หน้ามองฟ้า เท้าหยั่งดิน

All posts tagged หน้ามองฟ้า เท้าหยั่งดิน

อ.ต.ก.ร่วมใจช่วยภัยแล้ง

Published July 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 27 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/611160

 

ภัยแล้งเกษตรกรส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนปลูกพืชทนแล้ง ขณะที่อีกส่วนแม้ยังพอมีน้ำทำการเกษตรอยู่บ้าง แต่ปัญหาเดิมๆยังคงตามหลอกหลอนเกษตรกร…หาตลาดไม่ได้

เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆที่ประสบปัญหาภัยแล้ง เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดย ธัญลักษ์ เจริญปรุ รักษาการแทน ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. จึงได้จัดโครงการ “อ.ต.ก.ร่วมใจช่วยภัยแล้ง” ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค.

โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรตัวจริงเสียงจริงนำผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายกันแบบฟรีๆกว่า 130 บูธ

ในวันงาน 4 วัน นอกจากผู้เข้าร่วมงานจะได้เลือกซื้อเลือกชมร้านค้าผลผลิต/ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรจากทั่วทุกภูมิภาคของไทยกว่าร้อยร้านค้า รวมทั้งจัดแสดงผลไม้ อ.ต.ก. Selected ซึ่งเป็นผลไม้คัดเกรดส่งออกผ่านการรับรองโดย อ.ต.ก.แล้ว

ยังจะได้พบกับกิจกรรมเสวนา อันจะนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง อาทิ การปลูกเมล่อนบนดาดฟ้า ทางเลือกใหม่เกษตรกรไทย ที่สามารถทำได้แม้แต่ในคอนโด โดยเจ้าของสวนโดยตรง

การปลูกมะนาว ใช้น้ำน้อย 1 ต้น 2,000 ลูก จากเจ้าของสวนวโรชา เมืองอ่างทอง ที่บอกคำเดียว “ทำได้รวยแน่ๆ”

Super Market กล้วยไม้ เทรนด์ใหม่การค้ากล้วยไม้ไทย โดยแอร์ออคิด ร้านกล้วยไม้ระดับโลก ที่มีอะไรดีๆมาบอกกล่าวเล่าความรู้แก่คอกล้วยไม้

สุดท้าย กระถางต้นไม้จากยางพารา ผลิตภัณฑ์จาก 3 จ.ชายแดนใต้ อีกหนึ่งแนวทางเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยในภาวะยางราคาตกต่ำ

และพลาดไม่ได้กับกิจกรรมสาธิตฝึกอาชีพ หลักสูตรการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ไข่เค็มกะทิสดดินสอพอง การทำน้ำสลัดซีฟู้ดและการทำสลัดโรล การแปรรูปถั่วเขียว การทำวุ้นสายรุ้ง และการสาธิตวิธีแกะสลักและร้อยมาลัย

เกษตรกรสนใจนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจำหน่ายในงาน ติดต่อได้ที่ประชาสัมพันธ์ อ.ต.ก. โทร. 0-2279-2080-9.

สะ–เล–เต

 

Advertisements

คืบหน้า…กฟก.ลุยแก้หนี้

Published July 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 26 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/610663

 

เป็นไปตามสัญญา…หลังสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ได้บอร์ดครบทั้ง 3 คณะ เข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิก นายละม้าย เสนขวัญแก้ว ประธานกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร พร้อมคณะทำงานฯ ลงพื้นที่ 9 จังหวัดที่กำลังมีปัญหาเร่งด่วนทันที

ไล่มาตั้งแต่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, ชัยนาท ลงพื้นที่ไปเรียบร้อยแล้ว คิวต่อไป อ่างทอง, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, พัทลุง และเพชรบุรี…ด้วยเป็นพื้นที่มีปัญหา สหกรณ์เจ้าหนี้กำลังเร่งรัดยึดที่ทำกินของเกษตรกรมาขายทอดตลาด

“เราต้องรีบลงพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรและสหกรณ์เจ้าหนี้ ว่าทางกองทุนฟื้นฟูจะเข้ามาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรและซื้อหนี้จากสหกรณ์อย่างแน่นอน พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้เจ้าหนี้ชะลอการบังคับหนี้ไว้ก่อนเป็นเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน นับตั้งแต่ 1 พ.ค. ไปจนถึงสิ้นเดือกรกฎาคม”

นายละม้าย อธิบายว่า สืบเนื่องมาจากการกู้หนี้ของเกษตรกร จากสหกรณ์ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้หนี้แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะใช้บุคคลค้ำประกันแทน แต่กฎหมายในการซื้อหนี้ของกองทุนฯ ได้กำหนดไว้ว่าการซื้อหนี้นั้นจะต้องโอนทรัพย์สินมาเป็นของกองทุนฯ

เมื่อไม่มีทรัพย์สินให้โอนมาเป็นของกองทุนฯ เลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ที่ผ่านมา กฟก. จะใช้วิธีโอนบุคคลค้ำประกัน มาช่วยค้ำประกันให้ทางกองทุนฯต่อ แต่ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทักท้วงมาว่าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ขอให้ปรับแก้ไขระเบียบให้ชัดเจนเสียก่อนถึงจะทำได้ จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยภายใน 3 เดือนนี้

อีกปัญหาที่ต้องรีบจัดการ หนี้ที่ไม่ได้มาจากการกู้ยืมเพื่อการเกษตร หนี้ประเภทนี้ กฎหมาย กฟก.ไม่สามารถเข้าไปซื้อได้ ทั้งที่ในทางปฏิบัติเป็นที่รู้กันดี ถ้าเกษตรกรจะกู้หนี้ไปทำการเกษตร เจ้าหนี้มักจะไม่ให้กู้หรือ ให้กู้แต่ได้เงินน้อย การทำสัญญากู้เงินจึงระบุไปว่า นำไปซื้อเครื่องจักรกล ซ่อมบ้าน สร้างบ้าน หรือทำธุรกิจ เป็นอีกเรื่องที่ทาง สตง.ได้ทักท้วงมา… จึงต้องขอเวลาแก้ไขระเบียบเหล่านี้ให้แล้วเสร็จใน 3 เดือนไปพร้อมกัน

ประธานกรรมการจัดการหนี้ฯ ยืนยันจัดการได้ทันแน่ เพราะรัฐบาลนี้ยินดีจะช่วยเหลือเกษตรกรเต็มสูบอยู่แล้ว.

สะ–เล–เต

 

น้ำหยดใช่แค่ประหยัดน้ำ

Published July 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 21 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/608236

 

หัวใจสำคัญของระบบน้ำหยดมีอะไรบ้าง อยู่ตรงไหน บอกกล่าวกันไปแล้ว…วันนี้มาว่ากันถึงประโยชน์บางอย่างของระบบน้ำหยด ที่หลายคนคิดไม่ถึง

เพราะไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยประหยัดใช้น้ำเท่านั้น…แต่ยังทำให้เราได้ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยตัวหน้า ปุ๋ยตัว N

ได้มาโดยไม่ต้องซื้อหา เพราะได้มาจากธรรมชาติ

หลายคนคงเคยได้ยินการปลูกพืชตระกูลถั่วช่วยปรับปรุงดิน เพราะจะทำให้เราได้ปุ๋ยไนโตรเจน เนื่องจากในปมรากพืชตระกูลถั่ว มีแบคทีเรียไรโซเบียม คอยทำหน้าที่ดึงไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นปุ๋ยอยู่ในดิน

ระบบน้ำหยดช่วยให้ได้ปุ๋ยโดยไม่ต้องพึ่งไรโซเบียม…เพราะในอากาศที่เราหายใจกันนั้น มีไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% ส่วนที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่นๆ

ไนโตรเจนในธรรมชาติมีมากมาย ปรเมศวร์ สมพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ เนต้าฟิม (ประเทศไทย) บริษัทสัญชาติอิสราเอล เจ้าตำรับระบบน้ำหยด อธิบายถึงการได้มาของปุ๋ยแบบไม่ต้องซื้อหาเพราะระบบน้ำหยด น้ำจะค่อยๆซึมโผล่ออกมาเป็นเม็ดน้ำแล้วหยดลงไปอย่างช้าๆ ทำให้น้ำหยดได้มีโอกาสผสมคลุกเคล้ากับไนโตรเจนได้มากขึ้น ไนโตรเจนเลยถูกน้ำชักพาลงไปเป็นปุ๋ยอยู่ในดิน ไม่เพียงเท่านั้น น้ำยังชักพาออกซิเจนลงไปในดินด้วย

ต่างจากการรดน้ำแบบทั่วๆไป น้ำพุ่งแรง เร็ว โอกาสน้ำสัมผัสกับไนโตรเจนและออกซิเจนมีน้อย

ส่วนปุ๋ยตัวอื่นๆ ระบบน้ำหยดสามารถให้ปุ๋ยทางน้ำได้ โดยไม่ต้องลำบากเดินลงไปในไร่ในสวน ยิ่งช่วยประหยัดแรงงานได้มากขึ้น เป็นประโยชน์อีกอย่างของระบบน้ำหยด

เมื่อน้ำหยดลงมาเป็นที่เป็นทาง ผลพลอยได้อีกอย่าง วัชพืชงอกมีน้อย กำจัดง่าย เพราะจุดไม่มีน้ำหยดวัชพืชไม่เกิด…เมื่อวัชพืชน้อย แหล่งพักอาศัยของแมลงศัตรูพืช โรคพืชพลอยลดจำนวนลงไปด้วย ส่งผลให้ลดการใช้สารเคมีได้อีกทาง

ประการสุดท้าย มีระบบน้ำหยด ปลูกพืชได้หลายครอป วางแผนการผลิตได้ และเพิ่มช่องทางปลูกพืชได้หลากหลายชนิด…สามารถทำมาหากินได้ทั้งปี ไม่ต้องรอ ไม่ต้องง้อเทวดาอีกต่อไป.

สะ–เล–เต

 

ระบบกรอง…อีกหัวใจน้ำหยด

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 20 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/607638

 

คราวที่แล้ว ปรเมศวร์ สมพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ เนต้าฟิม (ประเทศไทย) บริษัทสัญชาติอิสราเอล เจ้าตำรับระบบน้ำหยด…ได้บอกถึงการชดเชยแรงดัน หัวใจสำคัญของระบบน้ำหยดกันไปแล้ว

คราวนี้มาว่ากันต่อ หัวใจสำคัญอีกจุด…ระบบกรองน้ำ

น้ำหยดจะไหลรินไปถึงรากพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพสม่ำเสมอ และทำให้ท่อน้ำหยดมีอายุใช้งานยืนยาว ระบบกรองสำคัญมาก…เพราะอย่าลืมว่า ระบบนี้ ท่อจะมีรูให้น้ำหยดเล็กๆอยู่เต็มไปหมด ถ้าน้ำที่นำมาใช้ ไม่ว่าจะแม่น้ำลำคลอง จากบ่อน้ำตื้น สระขุด หรือบ่อบาดาล เกิดมีผงขุ่นตะกอน เศษตะไคร่น้ำ เศษใบไม้ที่เน่าเปื่อย รวมทั้งหินปูน ฯลฯ ติดเข้ามาในระบบ แน่นอนใช้ไปไม่กี่วัน รูน้ำหยดเล็กๆมีโอกาสอุดตันได้ง่าย

ครั้นจะมานั่งซ่อมบำรุงเอง เอาเข็ม เอาไม้ไปทะลวงแหย่รูน้ำหยดรูมีมากขนาดนั้น ทำไหวไหม และถ้าไปจ้างคนงาน แหย่ไปแหย่มา รูน้ำหยดเยินเสียหาย อะไรจะเกิดตามมา…เสียเงินซื้อท่อใหม่

ฉะนั้น ห้ามมองข้ามระบบกรองเป็นอันขาด

อีกอย่างที่ควรรู้ไว้ จะให้ปุ๋ยยาผ่านระบบน้ำหยด ปรเมศวร์ แนะ ควรใช้ปุ๋ยยาที่เป็นน้ำ ไม่ควรให้เป็นผงผสมน้ำ เพราะจะมีโอกาสเกิดการอุดตันได้ง่าย

และเมื่อติดตั้งระบบกรอง ระบบท่อทางเดินน้ำ และระบบท่อน้ำหยด…การติดตั้งวาล์วเปิด-ปิดน้ำ ควรมีแค่ตัวเดียว

ไม่มีความจำเป็นต้องมีวาล์วตามท่อแยกทุกตัว เพราะเรามีตัวชดเชยแรงดันอยู่แล้ว…ฉะนั้น เราจะเสียเงินซื้อวาล์วหลายตัว และเสียเวลาเดินไปเปิด-ปิดวาล์วทุกตัวไปเพื่ออะไร

ส่วนการให้น้ำแต่ละครั้งเป็นอย่างไร มากน้อยแค่ไหน ปรเมศวร์ ให้มองดินเป็นสำคัญ เพราะดินแต่ละชนิด การไหลซึมของน้ำไม่เท่ากัน…ดินปนทรายน้ำซึมผ่านง่าย ควรเปิดวาล์วให้น้ำแรง…ดินเหนียวน้ำซึมยาก มักขัง ควรเปิดวาล์วให้น้ำแต่น้อย

ดินทั้งสองชนิด ก่อนปลูกพืชควรรองก้นหลุมหรือเคล้าดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ เศษซากใบไม้ก่อนจะดี ส่วนดินร่วนให้น้ำได้ตามปกติ ตามความเหมาะสม…อย่างไรก็ดี ควรเปิดระบบน้ำหยดให้เหมาะสมกับชนิดของพืช หากเป็นพืชน้ำน้อยเปิดแค่วันละครั้ง แต่การปลูกพืชปกติควรเปิดน้ำเช้าเย็นวันละ 20-30 นาที หรือแค่พอชุ่มน้ำ.

สะ-เล-เต

 

หัวใจน้ำหยด…ชดเชยแรงดัน

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 19 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/607187

 

เมื่อวาน…นำความรู้เบื้องต้นพื้นฐานของระบบน้ำหยดจาก ปรเมศวร์ สมพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เนต้าฟิม (ประเทศไทย) จำกัด สัญชาติอิสราเอล ที่เรามองข้ามมาเล่าสู่กันฟัง

วันนี้มาว่ากันต่อถึงหัวใจสำคัญอีกจุดของระบบน้ำหยด…การชดเชยแรงดันน้ำเราต่อท่อสายยางฉีดน้ำไปรดพืชผัก ถ้าท่อเกิดรั่วเป็นรูเล็กๆ น้ำจะไหลจากต้นทางไปถึงปลายทางไหม…อาจจะถึง ถ้ารั่วไม่มาก แต่กว่าจะถึงปลายทาง น้ำจะมาแบบกะปริดกะปรอย หรือมาไม่ถึงเลย

ระบบน้ำหยดก็เช่นกัน ท่อมีรูรั่วเล็กๆ ให้น้ำหยดเต็มไปหมด ฉะนั้นเพื่อจะให้น้ำต้นทางกับปลายทางมีแรงดันส่งน้ำเท่ากัน…เลยต้องมีอุปกรณ์ชดเชยแรงดันของน้ำ เพื่อให้น้ำหยดออกจากรูน้ำหยด ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน

หากไม่มีการชดเชยแรงดัน พืชจะได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ พืชที่อยู่ใกล้ต้นทางน้ำจะได้น้ำมาก พืชที่อยู่ไกลออกไปจะได้น้ำน้อย ถือเป็นการสิ้นเปลืองเข้าไปอีก

ระบบชดเชยแรงดันมี 2 แบบ…แบบที่ติดมากับท่อน้ำหยดเลย มีขายทั่วไปตามท้องตลาดราคาประมาณ 1,900 บาท ต่อ 1 ม้วน ความยาว 1,000 ม. ขึ้นกับแต่ละบริษัท

และแบบติดตั้งรูน้ำหยดทีหลัง ราคาอุปกรณ์ตัวนี้อยู่ที่จุดละ 10 บาท

ส่วนเรื่องท่อส่งน้ำหยดชนิดใดถึงเหมาะกับบ้านเรา ปรเมศวร์ แนะให้ใช้ท่อ PE เพราะทนทานต่อสภาพอากาศร้อน แต่หากเป็นท่อทำจากวัสดุชนิดอื่น ควรมีสารเคลือบกันรังสี UV จากแดด

และควรมีแกนไว้สำหรับม้วนเก็บเมื่อเลิกใช้งาน ไม่ควรเก็บพับท่อ เพราะทำให้ท่องอ แตกหักเสียหายได้…หากใช้งานถูกวิธีจะใช้อุปกรณ์ระบบได้นานเกือบ 10 ปี

แต่ไม่แนะนำให้ใช้ท่อ PVC เพราะขั้นตอนยุ่งยาก ต้องลงทุนเพิ่ม เสียเวลากับการทากาว เชื่อมข้อต่อ ข้องอต่างๆ แถมยังบำรุงรักษายาก ใช้ได้ครั้งเดียว ถอดเก็บไม่ได้ ที่สำคัญไม่คงทนเท่าท่อ PE

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระบบน้ำหยดที่ควรรู้ยังไม่หมด…พรุ่งนี้ยังมีให้ติดตามกันต่อ.

สะ-เล-เต

 

รู้จักระบบน้ำหยดจริงแค่ไหน?

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 18 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/606812

 

โลกร้อนแล้ง น้ำหายาก….ระบบน้ำหยดได้รับความสนใจจากเกษตรกรบ้านเรามากขึ้น…แต่การนำระบบน้ำหยดมาใช้ในบ้านเราขณะนี้ เกษตรกรรู้ลึกรู้จริงถึงระบบน้ำหยดดีแล้วหรือยัง?

เพื่อเกษตรกรไทยจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ มนุษย์หลอกขายอุปกรณ์ที่ใช้ไม่กี่ครั้งก็พัง สูญเงินลงทุนไม่คุ้มค่า วันนี้จะขอนำความรู้อย่างหมดเปลือกในเรื่องระบบน้ำหยดจาก เนต้าฟิม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทสัญชาติอิสราเอล ต้นแบบคิดค้นระบบน้ำหยดเจ้าแรกของโลก ที่พลิกผืนทะเลทรายให้กลายเป็นแปลงเกษตรได้

หัวใจสำคัญจริงๆของระดับน้ำหยดอยู่ตรงไหน???

“ระบบน้ำหยดเกิดจากเมื่อ 51 ปีที่แล้ว ด้วยอิสราเอลต้องใช้น้ำอุปโภคบริโภคปีละ 2,000 ล้านคิว แต่ผลิตได้ครึ่งเดียว ฉะนั้นจึงต้องใช้น้ำทุกหยดให้เกิดคุณค่าสูงสุด จึงมีแนวคิดทำระบบน้ำหยดขึ้นมา สามารถประหยัดน้ำทำการเกษตรได้กว่าครึ่ง แต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้น ทำให้มีการพัฒนาระบบเรื่อยมา จนปัจจุบันกลายเป็นระบบที่ใช้ทุนน้อย ประหยัดเวลา แต่เพิ่มผลผลิตได้ถึง 3 เท่า”

ปรเมศวร์ สมพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ เนต้าฟิม ประจำประเทศ ไทย บอกถึงที่มาของระบบน้ำหยด…ส่วน วิธีการใช้ระบบน้ำหยดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่จะหยดน้ำตรงไหนก็ได้

เราคิดจะใช้ระบบน้ำหยด แต่ไม่เคยรู้กันเลยว่าควรวางระบบท่ออย่างไร วางรูตำแหน่งน้ำหยดแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด

นี่คือหัวใจสำคัญ ที่เกษตรกรต้องรู้…ตำแหน่งจุดน้ำหยด ต้องดูว่าเราจะปลูกพืชอะไร?

หากเป็นพืชชนิดรากไม่ลึก เช่น พืชผักสวนครัว หรือไม้ล้มลุก ควรวางรูน้ำหยดติดกับโคนต้น เพราะพืชจะดูดซึมน้ำได้ง่ายและเต็มที่

แต่ถ้าเป็นไม้ยืนต้น ไม้ใหญ่ รากลึก เช่น ผลไม้ อ้อย มันสำปะหลัง ควรวางรูน้ำหยดตรงกลางระหว่างต้น และควรวางระบบตั้งแต่ยังเป็นต้นอ่อน พืชจะโน้มรากเข้าหาจุดที่มีน้ำตามธรรมชาติเอง

และยังทำให้ลดความถี่ของจำนวนรูน้ำหยด ส่งผลให้เราประหยัดและใช้น้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ…แต่หัวใจสำคัญของระบบน้ำหยดไม่ได้มีเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้มีให้ติดตามตอนต่อไป.

สะ-เล-เต

 

เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนระบาดภาคใต้

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 14 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/605342

 

ช่วงนี้สภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตรเลยออกมาเตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนภาคใต้เฝ้าระวัง “เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน” ระบาด มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ทุเรียนแตกใบอ่อนถึงออกดอก

สิ่งที่เกษตรกรทำได้ ณ ขณะนี้คือ ควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนอย่างละเอียด โดยเฉพาะยอดที่แตกใบอ่อน!!!!

เพราะใบอ่อนสำหรับทุเรียนสำคัญมาก จะออกเพียง 2-3 ชุดต่อปีเท่านั้น หากใบอ่อนชุดแรกเสียหายจากเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ต้นก็จะไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการเกิดลูก กระทบต่อการปลูกทุเรียนทั้งระบบ

ในต้นที่เกิดการระบาด มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนเกิดจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโต เมื่อระบาดมากๆ ใบจะหงิกงอ ถ้าเข้าทำลายในช่วงที่ใบอ่อนยังเล็กมากหรือยังไม่คลี่ออก จะทำให้ใบแห้งและร่วงได้

หากพบการระบาดของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 5% เอสซี 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือสารไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน 6.25%/22.5% อีซี 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ในช่วงระยะแตกใบอ่อน

ทั้งนี้ ตามธรรมชาติทุเรียนจะแตกใบอ่อนไม่พร้อมกันทั้งสวน ฉะนั้นหากพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนต้นใด เกษตรกรควรพ่นสารฆ่าแมลงเฉพาะต้นนั้นๆ

นอกจากช่วยลดการใช้สารฆ่าแมลงแล้ว ยังไม่ไปทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน อย่าง ตัวห้ำและด้วงเต่า

แต่หากต้องการเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการ ลดช่วงเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ไม่ต้องใช้สารฆ่าแมลงหลายครั้ง สามารถกระตุ้นการแตกใบให้ต้นทุเรียนแตกใบรุ่นเดียวกันทั้งสวนได้ ด้วยการพ่นยูเรีย (สูตร 46-0-0) 200 กรัม/น้ำ 20 ลิตร.

สะ–เล–เต

 

เดินเครื่องเหมืองปุ๋ยโปแตช

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 13 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/604846

 

หลังผ่านการต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานมาหลายสิบปี ท่ามกลางกระแสทั้งต่อต้านและเห็นด้วย ในที่สุด เหมืองแร่โปแตชบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ หรือโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนได้รับประทานบัตรทำเหมืองแร่ในพื้นที่ 9,707 ไร่ มาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว

อภิชาติ สายะสิญจน์ รองกรรมการผู้จัดการ (สายปฏิบัติการ) บริษัท อาเซียนโปแตช ชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ บริษัทพร้อมผลิตปุ๋ยโปแตชได้ในปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562…ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตั้งระบบการผลิต การขนส่ง รวมถึงระบบอื่นๆที่จำเป็น

จากการสำรวจเหมืองแห่งนี้ มีโปรแตชประมาณ 500 ล้านตัน แต่นำมาใช้แค่ 1 ใน 3 หรือ 150 ล้านตัน ส่วนที่เหลือต้องนำไปใช้เป็นเสากำแพงค้ำยัน เสริมความแข็งแกร่งตัวเหมือง เพราะทำเหมืองขุดเจาะแบบอุโมงค์ห้องสลับเสาค้ำยัน

ฉะนั้น มั่นใจ ได้…เราจะไม่ได้ยินข่าวเหมืองโปแตชถล่มในแผ่นดินไทยแน่

สำหรับประทานบัตรมีอายุทั้งสิ้น 25 ปี การผลิตปีแรกในช่วงปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562 จะมีกำลังการผลิต 5.6 แสนตัน แล้วจะเพิ่มเป็น 8.8 แสนตันในปีที่ 2 และเพิ่มเป็น 1.1 ล้านตัน เต็มกำลังการผลิตในปีที่ 3

ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่หลายคนห่วงใย อภิชาติ บอกไม่ต้องห่วง เพราะก่อนทำได้ผ่าน EIA มานานแล้ว ส่วนหางแร่ที่สกัดเหลือจากโปแตช ไม่ต้องกังวลจะทำดินเค็ม น้ำเค็ม เพราะบริษัทได้ทำบ่อเก็บขนาด 5,600 ไร่ ออกแบบอย่างมิดชิด ตั้งอยู่ที่สูงป้องกันน้ำท่วม รั่วซึม พร้อมปรับปรุงทัศนียภาพอย่างสวยงาม

ส่วนการทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ไม่มีปัญหา เพราะบริษัทลงพื้นที่มาหลายปี ก่อนได้ประทานบัตรซะอีก มีกิจกรรมร่วมกับชุมชนมากมาย ทั้งส่งเสริมการศึกษา การจ้างงานในชุมชน สนับสนุนอาชีพ สนับสนุนให้เปิดสาขาวิชาใหม่ เทคนิคการทำเหมืองแร่ แก่วิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่

ทั้งที่บ้านเรามีของดีอยู่ใต้จมูกมาแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่รู้ทำไมถึงเพิ่งมาคิดทำได้จริง หลังจากต้องเสียเงิน เสียดุลการค้าให้ต่างชาติ นำเข้าโปแตช มาไม่รู้กี่สิบปี ปีละ 700,000 ตัน คิดเป็นเงิน 8,000-10,000 ล้านบาท

ในเมื่อวันนี้ได้ลงมือทำกันแล้ว ได้แต่หวัง โปแตช แม่ปุ๋ยตัว K บำรุงลูกผล เมด อิน ไทยแลนด์ ราคาคงถูกกว่าปุ๋ยนำเข้า…อย่าหวังค้ากำไรเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรมากจนเกินไปก็แล้วกัน.

สะ–เล–เต

 

คูลเชน…ยืดอายุผลผลิต

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 12 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/604410

 

มีโอกาสไปชมโรงงานรับซื้อพริกหนุ่มจากเกษตรกรที่สุโขทัย… รวบรวมผลผลิตส่งขาย ป้อนตลาดใหญ่ปลายทาง ณ ประเทศมาเลเซีย ที่ต้องใช้เวลาขนส่งนานหลายวัน

ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ บ้านเราอากาศร้อน ยิ่งมาเจอภาวะโลกร้อนอย่างนี้เข้าไปด้วย ร้อนตับแลบ ผลที่ตามมา พริกหนุ่มของเราเมื่อถูกส่งไปถึงปลายทาง ถูกผู้ซื้อตำหนิ “พริกของไทยไม่สวย เน่าเร็ว” ขายไม่ได้ราคา สุดท้ายส่งผลกระทบตรงมาถึงรายได้ของเกษตรกร

ยิ่งบวกผสมกับสงครามการค้า เวียดนามคู่แข่งสำคัญตลาดพริกหนุ่มไทย ดัมพ์ราคาพริกเรียกแขก แถมพริกสวยกว่าเรา ที่สำคัญแพ็กของลงเรือผ่านทะเลจีนใต้ตรงไปยังมาเลเซียในระยะทางที่ใกล้กว่า ภาคเหนือของไทยไปมาเลย์

เวียดนามไม่เพียงจะได้เปรียบเรื่องระยะทาง ความสดใหม่ก็ยังได้เปรียบอีก เพราะสภาพอากาศเย็นกว่าบ้านเรา พริกเลยไม่เน่าเสียง่าย ต่างกับเราต้องขนส่งทางบก แม้จะเป็นรถห้องเย็น แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะไม่ได้นำหลักการวิทยาศาสตร์ ยืดอายุการผลิต มาใช้ให้เต็มระบบ ที่จะต้องทำตั้งแต่ แหล่งผลิตไปจนถึงมือผู้ซื้อ

โรงงานแห่งนี้จึงนำระบบคูลเชน เทคโนโลยีจากจีนมาใช้เป็นแห่งแรกของประเทศ

ทันทีที่พริกมาถึงโรงงานจะถูกนำเข้าห้องแพ็ก ควบคุมอุณหภูมิ 20-25 ํC ทันที…ต้องลดอุณหภูมิเฉียบพลัน เพื่อลดการหลั่งสารเอทีลีน หรือสารเร่งสุกของผลพริก เนื่องจากอุณหภูมิยิ่งร้อน สารตัวนี้จะหลั่งออกมามาก ทำให้พริกสุกเร็ว…แบบเดียวกับที่เอามะม่วงไปบ่มในถังข้าวสาร ก็เพื่อทำให้มะม่วงร้อนนั่นเอง

หลังจากคัดแยกเกรดพริก ก่อนขนส่งไปปลายทาง จะนำพริกมาเข้าห้องเย็น ลดอุณหภูมิพริกลงไปอีกจนถึง -5 ํC เป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อให้ผลพริกคายน้ำและความร้อนแฝงออกไปให้มากที่สุด พริกจะได้
สุกช้ายิ่งขึ้น

จากนั้นเข้าสู่ห้องรูมคูลลิ่ง ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ 2-8 ํC เก็บรอขนส่งเคลื่อนสู่ปลายทาง

ปรากฏว่า ระบบคูลเชนของโรงงานแห่งนี้ช่วยยืดอายุพริกให้เก็บได้นานกว่า 1 เดือน ต่างจากเมื่อก่อนเก็บได้นานสุดแค่ 14 วัน… ส่งผลพริกไทยไม่เน่าเสียง่าย ตลาดต่างประเทศให้การยอมรับมากขึ้น.

สะ–เล–เต

 

ปากแพรก…ถนนวิถีเกษตร

Published June 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สะ-เล-เต 7 เม.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/601944

 

ปากแพรกเป็นถนนสายแรกของ จ.กาญจนบุรี สร้างมาเมื่อ 185 ปีก่อน ในจุดที่แม่น้ำแควน้อย แควใหญ่ ไหลมาบรรจบ เป็นต้นน้ำแม่กลอง

เป็นชุมชนเก่าแก่ และแหล่งรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์น่าสนใจไว้มากมาย ด้วยเหตุนี้ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่ 16.00-21.00 น. จ.กาญจนบุรี จึงปรับโฉมถนนโบราณเส้นนี้ให้กลายเป็น “ถนนคนเดิน” ถนนเก่าเล่าเรื่องเมืองกาญจน์

นอกจากนักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวชมสถาปัตยกรรมอันงดงามและทรงคุณค่าของอาคารบ้านเรือน วิถีชุมชนโบราณแล้ว ยังได้สัมผัสกับการแสดงพื้นบ้าน การจัดแสดงภาพเก่า ภาพร่วมสมัยของเมืองกาญจนบุรี และอิ่มอร่อยกับอาหารยุคโบราณ ที่ยากจะหากินกันได้ในสมัยนี้

ไม่ว่าเป็ดย่างเกลือ ผัดไทยโบราณ หรือขนมขึ้นชื่อ “ถ้ามาเมืองกาญจน์แล้วไม่ได้กิน ถือว่ามาไม่ถึง” ขนมทองโย๊ะ ทำจากงาผสมแป้งตำให้เข้ากันแล้วนำไปทอด เป็นขนมพื้นถิ่นของชาวมอญแถบสังขละบุรี…ขอคอนเฟิร์มว่าอร่อยจริง

และที่ขาดไม่ได้คือ “สินค้าเกษตร” มีการรวบรวมผลผลิตทั้งพืชผัก ผลไม้ ของกินของใช้ สินค้าแปรรูปทั่วทั้งจังหวัดมาไว้ที่นี่ที่เดียว

สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ราคาถูกจากมือเกษตรกร แต่ที่สะดุดตาที่สุด คือ “มะม่วงน้ำดอกไม้มัน” มะม่วงน้ำดอกไม้พันธุ์ท้องถิ่น มีที่นี่ที่เดียว…ผลดิบให้รสชาติมันอร่อย ไม่เปรี้ยวเหมือนน้ำดอกไม้พันธุ์อื่น ผลสุกให้รสชาติหวาน แถมผลยังใหญ่กว่า

อีกผลิตผลที่ถือว่าแปลก “สตรอเบอรี่เมืองกาญจน์” ปลูกได้ที่ อ.สังขละบุรี ที่เดียวเท่านั้น โดยเฉพาะ ต.ชะแล เพราะสูงกว่าระดับน้ำทะเลเกือบ 700 เมตร อากาศหนาวเย็น จึงทำให้สตรอเบอรี่ที่นี่มีคุณภาพ รสชาติดี ไม่แพ้ทางเหนือเลยทีเดียว

เป็นอีกหนึ่งช่องทางเลือกเพิ่มรายได้สร้างชีวิตให้กับเกษตรกรในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี…ไปเมืองกาญจน์ อย่าลืมปากแพรก ชิม ช็อป ช่วยเกษตรกร.

สะ-เล-เต

 

%d bloggers like this: