อาชีพคนดัง

All posts tagged อาชีพคนดัง

น้ำพริกกุ้งกรอบฯ “Munchies Buzz” ความพยายามครั้งใหม่ ของ “พิมพ์มาดา”

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0762151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

อาชีพคนดัง

กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช

น้ำพริกกุ้งกรอบฯ “Munchies Buzz” ความพยายามครั้งใหม่ ของ “พิมพ์มาดา”

นอกจากรอยยิ้มสดใส และการมองโลกในแง่ดีอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว เชื่อว่าสิ่งที่มีไม่แพ้กันในตัวดารา-ผู้จัดคนดัง พิม-พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร คือความเก่งและแกร่ง เพราะหลังจากเอาชนะเจ้ามะเร็งรังไข่มาได้ไม่นาน สาวเจ้าก็ปลุกปั้นธุรกิจใหม่ “น้ำพริกกุ้งกรอบครอบจักรวาล Munchies Buzz” ให้กลายเป็นอาหารคู่ครัวของหลายๆ บ้านไปเรียบร้อยแล้ว

“ที่มาเริ่มจากเราอยากทำอะไรกับเพื่อนๆ จริงๆ ทำอะไรหลายอย่างมาแล้ว และเมื่อปีที่แล้วคิดว่าจะทำสแน็กอย่างหนึ่งก็เลยไปติดต่อทำโลโก้ ทำอะไรมาเรียบร้อย ทีนี้คุยไปคุยมาสินค้านั้นมีปัญหา มันไม่เกิด ในใจก็เลยคิดแค่ว่าล้มอีกแล้ว อะไรที่ทำกับเพื่อนไม่ค่อยเกิดสักทีเลยต้องทำอะไรสักอย่างให้ได้ค่าโลโก้คืน เพราะจ่ายค่าโลโก้ไปแล้ว” สาวยิ้มสวยวัย 35 ว่าพลางขำกับจุดเริ่มต้นที่ตั้งใจแค่อยากถอนทุนคืน

โดยคิดไปคิดมา สุดท้ายก็ลงเอยกับน้ำพริกกุ้งกรอบสูตรเด็ดของแม่บ้านที่บ้าน ที่ไม่ว่าจะกินกับอะไรก็อร่อยเพลินจนแทบหยุดไม่ได้

ซึ่งพิมว่า “พูดถึงมันเป็นอะไรที่เก็บรักษาไม่ยาก แต่วิธีการทำค่อนข้างยุ่งยากเลยมานั่งคุยกันว่าจะทำได้ไหม แต่เพื่อนๆ ใจสู้มาก เลยลองทำบรรจุกระปุกน่ารักๆ ขาย อย่างน้อยจะได้ค่าโลโก้คืน ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น”

“สุดท้ายพอทำออกขายจริงๆ ฟีดแบ็กมันดีมาก อย่างที่พิมบอกว่ามันเป็นของเด็ดประจำบ้านเรา มันอร่อยจริง ดีใจที่คนกินแล้วรู้สึกเหมือนกันว่าของอร่อยจริง เป็นที่มาของการซื้อแล้วซื้ออีก ปากต่อปากไปเรื่อยๆ กลายเป็นประสบความสำเร็จในระดับเท่าที่เราเกินคาด มันไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบเป็นเศรษฐี แต่มันเกินสิ่งที่เราคิดเอาไว้ ถ้างั้นเราต้องมาทำจริงจังแล้วแหละ”

ดังนั้น จากที่แรกๆ ขอให้แม่บ้านช่วยทำแล้วจ่ายเงินพิเศษ หลังๆ เมื่ออีกฝ่ายอนุญาตให้นำสูตรไปใช้ พวกเธอจึงจ่ายเงินตอบแทนแล้วนำสูตรมาปรับปรุงพัฒนาให้ได้คุณภาพคงที่สมชื่อ “น้ำพริกกุ้งกรอบครอบจักรวาล Munchies Buzz”

“ชื่อ “มั๊นชี่ บัซ” อย่างที่บอกว่าแบรนด์นี้เกิดขึ้นจากที่เราตั้งใจจะทำผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งคือสแน็ก เลยคิดกันว่าเอาให้มันมีความหมายกับพวกเราละกัน “มั๊นชี่” รู้อยู่แล้วว่าความหมายคือกินแล้วอร่อย กินแล้วเพลิน ส่วน “บัซ” มาจากเสียงผึ้ง คือพวกเรา 4 คนที่เป็นหุ้นกัน รู้จักกันเพราะว่าเรียนที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง เลยรู้สึกว่าเรา 4 คนเหมือนเป็นลูกผึ้ง 4 ตัวที่โตมาด้วยกัน ทุกวันนี้ก็อยากจะโตไปด้วยกันอีกกับขนม กับของอร่อยที่เราจะนำสู่ทุกคน” พิม แจงถึงชื่อแบรนด์

ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงหน้าที่ว่า “เรามีการแบ่งเป็นเรื่องเป็นราว พิมดูมาร์เก็ตติ้ง-พีอาร์ ดูสิ่งที่เราถนัด ติดต่อหาคอนเน็กชั่น แต่พอมาทำจริงๆ กำลังการผลิตของเราค่อนข้างเป็นโฮมเมด ในช่วงแรกต้องทำกันทุกหน้าที่ ช่วยกันทุกอย่าง ยืนทอดเอง ทำเองตั้งแต่ต้น บรรจุของใส่กระปุก ส่งไปรษณีย์เขียนหน้าซอง ทำเองทุกอย่างเลย”

แม้นั่นจะค่อนข้างเหนื่อย แต่ก็เป็นข้อดี โดยเฉพาะในวันนี้ที่กิจการเริ่มขยายต้องจ้างพนักงานมาช่วยอีก 2-3 คน

“เรารู้สึกว่าวันที่เราว่างเราก็ทำกันเอง เรารู้ขั้นตอนทุกอย่างก่อน จนวันนี้เรามีพนักงานเราจะได้สอนเขาได้ว่ามันต้องทำอะไรบ้าง เมื่อไหร่ที่เราทำเองเป็นทุกอย่างเพราะว่ามันเป็นของ ของเรา พิมรู้สึกว่าเราต้องรู้จักสินค้าเราให้ดีที่สุดก่อน”

ขณะเดียวกัน ก็เปิดใจรับกับทุกคำติชม เพราะนั่นจะทำให้สินค้าพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด

ด้วยเธอว่า “พิมเองอยู่ในจุดผู้ผลิตก็อยากจะรับฟัง เพราะว่าเมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเราเจ๋งแล้ว เราเก่งแล้ว แน่นอนมันไม่มีวันที่เราจะพัฒนาตัวเองได้ สินค้าเริ่มต้นเรามั่นใจอยู่แล้วว่าของเราอร่อย แต่ถ้ามันมีคำติชมที่มันเข้ามาเยอะๆ แล้วมันพัฒนาต่อไปได้อีกมันก็ไม่ได้เสียหายอะไร เรายินดีรับฟัง”

เช่นแรกๆ ที่มีเสียงสะท้อนเรื่องน้ำพริกยังไม่แห้งกรอบมากนัก ตอนหลังคนทำเลยซื้อเครื่องสลัดน้ำมันมาช่วยแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังเพิ่มเครื่องคั่วกรอบ เพราะสงสารพนักงานที่ต้องยืนคั่วทั้งวัน ขณะเดียวกัน ก็เพื่อรองรับออร์เดอร์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“ตอนนี้ผลิตทุกวัน ยอดตอนนี้รับออร์เดอร์ครั้งหนึ่งประมาณ 500 กระปุก ก็จะอาทิตย์ชนอาทิตย์ ก็คือขายหมดตามที่เราตั้งใจไว้ เราผลิตได้มากสุดที่เราทำคือเท่านี้” พิม บอกถึงธุรกิจที่ดีวันดีคืน

ซึ่งแม้กำลังผลิตจะทำได้เท่าที่ว่า แต่เธอก็เปิดรับออร์เดอร์ผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก “munchies_buzz” ตลอด โดยขายในราคากระปุกละ 90 บาท น้ำหนัก 60 กรัม

“เรารับออร์เดอร์ตลอด แต่เหมือนถ้ารอล็อตนี้ไม่ทันก็รอล็อตหน้าให้ลงชื่อเอาไว้ แล้วเราก็จะต้องละเอียดเรื่องการจดออร์เดอร์ส่งของ ลูกค้าจ่ายเงินแล้ว เขาก็รอคอย เหมือนว่าเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบช็อปปิ้งออนไลน์ ต้องรู้ว่าเวลาเราจ่ายเงินแล้ว เรารอของ เราอยากได้ของเร็วที่สุด เพราะฉะนั้น เราต้องจริงใจกับลูกค้าตรงนี้ด้วย รอบนี้ไม่ทัน บอกว่ารอบหน้าได้ก็ต้องได้จริงๆ” สาวเจ้าย้ำถึงสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ

ก่อนจะเผยถึงแผนขยายกิจการที่ตั้งใจจะนำไปวางขายในร้านค้าต่างๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ทดลองวางขายไปแล้วใน 12 ร้านค้า ได้แก่ ร้าน Good Health สาขาพัฒนาการ 53 สาขาพรีเมียร์ เพลส ศรีนครินทร์ สาขา Belle Condo พระราม 9, Grab & Green ที่ Interchange 21 Tower ชั้น G สุขุมวิท 23, Nature Farm ดินแดง, Healthy Teller เพชรเกษม, Punsuk สาธุประดิษฐ์ ซอย 6, Health Corners โครงการอมาติโอ ชิลล์ ปาร์ค ชลบุรี, Organic to You โครงการ The Seasons พหลโยธิน, Double T Coffee จามจุรีสแควร์ ชั้น G, Antical เชียงราย, Imjai มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, @ talatphlu ตลาดพลู และ me-nat @ Phawana ลาดพร้าว 41

และเมื่อเห็นช่องทางเติบโต เธอจึงบอกเลยว่า จริงจังกับธุรกิจนี้มาก เพราะครั้งก่อนๆ พอร่วมหุ้นกับเพื่อน ไม่ว่าจะคัพเค้ก, เสื้อยืด ฯลฯ ก็มีอันต้องเลิกราด้วยความที่ติดขัดหลายอย่าง บวกกับไม่ถนัดเรื่องค้าขาย ทว่าครั้งนี้กลับรู้สึกสนุก และยิ่งคนตอบรับดี ยิ่งมีกำลังใจพัฒนา

อย่างเช่น การเตรียมพัฒนาน้ำพริกให้มีมากกว่าแค่ “กุ้ง” เป็นวัตถุดิบ เพื่อเอาใจลูกค้ากลุ่มอื่นๆ แต่นั่นอาจต้องใช้เวลาสักนิด

“พอมันมาได้ดีเราก็ยังไม่ได้ตั้งตัวมาก ตอนนี้ก็เริ่มเป็นกุ้งกรอบ คนแพ้กุ้งก็เยอะ คนบอกว่าขอให้เป็นปลาบ้างอะไรบ้าง ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการเพิ่มไลน์ว่ามีกุ้ง แล้วก็มีปลาให้ลูกค้าเลือก หรืออาจจะมีน้ำพริกตัวอื่นในอนาคตซึ่งต้องทำการบ้านค่อนข้างหนัก เพราะว่าเราก็ไม่ได้เป็นแม่ค้ามืออาชีพเนาะ มันกำลังเพิ่งเริ่มต้องทำการบ้านนิดหนึ่งว่าต้องเน้นของอร่อยและของดีจริง” แม่ค้าว่า

ก่อนเล่าถึงแผนอนาคต “เป้าหมายก็หวังว่าเราจะเป็นโรงงานเล็กๆ ในขนาดย่อมๆ ของเราที่เราพอจะรับผิดชอบไหวได้ 1 อย่าง และอีกอย่างคืออยากจะกระจายสินค้าให้มากขึ้น มีเอาไปร่วมกับที่นู่น ที่นี่ หรือเอาไปวางขายตามห้างเล็กๆ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต หวังว่าจะได้ไปขนาดนั้น”

“ตอนนี้ก็กำลังจะเดินไปถึงตรงนั้น เป็นเป้าหมายที่น่าจะเป็นไปในเร็ววันนี้ อยากทำให้มันถูกต้อง ส่งขายกระจายสินค้า อาจจะถึงขั้นส่งออกต่างประเทศได้เลยอะไรอย่างนี้ พยายามทำไป”

เป็นความพยายามครั้งใหม่ของ “พิมพ์มาดา” ที่หวังให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

Advertisements

“ไก่ทอดพี่บ๊วย” ธุรกิจ “อร่อยโหด” อร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเริ่มต้นใหม่

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0764151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

อาชีพคนดัง

กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช

“ไก่ทอดพี่บ๊วย” ธุรกิจ “อร่อยโหด” อร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเริ่มต้นใหม่

เรียกได้ว่าดึงดูดความสนใจจากบรรดานักชิม นักช็อปใน “มหกรรมอาหารจานเด็ด Food Fest 2016” ที่ ข่าวสด จับมือกับ Starvingtime จัดขึ้นเมื่อ 22-25 กันยายน ได้ไม่น้อยทีเดียว สำหรับ “ไก่ทอดพี่บ๊วย” ที่พิธีกรอารมณ์ดี บ๊วย-เชษฐวุฒิ วัชรคุณ ยกร้านย่านถนนเกษตร-นวมินทร์ ตอม่อ 139 มาให้ลิ้มลองกันที่เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ เป็นการชั่วคราว

วันนี้ “เส้นทางเศรษฐี” จึงจะพามาเจาะลึกธุรกิจของเขา ที่ขอเกริ่นไว้ก่อนตั้งแต่เริ่มเลยว่ากว่าจะถึงจุดนี้นั้น คนทำ “เจ็บมาเย้อออ…”

“อยากทำธุรกิจไก่ทอดเพราะเริ่มจากความชอบ นึกถึงสิ่งที่เรามี ความรู้สึกคือเคยไปแข่งรักบี้ พอแข่งเสร็จเหนื่อยๆ ไปกินข้าวเหนียวไก่ทอดอร่อยมากเลย ก็เลยเริ่มทำเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งก็สอนเราหลายอย่างเรื่องการจัดการ การดีลกับคน กับหุ้นส่วน ปัจจุบันปีที่ 5 ก็มาลงตัวที่ไก่ทอดพี่บ๊วย” อดีตนักรักบี้ทีมชาติไทยวัย 41 บอกยิ้มๆ ถึงที่มา

โดยถ้าย้อนไปจุดเริ่มต้น เขาเคยหุ้นกับพระเอกดัง เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ และคนนอกวงการเปิด ร้านไก่ทอดเดชา ตรงถนนเกษตร-นวมินทร์ ตอม่อ 139 แม้จะคืนทุนตั้งแต่ 4 เดือนแรก แต่พอทำได้ 4 ปี รายจ่ายเท่าเดิม ส่วนรายได้กลับลดลงเรื่อยๆ พอหมดสัญญาจึงตัดสินใจไม่ทำต่อ แต่ได้ไปร่วมลงทุนกับหุ้นส่วนใหม่ปรับปรุงต่อเติมส่วนห้องแอร์เพิ่ม เปิดเป็นร้านขายไก่ทอดควบคู่ราเมน และอาหารญี่ปุ่นในชื่อ อาจารย์ราเมนกับคุณครูไก่ทอด ทว่าสุดท้ายอยู่ได้เพียง 3 เดือนก็แยกย้ายกันไปคนละทาง

ด้วยพิธีกรหนุ่มให้เหตุผล “ก่อนหน้านี้ถือหุ้นน้อย เราอยากได้สตางค์โดยไม่ต้องทำอะไร ก็คิดอย่างนี้ ยกร้านให้หุ้นส่วนบริหาร มันไม่ได้ตามเป้า ยอดไหลแต่กำไรนิดเดียวเลยคิดว่าเสียเวลาอย่าทำเลย เห็นว่าใกล้จะหมดสัญญากับหุ้นส่วนแล้วแนวทางไม่ตรงกัน ถามว่ามีปัญหากับหุ้นส่วนจริงมั้ย พูดจริงๆ ก็มี แต่ไม่ได้ทะเลาะกัน มันไม่ใช่ เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไปด้วยกันไม่ได้ก็แค่แยกย้าย”

แม้รู้ทั้งรู้ว่าการเปลี่ยนหุ้นส่วนบ่อยๆ อาจเสี่ยงต่อการถูกใครๆ มองในแง่ลบ แต่เขากลับว่า “ไม่เป็นไร”

“อากาศกับทัศนคติเป็นของฟรี คนมองแง่ลบไม่มีปัญหา ถ้าทุกคนมองแง่บวกหมดเลยก็อะเมซิ่ง พูดตรงๆ ว่าถ้าเป็นข้อคิดเห็น เราไม่ฟัง ถ้าเป็นความจริงเราจะฟัง เราผ่านมรสุมมาเยอะ ที่ได้มาคือทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ไม่โกงใคร อย่างชีวิตคู่ถ้าไม่เวิร์กจะทู่ซี้ทำไม ธุรกิจก็เหมือนกัน”

“สิ่งที่ทำคือ ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เราศึกษาธุรกิจมาเยอะ คนไม่ค่อยมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริง มองแต่อย่างนี้ เรารู้ว่าเรามีทัศนคติในการมองโลกแบบหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับคนอื่น ถือว่าไม่เดือดร้อนใคร ไม่โกงใคร ให้มั่นใจได้ว่าถ้าเราโกงต้องมีการฟ้องร้อง”

มั่นใจในความถูกต้องของตัวเองและยังอยากทำธุรกิจต่อ จากนั้นบ๊วยเลยเข้าหุ้นกับเจ้าของโรงแรมที่บุรีรัมย์คนละครึ่ง เพื่อลงทุนในหลักล้านจัดการปรับปรุงร้านเดิมเสียใหม่ทำเป็นร้าน “ไก่ทอดพี่บ๊วย” ชื่อสั้นๆ จำง่าย ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “อร่อยโหด” ซึ่งนอกจากไก่ทอดรสเข้มข้น ยังเพิ่มเมนูขนมจีนบ้าพลังของหุ้นส่วน และส้มตำรสเด็ดเข้ามาด้วย

“เหมือนแบ็กทูเบสิก ไก่ทอดส้มตำ ไม่ค่อยเจอที่อร่อยพร้อมกัน เรามีไอดอลคือ ร้าน “ส้มตำนัว” หลายสิบปีที่แล้วเราเป็นลูกค้ารายแรกๆ ใครจะคิดว่าส้มตำเปิดที่สยามได้ เพราะฉะนั้น เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอาหารง่ายๆ ที่หาอร่อยได้ยากให้มันอร่อย เราเลยคิดตีโจทย์นี้”

สำหรับไก่ทอดนั้นหายห่วง เพราะสูตรเด็ดจากนครศรีธรรมราชของ เอกชัย ศรีวิชัย ที่มอบให้ นำมาปรับปรุงทำให้ได้ไก่กรอบนอกนุ่มในรสชาติเข้มข้น ยิ่งทานคู่หอมเจียวร้อนๆ เติมฟรีไม่อั้น ยิ่งได้ใจจนลูกค้าออกปากว่า “ไก่ทอดอร่อยเหมือนเดิม” แม้จะเปลี่ยนชื่อร้าน

ส่วนส้มตำที่เดิมเคยถูกติว่าไม่จี๊ดจ๊าดถูกใจนักก็จัดการหาแม่ครัวฝีมือดีมาช่วยปรุง ขณะเดียวกัน นักร้องน้องรัก ก้อง ห้วยไร่-อัครเดช ยอดจำปา ยังมาช่วยคิดเมนูเด็ดให้ฟรีๆ จนได้ “ส้มตำนัว ก้อง ห้วยไร่” มาเป็นจุดขายอีกเมนู ส่วนเรื่องราคาอาหารนั้น คนทำย้ำว่า “พกมาร้อยกว่าบาทก็จุกแล้ว”

“ตอนนี้ถ้าพูดจริงๆ ความจริงจังระดับชีวิตมันแตกต่างกัน แต่ก่อนไม่แปลกที่มันจะเจ๊ง แค่ทำธุรกิจปากบอกว่าอยาก ทำแค่อยากกับทุ่มเทเต็มที่ ผลลัพธ์ต่างกัน” บ๊วยว่า

และบอก “สิ่งที่ทำตอนนี้่เป็นระบบ รสชาติอาหารเราถึงนิ่ง ถึงอร่อยได้ ทำ 10 จานรสชาติต้องเหมือนเดิม ทำ 1,000 จานก็ต้องเหมือนเดิม อันนี้เรามีหุ้น 50-50 แต่เราก็เข้ามาบริหารจัดการเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ดูทุกอย่างตั้งแต่ขั้นตอนการปรุง หรือมีปัญหาก็ต้องแก้ไข อย่างไก่ซื้อกลับบ้านต้องเวฟกี่นาทีถึงอร่อย เรื่องพวกนี้ต้องตอบให้ได้”

“ข้อคิดที่ได้จากครั้งก่อนๆ คือ เรื่องของการทำธุรกิจเราควรรู้ทั้งหมด รู้ทุกอย่าง 1. ควรลงไปรู้ทุกกระบวนการ 2. ทำทุกอย่างให้เป็นตัวเลขเพราะตัวเลขโกหกไม่ได้ 3. ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์”

มุ่งมั่นขนาดนี้จึงไม่แปลกหากเขาจะหวังกับธุรกิจนี้ไว้มาก ถึงขนาดว่าอยากให้เป็นอนาคตของครอบครัว และตั้งใจนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายใน 5 ปี

“อยากให้ธุรกิจนี้เป็นของครอบครัว เขาจะทำยังไงถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ เราตายไป คือชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง พ่อแม่ถึงวัยเกษียณแล้ว ความตั้งใจคืออยากต่อยอดถึงที่บ้าน วางระบบไว้ต่อไปในอนาคตถ้าใครจะมาร่วมกับเราก็เวิร์ก แล้วก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ เรามีตลาดของเราอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีไก่ทอดไม่มีแบรนด์คนไทยขึ้นตลาดหลักทรัพย์ เราคิดใหญ่เลย” เจ้าตัวบอกอย่างจริงจัง

แล้วเล่าว่า ตอนนี้นอกจากเขาที่เข้าร้านเกือบทุกวันที่ว่างเพื่อไปดูแลลูกค้า คนในครอบครัวยังแบ่งหน้าที่กันมาดูแล เช่น น้องถนัดบัญชีก็ทำบัญชีไป คุณแม่ชอบขายของก็รับหน้าที่นั้น ส่วนพี่สาวหลังจากตกแต่งร้านตามความสามารถที่เรียนมาด้านศิลปะยังช่วยเป็นผู้จัดการร้านอีกตำแหน่ง

โดยหลังจากเปิดร้านมาได้ไม่นาน ผลตอบรับนับว่าน่าพอใจ เพราะมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาอุดหนุนตลอด ขณะเดียวกัน ก็มีคนสนใจชวนไปเปิดสาขาใหม่ๆ เช่น ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น เขาจึงพยายามรักษามาตรฐานเช่นนี้ไว้ให้ได้ดีที่สุด

ซึ่ง “ถ้าใครมีติชมเรื่องอาหาร เรื่องทำธุรกิจ เรารับฟังหมด เป็นกระจกทำให้เราพัฒนาไปต่อได้” บ๊วยย้ำ

ก่อนจะว่าทิ้งท้าย “เวลาทำงานไม่มีใครอยากล้มเหลว ไม่มีใครอยากเจ๊งหรอก แต่เขาลืมไปว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จมาได้ ต้องเคยล้มเหลว เคยเจ๊งมาก่อน มันเป็นเหรียญ 2 ด้าน บางคนไม่อยากสัมผัสมัน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็เอาสิ่งนี้ที่มาวิเคราะห์ แยกแยะดูว่าเราล้มเหลวเพราะอะไร หาคำตอบเติมให้มันเต็มจนไม่มีจุดบกพร่องแล้ว มันก็จะประสบความสำเร็จในสักวัน”

อย่างที่เขาพยายามเดินหน้ากับการเริ่มต้นใหม่นี้อย่างสุดความสามารถ

ข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” ธุรกิจเก๋ๆ ของ “เฟี้ยวฟ้าว” เพื่อชาวนาเชียงใหม่

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0766150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาชีพคนดัง

กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช

ข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” ธุรกิจเก๋ๆ ของ “เฟี้ยวฟ้าว” เพื่อชาวนาเชียงใหม่

นับเป็นหนึ่งนักแสดงที่มีงานชุกสุดๆ สำหรับ อิม-เฟี้ยวฟ้าว สุดสวิงริงโก้ สาวผู้มีคาแร็กเตอร์สุดฮา ซึ่งนอกจากละคร “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24, พิธีกรรายการ “เที่ยวเปิ๊ดสะก๊าด” ทางช่อง 8, กิจการครีม “คัพทูเดย์ไวท์” และเพลง “สวิงริงโก้” ที่มียอดวิวกว่าล้านในเวลาอันรวดเร็วจนทำให้คิวคอนเสิร์ตตามมาเพียบ ล่าสุด เธอยังลุยธุรกิจข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนาที่บ้านเกิดอีกต่างหาก

“อิมเป็นคนเกิดที่เชียงใหม่อยู่แล้ว เรามีที่นาแล้วก็ให้พวกชาวนามาปลูกข้าวในที่ของเราตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่เคยเก็บค่าเช่าเขา ปลูกฟรี ชาวนาก็มีน้ำใจเอาข้าวมาให้กินทุกปี เลยรู้สึกว่าจะสร้างมูลค่ายังไงให้พัฒนาขึ้น” สาววัย 34 บอกด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีถึงที่มา

ก่อนจะเล่าในฐานะผู้คลุกคลีว่า “แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์มาก ที่เขาบอกว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นเรื่องจริงนะ ใครหลายคนไปสัมผัสจะรู้เลยว่าเรามีทรัพยากรที่เจ๋งมาก แค่เอามันสมองเราปรับปรุงให้คนรุ่นใหม่ได้ตอบรับกันบ้าง”

และสุดท้ายเลือกของดีเมืองเหนืออย่าง “ข้าวแต๋น” มาปรับปรุงเพิ่มมูลค่า

โดยเธอว่า “รากเหง้าอิมเป็นคนเชียงใหม่ ซึ่งคนเชียงใหม่เขาเลิฟข้าวแต๋นกันอยู่แล้ว จากข้าวแต๋นราดน้ำอ้อยก็อร่อย แต่มันจะเหมือนกันทั่วทุกที่ เราจะทำยังไงให้เข้ากับยุคสมัย ให้ดูแหวกให้ดูแปลก เลยคิดกับพี่ชาย ฟ้าวเฟี้ยว สุดสวิงริงโก้ ก็ได้ไอเดียมาว่าทำไมไม่เอามาปรุงรสล่ะ ปรุงรสชาติที่เราชอบ ขนาดป๊อปคอร์นของเมืองนอกราคาแพงมากแต่คนก็ซื้อกิน เพราะว่าด้วยการปรุงรสที่อร่อย”

เมื่อไอเดียบังเกิดคนที่ชอบกินและทำอาหารเป็นจึงร่วมกันค้นคว้าสูตรอร่อย แล้วก็ได้มาทั้งหมด 7 รสชาติ ได้แก่ ชีส, ข้าวโพดอบเนย, ปลาหมึก, ต้มยำกุ้ง, บาร์บีคิว, ซาวครีม และสาหร่าย โดยคนทำยอมควักกระเป๋าลงทุนถึง 7 หลักเพื่อสร้างโรงงานผลิตแถวนอกเมืองเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม เฟี้ยวฟ้าว ว่า “ไม่อยากให้ชี้ตรงว่าลงทุนเท่าไหร่ เพราะไม่อยากวางตัวเลข แต่ว่าการลงทุนตรงนี้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

“ถามว่าทำไมกล้าลงทุนตรงนี้ เพราะอิมมีนาอยู่แล้ว ธุรกิจตรงนี้มีกันอยู่แล้วตั้งแต่อิมยังไม่เกิด การปลูกข้าว ขายข้าวของพี่น้องเกษตรกรชาวนา อิมรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี เอาวัตถุดิบตรงนั้นมาแปรรูปให้เกิดมูลค่ามากขึ้นแล้วก็ได้เป็นแบบยุคสมัยใหม่”

สำหรับขั้นตอนการผลิต หลังรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ให้มาเพาะปลูกฟรีบนพื้นที่ของครอบครัว ข้าวก็จะถูกนำเข้าสู่โรงงานซึ่งมีทีมคอยคัดสรรวัตถุดิบ ปริมาณ และคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงอย่างนั้นสองพี่น้องก็ยังไม่วายลงไปดูแลความเรียบร้อยด้วยตนเอง

“อิมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วชอบทำทุกขั้นตอน เป็นโรคจิต ไม่ค่อยปล่อย” คนพูดว่าพลางหัวเราะ

ก่อนจะไล่รายละเอียด “อิมดูแม้แต่การปรุงรส การสี การคัดข้าว การเอาไปแช่น้ำแตงโม ซึ่งการที่จะทำข้าวแต๋น คือเราต้องเอาข้าวเหนียวไปแช่น้ำแตงโมให้มันอมความหวานนุ่มของน้ำแตงโม เอาไปทอดแล้วปรุงรส ส่วนพี่ชายจะไปดูตรงวัตถุดิบต่างๆ เรื่องการขนส่ง”

“ที่เห็นว่าทุกอย่างของเราอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะด้วยตัวข้าว ข้าวสารมันหนัก ด้วยพื้นที่ที่นาของเราอยู่ที่เชียงใหม่ การขนส่งเข้าโรงงานค่อนข้างง่ายกว่าเลยผลิตที่เชียงใหม่ แล้วตีกลับมากรุงเทพฯ จึงค่อยกระจายสินค้า”

โดยเริ่มต้นนั้นออกขายผ่านทางไลน์ “impoffice” และอินสตาแกรม “feawfoaw” กระปุกละ 120 บาท น้ำหนักสุทธิ 110 กรัม ดูเผินๆ หลายคนอาจคิดว่าราคาสูงถ้าเทียบกับข้าวแต๋นตามท้องตลาดทั่วไป

ทว่าผู้ผลิตกลับตั้งคำถาม “อิมเปรียบเทียบนะ ทำไมป๊อปคอร์นถุงละ 180 บาท คนยังซื้อกินได้ ทำไมคุกกี้หลายๆ อย่าง ชิ้นละ 160 บาทขึ้นไป ถึงซื้อกินได้?”

“อันนี้มันเป็นของเรา เป็นทรัพยากรของประเทศไทยที่อยู่กับเรามาตั้งนาน แล้ววัตถุดิบที่เราคัดสรรมามันก็ไม่ได้ไก่กา คัดวัตถุดิบดี กระปุกก็ใหญ่นะไม่ใช่เล็กเท่าฝ่ามือ แพ็กเกจจิ้งก็ใช้กระปุกซีลอะลูมิเนียมอย่างดี”

แถมยังตั้งใจออกแบบเต็มที่ โดยด้านหน้าเป็นโลโก้ตัวการ์ตูนภาพสองพี่น้อง เฟี้ยวฟ้าวและฟ้าวเฟี้ยว พร้อมกับสโลแกน “กินแล้วดีด” ส่วนด้านหลังมีเนื้อเพลง “สวิงริงโก้” ให้ได้ร้องตาม

“อิมว่าราคามันไม่แพงเลยนะกระปุกละ 120 บาทเนี่ย” เธอย้ำ

พร้อมเล่าถึงผลตอบรับว่า หลังปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ราว 3 เดือนก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จากรอบแรกที่ผลิตตามออร์เดอร์ลูกค้า ตอนนี้กลายเป็นว่าผลิตออกมาทุกวันจนต้องไปอุดหนุนข้าวจากชาวนาเจ้าอื่นๆ ในเชียงใหม่ เพราะนอกจากจำหน่ายทางออนไลน์ยังได้มีโอกาสไปวางขายที่เซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต รวมถึงที่ร้านอรุณรุ่ง จุดพักรถบนมอเตอร์เวย์ ส่วนที่ราชบุรีและภูเก็ตอยู่ระหว่างเจรจา

และเมื่อถามถึงความคาดหวัง เฟี้ยวฟ้าว บอกเลยว่า อยากให้คนรุ่นใหม่ซึ่งหลายคนไม่รู้จักขนมชนิดนี้ หันมานิยมชมชอบ ขณะเดียวกัน ก็อยากบุกไปถึงตลาดต่างประเทศ แต่ด้วยความที่ขาดช่องทางการติดต่อจึงวอนขอว่าถ้าใครมีวิชาได้โปรดชี้แจงแนะนำ เพราะแม้จะสอบผ่านเรื่องธุรกิจครีมจนทุกอย่างอยู่ตัว ทว่าเรื่องข้าวแต๋นนี้ถือเป็นก้าวใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

“ใครทำธุรกิจก็อยากให้ประสบความสำเร็จ มันอาจจะมีล้มลุกคลุกคลานแต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราฮึดดี ซึ่งถ้าเป็นเรื่องรสชาติ ความสะอาด และวัตถุดิบ อิมพูดได้เลยว่าการันตีเป็นที่หนึ่ง แต่เรื่องการตลาดถือเป็นน้องใหม่ อิมถึงพร้อมรับคำสอนของทุกคน พอได้ความรู้จากคนหลายคนมาสอนเราเหมือนเราได้อาจารย์ แล้วก็มีแรงที่จะวิ่งๆๆ ไปข้างหน้า เพราะอิมต้องแบกรับภาระหลายอย่างที่ไม่ใช่แค่อิมกับพี่ชาย แต่เป็นองค์กรที่ค่อนข้างมีหลายคน”

“ถ้ามีใครมาบอกมาแนะนำ อิมจะแฮปปี้มากเลยเพราะว่าอิมไม่ได้ประโยชน์คนเดียว เกษตรกรชาวนาของอิมก็ได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งเขาฝากความหวังไว้กับอิมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของเขา”

คนที่เต็มร้อยกับทุกงาน ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงหรือธุรกิจส่วนตัวจึงต้องยิ่งทุ่มเทเข้าไปอีก

“เอาจริงๆ เลยนะ งานในวงการอิม อิมพอกินไหม อิมแฮปปี้มาก อิมพอกิน แต่รู้สึกว่าอยากให้คนอื่นมีรายได้ ให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะอิมเกิดในสังคมพี่ๆ เกษตรกรชาวนา อยู่กับสังคมอะไรอย่างนี้ค่อนข้างเยอะ เราอยากสร้างรายได้”

“มันแฮปปี้มากอ่ะ ทุกครั้งที่อิมติดต่อซื้อข้าว รอยยิ้มของเขา เขาดีใจนะ มันเหมือนว่าบางครอบครัวมีรายได้ติดลบ บางครอบครัวก็อาจจะมีรายได้เป็นบวกนิดหนึ่ง แล้วอิมสามารถสร้างรายได้ให้เขาอาจจะไม่มากก็น้อย แต่อิมแฮปปี้”

และคาดว่าคนกินก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดฟิตเนส SMASH GYM ครบเครื่องเรื่องออกกำลังกาย

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดฟิตเนส SMASH GYM ครบเครื่องเรื่องออกกำลังกาย

ดร.บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดีกรีอดีตนางสาวไทยปี 2543 โลดแล่นในวงการบันเทิง มีงานทั้งนักแสดง พิธีกร เดินแบบ อีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นอาจารย์พิเศษ และวิทยากรให้กับน้องๆ นักศึกษาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ เธอยังเป็นโต้โผใหญ่ในการล่ารายชื่อแก้กฎหมาย เรื่องบทลงโทษคดีข่มขืน ซ้ำยังเป็นนางสาวไทยน้ำใจงามที่เข้าช่วยเหลือคุณยายที่เกาะเกร็ด และสาวไทยที่ถูกหลอกขายตัวที่บาห์เรน

ทางด้านชีวิตส่วนตัว แต่งงานกับเทรนเนอร์หนุ่ม เอก-เอกริน นิลเศรษฐี และเมื่อคู่ชีวิตเป็นถึงเทรนเนอร์ จึงทำให้เธอมีความสนใจในเรื่องของการออกกำลังกายมากขึ้น และเอาจริงถึงขั้นทุ่มเงินเปิดฟิตเนส SMASH GYM ย่านเกษตร-นวมินทร์ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกลุ่มคนหนุ่มสาวที่รักสุขภาพมาใช้บริการอย่างเนืองแน่น

เทรนเนอร์แน่น-อุปกรณ์ครบครัน

เจ้าของฟิตเนส เปิดฉากสนทนาด้วยรอยยิ้มว่า ฟิตเนสแห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการมาร่วม 1 เดือนเต็ม และทุกอย่างได้ทำการทดลองระบบเพื่อให้ทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด โดยวันเปิดร้านเธอจัดแบบกันเอง มีผู้ใหญ่ และ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี มาแสดงธรรมเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย

“เราเปิดมาประมาณ 1 เดือน ยังไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์มากมาย แต่มีกลุ่มคนที่ติดตามมาตั้งแต่ที่บุ๋มบอกว่าจะทำยิม จึงทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการดีเกินคาด ซึ่งความพิเศษของ SMASH GYM มีอุปกรณ์ครบ เพราะจากประสบการณ์ที่คุณเอกอยู่วงการฟิตเนสมากว่า 10 ปี เป็นสมาชิกแทบจะทุกฟิตเนสที่ใหญ่ๆ เขาจะรู้จุดเด่นจุดด้อย เช่น บางอย่างอุปกรณ์ไม่ได้รวมอยู่ที่เดียวกัน จะแยกไปอยู่ตามสาขาโน้น สาขานี้ บางทีทำให้สมาชิกหงุดหงิด พอบุ๋มมาเปิดเอง จึงรวมทุกอย่างที่สำหรับคนที่เล่นเวตชอบมารวมอยู่ในที่เดียวกันให้หมด

อีกอย่างคือ เทรนเนอร์ ถ้ามาจะเห็นว่าไม่เหมือนที่อื่น เทรนเนอร์ที่นี่ค่อนข้างเป็นยอดมนุษย์ เล่นเวตจริงจัง เป็นนักกีฬาจริง ทีมชาติจริง จะคนละแนวกับฟิตเนสอื่นๆ ถ้ามาใช้บริการจะรู้ว่าเทรนเนอร์เราแน่นมาก เราเอานักกีฬามาเป็นเทรนเนอร์ เพราะเขามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาตนเอง ในการเพิ่มกล้ามของตัวเอง ในการลดไขมันของตัวเองเพื่อแข่งขัน เขาจะเอาจุดเด่นจุดด้อยแต่ละอย่างออกมาให้ลูกค้าได้ ไม่จำเป็นต้องเล่นเหมือนเทรนเนอร์”

บรรยากาศเหมือนครอบครัว

ในส่วนของการดูแลลูกค้า หลักๆ จะเป็นหน้าที่ของเทรนเนอร์เอก ส่วนตัวเธอนั้น หลักๆ จะเข้ามาดูแลในเรื่องของการทำการประชาสัมพันธ์ การตลาด และดูภาพรวมของกิจการ โดยทั้งนี้ เจ้าของร้านยืนยันว่า การบริการดีเยี่ยมในราคาเหมาะสม ฝากบอกทุกคนที่รักสุขภาพว่าราคาไม่แพงอย่างที่คิด

“บุ๋มจะดูในเรื่องของโปรโมชั่น การตลาด งานพีอาร์ และช่วยดูแลน้องๆ ศิลปิน นักแสดงทุกคนที่เข้ามาเล่นที่ยิมค่ะ รวมไปถึงเรื่องของภาพรวม บางทีจะเหมือนเอนเตอร์เทนลูกค้า เดินแซวชาวบ้านไปเรื่อย (หัวเราะ) เพราะบุ๋มอยากจะทำให้บรรยากาศที่นี่เป็นเหมือนครอบครัว คือทุกคนที่มาเล่น มาเอนจอยกัน บางคนมาตั้งแต่ 10 โมงเช้า เล่นไปเรื่อย เพราะปรึกษาเทรนเนอร์เราได้ตลอด ยิมเราไม่ได้เคี่ยวเข็ญว่าจะต้องขายคอร์ส คุณต้องซื้อคอร์สโน่นนี่นั่น แต่เราต้องทำให้ลูกค้าเห็นว่าเครื่องเราเจ๋งจริง เทรนเนอร์เราเจ๋งจริง ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อคอร์สเองโดยที่เราไม่ต้องพูดมาก

จริงๆ กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบางคนยังไม่รู้เลยว่าเป็นฟิตเนสดารา ที่เขามาเล่นเพราะเห็นเครื่องออกกำลังกาย และอยู่ตรงริมถนนเกษตร-นวมินทร์ เวลาผ่านไปมาจะเห็น และไม่รู้ว่าเป็นของดาราด้วยซ้ำไป บางทีบุ๋มเดินเข้ายิมมา เขายังถามว่าบุ๋มมาเล่นที่นี่ด้วยเหรอคะ เพราะไม่รู้ว่าเป็นของบุ๋ม และเราไม่ได้พรีเซ้นต์ของตัวเองขนาดนั้น มันเหมือนอยากให้ดูเป็นครอบครัวมากกว่า และราคาก็เหมาะสมค่ะ”

เครื่องเล่นส่งตรงจากอเมริกา

เจ้าของร้านบอกต่อถึงความพิเศษ นั่นเพราะการลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์ ที่สั่งตรงจากสหรัฐอเมริกา โดยขนมาเป็น 3 ตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเปิดบริการตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่ม ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคารายวันเพียง 200 บาทเท่านั้น

“มาที่นี่รับรองคับคุณภาพ อย่างบุ๋มน้ำหนักหายไป 9 กิโลกรัม ฟิตและเฟิร์มมากขึ้น วันก่อน เอ พศิน มาเจอบุ๋ม เขาทักว่าบุ๋มกล้ามเริ่มขึ้นแล้วนะ มันแฮปปี้ เพราะบุ๋มอยากได้สุขภาพที่ดี อยากได้เทรนเนอร์ที่โดนจริงๆ เพราะคุณเอกส่งบุ๋มไปทดลองกับเทรนเนอร์ทุกคน เป็นการคิวซีไปในตัว

แม้ตลาดของการทำธุรกิจฟิตเนสจะเยอะ แต่เราไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง บุ๋มว่าเรามองให้เป็นเทรนด์สุขภาพที่ดีมากกว่า เพราะเวลาบุ๋มไปต่างประเทศ ประชาชนของเขาออกกำลังกายกันชัดเจนมาก แต่สำหรับเมืองไทยเพิ่งเริ่ม บุ๋มว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นคนมากกว่า ถึงเวลาหรือยังที่คุณต้องใส่ใจสุขภาพตนเอง ดูแลสุขภาพของตนเอง มีเยอะก็ไม่เป็นไรค่ะแต่ละที่ก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันอยู่แล้ว”

ราคาคุ้มคุณภาพ

เป็นธุรกิจแรกที่เธอจริงจัง และมองในมุมที่ต่างออกไป ในอนาคตยังไม่คิดไกล ขอทำตรงนี้ให้ดีที่สุด และพื้นที่ตรงนี้จะผนึกกำลังกับเพื่อนๆ นักแสดง ให้ครอบคลุม อีกทั้งยังย้ำ SMASH GYM บริการดี ราคาไม่แพง สำหรับคุณภาพของเครื่องและคุณภาพของเทรนเนอร์

“จริงๆ พื้นที่โดยรวมที่เห็นอาคารสีดำคือ เจนี่ เทียนโพธิ์ (เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ) เป็นคนดูแล และก็จะมีแต่ละคนเช่าแต่ละส่วน ข้างหน้าก็จะเป็นร้านตัดผมของนานา ไรบีนา ของบุ๋มก็จะเป็นในส่วนยิม และก็จะมีมวย ส่วนของเจนี่เขาก็จะดูแลในส่วนของห้องซุมบ้า ตรงนี้ก็ถือว่าเราผนึกกำลังกันมากกว่าที่เราจะไม่ทำให้ซ้ำกัน

สุดท้ายอยากจะฝากถึงหนุ่มสาวที่รักสุขภาพ สำหรับการมาที่นี่ไม่ยากเลย อยู่ริมถนนเกษตร-นวมินทร์นะคะ ตัดกับแยกลาดปลาเค้า เปิดทุกวัน ในส่วนของบุ๋มที่เป็น SMASH GYM นะคะ เสิร์ชหาในแฟนเพจได้เลย ก็เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่มเลยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน สำหรับราคาไม่แพงอย่างที่คิดเลยค่ะถ้าเทียบกับคุณภาพเครื่องกับคุณภาพกับเทรนเนอร์มาดูได้ค่ะ และเราก็สามารถที่จะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราให้คุณคุ้มเงินจริงๆ คุณไม่ได้สุขภาพเราให้ออกกลับบ้านค่ะ (หัวเราะ) เราดูแลเองเลย แล้วคุณจะรักที่นี่ค่ะ ทุกคนมาเหมือนเป็นคนในครอบครัวค่ะ”

คนรักสุขภาพห้ามพลาด!!! ที่ SMASH GYM ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 56 ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (089) 919-1566 หรือเฟซบุ๊ก Smash Gym Thailand

อิ่ม คุ้ม อร่อย ที่ “NETA FISH&MEAT” ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ครบวงจร ของ “เตชินท์ จิรัฐชัย”

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0764150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

อิ่ม คุ้ม อร่อย ที่ “NETA FISH&MEAT” ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ครบวงจร ของ “เตชินท์ จิรัฐชัย”

ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรหากจุดเริ่มต้นทำด้วยใจที่มีความสุขก็ย่อมทำให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จไปเกินครึ่ง เช่นเดียวกับ “เตชินท์-จิรัฐชัย ชยุติ” ที่ตอนนี้กำลังถ่ายทำซีรีส์ “เจ้าเวหา ตอน พิชิตแดนใจ” ทางช่องทรูโฟร์ยู อดีตนักร้องวัยใสที่ช่วงนี้ขอพักวางไมค์มาลุยธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ “NETA FISH&MEAT” เดอะสตรีท รัชดาภิเษก โดยเจ้าของร้านอยากให้คนในเมืองได้รับประทานอาหารอร่อยและคุ้ม ความเด็ดอยู่ที่บุฟเฟ่ต์ครบวงจร ลูกค้ามานั่งสั่ง และได้รับประทานของอร่อยๆ

สดใหม่ วันต่อวัน

สำหรับชื่อร้าน “NETA” เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่าท็อปปิ้งที่อยู่บนข้าวปั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อและปลาแซลมอน ซึ่งที่นี่จะเป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นที่มี 100 กว่าเมนู สามารถเลือกได้ว่าจะรับประทานประเภทเนื้อหรือปลา หรือจะเลือกทั้ง 2 แบบ โดยเจ้าของร้านบอกกล่าวว่าเริ่มแรกทำร้านยอมรับว่าเครียด เพราะเป็นงานที่แตกต่างจากงานแสดงนั่นเอง

“ผมมาบริหารธุรกิจร้านอาหารยอมรับว่าเครียดครับ เพราะว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างแตกต่างกับงานร้องเพลง ผมต้องดูตั้งแต่เรื่องวัสดุการก่อสร้าง เรื่องพนักงาน เชฟ ทุกอย่างมีปัญหาที่ให้เราต้องค่อยๆ แก้ไปครับ ร้านนี้ผมเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน ปลายปีที่แล้ว ที่ผ่านมากระแสก็ค่อนข้างดีครับ โดยเฉพาะช่วงสิ้นปีที่คนมาเฉลิมฉลองปาร์ตี้กัน

ความยากอีกอย่างหนึ่งก็คือการสั่งสต๊อกสินค้าที่เป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งผมจะปรึกษากับเชฟในการสั่งเนื้อสัตว์อยู่ตลอดเวลา ให้พอเหมาะกับปริมาณที่จำหน่ายในแต่ละวัน เพราะที่นี่จะไม่มีการสต๊อกของหลายวัน แต่จะสั่งวันต่อวันเท่านั้นครับ”

ความสุขมาจากลูกค้า

แม้จะบอกว่ามันยากในเรื่องของการทำงาน แต่สิ่งที่เจ้าของร้านได้กลับมาคือความสุขของลูกค้าที่ได้เห็นว่าเขาได้รับประทานอาหารดีและอร่อย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของร้าน NETA FISH&MEAT รวมไปถึงบรรยากาศ และการบริการที่เจ้าตัวยืนยันว่ามันดีจริง

“ผมมีความสุขเวลาที่ลูกค้ามีความสุขครับ ได้เห็นลูกค้าทานของดีของอร่อย ผมว่านั่นคือเสน่ห์ของร้านอาหาร ก็เหมือนกับการร้องเพลง เวลาผมไปร้องเพลงแล้วผมสร้างความสุขให้กับคนได้นั่นก็คือความสุขเหมือนกัน ร้านก็เหมือนกันครับ ผมทำทุกอย่างให้คนที่มากินในร้านมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรยากาศในร้าน การบริการ รสชาติของอาหาร ทุกอย่างมันคือความสุข

สำหรับเรื่องการตกแต่งร้านกว่าจะกลายมาเป็นร้านสวยๆ บรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ ผมคุมและดูการทำงานของช่างเอง รวมไปถึงการรื้อทำใหม่อยู่ 3 รอบด้วยกัน เพราะอยากให้ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารมีความรู้สึกเหมือนได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของออนเซ็นที่ญี่ปุ่น จึงเน้นเรื่องบรรยากาศมากครับ”

จุดขาย อิ่มและคุ้มค่า

สำหรับเมนูอาหารนั้นด้วยความที่ร้าน NETA FISH&MEAT มีเมนูมากกว่า 100 เมนู ทั้งประเภทปลาและเนื้อ อาทิ แซลมอนซาซิมิ, แซลมอนแช่น้ำปลา, มิกิภูเขาไฟแซลมอน, ซูชิหลากหลายหน้า, เนื้อวากิวกระทะร้อน และประเภทปิ้งย่าง ยากิโทริ ฯลฯ จึงทำให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าอาหารญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในวัยมหาวิทยาลัย

“ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กนักเรียน เด็กมหาวิทยาลัยนะ จนถึงวัยทำงานก็มีมาเรื่อยๆ เลยครับ ร้านเราจะเป็นร้านสำหรับครอบครัวด้วย บางคนมาคนเดียวก็มีนะแบบว่าเป็นคอแซลมอนจริงๆ พอได้มาทานก็ชื่นชมว่าร้านเราใช้ปลาสด เกรดพรีเมี่ยม คำชมตรงนี้ทำให้เรารู้สึกดีใจมากเลยครับ

เพราะความโดดเด่นของร้าน อยู่ตรงที่มีความหลากหลาย ลูกค้าได้ทานจนอิ่มและคุ้มค่ามากครับ การเลือกทานก็จะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. เมนู Fish ราคา 499+ ทานได้ 90 นาที 56 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์ปลาแซลมอน และอาหารทะเลตามฤดูกาล

2. เมนู Meat ราคา 499+ ทานได้ 90 นาที 50 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์เนื้อวากิว หมู ไก่ และอื่นๆ

3. เมนู Fish&Meat ราคา 599+ ทานได้ 100 นาที มี 101 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์ปลาแซลมอน ทะเล เนื้อวากิว หมู ไก่ และอื่นๆ

ส่วนเมนูอาหาร อาทิเช่น ซาซิมิแซลมอนสดๆ จากนอร์เวย์, แซลมอนแช่น้ำปลา, ซูชิหน้าแซลมอนเบิร์นไฟราดซอสไซเคียว, ซูชิแซลมอนท็อปด้วยชีส, ซูชิกุ้งลาวา, ซูชิเนื้อวากิว, ซูชิหมูย่างสไปซี่, เนื้อวากิวกระทะร้อน, ชาบู-ชาบู, สุกียากี้, ท้องแซลมอนยากิโทริ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งหมด 101 เมนู ลูกค้าสามารถสั่งทานได้ไม่อั้น!! นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการของหวาน ทานได้ไม่อั้น! ส่วน SPICY WAGYU SUSHI ซูชิเนื้อวากิวสไลซ์เบิร์นไฟอ่อนๆ ราดซอสสไปซี่ คือเด็ดมากจริงๆ มาอร่อยกันได้แบบไม่อั้นที่ NETA FISH&MEAT รับรองครับว่าคุ้มจริงๆ ซึ่งมันเป็นความตั้งใจของผมที่จะส่งต่อให้ลูกค้าอยู่แล้วครับ”

สร้างแบรนด์ให้แข็งแรงก่อนขยายสาขา

สำหรับแนวทางการสร้างแบรนด์ NETA FISH&MEAT ให้เป็นที่รู้จักนั้น เจ้าของร้านมองว่า ด้วยความที่เป็นร้านอาหารน้องใหม่ก็ต้องมีความขยันและอดทน สร้างพื้นฐานของร้านนี้ให้แข็งแกร่งก่อนที่จะคิดขยายสาขา เพราะถ้าสาขาแรกมั่นคง การต่อยอดไปอีกหลายสาขาก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก

“การที่ผมเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ส่วนหนึ่งก็ช่วยให้ร้านเป็นที่รู้จักได้ครับ แต่อาจจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว อย่างพี่ๆ น้องๆ ในวงการที่มาอุดหนุนที่ร้านเขาก็โพสต์ให้ หลายคนก็มีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมากครับ และผมตั้งใจจะทำร้านนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ลูกค้าทุกคนมีความสุข ส่วนเรื่องขยายสาขา มองว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ผมได้มีการพูดคุยกับทางเดอะสตรีทว่าเมื่อไหร่ที่มีการขยายสาขา ทางร้านก็จะขยายตามด้วย”

ใครอยากลองเมนูเด็ดๆ แนะนำตามติดได้ที่ IG: netafishandmeat หรือสำรองที่นั่ง โทรศัพท์ (02) 121-1992 ชั้น 4 เดอะสตรีท รัชดาภิเษก (โรบินสันเก่า) เจ้าของร้านการันตี มาร้านเดียว อิ่ม คุ้ม อร่อย

แรงบันดาลใจจากวัยเด็ก สู่ “รพีภัทร ฟาร์ม” ฟาร์มไก่ชนแห่งความภูมิใจ

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0768150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

แรงบันดาลใจจากวัยเด็ก สู่ “รพีภัทร ฟาร์ม” ฟาร์มไก่ชนแห่งความภูมิใจ

หลังจากแต่งงานมีครอบครัว และมีทายาทไว้เชยชม อดีตพระเอก น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล พลิกบทบาทครั้งสำคัญทั้งงานในวงการบันเทิงและงานส่วนตัว เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตอนนี้ทุ่มเทมุ่งมั่นกับการสร้างรากฐานของครอบครัว รวมไปถึงการทุ่มเทให้กับธุรกิจส่วนตัว ที่เริ่มมาจากแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ใช้ชีวิตอยู่กับไก่มาโดยตลอด และเป็นงานที่เขาสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวัน ประกอบกับ 4-5 ปีก่อน กำลังเคว้งคว้าง จึงเป็นจุดให้เริ่มต้นทำธุรกิจที่ตัวเองรัก นั่นคือ ฟาร์มไก่ชน “รพีภัทร ฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก

แรงบันดาลใจในวัยเด็ก

ในวัยเยาว์ เจ้าของฟาร์มใช้ชีวิตอยู่กับคุณตา และใช้เวลาในการเลี้ยงไก่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขาไม่เบื่อ และอยู่กับมันได้ทั้งวัน จนกระทั่ง 5 ปีก่อน เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง ทำให้คิดถึงอดีตว่า น่าจะใช้เวลาอยู่กับไก่ และสร้างมันขึ้นมาเป็นธุรกิจ จึงก่อให้เกิด ฟาร์มไก่ชน “รพีภัทร ฟาร์ม”

“นอกจากอาชีพนักแสดง เล่นละคร หรือทำงานในวงการบันเทิงแล้ว ผมอยากทำอย่างอื่นอีก อยากทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะทำธุรกิจอะไรที่ตัวเองรู้สึกรักและชอบ ย้อนหลังไปจากนี้เมื่อ 4-5 ปี ช่วงนั้นผมเคว้ง อกหัก ไม่รู้จะทำอะไร เอาไงดี ถ้าใน 1 วัน อยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไร ฟุ้งซ่านแน่ เลยเกิดแรงบันดาลใจให้กลับมาเลี้ยงไก่ เพราะนึกย้อนไปตอนเด็กว่าเราสามารถทำอะไรแล้วอยู่กับมันได้ทั้งวัน มันคือ การเลี้ยงไก่นี่แหละ ที่ทำให้ผมอยู่กับมันได้ เพราะเด็กๆ ผมเลี้ยงไก่ที่บ้านคุณตา มันเลยคิดว่างั้นเราเลี้ยงไก่ และเปิดเป็นฟาร์มเลยดีกว่า

และใช้ชื่อผม รพีภัทร เป็นชื่อฟาร์ม พอได้ยินก็รู้ว่าเป็นฟาร์มของผมนะ ซึ่งชื่อ รพีภัทร มันมีความหมาย รพี แปลว่า พระอาทิตย์ ภัทร ก็เป็นคำว่า ดีงาม เจริญ ซึ่งเป็นชื่อมีความหมายดีมากครับ”

สร้างด้วยสองมือ

ก่อนหน้าที่จะย้ายฟาร์มมาอยู่ที่จังหวัดนครนายก หนุ่มน้ำ บอกกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า เดิมอยู่ที่หลักสี่ กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยความที่เป็นชุมชนจึงไม่เหมาะที่จะเปิดเป็นฟาร์มเลยต้องย้าย โดยที่เจ้าของฟาร์มเริ่มลงมือทำเองทุกอย่างตั้งแต่ ขุดดิน ก่ออิฐ สร้างโรงเรือน รวมไปถึงการดูแลพันธุ์ของไก่ชน

“จริงๆ เพิ่งย้ายฟาร์มมาที่นี่ เพิ่งจะย้ายมาได้สัก 4-5 เดือน ก่อนหน้านี้เลี้ยงอยู่ที่หลักสี่ แต่ตรงนั้นเป็นเขตชุมชน พอไก่เริ่มมีจำนวนเยอะ เวลาไก่ขัน มันขันทั้งวัน เลยก่อความรบกวนให้กับเพื่อนบ้านแถวนั้น ประกอบกับพื้นที่จำกัด พอไก่มีเยอะมากขึ้นเลยดูแคบไป ต้องหาที่ใหม่ ผมคุยกับคุณแม่ ซึ่งเรามีที่ดินอยู่ที่นครนายก เป็นมรดกของปู่ย่าตายาย ที่ยกให้คุณแม่ พื้นที่ 4 ไร่ ผมซื้อของคุณน้าเพิ่มอีก 4 ไร่ รวมเป็น 8 ไร่ แต่ถ้าจะทำเป็นฟาร์มทั้งหมดก็ดูจะใหญ่ไปหน่อย ก็เริ่มค่อยๆ ทำ เริ่มจากถมที่ดิน 2 ไร่ ล้อมรั้ว ผมเริ่มทำประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของโครงสร้าง ทุกอย่างมันค่อนข้างเรียบร้อยสำหรับการทำที่เลี้ยงไก่ และเรามีที่พักให้กับน้องๆ ได้พักในช่วงที่เลี้ยงไก่ และผมกำลังจะปลูกบ้านไว้สำหรับครอบครัว เวลาลูก ภรรยา และคุณแม่ มาพักผ่อนกัน เพราะที่นี่เงียบสงบ ไม่ค่อยมีเสียงรถ เงียบจนได้ยินเสียงไก่ (หัวเราะ) ได้ยินเสียงธรรมชาติ แม่ผมก็อายุเยอะ ส่วนลูกวันหยุดแทนที่จะไปเที่ยวที่อื่นก็แวะมาเที่ยวฟาร์มไก่ครับ”

ได้มาตรฐานฟาร์มไก่

แม้จะเป็นธุรกิจแรกในชีวิต แต่เจ้าของฟาร์มก็ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเกินร้อย เพื่อสร้างมาตรฐานของการทำฟาร์มไก่ชน ทั้งเรื่องของโครงสร้างโรงเรือน การสร้างบรรยากาศ รวมไปถึงมาตรฐานของการผลิตไก่ชน ที่สำคัญคือ ความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้านั่นเอง

“ก่อนที่ผมจะลงมือทำ ผมก็ดูรูปแบบฟาร์มจากหลายๆ ฟาร์มที่ทำกัน ได้แรงบันดาลใจจากรูปแบบ โครงสร้าง และทุกๆ อย่าง ผมวางระบบให้เหมือนกับฟาร์มใหญ่ทั่วไปที่ได้มาตรฐาน เราทำมันให้ได้มาตรฐานทั้งเรื่องโครงสร้าง เรื่องความสวยงาม บรรยากาศของฟาร์ม สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำฟาร์มไก่ก็จากระบบโครงสร้างที่มันดี แล้วก็ความซื่อสัตย์กับลูกค้า ผมว่ามันคือจุดเด่นของฟาร์มไก่ชนที่ควรจะมี และก็เป็นข้อดีที่ทุกๆ ฟาร์มควรจะมีต่อลูกค้าครับ

ผมมองว่าตลาดของไก่ชนกว้าง และมีคนนิยมเลี้ยงมากขึ้น เป็นตลาดที่กว้างขึ้นจากเมื่อก่อน คนเลี้ยงมีทั้งทุนมาก ทุนน้อย มีหมด ซึ่งฟาร์มผมมีเกรดในราคาที่คนส่วนมากจับต้องได้ โดยราคาที่มันไม่แพงจนเกินไป แต่ในส่วนนี้จะต้องเป็นไก่ที่ไปทำกำลัง มีแววดี หรืออยากได้สายพันธุ์ก็ต้องเอาลูกไก่ไปเลี้ยง แต่ถ้าไก่คัดมาแล้วมันจะมีเกรดตามราคาของมัน มีตั้งแต่ VIP AA+ หรือจะเกรด A หรือ B

ตอนนี้ฟาร์มผมมีตัวผู้ที่เป็นไก่หนุ่มและไก่เลี้ยงชนอยู่ที่ประมาณ 20-30 ตัว และมีแม่พันธุ์อยู่ในล็อกทั้งหมด 20-30 แม่ ลูกไก่อีก ก็ดูรวมๆ แล้วประมาณเกือบจะร้อยตัวครับ เพราะที่นี่มันมีทั้งล็อกผสมและเป็นโรงเลี้ยงไก่หนุ่มรวมทั้งไก่เลี้ยงออกชนครับ คือถ้าเป็นไก่ตัวผู้ถ้าจะเลี้ยงชนเราก็จะมีเป็นโซนของเลี้ยงชน ไก่นักกีฬา แต่ว่าถ้าเป็นโซนที่เป็นล็อกผสมก็จะเป็นพ่อไก่ที่เราไม่ได้ใช้ชน เราก็จะใช้ให้เขาทำหน้าที่เป็นพ่อพันธุ์ต่อไป”

รางวัลคือความภูมิใจ

ความภูมิใจของคนเลี้ยงฟาร์มไก่ชนคือ การเป็นที่หนึ่งในการแข่งขัน โดยเจ้าของฟาร์มบอกเราว่า ไก่ที่ไปชนจะต้องไปชนสนามที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น และการเลี้ยงไก่ชน เป็นเรื่องธรรมชาติของไก่อยู่แล้ว ที่พอเป็นไก่หนุ่มถ้าอยู่ในฝูงจะมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงการเป็นจ่าฝูง และเป็นการออกกำลังกายเพื่อถ่ายพยาธิของไก่อยู่แล้ว

“เราดูไก่ที่ขน ถ้าเป็นไก่หนุ่ม ขนจะเต็มร่าง ก็เริ่มที่จะเอาเขามาฝึก เพราะว่าไก่รุ่นนี้พอเวลาเราปล่อยไว้ในฝูงด้วยธรรมชาติเขา เขาจะเริ่มมีการต่อสู้กันเพื่อที่จะแย่งกันเป็นจ่าฝูง และมันจะเริ่มเกิดการเสียหายกับเขาแล้ว เราก็ต้องเริ่มจับเขามาเพื่อที่จะขังออกกำลังกาย ถ่ายพยาธิเขา แล้วก็ให้เขาได้ออกกำลังกาย ได้ชินกับคน แล้วก็เริ่มจะซ้อมเขา คือดูฝีมือเขา ลองเตะ เช็กดูฝีมือเขาว่าเขาเป็นยังไง และเราต้องดูด้วยว่าการเอาไก่ไปชนจะไปชนเฉพาะสนามที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย ที่จะมีเปิดอยู่ในทุกจังหวัด ทุกอำเภออยู่แล้ว

สำหรับผมถ้าในฐานะคนที่ทำฟาร์มไก่ชน ผมมองว่าการไปแข่งแล้วชนะกลับมา มันเหมือนการแข่งขันกีฬา มีได้ถ้วย ได้รางวัล ได้ความภาคภูมิใจ เหมือนเราได้ปั้นมีนักกีฬาของเรา ที่เราคิดว่าเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ แล้ววันหนึ่งที่เราเลี้ยงเขามาเรื่อยๆ พัฒนาจนเป็นยอดนักกีฬาที่ร่างกายแข็งแรง พร้อมที่จะแข่งขันละ แล้ววันหนึ่งเขาไปแข่งขันชนะแล้วเราจะรู้สึกภาคภูมิใจ เพราะว่าเราเป็นคนที่เทรนเขามาตั้งแต่แรก”

และนี่คือความสุขของการได้เริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองรักมาตั้งแต่เด็กๆ และตอนนี้ “รพีภัทร ฟาร์ม” ของหนุ่มน้ำ ก็มียอดจองเข้ามามากมายถึงขั้นผลิตลูกไก่กันไม่ทันเลยทีเดียว ใครที่หลงใหลในวิถีชีวิตของการเลี้ยงไก่ชนหรือไก่พันธุ์ ลองแวะเวียนไปดูฟาร์มไก่ชนได้ที่ “รพีภัทร ฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก หรือเข้าไปดูได้ที่ FB @น้ำรพีภัทรฟาร์มไก่ชน

“ตุ๊กกี้ & บูบู้” จัด!! ใหญ่จริงเรื่องปิ้งย่าง ที่ “สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล”

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“ตุ๊กกี้ & บูบู้” จัด!! ใหญ่จริงเรื่องปิ้งย่าง ที่ “สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล”

แม้จะเพิ่งเปิดร้านมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ สำหรับร้าน “สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล” ของตลกซุปเปอร์สตาร์ “ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรหม” และแฟนหนุ่ม “บูบู้-กำธร โพธิ์น้ำคำ” กลับมีลูกค้ามาใช้บริการแน่น เรียกว่าช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดร้านรับลูกค้ามือระวิงกันเลยทีเดียว ทำให้เจ้าของร้านถึงกับยิ้มกริ่ม ไม่ใช่เพราะลูกค้าเยอะ แต่เป็นเพราะคำชมว่าอร่อยจริง ดั่งที่เจ้าของร้านตั้งใจว่าอยากทำอาหารอร่อยอย่างที่ตัวเองชอบให้กับคนอื่นได้รับประทานกันด้วย โดยหน้าที่หลักของการดูแลร้าน ทางแฟนหนุ่มเป็นคนดูแล ส่วนตุ๊กกี้ลงแรงในการประชาสัมพันธ์ร้าน สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล บนพื้นที่ร่วม 3 ไร่ ที่จอดรถกว่า 80 คัน ตั้งอยู่ย่านพระราม 5

ตุ๊กกี้ได้ชื่อว่าเป็นตลกที่ฮอตที่สุด มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่ารายได้มากพอที่จะไม่ต้องทำธุรกิจอื่น แต่ด้วยความที่เธอเห็นความตั้งใจของแฟนหนุ่มว่าอยากทำธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อหวังลบคำครหาต่างๆ จึงเป็นแรงกดดันของแฟนหนุ่มที่ทำให้เกิดธุรกิจนี้ขึ้นมา

เริ่มจากชอบกิน

ตุ๊กกี้ เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า ตัวเธอเองกับแฟนหนุ่มเป็นคนชอบรับประทานของอร่อย และตระเวนไปรับประทานบ่อยมาก จนมาแชร์ไอเดียกันว่าถ้าชอบรับประทานขนาดนี้ ลองมาทำเป็นธุรกิจเลยจะดีไหม โดยส่วนตัวเธอเอง แม้จะไม่เห็นด้วย แต่อยากสานฝันให้แฟนหนุ่มที่อยากทำธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

“เราชอบกินของอร่อยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะอาหารทะเล ตัวบู้เองมีฝีมือในเรื่องของการทำอาหาร เลยมาคิดกันว่าถ้าเราชอบกินของอร่อยกันขนาดนี้ ลองมาทำเองดูดีมั้ย ซึ่งหลักๆ บู้เป็นคนริเริ่มทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่เดินไปตลาดมหาชัย เพื่อไปคุยราคา ต่อรองราคาเอง และเรา 2 คนเป็นคนที่ทำอะไรไว ไม่ปรึกษาใคร สมมติเราจะเลือกบ้าน ถ้าเดินเข้าบ้านแล้วเย็นหัว สบายใจเราซื้อเลย ร้านก็เหมือนกัน บู้ชอบให้คนมาแล้วสบาย แต่เราโชคดีที่ได้ทำเลแถวบ้านและติดถนนใหญ่ บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ ซึ่งเดิมทีเป็นร้านอาหารทะเลอยู่แล้ว เขาปล่อยให้เราเช่าในราคาเดือนละ 90,000 บาท สัญญา 10 ปี และบอกขายดีห้ามขึ้นค่าเช่า (หัวเราะ) ระหว่างระยะเวลาที่ตัดสินใจทำ บู้เขาจะคิดทำในเรื่องของสูตรน้ำจิ้ม ชิมแล้วชิมอีก และขณะเดียวกัน เราก็เข้าไปปรับปรุงร้าน ทาสี กวาด ตกแต่งร้าน ทำเองหมด”

สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล มาจากความรู้สึก

สำหรับที่มาของชื่อร้านมาจากความรู้สึก เพราะคำว่า “สะบาย” ถ้าอ่านออกเสียงคือคำว่า “สบาย” และถ้าเห็นตัวหนังสือ มาจากภาษาลาว ที่หมายถึงคำทักทายว่า “สวัสดี” กับคอนเซ็ปต์ร้านต้องเข้ามาแล้วรู้สึกสบาย ร้านจึงตกแต่งให้รู้สึกเหมือนมาทะเล ลมโกรก บรรยากาศโล่งโปร่ง ส่วนอาหารทะเล เน้น “ใหญ่”

“บู้อยากให้คนเข้าร้านแล้วรู้สึกสบาย จึงเป็น สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล เพราะเดิมเป็นร้านซีฟู้ดอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ เขามีเรือ 2 ลำใหญ่และให้เรือเรา เราเลยทาสีใหม่ เอาอาหารทะเลลง ให้คนหยิบจับตักเอง กลายเป็นเวอร์ เยอะใหญ่ คนละลานตา เพราะเรือดึงดูดมาก เราไม่ได้โฆษณา มีแต่ไอจีตุ๊กกี้และบู้ ที่ลงรูปตั้งแต่เข้าไปทำความสะอาด ทาสี ลงโต๊ะ จนเปิดวันแรก คนมาเอง จนวันที่ 2 เปิด 5 โมงเย็น แต่ลูกค้ามารอคิวตั้งแต่บ่าย 3 ในจำนวน 150 โต๊ะ และเป็นบุฟเฟ่ต์ 1 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นมีรายการมาถ่าย 2-3 รายการ จากที่มากก็มากขึ้น แต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้กำไร เพราะลงทุนเยอะ ประมาณ 5 ล้านบาท ร้านเรามีโซนไพรเวต และโซนบุฟเฟ่ต์ เพราะบู้บอกคนไทยชอบทำกิจกรรม จะมากันเป็นครอบครัว พ่อตักแม่ปิ้ง ลูกตัก ประกอบกับร้านบรรยากาศสบาย โอ่โถง ร้านเปิดใหม่มีข้อบกพร่อง แต่ลูกค้าน่ารักมาก ทุกคนเข้าใจหมด เพราะอะไรไม่รู้ อย่างจานหมด ของหมดเติมไม่ทัน เขามาพร้อมเห็นปัญหา และไม่ติ”

ชื่อเสียงและฝีมือ การันตี

ด้วยความที่เพื่อนพ้องรอบตัวไม่ว่าจะเป็น โหน่ง ชะชะช่า, หม่ำ จ๊กมก หรือ เท่ง เถิดเทิง มีประสบการณ์ด้านธุรกิจและเล่าสู่กันฟังตลอด แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากจะสานฝันแฟนหนุ่ม จึงเก็บเป็นข้อมูล โดยบอกกล่าวว่า ร้าน สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล เอาชื่อเสียงเธอเป็นประกัน และเอาฝีมือการทำอาหารของบูบู้การันตี

“อย่างที่บอก ตุ๊กกี้ไม่อยากทำ แต่อยากให้บู้ทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งมีพี่เท่งพี่โหน่งพี่หม่ำ เล่าปัญหาดาราเปิดร้านให้ฟังทุกอย่าง ว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง ทำให้ไม่อยากเปิด แต่ความฝันของแฟน เลยต้องทำคล้อยตามเพราะอยากเปิดร้าน มีคนกล่าวหาว่าบู้ไม่ทำมาหากิน ทั้งที่เขามีธุรกิจเยอะแต่ไม่เปิด พอมาทำจากคนที่เข้าใจบู้ผิด เห็นบู้ยกโต๊ะเช็ดโต๊ะทำอาหาร เห็นเขาทุ่มเท บู้ไม่มีกระบอกเสียง เราใช้จุดนี้บอกทุกคนว่าเราทำอะไรบ้าง บู้ไปตลาดกลับบ้านตี 2 ทุกวัน เขารับผิดชอบ พนักงาน 30 คน บู้บอกทุกอย่างในร้าน แต่จะบอกว่าเขามีความสุขมาก คือโต๊ะมีทั้งหมด 150 โต๊ะ โต๊ะละ 10 คน และโต๊ะหนึ่งใช้เวลาในการกินแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง เมนูทะเลของเราใหญ่ ลงกุ้ง ปู วันละ 600 กิโลกรัม สามารถรองรับได้ทั้งคืน”

เมนูต้องโดน “กุ้งระเบิดถัง”

นอกจากจะมีโซนบุฟเฟ่ต์แล้ว ยังมีเมนูเด็ด ที่ถือว่าเป็นเมนูขาย นั่นคือ “กุ้งระเบิดถัง” เผ็ดร้อนสไตล์เม็กซิกัน ที่แฟนหนุ่มเป็นคนคิดสูตรเอง ส่วนบุฟเฟ่ต์ ทีเด็ดคือ น้ำจิ้ม 4 สูตร เพื่อรองรับความหลากหลายของลูกค้า

“นอกจากมีบุฟเฟ่ต์ เรายังมีเมนูจานพิเศษที่บู้คิดคือ กุ้งระเบิดถัง จานละ 500 บาท ขนมจีน 120 บาท กลายเป็นว่านอกจากจะมากินบุฟเฟ่ต์แล้ว เรายังได้ขายอาหารนอกเหนือจากบุฟเฟ่ต์ ซึ่งยอมรับในฝีมือบู้ว่าอร่อย เพราะถ้ามากินแล้วไม่อร่อย ก็ไม่มีคนเข้า อย่างน้ำจิ้มซีฟู้ด เรามี 4 สูตร คือ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าใส ไล่ระดับความเผ็ด บู้คิดเองลองชิมหลายรอบมาก และเมนูเด็ด เมนูขายมาแล้วต้องโดนคือ กุ้งระเบิดถัง สไตล์เม็กซิกัน เผ็ดร้อนสะใจ เพราะทุกอย่างใหญ่ บู้ใส่พริกหยวก ข้าวโพด ปู กุ้ง หอย ถังหนึ่งเทหน้าโต๊ะ โอ้!! คุ้ม คนไทยชอบอะไรที่สะใจ ทุกวันศุกร์-เสาร์จะมี 4-5 ครอบครัวที่มาประจำ สั่งกุ้งระเบิดถัง และสั่งกลับบ้าน แสดงว่ารสชาติตั้งแต่วันแรกจนทุกวันนี้ไม่เปลี่ยน”

อาหารอร่อย บริการดี ไม่มีสาขาแน่นอน

ตุ๊กกี้ บอกต่ออย่างจริงจังว่า นอกเหนือจากรสชาติดีแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การบริการที่ดี เพราะที่ร้านเธอพนักงาน 30 คน ถูกเทรนมาอย่างดี สิ่งไหนขาดตกบกพร่องก็พร้อมปรับปรุง และที่สำคัญ เธอยืนยันร้านจะไม่มีสาขาแน่นอน เพราะไม่มั่นใจถ้าขายแฟรนไชส์ไปแล้ว จะทำได้ดีเหมือนที่ร้านต้นแบบ

“จริงๆ ที่ร้านมีพนักงาน 30 คน ไม่เพียงพอ แต่เราเทรนมาดี แม้ไม่ทันตามความต้องการ ก็ต้องปรับกันไป และลูกค้าที่มาทุกคนเข้าใจว่าร้านเปิดใหม่ อะไรที่ติเราก็ปรับ และให้ความสำคัญกับการบริการที่สุด เราเปิดร้านไม่โลภ คือไม่ได้เอากำไรเยอะ ไม่ใช่ซื้อมา 1 บาท ขาย 100 บาท แต่เราซื้อมา 10 บาท ขาย 11 บาท เราค่อยทำไปเรื่อย เก็บเรื่อยๆ ถ้าบีบตัวเองมากไปว่าต้องคืนทุนภายในเวลาเท่านี้ จะทำให้กุ้ง ปู เล็กลง แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้ เราใหญ่มาตั้งแต่ต้น เราลงไม่ได้ เรือมา 2 ลำ จะลดเหลือ 1 ลำไม่ได้ หรือแม้กระทั่งว่าเงินที่ลงไปจะไม่ได้คืนก็ไม่เป็นไร ทำเพราะอยากตอบสนองความต้องการของบู้ แต่เรามีวิธีคือ น้ำเราดื่มไปครึ่งแก้ว เราต้องหาวิธีมาเติมให้เต็มแก้ว

ตั้งแต่เปิดมา มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์ประมาณ 7 คน เราไม่ขาย อยากกินต้องมาที่นี่เท่านั้น เพราะตุ๊กกี้ไม่เชื่อว่าคนที่มาซื้อเราไปจะทำได้ดีเหมือนเรา กุ้งปูจะใหญ่เหมือนเรา อีกอย่างกลัวสูตรไหล เพราะทุกคนคิดไม่เหมือนกัน เราชอบกินของอร่อย ลูกค้าที่มาที่ร้านต้องได้กินของอร่อยเหมือนที่ตุ๊กกี้ได้กิน น้ำจิ้มต้องเด็ด ที่ร้านเราเด็ดถึงขนาดลูกค้าขอห่อกลับบ้าน”

งานบันเทิงยังเป็นงานหลัก

สุดท้าย เจ้าของร้านยืนยัน ยังคงทำงานบันเทิงเป็นหลักเพราะรักงานด้านนี้ ส่วนร้านถ้ามีเวลาเธอแวะมาให้กำลังใจแฟนหนุ่มไม่ขาด เพราะเธอเห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นของแฟน ที่ไม่เคยบ่นเหนื่อย มีแต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข

“ตุ๊กกี้เห็นบู้มีความสุข แสดงว่า คนที่ทำอะไรแล้วมีความสุข เขาจะตั้งใจทำ มุ่งมั่น ส่วนตุ๊กกี้ยังอยู่ในวงการบันเทิง เป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัว เป็นอาชีพที่ทำแล้วทำได้ดีที่สุด ยังเป็นตุ๊กกี้ชิงร้อยชิงล้านตลอดไป ร้านนี้เราทำประชาสัมพันธ์ให้บู้ ซัพพอร์ตแรงในเรื่องของการโปรโมต เพราะเราไปนั่งร้านทุกวันคงไม่ได้ แต่ถ้าวันไหนเลิกงานเร็วก็จะรีบไปดูร้าน แม่ตุ๊กกี้เคยถามว่าทำไมต้องทำงานหนัก ที่มีอยู่ก็กินไม่หมด เราบอกอนาคตไม่รู้ มีกำลังทำก็ทำ บางทีลูกค้ามาร้านไม่เจอตุ๊กกี้ บู้เขาก็รับหน้าขอโทษลูกค้ามาเจอบู้ก่อนก็ได้ ทุกอย่างที่ทำเกินความคาดหมาย แต่เราทำให้ดีที่สุด

ก่อนจะเปิดร้านยอมรับว่าตัวเองไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น เวลาเกิดปัญหาจะโมโหเป็น 2 เท่า งอนเป็น 2 เท่า อะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะโทษบู้เพราะเราไม่อยากทำ ตอนทำร้านใหม่ๆ ทะเลาะกันบ่อยมาก จนมานั่งคุยกัน เราเข้าใจบู้มากขึ้น บู้ฝากชีวิตไว้กับร้านนี้ เขามีความสุข ให้กำลังใจ ไม่อยากให้เครียด เราเป็นมือใหม่หัดขับ ทุกอย่างมันล้วนมีปัญหาเหมือนคนตำส้มตำ 1 จาน ต้องมี 1 จานคนไม่ชอบ บอกเขาอย่าไปมองอะไรที่ทำให้บั่นทอนใจ อย่าไปมองอะไรที่ไม่มีแรงผลัก มองที่จรรโลงใจ คนนี้ชม คนนี้ซื้อกลับบ้าน เลยทำให้มีกำลังใจ”

สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล เปิดบริการทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (02) 101-2197, (085) 980-9712 หรือแฟนเพจ สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล

“แมน การิน” บุกตลาด น้ำสกัดมังคุด XANBERRY ตัวช่วยสุขภาพดีของทุกวัย

Published August 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“แมน การิน” บุกตลาด น้ำสกัดมังคุด XANBERRY ตัวช่วยสุขภาพดีของทุกวัย

ในยุคดิจิตอล จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะการเข้าถึงสื่อโฆษณา ที่เน้นให้เห็นถึงข้อดีและคุณลักษณะของคนที่มีสุขภาพดีจากภายใน นอกจากการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนให้ความสนใจ นั่นคือ ตัวช่วยของการมีสุขภาพที่ดี จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจะเติบโตอย่างกว้างขวาง มีหลากหลายชนิดให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร และที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ สารสำคัญที่มีอยู่ในมังคุดคือ แทนนินและแซนโทน โดยสารแซนโทนมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และด้วยคุณสมบัติที่มากมายทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของ XANBERRY น้ำสกัดมังคุดของนักแสดงและนักออกแบบตัวเลข แมน-การิน ศตายุ หรือ แมน แมธเธโลจี

พลิกวิกฤตผลไม้ราคาตก

แมน เล่าให้ฟังว่า ตนเองนั้นพื้นเพเป็นคนจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองแห่งผลไม้ และเมื่อ 2 ปีก่อนเจอวิกฤตราคาผลไม้ตกต่ำ โดยเฉพาะมังคุด จึงหาทางออกด้วยการนำมาสกัดและทำสินค้าออกมา

“ผมเป็นคนจันทบุรี เป็นเมืองผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และอีกหลายๆ อย่าง ประมาณ 2 ปีก่อนเศรษฐกิจไม่ดี ผลไม้ราคาตก ชาวสวนนำเอาทุเรียน มังคุด มาประท้วงด้วยการทิ้งที่หน้าศาลากลาง ผมมานั่งคิดกับทางญาติว่าจะทำอย่างไรดี และหาทางช่วยเกษตรกรอีกส่วนหนึ่ง ผมมองว่ามังคุดเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการในเรื่องของการแปรรูป เพราะมังคุดมีประโยชน์หลายอย่าง คือทุกส่วนของมังคุดมีทุกอย่าง มีประโยชน์มากด้วย เลยมาปรับและพัฒนาสูตรว่าในตลาดเขามีน้ำมังคุดแบบไหนบ้าง เราปรับให้มีความโดดเด่นในเรื่องอินกรีเดียนต์ (Ingredient) ต่างๆ ความเป็นมังคุดเพียวๆ เลยดีไหม เราก็มานั่งคิดและปรับสูตรมาเรื่อยๆ ทานจนหน้าจะเป็นมังคุดอยู่แล้ว”

เปิดตลาดด้วยแบรนด์ XANBERRY

เจ้าของน้ำสกัดมังคุด แจกแจงต่อว่า ตนเองได้รับประทานและพัฒนาสูตรมาร่วมปี และเห็นลู่ทางที่จะพัฒนาต่อยอดส่งออกได้ จึงลงขันกับญาติเปิด บริษัท สยามอินเตอร์เบฟเวอเรจ จำกัด และผลิตน้ำสกัดมังคุดแบรนด์ XANBERRY

“ผมทานน้ำมังคุดมาปีกว่า พัฒนาสูตรปรับเปลี่ยนจนลงตัว และมีโรงงานของเพื่อนสนิทของญาติทำส่งออกเมืองนอก เลยมองเห็นลู่ทางที่จะพัฒนาต่อยอดส่งออก และมีตลาดเออีซีด้วย ประกอบกับหลายๆ ประเทศสนใจเรื่องของสารสกัดในมังคุด เช่น ประเทศจีน เยอรมนี อเมริกา รัสเซีย ฯลฯ เพราะทานแล้วมีประโยชน์ สุขภาพดีก็เลยศึกษาตลาดต่างประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เราก็อยากเปิดตลาดในเมืองไทยด้วย ซึ่งเราก็ใช้ชื่อว่า XANBERRY มาจากคำว่า xan มันเป็นสารสกัดในมังคุดก็คือ แซนโทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระนะครับตามธรรมชาติ ซึ่งในมังคุดเองมันมีเยอะที่สุดกว่าผลไม้หลายๆ ชนิดบนโลก ซึ่งคนต่างประเทศเขาก็สนใจ เพราะมองเห็นประโยชน์ตรงนี้มานานแล้ว แต่คนไทยเองยังไม่เข้าใจถึงสารสกัดของมังคุดเท่าไรเราก็เลยเริ่มทำการตลาดกันตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมปีที่แล้ว”

ชู : สกัดจากมังคุดออร์แกนิก

แมน การิน ยังมองต่อว่า ในเมื่อต่างชาติเห็นคุณประโยชน์ที่มากล้นของมังคุด ทำไมไม่ทำให้คนไทยเล็งเห็นตรงนี้ด้วย จึงคิดว่าตนเองน่าจะเจาะกลุ่มประชาชนคนไทยเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการทำตลาดบนโลกออนไลน์ ส่วนน้ำสกัดมังคุด ก็เป็นมังคุดออร์แกนิก พร้อมคิดค้นสูตรต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย

“ตอนนี้เริ่มจะมาทำตลาดในเมืองไทย และขายผ่านโซเชียล xanberry thailand เป็นหลัก ส่วนใหญ่เขาก็จะสั่งเป็นลัง ใน 1 ลังจะมี 4 กล่อง ใน 1 กล่องมีทั้งหมด 12 ขวด เราทำเป็นไซซ์มินิด้วยเพื่อเจาะกลุ่ม แต่ขนาดเท่าเดิมนะครับแต่ขนาดกล่องจะเล็กลงเหลือแค่ 6 ขวด ไซซ์ขวดก็จะเป็น 100 ml ซึ่งมันจะพอกับความต้องการในร่างกายเราซึ่งจะไม่มีการลดขนาดของขวดลงนะครับ แล้วเราก็ทำให้มีความแตกต่างจากตลาดว่าเรามีการแยกทาร์เก็ตกลุ่มของการทาน เพราะทำหลายสูตร เช่น สูตรเอ็กซ์ตร้าเน้นเข้มข้น รักษาโรค ป้องกันโรค สูตรบาลานซ์ จะเป็นสูตรควบคุมน้ำหนักเกี่ยวกับกระดูกด้วย ผิวด้วย สุดท้าย ก็เป็นสูตรไนท์สำหรับคนที่ใช้ชีวิตหนักๆ พักผ่อนน้อยๆ มันก็จะช่วยได้ และสูตรที่จะออกมาเดือนหน้าจะเป็นสูตรคิดส์ สำหรับเด็ก เราทำทั้งหมด 4 สูตร คือเรามีความแตกต่างจากอันอื่น เพราะปกติแล้วแซนโทนที่เข้าไปในร่างกายได้ในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น 70 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเรามีเฮิร์บบางตัวมาทำงานควบคู่กับสารต้านอนุมูลอิสระ มันสามารถทำได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เลยครับ แล้วก็ใส่ตรงส่วนนี้เข้าไปเราเลยเรียกว่าของเราเป็น HME (Herb & Mangosteen Extract) เป็นที่เดียว และเป็นมังคุดออร์แกนิกที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย”

กระจายสินค้าสู่ตัวแทน

และจากกระแสตอบรับที่ดี ทำให้เจ้าของแบรนด์กำลังขยายตลาดสู่จังหวัดต่างๆ ด้วยการหาตัวแทนจัดจำหน่าย พร้อมคิดโปรโมชั่น เพื่อเพิ่มยอดขาย เพราะมั่นใจสินค้าดี อัดแน่นด้วยคุณภาพ โดยเฉพาะสกัดอย่างเข้มข้น โดยเฉลี่ย 1 ขวด มีค่าเท่ากับมังคุด 20 ลูก

“กระแสตอบรับดีครับ และเราก็เริ่มหาตัวแทนแต่ละจังหวัด โดยให้เป็นตัวแทนรายใหญ่ ผมก็จะทำในส่วนของการวางแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราเองก็จะไม่แย่งตลาดของตัวแทน อย่างเช่น สมมติว่ามีตัวแทนของทางเชียงใหม่เราก็จะให้เขาขายเต็มที่ โดยถ้าลูกค้ามาติดต่อทางเรา เราก็จะไม่แตะตลาดเชียงใหม่เลยโดยที่เราก็จะช่วยเหลือเขาตรงนั้น ตอนนี้เราก็พยายามค่อยๆ หาตัวแทนอยู่ครับ

สำหรับจุดขาย จริงๆ ตลาดเฮลตี้กำลังมาและมีโปรดักต์เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่มีความแตกต่างครับอันดับแรกคือเป็นมังคุดออร์แกนิก อันดับ 2 การใช้เรื่อง HME เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น มังคุดของเราเข้มข้นจัดมากถ้าเปรียบเทียบกับมังคุดแบรนด์อื่น ถ้าดูก้นขวดจะเห็นถึงความเข้มข้นของมังคุดจริงๆ แล้วก็อีกอย่างเรามีโรงงานการผลิตที่ได้รับมาตรฐาน GMP แล้วก็ HACCP ซึ่งได้รับ อย. ทุกอย่างของทั้งอเมริกาและเกือบทั้งทั่วโลกเลยในเรื่องของการส่งออก และที่สำคัญคือ ผมกับเกล เวธกา เป็นนักแสดง และมาทำสินค้าบริโภค ถ้าไม่ดี ผมจะโดนด่า เราต้องมีความจริงใจ”

ตอบโจทย์คนทุกวัย

นักแสดงหนุ่มการันตีว่าน้ำสกัดจากมังคุดของเขานั้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถดื่มได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัยชรา โดยยอดการผลิต ณ วันนี้ อยู่ที่ 60,000 ขวด ต่อเดือน โดยเจ้าตัวบอกแนวทางการทำธุรกิจแบบค่อยๆ โต มากกว่าจะก้าวกระโดด

“ยอดก็ไปเรื่อยๆ ครับ ทุกเดือนก็ผลิต 60,000 ขวดไปเรื่อยๆ แต่ก่อนหน้านี้ต้องใช้กำลังผลิต 2 ต่อเพราะช่วงเปิดตัวใหม่ๆ จะค่อนข้างเยอะแล้วตอนนี้ก็กำลังดิวกับประเทศจีน เยอรมนีอยู่ เพราะเวลาเขาสั่ง จะสั่งเป็นพาเลทเลย คือเป็นแบบตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่เราก็ต้องใช้แรงในการผลิตพอสมควร เรื่องการบุกตลาดเราไม่กลัว เพราะเราเต็มที่ จุดเด่นคือแยกกลุ่มชัดเจนด้วย 4 สูตร ตอบโจทย์ตั้งแต่เด็กจนแก่ เพราะจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของแซนโทน สมมติเอาแบบเห็นภาพง่ายๆ คือ ผมเปรียบเป็นรถบรรทุก มันจะบรรทุกของเสียไปทิ้ง สารอนุมูลอิสระจะเข้าไปจับของเสีย เปรียบกับอารมณ์หรือฮอร์โมนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย มันคือของเสีย พอทานเข้าไปมันจะไปดักอาหารไปไว้ที่ตับแล้วเอาไปทิ้งที่ไต ถ้าทานทุกวันเหมือนมีรถบรรทุกไปดักรอของเสียและทำให้ตับสะอาด พอตับสะอาดระบบกลไกในร่างกายเราจะปกติ”

อยากให้เป็นสินค้าประจำจังหวัด

ความตั้งใจของแมนคืออยากให้ XANBERRY เป็นสินค้าประจำจังหวัดจันทบุรี เป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่คนไปแล้วต้องนึกถึง อยากให้คนไทยเข้าใจและดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน และพอได้ทำธุรกิจตัวนี้ มันทำให้เจ้าของแบรนด์อยากกลับไปบ้านเกิด

“ผมอยากให้สินค้าเป็นสินค้าประจำจังหวัด เป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่เวลาใครไปจันทบุรีแล้วต้องนึกถึงผมนึกถึง XANBERRY และอยากให้คนไทยเข้าใจถึงมันจริงๆ เข้าใจถึงการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ในเมื่อต่างประเทศเขามองเห็นประโยชน์ของมังคุด เราคนไทยที่ปลูกแล้วต้องรู้อย่างลึกซึ้งถึงคุณประโยชน์ของมันด้วย ผมทำไม่ได้มองว่าทำแล้วรวย ผมมองว่าการทำมันทำให้ผมรู้สึกอยากกลับจันทบุรี เพราะว่าเวลาทำน้ำมังคุดผมต้องกลับไปประชุมตลอด แต่ก่อนผมทำงานกรุงเทพฯ ผมไม่ได้กลับเลย พอทำ XANBERRY ผมได้กลับไปเจอครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ฟิน แฮปปี้สบายใจ ได้กลับไปหาเขาบ่อยๆ ผมก็มีความสุข แล้วในเมื่อผมเป็นคนที่นี่ ผมก็น่าจะทำอะไรบางอย่างที่เป็นของ ของคนจันท์จริงๆ ถ้าของมันดีจริงมันก็จะไปของมันเอง”

สุดท้ายแมนได้ให้ข้อคิดถึงคนที่กำลังเปิดใจกับน้ำสกัดมังคุดว่า ต้องศึกษาอย่างละเอียดและเปรียบเทียบสินค้าให้ถี่ถ้วน พร้อมมั่นใจ XANBERRY คุณประโยชน์อัดแน่นเต็มขวดแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://sibthailand.com

“แพนเค้ก เขมนิจ” ต่อยอดธุรกิจ เปิด “ชอลิ้วเฮียง” ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดสูตรโบราณ

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“แพนเค้ก เขมนิจ” ต่อยอดธุรกิจ เปิด “ชอลิ้วเฮียง” ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดสูตรโบราณ

เป็นที่ลงตัวแล้วว่า ด้านการแสดงนั้น นางเอกเนื้อหอม “แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์” จรดปากกาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่องทรู เป็นระยะเวลา 3 ปี ประเดิมงานละคร “เจ้าเวหา” ทางช่อง ทรูโฟร์ยู สร้างความฮือฮาในวงการบันเทิงไม่น้อย นางเอกสาวแพนเค้กนั้น แจ้งเกิดจากเวทีประกวดไทยซุปเปอร์โมเดล 2004 จนกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของช่อง 7 สี มีผลงานละครล่าสุดเรื่อง “รักเร่” นอกจากนี้ เธอยังเป็นเจ้าแม่พรีเซ็นเตอร์ และยังทุ่มเททำงานการกุศลต่างๆ มากมาย และอีกหนึ่งบทบาทที่เธอทุ่มเทไม่น้อยนั่นคือ การทำธุรกิจ ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า Baby Rose by Pancake, ยาสตรี, ร้านขนมสมหมาย, ร้าน Teddy House และล่าสุด ผุดธุรกิจใหม่ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นหม้อดิน “ชอลิ้วเฮียง by Pancake” ย่านสุขาภิบาล 3 โดยให้น้องชายหัวแก้วหัวแหวน “พัตเตอร์-ปองภพ จามิกรณ์” เป็นหลักในการดูแล

ต่อยอดธุรกิจครอบครัว

ในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีสื่อมวลชนมาร่วมทำข่าวอย่างคึกคัก รวมไปถึงเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ทางด้านนางเอกสาวได้เปิดใจถึงการหันมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวนั้นเป็นเพราะเดิมทีครอบครัวของเธอทำมาก่อนหน้านี้แล้ว และมีถึง 10 สาขาด้วยกัน

“จริงๆ เป็นจังหวะมากกว่าค่ะ ต้องบอกก่อนว่าก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียงนี่มีมาหลายสาขาแล้ว สาขานี้เป็นสาขาที่ 10 ซึ่งเป็นธุรกิจของทางตระกูลคุณแม่ของแพน ที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ เป็นสูตรที่เรามีกันมายาวนาน ได้เชฟมือหนึ่งมาจากประเทศจีน ที่เขาทำงานกับน้องชายคุณแม่อยู่แล้ว เขามีสูตรเฉพาะที่เข้มข้นมาก ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจครอบครัวค่ะ แต่จะให้พัตเตอร์เป็นคนรับผิดชอบโดยตรง แม้ธุรกิจนี้จะไม่ถือว่าเป็นธุรกิจใหม่เสียทีเดียวเพราะก็เคยมีคนทำมาแล้ว แต่มันก็ใหม่สำหรับแพนและครอบครัวเรา เหมือนเราได้ต่อยอดการทำธุรกิจไปอีกขั้นจากการทำร้านขนมสมหมาย ซึ่งตอนแรกคิดว่าง่ายนะคะ เอาเข้าจริงๆ ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน พอเราเริ่มอยู่ตัวเราก็เลยอยากจะลองทำอย่างอื่นที่ขยับขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกันกว่าจะมาลงตัวที่ก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียง”

ใส่ใจทุกรายละเอียด

แพนเค้ก บอกกล่าวว่า แม้เธอจะเคยผ่านธุรกิจการทำร้าน “ขนมสมหมาย” มาแล้วแต่พอต้องมาจับธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัวกลับมีรายละเอียดมากกว่าที่คิดไว้เยอะ และรายละเอียดเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เจ้าของร้านจะต้องใส่ใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานของดี และถูกปาก

“ตอนแรกคิดว่าการทำธุรกิจอาหารคงไม่ยากเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ แพนก็เคยผ่านร้านขนมมาแล้ว แล้วการทำอาหารมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทาน เราเองก็เป็นคนชอบทาน การได้ทำอะไรที่ชอบมันก็น่าจะดี มันจะมีแรงฮึด แต่ที่ไหนได้พอทำเข้าจริงๆ ดีเทลเยอะมาก มันมีเรื่องที่จะต้องคอยดู คอยเช็ก และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากร้านอาหารมันต้องมีความหลากหลาย แล้วหนึ่งในนั้นจะต้องมีเมนูเฉพาะที่เป็นตัวขายสำหรับร้านเราด้วย ซึ่งก่อนจะเปิดร้านได้ต้องไปสรรหาชิมอาหารที่เราจะเปิดตามร้านอร่อยจากหลายๆ ร้าน เพื่อให้รู้ว่าอ๋อ…แบบนี้เรียกว่าอร่อย แล้วไม่ใช่ว่าไปชิมธรรมดา มันต้องลึกกว่าชิม เราต้องรู้ด้วยว่ารสชาติแต่ละร้านนี่ทำไมมันถึงแตกต่างกัน ร้านที่อร่อยนี่มันแตกต่างจากร้านอื่นตรงไหน เราต้องเข้าถึงกรรมวิธีให้ได้ ต้องไปลองแอบดูว่าเอ๊ะเขามีวิธีขั้นตอนในการทำยังไง ทุกคนก็ช่วยกันไปสอดส่อง นอกจากชิมแล้ว เราต้องทำให้เป็นทุกขั้นตอน ต้องมาหัดทุกกระบวนการ ไม่ใช่อยากจะเปิดก็เปิด เราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราต้องทำทุกอย่างในธุรกิจนั้นให้เป็นทุกขั้นตอนด้วย รวมไปถึงดีเทลเล็กๆ อย่างถ้วยชาม โลโก้ การตกแต่งร้านที่ดูแล้วมันเหมาะสมกับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดแบบที่เราชอบ”

จุดเด่นไม่ใส่ผงชูรส

สำหรับการคิดค้นความพิเศษของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียง เจ้าของร้านคนสวยเล่าให้ฟังอย่างมีความสุขว่า กว่าจะออกมาได้แต่ละเมนูนั้นเธอและครอบครัวต้องคิดค้นกันใหม่หมดทุกอย่าง เพื่อให้รสชาติถูกใจคนกรุงเทพฯ โดยสิ่งแรกที่ใส่ใจมากที่สุดคือการปรุงอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรส

“ความพิเศษของก๋วยเตี๋ยวที่ร้าน คือไม่ใส่ผงชูรสเลย ใช้เครื่องตุ๋นยาจีนล้วนๆ ซึ่งทานแล้วจะรู้เลยเพราะได้กลิ่นของสมุนไพรจริงๆ ด้วย แพนอยากให้ลูกค้ามาทานแล้วเหมือนการทานอาหารเองที่บ้าน ที่บ้านเราจะทานอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรสกันอยู่แล้ว เราเลยมีความตั้งใจมากว่าจะทำร้านอาหารที่เป็นอย่างนั้น เราก็ลองมาทำจนเข้ามือ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเองใช้เวลาในการค้นคว้าสูตรด้วยนะคะไม่ใช่ว่าเราจะเอาสูตรเขามาเลย ด้วยเรามองว่าผู้บริโภคภาคเหนือกับกรุงเทพฯ น่าจะมีรสชาติในการทานที่แตกต่างกัน ภาคเหนืออาจจะต้องการความเข้มข้นมากกว่า มาถึงที่กรุงเทพฯ อาจจะลดความเข้มข้นลงมาหน่อย เราก็ต้องมาทดลองกัน ทำอยู่หลายสูตรค่ะ จนได้ความคิดเห็นที่ลงตัวที่สูตรนี้ เราจึงเลือกมา ซึ่งสูตรนี้เราเน้นที่ความกลมกล่อม เราชอบความเข้มข้น มีเห็ดที่ชุ่มๆ อยู่ในน้ำก๋วยเตี๋ยวเป็ดเข้าไปเลย เราถูกใจตรงนี้มาก”

เมนูเป็ด คือพระเอกของชอลิ้วเฮียง

และเมนูที่เป็นพระเอกของร้านชอลิ้วเฮียง นั่นคือ เมนู “เป็ด” ที่เจ้าของร้านพูดด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเป็นเป็ดที่เป็นสูตรพิเศษของร้าน และสำหรับคนไม่รับประทานเป็ด ถ้าได้ลองรับประทานแล้วยังติดใจ นอกจากนี้ ยังมีเมนูของหวาน นั่นคือ กล้วยปิ้ง ที่น้ำราดอร่อยจนต้องกลับมารับประทานอีก

“ในทุกเมนูของร้านผ่านการทดลองมาแล้วหมดว่าอันนี้จืดไปไหม อันนี้เข้มข้นไป ต้องมาตวงกันน้ำกี่ส่วนดี เราช่วยกันดูทุกขั้นตอนว่าแค่ไหนถึงจะพอดีที่สุด อย่างเมนูเด็ดของร้านเราจะเป็นเมนูเป็ด ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวหน้าเป็ด เป็ดสับ เป็นพระเอกของเราเลย อย่างบางคนที่ไม่ทานเป็ดเลย พอมาทานเป็ดที่เราแล้วก็จะบอกว่าชอบกันมาก ไม่มีกลิ่น ทานแล้วเขารู้สึกโอเคกับรสชาตินี้ ใครที่ไม่ชอบทานเป็ดแล้วมาทานร้านเราเข้าก็ติดใจกันทุกคน ซึ่งเป็ดที่เราคัดเลือกมา คัดมาอย่างพิเศษเลย เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านเรา ที่จะไม่มีกลิ่น เราคัดสรรมาอย่างดี

พอเปิดแล้วก็อยากจะเปิดให้ครบวงจร เผื่อว่าทานอาหารคาวแล้วอยากจะทานอาหารหวาน คือกล้วยปิ้ง จริงๆ ที่ทางภาคเหนือก็จะมีเมนูนี้เป็นอาหารหวาน ซึ่งพอมาเป็นของแพนก็คิดค้นความพิเศษใหม่ที่น้ำราดสาขาเราจะไม่เหมือนใคร ต้องมาทดลองกันอีกแหละ ว่ารสชาติไหนเหมาะ เรียกว่ากว่าจะลงตัวนี่ก็เอาเรื่องนะ เราต้องมาคิดสูตรกันว่าน้ำตาลกี่ส่วน กะทิกี่ส่วน ความข้นพอไหม เคี่ยวออกมาแล้วใสไปรึเปล่า แล้วกล้วยอีก ต้องพันธุ์ไหน ต้องปิ้งนานเท่าไหร่ที่จะอร่อยกำลังดี แล้วพอมาผสมกับน้ำจิ้มแล้วมันลงตัวกันไหม ซึ่งกล้วยปิ้งร้านชอลิ้วเฮียงจะเป็นสูตรเฉพาะของเราเลยค่ะ เราก็จะเคี่ยวกันทุกวัน ทำกันใหม่ทุกวัน แล้วก็ยังมีร้านขนมสมหมายที่ย้ายมาอยู่ตรงนี้ด้วยกันอีก ลูกค้าที่มาทานก็จะได้เลือกเมนูของหวานเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่เฉพาะแต่กล้วยปิ้ง ก็จะมีน้ำหวาน ชา กาแฟ ขนมปังปิ้ง ขนมเปี๊ยะให้ได้เลือกกัน”

บริการมาที่หนึ่ง

จากประสบการณ์การทำร้านอาหาร คือเรื่องการบริการ จากการทำร้านขนมสมหมายมาก่อนทำให้เธอรู้ว่า ธุรกิจร้านจะต้องเจอลูกค้าที่หลากหลาย และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หลักของงานบริการคือ การรับมือกับลูกค้าให้ดีที่สุด รวมไปถึงรสชาติอาหารที่ต้องใส่ใจเพื่อเกิดการบอกต่อปากต่อปาก

“ตอนที่ทำร้านขนมสมหมาย เราได้บทเรียนเรื่องของการให้บริการ ด้วยธุรกิจแบบนี้ต้องเจอคนเยอะ คนหลากหลาย อยากได้นั่นได้นี่ เราจะต้องรับมือกับลูกค้าให้ได้ ยิ่งพอมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวนั่งทานที่เราจะต้องทำเสิร์ฟด้วยแล้ว ดีเทลเยอะกว่าแน่นอน เราเลยค่อนข้างซีเรียสและให้น้ำหนักไปในเรื่องของการให้บริการอยู่พอสมควรพอๆ กับรสชาติอาหาร เราไม่อยากให้คนไปพูดว่าร้านเราไม่ดีเลย เราก็พยายามจะทำทุกอย่างให้ออกมาถูกใจลูกค้ามากที่สุด

นอกเหนือจากธุรกิจร้านแล้ว สิ่งที่ได้คือความสนุก เพราะเราทำเป็นธุรกิจครอบครัว แม้มันจะมีเรื่องจุกจิก แต่มันก็เหมือนเป็นการทำกิจกรรมภายในครอบครัว เราได้ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันค้นคว้าลงมือ ซึ่งตัดปัญหาหลายๆ อย่างไปได้เพราะเราไว้ใจกันได้อยู่แล้ว อย่างครอบครัวแพนจะแบ่งว่าน้องๆ ของแพน คือ “มิกิ” จะทำอะไร “พัตเตอร์” จะทำอะไร แพนจะทำอะไร หลักๆ จะเป็นคุณแม่เพราะจะดูแลเรื่องเงิน ที่เหลือเราจะมากระจายงานกัน ทุกคนที่ทำเป็นคนกันเองทั้งนั้น แม่บ้านในบ้านนี่ก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันคิดค้นสูตรอาหารต่างๆ การประชุมงานกันก็จะเป็นที่โต๊ะอาหารภายในบ้านของเรา ก็จะคุยกันว่าจะยังไงดี ทำอะไรมากน้อยแค่ไหน แพนเองจะทำหน้าที่ คอยสั่งการดูภาพรวมทั้งหมดของเรา เป็นบอสค่ะ พัตเตอร์เขาก็เปรียบเหมือนเป็นผู้จัดการร้าน จะดูแลทั้งหมดของร้านเลย”

นักแสดงมาทำธุรกิจ ใช่ว่าจะขายดีเสมอไป

ส่วนมุมมองของการเป็นนักแสดงและหันมาทำธุรกิจนั้น เธอบอกว่าโดยส่วนตัวการเป็นนักแสดง และหันมาทำธุรกิจไม่ได้ขายดีเสมอไป เพราะครั้งแรกที่ลูกค้าเข้าร้านอาจมาเพราะเป็นร้านของดารา แต่ต้องอร่อยจริง ถึงจะเกิดการบอกต่อ และกลับมารับประทานอีก

“แพนว่าการเป็นนักแสดงไม่ใช่ว่าจะขายของแล้วขายดีเสมอไปนะคะ เรายังต้องทำอะไรให้มันมีความเคลื่อนไหวตลอด แรกๆ ยอมรับค่ะคนอาจจะมาเพราะเห็นว่าเป็นดารา เป็นแพนเค้กนะเลยอยากมาลอง แต่มันต้องอร่อยจริงๆ มันดีจริงๆ คนถึงจะกลับมาทานอีก แล้วมันเกิดการบอกต่อไป ไม่ใช่แค่แฟนๆ ของเราแล้ว แต่จะมีคนอื่นเดินเข้ามาด้วย แพนมองว่าในมุมแบบนี้มันเป็นมุมที่สำคัญกว่าการมีชื่อเสียงของเรา เราทิ้งรายละเอียดของร้านไม่ได้เลย ยิ่งเราเป็นคนมีชื่อเสียงเรายิ่งต้องทำดีกว่าร้านอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะถ้าเจ็บแล้วจะเจ็บเป็นอีกเท่าของคนอื่น เรายิ่งต้องใส่ใจ จะขายเมนูซ้ำๆ เดิมๆ มาก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไม่ให้มันจำเจ เรียกว่าต้องพัฒนาอยู่ตลอด”

แพลนอนาคตขยายสาขาเปิดแฟรนไชส์

สำหรับแพลนในอนาคตของร้านชอลิ้วเฮียง การขยายสาขา และเปิดขายแฟรนไชส์ โดยเฉพาะการขายแฟรนไชส์นั้นเธอให้ความใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นสไตล์ของชอลิ้วเฮียง รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของร้านด้วย

“การทำธุรกิจมันยากมากจริงๆ มันเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นักแสดงเราก็ทำหน้าที่ในส่วนของเรา แต่ธุรกิจเราต้องดูแลทั้งหมด ยิ่งมาทำงานกับคน กับงานให้บริการแล้วมันค่อนข้างยากพอสมควรเหมือนกัน ดีที่ทำธุรกิจครอบครัว เราก็ช่วยซัพพอร์ตกัน ได้ทีมงานน่ารัก ทุกคนช่วยกันลุยช่วยกันทำ ตอนนี้นอกจากที่ขายที่นี่แล้ว เราก็มีบริการเสริมคือ การจัดงานนอกสถานที่ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับมาดีเรื่อยๆ ค่ะ อนาคตเราก็อยากจะขยายงานจากการขายแฟรนไชส์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจและมุ่งหวังในอนาคต แพนมองว่าการขายแฟรนไชส์ของแพนนั้น นอกจากรสชาติอาหารที่ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิดแล้ว เราก็อยากจะให้คงความเป็นสไตล์ร้านเราไว้ทั้งหมดเลย เหมือนที่เราชอบร้านของเราเอง พอเป็นสาขาอื่นเราก็อยากจะให้เราเข้าไปแล้วชอบเหมือนที่เข้าร้านเราเองเหมือนกัน มันเป็นเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ยังคงคอนเซ็ปต์ของเราอยู่ อย่างสไตล์การแต่งร้านก็ต้องเป็นลายดอก สีสันสดใส ถ้วยชามเองก็เหมือนกัน อย่างสาขาที่เหนือเขาเป็นแค่ถ้วยชามดินเผา พอมาเป็นแบบสาขาของเรา แฟรนไชส์ของเราก็อยากจะให้เป็นดินเผาที่มีสีสันสดใสด้วย เพราะมันมีชื่อของแพนกำกับอยู่ด้วย แพนก็อยากจะให้ชื่อของเรานั้นคงคุณภาพเอาไว้”

ใครสนใจอยากลองชิมรสชาติ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ชอลิ้วเฮียง by Pancake ตั้งอยู่ตรง สุขาภิบาล 3 ซอยมิสทิน เข้ามา 1.4 กิโลเมตร หน้าหมู่บ้านระเบียงสวน โทรศัพท์ (092) 553-5566 และ (096) 857-0084

คาร่า พลสิทธิ์ หาตัวแทนจำหน่าย “KLARIS by Kara”

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0768150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

อาชีพคนดัง

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

คาร่า พลสิทธิ์ หาตัวแทนจำหน่าย “KLARIS by Kara”

ช่วงหลายปีมานี้จะเห็นนักร้อง-นักแสดงจำนวนไม่น้อย ทั้งหญิงและชาย หันมาทำธุรกิจเครื่องสำอางกัน “คาร่า พลสิทธิ์” อดีตนางแบบและพิธีกรชื่อดังวัยเฉียด 50 ปี ก็ทำธุรกิจดังกล่าว ในชื่อแบรนด์ คลาริส บาย คาร่า (KLARIS by Kara) โดยขายผ่านทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และไอจี มาตั้งแต่กลางปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียมหลายแห่งในกรุงเทพฯ ให้เช่า สลับกับการเดินแบบกิตติมศักดิ์ และรับสอนเรื่องบุคลิกภาพเป็นครั้งคราว รวมทั้งเป็นนักแสดงรับเชิญ ล่าสุด มีผลงานในซีรีส์ “ฮอร์โมน 3” ในบทครูสอนภาษาอังกฤษ

เจ้าตัวเล่าถึงที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจเครื่องสำอางนี้ว่า เนื่องจากช่วง 9-10 ปีที่ผ่านมา งานเดินแบบและพิธีกรลดลง ทำให้ต้องคิดถึงอาชีพอื่นที่จะมารองรับ ซึ่งก็เห็นดาราขายเครื่องสำอางกันเยอะ ขณะที่ตัวเองเป็นคนที่สนใจและดูแลเรื่องผิวพรรณมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น และเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวจึงคิดขายบ้าง แต่กว่าจะหาโรงงานรับจ้างผลิตที่สามารถคุยกันรู้เรื่องต้องใช้เวลาหลายเดือน

มีทั้งหมด 11 ผลิตภัณฑ์

“คลาริส บาย คาร่า คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตรฐานสากล วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมและเทคโนโลยีที่คัดสรรและนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส สามารถปรับเม็ดสีเมลานินให้สว่างขึ้น ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยในเวลาอันสั้น เพื่อผิวขาวใสเรียบเนียน แลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ และจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นภายใน 28 วัน ตามวงจรการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของคนเรา ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และได้รับเลขที่ใบรับแจ้งถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ” นี่คือข้อความโฆษณาที่เธอเขียนไว้ใน http://www.klarisbykara.com

ช่วงแรกนั้นเธอเริ่มจากผลิตภัณฑ์ 3 ตัวที่คิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องใช้คือ ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา ซีรั่ม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ต่อมาสักระยะเมื่อลูกค้ามีมากขึ้น จึงเพิ่มโฟมล้างหน้า โทนเนอร์ เจลอาบน้ำ แชมพู และครีมทาตัว ฯลฯ รวมแล้ว 11 อย่าง

ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนั้น คุณคาร่า บอกว่า ก่อนผลิตขายจะทดลองใช้เองก่อนแล้ว ปัจจุบันก็ใช้อยู่เป็นประจำ

“ใช้เองทุกตัว ทำให้ประหยัดค่าเครื่องสำอางเยอะมาก ไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนใช้แบรนด์เนม ไม่ปฏิเสธว่าแบรนด์เนมดี แต่แพงมาก อย่าง Eye Cream ของเรา 1,900 บาท เมื่อก่อนใช้ของสวิส 5,000 กว่า แต่ให้เพื่อนซื้อที่สนามบิน 4,000 กว่า พอมาใช้ของเราก็ไม่แพ้ ใช้ได้เหมือนกัน ริ้วรอยของเราก็ไม่ได้เยอะ”

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของ คลาริส บาย คาร่า เช่น ซีรั่มทองคำนาโน 15 ml. ราคา 1,990 บาท ซึ่งเจ้าของแบรนด์ระบุว่า คุณภาพสูง เนื้อละเอียด ด้วยเทคโนโลยีนาโนอันทันสมัย สามารถซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนแอ และมีริ้วรอยเหี่ยวย่นให้ฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด กักเก็บความชื้นใต้ผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เรียบเนียน จุดด่างดำและริ้วรอยหมองคล้ำจางลง แลดูอ่อนวัย พบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังใช้ซีรั่มนี้ทุกเช้าและก่อนนอน

สำหรับราคาสูงสุดคือ Day & Night Cream 2,750 บาท ต่อ 30 ml. ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดตั้งแต่ช่วงแรกที่ขายจนถึงปัจจุบัน ส่วนราคาต่ำสุดเป็นโฟมล้างหน้า 330 บาท ขนาด 50 ml.

แม้จะเป็นเครื่องสำอางน้องใหม่และเมดอินไทยแลนด์ แต่คุณคาร่ายืนยันว่า คุณภาพสู้ได้กับแบรนด์ดังๆ เพราะคัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ อย่างดี ซึ่งหลายอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยคุณภาพเด่นเช่นนี้เอง ทำให้แฟนคลับและลูกค้าต่างติดอกติดใจและเป็นลูกค้าประจำกัน

“วัตถุดิบที่ใช้ โรงงานต้องนำเข้า เพราะฉะนั้นจึงแพง ในเครื่องสำอางที่ทำมี Alpha Arbutin กับ Gigawhite Complex เป็นสารสกัดจากพืชที่ทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างปลอดภัย ไม่มีอะไรที่อันตรายเลย สินค้าเรานี้ผ่าน อย. หมดทุกตัว เทียบได้กับสินค้าแบรนด์เนมหลายๆ ยี่ห้อ แต่คงไม่ทุกยี่ห้อ เพราะว่าแบรนด์เนมจะมีรุ่นของเขา คงไม่ถึงกับไฮเอนด์ แต่ว่าส่วนผสมมาจากฝรั่งเศสหมดเลย ยกเว้นสมุนไพรจีนที่มีในประเทศไทย”

ชี้ลูกค้ากลุ่ม B+

ถามถึงกลุ่มลูกค้า คลาริส บาย คาร่า นั้น เจ้าตัวอธิบายว่า “กลุ่ม B+ เพราะด้วยราคาของ อย่างถ้าโฟมล้างหน้าทั่วไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตไปซื้อ 100 บาทก็ได้ ขณะที่ของเรา 330 บาท แต่ว่าส่วนผสมดีกว่า ใช้แล้วผิวไม่แห้ง ไม่ตึง”

อย่างที่เกริ่นแต่แรก เธอขายผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว

“ได้ทำเฟซบุ๊กของยี่ห้อชื่อ KLARIS by Kara เรียกว่าแฟนเพจ เฟซบุ๊กขายของ แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนในรูปบริษัท เพราะว่าถ้าเป็นบริษัทต้องมีหุ้นส่วนอย่างน้อย 3 คน ไม่ต้องการไปดึงเพื่อนฝูงอะไรมาเกี่ยวข้อง อยากทำของเราเอง เลยไปจดทะเบียนพาณิชย์ หมายถึงเป็นร้านค้าร้านหนึ่ง ถึงเวลาเสียภาษีเราก็เสียเป็นแบบบุคคลธรรมดา”

เธอแจกแจงรายละเอียดในการขายผ่านออนไลน์ว่า

“ที่ผ่านมาจะโพสต์ในเฟซบุ๊ก ในไอจี ในไลน์ ในไทม์ไลน์ของไลน์ แต่เวลาคนสั่งซื้อส่วนมากจะมาแอดไลน์ของ KLARIS by Kara แล้วสั่งซื้อทางไลน์ เช่น อยากได้ครีม Day & Night 2 กระปุก อะไรแบบนี้ แล้วเขาโอนเงินมาเราก็แพ็กใส่กล่องแล้วส่งไปรษณีย์ EMS ทำเองหมดเลย ตอนช่วงแรกๆ ขายได้เยอะมากเลย รู้สึกว่าเหนื่อยแต่มันไหว ทำแล้วเราชอบ ตอนนี้มีความสุข”

หลังจากขายมาได้ปีกว่า กระแสตอบรับจากลูกค้าดี โดยเฉพาะช่วงปีแรก 2557 ขณะที่ปี 2558 ยอดขายลดลงไปบ้าง เนื่องจากผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จากเดิมเคยซื้อไว้ล่วงหน้า แต่กลับลดจำนวนลง และรอจังหวะที่จะซื้อตอนช่วงจัดโปรโมชั่นเสียมากกว่า

“ลูกค้าหลายคนบอกผิวหน้าเขาเปลี่ยนไป เพื่อนทักว่าเขาดูดีขึ้น อย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็กลับมาซื้อซ้ำ เราก็รู้แล้วว่า เขาชอบ ของมันดี ทำให้เรามีรายได้ คือจริงๆ อยากให้อันนี้เป็นรายได้ประจำของเราว่าสามารถอยู่ได้ไปจนแก่จนเฒ่า แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าไม่รู้ เพราะปีแรกขายดิบขายดีมาก แต่พอปีที่แล้วเหมือนแบบทุกคนระวังการใช้จ่าย”

เปรียบเหมือนเลี้ยงลูก

คุณคาร่า บอกด้วยว่า ตอนนี้ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

“กำลังรับสมัครตัวแทนจำหน่าย ที่ผ่านมาก็มีแล้ว อย่างน้องเขาทำงานอยู่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เขาก็ขายได้ทุกเดือน บางเดือนเยอะบางเดือนน้อย เขาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กก่อนแล้วด้วยความที่ ที่ทำงานเขาคนเยอะ 4,000-5,000 คน เขาก็ขายไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ ก็มีตัวแทนจำหน่ายที่ลาว แต่ยังขายได้ไม่มาก สำหรับตัวแทนจำหน่ายถ้าเอาของไปขาย จะให้ส่วนลดเขา 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ไปทำกำไร 30 เปอร์เซ็นต์นั้นได้ จะไปขายรวมกับยี่ห้ออื่นก็ได้ หรือเขาจะเป็นตัวแทนจำหน่ายเรายี่ห้อเดียวก็ได้ อย่างน้องตัวแทนจำหน่ายที่ลาว เขาก็ขายอย่างอื่นของไทยด้วย”

จากประสบการณ์ในการขายผ่านออนไลน์ เธอพูดถึงปัญหาที่เจอะเจอว่า

“สำหรับตัวเองปัญหาคือ การตลาด การทำให้ได้ลูกค้า คือถ้าเรามีเงินมากมายอาจจะไม่ยาก ไปออกรายการทีวีให้หมดทุกรายการเลย อย่างน้องคนหนึ่งที่ขายผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน เขาออกทุกรายการ ทั้งเคเบิ้ล ทั้งฟรีทีวี อะไรทุกอย่าง”

อดีตนางเอกภาพยนตร์ชื่อดัง “ข้างหลังภาพ” ที่แสดงคู่กับพระเอก เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน เปรียบเทียบการทำธุรกิจเครื่องสำอาง กับอาชีพนางแบบ พิธีกรว่า

“อันนี้มันมีความสุขลึกๆ กว่า บอกไม่ถูก เหมือนว่ามันเป็นของเรา เหมือนเราปั้นมันขึ้นมา อย่างอาชีพนางแบบ พิธีกร หรือไปถ่ายโฆษณา เสร็จก็รับเงินมา ก็ดีงานสนุก แต่อันนี้เราปั้นมากับมือ เริ่มจาก 3 ชิ้น แล้วเพิ่มมาเป็น 11 ชิ้น แล้วเวลาลูกค้าเข้ามาบอกว่าชอบสินค้า หรือคนนี้มาแนะนำอะไรต่างๆ เจอแต่ลูกค้าน่ารักๆ เราก็มีความสุขกับการทำ เหนื่อยก็เหนื่อยหรอก แต่มันสนุกๆ เป็นอะไรที่น่ารักๆ เหมือนเลี้ยงลูกคนหนึ่งแล้วอยากให้เขาเติบโต”

สนใจอยากรู้รายละเอียดสรรพคุณต่างๆ ของเครื่องสำอาง คลาริส บาย คาร่า หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ http://www.klarisbykara.com

%d bloggers like this: