หลากมิติเวทีทัศน์

All posts tagged หลากมิติเวทีทัศน์

ธรรมนูญท้องถิ่นลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ

Published July 15, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/228506

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,ธรรมนูญท้องถิ่น

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 พ.ค. 2559

ธรรมนูญท้องถิ่นลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ

หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ธรรมนูญท้องถิ่น’ ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ : โดย…โอฬาร อ่องฬะ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ)

                    พื้นที่ ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ตั้งอยู่ในขอบเขตของ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ติดต่อกับชายแดนไทย-เมียนมาร์ เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นคนไทยใหญ่ คนพื้นเมือง คนไทยเชื้อสายจีน เมียนมาร์ ลีซู ลาหู่ ปกาเกอะญอ ที่อาศัยร่วมกันมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกันในทางกายภาพจะพบว่าพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ซึ่งมีลักษณะเป็นเมืองในหุบเขา โดยสถานภาพทางกฎหมาย ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ได้ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2504 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอุทยานแห่งห้วยน้ำดังและอุทยานแห่งชาติผาแดง
                    ในสถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ก็เป็นหนึ่งในหลายๆพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในด้านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อพึ่งตนเองไปสู่ระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่ต้องพึ่งพากลไกการตลาดมากยิ่งขึ้น รวมถึงการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจ พืชพลังงาน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ไร้ทิศทาง โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จากภาครัฐ เอกชน ที่ทะลักเข้ามาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว
                    ในขณะที่แนวทางการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ ในที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าของรัฐ ก็ไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร ส่งผลให้ชุมชน รู้สึกถึงความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและระบบการผลิต จนนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในการจัดการพื้นที่ป่าระหว่างชุมชนกับชุมชน ชุมชนกับรัฐ ขณะเดียวกันกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในระดับนโยบายในอดีตที่ผ่านมาเองก็ไม่มีความชัดเจน ไม่เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง รวมถึงการขาดกระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน ภาคส่วนต่างๆ ในระดับท้องถิ่น
                    ภายใต้สถานการณ์ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระบวนการจัดการ รวมถึงการแก้ไขปัญหาไม่อาจจัดการได้โดยลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
                    จากความพยายามและความร่วมมือผ่านกระบวนการปฏิบัติของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ได้อาศัยแนวทางปฏิบัติผ่านการใช้อำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปี พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (แก้ไขปี 2546) ในการแต่งตั้งให้เกิดกลไกการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์จากที่ดินขึ้น
                    การรวบรวม สำรวจ ข้อมูลรายแปลง การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า ที่มีความหลากหลาย ทั้งบทบาทของผู้นำชุมชนที่ไม่เป็นทางการและผู้นำที่เป็นทางการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ จนนำไปสู่การยอมรับในข้อเท็จจริงร่วมกันในระดับพื้นที่ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในเชิงนโยบาย บนข้อเท็จจริงที่เป็น “รูปธรรม” จากพื้นที่
                    บทเรียนที่สำคัญอีกประการหนึ่ง จากการทำงานที่ผ่านมา พบว่า แนวทางในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบนอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบและกระบวนการที่หลากหลาย ทั้งภาคประชาชน องค์กรชาวบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน องค์กรทางศาสนา รวมถึงภาครัฐในระดับปฏิบัติการ ในลักษณะของแนวทางการจัดการร่วม (Co-Management Approach) ที่เข้ามาเป็นกลไกร่วมที่สำคัญ
                    โดยมุ่งเน้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงการทำงาน รวมไปถึงการออกแบบปฏิบัติการที่มีความหลากหลายเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการจัดการและแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำแตงตอนบน จากการดำเนินการที่ผ่านมานั้น กลไกของเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบน ซึ่งเป็นเครือข่ายของภาคประชาชน กลายเป็นพลังหลักสำคัญที่ลุกขึ้นมารวมกลุ่มในการดูแล ปกป้อง รวมถึงแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากร โดยสร้างการเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมถึงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติผาแดง
                    จากบทเรียนการขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน ได้สะท้อนผ่านการจัดงาน “เสียงจากคนต้นน้ำแตง บทเรียนความร่วมมือกับทิศทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” โดยจัดขึ้นที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24-25 เมษายน 2559 โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะยกระดับขีดความสามารถ กลไกความร่วมมือของเครือข่าย ไปสู่การปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากร ในระดับอำเภอ กับภาคีภาครัฐ ภาคเอกชน การพัฒนาข้อเสนอขับเคลื่อนให้เกิดการจัดการและแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย
                    ที่สำคัญได้มีการประกาศ “ธรรมนูญท้องถิ่น ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน” ของเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบนและภาคีในระดับท้องถิ่น ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ คือมีเจตจำนงร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่จะเข้ามาสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชน เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้เกิดพลังในการสร้างแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน อันประกอบด้วย
                    1.การใช้หลักสิทธิชุมชนและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ให้เข้ามาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการร่วมอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและความยั่งยืน ในการจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู ป้องกันรวมถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                    2.พัฒนาและยกระดับกลไกความร่วมมือในการบูรณาการการทำงานของขบวนองค์กรชุมชน ภาคประสังคม สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ ให้เกิดพลังในการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                    3.พัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อให้เกิดกลไกและกติกาในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระดับท้องถิ่น ให้สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
                    และ 4.พัฒนาแผนยุทธศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับอำเภอ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่นโยบายสาธารณะในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด
                    จากแนวทางในการประกาศธรรมนูญท้องถิ่น ของเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงนั้นเอง จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย ควรที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษา ที่จะนำไปสู่การสร้างจินตภาพชุดใหม่ในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย กติกาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคม การเมืองต่อไป
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ‘ธรรมนูญท้องถิ่น’ ลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน บทเรียนแห่งพลังความร่วมมือ : โดย…โอฬาร อ่องฬะ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ))

แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย)

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227603

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,แอลกอฮอล์,อาชญากรรม,ปฏิรูป,ตำรวจไทย,ตำรวจ,ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  15 พ.ค. 2559

แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย)

หลากมิติเวทีทัศน์ : แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย) : โดย … ภญ.อรทัย วลีวงศ์

                    เหตุการณ์อาชญากรรมและความรุนแรงจากแอลกอฮอล์ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่หัวหิน ในช่วงสงกรานต์ และกรณีล่าสุดที่กลุ่มวัยรุ่น 6 คนรุมทำร้ายคนส่งขนมปังจนเสียชีวิต มีข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการมึนเมาสุราทั้งของผู้ก่อเหตุหรือเหยื่อว่า ตำรวจไทยให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยส่งเสริมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์หรือการเข้าถึงแอลกอฮอล์กับปัญหาเหล่านี้มากแค่ไหน…
                    นี่อาจจะเป็นหนึ่งในการปฏิรูปตำรวจไทยอีกเรื่องหนึ่งไหม? เพราะจากที่ได้ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าหน่วยงานตำรวจในประเทศทางยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลียนั้น ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมาก ทั้งตำรวจในระดับประเทศและในพื้นที่
                    เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจัยที่ก่อปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย และไม่ใช่ทุกคดีความรุนแรงที่จะเกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ และไม่ใช่คนเมาทุกคนที่จะไปก่อเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่สังคม แต่ก็มีข้อมูลวิชาการชี้ว่า จำนวนและความรุนแรงในสังคมเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ และมีข้อมูลยืนยันว่าจำนวนของร้านจำหน่ายแอลกอฮอล์กับจำนวนคดีอาชญากรรม ความหนาแน่นและการกระจายตัวของร้านเหล้ามีรูปแบบเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของจุดเกิดเหตุอาชญากรรม
                    ตลอดจนเวลาการให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบันเทิง เชื่อมโยงกับสถิติช่วงเวลาการเกิดอาชญากรรม เช่น การทำร้ายร่างกาย การทะเลาะวิวาท การทำลายข้าวของและทรัพย์สินสาธารณะ และอุบัติเหตุจราจรจากการเมาแล้วขับ หลายประเทศนั้นได้จัดตั้งแผนกพิเศษในสถานีตำรวจเพื่อทำงานด้านปัญหาจากเหล้าโดยเฉพาะ เพราะปัจจัยเหล่านี้ “เป็นปัจจัยที่ป้องกันและควบคุมได้” ซึ่งมีสองบทบาทที่เห็นชัดเจนของตำรวจต่างประเทศในประเด็นแอลกอฮอล์กับปัญหาอาชญากรรม (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับตำรวจไทย)
                    ประเด็นแรก คือ บทบาทการบังคับใช้กฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ไม่น่าเชื่อว่าตำรวจในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ก็ยังเลือกใช้วิธีธรรมดาๆ อย่างการใช้เด็กไปล่อซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร้านค้าต่างๆ หากร้านค้าไหนขายให้ก็จับปรับกันไปตามระเบียบ และยังออกตรวจสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
                    ตัวอย่างที่นำเป็นกรณีศึกษาได้ดีก็คือ กรณีที่ตำรวจที่ออสเตรเลียออกตรวจการณ์ตามปกติและเจอกลุ่มเด็กวัยรุ่นถือเบียร์ซึ่งถุงของซูเปอร์มาร์เก็ตเชนสโตร์ชื่อดังจึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ตำรวจจึงตามไปตรวจสอบร้านค้าต่อ พนักงานร้านอ้างว่า ได้ตรวจสอบบัตรประชาชนแล้วแต่วัยรุ่นคนดังกล่าวได้อ้างว่าทำกระเป๋าตังค์หาย จึงขอโชว์รูปใบขับขี่จากมือถือโดยไม่รู้ว่าเป็นรูปปลอมและไม่รู้ว่ากฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบจากบัตรจริงเท่านั้น งานนี้พนักงานคนดังกล่าวถูกส่งไปอบรมเรื่องวิธีการและระเบียบการจำหน่ายแอลกอฮอล์ใหม่ ร้านค้าก็ถูกดำเนินคดีด้วยโทษฐานจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กต่ำกว่าอายุ 18 ปี ถูกปรับพร้อมสั่งให้ปิดร้านเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งอาจจะดูว่าแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่หากนับเป็นมูลค่ายอดขายแล้วเดือนนี้ห้างก็ขาดรายได้ไปไม่น้อย แถมเสียชื่อเสียงจากข่าวทีออกมาอีก (อ่านข่าวเพิ่มเติม )
                    ย้อนกลับมาดูประเทศไทย ซึ่งมีกฎหมายห้ามจำหน่ายแอลกอฮอล์แก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี แต่จะมีร้านเหล้าสักกี่ร้านที่ตรวจบัตรประชาชนกรณีมีวัยรุ่นมาซื้ออย่างจริงจัง ทั้งที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็รายงานชัดว่าเด็กไทยกว่าร้อยละ 80 สามารถซื้อแอลกอฮอล์ได้ แต่จะมีตำรวจสักกี่พื้นที่ที่ออกตรวจสอบหรือดำเนินคดีกับร้านค้าที่ผิดกฎหมาย คงไม่ต้องถามถึงกรณีที่มีเยาวชนดื่มและเมาสุราแล้วไปก่ออาชญากรรม ร้านค้าเหล่านั้นจะเข้ามารับผิดชอบอย่างไร
                    ตำรวจที่อเมริกาทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานออกใบอนุญาตขายเหล้า (เทียบได้กับสรรพสามิตในเมืองไทย) มีแผนและระบบการเก็บข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของผู้ก่อเหตุ รวมถึงข้อมูล “สถานที่ดื่มสุดท้าย” ของทุกคดีที่มีคนเมาเป็นผู้ก่อเหตุ พอสิ้นปีก็จะมีการวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง ระบุประเภทคดีเชื่อมกับแหล่งจำหน่ายในพื้นที่ หากสรรพสามิตไทยเพิ่มบทบาทในการช่วยลดปัญหาสังคมจากแอลกอฮอล์อย่างต่างประเทศด้วยการเข้มงวด เรื่องสถานที่จำหน่ายและการออกใบอนุญาตจำหน่ายสุราก็จะสร้างคุณูปการในการจัดการปัญหาสังคมจากภัยสุราไม่มากก็น้อย
                    โดยมีการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงหรือ “ผู้ร้าย” ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์คือ ผู้ร้ายที่ชื่อ “แอลกอฮอล์” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นธุรกิจใหญ่มูลค่าสูงและอิทธิพลมาก จึงต้องเพิ่มการจัดการที่ปัจจัยเหล่านี้ มีการจำกัดการค้าการทำการตลาด การเข้าถึง เป็นหนทางเสริมควบคู่กับมาตรการอื่นๆ เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรง ฝากตำรวจไทยและสังคมไทยพิจารณาปฏิรูปอย่างจริงจังด้วยเถิด
                    ประเด็นที่สอง คือ การมีแผนการป้องกันปัญหาอาชญากรรมด้วยการควบคุมปัจจัยแอลกอฮอล์ มีข้อมูลความสำเร็จของจำนวนและความรุนแรงของอาชญากรรมลดลง เป็นผลมาจากการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ทำให้ตำรวจหลายประเทศเลือกที่จะมีแผนป้องกันด้านนี้ นอกเหนือการจับกุมดำเนินคดีภายหลังที่เกิดเรื่องขึ้นแล้ว
                    ตัวอย่างเช่น ตำรวจที่อเมริกาทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานออกใบอนุญาตขายเหล้า (เทียบได้กับสรรพสามิตในเมืองไทย) มีแผนและระบบการเก็บข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มของผู้ก่อเหตุ รวมถึงข้อมูล “สถานที่ดื่มสุดท้าย” ของทุกคดีที่มีคนเมาเป็นผู้ก่อเหตุ พอสิ้นปีก็จะมีการวิเคราะห์ประมวลผลเพื่อระบุพื้นที่เสี่ยง ระบุประเภทคดีเชื่อมกับแหล่งจำหน่ายในพื้นที่ (ข้อมูลเพิ่มเติม ) และที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน คือการสั่งปิดกิจการของสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง เพราะพบว่าเป็นมีความเกี่ยวข้องสูงกับอุบัติการณ์อาชญากรรมในพื้นที่ (อ่านข่าวเพิ่มเติม) )
                    นอกจากนั้น ยังมีตัวอย่างเป็นเรื่องราวที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์วัยรุ่นรุมทำร้ายคนส่งขนมปังจนเสียชีวิต ซึ่งที่ต่างประเทศทุกครั้งที่มีคนบริสุทธิ์ถูกทำร้ายเสียชีวิตด้วยเหตุไม่สมควร มักจะเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นที่สนใจของสังคม บ่อยครั้งที่ชีวิตสูญเสียไปต้องเป็นบทเรียนและนำมาซึ่งแนวทางแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันอีก
                    เช่นเดียวกับกรณีนี้ที่เมืองซิดนีย์ มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ถูกคนเมาข้างถนนทำร้ายจนเสียชีวิตขณะกำลังเดินทางกลับบ้านหลังจากไปฉลองกับเพื่อน เหตุการณ์ครั้งนี้คนร้ายโดนจำคุกสิบปี แต่ครอบครัวเด็กอยากให้การสูญเสียได้เป็นอุทาหรณ์และเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมแรงสนับสนุนจากชุมชนและสังคม ผลสุดท้ายได้นำมาซึ่งการเข้มงวดของกฎหมายควบคุมการจำหน่ายแอลกอฮอล์ของร้านค้าและร้านบริการในพื้นที่ สถานบริการกลางคืน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กฎหมายล็อกเอาท์”) โดยร้านเหล้าต้องหยุดจำหน่ายตอนสี่ทุ่ม และพวกผับบาร์หรือสถานบันเทิงห้ามรับลูกค้าเพิ่มเติมตอนตีหนึ่งครึ่ง และให้ห้ามบริการแอลกอฮอล์หลังจากตีสาม ตั้งแต่การสูญเสียครั้งนั้นปี 2012 การผลักดันกฎหมายนี้มีมาอย่างต่อเนื่องต่อสู้กับเจ้าของธุรกิจบันเทิงพักใหญ่ แต่ในที่สุดก็มีการบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2559 โดยกำลังมีอีกหลายรัฐในประเทศออสเตรเลียที่กำลังพิจารณาใช้กฎหมายนี้ในพื้นที่ (อ่านข่าวเพิ่มเติมที่นี่ http://www.news.com.au/national/crime/time-goes-so-fast-yet-stands-still-thomas-kellys-dad-on-life-after-his-son-was-killed-by-a-cowards-punch/news-story/3c70103baedbc12d1c32f4819a4fe6ff)
                    ท้ายสุด ปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรง รวมทั้งอุบัติเหตุนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของสังคม บ่อยครั้งที่การจัดการปัญหาจบอยู่ที่การลงโทษผู้ก่อเหตุเท่านั้น จะดีไม่น้อยหากผู้เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ปัญหาไปมากกว่าการลงโทษเป็นรายคดี โดยมีการวิเคราะห์ ปัจจัยเสี่ยง หรือ “ผู้ร้าย” ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์ คือ ผู้ร้ายที่ชื่อ “แอลกอฮอล์” มีการจัดการที่ปัจจัย “แอลกอฮอล์” เป็นหนทางเสริมควบคู่กับมาตรการอื่นๆ ฝากตำรวจไทย และสังคมไทยพิจารณาปฏิรูปอย่างจริงจังด้วยเถิด
—————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : แอลกอฮอล์ อาชญากรรม และการปฏิรูปตำรวจ(ไทย) : โดย … ภญ.อรทัย วลีวงศ์ นศ.ปริญญาเอก ด้านผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย)

‘เมียนมาร์’ ภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/227175

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,เมียนมาร์,ประชาสังคม,ประชาธิปไตย

การศึกษา-สาธารณสุข  :  8 พ.ค. 2559

‘เมียนมาร์’ ภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย

หลากมิติเวทีทัศน์ : เยือน ‘เมียนมาร์’ ศึกษาบทบาทภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย : โดย…สาวิตรี รักษาสิทธิ์

                    “พม่า” หรือ “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” ถือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก มีพรมแดนติดต่อกับหลายประเทศ อีกทั้งยังมีเขตการปกครอง 7 รัฐและ 7 เขต ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และมีสถานการณ์ความรุนแรงของความขัดแย้งมายาวนาน
                    แต่ภายในประเทศก็ยังมีแง่มุมที่สำคัญให้เห็น เช่น การก่อตั้งองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคประชาชน ทั้งองค์กรด้านผู้หญิง Yaung Chi Thit, Htoi Gender Organization รวมถึงองค์กรที่จับตาด้านการเมือง Open Myanmar Initiative, 88 Generation และสภาเยาวชนแห่งชาติ National Youth Congress
                    องค์กรทั้งหมด จึงเน้นการทำงานจากฐานชุมชน สิ่งสำคัญมีการถ่ายทอดแนวคิด อุดมการณ์จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่อย่างน่าสนใจเพื่อนำไปสู่การมีประชาธิปไตยด้วยความอดทนและเข้มแข็ง
                    ล่าสุด มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ และเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ นำคณะไปศึกษาดูงาน ทำให้เกิดแนวคิดและแรงบันดาลใจในการทำงานภาคประชาสังคม รวมถึงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแง่มุมต่างๆ
                    น.ส.คิน ลา ผู้อำนวยการองค์กรด้านผู้หญิง (yaung chi thti) ประเทศเมียนมาร์ ได้ถ่ายถอดภารกิจประสบการณ์การทำงานไว้อย่างน่าสนใจ “ก่อนหน้านี้ มีอาชีพเป็นทนายความ แต่เมื่อมองเห็นปัญหาการเอารัดเอาเปรียบของคนในสังคม โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง จึงทำให้ตัดสินใจเข้ามาทำงาน แรกๆ ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน ถือเป็นความท้าทาย เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติต่อผู้หญิงในด้านลบ ความเสมอภาคความเท่าเทียมยิ่งไม่ต้องพูดถึง อีกทั้งปัญหาคอร์รัปชั่นการใช้อำนาจเปลี่ยนผิดเป็นถูกมีมากขึ้น ที่สำคัญตัวเองอยากทำงานเพื่อสังคม”
                    น.ส.คิน ลา ระบุว่า ที่เมียนมาร์มีองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมนับร้อยองค์กร แต่มีเพียงไม่ถึงสิบองค์กรเท่านั้น ที่ทำงานด้านสิทธิความเสมอภาค องค์กรเราก่อตั้งขึ้นปี 2009 เน้นให้เกิดสิทธิเท่าเทียมระหว่างหญิงชาย และนำไปสู่การยกระดับนโยบายต่างๆ เน้นยุทธศาสตร์การทำงาน คือพัฒนาคนรุ่นใหม่รวมถึงสร้างพลังผู้หญิงในมิติด้านต่างๆ และสร้างการรับรู้ด้านงานรณรงค์ อบรมทักษะพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสาร การปฏิบัติ นำองค์ความรู้ลงสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มสตรีในชุมชน เช่น ทำปุ๋ย เลี้ยงวัว ปลูกผัก ผลิตภัณฑ์งานพื้นเมืองจากฝีมือผู้หญิง
                    “องค์กรได้รับการตอบรับ จึงเริ่มขยายทั้งหมด 17 แห่ง จากรัฐยะไข่ สู่รัฐคะฉิ่น คะย้า อิระวดี มัณฑะเลย์ มอญ ฯลฯ นอกจากนี้เรายังเน้นให้ผู้หญิงใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาสู่การเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันพยายามผลักดันร่างกฎหมายป้องกันและคุ้มครองความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งขณะนี้ยังคงค้างอยู่ในสภา หวังอย่างยิ่งว่า แผน 10 ปีข้างหน้า ศักยภาพของผู้หญิงจะครอบคลุมในทุกด้าน เช่น สุขภาพ การจ้างงาน สิทธิมนุษยชน การศึกษา เกิดศูนย์การเรียนรู้ในด้านต่างๆ ดึงศักยภาพของผู้หญิงออกมาให้มีอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้”
                    น.ส.โมนิก้า ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาบทบาทหญิงชาย ประเทศเมียนมาร์ กล่าวถึงภารกิจและการทำงานขององค์กรที่อยู่ในพื้นที่รัฐคะฉิ่น ว่า มูลนิธิเริ่มก่อตั้งปี 2005 แต่เริ่มทำงานมาก่อนหน้านี้กว่า 10 ปีแล้ว เนื่องจากมีอุปสรรคหลายด้านกว่าจะสามารถจัดตั้งมูลนิธิได้ ทั้งนี้เราเน้นการสร้างพลังสร้างบทบาทให้แก่ผู้หญิง และความเสมอภาคเท่าเทียม เพื่อนำไปสู่สันติภาพ บวกกับแนะแนวทางด้านการศึกษา การสร้างอาชีพสร้างรายได้ จัดกิจกรรมรณรงค์ด้านต่างๆ พัฒนาศักยภาพให้รู้เท่าทันต่อสถานการณ์ มีการสร้างและขยายเครือข่ายในระดับพื้นที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้มีการทำงานร่วมกันทั้งหมด 4 รัฐ
                    “เชื่อว่ากิจกรรมสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกบทบาทความเท่าเทียมหญิงชายจะทำให้เปลี่ยนแปลงสังคมได้ ที่สำคัญทางมูลนิธิเน้นยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับผู้ชาย โดยขยายลงสู่ชุมชนเป็นหลัก ใช้จุดบวกของความเป็นชายมาช่วยรณรงค์ และฝึกอบรมความปลอดภัยให้แก่ผู้หญิง และเราจะนำนโยบายต่างๆ เสนอต่อรัฐบาล…”
                    เธอระบุด้วยว่า ส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งความปลอดภัยด้านต่างๆ ยังมีน้อย และรัฐคะฉิ่นยังอยู่ห่างไกลจากพื้นที่มาก และเมื่อเกิดปัญหาหรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ผู้หญิงจะหวาดกลัว ไม่กล้าเอาผิดหรือแจ้งความ ซึ่งมูลนิธิต้องให้คำปรึกษากระบวนการทางกฎหมาย และหาสถานที่ปลอดภัยให้ รวมถึงประสานองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อด้วย
                    ด้าน น.ส.อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สะท้อนมุมมองจากการลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนศึกษาดูงานครั้งนี้ว่า ชาวเมียนมาร์ยังมีปัญหาความรุนแรงต่อครอบครัว หรือความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก เหมือนของประเทศไทย โดยมีแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะของรัฐฉาน สถานการณ์ระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ค่อนข้างรุนแรง และทำให้ผู้หญิงได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน ผู้หญิงถูกกระทำ ผู้หญิงถูกเอารัดเอาเปรียบ และปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือ ผู้หญิงไม่กล้าเอาผิดหรือไปแจ้งความ เพราะมองว่าเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว นักสังคมของที่นี่ก็พยายามจะผลักดันแก้ไขกฎหมาย
                    ทั้งนี้ หากพูดถึงความก้าวหน้าของเมียนมาร์ กับการมีส่วนร่วมในทุกส่วนดีกว่าไทยด้วยซ้ำ การทำงานของภาคประชาชนในทุกเรื่องถือว่ามีความก้าวหน้ามาก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้หญิง และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชายให้มากขึ้น โดยเฉพาะบทบาททางการเมืองของผู้หญิง
                    อังคณา กล่าวว่า หลักๆ เลยคือได้แรงบันดาลใจจากที่นี่หลายอย่าง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เมียนมาร์ไม่ได้ทำงานหรือจบมาด้านนี้โดยตรง แต่อาสาสมัครกระโดดเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา อยากที่จะเห็นการพัฒนาเกิดขึ้นในเมียนมาร์ อย่างน้อยสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดก็ทำให้ผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาท มีสัดส่วนทางการเมือง รับการคุ้มครองดูแล ดังนั้นมันต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ให้พัฒนากลไกไปสู่การคุ้มครองผู้หญิงทั่วประเทศเมียนมาร์ได้ เมื่อเมียนมาร์จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ออง ซาน ซูจี ในฐานะผู้หญิงที่ไม่ยอมจำนนต่อปัญหา ไม่ยอมแพ้ เป็นคนละเอียดอ่อน นโยบายต่างๆ ที่ภาคประชาสังคมเสนอ คงถูกพิจารณาเพื่อปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม
                    ขณะที่ น.ส.สุภาวดี เพชรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า องค์กรภาคประชาสังคมของเมียนมาร์มีบทบาทนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะในรอบ 4-5 ปี ที่ผ่านมา จะเห็นว่าองค์กรผู้หญิงเกิดขึ้นมาใหม่มากขึ้น และการเกิดขึ้นนี้เนื่องจากปัญหาที่ไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างครอบคลุม ซึ่งองค์กรต่างๆ จึงลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ส่วนใหญ่คาดหวังให้เมียนมาร์เป็นประชาธิปไตย เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็คาดหวังว่าสิ่งที่เด็กเยาวชน ผู้หญิงถูกละเมิดสิทธิ์ สิ่งต่างๆ ที่เมียนมาร์กำลังเผชิญอยู่ก็จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาได้ และต้องอยู่ท่ามกลางความหลากหลายให้ได้ ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ความหลากหลายในเชิงศาสนา ความหลากหลายด้านมติระหว่างเพศ ซึ่งต้องยอมรับความหลากหลายให้ได้
                    “สิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมขับเคลื่อนได้ คือภาคประชาสังคมต้องเข้มแข็ง และหลายมิติต้องทำงานร่วมกัน ต้องยอมรับว่าพื้นที่ของผู้หญิงทั้งทางการเมือง การเป็นผู้นำ การมีส่วนร่วม มันถูกจำกัด มีมาตรการเฉพาะ ซึ่งองค์กรแบบผู้ชายอาจจะมองไม่เห็นมิติตรงนี้ ซึ่งระบบโควตาของผู้หญิงถูกปิดพื้นที่มานานเพราะระบบมิติทางสังคม ทั้งที่เป็นสิ่งจำเป็นให้ผู้หญิงได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง”
                    อย่างไรก็ตาม ถือเป็นครั้งแรกของเมียนมาร์ที่มีแผนการพัฒนาเยาวชน เพราะเชื่อว่าพลังเยาวชนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม นอกจากนี้พลังของประชาชนในเมียนมาร์ จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะมิติการทำงานที่สอดรับกับสถานการณ์ปัญหา ขณะนี้เริ่มเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้หญิงเป็นตัวแทนในการเจรจา
                    จากนี้เชื่อว่า พลังขับเคลื่อนทางสังคม การรับรู้สิทธิของตนเอง ทั้งทางการเมือง การศึกษา การพัฒนา การเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความเท่าเทียมเสมอภาค จะเกิดผลเบ่งบาน สานต่อนำไปสู่ความหวังของชาวเมียนมาร์ในยุคประชาธิปไตยได้อย่างแน่นอน!!!
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : เยือน ‘เมียนมาร์’ ศึกษาบทบาทภาคประชาสังคม ในกระแสเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตย : โดย…สาวิตรี รักษาสิทธิ์)

นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/226371

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,นโยบาย,เขตเศรษฐกิจพิเศษ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  24 เม.ย. 2559

นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน

หลากมิติเวทีทัศน์ : นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน : โดย…รัชตะ มารัตน์

                    “การพัฒนาประเทศแบบไร้ทิศทางมีมานานมากแล้วในสังคมไทย เราพยายามเป็น “เสือ” ในสายตาชาวโลก แต่ก็เลี้ยงให้โตไม่ได้ เพราะบริบทและความพร้อมของประเทศไทย ยังไม่พร้อมที่จะเป็นเสือ เราเองไม่ได้ปฏิเสธ สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้า แต่ความเจริญก้าวหน้านั้น ต้องทำให้คนไทยทุกคน โดยเฉพาะพี่น้องที่รับผลกระทบ ได้รับผลประโยชน์แบบไม่สูญเสียอัตลักษณ์ของชุมชนด้วยเช่นกัน”
                    นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา แสดงทัศนะต่อแผนพัฒนาแผนแล้วแผนเล่าของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
                    “ครูตี๋” เล่าต่อว่า ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่มาประกอบกัน จึงเกิดเป็นแนวคิด “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning Process) และพัฒนากระบวนการทำงานที่นำไปสู่พื้นที่รูปธรรม (Substantial Area) ภายใต้การพัฒนาที่อยู่ร่วมกับวิถีวัฒนธรรม หรือความเป็นท้องถิ่นสากล (Local Global)
                    คนเชียงของ ไม่ได้ปฏิเสธกระแสสังคมโลก แต่ขอให้ผู้มองโลก เข้าใจบริบทของความเป็นชุมชนให้มากขึ้น นำเหตุผลของแต่ละฝ่ายมาผ่านกระบวนการ “ชั่ง ตวง วัด” แล้วจะได้คำตอบที่ทุกฝ่ายรับได้ ชุมชนไม่ถึงยุคเสื่อมสลาย เหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นกับบางชุมชน ที่เสมือนจะรักษาอัตลักษณ์แต่คนนอกมีมากกว่าคนในเสียอีก
                    “ครูตี๋” ยกตัวอย่างว่า แม้นโยบายที่อยู่ห่างไกลกับชุมชน บางครั้งก็ไม่ได้ห่างไกลอย่างที่คิด เช่น การระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงหรือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ของจีน ที่ส่งผลให้วิถีชีวิตของปลาในแม่น้ำโขงเปลี่ยนไป รวมไปถึงพืชน้ำที่เป็นอาหารทั้งของคน และปลา อย่าง “ไก” พืชสีเขียวคล้ายสาหร่ายในแม่น้ำโขง ก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน
                    ดูไม่ค่อยสอดคล้องกับหลักคิดของการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekhong Sub-region หรือ GMS) ที่รัฐบาลหลายยุคชอบกล่าวอ้างว่า ความมั่นคงของภูมิภาค คือ ความมั่นคงของไทย แต่คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ มีความมั่นคงจริงหรือไม่ ก็ไม่อาจทราบได้…
                    หลักคิดของโฮงเฮียนแม่น้ำของ จึงเป็นลักษณะที่เกิดจากการสังเคราะห์ผ่านประสบการณ์ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาของชุมชน โดยเน้นให้เกิดการรับรู้นำไปสู่ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการตระหนัก นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดในการจัดการทรัพยากร และการบูรณาการร่วมกันจากทุกภาคส่วน นำไปสู่การถ่ายทอดชุดประสบการณ์ เกิดเป็น “องค์ความรู้ของชุมชน” ชุดหนึ่งที่สามารถหยิบไปใช้ตรงไหนก็ได้ ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด หรือ “ข้อมูลเฉพาะกิจ” จนทำให้เกิดความผิดพลาดต่องานพัฒนาในสังคมไทย
                    สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา เล่าให้ฟังในรายละเอียดของต้นตอบางอย่างของปัญหาว่า ประเทศจีนเริ่มนโยบายการก่อสร้างเขื่อนตั้งแต่ พ.ศ.2539 โดยมีการก่อสร้างมากถึง 21 โครงการ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จไปประมาณ 6 โครงการ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจน คือ ระดับน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อเกษตรกรรมริมฝั่ง หรือแม้แต่พฤติกรรมปลาในการดำรงชีวิต วางไข่ เช่น ปลาบึก ปลามันมูด ปลาตอง ปลาซิวน้ำขาว ปลายอน ปลาแข้เหลือง ซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่น และประชาชนที่จับปลาตามวิถีก็เปลี่ยนไป นี่ยังไม่นับรวม การระเบิดเกาะแก่งที่เกิดขึ้น เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทางน้ำ แน่นอนว่าสมดุลในการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำก็หายไปด้วย หรือแนวอุทกศาสตร์ตามฤดูกาลก็ผิดแปลกไปด้วยเช่นกัน
                    “สมเกียรติ” เล่าต่อว่า จากกรณีศึกษาลุ่มแม่น้ำโขง พบว่ามีพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทั้งภายใน และภายนอกด้วยเช่นกัน คือ พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำอิง ซึ่งมีต้นน้ำมาจากกว๊านพะเยา ไหลมาบรรจบรวมกับแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ มีการตั้งถิ่นฐานมากถึง 60 ชุมชน มีทั้งที่เป็นคนพื้นถิ่นดั้งเดิม และคนที่อพยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ อุบลราชธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ซึ่งย้ายออกมาจากผลกระทบของการสร้างเขื่อนในพื้นที่อีสาน เกิดเป็นวัฒนธรรมชาวอีสานในพื้นที่เห็นอยู่ทั่วไป เช่น งานบุญบั้งไฟ เป็นต้น
                    “สมเกียรติ” เล่าถึงความเป็นมาของขบวนการภาคประชาชนในเขตลุ่มแม่น้ำอิงว่า แนวการพัฒนาของที่นี่จะผิดแปลกไปจากพื้นที่อื่นๆ พี่น้องประชาชนสามารถสัมผัสถึงปัญหาได้โดยตรง เพราะกระทบต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา โดยเฉพาะการประมง และเกษตรกรรมชุ่มน้ำ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบมาจากการดำเนินนโยบายที่ขาดความเข้าใจในบริบทชุมชน หรือสะท้อนข้อมูลชุมชนตามกระแสนโยบาย จึงเกิดเป็นกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์ปลา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 นำไปสู่การจัดตั้ง สภาประชาชนลุ่มน้ำอิง ในที่สุด
                    มีแนวทางการพัฒนาควบคู่ไปกับการจัดระบบข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ 1) การสร้างพื้นที่อนุรักษ์ 2) การติดตามนโยบายที่มีผลกระทบ และ 3) การรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งแน่นอนว่าพลังการมีส่วนร่วมมีมากเพราะพี่น้องในลุ่มน้ำอิงและใกล้เคียงเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
                    “เดินทางล่องเรือในระยะทาง 260 กิโลเมตร ก็รู้จักกันหมด เราสามารถประเมินได้จากการอนุรักษ์พันธุ์ปลา และการเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีของพี่น้อง เป็นตัวชี้วัดได้” สมเกียรติ กล่าว
                    พิชเญศพงษ์ คุรุปรัชฌามรรค หรือ “เบิ้ม” ลูกหลานเชียงของ ตำบลบุญเรือง พาไปสำรวจป่าชุ่มน้ำผืนสุดท้ายของบุญเรือง ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเล่าให้ฟังว่า การให้ข้อมูลของรัฐที่ดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนักกับคำว่า “ป่าเสื่อมโทรม” ทั้งๆ ที่ป่าผืนนี้ พี่น้อง ใช้ในการทำมาหากินเก็บพืช ที่เป็นพืชอาหารและพืชสมุนไพรกว่า 50 ชนิดในการดำรงชีพ และช่วยกันปลูกป่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเราเพิ่งบวชป่า สำรวจและมีชุดข้อมูลที่สามารถยืนยันความอุดมสมบูรณ์ และมีแนวทางการพัฒนาได้ เช่น การออกเทศบัญญัติคุ้มครองพื้นที่สาธารณะ การส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ปลา และไม่เคยคิดจะเอาป่าไป “เร่ขาย” ให้กลุ่มทุน เหมือนป่าฝั่งตรงข้ามที่ถูกกว้านซื้อไปหมด
                    หวังว่า พลังเชียงของจะสามารถจัดการให้คนตื่นรู้ ลุกขึ้นมาจัดการข้อมูลที่รอบด้าน รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เป็นพลังของ “หนึ่งเมือง สองแบบ” ที่จะพัฒนาบนพื้นฐานการรักษาวิถีอัตลักษณ์ ถนน R3a และ R3b ที่ตัดมาจากจีน คงจะไม่เป็นสัญลักษณ์ที่สร้างความล้มเหลวในวิถีชุมชน หรือแม้แต่ “คนชงข้อมูล” ก็น่าจะเก็บเกี่ยวเสียงประชาชนไปกล่าวอ้างด้วยเช่นกัน…
——————–
(หลากมิติเวทีทัศน์ : นโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับความพร้อมในข้อมูลของชุมชน : โดย…รัชตะ มารัตน์)

‘วิกฤติ’ปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่‘ปิดอ่าว’

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225971

ปลาทู,วิกฤติ,ปิดอ่าว,หลากมิติเวทีทัศน์,ปลา,ไทย,ทาง,รอด,อ่าว

การศึกษา-สาธารณสุข  :  17 เม.ย. 2559

‘วิกฤติ’ปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่‘ปิดอ่าว’

“วิกฤติ” ปลาทูไทยทางรอดไม่ใช่แค่ “ปิดอ่าว” : คอลัมน์ หลากมิติเวทีทัศน์

          หากเอ่ยถึง “ปลาทู” คงไม่มีใครไม่รู้จัก ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่
          ด้วยเหตุผลที่ว่า ปลาทูเป็นอาหารที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในรูปปลาทูสด ปลาทูนึ่ง และที่รังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ กระจายไปสู่ผู้บริโภคทั่วทุกภูมิภาค ปลาทูจึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางอาหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะทางธรรมชาติของประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมไทย
แต่การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ (ไคลเมท เชนจ์) ตลอดจนการใช้เครื่องมือทางการประมงที่ผิดชนิด เห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของปลาทูเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่หลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
          “เมื่อก่อน ไต๋เรือเขาจะสังเกตสีน้ำทะเล ซึ่งมองลงไปจะเห็นหลังปลาทูสะท้อนเป็นเงาใต้น้ำว่ายวนเป็นฝูง และจะขึ้นมามากหากอุณหภูมิประมาณ 29 องศา แต่ถ้า 30 องศาขึ้นไปจะขึ้นมาน้อย” เสียงสะท้อนของ สุชาติ มากมี ผู้ประกอบการธุรกิจเรือประมงพาณิชย์ (ไต๋เรือ) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่อาจนำไปวิเคราะห์ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศนั้น มีผลต่อจำนวนของประชากรปลาทู และสัตว์ทะเล ซึ่งการให้ข้อสังเกตดังกล่าวมาจากประสบการณ์ในการออกเรือหาปลามากว่าครึ่งชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไต๋เรือจะรู้หมดว่าช่วงไหนน่าจะเหมาะกับการจับปลาทู
          ไต๋เรือคนเดิมเล่าอีกว่า สมัยก่อนไม่มีเครื่องมือในการจับปลาที่ทันสมัยอย่างเช่นทุกวันนี้ ก็อาศัยการสังเกตพระอาทิตย์ อุณหภูมิน้ำ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลของเรือประมงแต่ละลำว่าเจอปลาบริเวณไหน เป็นการทำงานเป็นเครือข่าย ต่างกับปัจจุบันที่ชาวประมงบางคน บางกลุ่ม ใช้เครื่องมืออันทันสมัยที่สามารถหาฝูงปลาทูผ่านจอเรดาร์ และคิดหาทางจับสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุด เท่าที่เวลา น้ำมัน แรงงาน หรือศักยภาพของเรือประมงพาณิชย์จะทำได้
          “การกระทำที่ว่าทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร กลายเป็นการทำประมงที่ไม่สามารถควบคุมได้ กระทั่งรัฐบาลต้องออกมาตรการในการควบคุมโดยการประกาศ “ปิดอ่าว” ช่วง 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นช่วงห้ามทำประมงพาณิชย์ เพื่อคุ้มครองการแพร่พันธุ์ปลาทูและให้โอกาสลูกปลาทูเจริญเติบโต เพราะการจับในช่วงเวลาดังกล่าวจะได้ปลาขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ในขณะเดียวกันถือเป็นการตัดโอกาสในการเจริญเติบโตของลูกปลา จนส่งผลเชื่อมโยงต่อจำนวนประชากรปลาของอนาคต
          ยิ่งนานวันผลกระทบเรื่องปลาทูยิ่งชัด สังเกตได้จากจำนวนและราคาของปลาทูไทย เมื่อเทียบกับช่วง 5-10 ปี ย้อนหลัง ที่ปริมาณปลาทูลดลงอย่างน่าใจหายทำให้แหล่งโปรตีนหาง่ายใต้ท้องทะเลราคาขยับสูงขึ้นจากตัวละ 10-20 บาท ไปเป็นครึ่งร้อย ซึ่งสวนทางกับปลาทูนำเข้าจากต่างประเทศที่ทั้งตัวใหญ่และเนื้อแน่น หรือนี่จะเป็นยุคของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” เนื่องจากปลาทูเป็นทรัพยากรส่วนกลางที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่างประเทศลาว เมียนมาร์ ก็สามารถหาซื้อมารับประทานได้
          นักวิชาการคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.เมธี แก้วเนิน อธิบายปรากฏการณ์ปลาทูอัพราคาว่า พฤติกรรม “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ในการจับปลาทู และสัตว์ทะเลอื่นๆ ส่งผลต่อราคาปลาทู ซึ่งก็เป็นไปตามอุปสงค์ อุปทาน ถ้ามีน้อยราคาก็จะแพง และเมื่อความต้องการมีมาก ปลาทูในประเทศมีจำนวนไม่เพียงพอ ก็ต้องอาศัยปลาทูจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินเดีย พม่า เป็นต้น
          ปัญหาที่เกิด และเป็นอยู่ จึงต้องได้รับการแก้ไข โดยอาจารย์และทีมได้ร่วมกันศึกษาวิจัย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในสิ่งที่นักวิจัยพยายามหาว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมีผลต่ออุณหภูมิและแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารของปลาทูอย่างไร การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลต่อการเจริญเติบโตหรือไม่ ช่วงเวลาที่เจอปลาทูแต่ละระยะเวลาต่างๆ พบความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
          โดยอาจารย์เมธี อธิบายว่า ในอดีตกรมประมงได้เคยมีการศึกษามาบ้างแล้ว แต่ข้อมูลนั้นค่อนข้างนานไม่มีการอัพเดทในส่วนของการแก้ปัญหา “วิกฤติปลาทู” กรมประมงได้ออกมาตรการปิดอ่าวเพื่อคุ้มครองการแพร่พันธุ์ปลาทูและให้โอกาสลูกปลาทูเจริญเติบโต แต่ยังขาดข้อมูลเชิงลึกว่า มาตรการตรงนี้ยังจะใช้ได้อยู่หรือไม่ หมายถึงสถานที่และระยะเวลาที่กำหนดว่าช่วงไหนบริเวณใดที่ควรปิดอ่าว เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมของโครงการนี้จึงมี 3 งานหลักๆ คือ
          1.การศึกษาว่าบริเวณใดมีแพลงก์ตอนพืชอาหารของปลาทู โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง 10 ปี ที่ดูตัวคลอโรฟิลด์ A หลังจากนั้นมีการเก็บข้อมูลภาคสนามเก็บตัวอย่างลูกปลาทูในระยะเวลาต่างๆ เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชที่มีอยู่จริงในทะเล เก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำว่าทั้งหมดนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ถ้าเราหาเจอ ก็สามารถคาดเดาได้ว่าบริเวณใดมีลูกปลาทู ซึ่งจะทำให้ในอนาคตเราสามารถบริหารจัดการการจับปลาทูได้ดีขึ้น เร็วขึ้น
          2.คือการเก็บตัวอย่างปลาทูจากเรือประมง โดยการผ่าท้องดูรังไข่ อัณฑะ และดูความสัมพันธ์กับฤดูปิดอ่าว ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าเป็นฤดูวางไข่ ศึกษาเวลาเดิมของการปิดอ่าวยังใช้ได้หรือไม่ อาหารที่พบเป็นแพลงก์ตอนพืชชนิดใด ในส่วนนี้มีการเก็บข้อมูลจากของเดิม อย่างกรมประมงที่เก็บเป็นปกติอยู่แล้ว ก่อนที่จะนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เราเก็บมาใหม่
          3.การสำรวจข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม ความคิดเห็นของชาวประมง แม่ค้า แพปลา ว่าในสถานการณ์การค้าปลาทูเป็นอย่างไรบ้าง จับได้มากน้อยแค่ไหน กลไกการตลาดเป็นอย่างไร เราพยายามหาคุณค่าที่สูญเสียทางเศรษฐกิจให้ได้ เช่น ถ้าจับแต่ตัวเล็กจะสูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยภาพรวมจะได้ข้อมูลพื้นฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ได้
          งานวิจัยจะตอบโจทย์วิกฤติปลาทูไทยได้จริงหรือ? ยังเป็นข้อสงสัยของสังคม แต่นักวิชาการด้านประมง ยืนยันว่า ความรู้จากงานวิจัย จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้รัฐนำไปกำหนดเป็นนโยบายต่อไปในอนาคต ซึ่งข้อมูลวิจัยสามารถนำไปสนับสนุนได้ว่า ช่วงระยะเวลาปิดอ่าว 3 เดือน ยังใช้ได้หรือไม่ และควรมีการขยับเดือนปิดอ่าวออกไปอย่างไร
          เพราะการเก็บข้อมูลได้จากการตั้งท้อง การวางไข่ของปลา ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร ถ้าเราสามารถกำหนดเวลา พื้นที่ใหม่ ต้องใช้ข้อมูลประกอบกันหลายๆ ส่วน ต้องเก็บข้อมูลต่อเนื่องและเชิงลึกมากขึ้น ตอนนี้เท่าที่พบ คือ การวางไข่ช่วงเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการวางไข่นอกฤดูกาล ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า นอกจากการจับปลาทูมากเกินควร และการจับในช่วงที่ปลาทูยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ โดยเครื่องมือการทำประมงบางชนิด เช่น อวนล้อมจับ อวนล้อมปั่นไฟ การเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมของธรรมชาติ ก็มีผลต่อจำนวนประชากรปลาทูไทย
          นักวิชาการคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.สมหมาย เจนกิจการ อธิบายเพิ่มเติมว่าปกติปลาทูจะไข่ทุกเดือน แต่ในช่วงปิดอ่าวพบว่า เปอร์เซ็นต์ในการไข่ของปลาทูจะน้อยกว่าใกล้ๆ เปิด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ไข่ดีเลย์ออกไป นอกจากนี้ยังพบว่าปลายๆ ปิดอ่าว พบตัวที่มีไข่ 80-90 % แต่หลังจากนั้นจะลดลงเหลือ 40-50% สรุปได้ว่ามีไข่ แต่ความพีคที่ว่ามากๆ จะลดลง
          ผศ.สมหมาย อธิบายถึงความเป็นไปได้ถึงกรณีที่ปลาทูจะกลับเข้าเป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนเดิมว่า คงต้องเพิ่มจำนวน ซึ่งมีหลายวิธี เช่น หนึ่ง การเพาะเลี้ยง สองคือการฟื้นฟูทะเล ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทั้งภาครัฐเอกชน เพื่อที่ปลาทูจะอยู่คู่กับทะเลไทยไปนานแสนนาน นอกจากนี้เราเองก็ไม่คิดว่าน้ำทิ้งจากบ้านเราที่ไหลลงสู่แม่น้ำและทะเล มีผลกระทบไปยังปลา ส่งผลไปยังฮอร์โมนปลา มีช่วงเวลาสืบพันธุ์ได้น้อยลง การเพิ่มขึ้นของปลาจึงน้อยลง ดังนั้นเรื่องของการบำบัดน้ำเสียก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะชุมชนริมทะเล เป็นเมืองที่ปล่อยน้ำเสียปีละหลายสิบตัน
          ส่วนความเป็นไปได้ในเพาะเลี้ยงปลาทูเองนั้น ผศ.สมหมาย อธิบายว่า ตอนนี้ยังไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน แต่เท่าที่ข้อมูลของกรมประมงมีอยู่ พบว่า ถ้าเพาะเลี้ยงจะโตช้ากว่าที่เรามาจับในทะเล แต่ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้ ถ้าพัฒนาเรื่องการเพาะเลี้ยง อย่างเช่นเราเลี้ยงปลาหมอตัวโตที่ตลาดต้องการได้ ในอนาคตปลาทูก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน
          หลายคนใคร่รู้ว่า ทำอย่างไรคนไทยถึงจะได้กินปลาทูราคาถูก อาจารย์วรัณทัต ดุลยพฤกษ์ นักวิชาการคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบาย และย้อนถามว่า ผู้บริโภคเต็มใจที่จะกินราคาแพงขึ้นหรือไม่ ถ้าปลาทูมีคุณภาพดีกว่า ถ้ามีตรงกลางระหว่างคนขายกับผู้บริโภคจะดีมาก ฝั่งผู้ผลิตก็ต้องคำนึงถึงผู้บริโภค ทุกวันนี้มูลค่าสัตว์น้ำที่ขายตลาดมันไม่ใช่ราคาต้นทุนที่แท้จริง ในส่วนของภาครัฐ ควรพยายามบริหารจัดการไม่ให้ปลาทูออกมาน้อยหรือมากจนเกินไป อาจมีการออกมาตรการที่ชัดเจนขึ้น
          อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ลงมาดูแค่ปีเดียว ถ้าจะให้ดีควรศึกษาระยะยาว นอกจากนี้หากโฟกัสไปที่ชาวประมง จะพบว่าพวกเขามีความเสี่ยงในอาชีพเหมือนกัน ที่ต้องทำงานกลางทะเล ดูทิศทางสภาพล้มฟ้า อากาศ ผู้บริโภคมองเห็นตรงส่วนนี้ได้จะดีมาก ในอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่า อาหารทะเลเป็นอาหารของคนระดับกลางขึ้นไป ที่มีกำลังซื้อ อาหารทะเลต้องรอแบบพิเศษมาในพื้นที่ เมื่อก่อนคงมีเยอะถึงเอามาคลุกข้าวให้แมวกินได้ ดังนั้นหากอยากได้สินค้าคุณภาพ ผู้บริโภคคงต้องทำใจยอมรับในเรื่องของราคาที่สูงกว่าด้วยเช่นกัน
          ทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นข้อมูลบางส่วนของการศึกษาวิจัย ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย และแนวทางแก้ไขในอนาคต “เสมือนว่าเป็นการต่อลมหายใจให้กับปลาทูไทย” ให้กลับมาสู่สัตว์เศรษฐกิจของชาติต่อไป

การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225589

หลากมิติเวทีทัศน์,สิ่งแวดล้อม,การทูต,เขื่อน,จีน,แม่น้ำโขง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  10 เม.ย. 2559

การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน

หลากมิติเวทีทัศน์ : การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน : โดย…ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร

                    นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ ข่าวคราวที่จัดได้ว่าเป็น “Talk of The Region” มากที่สุด คงหนีไม่พ้นการปล่อยน้ำจากเขื่อนในจีน ซึ่งอยู่ใกล้ไทย รวมถึงภูมิภาคแม่น้ำโขงที่สุดในตอนนี้ นั่นคือ เขื่อนจิ่งหง ที่เป็นข่าวดังข่าวใหญ่ก็คงเป็นเพราะว่าจีนแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านทางกระบอกเสียงของกระทรวงการต่างประเทศ คือ นายหลู่ คัง โฆษกประจำกระทรวง และส่งสารผ่านไปยังสถานทูตของจีนที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ทั้งเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อให้ผู้นำในประเทศเหล่านั้น ได้ทราบโดยทั่วกัน
                    เขื่อนจิ่งหง หรือ เขื่อนเชียงรุ้ง เป็นหนึ่งใน 6 เขื่อน บนแม่น้ำโขงตอนบนในจีนที่สร้างเสร็จแล้ว อยู่ในส่วนของมณฑลยูนนานของจีน โดยก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2552 มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,750 เมกะวัตต์ ความสูง 118 เมตร โดยมีระยะห่างจาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ประมาณ 400 กม.
                    สาระสำคัญของการปล่อยน้ำครั้งนี้ คือ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง ที่ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก แถมปรากฏการณ์เอลนีโญซ้ำเติม โดยเฉพาะเวียดนามในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ดูจะหนักหน่วงที่สุด เนื่องจากความแห้งแล้งส่งผลให้น้ำแห้งขอด น้ำทะเลหนุนอย่างหนัก จนทำให้ผืนดินถูกเซาะ สูญเสียที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังส่งผลให้ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ แหล่งน้ำจืดก็ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยน้ำเค็ม
                    โดยการปล่อยน้ำครั้งนี้ จะปล่อยในปริมาณ 2,000 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม-10 เมษายน 2559 รวมระยะเวลาเกือบ 1 เดือน และคาดการณ์ว่าพอถึงช่วงสงกรานต์นี้ น้ำก็จะยังไม่ลดไปถึงระดับปกติ
                    การปล่อยน้ำจากเขื่อนผ่านการแสดงออกอย่างชัดเจนทางการทูตครั้งนี้ ดูเหมือนจะเป็นบุญคุณของประเทศต้นแม่น้ำโขงอย่างจีน ที่ส่งไปยังประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และพยายามสะท้อนว่าตนเองมีความปรารถนาดี รวมถึงกล่าวชื่นชมตนเองอย่างชัดเจนว่า ทางจีนมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีและมีประสิทธิภาพ เอาชนะธรรมชาติ และสามารถควบคุมน้ำเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ของทุกประเทศท้ายน้ำได้อย่างสมดุล
                    แท้ที่จริงแล้ว จุดประสงค์หลักของจีนในการปล่อยน้ำครั้งนี้ก็เพื่อ 1) ทำการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์การสร้างพลังงานในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตน 2) ให้สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งทางเรือของจีนบนแม่น้ำโขงที่จะทำการค้าขายกับประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง และ 3) พร่องน้ำในเขื่อนให้สามารถรับน้ำได้ในช่วงฤดูฝน โดยสรุปก็คือจีนได้ประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดจากการเล่นบทผู้ให้ ที่จริงๆ แล้วไม่เสียอะไรเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังได้กำไรเพิ่มขึ้น คือนอกจากบรรลุจุดประสงค์ของตัวเองแล้ว ยังได้เครดิตและคำขอบคุณจากบรรดาผู้นำในบางประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงด้วย
                    การปล่อยน้ำจากเขื่อนครั้งนี้ มีนัยทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด เพราะก่อนหน้านี้ใช่ว่าจีนจะไม่เคยปล่อยน้ำออกมา จีนปล่อยน้ำออกมาหลายครั้งหลายหนตลอด 23 ปีที่มีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลัก แต่ไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ แก่ประเทศท้ายน้ำ โดยเฉพาะประชาชนริมโขงเองก็ไม่เคยได้รับการแจ้งเตือนใดๆ จากทั้งรัฐบาลจีน หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลในประเทศของตน หรือแม้แต่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) แม้ว่าจะมีการแชร์ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็มิได้มีการประกาศหรือแจ้งเตือนอย่างทั่วถึง จนชาวบ้านริมโขง โดยเฉพาะในส่วนของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ต้องสังเกตจากการแล่นเรือสินค้าจีนเข้ามาในไทยในช่วงหน้าแล้งเป็นตัวชี้วัด นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของชาวบ้านที่ไม่มีหน่วยงานใดๆ มาร่วมป้องกันหรือแก้ไขปัญหานี้
                    ปีนี้อาจเป็นปีที่ 23 ของการอุบัติขึ้นของเขื่อนม่านวาน เขื่อนแรกบนแม่น้ำโขงในจีน แต่นับเป็นปีที่ 30 ของการเริ่มก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวในปี 2529 นับตั้งแต่เขื่อนม่านวานสร้างเสร็จและเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าในปี 2536 ก็ได้เริ่มเกิดเหตุการณ์ที่ผิดปกติต่อการขึ้น-ลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงแล้ว กล่าวคือ ในปี 2535 ก่อนเขื่อนดังกล่าวสร้างเสร็จหนึ่งปี ชาวบ้านริมโขงเริ่มสังเกตเห็นว่าระดับน้ำเริ่มผันผวน จากการตรวจวัดของสถานีวัดระดับน้ำเชียงแสนช่วงต้นหน้าฝน น้ำโขงมีระดับสูงสุดเพียง 4.85 เมตร แต่ช่วงปลายหน้าฝนกลับมีระดับสูงสุดที่ 5.42 เมตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำโขงโดยเฉลี่ย (ตามธรรมชาติ) ต้องลดระดับลง และในช่วงหน้าแล้งของปี 2536 ระดับน้ำโขงต่ำสุดอยู่ที่ 0.14 เมตร (1 เม.ย.) และลดลงจนไม่เหลือเลยคืออยู่ที่ 0.0 เมตร ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่เข้าสู่หน้าฝนแล้ว หากใกล้เข้ามาอีกนิด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง ในปี 2556 ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 2.5-3 เมตร จากระดับปกติ
                    ตัวเลขความผันผวนของแม่น้ำโขงที่ผิดปกติดังกล่าว ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการหาอยู่หากินของประชาชนริมโขงใน 5 ประเทศของภูมิภาคแม่น้ำโขงเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือชีวิตของคนโขงถูกผูกโยงกับแม่น้ำ หากระดับน้ำโขงผันผวน วิถีชีวิตและความมั่นคงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมของคนโขงก็ผันผวนเช่นกัน ผลกระทบที่เห็นเป็นรูปธรรมในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมานี้ คือระดับที่ขึ้น-ลงผิดปกติ ไม่เต็มตลิ่งและมีระยะเวลาสั้น ส่งผลให้หาดทรายริมโขงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย มีวัชพืชขึ้นมาก ปลาไม่เข้าไปยังห้วยหรือน้ำแก้ง ซึ่งเป็นระบบนิเวศย่อยที่มีความสำคัญต่อการผสมพันธุ์ วางไข่ และอนุบาลปลาเล็กปลาน้อย หากระดับน้ำขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นหน้าฝน ก็จะทำให้เกิดระบบนิเวศย่อย เช่น คอน ซ่ง  ในระยะเวลาที่จำกัด ทำให้ปลาที่กำลังว่ายอพยพทวนกระแสน้ำขึ้นมาเข้าระบบนิเวศย่อยดังกล่าวได้น้อยลง นอกจากนี้ระดับน้ำที่ขึ้น-ลงผิดปกติ ยังส่งผลให้ลวงไหลมอง ลวงตักซ้อน ลวงเบ็ด อันเป็นหลักแหล่งสำคัญในการใช้เครื่องมือประมงเพื่อจับปลาสูญหายไปด้วย ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อไปยังชาวประมงแม่น้ำโขงอย่างมาก ผลคือจับปลาได้ยากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนและซ่อมแซมเครื่องมือประมงอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่รายได้ลดลง
                    การปล่อยน้ำจากเขื่อนของจีนครั้งล่าสุดนี้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรริมโขง ปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงและไหลอย่างรวดเร็ว ทำให้แปลงผักริมโขงเสียหายอย่างหนัก ไก หรือสาหร่ายน้ำจืด อันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงนี้ รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ทางการประมงเองก็ถูกพัดลอยไปกับกระแสน้ำเช่นกัน ปลากระชังน็อกน้ำ ล้มตายเนื่องจากอุณหภูมิในน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มูลค่าความเสียหายเหลือคณานับ
                    ภาคการท่องเที่ยวเองก็ได้รับผลกระทบเป็นเงาตามตัว หาดทรายและแก่งแม่น้ำโขงชื่อดังต่างๆ เช่น หาดจอมมณี หาดน้ำก่ำ หาดมโนรมย์ภิรมย์ แก่งคุดคู้ ฯลฯ ที่ขึ้นในช่วงหน้าแล้งถูกน้ำท่วม ผู้ประกอบการร้านค้า ซุ้มอาหารและบริการต่างๆ ที่ทำรายได้ในช่วงนี้ ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า หลายรายต้องปรับตัวโดยการเฝ้าระวังระดับน้ำเพื่อคอยเคลื่อนย้ายแพ ซุ้มอาหาร บ้างก็ต้องคอยซ่อมแซมและต่อเติมยกพื้นสูงเพื่อหนีน้ำ ทั้งหมดนี้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
                    เพียงเขื่อนจิ่งหงเขื่อนเดียวยังสร้างความเสียหายขนาดนี้ หากปล่อยน้ำจากเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในลาวที่จะถูกปล่อยออกมาอีกระลอกจะเสียหายขนาดไหน เนื่องจากเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลลาวได้ประกาศออกสื่อว่าจะมีการปล่อยน้ำเพราะรัฐบาลลาวเองก็มีความเห็นใจเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเช่นกัน ที่ประสบภัยแล้ง ดินเค็ม เพาะปลูกไม่ได้ โดยปริมาณที่ปล่อยมาในครั้งนี้อยู่ที่ 1,136 ลบ.ม./วินาที แต่ถึงกระนั้นน้ำที่ปล่อยออกมาครั้งนี้ของทั้งเขื่อนจีนและเขื่อนลาวอาจไม่สามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งในเวียดนามใต้ได้ เพราะอาจถูกสูบเข้าไปใช้ในประเทศใดประเทศหนึ่งเสียก่อน รวมถึงมีการระเหยของน้ำเกิดขึ้นด้วย สรุปก็คือการปล่อยน้ำครั้งนี้อาจไม่ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง แต่อาจสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
                    สำหรับคนโขงแล้ว เขื่อนคือต้นตอของหายนะที่เกิดขึ้น ทางออกที่ดีที่สุดของวิกฤติครั้งนี้คือการปล่อยให้แม่น้ำโขงไหลอย่างอิสระ และหยุดการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้ และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : การทูตแม่น้ำโขง ว่าด้วยผลกระทบจากเขื่อนจีน : โดย…ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร)

จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/225190

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,เยาวชน,จิตอาสา,สำนึกพลเมือง,จิต,อาสา,ราก,ลึก,สู่,พลเมือง

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 เม.ย. 2559

จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’

หลากมิติเวทีทัศน์ : จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’ : โดย…มูลนิธิสยามกัมมาจล

                    หากน้องๆ เดินไปเข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วเจอสิ่งสกปรก…น้องๆ จะทำอย่างไร?
                    คือคำถามชวนคิดที่ ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ผู้บริหารโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก ตั้งใจ “กระตุกต่อมคิด” น้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก (Active Citizen) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
                    เพราะรู้ว่า นับวันคนรุ่นเก่าอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ขณะที่ปัญหากลับมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น แต่ขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาสานงานต่อ การพัฒนาท้องถิ่นในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหาเหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นการ “สร้างคนรุ่นใหม่ให้แก่สังคม” ด้วยการทำให้เด็กรู้จักบ้านตนเอง เพราะถ้าเขาไม่เข้าใจบ้านตัวเอง เขาก็จะไม่รัก แต่ถ้าเขารู้จักบ้านตัวเอง เขาจะเห็นคุณค่าและหวงแหน ดูแลท้องถิ่นของเขา โดยมีเป้าหมายคือ “ต้องการสร้างเครือข่ายเด็กเยาวชนภาคตะวันตก” ให้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานในพื้นที่ต่อ ซึ่งปีนี้เป็นที่ 2 แล้วที่โครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตกดำเนินการมา และเพื่อให้ภาพที่ฝันไว้เป็นจริง กิจกรรมเวิร์กช็อปครั้งที่ 3 “เรียนรู้สิทธิ รู้หน้าที่ คนต้นเรื่องทำดีเพื่อสังคม” จึงเกิดขึ้น โดยมีกิจกรรม “จิตอาสา” เป็น “อุบาย” พาน้องเรียนรู้เรื่องดังกล่าว
                    ชิษนุวัฒน์ บอกว่า เหตุผลที่เขากำหนดให้มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจิตอาสา ก็เพื่อเชื่อมโยงให้น้องได้เรียนรู้เรื่องการ “สร้างสำนึกพลเมือง” โดยครั้งนี้เลือกให้น้องๆ ลงไปทำความสะอาดห้องน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมพื้นฐาน ที่ใครต่างไปเรียนรู้เต็มไปหมด แต่ทีมงานได้ออกแบบกิจกรรมให้ลงมือทำ แล้วมีการสรุปบทเรียน เพื่อจะเชื่อมโยงไปสู่การมองเรื่องจิตอาสา
                    และถ้าให้ทำห้องน้ำทั่วไปอาจไม่รู้สึกอะไร จึงเลือกให้ไปทำห้องน้ำสาธารณะที่มีคนใช้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ใช้โดยไม่รักษาความสะอาด พอเด็กได้ไปเรียนรู้ไปเจอห้องน้ำที่ตัวเองต้องอาสาเข้าไปทำ เขาต้องใช้ใจ ใช้ความกล้า ใช้การตัดสินใจ เพื่อเข้าไปจัดการสิ่งที่ไม่สะอาดหูสะอาดตาเหล่านั้น
                    “เพราะฉะนั้นการตัดสินใจที่เด็กลงมือล้างห้องน้ำ จะต้องมาจากจิตสำนึกข้างในของเขา ทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่า สำนึกบางอย่างจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากข้างใน ไม่ใช่แค่ได้ลงมือทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพื่อคนอื่นแล้วจบ แต่ต้องสัมผัสให้ไปถึง “ใจ” ให้ได้ ถ้าเปรียบเทียบห้องน้ำเหมือนปัญหาสังคม บางทีเขาจะเดินเข้าห้องน้ำแต่พอเจอความสกปรกอาจปิดห้องน้ำนี้แล้วไปเข้าห้องน้ำอื่นที่สะอาดแทน เหมือนปัญหาสังคมที่คนส่วนใหญ่หนีปัญหาหรือแก้เรื่องที่ง่ายๆ ก่อน การจัดกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เด็กได้สะท้อนคิดว่า ถ้าเขาอยากแก้ปัญหาสังคมเขาต้องลุกขึ้นมาแก้ด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ ไม่ใช่ทิ้งปัญหา หรือเลือกไปอยู่ในสังคมที่ดีๆ มิเช่นนั้นเมื่อไรปัญหาสังคมที่มีอยู่จะได้รับการแก้ไข”
                    ชิษนุวัฒน์เล่าถึงที่มาของแนวคิดนี้ว่า การพาเด็กและเยาวชนไปลงแรง เสียเหงื่อ ทำความสะอาดห้องน้ำวัดใน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 4 วัด ได้แก่ วัดนางตะเคียน วัดลาดเป้ง วัดบังปืน และวัดน้อยแสงจันทร์ ก็เพื่อใช้ “กิจกรรมจิตอาสา” เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเรียนรู้หน้าที่ที่สำคัญของการเป็นพลเมือง นั่นคือ “การทำเพื่อส่วนรวม” นั่นเอง ซึ่งหลังเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว ทีมงานได้ชี้ชวนให้น้องๆ เห็นว่า สำนึกพลเมืองต้องเกิดจากข้างในผ่านการตระหนักรู้ถึงหน้าที่ที่ควรกระทำ
                    ดังที่ “หม่ำ” ธุรกิจ มหาธีรานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการจัดการการตลาด มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ทีม Superman โครงการสร้างมูลค่าให้ปลาอกกะแล้ สะท้อนว่า “กิจกรรมที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ จะจน จะรวย แต่การมีกฎหมายทำให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในหลายด้าน สำหรับการขัดห้องน้ำก็เป็นสิทธิของแต่ละคนจะไม่ทำก็ได้ เพราะห้องน้ำวัดเป็นสถานที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิใช้ บางคนเห็นว่าสกปรกอยากทำความสะอาด แต่ก็ได้แค่คิดโดยไม่ลงมือทำ ห้องน้ำก็ยังสกปรกเหมือนเดิม เหมือนทุกคนที่อยากเห็นสังคมไทยดีขึ้น แต่เพียงแค่คิด โดยไม่ลงมือทำ แล้วสังคมไทยจะดีได้อย่างไร ถ้าจะทำจริง แม้สิ่งเล็กน้อยอย่างการเก็บขยะก็สามารถทำได้ ผมว่าแค่นั้นสังคมก็ดีขึ้นแล้ว มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกมากกว่า เพราะไม่มีใครบังคับจิตสำนึกของใครได้”
                    หม่ำบอกต่อว่า พอพี่ทีมงานบอกว่าจะพาไปขัดห้องน้ำ เพื่อนบางคนอาจตกใจ แต่เขาคิดว่าการมาทำกิจกรรมนี้ เขาเลือกเสียสละมาแล้ว ไม่ว่าต้องไปทำอะไร หนักแค่ไหน ก็พร้อมจะทำ เหมือนในชีวิตจริง หากอยากช่วยเหลือ ต่อให้ปัญหาที่มากมายแค่ไหนก็ต้องทำ ซึ่งการขัดห้องน้ำนี้เป็นเพียงกิจกรรมจิตอาสา แค่รวมกลุ่มแล้วไปทำอะไรสักอย่าง อาจทำเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วจบไป แต่วันนี้สิ่งที่เขาได้กลับมาคือ “สำนึกพลเมือง” ครั้งต่อไปที่เห็นห้องน้ำสาธารณะ จะรู้โดยอัตโนมัติว่า ตัวเองสามารถช่วยได้ มีสิทธิทำ และไม่เกินความสามารถที่จะทำ
                    คล้ายกับที่ “น้องกุ้ง” อภิสิทธิ์ ยากำจัด นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนหนองพลับวิทยา กลุ่มห้วยสงสัย โครงการน้ำต่อชีวิต เยาวชนรุ่นเล็กอีกคน บอกว่า การไปขัดห้องน้ำเป็นหน้าที่ของตัวเอง ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีใครทำ อย่างโครงการเรื่องอ่างเก็บน้ำ เขาก็ลุกขึ้นมาทำ เนื่องจากไม่อยากให้ชาวบ้านแตกแยกจนชุมชนไม่น่าอยู่ และอยากให้ทุกคนมีน้ำใช้ไปได้นานๆ แม้ตัวเองจะเป็นเด็กก็ควรมีส่วนเข้าไปจัดการตรงนี้ เพราะต้องสานต่อและถ่ายทอดแก่คนรุ่นต่อไป
                    ชิษนุวัฒน์ บอกต่อว่า เขาอยากเห็นน้องที่มีสำนึกพลเมือง ทันทีที่น้องเห็นปัญหา แม้ไม่ใช่บ้านของตัวเอง แต่เป็นสังคมที่เขาอยู่ เขาจะลุกขึ้นมาช่วยแก้ไขทันที ไม่ต้องรอให้มีโครงการ หรือมีใครมากระตุ้น เกิดเป็น “สำนึกพลเมือง” ที่อยากเข้าช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชน สังคม ไม่ใช่แค่ทำเป็นโครงการแล้วจบ เมื่อน้องมีต้นกล้าหรือมีความคิดนี้ปลูกฝังลงอยู่ในเนื้อในตัวแล้ว ยามที่เขาไปเผชิญเหตุการณ์หรือเจอเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน ก็จะลุกขึ้นมาปกป้องทันที
                    สังคมจะอยู่รอดได้ คนในสังคมต้องมีจิตสำนึกสูง เพราะปัจจุบันปัญหามีความซับซ้อนมากขึ้น ถ้าคนยังไม่มีสำนึก เราก็จะไม่สามารถรับมือกับปัญหาสังคมข้างหน้าได้เลย
———————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : จากเยาวชน ‘จิตอาสา’ หยั่งรากลึกสู่ ‘สำนึกพลเมือง’ : โดย…มูลนิธิสยามกัมมาจล)

ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224755

สิ่งแวดล้อม,เลพ่อเฒ่า,อ่าวบ้านดอน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มี.ค. 2559

ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน

หลากมิติเวทีทัศน์ : ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น

                    แสงแดดเดือนมีนาคมบริเวณพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองท่าทอง อ.กาญจนดิษฐ์ อ.สุราษฎร์ธานี แม้จะร้อนแต่มีลมทะเลพัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้คนหลายร้อยชีวิตทั้งชาวบ้านในพื้นที่ พี่น้องเครือข่ายอ่าวบ้านดอน คณะอาจารย์ และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ฯลฯ ที่มารวมตัวกัน ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพื่อเตรียมตัวลงเรือจับหอยบริเวณปากน้ำท่าทอง รู้สึกเย็นสบาย
                    ทุกคนใช้เหีย (อวนที่ทำเป็นถุง) คล้องคอเอาไว้ใส่หอยที่จับได้ นับเป็นประสบการณ์แรกของหลายคนที่จะได้จับหอยในทะเลด้วยตนเอง จึงทำให้รู้สึกตื่นเต้น ไม่นานเรือหางยาวของชาวประมงหลายลำก็พาแขกเหล่านี้จากท่าเรือหน้าพิพิธภัณฑ์แล่นไปตามคลองท่าทองออกสู่ท้องทะเลอ่าวไทย ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 2 กิโลเมตร
                    อ่าวบ้านดอน ตั้งอยู่ในเขต จ.สุราษฎร์ธานี มีความยาวประมาณ 150 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ อ.ท่าชนะ ไชยา ท่าฉาง พุนพิน เมืองกาญจนดิษฐ์ และดอนสัก รวม 6 อำเภอ 19 ตำบล ในอดีตเป็นอ่าวที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าชายเลนอุดมสมบรูณ์ ประกอบกับพื้นที่ต้นน้ำหลายสายที่ไหลลงสู่อ่าวบ้านดอนก็เป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ น้ำจึงพัดพาอาหารลงสู่อ่าวส่งผลให้อ่าวบ้านดอนอุดมสมบูรณ์ทั้งสัตว์น้ำและพืชทางทะเลเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและของโลก
                    ผมเกิดและโตที่อ่าวบ้านดอน จึงรับรู้ได้ถึงความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างดี ชาวบ้านที่นี่จับสัตว์น้ำด้วยมือเปล่าในฤดูแล้ง เพียงมีกระดานเลนก็หากินได้ทั่ว ไม่ว่า กุ้ง หอย ปู ปลา อยากกินปูทะเลก็เพียงถือเหียเดินออกไปในป่าแสม สายตาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ก็จะรู้ว่าหลุมเล็กๆ มีปูนอนนิ่ง เพื่อลอกคราบ อยากได้ตัวเคยมาทำกะปิ ก็เพียงทำดินเลนเป็นคันเล็กๆ แล้วใช้อวนรุนตัวเคยได้เป็นเข่ง
                    ส่วนในฤดูน้ำหลากจะต้องมีเครื่องมือประมงที่ทำด้วยไม้ไผ่เพื่อดักปลา เช่น ซ่อนดักปลากระบอก ทำโม่ดักปลาได้ทุกชนิด หรือแม้แต่ใช้ถุงเท้าเก่าๆ ของลูกสวมมือเพื่อจับปูแสม ซึ่งหนีน้ำเกาะอยู่บนต้นโกงกางจนมองไม่เห็นต้น เรียกได้ว่าทุกฤดูกาลชาวบ้านซึ่งเป็นชาวประมงพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำได้ด้วยมือเปล่า หรือไม่ก็แค่อุปกรณ์การประมงที่ทำแบบง่ายๆจากภูมิปัญญาของพวกเขา จึงทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบ้านดอน ยังคงเป็น “เลพ่อเฒ่า” หรือทะเลสาธารณะที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่ทุกคนหาเลี้ยงชีพได้
                    ความเปลี่ยนแปลงของอ่าวบ้านดอน เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีมานี้ ด้วยสาเหตุสำคัญอย่างน้อยสามประการ ประการแรก คือ การเกิดขึ้นของการทำนากุ้งกุลาดำ ซึ่งใครๆ ก็รู้ดีว่าผู้อยู่เบื้องหลังการเลี้ยงกุ้งกุลาดำคือนายทุนเกษตรรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งเขาสามารถทำเรื่องนี้ให้เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ เป้าหมายเพื่อขายพันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง และอุปกรณ์การเลี้ยงกุ้ง
                    แต่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มีการอนุญาตให้รุกป่าชายเลนจำนวนมาก โดยการอนุญาตอย่างถูกต้องจากส่วนราชการ ส่วนชาวบ้านที่มีที่ดินอยู่ใกล้ๆ ป่าชายเลน ก็เปลี่ยนที่ดินเหล่านั้นเป็นนากุ้งกันทั่วหน้า ลงทุนด้วยเงินหลักล้าน โดยการกู้ยืมจากธนาคาร แต่ผลผลิตกุ้งแต่ละรุ่นก็ทำเงินล้านได้เช่นกัน แต่เป็นอยู่แบบนี้ได้ไม่กี่ปี เพราะกุ้งเลี้ยงยากขึ้นเรื่อยๆ ต้องลงทุนมากขึ้น ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่เป็นอันหลับอันนอน จนเกิดเหตุกุ้งตายบ่อยครั้งก็ต้องขาดทุนและปล่อยให้เป็นนากุ้งร้าง หรือให้เอกชนเช่าต่อไป
                    การเลี้ยงกุ้งไม่เพียงทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินสิ้นเนื้อประดาตัวเท่านั้น แต่ได้ทำลายป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กไปจนหมดสิ้น รวมทั้งน้ำเสียจากนากุ้งก็ถูกปล่อยลงสู่ทะเล ทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งอาศัยอยู่ไม่ได้ ชาวประมงชายฝั่งต้องเลิกอาชีพไปจำนวนมาก
                    ประการถัดมา ก็คือ ภัยจากเรือประมงเชิงพาณิชย์ ที่ใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำแบบล้างผลาญ อีกทั้งไม่คำนึงถึงฤดูวางไข่ของสัตว์น้ำ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับประมงแบบนี้อย่างเคร่งครัด ส่งผลให้อ่าวบ้านดอนขาดความอุดมสมบูรณ์ลงไปเรื่อยๆ
                    ประการสุดท้าย ก็คือ การอนุญาตให้มีการสัมปทานเลี้ยงหอย รุกล้ำชายฝั่ง จนชาวประมงพื้นบ้านไม่มีพื้นที่ทำมาหากิน ทะเลไม่ใช่ “เลพ่อเฒ่า” หรือพื้นที่สาธารณะอีกต่อไป แต่เป็นทะเลที่มีเจ้าของ
                    จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ก็ได้มีความพยายามจากภาคส่วนต่างๆ ในการจับมือกันฟื้นฟูอ่าวบ้านดอนให้เป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนอีกครั้งหนึ่ง โดยในส่วนของภาคประชาชนได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน มีการส่งเสริมการปลูกป่าชายเลน ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โดยมีสถาบันการศึกษามาสนับสนุนเรื่องงานวิชาการ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา
                    ในปี 2555 มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของพี่น้องอีกครั้ง เน้นการทำพื้นที่นำร่องในการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง และการกำหนดเขตพื้นที่ให้เป็นเขตทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน โดยส่งเสริมใน 13 ตำบล ที่มีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชน การสนับสนุนในครั้งนั้นนำไปสู่การกำหนดเขตสามร้อยเมตร โดยมี นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี มาเป็นประธานในการปักเขตที่ปากคลองกะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ และเกิดพื้นที่รูปธรรมนำร่องที่ ต.ท่าทอง
                    จากการดำเนินงานนำร่องที่ ต.ท่าทอง ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งที่ 4 กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่งเป็นอย่างดี
                    วิชัย สมรูป ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้ข้อมูลว่า จากการจุดประกายที่ ต.ท่าทอง ทางเราจึงได้จัดทำโครงการป่า-เลชุมชน เสนอเข้าแผนงบประมาณปี 2560 เพิ่มขึ้นอีก 4 อำเภอ ให้มีพื้นที่นำร่องอำเภอละแห่งครอบคลุมทั่วทั้งอ่าวบ้านดอน ส่วนที่ อ.กาญจนดิษฐ์ ก็จะขยายผลจาก ต.ท่าทอง ไปสู่ ต.กะแดะ ต่อไป
                    โดยกิจกรรมป่า-เลชุมชน ประกอบด้วยการกำหนดเขตพื้นที่ชายฝั่งให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยทหารได้ดำเนินการประกาศให้มีความกว้างถึง 1,000 เมตร โดยพื้นที่เหล่านี้จะมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หอย” ซึ่งเคลื่อนที่ไม่ได้ให้เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้าน มีการทำงานกับชุมชนเพื่ออนุรักษ์และทำกติการ่วมกัน โดยมีการลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวังการบุกรุก
                    ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการมีส่วนร่วมฯ ให้ความเห็นอีกว่า การจะทำให้อ่าวบ้านดอนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งจะต้องทำสามอย่างควบคู่กันไป
                    1) ต้องปฏิรูปการถือครองพื้นที่สาธารณะหรือการทำให้ทะเลเป็นพื้นที่กลาง ปัจจุบันมีการอนุญาตให้มีการถือครองเพื่อเลี้ยงหอยมากเกินไป บางรายถือครอง 5,000 ไร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต อ.ท่าชนะ อ.เมือง อ.พุนพิน เป็นเขตห้ามเลี้ยงหอย แต่ก็มีนายทุนผู้มีอิทธิพลเข้ามายึดพื้นที่สาธารณะเหล่านี้เพื่อเลี้ยงหอย ทำให้เกิดปัญหากับประมงชายฝั่งเป็นอย่างมาก
                    2) จะต้องเคร่งครัดเรื่องเครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบทำลายล้าง โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนชาวประมงขนาดเล็กที่ยังใช้เครื่องมือแบบนี้อยู่ ก็ต้องทำความเข้าใจให้เกิดความตระหนัก
                    อังคณา วิชัยดิษฐ์ ชาวประมงรายหนึ่ง เล่าว่า เมื่อก่อนใช้ลอบดักปูแบบคอนโด ทำให้ดักติดปูตัวเล็กตัวน้อย ปัจจุบันก็เปลี่ยนเป็นอวนปูธรรมดาและจะปรับเปลี่ยนเครื่องมือให้สอดคล้องกับสัตว์น้ำแต่ละฤดู
                    3) คือต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวประมงพื้นบ้านซึ่งได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง
                    วีระพงษ์ ทองล่อง ประธานสภาองค์กรชุมชน ต.ท่าทอง เล่าว่า ที่นี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่ 1 มีชาวบ้านประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านจำนวนมาก จึงลุกขึ้นมารักษาทะเลให้เป็นทะเลพ่อเฒ่า ปักแนวเขตระยะ 300 เมตร ทำปะการังเทียมและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ การจัดงานในครั้งนี้ต้องการจะปลุกสำนึกการมีส่วนร่วมจากประชาชนในการช่วยกันดูแลที่ทำกิน เป็นการจับเพื่อเพิ่มหอยในทะเล
                    ในขณะที่ ประมวล รัตนานุพงษ์ ประธานเครือข่ายอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน บอกว่า การอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน หัวใจอยู่ที่ประชาชน ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน และการจริงจังด้านนโยบาย ตอนนี้เราจึงได้ยกประเด็นประมงชายฝั่งเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญของประชาชน จ.สุราษฎร์ธานี
                    เพราะภาคประชาชนนั้น ไม่ใช่ผู้ที่มีอาชีพประมงพื้นบ้านเท่านั้น แต่คนอื่นๆ ในสุราษฎร์ธานีต้องร่วมด้วยจึงจะแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
————————-
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ฟื้นชีวิต ‘เลพ่อเฒ่า’ จับเพื่อเพิ่มที่อ่าวบ้านดอน : โดย…สุวัฒน์ คงแป้น)

คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/224004

สิ่งแวดล้อม,หลากมิติเวทีทัศน์,สลุย,สภา,ที่ดิน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  13 มี.ค. 2559

คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม

หลากมิติเวทีทัศน์ : คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

                    ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งชาวบ้านได้ใช้สภาดังกล่าวเป็นเวทีกลางในการปรึกษาหารือกัน เพื่อทราบถึงปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ เป็นสภาองค์กรชุมชนที่จดแจ้งจัดตั้งตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 พบว่า แม้สภาที่นี่ จะตั้งมาได้ประมาณครึ่งปีเท่านั้น แต่ชาวบ้านและผู้นำทุกภาคส่วนก็มีความร่วมมือกันดี ทำให้สภาองค์กรชุมชนที่นี่มีศักยภาพไม่แพ้สภาที่จัดตั้งมาหลายปีเลยทีเดียว
                    ทั้งนี้ คงมีปัจจัยหนึ่งมาจากปัญหาร่วมของคนในชุมชน คือปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ รวมทั้งปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ เกิดเป็นการรวมกลุ่มสิทธิชุมชน นำไปสู่การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนในที่สุด โดยมี การันต์ จันทร์แสง กำนันตำบลสลุย เป็นประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย อีกตำแหน่งโดยมีทีมงานสายเลือดใหม่หลายคน เช่น วุฒธินันต์ แจะซ้าย รับหน้าที่รองประธานสภาองค์กรชุมชน สุรพล เผือกเนียร, บุญรอด อินทรีย์, ปรีชา อุเทศ, สมศักดิ์ อยู่มา เป็นต้น เป็นบุคลากรผู้ก่อการดี ที่มาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาให้คนในตำบล หวังให้เกิดความยั่งยืนกับลูกหลานสลุย ในอนาคต
                    วุฒธินันต์ ผู้ซึ่งเป็นเลือดใหม่ของชาวสลุย เล่าว่า ก่อนที่จะมีองค์กรภาคประชาชนที่มีกฎหมายรองรับอย่างสภาองค์กรชุมชนนั้น ตนและผู้ร่วมอุดมการณ์หลายสิบคน เล็งเห็นถึงปัญหาและความต้องการของคนในตำบล ซึ่งก็คือ ความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนที่ของรัฐซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ค่อยเป็นธรรมนัก แต่ไม่ได้มองแค่เพียง ปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิเท่านั้น แต่คิดว่าอนาคตอีกสิบ-ยี่สิบปีข้างหน้า คนสลุยจะอยู่อย่างไร ในเมื่อราคาพืชผลก็ผันผวน โลกาภิวัตน์ก็รุกคืบจนยากจะรับมือ คนในชุมชนจึงต้องรวมกลุ่มให้เข้มแข็ง ร่วมกันแก้ปัญหาของตนเอง ร่วมกันสร้างความยั่งยืน และอยู่ร่วมกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงให้ได้ จึงเกิดเป็น กลุ่มสิทธิชุมชน ประสานกลุ่มพลังอื่นๆ อีกหลายกลุ่มมาก่อเกิด สภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย ในที่สุด
                    ต.สลุย ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เป็นพื้นที่ป่าสลับเขาขนาดเล็ก มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2484 ที่กองทัพญี่ปุ่น ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยในสมัยนั้นขึ้นฝั่งเพื่อใช้เป็นทางผ่านไปยังประเทศเมียนมาร์ ชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายในยุคสงครามกลัวภัยอันตรายที่อาจเกิดกับทรัพย์สินของตน จึงทิ้งเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ครก และสากกะเบือ ลงคลองท่าแซะ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำท่าตะเภา แม่น้ำสายหลักของ จ.ชุมพรในปัจจุบัน
                    ว่ากันว่าครกที่ชาวบ้านกลิ้งลงไป ลอยน้ำไปติดอยู่ในหมู่บ้านในเขต ต.นากระตาม จึงได้ชื่อว่า “วังครก” ส่วนสากกะเบือ ไม่ลอยน้ำไปไหน ทหารญี่ปุ่นซึ่งพอที่จะพูดจาภาษาไทยได้แล้ว เมื่อมาถึงจุดที่ตั้งตำบลนี้ เห็นสากกะเบือจำนวนมาก จึงพูดว่า “สากลุย” เป็นรากศัพท์ภาษาใต้ แปลว่า “มีสากกะเบือมาก” และเพี้ยนมาเป็นชื่อตำบล “สลุย” ในที่สุด
                    ในยุคแรกชาวบ้านอยู่อาศัยกระจัดกระจาย มีการเข้ามาทำมาหากินจากคนท่าแซะ และคนนากระตาม ซึ่งเป็นการขยายตัวของครอบครัวที่มีบุตรหลานหลายคน เข้ามาตั้งชุมชนใหม่ เพราะคนสมัยก่อนนั้นมีลูกมาก ลูกหลานที่เกิดมาจำเป็นต้องขยับขยายหาที่ทางทำมาหากิน จนเกิดเป็นชาวสลุยในที่สุด
                    เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย ยังให้ข้อมูลต่ออีกว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา ปัญหาก็เข้ามาหาชาวสลุยแบบเงียบๆ เมื่อมีกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ที่ว่าเงียบๆ นั้น เพราะเป็นการประกาศทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน บางคนก็ได้สิทธิ์ไป บางคนก็ไม่มีสิทธิ์ แต่ก็ไม่ต่างกัน ยังทำมาหากินได้เหมือนเดิม ชาวบ้านจึงไม่รู้สึกว่ามีปัญหามากนัก
                    การประกาศกฎหมายต่างๆ ในพื้นที่ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ชาวบ้านก็ยังอาศัยวิถีชุมชน ทำมาหากินบนที่ทางของตัวเองเท่าที่มี เป็นฝ่าย “ตั้งรับ” มาตลอด ส่วนนโยบายรัฐที่เข้ามา มีการประกาศ เขตป่าน้ำตกกระเปาะ เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2516 ประกาศเขตป่ารับร่อ และป่าสลุย เมื่อ 3 ตุลาคม 2521 โดยที่ชาวบ้านรับรู้ข้อมูลข่าวสารของทางราชการในยุคนั้นน้อยมาก
                    จากคำบอกเล่า สลุยเริ่มมาถึงการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง ในพ.ศ. 2522 เมื่อเกิดนโยบายการสัมปทานป่าไม้ โดยมีการอนุญาตให้เอกชนเข้ามาทำการสัมปทานป่าไม้ ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ชาวบ้านในยุคนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ลูกจ้างเอกชน” เป็นส่วนใหญ่ เพื่อแลกกับการไม่ต้องย้ายออกไปไหน “จะว่าถูกหลอกก็ไม่ใช่ จะให้ก็ไม่เชิง”
                    พอมาถึงปี พ.ศ. 2532 เกิดมหาวาตภัย “ไต้ฝุ่นเกย์” ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดที่พี่น้องแถบนี้ประสบภัยธรรมชาติในครั้งนั้น ส่งผลต่อทรัพย์สินของพี่น้อง รวมทั้งสภาพป่าที่กลายเป็นป่าเสื่อมโทรม หลังจากนั้น เอกชนจึงเข้าดำเนินการปลูกยางพาราเป็นส่วนใหญ่ ส่วนชาวบ้านก็ทำไร่หาเลี้ยงชีพตามยถากรรม พอมาถึงปี พ.ศ. 2535 ก็เกิด พ.ร.บ.สวนป่าขึ้นมา โดยอนุญาตให้บุคคลเข้าไปบำรุงหรือปลูกสร้างสวนป่า หรือไม้ยืนต้น ในเขตป่าสงวนฯ เสื่อมโทรม
                    ชาวบ้านเริ่มอยู่อย่างไม่ปกติสุขใน พ.ศ. 2547-2548 เมื่อทางการให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มีอำนาจในการตรวจสอบการบุกรุก การใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวน ชาวบ้านเล่าว่า ทางการได้เข้ายึดพื้นที่โดยไม่ได้ตรวจสอบความเป็นมาเท่าที่ควร ในตอนนั้นมีผู้เดือดร้อน 100 กว่าครัวเรือน ถูกดำเนินคดี 10 กว่าราย มีทั้งที่จำคุกและเปรียบเทียบปรับ มีการหยิบยกปัญหานี้เข้าอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง จนหลายฝ่ายต้องหาทางแก้ปัญหา ส่งผลให้ชาวบ้านไม่ได้เป็น “ผู้ตั้งรับ” เหมือนสมัยก่อน โดยมีการนำเสนอข้อมูลไปยังหน่วยงานตั้งแต่ระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด จนเกิดการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคประชาชน ในปี พ.ศ. 2548 ส่งผลให้เกิดการเข้าตรวจสอบพื้นที่อีกครั้ง มีทั้งคนที่กล้าแสดงตัว และไม่กล้าแสดงตัว มติในครั้งนั้นให้มีการผ่อนผันแบบไม่มีกำหนด ชาวบ้านจึงสามารถเข้าเก็บพืชผลได้ เป็นการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าให้ชาวบ้านได้ในระดับหนึ่ง
                    ดูเหมือนว่าการดำเนินงานของรัฐก็ยังไม่ตอบโจทย์ชาวบ้านเสียทีเดียว เพราะหลังจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ก็ไม่ได้มีการระดมปัญหาแบบมีส่วนร่วม มีเพียงการทำแบบสำรวจ ชนิดสื่อสารทางเดียวปราศจากข้อเสนอแนะจากชาวบ้านผู้เดือดร้อน
                    จนมาถึงปี พ.ศ. 2557 มีคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ คำสั่งในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการตรวจยึดพื้นที่จากชาวบ้านถึง 6 จุด รวมแล้ว 400 กว่าไร่ ซึ่งชาวบ้านก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขา “ไม่ใช่นายทุน” มาคราวนี้ พวกเขาจึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย กับหน่วยงานรัฐ จนผลักดันออกมาเป็นคำสั่งจังหวัดชุมพรที่ 0358/2559 เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ข้อมูลรายละเอียดการครอบครองที่ดินของรัฐ โดยมีทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เดือดร้อนเป็นคณะทำงานร่วมกัน
                    ความหวังของคนสลุย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหา สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลสลุย พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาไม่สนับสนุนนายทุน พวกเขาอยากได้ความยั่งยืน พวกเขาอยากทำงานร่วมกับรัฐในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาระบบการแก้ไขปัญหานั้น ประชาชนจะตกอยู่ในสถานะเป็นผู้รับมากกว่าที่จะแสดงความคิดเห็นหรือการประชาคมร่วม แต่ในวันนี้ถือได้ว่าประชาชนมีโอกาสลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง โดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีให้ทุกคนมาพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเข้าใจ
                    สุดท้ายชาวบ้านหวังลึกๆ ว่า ข้อตกลงร่วมกันในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างภาคประชาชนกับรัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อคนสลุยจะมีความมั่นคงยั่งยืนในอนาคตด้วย
———————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : คนสลุยเข้มแข็งด้วยเวที ‘สภา’ แก้ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น

Published July 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223592

หลากมิติเวทีทัศน์,สิ่งแวดล้อม,สตรี

การศึกษา-สาธารณสุข  :  6 มี.ค. 2559

ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น

หลากมิติเวทีทัศน์ : ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล

                      จากอดีตที่ผ่านมา ผู้หญิงหรือสตรีมักเป็นฝ่ายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาย ไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพอย่างที่ควรจะได้รับ การถูกกดขี่ข่มเหง และการเอารัดเอาเปรียบที่มีต่อสตรีในสังคมได้กลายเป็นแรงผลักดันให้สตรีส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม
                      “วันสตรีสากล” จึงเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของนานาชาติ มีความเป็นมาย้อนหลังร้อยกว่าปีตั้งแต่ปี 2453 องค์การสหประชาชาติ ได้รับรองให้ วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการ และต่อมาในปี 2454 ประเทศสมาชิกได้เริ่มการเฉลิมฉลองวันสตรีสากลเป็นครั้งแรก
                      สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มจัดงานวันสตรีสากลอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2532 ซึ่งในโอกาสวันสตรีสากลแต่ละปี นานาประเทศต่างก็จัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมฉลองบทบาทและความก้าวหน้าของสตรี
                      ประเทศไทยนั้นแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่ยังคงมีความท้าทายอีกหลายด้านที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย การเพิ่มบทบาทสตรีในการเมืองและการบริหารการพัฒนาศักยภาพสตรีและการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ
                      นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่น่าห่วงใยคือ ปัญหาการตั้งครรภ์ในกลุ่มวัยรุ่นไทยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรในช่วงวัยรุ่นมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นอันดับ 3 ของโลก
                      เรียกได้ว่านอกจากวันที่ 8 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสตรีสากลแล้ว ยังเป็นวันที่ทุกคนต้องตระหนักถึงการปฏิบัติต่อสตรี ซึ่งการฉายภาพผู้หญิงไทยที่ต้องต่อสู้กับสารพัดปัญหายิ่งไม่พ้นความรุนแรง โดยถูกทำร้ายจากคนใกล้ตัว คนรอบข้าง สังคมที่ไม่เท่าเทียมจึงเป็นเรื่องที่ทรมานสำหรับผู้หญิงอย่างมาก
                      และจากการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตของ แม่วัยใส ซึ่งเขาเป็นผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตให้ฟังว่า เริ่มคบหากับอดีตแฟนมาประมาณ 1 ปี ช่วงแรกๆ ที่คบกัน ฝ่ายชายรักและให้เกียรติเอาใจใส่เป็นอย่างดี พอช่วงหลังเริ่มมีปากเสียงรุนแรง หึงหวง กล่าวหาว่าตนจะไปมีแฟนใหม่ อีกทั้งเมื่อทะเลาะกัน มักมีคนในครอบครัวฝ่ายชายคอยพูดจาเสียดสีมีอคติ แต่เพราะคำว่ารักอยากสร้างชีวิตคู่สร้างอนาคตไปด้วยกัน จึงต้องอดทน แม้จะทะเลาะกันหรือทำร้ายร่างกายรุนแรง แต่ถ้าเขามาง้อและขอโทษก็ใจอ่อนหายโกรธ
                      เธอระบุว่า จากการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงจนรับไม่ไหวทั้งตบตีชกต่อย ใช้มีดจี้คอ ผลักให้รถชน เหตุการณ์ล่าสุดถูกเตะเข้าที่ท้องอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล จากนั้นหมอจึงแจ้งว่ากำลังตั้งครรภ์ก็รู้สึกตกใจ ทำอะไรไม่ถูก และฝ่ายชายรับทราบแต่ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คือยังทำร้ายร่างกายเหมือนเดิม จึงเป็นเหตุให้ต้องแยกทางกัน และปัจจุบันเลิกกับอดีตแฟนกว่า 2 ปี ตอนนี้ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกสาววัย 1 ขวบด้วยตนเอง ตั้งแต่ช่วงที่ท้องจนทุกวันนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตนเป็นคนหาเอง โดยรับขนมมาขาย ยังโชคดีที่ได้รับคำแนะนำเสริมสร้างพลังใจจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลพร้อมทั้งช่วยติดตามคดีกระทำด้วยความรุนแรง กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ
                      “หนูผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายและลุกขึ้นมาเผชิญชีวิตใหม่ได้ และลูกก็เป็นพลังใจสำคัญให้สู้และอดทนกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หนูไม่เคยคิดที่จะทำแท้ง คิดเสมอว่าสามารถเลี้ยงลูกเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งอดีตแฟน แต่ที่ยังเสียใจจนทุกวันนี้คือหนูเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัว พ่อแม่คาดหวังว่าโตขึ้นจะเลี้ยงดูแลพ่อแม่ได้ แต่ความหวังของพ่อแม่ก็พังลง เพราะความรักวัยรุ่นที่ไม่พร้อมไม่ศึกษานิสัยใจคอกันให้ดี และสิ่งนี้จะเป็นบทเรียนชีวิตให้หนู จึงขอฝากแง่คิดกับทุกคนว่า ความรักมีได้แต่ต้องมีสติ ขอให้คิดถึงอนาคต คิดถึงคนในครอบครัว และหลังจากนี้หนูก็จะกลับมารักตัวเอง ตั้งใจเรียนต่อให้จบเพื่อที่จะได้มาเลี้ยงครอบครัวต่อไป” แม่วัยใสกล่าว
                      ขณะที่ อังคณา อินทสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลสะท้อนว่า ที่ผ่านมาผู้หญิงเข้ามาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิเพิ่มมากขึ้น เกือบทั้งหมดถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะที่ข้อมูลเมื่อปี 2557 ที่มูลนิธิสำรวจสถิติความรุนแรงในคู่รักวัยรุ่นหญิง ยังพบสถานการณ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากที่สุดยังคงเกิดจากตนเอง เพื่อน คนรู้จัก สาเหตุมาจากเจ้าชู้ คบหลายคน นอกใจ การดุด่า หึงหวง ใช้คำหยาบคาย ส่งเสียงดัง ตามด้วยทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนเหตุผลที่ผู้หญิงอดทนคือ ทนเพราะรัก ไม่กล้าบอกใคร กลัวพ่อแม่/ผู้ปกครองรู้ กลัวถูกทำร้ายซ้ำ และจากการเก็บสถิติที่มีผู้มาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิเมื่อปีที่ผ่านมามีสูงถึง 151 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี รองลงมาอายุไม่เกิน 20 ปี
                      นอกจากนี้ยังพบข้อมูลของสำนักการแพทย์กรุงเทพฯ มีผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายสูงถึง 1,251 คน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการกระทำด้วยความรุนแรง ยังส่งผลให้เกิดปัญหาในกลุ่มเยาวชน ทำให้ไม่ได้รับการศึกษาต่อ ขาดโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ
                      “ทางออกของผู้หญิง ควรรักตนเอง คนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อน ทั้งนี้ความรุนแรงของคู่รักวัยรุ่นป้องกันได้ด้วยการตั้งสติรอบคอบ อย่าใช้อารมณ์ ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง ออกจากพื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงขอรับการช่วยเหลืออย่าเก็บเรื่องไว้คนเดียว หลีกเลี่ยงการดื่มหรือเสพของมึนเมาทุกชนิด ซึ่งทำให้ขาดสติและเพิ่มดีกรีความรุนแรง นอกจากนี้ต้องเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญสังคมต้องปรับเปลี่ยนมายาคติความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่
                      “อย่างไรก็ตาม หากวัยรุ่นต้องเผชิญสถานการณ์เลวร้าย สามารถขอคำปรึกษาและขอรับการช่วยเหลือได้ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล โทร.0-2513-2889 ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ คนรอบข้างซึ่งต้องเข้าใจ และเอาธุระไม่วางเฉย จับสัญญาณขอความช่วยเหลือให้ดีๆ รับฟังให้กำลังใจและร่วมกันหาทางออกอย่างมีสติ” อังคณากล่าวทิ้งท้าย
—————————
(หลากมิติเวทีทัศน์ : ความรุนแรงต่อสตรี ที่สังคมไทยยังก้าวไม่พ้น : โดย…จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล)

%d bloggers like this: