หมอเกษตร

All posts tagged หมอเกษตร

เทคนิค การผลิตมะนาวนอกฤดูในกระถาง ทำได้ไม่ยาก

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

หมอเกษตรทองกวาว

เทคนิค การผลิตมะนาวนอกฤดูในกระถาง ทำได้ไม่ยาก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจปลูกมะนาวในกระถางไว้บริโภค และเพื่อใช้เป็นไม้ประดับ มีเพื่อนๆ บอกว่าทำได้ ผมอยากทราบวิธีทำให้ออกผลนอกฤดูอีกด้วย จึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรกรุณาแนะนำวิธีปลูกมะนาวดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผมเอง และผู้อ่านอยู่ทางบ้านนำไปปฏิบัติได้ ผมถือโอกาสขอบคุณคุณหมอเกษตร มาในโอกาสนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา สุขอนันต์ผล

เลขที่ 132/35 ถนนบางขุนนนท์ ตลิ่งชัน แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณวิทยา สุขอนันต์ผล

มักมีคำถามเสมอว่า ทำไม ต้องปลูกมะนาวในกระถาง คำตอบคือ ในชุมชนเมืองมักไม่มีที่พอที่จะปลูกลงดินได้ เริ่มจากเลือกกระถางเคลือบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 นิ้ว ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านใน เตรียมดินปลูกที่มีส่วนผสมของดินร่วนสะอาด กับ กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก อัตรา 3 : 1 และเติมปุ๋ยคอกเก่าเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดก้นกระถางด้วยเศษอิฐหัก หรือกระถางแตก ป้องกันไม่ให้ดินไหลออกจากกระถาง ใส่ดินผสมลงเกือบเต็มกระถาง นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่แตกกิ่งก้านมาก ถ้าเป็นกิ่งเดี่ยวยิ่งดี ฉีกถุงเพาะชำออก ระวังอย่าให้รากฉีกขาด ปลูกลงกลางกระถาง กลบดินปลูกพอแน่น แล้วผูกกิ่งมะนาวกับหลักไม้ ป้องกันต้นล้ม หรือลมพัดโยก รดน้ำพอชื้น อย่าให้แฉะ พันธุ์ที่ปลูกในกระถางได้ดี มี พันธุ์พิจิตร 1 แต่นิยมเรียกว่า แป้นพิจิตร จุดเด่นของพันธุ์พิจิตร 1 คือ ทนโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดีเยี่ยม มีระบบรากแข็งแรง ให้ผลดก ขยายพันธุ์ง่าย ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ ส่วนข้อด้อย มีเมล็ดมาก และต้องเก็บเกี่ยวที่อายุ 6 เดือน หลังออกดอก หากเก็บเร็วกว่า 6 เดือน เปลือกจะหนา และให้น้ำน้อย

การให้ปุ๋ย ระยะแรกให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 1 ครั้ง พร้อมรดน้ำตาม ครบ 6 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม อัตราเดียวกัน เพิ่มเป็น 2 ครั้ง ต่อเดือน ควรตระหนักเสมอว่า ให้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเป็นการดี

การให้น้ำ ให้วันละ 1 ครั้ง ในเวลาเช้าก็พอ ยกเว้นในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ยิ่งในเดือนเมษายนต้องพรางแสงให้ ถ้าปลูกน้อยกระถาง เย็บกระดาษหนังสือพิมพ์ต่อกัน 2 แผ่น คลุมทั้งต้นป้องกันใบไหม้ แล้วใช้แม็กซ์เย็บติดกับใบหรือกิ่งจนกว่าอากาศร้อนจะลดความรุนแรงลงแล้วจึงเก็บกระดาษออก เมื่อผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรกให้ป้องกันแมลงศัตรูด้วยน้ำยาฉุน โดยใช้ยาเส้น หาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไป ครึ่งซอง แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วคั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำสีชาใส่ลงในฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาวอีก 2 ฝาแม่โขง เขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นให้ทั่ว ใช้ควบคุมแมลงได้ทุกชนิด ทำได้ง่าย ราคาประหยัดและปลอดภัย

เมื่อต้นมะนาวมีอายุครบ 1 ปี ต้นเติบโตสูงขึ้น 120-150 เซนติเมตร และแตกกิ่งก้านออกด้านข้าง ระยะนี้ถ้าออกดอกต้องเด็ดทิ้ง เพื่อไม่ให้ติดผล แล้วแต่งทรงพุ่มให้สมดุลและสวยงาม หากเสียดายให้ตอนกิ่งออก นำไปใช้ขยายพันธุ์ หรือมอบเป็นของฝากให้เพื่อนบ้านยังไหว ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีอายุ 1 ปี 8 เดือน ถึง 2 ปี บังคับให้ออกดอกด้วยวิธีงดการให้น้ำ จนใบม้วนกรอบใกล้ตาย ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น และต้องคลุมปากกระถางด้วยพลาสติกใส ป้องกันน้ำฝนรั่วซึมลงไปในดินปลูก ครบกำหนดเปิดพลาสติกออก หว่านปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อกระถางเท่าเดิม โรยให้ทั่ว แล้วรดน้ำตามทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์ ต้นมะนาวจะออกดอกสะพรั่งให้เห็น ในกรณีปลูกพันธุ์พิจิตร 1 ต้องบับคับให้ออกดอกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนเมษายน ซึ่งในช่วงนั้นมะนาวจะมีราคาแพงมาก ระหว่างมะนาวติดผล อย่าให้ขาดน้ำ ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงผลให้สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จะยิ่งดี

หมั่นควบคุมแมลงศัตรูตามคำแนะนำข้างต้น คุณจะได้มะนาวนอกฤดูที่ปลูกในกระถางตามต้องการ ขอให้ใช้ความพยายามครับ สูตรนี้ผมลองถูกลองผิดมาเป็นเวลาถึง 7 ปี จึงได้ข้อมูลมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ หากสงสัยประการใด เขียนจดหมายสอบถามมาได้ตลอดเวลา ยินดีให้คำตอบเสมอครับ

เลี้ยงแค็กตัสแล้วเน่าตาย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อแค็กตัสต้นเล็กๆ สวยๆ น่ารัก มาจากร้านขายต้นไม้ ที่ใส่กระถางรูปทรง มีทั้งสี่เหลี่ยม และวงกลม ระยะแรกที่ซื้อมาก็ปกติดี ผมหมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการเน่าตาย และตายไปแล้วหลายต้น เสียดายมาก ดังนั้น ผมควรจะแก้ไขอย่างไร และทำอย่างไรต้นแค็กตัสที่เหลือจะดูดีเป็นปกติ มีวิธีการอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

สุรชัย วงศ์อนันต์ตระกูล

เลขที่ 62/23 ถนนประชาชื่น ซอยประชาชื่น 34 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

ตอบ คุณสุรชัย วงศ์อนันต์ตระกูล

แค็กตัส ที่นิยมปลูกกันอยู่ทุกวันนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ บ้างมีรูปทรงกลม มีกลีบซ้อน หรือกลมเกลี้ยง บ้างก็มีสีด่าง หรือสีสดใส บ้างก็มีขนอ่อนคล้ายขนนก หรือบางสายพันธุ์มีใบเรียงซ้อนสลับกันคล้ายกระทง มีให้เลือกซื้อหามาเลี้ยงดูกันได้ตามประสาของคนรักต้นไม้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงแค็กตัสได้งาม ดิน หรือวัสดุปลูก เป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนผสมง่ายๆ ที่มือสมัครเล่นใช้กันอยู่ ดินร่วนสะอาดบดและร่อน ถ่านไม้ใหม่ๆ ทับ บดให้เล็กพอดี ขุยมะพร้าว และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 3 : 1 : 1 ส่วนผสมนี้มีประโยชน์ช่วยให้วัสดุปลูกโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และมีธาตุอาหารบ้างพอประมาณ สำหรับมืออาชีพแล้วอาจเพิ่มเติมด้วยกระดูกป่น โดโลไมต์ และหินภูเขาไฟ แต่สำหรับมือสมัครเล่น ใช้สูตรที่ผมแนะนำให้ก็พอแล้วครับ แต่อย่าลืมปิดทับหน้าวัสดุปลูกด้วยหินเกล็ด เพิ่มความสวยงามขึ้นอีก กระถางสำหรับเลี้ยง เลือกตามความเหมาะสมของขนาดต้นแค็กตัส จะเหลี่ยม จะกลม ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ ปัจจุบัน นิยมกระถางพลาสติกมากกว่า หากต้องการจัดสวนหย่อมสวยๆ ก็มีกระบะไม้ให้เลือก

การให้น้ำ วิธีรดน้ำควรใช้ฝักบัวรด ให้น้ำจนเห็นว่าน้ำไหลหยดลงมาจากก้นกระถางให้หยุดทันที แล้วเว้นไปจนวัสดุปลูกแห้ง โดยใช้ไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งแทงลงในกระถาง เมื่อดึงไม้ขึ้นมาพบว่ามีวัสดุปลูกเปียกชื้นติดขึ้นมาด้วย ก็ยังไม่ต้องรดน้ำ รอจนแห้งสนิทดี การรดน้ำทุกวันทำให้ต้นแค็กตัสเน่าตาย ปลูกเลี้ยงแค็กตัส ต้องหัดเป็นคนขี้เกียจบ้างครับ โดยเฉพาะในฤดูหนาวเป็นระยะพักตัว งดน้ำได้หลายวัน

แสงแดด แค็กตัส เราคุ้นกันว่าเป็นพืชทะเลทราย แต่ความจริงแค็กตัสประดับ ต้องการแสงเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ต้องพรางแสงด้วยซาแรนสีดำ หากได้รับแสงมากเกินไปจะทำให้ผิวแค็กตัสไหม้ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือกระดำกระด่าง ไม่สวยงาม

ปุ๋ย ถ้าต้องการให้ต้นสมบูรณ์ ใส่ปุ๋ยละลายช้า หรือ ออสโมโค้ท สูตรเสมอ ขนาดกระถาง 2 นิ้วครึ่ง ใส่เพียง 4-5 เม็ด เดือนละ 1 ครั้ง ก็พอ

โรคแมลงศัตรูสำคัญ มีโรคราสนิม ทำให้ผิวเป็นสีสนิม ไม่สวยงาม ป้องกันไว้ดีกว่า ต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ระบาด เพลี้ยแป้ง ชอบดูดน้ำเลี้ยงทำให้ต้นทรุดโทรมและไม่สวยงาม เป็นแมลงมีขนฟู สีขาวคล้ายแป้งปกคลุมทั้งตัว เข้าอาศัยและดูดกินน้ำเลี้ยงตามซอกของต้นแค็กตัส ป้องกันไว้ก่อนเป็นการดี ด้วยวิธีหล่อขาโต๊ะด้วยน้ำ เหมือนหล่อขาตู้กับข้าวสมัยก่อน เพื่อไม่ให้มดคาบเพลี้ยแป้งมายังต้นแค็กตัส เนื่องจากมดกับเพลี้ยแป้งต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน มดขนย้ายเพลี้ยขับของเหลวออกมาเป็นอาหารอันโอชะของมด

หมั่นเอาใจใส่ดูแลต้นแค็กตัสอย่างสม่ำเสมอ หากวัสดุปลูกหมดสภาพแล้วให้เปลี่ยนใหม่ คุณจะได้แค็กตัสที่สมบูรณ์กลับมาเหมือนเดิม

ผลงานวิจัยของหมอเกษตร ทองกวาว หรืออาจารย์ประเวศ แสงเพ็ชร อดีตนักวิชาการ ของกรมวิชาการเกษตร

ความสมบูรณ์ของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ปลูกในกระถาง หมอเกษตรใช้เวลาวิจัยอยู่ 7 ปี

แม้ปลูกในกระถาง เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 15 นิ้ว ติดผลดก แถมถูกบังคับให้เก็บผลได้ในเดือนเมษายน

ผลมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 อายุ 3 เดือน หลังออกดอก เปลือกยังหนา น้ำยังน้อย ต้องเก็บอายุ 6 เดือน จะได้ผลดี

มะนาวปลูกในกระถาง อายุ 5 ปี รากอัดแน่น ฟื้นฟูไม่ได้ ต้องปลูกใหม่ทดแทน

สีแดง คือยิมโน คาไลเซียม หรือ ยิมโนด่าง กราฟต์ หรือต่อยอดบนต้นตอแก้วมังกร หรือโบตั๋น

แค็กตัสอีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันในปัจจุบัน

ความหลากหลายสไตล์ของแค็กตัสที่ตลาดโต๋หนาน เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ไปฝรั่งเศส เฉียดพระราชวังแวร์ซาย ชมตลาดขายส่งสินค้าเกษตร ที่กลางกรุงปารีส

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

หมอเกษตร

ไปฝรั่งเศส เฉียดพระราชวังแวร์ซาย ชมตลาดขายส่งสินค้าเกษตร ที่กลางกรุงปารีส

ฝรั่งเศส เป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของยุโรป รองจากประเทศรัสเซียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ฝรั่งเศส มีพื้นที่ของประเทศ 5.4 แสนตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อย ที่ 5.1 แสนตารางกิโลเมตร มีประชากร 56 ล้านคน ตามสถิติ ปี พ.ศ. 2548 เมืองหลวงคือ ปารีส สินค้าส่งออกที่สำคัญ มี รถยนต์ เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า สิ่งทอ สินค้าหนังสัตว์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล้าองุ่น และธัญพืช

สภาพภูมิประเทศ ทางภาคเหนือและตะวันตกเป็นที่ราบต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์สูง จึงเป็นแหล่งผลิตข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และหัวผักกาดหวาน ปศุสัตว์ มีการผลิตเนย จากทั้งนมวัว นมแพะ และนมแกะ ตามตำรับของท้องถิ่นอันขึ้นชื่อ ตามบริเวณไหล่เขา ตามริมฝั่งแม่น้ำต่างๆ มีการปลูกองุ่นคุณภาพ ใช้สำหรับผลิตไวน์ชั้นดี ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีพืชผัก ส้ม มะนาว แอพริคอต ข้าว แอปเปิ้ล เนคทารีน และลูกแพร์ เป็นตัวอย่าง

ก่อนไปดูตลาดเกษตร แวะไปเฉียดพระราชวังแวร์ซาย ก่อน ตัวอาคารก่อสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ใช้งบประมาณมหาศาลในการก่อสร้าง ที่ได้จากภาษีราษฎร ภายในสร้างอย่างวิจิตรพิสดาร โดยแบ่งเป็นห้องบรรทม ห้องเสวย และห้องรับแขก ประวัติความเป็นมาของพระราชวังเดิมแวร์ซาย เป็นเมืองเล็กๆ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาลำเนาไพร ย้อนไปเมื่อคราวที่พระเจ้าหลุยที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ พระองค์โปรดการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ จึงสร้างพระตำหนักเล็กๆ ขึ้นไว้เมื่อปี พ.ศ. 2167 ต่อมาพระเจ้าหลุยที่ 14 ได้ปรับปรุงพระตำหนักให้สวยงามยิ่งขึ้น ให้เป็นที่ประทับนอกกรุงปารีสอีกแห่งหนึ่งจนสำเร็จตามพระราชประสงค์ ในปี พ.ศ. 2204 พร้อมกับย้อนพระราชสำนัก และทำเนียบรัฐบาลมาประจำอยู่ที่พระราชแห่งนี้ ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยของพระเจ้าหลุยที่ 15 และ 16 ตามลำดับ

และแล้ว ในวันที่ 6 ตุลาคม 2332 กองทัพประชาชนได้บุกเข้ายึดพระราชวัง จับกุมพระเจ้าหลุยที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต และขับออกจากพระราชวังแวร์ซายไป ครั้งนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฝรั่งเศส ปัจจุบัน รัฐบาลเปิดให้ประชาชนเข้าชม นำเงินมาบำรุงพระราชวังให้สวยงามอยู่เสมอ

จากนั้น คุณปาสิตา แสงเพชร นักวิชาการ ขององค์การตลาดเพื่อการตลาด หรือ อ.ต.ก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาไปเยี่ยมตลาดขายส่งสินค้านานาชาติรังกิต ใจกลางกรุงปารีส มีการจัดแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ โซนเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนม และโซนปลาและอาหารทะเล การดำเนินงานของตลาด ผู้ประกอบการค้าส่ง 200 ราย จัดแสดงนิทรรศการผลไม้ไทยตามฤดูกาลที่ประเทศฝรั่งเศสมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ฝรั่งตาน้ำข้าวรู้จักผลไม้ไทยดีขึ้น แต่สำหรับชาวเอเชียที่ไปตั้งรกรากในประเทศฝรั่งเศสนั้น ชื่นชอบผลไม้ไทยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้ตระหนักเสมอว่า เราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสมาแล้วหลายครั้ง ดินแดนที่เสียไปเป็นพื้นที่หลายแสนตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย บันทายมาศ เป็นของกัมพูชา บริเวณอ่าวไทยเขมรส่วนนอก และเกาะอีก 6 เกาะ สิบสองจุไท ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และมณฑลบูรพา มี เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ อีกทั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ไทยได้ขับเคี่ยวกับฝรั่งเศส ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย คราวนั้นได้เห็นธาตุทรหดของนักรบไทยรบกับฝรั่งเศสอย่างถวายชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยจนยุติศึกลง สงครามครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2483 เสียดาย ตำราประวัติศาสตร์ไทยแทบไม่เคยเขียนไว้ให้ลูกหลานไทยได้ระลึกถึง เรื่องนี้ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง มีอะไรมามัดมือนักประวัติศาสตร์ไทยไว้ไม่ทราบครับ

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

หมอเกษตร ทองกวาาว

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมได้ยินคำว่า เอลนิโญ่ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของความแห้งแล้งมาเยือน ผมจึงเข้าใจเอาว่า เอลนิโญ่ เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอลนิโญ่คืออะไรกันแน่ และมีผลต่อสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างไร ขอคำอธิบายด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสเดียวกัน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา ทองวงศ์พันธุ์

เลขที่ 112/8 ถนนบางขุนเทียน ตลิ่งชัน แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณวิทยา ทองวงศ์พันธุ์

เอลนิโญ่ มาจากภาษาสเปน เขียนว่า Elnino เป็นชื่อหนูน้อยในพระคริสต์ ขออธิบายเพิ่มเติมครับ ตัว n ตัวนี้ เป็นภาษาสเปน ออกเสียง ญ หรือ ย ยักษ์ เสียงขึ้นจมูก ผมดูรายการทีวีหลายครั้ง เคยเห็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศออกเสียงว่า เอนนิโน่ ผมรู้สึกกระดากอายครับ พอเริ่มต้นก็จบเห่กัน มิใช่ว่าผมจะชื่นชมฝรั่งนะครับ แต่เรื่องภาษา มันต้องถูกต้อง แม่นยำ ยิ่งเป็นภาษาทางเทคนิคด้วยแล้ว ยิ่งควรระมัดระวังให้มาก

ก่อนเข้าถึง เอลนิโญ่ ขอให้ท่านจินตนาการผมมาประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรง แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก มี เอกวาดอร์ เปรู และชิลีบางส่วน ส่วนฝั่งซ้ายของมหาสมุทรแปซิฟิก มีประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว เขมร เวียดนามตอนใต้ รวมทั้ง ปาปัวนิวกินี และตอนเหนือของออสเตรเลีย มีมหาสมุทรแปซิฟิกกั้นกลาง เมื่อตีกรอบจะได้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ตามภาพประกอบ) โดยมีแนวเส้นศูนย์สูตรอยู่กลางสี่เหลี่ยมตามแนวยาว

การเกิดปรากฏการณ์ เอลนิโญ่

ด้วยอิทธิพลของลมสินค้า พัดพากระแสน้ำอุ่นที่ผิวหน้าของน้ำในมหาสมุทร จากฝั่งตะวันออกไปเก็บสะสมไว้ยังฝั่งตะวันตก ส่งผลให้อากาศร้อนอบอ้าว มีการก่อตัวของเมฆฝนอย่างหนาแน่น ทำให้ฝนตก น้ำท่วมหนัก ในขณะเดียวกันกระแสน้ำเย็นจากใต้สมุทร บริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลไปแทนที่ กระแสน้ำอุ่นที่ไหลไปรวมตัวกันที่ฝั่งตะวันตกที่กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้ฝั่งตะวันออกเกิดภาวะแห้งแล้งขึ้นอย่างรุนแรงอย่างผิดปกติ แล้วจะเกิดสลับกันไป คือฝั่งหนึ่งฝนตกหนัก อีกฝั่งหนึ่งเกิดภาวะแห้งแล้ง วงจรของความรุนแรงดังกล่าวจะเกิดขึ้นทุกๆ 4-6 ปี เมื่อนำรูปแบบของปรากฏการณ์ของเอลนิโญ่ไปซ้อนทับกับรูปแบบของ คุณสมพร อิศรานุรักษ์ สรุปว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี โดยแบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี และแล้งพอทนได้ 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เพียง 3 ปี ที่ผมนำมาเล่าให้ท่านได้รับทราบมาก่อนนี้ ปรากฏว่าซ้อนทับกันได้เกือบสนิทแนบอย่างไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยมีนักวิชาการเก่งๆ อยู่มากมาย แต่หาผู้บริหารเก่งๆ หยิบเอาข้อมูลดีๆ ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองนั้นหายากจริงๆ ครับ

ผมขอพาท่านย้อนยุคไปในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีบันทึกไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง เมื่อปี พ.ศ. 2434 ส่งผลให้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในปี พ.ศ. 2335 ทำให้เกิดมีการกักตุนข้าวขึ้น พระองค์ต้องตรากฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการเฆี่ยน 3 ครา แล้วแห่ประจานทางบก 3 วัน และทางน้ำ 3 วัน ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2386 เกิดภาวะแห้งแล้ง นาข้าวได้รับความเสียหาย พ่อค้าขายข้าวในราคาแพงอย่างไม่เป็นธรรม ขายในราคา สัดละ 1 บาท

ทำให้พสกนิกรของท่านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พระองค์ต้องนำข้าวจากฉางหลวงออกมาจำหน่ายให้พสกนิกรในราคา สัดละ 1 สลึงเฟื้อง เท่านั้น และในรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดภาวะแห้งแล้งในบางปี พระองค์ท่านจึงมีนโยบายสนับสนุนให้พสกนิกรชาวนา ขยายพื้นที่ปลูกข้าวอายุสั้น เช่น ข้าวไร่ เพราะเป็นข้าวประเภทใช้น้ำน้อย เตรียมไว้เพื่อชดเชยหากนาลุ่มที่อาจได้รับความเสียหาย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ได้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พสกนิกรได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา

ดังนั้น ฝนแล้ง น้ำท่วม เกิดขึ้นตามสภาพธรรมชาติ เราต้องเข้าใจในวงจรของมัน เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาที่ต้องเผชิญทั้งฝนแล้งและน้ำท่วม โปรดอย่าแก้ปัญหาไปวันๆ หรือปีต่อปี เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าไม่ฉลาดซ้ำซากนะจะบอกให้ แหล่งข้อมูลนำมาจากหนังสือพิมพ์ไทม์ พ.ศ. 2540 กรมอุตุนิยมวิทยา แผ่นพับ พ.ศ. 2539 และหนังสือแนวพระราชดำริ 9 รัชกาล กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2526 ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ

แมลงทอดกรอบ มีขายตลอดปี เขาเอามาจากไหน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบรับประทานแมลงทอดกรอบมาก เพราะรสชาติดี แต่ผมยังมีความสงสัยอยู่มานานแล้วว่า เหตุใดแมลงที่ใช้ทอดวางขายอยู่ทั่วไปได้ตลอดทั้งปี เขาเอามาจากไหน ผมคาดว่า เฉพาะบ้านเราไม่น่าจะมีมากมายขนาดนี้ สงสัยจริงๆ ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตร กรุณาให้คำตอบด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

อาวุธ เหล่าจินดาวงศ์

เลขที่ 72/21 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

ในโลกมนุษย์เรา มีแมลงอยู่หลายแสนชนิด บางชนิดอาศัยอยู่บนบก บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ บ้างก็ปีกแข็ง บ้างก็ปีกอ่อน บ้างก็มีปีกครึ่งแข็งครึ่งอ่อน เช่น แมลงดานา และมวนชนิดต่างๆ นอกจากนี้ นักวิชาการยังแบ่งแมลงออกได้ทั้งชนิดเป็นประโยชน์ และชนิดให้โทษออกจากกันอย่างชัดเจน ตามความเป็นจริง แมลงเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์อีกด้วย

ปัจจุบัน แมลงหลายชนิดที่มนุษย์เราสามารถเพาะเลี้ยงได้แล้ว ตัวอย่าง จิ้งหรีด แมงป่อง แม้แต่หนอนเยื่อไผ่ หรือรถด่วน ก็ทำได้ไม่แพ้กัน เมื่อคราวที่ผมเดินทางไปเยือนเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา มีโอกาสพักค้างคืนที่หลวงน้ำทา ชายแดนลาว-จีน ตลาดเช้าที่นั่นมีของป่าวางขายมากมายหลายชนิด มีทั้งรังผึ้งพร้อมลูกอ่อน หนอนเยื่อไผ่ หรือรถด่วน ที่ยังมีชีวิตอยู่ คืบคลานยั้วเยี้ยอยู่ในกระด้งไม้ไผ่สาน ค้างคาวตากแห้ง กระรอกย่างขึงพืดวางซ้อนกันเป็นตับ มีไว้ให้เลือกซื้อตามความพอใจ บางชนิดหาในบ้านเราไม่พบแล้ว

คำตอบของคุณอาวุธ ที่ถามว่า แมลงที่ขายอยู่ในตลาดทุกวันนี้ พ่อค้าไทยรับซื้อแมลงที่ยังมีชีวิตมาจากกัมพูชา และลาว รวบรวมเก็บไว้ในห้องเย็น แล้วทยอยนำออกขายให้ลูกค้าขาประจำเป็นระยะๆ เมื่อใกล้จะหมดก็ซื้อเข้ามาทดแทน ข้อมูลดังกล่าวได้จากการเสวนา เรื่อง แมลงเศรษฐกิจของไทย จัดโดย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อหลายปีก่อนครับ

พื้นที่สี่เหลี่ยมสีเขียว คือกระแสน้ำที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ฝั่งขวา มีประเทศเอกวาดอร์ เปรู และชิลีบางส่วน ทางฝั่งซ้าย ประกอบด้วยกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งปาปัวนิวกินี และออสเตรเลียตอนเหนือ

เตือนการเกิดเอลนิโญ่ที่มีผลมาถึงปัจจุบัน ผ่านสื่อมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2557

ไผ่ตายขุยที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นไผ่ป่าไม่ใช่ไผ่จีน ตามที่นักวิชาการบางคนเข้าใจว่า ตายเพราะหมดอายุขัย

อีกมุมหนึ่ง ที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ไผ่ตายขุย เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งติดต่อกันหลายปี

แมลงทอดกรอบหลากหลายชนิด มีวางขายทั่วไปตลอดทั้งปี

รังผึ้งพร้อมตัวอ่อน วางขายที่ตลาด แขวงหลวงน้ำทา ชายแดนลาวกับจีน

ตั๊กแตน เป็นเมนูเด็ดเมนูหนึ่งของแฟนผู้นิยมบริโภคแมลงทอดกรอบ

งูหลากหลายชนิดสำหรับดองสุรา พบได้ที่ตลาดเมืองเชียงรุ้ง จีนตอนใต้

หมอเกษตร ทองกวาว

Published August 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

หมอเกษตร ทองกวาว

ความหลากหลายของทุเรียนไทย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ประเทศไทย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้รสดี โดยเฉพาะทุเรียนนั้น มีมากมายหลายพันธุ์ ผมจึงอยากทราบว่า บ้านเรามีทุเรียนกี่พันธุ์ มีพันธุ์อะไรบ้าง และแต่ละพันธุ์นั้นมีลักษณะเด่นและด้อยต่างกันอย่างไร ผมขอเรียนถามเพื่อเป็นความรู้ และเมื่อแม่ค้าบอกว่าเป็นพันธุ์อะไรจะได้ตามทัน ผมถือโอกาสขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

ณรงค์ศักดิ์ เพชรวงค์สกุล

เลขที่ 213/8 ซอยลาดพร้าว 78 บึงทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ เพชรวงค์สกุล

ทุเรียน ได้รับสมญานามว่า คิงออฟฟรุต หรือ ราชาแห่งผลไม้ ต้องขอขอบคุณบรรพบุรุษเรา ที่ท่านได้คัดเลือก หรือภาษาวิชาการเรียกว่า ปรับปรุงพันธุ์ทุเรียน พันธุ์ที่ดีๆ ไว้ให้ลูกหลานได้ลิ้มรสเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าทุเรียนไทยมีทั้งหมดกี่พันธุ์ อย่างไรก็ตาม ดร. ทรงพล สมศรี อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ผล กรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวมไว้เพียง 20 พันธุ์ เท่านั้น เริ่มจาก

พันธุ์ชะนี มีเนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม เนื้อผลสุกอย่างสม่ำเสมอ เมล็ดลีบ เนื้อมาก เปลือกแกะออกง่าย ทนต่อโรครากเน่า โคนเน่า แต่ติดผลน้อย หากเก็บไว้นานกลิ่นจะยิ่งฉุน

พันธุ์ก้านยาว เนื้อละเอียด สุกแล้วไม่เละ เมล็ดโต แต่ติดผลดี เกิดอาการไส้ซึมง่าย

พันธุ์หมอนทอง เนื้อมาก แต่หยาบ สีเหลืองอ่อน เมล็ดลีบ กลิ่นไม่ฉุนมาก เนื้อไม่เละ ใช้แปรรูปได้ดี ติดผลดี แต่ใน 1 ผล สุกไม่สม่ำเสมอ และไม่ต้านทานต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์กระดุมทอง เป็นทุเรียนเป็นเบา เก็บเกี่ยวได้ภายใน 90-100 วัน หลังออกดอก ข้อด้อยคือ เมล็ดใหญ่ ไม่ทนต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์อีหนัก เนื้อสีเหลืองเข้ม เต็มพูดี ติดผลดก แต่เป็นพันธุ์หนัก เก็บเกี่ยวเมื่อ 140 วัน หลังออกดอก

พันธุ์กบพิกุล เนื้อสีเหลืองเข้ม ติดผลดี แม้ผลใหญ่แต่ได้เนื้อน้อย เพราะเปลือกหนา

พันธุ์กะเทย มีเนื้อมาก เมล็ดลีบ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อผลสีขาว ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจสำหรับนักบริโภคทุเรียน

พันธุ์ชมพูศรี เนื้อมากและละเอียด เหมาะสำหรับทำทุเรียนกวน ติดผลดี อ่อนแอต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์กบสุวรรณ เนื้อแห้ง ไม่เละ รสชาติหวานมัน พูเต็ม อัตราเมล็ดลีบไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์พวงมณี เนื้อสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อไม่เละ มีเมล็ดใหญ่ ติดผลน้อย และเนื้อไม่เต็มพู ต้านทานโรครากเน่า โคนเน่าได้ดี

พันธุ์นกหยิบ เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อเหนียว ละเอียด รสชาติดี เมล็ดใหญ่ มีเนื้อไม่เต็มพู

พันธุ์อีลีบ เมล็ดลีบ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหนา พูเต็ม ติดผลดี ทำให้ผลผลิตสูง

พันธุ์ย่ำมะหวาด เนื้อหนา เมล็ดลีบมาก แต่มีเนื้อหยาบ อ่อนแอต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์ฝอยทอง เนื้อสีเหลืองเข้ม รสชาติดี เมล็ดลีบในอัตราสูง เป็นพันธุ์อายุเบา เก็บเกี่ยวได้ภายใน 90 วัน หลังออกดอกและติดผลดก อย่างไรก็ตาม พันธุ์นี้จะให้ผลผลิตต่ำ

พันธุ์กบหน้าศาล เนื้อสีเหลืองเข้ม อายุเก็บเกี่ยว 100 วัน เมล็ดมีขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตสูง

พันธุ์กบแม่เฒ่า เนื้อสีเหลืองเข้ม พูค่อนข้างเต็ม ติดผลดี แต่อัตราให้เนื้อต่ำ ทนต่อโรครากเน่า โคนเน่าปานกลาง

พันธุ์กบตาขำ เนื้อสีเหลืองเข้ม อัตราเมล็ดลีบ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นแรง

พันธุ์ทองย้อยฉัตร เนื้อหนาเต็มพูดี ติดผลดี แต่เป็นพันธุ์หนัก เก็บเกี่ยวผลได้เมื่ออายุ 140 วัน หลังออกดอก

พันธุ์จันทบุรี 1 เป็นลูกผสมของชะนีกับหมอนทอง เนื้อแห้งค่อนข้างละเอียด สีเหลือง มีเส้นใยในปริมาณต่ำ เนื้อไม่เละ คงสภาพได้นาน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่ออายุ 105 วัน ผลขนาดปานกลาง อัตราเมล็ดลีบ ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นอ่อน และ

พันธุ์จันทบุรี 2 เป็นลูกผสมของชะนีกับพวงมณี ขนาดผลค่อนข้างเล็ก อายุเบา เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 95 วัน หลังออกดอก เนื้อสีเหลืองเข้ม รสชาติดี แต่มีกลิ่นอ่อน

ซึ่ง 2 พันธุ์หลังนี้ เป็นผลงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ของ ดร. ทรงพล สมศรี และทีมงาน สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ด้วยมีกลิ่นไม่อ่อน จึงมีโอกาสบุกตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลางได้อย่างแน่นอน

อัศจรรย์ใจ ไปดูเขาผลิตเกลือบนดอยสูง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจและอยากทราบว่า ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง แต่เหตุใดที่นั่นจึงสามารถผลิตเกลือเป็นอาชีพของชุมชนได้อีกอาชีพหนึ่ง ผมเคยอ่านหนังสือรู้ว่ามีการทำเกลือสินเธาว์เฉพาะที่ภาคอีสานเท่านั้น เหลือเชื่อจริงๆ ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอบคุณเป็นอย่างสูง

ขอแสดงความนับถือ

ชวลิต จันทร์ศิริวัฒน์

เลขที่ 152/8 หมู่ที่ 12 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

ตอบ คุณชวลิต จันทร์ศิริวัฒน์

ก่อนไปสัมผัสบ่อเกลือ ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มารู้จักจังหวัดน่านกันก่อนครับ จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของภาคเหนือไทย ตอนเหนือและตะวันออกของจังหวัดติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือประเทศลาวในอดีต อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ 675 กิโลเมตร มีแม่น้ำน่านไหลมาหล่อเลี้ยงชาวน่านมาแต่โบราณกาล อำเภอบ่อเกลือ เป็น 1 ใน 15 อำเภอของจังหวัดน่าน ระหว่างปี พ.ศ. 2511 ถึงปี พ.ศ. 2520 เคยเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับทั้งสองฝ่าย อำเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 45 กิโลเมตร เส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่และเนินเขา สูงชันพอประมาณ แต่เคี้ยว ระหว่างทางจะเห็นต้นชมพูภูคา ออกดอกสีชมพูให้เห็นในฤดูหนาว

มีข้อสันนิษฐานว่า หลายล้านปีก่อน อำเภอบ่อเกลือเคยเป็นทะเล แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดบริเวณใกล้เคียงจึงไม่สามารถผลิตเกลือได้อย่างบ่อเกลือ อีกทั้งยังไม่พบซากดึกดำบรรพ์ชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน จึงขอฝากผู้เกี่ยวข้องช่วยกันค้นหาข้อมูล เพื่อให้กระจ่างมากขึ้นก็จะดี ขอขอบคุณล่วงหน้า

วิธีผลิตเกลือ ชาวบ้านร่วมกันขุดบ่อในจุดที่มีน้ำเค็มจัด ลึกลงไปจากผิวดิน 4-5 เมตร เป็นบ่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาว 1.20 เมตร เท่ากัน กรุภายในด้วยแผ่นไม้เนื้อแข็ง ป้องกันดินถล่มลงไปปิดบ่อ แล้วทำนั่งร้านคร่อมบ่อน้ำเอาไว้ สูงประมาณ 2 เมตร เพื่อวางโอ่ง หรือตุ่ม ขนาดย่อมๆ จำนวนหลายใบ แต่ละใบมีท่อเอสล่อน ส่งต่อเข้าไปยังโรงต้มเกลือของใครของมันที่อยู่ไม่ไกล เสร็จเรียบร้อยชาวบ้านแต่ละเจ้าจะมาตักน้ำในบ่อ ด้วยวิธีผูกเชือกกับถังน้ำ สาวขึ้นลงด้วยมือ ใส่ลงในตุ่ม ปล่อยให้น้ำไหลจากที่สูงลงไปที่ต่ำกว่าเข้าไปยังโรงต้ม แต่ละเตามี 2 กระทะสำหรับต้ม เตาทำจากดินเหนียว โครงทำจากอิฐทนไฟ น้ำ 1 กระทะ ต้มเกลือได้ประมาณ 8-10 กิโลกรัม มีฟืนเป็นแหล่งให้ความร้อน ใช้เวลาต้มนาน 4-5 ชั่วโมง ดอกเกลือจะลอยขึ้นมาบนผิวหน้า คนทำเกลือจะตักดอกเกลือขึ้นจากน้ำ ใส่ในตะกร้าตาถี่ทำจากไม้ไผ่สาน แขวนไว้เหนือกระทะขึ้นไป ประมาณ 1 ฟุต ต้มไป ตักไปจนดอกเกลือหมด ทิ้งไว้จนเกลือสะเด็ดน้ำดี จะได้เกลือสินเธาว์สีขาวบริสุทธิ์ แล้วบรรจุลงในถุง ขนาดน้ำหนัก 3-5 กิโลกรัม นำไปจำหน่าย

ประโยชน์ของเกลือ นำไปใช้ประกอบอาหาร เป็นเครื่องประเทืองผิวสำหรับสตรี มีเกษตรกรบางรายนำไปใช้ในการกำจัดวัชพืชก็มี นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งของไทย นอกจากนี้ จังหวัดน่าน ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม และมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ แต่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีให้ทัศนา น่าน จึงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่น่าไปเยือน

ผลทุเรียนที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากเจ้าของสวน

ทุเรียนป่า แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพันธุกรรมทุเรียนไทย

ตลาดแต่ละแห่งนิยมบริโภคเนื้อทุเรียนแตกต่างกันไป ตัวอย่าง ตลาดอินโดนีเซีย นิยมบริโภคทุเรียนปลาร้า

บรรยากาศของหมู่บ้านผลิตเกลือ หลังคามุงแฝก กรุรอบโรงเรือนด้วยไม้ไผ่ขัดแตะอย่างมิดชิด

นั่งร้าน เป็นที่วางภาชนะใส่น้ำเกลือ แล้วปล่อยน้ำไปยังโรงต้ม อาศัยการไหลของน้ำจากที่สูงลงไปที่ต่ำกว่า

บ่อน้ำเค็มอยู่ใต้นั่งร้าน เพื่อสะดวกในการนำน้ำมาใส่ตุ่ม โดยใช้วิธีผูกเชือกกับถังน้ำแล้วสาวขึ้นมา

เตาต้มเกลือ ทำจากดินเหนียว อยู่ในช่วงพักและบำรุงรักษา เสียดายวันที่มาเก็บภาพเป็นวันหยุดงาน

ผลผลิตเกลือที่เตรียมบรรจุถุงส่งจำหน่าย ดำเนินการโดยกลุ่มแม่บ้านของชุมชน

ไปภูเรือ สัมผัสอากาศหนาว ชมดอกไม้สวย ชิมผลไม้แปลก ไวน์รสดี แล้วแวะไปกราบพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้าย

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

หมอเกษตร ทองกวาว

ไปภูเรือ สัมผัสอากาศหนาว ชมดอกไม้สวย ชิมผลไม้แปลก ไวน์รสดี แล้วแวะไปกราบพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้าย

เมื่อตอนวัยเด็ก ผมมีโอกาสติดตามญาติผู้ใหญ่ไปขายพลูที่ใช้กิน หรือเคี้ยวกับหมากที่ฝั่งลาว เนื่องจาก ปี พ.ศ. 2502 ประเทศลาว ประสบปัญหาอากาศหนาวจัด ทำให้ต้นพลูที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหายเกือบทั้งประเทศ พลูจากฝั่งไทยจึงขายดิบขายดีต่อเนื่องกันมาอีกหลายปี

การเดินทางจาก เมืองหล่ม หมายถึง อำเภอหล่มเก่า กับ อำเภอหล่มสัก ไปยังจังหวัดเลย ระยะทางเพียง 130 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาทั้งวัน และต้องผ่านบ้านภูเรือ การเดินทางแสนลำบาก ถนนหนทางยังไม่มี มีเพียงทางเกวียนกับทางลำคลองของรถลากซุงเท่านั้น ยิ่งการเดินทางในช่วงฤดูฝน รถทุกคันต้องใช้โซ่เหล็กขนาดใหญ่ผูกติดกับล้อรถ แปลงโฉมเป็นรถตีนตะขาบในทันที

มาจนถึงช่วงการสู้รบ ระหว่าง ตำรวจและทหารไทย กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในขั้นรุนแรง ในปี พ.ศ. 2511-2518 รัฐบาลไทยจึงสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน เชื่อมต่อถนนสายสระบุรี-หล่มสัก ไปยังจังหวัดเลย เพื่อส่งกำลังบำรุง หลังเหตุสู้รบสงบลง ภูเรือได้กลายเป็นแดนสวรรค์ของผู้คนเพียงชั่วไม่กี่ปี

ภูเรือ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 520 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีความสูง ตั้งแต่ 600 เมตร ไปจน 1,000 เมตรเศษ จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สถิติ ปี พ.ศ. 2517 ภูเรือมีอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศ ที่ -0.3 องศาเซลเซียส จนทำให้มีเกร็ดน้ำแข็งจับตัวกันเป็นแผ่นบางๆ ตามยอดหญ้าในตอนเช้า แหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งคือ ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ บริเวณโดยรอบเป็นลานหินปูนธรรมชาติ แซมด้วยทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบทิศทาง ยิ่งในฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ มาเฝ้าติดตามชมความสวยงามของพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าในตอนเช้ามืดอย่างเนืองแน่นเกือบตลอดฤดู

อาซาเลีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร ให้ดอกสีแดงและขาวสดใส อาซาเลียเป็นไม้ในสกุลเดียวกับกุหลาบพันปี แต่อาซาเลียออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ชอบอากาศเย็นและความชื้นสูง ถ้าอยู่ในร่มรำไรจะให้ดอกสีสวยงาม ส่วนกุหลาบพันปี เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 4-12 เมตร ออกดอกเป็นช่ออัดกันแน่น ต้นที่ขึ้นอยู่ระดับสูง 1,500 เมตร ส่วนใหญ่เป็นชนิดให้ดอกสีแดงสดใส แต่ชนิดที่ขึ้นอยู่ระดับสูง 3,500 เมตร ขึ้นไป จะให้ดอกสีขาวและชมพู ในประเทศไทยพบชนิดดอกสีแดง แหล่งใหญ่อยู่ที่ดอยอินทนนท์ ปัจจุบัน อาซาเลียมีการนำพันธุ์มาจากเนเธอร์แลนด์ ข้อดี ปลูกง่าย ออกดอกเก่ง

มะคาเดเมีย หรือ มะคาเดเมียนัท เป็นพันธุ์ไม้มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย แต่นำไปพัฒนาที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา นำเข้ามาทดลองที่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ชื่อจริงๆ เขาออกเสียง แม็คคาเดเมียนัท แต่เนื่องจากเมืองไทยเรียกชื่อผลไม้ ต้องมีคำว่า มะ นำหน้า อาจารย์ดำเกิง ชาลีจันทร์ นักวิชาการไม้ผล กรมวิชาการเกษตร จึงเสนอให้เรียก มะคาเดเมีย แทน ปัจจุบัน อาจารย์ดำเกิง ชาลีจันทร์ ท่านได้สละทางโลก เดินทางเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาพันธุ์มะคาเดเมียที่ปรับตัวได้ดีในประเทศไทย และรับรองเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรปลูกไปแล้ว 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เชียงใหม่ 400 พันธุ์เชียงใหม่ 700 และ พันธุ์เชียงใหม่ 1000 ทั้งนี้ ตัวเลขของแต่ละพันธุ์นั้นหมายถึงมีความเหมาะสมที่จะปลูกในระดับสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตามตัวเลขกำกับมา มีหน่วยเป็นเมตร

ภูเรือ เป็นแหล่งปลูกมะคาเดเมียได้ผลดีอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นที่ต้องการของต้นมะคาเดเมีย คือมีหน้าดินลึก ระบายน้ำได้ดี มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร ต่อปี ในฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส อย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างตาดอก ส่วนในช่วงอากาศร้อนไม่ควรมีอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้กะลาแข็งเร็ว ส่งผลให้ผลมีขนาดเล็ก และที่สำคัญในช่วงออกดอกควรมีความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์

ไวน์ เป็นนวัตกรรมที่พบโดยบังเอิญ เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งในยุโรป น่าจะเป็นฝรั่งเศสเจ้าตำรับ มีกระทาชายนายหนึ่ง นอนเล่นเพลินๆ อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะเคลิ้มหลับไป กลับได้ยินเสียงนกส่งเสียงร้องจ๊อกจ๊อก จอแจเป็นจ้าละหวั่น ผิดกว่าทุกวัน ชายหนุ่มเกิดความสงสัย จึงปีนขึ้นไปดูบนคบไม้ ทันใดนั้นเหลือบไปเห็นโพรงไม้ และพบว่าในนั้นมีน้ำสีเข้ม พร้อมกับมีผลไม้นอนสงบนิ่งอยู่ก้นโพรงไม้นั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้จึงใช้นิ้วมือจุ่มลงในน้ำ แล้วนำมาแตะที่ลิ้น ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง รู้สึกว่ามีกลิ่นและรสชาติดี เพื่อให้สะใจจึงม้วนใบไม้ตักขึ้นมาดื่มไปหลายอึก ผลปรากฏว่าร้อนวูบวาบขึ้นที่ใบหน้า จึงนำข่าวไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ไวน์จึงกำเนิดตั้งครั้งนั้นเป็นต้นมา หลัก ไวน์ ไม่ซับซ้อน นำน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ เติมยีสต์ลงไปให้ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ หมักจนได้ที่ไม่ต้องนำไปกลั่นแต่อย่างใด ก็นำไปดื่มได้ แต่รสชาติและกลิ่นจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้ผลิตแต่ละรายไป

ก่อนเดินทางกลับ แวะนมัสการ พระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย อยู่ไม่ไกลจากอำเภอภูเรือ พระธาตุศรีสองรักเป็นอนุสรณ์สถาน ทำขึ้นระหว่าง พระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา กับพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งล้านช้าง ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานว่า 2 อาณาจักรจะร่วมมือกันป้องกันการบุกรุกของพม่า ที่มีกองทัพที่แข็งแกร่ง โดยมี บุเรงนอง เป็นผู้นำในขณะนั้น พระธาตุนี้สร้างขึ้น ณ จุดกึ่งกลาง ระหว่าง แม่น่านกับแม่น้ำโขง เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2103 และไปเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2106 เป็นเจดีย์ชนิดก่ออิฐถือปูน สูง 19.19 เมตร กว้าง 10.89 เมตร รูปทรงคล้ายพระธาตุพนม พระธาตุศรีสองรักยังเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั้ง 2 อาณาจักร มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่ควรทราบ มีข้อห้ามไม่ให้สวมเสื้อผ้าสีแดงขึ้นไปกราบไหว้องค์พระธาตุ เพราะสีแดงหมายถึงเลือด เป็นการแสดงออกถึงความรุนแรง

ประเทศไทยเรา แม้มีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่ไพศาล แต่เรามีความหลากหลายของภูมิประเทศ ตั้งแต่ทะเลไปจนถึงภูเขาสูง โปรดให้ความรักกับแผ่นดินผืนนี้เถิดครับ อย่าอยากได้สมบัติของชาติมาเป็นของส่วนตัวเลย อย่าให้ลูกหลานออกมาด่าไล่หลังเลยครับ

สวัสดี

หมอเกษตร ทองกวาว

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค ปลูกสับปะรดสีให้งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหากับการปลูกสับปะรดสี ตอนซื้อมาจากร้านจำหน่ายต้นไม้ใหม่ๆ ก็สวยงามดี แต่เมื่อนำมาปลูกที่บ้านไม่นาน ต้นสับปะรดสีกลับไม่งาม ใบเปลี่ยนเป็นสีเขียวเกือบทั้งหมด เหมือนใบไม้ทั่วไป แม้จะรดน้ำ ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอก็ตาม ผมจะต้องทำอย่างไรจึงจะปลูกให้งามเหมือนตอนที่ซื้อมาจากร้าน แล้วผมจะคอยติดตามอ่านคำตอบในคอลัมน์หมอเกษตร นะครับ

ขอแสดงความนับถือ

กมล จันทร์โกมุต

เลขที่ 62/12 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

ตอบ คุณกมล จันทร์โกมุต

การปลูกสับปะรดสี หัวใจสำคัญอยู่ที่ วัสดุปลูก กาบมะพร้าวสับ นับว่าดีที่สุดสำหรับสับปะรดสี บางแห่งผสมเปลือกหอยนางรม ทุบให้แตกเป็นชิ้นเข้าไปด้วย เปลือกหอยช่วยทำให้วัสดุโปร่งมากขึ้น ขณะเดียวกันยังปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้กับสับปะรดสี ช่วยให้ผนังเซลล์ของสับปะรดสีแข็งแรง ไม่ปริแตกง่าย อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ แสงแดด การปลูกสับปะรดสีต้องพลางแสง 30-50 เปอร์เซ็นต์ การได้รับแสงเต็มที่ นอกจากจะทำให้ใบสับปะรดสีไหม้เกรียม และเปลี่ยนเป็นสีเขียว ปุ๋ย มีความสำคัญน้อยกว่า 2 ปัจจัยข้างต้น การให้ปุ๋ย แนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ใส่แต่น้อย แต่ต้องระวังอย่าให้ปุ๋ยไปสัมผัสกับใบหรือราก น้ำ ไม่ควรรดจนเปียกแฉะ หากเห็นว่าวัสดุปลูกยังชื้นอยู่ก็เว้นไปบ้าง

หมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ คุณจะได้สับปะรดสีสวยงาม ไม่แพ้กับตอนที่มาจากร้านใหม่ๆ ครับ

มะรุมอินเดีย ต้นสูง ผลดก

แต่กิ่งก้านเปราะ หักง่าย มีวิธีแก้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมได้รับเมล็ดพันธุ์มะรุมอินเดีย จากคุณหมอเกษตร ผมนำไปเพาะเมล็ดและปลูกในสวนใกล้บ้าน มะรุมพันธุ์นี้ให้ผลดกมาก แต่มีข้อเสีย คือมีต้นสูง กิ่งก้านเปราะ หักและฉีกง่าย ผมควรตัดแต่งอย่างไรจึงจะเก็บฝักได้สะดวก และกิ่งไม่ฉีกขาด หรือหักบ่อยๆ ผมขอคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทรงวุฒิ ธรรมวิโรจน์

เลขที่ 18/3 หมู่ที่ 8 ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก 65150

ตอบ คุณทรงวุฒิ ธรรมวิโรจน์

มะรุมพันธุ์อินเดีย เป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็วมาก หากไม่มีการตัดแต่งจะเกิดปัญหาอย่างที่คุณเล่ามา แต่ยังมีวิธีบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ด้วยวิธีตัดแต่งเริ่มจากระยะต้นกล้า ตัดต้นให้เตี้ยลงขณะลำต้นมีขนาดใกล้เคียงกับแท่งดินสอดำ หรือสูงประมาณ 70-100 เซนติเมตร เหลือความสูงไว้เพียง 25 เซนติเมตร ทาบริเวณรอยแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดงกินหมาก ป้องกันการคายน้ำและโรคศัตรูเข้าทำลาย อีกประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นตอจะแตกกิ่งหรือแขนงใหม่ออกมา 1-2 กิ่ง ดูแลจนครบ อายุ 3 เดือน นำปลูกลงดิน หรือปลูกลงในกระถาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ได้ กรณีปลูกลงดิน ขุดหลุมกว้าง และลึก 30-50 เซนติเมตร ผสมดินที่ขุดขึ้นมาด้วยแกลบดิบ ใบไม้แห้ง หรือกาบมะพร้าวสับอย่างใดอย่างหนึ่ง และปุ๋ยคอกเก่า อัตราเท่ากัน คลุกเคล้าจนเข้ากันดี เกลี่ยดินผสมกลับลงหลุม แต่งหน้าหลุมให้นูนเป็นหลังเต่า ปลูกต้นกล้าลงกลางหลุม กลบดินพอแน่น ผูกกับหลักไม้ป้องกันต้นล้ม แล้วรดน้ำตาม ระวังอย่าให้แฉะ กรณีปลูกลงในกระถาง ใช้ดินผสมสูตรเดียวกับปลูกลงดิน ปลูกต้นกล้าลงกลางกระถาง กลบพอแน่น ผูกกับหลักไม้ไม่ให้ต้นล้มหรือเอียงเวลาลมพัด หมั่นรดน้ำและใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราครึ่งช้อนโต๊ะ เดือนละครั้งก็พอ เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็น 1 ช้อนโต๊ะ ต่อครั้ง เห็นว่าต้นสูงขึ้นมาก ต้นเริ่มโอนเอน ตัดอีกครั้งให้เหลือความสูงไว้เพียง 80-100 เซนติเมตร อย่าลืมทารอยแผลด้วยปูนแดง หรือปูนขาว อีกไม่นานต้นจะแตกแขนงขึ้นมาใหม่ หากบำรุงให้ดี อีก 3-4 เดือน ต้นมะรุมจะแตกกิ่งออกมาใหม่และเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมให้ออกผล รวมเวลาแล้วมีอายุเพียง 7-8 เดือน ก็ให้ผลแล้ว

ท่านที่เคยเดินทางไปประเทศอินเดีย จะพบเห็นต้นมะรุมที่ปลูกไว้สองข้างทาง เหมือนกับบ้านเรานิยมต้นสะเดา หรือต้นหางนกยูงที่มีสีสันสดใสสวยงาม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี มะรุมที่อินเดียจะออกดอกบานสะพรั่ง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นร่องรอยการตัดแต่งกิ่งและต้น เช่นเดียวกับที่ผมเคยทดลอง แทบจะไม่ต่างกันเลยครับ

มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ยังไม่มีการรับรองพันธุ์

อยู่ระหว่างการวิจัย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในบริเวณบ้านหลายต้น และมีหลายพันธุ์ ผมมีความสนใจ และอยากทราบประวัติของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เพราะให้ผลดกและทนต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีมาก อีกหนึ่งคำถาม มีคนบอกว่า ปัจจุบันนี้ มีพันธุ์พิจิตร 2 ออกมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแล้ว จริงหรือไม่ประการใด ขอคำตอบด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสนี้เป็นอย่างสูง

ขอแสดงความนับถือ

นิวัฒน์ วงศ์พานิชการ

เลขที่ 25/11 หมู่ที่ 9 ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี 16000

ตอบ คุณนิวัฒน์ วงศ์พานิชการ

มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ยังไม่มีการรับรองพันธุ์แต่อย่างใด มะนาวพันธุ์ดีจากหลายคู่ผสม ของศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ที่มีลักษณะเด่นยังอยู่ระหว่างการวิจัย จึงสรุปว่า มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ของแท้ยังไม่มีครับ

ประวัติความเป็นมา ของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เป็นพันธุ์ลูกผสม ระหว่าง แม่แป้นรำไพ กับพ่อมะนาวน้ำหอม เริ่มทำการวิจัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2536 ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร และได้ผ่านการรับรองให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา ลักษณะประจำพันธุ์ การเจริญเติบโตทางลำต้นแผ่ออกด้านข้าง ใบรูปไข่ สีเขียวเข้ม กว้าง 0.3 เซนติเมตร และยาว 0.9 เซนติเมตร ผลเมื่อแก่เต็มที่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.0 เซนติเมตร รูปทรงแป้นเล็กน้อย เปลือกสีเขียว เนื้อผลสีเขียวอมเหลือง อายุเก็บเกี่ยว 5-6 เดือน หลังดอกบาน ใน 1 ผล ให้น้ำมะนาวได้ 20.50 ซีซี ลักษณะเด่นของพันธุ์ ต้านทานโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดี ต้นที่มีอายุ 4 ปี มีความสูง 219.00 เซนติเมตร เตี้ยกว่าพันธุ์แป้นรำไพเล็กน้อย ให้ผลผลิต เฉลี่ย 794 กิโลกรัม ต่อไร่ เหนือกว่าแป้นรำไพที่ให้ผลผลิตเพียง 104 กิโลกรัม ต่อไร่ น้ำหนักผล เฉลี่ย 67.20 กรัม ต่อ 1 ผล เป็นมะนาวที่ปลูกได้ดีทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ทั้งนี้ ต้องมีปริมาณอย่างพอเพียงตลอดฤดูปลูก นอกจากนี้ ยังเป็นพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง ทำให้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนได้ดี

ถ้าจะให้ผลผลิตได้คุณภาพ ต้องเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีอายุ 6 เดือน หลังออกดอก จะได้ผลขนาดใหญ่ เปลือกบางลง และมีน้ำมาก และที่สำคัญสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่าย สำหรับพันธุ์พิจิตร 2 ต้องคอย อีกไม่นานครับ

ข้อคิดเห็นจากผู้อ่านทางบ้าน

Published May 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

หมอเกษตรทองกวาว

ข้อคิดเห็นจากผู้อ่านทางบ้าน

ถึง กองบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ผมติดตามอ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมานานแล้วครับ ทุกคอลัมน์เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ และความรู้ที่มีประโยชน์มาก ผมทำสวนอยู่ที่ บ้านธารชะอม หมู่ที่ 6 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบัน ผมมีอายุ 57 ปีแล้ว อยากเรียนท่านว่า เกษตรกรที่นี่ใช้สารเคมีในการเกษตรกันมาก จะเห็นว่าทุกบ้านมีเครื่องฉีดพ่นสารเคมีกันทุกครัวเรือน เวลานี้ที่สวนของผม ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ เพราะไม่เคยใช้สารเคมี ร่วม 10 ปี มาแล้ว เหมือนผมยกป่ามาไว้ในสวนนี่แหละครับ ผมปลูกทุกอย่างที่กินได้ มีทั้ง ไผ่ ลำไย และต้นสัก ปัจจุบัน เนื้อไม้สามารถนำมาปลูกบ้านได้แล้ว หากทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านผ่านมาที่จังหวัดสุโขทัย ผมขอเรียนเชิญมาเยือนสวนผมบ้าง ยินดีต้อนรับ ขอบคุณและสวัสดีครับ

สมบัติ วงค์ใจดำ

เลขที่ 102 หมู่ที่ 3 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย 64150 โทร. (098) 816-7880

ตอบ คุณสมบัติ วงค์ใจดำ

นี่เป็นมุมมองอีกมุมหนึ่ง จากผู้อ่านทางบ้านที่เป็นชาวสวน ประสบความสำเร็จในอาชีพ และมีความสุข ขอขอบคุณ คุณสมบัติ วงค์ใจดำ เป็นอย่างสูง หากมีโอกาส ทางกองบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะแวะมาเยี่ยมเยียนครับ

การไว้ผลขนุน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกขนุนไว้หลายต้นในสวน การเจริญเติบโตดีพอสมควร ปัจจุบัน มีอายุ 3-4 ปี ให้ผลผลิตบ้างแล้ว ผมยังขาดความเข้าใจการดูแลรักษาเมื่อให้ผลผลิต ว่าจะต้องตัดแต่งกิ่งและการไว้ผล ควรปฏิบัติอย่างไร โดยจะไว้ผลกี่ผลต่อต้น จึงจะได้ผลที่สมบูรณ์เต็มที่ ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วรพงษ์ เหล่าพงษ์พันธุ์

เลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ซอยสมเด็จ 15 ถนนสมเด็จ ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000

ตอบ คุณวรพงษ์ เหล่าพงษ์พันธุ์

ขนุน เป็นไม้ผลที่ออกผลตามกิ่งก้านและลำต้นเช่นเดียวกับทุเรียน และลองกอง ซึ่งแตกต่างจากไม้ผลอื่น ไม่ว่าจะเป็น ลำไย เงาะ มังคุด และมะม่วง เป็นไม้ออกผลที่ปลายกิ่ง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งขนุน จึงมีความสำคัญมาก การตัดแต่งกิ่งเริ่มเมื่ออายุครบ 2 ปี โดยตัดแต่งให้เหลือกิ่งหลักไว้เพียง 3-4 กิ่ง ในลักษณะสมดุลของทรงพุ่ม อายุย่างเข้าปีที่ 4-6 ขนุนจะให้ผลผลิตได้เต็มที่ ควรตัดแต่งผลขณะผลเท่าขวดน้ำอัดลมขนาดเล็ก เหลือผลที่สมบูรณ์ไว้ ต้นละ 10 ผล ก็พอ

ต่อจากนั้น ห่อผลด้วยถุงปุ๋ยเก่า หากเป็นถุงตาข่ายไนล่อนที่ผลิตมาสำหรับป้องกันแมลงเจาะผลจะยิ่งดี ที่สำคัญแหล่งปลูกขนุน ต้องมีน้ำอย่างพอเพียงตลอดปี จึงจะปลูกขนุนได้ผลดี

แก้วมังกร มีหลากหลายสายพันธุ์

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ไม่นานมานี้ ผมอ่านหนังสือ เห็นภาพผลไม้ชนิดหนึ่ง ดูภายนอกคล้ายสับปะรด แต่ภายในผลที่ผ่าออกมา เหมือนกับแก้วมังกรไม่มีผิด ผมเกิดความสงสัย จึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า ผลไม้ชนิดนี้ใช่แก้วมังกรหรือไม่ มีแหล่งปลูกและตลาดสำคัญอยู่ที่ไหน ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

วสันต์ พิพัฒนชัยกุล

เลขที่ 121 ซอยลาดพร้าว 72 แยก 5 ถนนลาดพร้าว แขวง/เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณวสันต์ พิพัฒนชัยกุล

แก้วมังกร ที่เล่ามา มีแหล่งปลูกอยู่ที่ เม็กซิโก โคลัมเบีย และกัวเตมาลา แก้วมังกรในกลุ่มนี้ เรียกว่า พิทยา อมาริลลา (Pitaya amarilla) พิทยา ระบุว่าเป็นภาษาสเปน แต่ในหลายประเทศเรียกว่า ดรากอน ฟรุต (Dragon Fruit) ทั้งในที่ไต้หวัน ออสเตรเลีย และหมู่เกาะโอกินาวา ส่วนในอเมริกากลาง เรียกว่า มะเดื่อกระบองเพชร (Cactus figs) หรือ พิทยา ดรากอน ฟรุต (Pitaya Dragon Fruit) ก็เรียกกัน เมื่อสอบถามผู้ที่เคยรับประทานแก้วมังกรในกลุ่มนี้ หลายท่านบอกว่า รสชาติหวาน และมีกลิ่นหอมกว่ากลุ่มที่ปลูกในบ้านเรา คือมีรสชาติผสมกัน ระหว่าง แตงโม กับ กีวีฟรุต ในอีกมุมหนึ่งของโลก คือที่ประเทศอิสราเอล กำลังเร่งพัฒนาแก้วมังกรในท้องถิ่นอย่างเอาจริงเอาจัง คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาชมและชิม

อย่างไรก็ตาม แก้วมังกรผลสีแดง เนื้อสีขาว ประกอบด้วยเมล็ดสีดำเล็กๆ ได้กลายเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพของบ้านเราไปแล้วครับ

ปลูกบัวในอ่าง ไม่งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบปลูกบัว เพราะเห็นว่าสวยงาม แถมในกระถางมีน้ำ เมื่อตั้งไว้หน้าบ้าน ท่านบอกว่า จะให้ความชุ่มฉ่ำ ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยในบ้าน ผมซื้อบัวมาจากร้านขายต้นไม้ ระยะแรกก็งามดี แต่อีกไม่นาน กลับออกดอกน้อยลงและขนาดก็เล็กลงไปด้วย ผมขอเรียนถามว่า ผมควรบำรุงและต้องดูแลอย่างไร จึงจะให้สวยงามใกล้เคียงกับตอนที่มาใหม่ ขอคำแนะนำครับ

ขอแสดงความนับถือ

อนุชิต เพ็งสมาน

เลขที่ 172/8 หมู่ที่ 15 ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000

ตอบ คุณอนุชิต เพ็งสมาน

การปลูกบัวในอ่าง ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมกระถาง หรืออ่าง ให้มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่บ้าน นำกะละมังพลาสติกสีเข้ม ใส่ดินเหนียวแล้วปลูกบัว วางลงในอ่างได้พอดี แล้วเติมน้ำให้ท่วมกะละมัง วัตถุประสงค์เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในอ่างปัจจัยสำคัญ ต้องให้บัวได้รับแสงแดดอย่างน้อย วันละ 4-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ปลูกบัวในกะละมังที่ใส่ลงในอ่างมีขนาดเล็ก รากบัวไม่สามารถหยั่ง หรือแพร่กระจายออกไปหากินได้ไกล ทำให้อาหารในอ่างถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบัวแสดงออกให้เห็นว่าเริ่มโทรม

จำเป็นต้องให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือสูตรใกล้เคียง ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดเท่าหัวแม่มือ ม้วนหรือพับให้แน่น อัดลงดินใกล้โคนต้น หรือกอบัวพอประมาณ ปิดทับด้วยดินเหนียวที่ปลูกบัว ป้องกันไม่ให้ห่อปุ๋ยลอยขึ้นมาจากดิน ทำเช่นเดียวกันรอบกอ 3 จุด ก็พอ ใส่เดือนละครั้ง และควรเปลี่ยนน้ำทุกเดือน หากปฏิบัติตามคำแนะนำ บัวที่ปลูกจะออกดอกสวยงามให้ได้ชมครับ

การตัดแต่งกิ่งขนุน เริ่มทำเมื่อย่างเข้าปีที่ 2 ให้เข้ารูปทรงสวยงาม

ต้นขนุน อายุ 4 ปี มีการไว้ผลต้นละไม่เกิน 10 ลูก (ขอบคุณสวนขนุน กาญจนบุรี ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล)

การห่อผลป้องกันหนอนเจาะผล และช่วยให้ผิวเปลือกสวยงาม

ตลาดขายส่งผลไม้สดในยุโรป

ผลแก้วมังกรเปลือกสีเหลือง เป็นพันธุ์ท้องถิ่นในแถบเม็กซิโก โคลัมเบีย กัวเตมาลา

ผลแก้วมังกร หรือ พิทยา (Pitaya) ลูกผสมพันธุ์ใหม่ ที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรป

ดอกบัวกำลังเบ่งบานในกระถาง

บัวมีหลากสายพันธุ์ บัวที่ปลูกในกระถางมีพื้นที่จำกัด การให้ปุ๋ยจึงยังมีความจำเป็น

ตื่นตาตื่นใจ ที่ไวสาลี และ กุสินารา

Published May 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

หมอเกษตร ทองกวาว

ตื่นตาตื่นใจ ที่ไวสาลี และ กุสินารา

พักที่วัดไทยนาลันทา 1 คืน รุ่งเช้าหลังจากปฏิบัติภารกิจต่างๆ รวมทั้งทำบุญตักบาตรที่วัดจนเป็นที่เรียบร้อย ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมือง ไวสาลี ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี ของชมพูทวีป ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า ไพสาลี ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาครั้งแรกเมื่อพรรษาที่ 5 ระหว่างการเดินทาง มีการหยุดแวะพักรับประทานอาหารว่าง และเข้าห้องน้ำห้องท่า ที่วัดไทยกำลังก่อสร้างอีก 2 แห่ง กว่าจะถึงไวสาลี ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย จุดหมายแรกที่ไปคือ พระราชวังของพระเจ้าอโศกมหาราช มีซากสิ่งก่อสร้างเหลือไว้ให้เห็น เป็นเนินสูงขนาดใหญ่ ก่อด้วยอิฐ เหลือเป็นรูปทรงหลังเต่า มีกำแพงเมือง และคูน้ำล้อมรอบ มีการขุดพบประตูเมืองโบราณ ล้อรถของนักรบ พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นกษัตริย์ครองราชที่เมืองปาฎลีบุตร พระองค์ทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้า กรำศึกษามายาวนานหลายปี ส่งผลให้พระองค์รู้สึกรุ่มร้อนและไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ในพระราชวังบนที่สูง ได้ทอดพระเนตรเห็นเณรน้อยรูปหนึ่ง มีนามว่า นิโครธ ท่าทางเดินสงบเสงี่ยม สำรวมกริยา ใบหน้าอิ่มเอิบ เป็นสง่าน่าเลื่อมใส จึงให้เสนาบดีนิมนต์เณรน้อยเข้ามาในพระราชวัง แล้วสอบถามว่า ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงมีอาการสำรวมและมีใบหน้าแจ่มใสยิ่งนัก เณรน้อยตอบพระองค์ไปว่า ข้าพเจ้าเป็นสามเณร บวชเรียนในพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ละเว้นการทำความชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชได้สดับฟัง ด้วยคำสอนของพระพุทธองค์เพียงประโยคสั้นๆ แต่สามารถทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ต่อมาทรงประกาศตนเป็นพุทธมามกะโดยสมบูรณ์ ต่อมาทรงทำนุบำรุงพระศาสนาด้วยการพระราชทานทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อสร้างสถูปเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชา รวม 84,000 แห่ง ทุกแห่งมีการประดับเสาหิน ทรายสีแดงอมชมพู ความสูงเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20 เมตร น้ำหนัก ประมาณ 50 ตัน เป็นเสากลม ยอดประดับด้วยสิงห์ ในท่านั่งบนแท่นสี่เหลี่ยม วางทับบนหัวเสา รองรับด้วยบัวคว่ำที่สลักเสลาไว้อย่างสวยงาม จำนวน 84,000 ตัน เท่ากัน ปัจจุบัน รัฐบาลอินเดียได้นำเอารูปสิงห์บนยอดเสามาเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา เสาหินรูปสิงห์ เรียกขานกันว่า เสาอโศก หรือ เสาพระเจ้าอโศก เลือกใช้ตามความเหมาะสม ช่วงเวลาสำคัญของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่มีพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง ปี พ.ศ. 220-300 แต่ยังมีหลายตำราที่ยังขัดแย้งกันอยู่

แห่งที่สอง ปาวาลเจดีย์ เป็นสถานที่ปลงสังขารของพระพุทธเจ้า เจดีย์นี้ เหลือเพียงส่วนฐานและรูปปริศนาไว้ให้ปรากฏ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ วันหนึ่ง นายจุนทะ นิมนต์พระองค์ไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตน นายจุนทะได้ถวายอาหารที่มีชื่อว่า สูกรมัททวะ นามนี้มีการถกเถียงกันมาก แต่ท้ายที่สุด สรุปว่าเป็นอาหารที่ปรุงจากเห็ดชนิดหนึ่ง ที่เป็นผลให้พระพุทธองค์ประชวร ถึงกับ ทรงพระบังคนหนัก ออกมาเป็นโลหิต แม้พระองค์ประชวรอย่างหนักก็ตาม ก็ยังทรงปฏิบัติภารกิจของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมเข้าสู่การเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือเดือน 3 หรืออีก 3 เดือน ถัดไป พระองค์ทรงหยั่งรู้ด้วยพระองค์เอง วันนี้คณะเข้าพักค้างคืนที่วัดไทยไวสาลี

ตอนสายของวันรุ่งขึ้น เดินทางต่อไปยังเมือง กุสินารา ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 4 ชั่วโมง ขึ้นเหนือ ใกล้เขตแดนประเทศเนปาลเข้าไปทุกที กุสินารา มีหลายชื่อ กุสินศรี กุสิคราม และ กุสินคร ส่วน กุสินารา ออกเสียงตามภาษาบาลี กุสินารา เป็นที่ตั้งของ วิหารสาลวโนทยาน เป็นสถานที่ดับขันธ์ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มีรูปทรงคล้ายระฆังคว่ำ ปลายยอดมีฉัตรซ้อนกัน 5 ชั้น ทาด้วยสีเหลือง มีอาคารแฝดสร้างประชิดกัน หลังคาของอาคารทรงกระบอกวางในแนวนอน มีหน้าจั่ว 4 ทิศ เป็นวงกลม มีซี่ลูกกรงเป็นตาหมากรุก 4 เส้น เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ แกะสลักจากหินแกรนิต ปางปรินิพพาน ด้วยอาการหลับพระเนตร พระพักตร์อูม เศียรซ้อนทับฝ่าพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายวางเรียบตามพระวรกาย พระบาทอวบอูม พระพรรณรังสีไม่เปล่งปลั่ง แสดงให้เห็นว่าทรงปรินิพพาน เสด็จเข้าสู่ความดับสนิทอันเป็นนิรันดร์ รวมเวลาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ เป็นเวลา 45 พรรษา ในโอกาสนี้ ทุกคนในคณะเดินทางนั่งสวดมนต์ และนั่งสงบนิ่งรอบพระพุทธรูปเป็นเวลานานพอสมควร จึงรวมพลออกเดินทางต่อไปยัง มกุฎพันธนเจดีย์ เป็นที่ประชุมเพลิงของพระพุทธเจ้า ห่างจากวิหารสาลวโนทยาน เพียง 1 กิโลเมตรเศษ เท่านั้น ยังคงมีซากฐานเจดีย์ขนาดใหญ่เหลือไว้ให้พุทธศาสนิกชนไปกราบไหว้บูชา ใช้เวลาอยู่นานจนเกือบพลบค่ำจึงกราบลา วันนี้พักค้างแรมที่วัดไทยกุสินารา

การเดินทางไปถึงสถานที่สำคัญของพระพุทธศาสนาทุกแห่ง ทางคณะเดินทางจะพร้อมใจกันนั่งสวดมนต์ และทำสมาธิ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระวิทยากร ที่ท่านเดินทางมาศึกษาระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยพารานาสี ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนตามความเหมาะสม และนำสวดมนต์ทุกครั้งไป ผมจึงขอนำบุญในส่วนนี้มาฝากผู้อ่านทุกท่าน

พูดถึงคนอินเดียแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสังคมที่อยู่ง่าย กินง่าย และตายอย่างง่าย เริ่มจากที่อยู่ บ้านสร้างอย่างง่ายๆ หลังคาหน้าจั่วไม่มี เทเป็นพื้นเรียบ เพื่อใช้ตากฟางข้าว ไม้ฟืน หรือแม้แต่เสื้อผ้า อาหารการกินก็ง่าย จาปาตีกับแกงกะหรี่แขก พอเพียงแล้ว ที่ขาดไม่ได้คือ ชาข้นใส่นมสดในแก้วใบเล็ก ขนาดตวงเหล้า 1 เป๊ก ของบ้านเรา คนไทยเรียกว่า กำลังใจ แขกก็ออกเสียงพ้องกัน ส่วนเรื่องตาย ถือเป็นเรื่องธรรมดา ศพจะห่อหุ้มด้วยผ้าสีเหลืองแนบกาย ผูกเป็นเปราะกับแคร่ไม้เท่ากับศพ มีคานหาม 4-6 คน ขณะแห่เป็นขบวน เหนื่อยเมื่อไร หรือรถติดมากๆ จะวางศพลงบนถนน คนมีสตางค์จะนำไปเผาที่ริมแม่น้ำคงคา

ครั้งต่อไป ผมจะนำภาพเผาศพมาให้ชมกัน ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักนิยมนำไปเผาตามริมแม่น้ำ ลำคลอง ใกล้บ้าน ความง่ายๆ นี้เอง ที่ทำให้คนอินเดีย จำนวน 1,200 ล้านคน สามาถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ

เทคนิค การบำบัดของเสียจากชุมชน ด้วยวิธีธรรมชาติ

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค การบำบัดของเสียจากชุมชน

ด้วยวิธีธรรมชาติ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจจะหาวิธีกำจัดของเสียจากชุมชนที่ผมทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย หรือขยะของแข็ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษพืชผักต่างๆ ด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องลงทุนมาก โดยมีเป้าหมายอยากให้ชุมชนสะอาด น่าอยู่ ผมถือโอกาสขอบคุณในความกรุณาของคุณหมอเกษตร มา ณ โอกาสนี้

ด้วยความเคารพ

ศิริพงษ์ ศรีคำวงศ์

เลขที่ 28/3 หมู่ที่ 15 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว 27160

ตอบ คุณศิริพงษ์ ศรีคำวงศ์

ผมมีโอกาสไปเยี่ยมชมและศึกษางาน ที่ โครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ได้เห็นต้นแบบวิธีบำบัดของเสียจากชุมชนขนาดเล็กและขนาดกลาง หลายวิธีด้วยกัน แต่คราวนี้ผมขอนำตัวอย่างที่น่าสนใจมาเพียง 2 ตัวอย่าง เท่านั้น คือ

1. วิธีกำจัดขยะของแข็งที่เป็นเศษอาหาร ด้วยบ่อซีเมนต์ ขนาดประมาณ 2×4 เมตร ภายในบ่อรองพื้นด้วยทรายหยาบ เกลี่ยให้เรียบ เติมเศษอาหารประเภทพืชผัก และผลไม้ ปริมาณ 630-650 กิโลกรัม ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อบ่อ หว่านให้ทั่ว แล้วทับหน้าด้วยดินร่วน อีก 630 กิโลกรัม เกลี่ยให้เรียบ แล้วรดน้ำ ปริมาณ 100 ลิตร และรดเพิ่มเติมอีก 30 ลิตร ทุกๆ 7 วัน ปล่อยให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติช่วยย่อยสลายเศษอาหาร ภายใน 60 วัน จะถูกย่อยอย่างสมบูรณ์ เมื่อคลุกเคล้าวัสดุในบ่อให้เข้ากัน ก็สามารถนำไปใช้เพาะปลูกต้นไม้ได้ดี และ

2. ใช้หญ้า-กก กรองและดูดซับของเสียออกจากน้ำสกปรก ทำแปลง ขนาด 5×100 เมตร 4-5 แปลง โดยมีคันดินกั้นทุกๆ แปลง รองพื้นด้วยทรายหยาบ หนา 20 เซนติเมตร และทับด้วยดินร่วนผสมทราย อัตรา 3 : 1 หนา 50 เซนติเมตร ให้พื้นลาดเอียงไปตามความยาวของแปลง 1 เปอร์เซ็นต์ คิดง่ายๆ ด้วยระยะทาง 100 เมตร ให้มีระดับต่างกัน 10 เซนติเมตร ในแปลงย่อยแต่ละแปลงปลูกหญ้า และกก ชนิดต่างๆ ระยะปลูก 25×25 เซนติเมตร ต้องตัดแต่งทรงต้นทุกๆ 3 เดือน และรื้อทั้งแปลงปลูกใหม่ทุกๆ 5 ปี ปล่อยน้ำเสียเข้าแปลงพร้อมกันทุกแปลง อัตรา 150 ลิตร ต่อนาที หรือประมาณ วันละ 63 คิวบิกเมตร รักษาระดับน้ำไว้ที่ 15 เซนติเมตร กระบวนการบำบัดเริ่มขึ้น ที่ทรายจะดูดซับเอาฟอสฟอรัสจำนวนมากเอาไว้ ต้นหญ้า และ กก จะดูดไนโตรเจนที่มีมากจนทำให้เกิดพิษไปใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันแผงต้นหญ้า และ กก จะช่วยชะลอการไหลของน้ำ ทำให้สารแขวนลอยตกตะกอนลงพื้น จุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการออกซิเจนจะย่อยสลายตะกอนที่เป็นอินทรียวัตถุให้แตกตัวเป็นก๊าซระเหยไปในอากาศ ใช้ปั๊มน้ำสูบน้ำหมุนเวียนมาใหม่

ครบ 5 วัน น้ำจะสะอาดขึ้นจนสามารถปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย นี่คือ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทุกคนครับ ขอจงทรงพระเจริญ

ตอนกิ่งไม้ไม่ออกราก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหาขอเรียนถามว่า ผมเคยตอนกิ่งไม้หลายชนิดออกรากดีมาก เมื่อใช้ฮอร์โมนเร่งราก แต่ตอนนี้ฮอร์โมนที่ผมเคยใช้ไม่มีขายในตลาด ผมจึงตอนกิ่งไม้แล้วไม่ยอมออกราก หรือออกก็น้อยมาก ผมขอเรียนถามว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ผู้ถามจากทางบ้าน

เขตดุสิต กรุงเทพฯ

ตอบ ผู้ถามจากทางบ้าน

ก่อนอื่น ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูง ที่ทำ จ.ม. ที่คุณส่งคำถามมาได้หายไป แต่ผมยังจำเนื้อหาของคำถามได้ดี ผมขอตอบคำถามเลยครับ

การขยายพันธุ์พืช ทำได้ 2 วิธี คือ วิธีใช้เพศ กับ วิธีไม่ใช้เพศ วิธีแรกทำได้โดยการผสมเกสรระหว่างเพศผู้กับเพศเมีย เมื่อผสมเกสรแล้วรังไข่ของเพศเมียจะพัฒนาเป็นผลต่อไป ส่วนสำคัญในผลคือ เมล็ด เป็นส่วนที่สามารถใช้เพาะปลูกสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ข้อดีของการขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าว ลูกที่ได้จะมีความหลากหลายของพันธุกรรมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ ส่วนการขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ เช่น การตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด ทาบกิ่ง และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ข้อดี ทำได้ง่าย ได้ต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ในกรณีของคุณที่ตอนกิ่งไม้แล้วไม่ออกรากถ้าหากไม่ใช้ฮอร์โมนช่วยนั้น ขอให้คุณทดลองใหม่ ด้วยการใช้มีดคมและสะอาด ควั่น ลอกเปลือกไม้แล้วขูดเมือกออก ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามวันไปเลยก็ได้ ระวังอย่าให้แผลช้ำ เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป วัสดุตอนกิ่งแนะนำให้ใช้ขุยมะพร้าว หรือขี้เลื่อยใหม่ สะอาด มีความชื้นพอเหมาะ บรรจุถุงพลาสติกขนาดเล็ก ผูกปากถุงพอแน่น ผ่าถุงแล้วผูกกับกิ่งบริเวณรอยแผลให้แนบสนิทกันดี ภายในเวลา 21-22 วัน คุณจะได้กิ่งตอนที่สมบูรณ์

แต่หากต้องการความมั่นใจ ตามที่เคยใช้ฮอร์โมนช่วย คุณสามารถหาซื้อฮอร์โมนเร่งราก ซึ่งมีหลายยี่ห้อวางจำหน่ายตามร้านค้าวัสดุการเกษตรทั่วไป ซึ่งมีให้เลือกได้หลากหลายยี่ห้อ ขอให้โชคดีครับ

อ.ต.ก. นำผลไม้ไทย บุกฝรั่งเศส

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อ.ต.ก. หรือ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ไปจัดงานประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้ โครงการเมืองเกษตรสีเขียว ทั้งนี้ คุณธัญลักษณ์ เจริญปรุ รักษาราชการแทน ในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า อ.ต.ก. ร่วมกับภาคเอกชน จัดงานแสดงผลไม้ไทยขึ้นที่ Rungis Market ในย่านไชน่าทาวน์ ใจกลางกรุงปารีส การจัดงานครั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยให้ชาวฝรั่งเศสได้รู้จักกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้ทดลองวางจำหน่ายผลไม้ไทยในย่านธุรกิจซื้อ-ขาย ผลไม้ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส เพื่อแสดงให้ผู้ค้าและนักธุรกิจชาวฝรั่งเศสได้เห็นศักยภาพการตลาดของผลไม้ไทยในโอกาสเดียวกัน

การนำผลไม้ไทยไปแสดงในครั้งนี้ คุณดรรชนี แก้วสุริยะ หัวหน้ากลุ่มการค้าต่างประเทศและพัฒนาธุรกิจ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า ผลไม้ที่นำไปแสดงครั้งนี้ มี แก้วมังกร ลำไย ลองกอง มะม่วงน้ำดอกไม้ ทุเรียนแกะเปลือก มังคุด มะละกอสุก เงาะ สะละ และมะขามหวาน ส่วนผลไม้อบแห้ง มี ทุเรียนอบกรอบ มะม่วง สับปะรด และแคนตาลูป รวมน้ำหนักประมาณ 1 ตัน โดยคาดว่าผลที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ มีชาวฝรั่งเศสทั้งสัญชาติเอเชีย และชาวฝรั่งเศสแท้ ได้ลิ้มรสผลไม้ไทยไม่น้อยกว่า 1,000 ราย มีการเจรจาธุรกิจอย่างน้อย 5 ราย และจะมีนักธุรกิจเดินทางมาศึกษาตลาดผลไม้ไทยจำนวนหลายราย อ.ต.ก. จึงมั่นใจว่า กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะเป็นแหล่งระบายสินค้าประเภทผลไม้ของไทยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกร และของประเทศโดยรวม คุณดรรชนี แก้วสุริยะ กล่าวปิดท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

หมอเกษตร ทองกวาว

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

หมอเกษตร ทองกวาว

เคอร์คูมินอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ ในขมิ้นชัน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไม่นานมานี้ ในเนื้อหาบอกว่า ขมิ้นชัน มีสารที่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ครับ สารดังกล่าวคือสารอะไร ขอรบกวนคุณหมอเกษตร ช่วยกรุณาแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทวีวงศ์ อุณหวิทยา

เลขที่ 78/5 ถนนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ตอบ คุณทวีวงศ์ อุณหวิทยา

สารสำคัญที่พบในขมิ้นชัน คือ เคอร์คูมินอยด์ เป็นสารสีเหลือง ได้จากเหง้าของขมิ้นชัน ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ อนุมูลอิสระ กันครับ อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนเดี่ยวๆ อยู่ในภาวะไม่คงตัว ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี อนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้จากอาหารหลายประเภทที่มนุษย์บริโภคเข้าไป สารเคมีกำจัดแมลง เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในอาคารบ้านเรือนทั่วไป รวมทั้งควันบุหรี่ที่อยู่ใกล้ตัวคุณด้วยละ ในสภาวะปกติ อนุมูลอิสระที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะถูกกำจัดโดยสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เมื่อใดปริมาณของอนุมูลอิสระมากเกินกำลัง สารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดได้ อนุมูลอิสระเหล่านั้นจะทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้น เช่น อาการปวดเมื่อย โรคเกี่ยวกับหัวใจ ปริมาณคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ที่เป็นโรคร้ายคร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ของโรคร้ายทุกชนิด ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ร่างกายของมนุษย์สร้างขึ้น หรือเพิ่มเติมจากภายนอก จะทำหน้าที่ป้องกันการเข้าทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย และซ่อมแซมส่วนของเซลล์ที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลาย

จากผลงานวิจัยขององค์การเภสัชกรรม พบว่า สารเคอร์คูมินอยด์ที่ได้จากเหง้าของขมิ้นชัน สามารถลดอาการโรคสมองเสื่อม ใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบ ช่วยยับยั้งการเกิดฝี หนอง เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย และที่สำคัญคือมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ อย่างไรก็ตาม การนำสารสำคัญในขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ในด้านสุขภาพ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ครับ

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าว จี.ไอ. ไปแล้ว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบความเป็นมาของข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เพราะเคยเห็นนำไปแสดงที่ห้างแห่งหนึ่ง และยังระบุว่าเป็นข้าว จี.ไอ. ผมเกิดความสงสัย ครั้นจะไปถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทันกาล เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปทำธุระที่อื่น ผมจึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร เพื่อขอทราบรายละเอียดครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วิทย์ วงศ์ทองสุข

เลขที่ 48/2 หมู่ที่ 11 ตำบลมะลิวัลย์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000

ตอบ คุณวิทย์ วงศ์ทองสุข

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง มีปลูกกันมากในบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี มานานกว่า 200 ปี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเสาไห้ ในอดีตชุมชนแห่งนี้มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกันอย่างคึกคัก จนเกิดท่าน้ำเจ๊กเฮง เจ๊กเฮง เป็นพ่อค้าชาวจีน เมื่อปลดระวางตนเอง จึงมอบหน้าที่ให้ เจ๊กเชย ผู้เป็นน้องชาย ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมสินค้าทุกประเภท ทั้งของกิน ของใช้ และเสื้อผ้า เหมือนร้านขายของชำทั่วๆ ไป เจ๊กเชยค้าขายมาหลายปี สังเกตเห็น ข้าวก้นจุดพันธุ์หนึ่ง เมื่อนำมาหุงต้มแล้วรสชาติดี ข้าวขึ้นหม้อ เป็นตัว ไม่เละหรือแฉะ เมื่อนำมาทำข้าวราดแกง ที่สำคัญเก็บไว้ค้างคืนก็ไม่บูดเน่าเสีย จึงแนะนำให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ก้นจุดนี้ แล้วนำมาแลกสินค้าจำเป็นอื่นๆ พร้อมให้ราคาแพง ต่อมาเกษตรกรจึงปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวมากขึ้น แล้วเรียกว่า ข้าวพันธุ์เจ๊กเชย ส่วนเสาไห้นั้น มาเพิ่มเติมในภายหลัง จุดเด่นอีกประการหนึ่ง เมื่อนำแป้งข้าวไปทำเส้นขนมจีน หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว จะได้เส้นเหนียว นุ่ม และไม่ขาดง่าย

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือข้าว จี.ไอ. หรือ G.I. Rice (Geographic Indication Rice) ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา ความสำคัญของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เน้นการผลิต และการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นหลัก สินค้าต้องเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีคุณภาพดี ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในต่างพื้นที่ เห็นหรือยังครับว่า ข้าวไทยเราไปไกลในระดับอินเตอร์แล้วครับ

ลิลลี่ ปลูกได้ดีบนที่สูง ที่มีอากาศหนาวเย็น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากจะปลูกต้นลิลลี่มาก เพราะเห็นว่ามีดอกสวยงาม และอายุการใช้งานของดอกได้นาน ผมอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี จะปลูกได้หรือไม่ ผมยังขาดความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ จึงขอเรียนถามว่า การปลูกและการดูแลรักษานั้น ต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผลดี ขอคำแนะนำครับ

ขอแสดงความนับถือ

ณัฐวุฒิ ทรงบดี

เลขที่ 132/3 สี่แยกไทรโยคใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 71150

ตอบ คุณณัฐวุฒิ ทรงบดี

ลิลลี่ เป็นพืชเมืองหนาว เมื่อนำมาปลูกเมืองไทย จึงต้องการอากาศหนาวเย็น ในเวลากลางคืนที่ 13-18 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น แหล่งปลูกต้องอยู่บนที่สูง หรือระดับน้ำทะเลปานกลาง อย่างน้อย 400 เมตร ขึ้นไป ดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรด ด่าง ระหว่าง 5.5-7.5 และต้องมีน้ำอย่างเพียงพอ

พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก นำเข้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีดอกสีขาว แดง และชมพู เป็นพันธุ์คาซาบลังก้า อาคาบูโก้ ไทยเบอร์ และซิมปลอน กลุ่มนี้มีดอกใหญ่ มีกลิ่นฉุน และ กลุ่มที่สอง นำเข้าจากญี่ปุ่น และไต้หวัน มีดอกสีขาว ครีม ส้ม ชมพู และแดง ดอกมีทั้งชนิดจุดประและไม่มี เช่น พันธุ์พราโต้ และโซลีมิโอ้

ลิลลี่ ปลูกได้ 2 ช่วง ในรอบ 1 ปี คือ ช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนตุลาคม ต้องทำโรงเรือนพร้อมหลังคาพรางแสง 70-75 เปอร์เซ็นต์ พร้อมหลังคาพลาสติกกันฝนอีกชั้นหนึ่ง ส่วนช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ดินปลูก จัดสัดส่วนให้ดินร่วน สะอาด ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกเก่า และแกลบดิบ อัตรา 2 : 1 : 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่องกว้าง 1 เมตร สูง 30 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับความต้องการ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หัวพันธุ์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และแตกหน่อแล้ว ยาว 2.5 เซนติเมตร ขนาดหัวใกล้เคียงกับหอมหัวใหญ่ ใช้ระยะปลูก 15×15 เซนติเมตร เปิดหลุมลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร ความกว้างพอวางหัวลงได้สะดวก กลบพอแน่น ให้หน่อโผล่พ้นดิน พร้อมรดน้ำตาม เมื่อตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 500 กรัม ต่อ 100 ตารางเมตร แบ่งใส่ 2 ครั้ง ทุก 7 วัน อัตราเท่ากัน และรดน้ำตาม จากนั้นให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ทุกเดือน จนถึงระยะใกล้เก็บเกี่ยว ส่วนอายุเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูก แต่เฉลี่ยอยู่ที่ 120-130 วัน การเก็บเกี่ยว เริ่มตัดดอกได้เมื่อดอกที่ 1-2 เริ่มเปลี่ยนสีที่สดใสขึ้น ตัดต้นเหนือพื้นดิน 5-7 เซนติเมตร ด้วยกรรไกรคม และสะอาด สำหรับโรคที่พบเสมอ คือลำต้นเน่าเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการเกิดแผลที่ลำต้น ต่อมาใบเหลืองและหักโค่น ป้องกันโดย อย่าให้น้ำขังแปลง เมื่อพบน้ำท่วมขังให้ระบายออกทันที หากพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนนำไปเผาทำลาย แล้วโรยทับหลุมด้วยปูนขาว การระบาดของโรคจะหมดไป

ส่วนที่กาญจนบุรี อากาศหนาวเย็นไม่พอสำหรับปลูกลิลลี่ ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามที่ กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในวันและเวลาราชการ

%d bloggers like this: