อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

All posts tagged อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

ปฏิบัติการโปแลนด์ (4)

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (4)

มีความรู้สึกรอคอยที่จะได้ไปยังเมืองสุดท้ายของการเยือนโปแลนด์ในครั้งนี้ อาจด้วยเหตุผลว่า 2 สัปดาห์กว่าแล้วที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมา ลิ้นไม่ได้สัมผัสรสอาหารคุ้นชินมาหลายมื้อ บางศิลปินที่มีครอบครัวก็เริ่มคิดถึงลูกเมียและสามี อีกประการอาจเป็นเพราะเมืองสุดท้ายที่เราจะไปแสดงงานศิลปะกันนั้น เป็นเมืองชายฝั่งทะเลบอลติก

ทะเลแปลกหน้าที่ไม่เคยสัมผัส

จากเมืองจีโรน่าโกร่านั่งรถไฟไปไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงเมืองกะดั้งส์ หรือบางคนออกเสียงว่า กดัญสก์ (Gdansk) แรกที่ลงจากรถไฟพวกเราต่างรู้สึกพ้องต้องกันว่า เมืองนี้แลดูจะคึกคักกว่าสองเมืองที่ผ่านมา ผู้คนหนาตาเดินกันขวักไขว่ ซึ่งอาจเป็นเพราะกะดั้งส์เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอันลือชื่อของโปแลนด์นั่นเอง

วาเดอร์ มานำทางพวกเราขึ้นแท็กซี่ไปยังที่พัก เป็นโรงแรมขนาดเล็กติดชายทะเล เราได้พักกันเป็นส่วนตัวคนละห้องทั้งที่เป็นห้องเตียงคู่ เราคุยกันเล่นๆ ว่าสงสัยคนจัดงานเมืองนี้มีงบประมาณเยอะ จากห้องพักฉันมองเห็นหลังคาบ้านเรือนและทะเล ในขณะที่ห้องพักของเพื่อนร่วมทางบางคนเห็นแต่วิวหลังคาเรือน

ด้านหลังของโรงแรมเป็นสวนเล็กๆ และมีที่นั่งเล่น ข้ามถนนไปอีกหน่อยก็จะถึงทะเล แต่เขากลับปิดประตูด้านนี้ หากจะเดินไปทะเลแขกที่มาพักต้องเดินอ้อมไปด้านหน้าที่ติดถนน ฉันไม่รู้เหตุผลและไม่ได้สอบถามเอาความ นึกเดาว่าอาจจะเกี่ยวกับความปลอดภัย หรืออาจเป็นเรื่องทางกฎหมายบ้านเมืองเขา ด้วยว่าประเทศทางยุโรปจะจริงจังกับความปลอดภัยของประชาชนเขาเป็นอันมาก

ในคืนหนึ่งที่ฝนตกและลมพัดแรง ตำรวจถึงกับออกมาห้ามปรามผู้คนออกนอกอาคารที่พัก จำได้ว่าคืนนั้นพวกเรายังไม่ได้กินอาหารเย็น เพราะตั้งใจว่าจะไปกินที่ร้านชายทะเล อีกทั้งโรงแรมเล็กๆ แห่งนี้ ก็ไม่มีอาหารเย็นบริการ วันนั้นเจ้าของโรงแรมซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่ทำทุกอย่างในโรงแรม จึงแก้ปัญหาด้วยการสั่งพิซซ่ามาให้พวกเรากิน นับเป็นพิซซ่าที่อร่อยอีกมื้อหนึ่ง แต่หลังจากนั้นฉันก็หน่ายพิซซ่าและคิดว่าจะเบือนหนีมันไปอีกนับปี

กดัญสก์ (Gdansk) หรือออกเสียงตามลิ้นไทยเราว่า กะดั้งสก์ มีชื่อเดิมว่า ดันซิก (Danzig) ตั้งอยู่บนอ่าวกดัญสก์ ของทะเลบอลติกและปากแม่น้ำมอตลาวา ในตอนเหนือของประเทศโปแลนด์ เป็นเมืองท่าสำคัญที่ใหญ่เป็น อันดับ 4 และยังเป็นเมืองหลักของจังหวัดพอเมอเรเนีย

ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินคนที่เคยมาเมืองกะดั้งสก์เล่าว่า เมืองนี้สวยงาม เหมาะต่อการเขียนภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ แต่น้อยคนนักที่จะบอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองชายทะเลที่งดงาม อาจเป็นเพราะทะเลบ้านเรานั้นสวยงามจนไม่เห็นทะเลที่ไหนสวยกว่าอีกแล้ว เว้นแต่ว่าไปเจอทะเลที่งดงามสามโลกจริงๆ

จากสายตาที่ฉันได้สัมผัสทะเลบอลติกที่นี่ คนที่เกิดเมืองชายทะเลอ่าวไทยในจังหวัดสงขลาอย่างฉัน ก็ต้องบอกว่าทะเลบอลติกก็สวยแบบงั้นๆ ไม่มีอะไรพิเศษเกินหน้าอ่าวไทย ยิ่งหาดทรายของเขาช่างเหยียบย่ำได้ลำบากนัก ด้วยว่าเนื้อทรายหลวมไม่ละเอียดแน่นอย่างทรายชายทะเลบ้านฉัน ยามเดินจึงชวนล้าแรงยิ่งนัก

เรื่องทะเลอาจสู้บ้านเราไม่ได้ แต่เรื่องราวด้านประวัติศาสตร์ของเขานั้นน่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 20 นั้น กล่าวกันว่า สงครามโลก ครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นที่นี่เอง และยังมีเหตุการณ์สำคัญที่อุบัติขึ้นในปี 1980 คือการเกิดขบวนการโซลิดาริตี้ โดยกลุ่มกรรมกรเสรีที่มี เลก วาเลซ่า เป็นผู้นำ สามารถขับไล่ลัทธิคอมมิวนิสต์ออกไปจากยุโรปตะวันออกสำเร็จ

สิ่งที่ดึงดูดใจฉันอย่างยิ่งคือ ย่านเมืองเก่า ซึ่งฉันคิดว่านักท่องเที่ยวที่มาเยือนก็คงชื่นชอบไม่ต่างกัน เมืองเก่าแห่งนี้ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ หลังจากถูกทำลายราบไปในสงครามโลก ไฮไลต์ มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของเมืองตั้งอยู่ในศาลากลางสมัยศตวรรษที่ 14 แต่ที่ฉันตราตรึงคือเรือไวกิ้งลำยักษ์ที่ลอยเท้งเต้งอยู่ในลำน้ำ ชวนให้นึกถึงนักรบโบราณผู้เก่งกาจ ที่ล่องเรือออกทะเลลึกเพื่อชิงความยิ่งใหญ่

และบัดนี้นักรบทั้งหลายต่างวางดาบ กัปตันเรือวางเข็มทิศลง ทุกอย่างเหลือแค่ตำนานที่อวดโฉมให้ชื่นชม

Advertisements

ปฏิบัติการโปแลนด์ (3)

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (3)

หลังจบการแสดงศิลปะที่เมืองลูบลิน รุ่งขึ้นเราต้องเดินทางกันต่อเพื่อไปแสดงงานศิลปะในเมืองจีโรน่าโกร่า ห่างจากลูบลินไปอีกไกลทีเดียว เราจะนั่งรถไฟโดยสารกินเวลาราว 5 ชั่วโมง โดยมี วาร์เดอมา ศิลปินผู้อำนวยการหอศิลปแห่งลูบลิน ซึ่งเป็นคนจัดงานครั้งนี้นำทางไปด้วย

อาจเป็นด้วยระยะทางจากลูบลินไปจีโรน่าโกร่าค่อนข้างยาว และคงเป็นขบวนรถไฟราคาแพง รถไฟเที่ยวนี้จึงดูโอ่โถงสะดวกสบายกว่าขบวนวอร์ซอ-ลูบลิน เราจับจองได้ที่นั่งซึ่งทำเป็นห้องๆ มี 6 ที่นั่ง นอกจากพวกเรา 5 คน ยังมีผู้โดยสารอื่นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาง่วนอยู่กับโน้ตบุ๊กบนตักจนแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมองใคร ยกเว้นตอนที่พนักงานเข็นรถเครื่องดื่มกับของว่างเข้ามา เขาจึงละจากงานตรงหน้ามารับกาแฟและแซนด์วิช จากนั้นก็ก้มหน้ากับโน้ตบุ๊กต่อไป ราวกับห้องนี้ไม่มีคนอีก 5 คน อยู่ด้วย พวกเราแอบคุยกันว่า เขาคงจะเป็นนักเขียนนวนิยาย เผลอๆ อาจเขียนเรื่องพวกเราอยู่ก็ได้

คนโปแลนด์คงเดินทางไกลด้วยรถไฟแสนสบายนี้เป็นกิจวัตร จึงหมดความตื่นเต้นกับบรรยากาศและทิวทัศน์ 2 ข้างทาง ต่างกับพวกเราชาวไทยที่นั่งนิ่งอยู่ในโบกี้ไม่นาน ก็ชวนกันออกไปเดินดูโบกี้อื่นๆ และจบลงตรงตู้เสบียง แม้จะไม่อยากเปรียบเทียบกับรถไฟไทย แต่ก็อดไม่ได้เมื่อเห็นตู้เสบียงอันสะอาดสะอ้าน พนักงานสวมเสื้อขาวสะอาดท่าทีสุภาพ เราจึงยึดเอาตู้เสบียงเป็นที่นั่งยาวไปกระทั่งเกือบถึงสถานีเมืองจีโรน่าโกร่า

จีโรน่าโกร่า เป็นเมืองหลักของจังหวัดลูบุช บ้างออกเสียงว่า แชลอนากูรา Zielona G?ra ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโปแลนด์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 152,069 คน นับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรในหลายจังหวัดของไทย

ด้วยว่าเราใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงแค่ 3 คืน 4 วัน อีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมงานแสดง ดังนั้น การที่จะทำความรู้จักกับเมืองนี้จึงมีไม่มากนัก เราพักกัน ชั้น 3 ของแกลลอรี่ที่จัดงานแสดงศิลปะ ซึ่งเขาจัดชั้นบนเป็นที่สำหรับให้ศิลปินพำนักโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วย ห้องนอน 3 ห้อง กับห้องน้ำรวม มีครัวเล็กๆ และที่นั่งพูดคุยดื่มกาแฟ ซึ่งครัวเล็กๆ ที่มีเตามีหม้อกับถ้วยชามให้นี่เอง เป็นดังสวรรค์ที่เราโหยหา ด้วยว่าแม้จะจากเมืองไทยมาแค่ไม่กี่วัน แต่เราก็เริ่มเอียนอาหารที่เต็มไปด้วยนมเนย โดยเฉพาะพิซซ่าที่มักจะมาบ่อยครั้ง อีกทั้งเป็นพิซซ่าถาดยักษ์ที่ไม่มีเครื่องปรุงอย่างพริกไทย พริกป่น ให้เราแซ่บปากบ้าง

เมื่อเห็นเตากับเครื่องครัวอื่นๆ พวกเราจึงคิดถึงบะหมี่สำเร็จรูป ที่แต่ละคนติดกระเป๋ากันมา ฉันเองนั้นเป็นจำพวกไม่นิยมบะหมี่ ไม่ว่าจะสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะรสเลิศเลอเอาใจลิ้นคนไทยหรือลิ้นเกาหลีญี่ปุ่น แต่ก็อดไม่ได้ที่อยากจะลิ้มรสบะหมี่ในเวลานี้

หลังจากเดินซอกแซกจนรู้จักแหล่งว่า ที่ไหนมีสิ่งใดขายบ้าง ยุทธการตามหาของกินที่จะปรุงอาหารไทยจึงตามมา แกลลอรี่ที่เราพักและแสดงงานอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเดินเล่น ในบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านขายของ รวมถึงห้างสรรพสินค้าที่ขายอาหารสด อาหารแห้ง เราจึงจับจ่ายได้พืชผักและเนื้อเพียงพอกับเมนูอาหารไทยที่คิดไว้

น่าจะเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดสำหรับช่วงเวลาที่ได้มาโปแลนด์ เราเชื้อเชิญศิลปินกับเจ้าหน้าที่ในแกลลอรี่มากินอาหารมื้อนี้ด้วยกัน สมพงษ์ ศิลปินและกวีไทยเป็นเชฟใหญ่ในการปรุง เขาแกงเขียวหวานเนื้อด้วยเครื่องแกงซองที่ติดมาจากเมืองไทย ใช้กะทิกระป๋องที่ได้จากห้างสรรพสินค้า มีพริกดอกใหญ่กับมะเขือลูกโต เท่านี้ก็อวลกลิ่นหอมจนกระเพาะร้องโครกคราก นอกจากนี้ ยังมีผัดผักกับเมนูใหม่ที่จับใจชาวบะหมี่ซอง นั่นคือ บะหมี่รสแซ่บใส่สตรอเบอรี่ ไม่น่าเชื่อว่ารสหวานอมเปรี้ยวของสตรอเบอรี่จะเข้ากันดีกับบะหมี่

ที่เมืองลูบลินคนน้อยจนเพื่อนศิลปินของเราที่มาจากบางกอกคนพลุกพล่าน บ่นว่าเมืองนี้เหงาจัง

ครั้นมาถึงจีโรน่าโกร่าผู้คนก็ยังไม่มากมายอะไร แต่คงเพราะเราพักอยู่ในย่านที่ผู้คนจอแจ และเดินออกจากที่พักไม่นานก็ถึงย่านที่ว่านี้ จึงดูว่าเป็นเมืองที่ไม่ใคร่เหงานัก

ย่านกลางเมืองอันเป็นสถานที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจและดื่มกิน มีอนุสาวรีย์ที่ฉันชอบตั้งอยู่ เขาเรียกว่า เทพเจ้าแห่งความสำราญ ผมหยิกนัยน์ตาสุกสกาวรื่นเริงราวไม่เคยพานพบทุกข์ หรืออาจจะผ่านทุกข์มาจนถึงระดับที่ทุกข์มิอาจแพ้วพาน นอกจากประติมากรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังมีรูปปั้นเทพแห่งความสำราญขนาดเล็กๆ อยู่ตามที่ต่างๆ ช่างน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะสำราญตามไปด้วย

ผ่าน 2 เมือง ในโปแลนด์อย่างเรียกได้ว่าฉาบฉวย ด้วยว่าไม่ได้ไปที่ไหนมากมายด้วยการงานบังคับ เส้นทางมีแค่แกลลอรี่กับถนนรายรอบ แต่ตามที่เห็นคือ ตึกรามบ้านช่องที่สวยงามของเขา สถาปัตยกรรมเก่ายังคงมีให้เห็น ถนนหนทางน่าเดินเล่น ข้ามถนนไม่ต้องเครียดมาก เพราะรถทุกคันจะจอดให้คนข้ามถนน ไม่มีรถเครื่องปาดหน้าปาดหลังให้สะดุ้ง จักรยานก็อยู่ในที่ทางของตัวเอง ไม่ได้ขี่ด้วยท่าทีเรียกร้องว่า นี่ฉันปั่นเพื่อโลกนะ

อ้าว! ตายจริง…นี่ไม่ได้หมายจะเปรียบเทียบกับบางประเทศหรอกนะ แค่เขียนไปตามที่เห็น

ปฏิบัติการโปแลนด์ (1)

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (1)

โปแลนด์ ในจินตนาการฉันก็แค่ประเทศหนึ่งในยุโรปกลาง ภาพตึกทรงยุโรปคุ้นตาฉายขึ้นในจอประสาทรับรู้ ผู้คนร่างใหญ่ในชุดมิดชิดกันหนาวกับบรรยากาศทึมเทา และตามมาด้วยภาพสงครามยุคนาซี ค่ายกักกันยิวที่แสนจะน่าขนลุก

เมื่อได้ข่าวว่าจะได้ไปแสดงงานศิลปะแสดงสดที่โปแลนด์ ฉันไม่รีรอที่จะตอบรับในทันใด การได้ไปที่ไหนๆ ในโลกอันยังพอจะโสภาอยู่นี่ถือเป็นโชคอันประเสริฐยิ่งนักแล้ว ครั้นจะไปประเทศเขาทั้งทีก็ต้องทำความรู้จักกันหน่อย ไม่ใช่ว่าไปแบบไม่รู้หน

สาธารณรัฐโปแลนด์ (Republic of Poland) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตยุโรปกลาง เขตแดนด้านตะวันตกติดต่อกับประเทศเยอรมนี ทางใต้ติดสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย ด้านตะวันออกชิดยูเครนและเบลารุส ส่วนทางเหนือเป็นทะเลบอลติกกับลิทัวเนีย และแคว้นคาลีนินกราดของรัสเซีย ซึ่งโปแลนด์นั้นเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย

โปแลนด์มีอายุยาวนานกว่า 1,000 ปีมาแล้ว ยุคแรกมีกษัตริย์ปกครอง เรียกว่าราชวงศ์ เปียสต์ (Piast dynasty) ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ภายใต้ราชวงศ์ยาเกียลลอน (Jagiellonian dynasty) โปแลนด์ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในยุโรป

แต่มีขึ้นก็ย่อมมีลงเป็นธรรมดาโลก หลังจากนั้นไม่นาน โปแลนด์ก็ถูกแบ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย ออสเตรีย และราชอาณาจักรปรัสเซีย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โปแลนด์มีสถานะเป็นราชอาณาจักร และได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2461 หลังสิ้นสุดสงครามโลกภายใต้ยุคสาธารณรัฐที่ 2 (Second Polish Republic) หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 โปแลนด์กลายเป็นรัฐบริวารที่เป็นคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตภายใต้สาธารณรัฐประชาชน (People”s Republic of Poland)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ขบวนการโซลิดาริตี (Solidarity movement) หรือกรรมกรเสรีลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐเพื่อประกาศเสรีภาพ กระทั่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของโปแลนด์พ่ายแพ้ในที่สุด หลังจากนั้นจึงมีการก่อตั้งสาธารณรัฐโปแลนด์ที่ 3 (Third Polish Republic) และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี พ.ศ. 2540 โปแลนด์เป็นประเทศประชาธิปไตยและเข้าร่วมในสหภาพยุโรปตราบปัจจุบัน

ทั้งหมดนั่นคือ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศโปแลนด์พอสังเขปที่ฉันฉกมาจากอินเตอร์เน็ต แต่โปแลนด์ที่เห็นและเป็นอยู่ตรงหน้าเมื่อบินลัดฟ้ามาถึงสนามบินของเมืองวอซอร์ คือประเทศยุโรปที่เคร่งขรึม พวกเราไม่ได้แวะพักที่กรุงวอซอร์ จึงไม่อาจกล่าวถึงสิ่งใดได้มากกว่าภาพที่วิ่งผ่านริมทางตามความเร็วของรถโดยสารจากสนามบินมาถึงสถานีรถไฟ อันเราจะนั่งต่อไปยังเมืองลูบลิน [Lublin] เป้าหมายแรกที่เราจะมีการแสดงศิลปะแสดงสด หรือ Performance art กัน

ลูบลิน เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของโปแลนด์ ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำวิสตูลาซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของโปแลนด์ เมืองนี้มีประชากรไม่มากนัก เห็นได้ชัดจากความโหวงเหวงของเมือง เพื่อนศิลปินคนขี้เหงาในคณะของเราถึงแก่พึมพำว่าเมืองนี้ช่างเงียบเหงานัก

นั่งรถไฟออกจากกรุงวอซอร์ ประมาณ 2 ทุ่ม เป็นช่วงเวลากลางคืนที่ท้องฟ้าบ้านเราคงครอบคลุมด้วยความมืด ทว่าที่นี่โปแลนด์ท้องฟ้ายังสว่างโร่ กระทั่งเวลาผ่านไป 3 ทุ่ม ฉันจ้องมองท้องฟ้าที่แล่นผ่านหน้าต่างรถไฟ ยังสว่างอย่างกับเพิ่งจะ 6 โมงเย็น แม้จะเหนื่อยกับการเดินทางบนเครื่องบินนาน 10 กว่าชั่วโมง และยังต้องลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นรถไฟ แต่ความตื่นเต้นแปลกตาก็ทำให้ยังมีแรงสอดส่ายสายตาดูรอบตัว

รถไฟโปแลนด์สมควรแก่การโดยสาร ห้องโดยสารแบ่งเป็นสัดส่วน มีอยู่ 6 ที่นั่ง หันหากัน ด้านบนเป็นที่วางกระเป๋าเนื้อที่มากพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เลยทีเดียว แต่พวกเราคร้านจะยกกระเป๋าขึ้นวาง จึงต้องนั่งเบียดขาแข็งกับกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง ในรถไฟมีบริการเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ น้ำผลไม้ แซนวิชด์และขนม เขาเข็นรถบริการไปตามทาง แต่พวกเราไม่มีใครใช้บริการ เพราะนึกว่าของขาย

รถไฟมาถึงลูบลิน ประมาณ 5 ทุ่ม ท้องฟ้ามืดเป็นกลางคืนสมบูรณ์ อากาศหนาวและเราต่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยากซุกบนที่นอนเต็มแก่ แต่วาเดอมาร์ศิลปินโปแลนด์ผู้จัดงานที่มารอรับยังสถานีรถไฟและพาพวกเราไปเช็กอินในโรงแรม ไม่ยอมให้เราพักผ่อนง่ายๆ เขารอรับเราไปยังอพาร์ตเม้นต์ที่พักของแกลลอรี่ ซึ่งมีศิลปินโปแลนด์พำนักอยู่ เพื่อดื่มไวน์และกินข้าวกับต้มยำกุ้ง

ต้มยำกุ้ง ที่ใช้เครื่องต้มยำแห้งจากเมืองไทย ส่งกลิ่นหอมคุ้นจมูกแบบต้มยำไปทั่วห้อง เราขำกันเพราะเพิ่งมาจากเมืองไทย ก็ถูกต้อนรับด้วยอาหารไทยเสียแล้ว ต้มยำกุ้งที่แยกกุ้งออกมาต่างหาก แกะเปลือกกุ้งเข้าปากแล้วซดน้ำตาม ได้อารมณ์แปลกไปอีกแบบ

ตึกเก่าทรงยุโรปในแสงสีเหลืองของดวงไฟชวนมองอย่างประหลาด ยิ่งเมื่อเดินลัดเลาะไปตามซอกตึกแสงสลัว ฉันนึกไปถึงหนังนาซีไล่ล่ายิว นึกถึงตัวละครที่กำลังเดินหนีอย่างหวาดกลัว ไม่รู้ว่าทหารของฮิตเลอร์จะโผล่ออกมาตอนไหน

มันเป็นภาพที่สามารถจินตนาการไปได้ไกล ด้วยว่าโปแลนด์เป็นประเทศที่พัวพันกับยิวและนาซีอย่างแยกไม่ขาด เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่มิอาจลืม แม้จะเลือนในความทรงจำไปบ้างก็ตาม

กุ้งออสเตรเลีย บุกอุษาคเนย์ (1)

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

กุ้งออสเตรเลีย บุกอุษาคเนย์ (1)

ใช่ว่าแต่คนเท่านั้นที่ข้ามเส้นพรมแดน สรรพสัตว์ก็ข้ามแดนไปมาไม่รู้กี่ยุคสมัยมาแล้ว การข้ามแดนของพืชและสัตว์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอาจทำให้ยังชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือทำให้สัตว์กลายพันธุ์ รวมทั้งอาจผสมข้ามพันธุ์ส่งผลให้สัตว์และพืชท้องถิ่นกลายพันธุ์ได้

กระนั้นอีกมุมหนึ่งสัตว์และพืชที่ข้ามแดนมาอาจเจริญเติบโตได้ดี กระทั่งนานไปก็กลายเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ประจำถิ่นไปโดยปริยาย

เรื่องราวของสัตว์ข้ามแดนผนวกกับเรื่องของหญิงสาวรุ่นใหม่ 2 คน ที่อยู่ในวัยทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ฉันสนใจสัตว์น้ำนามว่า กุ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กุ้งที่เห็นๆ กินๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างที่เรารู้จักกันในนามกุ้งชีแฮ้ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วยประมาณนี้ แต่กุ้งที่ว่านี้มีชื่อแปลกหูและรูปทรงแปลกตา เป็นกุ้งสัญชาติต่างประเทศที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เป็นกุ้งน้ำจืด สวยงามและกินได้ด้วย

ฉันได้รับรู้เรื่องราวของกุ้งที่เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ จนอดรนทนไม่อยู่ต้องตามหา 2 สาว นักเลี้ยงกุ้งมาคุยด้วย ไม่ใช่แค่กุ้งที่น่าสนใจ หากว่า 2 สาว ก็น่าสนใจในแง่ของเกษตรกรประมงรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องถือแหลากอวนออกไปล่าสัตว์ทะเล หนำซ้ำเป็นเกษตรกรประมงที่หน้าตาดีด้วยซิ

อรวรรณ กลั่นบุศย์ และ ทองกร พรหมถาวร เป็นเพื่อนสนิทชิดเชื้อที่เคยทำงานในบริษัทเดียวกันมาก่อน คนหนึ่งจบมหาวิทยาลัยด้านการเงิน คนหนึ่งจบด้านการโรงแรม แต่วันนี้หยุดการทำงานประจำหันมาเลี้ยงและศึกษาเรื่องกุ้ง

ทำไม หันมาเลี้ยงกุ้ง ฉันโยนคำถามในบ่ายวันหนึ่งที่เรานัดพบกัน ทองกร สาวร่างอวบพยักพเยิดให้เพื่อนสาวเป็นคนตอบ ในฐานะที่เป็นคนริเริ่มและศึกษาเรื่องกุ้งมาก่อน

“คืออย่างนี้ค่ะ” เธอเริ่มต้น “เมื่อประมาณต้นปี 2558 กระแสกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดมาแรงมากในบ้านเรา จากการที่บังเอิญเลี้ยงอย่างไม่ได้ดูแลอะไรมาก แต่เวลาผ่านไปกุ้งตัวใหญ่ที่อยู่ในตระกูลเครย์ฟิชก็โตจนสามารถทานได้ ซึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงนำมาพัฒนาในโครงการหลวงทางภาคเหนือ แต่หลังจากนั้นเรื่องกุ้งนี้ก็เงียบไป ไม่เป็นกระแส”

ต่อมากุ้งที่ว่านี้ได้กลับมาคึกคักอีกครั้งในกลุ่มคนเลี้ยงกุ้งสวยงาม เห็นการเจริญเติบโตที่รวดเร็วจนสามารถทำเพื่อการค้าได้จริงจัง จึงเกิดสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ชื่อว่า กุ้งก้ามแดง

“ทางกลุ่มเราก็มองเห็นโอกาสในการพัฒนากุ้งเนื้อที่มีขนาดและคุณภาพที่ดีขึ้น” เธอเล่าต่อ “ในกุ้งเครย์ฟิชกลุ่มเดียวกันกับก้ามแดงนี้ ยังมีตัวที่ใหญ่กว่าก้ามแดงอีกคือ เดสทรัคเตอร์และมารอน ทั้งหมดล้วนมีต้นกำเนิดจากออสเตรเลียตะวันตก เดสทรัคเตอร์ ก็มีคนนำมาพัฒนาแล้ว ก็เหลือแต่มารอนนี่แหละที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้ เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะลอง กุ้งมารอน ซึ่งมีอยู่ 2 สายพันธุ์ Cherax tenuimanus (hairy Marron) และ Cherax Cainii (Smooth Marron) เรานำเข้าอย่างหลัง เพราะตัวแรกใกล้จะสูญพันธุ์ ส่วนอย่างหลัง Cherax Cainii นั้น มีการทำฟาร์มได้แล้วในออสเตรเลียตะวันตก

สีของกุ้งมารอนมีความหลากหลาย สีสันของกุ้งธรรมชาติก็ออกน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเขียว นานๆ ครั้งจะพบสีน้ำเงินเข้มสวยงาม ซึ่งพัฒนากันในกลุ่มผู้เลี้ยงสวยงาม บางทีก็ได้สีดำสนิท ซึ่งเรียกว่า jet-black หรือมีสีสันลวดลายที่เรียกว่า tiger”

แค่ฟังการเกริ่นนำเรื่องกุ้งก็รู้สึกว่าไม่ธรรมดา เล่นเอาคนที่รู้จักกุ้งอยู่แค่ไม่กี่ชนิดถึงกับอึ้งและทึ่ง สัตว์โลกของเรานี้ล้วนมีความหลากหลาย แค่กุ้งก็มีไม่รู้กี่ชาติพันธุ์กุ้ง กระนั้นการนำกุ้งข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามานั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายต่อการฟูมฟักเลี้ยงดู กุ้งต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อสามารถเติบใหญ่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่แปลกเปลี่ยน สิ่งสำคัญก็คนเลี้ยงนั่นแหละดูแลได้แค่ไหน

“ได้ลองจริงๆ ลองผิดลองถูกสูญเสียมาก็เยอะ ตอนนี้ถือว่าดี เริ่มอยู่ตัว เป้าหมายหลักคือ ให้เขาขยายพันธุ์ให้ได้ในอุณหภูมิปกติของบ้านเรา เพราะจากถิ่นกำเนิดน้ำที่กุ้งอยู่คือ อุณหภูมิราวๆ 20-24 องศา ถ้าร้อนกว่านั้นกุ้งจะเครียดและตายลงในที่สุด” สาวร่างเล็กตอบ ก่อนที่ทองกรจะเสริมต่อว่า

“ตอนนี้เราประสบความสำเร็จในการปรับอุณหภูมิแล้ว ถ้าสามารถขยายพันธุ์ได้เมื่อไหร่ ก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ ช่วงที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ก็คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่บ้านเราไม่มี เราก็ปรับเอาว่าไปก็เหมือนหลอกกุ้ง อากาศประมาณนี้น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขาผสมพันธุ์ได้เร็วขึ้น ตอนนี้ก็มีคนในวงการที่รู้จักสายพันธุ์นี้ ก็มาซื้อและศึกษาพฤติกรรมเพื่อขยายพันธุ์กันอยู่หลายราย”

“เลี้ยงกุ้งก็เหมือนเลี้ยงหมา” ทองกร ว่า เล่นเอาฉันขำและสงสัยว่ากุ้งกับหมามันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร อย่างแรกเลยกุ้งต้องอยู่กับน้ำ ส่วนหมากว่าจะจับอาบน้ำได้เจ้าของเหงื่อตกกีบ

“กุ้งก้ามแดงเหมือนหมาวัด เลี้ยงง่าย ส่วนมารอนเหมือนหมาฝรั่ง ที่ต้องประคบประหงม” ทองกร เฉลย

ฉันพินิจดูกุ้งในกล่องพลาสติก เป็นกุ้งที่กำลังแรกรุ่นเจริญศรี ซึ่งเจ้าของผู้นำเข้าข้ามแดนมาต้องกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอย่างที่เปรียบเปรยได้ว่า ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมกันเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เลี้ยงไว้ดูเล่นเพลิดเพลินเจริญตาเท่านั้น เธอทั้งคู่ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนากุ้งของเธอให้เติบโตแข็งแกร่ง กระทั่งสามารถขยายพันธุ์ได้มากพอที่จะส่งขายให้แก่คนสนใจ และถึงที่สุดให้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้

เรื่องของการเลี้ยงกุ้งน้ำจืดที่ข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ ยังมีรายละเอียดอีกมากที่น่าสนุกต่อการค้นหา ซึ่งฉันจะนำพามาพบกันอีกในตอนต่อไป

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ลืมตาตื่นในยามเช้าที่สายหมอกเอื่อยไหลอยู่เหนือแม่น้ำเมย ครั้นผินหน้าไปอีกฟากฝั่งก็เห็นเหมยหมอกรอบเรี่ยเทือกทิวเขา ชวนให้นึกถึงดินแดนในความฝัน อากาศใสสดชื่นด้วยกลิ่นของป่าและสายน้ำ อารมณ์เอิบอิ่มสงบงาม หากว่า…ณ ที่แห่งนี้ จะไม่มีเสียงปืนและการสู้รบเกิดขึ้นอีกต่อไป

จากจุดใดจุดหนึ่งของฝั่งเมยเราข้ามเรือไปเพียงไม่นานนาทีก็ถึงอีกฝั่งที่แตกต่างไปจากฝั่งไทยโดยสิ้นเชิง เป็นฝั่งแผ่นดินที่ผู้คนฝังตัวเองไว้กับการต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดและชาติพันธุ์ ต่อเนื่องนานมาถึงวันนี้ร่วม 67 ปี นับแต่ผู้นำคนแรกของพวกเขาประกาศกร้าวต่อกรไม่ยอมจำนนภายใต้อำนาจรัฐบาลพม่า

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชาติกะเหรี่ยงนั้น มีผู้รู้เขียนถึงไว้แล้วมากมาย ฉันขอกล่าวถึงอย่างย่อ เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อสันนิบาตเสรีชนต่อต้านเผด็จการฟาสซิสต์ (Anti-Fascism of People Freedom League-AFPFL) นำโดย นายพล ออง ซาน ร่วมกับองค์กรการเมืองของกะเหรี่ยง คือ KCO (the Karen Central Organization) ภายใต้การนำของ ซอว์ บา อู จี (Saw Ba U Gyi) เรียกร้องอิสรภาพคืนจากอังกฤษเจ้าอาณานิคม

แต่ต่อมา AFPFL ปฏิเสธที่จะให้กะเหรี่ยงแยกเป็นรัฐอิสระ ทำให้องค์กรกะเหรี่ยงแตกแยกทางความคิด กลุ่มหนึ่งยังคงร่วมมือกับ AFPFL อีกกลุ่มคือ KNU หรือ the Karen National Union แยกตัวออกมาต่อสู้ตามวิถีทางการใช้กำลัง พร้อมทั้งรวบรวมและจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยใช้ชื่อว่า KNDO (the Karen National Defense Organization) โดยมี ซอว์ บา อู จี เป็นผู้นำ ซึ่งมีเป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ การมีรัฐอิสระเป็นของตนเอง และไม่ขึ้นกับอำนาจการบริหารปกครองของชาวพม่า

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2491 ซึ่งกะเหรี่ยงถือว่าเป็นวันชาติของเขา และยึดถือ ซอว์ บา อู จี เป็นบิดาแห่งการปฏิวัติ นับแต่นั้นมา

ในลานกว้างที่ใช้จัดงานครบรอบ 67 ปี การปฏิวัติ คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่ย่ำค่ำของวันสุกดิบ มีเวทีขนาดใหญ่แพรวพราวไปด้วยแสงสี คืนนี้จะมีการแสดงดนตรีของวงหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นอกจากเวทีกลางยังมีเวทีย่อยตั้งห่างออกไป นัยว่าเป็นเวทีสำหรับการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มต่างๆ จะว่าไปแล้ว ผู้นำ KNU ยุคนี้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลไม่น้อยเลยทีเดียว ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นของเผ่าพันธุ์ พร้อมกับสนับสนุนสิ่งใหม่ๆ

นอกจากดนตรีและการแสดงบนเวที ยังมีซุ้มขายของและขายอาหารไว้บริการผู้คนที่มาร่วมงาน ส่วนในบริเวณเดียวกับเวทีใหญ่มีซุ้มนิทรรศการความเป็นมาของการปฏิวัติ มีภาพผู้นำและทหารคนสำคัญ เป็นซุ้มนิทรรศการซึ่งชาวกะเหรี่ยงจากที่ต่างๆ ที่มาร่วมงานให้ความสนใจกันมาก

สำหรับฉันแล้วงานกลางคืนก็สนุกสนานตื่นตาตื่นใจพอควร แต่ที่ทำให้ขนลุกกับอุดมการณ์เพื่อแผ่นดินของชาวกะเหรี่ยง คงจะเป็นพิธีกรรมช่วงเช้า ซึ่งมีการสวนสนามของเหล่าทหาร การตรวจแถวทหารของผู้นำ และการปราศรัยที่เริ่มจากประธานสหภาพกะเหรี่ยง ตามด้วย พลเอก บ่อ จอ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่กำลังขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอีกไม่นานนี้ ฉันประทับใจหลายถ้อยความของเขาที่ปราศรัยออกมาจากใจ โดยไม่มีกระดาษในมือแม้แต่แผ่นเดียว

ฉันจดบางถ้อยความของคำปราศรัยจากการแปลของพี่น้องกะเหรี่ยงที่พูดไทยได้ จดเท่าที่ความเร็วของมือจะทำได้

“สหภาพ KNU มีเป้าหมายชัดเจนในการปกครอง นั่นคือ ความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงเป้าหมาย เราต้องยืนหยัดและเตรียมตัวเพื่อให้สิ่งที่ประชาชนต้องการบรรลุผล หัวใจของการเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงจะอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันยาวนานมาก ชาวบ้านเราสูญเสียชีวิตและน้ำตาไปจำนวนมาก แต่เราก็ยังไม่ถึงเส้นชัย เราต้องจับมือกันเพื่อให้ถึงเป้าหมาย 67 ปี ยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ ความไม่เข้าใจกันทำให้เรารบกันเอง คนที่มองเราอยู่ก็จะไม่เคารพเรา เราจะรบในกรอบที่ถูกต้อง ในฐานะทหารเรามีหน้าที่ป้องกันประชาชนของเรา มีอาวุธอยู่ในมือสามารถใช้มันได้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ในฐานะที่เราถืออาวุธ เราต้องคิดว่าจะใช้เพื่อปกป้องประชาชนยังไง เราไม่ได้ใช้อาวุธเพื่อเข่นฆ่าใครอย่างไร้เหตุผล ขอให้ทุกคนเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเองและเคารพในคนอื่น ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพื่อสหภาพของเรา

ตอนนี้เสียงปืนอาจจะสงบลง แต่สงครามยังไม่สิ้นสุด สงครามยังมีในรูปแบบอื่นๆ นี่คือ สิ่งที่เรากังวล”

คำปราศรัยยังมีอีกมาก ฉันจดอย่างไม่ปะติดปะต่อเท่าที่ตัวเองทำได้ และเลือกจดบางถ้อยความที่ตรึงใจ ฟังไปก็นึกถึงขุนทหารผู้นำของเราไป

แล้วก็นึกถึงคำที่ว่า สงครามยังไม่จบ แต่มันมาในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกะเหรี่ยงหรือกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเท่าที่กำลังเผชิญ ทว่าเราทุกคนในอุษาคเนย์นี่แหละที่ต้องรับมือกับมัน

สงคราม ไม่เคยมี คำว่า ครั้งสุดท้าย

พระยาเลี้ยง หรือจะสู้พ่อค้า (ตลาดนัดอาเซียน)

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

พระยาเลี้ยง หรือจะสู้พ่อค้า (ตลาดนัดอาเซียน)

ฉันเดินเข้าไปในบริเวณตลาดนัดอาเซียนที่คนไทยเป็นผู้จัดอย่างคุ้นเคย ด้วยว่าเคยตามเพื่อนเจ้าแม่ตลาดนัดอาเซียน ไปเที่ยวตามเมืองที่เธอไปเปิดตลาดนัดมาหลายครั้ง ครานี้เธอมาติดตลาดที่ท่าแขก แขวงคำม่วน ซึ่งฉันเดินทางข้ามแม่น้ำโขงมาจากนครพนมอย่างสะดวกดาย

วันนี้เป็นวาระพิเศษที่ไม่ได้เพียงมาเดินโฉบผ่านตลาดนัดเหมือนอย่างเคย ฉันตั้งใจมาคุยกับพ่อค้าชาวไทยคนหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จจากการค้าขาย จะว่าไปแล้วฉันเคยพบเขาเมื่อแรกๆ ที่เพื่อนทำตลาดนัด ครานั้นฉันผ่านตาว่าเขานั่งปั่นสายไหมสีสวยๆ ขายเด็กๆ ที่มามุงล้อม ขนมสายไหมสวยงามฟุ้งฝันเข้ากับบรรยากาศตลาดนัดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประกอบส่วนเข้ากับเครื่องเล่นจำพวกชิงช้าสวรรค์และอื่นๆ ที่ชวนสนุกสนาน

เขาชื่อเต็มว่า วีรวัฒน์ มุขยวงศ์ เพื่อนๆ เรียกเขาว่า วัฒน์ แต่สำหรับชาวตลาดนัดใน สปป. ลาว ใครๆ ต่างเรียกเขาว่า “พี่วัด” ในตลาดนัดแห่งนี้หากใครมีปัญหาอะไรมักจะต้องเรียกหาพี่วัดให้มาจัดการ ด้วยว่านอกจากจะค้าขายไม่ต่างพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น เขายังเป็นคนจัดการแทนเจ้าของตลาดนัดชาวไทยเพื่อนของฉัน ซึ่งมีงานส่วนอื่นต้องจัดการดูแล ก็ได้พึ่งพาวีรวัฒน์คนนี้แหละเป็นหูเป็นตาดูแลแทน ตลาดนัดนั้นเห็นค้าขายกันง่ายๆ ก็เถอะ มีปัญหาให้ตามแก้กันไม่เว้นวันเลยทีเดียว

วีรวัฒน์ เริ่มต้นจากการค้าขายสายไหมตามที่ต่างๆ ในเมืองไทย กระทั่งวันหนึ่งขายอยู่ที่งานเกษตรแม่โจ้ เชียงใหม่ ได้ใบปลิวโฆษณาตลาดนัดในประเทศลาว ก็ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่แขวงไชยะบุรี ครั้งนั้นเสมอตัวไม่ได้กำไร แต่เขาถือว่าเป็นการหาโอกาสให้ตัวเอง เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เริ่มต้นใหม่ กำไร คือโอกาสที่จะได้มาใหม่

จากนั้น เดินสายไปเชียงขวาง 20 วัน แล้วกลับไปตระเวนขายตามตลาดในเมืองไทยเหมือนเดิม เป็นเวลา 1 ปี จนวันหนึ่งไปขายที่ขอนแก่น พบคนที่อยากเข้าไปขายของในลาว เขาจึงเป็นคนนำทางพาเข้าประเทศลาวพร้อมกับขายสายไหมของตัวเองไปด้วย หลังจากนั้น เขาก็วนเวียนค้าขายอยู่ในประเทศลาวมาจนถึงวันนี้

“ผมมองตลาดลาวว่า พอมีโอกาส เมื่อมองย้อนไปเมืองไทยราวสิบยี่สิบปีที่แล้วว่า สังคมยุคนั้นต้องการอะไร คนลาวตอนนี้ที่เขาเพิ่งเปิดประเทศไม่นานก็ต้องการอย่างนั้น สมัยก่อนคนไทยมักพูดว่า สิบพ่อค้า ไม่เท่าพระยาเลี้ยง คนลาวตอนนี้ก็เหมือนกัน มีแต่คนอยากรับราชการมากกว่าค้าขาย”

วีรวัฒน์ มองไปถึงสังคมลาวยุคนี้ที่ไล่หลังไทยมานับสิบสิบปี คนลาวต้องการรับราชการเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่าค้าขาย ดังนั้น คนลาวจึงจับจ่ายใช้สอยมากกว่าค้าขายเอง นี่คือจุดที่เขาพบว่าเป็นโอกาสของคนค้าขายอย่างเขา แต่เมื่อผ่านมาถึงยุคนี้ คนลาวเริ่มลืม คำว่า พระยาเลี้ยง หันมาค้าขายกันมากขึ้น และพัฒนาการค้าขายได้เร็ว ด้วยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ในตลาดนัดที่ชาวไทยได้สัมปทานก็มีพ่อค้าแม่ค้าชาวลาวอยู่ไม่น้อย

การค้าขายที่ไม่ได้สักแต่ว่าหาของมาขายไปวันๆ ทว่าได้วิเคราะห์สภาพสังคมไปด้วย ดูเหมือนจะทำให้วีรวัฒน์พัฒนาการค้าขายของตนให้ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้จึงไม่มีพ่อค้าขนมสายไหมอีกแล้ว ด้วยว่าพี่วัดของชาวตลาดนัดเปลี่ยนมาขายกระเป๋าสตางค์หลากแบบแทน และไม่ได้ขายคนเดียวอีกแล้ว เขามีภรรยาสาวชาวลาวเป็นหุ้นส่วนชีวิตที่อยู่เคียงข้างเขาทุกที่ เป็นแม่ค้ากระเป๋าสตางค์และมือขวาพี่วัดผู้ช่วยดูแลชาวตลาดนัด ฉันถามว่า ทำไมเปลี่ยนสินค้า วัฒน์ บอกว่า คนค้าขายเมื่อมีทุนมากขึ้นก็ต้องลงทุนให้มีรายได้มากขึ้นเป็นธรรมดา เขาเริ่มค้าขายจากทุนแค่ 2,000 บาท ก็ลงทุนได้แค่สายไหม เมื่อมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เขาก็ต้องมองหาสินค้าตัวใหม่ที่ทำรายได้มากขึ้น

“สายไหม ขายได้แค่ไหนก็แค่นั้น คือเรานั่งปั่นเช้าจรดค่ำได้สูงสุดอาจจะ 20,000 บาท แต่พอมาลงทุนขายกระเป๋าทั้งวันเคยขายได้สูงสุด 70,000-80,000 บาท แล้วไม่ต้องมานั่งปั่นทั้งวันด้วย อีกหน่อยอาจจะเปลี่ยนสินค้าอีกก็ได้”

วีรวัฒน์ บอกว่า เขาจะดูสินค้าที่คนลาวยังขาดอยู่ แล้วพยายามเฟ้นหาของดีราคาไม่แพงมาตอบสนองความต้องการ ต้องรู้จักลูกค้าก่อนว่าเป็นใคร เรียกได้ว่าเวลาจะซื้อของมาขายเขา จะเห็นหน้าลูกค้าลอยมาก่อนเลยว่าเป็นใคร นั่นคือ การรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่จะเสนอสินค้า และที่สำคัญการค้าขายสิ่งใดก็ตาม ต้องเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย ถ้าไม่ชอบก็เท่ากับฝืนใจขาย

“เราต้องชอบสิ่งที่เราขายอยู่ เวลาขายเราจะได้ขายไปยิ้มไป ไม่ใช่ขายไปหน้าบึ้งตึงไป ลูกค้าไม่มีใครชอบซื้อของกับคนขายหน้าบอกบุญไม่รับ” วีรวัฒน์ หัวเราะขำเมื่อพูดถึงตรงนี้ “เมื่อเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบ เวลาคุยกับลูกค้าเขาจะได้รู้สึกว่าเขาได้สิ่งที่ดีไป”

เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่า เท่าที่ฉันนั่งคุยและดูผู้คนที่เข้ามาเลือกกระเป๋าร้านนี้ ทั้งวีรวัฒน์และภรรยาจะพูดคุยตอบลูกค้าด้วยสีหน้าแจ่มใส ไม่บูดบึ้ง คนที่เข้ามาลูบๆ คลำๆ กระเป๋าส่วนใหญ่ไม่พ้นที่จะยื่นเงินกีบแลกกับกระเป๋าอย่างเต็มใจ

ตัวชี้วัดความสำเร็จของแต่ละอาชีพอาจจะต่างกัน ความสำเร็จของคนค้าขายคงไม่พ้นจำนวนเงินที่ได้มาในกำมือ และสิ่งที่พิสูจน์ความสำเร็จของพ่อค้าตลาดนัดอาเซียนอย่างวีรวัฒน์ก็คงไม่พ้นรายได้ที่พอกพูน จากเงิน 2,000 บาท กับเครื่องทำสายไหมเก่าๆ รถปิกอัพบุโรทั่ง ตอนนี้เขาเป็นพ่อค้าเงินล้าน สามารถซื้อรถหกล้อขนของ ซื้อที่ดินในเวียงจันทน์และมีบ้านอยู่เชียงใหม่

“คนค้าขายในตลาดนัดประสบความสำเร็จก็มาก ล้มเหลวก็เยอะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีสูตรสำเร็จอะไรบ้าง แต่ละคนอาจต้องใช้เวลาในการลองผิดลองถูกต่างกัน สำหรับผมถือว่าตลาดนัดเป็นธุรกิจที่ทำให้ผมอยู่ได้อย่างดี มีอาจารย์ที่เคยสอนหนังสือมาเจอผมที่ตลาดนัด บอกว่า เห็นมั้ย ถ้าขยันเรียนหนังสือก็ไม่ต้องมาเหนื่อยขายของ ผมไม่ได้โต้ตอบอะไร ใจคิดว่านี่คือ สิ่งที่ผมรักและผมก็ประสบความสำเร็จที่น่าพอใจ”

วีรวัฒน์ มุขยวงศ์ ตบท้ายว่า เขาอาจจะเป็นนายวีรวัฒน์ของที่อื่นๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก แต่สำหรับตลาดนัดใน สปป. ลาว เขาคือ “พี่วัด” ที่ใครๆ ก็รู้จัก นี่กระมังความสำเร็จในชีวิตที่ไม่ต้องเป็นพระยาเลี้ยง

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ฤดูกาลเวียนผ่านไปปีแล้วปีเล่า สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวินาที ก็ใครเล่าจะจมอยู่กับที่กับสิ่งเก่าเดิมไปตลอดกาล เฉกชีวิตก็ต้องมีเกิดมีดับยากที่ใครจะฝืน เช่นเดียวกับเรื่องราวของศิลปะศิลปินในแถบถิ่นบ้านเรา ที่ฉันคิดว่าปีหน้าฟ้าใหม่นี้การจัดนิทรรศการศิลปะอาจมีโฉมหน้าเปลี่ยนไป จากการจัดนิทรรศการในหอศิลป์แบบเดิมๆ มาเป็นการจัดนิทรรศการตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ มากขึ้น เรียกว่าใครอยากชมผลงานของศิลปินก็ด้นดั้นกันไปเองเถิดหนา

“เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” คือชื่องานที่กลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกจัดขึ้น หลังจากรวมตัวกันทำงานอนุรักษ์และรณรงค์ให้ผู้คนช่วยกันดูแลผืนป่าแถบนี้มานานกว่า 20 ปี โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน นอกจากพากันเข้าป่าเพื่อเขียนภาพป่าออกมาให้คนทั่วไปได้ชมกัน งานที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีคือ คอนเสิร์ตเพื่อผืนป่าตะวันตก ซึ่งจัดติดต่อกันมาร่วม 20 ปี ในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ซึ่งนอกจากดนตรียังมีนิทรรศการและเสวนาในหัวข้อต่างๆ ตามสถานการณ์ในช่วงนั้น

อย่างหนึ่งที่ทำให้งานคอนเสิร์ตของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นวงดนตรีของ สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตก

นอกจากสุรชัย กลุ่มนี้ยังมีนักดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียง อย่าง มงคล อุทก ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ วสันต์ สิทธิเขตต์ ตุ๊ แครี่ออน ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ และ มานะ ภู่พิชิต ศิลปินสีน้ำมากฝีมือ ที่แม้จะไม่โด่งดังในวงกว้างอย่างคนอื่น ทว่าเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ศิลปินด้วยกัน

การจัดคอนเสิร์ตในพื้นที่เดิมเป็นกิจกรรมรณรงค์ต่อเนื่องมายาวนาน สมาชิกกลุ่มจึงคิดจะจัดกิจกรรมอื่นๆ ขึ้นมาบ้าง ประกอบกับศิลปินในกลุ่มหลายคนมีผลงานศิลปะมากมายที่คนภายนอกรู้จัก ทว่าคนในชุมชนกลับไม่รู้จัก อีกอย่างนั้นที่ฉันคิดเองเออเอง คือการจัดงานศิลปะในชุมชนทางหนึ่งก็เป็นการรณรงค์ให้ชุมชนร่วมรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเปิดพื้นที่แก่คนภายนอกได้เข้ามารู้จักชุมชนมากขึ้นอีกด้วย

ทางกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเลือกเยือนบ้าน มานะ ภู่พิชิต เป็นปฐมฤกษ์ของโครงการ “เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งในอำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร การเดินทางไม่ยาก ตัวบ้านและอาณาบริเวณกว้างขวางก็พร้อมสำหรับการจัดงาน นอกเหนือจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคงอยู่ที่ผลงานอันมากหลายของมานะนั่นเอง

มานะ ภู่พิชิต แนะนำตัวเองไว้พอประมาณว่า เขาเป็นชาวบุรีรัมย์ โดยกำเนิด ร่ำเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นสมัครเป็นบัณฑิตอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่เป็นครูดอยอยู่ในเขตออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น เข้ากรุงเทพฯ ทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง อยู่ประมาณปีกว่าๆ รู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้ตอบสนองความรู้สึกภายในของตัวเอง จึงแสวงหาทางเลือกใหม่ โดยเดินทางลงใต้ไปอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

มานะ ลงใต้ครั้งนั้นหวังจะได้ทำงานศิลปะเต็มที่ แต่ด้วยความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพไปด้วย เขาจึงจำใจทำงานเป็นผู้จัดการบังกะโลบ้าง ขายเสื้อยืดให้นักท่องเที่ยวบ้าง ทำไป ทำมา ก็จมอยู่กับการหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองเป็นเวลา 10 ปี จนแทบจะลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก ปี 2538 จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง หวังที่จะสร้างงานศิลปะ โดยทิ้งธุรกิจร้านค้าไว้ที่เกาะสมุยอย่างไม่มีอะไรติดตัวมา

ช่วงปีนั้นเองที่มีการก่อตั้งกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินหลากหลายสาขา ทั้งนักดนตรี นักเขียน กวี จิตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ยอมรับในวงการ วสันต์ สิทธิเขตต์ เพื่อนสนิทซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ได้ชักชวนให้เข้ากลุ่ม มานะเห็นว่าจุดประสงค์ของกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับสังคมให้มาสนใจธรรมชาติและช่วยกันอนุรักษ์ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม

นับจากนั้นมาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาร่วม 20 ปี

ทุกวันนี้เพื่อนๆ มักจะเรียกขานมานะว่าเป็นศิลปินชาวนา เพราะเขาได้พบรักและสมรสกับพยาบาลสาวชาวพิจิตรที่เข้ามาร่วมกิจกรรมของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกอยู่เนืองๆ พื้นเพครอบครัวภรรยามานะเป็นชาวนา นอกจากการทำหน้าที่พยาบาลตามที่ร่ำเรียนมา ยังประกอบอาชีพทำนาไปด้วยพร้อมกัน มานะซึ่งเป็นศิลปินไม่ต้องเข้างานเป็นเวลาอย่างข้าราชการพยาบาล เขาจึงมีหน้าที่ดูแลบ้านและทุ่งนา

จึงได้สมญานาม ศิลปินชาวนา

ด้วยบุคลิกที่แตกต่างไปจากชาวบ้านแถวนี้ ทำให้ชาวบ้านงุนงงไม่น้อยว่า มานะมีอาชีพอะไรกันแน่ บ้างถึงแก่กระซิบกันว่า ชายคนนี้ท่าจะสติไม่ค่อยสมประดีนักหรอกนะ เมื่อผ่านงานเยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปินครั้งนี้แล้วชาวบ้านน่าจะเข้าใจเขามากขึ้น เพราะนอกจากผลงานศิลปะที่ติดเต็มบ้านให้ได้ยล ในตอนเช้ายังมีกิจกรรมที่ครูนำเด็กนักเรียนมาเรียนรู้งานศิลปะกับศิลปินอีกด้วย เป็นบรรยากาศที่งดงามเปี่ยมด้วยความรู้

ฉันเชื่อว่าปีหน้าการจัดแสดงงานศิลปะลักษณะนี้จะมีมากขึ้น แทนที่ศิลปินจะต้องออกไปงอนง้อขอใช้สถานที่แสดงงานศิลปะ หนำซ้ำอาจต้องเสียค่าสถานที่และหักเปอร์เซ็นต์จากการขายผลงานอีกไม่น้อย สู้จัดที่บ้านตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ใครอยากเสพชมผลงานศิลปะก็มาที่บ้าน

และที่สำคัญ ผู้ชมจะได้รู้จักตัวตนของศิลปินมากขึ้น คนในชุมชนก็จะได้รู้จักเรียนรู้ศิลปะศิลปินที่อยู่ใกล้ตัว อีกทั้งยังเป็นการเปิดโลกชุมชนออกสู่คนภายนอกอีกด้วย ทั้งยังสามารถต่อยอดจากงานศิลปะออกไปได้อีกหลายเรื่อง ถ้ารู้จักที่จะทำ

บางทีความมั่นคงยั่งยืนของชุมชนแท้จริงแล้วอาจเริ่มง่ายๆ ได้จากศิลปะนี่เอง

แต่เขาก็ถือว่างานศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือในแผ่นกระดาษเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วศิลปะแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต นับแต่เราลืมตาขึ้นจนถึงสิ้นลม ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ ที่เหมือนจะไร้คุณค่า การกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ขัดถู ดูแลต้นไม้ใบหญ้า ความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติ พี่-น้อง พ่อ-แม่ ลุง-ป้า น้า-อา เพื่อนฝูง สังคม ประเทศ จนถึงโลกและจักรวาล ล้วนแต่ต้องการศิลปะทั้งนั้น เป็นทั้งการศึกษาและให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ไปพม่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่เคยได้โดยสารรถไฟเลยสักครั้ง เดินทางภายในประเทศโดยมากจะอาศัยรถโดยสาร สมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วรถโดยสารพม่าเป็นรถเก่ามาจากเกาหลีและญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นอย่าถามเลยว่าสภาพมันจะเรี่ยมเหลือทนแล้วนั่นสักแค่ไหน ตอนซื้อตั๋วเขาว่าเป็นรถ วีไอพี ติดแอร์ ก็จริงเพียงแต่แอร์มันเสียเท่านั้นเอง จะให้ทำไงล่ะพี่น้องผู้โดยสาร

สภาพรถโดยสารข้ามจังหวัดของพม่าในยุคนั้นทำให้ขยาดรถไฟพม่าไปโดยปริยาย เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะมีรถไฟไทยเราเป็นตัวเปรียบเทียบ ประมาณว่า โถๆๆๆ ขนาดรถไฟชั้นสามหรือกระทั่งชั้นสองนอนแอร์ สภาพยังไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่ แล้วรถไฟพม่าซึ่งคนไทยบอกว่าประเทศเขาล้าหลังกว่าบ้านเราราวสามสิบปี จะขนาดไหนกันเล่า

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี่เองที่ฉันสบโอกาสได้นั่งรถไฟพม่า โดยการชักนำของเพื่อนผู้ประกอบธุรกิจด้านการค้าการขายอยู่ในพม่า จบจากการค้าขายเธอชวนฉันท่องเที่ยวไปตามประสา ฉึกฉักกันไปตามประสาสาวสูงวัยกับรถไฟพม่า เรานัดพบกันที่มัณฑะเลย์ เธอจับรถโดยสารมาจากย่างกุ้ง ฉันบินไปจากบางกอก และเราจะเริ่มต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟมัณฑะเลย์ มุ่งสู่พินอูลวิน Pyin Oo Lwin เป็นเบื้องแรก

วางแผนกันว่าจะนอนพินอูลวินสักสองคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศเมืองตากอากาศของนักล่าอาณานิคม

ยุคอังกฤษครอบครองพม่า จากนั้นเราจะต่อไปสีป้อเพื่อพบกับเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งของชาวฉานหรือไทยใหญ่ ซึ่งสูญเสียบ้านเมืองให้กับพม่า

ประกอบกับเรื่องราวนวนิยายจากชีวิตจริง “สิ้นแสงฉาน” ที่อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อเป็นผู้เขียน และได้กลายเป็นภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว เรียกความสนใจให้ฉันอยากไปเห็นหอตะวันออก หรือวังอันเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าแห่งสีป้อกับมหาเทวีในช่วงนั้น

ใครนะกล่าวไว้ว่า “บ่อยครั้งสิ่งที่พานพบระหว่างทาง ก็สำคัญไม่น้อยกว่าจุดหมายปลายทาง” มันเป็นความจริงที่ฉันพบเจอหลายต่อหลายครั้งในการเดินทาง บางแห่งหนฉันจบการเดินทางก่อนจะถึงปลายทางเสียด้วยซ้ำ

แม้ครั้งนี้จะไม่ถึงกับหยุดลงตรงระหว่างทาง กระนั้นสิ่งที่พบระหว่างทางที่เราไปกันแบบถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง…ในครานี้ก็แสนจะประทับใจยิ่งยวด

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันชมชอบการเดินทางโดยรถไฟ เคยเขียนเอาไว้ว่าไม่มีวิธีเดินทางแบบไหนที่ได้อารมณ์ของการเดินทางแท้จริงเท่ากับการโดยสารรถไฟ ในวัยสาวฉันจะโดยสารรถไฟไปในทุกที่ ที่ทางรถไฟไปถึง สิ่งหนึ่งที่ฉันหลงใหลเสน่ห์ของรถไฟ อาจเป็นเพราะวัยเด็กของฉันแนบแน่นอยู่กับรถไฟ บ้านของเราในบ้านพักข้าราชการที่บ่อยาง จังหวัดสงขลา อยู่หลังสถานีรถไฟ โดยมีทุ่งโล่งกั้น ฉันกับพี่ครั้งเรายังเด็กมักจะเดินลัดทุ่งโล่งนี้เพื่อไปยังสถานีรถไฟ ไปนั่งดูรถไฟแล่นฉึกฉัก ไปดูควันโขมงพ่นออกมาจากหัวรถจักร ถ้าพอมีสตางค์ติดตัว เราก็จะเดินเข้าไปในร้านค้าของสถานี หาซื้อขนมที่อยู่ในขวดโหล แต่นั่นเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ ด้วยว่าบ้านเรามีขนมที่แม่กับแม่เฒ่าทำกินเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อขนมตามร้านค้ากิน

ฉันมาห่างเหินรถไฟเอาเมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตเร่งรีบขึ้น การเดินทางด้วยเรือบินที่ใช้เวลาไม่นานจึงเริ่มเข้ามาสู่วิถีเดินทางบ่อยครั้ง กลับมาโดยสารรถไฟอีกครั้งที่ประเทศพม่าหนนี้ เท่ากับได้รำลึกความหลังเอาเลยทีเดียว

เราเริ่มการเดินทางจากสถานีรถไฟมัณฑะเลย์ เมื่อราวๆ ตีสี่ครึ่ง แต่มาถึงสถานีตั้งแต่ตีสามเพื่อซื้อตั๋ว แสงสลัวที่สาดไปตามรางรถไฟและกลิ่นอายอบอวลนั้น ชวนให้รำลึกชาติได้จริงๆ เมื่อขึ้นไปบนโบกี้ ฉันก็พบว่ารถไฟพม่าไม่ได้โหดอย่างที่จินตนาการถึง หรืออาจเป็นว่าขบวนนี้ผู้โดยสารไม่มาก อีกอย่างนั้นโบกี้ที่เรานั่งจัดไว้เฉพาะชาวต่างชาติ ที่นั่งเบาะเก่าๆ แต่หุ้มปลอกสีขาว นั่งพิงเอนสบายๆ ที่กว้างพอเหยียดขาเหมาะกับผู้สูงวัยที่ข้อเข่าไม่ค่อยจะดี

รถเคลื่อนตัวตรงเวลา สองข้างทางยังตกอยู่ในความมืด เพราะไฟฟ้าที่พม่ายังสว่างไม่ทั่วถึง ช่วงไหนผ่านชุมชนจะเห็นดวงไฟวอมแวม ผู้คนคงตื่นขึ้นมาหุงหาข้าวปลาอาหาร เมื่อรถจอดที่สถานีแรกผู้โดยสารบางคนรีบลงไปหาซื้อของกิน ฉันชะโงกมองเห็นแม่ค้ากำลังกระวีกระวาดตักข้าวเหนียวกับถั่วให้ลูกค้ามือเป็นระวิง คาดว่าต่อจากนี้คงหาซื้อของกินยากแล้ว แต่เราสองคนไม่ได้ซื้อหาของกิน เพราะมีข้าวกับปลานึ่งและผักที่สั่งจากร้านค้าหน้าที่พักเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

รถไฟเคลื่อนตัวบดขยี้ล้อเหล็กพร้อมๆ กับเวลาที่หมุนไปช้าๆ ลมโกรกเข้ามาทางบานหน้าต่าง บางช่วงฝนตกสาดฝอยบางๆ เข้ามาจนต้องหับหน้าต่างลง ครั้นฝนหยุดก็ยกหน้าต่างขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องการจากรถไฟในยามนี้คือทิวทัศน์ที่แล่นผ่านหน้าต่าง ขณะที่แสงทองรำไรจากขอบฟ้า

แล้วก็นับเป็นวาสนาของฉันจริงๆ เมื่อกิ้งกือยักษ์กำลังเคลื่อนตัวผ่านเทือกเขาแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับที่แสงอาทิตย์เริ่มเรื่อเรืองบางเบา ภูเขาสีน้ำเงินจัดจึงปรากฏอยู่ในสายตาแล้วอย่างช้าๆ สีของมันค่อยๆ แจ่มจ้าขึ้น สีน้ำเงินจัดกลายเป็นสีเขียวเข้มจนอ่อนจางตามสายแดดที่สาดลงมา มหัศจรรย์แก่สายตายิ่งนักแล้ว

นอกจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่ชวนตื่นตาฉ่ำใจ ตลอดเส้นทางรถไฟยังมีชุมชน ผู้คนที่ชวนให้มองอย่างเพลินเพลิด อีกทั้งนึกอยากหยุดพักระหว่างทาง แต่ก็ตัดสินใจไปให้ถึงปลายทางที่มุ่งหมายจะดีกว่า เพราะข้างหน้านั้นเราก็ยังไปไม่ถึง ยังสัมผัสไม่ได้เช่นกัน

รถไฟไปช้าๆ อย่าไปใจร้อน มัณฑะเลย์ไปพินอูลวินระยะทางไม่ไกลเลย บนถนนบ้านเราอาจใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า แต่กับรถไฟเราถึงพินอูลวินน่าจะเกือบเที่ยง ช่วงที่รู้ว่าถึงพินอูลวินแล้วสัมผัสได้ถึงสายลมหนาวอ่อนๆ พอให้สบายตัว ฉันนึกถึง คำว่า เมืองตากอากาศของชาวอังกฤษยุคอาณานิคม แล้วรู้สึกว่าน่าจะจริง เพราะขณะที่มัณฑะเลย์ร้อนอ้าว ที่พินอูลวินกลับได้กลิ่นลมหนาวบางเบา

เอาละพินอูลวิน ไม่เสียแรงที่มาถึงแบบ…ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

คนมะริด ไม่คิดสั้น (ตอน 1

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

คนมะริด ไม่คิดสั้น (ตอน 1)

ชื่อ มะริด ติดหูฉันมานานเน โดยเฉพาะเมื่อราวสิบปีก่อนที่ลงไปถ่ายทำสารคดี ชุด “ผู้มาจากดินแดนที่เสียไป” ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่น หรือคนไทยที่อยู่ในเขตแดนอันเคยเป็นของไทยก่อนที่กลายเป็นดินแดนของพม่า ในยุคอังกฤษเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมประเทศพม่า และมีการปักปันเขตแดนกันใหม่ ทำให้หลายเมืองในขอบเขตที่ชนแดนกับพม่า ต้องกลายเป็นเขตประเทศพม่าไป

ประชาชนไทยที่อยู่ในเขตนั้นจึงหมดสภาพความเป็นคนไทยไปโดยปริยาย อีกทั้งยังไม่สามารถเป็นพลเมืองพม่าเต็มขั้น คิดย้อนไปก็เศร้า เมื่อนึกถึงคนที่เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองกลายเป็นพลเมืองอื่นในแผ่นดินเกิด

มะริด เป็นชื่อหนึ่งที่ฉันได้ยินคนไทยพลัดถิ่นเอ่ยถึง นอกนั้นยังมีชื่อ สิงขร เกาะสอง ปกเปี้ยน ตะนาวศรี ที่เล่ากันว่ามีคนไทยติดแผ่นดินอยู่

ตามประวัติศาสตร์บอกว่า ก่อนที่จะเกิดอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะ สุโขทัย และอยุธยา ตะนาวศรีเคยเป็นรัฐอิสระมาก่อน สยามประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่แผ่อาณาจักรไปกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมถึงตะนาวศรีนั้น มีมะริดและภูเก็ตเป็นเมืองท่าสำคัญ ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าในอดีตกาลมะริดจะเป็นที่หมายปองของเหล่านักล่าอาณานิคมมากแค่ไหน

ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พม่ายกกองทัพมาตีเมืองทวาย ซึ่งขณะนั้นแข็งเมืองอยู่ และได้ยกพลตามมาตีเมืองมะริดและตะนาวศรี หลังจากนั้น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้พยายามยกทัพไปตีเมืองทวายคืนจากพม่า แต่ไม่สำเร็จ ทว่าในอีก 4 ปีต่อมา เมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ก็มาขอขึ้นกับไทย

ยุคนี้เองที่มีคำกล่าวว่า มะริด กับทวาย นั้น คล้ายกับถูกพม่ากับไทยชักลากกันไปมา

กระทั่งถึงยุคนักล่าอาณานิคมที่อังกฤษเริ่มเข้ายึดหัวเมืองชายฝั่งทะเลของพม่า รวมทั้งตะนาวศรี มะริด และทวาย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภาคตะนาวศรี อันตรงกับยุคสมัยของไทยในรัชกาลที่ 3 อังกฤษได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจทำแผนที่ เพื่อจะได้รู้จักสภาพภูมิประเทศ ทรัพยากร และขอบเขตของเมืองที่ตนยึดได้ เมื่อมาถึงทิวเขาตะนาวศรีจึงได้ทราบว่า ฝั่งตะวันออกของทิวเขาตะนาวศรีเป็นอาณาเขตของประเทศไทย ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 4 อังกฤษได้ส่งข้าหลวงใหญ่ประจำอินเดียมาติดต่อกับรัฐบาลไทย เพื่อขอให้มีการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับพม่าเป็นการถาวร

นับแต่นั้น ชีวิตของคนไทยที่อาศัยอยู่ในตะนาวศรีมาแต่เดิม จึงเปลี่ยนแปลงอย่างเจ็บปวดเรียกคืนไม่ได้

หลังห่างจากเรื่องราวของคนไทยพลัดถิ่นไปนาน ฉันก็เริ่มเลือนๆ ชื่อมะริด ด้วยว่ามีเมืองอื่นๆ อีกมากที่รอให้เดินทางไปเทียวหา กระทั่งแว่วข่าวว่า มีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นที่มะริด ประจวบเหมาะกับข่าวที่ว่ามีการเปิดด่านสิงขรให้ข้ามไปฝั่งพม่าได้ และสามารถเดินทางไปถึงมะริดโดยทางรถ ฉันจึงคิดถึงมะริดขึ้นมาอีกครั้ง

เหมือนจะเป็นคนมีโชคอยู่บ้าง ที่เมื่อคิดก็ได้สมใจนึก เมื่อไม่นานเดือนที่ผ่านมา “โครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารสุขภาวะชุมชนข้ามพรมแดน” ได้ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปกับทริปนักข่าว ลงพื้นที่ชุมชนที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฉันรีบรับปากอย่างไม่อิดเอื้อน จากนั้นก็นับเวลารอ

หนนี้เราไม่ได้เดินทางด้านด่านสิงขร เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน ไม่แน่ใจว่าสภาพถนนจะทุลักทุเลแค่ไหน และการเดินทางอาจใช้เวลานานเกินไป เราจึงเดินทางด้วยเครื่องบินไปลงย่างกุ้ง นอนเล่นที่ย่างกุ้งเสียคืนหนึ่ง รุ่งเช้าจึงบินต่อไปลงมะริด แรกฉันออกจะหวาดเสียวกับสายการบินภายในของพม่า แต่ปรากฏว่าเขาเหินฟ้าได้นุ่มนวลเลยทีเดียว

เที่ยวบินนี้ไม่ได้บินตรงจากย่างกุ้งไปมะริด ทว่าเป็นเที่ยวบินที่แวะส่งและรับคนที่ทวายก่อน จากนั้นจึงบินไปจอดมะริดและบินต่อไปจบเที่ยวบินที่เกาะสอง ขากลับก็เช่นเดียวกัน จากเกาะสองจอดมะริด ทวาย ก่อนไปย่างกุ้ง พวกเราคุยเล่นกันว่า จอดรับคนตลอดเหมือนรถโดยสารบ้านเรา ที่เรียกกันว่า รถแดง หนำซ้ำถ้าโบกระหว่างทางได้ก็คงโบกกันมาตลอดทางซินะ

เที่ยวบินขากลับไม่มีเลขที่นั่ง เจ้าหน้าที่สายการบินบอกว่า เลือกเอาตามสะดวก ฉันว่าน่ารักดี มันทำให้ดูเหมือนว่าการเดินทางโดยเครื่องบินไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดารสักเท่าไหร่ มีเงินก็ซื้อตั๋วบินได้ ต่างกับสายการบินแพงๆ บางสายที่เชิดหยิ่ง ราวกับวิเศษเสียเต็มประดา ทั้งที่ข้างในกลวงใกล้ล้มละลายอยู่ไม่กี่วัน

ช่วงที่เหินอยู่เหนือน่านฟ้ามะริดและเครื่องบินลดระดับ พวกเราต่างตื่นตากับทิวทัศน์เบื้องล่าง ผืนน้ำทะเลเขียวสดใสกับหมู่เกาะเรียงรายอยู่ใต้หมู่เมฆ แว่วเสียงอุทานว่า อยากมาเที่ยวเกาะข้างล่าง บางคนถึงกับจินตนาการเห็นก่าบาง เรือของชาวมอแกนจอดอยู่เป็นกลุ่ม ด้วยว่าทะเลมะริดยังมีชาวมอแกนอาศัยอยู่ไม่น้อย บางข้อมูลบอกว่า พวกเขายังอยู่ในเรือที่เรียกว่า ก่าบาง คือเรือมอแกนแบบเดิมที่ใช้ล่องไปในเวิ้งทะเลคราม ในเรือจะเป็นทั้งที่กิน อยู่หลับนอน ทำมาหากิน และจะแวะพักหลบลมตามเกาะต่างๆ ในช่วงมรสุม

ช่างเป็นวิถีในอุดมคติที่พวกเราหลายคนใฝ่ฝันอย่างได้ยลสักครั้งสองครั้ง ในชีวิตนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะฝันกระเจิดกระเจิงตามภาพทะเลที่เห็นเบื้องล่าง ก็ต้องดึงมาสู่ภาพปัจจุบันว่า เรากำลังถึงมะริด และสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อไปคือ การลงพื้นที่ฟังเสียงชาวบ้าน และหาข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

โครงการที่เป็นทุนจากประเทศไทยเรานี่เอง

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

เมล็ดข้าวใหญ่ (จบ)

หอไตร หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า สิมน้ำ สร้างอยู่กลางน้ำบ้านนาเวียง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านเลยทีเดียว เพราะเป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุโบราณและสมบัติพัสถานล้ำค่าที่ชาวบ้านนาเวียงนำติดตัวจากบ้านเดิมในเขตประเทศลาว

แรกที่เลือกสถานที่สร้างสิมน้ำนี้ ชาวบ้านเล่าว่า ได้พื้นที่หนองน้ำที่ค่อนข้างตื้นเขิน จึงต้องขุดลอกใหม่ ปรากฏว่าขุดพบกระดูกสัตว์และเขากวางทับถมกันมากมาย สิมน้ำหรือหอไตรนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเล่าขานต่อกันไป กระทั่งผู้คนจากบ้านข้างเคียงย้ายมาอาศัยพึ่งบารมีด้วย

สิมน้ำ หรือต่อมามีชื่อเป็นทางการว่า “หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์” เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับลาว สร้างด้วยช่างฝีมือชั้นเลิศละเอียดงดงามอย่างยิ่ง เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานที่จารด้วยอักษรธรรมโบราณห่อด้วยผ้าซิ่นไหม เก็บไว้ในกูบหลังช้างอีกที ทั้งหมดทั้งสิ้นนับได้ จำนวน 198 มัด แยกได้ 1,553 ผูก เนื้อหาในคัมภีร์มีทั้งตำรายาสมุนไพร นิทานก้อม สถานที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ในหอไตรยังมีพระพุทธรูปสำคัญๆ ของบ้านนาเวียง

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ นำมาจากหมู่บ้านดั้งเดิม ที่ฉันวาดหวังว่าจะต้องไปให้เห็นกับตาสักครั้ง

กระทั่งถึงวันดีที่ปลอดโปร่ง มีเพื่อนร่วมเดินทางที่ว่างพร้อมกัน ฉันจึงตัดสินใจขึ้นรถไฟไปลงหนองคายและข้ามพรมแดนไปเวียงจันท์ ซึ่งได้ติดต่อกับชาวลาวคนหนึ่งที่เรารู้จักกันครั้งเขามาประชุมสัมมนาที่กรุงเทพฯ เรานัดแนะให้เขาหาเช่ารถยนต์ราคาไม่แพงไว้ให้ ก็ได้รถยนต์คันใหม่นั่งสบายล่องไปบนถนนเป็นคลื่นลอน จนรู้สึกสงสารเจ้าของรถ

จุดหมายปลายทางที่เราจะไป ฉันได้ข้อมูลคร่าวๆ จาก กำนันบุญจันทร์ แห่งบ้านนาเวียง ซึ่งเคยเดินทางไปเยี่ยมยามพี่น้องมาแล้ว แต่คณะของกำนันเดินทางไปจากไชยะบุลี แต่ครั้งนี้เราไปกันทางเวียงจันท์ จำได้แค่ว่าชื่อหมู่บ้านสามหมื่น อยู่ในเมืองเฟียง (ฟาง) เขตพระนครเวียงจันท์

ฉันจำเส้นทางไม่ได้ชัดเจนนัก เพราะเวลาผ่านมานานปีแล้ว จำได้แค่ว่าเรานั่งรถออกจากเวียงจันท์ ผ่านทางแยกที่จะไปวังเวียง จากนั้นก็เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางที่ถนนไม่ค่อยดีนักและรถราก็ไม่จอแจอย่างเวียงจันท์ ใช้เวลานานชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้าน เพราะยิ่งไกลเส้นทางก็ยิ่งทุรกันดาร รถยนต์คันงามค่อยๆ ขยับโยกเยกไปบนถนนดินแดงเป็นหลุมเป็นบ่อ ทว่าสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สลับท่านาเพลิดเพลินจนลืมท้องไส้ที่โยนไปโยกมา

แม้เวลาจะผ่านมานานปี กระนั้นฉันก็จดจำบรรยากาศหมู่บ้านสามหมื่นได้ ท้องฟ้าวันนั้นสว่างไสว มีก้อนเมฆเคลื่อนที่เป็นหย่อมๆ แดดแรง แต่ไม่รู้สึกร้อนเท่าใดนัก ด้วยสายลมที่พัดโบกอยู่ตลอดเวลา บ้านไม้ทรงเก่าใต้ถุนสูง สร้างด้วยฝีมือชาวบ้าน คล้ายๆ หมู่บ้านภาคอีสานของบ้านเราที่ยังไม่เปลี่ยนเป็นบ้านปูน ใต้ถุนบ้านบางหลังยังมีแม่ใหญ่นั่งกรอฝ้ายทอผ้า

เสียงในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบ ยังเป็นเวลาที่ชาวบ้านอยู่ตามไร่นา มีเพียงคนแก่อยู่โยงเฝ้าบ้าน หลังจากที่เราเดินเตร่อยู่ในหมู่บ้านไม่นาน ก็มีพ่อใหญ่คนหนึ่งเดินออกมาทักทาย ฉันบอกไปตามความเป็นจริงว่าเดินทางมาที่นี่ตามที่รู้มาจากชาวบ้านนาเวียงว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมาพู้น พ่อใหญ่พยักหน้าอย่างเข้าใจและบอกว่าเรื่องนี้ต้องคุยกับผู้เฒ่าอีกคน ซึ่งเป็นรุ่นพ่อของพ่อใหญ่อีกที เป็นผู้เฒ่าที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของหมู่บ้านนี้ที่รู้ประวัติความเป็นมาในยุคก่อนโน้น จากนั้นแกก็เรียกเด็กๆ ให้วิ่งไปตามผู้เฒ่าซึ่งอยู่บ้านอีกหลังไม่ไกลนัก

เรานั่งคุยกันใต้ถุนบ้านหลังหนึ่ง ระหว่างนั่งรอ ผู้เฒ่าพ่อใหญ่เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านสามหมื่นเป็นคนไทพวน เดิมทีอยู่ที่เชียงขวาง ได้อพยพหนีพวกจีนฮ่อมาปักหลักที่นี่กลุ่มหนึ่ง และแยกไปอยู่บ้านนากลาง ไม่ไกลจากที่นี่อีกกลุ่มหนึ่ง ใกล้ๆ บ้านสามหมื่นมีภูเขาสูงชันอยู่ลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า ผาท่อหน่อคำ เชื่อกันว่าบนยอดภูนั้นมีหน่อคำอยู่ แต่ไม่มีใครสามารถปีนป่ายไปเอามาได้ เพราะความสูงชันของหน้าผา

คุยกันอยู่ไม่นาน พ่อเฒ่าที่ถูกตามตัวอย่างไม่รู้ตัว ก็ซ้อนรถเครื่องมาถึง ความชราทำให้หูพ่อเฒ่าไม่ค่อยดีดุจเดิม แต่ความจำยังเป็นเลิศ หลังจากฟังฉันเท้าความแล้ว พ่อเฒ่าก็บอกว่าที่เรารู้มาจากบ้านนาเวียงเป็นเรื่องจริง เมื่อประมาณ 300 ปีก่อน มีเชื้อเจ้าสามพี่น้องพาไพร่พลอพยพไปจากที่นี่ ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ทางฝั่งไทย การอพยพครั้งนั้นนอกจากไพร่พลจำนวนหนึ่งแล้ว ยังนำช้างม้าบรรทุกสิ่งของสำคัญไปด้วย

ฉันไม่ได้ซักไซ้รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติอันมากค่าเหล่านั้น เพราะเกรงจะเป็นการย้ำรอยที่ไม่ควรรื้อฟื้น เพียงได้รู้ว่าสิ่งที่เราฟังมาเป็นเรื่องจริง ก็ปลาบปลื้มเพียงพอแล้ว ที่ได้พบบ้านพี่น้องสองประเทศของจริงไม่อิงแค่เรื่องเล่า

ฉันถามถึงเรื่องเมล็ดข้าวใหญ่บ้าง พ่อเฒ่าเล่าตำนานเมล็ดข้าวซึ่งคล้ายๆ กับที่ฟังมาจากชาวบ้านนาเวียงและที่อื่นๆ ส่วนเมล็ดข้าวใหญ่ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเทพแห่งเมล็ดข้าว เคยมีอยู่ที่บ้านสามหมื่น แต่หายสาบสูญไปนานเนิ่นแล้ว เมล็ดข้าวใหญ่แกะสลักจากท่อนไม้ มีเรื่องเล่าว่า มีของศักดิ์สิทธิ์อยู่สามสิ่งที่นำติดตัวไประหว่างอพยพ แต่หายไปสองสิ่งคือ เมล็ดข้าวใหญ่ กับหัวเซี่ยงเมี่ยง

ยังมีอีกหลายเรื่องราวที่ได้ฟังจากผู้เฒ่าและพ่อใหญ่ แต่มันเลือนผ่านไปพร้อมกาลเวลาที่แล่นลิบไปข้างหน้า ยังคงรอยจำบางอย่างที่ประทับอยู่ไม่ลบเลือน ฉันตั้งความหวังว่าจะกลับไปที่หมู่บ้านสามหมื่นอีกครั้ง แต่ผ่านมานานปีก็ยังไม่มีโอกาส

อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปตามหาหมู่บ้านสามหมื่นครั้งนี้นับว่าเกินคุ้ม เพราะมีสิ่งที่ยืนยันความเชื่อของฉัน ว่าคนลาวกับคนอีสานนั้นไม่ใช่อื่นไกลจริงๆ ไม่ใช่พี่น้องแค่ชื่อเรียกหรือวัฒนธรรม แต่เป็นพี่น้องที่เชื่อมร้อยกันทางสายรก ซึ่งลึกเกินจะขุดค้นได้หมด

%d bloggers like this: