หมอเกษตร

All posts tagged หมอเกษตร

ตุรกี ดินแดนแห่งสองทวีป

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

หมอเกษตร ทองกวาว

หมอเกษตร ทองกวาว

ตุรกี ดินแดนแห่งสองทวีป

เมื่อไม่นานมานี้ ตุรกี มีข่าวครึกโครมเกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหาร โดยกลุ่มทหารของตุรกีเอง แต่การปฏิวัติครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้คณะปฏิวัติกลายเป็นกบฏไปทันที ข่าวดังกล่าวทำให้ทั่วโลกหันไปมองตุรกีว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม มารู้จักกับประเทศตุรกีกันดีกว่า ตุรกี เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีแผ่นดินอยู่ในสองทวีป โดยพื้นที่อยู่ในทวีปเอเชีย 97 เปอร์เซ็นต์ มีชื่อเรียกว่า อนาโตเลีย และอยู่ในทวีปยุโรป เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ แผ่นดินนี้เรียกว่า เทรช ปัจจุบัน มีกรุงอังตราเป็นเมืองหลวง ซึ่งในอดีต อิสตันบูล เคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน แต่กลายมาเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ อิสตันบูลเอง ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอีกคล้ายกัน โดยช่องแคบ บอสฟอรัส คั่นกลาง ตุรกี มีทะเลล้อมรอบ 3 ด้าน ทะเลดำอยู่ตอนเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนขนาบทั้งทิศตะวันตกและทิศใต้บางส่วน ตุรกีมีแผ่นดินที่ติดต่อกรีซ บัลกาเรีย ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนทางตะวันออกติดกับจอร์เจีย และด้านใต้ติดกับซีเรีย และอิรัก

ในอดีต ตุรกีถูกยึดครองโดยกรีก โรมัน เปอร์เซีย ไบเซนไทน์ และจักรวรรดิออตโตมัน จึงได้หลอมรวมเอาวัฒนธรรมจากยุคต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วส่งต่อให้เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองมาในยุคปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นในตุรกีคือ เมื่อปี พ.ศ. 2466 มุสตาฟา คาเมล ประธานาธิบดีคนแรกของตุรกี ได้ย้ายเมืองหลวงจากอิสตันบูลไปยังกรุงอังการา พร้อมกับตรากฎหมายให้บุรุษแต่งกายโดยไม่ต้องสวมหมวกแขก ส่วนสตรีให้เลิกใช้ผ้าคลุมหน้า และการแต่งกายสีดำ ยกเลิกตำแหน่งสุลต่าน เปลี่ยนตัวอักษรเดิมมาเป็นอาราบิก และใช้ปฏิบัติสากล ในครอบครัวให้บุรุษมีภรรยาได้เพียงคนเดียว ให้สตรีมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง และสามารถเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เท่าเทียมกับบุรุษ

เนื่องจากตุรกีมีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 783,562 ตารางกิโลเมตร ทำให้มีสภาพอากาศหลายแบบแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ปัจจุบัน ตุรกี มีประชากร 75.8 ล้านคน เป็นชนเผ่าเติร์ก 75 เปอร์เซ็นต์ และเคิร์ด 18 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นชาวอาหรับ ยิว กรีก และอาเมเนีย ประชากร 99 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาอิสลาม

ตุรกีปกครองในระบอบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และมีการเลือกตั้งทุกๆ 5 ปี แล้วประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตุรกีแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 7 เขต และมี 81 จังหวัด มีกรุงอังการา เป็นเมืองหลวง ธงชาติพื้นสีแดง มีพระจันทร์เสี้ยวและดาวขาว 1 ดวง อยู่กึ่งกลางของผืนธง หน่วยเงิน เรียกว่า ลีรา 1 ลีรา มีค่าเท่ากับ 13 บาท โดยประมาณ ธงประจำชาติมีพื้นสีแดง มีพระจันทร์เสี้ยวสีขาวกับดาวสีเดียวกัน 1 ดวง ประทับไว้ใจกลางผืนธง

ตุรกี เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาจากพื้นฐานการเกษตรกรรม สินค้าส่งออกที่สำคัญมี สิ่งทอ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และเหมืองแร่ ด้านสินค้าทางการเกษตร มี เชอร์รี่ เฮเซลนัท มะเดื่อฝรั่ง ทับทิม โดยเฉพาะทับทิมตุรกีส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีแตงโม แตงกวา มะเขือเทศ มะกอก อัลมอนด์ วอลนัท และถั่วเคี้ยวมันอีกหลากหลายชนิด หากใครไปตุรกีแล้วไม่ได้ลิ้มลองชิม โคลุ่ม ที่รู้จักกันดีในชื่อ เตอร์กิชดีไลท์ ถือว่าไม่ได้มาตุรกี โคลุ่ม ทำจากแป้งข้าวโพด ปรุงแต่งให้หยุ่นคล้ายเยลลี่ มีหลายสี หลากรส เคลือบด้วยน้ำตาลทรายที่บดเป็นผง แล้วตัดเป็นชิ้นแบบลูกเต๋า ขนาดเท่าหัวแม่มือ

ไปชมตลาดขายส่งผัก ผลไม้ BASSOY ใจกลางกรุงอิสตันบูล ตลาดเริ่มคึกคักในยามเย็นไปจนถึงพลบค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดิน พืชผัก ผลไม้ เริ่มทยอยส่งเข้ามาในตลาด เพื่อเตรียมไว้ซื้อขายในวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่แต่ละคนแสดงความเป็นมิตรไมตรีกับแขกผู้มาเยือน โดยภาพรวม การบรรจุหีบห่อและคุณภาพผลผลิตของพืชผัก ผลไม้ ใกล้เคียงกับมาตรฐานในตลาดยุโรป ทั้งนี้ พืชผัก ผลไม้ ในตลาดขายส่ง BASSOY กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ผลิตได้เองในประเทศ ตุรกีมีข้อได้เปรียบที่ตั้งอยู่ในเขต สภาพอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือมีอากาศอบอุ่น ประมาณ 6 เดือน มีฝนตกในฤดูหนาว ในฤดูร้อนอากาศร้อน แต่เป็นระยะเวลาสั้นๆ จึงส่งผลให้ตุรกีปลูกพืชได้หลากหลายชนิด จึงเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรเข้าไปยังตลาดยุโรป นำเงินตราเข้าประเทศปีละไม่น้อย

อนาคตประเทศไทยควรศึกษาหาข้อมูล เพื่อขอส่วนแบ่งการตลาดจากตุรกีที่มีความเป็นไปได้สูง

สวัสดี

Advertisements

เสียดาย ภูทับเบิก ที่เปลี่ยนไป

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

หมอเกษตร ทองกวาว

เสียดาย ภูทับเบิก ที่เปลี่ยนไป

การจัดระเบียบพื้นที่ภูทับเบิก เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราวที่สุดข่าวหนึ่งของไทยในรอบปี ภูทับเบิกในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าแม้ว แต่เขาเหล่านั้นพอใจที่จะให้เรียกว่า ม้ง มากกว่า ภูทับเบิก ขึ้นอยู่กับตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ดินแดนเหนือสุดของจังหวัดเพชรบูรณ์

หล่มเก่า เป็นอำเภอเล็กๆ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร เพียง 450 กิโลเมตร แต่กลับมีเอกลักษณ์ในทางภาษาและวัฒนธรรมไม่เหมือนกับหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเกือบทุกประการ ผมเองในฐานะที่เติบโตอยู่ในดินแดนดังกล่าว ได้พบเห็นม้งเดินลงจากดอยมาที่ตลาดหล่มเก่าเป็นกลุ่มเล็กๆ คราวละ 4-5 คน เป็นประจำ มีทั้งบุรุษและสตรี ที่ล้วนแต่งกายอย่างหยดย้อยและสวยงาม ในกลุ่มของสตรีจะนุ่งกระโปรงบาน ถักทอจากผ้าฝ้าย สั้นระดับเข่าพอดี พันหน้าแข้งด้วยผ้าสีดำ เหมือนการแต่งกายของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การเดินเหินจะโยกย้ายส่ายตะโพกมากกว่าคนพื้นราบ อาจเป็นเพราะว่าความเคยชินที่เดิมอยู่บนภูเขาก็ไม่น่าจะผิด ส่วนบุรุษ มีจุดเด่นอยู่ที่เสื้อกั๊ก ทำเป็นเอี๊ยม ประดับด้วยกระดุมเงิน กลม กลวง คล้ายกระดิ่ง ติดเป็นแถวจากอกซ้ายทะแยงลงไปเกือบถึงชายเสื้อ แถมยังแขวนแปรงสีฟันตรามือไว้บนอกเสื้อ เพื่อแสดงว่าฉันก็พัฒนาแล้วนะ รองเท้ายอดนิยมของชาวม้ง เรียกว่า รองเท้ายาง พื้นรองเท้าทำจากยางนอกรถยนต์ที่หมดสภาพแล้ว วัดและตัดให้เข้ากับรูปเท้าของแต่ละคน ส่วนที่หุ้มหลังเท้าและส้นเท้า ทำจากยางในรถยนต์ที่หมดสภาพแล้วเช่นเดียวกัน ตอกยึดติดด้วยตะปู ขนาด 1 นิ้ว จนแน่นหนา ใช้ใส่ขึ้นลงดอยได้เป็นอย่างสบายๆ มีคุณสมบัติทั้งให้ความยืดหยุ่น เกาะพื้นถนนดี การระบายอากาศเยี่ยม เปียกน้ำแล้วนำมาผึ่งสักพักก็แห้ง ที่ตลาดหล่มเก่ามีร้านรองเท้ายางอยู่ 2 ร้าน หากมีวัสดุพร้อม การตัดเย็บแต่ละคู่ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เสียดายที่ทุกวันนี้ไม่มีให้เห็นอีกเลย กู้ดบายรองเท้ายาง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในปี พ.ศ. 2505 เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ประจำปี ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้นัดเพื่อนอีก 2 คน เดินทางไปหมู่บ้านม้งที่ภูทับเบิก ปั่นจักรยานจากบ้านตอนเช้า มีแดดอ่อนๆ บรรยากาศกำลังดี ระยะทางถึงตีนเขา 7 กิโลเมตรเศษ ฝากจักรยานไว้กับผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นเริ่มเดินขึ้นเขาสูงชันตลอดเส้นทาง ที่ม้งใช้เดินขึ้นลงอยู่เป็นประจำ บางช่วงมีที่หยุดพักเหนื่อย ด้วยมีธารน้ำสายเล็กๆ น้ำใสสะอาด มีไว้ให้ดื่มแก้กระหาย และล้างหน้าล้างตา ช่วยลดความเหนื่อยล้าลงได้ บางช่วงมีทางเดินบนสันเขาแคบๆ เดินสวนกันไม่ได้ มองไปทางซ้ายและขวาเป็นเหวลึก โชคดีที่ม้งรักษาต้นไม้สองข้างทางเอาไว้ ช่วยพลางตาไม่ให้เกิดอาการหวาดเสียวเกินไป อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นรั้วกั้นไม่ให้ผู้สัญจรไปมาพลัดตกลงไปยังก้นเหว ด้วยวัยหนุ่มฉกรรจ์ เดินคุยกันไปในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่หมู่บ้านม้ง ที่ภูทับเบิก เมื่อเวลาบ่ายคล้อย แม้จะเป็นกลางเดือนเมษายนก็ตาม แต่ที่นั่นกลับมีอากาศเย็นสบาย เหมือนนั่งอยู่ในห้องแอร์เลยทีเดียว แต่อากาศสดชื่นกว่ากันเป็นไหนๆ พักผ่อนพอหายเหนื่อยก่อนไปพบผู้ใหญ่บ้าน และขออนุญาตเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็เดินทั่วทั้งหมด เสร็จภารกิจเรียบร้อย จึงเดินทางกลับ ขากลับเดินลงมาตามถนนลำลอง ที่กรมพัฒนาชุมชนทำไว้ เส้นทางลัดและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าขาขึ้น ถึงตีนเขาก็เลยเวลา 3 ทุ่มไปแล้ว โชคดีที่คืนนั้นมีพระจันทร์ส่องทางให้ ขอบคุณพระจันทร์ที่เป็นใจ

ม้ง หรือ แม้ว คุณขจัดภัย บุรุษพัฒน์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ทำการวิจัยเรื่องภูมิหลังของเผ่าม้งไว้อย่างน่าติดตาม แม้ว หรือ ม้ง มีถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ หรือแม่น้ำเหลือง มาเป็นเวลาหลายพันปี แต่เกิดความขัดแย้งกับจีนฮั่นอยู่เสมอ จึงถูกจีนฮั่นขับไล่ลงมาทางใต้ ม้งบางส่วนอพยพแยกย้ายกันไป บางส่วนยังปักหลักอยู่ในจีนตอนใต้ อีกส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายมายังเวียดนาม แต่เวียดนามอากาศชื้นเกินไป จึงเข้ามายังลาว บางส่วนอพยพต่อมาจนเข้าสู่ประเทศไทย แยกย้ายกันไปทำมาหากินบนดอยสูง

อากาศเย็นในระดับ 1,000-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของฝิ่นที่เป็นอาชีพสำคัญของม้ง ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พิษณุโลก และทางตอนเหนือของเพชรบูรณ์ ในประเทศไทยมีประชากรม้งในขณะนั้น ประมาณ 50,000 คน

การเลือกทำเลสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย เลือกพื้นที่อยู่ระหว่างขุนเขาสูง 3-4 ลูก ที่มีธารน้ำไหลผ่านมาหล่อเลี้ยงชุมชนของตนอย่างแน่นอน อีกทั้งภูเขายังเป็นปราการป้องกันลมพายุพัดกระหน่ำทำความเสียหายให้เกิดขึ้น และไม่เคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อนในบริเวณใกล้เคียง ต้องมีที่ราบ หรือที่ลาดชันไม่มาก เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและทำการเกษตรอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ม้งมักมีการอพยพย้ายถิ่นในทุกๆ 10-15 ปี สาเหตุพื้นดินที่ใช้ปลูกฝิ่นขาดความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งความเป็นอยู่ของม้งขาดหลักสุขอนามัย ทำให้มีการเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงขึ้น ในที่สุดจำเป็นต้องย้ายถิ่นออกไป

อาชีพสำคัญของม้ง คือการปลูกฝิ่น (อดีต) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวไร่ พืชผัก เช่น ผักกาดขาว และกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ยังมีอาชีพล่าสัตว์และเก็บของป่าไปพร้อมกัน ของกินของใช้ที่ม้งต้องการ มี เกลือทะเล ถ่านไฟฉาย ไม้ขีดไฟ น้ำมันก๊าด เสื้อผ้า และรองเท้า จากสถิติพบว่า สตรีสูงอายุเกือบทุกคนเป็นโรคคอหอยพอก เกลือทะเลที่อุดมไปด้วยธาตุไอโอดีน จึงเป็นที่ต้องการของม้งเป็นอันดับต้นๆ โดยประเพณีของม้งจะคัดเลือกผู้อาวุโสที่มีประวัติที่ดี ให้เป็นผู้นำหมู่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของลูกบ้าน ในระยะหลังเปลี่ยนเป็นการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านจากทางราชการ ม้งเป็นชนเผ่าที่ไม่มีศาสนา จึงนับถือผีมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2505 ต่อเนื่อง พ.ศ. 2506 มีนักศึกษาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เดินทางมาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชาวเขาเผ่าม้งที่บ้านภูทับเบิก โดยเช่าห้องพักอยู่ที่อำเภอหล่มเก่า ใช้รถสีเขียวแบบทหารขึ้นลงเขาอยู่ด้วยตนเอง ผมยังจำได้ว่า นักศึกษาคนนั้นชื่อ มร. เอิร์นเนส เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่น้อยกว่า 6 เดือน จึงเดินทางกลับประเทศ ไม่ทราบแน่ว่า มร. เอิร์นเนส ทำงานให้ ซีไอเอ หรือเปล่า ก็ไม่มีใครตอบได้ อยู่มาไม่นาน คะเนว่าน่าจะ 3-4 ปีต่อมา ม้งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เริ่มก่อหวอด ด้วยการเผาทำลายรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบของทางราชการจนเสียหาย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้าควบคุมสถานการณ์ ในที่สุดจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายม้งทั้งหมดลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เข็กน้อย พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับพิษณุโลกตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านภูทับเบิกได้กลายเป็นพื้นที่หอมหวานของคนท้องถิ่นและต่างถิ่นเข้ามาหาผลประโยชน์อย่างไม่มีขอบเขต

ดินแดนอันมีประวัติศาสตร์น่าบันทึกไว้ ผมเคยปรารภกับผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาแล้ว เมื่อ 30 ปีก่อน ว่า พื้นที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับนำมาพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยพืชเมืองหนาว เป็นแหล่งให้ความรู้กับคนท้องถิ่นและของประเทศโดยรวม แต่แล้วเรื่องก็หายเงียบไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่งฉันใด ขอเรียนท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ช่วยกรุณากันต่อๆ ไปด้วยว่า รัฐควรนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ามากกว่าในอดีตที่ผ่านมาจะดีไหม?

ด้วยความรัก เคารพ

หมอเกษตร ทองกวาว

แพคโคลบิวทราโซล สารต้องห้ามสำหรับขนุน

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

แพคโคลบิวทราโซล สารต้องห้ามสำหรับขนุน

หมอเกษตรทองกวาว

ถาม เรียนคุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความต้องการทำขนุนนอกฤดู เพื่อให้มีวางจำหน่ายในตลาดได้ยาวนานขึ้น เพราะว่าปกติขนุนมีวางจำหน่ายในตลาดเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น การทำนอกฤดูนั้น ผมจะใช้สารแพคโคลบิวทราโซลจะได้หรือไม่ และใช้อัตราเท่าไร และใช้ในช่วงเวลาใด ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุวิทย์ รัตน์พงษ์สกุล

เลขที่ 121/2 หมู่ที่ 3 ถนนพหลโยธิน ตำบลนครชุม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 62000

ตอบ คุณสุวิทย์ รัตน์พงษ์สกุล

ปีที่ผ่านมาพบว่า มีขนุนวางจำหน่ายในตลาดผลไม้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ปริมาณการผลิตลดน้อยตามไปด้วย อีกทั้งมีการส่งออกไปจีนและอินโดนีเซียอีกจำนวนหนึ่ง

แนวคิดของคุณสุวิทย์ ที่จะยืดเวลาการผลิตขนุนให้ยาวนานขึ้น ด้วยวิธีบังคับให้ออกนอกฤดูนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลกับขนุนนั้น เคยเกิดความเสียหายมาแล้ว ขอเล่าย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้พบเห็นสิ่งที่แปลกน่าฉงน มีเกษตรกรท่านหนึ่ง ใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ราดให้กับต้นมะม่วงเพื่อบังคับให้ออกนอกฤดู แต่ในสวนดังกล่าวเกษตรกรปลูกแซมด้วยต้นขนุน ซึ่งมีผลกระทบเมื่อขนุนแตกใบอ่อนออกมาใหม่ ใบเกิดมีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับมือของมนุษย์ที่แบคว่ำลง ที่ใต้ใบมีผลขนุนขนาดเล็กเท่าหัวแม่มือติดอยู่ตามแฉกของใบเต็มไปหมด ในที่สุดเกษตรกรต้องตัดต้นขนุนทิ้งไปหลายต้น

แพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่มีความสามารถในการยับยั้ง การผลิตฮอร์โมนจิบเบอร์เรลลิน ที่ทำหน้าที่ยืดความยาวของต้นไม้ ทำให้ต้นไม้ชะงักการเจริญเติบโตทางลำต้น รวมทั้งกิ่งและใบ แต่กลับไปกระตุ้นให้ต้นไม้ออกดอกได้ในชั่วระยะหนึ่งกับต้นไม้บางชนิด ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ต้นมะม่วง ปัจจุบัน มีการนำมาใช้กับมะนาวกันบ้างแล้ว แต่สำหรับขนุนเป็นสารต้องห้ามอย่างยิ่งยวด

เกษตรกรบางท่าน ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 0-52-34 ละลายน้ำ แล้วพ่นทั่วทรงพุ่ม นับว่าได้ผลดี แต่สำหรับความเข้มข้นและเวลาการฉีดพ่นนั้น ผมจะค้นคว้ามาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป โปรดติดตามครับ

ดาวกระจาย กับ ดาวเรือง

ล้วนมาจากเม็กซิโก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบปลูกต้นดาวกระจาย ทั้งสีชมพูและสีเหลือง เพราะปลูกง่าย ให้ดอกสวยงาม ดูแลรักษาก็ไม่ยาก ผมอยากทราบว่า ดาวกระจาย กับ ดาวเรือง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ที่สงสัยเพระมีชื่อขึ้นต้นด้วยดาวเหมือนกัน และไม้ทั้งสองเรานำเข้าจากที่ไหน ขอบคุณสำหรับคำตอบ

ขอแสดงความนับถือ

สุพจน์ วงศ์สุข

เลขที่ 138/7 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว 27160

ตอบ คุณสุพจน์ วงศ์สุข

ดาวกระจาย กับ ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน คือ คอมโพซิเต้ หรือ คอมโพซิเตอี้ (COMPOSITAE) ดาวกระจาย เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ใบสีเขียวแยกเป็นแฉก ออกดอกเดี่ยว มีก้านยาว ดอกมีหลายสี ตั้งแต่สีขาว เหลือง ชมพู และส้ม ดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 5 เซนติเมตร แต่ละดอกมี 8 กลีบ หรือ 8 แฉก ของปลายกลีบ เป็นรอยหยัก เจริญเติบโตดีในที่โล่งแจ้ง หากปลูกเป็นแถวเป็นแนว หรือเป็นกลุ่ม เมื่อออกดอกพร้อมกันแลดูสวยงามสะดุดตา ดาวกระจายชอบดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ดาวเรือง เป็นไม้ล้มลุกเช่นเดียวกับดาวกระจาย ต้นเป็นพุ่มเล็กๆ สูง 30-60 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับแต่ละพันธุ์ ใบเป็นฝอยสีเขียว ออกเรียงสลับกันเป็นคู่ ดาวเรืองมีหลากหลายสายพันธุ์ เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ ดอกมีทั้งชนิดกลีบซ้อน และไม่ซ้อน ดอกมีหลายสี เช่น สีเหลืองส้ม และแสด

ดาวเรืองออกดอกเก่ง และเป็นไม้ที่มีน้ำอดน้ำทนดี แม้ปลูกในเขตร้อน มีแดดจัดก็ยังให้ดอกได้ดี แต่ดินต้องอุดมสมบูรณ์ และไม่ต้องการน้ำมาก ปลูกง่าย การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดดีที่สุด แม้จะใช้วิธีปักชำได้ก็ตาม ทั้งดาวกระจายและดาวเรือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเม็กซิโกแหล่งเดียวกัน

ข้อคิด ก่อนร่วมปลูกไม้โตเร็ว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

มีเพื่อนของผมมาชักชวนให้ปลูกไม้ยูคาลิปตัส บอกว่าได้ผลดี มีบริษัทส่งเสริมการปลูกและรับซื้อคืน ได้เงินแน่นอน แต่ผมยังลังเลใจ เพราะไม่มีข้อมูล จึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจต่อไป ผมขอขอบคุณมาเป็นการล่วงหน้า

ขอแสดงความนับถือ

สุวัฒน์ กาญจนพงษ์

เลขที่ 325/3 ซอยลาดพร้าว 72 ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณสุวัฒน์ กาญจนพงษ์

ยูคาลิปตัส เป็นไม้โตเร็ว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปออสเตรเลีย ปัจจุบัน ภาคเอกชนของไทยได้พัฒนาพันธุ์ออกมาให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป เช่น ทำเสาเข็ม นั่งร้านในการก่อสร้าง เพื่อผลิตเยื่อกระดาษ ทำโครงสร้างหลักของบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่งเครื่องจักรและสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่สำคัญปรับปรุงพันธุ์สำหรับทำพื้นปาร์เก้ต์ของอาคารบ้านเรือนและสำนักงาน

ตัวชี้วัด ที่ช่วยในการตัดสินใจร่วมโครงการ อันดับแรก พื้นที่ใช้ปลูก ควรเป็นที่ว่างเปล่า ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ และ

อันดับต่อไป เงื่อนไขที่ตกลงกัน ให้ศึกษาอย่างละเอียด ผมทราบมาว่า บริษัทจะจัดหาต้นพันธุ์ให้ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำตลอดอายุการปลูก 1 รอบ เป็นเวลา 4 ปี จึงมีการตัดฟัน โดยบริษัทจะรับซื้อคืนทั้งหมด ในราคาที่ตกลงกันไว้ แล้วหักค่าใช้จ่ายทั้งราคาต้นกล้าและปัจจัยการผลิตอื่นๆ หากอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว ก็โอเค ได้เลยครับ

ต้นขนุนอายุ 4 ปี กำลังให้ผล

ขนาดผลขนุน น้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม

ต้นขนุนอายุ 2 ปี ยังไม่พร้อมให้ผลผลิต

ดาวกระจายสายพันธุ์ดอกสีชมพูกำลังบาน

ดาวกระจายออกดอกเก่ง และให้ดอกหลายรุ่น

ดาวเรืองสีเหลืองกำลังให้ดอก

ต้นยูคาลิปตัส หรือต้นกระดาษ ปลูกตามคันนา

แสดงลักษณะประจำพันธุ์ของต้นยูคาลิปตัส

แสดงความสวยงามของเนื้อไม้ยูคาลิปตัส

ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

หมอเกษตรทองกวาว

ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสงสัยว่า ข้าวญี่ปุ่น ลักษณะของเมล็ด สั้น ป้อม ไม่เหมือนข้าวบ้านเราที่มีเมล็ดยาว อยากทราบมีพันธุกรรมต่างกันอย่างไร ทำไม ข้าวญี่ปุ่นจึงให้ผลผลิตสูงมาก และจะนำข้าวญี่ปุ่นมาปลูกที่บ้านเราจะได้หรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุทธิ ศรีวงศ์พล

เลขที่ 175/18 ซอยพิบูลย์อุปถัมภ์ สามเสนนอก ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณสุทธิ ศรีวงศ์พล

ปัจจุบันในโลกเรา มีการบริโภคข้าวเพียง 2 ชนิด คือ ชนิดอินดิก้า (Indica Type) เป็นข้าวเมล็ดยาว อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ชนิดจาโปนิก้า (Japonica Type) เป็นข้าวเมล็ดสั้น

ข้าวอินดิก้า มีเมล็ดเรียว ยาว ปลูกและบริโภคในเขตร้อนชื้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ระบุว่า มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอัสสัม-ยูนนาน รอยต่อระหว่างจีนกับอินเดีย ลักษณะเด่นของข้าวชนิดนี้ มีใบสีเขียวซีด โค้งโน้มต่ำลง ไม่ตั้งตรง ลำต้นสูง และเป็นชนิดที่ตอบสนองต่อช่วงแสง คือจะออกดอกในช่วงฤดูหนาว ที่เวลากลางวันสั้นกว่าเวลากลางคืน ส่วนใหญ่จัดอยู่ในชนิดอินดิก้า ส่วน ข้าวจาโปนิก้า ปลูกอยู่ในญี่ปุ่น จีนตอนเหนือ ไต้หวัน และเกาหลี ลักษณะเด่นของข้าวชนิดนี้ มีเมล็ดป้อม สั้น ค่อนข้างกลม เมื่อหุงต้มแล้วไม่มีกลิ่น เกาะตัวกันคล้ายข้าวเหนียว ลำต้นเตี้ย ใบตั้ง แตกกอดี ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง แต่จะตอบสนองต่ออุณหภูมิ ตัวอย่าง เมื่อนำข้าวชนิดดังกล่าวมาปลูกที่สถานีทดลองข้าวบางเขน เขตจตุจักร ซึ่งมีอากาศร้อนกว่าที่ญี่ปุ่น ปลูกไปได้เพียง 45 วัน ข้าวก็จะออกดอก หากต้องการปลูกให้ได้ผลดี ต้องนำไปปลูกที่ภาคเหนือของไทย ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น

โดยธรรมชาติแล้ว ในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวเย็น ผลผลิตของพืชหรือต้นไม้จะสูงกว่าพืชในเขตร้อน ด้วยในเขตหนาวอุณหภูมิกลางคืนกับกลางวันแตกต่างกันหลายองศาเซลเซียส อีกทั้งบางช่วงพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา ทำให้เวลากลางวันค่อนข้างยาวนาน ช่วยให้ขบวนการสังเคราะห์แสงของต้นไม้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การสะสมแป้งและน้ำตาลจึงมีมาก ในขณะที่เวลากลางคืนมีอากาศเย็น ขบวนการหายใจที่ต้องดึงเอาแป้งและน้ำตาลไปเผาไหม้ ในระดับต่ำกว่าพืชในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนแทบไม่ต่างกัน ดังนั้น ปริมาณแป้งและน้ำตาลที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ส่งไปเก็บยังผล ลำต้น หรือที่หัวของพืชในเขตหนาว จึงมีมากกว่าพืชในเขตร้อน ตามที่กล่าวมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าญี่ปุ่นมีความสามารถผลิตข้าวได้ในปริมาณต่อพื้นที่สูงมากก็ตาม แต่ญี่ปุ่นก็ปลูกข้าวได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น

ปลูกต้นชบา กุหลาบ มะนาว ออกดอก

พอตูมแล้วร่วง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ดิฉันมีเรื่องแก้ไม่ตกเลย เกี่ยวกับการปลูกดอกไม้ และมะนาว คือดิฉันปลูกชบา พอออกดอกมาแค่ตูมจะเหลืองและหล่น ไม่บานเลย ไม่ทราบจะทำอย่างไร จะใช้ปุ๋ยอย่างไรดีคะ กุหลาบ ก็เช่นกัน ซื้อมาออกดอกสวยดี พอนำมาปลูกสักพัก ดอกกลับเล็กลง ทั้งๆ ที่รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตลอด มะนาว ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ พอติดดอกก็ร่วง ไม่เคยติดลูกเลย ไม่ทราบจะทำอย่างไรดี คุณหมอเกษตรกรุณาช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ

ขอแสดงความนับถือ

สมคิด โมฬีพันธ์

เลขที่ 201 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี 15190

ตอบ คุณสมคิด โมฬีพันธ์

ชบา ปัจจุบันมีการนำพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามาปลูกในบ้านเรามากขึ้น มีดอกสีสันสวยงาม การติดดอกแล้วร่วง เกิดได้จากหลายกรณี ตั้งแต่ให้น้ำมากเกินไปก็ทำให้ดอกร่วงได้ ประการสำคัญต้นไม่สมบูรณ์ อาหารไม่พอ ควรใส่ปุ๋ยให้บ้าง โดยใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เพียงเล็กน้อย จะช่วยให้ติดดอกดีขึ้น

กุหลาบ เป็นไม้ที่เลี้ยงยาก เพราะเป็นไม้ที่ต้องการอากาศหนาวเย็น จึงปลูกได้ดีที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา กาญจนบุรี และราชบุรี บางอำเภอ ส่วนใหญ่แล้วกุหลาบที่ใส่กระถางนำมาจำหน่าย มักนำมาจากพื้นที่ดังกล่าว เมื่อนำมาปลูกในถิ่นอื่นมักไปไม่รอด อย่างไรก็ตาม หากต้องการปลูกด้วยใจรักย่อมทำได้ เริ่มจากเปลี่ยนกระถาง ปรุงดินให้โปร่ง ร่วนซุย อย่าให้น้ำขังแฉะขณะรดน้ำ หรือหลังจากฝนตก และควรพรางแสงด้วยซาแรนสีดำ ทั้งด้านบนและแนวตั้งด้านข้างที่มีลมพัดแรง ตัดแสงลงอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปุ๋ยชนิดละลายช้า สูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12 คราวละ 1 ช้อนชา ทุกๆ 2 เดือน จะช่วยลดปัญหาข้างต้นลงได้

มะนาว ที่ติดผลดกต้องบำรุงต้นให้สมบูรณ์ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ช้อนโต๊ะ ต่อ 1 วงบ่อ เดือนละ 1 ครั้ง มะนาวเป็นพืชต้องการแดดจ้า จึงควรให้ได้รับแสงอย่างน้อยวันละ 4-6 ชั่วโมง ดินปลูกต้องสะอาด และโปร่งร่วนซุย เพื่อไม่ให้น้ำขังแฉะขณะรดน้ำ หรือฝนตก ประการสำคัญ ต้องควบคุมแมลงศัตรูให้ได้ หากปลูกไว้ใกล้บ้านจำนวนไม่มาก แนะนำให้ใช้ยาเส้น หรือยาฉุน มีจำหน่ายตามร้านขายของชำทั่วไป ถุงละ 10 บาท แบ่งมาครึ่งถุง แช่ในน้ำสะอาด จำนวน 1 ลิตร เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย แล้วคั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำสีชา ใส่ในกระบอกฉีด หรือฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาว 2 ฝาแม่โขง เขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดใบอ่อนที่ผลิออกมาตั้งแต่วันแรก ป้องกันหนอนชอนใบ หนอนกินใบ และแมลงอื่นๆ เข้ามาทำลาย ฉีดทุกๆ 3 วัน จนใบอ่อนมีอายุ 10 วัน ขึ้นไป จึงจะปลอดภัย เมื่อติดผลแล้วให้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-21-13 อัตรา 2-3 ช้อนโต๊ะ ปรับได้ตามความเหมาะสม

หากปฏิบัติได้ตามคำแนะนำ คุณจะได้มะนาวให้ผลดีตามความต้องการ

มารู้จัก กล้วยไม้รองเท้านารีดอยตุง กับ รองเท้านารีอินทนนท์ เชียงใหม่

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากรู้จักกล้วยไม้รองเท้านารีดอยตุง กับ รองเท้านารีอินทนนท์ เชียงใหม่ ว่า มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะฟังเพื่อนๆ คุยกันแล้วรู้สึกมืดแปดด้านเลยทีเดียว จึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรช่วยกรุณาอธิบายรูปร่างหน้าตาของกล้วยไม้ทั้งสองให้ทราบบ้าง ผมขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

พิสนธิ์ วงศ์พฤกษ์

เลขที่ 85 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองหัวโพ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี 18170

ตอบ คุณพิสนธิ์ วงศ์พฤกษ์

กล้วยไม้รองเท้านารีดอยตุง เป็นกล้วยไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีตามพื้นดิน อยู่กันเป็นกลุ่ม มีแผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน กว้าง 2-3 เซนติเมตร และยาว 10-15 เซนติเมตร ออกดอกเดี่ยว ก้านตั้งตรง กลีบดอกสีเหลืองอมน้ำตาล กลีบบนแผ่ออกมีสีชมพูอมม่วง สานเป็นลายร่างแห ส่วนกระเป๋ามีสีเหลืองอมน้ำตาลเป็นมัน ส่วนโล่สีขาว เจริญเติบโตได้ดีในที่มีอากาศเย็น เช่น บนดอยสูง ออกดอกระหว่างเดือนตุลาคม ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า มีการกระจายพันธุ์อยู่ที่พม่า และประเทศไทย

รองเท้านารีอินทนนท์ เชียงใหม่ ชอบอาศัยและเจริญเติบโตตามซอกผาหิน และเกาะอาศัยตามต้นไม้ มีใบยาว 15-20 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร มีดอกย่อยเพียงดอกเดียว ก้านดอกสีเขียว มีจุดประสีม่วงแดง กลีบดอกหนาเป็นมัน กลีบนอกด้านบนที่โคนสีน้ำตาลอมแดง กระเป๋าสีม่วง แดง หรือน้ำตาลแดง โล่สีเหลืองที่ศูนย์กลางเป็นตุ่มนูนสีเดียวกัน เติบโตได้ดีในที่มีอากาศหนาวในบางฤดู

ออกดอกระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ มีการกระจายตัวอยู่ในอินเดีย พม่า และไทย

ภาพและข้อมูล ได้จากงาน Apoe 2016 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

เทคนิค การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง

Published January 14, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีตอนกิ่ง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในสวนหลังบ้าน ขณะนี้ต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น และกิ่งก้านกำลังงาม ผมอยากลองขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าเพราะไม่เคยทำมาก่อน ครั้นจะลงมือเลยก็กลัวเสียการ ผมจึงเขียน จ.ม. มาขอคำปรึกษาจากคุณหมอเกษตร ได้กรุณาอธิบายขั้นตอนอย่างง่ายๆ ให้ด้วยครับ ขอขอบคุณ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

ประพาส วงศ์ไพศาล

เลขที่ 135/8 หมู่ที่ 12 ตำบลลำลูกบัว อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 75150

ตอบ คุณประพาส วงศ์ไพศาล

เทคนิค วิธีการตอนมะนาว ทำได้ไม่ยากครับ เริ่มจากเลือกกิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์ดี ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป หรือถึงแม้เป็นกิ่งที่ยังมีเปลือกสีเขียวอยู่แต่สมบูรณ์ดีก็ใช้ได้ แถมยังงอกรากได้ดี ควรมีความยาว ประมาณ 50-60 เซนติเมตร ขึ้นไป วัดเส้นรอบวงได้ 2.0-2.5 เซนติเมตร หรือมีขนาดใกล้เคียงกับดินสอดำ เลือกตำแหน่งที่จะควั่น ให้ห่างจากต้นแม่ หรือกิ่งหลัก 8.0-10.0 เซนติเมตร เพื่อสะดวกขณะควั่นกิ่ง เลือกกิ่งและตำแหน่งที่เหมาะสมได้แล้วจึงควั่นรอบกิ่ง 2 รอบ ห่างกัน 2.0 เซนติเมตร ไม่จำเป็นต้องควั่นที่ตาใบหรือข้อต่อ จากนั้นลอกเปลือกออกพร้อมกับขูดเมือกเหนียวๆ ออกให้หมด ขั้นตอนนี้ต้องใช้มีดคมและสะอาด อย่าให้รอยแผลช้ำ เมื่อแผลสะอาดและไม่มีรอยช้ำก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนแต้ม หรือทารอยแผลแต่อย่างใด นำถุงพลาสติกใส ขนาด 3×5 หรือ 3×6 นิ้ว ที่เรียกว่าถุงน้ำจิ้ม

นำขุยมะพร้าวแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 1 คืน บีบน้ำออกพอหมาดๆ ใส่ลงในถุงที่เตรียมไว้เกือบเต็ม และผูกปากถุงให้แน่นเป็นตุ้มขนาดพอเหมาะกับมือ ผ่าครึ่งถุง หรือตุ้มตามแนวยาวด้วยมีดที่คม แหวกตุ้มและขุยมะพร้าวออกตามแนวที่ผ่า บรรจงสวมเข้ากับรอยควั่น ให้รอยควั่นอยู่กลางตุ้มพอดี ใช้เชือกฟางรัดให้แน่น 3 เส้น หรือ 3 เปราะ เพื่อไม่ให้ตุ้มหมุนหรือขยับเขยื้อนได้ เพราะจะมีผลต่อการงอกของราก โดยปกติใช้เวลา 20-22 วัน กิ่งมะนาวจะแทงรากสีขาว หรือสีเหลืองออกมาปรากฏให้เห็น

ข้อสังเกต รากมะนาวหรือพืชอื่นๆ ก็ตาม จะเกิดขึ้นที่บริเวณรอยควั่นด้านบนเท่านั้น ครบ 30 วัน จึงตัดกิ่งตอนแยกออกจากต้นแม่ และทารอยแผลด้วยปูนแดงหรือสีน้ำมันก็ได้ ตลอดเวลา 30 วัน ไม่จำเป็นต้องรดน้ำให้ตุ้มอีก เพราะขุยมะพร้าวมีความสามารถอุ้มน้ำได้อย่างเพียงพอ นำกิ่งที่ตัดออกมาปลูกลงในถุง ขนาด 11×23 เซนติเมตร อย่าลืมตัดเชือกฟางพร้อมดึงถุงพลาสติกที่ห่อตุ้มเอาไว้ออก ระวังอย่าให้รากขาด และขุยมะพร้าวแตกออก ภายในถุงเพาะชำมีวัสดุปลูก ประกอบด้วย ดินร่วน 3 ส่วน กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันดี กลบด้วยวัสดุปลูกชนิดเดียวกันพอแน่น ปักหลักไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะ ผูกกับกิ่งพันธุ์ให้แน่นป้องกันลมพัดโยก นำเข้าพักในเรือนเพาะชำอย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้รากเดินเต็มถุง เมื่อนำไปปลูกลงแปลง หรือวงบ่อซีเมนต์ ทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง

ช่วงเวลาการตอนกิ่งที่ดีที่สุด เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ไปจนถึงเดือนสิงหาคม ในทางตรงกันข้าม ถ้าตอนในช่วงอากาศร้อนจัด หรือหนาวจัด รากจะงอกช้ากว่าในช่วงที่มีฝน เทคนิคการตอนกิ่งทั้งหมดดังกล่าว ผมได้ความรู้มาจากเกษตรกรชาวสวนเขตบางกอกน้อย เมื่อราว 30 ปีก่อน เสียดายที่ผมไม่รู้จักชื่อท่าน จึงขอยกความดีทั้งหมดให้กับเกษตรกรนิรนามท่านดังกล่าว ขอกราบคารวะท่านด้วยความเคารพอย่างสูง และไม่มีวันลืมครับ

รู้เฟื่องเรื่องปุ๋ย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหาค้างคาใจมานานเกี่ยวกับเรื่องปุ๋ย ผมอาจจะเชยไปก็ได้ คือเห็นปุ๋ยที่วางขายในตลาด มีสารพัดสูตร แต่ละสูตรใช้อย่างไร และปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ มีข้อดี ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร ผมขอรบกวนถามคุณหมอเกษตรเพียงเท่านี้ก่อน ผมจะติดตามอ่านคำตอบในคอลัมน์หมอเกษตรต่อไป

ด้วยความนับถืออย่างสูง

อภิชัย บุญประสงค์สุข

เลขที่ 112/8 ถนนบางขุนนนท์-ตลิ่งชัน แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณอภิชัย บุญประสงค์สุข

ปุ๋ย เป็นอาหารที่ทำให้พืชหรือต้นไม้เจริญเติบโตและลืมเผ่าพันธุ์ได้ต่อไป ปุ๋ยแบ่งออกได้ 3 ชนิด ชนิดแรก ปุ๋ยอินทรีย์ ได้จากการหมักเศษซากพืช มูลสัตว์ และพืชสดสับแล้วไถกลบลงดิน แม้ว่าปุ๋ยชนิดนี้จะให้ธาตุอาหารกับพืชน้อยก็ตาม แต่จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้โปร่ง ร่วนซุย เก็บและระบายน้ำได้อย่างพอเหมาะ อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารให้กับจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินอีกด้วย ชนิดที่สอง ปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่เกิดจากการอิงอาศัยกัน ระหว่างจุลินทรีย์กับต้นไม้ ตัวอย่างเช่น ไรโซเบียม และไมโครไรซาหลายชนิด ที่อาศัยน้ำเลี้ยงจากรากต้นไม้ในเวลาเดียวกัน จุลินทรีย์เหล่านี้จะดักจับเอาก๊าซไนโตรเจน (N) ที่มีมากมายในอากาศให้เป็นประโยชน์กับต้นไม้ และ ชนิดที่สาม ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือเรียกกันทั่วไปว่า ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชนิดนี้เป็นแหล่งของธาตุอาหารจำเป็นสำหรับต้นไม้ ประกอบด้วย 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และ ธาตุโพแทสเซียม (K) ทั้งนี้ บทบาทของธาตุแต่ละชนิด มีดังนี้

ธาตุไนโตรเจน (N) ทำหน้าที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตทางลำต้นและใบในระยะแรก หากต้นไม้ขาดธาตุนี้แล้ว ใบจะเหลืองและแคระแกร็น

ธาตุฟอสฟอรัส (P) ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของระบบรากและกระตุ้นการออกดอกของต้นไม้ ส่วน ธาตุโพแทสเซียม (K) มีบทบาทในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล ที่เกิดจากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบ ส่งไปยังผล ลำต้น หรือหัว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด

มักมีคำถามเสมอว่า ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือสูตรอื่นนั้น มีความหมายอย่างไร คำตอบ คือ น้ำหนักปุ๋ยที่บรรจุในถุง หรือในกระสอบ 100 กิโลกรัม จะมีธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโพแทสเซียม (K) ชนิดละ 15 กิโลกรัม ที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ เมื่อรวมกัน 3 ธาตุ จะได้ 45 (15+15+15) กิโลกรัม ส่วนเกินอีก 55 (100-45) กิโลกรัม เรียกว่าสาร ตัวเติม นิยมใช้ทราย หรือดินเหนียวเป็นส่วนผสม แล้วนำไปแต่งสี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกษตรกรนำไปใช้ได้สะดวก แม้จะบรรจุ ขนาด 20, 50 หรือ 100 กิโลกรัม ต่อถุง ตัวอย่างมีคำแนะนำว่า ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรก็สามารถชั่งน้ำหนักตามนั้น หว่านลงในแปลงข้าวโพดได้ทันที

ขออธิบายเพิ่มเติมปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เรียกว่า ปุ๋ยผสม เป็นชนิดครอบจักรวาล ใช้ได้กับทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ แต่เน้นไปที่การเจริญเติบโตในระยะแรก ส่วนปุ๋ยสูตร 12-24-12 เป็นปุ๋ยช่วยกระตุ้นการออกดอกของต้นไม้ และปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียงให้ใส่เมื่อต้นไม้ติดผลแล้ว จะช่วยให้ผลมีสีสวยและขนาดใหญ่ขึ้น

สำหรับยูเรีย แหล่งของธาตุไนโตรเจน (N) มีสูตร 46-0-0 นั้น มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ โดยได้มาจากขบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม

สูตร 46-0-0 นั้น หมายถึงมีธาตุไนโตรเจน (N) เพียงธาตุเดียว ภาษาวิชาการเรียกว่า ปุ๋ยเดียว ใน 100 กิโลกรัม มีธาตุไนโตรเจน (N) ที่ต้นไม้นำไปใช้ได้เพียง 46 กิโลกรัม เท่านั้น ใช้ในกรณีที่ต้นไม้ทรุดโทรม ใบมีสีเหลือง ให้ละลายน้ำสะอาด อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือ 20 ลิตร รดให้ชุ่มเป็นครั้งคราวก็พอ

ทั้งนี้ ธาตุฟอสฟอรัส (P) กับธาตุโพแทสเซียม (K) นั้น นำขึ้นมาจากใต้พิภพ หรือใต้ดิน โดยเฉพาะธาตุโพแทสเซียม (K) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยมีอยู่มากมายมหาศาล แต่เป็นเรื่องยากที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือปุ๋ยเคมี นั้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

คำตอบของความต่างระหว่างปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีนั้น โดยรวมแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์ทำให้โครงสร้างของดินดี ส่วนปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอนินทรีย์นั้นให้เนื้อธาตุ ดังนั้น การปลูกต้นไม้เพื่อให้ผลดีต้องผสมผสานกัน ระหว่างอินทรีย์กับเคมี เป็นวิธีที่ดีที่สุด ผมขอนำผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารพืชในวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ ของกองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตรมาเขียนเป็นสูตรปุ๋ยที่ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน (N) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ของมูลค้างคาว มูลไก่ มูลสุกร ปุ๋ยหมักจากฟางข้าว มูลโค กระบือ และแกลบดิบ ได้ดังนี้ 2-14-1, 2-6-2, 1-2-1, 1-1-1, 1-0-2 และ 0-0-1 ตามลำดับ จากตัวเลขข้างต้น แม้ว่ามูลค้างคาวจะมีธาตุฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงมากก็ตาม แต่กว่าจะรวบรวมได้ 100 กิโลกรัม ก็หาได้ลำบากยากเย็น

อีกทั้งยังมีธาตุไนโตรเจน และธาตุโพแทสเซียม ต่ำมาก ดังนั้น ถ้าต้องการปลูกพืชให้ได้ผลดี ต้องใช้ร่วมกันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดตามที่ผมอธิบายมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ ผมได้รับการยืนยันจากเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรีว่าปุ๋ยไม้ผลนั้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคมีร่วมอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ผลไม้จึงจะได้คุณภาพ แม้จะปรุงแต่งปุ๋ยอินทรีย์อย่างดีแล้วก็ตาม

ข้าว เป็นพืชเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ข้าว เป็นพืชเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของญี่ปุ่น

หมอเกษตร ทองกวาว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านนิตยสารฉบับหนึ่ง พูดถึงเรื่องการทำนาในญี่ปุ่น น่าสนใจมาก ทำให้ผมทราบว่า ญี่ปุ่นเขาผลิตข้าวได้ต่อไร่สูงที่สุดในโลก แต่รายละเอียดไม่ได้กล่าวถึง เป็นข้อมูลเพื่อเชิญชวนไปท่องเที่ยวเท่านั้น ผมจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า เขามีเทคนิคอย่างไรจึงทำได้ถึงขนาดนั้นครับ

ขอแสดงความนับถือ

ประกิจ ทองแพง

เลขที่ 37/8 ถนนรัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ตอบ คุณประกิจ ทองแพง

ในอดีต คนญี่ปุ่นทางตอนเหนือของประเทศ เคยอดข้าวตายมาแล้ว เนื่องจากอากาศหนาวจัดทำนาไม่ได้ผล ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ญี่ปุ่นภายใต้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ลงมือปฏิรูปด้านการเกษตรเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะการผลิตข้าวเพื่อให้เพียงพอบริโภคภายในประเทศ ด้วยให้นโยบายว่า “ข้าวเป็นพืชเพื่อความมั่นคงของชาติ” เน้นการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างจริงจัง พร้อมๆ กับการปฏิรูปที่ดิน มีการจัดรูปที่ดินอย่างเป็นระบบและเป็นระเบียบให้มีขนาดมาตรฐาน ขนาด 10×100 เมตร หรือเท่ากับ 0.1 เฮกแตร์ มีหน่วยเรียกว่า 10aออกเสียงว่า จูอาร์ และจัดสรรที่ให้ครอบครัวละ 1 เฮกแตร์ หรือเท่ากับ 6.25 ไร่ เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีอากาศหนาวเย็น ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน ญี่ปุ่นจึงมีอากาศอบอุ่นเพียง 6 เดือน เท่านั้น เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียส พอย่างเข้าเดือนเมษายนอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ชาวนาญี่ปุ่นเริ่มเพาะกล้าในถาดพลาสติก ก้นฉลุเป็นตาข่าย ขนาด 30×60 เซนติเมตร สูง 3 เซนติเมตร ใช้ดินร่วนสะอาดเป็นวัสดุเพาะ ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 270 กรัม ต่อถาด รดน้ำด้วยฝักบัวพอชุ่ม แล้วนำเข้าตู้อบ วางซ้อนกันชั้นๆ รูปทรงคล้ายตู้เก็บเสื้อผ้าทำจากพลาสติกที่เคยนิยมกัน รักษาอุณหภูมิในตู้อบ ที่ 32-35 องศาเซลเซียส ด้านล่างสุดมีถาดหล่อน้ำไว้ตลอดเวลา อบไว้เป็นเวลา 25 วัน ต้นกล้าจะมี 3 ใบ แข็งแรงพร้อมนำไปปักดำได้ เมื่อเตรียมดินเรียบร้อยแล้ว จึงยกต้นกล้าขึ้นจากถาดเหมือนเสื่อสีเขียวผืนเล็กๆ ใส่ลงในเครื่องปักดำชนิดเดินตามจนแล้วเสร็จ วันไหนฝนตก หรืออากาศแปรปรวน เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะนำเครื่องบินขนาดเล็กออกประกาศ พร้อมโปรยแผ่นปลิวให้ชาวนาฉีดสารเคมีควบคุมโรคอย่างถูกต้องตามที่ทางการแนะนำ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ชาวนาญี่ปุ่นจะระบายน้ำออกและสูบน้ำเข้าแปลงนาสลับกัน 4-5 ครั้ง ไปจนถึงก่อนการเก็บเกี่ยวข้าวในนา การระบายน้ำออกแต่ละครั้งเกษตรกรทิ้งระยะไว้จนดินแตกระแหง หรือประมาณ 1 สัปดาห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นพิษกับรากต้นข้าว ก๊าซดังกล่าวเกิดขึ้นจากขบวนการย่อยสลายของเศษฟางข้าวและหญ้าที่ไถกลบลงดินก่อนการปักดำ ในขณะเดียวกัน ชาวนาจะหว่านปุ๋ยให้ตกลงตามรอยแยกของดินเข้าใกล้รากข้าวมากที่สุด แล้วสูบน้ำเข้าแปลงนา ดินจะปิดทับเก็บปุ๋ยไว้ในดิน ละลายออกมาให้รากข้าวนำไปใช้ได้อย่างช้าๆ วิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 7-10 เปอร์เซ็นต์ ย่างเข้าเดือนตุลาคม เป็นฤดูกาลของการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะใช้รถเกี่ยวนวดขนาดเล็ก พร้อมบรรจุกระสอบพลาสติก อาจซื้อเป็นของส่วนตัว หรือเช่าจากสหกรณ์ก็ได้ จากนั้นนำเข้าเครื่องอบไอร้อนไล่ความชื้นก่อนบรรจุกระสอบ ส่งขายให้สหกรณ์ต่อไป โดยสหกรณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลรับซื้อในราคาที่แพง และรับซื้อจากเกษตรกรทั้งหมด หรือทุกเมล็ด แต่เมื่อนำไปแปรรูปเป็นข้าวสารแล้วจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาที่ต่ำกว่าที่รัฐบาลรับซื้อ

จะเห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเขาโอบอุ้มชาวนาอย่างจริงจังแล้ว ยังเอาใจประชาชนของตนไปในโอกาสเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นนี่น่ารักจัง

ปลูกเลี้ยง หม้อข้าวหม้อแกงลิง

ทำได้ แต่ต้องรู้ใจ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงมานาน ผมเคยซื้อจากตลาดมาดูแลไว้แล้วครั้งหนึ่ง แต่เลี้ยงไม่รอด เพราะอยู่ๆ ไปมีแต่ฝ่อลง และเหี่ยวแห้ง ไม่สวยงาม ผมจึงขอเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า ผมควรทำอย่างไรจึงจะได้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสวยงามเหมือนคนอื่นที่เขาปลูกเลี้ยงกันครับ

ขอแสดงความนับถือ

วรพงษ์ ผลอนันตสุข

เลขที่ 72 หมู่ที่ 8 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 11140

ตอบ คุณวรพงษ์ ผลอนันตสุข

ส่วนที่เป็นหม้อข้าวของหม้อข้าวหม้อแกงลิง หลายคนเข้าใจว่าเป็นดอก แต่ความเป็นจริงคือ ใบ ที่พัฒนามาเป็นหม้อข้าว เพื่อใช้เป็นกับดักแมลง จากการสันนิษฐานของนักวิชาการ สรุปว่า ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชที่วิวัฒนาการมาจากแหล่งที่มีดินขาดความอุดมสมบูรณ์ หรืออาจขาด

ธาตุใดธาตุหนึ่ง มันจึงพัฒนาส่วนของปลายใบขึ้นมาเป็นกับดักแมลง แล้วผลิตน้ำย่อยออกมาย่อยตัวแมลงที่จับไว้ได้ เพื่อนำสารอาหารที่ต้องการไปหล่อเลี้ยงตัวมันเองให้สมบูรณ์ สามารถสืบเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ หม้อข้าวหม้อแกงลิง มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เจริญเติบโตอยู่ในที่ราบ และกลุ่มที่เจริญเติบโตอยู่ในบริเวณที่สูง ทั้งนี้ กลุ่มแรกต้องการอากาศร้อนชื้น ส่วนกลุ่มที่สอง ต้องการอากาศหนาวเย็น ดังนั้น การนำหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาปลูกเลี้ยงใน กทม. และเขตปริมณฑล จำเป็นต้องเลือกกลุ่มแรก สังเกตได้จากมีการปลูกเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป จึงจะได้ผลดี หม้อข้าวหม้อแกงลิงกลุ่มนี้ต้องการแสงแดดเพียง 60-80 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แสงแดด เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อขนาดและสีสันของหม้อข้าวหม้อแกงลิง จึงควรหลีกเลี่ยงการปลูกเลี้ยงในสภาพใต้ร่มเงา ส่วนความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศอยู่ในระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

ถึงแม้ว่ามีความต้องการความชื้นสูง แต่ไม่ควรรดน้ำวันละหลายครั้งจนวัสดุปลูกชื้นแฉะ หากปลูกน้อยต้น ให้นำถาดพลาสติก ขอบสูง 2-3 นิ้ว วางในแนวราบ แล้ววางเรียงแผ่นอิฐมอญให้เต็มถาด เทน้ำลงไปอย่าให้ล้นถาดออกมา แล้วจึงวางกระถางปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงเหนือระดับน้ำขึ้นไปเล็กน้อย

การให้น้ำ หากเคยให้ตอนเช้าก็ควรปฏิบัติเหมือนเดิมไปตลอด ระวังอย่าให้วัสดุปลูกแห้ง เพราะจมีผลทำให้หม้อข้าวหม้อแกงลิงแห้งฝ่อตามไปด้วย วัสดุปลูกที่นิยมใช้กัน มีส่วนผสมของแกลบดิบ กาบมะพร้าวสับเล็ก หินภูเขาไฟ และขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:3:3:5 คลุกเคล้าให้เข้ากัน สำหรับปุ๋ยแล้ว หม้อข้าวหม้อแกงลิงต้องการน้อย ให้ใส่ปุ๋ยละลายช้า อัตรา 5-8 เม็ด ต่อกระถาง นับว่าเพียงพอ หมั่นดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ คุณจะได้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสวยงามสมความตั้งใจ

ขนุนไทย ยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสงสัยว่าปีนี้หาซื้อขนุนยากกว่าทุกปี มีเพื่อนๆ บอกว่า ขนุนไทยส่งออกไปจีนเป็นส่วนใหญ่ และผมสนใจอยากทราบว่า ขนุนที่ส่งไปจีน คนจีนต้องการผลขนาดไหน หรือสเป๊กเป็นอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

สมภพ อิสระภักดีผล

เลขที่ 18/2 หมู่ที่ 15 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี 15150

ตอบ คุณสมภพ อิสระภักดีผล

ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวถึงต้นปีนี้ ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตขนุนลดลง ประกอบกับมีการรับซื้อเพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทั้งจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ สำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่ไปจีนอย่างสม่ำเสมอ และจำนวนมาก อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี แปลงที่ใหญ่ที่สุดมีเนื้อที่กว่า 700 ไร่ สเป๊กที่ส่งออกไปจีน ต้องมีขนาดผลน้ำหนักไม่เกิน 9 กิโลกรัม สวนขนุนที่กล่าวมา ยังสามารถบังคับให้ขนุนออกนอกฤดู ด้วยการใช้ปุ๋ยเคมีฉีดพ่นทางใบ ทำให้สามารถยืดเวลาการผลิตได้ 8 เดือน ในรอบปี แต่ถ้าหากผลิตอย่างทั่วไป จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียง 4 เดือน ในรอบปีเท่านั้น เทคนิคการผลิตขนุนให้ได้น้ำหนักต่อผลไม่เกิน 9 กิโลกรัม นั้น ต้องมีการตัดแต่งทรงต้นให้โปร่ง เมื่ออายุ 2-4 ปี ระยะติดผลก็ต้องตัดแต่งผลเช่นเดียวกัน ให้เหลือไว้ต้นละไม่เกิน 10 ผล ต้องมีการค้ำยันป้องกันกิ่งและต้นหักโค่น

ดังนั้น จะเห็นว่าการส่งผลไม้แต่ละชนิดไปในแต่ละประเทศ จำเป็นต้องทราบรสนิยมการบริโภคของแต่ละประเทศด้วย จึงจะประสบความสำเร็จได้ด้วยดี

ชาวนาญี่ปุ่นจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันอยู่เสมอ โดยมีสหกรณ์เป็นพี่เลี้ยง

การเพาะกล้า ชาวนาบางรายหลังจากเมล็ดงอกแล้ว นำถาดเพาะกล้าเข้าอบในอุโมงค์พลาสติก

สภาพแปลงนา ขณะที่ชาวนากำลังปักดำข้าว

การปลูกข้าวเป็นแถว ทำให้การกำจัดวัชพืชได้ง่ายและสะดวก ด้วยวิธีผสมผสานระหว่างใช้สารเคมีกับซี่ล้อหมุนด้วยแรงมนุษย์

ปลูกมะนาวในกระถาง ทำไมต้องพันธุ์พิจิตร 1

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

หมอเกษตร ทองกวาว

ปลูกมะนาวในกระถาง

ทำไมต้องพันธุ์พิจิตร 1

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านวิธีปลูกมะนาวในกระถางที่คุณหมอเกษตรเคยเขียนไว้ ในคอลัมน์ หมอเกษตร แนะนำให้ใช้พันธุ์พิจิตร 1 ปลูก ผมอยากทราบว่า ถ้าใช้พันธุ์อื่นปลูกในกระถางแล้วให้ผลดกและสมบูรณ์เหมือนพันธุ์พิจิตร 1 จะได้หรือไม่ ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

เชิดชาติ ศิริวงศ์วานิชย์

เลขที่ 75/3 หมู่ที่ 12 ตำบลดอนพุทรา อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 73150

ตอบ คุณเชิดชาติ ศิริวงศ์วานิชย์

ผมได้ทดลองปลูกมะนาวหลายพันธุ์ในกระถางเคลือบลายมังกร ผลปรากฏว่า พันธุ์พิจิตร 1 หรือแป้นพิจิตร ให้ผลดีที่สุด เพราะให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ ทนทานต่อโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากเป็นที่หนึ่ง มีระบบรากที่แข็งแรง ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ เคล็ดลับสำคัญ ต้องควบคุมแมลงศัตรูให้ได้ ตั้งแต่เริ่มผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรก แต่อย่างไรก็ตาม พันธุ์พิจิตร 1 ก็ยังมีข้อด้อยบางอย่าง คือ เป็นมะนาวพันธุ์หนัก ต้องเก็บเกี่ยวผลหลังออกดอกแล้ว 6 เดือน แต่ถ้าหากเก็บผลเมื่อออกดอกเพียง 4 เดือนเช่นเดียวกับพันธุ์อื่นๆ จะได้มะนาวเปลือกหนา เมล็ดโต และมีน้ำน้อย เมื่อเก็บเกี่ยวตามกำหนดเวลา ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะประจำพันธุ์ของพิจิตร 1 จะเติบโตเร็ว อายุ 2 ปี จะสูงถึง 2 เมตร หากไม่ตัดแต่งกิ่ง จะทำให้เก้งก้าง ต้องผูกโยงกิ่งเมื่อออกผล เป็นการเพิ่มงานขึ้นไปอีก การปลูกในกระถางต้องตัดแต่งกิ่งให้สวยงาม แต่หากเสียดาย แนะนำให้ตอนกิ่ง นำไปจำหน่ายหรือขยายพันธุ์ต่อไป ส่วนรายละเอียดอื่นๆ กลับไปอ่านเทคนิคการปลูกมะนาวนอกฤดูในกระถาง คอลัมน์หมอเกษตร ฉบับที่ 622 วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ได้ครับ

ข้าว ยังเป็นพืชอาหารที่สำคัญของโลก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมดูข่าวบ้านเราพูดกันแต่เรื่องโครงการรับจำนำข้าววนเวียนอยู่อย่างไม่รู้จะจบอย่างไร และมันก็ไม่ทำให้เราได้รู้ปัญหาเกี่ยวกับโลกภายนอกเลย ผมถือโอกาสเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า สถานการณ์ข้าวของโลกปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร และ ทำไม ฟิลิปปินส์ ผลิตข้าวไม่เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่าจะมีสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติตั้งอยู่ เป็นเพราะเหตุใดครับ ขอความรู้จากคุณหมอเกษตรครับ

ขอแสดงความนับถือ

สุรวิทย์ จันทร์มงคล

เลขที่ 52/2 เพชรเกษม 31 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพฯ 10160

ตอบ คุณสุรวิทย์ จันทร์มงคล

ข้าว ยังเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญของมนุษย์ ตามสถิติถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปริมาณการผลิตข้าวของโลก ผลิตได้ 470.6 ล้านตันข้าวสาร ลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งขึ้นในหลายประเทศ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประจำเดือนพฤษภาคม 2559)

ประเทศไทย ยังเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้กันเลย มาดูประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก มี จีน อินเดีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทย มีปริมาณการผลิต 145, 103, 35, 28 และ 16 ล้านตันข้าวสาร ตามลำดับ ข้อน่าสังเกต ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาภาวะแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลง หากภาวะปกติ ประเทศไทยผลิตข้าวได้ 20 ล้านตันข้าวสาร และในปีนี้ ประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญ มี ไทย อินเดีย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา ส่งออกจำนวน 10.0, 9.0, 7.0 และ 3.0 ล้านตันข้าวสาร และสำหรับประเทศนำเข้าข้าว มี ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ อียู ในปริมาณ 2.5, 2.0, 2.0 และ 1.6 ล้านตันข้าวสาร

กลับมาที่ฟิลิปปินส์ ยังไม่สามารถผลิตข้าวให้พอเพียงบริโภคภายในประเทศ แม้จะเป็นที่ตั้งของ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Rescarch Institute : IRRI) ก็ตาม ทั้งนี้ เนื่องด้วยวัตถุประสงค์การวิจัยของ อีรี่ ต้องการช่วยเหลือประเทศผู้ผลิตข้าวทั้งโลก มิใช่เฉพาะฟิลิปปินส์ประเทศเดียว สาเหตุสำคัญที่ฟิลิปปินส์ผลิตข้าวไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงประชากรของประเทศ ด้วยพื้นที่ราบ เหมาะสำหรับปลูกข้าวมีจำนวนจำกัด อีกทั้งเป็นเกาะแก่งมากมาย ยิ่งเป็นทางผ่านของพายุไต้ฝุ่น ทำความเสียหายอย่างรุนแรงกับนาข้าวเป็นประจำทุกปี ทำให้มีศักยภาพในการผลิตข้าวในแต่ละปีไม่เกิน 11.0 ล้านตันข้าวสารเท่านั้น

ยิ่งฟิลิปปินส์มีจำนวนประชากรมากถึง 77 ล้านคน และแนวโน้มมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะความเชื่อทางศาสนาที่ว่า การคุมกำเนิดเป็นบาป จึงซ้ำเติมให้ฟิลิปปินส์ผลิตข้าวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำเข้าจากไทย และเวียดนามเป็นประจำทุกปี จึงเป็นเรื่องยากที่ฟิลิปปินส์จะสามารถผลิตข้าวให้เพียงพอบริโภคภายในประเทศได้

ไก่ฟ้าพญาลอ ไม้เก่าแก่

แต่คนไม่ค่อยรู้จัก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเดินทางไปต่างจังหวัดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เห็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างเหมือนไก่หรือนก มีลายสีน้ำตาลเป็นตาข่าย สวยงามสะดุดตา แต่น่าเสียดายไม่มีเวลาได้สอบถามกับเจ้าของต้นไม้ ขอเพิ่มเติมรายละเอียด เป็นไม้เลื้อยเกาะอยู่ตามรั้วบ้าน ด้วยความสงสัย ผมจึง จ.ม. มาสอบถามคุณหมอเกษตรว่า ไม้ต้นนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

สมชัย อนุสนธิ์สันติสุข

เลขที่ 125/8 ซอย 21 ถนนพระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150

ตอบ คุณสมชัย อนุสนธิ์สันติสุข

ต้นไม้ตามที่คุณบอกมา มีชื่อเรียกว่า ไก่ฟ้า ไก่ฟ้าพญาลอ หรือ นกกระทุง ก็เรียกกัน ไก่ฟ้าพญาลอ ผมชอบชื่อนี้ เป็นไม้เถาเลื้อย เถามีสีเขียวตลอด เลื้อยได้ไกลถึง 5 เมตร มีอายุข้ามปี ใบเป็นใบเดี่ยวคล้ายใบโพธิ์ ยาว 5-6 เซนติเมตร ออกตามข้อ มีดอกรูปร่างคล้ายสัตว์ปีก ลีลาอ่อนช้อยสวยงาม มีลวดลายบนลำตัวเป็นตาข่ายสีน้ำตาลเข้ม พื้นลำตัวและอกเป็นสีเขียวอ่อนอมเหลือง ลำตัวเป็นกระเปาะ ส่วนท้ายพลิ้วเป็นหางนก ส่วนก้านดอกมองเผินๆ คล้ายจงอยปาก สมส่วน สวยงาม ความยาวของดอกอยู่ระหว่าง 10-12 นิ้ว ออกดอกเดี่ยวตามข้อ ใน 1 ต้น หรือ 1 เถา มีหลายดอก ไก่ฟ้าพญาลอ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายและชุ่มชื้น ขึ้นได้ทั้งในที่ร่มรำไร และที่มีแสงแดดจัด การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งวิธีปักชำ และวิธีเพาะเมล็ด ความมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งคือ ไก่ฟ้าพญาลอ ออกดอกได้ตลอดปี

เทคนิคการตอนอินทผลัม

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

หมอเกษตรทองกวาว

เทคนิคการตอนอินทผลัม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกอินทผลัมไว้ในสวน มีอยู่ต้นหนึ่งติดผลแล้ว รสชาติค่อนข้างดี หวาน กรอบ ผมมีปัญหาจึงเขียน จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตรว่า ผมเคยแยกหน่อออกจากต้นอินทผลัมแล้วไม่เคยรดน้ำสักครั้ง ดังนั้น ผมจะต้องทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

ณรงค์ศักดิ์ ลิ้มธนากร

เลขที่ 27/8 บ้านปากพู่ หมู่ที่ 10 ตำบลสะเดียง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ 67000

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ ลิ้มธนากร

อินทผลัม เป็นไม้ทะเลทราย มีน้ำอดน้ำทนสูง เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยก็ได้ผลดีน่าพอใจ โดยเฉพาะชนิดรับประทานผลสด ข้อมูลที่ได้จากการเสวนาอินทผลัมเมื่อปีก่อน จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือมติชน โดยผู้แทนจากห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน สรุปว่า เมื่อปี พ.ศ. 2557 มูลค่าการซื้อขายอินทผลัมที่ห้างสรรพสินค้า ที่นำเข้ามาจากตะวันออกกลาง และผลผลิตภายในประเทศ คิดเป็นเงิน 2.5 และ 2.8 ล้านบาท ตามลำดับ อีกทั้งตลาดมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

กลับมาเรื่องการขยายพันธุ์อินทผลัมกันอีกครั้ง ปัจจุบัน การขยายพันธุ์อินทผลัมทำได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และการตอน หรือการแยกหน่อ ทั้งนี้ ผมขออธิบายเฉพาะวิธีตอนเท่านั้น เริ่มจากการเลือกหน่อที่มีขนาดพอเหมาะ ความยาวไม่เกิน 70 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางของหน่อ อยู่ระหว่าง 30-40 เซนติเมตร ทำความสะอาดบริเวณรอยเชื่อมต่อของหน่อกับต้นแม่ เรียบร้อยแล้ว โปะโคนหน่อด้วยขุยมะพร้าวแช่น้ำ บีบน้ำให้หมาด หุ้มด้วยพลาสติกสีดำ ผูกเป็นกระเปาะเช่นเดียวกับตอนกิ่งไม้ทั่วไป แต่กระเปาะตอนอินทผลัมมีขนาดใหญ่กว่าเท่านั้น ระวัง อย่าให้กระเปาะหมุน หรือขยับเขยื้อนได้

ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หน่อจะสร้างรากออกมารอบทิศทาง ครบ 45-60 วัน ตัดให้ขาดด้วยเลื่อยคม และสะอาด แยกออกจากต้นแม่ แล้วทารอยแผลทั้งต้นแม่และหน่อด้วยปูนแดง หรือสีน้ำมัน อย่างใดอย่างหนึ่ง นำหน่อที่ตัดออกมาปลูกลงในถุงเพาะชำขนาดพอเหมาะกับหน่อ ที่มีวัสดุปลูกสะอาด และระบายน้ำได้ดี เก็บในเรือนเพาะชำ เมื่อตั้งตัวได้ดี และนำปลูกลงในแปลงได้ตามความต้องการ

ปีนี้ ทุเรียน มีราคาแพงมาก เพราะติดผลน้อย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบว่า เพราะเหตุใด ปีนี้ราคาทุเรียนจึงแพงมาก ผมเป็นผู้หนึ่งที่นิยมบริโภคทุเรียน ได้รับผลกระทบบ้างพอสมควร นอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยังหาซื้อได้ยากอีกด้วย ผมเกิดความสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด การที่ผลผลิตที่มีน้อยนั้นเป็นจริง หรือเป็นข้ออ้างของนักธุรกิจค้าผลไม้ครับ ที่กล่าวว่าเป็นสาเหตุจากสภาวะแห้งแล้ง ขอคำอธิบายครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา พันธุ์โสภณวิภาค

เลขที่ 72/15 เพชรเกษม 78 แยก 22 บางแคเหนือ บางแค กรุงเทพฯ 10160

ตอบ คุณวิทยา พันธุ์โสภณวิภาค

ปีที่ผ่านมาคาบเกี่ยวมาถึงปีนี้ เกิดสภาวะแห้งแล้งค่อนข้างรุนแรง บางช่วงลมพัดจัด ส่งผลให้การผสมเกสรของทุเรียนที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ไม่สมบูรณ์ แม้แต่ในสภาพธรรมชาติก็ตาม ทุเรียนเป็นพืชมีการผสมเกสรในเวลาเย็นถึงพลบค่ำ เพื่อหลบหลีกช่วงแสงแดดจ้า อากาศร้อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความสมบูรณ์ของละอองเกสรตัวผู้

อย่างไรก็ตาม ความแห้งแล้งมิได้เกิดขึ้นมาในเฉพาะปีที่ผ่านมาเท่านั้น ด้วยความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์ของความแห้งแล้งเกิดขึ้นอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตกาล ซึ่งผมเคยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบทั่วกันมาก่อนนี้ โดยมีนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร นำปริมาณน้ำฝน จาก 97 ปี มาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี แล้งพอทน 2 ปี และแล้งอย่างรุนแรง 2 ปี น้ำท่วมอีก 3 ปี มีฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเพียง 3 ปี เท่านั้น มีบันทึกไว้ว่า ในความแห้งแล้งในอดีต การทำนาไม่ได้ผล ชาวบ้านต้องนำขุยไผ่ หรือ เมล็ดไผ่ มาขัดสีไปหุงรวมกับเผือกและกลอย ใช้บริโภคแทนข้าวก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และในปี พ.ศ. 2485 เกิดสภาวะน้ำท่วมรุนแรงในบริเวณภาคกลางของประเทศ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเรามีป่าไม้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม มีผลกระทบทำให้ข้าวพันธุ์ดีสูญไปหลายพันธุ์

สภาวะแห้งแล้งปีที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อผลผลิตทุเรียน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่าทุกๆ ปี ประเทศไทยผลิตทุเรียนได้ไม่น้อยกว่า 550,000 ตัน แต่ปีนี้ผลิตได้เพียง 310,000 ตัน เท่านั้น แน่นอน ราคาทุเรียนย่อมแพงขึ้นตามกลไกตลาดครับ

ปลูกเฟิร์นเขากวาง ไม่นานกลับเหี่ยวเฉาตาย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อเฟิร์นเขากวางที่ติดไว้กับแผ่นไม้จากร้านขายต้นไม้นำมาเลี้ยงไว้ที่บ้าน เจ้าของร้านบอกว่า ไม่ควรรดน้ำบ่อยๆ ให้รด 2-3 วัน ต่อครั้ง เดือนแรกๆ ก็ โอเค แต่เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 6-7 ต้นเฟิร์นกลับเหี่ยวแห้งตายอย่างช้าๆ ผมเกิดความสงสัยว่า เป็นเพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่ผมทำตามคำแนะนำจากเจ้าของร้านค้าต้นไม้ทุกอย่าง ขอข้อคิดเห็นด้วยครับ ว่าผมต้องแก้ไขอย่างใด หากจะนำมาเลี้ยงอีกสักครั้งครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

โกวิทย์ สุวรรณวุฒิ

เลขที่ 118/5 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

ตอบ คุณโกวิทย์ สุวรรณวุฒิ

เฟิร์นเขากวาง เป็นไม้ประเภทเกาะอาศัยอยู่บนคาคบไม้ เฟิร์นชนิดนี้ ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มกว่าด้านล่าง กระเปาะที่สร้างสปอร์อยู่ที่ใบด้านล่างดังกล่าว ด้วยรูปร่างของใบคล้ายเขากวาง จึงเรียกกันว่า เฟิร์นเขากวาง แหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ ต้องการร่มเงา และมีความชื้นในบรรยากาศสูง การขยายพันธุ์ทำได้ทั้งการแยกต้นและเพาะสปอร์ วิธีหลังทำได้ไม่ยาก โดยการนำวัสดุปลูกใส่ลงในภาชนะบรรจุ แล้ววางไว้ใกล้กับต้นเฟิร์นที่เป็นหนุ่มสาวแล้ว เมื่อสปอร์ตกลงในวัสดุปลูก เช่น ขี้เลื่อยชุ่มน้ำ มันจะงอกเป็นต้นอ่อน และเติบโตเป็นต้นสมบูรณ์ต่อไป

การนำเฟิร์นเขากวางมาปลูกเลี้ยงในกรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ให้แซะต้นเฟิร์นออกจากแผ่นไม้ ปลูกลงในกระถางที่มีขนาดพอเหมาะกับต้นเฟิร์น โดยใช้ขี้เลื่อยแช่น้ำ คั้นให้หมาดเป็นวัสดุปลูก เก็บในที่ร่มรำไร หากต้องการให้เติบโตดี ควรรดด้วยปุ๋ยยูเรีย ละลายในน้ำสะอาดอย่างเจือจาง 2 เดือนครั้ง เมื่อเห็นว่าเติบโตจนล้นกระถาง ให้เปลี่ยนลงปลูกในกระถางที่ใหญ่ขึ้น

ความมีเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเฟิร์นชนิดนี้ คือ เมื่อต้นสมบูรณ์เต็มที่ จะสร้างใบออกมาครอบปากกระถางจนมิด เพื่อรักษาความชื้นไว้ในวัสดุปลูกไม่ให้ระเหยไปในอากาศ หมั่นดูแลให้น้ำพอชุ่มอย่างสม่ำเสมอ คุณจะปลูกเฟิร์นเขากวางได้สวยงามเกินความคาดหมายครับ

ปักกิ่ง ดินแดนมหัศจรรย์

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

หมอเกษตร

หมอเกษตร ทองกวาว

ปักกิ่ง ดินแดนมหัศจรรย์

ย้อนกลับไปเมื่อ 600 ปีก่อน มีหนุ่มฉกรรจ์ นามว่า จูตี้ ลุกขึ้นต่อสู้และโค่นอำนาจรัฐของจักรพรรดิเจี้ยนเหวิน ผู้มีศักดิ์เป็นหลานลง แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ หย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง แล้วย้ายเมืองหลวงจากนานกิงมายังปักกิ่ง สิ่งแรก ก่อสร้างพระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังกู้กง อันยิ่งใหญ่ตระการตา โดยระดมพลเกือบ 2 ล้านคน และผู้เชี่ยวชาญการช่าง กว่า 100 สาขา รวม 1 แสนคน พระราชวังมีเนื้อที่ 720,000 ตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี มีห้อง รวม 9,999 ห้อง แบ่งเป็นเขตว่าราชการ ลานกว้างประกอบพระราชพิธีเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ และเขตที่พักของเหล่าสนม อันเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด มีบันทึกไว้ว่า จักรพรรดิบางพระองค์มีสนมมากถึง 3,000 นาง ที่นี่เป็นที่ประทับของจักรพรรดิทั้งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง รวม 24 พระองค์

กำแพงเมืองจีน จิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐกษัตริย์ของแผ่นดินจีน เป็นผู้เชื่อมต่อกำแพงที่มีมาก่อนให้สมบูรณ์ และมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง กำแพงมีความยาวทั้งสิ้น 5,000 กิโลเมตร ความยิ่งใหญ่ของกำแพง มนุษย์อวกาศที่ไปย่ำบนดวงจันทร์สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นเส้นยาวปรากฏให้เห็นขนาดความกว้างของสันกำแพง มีบันทึกไว้ว่า ม้าศึก จำนวน 6 ตัว วิ่งเรียงหน้ากระดานได้อย่างสบายๆ กำแพงเมืองจีน เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ภาษิตจีน เขียนไว้ว่า ถ้าใครมาประเทศจีนแล้วไม่ได้ชิมเป็ดปักกิ่ง และไม่ได้สัมผัสกำแพงเมืองจีนแล้วล่ะก็ ถือว่าไม่ได้มาเมืองจีนกันเลยทีเดียว

จตุรัสเทียนอันเหมิน มีความหมายว่า ประตูสันติภาพแห่งสวรรค์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังต้องห้าม ต่อมามีการปรับปรุงด้านหน้าเป็นลานกว้าง และมีถนนตัดผ่าน ประธานเหมาเคยใช้ที่นี่เป็นสถานที่ประกาศการสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492

หอฟ้าเทียนถาน หรือ หอบูชาฟ้าเทียนถาน สร้างโดยจักรพรรดิหย่งเล่อ เช่นเดียวกัน มีกำแพงสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบ ชาวจีนเชื่อว่า ที่นี่คือสะดือโลก องค์ประกอบสำคัญมี 3 ส่วน ส่วนแรก เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณ จะพบฐานกลม ทำจากหินแกะสลัก สูง 4-5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เมตร มีบันไดขึ้น 4 ทิศ ผู้มาเยือนจะแย่งกันไปยืนบนแผ่นหินกลม นูน เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร อยู่กลางของฐานเพื่อให้โชคดี ส่วนที่ 2 มีการสร้างอาคารคล้ายหมวกของชาวจีนแมนจู แต่เป็นหมวกชั้นเดียว ใช้เป็นที่ประกอบพิธีขอฟ้าฝน โดยจักรพรรดิจะเสด็จมาพำนักที่นี่เป็นเวลา 7 วัน เสวยอาหารเจ และนุ่งขาวห่มขาว และส่วนที่ 3 ตัวอาคารสร้างเป็นหมวกของชาวแมนจู 3 ใบ ซ้อนกัน มีเสาเป็น 2 วง วงนอก มี 12 ต้น หมายถึง 1 ปี มี 12 เดือน และวงใน มีเสา 4 ต้น แสดงให้เห็นว่า ใน 1 ปี มี 4 ฤดู ความน่าทึ่งของการก่อสร้างคือ ไม่มีการใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว นี่คือความปรีชาสามารถของคนจีน เมื่อ 600 ปีก่อน ยิ่งน่าอัศจรรย์มากขึ้น เมื่อชาวจีนสามารถเคลื่อนย้ายหิน หนัก 200 ตัน ในระยะทางนับร้อยกิโลเมตร จะเคลื่อนย้ายในฤดูหนาว ด้วยวิธีราดน้ำลงบนถนนให้เป็นน้ำแข็ง แล้วลากด้วยม้า บริเวณที่ทำน้ำแข็งไม่ได้ก็ใช้ท่อนซุงเรียงแบบหมอนรถไฟ แล้วชักลากให้เคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่ต้องการ

พระนางซูสีไทเฮา ผู้มีบทบาทสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปกครองประเทศของจักรพรรดิ 4 พระองค์ อยู่ในยุคเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทย พระนางเป็นสนมตัวเล็กๆ นางหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยความชาญฉลาด หากต้องการทำสิ่งใดแล้วต้องทำให้สำเร็จ ไม่ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ต่อมาสามารถเข้าใกล้ชิดกับจักรพรรดิเสียนเฟิง ผู้อ่อนแอ โดยพระนางมี ขันทีลิเลียนยิง เป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ การจะก้าวขึ้นสู่อำนาจ พระนางต้องมีพระราชโอรสสืบราชบัลลังก์เป็นทางเลือกเดียว พระนางใช้กลอุบายให้นางสนมทุกนางกินสมุนไพรชนิดหนึ่งเพื่อให้เป็นหมัน ส่วน ฮองเฮา มเหสีเอกให้กำเนิดทายาทเป็นหญิง มีเพียงพระนางซูสีไทเฮาเท่านั้นที่ให้กำเนิดทายาทเป็นชาย มีพระนามภายหลังว่า ถงจื้อ นี่คือโอกาสทองของพระนาง อยู่มาไม่นานจักรพรรดิเสียนเฟิงก็สิ้นพระชนม์ลง ด้วยวัยเพียง 30 ชันษาเศษเท่านั้น เพราะตรอมพระทัยที่ถูกมหาอำนาจเข้ามารุกราน ในที่สุดต้องยอมให้อังกฤษกับโปรตุเกสเช่าเกาะฮ่องกง และฝั่งเกาลูน เป็นเวลา 99 ปี ต่อมา ถงจื้อ ขึ้นครองราชแทน แต่เนื่องจากพระองค์ไม่ใส่พระทัยในการดูแลบ้านเมือง ชอบเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน ในที่สุดก็สวรรคตอีกพระองค์ ทั้งที่ยังมีอายุน้อย สาเหตุจากโรคซิฟิลิส พระนางซูสีไทเฮาจึงนำหลานชายแท้ๆ ของพระนาง ที่มีพระมารดาเป็นน้องสาวของพระนางเอง และพระบิดาเป็นน้องแท้ๆ ของจักรพรรดิเสียนเฟิงที่ล่วงลับ เมื่อสถาปนาเป็นกษัตริย์แล้ว มีพระนามว่า จักรพรรดิกวางสู หรือ กวงซวี่ เมื่อเป็นหนุ่มฉกรรจ์ พระองค์ต้องการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยแบบตะวันตก แต่เกิดความขัดแย้งกับพระนางซูสีไทเฮาอย่างรุนแรง พระนางจึงจับจักรพรรดิกวางสูกักบริเวณ ต่อมาสิ้นพระชนม์ลงอย่างมีเงื่อนงำ แต่ยังไม่สิ้นความพยายาม พระนางไปนำหลานชายซึ่งเป็นน้องของจักรพรรดิกวางสู มีอายุเพียง 2 ปี กับ 7 เดือน เท่านั้น แล้วสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า ปูยี่ ส่วนพระนามเต็มคือ อ้ายซิน เจว๋หลัว ผู่อี้ หลังจากสถาปนาได้เพียงวันเดียว พระนางซูสีไทเฮาก็สิ้นชีพตักษัย ด้วยวัย 72 ชันษา ชื่อ ปูยี่ ทุกคนรู้จักดีในนาม จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน ในช่วงนั้นเศรษฐกิจของจีนตกต่ำเป็นที่สุด อีกทั้งศักดิ์ศรีของประเทศถูกย่ำยีสุดแสนจะทน ทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในจีน นำโดย ดร. ซุนยัดเซน เพื่อต้องการล้มล้มเลิกระบบกษัตริย์ ต่อมา เจียงไคเชค รับช่วงต่อ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานานได้ พรรคก๊กมินตั๋ง จึงพ่ายแพ้ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้ที่เลื่อมใสพรรคก๊กมินตั๋ง ต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่หมู่เกาะฟอร์มูซา หรือ ไต้หวันในปัจจุบัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง มีการถอดยศ ถอดตำแหน่งจักรพรรดิปูยี่ จึงเรียกชื่อว่า มร. ปูยี่ ท่านต้องโทษและถูกจำคุกในรัสเซีย เป็นเวลา 5 ปี และในจีนอีก 10 ปี รวมเบ็ดเสร็จ 15 ปีเต็ม อาชีพสุดท้าย ท่านรับตำแหน่งเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งหนึ่งในประเทศจีน และเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2510 ด้วยวัย 61 ปี จากโรคมะเร็งตับ

หลังจากประธานเหมาเข้าปกครองประเทศเบ็ดเสร็จ ได้เร่งพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยตั้งใจไว้ว่า ภายใน 15 ปี หลังการปฏิวัติ จะให้จีนเจริญเท่ากับอังกฤษ แต่ความตั้งใจทำไม่สำเร็จ เพราะสหภาพโซเวียตไม่ยอมถ่ายทอดความรู้สาขาสำคัญให้ตามที่สัญญากันไว้ ต่อมา เติ้งเสี่ยวผิง ได้สานงานต่อ โดยมีปรัชญาในหัวใจว่า แมวสีอะไรก็จับหนูได้ ต่อมาไม่นาน จีนสามารถพัฒนาตนเองจนทำให้เศรษฐกิจเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก ภายใน 1 ชั่วอายุคนเท่านั้น คนไทยล่ะครับ ยังทะเลาะกันอยู่อีกหรือ

ขอบคุณ

สวัสดี

หมอเกษตร ทองกวาว

พาไปชมงานมหกรรมกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

หมอเกษตร ทองกวาว

พาไปชมงานมหกรรมกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้เป็นเจ้าภาพ จัดงานประชุมสัมมนาวิชาการกล้วยไม้เอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 12 หรือ Apoc 12 จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี งานครั้งนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ส่วน คือ งานประชุมวิชาการ ในโอกาสนี้ ขออนุญาตนำผลงานของกรมวิชาการเกษตรมาเรียนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ

1. การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ เน้นการปรับปรุงกล้วยไม้สกุลหวาย ให้มีขนาดเล็ก ดอกสีสด เหมาะเป็นต้นแบบสำหรับทำพ็อตแพลนท์ให้กับภาคเอกชน

2. การจำแนกกล้วยไม้เพชรหึง หรือ กล้วยไม้หางช้าง ที่เป็นกล้วยไม้ขนาดใหญ่ที่สุด แหล่งรวบรวมพันธุ์อยู่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ปัจจุบัน จำแนกได้ 15 กลุ่ม แบ่งตามสีของกลีบดอก มีสีเหลือง เหลืองอมเขียว และเหลืองอมแดง แบ่งตามสีของจุดประที่กลีบดอก มีสีน้ำตาล น้ำตาลม่วง และน้ำตาลดำ และ แบ่งตามขนาดของจุดประ มีจุดประขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ตามลำดับ

3. การปรับปรุงกล้วยไม้ดินใบหมากพันธุ์แท้ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ท้องถิ่นของไทย พบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ มีทั้งชนิดดอกสีเหลืองนวล และดอกสีม่วง เติบโตได้ดีตามที่โล่งแจ้ง บนที่สูงเกิน 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง

ปัจจุบัน กำลังเป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ เพื่อนำไปปลูกเป็นไม้กระถาง ประดับไว้ในอาคารที่อยู่อาศัย หรือในย่านธุรกิจ ระยะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกลูกผสม เพื่อหารูปทรง ขนาด และสีสันของดอก ที่โดดเด่นกว่าพันธุ์ท้องถิ่น

4. การออกแบบโรงเรือนเพาะเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี พบว่า โรงเรือนที่ดีที่สุด เป็นชนิดหลังคาโค้ง 2 ชั้น เหลื่อมกัน ขนาด 6×12 เมตร เสา ทำจากเหล็กกลม เคลือบสังกะสี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว สูงจากพื้นโรงเรือน 2.5 เมตร ส่วนโค้งบนสุด สูงจากหลังคา 1.50 เมตร มุงด้วยพลาสติกกันแสง ยูวี ขนาด 150 ไมครอน รองรับด้วยซาแรนสีดำ ที่เลื่อนเปิด-ปิด รับแสงได้ตามความต้องการ ล้อมด้านข้างทั้ง 4 ด้วยซาแรนชนิดเดียวกัน ให้ชายด้านล่างสูงจากพื้นโรงเรือน 1 เมตร ข้อดีของโรงเรือนชนิดนี้ คือ มีราคาค่าก่อสร้างถูกกว่าแบบหน้าจั่ว 2 ชั้น อีกทั้งสามารถระบายอากาศได้ดีกว่า อุณหภูมิภายในจึงต่ำกว่าภายนอก

5. เทคนิคการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารี ที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งยังไม่มีอาหารสำรองในเมล็ด หรือที่เรียกว่า เอนโดสเปิร์ม ทำให้ในสภาพธรรมชาติ อัตราการงอกต่ำมาก หรือแม้จะงอกได้ก็ตาม แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ขึ้นไป แต่งานวิจัยพบว่า เมื่อนำเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีไปเพาะลงที่วัสดุปลูกในกระถางกล้วยไม้ดินใบหมาก เมล็ดจะงอกภายในเวลาเพียง 4 เดือน เท่านั้น จึงต้องมีงานวิจัยต่อเนื่องเพื่อพิสูจน์ว่า เพราะเหตุใด และมีปัจจัยอันใดที่ช่วยสนับสนุนให้เมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีงอกได้ดี และเร็วขึ้น อนาคตอีกไม่นานคงจะมีคำตอบ

6. การรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้พื้นบ้าน หรือพื้นเมืองของไทย วัตถุประสงค์เพื่อนำพันธุกรรมที่ดีของแต่ละพันธุ์ เช่น ความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน ทนโรค และมีความสวยงาม นำมาเก็บรวบรวมไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต มีการเก็บรวบรวมอย่างถูกวิธี จากจังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ ตาก เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี จันทบุรี ชุมพร และยะลา ทั้งหมดสามารถจำแนกได้ 16 สกุล มี ท้าวคูลู สิงห์โตกลอกตา เอื้องต้นน้ำ สิงห์โตร่ม ซิมบิเดียม ม้าวิ่ง ว่านอึ่ง ว่านจูงนาง แกรมมาโตฟิลลัม ลิ้นมังกร รองเท้านารี นางอั้ว เอื้องพร้าว แมลงปอ สปาโตคลอสติส และแวนด้า

7. มารู้จัก อนุสัญญาไซเตส (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fuana and Flora : (ITES) มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการค้าระหว่างประเทศ และชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่า ที่อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ โดยมุ่งเน้นให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อคงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ กล้วยไม้หลายชนิดจัดอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จึงขึ้นบัญชีไว้ 2 บัญชี คือ

บัญชีที่ 1 กล้วยไม้ที่ห้ามทำการค้า ที่ได้มาจากป่าธรรมชาติ เช่น กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ รองเท้านารีคางกบ และ เอื้องปากนกแก้ว สำหรับ บัญชีที่ 2 เป็นกล้วยไม้ที่ได้จากป่า สามารถทำการค้าได้ แต่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด เช่น เอื้องชะนี เข็มแสด และเอื้องเงิน เป็นตัวอย่าง

8. การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เพื่อเป็นการให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์พืช อันเป็นการสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สิทธิและความคุ้มครองตามกฎหมาย ปัจจุบัน มีชนิดพืชที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศกำหนดให้สามารถจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ 62 ชนิดพืช สำหรับกล้วยไม้ สามารถจดทะเบียนได้แล้ว 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยไม้สกุลหวาย แวนด้า ฟาแลนนอปซิส และแคทลียา ทั้งนี้ ขั้นตอนการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เริ่มจากยื่นคำขอจดทะเบียน วางแผนการปลูกตรวจสอบ ปลูกตรวจสอบ วินิจฉัยผลการปลูก ประกาศโฆษณาและจดทะเบียน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ สอบถามเพิ่มเติมที่ สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร

กิจกรรมการประกวดกล้วยไม้และสวนหย่อม การประกวดกล้วยไม้มีหลายสกุล ประกอบด้วย หวาย ฟาแลนนอปซิส แคทลียา เพชรหึง กล้วยไม้รองเท้านารี และกล้วยไม้ดินอีกหลายชนิด การประกวดสวนหย่อม แบ่งเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ ที่ใช้กล้วยไม้เป็นองค์ประกอบ และสวนหย่อมขนาดเล็ก สไตล์ญี่ปุ่น ล้วนจัดได้สวยงามตระการตา

สรุปโดยรวมแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ นับว่าจัดได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ขาดการประชาสัมพันธ์ จึงมีจำนวนผู้เข้าชมงานน้อยเกินคาด ทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนรักกล้วยไม้ พลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสความงดงามของกล้วยไม้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ใหม่ๆ และยิ่งน่าเสียดายมากขึ้นไปอีก ที่เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ได้ซึมซับเอาสิ่งดีๆ ไว้เป็นประสบการณ์ที่จะสานงานต่อจากนักปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ที่ล้วนอยู่ในวัยดึก คราวหน้าเริ่มใหม่นะครับ

สวัสดี

หมอเกษตร ทองกวาว

%d bloggers like this: