อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

All posts tagged อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

อาชีพหลังเกษียณ

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0760151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

อาชีพหลังเกษียณ

คนที่เกษียณอายุจากงานหลวงส่วนใหญ่จะอยู่เฉยๆ ไม่ค่อยทำอะไรมาก นอกจากเลี้ยงหลาน

คนที่มีหลานให้เลี้ยงไม่ค่อยจะเดือดร้อน เพราะนอกจากได้บำนาญทุกเดือนแล้ว อาจได้เงินค่าเลี้ยงหลานจากลูกอีก

ที่ว่านี้ หมายถึงคนที่เกษียณแล้วได้บำนาญ แต่ถ้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอาจมีปัญหาบ้าง ถ้าได้บำเหน็จมาแล้วต้องใช้หนี้จนหมด เพราะต่อจากนั้นจะต้องหาเงินใช้เอง ไม่มีบำนาญให้เหมือนข้าราชการ

คนที่ปลดเกษียณมาที่ไม่อยากอยู่เฉยๆ ก็จะหาอาชีพให้กับตัวเอง เช่น ขับแท็กซี่บ้าง ทำขนมบ้าง และมีอยู่ไม่น้อยที่เอาเงินบำเหน็จที่ได้ไปลงทุนปลูกต้นไม้ ปลูกกล้วย ปลูกมะละกอ ปลูกมะนาว

บางคนไปเช่าที่ดินปลูกสับปะรด ก็ได้ผลพออยู่ได้ คือบางปีไม่ได้กำไร แต่เป็นหลักประกันว่าตัวเองมีงานทำ

เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งพอเกษียณก็ได้เป็นหมอดูลายมือ ถือเป็นอาชีพที่ดีอย่างหนึ่งของคนสูงอายุเพราะทำให้ไม่เหงา จะมีคนมาหาให้ช่วยทำนายชะตาชีวิตทุกวัน อยู่เฉยๆ ก็มีคนเอาเงินมาให้ถึงบ้าน

อาชีพหมอดูที่ว่านี้ผมเคยเอามาเขียนลงเส้นทางเศรษฐีหลายปีมาแล้ว

สำหรับเส้นทางเศรษฐีฉบับนี้ผมก็จะขอนำเสนอเพื่อนรุ่นพี่ของผมอีกคนที่มีอาชีพน่าสนใจทีเดียว

คนที่ว่านี้มีชื่อว่า สุเทพ สังข์เพ็ชร ปัจจุบันอายุเกือบ 80 ปีเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังยึดอาชีพวาดรูปได้อย่างเหนียวแน่น เพียงแต่เจ้าตัวไม่ยอมรับว่าเป็นอาชีพเท่านั้น

คุณสุเทพปลดเกษียณในตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการมาจากการประปานครหลวง

เขาเรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง รุ่นเดียวกับ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติที่คนไทยรู้จักดี

หลังจากคุณสุเทพเรียนจบจากเพาะช่างก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบจากธรรมศาสตร์ก็ได้ทำงานที่กรมนิเทศสหการ และการประปานครหลวง ตามลำดับ

คุณสุเทพเล่าให้ผมฟังว่า เขาไม่กล้าที่จะยึดอาชีพวาดรูปเหมือน ถวัลย์ ดัชนี และใครต่อใครมาตั้งแต่จบเพาะช่าง เพราะต้องมีภาระเลี้ยงดูน้องๆ หลายคน

“วาดรูปมีรายได้ไม่แน่นอน จึงต้องหางานหลวงทำเป็นหลัก” เขาให้เหตุผล

ทว่าขณะคุณสุเทพทำงานหลวง เขาไม่เคยหยุดเขียนรูป หรือจะเรียกให้สูงขึ้นมาหน่อยก็ได้ว่า

เขาไม่เคยหยุดทำงานศิลปะ

เขาจะเดินทางไปไหนก็ตาม ทั้งภายในและต่างประเทศจะต้องติดสมุดไปสเก็ตภาพแทนการถ่ายรูปเสมอ (มีพฤติกรรมคล้ายๆ กับอดีตนายกชวน หลีกภัย)

แต่ถ้าอยู่บ้านคุณสุเทพจะวาดรูปสีน้ำมัน และสีอะครีลิกลงบนผืนผ้าใบอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนมีผลงานเต็มบ้าน

ผมเคยไปถึงบ้านคุณสุเทพจึงได้เห็นผลงานทั้งป้ายสีน้ำวาดทิวทัศน์ สีอะครีลิกเป็นรูปเหมือนใบหน้าคน และภาพสมัยใหม่ ติดตั้งโชว์อยู่ที่ผนังเกือบทุกด้านของบ้าน นอกนั้นกองเป็นตั้งอยู่บนพื้นบ้าน

เนื่องจากเวลาของคุณสุเทพถูกงานหลวงแย่งไปจนเกือบหมด เขาจึงไม่สามารถที่จะนำผลงานออกแสดง หรือจัดนิทรรศการแบบเดี่ยว หรือเฉพาะของตนเองได้ นอกจากนำไปแสดงร่วมกับศิลปินคนอื่นเป็นครั้งคราว

จนกระทั่งคุณสุเทพเกษียณ เขาจึงมีเวลาเต็มที่ และเต็มที่จริงๆ เพราะไม่มีหลานให้เลี้ยง เหตุที่ไม่มีก็เพราะตัวเองไม่มีลูกนั่นเอง

ถึงไม่มีลูก แต่ก็มีรูป คือเขามักจะอยู่กับรูป เขียนรูปทุกวันก็ว่าได้

เมื่อคุณสุเทพมีเวลาว่างพอ เขาจึงได้นำผลงานจัดนิทรรศการเดี่ยวหลายครั้ง โดยเฉพาะล่าสุดก็เมื่อปลายเดือนกันยายนศกนี้ เขาได้นำผลงานแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติเป็นเวลา 45 วัน

สำหรับการจัดนิทรรศการเดี่ยวของคุณสุเทพได้จัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติติดต่อกันทุกปี ปีละครั้ง เป็นครั้งที่ 7 เข้าไปแล้ว

ผมได้ไปชมผลงานของคุณสุเทพทุกครั้ง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผลงานมาตามลำดับ โดยแต่ละปีจะมีผลงานที่ไม่ซ้ำกัน จะแปลกกว่าเดิมเสมอ

สำหรับเรื่องนี้ คุณสุเทพให้เหตุผลว่า ศิลปินทั่วไปจะต้องสร้างผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

หมายถึงว่าพอใครเห็นงานปุ๊บจะต้องรู้ทันทีว่าเป็นงานของศิลปินผู้ใด แต่สำหรับคุณสุเทพไม่ต้องการเช่นนั้น เขาเปลี่ยนแนวการเขียน การเสนอผลงานแตกต่างออกไปทุกปี

“ผมไม่อยากขึ้นต้นอย่างไรแล้วจบอย่างนั้น ผมจึงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อคนที่ชอบงานศิลปะจะได้ตื่นเต้น ทายไม่ถูกว่าปีนี้งานจะออกมาอย่างไร” เขาให้เหตุผล

ผมก็ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก แต่ศิลปินทุกคนมาถึงระดับนี้แล้ว ย่อมเป็นตัวของตัวเองเสมอ

สีสันแห่งความสุข เป็นนิทรรศการครั้งล่าสุดของคุณสุเทพ ผมได้ไปชมมาจึงได้เห็นผลงานหลากหลายเช่นเดิม

คุณสุเทพได้อธิบายถึงการเขียนภาพของตัวเองว่า

“วัยเด็ก ชอบวาดรูปด้วยดินสอในสมุดโน้ต พอโตเป็นผู้ใหญ่ชอบศิลปะมากขึ้น จึงวาดภาพให้มีสีสันลอกเลียนให้เหมือนจริงตามธรรมชาติ ปัจจุบันชอบวาดสีโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ติดยึดรูปแบบ กฎเกณฑ์ วาดภาพตามความคิดมากกว่าตาเห็นตามความต้องการของตัวเองอย่างอิสระเสรีเต็มที่ สีสันให้ความรู้สึกที่ต้องสัมผัสด้วยใจ แม้จะรู้ตัวว่าศิลปะและสีสันเป็นเพียงภาพลวงตาก็ตาม แต่ถ้าวาดภาพด้วยสมาธิด้วยจิตใจที่แน่วแน่ก็ให้ความงดงาม ความสุขสงบได้ ผมจึงเป็นเพียงคนวาดสีที่แสวงหาความสุข”

คงเป็นอย่างที่คุณสุเทพว่าจริงๆ ด้วย เพราะผลงานแต่ละชิ้นดูแล้วให้ความรู้สึกมีความสุข ผู้ใดเครียดมาก่อน แต่พอได้มาชมผลงานของคุณสุเทพชุดนี้จะต้องกลับออกไปอย่างมีความสุข

อย่างไรก็ตาม ผมได้รับทราบเป็นที่น่ายินดีว่า

ในการจัดนิทรรศการของคุณสุเทพครั้งนี้ นอกจากมีคนทยอยมาชมแต่ละวันไม่ทำให้เจ้าของผลงานต้องเหงาแล้ว ยังมีผู้สนใจมาจับจองซื้อไปประดับบ้าน คฤหาสน์ และที่ทำงานกันเป็นจำนวนกว่า 20 รูป

ปกติศิลปินทั่วไปจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง จะขายผลงานได้ไม่เกิน 10 รูป

แสดงให้เห็นว่า ผลงานของคุณสุเทพเข้าตาผู้สนใจในงานศิลปะแขนงนี้ได้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาพเขียนสีรูปดอกไม้ ถึงขนาดว่าคุณสุเทพต้องเขียนมาเพิ่มอีกหลายรูปเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้สนใจ

ปกติถ้าผมเขียนเรื่องลงพิมพ์ที่นิตยสารอื่นๆ ผมก็คงจบเพียงแค่นี้ แต่เมื่อลงพิมพ์ในนิตยสารเส้นทางเศรษฐี จึงจำเป็นต้องบอกผู้อ่านและไม่ได้อ่านว่า

การจัดนิทรรศการของคุณสุเทพสามารถขายรูปได้ทั้งหมด 26 รูป ไม่ต้องมากเพียงแค่รูปละ 30,000 บาท ก็ทำให้เขาได้รับเงินเกือบ 800,000 บาทเลยทีเดียว (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย)

นับเป็นรายได้ที่สามารถทำให้คนเกษียณจากงานประจำ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่เดือดร้อน แต่ก็ทำได้ยากสำหรับผู้เกษียณคนอื่นๆ ที่จะเลียนแบบ เพราะการเขียนรูปไม่ใช่การขายน้ำเต้าหู้

Advertisements

พนักงานรถนอน

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

พนักงานรถนอน

คำว่ารถนอน ไม่ได้หมายถึงรถที่ใช้นอน แต่เป็นตู้โดยสารรถไฟที่ให้คนขึ้นไปนอนบนรถ

ที่การรถไฟต้องให้มีตู้นอนก็เพราะว่าต้องใช้เวลาเดินทางจากสถานีต้นทางถึงสถานีปลายทางนานหลายชั่วโมง

นั่งจากกรุงเทพฯ ถ้าไปเชียงใหม่ก็จะใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง และถ้าไปนราธิวาสจะต้องใช้เวลาเกือบ 20 ชั่วโมง ใช้เวลานานมาก

ต้องนั่งรถไฟนานๆ อย่างนี้จึงจำเป็นต้องให้ผู้โดยสารมีทางเลือกคือ จะนั่งไปหรือนอนไปอย่างใดอย่างหนึ่ง

ก่อนนี้ผมชอบใช้บริการรถนอน เพราะพอตื่นรออีกไม่นานก็ถึงจุดหมาย

การได้โดยสารไปกับตู้นอนสบาย เพราะไม่ต้องปูที่นอนเอง พอถึงเวลาก็จะมีพนักงานมาปูที่นอนให้ ผู้โดยสารมีหน้าที่นอนอย่างเดียว

พนักงานของตู้นอนเกือบทุกคนที่ผมใช้บริการขอชมว่าบริการดี น่ารัก ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นผู้ชาย

นอกจากน่ารักแล้ว ยังแต่งเนื้อแต่งตัวสะอาดสะอ้านอีกต่างหาก

จากการเป็นผู้สูงวัยตามอายุที่เพิ่มขึ้นตอนนี้ เวลาใช้บริการตู้นอนมักจะทำให้ปวดหลัง

ผมจึงเปลี่ยนไปใช้บริการรถไฟที่เป็นตู้นั่งแทน ซึ่งมีที่นั่งเหมือนๆ กับที่นั่งบนเครื่องบินที่สามารถเอนนอนได้ และว่าไปแล้วเป็นที่นั่งที่สบายกว่าเครื่องบินเสียอีก เพราะมีขนาดกว้างกว่า อีกทั้งเป็นตู้แอร์ (ตู้ปรับอากาศ) จึงไม่ร้อน แต่ที่ผมชอบมากก็ตรงที่มีห้องน้ำกว้างมาก

รถนั่งแอร์ที่ว่านี้เป็นตู้หนึ่งในขบวนรถไฟด่วนพิเศษนครพิงค์ แล่นระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่

เป็นตู้นั่งแอร์ที่มีขึ้นเพียงขบวนละ 1 ตู้เท่านั้น มีที่นั่ง 36 ที่นั่ง

มารู้ตอนหลังว่าเป็นตู้ที่การรถไฟทำไว้เพื่อให้ความสะดวกกับคนพิการและคนสูงอายุใช้โดยเฉพาะ

ผู้โดยสารที่พิการต้องนั่งรถเข็น ตู้นั่งพิเศษที่ว่านี้จะมีแขนออกไปหิ้วรถเข็นขึ้นมาได้เลยโดยไม่ต้องพับรถให้ลำบาก

ยกรถขึ้นมาแล้วก็มีที่ให้รถเข็นจอด ซึ่งคนพิการจะนั่งรถเข็นไปตลอดทางหรือจะเปลี่ยนไปนั่งที่เก้าอี้ประจำรถก็ได้

แต่ส่วนใหญ่คนพิการจะขอนั่งบนรถเข็น เพราะสะดวกในการพาตัวเองเข้าห้องน้ำ

ส่วนตัวผมเดินทางไปเชียงใหม่ค่อนข้างบ่อย

เดินทางด้วยเครื่องบินบ้าง รถไฟบ้าง รถทัวร์บ้าง เอาแน่ไม่ค่อยจะได้

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเดินทางจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟด่วนพิเศษนครพิงค์

ไม่ได้นั่งตู้นอน นั่งตู้นั่งแอร์สำหรับคนพิการ แต่ถึงผมจะไม่พิการหากมีที่ว่างการรถไฟก็ยินดีขายตั๋วให้

วันนั้นพนักงานที่มาให้บริการบนรถ เป็นชายหนุ่มหน้าตาเรียบร้อยแต่งกายอยู่ในเครื่องแบบสะอาดตา

เขายืนต้อนรับผู้โดยสารที่มีทั้งฝรั่ง ไทย และคนจีน ตั้งแต่รถไฟยังไม่ออกจากสถานีเชียงใหม่

พอรถเคลื่อนขบวน เขาจะออกมายืนแนะนำตัวว่า ชื่อ วุฒิกร กลิ่นมาลี มีชื่อเล่นว่า โต้

แนะนำตัวเสร็จก็จะบอกต่อว่า รถจะไปถึงสถานีใหญ่ๆ กี่โมง และถึงสถานีปลายทางหัวลำโพงกี่โมง พร้อมกับแนะนำการใช้ห้องน้ำว่า พอเข้าไปในห้องแล้วให้กดปุ่มปิดเปิดประตูยังไง

เขาไม่ได้พูดเฉพาะภาษาไทยแต่พูดภาษาอังกฤษ และภาษาจีนด้วย

ถือว่าเป็นพนักงานที่ทันสมัยมาก โดยเฉพาะใช้ภาษาจีน เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากเมืองจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากนั่นเอง

พอถึง 4 ทุ่ม เขาได้ปิดไฟบางดวงเพื่อให้มีความสว่างน้อยลง เหมาะสำหรับให้ทุกคนเอนเก้าอี้นอนพักผ่อน

รถไฟแล่นไปสว่างในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ใกล้สว่าง เขาได้ไปปลุกผู้โดยสารที่เป็นฝรั่ง เพื่อบอกให้รู้ว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงสถานีอยุธยา ตามที่ผู้โดยสารได้สั่งไว้

ตั้งแต่สถานีอยุธยารถไฟจอดหลายสถานี

ก่อนถึงสถานีแห่งใดเขาก็จะยืนประกาศให้ผู้โดยสารได้รับรู้ก่อนล่วงหน้าเสมอ เพื่อจะได้เตรียมพร้อมลงจากรถได้

ย้อนกลับไปก่อนปิดไฟให้ผู้โดยสารนอนบนรถ ผมได้ถือโอกาสสอบถามถึงประวัติและหน้าที่การงาน หรืออาชีพที่เขาทำ

เขาเล่าว่า ได้มาทำงานที่การรถไฟในตำแหน่งพนักงานรถนอนเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

ตอนนี้เขายังเป็นแค่ลูกจ้างรายวัน ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท แต่จะมีรายได้อื่นๆ เพิ่มมา เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าเบี้ยเลี้ยงต่อวันต่อเที่ยว

รวมเบ็ดเสร็จมีรายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ถือว่าดีทีเดียวเพราะการทำงานเป็นพนักงานรถนอนมีรายจ่ายน้อย

เป้าหมายสูงสุดของเขาก็คือ การได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของการรถไฟ ถึงแม้การรถไฟขาดทุน แต่ถ้าผู้ใดได้บรรจุก็จะมีชีวิตมั่นคง ปลดเกษียณไปแล้วยังได้เงินบำนาญอีก ซึ่งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทยที่มีบำนาญมีเพียง 2 แห่งเท่านั้นคือ การรถไฟกับธนาคารออมสิน

เมื่อผมถามถึงว่าต้องเรียนจบอะไรถึงจะมาทำงานในหน้าที่นี้ได้

เขาตอบว่า รถไฟรับผู้เข้าทำงานในหน้าที่นี้ใช้วุฒิแค่ ม.3 เท่านั้น แต่คนที่มาสมัครเข้าทำงานส่วนใหญ่จบปริญญาตรี รวมทั้งตัวเขาเองด้วย

เขาได้ปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจการตลาด ที่มาเลือกทำงานนี้ก็เพราะชอบงานบริการ อีกประการหนึ่งคือ อยากเข้าทำงานที่การรถไฟด้วยเหตุผลข้างต้น บังเอิญตำแหน่งตามวุฒิที่เขาเรียนมายังไม่มีการรับสมัคร จึงขอทำในตำแหน่งนี้ไปพลางก่อน

ข้อดีสำหรับเขาก็คือ เขาเป็นคนชอบเดินทาง การทำงานบนรถไฟเหมือนได้เดินทาง ในช่วงที่ได้เวลาพักร้อนปีละ 6 วันนั้น เขาจะถือโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดที่มีรถไฟผ่านเพราะได้นั่งฟรี

ส่วนข้อเสียก็มีคือ เป็นงานที่ต้องอดนอน หรือหากไม่อดนอนแต่ก็นอนไม่ได้เต็มที่ เพราะขณะทำงานซึ่งเป็นเวลากลางคืนไม่รู้ว่าผู้โดยสารจะเรียกใช้เมื่อไร

คนผ่าลูกจากขาย

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07073010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

คนผ่าลูกจากขาย

ที่ชุมชนบ้านทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เพราะเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ เช่น การปลูกผักกระชับที่ผมได้เขียนเล่าไปแล้ว

นอกจากนี้ที่เด่นๆ ก็มีอาชีพการประมง เพื่อทำปลาแห้ง กะปิ น้ำปลา แล้วยังมีการปลูกกล้วยด้วย

กล้วยน้ำว้าที่นี่ก็ขึ้นชื่อ มีชื่อว่า กล้วยน้ำว้าสามน้ำ รสอร่อยไม่ว่าจะกินสดๆ หรือนำไปทำขนม

ทว่าสำหรับวันนี้ ผมจะแนะนำท่านผู้อ่านและไม่ได้อ่านให้ได้รู้จักกับคนผ่าลูกจากขาย นางมีชื่อว่า สำเภา มุกดาสนิท

ไม่น่าเชื่อว่าป้าสำเภามีรายได้จากการผ่าลูกจากขายวันละโดยเฉลี่ยประมาณ 1,500 บาท

อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่เรียบง่าย นั่งผ่าลูกจากอยู่คนเดียวรับเงินคนเดียวด้วย

รายได้วันละเท่านี้ ถ้าคิดเป็นเดือนก็เท่ากับเดือนละ 45,000 บาท

ถือว่าเป็นรายได้มากทีเดียว

ถ้ามีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วมีรายได้เท่านี้ก็ถือว่าปกติ แต่ถ้าอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้นับว่ามีรายได้สูง

ทว่านางมีรายได้ในการผ่าลูกจากขายปีหนึ่งๆ เพียงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม รวม 5 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ไม่มีลูกจากให้นำมาผ่าขาย

ช่วงนี้จึงต้องเปลี่ยนไปทำปลาแห้งขาย ก็พอจะอยู่ได้สบายตลอดปี

ชุมชนบ้านทะเลน้อยติดอยู่ริมแม่น้ำประแส ที่นอกจากอากาศดีแล้ว ยังมีปลาและกุ้งให้จับขายและกินด้วย

ปูทะเล และปูม้าก็มีให้จับ แต่จับได้เฉพาะช่วงที่มีน้ำเค็มขึ้นถึง คือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม

เดือนที่มีปูให้จับก็เป็นรายได้ให้คนชุมชนปีละไม่น้อย

แต่พอถึงเดือนที่แม่น้ำประแสมีน้ำจืดขึ้นถึงก็จะมีลูกจากให้เก็บมาผ่าขาย

ป้าสำเภาเล่าถึงขั้นตอนการนำลูกจากมาผ่าขายให้ผมฟังว่า

ริมแม่น้ำประแสทั้ง 2 ฝั่ง เต็มไปด้วยป่าจาก

ป่าจากเหล่านี้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์กระจายมากขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีดินเลนให้มันก็สามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่หยุดยั้ง

นอกจากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแล้ว ยังขยายทางหน่อเหมือนกล้วยด้วย

ต้นจากที่โตเต็มที่ก็จะออกลูก พอต้นแม่ตายก็จะมีหน่อขึ้นมาแทน สำคัญขออย่าให้คนไปตัดพวกมันทิ้งเท่านั้น

ก็เพราะมีต้นจากจำนวนมากจึงทำให้เกิดอาชีพตัดใบจากขายบ้าง เอาลูกของมันมาผ่าขายบ้าง

ใบจากที่ลูกชายของนางตัดมาขายเป็นทาง ถ้าใช้ห่อขนม ขายทางละ 4 บาท ถ้านำไปห่อยาสูบขายทางละ 2 บาท

สำหรับเรื่องใบจาก คนทำจะมีรายได้เท่าไรไม่รู้ แต่คนเก็บลูกจากซึ่งเป็นอาชีพของลูกชายคนหนึ่ง เวลาเก็บลูกจากมาขายให้ป้าสำเภา นางจะรับซื้อลูกจากพวงละ หรือกระปุกละ 10 บาท

1 กระปุกมี 50 เม็ด หรือ ๕๐ ลูก

เมื่อผ่าเอาเนื้อออกมาแล้ว 1 กระปุก จะได้เนื้อลูกจากประมาณ 1 กิโลกรัม

ราคาขายช่วงที่มีคนทำขายกันมากก็จะได้กิโลกรัมละ 120 บาท แต่ช่วงที่มีน้อยจะได้ 150 บาท ต่อกิโลกรัม

ป้าสำเภาสารภาพว่า ตัวเองผ่าลูกจากเป็นอย่างเดียว แต่ขายไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน อย่างไร

ฉะนั้น ที่ป้าสำเภายังขายได้อยู่ทุกวันนี้เพราะมีแม่ค้ามาขอซื้อถึงบ้าน

แม่ค้าไม่ได้มาขอซื้ออย่างเดียว ยังโทรศัพท์มาสั่งล่วงหน้าด้วยว่า จะมารับลูกจากจำนวนเท่าไรและเมื่อไร

แม่ค้าสั่งมาทุกครั้ง ป้าสำเภาจะต้องสั่งให้ลูกชายแจวเรือไปหาลูกจากมาให้ได้ทุกครั้ง ถึงแม้ป่าจากที่ขึ้นอยู่ตามชายเลนเป็นของหลวงก็จริง

แต่ถ้าไปตัดเองแค่ใบและลูก จะไม่มีปัญหากับทางการแต่ประการใด ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเดียวกันไม่มีการแย่งเก็บลูกจาก เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่าของใครอยู่เขตไหน

ขณะเดียวกัน ป้าสำเภากับลูกๆ ก็ได้ช่วยกันปลูกต้นจากเสริมด้วย โดยเฉพาะริมแม่น้ำประแสที่ติดกับเขตบ้านของป้า

ขณะที่ผมไปยืนพูดคุยกับป้าสำเภานั้น นางทำงานไปพลางเล่าไปพลาง แต่ก็ไม่ทำให้เสียงาน เพราะนางผ่าลูกจากได้ชำนาญมาก

ก็คงต้องชำนาญเพราะเป็นอาชีพที่ต้องทำทุกวัน ทำมาเป็นเวลานานหลายปี

บางครั้งป้าสำเภาก็หยุดผ่าแล้วส่งลูกจากที่ผ่าเรียบร้อยแล้วให้ผมได้ชิม

เนื้อลูกจากผ่าออกจากเม็ดใหม่ๆ หวานกรอบอร่อยดีเหลือเกิน มิน่าจึงมีแม่ค้ามาขอซื้อถึงที่

อย่างไรก็ตาม จากการได้เห็นป้าสำเภาผ่าลูกจากในวันนั้น ทำให้ผมอดคิดถึงคุณประโยชน์ของต้นไม้ชนิดนี้ไม่ได้

สมัยดั้งเดิมของคนไทย โดยเฉพาะคนภาคใต้ ใบจากเป็นวัสดุมุงหลังคาที่มาก่อนวัสดุอื่นๆ ทั้งหมด

ต้นจากถือว่าเป็นต้นไม้ที่ได้ประโยชน์ทั้งต้นก็ว่าได้

นอกจากใบจากแล้ว ก้านใบก็ทำไม้กลัด และไม้จิ้มฟันได้

ส่วนทางนำมาตากแดดเพื่อใช้เป็นฟืนได้อย่างดี

งวงจากนำมาทำแส้ปัดยุง สมัยก่อนมีมากที่สุดที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันก็พอมีแต่เหลือน้อยเต็มที

จากงวงจากก็มาถึงลูกจาก ก็นำมากินได้ อร่อยด้วย

ก็หวังว่าทางการจะรักษาป่าจากไว้ให้คู่กับแม่น้ำประแส ซึ่งจะส่งผลดีให้คนริมแม่น้ำประแสได้มีอาชีพเกี่ยวกับต้นจากตลอดไป

พาคนชมทะเลบัวแดง

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

พาคนชมทะเลบัวแดง

สมัยนี้ ถ้าผู้ใดไปเที่ยวที่จังหวัดอุดรธานี

รับรองว่าเกือบทุกคนต้องไปชมดอกบัวเป็นแสนๆ ดอก หรืออาจจะถึงล้านดอกก็ได้

ก็เพราะมีดอกบัวแดงพากันบานพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากนี้เอง จึงถูกเรียกว่าทะเลบัวแดง

ผมเองเคยไปชมทะเลบัวแดงมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งแรกที่ไปเห็น พบดอกบัวโผล่หน้าขึ้นมาไม่มากนัก เพราะไปก่อนเวลาที่ดอกบัวจะนัดเวลาออกดอก

ถ้าจะให้เห็นดอกบัวมากๆ จะต้องไประหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

ดอกบัวแดงมีมากที่สุดอยู่ในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

ขอให้ผู้อ่าน และไม่ได้อ่านที่จะไปชมทะเลบัวแดงให้ได้เต็มตาจดจำไว้เลยว่าต้องไปในเดือนที่ว่านี้

เมื่อมีนักท่องเที่ยวไปชมทะเลบัวแดงกันมาก ก็ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพเพิ่มขึ้น เช่น ร้านอาหาร ที่พัก และที่เห็นได้ชัดก็คือ เรือพานักท่องเที่ยวชมทะเลบัวแดง

ถูกแล้วอุตส่าห์ไปถึงทะเลบัวแดงทั้งที แค่ยืนชมอยู่บนฝั่งมันไม่สะใจ

ทุกคนจึงต้องลงเรือกันทั้งนั้นเพื่อให้คนขับเรือ หรือนายท้ายเรือพาไปในบึงกว้างจะได้เห็นดอกบัวทั้งที่เป็นดอกตูมและดอกบานกันชัดๆ เต็มไปหมด

ว่าไปแล้ว การได้เห็นดอกไม้จะเป็นดอกอะไรก็ตาม ถ้าได้เห็นเพียงดอกสองดอกก็งั้นๆ แต่พอได้เห็นมากๆ เป็นแสนเป็นล้านดอกก็จะทำให้ตื่นตาตื่นใจ เช่น ทุ่งดอกบัวตอง ที่แม่ฮ่องสอน และทุ่งทานตะวัน ที่สระบุรี เป็นต้น

เรือที่พานักท่องเที่ยวล่องบึงชมทะเลบัวมีกว่าร้อยลำ เพราะถ้ามีน้อยกว่านี้ไม่มีทางว่าจะรับนักท่องเที่ยวได้เพียงพอ

ผมกับเพื่อนร่วมเดินทางรวม 8 คน ได้นั่งเรือที่มีคนขับที่มีชื่อว่า เหมือน โคตรบรรเทา

ขณะเรานั่งเรือออกจากฝั่งเป็นเวลา 7 โมงเช้ากว่าเล็กน้อย อากาศกำลังดี ไม่ร้อน หรือถึงร้อนก็ไม่เป็นไรเพราะเรือมีหลังคา

เรือพาเราแล่นตรงไปยังกลางบึง ซึ่งมองเห็นดอกบัวชูดอกจนลานตา

ดอกบัวสีแดงตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า และมีเมฆสีขาวบางส่วน

มองรวมๆ เป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน

ไกด์บนเรือบอกให้เรารู้คร่าวๆ ว่า ทะเลบัวแดงแห่งนี้เป็นบึงธรรมชาติมีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่

ดอกบัวได้งอกงามขึ้นเองตามธรรมชาติ จากเดิมมีน้อยแล้วค่อยๆ ขยายพันธุ์กว้างขึ้นเรื่อยๆ

ที่จริงเป็นบึงที่มีดอกบัวมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ความสวยงามของดอกบัวยังหลบซ่อนอยู่เงียบๆ

มีชาวบ้านที่เอาเรือมาหาปลา และถอนสายบัวไปกินเท่านั้นที่เห็นความงามของทะเลบัวแดง

ต่อมา ความสวยงามของทะเลบัวแดงได้ถูกถ่ายทอดจากปากสู่ปาก โดยเฉพาะเข้าสู่ยุคดิจิตอล จึงทำให้มีคนถ่ายรูปส่งต่อๆ ให้คนอื่นๆ ได้รู้

ประกอบกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้นำทะเลบัวแดงไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จึงทำให้มีคนรู้จักมากขึ้นและมากขึ้น

ไม่ได้เป็นที่รู้จักเฉยๆ คนทั่วประเทศยังพากันมาชมทะเลบัวแดงกันปีละจำนวนมาก

การล่องเรือชมบัวแดง มีการจอดให้นักท่องเที่ยวได้แวะถ่ายรูปในบริเวณที่มีบัวแดงหนาแน่นหลายจุด

สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวไปตามๆ กัน

ขณะเรือหยุดเครื่อง จอดอยู่กับที่เพื่อให้คนบนเรือถ่ายรูปนั้น ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนขับเรือ

เขาบอกว่า มามีอาชีพนำเรือพานักท่องเที่ยวล่องทะเลบัวแดงมา 3 ปีแล้ว โดยซื้อเรือมา 1 ลำ ราคา 60,000 กว่าบาท

ก็มีงานทั้งปี เพราะในเดือนที่ไม่มีดอกบัวก็จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมานั่งเรือชมนกน้ำ

ถ้าว่างจากการนำเรือรับจ้างนักท่องเที่ยวก็จะทำนา ซึ่งเป็นอาชีพเดิมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ช่วงเดือนที่มีดอกบัวจะมีรายได้ดีมาก เพราะจะมีนักท่องเที่ยวมาชมทะเลบัวแดงตั้งแต่เช้าไปจนมืด

การคิดค่าเช่าเรือ แล้วแต่ว่าจะไปไกล หรือใกล้ ราคาไม่เท่ากัน ถ้าไปใกล้ๆ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเที่ยวละ 300 บาท แต่ถ้าไปไกลๆ ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง ก็จะคิดราคาเที่ยวละ หมายถึงทั้งไปและกลับ 500 บาท

เคยมีบริษัทถ่ายหนังสารคดีมาเหมาเรือทั้งวัน ถ้าเหมาก็ 1,200 บาทต่อวัน

เงินค่าเช่าเรือที่ได้จะต้องมอบให้ อบต.ผู้ดูแล 10 เปอร์เซ็นต์

นับเป็นรายได้ที่แกอยู่ได้สบาย เพราะรายจ่ายน้อย ค่าน้ำมันตอนนี้ก็ถูกลง

ใช้น้ำมันแต่ละเที่ยวไม่เกิน 2 ลิตรเท่านั้น

อาชีพอีกอย่างหนึ่งที่แกทำก็คือ แบ่งห้องที่บ้านให้นักท่องเที่ยวเช่า หรือที่เรียกเป็นทางการว่า โฮมสเตย์นั่นแหละ

แกคิดค่าห้องวันละเพียง 300 บาท มีอาหารให้ 1 มื้อ

แกบอกว่าเจ้าของเรือทุกลำก็จะทำอาชีพคล้ายๆ กัน ทั้งนี้ก็เพราะช่วงไม่มีดอกบัวจะมีนักท่องเที่ยวน้อยนั่นเอง

ยกเว้นบางคน ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวน้อย ก็จะใช้วิธีจับปลาเปลี่ยนอาชีพจากชาวนาเป็นชาวประมงแทน ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะบึงที่กว้างใหญ่นี้ไม่ได้มีแต่ดอกบัวแดง แต่มีปลาน้ำจืดชุกชุมด้วย

ปลูกผักกระชับ

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

ปลูกผักกระชับ

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้เอง ผมเดินทางไปกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว โครงการเที่ยววันธรรมดา ที่ระยอง และจันทบุรี

การเดินทางครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้พาผมกับคณะสื่อมวลชนไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ หลายแห่ง

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจกลายเป็นชุมชนทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

ที่น่าสนใจก็เพราะได้ไปเห็นการประกอบอาชีพของคนในชุมชน ที่มีชื่อเสียงหลายอย่างมาก เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้า 3 น้ำ (3 ชนิด) ที่มีรสชาติหวานมันยังกับไม่ใช่กล้วย

นอกจากนี้ ก็มีการทำปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา และผลิตภัณฑ์งานฝีมือพวกจักสาน

แต่ที่น่าสนใจกว่าใครเพื่อนก็เห็นจะเป็นการปลูกผักกระชับ ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย

แค่ชื่อของผักว่า กระชับ ก็น่าสนใจแล้ว

หลังจากชม และดูงานอย่างอื่นๆ ครบถ้วน เจ้าภาพได้เลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีผักกระชับเป็นหลัก เช่น แกงส้มผักกระชับ ยำผักกระชับ ผักกระชับผัดน้ำมันหอย และผักกระชับสดจิ้มน้ำพริกกะปิ

ทุกคนกินผักกระชับกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะผมชอบเป็นพิเศษเพราะรสชาติดีเหลือเกิน

ลักษณะของผักกระชับ ถ้าดูเผินๆ จะเหมือนกับผักที่เพาะจากเมล็ดทานตะวัน

รสชาติ และคุณค่าของผักทั้ง 2 ชนิดนี้อาจใกล้เคียงกัน เช่น ลดความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด แต่สำหรับผักกระชับที่ทำให้ผู้เพาะผักกระชับขายได้ดี และไวก็เพราะมีคุณสมบัติเหมือนชื่อคือ

ถ้าผู้หญิงกินแล้วทำให้ช่องคลอดกระชับ

เมื่อผมถามว่า ถ้าผู้ชายกินผักกระชับล่ะจะมีอะไรเกิดขึ้น

คนที่พาไปกินผักกระชับอมยิ้มก่อนตอบว่า

“ถ้าผู้ชายกินก็จะกระชับเหมือนกัน คือกระชับมิตร”

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เพียงแค่ให้นักท่องเที่ยวพากันมากินผักกระชับที่ร้าน หรือซื้อผักกระชับไปฝากญาติมิตรก็ถือว่าเป็นการกระชับมิตรได้แล้ว

ผักกระชับมีหน้าตาอย่างไร ขอผู้อ่านและไม่ได้อ่านดูจากภาพประกอบก็แล้วกัน

วันนั้นผมอร่อยลิ้นอย่างเดียวไม่พอ ขอตามไปที่บ้านของคนเพาะผักกระชับขายด้วย จึงได้รู้ได้เห็นของจริงพร้อมได้รับคำอธิบายจาก คุณประสาน ถวิล อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการคร่าวๆ ว่า

การปลูกผักกระชับจะต้องเริ่มต้นด้วยการปลูกต้นเพื่อเอาผล หรือเอาเมล็ดของมันก่อน ก่อนนำเมล็ดมาเพาะเป็นผัก

โดยปลูกต้นกระชับลงในนาข้าว หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ตั้งแต่หยอดเมล็ด จนเก็บผล ต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

ได้เมล็ดกระชับแล้วต้องเอามาแช่น้ำนานถึง 3 เดือน จนเปลือกเมล็ดแตกฉีก

จากนั้นนำเมล็ดขึ้นมาเพาะ โดยฝังกลบลงในดินที่เตรียมไว้

เป็นดินร่วน ฝังเสร็จให้ใช้ทรายโรยอีกครั้ง

สถานที่เพาะควรอยู่ในที่ร่มมีหลังคา เพราะถ้าอยู่กลางแจ้งอาจมีนกมากินได้ อีกทั้งถ้าถูกฝนใบอ่อนที่งอกออกมาจะเน่าเสียก่อน

รดน้ำให้เมล็ดเพียงครั้งเดียวในวันเพาะ จากนั้นมันก็เริ่มงอก

ใช้เวลาเพียง 7 วัน งอกขึ้นมาเป็นต้น ผลิใบ แล้วค่อยๆ งอกงามขึ้น จนมีต้นสูงประมาณ 6 นิ้ว ก็เก็บมากินมาจำหน่ายได้แล้ว

เจ้าของโรงเพาะผักกระชับบอกว่า ที่หมู่บ้านทะเลน้อยมีคนทำอาชีพนี้ 13 ครัวเรือน

ทำเท่าไรก็ขายได้หมด เพราะมีทั้งพ่อค้า และแม่ค้ามารับซื้อไปขายต่อ แต่ถ้าต้องการขายให้ได้ราคาดีก็จะนำผักกระชับไปขายที่ตลาดในอำเภอแกลงเอง

ปกติราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท แต่บางเดือนถ้าผักกระชับออกน้อย ก็ขึ้นไปถึง 200 บาทก็มี

เมื่อเราอยากจะรู้ถึงความเป็นมาของผักกระชับ และทำไมเจ้าของโรงเพาะรายนี้ จึงหันมามีอาชีพเพาะผักกระชับขาย

คุณประสานเจ้าของโรงเพาะผักกระชับ จึงเล่าให้ฟังค่อนข้างยาว แต่ผมขอนำมาสรุปสั้นๆ ได้ว่า

ผักกระชับมีขึ้นที่บ้านทะเลน้อยนานแล้ว ต้นกระชับจะงอกตามธรรมชาติอยู่ตามทุ่งนา และที่ดินที่ไม่มีน้ำขัง

ชาวนาจะถอนต้นกระชับซึ่งมีเมล็ดเต็มต้นทิ้งไว้ตามคูคลอง

เมล็ดบางส่วนที่หลุดจากขั้ว และฝังในดินก็จะงอกขึ้น

มีคนนำมากินปรากฏว่าอร่อย โดยเฉพาะใช้จิ้มน้ำพริกกะปิ

จากนั้นทำให้ชาวนาบางคนแทนที่จะถอนต้นกระชับทิ้งลงคูคลองทั้งต้นทั้งเมล็ดเหมือนเคย ก็เอาแต่เมล็ดมาเพาะโดยฝังดินไว้ที่บ้าน แล้วก็ได้พัฒนาการเพาะมาจนถึงวันนี้

เนื่องจากผักกระชับมีรสชาติอร่อย จึงทำให้มีคนเพาะผักกระชับมากขึ้นเรื่อยๆ จากเพาะกินก็เพาะขาย

มีคนถิ่นอื่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวพากันสนใจผักกระชับ วัดจากเวลามาที่บ้านทะเลน้อยจะต้องถามหาซื้อผักกระชับ

สำหรับคุณประสานนั้น เดิมมีอาชีพหลักทำนา โดยปลูกผักกระชับเป็นอาชีพเสริม

ทว่าในปัจจุบันการปลูกผักกระชับกลายเป็นอาชีพหลัก ทำนาเป็นอาชีพเสริม สลับกัน

แต่คุณประสานบอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำนา เลิกไม่ได้ เพราะจะต้องใช้เนื้อที่นาปลูกต้นกระชับไว้เอาเมล็ดมาเพาะเป็นผักกระชับนั่นเอง

สำหรับนักท่องเที่ยวผู้ใดต้องการซื้อผักกระชับไว้กิน หรือเป็นของฝากให้ไปหาซื้อโดยตรงได้ที่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 6 ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

หากไปไม่ถูกโทรศัพท์ถามได้ที่ (081) 983-1325

หรือจะแวะซื้อที่ตลาดสด ในอำเภอแกลง ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่ประการใด

อาชีพเป็นเชฟโรงแรม

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

อาชีพเป็นเชฟโรงแรม

ปัจจุบัน ศิริพร ชัยศิริพาณิชย์ เป็นแม่ครัวอยู่ที่โรงแรมโรแมนติค รีสอร์ท แอนด์ สปา

แต่ทุกคนจะเรียกเธอว่า “เชฟอ้อย”

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปชมรีสอร์ตชั้นดีอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของป่าและภูเขา เปิดใหม่ที่มีชื่อเป็นทางการว่า มีลา การ์เดน

รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นี้เอง

ก่อนไปถึงรีสอร์ตที่ว่า เราได้เลยไปกินอาหารกลางวันกันที่โรงแรมโรแมนติคฯ ดังกล่าว

พบว่าอาหารแต่ละอย่างที่เราได้กินรสชาติอร่อย ไม่ได้อร่อยเฉยๆ แต่อร่อยมากๆ ถ้าใช้สำนวนของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ก็คงจะพูดได้ว่า อร่อยเหลือเกิน จะบอกให้

อาหารที่เราได้กินวันนั้น เท่าที่จำทั้งชื่อและรสชาติได้ก็มี กะปิคั่ว แกงคั่วหอยขม ยำมะเขือ ปลาช่อนนึ่ง ไก่อบ และ แกงเลียง ทุกอย่างถูกจัดมาในภาชนะที่สวยงามชวนให้กิน

พวกเรากินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยความสนุกปาก จนเราบางคนต้องการดูตัวคนทำอาหาร

ทางโรงแรมไม่ขัดข้อง อนุญาตให้เชฟอ้อยออกมาโชว์ตัวได้ตามสบาย

ผู้ที่เคยไปกินอาหารที่นี่มาก่อนยังบอกให้เราได้รู้อีกว่า ยังมีอาหารอีก 2 อย่างที่ผู้ใดมากินแล้วต้องติดใจทุกคน

อาหารที่ว่าคือ แกงเขียวหวานไก่ หรือจะเป็นหมูหรือเนื้อก็ได้

อีกอย่างเป็น พิชซ่าผักขม เธอก็ทำได้อร่อยเช่นกัน แม้นักท่องเที่ยวที่ไปพักอยู่ที่อื่นไม่ได้พักอยู่ที่นี่ก็ยังแวะมาสั่งพิชซ่าไปกิน

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากกินอาหารอิ่มจนเดินแทบไม่ไหวแล้ว ผมอดที่จะขอบคุณกับเชฟอ้อยตรงๆ ไม่ได้ที่ทำอาหารแสนอร่อยให้เราได้กิน พร้อมอยากทราบประวัติความเป็นมาของเธอด้วย เพราะการจะได้พบคนทำอาหารที่มีรสมือฉมังเช่นนี้ นานๆ กว่าจะได้พบสักคน

เชฟอ้อย เล่าประวัติของตัวเองอย่างคร่าวๆ ให้เราฟังว่า

ปัจจุบันอายุ 44 ปี เธอเป็นคนพิษณุโลก สนใจเรื่องทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก จะเข้าครัวช่วยแม่ทำอาหารเสมอ

แม่ให้ทำงานอย่างอื่นๆ เธออาจจะเกี่ยง แต่ถ้าให้ทำอาหารเธอจะทำทันที เพราะชอบจึงทำให้สนุกกับการได้เข้าครัว

หลังเรียนจบชั้นมัธยมจากพิษณุโลกแล้ว เธอได้มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร

เธอเรียนจบปริญญาโทด้านโภชนาการ จึงมีความรู้ในการเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เห็ด และอื่นๆ

สำหรับการทำอาหาร เธอทำได้ทั้งอาหารฝรั่ง อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น เป็นอาหารนานาชาติว่างั้นเถอะ

แต่ที่เธอชอบและสนใจเป็นพิเศษก็คือ อาหารไทย

เธอยืนยันว่า อาหารไทยดีที่สุดในโลก ดีทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ที่ได้รับ และมีสมุนไพรที่ให้ประโยชน์กับร่างกายผสมอยู่มาก

หลังจากเรียนจบจากสวนดุสิต เธอได้เข้าทำงานที่โรงแรมระดับห้าดาวหลายแห่ง แล้วยังได้ไปทำอาหารอยู่ที่สถานทูตไทยในอเมริกาอีก 2 ปีด้วย

เธอจึงมีความรู้ทั้งอาหารนานาชาติและอาหารไทยเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับอาหารไทยนั้น เธอไม่ได้ทำเหมือนๆ กับที่คนอื่นทำ เธอได้นำมาดัดแปลงใหม่ เพื่อให้มีรสชาติอร่อยแปลกลิ้นกว่าอาหารไทยทั่วไป ยกตัวอย่าง เช่น

แกงเผ็ดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงส้ม เธอจะแยกน้ำแกงออกมากรองเอากากออก เช่นเดียวกับการทำต้มยำ ก็จะใช้วิธีกรองเอาแต่น้ำ ต้มยำของเธอจึงไม่มีใบมะกรูด ตะไคร้ และเครื่องปรุงอื่นๆ เป็นชิ้นๆ ลอยให้เห็น

เธอให้เหตุผลถึงการต้องกรองน้ำแกงและน้ำต้มยำก่อนเสิร์ฟ ก็เพื่อว่าเวลากินจะไม่ระคายคอ แต่จะละมุนลิ้น

ส่วนเครื่องแกงและเครื่องต้มยำนั้น เธอได้คิดส่วนผสมของตัวเองเพื่อให้มีรสชาติเข้มข้นสมกับเป็นอาหารไทย

เชฟอ้อยไม่ได้ทำแต่อาหารที่เป็นกับข้าวเท่านั้น ประเภทอาหารว่าง เช่น ขนมครกและอื่นๆ เธอก็ทำได้อร่อยเช่นกัน

เฉพาะขนมครกเธอเคยไปประกวดการทำขนมนานาชาติที่สหรัฐอเมริกา แข่งกับชาติอื่นๆ ได้รางวัลชนะเลิศมาแล้ว นับเป็นเกียรติประวัติที่ทำให้เธอภูมิใจมาก

อีกอย่างหนึ่งที่เธอทำได้ดีและสวยงามไม่แพ้อาหารคือ การแกะสลักผักผลไม้ เช่น แกะแตงโม แกะมันแกว แกะแตงร้าน แกะฟักทอง ฯลฯ ซึ่งเป็นศิลปะที่ควบคู่กับอาหารไทย ที่เมื่อนำมาประดับในจานจะทำให้สวยงามน่ากิน

เนื่องจากเชฟอ้อยเป็นเชฟที่มีฝีมือเป็นที่รู้จักในวงการเชฟมาเป็นอย่างดี ทำให้โรงแรมใหญ่ๆ หลายแห่งต้องการเธอและยอมให้ค่าตอบแทนสูง

ล่าสุด เธอทำงานอยู่ที่โรงแรมโรแมนติค รีสอร์ท แอนด์ สปา ดังกล่าวข้างต้น ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ กม.18 ห่างจากหน้าด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แค่ขับรถไม่เกิน 5 นาที

เธอทำงานเป็นเชฟอยู่ที่นี่มาแล้วร่วม 2 ปีกว่า มีลูกน้องรวมทั้งนักศึกษามาฝึกงานทั้งสิ้นจำนวน 16 คน

เธอมีทีมงานเท่าที่ว่านี้ แต่สามารถทำอาหารเลี้ยงคนได้เป็นพันคนเลยทีเดียว เพราะทางโรงแรมมีงานเลี้ยงบ่อยมาก

เธอบอกกับผมว่า คงจะปักหลักเป็นเชฟอยู่ที่นี่อีกนาน เพราะมีลูกค้าให้เธอได้แสดงฝีมืออาหารตลอดปี

ช่างซ่อมกล้องถ่ายรูป

Published March 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

ช่างซ่อมกล้องถ่ายรูป

ปลายเดือนที่แล้วผมไปเที่ยวเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมจะต้องนำเรื่องที่ได้พบเห็นมาเขียนเป็นสารคดีท่องเที่ยวเพื่อถอนทุน

การจะนำเรื่องที่พบเห็นมาเขียน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องถ่ายรูปไว้ประกอบเรื่อง

ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมประมาทไปหน่อยคือไม่ได้เตรียมกล้องถ่ายรูปสำรองไปด้วยเหมือนทุกครั้ง

เพียงลงจากเครื่องบิน ถ่ายรูปได้แค่สองสามรูป กล้องถ่ายรูปคู่ชีพก็ขัดข้อง

ผมต้องให้ผู้ร่วมเดินทางที่มีความรู้เรื่องกล้องช่วยแก้ไขให้แต่ไม่สำเร็จ

มีทางเดียวจะต้องซื้อกล้องถ่ายรูปใหม่ แต่มีปัญหาอยู่ว่า โปรแกรมท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกต้องตะลอนอยู่ตามชนบทและเมืองเล็กๆ ชายทะเล ไม่มีกล้องถ่ายรูปขาย

ต้องรอถึงวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องบินกลับจึงจะหาซื้อได้เพราะได้เข้าไปพักในตัวเมืองซัปโปโร ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเกาะฮอกไกโด

แต่ในความโชคร้าย ผมก็โชคดีครับ เพราะผู้ร่วมเดินทางคนหนึ่งเป็นนักเล่นกล้อง ได้พกกล้องติดตัวไปถึง 3 กล้อง จึงแบ่งมาให้ผมใช้ 1 กล้อง

ให้บังเอิญเป็นกล้องยี่ห้อเดียวกันและรุ่นเดียวกับที่ผมใช้อยู่ด้วย

อะไรจะโชคดีขนาดนั้น ผมคิดในใจ

เขาผู้นี้ไม่ได้ให้กล้องผมยืมอย่างเดียว ยังแนะนำว่า เวลากลับเมืองไทยไม่จำเป็นต้องไปซ่อมกล้องที่บริษัทขายกล้องเพราะจะแพง ให้ไปซ่อมกับร้านซ่อมโดยเฉพาะ

ราคาจะถูกและเร็ว ถ้ากล้องไม่เสียอะไรมาก นั่งรอรับได้เลย

พร้อมกับบอกร้านซ่อมกล้องให้รู้ด้วยว่าตั้งอยู่ที่ เลขที่ 704/10 ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ร้านตั้งอยู่ปากซอย 20 ถนนพัฒนาการ จึงหาไม่ยาก

ผมกลับจากญี่ปุ่นจึงได้นำกล้องไปซ่อมตามคำแนะนำโดยไม่รอช้า

ภายในร้านมีกล้องถ่ายรูปเกือบทุกรุ่นและมีหลายยี่ห้อวางโชว์อยู่ในตู้หลายสิบตัว

มองสภาพพอรู้ว่าเป็นกล้องที่ใช้แล้ว แต่ได้ซ่อมขึ้นใหม่

คงเป็นกล้องที่กำลังรอให้เจ้าของมารับ และอีกจำนวนหนึ่งอาจเป็นกล้องที่เจ้าของร้านซ่อมไว้ขายก็เป็นได้

เจ้าของร้านซึ่งเป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปด้วย อยู่ในวัยกลางคนมีชื่อว่า สันติ ชบางาม

ผมเอากล้องให้ช่างสันติดูพร้อมบอกถึงข้อบกพร่องของกล้องว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง จนทำให้ใช้งานไม่ได้

ช่างสันติรับไปดูแล้วกดโน่นกดนี่ พร้อมพลิกกล้องดูอย่างชำนาญ

“พรุ่งนี้มารับได้” ช่างสันติ บอก

จริงๆ แล้ว การซ่อมกล้องถ่ายรูป ถ้าเราส่งบริษัท จะซ่อมมากหรือน้อยจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 วัน แต่พอมาซ่อมที่นี่ใช้เวลาเพียงวันเดียว ถือว่าซ่อมได้เร็วมาก

แต่ก็ยังไม่ทันใจ เพราะผมจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดในวันรุ่งขึ้น ผมจึงขอต่อรองว่า

“ขอรับวันนี้เลยได้ไหม เพราะจะต้องใช้กล้อง”

ช่างสันติกดโน่นกดนี่และเปิดกล้องบางจุดดูอีกครั้ง ก่อนตอบว่า

“ได้ครับ”

เมื่อผมถามถึงราคาค่าซ่อม ช่างสันติไม่ตอบ เพียงแต่บอกว่าขอตรวจเช็กให้แน่ชัดเสียก่อนแล้วจะบอกราคา

พูดง่ายๆ ก็คือ ช่างสันติจะบอกราคาให้รู้ก่อนว่าเท่าไร เพื่อต้องการให้ลูกค้าคือผม ตัดสินใจว่าควรให้ซ่อมหรือไม่

ผมนำกล้องไปซ่อมในเวลาก่อนเที่ยง ผมไม่อยากนั่งรอที่ร้าน จึงได้ออกจากร้านไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อรอกล้อง จะได้ถือโอกาสนั่งเขียนหนังสือได้ด้วย โดยช่างสันติ บอกว่า ผมจะไปนั่งรอที่ไหนก็ตาม เขาจะใช้โทรศัพท์บอกราคาค่าซ่อมไปให้ผมทราบ

ขณะที่ผมนั่งอยู่ที่ร้านอาหารไม่ถึงชั่วโมง ช่างสันติได้โทรศัพท์มาบอกราคาให้ผมทราบ ซึ่งไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับราคากล้อง

ผมไปรับกล้องตามเวลานัดคือ 5 โมงเย็น

ทุกอย่างเรียบร้อย กล้องสามารถกลับมาใช้ได้ดีเหมือนเดิม

ขณะที่ผมไปรับกล้องถ่ายรูปนั้น มีคนอื่นนำกล้องถ่ายรูปมาให้เขาซ่อม 2 ราย

ผมขอเดาว่า วันหนึ่งๆ เขาจะต้องมีกล้องให้ซ่อมไม่น่าจะต่ำกว่า 5 ราย

มีรายได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพียงรายละพันบาท ก็จะได้เงินเดือนละเป็นแสนบาท

ต้องยอมรับว่าอาชีพซ่อมกล้องถ่ายรูปอิสระในเมืองไทยมีน้อย หายากด้วย ที่มีก็มักจะเป็นช่างซ่อมของบริษัทขายกล้อง

ที่มีช่างซ่อมน้อยเมื่อเทียบกับช่างซ่อมรถหรือซ่อมอย่างอื่นๆ เป็นเพราะไม่มีโรงเรียนสอนนั่นเอง

ช่างสันติ เล่าให้ผมฟังว่า ตั้งแต่เริ่มประกอบอาชีพได้มีอาชีพซ่อมกล้องมาโดยตลอด

เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปมาตั้งแต่หนุ่มว่างั้นเถอะ

ปัจจุบันอายุ 42 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่น

ที่เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปได้ก็เพราะได้รับการถ่ายทอดวิชาช่างซ่อมมาจากพ่อ

พ่อมีร้านซ่อมกล้องถ่ายรูปที่สนามเป้า ปัจจุบันก็ยังรับซ่อมอยู่เหมือนเดิม

ตอนนี้ได้แยกเป็นสาขาออกไป โดยมีลูกๆ ออกไปเปิดร้าน มีทั้งที่สุขุมวิท ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ และถนนพัฒนาการ

ถึงอย่างไรเมืองไทยก็ยังมีร้านรับซ่อมน้อยอยู่ดี ถ้าเทียบกับช่างซ่อมอย่างอื่นๆ

ทุกคนที่เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปจะต้องเรียนรู้จากพ่อ คือสอนกันเองในครอบครัว

ช่างสันติ บอกว่า ก็เหมือนกับรับซ่อมโทรศัพท์มือถือนั้นแหละ ไม่มีโรงเรียนสอนต้องเรียนรู้จากผู้รู้เอาเอง

เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปมีดีอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นงานอิสระ เพราะจะทำงานเวลาไหนก็ได้ อีกทั้งไม่ต้องเดินทางด้วย

ตื่นขึ้นมาก็ทำงานได้เลย เพราะช่างสันติพักอยู่ชั้นบนของร้านรับซ่อม

ปัญหาใหญ่ของการเป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปก็คือ จะต้องตามเทคนิคกล้องรุ่นใหม่ๆ ให้ทัน

ถูกแล้ว กล้องแต่ละยี่ห้อ แต่ละชนิดจะมีออกมาใหม่ๆ เสมอ

ดูได้จากสมัยหนึ่งมีแต่กล้องที่ต้องใช้ฟิล์ม ปัจจุบันเป็นกล้องดิจิตอลไปหมดแล้ว

ถ้าหยุดสนใจ หยุดหาความรู้จากกล้องรุ่นใหม่ๆ เมื่อไรก็จะเป็นคนล้าสมัย จนที่สุดไม่สามารถยึดอาชีพนี้ได้อีก เพราะตามความก้าวหน้าของกล้องไม่ทัน แต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะพอจับทางได้ กล้องรุ่นไหนๆ ก็เหมือนกัน

วันนั้นผมจ่ายค่าซ่อมกล้องไปเท่าๆ กับค่าเรื่องที่ได้จากเส้นทางเศรษฐี ก็เท่ากับเหมือนได้ซ่อมกล้องฟรี

ผู้ใดมีกล้องถ่ายรูปชำรุด ก่อนตัดสินใจซื้อกล้องใหม่ ควรเอาของเก่าไปถามช่างดูว่าซ่อมได้หรือไม่ ถ้าซ่อมได้ ก็จะประหยัดเงิน ไปได้เยอะ หากไปที่ร้านซ่อมกล้องแห่งนี้ไม่ถูกให้โทรศัพท์ไปถามที่ (082) 485-3752 ได้

เลี้ยงวัวเป็นอาชีพ

Published February 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

เลี้ยงวัวเป็นอาชีพ

เส้นทางเศรษฐีฉบับที่แล้ว ผมเขียนถึงคนที่มีอาชีพเลี้ยงม้า

ฉบับนี้บังเอิญได้ไปเที่ยวที่จังหวัดแพร่ มีโอกาสได้ไปชมนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตร เกี่ยวกับการปลูกมะนาว ปลูกกล้วยหอม ปลูกข้าว และการเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลาและวัว

ในการนี้ ได้ให้ผู้ที่ประกอบอาชีพด้านต่างๆ นำผลผลิตมาแสดงด้วย

ผมสนใจเกือบทุกเรื่อง เพราะเป็นคนชอบงานเกี่ยวกับเกษตรมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยลงมือทำจริง เคยทำแต่ในฝันเท่านั้น

สำหรับในวันที่ว่านี้ ผมให้ความสนใจกับการเลี้ยงวัวเป็นพิเศษ เพราะวัวพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ ตัวใหญ่มาก ใหญ่เท่าควาย ตัวสีดำสนิท แถมยังมีรูปร่างสวยงามอีกต่างหาก

นับว่าโชคดีที่ขณะผมเข้าไปยืนชมวัวตัวที่ว่านี้ มีเจ้าของวัวคือ นายสวง ฉิมยาม ยืนอยู่พอดี จึงได้รู้ว่าวัวตัวที่ผมกำลังชื่นชม เป็นวัวพันธุ์แองกัส + บราห์มัน ที่มีชื่อเป็นไทยว่า วัวดำเมืองแพร่

“มีคนมาขอซื้อวัวตัวนี้แล้ว 500,000 บาท ผมยังไม่อยากขาย” เจ้าของวัวบอก

อย่างไรก็ตาม เจ้าของวัวบอกว่า เพิ่งขายวัวพันธุ์นี้เฉพาะตัวผู้ไปให้จีน 10 ตัว ได้เงินมาเกือบล้านเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ได้เงินมาเป็นทุนเลี้ยงวัวต่อ เพราะการเลี้ยงวัวเป็นอาชีพหลักของเขา

ก่อนมาถึงวันนี้ นายสวง เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า

เขาเป็นคนปทุมธานี เล่าเรียนมาน้อย ได้งานทำครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี ทำอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่บางลำพู กรุงเทพฯ

วันหนึ่งได้นั่งรถไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ผ่านอำเภอเด่นชัย ได้มองเห็นคนเลี้ยงวัวต้อนวัวผ่านถนนไปกลางทุ่งนา จึงเกิดแรงบันดาลใจให้อยากเลี้ยงวัวบ้าง

นายสวงจึงตัดสินใจเปียร์แชร์ได้เงินมาจำนวนหนึ่งไปซื้อวัวที่กำลังจะถูกคนเลี้ยงส่งโรงฆ่าสัตว์มา 2 คู่

ที่ต้องซื้อวัวก่อนถูกเชือดทำให้มีความรู้สึกดีด้วยที่ได้ช่วยชีวิตวัว

จำได้ว่าซื้อวัว 2 คู่ด้วยเงิน 9,500 บาท ซึ่งเมื่อหลายสิบปีมาแล้วถือว่าไม่ถูก

ซื้อวัวมาเลี้ยงก็จริงแต่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะออกจากงานโรงแรมไปเลี้ยง จึงได้จ้างเด็กที่เป็นลูกเจ้าของวัวคนเดิมให้ช่วยเลี้ยงต่อไป โดยตัวเขาจะลางานเป็นระยะๆ เพื่อไปดูวัวที่จ้างเขาเลี้ยงไว้

คนเลี้ยงใช้วิธีเลี้ยงแบบง่ายๆ โดยจูงวัวไปกินหญ้าที่ไหนก็ได้ เพราะพื้นที่แถบนั้นจะมีหญ้าให้วัวกินอย่างเพียงพอ

ส่วนคอกวัวก็ทำขึ้นที่บ้านของคนรับจ้างเลี้ยง

วัวได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะวัวตัวเมียออกลูกให้ปีละตัว ส่วนตัวผู้พออายุ 18 เดือนก็ผสมพันธุ์ได้แล้ว โดยเขาได้หาเงินจากการทำงานมาสมทบ

ระยะหลังเพื่อให้มีรายได้เพิ่มเขาได้ลาออกจากงานโรงแรมเพื่อทำการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการใช้รถมอเตอร์ไซค์นำสินค้าขายตามหมู่บ้านและบ้านพักคนงานก่อสร้าง เพื่อเอาเงินมาเลี้ยงวัว

พอมีวัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้จากการขายวัว ชนิดว่าพออยู่ได้ จนมีเงินเหลือพอที่จะซื้อที่ดินเป็นของตัวเองได้ก็ซื้อ จากไม่กี่ไร่เพิ่มขึ้นเป็น 30 ไร่ในปัจจุบัน เป็นที่ทุ่งนาราคาไม่แพง

รายได้จากการเลี้ยงวัวส่วนใหญ่เป็นการขายวัวเป็นตัวๆ รายได้เสริมก็คือขี้วัว มีคนมาซื้อไปทำปุ๋ย

อาหารวัวส่วนใหญ่จะใช้หญ้าตามธรรมชาติ ยกเว้นวัวขุนก็จะใช้อาหารเสริมซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป

นายสวง เล่าต่อว่า หลังจากเลี้ยงวัวพันธุ์พื้นเมืองอยู่นานพอสมควร เกิดมีความรู้สึกขึ้นมาว่าไม่ควรเสียเวลากับการเลี้ยงวัวพื้นเมือง เพราะได้ราคาไม่ดี แต่ใช้เวลาเท่าๆ กัน น่าจะเปลี่ยนไปเลี้ยงวัวพันธุ์ต่างประเทศบ้าง

จึงตัดสินใจซื้อวัวพันธุ์แองกัส + บราห์มัน หรือที่คนแพร่รู้จักกันดีว่า วัวดำเมืองแพร่ มาเลี้ยงดู น่าจะดีกว่า

แต่เนื่องจากถ้าซื้อวัวพันธุ์ดำเมืองแพร่ตัวใหญ่ต้องลงทุนซื้อพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ซึ่งราคาสูง เกินกำลังที่จะซื้อได้ เขาจึงจำเป็นต้องซื้อลูกวัวพันธุ์นี้มาคู่หนึ่งด้วยเงิน 25,000 บาท แทนวัวที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว

จากวัวคู่แรก ปัจจุบันมีเลี้ยงอยู่ 6 ตัว เพราะเพิ่งขายส่งไปให้จีน 10 ตัว ตามที่เล่ามาแล้วข้างต้น

6 ตัวมีตัวผู้เพียงตัวเดียว จึงเป็นตัวผู้ที่โชคดีเพราะมีเมียถึง 5 ตัวอยู่ประจำคอกเดียวกัน

แต่ละเดือนจะมีคนจูงวัวตัวเมียมาขอผสมพันธุ์อีกหลายตัว เพราะวัวตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้งใน 1 เดือน คือพักเพียง 3 วันก็มีน้ำเชื้อให้ผสมพันธุ์ได้แล้ว

วัวพันธุ์นี้ฉลาดด้วย แค่ส่งตัวเมียเข้าไปขังรวมกับตัวผู้ มันก็จัดการเสร็จ โดยไม่จำเป็นให้เจ้าของสั่ง

นายสวงจึงมีรายได้จากการรับผสมพันธุ์เดือนละเป็นหมื่น เพราะคิดค่าผสมพันธุ์ครั้งละ 3,000 บาท

ที่มีคนเลี้ยงวัวรายอื่นๆ จูงวัวมาขอผสมพันธุ์วัวของนายสวงเป็นจำนวนมากก็เพราะวัวที่เขาเลี้ยงได้รางวัลในการประกวดวัวบ่อยมาก จนมีชื่อเสียงไปทั่วเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย

แม้จังหวัดแพร่ที่จัดงานวันเกษตรพอเพียงในวันนี้ วัวดำเมืองแพร่ของนายสวงก็ได้รับเชิญให้มาโชว์ตัว

สุดท้าย นายสวง บอกว่า อยากแนะนำให้คนไทยหันมาเลี้ยงวัวกันให้มากๆ จะเป็นวัวเนื้อ หรือวัวนมก็ได้ ไม่ควรเลี้ยงวัวชน เพราะวัวเนื้อกับวัวนมกินหญ้า แต่วัวชนกินโฉนด

ผู้ใดสนใจอยากได้ความรู้ในการเลี้ยงวัว ติดต่อนายสวงหรือที่คนแพร่รู้จักเขาดีในชื่อ โกวงค์ ได้ที่ เลขที่ 136 หมู่ 1 ตำบลแม่จั๊วะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ติดต่อกับเขาได้ที่ (081) 932-4718

คนเลี้ยงม้า

Published January 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

คนเลี้ยงม้า

ฟาร์มหมอปอ คือชื่อของฟาร์มเลี้ยงม้า

ที่มีชื่ออย่างนี้ก็เพราะ เจ้าของฟาร์มคือ นายแพทย์นภดล สโรบล มีชื่อเล่นว่า ปอ

ผมโชคดีที่ตอนไปชมฟาร์มหมอปอ มีโอกาสได้พบกับหมอปอ ที่กำลังรับรองแขกต่างประเทศขณะเข้าชมฟาร์มอยู่พอดี

เพราะตรงกับวันอาทิตย์ที่หมอปอไม่ต้องไปรักษาคนป่วยที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นงานประจำของหมอ

ผมจึงได้สอบถามโน่น นี่ นั่น เกี่ยวกับการเลี้ยงม้าได้อย่างค่อนข้างละเอียดพอสมควร เพียงแต่ผมคงนำมาเขียนให้ละเอียดตามไม่ได้ เพราะยาวมาก เขียนเล่าได้เพียงคร่าวๆ ว่า

เริ่มต้นเดิมทีหมอปอได้เลี้ยงม้าด้วยใจรัก เป็นความรักม้ามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด พ่อของหมอปอก็ชอบม้า มาถึงหมอปอก็ชอบ เพื่อสนองความชอบจึงเลี้ยงม้าเสียเลย ทว่ามัวเป็นหมอเสียเพลิน จนอายุผ่านเข้า 57 ปี เพิ่งมาเริ่มเลี้ยงม้าเมื่อ 4 ปีมานี้เอง

เดิมทีหมอปอเลี้ยงม้าเพียงไม่กี่ตัว เป็นม้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ราคาตัวละเฉลี่ยประมาณ 600,000 บาท

เลี้ยงไปเลี้ยงมา ม้าช่วยกันออกลูกออกหลาน อีกทั้งยังได้ซื้อม้ามาเพิ่มใหม่บ้างจนปัจจุบันมีเกือบร้อยตัว

ประสบการณ์ของหมอปอจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องม้า เพราะจะมีคนเอาม้ามาขอผสมพันธุ์บ้าง มาให้หมอปอช่วยดูแลรักษาบ้าง หมอปอสามารถรักษาดูแลม้าได้เป็นอย่างดีทั้งๆ ที่เป็นหมอรักษาคน

ราคาซื้อขายม้าพูดให้ชัดไม่ได้เพราะม้าที่เลี้ยงไว้มีหลายสายพันธุ์ เช่น

สายพันธุ์ม้าที่สวยที่สุดในโลก

สายพันธุ์ม้าที่เล็กที่สุดในโลก

ขณะที่ผมยืนพูดคุยกับหมอปอ ผมยังได้เห็นม้าตัวใหญ่มาก มีทั้งสีขาวทั้งตัว และดำสนิททั้งตัว

“ทั้ง 2 ตัวนี้ถือว่าเป็นม้าที่มีราคาแพง ตัวหนึ่งๆ มีราคาเป็นล้านบาทขาดตัว” หมอปอ บอกให้ผมรู้

ระยะแรกๆ หมอปอเลี้ยงม้าด้วยความรักก็จริง แต่พอมีม้ามากขึ้นก็ได้เปลี่ยนจากความรักเป็นธุรกิจเสียเลย โดยเปลี่ยนจากฟาร์มเลี้ยงม้าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ที่นิยมทำกันในต่างประเทศทั่วโลก

ฟาร์มหมอปอเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น แต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างน่าพอใจ

ขณะที่ผมกำลังสัมภาษณ์หมอปอ มีผู้ปกครองพาเด็กกลับมาจากการเก็บไข่ไก่หลายคน

เด็กอีกจำนวนหนึ่งกำลังเดินไปขี่ม้าและทำกิจกรรมที่ฟาร์มหมอปอจัดไว้ให้ เช่น

ควบม้าออกทุ่งกว้างสำหรับคนที่ขี่ม้าเป็นแล้ว

ส่วนคนที่ยังขี่ม้าไม่เป็นก็จะใช้วิธีนั่งบนหลังม้า แล้วให้คนเลี้ยงจูงเข้าป่าและท้องทุ่งที่สวยงามของเขาใหญ่ ทำให้ผู้ขี่ม้าได้ตื่นเต้นกับการนั่งหลังม้าและบรรยากาศของเขาใหญ่

นอกจากนี้ ก็ยังจัดให้นักท่องเที่ยวได้ฝึกเลี้ยงม้าด้วยการป้อนหญ้าให้ม้ากิน อาบน้ำม้า และที่น่าสนใจก็คือ การเรียนขี่ม้า ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็จะขี่เป็น แต่จะให้ชำนาญเหมือนพระเอกคาวบอยต้องใช้เวลานาน จะนานเท่าไรอยู่ที่คนขี่แต่ละคน

นอกเหนือจากนี้ก็จะมีกิจกรรมขับรถแทรกเตอร์ และลงเล่นน้ำที่ลำตะคอง

เพื่อให้ความสะดวกกับนักท่องเที่ยวเพราะส่วนใหญ่จะพาบุตรหลานมาด้วย ฟาร์มหมอปอจึงได้จัดทำที่พักไว้ให้เช่าพักด้วย

สถานที่พักตั้งอยู่ในทำเลเหมาะ เพราะใกล้น้ำ ใกล้ป่า

ขณะพักอยู่ที่นี่พอตื่นนอนตอนเช้าเปิดหน้าต่างออกไปก็จะได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ แล้วยังจะได้ทักทายกับม้าตัวโปรดได้ด้วย เด็กบางคนสามารถไปที่เล้าไก่เพื่อเก็บไข่ไก่ได้ด้วย

ผมฟังหมอปอพูดแล้วทำให้อยากพาลูกหลานมาพัก เพราะจะได้รับรสชาติที่แปลกใหม่จากที่เคยเที่ยวทั่วไป และเชื่อว่าเด็กๆ คงจะชอบ

หมอปออธิบายถึงการเลี้ยงม้าอย่างคร่าวๆ ว่า

ม้าออกจากท้องแม่ได้ประมาณ 15 วันก็จะเดินได้ ระยะแรกจะกินนมแม่ หลังผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนก็จะกินหญ้า

ม้าตัวเมียมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไปจึงจะเป็นสาว สามารถมีสามี มีลูกได้ ม้าตั้งท้องใช้เวลา 11 เดือน ออกลูกครั้งละตัว ถ้าตรวจพบว่าจะมีลูก 2 ตัว จะต้องทำให้ลูกตัวหนึ่งตาย

ม้าตัวผู้สามารถผสมพันธุ์กับม้าตัวเมียได้หลายตัว มีเมียได้หลายตัวว่างั้นเถอะ

ถ้าผู้ใดจะเอาม้าตัวเมียมาผสมกับม้าตัวผู้ที่เป็นพันธุ์ดีๆ จะต้องจองล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าผสมพันธุ์ให้ครั้งละประมาณ 30,000 บาท

มาถึงตรงนี้ ผู้ชายหลายคนคงอิจฉาม้าตัวผู้ ไปตามๆ กัน

ม้าตัวผู้กับม้าตัวเมียมีความแข็งแรงใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ วัดจากการวิ่ง แต่สำหรับม้าแข่งจะใช้ม้าตัวเมียมากกว่าม้าตัวผู้

เมื่อผมถามด้วยความอยากรู้ต่อว่า ม้าที่เลี้ยงไว้เคยตายบ้างไหม ได้รับคำตอบว่า

ม้าที่เลี้ยงไว้มีทั้งเกิดและตาย ตายแล้วก็ฝัง ไม่เคยคิดที่จะกินเนื้อม้าเหมือนต่างประเทศบางแห่ง โดยเฉพาะชาวสวิสนิยมกินเนื้อม้ากันมาก

เหตุที่ไม่กินเนื้อม้าก็เพราะเมื่อเลี้ยงมันแล้วก็จะรู้สึกผูกพันกินไม่ลง

อายุของม้าโดยเฉลี่ยมีชีวิตอยู่ประมาณ 25 ปี

ม้าตัวที่แก่ที่สุดในฟาร์มแห่งนี้มีอายุ 13 ปี ถือว่ายังเป็นม้าหนุ่มสาว ยังไม่แก่

เมื่อผมถามว่า ถ้าม้าที่เลี้ยงไว้มีอายุมากจนถึงเวลาต้องตายจะทำอย่างไร

หมอปอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า

“ยังไม่คิดถึงเวลานั้นครับ เพราะผมอาจจะตายก่อนม้าก็ได้ แต่ที่แน่ๆ จะไม่ฆ่าม้าแก่เพื่อนำมาเป็นอาหารเด็ดขาด”

ผมยอมรับว่า การได้ไปชมฟาร์มม้าแห่งนี้แล้ว ทำให้ชอบมาก น่าเสียดายที่ผมขี่ม้าไม่เป็น ไม่นั้นจะขอขี่ม้าชมทุ่งเขาใหญ่ให้ได้สนุกไปเลย

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ใดอยากพาลูกหลานไปสนุกสนานกับฟาร์มหมอปอ ติดต่อโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณศรีไพร โทรศัพท์ (093) 529-1919

เกือบลืมบอกไปว่า ฟาร์มหมอปอตั้งอยู่บนเนื้อที่ 16 ไร่ บ้านคลองเสือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

%d bloggers like this: