ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : คนเข้มแข็ง สหกรณ์เข้มแข็ง

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397890

x

ส่องเกษตร : คนเข้มแข็ง สหกรณ์เข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าวันนี้เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2458 สมัยนั้นรัฐบาลเห็นสมควรนำวิธีการสหกรณ์ เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศให้ประชาชนได้หลุดพ้นจากความยากจน โดยเฉพาะเกษตรกร พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ได้ทรงส่งเสริมให้ก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกคือ สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และทรงเป็นนายทะเบียนสหกรณ์รับจดทะเบียนเป็นสหกรณ์แห่งแรก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 ตามรูปแบบสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนของเยอรมนี ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น”วันสหกรณ์แห่งชาติ”

“สหกรณ์” ตามความหมายขององค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ หมายถึง องค์การอิสระของบุคคลซึ่งร่วมกันด้วยความสมัครใจ เพื่อสนองความต้องการ และจุดมุ่งหมายร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันบริหารงาน และควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยใช้หลักการของ one man one vote ไม่ว่าจะมีหุ้นอยู่ในสหกรณ์เท่าใดก็ตาม

จากความหมายของสหกรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถบริหารจัดการองค์กรของตนได้อย่างอิสระ โดยอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการรวมตัวกันของผู้คนในสังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นสหกรณ์ ต้องเริ่มจากสมาชิกทุกคนมีความมุ่งหวังในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์สามารถพึ่งพาตนเองและยืนบนขาของตนเองได้ พร้อมกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นสุข โดยมิได้มุ่งหวังแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน กิจการสหกรณ์ดังกล่าวจึงจะสามารถยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็ง

หลายท่านอาจมีประสบการณ์กับสหกรณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการจัดตั้งของกลุ่มผลประโยชน์ สหกรณ์เหล่านี้มักเป็นสหกรณ์ที่อายุสั้น เมื่อกลุ่มผลประโยชน์ได้รับผลประโยชน์เต็มที่แล้ว ก็ปล่อยให้สมาชิกที่ไม่รับรู้ความเป็นไปของสหกรณ์รับกรรมไป รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อสหกรณ์อื่นๆ ที่หลงเข้ามาในวงธุรกิจของสหกรณ์เหล่านี้ ต้องเดือดร้อนตามกันไปด้วย สิ่งสำคัญที่สมาชิกสหกรณ์จะต้องคำนึงถึงคือ สหกรณ์เป็นกิจการที่เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสมาชิกด้วยกันเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพื่อจะแสวงหากำไรมาแบ่งกันหรือเข้ากระเป๋าของใคร ถ้ามีแนวคิดแบบนี้ คงต้องไปรวมตัวกันเป็นบริษัทจำกัดน่าจะตรงกว่า ไม่ต้องมาอาศัยคำว่าสหกรณ์เพื่อใช้หลบเลี่ยงภาษี และทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ลำบากไปด้วย

จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีกับวงการสหกรณ์อยู่ช่วงหนึ่งของการทำงาน ผมได้ข้อสังเกตว่า สหกรณ์ที่เกิดจากความเดือนร้อนของสมาชิก เป็นความต้องการแก้ไขปัญหาของสมาชิกเอง มักจะค่อยๆ เติบโตและขยายกิจการไปได้ โดยที่ภาครัฐเข้าไปกำกับดูแลเท่านั้น ไปเป็นพี่เลี้ยง ไม่ใช่ไปบังคับให้ทำโน้นทำนี่โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องการ แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งที่สหกรณ์เติบโตขึ้นมาก ผลประโยชน์เริ่มล่อตาล่อใจ ความพอเพียงเริ่มขยายขนาด ร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการที่ขาดธรรมาภิบาล เมื่อสองสิ่งนี้ประสานกัน และมีสมาชิกที่ขาดความใส่ใจต่อการดำเนินการของสหกรณ์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดการและคณะกรรมการไป ปัจจัยเหล่านี้เมื่อรวมกันเข้ามักจะเป็นจุดเริ่มของจุดเสื่อมเสมอคำกล่าวที่ว่า หากจะทดสอบว่าใครมีความซื่อสัตย์สุจริตเพียงใด ให้ลองเอาผลประโยชน์มาวางตรงหน้า แล้วดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร เห็นกันได้ในวงการนี้

ผมมีความเชื่อว่า ความเข้มแข็งของสหกรณ์ ต้องเกิดจากสมาชิกที่เข้มแข็ง และเชื่อมั่นต่อระบบการเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ที่ยังไม่เข้มแข็งให้สามารถยืนได้ด้วยตนเอง ในขณะที่สหกรณ์ที่เข้มแข็งแล้วต้องมีระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเพียงพอ สหกรณ์จะเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง เพราะสมาชิกสหกรณ์คือฐานของการพัฒนาประเทศ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

Advertisements

ส่องเกษตร : ลิ้นจี่แม่กลอง แล้วแต่ฟ้าดินจะเป็นใจ

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396465

x

ส่องเกษตร : ลิ้นจี่แม่กลอง แล้วแต่ฟ้าดินจะเป็นใจ

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมมีโอกาสไปแม่กลองในช่วงไม่นานมานี้ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของที่นี้นอกจากส้มโอและมะพร้าวแล้ว เห็นจะเป็นลิ้นจี่แม่กลอง ปกติช่วงเดือนปลายมีนาคม ต่อเมษายน ยาวไปถึงต้นพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลิ้นจี่แม่กลองเก็บเกี่ยวพอดี แต่ปีนี้เห็นว่าหนาวไม่พอ ลิ้นจี่แม่กลองไม่ออกดอก ตาดอกเปลี่ยนเป็นตาใบเสียหมด ใครที่เป็นแฟนลิ้นจี่แม่กลองคงต้องลุ้นกันในปีต่อไป

ลิ้นจี่นับว่าเป็นผลไม้ที่ไม่ธรรมดา เป็นผลไม้ที่มีมาแต่โบราณ ย้อนไปประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์ถัง ลิ้นจี่เป็นผลไม้โปรดของหยางกุ้ยเฟย พระสนมของจักรพรรดิถังเสวียนจงถึงกับทรงบัญชาให้ทหารม้านำลิ้นจี่จากแหล่งปลูกทางตอนใต้ของจีน เดินทางข้ามวันข้ามคืนมาถวายที่ฉางอานกันเลยทีเดียว เป็นผลไม้ที่จักรพรรดิต้องถามถึง จึงบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของลิ้นจี่ได้เป็นอย่างดี

ว่ากันว่าลิ้นจี่แม่กลองถูกนำเข้ามาปลูกโดยพ่อค้าชาวจีนนำผลลิ้นจี่มาจากเมืองจีน โดยไม่แน่ขัดว่านำเข้ามาขายหรือนำมาฝากญาติที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำแม่กลองและแควอ้อมในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งในยุคนั้นแม่กลองยังขึ้นอยู่กับมณฑลเพชรบุรี  แหล่งปลูกลิ้นจี่ในครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2340 คือที่ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที และตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา โดยยังมีต้นลิ้นจี่ที่มีอายุกว่า 200 ปี ให้เห็นกันอยู่ ชาวแม่กลองได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ประเภทผลเดี่ยวอยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE วงศ์เดียวกับเงาะและลำไยนั่นเอง โดยปกติอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและออกดอกติดผลของลิ้นจี่ควรมีอากาศเย็นในฤดูหนาวและไม่มีอากาศร้อนจัด คือ อุณหภูมิตํ่ากว่า 40 องศาเซลเซียส และในช่วงก่อนดอกต้องการอุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง หรือตํ่ากว่า 10 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง เมื่อติดผลแล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จะทําให้ผลแห้งและแตกได้แต่ปีนี้อุณหภูมิไม่ได้เลยจริงๆ

สำหรับพันธุ์ลิ้นจี่แม่กลองนั้นที่ปลูกกันมากคือ พันธุ์ค่อม ผลมีขนาดใหญ่กลมสีแดงเข้ม เปลือกกรอบบาง หนามห่างสั้นแหลม เนื้อหนา หวาน มีกลิ่นพิเศษ เนื้อแห้ง สีขาวขุ่นมีลักษณะเด่น 4 อย่าง คือ หนามตั้ง หนังตึง เนื้อเต่ง ร่องชาด ซึ่งเป็นที่โดนใจของผู้ที่ชื่นชอบลิ้นจี่อย่างยิ่ง

มีความพยายามของนักวิจัยจากหลายสำนักที่จะทำให้ลิ้นจี่แม่กลองติดดอกออกผล โดยไม่ต้องอาศัยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียล ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ลิ้นจี่เกิดความเครียด ซึ่งโดยหลักการแล้ว ต้นไม้เขาก็เกิดการเรียนรู้ได้เหมือนกัน เมื่อเขารู้สึกว่าใกล้จะตายเขาจะพยายามออกดอกติดผลเพื่อจะขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป เป็นความอัศจรรย์หนึ่งของธรรมชาติที่เราอาจไม่ได้สังเกตว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ต่างก็พยายามที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้จนสุดความสามารถ การทำให้เกิดความเครียดต่อลิ้นจี่ มีการทดลองหลายลักษณะ ทั้งการควั่นกิ่ง ควั่นลำต้น การเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ แม้แต่การพ่นละอองน้ำ แต่ก็ยังไม่เป็นผล ชาวสวนลิ้นจี่สมุทรสงคราม ตัดใจโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้งเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนไปเป็นพืชชนิดอื่นที่มีความแน่นอนในการออกดอกติดผลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว หรือ ส้มโอ ซึ่งเพื่อความอยู่รอดในการทำอาชีพชาวสวน การหวังพึ่งลิ้นจี่ที่ไม่แน่ไม่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ ส่วนลิ้นจี่ได้กลายเป็นไม้ผลสัญลักษณ์ เหลือพอให้ได้ลุ้น หุ้นส่วนกับเทวดาฟ้าดิน วัดใจกันไป

แต่ละปี แฟนสานุแฟนลิ้นจี่แม่กลองต้องรอคอยการประกาศจากจังหวัดสมุทรสงครามว่าปีนี้ลิ้นจี่แม่กลองติดดอกออกผลหรือไม่ ในขณะที่จำนวนต้นลิ้นจี่ในสวนที่แม่กลองก็ลดจำนวนลงไปเป็นตามลำดับ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าเราจะทำอย่างไรให้ลิ้นจี่แม่กลองสามารถติดดอกออกผลได้ทุกปีเช่นผลไม้ชนิดอื่น สิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้งานวิจัยและพัฒนามาแก้ปัญหาเท่านั้น คงต้องรอและช่วยลุ้นกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394998

x

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากที่ปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้แทนการหาเสียงก็เริ่มกระหน่ำกันเต็มที่ ชาวนากลายเป็นพระเอกของการหาเสียงตลอดกาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ละพรรคต่างเสนอทางเลือกให้มากมาย สุดแต่ใครจะรักจะชอบ ตัวผมแม้ไม่ได้ทำนาเอง แต่ก็คุ้นเคยกับชีวิตชาวนาหลายประเภทพอสมควร ทั้งชาวนาที่ประสบความสำเร็จในการทำนา จนถึงชาวนาที่ล้มเหลว จากเจ้าของที่ดิน กลายเป็นผู้เช่า และออกไปจากวิถีของการทำนาในที่สุด คำถามที่ท้าทายคือ ชาวนาเกิดมาทำนาตลอดชีวิตจะให้ทำอะไรหรือถึงจะพอกิน

ย้อนกลับไปยังการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การกำหนดนโยบายใดๆ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เรียกกันว่า ข้อมูลเอกภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับผิดชอบโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตัวเลขต่างๆ ที่ออกจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะเป็นตัวเลขที่ต้องยอมรับกัน ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขของต้นทุนการผลิตข้าวนาปี ปี 2561 อยู่ที่ 3,968.21 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 7,892 บาท/ตันผลผลิตเฉลี่ย 454 กิโลกรัม/ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยวได้รวมทั้งประเทศ 53.36 ล้านไร่เมื่อคิดเล่นๆ ว่า ชาวนามีที่นาประมาณ20ไร่ จะมีรายได้หลังหักต้นทุนราว 3,924 บาท/ไร่ หรือ 78,480 บาท/ปี ตกเดือนละ 6,540 บาทเฉลี่ยวันละ 218 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไปอีก จึงเป็นการยากที่จะอยู่รอดด้วยการทำนาเพียงอย่างเดียว

จากข้อมูลตัวเลขที่ผมหยิบมาคิดเล่นๆ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ชาวนาทิ้งถิ่น ทำนาฝากเทวดาเลี้ยง ไม่ได้เข้าไปเอาเงาตัวเองทาบกับต้นข้าว เสร็จจากงานหว่านไถก็กลายมาเป็นคนขับแท็กซี่ คนขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ พนักงานรักษาความสะอาด ก่อนจะกลับไปเป็นชาวนาช่วงเก็บเกี่ยว และกลับเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อีกครั้ง เป็นวัฏจักรกันไปเช่นนี้ ดังนั้น อย่าคาดหวังกับประสิทธิภาพการผลิตที่นักวิจัยคิดค้นกันมาเลย แค่ได้ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคก็นับว่าประสบผลสำเร็จแล้ว

ในขณะที่ชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่จริงจังกับการทำนา ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำนาตามประเพณี แต่เกิดมาเพื่อจะพัฒนาอาชีพชาวนา ใส่ใจต่อการทำนาอย่างประณีต เป็นการทำนาอย่างมีเป้าหมาย ด้วยการจัดระบบการปลูกข้าวของตนเองร่วมกับกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆทำนาเพื่อได้ข้าวในการบริโภค สร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา ทำนาไม่ได้ขายข้าวเปลือก แต่ทำนาเพื่อขายข้าวสาร มีการบริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ จัดการปลูกพืชหลังจากทำนา ปรับเปลี่ยนที่นาบางส่วนเป็นร่องสวนสระน้ำ เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักพยายามเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมอันจำกัดของตน ทำให้ที่นาที่มีอยู่เสมือนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรที่มีต่อเนื่องนั่นเอง

การสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในพื้นที่นาของตนเองไม่ว่าจะเป็นชนิดพืชที่ปลูก การเลี้ยงสัตว์ หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆนับเป็นการกระจายความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วยชาวนาที่ปรับตัวเองเข้าสู่การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ และดำรงตนอยู่ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นจะต้องใส่ม่อฮ่อมเก่าๆ หรือนุ่งกางเกงขาก้วยขาดๆ แต่เน้นการลงมือทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเพียรจริง จะเห็นผลชัดเจนว่า ชาวนาก็สามารถอยู่อย่างพอมี พอกินได้เช่นกัน

ชาวนาบางราย สามารถที่จะขยายแนวคิดในการทำนาของตนออกไปได้อย่างกว้างขวาง มีชาวนาอื่นๆ ทำตาม เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์ ทำธุรกิจค้าข้าวแข่งกับเอกชนรายใหญ่โดยไม่เกรงกลัว สร้างความเจริญสู่สังคม และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับกลุ่มก้อนของตน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้หนุ่ม-สาวหวนคืนสู่ถิ่น เกิดความสมดุลขึ้นในสังคม ครอบครัวมาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ผมจึงหวังว่านโยบายของฝ่ายการเมืองคงไม่ใช่การยื่นปลาให้ตลอดเวลา แต่ผมอยากให้แนวคิดการทำนาให้พอกินขยายตัวออกไปมากขึ้น เพราะเป็นชาวนาใช่ว่าจะยืนบนขาตัวเองไม่ได้ เว้นแต่ไม่อยากยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : มือที่มองไม่เห็น

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393527

x

ส่องเกษตร : มือที่มองไม่เห็น

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรดานักเศรษฐศาสตร์มักจะถูกสอนมาให้รู้จักกับ “มือที่มองไม่เห็น” หรือ Invisible Hand ซึ่ง อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดเสรี เป็นคนแรกที่นำคำนี้มาใช้ในวงการเศรษฐศาสตร์ โดยปรากฏในหนังสือชื่อ The Wealth of Nation ใน ค.ศ. ๑๗๗๖ จะว่าไปแล้ว มือที่มองไม่เห็นก่อให้เกิดผลดีเช่นกัน เนื่องจากการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการซึ่งต่างแสวงหากำไรในการทำธุรกิจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการถูกลงทำให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ประโยชน์ ราคาที่ถูกลงเป็น กลไกราคาที่เกิดขึ้นจากมือที่มองไม่เห็นนั่นเอง

พืชผลทางการเกษตรก็มักจะถูกมือที่มองไม่เห็นควบคุมอยู่เช่นกัน จะเห็นได้จากราคาของพืชผลทางการเกษตรมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับปริมาณของผลผลิตและความต้องการซื้อในแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนภาคตะวันออก มักจะประสบปัญหาวิกฤติราคาในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม หรือ ปัญหาเงาะราคาตกต่ำในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกมา หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาที่ผมเห็นมาตลอด คือ การกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต ปริมาณมากน้อยเท่าใดก็ว่ากันไปแต่จะช่วยได้ประมาณไหนก็คงทราบกันดี

ด้วยลักษณะราคาผลผลิตทางการเกษตร เป็นราคาที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล มือที่มองเห็นจึงใช้ช่องทางดังกล่าวมาบิดเบือนกลไกตลาด ทั้งการสร้างความต้องการเทียม หรือ แม้แต่การสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อคุณภาพ เช่น การแกล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออกไปสักตู้สองตู้ แล้วมากดราคารับซื้อลงไปได้อีก เรื่องแบบนี้ก็ยังมีปรากฏให้เห็นกัน

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองหลายฝ่ายหยิบยกเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงจากเกษตรกร ซึ่งท่านเหล่านี้ทราบดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญในการส่งท่านเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติ ผุดไอเดียอันบรรเจิดหลากหลาย บางครั้งจังหวะดีได้เข้ามาในช่วงที่กลไกของตลาดทำงานเป็นปกติ ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น ก็สามารถตีกินได้ว่านโยบายประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเข้ามาในช่วงเกิดความผันผวน นโยบายบิดเบือนกลไกตลาด ผลที่เกิดขึ้นคงไม่สวยงามนัก บางทีผมก็คิดว่านโยบายต่างๆ ที่นำเสนอ คงลืมนึกไปว่าการพัฒนาคุณภาพของพืชผลทางการเกษตรต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาหรือ นึกได้เช่นกันแต่การพัฒนาคุณภาพมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ได้เห็นผลทันอกทันใจท่าน

ง่ายๆ กับเรื่องที่เห็นกันชินตา คือ การขนพืชผักที่ปลูกรอบๆ กรุงเทพฯ มาจำหน่ายที่ตลาดขายส่งในเมืองกรุง เก็บเกี่ยวเสร็จก็ตัดใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ หรือใส่ตะกร้า ขนใส่รถปิกอัพ วิ่งเข้ามา พอมาถึงตลาดก็ต้องมาคัดแยกส่วนที่เสียหายทิ้งไปอีก บรรจุใส่ถุงเล็กๆ แขวนข้างรถกลายเป็นรถพุ่มพวง เข้าไปขายในชุมชนต่างๆ เรียกได้ว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภค คุณภาพพืชผัก ไม่ว่าจะเป็นความสด สุขอนามัยต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองมาก เป็นไปได้หรือไม่ที่นโยบายของฝ่ายการเมืองจะมุ่งพัฒนาคุณภาพของสินค้าแทนรูปแบบการค้าขายเดิมๆ ถ้านึกอะไรไม่ออกให้นึกถึงโครงการหลวงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านได้ทรงดำริขึ้น สร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิกโครงการหลวง ด้วยการพัฒนาการผลิต พัฒนาระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว พัฒนาช่องทางการจำหน่ายมารองรับ เมื่อสินค้ามีคุณภาพ กลไกราคาจากมือที่มองไม่เห็นจะส่งผลให้สินค้านั้น ผู้ประกอบการนั้นอยู่ได้ แม้ในภาวะที่มีความผันผวนสูง

มือที่มองไม่เห็นจะสวยงามเสมอหากเป็นมือที่มีคุณธรรมและจริยธรรม อย่าได้แต่มุ่งหวังเอาประโยชน์จากความเดือดร้อนของเกษตรกรมาสร้างความเป็นธรรมในการเข้าสู่อำนาจและมองไม่เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมยังหวังเห็นสังคมการเกษตรที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นแม้การเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เลี้ยงไว้ไม่ให้โต

Published January 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391951

x

ส่องเกษตร : เลี้ยงไว้ไม่ให้โต

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมงานเลี้ยงหลายงาน ในหลายๆ กลุ่มคน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ผู้ที่เข้าสู่วัยอาวุโสเช่นผมมักจะได้รับเชิญให้ไปกล่าวคำอวยพรปีใหม่ หรือกล่าวอะไรก็ได้ที่อยากจะกล่าวในงานเช่นนี้เสมอ ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังข้อคิดเห็นและแนวคิดของหลายๆ ท่าน การเป็นผู้ฟังทำให้เราได้รับทราบแนวคิดที่แตกต่างไปจากมุมเดิมๆ ที่เราเป็นอยู่

หนึ่งในงานปีใหม่ที่ผมได้เข้าร่วม คือ งานของอดีตผู้บริหารธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง และมีอยู่ท่านหนึ่งเสนอความเห็นได้กระทบใจผมมาก ท่านได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐที่มีต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ สะท้อนความเป็นจริงของปี่กลองทางการเมืองที่กำลังโหมโรมอยู่ในปัจจุบัน นโยบายที่กล่าวสั้นๆว่า “นโยบายเลี้ยงไว้ไม่ให้โต”

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณานโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางการเกษตร ในทุกครั้งที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง มักจะยกความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรมาเป็นเป้าหมายการพัฒนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด เพราะนักการเมืองมองทะลุว่าฐานเสียงที่สำคัญคือ เกษตรกร เกษตรกรที่พร้อมจะเชื่อมั่นต่อนโยบายที่ให้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าในช่วง 3-4 ปี ของแต่ละกลุ่มก้อนทางการเมืองได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศนำเสนอ ทั้งนโยบายการประกันราคา นโยบายการรับซื้อข้าวทุกเมล็ด หรือนโยบายสินเชื่อเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ

จะว่าไปแล้ว นโยบายเหล่านี้ เมื่อฝ่ายที่เสนอนโยบายได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็มักจะผลักดันให้เกิดภาพที่สมบูรณ์ โดยที่เนื้อในไม่ได้ตอบโจทย์ความอยู่ดีกินดีเท่าใดนัก เกษตรกรผู้ที่ตกเป็นเครื่องมือของนโยบาย กลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และรอคอยความหวังใหม่ๆ จากกลุ่มก้อนทางการเมืองใหม่ๆ อีกต่อไป และต่อไป โดยไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวังวนนี้ได้ เรียกได้ว่า ถูกเลี้ยงไว้ไม่ให้โต นั่นเอง

ประสบการณ์ที่ผมประสบเอง กรณีของบัตรที่รัฐออกให้เกิดขึ้นในคราวที่ผมมีโอกาสได้ไปตรวจเยี่ยมการใช้บัตรในพื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เกษตรกรซึ่งเป็นหญิงสูงวัยเดินทางมาร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เพื่อซื้อปุ๋ยไปใส่ในนาข้าว ผ่านกระบวนการใช้จ่ายผ่านระบบบัตรดังกล่าว ด้วยความสนใจผมเลยเข้าไปคุยด้วยว่าใช้ปุ๋ยอะไรในนาข้าวและตอนนี้ข้าวที่ปลูกอยู่ในระยะใด เกษตรกรรายนั้นตอบผมมาว่าใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในนาข้าวระยะแตกกอตามที่ร้านค้าจัดให้ พอได้ฟังคำตอบ ผมถึงกับยืนอึ้งไป เพราะปกติแล้วปุ๋ยสูตรนี้นับว่าเป็นปุ๋ยที่มีราคาค่อนข้างสูง และใช้สำหรับพืชสวนเป็นหลัก ไม่มีคำแนะนำให้ใช้ในนาข้าว มันก็แปลกดี แต่เมื่อผมทบทวนแล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการขายปุ๋ยสูตรนี้ให้เกษตรกร คงหนีไม่พ้นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าปุ๋ย ในขณะที่เกษตรกรรายดังกล่าว ต้องรับสภาพกับการใช้ปุ๋ยที่ไม่ถูกสูตร ไม่ถูกวิธี ไม่ถูกเวลากันไป ผลตอบแทนที่ได้จากการทำนาด้วยการลงทุนใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ถูกต้อง คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกว่า ไม่พูดมาก เจ็บคอ

ในท่ามกลางนโยบายเลี้ยงไว้ไม่ให้โต ยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัดขาดจากนโยบายดังกล่าว สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง พัฒนาการเกษตรบนพื้นฐานของความรู้ โดยไม่หวังพึ่งนโยบายขายฝันจากกลุ่มก้อนนักการเมือง เกษตรกรกลุ่มนี้จึงสามารถเติบโตในอาชีพของตนเอง ไม่ว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชมกับวิธีคิดของเกษตรกรกลุ่มนี้มาก ผมไม่ขอฟันธงว่าเกษตรกรกลุ่มนี้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือเป็นเกษตรกรรุ่นเก่า เพราะเท่าที่ผมได้สัมผัสอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาให้หลุดพ้นจากวงจรเลี้ยงไว้ไม่ให้โต มันขึ้นกับว่าจะเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือ เรียนรู้ด้วยความเคยชิน

ปี่กลองการเมืองเริ่มแล้ว เราจะยอมเลี้ยงไม่โต หรือ เราจะโตกันเสียที

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ศัตรูพืชไร้พรมแดน

Published January 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390454

x

ส่องเกษตร : ศัตรูพืชไร้พรมแดน

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มันก็แปลกดี บางคนไม่ได้ลึกซึ้งกับกับประเด็นทางเทคนิคก็สามารถฟุ้งได้เป็นวรรคเป็นเวร ในขณะที่ ผู้ที่รู้จริงได้แต่นั่งมองจากมุมห้องด้วยความสงบ อาจจะแอบยิ้มที่มุมปากแบบขำๆ และแปลกไปอีกว่า คนส่วนใหญ่ก็มักจะคล้อยตามกับกลุ่มคนที่ฟุ้งเก่งมากกว่าจะคล้อยตามกลุ่มคนที่รู้จริงแต่ไม่ฟุ้ง บ่อยครั้งที่เหตุผลทางวิชาการไม่สามารถยับยั้งความเชื่อมั่นต่อการฟุ้งของกลุ่มคนเหล่านั้นได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนหลักกาลามสูตร ไว้ให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงตระหนักก่อนที่จะปักใจเชื่อในสิ่งใด

ช่วงหลังมานี่ ผมมักจะได้รับข่าวสารต่างๆ จากหลายแหล่ง ทั้งบรรดาญาติมิตรพี่น้องที่อยากให้ผมรู้เรื่องกับเขาไปด้วย
ทั้งที่บางเรื่องผมก็ใช่ว่าจะอยากรู้สักเท่าไหร่ พออายุมากขึ้นหน่วยความจำของผมก็เริ่มมีปัญหาบ้าง อาศัยได้พูดคุยสนทนาตามกาล ก็พอจะฟื้นฟูความรู้ที่ร่ำเรียนมา แต่ไม่ได้ใช้โดยตรงสักทีขึ้นมาได้บ้าง ปีที่ผ่านมาช่วงปลายๆปี มีความแตกตื่นเรื่องการเข้ามาของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ Sri Lanka Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ซึ่งโรคนี้ทำให้มันสำปะหลังในแอฟริกา แทบหายไปจากพื้นที่ ก่อนที่โรคนี้จะเคลื่อนที่มาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2559 ตอนที่ผมกลับมาทำหน้าที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รอบที่ 2 มีรายงานพบการระบาดของโรคนี้ที่กัมพูชา กรมวิชาการเกษตรได้เฝ้าระวังและตรึงแนวพรมแดนอย่างเข้มงวด ก็ยังไม่มีรายงานการเข้ามา ซึ่งต้องเข้าใจลักษณะของแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวก่อนว่าสามารถติดเข้ามากับส่วนขยายพันธุ์ของมันสำปะหลัง และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ เพราะเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง ต้องอาศัยกับสิ่งมีชีวิตอื่น และในที่สุดปี 2561 ผลจากการเฝ้าระวังก็พบว่ามีต้นมันสำปะหลังที่มีอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างที่เกิดจากเชื้อ SLCMV ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของไทย ใกล้แนวพรมแดนไทย-กัมพูชา นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่ามันต้องติดมากับท่อนพันธุ์แน่ๆ การทำลายและสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคจะเกิดผลอย่างไร ฝนนี้คงได้เห็นกัน เพิ่งผ่านไปฤดูเดียว อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเอาอยู่

อีกด้านหนึ่ง อันนี้ก็น่าสนใจ ทำให้ผมนึกถึงสมัยใช้เครื่องบินพ่นกำจัดตั๊กแตนปาทังก้าในข้าวโพดขึ้นมาทันที แต่ยุคนี้คงทำลำบาก ที่เป็นไปได้คงต้องใช้โดรนพ่นมากกว่า แมลงตัวนี้มาได้จังหวะ หนอนกระทู้เจาะข้าวโพด Fall Armyworm เดิมอยู่ในอเมริกา ก่อนย้ายมาแอฟริกา เข้ามาทางเอเชียตะวันออก โดยปี 2561 มีรายงานพบที่อินเดีย ไม่ทันใดก็โผล่ที่เมืองไทยฝั่งตะวันตกเรียบร้อย น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยวงจรชีวิตหนอนตัวนี้เพียง 30-40 วัน ตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ราว 1,500-2,000 ฟอง ระยะไข่เพียง 2-3 วันเท่านั้น ตัวเต็มวัยมีอายุราว 10-21 วัน ความสามารถพิเศษคือ บินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อคืน ศักยภาพแบบนี้จึงทำให้เป็นหนอนกระทู้ที่น่ากลัวมาก ไม่รวมถึงความสามารถในการดื้อยาและพฤติกรรมการหลบซ่อนตัว หากมีการใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้การควบคุมยากขึ้นไปอีก รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาของภาครัฐ เป็นการสร้างแหล่งอาหารของหนอนตัวนี้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าอาหารการกินอุดมสมบูรณ์

นอกจากข้าวโพดจะเป็นอาหารโปรดของหนอนชนิดนี้แล้ว หนอนกระทู้ดังกล่าวยังมีพืชอาศัยกว่า 80 ชนิด โดยเฉพาะข้าว หากฝนนี้ขยับลงไปหาข้าว คงเป็นเรื่องที่น่าตื่นกลัวสำหรับชาวนา เพราะไม่เพียงแต่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังมีหนอนตัวใหม่มาให้จัดการกัน ชาวนาในฤดูกาลนี้ไม่อาจเป็นชาวนามือถือได้อีกต่อไป ปลูกข้าวก็ต้องเอาเงาไปทาบต้นข้าวกันบ้าง

คำกล่าวที่ว่า โลกไร้พรมแดน ทำให้ผมเชื่อแล้วว่า นอกจากโลกจะไร้พรมแดน ศัตรูพืชก็ไร้พรมแดนเช่นกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

Published January 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389110

x

ส่องเกษตร : เมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยภาระหน้าที่ผมได้ออกเดินทางไปแถวๆกรุงเก่า เมืองมรดกโลกที่มีความย้อนแย้งสูงมาก เมื่อมีโอกาสผมมักจะเอ่ยปากเสมอว่า การเปลี่ยนอยุธยาให้เป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นวิธีคิดที่ขาดไปในหลายๆมิติ และมันก็สะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง คนกรุงเก่าจริงๆ เริ่มจะอยู่ที่กรุงเก่าไม่ได้แล้ว สังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ผู้คนหลากหน้าหลายตาเข้ามาในกรุงเก่า และจากไปพร้อมผลประโยชน์ เหลือเพียงซากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนแปลกหน้าเท่านั้น ตัวเลข GDP กับดัชนี้วัดความสุข ไม่ได้แปรผันตามกัน

เส้นทางถนนพหลโยธิน ตั้งแต่รังสิต ยาวไปนวนคร เลี้ยวซ้ายเข้าเขตอยุธยา พื้นที่นาหายไปเกือบหมดแล้ว กลายเป็นย่านโรงงานอย่างเต็มรูปแบบ ผู้คนหลายเชื้อชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว การออกเดินทางช่วงเช้าจะพบเห็นขบวนรถบัสโดยสารขนาดใหญ่รับ-ส่งพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ รถติดไม่แพ้เมืองกรุงเช่นกัน ในขณะที่เส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเวลาเช้ามืด จะเป็นขบวนรถขนส่งพืชผลทางการเกษตร เพื่อนำเข้ามาจำหน่ายยังตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง ในขณะที่เมื่อครั้นอดีตจะต้องไปส่งถึงปากคลองตลาด หรือตลาดมหานาค วิธีขนส่งพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าที่ควร ยังคงขนส่งตะกร้า ใส่ถุงพลาสติก หรือวางเรียงกองมา ขึ้นกับชนิดของพืชผลการเกษตรเหล่านั้น ก่อนที่จะจำหน่ายออกไปยังตลาดอื่นๆ ต่อไปความฝันของผมที่จะเห็นการตัดแต่งพืชผลทางการเกษตรอย่างถูกสุขอนามัย มีระบบการขนส่งที่รักษาคุณภาพของสินค้าเหล่านั้น พร้อมจำหน่ายให้กับผู้บริโภค คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะครอบคลุมทุกตลาด แต่ผมยังรู้สึกดีเสมอเมื่อได้ซื้อพืชผักผลไม้ที่ผ่านกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีคุณภาพ อารมณ์และรสชาติของพืชผักผลไม้ที่สัมผัสมันต่างกันจริงๆ เห็นความตั้งใจและความใส่ใจอยู่ในนั้น ไม่ใช่การบริโภคเพื่อให้ได้ชื่อว่าบริโภคแล้วเท่านั้นเราไม่มีทางเลือก หรือเราเลือกไม่ได้ การจะได้เลือกคงต้องเพิ่มต้นทุนอีกใช่หรือไม่

ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพืชผลทางการเกษตรที่ขนๆ กันเข้ามาในตลาดค้าส่งหลักๆ นั้นเมื่อมาถึงก็ต้องมีการตัดแต่ง คัดแยก บรรจุใหม่ เรียกได้ว่าขนมาทิ้งกันก็ว่าได้ ทำไมถึงไม่จัดการกระบวนการเหล่านี้ตั้งแต่ในแหล่งผลิต พื้นที่บรรทุกก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องขนมาทิ้งกันอีก รวมทั้งยังคงคุณภาพความสดใหม่ของพืชผลเหล่านั้นจนถึงมือผู้บริโภค เศษซากที่เหลือก็ยังสามารถนำกลับไปเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ผลิตได้อีก ไม่สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียของเสียที่คัดแยกตัดแต่งในตลาดค้าส่งเหล่านี้ ก็ถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภคอยู่แล้ว เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตใช่ว่าจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ผมชื่นชมกับระบบการผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรขายตรงให้กับผู้บริโภคมาก มีกลุ่มผู้บริโภคหลายกลุ่มที่ต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อคุณภาพของผลผลิต บริโภคได้อย่างสนิทใจ สิ่งที่ขาดคือตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้บริโภคทำอย่างไรถึงจะมาจับมือกันได้ เริ่มจากวงเล็กๆของใครของมัน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ยิ่งระบบการค้าขาย online พัฒนาขึ้นเท่าใด การเชื่อมโยงกันน่าจะง่ายเข้า มีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่า Young Smart Farmer พยายามเชื่อมระบบเหล่านี้เข้าหากันซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางการพัฒนาดังกล่าวมานานมาแล้วรูปแบบดังกล่าว คือ โครงการหลวง นั่นเอง

ณ จุดนั้น จะกลายเป็นจุดจบของพ่อค้าคนกลาง คุณภาพและมาตรฐานการผลิตจะเกิดขึ้นด้วยระบบความไว้วางใจกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดเสมือนจะเป็นของจริง ถึงเวลาเมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย

Published January 30, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387611

x

ส่องเกษตร : ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว สมัยที่เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทำหน้าที่ แนวคิดเมื่อสามารถกักเก็บน้ำได้ จะทำอย่างไรให้ใช้น้ำที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดการรวมตัวกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทบทุกหน่วยงานในพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ส่งเสริมให้ขยายการทำนาปรัง และการปลูกพืชฤดูแล้ง เกิดการจัดระบบการปลูกพืชให้กับเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง มีการปลูกถั่วลิสงหลังนาในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี แถวอำเภออินทร์บุรี พื้นที่บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตรจะเป็นพื้นที่ของการปลูกถั่วเขียว ด้านตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ช่วงอำเภอบรรพตพิสัย เป็นพื้นที่ของถั่วเหลือง ช่วงอำเภอท่าตะโก ตาคลี และพยุหะคีรี เป็นพื้นที่ของถั่วเขียว ส่วนพื้นที่อำเภอลาดยาว และหนองบัว เป็นพื้นที่ของถั่วลิสงหลังนา

วันเวลาผ่านไป จะด้วยนโยบายของภาครัฐหรือสิ่งใดก็ตาม พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวนาปรังแหล่งใหญ่ ไม่ใช่การทำนาปีละ 2 ครั้ง กลายสภาพเป็นการทำนา 2 ปี 5 ครั้งก็มี ไม่ว่าปริมาณน้ำจะมีน้อยมีมากอย่างไรเกษตรกรก็ยังเลือกที่จะทำนาเสมอ ในขณะที่ถั่วเหลืองได้หายออกไปจากพื้นที่ ถั่วลิสงยังคงเหลืออยู่ประปราย มีการค้าขายในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนถั่วเขียวยังคงอยู่บางส่วนเพื่อรองรับโรงงานวุ้นเส้นและธุรกิจถั่วงอก ซึ่งก็จำกัดอยู่ในวงแคบๆ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้นไม่ปรากฏในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวโพดที่ปลูกในช่วงต้นฝนในพื้นที่ไร่ เช่น บริเวณอำเภอตากฟ้า ไพศาลี หนองบัว ของจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ลพบุรี เป็นเขต corn belt ที่สำคัญของไทย สามารถผลิตได้มากจนส่งออกจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ต่อมา corn belt ก็เริ่มล่มสลายไป เมื่อเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง corn belt จึงขยับขึ้นไปสู่พื้นที่สูงที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของดิน กลไกที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือ ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ และ ผู้รวบรวมผลผลิต โดยมีเกษตรกรเป็นเครื่องมือ จนกระทั่งป่าข้าวโพดได้บุกป่าไม้จริง ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมา

ในระยะ 10 ปีหลัง หลายฝ่ายเริ่มตระหนักว่าหากยังปล่อยให้ป่าข้าวโพดบุกป่าไม้จริง คงไม่ดีแน่ อีกทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้ข้าวโพดเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ยังคงอยู่ การย้ายพื้นที่ปลูกข้าวโพดลงมายังพื้นที่ด้านล่างเริ่มผลักดันจริงจังมากขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่าข้าวโพดเป็นพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดินเหนียว และดินเหนียวส่วนใหญ่จะเป็นดินนา สภาพดินที่เหมาะสมของข้าวโพดต้องเป็นดินร่วนปนทราย การระบายน้ำดี ดังนั้น หากจะย้ายพื้นที่ลงมาจากพื้นที่สูง พื้นที่นาดอนจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ โดยเริ่มตั้งแต่เขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป ในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยมีเป้าหมายทั้งหมด 2 ล้านไร่ แต่ทำได้จริงราว 2 แสนไร่

ต่อมาในปี 2560 โครงการดังกล่าวยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายลดลงเหลือ 7 แสนไร่ ทำได้จริงราว 6.4 แสนไร่ และในปี 2561 เป้าหมายยังคงอยู่ที่ 2 ล้านไร่ เป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ต้องระดมกำลังกันหาพื้นที่ให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายของใครก็ตาม แต่ก็ตกลงไปที่กลุ่มผู้ปฏิบัติงานกลุ่มเดียว ยิ่งการขยายพื้นที่ไปในพื้นที่ของภาคอีสานที่ข้าวโพดเป็นพืชที่เกษตรกรไม่คุ้นเคย ยกเว้นพื้นที่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่เข้าไปส่งเสริมเท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ที่เหมาะสมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ถูกบีบด้วยเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก ทั้งประเด็นการจัดสรรน้ำระหว่างนาข้าวกับแปลงข้าวโพด ความเชื่อมั่นต่อราคารับซื้อ ความคุ้นเคยของเกษตรกร และที่สำคัญเกษตรกรยุคนี้ไม่ใช่เกษตรกรที่ทางการเขาสั่งมาว่าอีกต่อไป เมื่อคิดสะระตะแล้ว ผลตอบแทนจากการทำนา ภายใต้นโยบายต่างๆของรัฐบาลที่ให้กับชาวนายังคงดึงดูดใจได้มากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ฝ่ายนโยบายยังคงมุ่งมั่นกับเป้าหมายที่ 2 ล้านไร่ ความยากลำบากและความท้าทายจึงตกมายังเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดทั้งตัวพืชเองและสภาพพื้นที่ จึงเป็นการยากที่จะบรรลุเป้าหมาย และเป็นความท้าทายเช่นกัน ผลที่เกิดขึ้นจากการออกตัวแรงในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นเกษตรกรที่ต้องเสี่ยงกันอีกครั้ง

อดีตยังคงส่งผลต่อปัจจุบันเสมอขอให้พึงตระหนักกันไว้ เมื่อนโยบายยังไม่ได้มองระบบการเกษตรเป็นองค์รวม เรื่องราวดังกล่าวจึงยังคงวนเวียนอีกต่อไป ไม่ใช่คนแรกที่ทำ และไม่ใช่คนสุดท้ายเช่นกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381010

x

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพื่อสุขภาพจากพื้นที่การผลิต ลุ่มน้ำลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง หนุนสมาชิก สร้างแหล่งผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รักษาความสมดุลของธรรมชาติ โดยสหกรณ์ควบคุมการผลิต ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ กรรมวิธีการผลิตด้วยการดำนาปลูกข้าวแบบประณีต ไม่ใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นข้าวคัดคุณภาพพิเศษ เพื่อสุขภาพที่ดี

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้าวลำพระเพลิง นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด 4 หมู่ 8 ถนนสืบศิริ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา 30150 โทร. 04-444-1060 04-445-1639 โทรสาร ต่อ 108 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมฯมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

Published December 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379585

x

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อนเรื่อง“คุณภาพข้าวหอมมะลิ” และข้อเรียกร้องปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว!

ย้ำอีกที ปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกมองว่า “ความหอมลดลง” จนแพ้ข้าวหอมเขมรและข้าวหอมญวนในการประกวดล่าสุด ขนาดนายกฯลุงตู่ต้องสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไข ขณะที่รมว.เกษตรฯกฤษฎา บุญราชก็สั่ง 3 กรมที่เกี่ยวข้องทันที คือ กรมการข้าวให้วิจัยเรื่อง “พันธุ์ข้าว”, กรมวิชาการเกษตรศึกษาการปลูก และกรมพัฒนาที่ดินดูเรื่องดินที่ใช้ปลูก…

ทางกรมการข้าวโดยรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีฯก็ได้ออกมาชี้แจงถึงผลวิจัยของกรมฯยืนยันว่า พันธุกรรมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่มีปัญหาแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด พิสูจน์แล้วว่า“ยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง!” แต่ผลวิจัยการปลูกทั้งภาคเหนือและอีสานที่คุณภาพและความหอมแปรปรวนไปนั้น พบว่า เป็นเพราะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม, การจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังเก็บเกี่ยว

(หมายเหตุ…ข้าวหอมมะลิไทยที่เราส่งออกจนเป็นอันดับ 1 ของโลกมานานหลายสิบปีนี้ คือ“พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105” รองลงมาก็เป็นพันธุ์ กข.15)

อธิบายโดยสรุปได้ว่า“ความหอม”เกิดจากสารในข้าวชื่อ “2-acetyl-1-pyroline”ที่ระเหยได้ ดังนั้นตลอดกระบวนการตั้งแต่การปลูก,ตากแห้ง,การสี,เก็บรักษา จนถึงบรรจุและส่งออก จึงต้องดูแลพิถีพิถัน ควบคุมปัจจัยต่างๆให้ได้“อุณหภูมิ”และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สำคัญมากๆ!! มิเช่นนั้น สารสำคัญในข้าวตัวนี้จะระเหยหายไป เมื่อถึงมือผู้บริโภคนำไปหุงต้ม ก็จะหอมน้อยหรือไม่หอมเลย

จึงมีข้อแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกที่ถูกต้องควรทำเช่นไร ต้องใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพเท่านั้น อีกทั้งจะเก็บเกี่ยวอย่างไร จะตากแห้งแบบไหน เก็บรักษาให้ดีได้ไง ฯลฯ ล้วนมีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้นแต่ผมคงไม่ลงในรายละเอียด เพราะท่านรักษาการอธิบดีกรมการข้าวก็สั่งให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรแล้ว เพื่อปลูกข้าวให้ได้คุณภาพดี

ขอย้ำจากคำอธิบายคุณกฤษณพงศ์ว่า พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยังคงคุณภาพความหอมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ผลผลิตหอมน้อยลง มีปัญหาได้จากสภาพแวดล้อมและการดูแลตั้งแต่ปลูกจนถึงมือผู้บริโภค….อย่างไรก็ตามโลกทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนจาก“ภาวะโลกร้อน”เกิดภาวะที่ไม่พึงประสงค์มากมาย ดังนั้นแม้พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยยังดี ยังหอมอยู่เหมือนเดิม แต่ก็มิควรปล่อยให้“หยุดนิ่ง”อยู่เช่นนี้ ควรจะต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มีทั้งคุณภาพและความหอมดี แล้วยังทนทานหรือปรับตัวไปตามสภาวะแวดล้อมอันเลวร้ายได้ หรือที่สำคัญก็คือ พัฒนาพันธุ์ข้าวที่รักษาสารความหอม“2-acetyl-1-pyroline”ได้ดียิ่งขึ้นๆ

จะเรียกว่าเป็น “พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105”เวอร์ชั่น 2 แบบที่ ดร.รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ผอ.สำนักงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน ผู้เป็น“ปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน”กำลังเรียกร้องอยู่ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ดร.รณวริทธิ์ให้สัมภาษณ์หลังมีข่าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้การประกวดข้าวดีที่สุดในโลกปี 2018 ให้กับข้าวหอม“มาลี อังกอร์”ว่า ที่ข้าวกัมพูชาได้ครองแชมป์ เพราะความพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้บริสุทธิ์ ขยายพื้นที่ปลูกข้าวและพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ รวมทั้งส่งเสริมการสีข้าวให้ได้มาตรฐาน ดังนั้นถ้าไทยไม่สามารถพัฒนาคุณภาพได้ ข้าวไทยก็จะร่วงจากเวทีโลก!

“เราได้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 แล้วก็ดีใจ ไม่ได้พัฒนาต่อมาตั้งแต่ปี 2502 เราอยู่กับข้าวหอมมะลิ 105 มานาน ถึงเวลาที่ควรต่อยอดเป็นข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 พัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำอย่างไรก็ได้ นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์เก็บรักษาพันธุกรรมข้าว หรือ gene bank น่าจะรู้ อย่าหยุด! เพราะเมื่อหยุดเมื่อไหร่ไทยแพ้ทันที!”

อีกไม่นานคุณกฤษณพงศ์จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 กรมการข้าวอย่างเต็มตัว ถ้าในยุคของท่านสามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิด“ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2”ได้เป็นผลสำเร็จ จะถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ในชีวิตเช่นเดียวกับดร.สุนทร สีหะเนิน อดีตข้าราชการกรมการข้าวที่ถูกจารึกชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาจนเกิดข้าวหอมมะลิ 105 ที่โลกชื่นชมมาเกือบ 60 ปี

ขอเอาใจช่วยท่านว่าที่อธิบดีกรมการข้าวคนใหม่ ทำให้สำเร็จนะครับ

สาโรช บุญแสง

%d bloggers like this: