อาหารสร้างอาชีพ

All posts tagged อาหารสร้างอาชีพ

ทำอาชีพเดียวเสี่ยงไป นักข่าวสาว ขาย “ปลาทูต้มหวาน” สูตรโบราณ เสริมรายได้

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

อาหารสร้างอาชีพ

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน

ทำอาชีพเดียวเสี่ยงไป นักข่าวสาว ขาย “ปลาทูต้มหวาน” สูตรโบราณ เสริมรายได้

สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การทำงานที่รับแต่เงินเดือนอย่างเดียว อาจจะเสี่ยงเกินไปในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

ดังนั้น การหาอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วยโดยไม่กระทบกับหน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ จึงเป็นทางเลือกที่ดี

เช่นเดียวกับ คุณซิน-สุมนา แจวเจริญวงศ์ วัย 44 ปี ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับบทบาทนักข่าวภาคสนาม ช่อง 3 ของเธอ ด้วยว่า เห็นจากหน้าจอทีวีบ่อยๆ

นอกจากการทำงานในอาชีพนักข่าวแล้ว วันนี้ คุณซินสวมบทบาท คุณแม่ ของน้องชะเอม วัย 2 ขวบ ซึ่งชื่อแบรนด์ปลาทูต้มหวานที่เธอทำอยู่ ก็มาจากชื่อลูกสาวตัวน้อยของเธอนั่นเอง

คุณซิน เล่าว่า ปลาทูต้มหวาน เดิมทีเป็นธุรกิจของครอบครัว ตั้งแต่สมัยคุณย่า เมื่อสักราว 50 ปีมาแล้ว ด้วยพื้นเพเป็นชาวอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คุณย่าทำปลาทูต้มหวาน และนำไปหาบเร่ขายยังเมืองคอน (จ.นครศรีธรรมราช) สืบต่อจากคุณย่า ก็เป็นคุณป้า ที่ปัจจุบันยังยึดอาชีพนี้ โดยมีญาติที่เป็นคุณอามีเรือประมงออกหาปลาทู ได้ปลาทูคุณภาพ สามารถคัดตัวสวยๆ มาทำได้เอง

สำหรับปลาทูต้มหวาน สูตรคุณย่านี้ ต้องเคี่ยวถึง 7 วัน 7 คืน จนก้างนิ่ม กินได้ทั้งตัว โดยก่อนนำไปเคี่ยว ก็ใช้ไม้ไผ่ หรือชานอ้อยวางปูพื้น เอาปลาทูวางซ้อนๆ กัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลอ้อย และน้ำปลา สมัยที่คุณย่าทำ ปลาทูเก็บได้ไม่ถึงเดือน แต่มาถึงปัจจุบันที่คุณป้าทำ ใช้เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อ หม้อนึ่งความดัน เข้ามาช่วย รวมทั้งแพ็กอย่างดี ทำให้เก็บได้นานถึง 5 เดือนในอุณหภูมิปกติ โดยไม่ใช้สารกันบูด

ปลาทูที่ใช้ก็เป็นปลาคัดพิเศษ ให้ขนาดเท่าๆ กัน ตัวหนึ่งน้ำหนักราว 2 ขีดนิดๆ จำหน่ายเป็นแพ็ก แพ็กละ 3 ตัว ราคา 100 บาท โดยคุณซินนำมาแพ็กใหม่ และติดสติ๊กเกอร์ “ปลาทูนู๋ชะเอม” จำหน่ายในแบรนด์ของตัวเอง

จุดเริ่มต้นที่จำหน่าย คุณซิน เล่าว่า เกิดจากความคิดช่วยเพื่อนนักข่าวที่ตกงาน เพื่อนๆ ก็จะเรี่ยไรเงินกันไปช่วย แต่ครั้นจะไปขอเงินกันดื้อๆ ก็เกรงใจ เลยเป็นว่า ขายปลาทูดีกว่า แล้วเอากำไรไปช่วยเพื่อน ด้วยแนวคิดนี้ เพื่อนก็ช่วยกันซื้อ จากนั้น ปากต่อปาก ก็กลายมาเป็นสินค้าประจำตัวคุณซิน ที่เพื่อนมักถามหา และซื้อขายกันเองในแวดวงเพื่อนนักข่าว และมาในระยะหลังนี้ ก็เริ่มมีลูกค้ารู้จักมากขึ้น สั่งให้ไปส่งในจังหวัดต่างๆ

ในแต่ละเดือน คุณป้าของคุณซิน ผลิตปลาทูต้มหวาน อยู่ที่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ราว 5,000-6,000 ตัว และคุณซินก็นำมาช่วยขายได้ราว 100 แพ็กหรือประมาณ 300 ตัว ต่อเดือน ซึ่งหากใครสั่งเกิน 20 แพ็กขึ้นไปก็ส่งฟรี แต่ปกติเพื่อนๆ สั่งซื้อก็ฝากๆ กันไป

นี่เป็นเรื่องราว การทำอาชีพเสริมของนักข่าวสาว ช่อง 3 ที่ตอนนี้มองการณ์ไกล เล็งปั้นเป็นธุรกิจแล้ว

และสำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การได้หารายได้เสริมที่ไม่กระทบกับงานหลัก ก็นับเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน หากแต่มีคำถามว่าจะทำอะไรดี”” อาจจะต้องย้อนกลับไปมองว่า “หน้าตัก” มีอะไร

“หน้าตัก” ในที่นี้หมายถึง บางคนมีทำเล บางคนมีสูตรอาหาร มีพื้นฐานธุรกิจครอบครัว หรือกระทั่งมีความชอบ เหล่านี้ล้วนนำมาต่อ

ยอดให้เป็นอาชีพเสริมได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องลงมือทำ เท่านั้นเองสำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การทำงานที่รับแต่เงินเดือนอย่างเดียว อาจจะเสี่ยงเกินไปในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

ดังนั้น การหาอาชีพเสริมควบคู่ไปด้วยโดยไม่กระทบกับหน้าที่การงานที่รับผิดชอบอยู่ จึงเป็นทางเลือกที่ดี

เช่นเดียวกับ คุณซิน-สุมนา แจวเจริญวงศ์ วัย 44 ปี ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับบทบาทนักข่าวภาคสนาม ช่อง 3 ของเธอ ด้วยว่า เห็นจากหน้าจอทีวีบ่อยๆ

นอกจากการทำงานในอาชีพนักข่าวแล้ว วันนี้ คุณซินสวมบทบาท คุณแม่ ของน้องชะเอม วัย 2 ขวบ ซึ่งชื่อแบรนด์ปลาทูต้มหวานที่เธอทำอยู่ ก็มาจากชื่อลูกสาวตัวน้อยของเธอนั่นเอง

คุณซิน เล่าว่า ปลาทูต้มหวาน เดิมทีเป็นธุรกิจของครอบครัว ตั้งแต่สมัยคุณย่า เมื่อสักราว 50 ปีมาแล้ว ด้วยพื้นเพเป็นชาวอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คุณย่าทำปลาทูต้มหวาน และนำไปหาบเร่ขายยังเมืองคอน (จ.นครศรีธรรมราช) สืบต่อจากคุณย่า ก็เป็นคุณป้า ที่ปัจจุบันยังยึดอาชีพนี้ โดยมีญาติที่เป็นคุณอามีเรือประมงออกหาปลาทู ได้ปลาทูคุณภาพ สามารถคัดตัวสวยๆ มาทำได้เอง

สำหรับปลาทูต้มหวาน สูตรคุณย่านี้ ต้องเคี่ยวถึง 7 วัน 7 คืน จนก้างนิ่ม กินได้ทั้งตัว โดยก่อนนำไปเคี่ยว ก็ใช้ไม้ไผ่ หรือชานอ้อยวางปูพื้น เอาปลาทูวางซ้อนๆ กัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลอ้อย และน้ำปลา สมัยที่คุณย่าทำ ปลาทูเก็บได้ไม่ถึงเดือน แต่มาถึงปัจจุบันที่คุณป้าทำ ใช้เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อ หม้อนึ่งความดัน เข้ามาช่วย รวมทั้งแพ็กอย่างดี ทำให้เก็บได้นานถึง 5 เดือนในอุณหภูมิปกติ โดยไม่ใช้สารกันบูด

ปลาทูที่ใช้ก็เป็นปลาคัดพิเศษ ให้ขนาดเท่าๆ กัน ตัวหนึ่งน้ำหนักราว 2 ขีดนิดๆ จำหน่ายเป็นแพ็ก แพ็กละ 3 ตัว ราคา 100 บาท โดยคุณซินนำมาแพ็กใหม่ และติดสติ๊กเกอร์ “ปลาทูนู๋ชะเอม” จำหน่ายในแบรนด์ของตัวเอง

จุดเริ่มต้นที่จำหน่าย คุณซิน เล่าว่า เกิดจากความคิดช่วยเพื่อนนักข่าวที่ตกงาน เพื่อนๆ ก็จะเรี่ยไรเงินกันไปช่วย แต่ครั้นจะไปขอเงินกันดื้อๆ ก็เกรงใจ เลยเป็นว่า ขายปลาทูดีกว่า แล้วเอากำไรไปช่วยเพื่อน ด้วยแนวคิดนี้ เพื่อนก็ช่วยกันซื้อ จากนั้น ปากต่อปาก ก็กลายมาเป็นสินค้าประจำตัวคุณซิน ที่เพื่อนมักถามหา และซื้อขายกันเองในแวดวงเพื่อนนักข่าว และมาในระยะหลังนี้ ก็เริ่มมีลูกค้ารู้จักมากขึ้น สั่งให้ไปส่งในจังหวัดต่างๆ

ในแต่ละเดือน คุณป้าของคุณซิน ผลิตปลาทูต้มหวาน อยู่ที่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ราว 5,000-6,000 ตัว และคุณซินก็นำมาช่วยขายได้ราว 100 แพ็กหรือประมาณ 300 ตัว ต่อเดือน ซึ่งหากใครสั่งเกิน 20 แพ็กขึ้นไปก็ส่งฟรี แต่ปกติเพื่อนๆ สั่งซื้อก็ฝากๆ กันไป

นี่เป็นเรื่องราว การทำอาชีพเสริมของนักข่าวสาว ช่อง 3 ที่ตอนนี้มองการณ์ไกล เล็งปั้นเป็นธุรกิจแล้ว

และสำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว การได้หารายได้เสริมที่ไม่กระทบกับงานหลัก ก็นับเป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน หากแต่มีคำถามว่าจะทำอะไรดี”” อาจจะต้องย้อนกลับไปมองว่า

“หน้าตัก” มีอะไร

“หน้าตัก” ในที่นี้หมายถึง บางคนมีทำเล บางคนมีสูตรอาหาร มีพื้นฐานธุรกิจครอบครัว หรือกระทั่งมีความชอบ เหล่านี้ล้วนนำมาต่อ

ยอดให้เป็นอาชีพเสริมได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องลงมือทำ เท่านั้นเอง

สนใจติดต่อ โทรศัพท์ (085) 485-3153 หรือเข้าไปดูในเพจ ปลาทูนู๋ชะเอม

หนุ่มหัวใจศิลป์ เปิดร้านเล็กๆ ขายขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

อาหารสร้างอาชีพ

หนุ่มหัวใจศิลป์ เปิดร้านเล็กๆ ขายขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ

แม้จะชื่นชอบกินขนมปังมากแค่ไหน แต่เมื่อได้ลงมือทำ ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งผลให้เขาคนนี้ คุณดนตรี ศิริบรรจงศักดิ์ หรือ คุณมาย หนุ่มวัย 27 ปี กล้าทำทิ้ง แล้วลองใหม่ จนกลายเป็นขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ คุณภาพดี และมีเสน่ห์ในความเป็นโฮมเมด

ลงมือทำขนมปัง

ยาก แต่ไม่ยอมแพ้

คุณมาย เล่าถึงความใฝ่ฝันต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง และความฝันนั้นก็ถูกลงมือทำ ในวันที่เขามีเงินทุนในกระเป๋าก้อนแรกราว 30,000 บาท

“ผมเคยทำงานประจำมาก่อน แต่ว่าทำแค่ไม่กี่เดือน ก็ตัดสินใจว่าอยากทำขนมปังขาย ซึ่งตอนนั้นปรึกษากับแฟน (คุณน้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) ซึ่งเขาเรียนจบด้านศิลปะมาเหมือนกัน และเคยไปศึกษาต่อที่อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเขาก็ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่นจะชอบทานขนมปังกัน จึงมีร้านเปิดมากมาย หาซื้อได้ง่าย แต่ว่าที่บ้านเราไม่มีขนาดนั้น ก็เลยว่าลงมือทำเองน่าจะได้คุณภาพตามต้องการ จึงร่วมกันคิดสูตรและลงมือผลิต”

ความรู้ด้านทำขนมปังไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ขวนขวายศึกษา ซึ่งคุณมายตั้งเป้าทำขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกับความสำเร็จ

“ผมก็เพิ่งมารู้ว่าขนมปังทำยากมาก รายละเอียดเยอะ เพราะเป็นขนมปังหมักยีสต์ธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่งรส ไม่ใช้วัตถุกันเสีย ต้องสังเกต ดูรูปลักษณ์ภายนอก ดมกลิ่น ดูสี และอุณหภูมิสำคัญมาก ร้อน หนาว ฝน มีผลต่อการผลิตทั้งหมด เพราะเราทำอยู่ในบ้าน ไม่ได้อยู่ในรูปแบบโรงงานอุตสาหกรรม ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก ปรับสูตรแก้ไขไปเรื่อยๆ เรียกว่าทำทิ้งไปเยอะมาก กว่าจะลงตัวยาวนานถึง 1 ปี

เมื่อสูตรลงตัว จึงตัดสินใจว่าจะทำขาย แต่ว่าตอนแรกคิดหนักเหมือนกัน เพราะทุนน้อย จะไปหาพื้นที่ตั้งร้านที่ไหน ก็ต้องถือเป็นความโชคดี เพราะมีพี่ที่สนิทคนหนึ่งเขาเปิดร้านอาหาร แต่ว่าจะเปิดดำเนินการช่วงบ่าย ฉะนั้น เวลาว่างตอนเช้า ก่อนที่เขาจะเปิดร้านจึงว่าง พี่เขาจึงให้เช่าเปิดหน้าร้านในราคาถูกมาก”

แตกต่างด้วยโทสต์

คนรักสุขภาพชื่นชอบ

เมื่อได้พื้นที่ บริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ร้าน “Flour Flour” พร้อมเปิดดำเนินการ ต้อนรับลูกค้าทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง

สำหรับสูตรขนมปังหลักของ Flour Flour มี 3 แบบ ได้แก่ Black Sticky Rice, Bamboo Charcoal และ Matcha Cranberry จากนั้นค่อยๆ ขยับขยายเมนูเพิ่ม โดยความโดดเด่นที่เรียกลูกค้าได้ดีคือ โทสต์ สำหรับทาขนมปังและทำไส้ ล้วนลงมือปรุงรสชาติเองทุกชนิด โดยโทสต์ที่ได้รับความนิยม Peanut butter กับ Almond butter กับราคาขายกำหนดไว้ เมนูเริ่มต้นประมาณ 50 กว่าบาทขึ้นไป

เครื่องดื่มควรมีบรรจุไว้เสิร์ฟควบคู่กับขนมปัง ซึ่งคุณมาย กล่าวว่า ได้เพื่อนร่วมทางที่มีความสามารถด้านการทำกาแฟดริปเข้าร่วมเปิดให้บริการ ซึ่งนอกจากกาแฟดริปที่ใช้เมล็ดกาแฟจากภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ แล้ว ยังมีชา และน้ำผลไม้ ไว้บริการ

“ถ้าทำขนมปังไปขายตามตลาด หน้าตาขนมปังของเราก็ไม่แตกต่างจากทั่วไป แต่พอได้มาทำร้าน ได้ขายเอง ก็มีโอกาสอธิบายให้ลูกค้าเห็นถึงความแตกต่าง ได้เห็นถึงความตั้งใจและกรรมวิธีทำของเรา และเมื่อลูกค้าชิมก็จะรู้ถึงรสชาติ การบอกต่อก็จะเกิดตามมา อย่างในช่วงไฮซีซั่น (ประมาณเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์) กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาอุดหนุน ทำให้มีรายได้วันละประมาณ 3,000 บาท แต่หลังฤดูท่องเที่ยวผ่านพ้น ลูกค้าในพื้นที่ก็แวะเวียนเข้ามา แม้ยอดขายจะตกมาอยู่ที่วันละประมาณ 1,000-1,500 บาท แต่ว่าเราพึงพอใจกับการเปิดขายในช่วงเวลาสั้นๆ ส่วนกำไรก็ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์”

เติมความเป็นไทย

ใส่ดอกไม้ แป้งข้าว

นอกจากลูกค้ามาทานที่ร้านแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าต้องการซื้อขนมปังปอนด์ ทั้งที่นำไปทานเอง และนำไปขายอีกต่อหนึ่ง โดยราคาขายกำหนดไว้ปอนด์ละ 95-130 บาท

แม้จะผลิตขนมปัง ซึ่งจะว่าไปแล้วคืออาหารฝรั่ง แต่ทว่า คุณมายต้องการผสานความเป็นไทย โดยวางแผนนำแป้งข้าวของไทย ร่วมผสม แต่งรสชาติด้วยดอกไม้ อย่าง อัญชัน โสน

กับการก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายธุรกิจส่วนตัว คุณมาย มองว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ถือว่าถูกทาง และจากจุดเริ่มต้นกับการลงทุน 30,000 บาท ใช้เตาอบที่มีกำลังผลิตเพียงแค่ครั้งละ 2-3 ก้อน จนกระทั่งขยับขยายซื้อเตาที่มีกำลังผลิตได้ 6-7 ก้อน กับเงินลงทุนโดยรวมประมาณ 100,000 บาท แต่การเติบโตเพียงเท่านี้ ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

“ปัจจุบัน จะทำขนมปังและโทสต์มาจากบ้าน เพราะที่ร้านไม่มีครัวร้อน พื้นที่เล็ก เราจึงวาดฝันว่า วันหนึ่งจะหาหน้าร้านที่สามารถให้ลูกค้าเห็นกรรมวิธีผลิตขนมปัง สร้างเสน่ห์และถือเป็นจุดขายให้กับ Flour Flour” คุณมาย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ “Flour Flour” เดินทางไปได้ที่ Minimeal eatery studio นิมมานเหมินทร์ 13 จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (084) 170-7846 หรือ http://www.facebook.com/flourflourbread

“จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” ของคนจบ ป.6 เคยติดคุก กลับตัว คิดใหม่ 1 ปีขยาย 88 สาขา เป็นเศรษฐีเงินล้าน

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150959&srcday=2016-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 405

อาหารสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” ของคนจบ ป.6 เคยติดคุก กลับตัว คิดใหม่ 1 ปีขยาย 88 สาขา เป็นเศรษฐีเงินล้าน

ครอบครัวยากจน เติบโตในสลัม ใช้ชีวิตมาแทบจะทุกรูปแบบ ผ่านประสบการณ์ในชีวิตทั้งเรื่องดี และเรื่องร้ายมาไม่น้อย อาจเรียกโชกโชนก็ว่าได้ แต่การให้โอกาสตัวเองได้พิสูจน์ตัวตน และพร้อมจะแก้ไข พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อพลิกให้ชีวิตเปลี่ยน จนได้กลายเป็น “ไอดอลเงินล้าน” ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวตัวอย่างสร้างแรงบันดาลใจให้สำหรับคนฮึดสู้และลุกขึ้นมาท้าทายชีวิตในการปรับทัศนคติและวิธีการทำงาน ทำธุรกิจได้ดีไม่น้อย เพราะผู้ชายคนนี้สามารถทำธุรกิจให้สำเร็จได้จริงมาแล้ว

คุณสิริทัศน์ สมเสงี่ยม หรือ คุณติ๊ก เจ้าของธุรกิจจิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ ที่ตอนนี้มีสาขาจิ้มจุ่ม เผยให้ชาวประชาได้เห็นและสัมผัสแล้วกว่า 88 สาขา ในระยะเวลาเพียง 1 ปี จนได้รับสมญานามว่า “ไอดอลเงินล้าน” ทั้งยังได้กลายเป็นนักเขียนและวิทยากรเนื้อหอม ที่มีหน่วยงานต่างๆ ติดต่อเข้ามาเพื่อขอให้พูดถึงแนวทางอาชีพ แนวคิดชีวิตและการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ว่าสามารถก้าวมาถึงวันนี้ได้อย่างไรอีกด้วย

จบ ป.6 โตในสลัม เคยติดคุก

ทำมากว่า 30 อาชีพ แต่ก็เจ๊ง

คุณติ๊ก เล่าความเดิมชีวิตเมื่อก่อนให้ฟังว่า “ผมโตในสลัม เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา ครอบครัวยากจน เคยลักขโมย เคยเป็นแมงดาในผับ ติดคุกตอนอายุ 17 ปี เป็นคุกเยาวชน ซึ่งทำให้รู้สึกว่าชีวิตตอนนั้นขาดอิสรภาพมาก ที่สุดของชีวิตคือการได้นอนไม้กระดาน หลังจากนั้นจึงคิดใหม่ กลับเนื้อกลับตัว เพราะเข็ด

เมื่อออกมาจากคุก ก็หางานทำ นับเวลาเกือบ 20 กว่าปีมาแล้ว มายึดอาชีพกรรมกร รับจ้างเป็นคนแล่เนื้อหมู รายได้ตอนนั้น 600-700 บาท ซึ่งสำหรับเวลาในตอนนั้นถือว่าเป็นงานที่ได้เงินดีมากๆ เพราะเป็นอาชีพเฉพาะ ไม่ใช่ใครก็จะทำได้ การแล่เนื้อต้องมีฝีมือพอตัว

พอแล่หมู เก็บเงินได้สักพัก ก็อยากหาธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลาออกแล้วมาเปิดร้านขายของ แต่ร้านก็เจ๊ง ก็กลับไปทำอาชีพแล่หมูใหม่ แล้วเก็บเงินไปเปิดร้าน เจ๊ง ก็ต้องกลับมาแล่หมูใหม่ เก็บเงิน แล้วก็เปิดร้าน เจ๊งก็กลับไปใหม่ วนเวียนอยู่แบบนี้เป็น 10 ปี มีอาชีพมาไม่ต่ำกว่า 20-30 อาชีพ จนตอนนั้นได้ฉายาจากคนอื่นๆ ว่า “ติ๊กร้อยร้านค้า” เพราะเปิดร้าน ปิดร้านไปเยอะมาก ยกตัวอย่างร้านได้เช่น ขายก๋วยเตี๋ยว น้ำปั่น เสื้อผ้า กระเป๋ามือสอง เป็นต้น

เจ๊งจนท้อ จนไม่กล้าสู้ต่อ เพราะเบื่อกับวิถีชีวิตแบบเดิมแล้ว จึงกลับมาคิดใหม่ ต่อจากนี้จะไม่ออกจากงานประจำที่แผงหมู แล้วจะทำธุรกิจเล็กๆ ที่ทำหลังเลิกงานได้ จึงได้มาขายลูกชิ้นทอด หาทำเลหน้าเซเว่นฯ แถวบ้าน ชีวิตหลักๆ ตอนนั้นคือ เริ่มทำงานประจำเวลา 22.00-07.00 น. นอนหลังจาก 7 โมงเช้า ตื่นตอนเที่ยง บ่าย 3 โมงเย็นเปิดร้านลูกชิ้น ทำวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จึงมีทั้งรายได้ประจำและรายได้จากการขายลูกชิ้น”

คุณติ๊กเห็นว่าการขายลูกชิ้นมีรายได้ดี จึงคิดอยากขยายร้านขายลูกชิ้นเพิ่ม โดยวิธีการขายลูกชิ้น คือเปิดรับสมัครงาน เพื่อให้คนมาขายของให้ เป็นการขยายสาขาร้านลูกชิ้น พอร้านที่เปิดไปแล้วมีประสบการณ์สามารถขายเองได้ ก็ขยายไปอีกร้าน ขายลูกชิ้นได้กำไรเป็นแสน แต่ท้ายสุดก็เจ๊งอีก รอบนี้เกิดจากการติดการพนัน

ช่วงฟองสบู่แตก ธุรกิจทุกอย่างก็เจ๊ง จึงกลับมาช่วยแม่ขายก๋วยเตี๋ยวที่บ้าน เพราะเห็นว่าอุปกรณ์มีอยู่แล้ว ทำแล้วก็ยังเจ๊งอีก ไปอยู่วงการอาบอบนวด แต่สุดท้ายก็ต้องเลิก เพราะมันไม่มีทางทำให้รวยได้ เคยมีเงินเป็นล้านก็ไม่เหลือ

ร้าน “จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ”

ปรับความคิด ปั้นธุรกิจสำเร็จได้

“ครั้งสุดท้ายที่ทำงานอาบอบนวด คือเมื่อ 5 ปีก่อนจนอิ่มตัว เพราะเดินมาสุดทางแล้ว แล้วก็ไม่รวย มีเงินล้านจากงานอาบอบนวดมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่รวย ไม่มีเงินเหลือ แล้วก็กลับมาขายลูกชิ้น ก๋วยเตี๋ยวเหมือนเดิม ก็เจ๊งไป

และล่าสุด มาขายข้าวมันไก่ สูญเงินไปเป็นแสน มาเปิดร้านนม เพราะที่โคราชเห็นว่าร้านนมคนนิยม ก็เจ๊งอยู่ดี จนกระทั่งสุดท้าย กลับมานั่งคุยกับแฟน บอกกับเขาว่า อยากกลับไปทำร้านจิ้มจุ่ม เพราะเมื่อก่อนเคยเปิด ซึ่งเปิดถึง 2 ครั้ง แต่ 2 ครั้งนั้นก็เจ๊ง พอคุยกันว่าเรามาทำร้านจิ้มจุ่มกันไหม เปลี่ยนตึกร้านนมที่ยังไม่หมดสัญญาเช่า มาทำร้านจิ้มจุ่ม” คุณติ๊ก เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์จุดเปลี่ยน

ปัจจุบันนี้เปิดร้านจิ้มจุ่มมาได้ 1 ปี โดยใช้ชื่อว่า “จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ” โดยคุณติ๊ก บอกว่า “ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา สามารถขยายสาขา ขายแฟรนไชส์ร้านจิ้มจุ่มมาได้ขนาดนี้ เพราะชื่อที่ใช้มันขายได้ ผลิตภัณฑ์ที่ขายก็สามารถขายตัวมันเองได้

ประสบความสำเร็จได้เพราะตัวผลิตภัณฑ์ที่มีความว้าว ความใหญ่ และได้เยอะ มีโปรโมชั่นให้ลูกค้าได้ร่วมเล่นเกม ร่วมสนุก ตอนนี้ในกรุงเทพฯ มีสาขาที่ซื้อแฟรนไชส์ไปทำร้านอยู่ประมาณ 12-13 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาที่ขายแฟรนไชส์ไป ก็ขายดี ได้ผลตอบรับที่ดี”

ส่วนตัวคุณติ๊ก มองชีวิต 20 ปีที่ผ่านมาว่า “คนเราจะประสบความสำเร็จได้เพราะตัวเราไม่เคยยอมแพ้ ไม่คิดจะยอมแพ้ต่ออะไร ไม่เชื่อเรื่องดวง สิ่งที่คิดอย่างเดียวคือ ผมจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้ ทุกวันนี้ มองตัวเราเองว่าประสบความสำเร็จ 50 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต และตั้งเป้าหมายในใจไว้ว่าอยากมีเงินร้อยล้านให้ได้ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า”

ส่วนธุรกิจจิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อในขณะนี้ ประสบความสำเร็จได้เพราะมีเคล็ดลับคือ 1. เริ่มต้นทำธุรกิจด้วยการไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่เอาเปรียบคนที่มาซื้อแฟรนไชส์ของเราไปทำ เมื่อคนทำธุรกิจได้เงิน ลูกค้าได้รับความสุข คุ้มค่า 2. คือทำธุรกิจทุกอย่างในชีวิตในระยะเวลา 3-4 ปีมานี้ เพราะผมทำทุกอย่างให้แตกต่างจากคนอื่น 3. ทำทุกอย่างให้ดีกว่าคนอื่น และทำให้ได้ในราคาที่เท่าคนอื่น คิดได้แบบนี้ขายอะไรก็รวย คุณติ๊ก กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจธุรกิจจิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ สามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊กเพจ จิ้มจุ่มหม้อเบ้อเร่อ สาขาต้นแบบ หรือ โทรศัพท์ (087) 946-1155

กิมมิกชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” เรียกลูกค้าได้ตรึม!

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

กิมมิกชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” เรียกลูกค้าได้ตรึม!

“ใครขับรถผ่าน เห็นชื่อร้านเป็นต้องชะลอดูและอมยิ้มทุกคน เราเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง แต่แค่เห็นชื่อ เขาก็เข้ามาลอง ทำให้ขายดิบขายดีแบบไม่ทันตั้งตัว…”

“ชื่อดีเป็นศรีแก่ตัว” เรื่องนี้หลายคนคงเห็นด้วยมาแต่ไหนแต่ไร จนเชื่อมโยงไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งชื่อตัว ชื่อบ้าน ชื่อลูก ชื่อหลาน แม้กระทั่งชื่อกิจการห้างร้าน แหล่งทำมาหารายได้

และสำหรับร้านรวงที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ ท่ามกลางการแข่งขันของคู่แข่งทั้งเจ้าเก่าแก่หรือเจ้าใหม่ใกล้เคียงกัน การจะเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าให้หันมาสนใจได้เร็วที่สุดนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ชื่อร้าน” นั้นมีส่วนสำคัญไม่น้อย

วิศวฯ อิ่มตัวงานประจำ

ใจรักทำอาหาร

พิษณุโลก นับเป็นเมืองใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เดินทางไปเยือนกันจำนวนไม่น้อย โดยแหล่งสำคัญซึ่งเป็นไฮไลต์ของจังหวัดนี้ เห็นจะเป็น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “วัดใหญ่” มี พระพุทธชินราช เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในวิหารแสนงดงาม

เมื่อเป็นโซนที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ละแวกใกล้เคียงวัดสำคัญแห่งนี้ จึงมีอาหารการกินเป็นตัวเลือกละลานตา แต่ถ้าจะเลือกว่าร้านไหนผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ร้านก๋วยเตี๋ยว “ห้อยขา” แถวริมน้ำใกล้วัดใหญ่ เรียกว่าถ้าคนต่างถิ่นแวะมาไหว้พระพุทธชินราช ต้องไม่พลาดที่จะมาทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขา พร้อมกับเก็บภาพเก๋ๆ อัพโซเชียลกันแทบทุกราย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสดังในโลกออนไลน์ มีการกดไลก์ กดแชร์ กันจนกลายเป็นข่าวออกมาว่า พิษณุโลก ไม่ได้มีแต่ก๋วยเตี๋ยวห้อยขานะ มีร้าน “ก๋วยเตี๋ยวห้อยไข่” แล้วด้วย

“เส้นทางเศรษฐี” จึงสอบถามความเป็นมา-เป็นไป จากคนต้นเรื่อง ซึ่งกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

“ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาหน้าวัดใหญ่ซึ่งโด่งดังมากอยู่แล้ว ไม่น่าจะค้อนผมนะครับ เพราะเป็นคนละแบบกัน ของผมติดถนน หน้าร้านมีสระน้ำเล็กๆ เลยต่อที่นั่งแบบห้อยขาไว้ให้ลูกค้าชมวิวได้บ้าง ขณะที่ก๋วยเตี๋ยวของร้านผมเน้นรสชาติต้มยำและใส่ไข่ต้มยางมะตูมทุกชาม เลยสรุปรวมกันออกมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่”

คุณกิต-กิตติพงศ์ เฟื่องเพียร วัย 32 ปี เจ้าของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” ตั้งอยู่บนถนนเส้นเลี่ยงเมืองพิษณุโลก ใกล้สี่แยกแสงดาว หมู่ 2 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนพิษณุโลก หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ได้โควต้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในสาขาวิศวกรรมขนส่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ใช้เวลาเรียนจบตามปกติ ออกมาทำงานประจำในโรงงาน 3-4 แห่ง จนเริ่มรู้สึกอิ่มตัว ตัดสินใจลาออกมามองหาธุรกิจแบบที่ชอบ นั่นคือ ร้านอาหาร

ถอยหลังไปราว 3 ปีก่อน คุณกิตเคยเปิดร้านอาหารมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทำได้ไม่นานจำใจต้องปิดตัวลง เนื่องจากมีปัญหาเรื่องลูกน้อง มาบ้าง ไม่มาบ้าง ทะเลาะกันบ้าง การบริการจึงไม่ได้ดังใจ สุดท้ายไปไม่รอด

หลังจากนั้นจึงหันมาเปิดร้านรับซ่อมคอมพิวเตอร์ รับทำป้ายไวนิล ดำเนินกิจการได้ 2 ปีเศษ ความคิดที่อยากทำร้านอาหาร ยังคงคุกรุ่นอยู่ เมื่อได้ทำเลที่น่าจะเหมาะสม เลยคิดเปิดร้านอาหารอีกครั้ง แต่คราวนี้มีการสร้าง “หลักคิด” ที่แตกต่างจากเดิม

“เปิดร้านใหญ่ ต้องใช้ลูกน้องเยอะเลยมีปัญหา คราวนี้เลยคิดสเกลร้านให้เล็กลง ใช้ลูกน้องแค่คนเดียว และโฟกัสไปที่อาหารชนิดเดียวคือ ก๋วยเตี๋ยว การจัดการจะได้ง่ายขึ้น” คุณกิต ย้อนถึงแนวคิดเริ่มต้น

ลูกเล่นเรียกยิ้ม

จะยั่งยืน ต้องมีมากกว่านั้น

หลังจากตัดสินใจจะเปิดร้านขายอาหาร (อีกครั้ง) คราวนี้ คุณกิตต้องทำ “การบ้าน” หนักมาก เริ่มจากการหาสูตรเฉพาะ เพราะถึงแม้จะทำก๋วยเตี๋ยว “ต้มยำ” ทานเองที่บ้านมาตลอด แต่ยังหา “เอกลักษณ์” ที่เด่นชัดไม่ได้

กระทั่งได้ไปทานก๋วยเตี๋ยวใส่ไข่ต้มยางมะตูมที่ร้านแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เกิดความชอบ ประกอบกับที่พิษณุโลกยังไม่มีใครทำขายมากนัก เลยจับความชอบมาผสมผสานกัน กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ใส่ไข่ต้มยางมะตูมด้วย ซึ่งคิดว่ารสชาติเข้ากันได้ดีทีเดียว

เปิดร้านได้เพียงเดือนเศษ มีสื่อให้ความสนใจจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็น คำว่า “ห้อยไข่” คุณกิตจึงชี้แจง เป็นเพียง “กิมมิก” ในการตั้งชื่อ หวังให้ลูกค้าเห็นแล้วอมยิ้ม และลองเข้ามาชิม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นลูกเล่นได้ผลดี สามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด

“ใครขับรถผ่าน เห็นชื่อร้านเป็นต้องชะลอดูและอมยิ้มทุกคน เราเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง แต่แค่เห็นชื่อ เขาก็เข้ามาลอง ทำให้ขายดิบขายดีแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงวันหยุดยาวเข้าพรรษาที่ผ่านมาบริการให้แทบไม่ทัน” คุณกิต เล่า ก่อนยิ้มกว้าง

มีคนรู้จักชื่อร้านและรสชาติ นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ต้องมีการ “ซื้อซ้ำ” ด้วย เรื่องนี้ คุณกิต บอก เขาให้ความสำคัญมาก ช่วงนี้จึงพยายามเข้าไปพูดคุยกับลูกค้า ถามไถ่ถึงสิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไข

ซึ่งได้คำตอบจากคนใกล้ชิดว่า “มันก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวต้มยำทั่วไป” เขาจึงพยายามหนักขึ้นไปอีก เพื่อหาเอกลักษณ์ของตัวเองให้ได้ กระทั่งเมื่อไม่นาน ได้ทำ “ซอสต้มยำ” ออกมา ใช้ในร้านของตัวเอง และมั่นใจว่าซอสดังกล่าวนี้ จะเป็น “ตัวขาย” สำคัญ ทำให้รสชาติก๋วยเตี๋ยวของร้านเขานั้นแตกต่างจากที่อื่น

“การที่มีลูกค้าสนใจชื่อร้าน จนลองเข้ามาทาน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แค่นั้นคงไม่พอ เพราะอยากให้กิจการยั่งยืน เลี้ยงตัวได้ ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ และกลับมาทานอีก ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญและยากที่สุดคือ รสชาติและคุณภาพของอาหารที่เราขาย ว่าจะมีความคงเส้นคงวาแค่ไหน ไม่ใช่วันนี้อร่อย พรุ่งนี้ไม่แน่ แบบนั้นผมว่าไปไม่รอดนะ” คุณกิต บอกทิ้งท้าย

……………

เมนูของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” จังหวัดพิษณุโลก รายนี้ มีให้เลือกหลากหลายทั้งต้มยำน้ำใส น้ำข้น พริกเผา ส่วนเนื้อสัตว์ ทั้งหมูตุ๋น หมูเปื่อย ปลา และทะเล และต้องมี “ไข่ต้มยางมะตูม” ห้อยประดับไว้ทุกชาม

สนใจอยากไปลองชิม สอบถามไปได้ที่ คุณกิต เจ้าของร้าน โทรศัพท์ (081) 605-3404

ไม่ทำแล้วงานออฟฟิศ ทอดกล้วยขาย 100 หวี/วัน มัน-เผือก อีกกว่า 60 โล รับเงินวันละหมื่นบาท

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทำแล้วงานออฟฟิศ ทอดกล้วยขาย 100 หวี/วัน มัน-เผือก อีกกว่า 60 โล รับเงินวันละหมื่นบาท

บังเอิญได้ผ่านไปแถวถนนบางกรวย-ไทรน้อย จากการไปทำงาน เลยได้มาเจอร้านกล้วยแขกร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ติดริมถนน เป็นร้านที่ดูธรรมดาๆ แต่คนต่อคิวซื้อแน่นตลอดทั้งวัน ถึงขั้นต้องแจกบัตรคิว เพื่อรอซื้อกันเลยทีเดียว

หลังจากติดต่อสอบถามไปยังเจ้าของร้าน ทราบว่า คุณสุนทรี นันทวัฒกี หรือ ป้าติ่ง วัย 54 ปี เป็นเจ้าของร้าน “กล้วยแขก พระราม ๕” ดังกล่าว

ลาออกจากงานออฟฟิศ

ทอดกล้วยแขก ขาย

ป้าติ่ง เล่าให้ฟังว่า “ส่วนตัวเป็นคนชอบกินกล้วยทอด แต่เวลาไปซื้อร้านไหนๆ ก็มัน อมน้ำมันบ้าง เหม็นหืนบ้าง ซึ่งเราไม่ค่อยชอบที่มีน้ำมันเยอะๆ อีกทั้งเดิมเป็นพนักงานสาวออฟฟิศเหมือนคนทั่วไป แต่พอมีครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ประจวบกับการคิดหาอาชีพทำ เพื่อสร้างรายได้เสริมในครอบครัว และจากความชอบกินกล้วยทอด จึงตัดสินใจเปิดร้านขายกล้วยแขก”

ด้วยพื้นเพเป็นคนจังหวัดนนทบุรีอยู่แล้ว จึงทราบดีว่า พื้นที่จังหวัดนนทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีสวนผลไม้เยอะ สวนกล้วยก็เช่นเดียวกัน

“แต่ก่อนพื้นที่แถบนี้ ปลูกกล้วยกันเยอะมาก ช่วงที่ตัดสินใจว่าจะขายกล้วยแขกนั้น ไปได้สูตรมาจากน้าสาว ซึ่งแกขายอยู่แถวเมืองทอง ส่วนตัวจึงไปขอสูตรมาและมาเช่าที่ตรงสี่แยกบางสีทอง เปิดร้านขายอยู่ที่นี่มาตั้งแต่นั้น นับเวลาก็ร่วม 8 ปีได้แล้ว” ป้าติ่ง เล่าและเพิ่มเติมต่อว่า

ช่วงแรกที่ร้านเปิดขาย ขายได้ไม่ดีเท่าไหร่ ได้เงินวันละ 100-200 บาท ก็ดีใจมากแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องมีการปรับสูตรแป้ง เนื่องจากประสบการณ์ที่ค้าขายมา ทำให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่ชอบทานกล้วยแขกรสชาติที่แตกต่างกันไป ร้านก็ต้องมีการปรับสูตรเพื่อให้เข้ากับคนในพื้นที่ และถูกปากลูกค้าทั่วไปให้ได้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสูตร จนกระทั่งปัจจุบัน พูดได้อย่างเต็มปากว่า แป้งทอดกล้วยของที่นี่ เป็นสูตรที่คิดขึ้นมาเอง สามารถทอดได้ทั้งกล้วย มัน และเผือก”

จุดเด่น เรียกแขก เครื่องสลัดน้ำมัน

และน้ำจิ้ม “มันทอด” รสเด็ด

สร้างจุดเด่นให้กับร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ด้วยเครื่องสลัดน้ำมัน โดยป้าติ่ง บอกว่า “เพราะส่วนตัวที่ไม่ชอบกินกล้วยแขกแบบมีน้ำมันเยอะๆ จึงพยายามหาวิธีที่ไล่น้ำมันในกล้วยแขกออก จึงไปได้เครื่องสลัดน้ำมันมาใช้ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ที่นี่ร้านเดียวที่นำเอาเครื่องมาใช้งาน

ตอนแรก กังวลว่าเสียเงินไปซื้อเครื่องสลัดน้ำมันมาใช้แล้ว จะได้ผลดีหรือเปล่า และที่สำคัญคือ กังวลเรื่องการหักของของทอดไม่ว่าจะเป็นกล้วย มัน หรือเผือก เนื่องจากของทอดเหล่านี้ถูกชุบด้วยแป้ง แต่ก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ เพราะไม่อยากให้มีการอมน้ำมัน และลูกค้าต้องกินน้ำมันเยอะๆ ผลปรากฏว่า ได้ผลดีเกินคาดมาก นอกจากของที่ทอดจะไม่แตกหักและไม่อมน้ำมันแล้ว ยังได้น้ำมันกลับมาใช้อีกครั้งด้วย เป็นที่มาของสโลแกนร้านว่า กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมัน”

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ คือ น้ำจิ้ม ซึ่งเป็นสูตรน้ำจิ้มที่คิดและปรับสูตรทำขึ้นมาเองเป็นของทางร้านโดยเฉพาะ ป้าติ่ง บอกว่า “เป็นน้ำจิ้ม สำหรับจิ้มเวลากินมันและเผือกทอด ไม่แน่ใจว่ามีร้านไหนทำหรือเปล่า แต่ทางร้านนี้มี และลูกค้าชอบมาก คนที่กินเป็นจะต้องขอน้ำจิ้มอย่างน้อย 2 ชุด หลายคนมาขอเอาไปชิม ไปลอง พอกลับมาที่ร้านอีกครั้ง ต้องขอกลับไปทุกคราว เนื่องจากรสชาติที่เข้ากันเวลากิน”

การทอดกล้วย ต่อวันใช้กล้วยจำนวนกว่า 100 หวี, มัน ประมาณ 20-30 กิโลกรัม และเผือกอีกกว่า 30 กิโลกรัม ใช้น้ำมันพืช ต่อวัน 20 กิโลกรัม แป้งที่ใช้ทอดกว่า 30 กิโลกรัม ขายในราคาตั้งแต่ 10 บาทเป็นต้นไป ยอดขายต่อวันอยู่ที่ประมาณ 8,000-10,000 บาท ด้วยความเป็นคนที่มีนิสัยซื่อสัตย์และอยากทำตามกฎระเบียบให้ถูกต้อง ป้าติ่งจึงเข้าไปขอยื่นเสียภาษีด้วยตนเอง ซึ่งทำต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว

โซเชียลช่วย คนต่อคิวซื้อชิม

ต้องแจกบัตรคิว เปิดพัดลมบริการ

ปัจจุบันนี้ ร้านกล้วยแขก พระราม ๕ เป็นที่รู้จักอย่างดี จากทั้งลูกค้าขาประจำและลูกค้าขาจร เนื่องจากมีหลายรายการจากช่องทางออนไลน์และสื่อต่างๆ มาขอสัมภาษณ์ ทำให้เป็นที่รู้จัก ลูกค้าจึงเยอะมากขึ้น จึงมีการทำบัตรคิวแจกให้กับลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อ ทั้งป้าติ่ง ยังเกรงใจลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อนานๆ จึงซื้อพัดลมมาเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าที่เข้าคิว รวมถึงแจกน้ำให้ดื่มอีกด้วย

“แม้ปัจจุบันนี้ ราคาสินค้าหลายอย่างจะขึ้น แต่ทางร้านก็จะยังขายในจำนวนชิ้นและราคาเท่าเดิม ไม่อยากขึ้นราคาอีกแล้ว อย่างกล้วยที่ขายดีมาก จนขาดตลาด ราคาจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นหวีละ 50 บาท ทางร้านก็ยังจะพยายามหามาทอดขายให้ได้ เพราะไม่อยากให้ลูกค้าที่มาเข้าคิวเสียความรู้สึก กลัวเขามารอต่อคิวแล้วไม่มีให้เขากิน” ป้าติ่ง บอก

โดยยังบอกอีกว่า เคยเห็นคนมาเข้าคิวซื้อมากสุดถึง 30 ถุง ต่อ 1 คน ซื้อไปแจกเพื่อนบ้าง ให้ผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง ซึ่งตนดีใจมากที่เห็นเช่นนี้ และภูมิใจมากที่ตอนนี้ได้มีโอกาสเห็นผู้ชายมาต่อคิวรอซื้อกล้วยทอดเยอะมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีเลย ปกติเห็นแต่ผู้หญิง

ทั้งนี้ ป้าติ่งบอกด้วยว่า “ด้วยสูตรที่เป็นเฉพาะของทางร้าน ที่ปรับปรุงกันมาจนได้เป็นที่ลงตัวแล้ว ทางร้านจึงขายแป้งแห้งด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากนำเอาไปทอดกล้วยเอง ก็สามารถมาขอซื้อได้ ขายในกิโลกรัมละ 65 บาท หากซื้อไปไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เหมือนกับแป้งที่ทางร้านใช้ เพราะคือแป้งสูตรเดียวกัน ไม่มีกั๊กสูตรแน่นอน”

สำหรับใครที่สนใจ แวะไปลองชิมกล้วย-มัน-เผือก ทอด หรือซื้อแป้งกล้วยแขกสำเร็จรูป แวะกันไปได้ที่ร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ตั้งอยู่ที่แยกบางสีทอง ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตรงข้ามกับโลตัสพระราม 5 หรือโทรศัพท์ไปสอบถามกันได้ที่ (085) 212-4596, (083) 818-5566

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0762150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

นอกจาก ปลาช่อน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลาช่อนสารพัด และบรรดาขนมเปี๊ยะที่เป็นของขึ้นชื่อจังหวัด “สิงห์บุรี” ยังมีหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ล่าสุดเนื้อจระเข้ทุบ และเนื้อจระเข้ผัดปรุงรส ของร้าน “วัชรินทร์” ได้รับคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว มีโอกาสไปวางขายในสนามบินดอนเมือง แถมส่งขายต่างชาติ ถูกปากคนจีนเป็นอย่างมาก สร้างรายได้เดือนละล้านบาทเลยทีเดียว

ต่อยอดจากหมูทุบ

บุกตลาดจีนโดยเฉพาะ

คุณวัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กุล หรือ คุณปุ้ย ทายาทรุ่นที่ 2 ของกิจการหมูทุบ เล่าว่า เดิมที่บ้านทำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งปี 2548 ได้เข้ามาช่วยกิจการทางบ้าน เลยพยายามอัพเกรดสินค้า ปรับภาพลักษณ์จากของฝากประจำจังหวัด กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม สามารถเข้าไปวางขายบนห้างสรรพสินค้าหรู และสนามบิน นอกจากนั้นยังคิดเมนูเพิ่ม “เนื้อจระเข้ทุบ” นับเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย ขายดีผลิตแทบไม่ทัน

คุณปุ้ย เพิ่มเติมว่า เดิมทีสินค้าของที่บ้านจะวางขายตามตลาดของฝากมาโดยตลอด ระยะหลังมานี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลยอดขายตกลงเกินครึ่ง เลยเปลี่ยนแผนธุรกิจจากที่เคยเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง-กลาง หันมาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน้นขายสินค้าพรีเมี่ยมเท่านั้น รวมถึงนำเมนูเนื้อจระเข้บุกตลาดจีนเพราะชาวจีนนิยมทานเนื้อชนิดนี้อย่างยิ่ง เพราะมีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง

หลังจากที่คุณปุ้ยเข้ามาช่วยกิจการครอบครัว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชายหนุ่มนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง ยอดขายดีขึ้นตามลำดับ ราวปี 2553 เข้าไปขายในสนามบินดอนเมือง สถานที่นี้เองที่ทำให้สินค้าแบรนด์ “วัชรินทร์” เป็นที่รู้จักของตลาดต่างประเทศ

“ผมนำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ไปวางขายในสนามบินดอนเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวซื้อกลับไปเป็นของฝาก บ่อยครั้งมักจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาสอบถามว่า มีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ ผมเลยเกิดไอเดียนำเนื้อจระเข้มาทำเป็นเนื้อทุบ เนื้อจระเข้แห้ง จระเข้ซอสพริกไทยดำ จระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง กว่าจะลงตัวใช้เวลา 2 ปี”

สำหรับรสสัมผัสของเนื้อจระเข้นั้น เจ้าของธุรกิจ บอกว่า จะให้เนื้อสัมผัสเนื้อไก่ผสมกับเนื้อปลา มีความนุ่ม แต่จะไม่ร่วน เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง ให้โปรตีนสูง มีปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ บางคนมีความเชื่อ ทานเป็นยารักษาโรคบางชนิดได้ ถูกปากผู้ที่ได้ลิ้มลองจนต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว

กว่าเนื้อจระเข้จะถูกแปรรูปออกมาเฉกเช่นปัจจุบัน คุณปุ้ยใช้เวลาศึกษาและลองผิดลองถูกในการแปรรูปเนื้อจระเข้ 2 ปี เนื่องจากลักษณะเนื้อจระเข้มีความชื้นสูงและค่อนข้างนุ่ม แปรรูปด้วยการใช้เครื่องจักรทุบไม่ได้ อีกทั้งมีกลิ่นคาว ดังนั้น กระบวนการที่ใช้แปรรูปจึงมาลงตัวที่การใช้ภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน คือ ต้องนำเนื้อจระเข้สดไปตากแดดจัดนาน 3 วัน เพื่อดับกลิ่นคาวก่อน รวมถึงต้องใช้แรงงานคนทุบด้วยค้อนแบบโบราณ ซึ่งควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าการทุบด้วยเครื่องจักร ผิวสัมผัสนุ่ม อร่อยกว่าใช้เครื่องจักร

ทำเท่าไหร่ ไม่พอขาย

เพิ่มเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ส่วนเนื้อจระเข้ที่นำมาแปรรูปนั้น ใช้เนื้อส่วนหาง เพราะเป็นเนื้อคุณภาพดีที่สุดของตัวจระเข้ เนื่องจากหางจระเข้จะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เนื้อส่วนนี้แน่นและรสชาติอร่อย ส่วนแหล่งวัตถุดิบรับซื้อจากฟาร์มสมุทรปราการ สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่ เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

สำหรับช่องทางจำหน่าย เจ้าของผลิตภัณฑ์นำไปวางขายในร้านที่สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ดิ เอ็มควอเทียร์, เดอะมอลล์สกายพอร์ต, สนามบินดอนเมือง ขายไปยังบริษัททัวร์จีนที่มาเที่ยวเมืองไทย และส่งออกไปยังเมืองจีน ยุโรปบ้างเล็กน้อย ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าปัจจุบันเป็นชาวจีน

ถามว่า ในเมืองจีนมีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ คุณปุ้ย ตอบว่า มีขาย แต่ชาวจีนไม่นิยมสินค้าในประเทศของตัวเอง เพราะว่ามีปัญหาสินค้าปลอมเยอะ ไม่ได้ใช้เนื้อจระเข้จริงๆ สับเปลี่ยนใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทน หรือบางรายใช้เนื้อจระเข้แต่เป็นส่วนสันหลัง ซึ่งคุณภาพสู้เนื้อส่วนหางไม่ได้ ดังนั้น คนจีนที่มาเมืองไทย พอเห็นเนื้อจระเข้ทุบที่เป็นเมดอินไทยแลนด์ นิยมซื้อกลับไปเป็นของฝาก เพราะสำหรับชาวจีนเนื้อจระเข้ถือเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม เทียบเท่ารังนก เนื้อจระเข้ทุบเลยขายดีมากขึ้นไปอีก มีเท่าไรก็ขายหมด จนผลิตไม่ทัน

ปัจจุบัน ปริมาณเนื้อจระเข้ที่ทางแบรนด์วัชรินทร์ใช้ เดือนละ 2-3 ตัน สำหรับเนื้อจระเข้ทุบ เนื้อจระเข้แห้ง 100 กรัม แพ็กละ 350 บาท เนื้อจระเข้ทุบ 100 กรัม 200 บาท และเนื้อจระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง ขนาดกระป๋อง 50 กรัม ราคา 120 บาท

ถามถึงปัญหาที่เจ้าของธุรกิจพบ คือ ยังขาดวัตถุดิบ ขาดความรู้ด้านการส่งออก และเรื่องข้อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ณ เวลานี้ยังต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง ทว่าในอนาคตวางแผนจะส่งสินค้าออกต่างประเทศเอง

“ในไทยทุกวันนี้ ฟาร์มเลี้ยงจระเข้เพื่อส่งเนื้อขายยังไม่แพร่หลายนัก เรียกว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับแผนธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คุณปุ้ย บอกว่า จะออกสินค้าใหม่ ทำของกินเล่นที่แปรรูปจากเนื้อจระเข้ พยายามขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ยังมีโอกาสส่งขายได้อีกมาก

นอกจากส่งขายในห้าง บริษัททัวร์ ทางเจ้าของสินค้ายังไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศจีนอีกด้วย หากคนไทยที่อยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ เลขที่ 141/1 ถนนธรรมโชติ ตำบลบางพุทรา อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-644, (085) 177-9948 ร้านเปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

กรรมวิธีการทำ

ขั้นตอนแรก นำเนื้อจระเข้อบในตู้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อไล่ความชื้นเป็นเวลา 3 วัน

ขั้นตอนที่สอง นำเนื้อจระเข้อบในเตาเพื่อให้สุก พร้อมกับปรุงรสชาติ

ขั้นตอนสุดท้าย นำเนื้อจระเข้ที่ผ่านการอบสุก มาทุบด้วยค้อน โดยใช้มือทุบ ซึ่งเนื้อจระเข้สด 10 กิโลกรัม เมื่อทำเป็นเนื้อทุบ จะเหลือน้ำหนักแค่ประมาณ 3 กิโลกรัม

ชีวิตติดลบเพราะเจ๊งหุ้น ล้างหนี้หลายล้านได้ ด้วย “ผัดไทย”

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 401

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ชีวิตติดลบเพราะเจ๊งหุ้น ล้างหนี้หลายล้านได้ ด้วย “ผัดไทย”

“ธุรกิจนี้เริ่มจากมือเปล่าแถมติดลบอีก แต่ตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเยอะกว่าที่เคยมีมา สามารถซื้อตึกใหม่ทำออฟฟิศ ขยายแฟรนไชส์ที่ 2 คือ ขนมจีนคุณพลอย มีที่ดิน 30 ไร่ พร้อมสำหรับทำการเกษตร ชีวิตเหมือนต้นไม้เกิดใหม่…”

คุณสุภาดา ตะวันดา เคยเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบกิจการใหญ่โต แต่มีอันต้องเป็นคน “มีหนี้” หลักหลายล้านบาท อันเนื่องมาจากภาวะความปั่นป่วนของตลาดหุ้น เมื่อราวปี 2547

จากที่เคยมีทรัพย์สินมูลค่านับสิบล้าน กลับต้องหมดตัวภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน

“พอเกิดเหตุการณ์นั้นพยายามตั้งสติ ก่อนจะหันเหมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ อยู่กับบ้าน ขายอาหารตามสั่ง รายรับพออยู่ได้ และมีผัดไทย เป็นตัวขายดีสุด” สาวใหญ่ เจ้าของเรื่องราว ย้อนความทรงจำไปเมื่อราว พ.ศ. 2554

ทำอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกไม่ใช่ตัวเอง เพราะต้องอยู่นั่งเฝ้าร้านทุกวัน จึงเข้าไปเปิดขายในห้างสรรพสินค้า สุดท้ายได้ทำเลในฟู้ดคอร์ตของห้างไชน่าเวิลด์ ย่านวังบูรพา ใช้ชื่อว่า “ร้านบลูตะวัน” และถึงแม้จะเป็นร้านอาหารตามสั่ง แต่เมนูเดียวที่ขายดีมากเหมือนเดิม ก็คือ “ผัดไทย”

“เป็นคนชอบทาน-ชอบทำผัดไทย และมีสูตรซอสผัดไทยที่เก็บได้นานเป็นเดือนยังอร่อยอยู่ แต่ไม่อยากจำเจมีชีวิตผูกติดกับร้านอยู่ที่เดียวตลอดเวลา จึงคิดขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ เลยไปเข้ารับการอบรมกับทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย จนสามารถตกตะกอนความคิดได้ออกมาเป็นระบบ” คุณสุภาดา เล่า

และว่า หลังจากเข้ารับการอบรมหลักสูตรแฟรนไชซีแล้ว ใช่ว่าจะขายแฟรนไชส์ได้เลย ต้องทำสาขาของตัวเองให้แข็งแรงก่อน ในทุกเรื่อง ทั้งรสชาติ การจัดเก็บ การจัดส่งวัตถุดิบ การแก้ไขปัญหา ข้อดี-ข้อเสีย กระทั่งเกิดความมั่นใจ

กระทั่งปี 2556 เปิดขายแฟรนไชส์ “ผัดไทยตะวันดา” ร้านแรก มีเมนูขายอยู่ 7 เมนู ได้แก่ ผัดไทย ขนมผักกาด หอยทอด ซึ่งเป็นจานหลักที่โดดเด่นของร้าน ส่วนเมนูทางเลือก ได้แก่ สปาเกตตี มะกะโรนี วุ้นเส้น และเมนูเสริมตระกูลเส้นที่หากินยากคือ ผัดหมี่ซั่ว

ใช้เวลา 3 ปี ปัจจุบันร้านผัดไทยตะวันดา มีร้านสาขาแฟรนไชส์ 63 แห่ง ทั่วประเทศ ต่างประเทศมีที่ ออสเตรเลีย กัมพูชา และเมืองกว่างโจว ประเทศจีน แต่ไม่มีร้านต้นแบบแม้เพียงร้านเดียว โดยเธอให้เหตุผล อยากทุ่มเทเวลาทั้งหมด ในการดูแลร้านสาขามากกว่า

“ธุรกิจนี้เริ่มจากมือเปล่าแถมติดลบอีก แต่ตอนนี้มีมูลค่าทรัพย์สินเยอะกว่าที่เคยมีมา สามารถซื้อตึกใหม่ทำออฟฟิศ ขยายแฟรนไชส์ที่สอง แบรนด์ขนมจีนคุณพลอย มีที่ดิน 30 ไร่ พร้อมสำหรับทำการเกษตร ชีวิตเหมือนต้นไม้เกิดใหม่ แตกยอดกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ” เจ้าของแฟรนไชส์ผัดไทยตะวันดา ว่าอย่างนั้น

ก่อนฝากทิ้งท้าย สำหรับคนที่คิดอยากมีอาชีพอิสระ

“สิ่งแรกที่คุณต้องเตรียมคือ ใจ สำคัญที่สุด และถ้าคิดจะทำ ลงมือทำเลย อย่าท้อ อย่ากลัว มีเป้าหมายให้ชัดเจน และอย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าคิดให้เป็นบวก ชีวิตจะบวกตลอด”

เทคนิคทำร้านเล็กให้รวย

คนที่อยากทำแฟรนไชส์ เท่ากับคุณเป็นเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงดินแล้ว แต่การจะแจ้งเกิดได้ อยู่ที่การตีโจทย์ให้แตก รู้อย่างลึกซึ้ง จับหลักให้ได้แล้วลงมือทำ ธุรกิจอาหารเกิดง่าย แต่เกิดอย่างไรให้อยู่คงทน เกิดแล้วให้อยู่ยาวที่สุด ควรจับอาหารเฉพาะตัวเด่นๆ เช่น ขนมถังทอง ขนมครก หรือลูกชิ้น เป็นแฟรนไชส์ได้ทั้งนั้น จับมาตัวหนึ่งแล้วทำจริง ลุยจริง

โดยส่วนตัวแล้วมองว่า การเข้าไปขายในห้างนั้น โอกาสขาดทุนนั้นมีน้อย เพราะไม่ต้องสร้างร้าน ไม่ต้องซื้อจานชาม ไม่ต้องจ้างพนักงานทำความสะอาด แต่ต้องมี “สายป่าน” ยาวหน่อย อย่างไรก็ตาม เรื่องของทำเล นับเป็นอีกหนึ่งที่มาของความสำเร็จ เพราะถ้าไปตั้งร้านริมถนน ฝนตก ไม่มีที่จอดรถ คนก็ไม่เข้าแล้ว

เวลาเกิดอุปสรรคปัญหา อย่าท้อเด็ดขาด เพราะถ้าท้องานจะไม่เดินหน้า และถ้าไม่เดินต่อหรือท้อ หรือกลัวต่ออุปสรรค ไม่กล้า กลัวหมดทุน ก็จบ แต่ในความเป็นจริงการทำธุรกิจทุกชนิดนั้น ปัญหาเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอ

การทำอย่างไรให้คนรู้จักแบรนด์ของเรา เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ทำอย่างไรให้กินแล้วบอกต่อ กินแล้วเดินกลับมากินอีกครั้งหนึ่ง โซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทำให้คนรู้จักโดยไม่ต้องใช้เงิน เราผู้ประกอบการต้องใช้ให้เป็น

แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดนั้นคือ ความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า เป็นวิธีการสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุด

คุณสุภาดา ตะวันดา

เจ้าของแฟรนไชส์ “ผัดไทยตะวันดา”

ชวนนักชิมขนมหวานไทยโบราณ ปักหมุด…ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชวนนักชิมขนมหวานไทยโบราณ ปักหมุด…ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน

ความก้าวหน้าของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของวัฒนธรรมต่างประเทศ ทำให้ขนมไทยโบราณแบบเดิมที่คุ้นเคยกันในอดีต อย่าง กล้วยบวชชี ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สาคูถั่วดำ ขนมชั้น ขนมเปียกปูน และอื่นๆ อีกหลายชนิดกำลังหายไป!!

ฉะนั้น ตอนนี้หากต้องการทานขนมไทย อาจต้องเสาะหาตามแต่ละจังหวัดที่ชาวบ้านอาจยังคงทำกัน แต่ในอนาคตยังไม่ทราบแน่ว่าจะยังคงมีขนมไทยแบบโบราณหลงเหลือให้คนรุ่นหลังทานกันหรือไม่?

ตลาดบางเขน ซึ่งอยู่ใกล้กับซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน มีร้านขนมไทยสูตรโบราณอร่อยอยู่เจ้าหนึ่ง ชื่อ “ขนมหวาน อ่างทอง” เป็นร้านที่เจ้าของและครอบครัวอพยพมาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

ร้านแห่งนี้มีขนมไทยกว่า 10 อย่างไว้ให้ลูกค้าเลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมชั้น ถั่วกวน เผือกกวน ขนมตาล ขนมต้ม ถั่วแปบ วุ้น ข้าวต้มจิ้ม หรือแม้กระทั่งไข่หงส์ โดยทุกรายการขายในราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับความอร่อยแบบเข้มข้นอย่างที่คุณไม่เคยเจอ

เริ่มทำขนมไทย คือ ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาลก่อน

คุณดารา จันทร ผู้ที่มีบทบาทในฐานะคนทำขนมมือ 1 และเป็นเจ้าของร้านนี้ บอกว่า ความลำบากยากเข็ญในการทำนาจนแทบไม่มีกำไร คือเหตุผลที่ถูกผลักดันเข้ามาหาอาชีพอื่นทำในกรุงเทพฯ เธอบอกว่าตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี แล้วมาเช่าบ้านเลขที่ 2008/89 ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลังเดียวกับที่อยู่ในปัจจุบัน แล้วเริ่มต้นทำคือขนมไทย เพราะแม่พอมีวิชาความรู้ด้านนี้อยู่

ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล คือขนมไทยรุ่นแรกที่คุณดาราทำร่วมกับแม่ของเธอ และทันทีที่ได้รับการต้อนรับจากลูกค้า นั่นแสดงว่าคุณภาพและรสชาติขนมที่ทำออกขายถูกลิ้นลูกค้า ไม่นานจึงทำขนมอย่างอื่นเพิ่มอีก ด้วยการขวนขวายหาความรู้จากตำราเอกสารการทำขนมอีกหลายชนิด แล้วนำมาควบรวมกับความรู้การทำขนมของแม่ จนได้มาเป็นขนมฟักทอง ขนมมัน และอื่นๆ ที่ทยอยเพิ่มตามมารวมไปถึงข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี

ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะคุณภาพดี

เจ้าของร้าน ยกตัวอย่างขนมไทยบางชนิด อย่างเช่น ข้าวต้มมัด ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตของร้าน บอกว่า ใช้กล้วยวันละ 5 หวี ส่วนขนมกล้วยใช้วันละ 5 หวีเท่ากัน สำหรับใบตองสั่งมาจากอ่างทอง ครั้งละ 20 กิโลกรัม สั่งวันเว้นวัน ใช้ 2 วันหมด

คุณดาราให้รายละเอียดต่ออีกว่า ในแต่ละครั้งที่ทำข้าวต้มมัดจะใช้ข้าวเหนียวปริมาณ 3 กิโลกรัม เป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่สามารถทำข้าวต้มมัดได้จำนวน 70-80 มัด

เธอให้เหตุผลที่ต้องใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะต้องการรักษาคุณภาพและความอร่อย แม้จะเป็นข้าวเหนียวที่มีราคาสูง เนื่องจากเมื่อก่อนเคยทดลองใช้ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพรองลงมาเหมือนกันเพื่อจะได้ลดต้นทุน ปรากฏว่าเละ ข้าวเมล็ดไม่สวยและไม่ดีเท่ากับข้าวเหนียวเขี้ยวงู แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งข้าวเหนียวและวัตถุดิบหลายอย่างจะซื้อมาครั้งเดียวสามารถใช้ทำขนมได้หลายชนิด

สำหรับน้ำกะทิที่ใช้ผัดข้าวเหนียว มีส่วนผสมได้แก่ใช้หัวกะทิ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1.2 กิโลกรัม เกลือ 3 ช้อน ใช้เวลานึ่ง 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ในทุกวันจะห่อข้าวต้มเตรียมไว้ก่อนตอนช่วงบ่าย แล้วจะนำไปนึ่งในตอน 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะต้องทำขนมหลายอย่างพร้อมกัน ส่วนราคาขายข้าวต้มมัดละ 15 บาท หากรับไปขายจะส่งในราคา 12 บาท ต่อมัด

เมนูถัดมาเป็นขนมกล้วย เหตุผลที่ทำออกมาเป็นถ้วยเพราะจะสะดวกกับคนทานไม่ต้องแกะใบตองให้เปื้อนมือ อีกทั้งขนาดของชิ้นมีความเหมาะสมต่อการทาน

ส่วนวิธีทำขนมกล้วย คุณดาราอธิบายคร่าวๆ ว่า ใช้กล้วยจำนวน 5 หวี แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม แป้งเท้ายายม่อมครึ่งกิโลกรัม แป้งมัน 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม หัวกะทิ และเกลือ 3 ช้อน จากนั้นนำมากวนด้วยกันให้เหนียวแล้วนำไปใส่ในถ้วยที่มีมะพร้าวอ่อนเป็นทีเด็ดเพื่อความอร่อย

จุดเด่นขนมร้านนี้….ต้องมันกะทิเป็นหลัก

ขนมหวานของร้านอ่างทอง โดยเฉพาะขนมประเภทที่ต้องใช้กะทิเป็นส่วนผสมหลักนั้น ทางร้านจะเน้นความมันเป็นหลัก เธอเห็นว่าเสน่ห์ของขนมแบบไทยโบราณจะต้องให้ความสำคัญกับความมันของกะทิเป็นตัวนำ มิเช่นนั้นแล้วรสชาติจะไม่อร่อย เสียชื่อคนทำ และถือเป็นจุดเด่นของขนมที่ร้านขนมหวานอ่างทองที่ทำให้ลูกค้าติดใจ

ปัจจุบัน กิจการขายขนมของร้านขนมอ่างทอง ทำกันในระบบครอบครัว โดยมีคุณดาราทำหน้าที่ผู้ผลิต และมีคุณวันเพ็ญน้องสาวทำหน้าที่ฝ่ายขาย โดยชี้ว่าเป็นการทำอาชีพแบบพอเพียง ไม่เน้นขายแพง แม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อยก็ตาม ต้องการเพียงเพื่อเลี้ยงครอบครัว อีกทั้งขนมทุกชนิดจะทำอย่างมีคุณภาพ เพราะมีเจตนาต้องการให้ลูกค้าได้ทานของดีที่นับวันจะหายาก

ใครที่กำลังมองหาขนมไทยแบบรสชาติเข้มข้น ลองแวะชิมขนมหวานร้านอ่างทอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดบางเขน ปากซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร เพราะมีขนมหวานให้เลือกหลายชนิดหลายประเภท ให้ทานได้อย่างถูกใจ แถมรสชาติอร่อยแบบไทยๆ อีกด้วย หรือสนใจต้องการสั่งทำสำหรับใช้ในงานสำคัญต่างๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณดารา โทรศัพท์ (089) 789-4550

“ลองเซ่” เครปหรู ราคาดี เหนื่อยเท่าเดิม กำไรมากกว่า

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0763150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ลองเซ่” เครปหรู ราคาดี เหนื่อยเท่าเดิม กำไรมากกว่า

เครป อาหารทานเล่น ได้ทั้งแบบคาวหรือหวาน แผ่นแป้งบางๆ ที่ทำให้สุกออกมาสีเหลืองทองบนกระทะร้อนๆ นั้น มีส่วนประกอบหลักจากแป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นม เนย ว่ากันว่าถ้าจะวัดความอร่อยของขนมชนิดนี้ ต้องดูที่แป้ง เจ้าไหนจะมีรสสัมผัสกรอบหรือรสชาติกลมกล่อมกว่ากัน

ขณะที่ “ไส้” นั้น เท่าที่เห็นมีขายทั่วไปส่วนใหญ่ไส้หวาน มักเป็นพวกแยมรสชาติต่างๆ ไส้คาว มักหนีไม่พ้นน้ำพริกเผาที่มาคู่กันกับหมูหย็อง

แต่สำหรับร้านเครป “ลองเซ่” ของอดีตหนุ่มแบงก์ ที่มีใจรักการค้าขายมากกว่าทำงานกินเงินเดือนผู้นี้ นับว่ามีจุดขายเป็นความต่างที่น่าสนใจ จนต้องเข้าไปขอรายละเอียด

คุณภูมิ-สรวิศ เอี้ยงเอี่ยม อายุ 27 ปี เจ้าของร้านเครป แบรนด์ “ลองเซ่” เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนอุตรดิตถ์ จบปริญญาตรี จากคณะการจัดการธุรกิจ มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนเข้าทำงานประจำในธนาคารแห่งหนึ่งที่จังหวัดบ้านเกิด ทำอยู่ได้ 11 เดือนต้องขอลาออก เนื่องจากเครียดเกินไปกับหน้าที่หาลูกค้าเงินฝาก-ประกัน-บัตรเครดิต

เมื่อว่างงานจึงมองหาลู่ทางทำมาค้าขาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะคุณพ่อ-คุณแม่ของเขา มีอาชีพหลักทำเครปและชาไข่มุกขายตามตลาดนัดอยู่แล้ว ส่วนตัวเขาเองเคยเป็นพ่อค้าเสื้อผ้ามาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4

เริ่มต้นค้าขายอีกครั้งหลังออกจากงานธนาคาร ด้วยการขายน้ำอิตาเลียนโซดา ตามตลาดนัด จากนั้นรับโดนัท หน้าตาเหมือนร้านดังมาขายต่อ แต่กำไรไม่ดีนัก เลยคิดนำธุรกิจของคุณพ่อคือ ร้านเครป มาใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ให้แตกต่างไปจากคู่แข่ง เพราะแค่ในตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ก็มีขายกันราว 4-5 เจ้า

“แรกเริ่มลองเอาช็อกโกแลตถั่วกับกล้วยหอมมาทำ เพราะยังไม่เห็นใครขาย ก่อนคิดหาอะไรที่อยากกินเองมาใส่ ตอนนั้นกระแสชีสกำลังมา เลยเอามาขาย ประกอบกับเริ่มขายช่วงหน้าหนาว จึงขายดีเป็นพิเศษ” คุณภูมิ เล่า

จากนั้นจึงคิดไส้แปลกๆ ตามมา อย่าง ฮาวาเอี้ยน ตั้งต้นจากมักเห็นคนกินพิซซ่า คิดหน้าอะไรไม่ออก ก็สั่งฮาวาเอี้ยน เลยนำสับปะรด ชีส แฮม โรยออริกาโน่ พริกไทยดำ มาประกอบเป็นไส้เครป ทานแล้วได้อารมณ์เหมือนพิซซ่า และด้วยเป็นคนชอบทานยำสาหร่ายหน้าซูชิ จึงลองเอามาใส่ในเครป ซึ่งได้ความแปลกไปอีกแบบ

“พอมีหลายๆ ไส้ ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยม.ปลาย ไล่ไปจนถึงวัยทำงาน บางคนเข้ามาถามว่ามีเครปกินแล้วไม่อ้วนมั้ย ผมเดินไปซื้อสลัดผักมาลองทำให้ ปรากฏชอบกันหลายคนเลย” คุณภูมิ บอกยิ้มๆ

ดำเนินธุรกิจมาได้พักหนึ่ง ปัจจุบันร้านเครป “ลองเซ่” มีหน้าร้านหลักอยู่ที่ซอยโพธิ์ทิพย์ หน้าโรงแรมฟรายเดย์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ร้านสาขาของเพื่อนๆ อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกและเชียงราย อย่างละแห่ง โดยเร็วๆ นี้จะเปิดสาขาของตัวเองอีก 2 แห่งที่จังหวัดแพร่และพะยา

และล่าสุด เริ่มมีคนเข้ามาถามไถ่เกี่ยวกับการขายแฟรนไชส์ แต่เจ้าของกิจการวัย 27 ปีรายนี้ ยอมรับ ยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพียงแต่คิดไว้คร่าวๆ หากมีคนสนใจ คงต้องใช้เงินลงทุนร้านละ 25,000 บาท โดยเขามีอุปกรณ์พร้อมขายและวัตถุดิบชุดแรกให้

“ต้นทุนเครปต่อแผ่นตกราว 10 กว่าบาท ยังไม่รวมค่าแรงและค่าเช่าที่ แต่กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปรับให้มีไส้ใหม่ๆ ลูกค้าเยอะขึ้นเห็นได้ชัด เคยเตรียมแป้งไว้สำหรับทำ 30 แผ่น ต้องเพิ่มเป็น 50 แผ่น บางวันชั่วโมงกว่าหมดแล้ว แบบเดิมขายแผ่นละ 20 บาท แต่ของใหม่ขายได้ถึงอันละ 60-70 บาท เรียกว่าเหนื่อยเท่าเดิมแต่รายได้เพิ่มขึ้น” คุณภูมิ เผย

ก่อนบอกทิ้งท้าย ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้มานอกจากฟ้าฝนที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ไม่เคยมีอุปสรรคอะไรน่าหนักใจ เพราะรู้สึกสนุกในการหาไอเดียมาพัฒนาสินค้าในแบบของเขา

อยากลองชิมเครปหรูสไตล์ “ลองเซ่” หรือสนใจแฟรนไชส์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมไปได้ที่ คุณภูมิ-สรวิศ เอี้ยงเอี่ยม โทรศัพท์ (086) 364-7698

“OMG burger” เบอร์เกอร์สั่งได้ดั่งใจ

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“OMG burger” เบอร์เกอร์สั่งได้ดั่งใจ

“จุดเด่นของ OMG burger คือ ลูกค้าสามารถเลือกได้เลยว่าต้องการขนมปังสูตรดั้งเดิมหรือชาโคล จะใส่กี่ชั้นก็ได้ ผัก เนื้อ ใส่ได้ตามต้องการ ส่วนท็อปปิ้ง ก็มีให้เลือก 3 อย่าง ชีส เบคอน ไข่ดาว จะใส่มากใส่น้อยตามแต่ความชอบ โดยราคาที่ลูกค้าเคยซื้อสูงสุดคือ 250 บาทขึ้นไป ต่อชิ้น”

แทบจะทุกรายการสินค้าที่มีผู้เล่นในตลาด แต่ทว่าถ้ามี “ความต่าง” สินค้าเหมือนกัน ก็กลายเป็น “หนึ่งเดียว” ในใจลูกค้าได้

ดังเช่น “OMG burger” เบอร์เกอร์ใส่ความต่าง ชูจุดขายโดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการออกแบบ

ผุดเมนูทำง่าย ทานง่าย

ลองขาย แล้วแยกแบรนด์

คุณภากร อธิมติชัยกุล หนึ่งในเจ้าของธุรกิจ OMG burger เล่าเรื่องราวชวนให้สนใจ ว่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจ มาจากที่ทุกคนในครอบครัวมักประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหาร หากไม่สดสะอาด จะส่งผลต่อระบบภายในทันที ด้วยเหตุนี้จึงต้องหันมาทำอาหารทานเอง ซึ่งหัวเรือในการปรุงหลักก็คือ คุณภาคภูมิ อธิมติชัยกุล (น้องชาย)

จากทำกินในบ้าน จึงกลายเป็นทำขาย โดยเปิดร้านเล็กๆ ชื่อ “ร้านแมลงปอ เฮ้ลตี้ คาเฟ่” ตั้งอยู่หมู่บ้านสวนเสือปาล์มฮิลล์ (มาทางสวนเสือศรีราชา) ให้บริการอาหารแนวฟิวชั่นอเมริกัน บวกความเป็นไทย โดยเน้นเมนูสุขภาพ คัดสรรตั้งแต่วัตถุดิบสดสะอาด ตลอดจนการปรุง

“เราสองคนไม่มีใครเรียนด้านอาหารเลย น้องชายเรียนวิศวะ และตอนที่น้องชายเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เขามีโอกาสทำงานอยู่ในร้านอาหาร จนกระทั่งได้เป็นเชฟ พอเดินทางกลับมาก็คิดว่าบ้านเราปรุงอาหารทานกันเองอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เปิดร้านอาหารเลยดีกว่า โดยเน้นสุขภาพ ซึ่งตอนนั้นผมไม่ได้เข้ามาเต็มตัว แต่ก็ช่วยดูแลระบบหลังร้าน จนกระทั่ง 1 ปีก้าวผ่าน ก็พบว่าระบบบัญชีของร้านเริ่มนิ่ง รายได้คงที่ จึงคิดกระตุ้นการขาย เพิ่มเมนูใหม่ๆ ซึ่งเราก็เกิดไอเดียว่า ควรต้องเป็นเมนูง่ายๆ สามารถใช้วัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในร้าน จึงผุดเมนูเบอร์เกอร์ขึ้นมา”

ใช้เวลาลองผิดลองถูก พร้อมดูผลตอบรับจากลูกค้าอยู่นานหลายเดือน กระทั่งพบว่าเบอร์เกอร์ กลายเป็นเมนูได้รับความนิยม มีผู้ติดตามกลับมาทานซ้ำบ่อยครั้ง จึงตัดสินใจสู่การเปิดแบรนด์เฉพาะเบอร์เกอร์ขึ้นมา

“ประจวบเหมาะกับขณะนั้นได้ไปออกบู๊ธแสดงสินค้าที่ศูนย์การค้าเจพาร์ค นิฮอน มูระ ศรีราชา เป็นเวลา 10 วัน ปรากฏว่าเบอร์เกอร์ขายดีมาก ผมจึงว่านี่คือโอกาสให้เราก้าวสู่การสร้างแบรนด์ และเปิดร้านจริงจัง”

เลือกหน้าร้านเคลื่อนที่

จอดขาย ไป-กลับ สะดวก

จากทดลองตลาด ทำให้ทราบว่า กลุ่มผู้ซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ดี ซึ่งสัมพันธ์กับราคาขาย ฉะนั้น ทำเลจึงควรเจาะให้ถึงกลุ่มคนเหล่านี้ กอปรกับพบว่าผู้บริโภคจำนวนมากเดินทางมาในรูปแบบครอบครัว ที่มีลูกอายุ 2 ขวบขึ้นไป รวมไปถึงกลุ่มคนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอำเภอเมือง

เมื่อรู้โจทย์ จึงวางแผนหาห้องค้าเพื่อตั้งร้านในเขตเมืองที่แวดล้อมด้วยกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว แต่ทว่าค่าเช่าสูง จึงวางรูปแบบหน้าร้านให้เป็น “ฟู้ดทรัก” โดยกำเงินประมาณ 70,000-80,000 บาท ดาวน์รถกระบะ จากนั้นติดตั้งหลังคา ตกแต่ง จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ รวมเงินทุนทั้งหมดราว 300,000 บาท

“ตอนนั้นมองว่า ฟู้ดทรักมีข้อดีตรงขับไปจอด พอเลิกขายก็ขับกลับ ซึ่งยอดขายก็ไปได้ดีนะ ทั้งๆ ไม่ได้ทำการตลาด แต่ทว่าปัญหาที่เราพบและถือว่าหนักหนา จะเรียกว่าเป็นอุปสรรคของการขายในรูปแบบฟู้ดทรักก็ว่าได้ คือ ฝน เราเจอฝน 3 เดือน พื้นที่จอดขายอยู่ใกล้ทะเล น้ำก็จะท่วม พอเข้าสู่เดือนที่ 6 ของการขาย เราก็บอกตัวเองว่าจะหยุดกับทำเลนี้”

การตลาดแบบปากต่อปาก ไม่เพียงส่งผลให้ผู้บริโภครับรู้ในแบรนด์ แต่ทว่ายังส่งผลถึงผู้สนใจร่วมธุรกิจ ซึ่งขณะนั้น ศูนย์การค้าเจพาร์ค นิฮอน มูระ ศรีราชา ติดต่อให้ไปเปิดร้านรูปแบบฟู้ดทรักในพื้นที่ของเขา ฤดูฝนจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

“ก่อนจะเดินทางไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ เรายอมเปิดร้านในพื้นที่เดิมต่ออีก 1 เดือน เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบ ซึ่งก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ลูกค้าเดินทางตามมาอุดหนุน ส่งเสริมยอดขายได้วันละเกือบ 20,000 บาท โดยช่วงเวลาขายดีคือ เวลาหลังเลิกงาน ประมาณ 5 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 3 ทุ่ม”

จุดเด่น ออกแบบได้

ให้ลูกค้ามีส่วนร่วม

เมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จ กอปรกับยังไม่เห็นมีคู่แข่งขัน จึงเร่งผุดสาขาที่ 2 ตามมา โดยครั้งนี้เลือกรูปแบบการค้าลักษณะคีออสขนาดประมาณ 10 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าอิออน ศรีราชา ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ใกล้อำเภอเมือง ส่วนงบการลงทุนในรูปแบบคีออสประมาณ 200,000 บาท

“ทำเลนี้อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่แรกที่เคยจอดรถขาย แต่ตัดปัญหาเรื่องฝน เพราะอยู่ในอาคาร ส่วนเหตุผลกับการเลือกทำเลแห่งนี้ เพราะกลุ่มเป้าหมายในเมืองจำนวนมากยังคงต้องการให้เราไปเปิดใกล้ๆ เขา ซึ่งเราก็มองเห็นว่าฐานลูกค้ามากพอ และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะเปิดดำเนินการจนถึงวันนี้ราวเดือนที่ 7 ยอดขายไปได้ดี

คุณภากร ยังขยายความถึงเมนู OMG burger ว่าจะเน้นเบอร์เกอร์เป็นหลัก โดยมีตั้งแต่ เนื้อ หมู ไก่ ปลาแซลมอน นอกจากนั้นจะมีเฟรนช์ฟรายด์ ไก่ทอด แต่ทว่าจุดเด่นที่ถือเป็นความต่างจากร้านเบอร์เกอร์ทั่วไปคือ ลูกค้าสามารถออกแบบเบอร์เกอร์ได้ตามใจต้องการ

“จุดเด่นของ OMG burger คือ ลูกค้าสามารถเลือกได้เลยว่าต้องการขนมปังสูตรดั้งเดิมหรือชาโคล จะใส่กี่ชั้นก็ได้ ผัก เนื้อ ใส่ได้ตามต้องการ ส่วนท็อปปิ้ง ก็มีให้เลือก 3 อย่าง ชีส เบคอน ไข่ดาว จะใส่มากใส่น้อยตามแต่ความชอบ โดยราคาที่ลูกค้าเคยซื้อสูงสุดคือ 250 บาทขึ้นไป ต่อชิ้น แต่ว่าราคาต่ำสุดก็จะอยู่ที่ชิ้นละ 89 บาท ส่วนราคาซื้อง่ายก็ประมาณ 129 บาท สำหรับกำไรประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ครับ”

ดูแลตั้งแต่หลังร้าน

พัฒนาการไม่หยุด

คุณภากร ยังกล่าวถึงวัตถุดิบ ว่าให้ความสำคัญ อย่างแป้งทำขนมปังเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในช่วงแรกจะลงมือทำขนมปังเอง ต่อเมื่อยอดขายสูงขึ้น จึงจ้างผู้เชี่ยวชาญผลิตให้ภายใต้สูตรกำหนด ซึ่งคุณภากร ว่า ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน ทั้งความหวานในระดับปานกลาง ขนาด คุณภาพโดยรวมทั้งหมด

“สิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องคือ พัฒนาสินค้าเพื่อให้เกิดความต่างและหลากหลาย โดยมุ่งไปที่ประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย อย่าง ขนมปัง เคยคิดสูตรโฮลวีตขึ้นมา และขนมปังมินิ ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาก หรืออย่างเนื้อที่เคยซื้อในไทย เลี้ยงด้วยหญ้า ก็จะนำเข้าเนื้อจากออสเตรเลียที่เลี้ยงด้วยธัญพืช ทำให้เนื้อนุ่ม เราพยายามคิดสูตร มองหาวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง”

ด้วยรูปแบบการขายเปลี่ยนไป จำนวนสาขามากขึ้น จากลงมือทำหน้าที่บริการด้วยตนเอง จึงต้องจัดจ้างพนักงานเข้ามาประจำสาขาละ 1 คน ส่วนวัตถุดิบนั้นส่งตรงจากครัวกลาง นั่นก็คือร้านแมลงปอ เฮ้ลตี้ คาเฟ่ เพื่อให้คุณภาพอาหารได้มาตรฐานกำหนดไว้

“ตอนนี้ผมและน้องชายยังคงต้องเป็นหัวเรือใหญ่ ต้องดูแลทุกด้านให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่หลังบ้าน ตั้งแต่วัตถุดิบ อย่างพนักงานขายใช้เวลาอบรมนานถึง 6 เดือน เพื่อให้เขาเข้าใจสินค้า เข้าใจลูกค้า เก่งแล้วค่อยปล่อยครับ”

เปิดดำเนินธุรกิจ OMG burger มาถึงวันนี้ราว 7 เดือน แต่ยังไร้คู่แข่งทางตรง และแน่นอนว่าย่อมมีผู้สนใจลงทุน กระทั่งติดต่อถามถึงแฟรนไชส์

“ตอนนี้ผมมองเรื่องร่วมลงทุนเป็นพาร์ตเนอร์มากกว่าครับ อยากให้เติบโตไปด้วยกัน เพราะธุรกิจนี้เราทำมาแล้วเรารู้ว่าแบบไหนจะตอบโจทย์ เรื่องสถานที่สำคัญมาก ต้องมีความทันสมัย ผมว่าคอมมูนิตี้มอลล์เป็นทำเลที่เหมาะ”

สนใจเดินทางไปลิ้มรสเบอร์เกอร์ ที่สามารถออกแบบเองได้ ร้าน OMG Burger & Beer สาขาแรก ตั้งอยู่ศูนย์การค้าเจพาร์ค นิฮอน มูระ ศรีราชา ชั้น 1 ใกล้แม็กซ์แวลู วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น. โทรศัพท์ (097) 004- 7817

สาขา 2 ตั้งอยู่ ศูนย์การค้าอิออน ศรีราชา ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ วันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เวลา 10.30-20.30 น. โทรศัพท์ (081) 723-2944

%d bloggers like this: