอกจากกลุ่มต้นสนเก่าแก่ที่ยืนอยู่กลางแดดเปรี้ยง หลายต้นตายแล้ว หลายต้นยังยืนอยู่ แต่ในสถานะที่กร่อนเต็มที

เขาบอกว่า บรรดาต้นสนกลุ่มนี้นี่แหละ คือต้นสนที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

แต่ต้นไหนที่แก่ที่สุดเขาไม่บอก มันเป็นความลับมายาวนาน และยังคงเป็นความลับต่อไป เขาให้รู้แค่ว่า

“กลุ่มนี้แหละ ไม่ต้นไหนก็ต้นหนึ่ง เดาเอาเหอะ”

ความลับว่าต้นไหนเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุด ถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยผู้ค้นพบนั้นเอง เพราะกลัวคนจะมารบกวนหรือทำลาย ซึ่งฉันก็เข้าใจเขานะ มนุษย์ที่สุดยอดจอมทำลายล้างอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเวลาความโง่เข้าครอบงำ

อย่างต้นที่บิดเป็นเกลียว ที่กลายเป็นต้นสัญลักษณ์ ไม่ว่าใครไปบนยอดเขานี้ ก็จะถ่ายรูปต้นนี้ เป็นตัวแทนของต้นสนอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก และเดาเอาว่า “เผลอๆ อาจจะใช่” นั่นก็เป็นต้นเก่าแก่หลายพันปี ถูกมือบอนตัดทิ้งเมื่อ 50 ปีก่อน พอตัดแล้วถึงได้รู้ว่าแก่กว่าบรรพบุรุษมันหลายเท่าตัว

ตอนนี้ ต้นสวยนี้ก็ยืนตายให้แดดเผาอยู่อย่างนั้น ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ความซื่อบื้อของมนุษย์ แต่ฟอร์มเขาสวยมาก คนเลยถ่ายรูปรัวๆ

ฉันสงสัยนะว่า “เผลอๆ อาจจะใช่! อาจจะใช่!”

แต่เอาเหอะ เขาไม่ให้รู้ก็อย่าไปรู้มันเลย เอาแค่รู้ว่า แต่ละต้นไม่มีต่ำกว่า 3,000 ปี นี่ก็หนาวแล้ว

ในอเมริกามีต้นไม้ที่อายุยืนกว่านี้ แต่นั่นเขานับอายุต่อจากต้นเดิมที่ขุดค้นเจอ แล้วเอา ดีเอ็นเอ มาโคลน ปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งถ้านับอายุต้นแม่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็กว่า 80,000 ปี เขาเอาไปปลูกรวมกันในพื้นที่หลายร้อยไร่ในแคลิฟอร์เนีย ทั้งหมดเป็นต้นไม้ที่โคลนมาจากแม่ต้นเดียวกัน เป็นต้นไม้ที่เรียกว่า Quaking Aspen ซึ่งก็เป็นตระกูลสนอีกเหมือนกัน

%d bloggers like this: