หนักเอาเบาสู้

All posts tagged หนักเอาเบาสู้

จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต ‘พิบูลนนท์’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160324/224582.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม 2559
จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต 'พิบูลนนท์'

หนักเอาเบาสู้ : จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต ‘พิบูลนนท์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                    เส้นทางชีวิตไม่ได้โรยด้วยดอกกุหลาบ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่หวัง คือเส้นทางในชีวิตจริงแม้ว่าจะต้องลำบากเพียงใดก็ตาม ดั่งเส้นทางชีวิตของ “พิบูลนนท์ ปาณะพรหมพิพัฒน์” เจ้าของธุรกิจกล้วยไม้ส่งออกใน จ.นครปฐม ภายใต้ชื่อนันทนาออร์คิด ต้องพลิกผันชีวิตอีกครั้งเพื่อความอยู่รอด หลังสถานการณ์กล้วยไม้ไม่ดีขึ้นด้วยการเล็งหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อมากอบกู้ธุรกิจกล้วยไม้ที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ส่งผลให้ธุรกิกล้วยไม้ซบเซาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
                    “เดิมทำธุรกิจสวนกล้วยไม้อยู่ที่ จ.นครปฐม ชื่อว่า นันทนาออร์คิด ซึ่งตอนนี้ก็ยังทำอยู่นะ แต่ปัญหาก็คือธุรกิจกล้วยไม้เริ่มซบเซา เริ่มมาตั้งแต่หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วที่สวนกล้วยไม้ได้รับผลกระทบจนได้รับความเสียหาย ถึงแม้จะฟื้นฟูให้กลับมาดังเดิมได้ แต่ปัญหาตลาดไม่มี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็คล้ายๆ กันทุกสวน ก็เลยคิดหาพืชตัวใหม่มาทดแทน จึงมองว่าปาล์มน้ำมันน่าจะเป็นพืชมีอนาคตที่สุดในขณะนี้และระยะยาว” พิบูลนนท์ เผยจุดเปลี่ยนทางธุรกิจ ก่อนจะตัดสินใจร่วมกับบริษัท ซีพิไอ อะโกรเทค จำกัด ลงทุนทำแปลงกล้าปาล์มน้ำมันบริเวณริมถนนสายบ้านบึง-บ้านค่ายใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ภายใต้ชื่อปาล์มดีลีลา เพื่อผลิตและจำหน่ายกล้าปาล์มน้ำมัน สายพันธุ์ซีพีไอ ไฮบริดในพื้นที่ จ.ระยอง และโซนภาคตะวันออก
                    บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ จึงถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงกล้าปาล์มน้ำมันขนาดย่อม ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานโครงการ บ้านพักอาศัยของคนงาน โรงเรือนเพาะเมล็ด แปลงเพาะกล้าและแปลงกล้าปาล์มน้ำมันเพื่อรอการจำหน่ายที่วางเรียงรายจนสุดลูกหูลูกตา มีจำนวนกว่า 100,000 ต้น มีอายุ 3-8 เดือนที่นำกล้าพันธุ์มาจากบริษัทแม่เพื่อรอการจำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจ
                    พิบูลนนท์ เผยว่า การทำธุรกิจกล้าปาล์มครั้งนี้ลงทุนไปประมาณ 3 ล้าน ไม่รวมค่าที่ดินในการดำเนินการก่อสร้างโรงเรือนเพาะชำอาคารสำนักงาน บ้านพักคนงาน ระบบน้ำในแปลงกล้าและในโรงเรือน ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ พร้อมทั้งกล้าพันธุ์ปาล์มจำนวน 1 แสนต้น ซึ่งจากการคำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 1 ปี จากนั้นถึงจะมีกำไร เนื่องจากมีการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ในปีต่อไปจะลงทุนแค่เมล็ดพันธุ์มาเพาะชำรอวันเติบโตเป็นกล้าปาล์มเพื่อนำออกจำหน่ายต่อไป โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3-8 เดือน
                    “เราจะสั่งเมล็ดปาล์มน้ำมันจากบริษัทแม่ ซีพีไอ อะโกรเทค มาเพาะชำประมาณ 3-8 เดือนจึงจะสามารถจำหน่ายให้ลูกค้าได้ ฉะนั้นเกษตรกรที่สนใจสั่งกล้าปาล์มจะต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนถึงจะได้ สนนราคาจำหน่ายต้นละ 140-160 บาท พร้อมมีเจ้าหน้าที่ดูแลหลังการขายจนกว่าจะมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต สนใจ 08-1939-5818 ได้ตลอดเวลา” เจ้าของสวนปาล์มดีลีลากล่าวย้ำ
                    นับเป็นก้าวย่างทางธุรกิจที่น่าจับของนักธุรกิจเจ้าของสวนกล้วยไม้อย่าง “พิบูลนนท์ ปาณะพรหมพัฒน์” ที่หันมาจับพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคอย่างปาล์มน้ำมัน
————————
(หนักเอาเบาสู้ : จากกล้วยไม้สู่ปาล์มดีลีลา เส้นทางชีวิต ‘พิบูลนนท์’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)
Advertisements

‘ขนมเค้ก’ สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน ‘นัฏฎา วิวัฒนะปทุม’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160317/224213.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2559
'ขนมเค้ก' สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน 'นัฏฎา วิวัฒนะปทุม'

หนักเอาเบาสู้ : ‘ขนมเค้ก’ สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน ‘นัฏฎา วิวัฒนะปทุม’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                    “เบเกอรี่” เป็นอีกอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน หนึ่งนั้นคือ นัฏฎา วิวัฒนะปทุม หรือพี่แหม่ม วัย 43 ปี แห่งเมืองเกินร้อย เจ้าหน้าที่การเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่หันมาเปิดร้านขายขนมเค้กควบคู่ทำงานหลักไปด้วย
                    โดยเธอเล่าว่า ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่การเงินประจำสหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขร้อยเอ็ด จำกัด มากว่า 14 ปี ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทานขนมทำให้ทุกวันหลังเลิกงานจะต้องมีขนมติดมือกลับบ้านตลอด จึงเป็นแรงผลักให้เกิดความคิดลองทำขนมกินเอง จึงไปซื้อหนังสือทำเบเกอรี่มาลองฝึก
                    “ลองผิดลองถูกได้ระยะหนึ่งจนได้รสชาติที่พอใจ จึงทำเป็นของฝากให้เพื่อนๆ และญาติซึ่งต่างก็ชมว่ารสชาติดี จากนั้นก็ไปศึกษาค้นคว้าและฝึกฝนทำขนมจนชำนาญ รวมถึงไปเรียนรู้การทำเค้กสไตล์ญี่ปุ่นจากคุณครูสอนเบเกอรี่ชาวญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพิ่มเติม”
                    เมื่อฝึกฝนฝีมือและมีความมั่นใจในรสชาติแล้วจึงเกิดเป็นเค้กญี่ปุ่น ทำไปให้เพื่อนๆ ที่ทำงานชิมต่างติดใจ จึงเริ่มมีออเดอร์เข้ามาเรื่อยๆ ในปี 2553 จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ที่บ้านพัก เปิดเป็นร้านขายขนมชื่อขนมโฮมเมด อยู่บริเวณ ถ.ผดุงพานิช จ.ร้อยเอ็ด
                    ถึงวันนี้กว่า 7 ปีที่เปิดร้านขายขนมพร้อมกับทำงานหลักควบคู่ ขนมจากฝีมือเธอได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีทั้งจากขาประจำขาจร จนปัจจุบันขนมเค้กของที่ร้านกลายเป็นของฝากอีกอย่างหนึ่งของคนร้อยเอ็ดไปโดยปริยาย
                    “ขนมเค้กญี่ปุ่นที่ทำจะสดใหม่ทุกวัน เพราะทำช่วงกลางคืน รวมถึงเนื้อเค้กจะเบา รสชาตินุ่ม ไม่หวานเกินไป มีลักษณะเป็นวงกลมแบ่งเป็น 8 ชิ้น เหมาะกับการนำไปฝากและเหมาะกับการใช้เป็นอาหารว่างในการประชุมสัมมนา” พี่แหม่มบอกถึงลักษณะขนมเค้ก
                    โดยพี่แหม่ม บอกมีเมนูแนะนำที่อยากให้ได้ลิ้มลอง อาทิ เค้กครีมมะพร้าว เค้กคัสตาร์ดคาราเมล บานอฟฟี่ มอคค่าครีมเค้ก ชิฟฟอนเค้กลูกตาล เค้กฝอยทอง เหล่านี้ได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก เพราะนอกจากรสชาติจะเป็นที่ถูกใจแล้วราคายังไม่แพง ราคากล่องละ 100-150 บาทเท่านั้น
                    พี่แหม่ม ยอมรับว่า จากที่มีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่องช่วงแรกจึงมีปัญหาเรื่องเวลาในการทำงาน เนื่องจากตอนเช้าต้องไปทำงานประจำ และกลางคืนจะทำขนมตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง ทำให้เวลาพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะตนเองคนเดียว ทำให้บ่อยครั้งคิดจะลาออกมาทำขนมอย่างเดียว เพราะจะได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
                    อย่างไรก็ตาม หากผ่านไปมาและสนใจขนมเค้กสดใหม่สไตล์ญี่ปุ่น สอบถามได้ที่ร้านบ้านขนมโฮมเมด 134/1 ถ.ผดุงพานิช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 รับรองติดใจแน่นอน
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : ‘ขนมเค้ก’ สไตล์ญี่ปุ่น สานฝัน ‘นัฏฎา วิวัฒนะปทุม’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย ‘จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160310/223837.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม 2559
ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย 'จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ'

หนักเอาเบาสู้ : ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย ‘จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ’ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                    ข้าวขาหมู เป็นอาหารจานเดียวที่หากินได้ง่ายและเป็นจานโปรดของหลายคน แต่ละร้านจะมีสูตรอร่อยแตกต่างกันไป แต่ที่ จ.นครราชสีมา ร้านข้าวขาหมูชื่อดังเป็นที่รู้จักของนักชิมคือ ร้าน ป.ขาหมู ของนายจักรพันธ์ ทองนพเนื้อ ที่เปิดขายมากว่า 20 ปี
                    “จักรพันธ์” เล่าว่า หลังจบมหาวิทยาลัยกรุงเทพก็ทำงานบริษัทโฆษณาอยู่ราว 1 ปี แต่ด้วยต้องการมีธุรกิจส่วนตัว จึงลาออกแล้วมาเปิดร้านขายอาหารชื่อ ร้านปั้นแต่ง ที่บ้านเกิด จ.นครราชสีมา มีหลากเมนู รวมทั้งข้าวขาหมูมะพร้าวอ่อน
                    แต่การเปิดร้านขายอาหารที่หลากหลายทำให้ยุ่งยากกับการบริหาร จึงตัดสินใจหยุดขาย เหลือเพียงเมนูข้าวขาหมูมะพร้าวอ่อนอย่างเดียว เพราะเป็นเมนูขายดีที่สุด และเปลี่ยนชื่อร้านเป็น ป.ขาหมู
                    “จักรพันธ์” เล่าว่า เคยกินขาหมูมะพร้าวอ่อนที่กรุงเทพฯ แล้วติดใจ จึงหันมาคิดค้นสูตรเฉพาะของร้าน กว่าจะได้สูตรที่ลงตัวต้องตระเวนชิมข้าวขาหมูร้านอื่น พร้อมทดลองส่วนผสมสูตรเด็ดของร้านเองจนลงตัว ปัจจุบันจึงมีทั้งลูกค้าขาประจำและขาจรแวะเวียนมากันตลอดทั้งวัน ทั้งซื้อใส่ถุงในราคาตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป และเหมาทั้งขาที่มียอดขายต่ำสุดที่ 60 ขาต่อวัน
                    ส่วนวัตถุดิบสำคัญ ขาหมูสั่งซื้อจากเจ้าประจำที่ให้คัดเฉพาะขาหน้าไว้ เพราะเนื้อเยอะมันน้อย แต่ละวันช่วงบ่ายจัดเตรียมแยกน้ำแยกเนื้อมะพร้าวอ่อนไว้ ส่วนเครื่องปรุงรสมี น้ำปลา น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว กระเทียม รากผักชี
                    ขั้นตอนการปรุงเริ่มจากนำขาหมูเผาไฟแล้วนำมาทำความสะอาด พักไว้ให้แห้ง เตรียมเครื่องปรุงให้พร้อม แล้วนำขาหมูลงต้มเพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะพร้าว ปรุงรสตามสูตรของทางร้าน ต้มและเคี่ยวนานประมาณ 6 ชั่วโมง จึงจะนำมาขายได้ ส่วนเมนูอื่นๆ ของร้านก็มี อาทิ แหนม หมูยอ หมูทุบ และไส้กรอก เป็นต้น
                    “ร้านเปิด 08.00-15.00 น. จะมีลูกค้าตลอดทั้งวัน ส่วนใหญ่บอกว่าชอบที่ไม่เลี่ยน ไขมันน้อย รสชาติกลมกล่อม ส่วนที่เป็นของฝากอย่างไส้กรอกรมควัน และหมูยอ ก็จะทำไว้ขายไม่มาก เพราะทางร้านไม่ใช้วัตถุกันเสีย การควบคุมคุณภาพการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทางร้านให้ความใส่ใจมากที่สุด”
                    ในอนาคตวางแผนเตรียมเปิดขยายบริการขายขาหมูเยอรมัน ไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวที่ จ.นครราชสีมา ด้วย คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปลายปีนี้
                    สำหรับร้าน ป.ขาหมู ตั้งอยู่ที่ถนนโยธา ฝั่งตรงข้ามธนาคารออมสิน เขตเทศบาลนครนครราชสีมา หรือสอบถามเส้นทางได้ที่ จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ โทรศัพท์ 0-4427-4446
———————
(หนักเอาเบาสู้ : ขาหมูน้ำมะพร้าวอ่อน สูตรอร่อย ‘จักรพันธ์ ทองนพเนื้อ’ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร…เกษตรอินทรีย์

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160303/223421.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559
หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร...เกษตรอินทรีย์

หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร…เกษตรอินทรีย์ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จบวิศวะแต่ไปปลูกผัก จะไปรอดหรือไม่? คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากคนใกล้ชิดและเพื่อนๆ ทั้งของอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ และศิริพรรณ คำแน่น สามีภรรยา ซึ่งจบปริญญาโทแต่เลือกทำเกษตรอินทรีย์แทนการเป็นมนุษย์เงินเดือน และ 2 ปีที่ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะพากันข้ามผ่านอุปสรรคไม่ง่ายเลย
                      ทันทีที่จบการศึกษาปริญญาโท สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อภิชาต หรือเน ในวัย 30 ปีเศษ เลือกจะไม่กรอกใบสมัครงานด้วยเหตุผลอยากมีอาชีพอิสระ และมองว่าอาชีพเกษตรกรเหมาะกับตัวเองมากที่สุด ขณะที่ศิริพรรณ คำแน่น หรือฝน วัย 29 ปีภรรยา จบปริญญาโทสาขาเดียวกัน เข้าสู่วงเวียนมนุษย์เงินเดือนต่อมาเมื่อแต่งงานจึงเดินตามฝันไปกับสามี
                      เริ่มต้นจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ขายพร้อมปลูกผักสลัดแปลงเล็กๆ ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จ นำมาซึ่งความผิดหวังเล็กๆ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้ท้อแท้กลับเดินหน้าต่อ ทำให้ได้มาพบกับ สมประสงค์ นาคดี หัวหน้ากลุ่มชุมชนป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทำเกษตรอินทรีย์ จึงเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม ช่วยกันผลิตพืชผักอินทรีย์ส่งขายให้พ่อค้าคนกลางและบริษัทต่างๆ
                      ต่อมาเมื่อสมประสงค์ ได้รู้จักอรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ ผู้ริเริ่มโครงการสามพรานโมเดล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้ชุมชนป่าละอูเข้าเป็นเครือข่ายของโครงการ ขายผลผลิตตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มมีหวัง
                      “ทำให้ผมมองเห็นอนาคต เห็นช่องทางตลาด เพราะผมไม่เคยเจอพ่อค้าที่บอกให้ลูกค้ากำหนดราคาเอง และรับซื้อแบบประกันราคาทั้งปี แต่โครงการนี้ให้โอกาสเกษตรกร”
                      ปัจจุบันบนเนื้อที่ 1 งานเขียวขจีไปด้วยพืชผักชิดต่างๆ โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งนอกจากส่งเข้าห้องครัวโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์แล้ว ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายที่ตลาดสุขใจ จ.นครปฐม ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนกำลังการผลิตอยู่ที่ 30-40 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 1.2 หมื่นบาท
                      อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขรายได้จะน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่รายจ่ายก็ไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พวกเขาบอกว่าคุ้มมากที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 100 กก.ต่อสัปดาห์ สำหรับในอนาคตตั้งใจไว้ว่าจะเอาดีด้านผักสลัดแทนการปลูกผักชนิดอื่น ทั้ง แรดิช หัวไชเท้าฝรั่ง สวิสชาร์ด ซึ่งเป็นพืชที่ดีมีคุณประโยชน์อันดับหนึ่งของโลก
———————-
(หนักเอาเบาสู้ : วิศวกร…เกษตรอินทรีย์ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

ปรับกลยุทธ์’ริเวอร์แคว วิลเลจ’อีกก้าวการทำธุรกิจ’วีรวัฒน์’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223015.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
ปรับกลยุทธ์'ริเวอร์แคว วิลเลจ'อีกก้าวการทำธุรกิจ'วีรวัฒน์'

หนักเอาเบาสู้ : ปรับกลยุทธ์ ‘ริเวอร์แคว วิลเลจ’ อีกก้าวการทำธุรกิจ ‘วีรวัฒน์’ : โดย…พรนภา สวัสดี

                      เศรษฐกิจของต่างประเทศที่เปลี่ยนผัน ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ มองหาตลาดลูกค้าใหม่ พัฒนาสิ่งใกล้ตัวหาความแปลกใหม่ สร้างความน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่พร้อมด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย การพัฒนาที่ไม่มีคำว่าหยุดอยู่กับที่
                      ด้วยแนวคิดผู้บริหารหนุ่มคนรุน่ใหม่ วีรวัฒน์ เจียรจิตเลิศ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ริเวอร์แคววิลเลจ วัย 28 ปี เผยว่า ริเวอร์แคววิลเลจ โฮเทล ที่ จ.กาญจนบุรี เปิดให้บริการมากว่า 38 ปีแล้ว แต่น้อยคนที่จะรู้จัก ด้วยก่อนหน้านี้คนไทยไม่ค่อยมีกำลังจ่ายในเรื่องของการท่องเที่ยวมากนัก กลุ่มลูกค้าของโรงแรมจึงเป็นกลุ่มชาวต่างชาติทางฝั่งยุโรปเป็นส่วนมาก ก่อนหน้านี้กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาพักเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อาทิ รัสเซีย ออสเตรเลีย เป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจของต่างประเทศไม่ค่อยดีนัก อัตราการเข้ามาท่องเที่ยวและเข้าพักจึงมีจำนวนลดลงถึง 70% การปรับกลยุทธ์ มองหาตลาดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
                      “ในปีที่ผ่านมา 80% ของคนไทยมีกำลังจ่ายในการท่องเที่ยว และมีความสนใจที่จะเข้ามาเที่ยวใน จ.กาญจนบุรี เพิ่มมากขึ้น การหันมาพัฒนาตลาดในประเทศถือเป็นความท้าทาย ความน่าสนใจของการพัฒนาให้กิจการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว กิจกรรมที่เข้ามาช่วยดึงความสนใจของนักท่องเที่ยว ไม่ได้มีแค่เพียงบ่อน้ำร้อนเท่านั้น แต่มีการจัดกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมเพิ่มเข้ามาถึง 10 อย่าง เป็นการท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งคนที่รักสุขภาพ และคนที่ชอบในกิจกรรมท้าทาย”
                      สำหรับพื้นที่โรงแรม 400 กว่าไร่ ประกอบด้วยตัวโรงแรม 40 ไร่ ตัวกิจกรรม 30 ไร่ ที่เหลือเป็นสวน เป็นต้นไม้ ความงามทางธรรมชาติ บรรยากาศของป่าเขา โดยห้องพักทางโรงแรมมีไว้รองรับลูกค้าถึง 271 ห้อง มีหลายรูปแบบให้เลือกได้ตามความชอบ ระดับราคาตามแต่ละรูปแบบ และการทำกิจกรรม เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 บาท ถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์ หรือกลุ่มสัมมนา โรงแรมมีห้องสำหรับไว้จัดประชุมถึง 4 ห้อง พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก กิจกรรมอีกมากมาย
                      “ริเวอร์แคววิลเลจยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจจากลูกค้าที่เคยเข้ามาใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ถือว่าเป็นผลตอบรับที่ดี ซึ่งการปรับตัวในเรื่องของการดูแล การบริการกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ และกลุ่มลูกค้าคนไทย ไม่มีความแตกต่างกัน”
                      ด้วยความที่เป็นคนใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ หรือคำติชมของลูกค้า ทำให้ตลอดเวลาการทำงานพยายามศึกษา และนำมาพัฒนา ปรับปรุงให้โรงแรมมีความทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  นับด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก น่าจะเป็นอีกแห่งที่น่าสนใจรอทุกท่านไปสัมผัส
————————
(หนักเอาเบาสู้ : ปรับกลยุทธ์ ‘ริเวอร์แคว วิลเลจ’ อีกก้าวการทำธุรกิจ ‘วีรวัฒน์’ : โดย…พรนภา สวัสดี)

ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ ‘สมพล สืบสมาน’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222586.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ 'สมพล สืบสมาน'

หนักเอาเบาสู้ : ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ ‘สมพล สืบสมาน’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      หนุ่มใหญ่วัย 50 เศษ จากเชียงใหม่ ดีกรีนิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่หันมาเอาดีทางด้านอาหาร “สมพล สืบสมาน” หลังจากได้ฝึกปรือวิชาความรู้ในหลายเมนูจนติดใจระหว่างเป็นลูกจ้างร้านคุณหย่า ย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว กระทั่งมาเป็นเจ้าของร้านเกาเหลาเลือดหมู จิงจูไฉ่ ย่านสวนหลวง ร.9 ในปัจจุบัน
                      สมพลมีฝีมือในการทำอาหารที่ถ่ายทอดมาจากคุณหย่าแทบทุกอย่างขณะที่ยังเรียนไม่จบ กระทั่งปี 2528 เขาจึงแยกจากคุณหย่ามาเปิดร้านเล็กๆ ที่สามแยกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ห่างจากร้านคุณหย่าไม่มากนัก ช่วงแรกเน้นขายเกาเหลาเลือดหมู-กวยจั๊บน้ำข้น สูตรเก่าเยาวราช ใส่ผักจิงจูไฉ่และข้าวต้ม กระทั่งเรียนจบและแต่งงาน จึงไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทได้ระยะหนึ่ง ก่อนจะลาออกมาเปิดร้านอาหารอีกครั้งในปี 2545 ที่ตลาดเช้าใกล้ประตูทางเข้าสวนหลวง ร.9 จนถึงทุกวันนี้
                      หลังการเปิดร้านเน้นเกาเหลาเลือดหมู ก๋วยจั๊บน้ำข้นสูตรเก่าเยาวราชใส่ผักจิงจูไฉ่ และข้าวต้มปลา และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กว่า 10 รายการ อาทิ เกาเหลาเลือดหมู-กวยจั๊บน้ำข้น สูตรเก่าเยาวราชใส่ผักจิงจูไฉ่-กระเพาะปลาน้ำแดง-ข้าวผัดปู-ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง-เปาะเปี๊ยะสดปู-ก๋วยเตี๋ยวปลาต้มยำน้ำข้นสูตรสมุนไพร-เย็นตาโฟทรงเครื่อง-ข้าวต้มปลา-ตือฮวนเกี๊ยวไฉ และข้าวเหนียวยัดไส้จูกบี้
                      นอกจากเมนูหลักแล้ว ยังมีเมนูรองที่ขึ้นชื่ออย่าง “บะกุดเต๋” ซึ่งเขาได้สูตรต้นตำรับมาจากสิงคโปร์ เมื่อครั้งที่ทำธุรกิจแพ็กอาหารแห้งส่งให้ร้านอาหารไทยในสิงคโปร์ เมื่อกว่า 20 ปีก่อน
                      ทุกเมนูจะเน้นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะเมนูต้นตำรับเกาเหลาเลือดหมู จะใส่ผักจิงจูไฉ่ เป็นสมุนไพรที่บำรุงตับ ไต หัวใจ ปอด บำรุงประสาทและขับของเสีย ถือเป็นสมุนไพรชั้นดีและหายาก ในแต่ละวันจะขายได้อย่างวันธรรมดาขายวันละกว่า 200 ชาม ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ขายได้วันละถึง 400 ชาม ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นลูกค้าประจำคือคนที่มาออกกำลังกายที่สวนหลวง ร.9 และอีกส่วนหนึ่งเป็นขาจร โดยขายตั้งแต่เวลา 05.00-11.00 น.
                      ปัจจุบันนอกจากจะเปิดร้านเป็นของตัวเองแล้ว ยังให้คำแนะนำการเปิดร้านเกาเหลาเลือดหมู ข้าวต้นปลา(ฟรี) สำหรับผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ ในโครงการ “คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ” ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ได้ไปดำเนินการวางแผนการเปิดร้านเกาเหลาเลือดหมู ข้าวต้มปลาให้แก่ลูกศิษย์ในโครงการ ที่ จ.ภูเก็ต โดยชื่อร้านนายหัวชวน ซึ่งไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
                      นับเป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จในการต่อสู้ชีวิต ไม่ยอมแพ้ในโชคชะตาและยังเจียดเวลามาสอนเมนูอาหารในโครงการ “คมชัดลึกฝึกอาชีพ” มากว่าทศวรรษ
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : ผันชีวิตลูกจ้างสู่ผู้ประกอบการ เส้นทางอาชีพ ‘สมพล สืบสมาน’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

‘หมอนเต่านำโชค’ ไอเดียคน ‘หนองหอย’

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160211/222171.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559
'หมอนเต่านำโชค' ไอเดียคน 'หนองหอย'

หนักเอาเบาสู้ : ‘หมอนเต่านำโชค’ ไอเดียคน ‘หนองหอย’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      การแปรรูปผ้าไหม ผ้าฝ้าย เป็นตุ๊กตาหลากสไตล์ของกลุ่มแม่บ้านหนองหอย อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยนายเอกลักษณ์ เชื้อผาเต่า เลขาฯ กลุ่ม คนรุ่นใหม่ ออกแบบมุ่งสวยงาม แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ใช้ประโยชน์ได้จริงและราคาถูก โดยเฉพาะ “หมอนเต่านำโชค” ได้รับความนิยม ถือเป็นกลุ่มเดียวในอีสานที่ผลิตจำหน่าย
                      เอกลักษณ์ บอกว่า เริ่มต้นจากจำหน่ายผ้าผืน ทั้งตัดเย็บเป็นชุดๆ แต่ตลาดไม่คึกคัก จนเห็นแม่ออกแบบตัดเย็บตุ๊กตาหมอนเต่า จึงมีแนวคิดทำขาย เริ่มทำจริงจังปี 2550 ช่วงแรกวางขายกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ปรากฏว่ามีลูกค้าสนใจมาก ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้าเชื่อว่าการซื้อเต่า ปล่อยเต่า ทำให้อายุยืน ชีวิตมั่นคง จึงซื้อเป็นของขวัญ ของฝากในวันปีใหม่ ทำให้เป็นสินค้าขายดี
                      โดยขั้นตอนการทำเริ่มจากออกแบบตัวเต่า มีส่วนประกอบ คือ หลัง ท้อง ขา หาง คอ กลีบรอบตัว จากนั้นนำผ้าทั้งหมดมาเย็บแล้วนำไปยัดนุ่นให้ได้ขนาดพอเหมาะก่อนเย็บประกอบเป็นตัว
                      “ยากที่สุดคือการยัดนุ่นให้ได้ขนาดพอเหมาะ ไม่แข็งหรือนิ่มเกินไป ต้องดูไม่ให้บิดเบี้ยว มีขนาดเท่ากัน ต้องพิถีพิถันเลือกสีผ้าให้แต่ละรอยต่อมีความสวยงาม สีสันสดใส กลมกลืน เป็นงานทำมือที่ต้องอาศัยความละเอียด ประณีต ช่างสังเกต มีฝีมือในการเย็บ เพราะในกลุ่ม 12 คน มีที่ทำหมอนเต่าได้เพียง 3 คนเท่านั้น”
                      สำหรับผลิตภัณฑ์มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ส่วนราคาขายมีทั้งแบบขายส่งและขายปลีก โดยเฉพาะขนาดใหญ่ได้รับความนิยมมากสุด เพราะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นทั้งเบาะรองนั่ง หมอนหนุน หมอนอิง
                      “กลุ่มเปิดตัวหมอนเต่าในงานแสดงสิค้าโอท็อปซิตี้ ที่เมืองทองธานี โดยทำไปกว่า 600 ตัว จำหน่ายหมดในเวลาอันรวดเร็ว ลูกค้าส่วนใหญ่จะนำไปเป็นของขวัญของฝากในวันปีใหม่ ยอดขายครั้งนั้นทะลุเป้ากว่า 2 แสนบาท”
                      ส่วนตลาดอื่นๆ มีส่งจำหน่ายที่ จ.อุดรธานี ศูนย์แสดงสินค้าโอท็อป ศาลากลางขอนแก่น ศูนย์แสดงสินค้าหนองเรือ โดยต้องผลิตส่งเดือนละกว่า 400 ตัว
                      “การทำหมอนเต่าเราจะระดมกำลังทำในช่วงที่ต้องออกงาน สินค้าไม่มีในสต็อก ลูกค้าซื้อตั้งแต่ 3-10 ตัวขึ้นไป จึงทำให้กลุ่มมีอาชีพเสริมช่วงว่างจากทำนา อีกทั้งในกลุ่มยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ทั้งปลอกหมอน เบาะรองนั่ง หมอนหนุน ที่นอนลูกระนาด ทำให้แต่ละคนจะมีรายได้เฉลี่ย 9 พัน-1 หมื่นบาท”
                      อนาคต “เอกลักษณ์” เตรียมเปิดร้านและสถานที่แสดงสินค้าใน อ.หนองเรือ เพื่อให้เป็นศูนย์แสดงสินค้า ค้าปลีกและส่ง ส่วนท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ฝีมือชาวบ้าน เขาบอกไปได้ที่ 86 หมู่ 6 ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น หรือโทรศัพท์สอบถาม 08-8080-1456
———————
(หนักเอาเบาสู้ : ‘หมอนเต่านำโชค’ ไอเดียคน ‘หนองหอย’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

คนวังถั่วยึด ‘ปั้นหม้อ’ เลี้ยงชีพ

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160204/221735.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559
คนวังถั่วยึด 'ปั้นหม้อ' เลี้ยงชีพ

หนักเอาเบาสู้ : คนวังถั่วยึด ‘ปั้นหม้อ’ เลี้ยงชีพ : โดย…จิติมา จันพรม

                      อาชีพปั้นหม้อทุกวันนี้แทบจะเลือนหาย แต่ที่บ้านวังถั่ว หมู่ 5 ต.วังชัย อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ยังมีชาวบ้านยึดอาชีพนี้หลายครอบครัว ด้วยประสงค์ส่งต่อให้ลูกหลานร่วมอนุรักษ์ นอกเหนือจากสร้างรายได้เลี้ยงชีพมายาวนานเกือบศตวรรษ
                      หนึ่งนั้นคือ นางศรี อ้นไธสง วัย 55 ปี พื้นเพเป็นชาว จ.นครราชสีมา บอกว่า ยึดทำเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่รุ่นพ่อ หลังครอบครัวย้ายมาตั้งรกรากและสร้างหมู่บ้านอยู่ริมลำน้ำพอง เพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่ดี มีดินเหนียวมาก จึงได้ชวนพี่น้องญาติมาอยู่ด้วย เพราะต่างก็ถนัดในอาชีพนี้
                      โดยเมื่อก่อนเธอจะนำไปเร่ขายตามหมู่บ้านต่างอำเภอ ทว่า ได้เลิกเร่ขายมา 8 ปีแล้ว และหันมาทำขายส่งอย่างเดียว ซึ่งจะมีออเดอร์จากพ่อค้าต่างจังหวัด เช่น เลย หนองคาย อุดรธานี
                      “ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ กระถางต้นไม้ กระถางดินทั่วไป หม้อดินทุกขนาด กระถางธูป ราคาขายส่ง 20-60 บาท แต่มีบางงานที่รับทำตามแบบ เช่น อ่างบัว จะมีราคาตั้งแต่ 200-300 บาท” รวมทั้ง นายปอก บัวบู่ วัย 59 ปี ช่างปั้นดินเผาและถือว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการตีหม้อแบบโบราณ มาตั้งแต่เด็ก บอกว่า ทำหม้อแบบโบราณโดยต้องตีหม้อดินมาตั้งแต่เด็กหรือตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.4 สร้างรายได้ให้ตนเองมาโดยตลอด ถือว่าเป็นงานที่ดีทำอยู่กับบ้าน ทั้งเป็นอาชีพที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายได้ทิ้งไว้ให้ เฉลี่ยรายได้วันละ 200-300 บาท
                      “ปัจจุบันมีคนทำน้อยมาก เด็กๆ ไม่ค่อยสานทำต่อ เราต้องช่วยกันส่งต่ออาชีพนี้ไม่ให้สูญหายไป”
                      ด้าน บุญสวน แสนแก้ว วัย 41 ปี เขาบอกว่า ทำอาชีพนี้เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้รับทำออเดอร์โดยจะปั้นทุกแบบตามที่ลูกค้าสั่ง ตั้งแต่ราคา 10 บาทจนถึงหลัก 100 บาท แล้วแต่ขนาด
                      โดยทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันถึงดินเหนียววัตถุดิบหลัก ว่าใช้ดินเหนียวริมแม่น้ำพอง โดยจะจ้างรถสิบล้อไปขนคันละ 250 บาท แล้วนำมานวดด้วยเครื่องก่อนขึ้นรูปที่ใบหนึ่งใช้เวลา 1.30 นาที จึงนำไปวางเรียงผึ่งลมให้แห้ง 2 วัน จากนั้นจึงทำการเผาเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง โดยเชื้อเพลิงที่ใช้จะใช้ไม้ไผ่ที่มีผู้ตัดมาขายมาส่งให้ถึงที่ ราคาเฉลี่ยคันละ 800 บาท
                      ส่วน นายสุรศักดิ์ อ้นไทสง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บอกว่า หมู่บ้านวังถั่วมีทั้งหมด 60 ครัวเรือน ในอดีตแทบทุกครัวเรือนต่างก็ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา แต่ระยะหลังมีหลายครอบครัวได้เลิกไป เหลือคนที่ทำจริงขณะนี้ 20 ครอบครัว และปัจจุบันได้ตั้งเป็นกลุ่มอาชีพเครื่องปั้นดินเผาบ้านวังถั่ว เพื่อให้การประกอบอาชีพมีความมั่นคง
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : คนวังถั่วยึด ‘ปั้นหม้อ’ เลี้ยงชีพ : โดย…จิติมา จันพรม)

ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221301.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559
ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท

หนักเอาเบาสู้ : ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท : โดย…โต๊ะเกษตร

                      แม้การรับราชการจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และมีความมั่นคง แต่ด้วยระยะทางระหว่างที่ทำงานกับครอบครัวอยู่ห่างไกล หากเดินทางไปมาบ่อยครั้งก็ต้องใช้เงินมากพอสมควรสำหรับข้าราชการผู้น้อย อย่าง “จ.ส.ท.ธนพงศ์ ใจภักดี” หรือจ่าธนพงศ์ อดีตข้าราชการทหารบกแผนกดูแลกำลังพล สังกัดกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ประกอบกับภรรยายังมีลูกเล็ก จึงตัดสินใจลาออกจากข้าราชการเพื่อไปอยู่กับครอบครัวที่ ต.โคกไทย อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี ยึดอาชีพใหม่เป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการเลี้ยงหมู่ในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ปรากฏว่ามีรายได้ดีกว่ารับราชการหลายเท่าตัว
                      ก่อนที่ จ่าธนพงศ์ จะตัดสินใจลาออกจากราชการ เขายอมรับว่าคิดหนักพอสมควร เพราะหากออกแล้วจะประกอบอาชีพอะไร เพราะไม่มีประสบการณ์อย่างอื่นนอกจากเป็นทหาร แต่มาคิดอีกที คนเราถ้าขยัน ไม่เกี่ยงงานหนัก ใจสู้ที่จะทำอาชีพใหม่ย่อมทำได้ อย่างโบราณว่า “ไม่มีคนจน ในหมู่คนขยัน” ในที่สุดเขาตัดสินใจที่จะเลี้ยงสุกรหรือหมู เนื่องจากครอบครัวของภรรยาเคยเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟมาก่อน
                      “แม่ยายผมประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงหมูในระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟ ผมจึงศึกษารายละเอียด และดูการบริหารของครอบครัวภรรยา คิดว่าไม่น่าจะยุ่งยากอะไร ประกอบกับแม่ยายก็สนับสนุนด้วย จึงตัดสินใจลาออกจากงานที่ผมรับราชการมานานถึง 22 ปี เก็บเงินมาได้ก้อนหนึ่ง แต่ไม่พอ จึงไปกู้เงินจากสถาบันการเงินมาอีกส่วนหนึ่ง ลงทุนกว่า 7 แสนบาท เข้าร่วมโครงการเกษตรพันธสัญญากับซีพีเอฟ เริ่มเลี้ยงหมูขุน 700 ตัว บนที่ดินของผมเมื่อปี 2554” จ่าธนพงศ์ เล่าที่มาก่อนตัดสินใจเลี้ยงสุกร
                      หลังจากตัดสินใจเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟแล้ว จ่าธนพงศ์ตั้งใจและทุ่มเทเวลาให้อาชีพใหม่จนกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดี ส่งผลให้รายได้ที่ตามเป็นที่น่าพอใจ จึงขยายธุรกิจด้วยการสร้างโรงเรือนสุกรเพิ่มอีก จนถึงปัจจุบันมีโรงเรือนทั้งหมด 4 หลัง เลี้ยงสุกรขุน 2,800 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงรุ่นละ 5 เดือน มีรายได้รุ่นละถึง 8 แสนบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วได้รุ่นละ 6 แสนบาท
                      “หลักการเลี้ยงหมู ถ้าเข้าใจไม่ยากหรอกครับ อย่างฟาร์มเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศ หรืออีแวป (EVAP) เราใส่ใจกับทุกๆ ขั้นตอน ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง คือเลี้ยงหมูให้เหมือนเลี้ยงลูก เรามีหมูพันธุ์ดี เน้นให้หมูอยู่สบาย ได้กินอาหารตามความต้องการของหมู อย่าให้ขาดเพื่อลดความเครียดของหมู ส่วนเื่องการดูแลเรื่องโรค ทางซีพีเอฟได้เข้าไปให้ความรู้อย่างต่อเนื่องครับ” จ่าธนพงศ์ กล่าว
———————-
(หนักเอาเบาสู้ : ออกจากราชการหันมาเลี้ยงหมู สร้างรายได้เดือนหลักแสนบาท : โดย…โต๊ะเกษตร)

สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160121/220898.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2559
สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง

หนักเอาเบาสู้ : สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                      ถนนอนามัย ถนนสายรองเส้นทางใจกลางเมืองขอนแก่น มีทางโค้งและซอยย่อยมากมาย ที่นี้มีร้านขายเสื้อผ้ามือสองที่ได้รับความนิยมมาก ลูกค้ามีทุกระดับในสนนราคาไม่แพง ทั้งหมดนี้มาจากฝีมือด้านการค้าของหญิงแกร่ง “วีวงศ์ แข็งแรง”
                      “วีวงศ์ แข็งแรง” ในวัย 61 ปีวันนี้ เป็นชาวมุกดาหาร คลุกคลีกับผ้ามาทั้งชีวิต ญาติแนะนำให้มาหาช่องทางทำกินที่ขอนแก่น จึงมาตั้งจักรอยู่ริมถนนรับซ่อมแซมผ้า ด้วยฝีมือละเอียดประณีต ราคาไม่แพง ไม่นานก็มีลูกค้าประจำมากมาย มองเห็นลู่ทางการค้าขายเสื้อผ้ามือสอง นำเงินทุนส่วนหนึ่งไปซื้อที่ตลาดนัดจตุจักร ปรากฏได้รับความนิยม ต่อเมื่อมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจึงเดินทางไปคัดผ้าที่ตลาดโรงเกลือ จากแผงรับปะเปลี่ยนผ้าริมทาง เก็บเงินทองซื้อตึกแถวพร้อมเปิดหน้าบ้านขายเสื้อผ้ามือสองคุณภาพดี มีลูกค้าเข้าออกตลอดเวลา
                      “ขายผ้ามือสองมานาน 30 ปีแล้ว สินค้าที่ร้านรับมาจากตลาดโรงเกลือ เดิมไปคัดผ้าเอง ตอนนี้ให้พ่อค้าที่ติดต่อซื้อขายกันประจำคัดเลือกและส่งมาให้ จุดเด่นของสินค้าที่ร้านคือคัดเฉพาะผ้าหัวกระสอบเกรดเอ จึงไม่ต่างกับสินค้าใหม่ ลูกค้าจะบอกกันปากต่อปาก หลายคนเป็นลูกค้าขาประจำที่ซื้อกันทุกปี หลักๆ จะเน้นวางขายหน้าบ้านเพราะช่วยลดต้นทุนได้”
                      เทคนิคการค้าขายผ้ามือสองของวีวงศ์ คือเน้นเกรดผ้าที่สวยที่สุดของกระสอบเพราะผ้าที่ได้จะมีคุณภาพไม่ต่างจากผ้ามือหนึ่ง คุณภาพดี ล้วนเป็นแฟชั่นเสื้อกันหนาวมียี่ห้อเป็นที่ต้องการของลูกค้า ผลิตมาจากเกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรป หลากหลายรูปแบบคละกัน การตัดเย็บประณีต ออกแบบทันสมัย เนื้อผ้าสร้างความอบอุ่นได้ดี
                      ส่วนราคาขายกำหนดจากการออกแบบ เนื้อผ้า ยี่ห้อ สถานที่การผลิต ลูกค้าเลือกดู เลือกซื้อได้ตามชอบใจ หากพบว่ามีร่องรอยชำรุด หรือใส่ไม่ได้ ก็เปลี่ยนกับทางร้านได้ มีราคาเริ่มต้นที่ 100 บาทขึ้นไป ที่สำคัญสำหรับคนค้าขายคือต้องใส่ใจลูกค้า พูดจาไพเราะ และมีความซื่อสัตย์ ตลอดทั้งวันจึงมีลูกค้ากลุ่มใหญ่จากหลายสาขาอาชีพเข้ามาเลือกซื้อ มีทั้งซื้อใส่เอง นำไปขายต่อ
                      “หากทำเป็นอาชีพเสริมก็ต้องเลือกผ้าเป็น ดูตลาดเป็น บางคนไม่ถนัดค้าขายก็คิดแต่เรื่องกำไร ขอให้เริ่มต้นทำด้วยใจรักก่อน สร้างความไว้ใจให้ลูกค้า จะได้บอกกันปากต่อปาก ส่วนสินค้าที่ร้านป้า หากรู้ว่าจะรับไปขายก็จะถามสถานที่วางขาย เพื่อจะได้ดูกลุ่มลูกค้า และแนะนำสินค้า ส่วนราคาขายปลีกเริ่มที่ 80 บาท ขายส่ง 10 ตัวขึ้นไปราคา 50-200 บาท ดูตามเกรด”
                      ทุกอาทิตย์วีวงศ์จะมีสินค้าใหม่เปิดกระสอบที่ร้าน ให้ลูกค้าเลือกซื้อหาไปสวมใส่ และนำไปขายต่อเป็นอาชีพเสริม ลองเข้าไปเลือกซื้อและขอคำแนะนำได้ที่ร้าน เลขที่ 94/7 หมู่ 4 ถ.อนามัย อ.เมือง จ.ขอนแก่น
———————–
(หนักเอาเบาสู้ : สู้ชีวิตเย็บจักรข้างถนน สู่ตึกแถวขายเสื้อมือสอง : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)
%d bloggers like this: