ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505254

x

ส่องเกษตร : เกษตรสร้างมูลค่า

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเกษตรมีวิวัฒนาการมายาวนาน เพราะเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ ดังนั้นจึงมีการขวนขวายเพื่อหาอาหารมาดำรงชีพอย่างต่อเนื่อง แต่เดิมเป็นการหามาจากธรรมชาติ เมื่อจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเลียนแบบธรรมชาติในการผลิตอาหาร รู้จักการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้อาหารมาเพียงพอต่อการยังชีพ

ต่อมาการเกษตรถูกนำไปใช้สร้างฐานะทางเศรษฐกิจ ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมจึงเปลี่ยนไป จากที่ผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน กลายเป็นการเร่งผลิตเพื่อสร้างความมั่งคั่งแทน กระบวนการผลิตจึงต้องพัฒนาไปจากวิธีการเดิมๆ มีการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตามต้องการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม ทั้งการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อให้พืชดังกล่าวสามารถให้ผลผลิตได้ตามต้องการ จากเหตุดังกล่าว จึงเกิดประเด็นของสารเคมีตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรตามมา เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกเอง ในขณะที่การให้ปุ๋ยแก่ต้นพืช ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ ตามความต้องการของพืชก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตในรูปแบบที่หวังให้ได้ผลผลิตสูงสุด การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ในการผลิตพืช ทำให้เกิดรูปแบบในการทำการเกษตรขึ้นหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละวิธีการต่างเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับเกษตรกร และย่อมส่งผลต่อรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับตามไปด้วย เพราะจะต้องนำต้นทุนต่างๆ เหล่านั้นไปคำนวณเมื่อเก็บเกี่ยวและขายผลผลิตได้ยิ่งหากผลผลิตออกมาในช่วงเวลาที่สถานการณ์ทางการตลาดไม่ดี ระบบการตลาดที่ผ่านมือหลายมือกว่าจะถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย ในที่สุดเกษตรกรอาจไม่เหลืออะไรเลยจากระบบการผลิตและการตลาดดังกล่าว ซ้ำร้ายอาจต้องถึงกับติดลบกันได้เลยทีเดียว

ปัจจุบันคำว่า “เกษตรมูลค่าสูง” “เกษตรสร้างมูลค่า” หรือ “เกษตรแบบสร้างมูลค่าเพิ่ม” เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกเข้ามาในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเกษตรโดยมุ่งให้เกิดการอยู่ดีกินดี ให้คนในชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้ผลิต มาตรการต่างๆ ในประเด็นการเกษตรภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงถูกนำมาใช้ ประเด็นหนึ่งที่เห็นว่ามีความสำคัญและสามารถสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้เป็นอย่างดี เข่น การแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อการสร้างมูลค่าและคุณค่าให้มากขึ้น กอปรกับการพัฒนาตัวเกษตรกรให้เป็น smart farmer หรือแม้แต่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) เพื่อรองรับการนำไปสู่การทำการเกษตรแบบสร้างมูลค่า ตามที่ได้เห็นกันผ่าน clip ต่างๆ ที่คนรุ่นใหม่อายุราว 25 ปี ประสบความสำเร็จในการนำเอาผลผลิตทางการเกษตรของครอบครัวมาแปรรูปและส่งจำหน่าย สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 ล้านบาท จากการนำความรู้ที่ได้จากการไปฝึกงานที่ประเทศจีน เห็นสภาพความต้องการบริโภคสินค้าเกษตร รวมทั้งจำนวนประชากรที่จะ
ส่งผลต่อความต้องการของตลาด เมื่อกลับมา แม้ว่าจะต้องเล่าเรียนให้จบ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะนำเอาสินค้าเกษตรมาแปรรูป เพี่อสร้างมูลค่าและส่งจำหน่าย จะเห็นว่าการเกษตรในยุคปัจจุบันและในอนาคต มูลค่าจะเพิ่มหรือสร้างให้เกิดมูลค่าได้ จะต้องคิดและดำเนินการให้ครบตั้งแต่การผลิตถึงการตลาด จึงจะเกิดผลดีแก่เกษตรกรเอง สมกับเจตนาของยุทศาสตร์ชาติด้านการเกษตรที่นำประเด็นเกษตรสร้างมูลค่ามาบรรจุไว้ ซึ่งหากไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆเลยเกษตรสร้างมูลค่าอาจกลายเป็นเกษตรไร้มูลค่าก็เป็นได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503866

x

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีที่สร้างความเข้าใจและไม่เข้าใจในประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ Social Media สร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ในประเด็นที่ผู้สื่อต้องการส่งสัญญาณบางอย่างให้กระเพื่อมหรือเกิดประเด็นขึ้นในสังคม และย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการเมืองการปกครอง ในขณะที่ประชาชนทั่วไปคงได้แต่รับรู้ รับทราบ อย่างมีสติและกลั่นกรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ มองให้ทะลุถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างกระแส ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการจุดประเด็นดังกล่าวขึ้น

การเดินทางไปสู่จุดหมายย่อมมีหลายวิธีการ หลายเส้นทางแต่ยังมีจุดหมายเดียวกัน วีธีการไปถึงจุดหมาย ไม่ว่าเป็นการเดินเท้าการใช้ยานพาหนะต่างๆ ตามเส้นทางปกติที่นิยมกันว่าสั้นที่สุด หรือมีเส้นทางลัดหลบเลี่ยงออกไป ในแต่ละช่วงของเส้นทางมักจะมีป้ายสัญญาณเตือน ป้ายบอกทางกำกับไว้เสมอ รวมทั้งป้ายสถานที่ต่างๆ ที่ผ่านระหว่างทาง ให้ผู้ใช้เส้นทางได้ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะแวะก่อนหรือจะไม่ต่อ หากมีปัญหาระหว่างเส้นทางก็สามารถปรับเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์ ปัจจุบันนี้มีป้ายอัจฉริยะสามารถคำนวณเวลาให้ได้เลยว่าจะจุดนี้ไปแต่ละจุดนั่นใช้เวลาเท่าใด เรียกได้ว่า หากไม่รีบร้อนไปยังจุดหมายก็สามารถแวะพักระหว่างทางกันได้สบายใจ หรือหากเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินก็ต้องมีการวางแผนว่าจะออกจากสนามบินไหน ไปต่อที่ไหนด้วยวิธีการใด ช่วงเวลาประมาณไหนถึงจะเดินทางได้สะดวก สามารถต่อเที่ยวบินได้อย่างไม่ฉุกละหุก โดยไม่พลาดเป้าหมายปลายทางตามที่วางแผนไว้ การเดินทางโดยเครื่องบินจะแตกต่างจากการเดินทางโดยรถยนต์ ด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน นักบินจะเป็นผู้วางแผนการบิน ส่วนผู้โดยสารก็แค่เลือกเส้นทาง เลือกสายการบิน และเลือกเที่ยวบินให้ถูกต้องเท่านั้น ในขณะที่ก่อนการขึ้นบินนักบินจะต้องศึกษาข้อมูลและสถานการณ์โดยรอบให้พร้อมเพื่อวางแผนการบินก่อนขึ้นบินเนื่องจากบนท้องฟ้าไม่มีหลักกิโลเมตรให้ ไม่มีป้ายบอกทางทุกอย่างต้องพร้อมก่อนที่จะทำการบิน เพื่อให้บินไปยังจุดหมายตามกำหนดเวลาอย่างปลอดภัย หากไม่มีความพร้อมอาจเกิดอาการหลงฟ้า บินวน หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุสร้างความสูญเสียอย่างไม่คาดฝันก็เป็นได้ มองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเรา หากขาดเป้าหมายและขาดการวางแผนที่ดี เส้นทางชีวิตของคนๆนั้น อาจเสียเปล่า โดยไม่เกิดมรรคผลใดๆในการใช้ชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่ง อย่างน้อยการมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ยังสามารถที่จะทำให้ทราบว่าช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา เดินทางมาถึงจุดไหนของเป้าหมาย วิธีการที่ดำเนินมาตอบโจทย์ของการไปสู่เป้าหมายหรือไม่ และหากคำตอบ คือ ไม่เราจะต้องปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาไม่ได้สูญเปล่าไปแต่อย่างใด

หากเปรียบกับประเทศชาติบ้านเมือง เส้นทางเดินของประเทศชาติคือเส้นทางของคนในชาติที่จะต้องเดินทางไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ คิดและวางแผนการเดินทางร่วมกัน แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน บางช่วงเวลาของการเดินทางอาจต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ยังคงไม่ละทิ้งเป้าหมายของการเดินทาง ทุกคนในชาติต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จจะรออยู่ไม่ไกล แต่หากแต่ละคนไม่มีความเข้าใจ ไม่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหา หมุนคว้างอยู่ในสถานการณ์ตัวใครตัวมัน บ้านเมืองก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเหมือนเป้าหมายในการพัฒนาของประเทศที่ได้สร้างเป้าหมายร่วมกันให้ทุกคนในชาติเห็นตรงกัน เพื่อให้ทุกคนเดินทางไปสู่เป้าหมายเดียวกันตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ระหว่างทางหากเกิดปัญหาขึ้น สามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการ ปรับเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เป้าหมายได้ แต่เป้าหมายต้องคงอยู่ เพื่อไม่ให้การเดินทางไร้ซึ่งทิศทาง ซึ่งจะเป็นการสูญเปล่าทางทรัพยากรของชาติ เหมือนกับนักบิน เมื่อวางแผนการบิน และออกเดินทางไปแล้ว ระหว่างทางหากเกิดสถานการณ์อากาศแปรปรวน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทาง แต่ยังคงเป้าหมายของเส้นทางไว้เช่นเดิม ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต่างกัน ปรับเปลี่ยนวิธีการได้ แต่ต้องธำรงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนในชาติพร้อมไปสู่จุดหมายเดียวกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : พระพุทธศาสนากับการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502435

x

ส่องเกษตร : พระพุทธศาสนากับการเกษตร

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านปริมาณฝนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เข้าสู่ช่วงเวลาของกลางฤดูฝน เริ่มมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งสัญญาณที่ดีต่อการทำการเกษตร และมีความคาดหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดฤดูกาลนี้

ตัวผมเองในช่วงปลายสัปดาห์ได้เดินทางไปแถบจังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อร่วมพิธีอุปสมบทซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนที่ดี เป็นการสืบสานศาสนาให้คงอยู่ยืนยงต่อไปในช่วงเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึง สอดคล้องกับสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศมาครั้นสมัยพุทธกาล นับว่าเป็นกุศโลบายอันแยบยลของพระพุทธเจ้าที่จะให้พระภิกษุสงฆ์ได้จำพรรษา ณ สังฆวาสไม่ต้องออกไปเหยียบย่ำพืชผลในไร่นาของประชาชนเป็นการอำนวยให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม พัฒนาสติปัญญา ไม่ให้รบกวนหรือส่งผลต่อการประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไป เป็นการผนวกธรรมชาติเข้ากับกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างกลมกลืน ทำให้ศาสนาสามารถเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตปกติของพุทธศาสนิกชน ไม่แปลกแยกออกจากกัน

การเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดระยอง ผ่านเส้นทางที่เป็นถนน 4 เลนที่ถูกปรับปรุงผิวการจราจรใหม่ จึงค่อนข้างเรียบ ขับรถสบาย สภาพพื้นที่เป็นเนินสูง-ต่ำ สลับกับทางเรียบ สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และแปลงไม้ยืนต้นแถบตลอดแนว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน สวนทุเรียน หรือ ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง บวกกับฝนพรำเบาๆ อากาศสบายๆ บรรยากาศประมาณขับรถท่องเที่ยวในประเทศที่พัฒนาแล้วเลยทีเดียว ได้เห็นแปลงไม้ผลที่มีการตัดแต่งกิ่งหลังจากการให้ผลผลิต การบำรุงรักษาต้นให้แข็งแรงสมบูรณ์ สามารถให้ผลผลิตได้ดีในฤดูกาลถัดไป พร้อมกับการจัดคาราวานสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายให้กับเกษตรกร ทั้งสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออกมีเงินเต็มกระเป๋า จึงมีความพยายามนำเสนอสินค้าเพื่อดึงเงินออกมาจากกระเป๋าของเกษตรกรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนั้นการบริหารจัดการด้านการเงินของเกษตรกรจึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะรายรับของเกษตรกรชาวสวนมีมาเพียงแค่ช่วงเวลาเดียวของแต่ละปี ในขณะที่รายจ่ายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การบริหารจัดการรายรับ-รายจ่าย ให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และต้องทำให้สำเร็จ

วิถีของชาวสวนและชาวนามีความแตกต่างกันอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือรายได้ไม่ได้เข้ามาตลอดทุกเดือน หากจะมีรายได้ก็ต่อเมื่อมีผลผลิตออกมาจำหน่าย ฟากฝั่งของชาวนาในปัจจุบัน บางพื้นที่ข้าวอาจกำลังตั้งตัว แต่บางพื้นที่อาจต้องไถทิ้งแล้วปลูกใหม่ ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นการปลูกใหม่ครั้งสุดท้ายของฤดูนาปีนี้ อย่างไรก็ตาม การเกษตรที่ต้องเป็นหุ้นส่วนกับธรรมชาติย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ หลักคำสอนในพุทธศาสนาจึงเชื่อในการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สิ่งที่ควรตระหนักคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกัน มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอย่างสงบได้ หากไม่เคารพต่อธรรมชาติ เกิดบทเรียนต่างๆ มาให้เห็นกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่มนุษย์ก็ยังมีความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติอยู่เสมอ จนลืมไปว่าพุทธศาสนาสอนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติอย่างที่สุดแล้ว

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : จิตสำนึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501039

x

ส่องเกษตร : จิตสำนึก

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญคือ พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช หรือ พันธุ์สัตว์ หากได้พันธุ์ดีในการทำการเกษตรก็สามารถรับประกันเป็นขั้นต้นว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จในอาชีพการเกษตรสูง และในทางกลับกัน หากได้พันธุ์ที่ไม่ดี ยิ่งอายุในการให้ผลผลิตของพืชหรือสัตว์ยาวนาน ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้กับเกษตรกรผู้ที่ใช้พันธุ์ดังกล่าว หมดโอกาสในการเปลี่ยนแปลง และอาจรุนแรงถึงขั้นต้องออกไปจากอาชีพการเกษตร หรือแม้ว่าอายุของพืชหรือสัตว์ที่จะให้ผลผลิตนั้นไม่ยาวนาน แต่ด้วยข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมดินฟ้าอากาศทำให้สามารถทำการผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ความเสียหายก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพจึงให้ความสำคัญต่อการคัดเลือกและเลือกใช้พันธุ์ดีในการเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงเสมอผู้นำเกษตรกรบางรายถึงกับเอ่ยปากว่า ความยากจนของเกษตรกรบางส่วนมีปัจจัยมาจากการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพันธุ์ดีได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของพันธุ์ดีที่มีราคาสูง หรือมีจำนวนน้อยจนหาได้ยากก็ตาม

พันธุ์ดี ในความหมายของเกษตรกรแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน แต่โดยหลักแล้ว จะต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรค-แมลง และอาจมีคุณสมบัติเฉพาะตามความต้องการของตลาด จึงมีโอกาสที่เกษตรกรจะถูกหลอกลวงให้ใช้พันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงตามพันธุ์ได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้พูดคุยกับประธาน ศพก. หรือ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และประธานแปลงใหญ่ข้าว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายราย ทั้งสองกลุ่มให้ข้อมูลตรงกันว่า สำหรับปีการผลิตนี้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร เนื่องจากมีการปลูกข้าวไปแล้วเมื่อต้นฤดู แต่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้องไถทิ้งเพื่อปลูกใหม่ เป็นเหตุให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ไปในรอบแรก อันที่จริงแล้วก็มีการเตือนกันตลอดว่าอย่าเพิ่งรีบปลูกให้รอฝนก่อน แต่ก็เตือนกันได้บ้างไม่ได้บ้าง พอฝนชุดใหญ่มา จำเป็นต้องไปหาเมล็ดพันธุ์ชุดใหม่มาปลูกแทนเมล็ดพันธุ์ชุดเดิมที่ไถกลบไป รอบนี้เมล็ดพันธุ์คุณภาพจึงหายากมากขึ้นไปอีก สบโอกาสที่ฝ่ายนโยบายจะสร้างความชอบธรรมในการให้หน่วยงานของรัฐจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจ่ายแจกให้เกษตรกรที่ขาดแคลนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยอาจไม่เข้าใจว่า เมล็ดพันธุ์ กับ เมล็ดปกติ มันไม่เหมือนกัน

ปัญหาที่ตามมาในเวลานี้คือ คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หน่วยงานของรัฐจัดหามาให้เกษตรกร ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ การตรวจรับ-ส่งมอบ คุณภาพคงผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่เมื่อเมล็ดพันธุ์ชุดนั้นไปถึงมือเกษตรกร ปรากฏว่า ไม่เป็นไปตามนั้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรได้รับ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีสิ่งเจือปนเกินมาตรฐาน มีการพบข้าวปนเป็นจำนวนมากกว่าที่จะยอมรับได้ เกษตรกรกลุ่มนี้ไม่ใช่เกษตรกรที่ไม่รู้เรื่องมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่ใช่กลุ่มที่เห็นว่าเป็นของฟรีก็รับมา เกษตรกรกลุ่มนี้จึงปฏิเสธที่จะรับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หน่วยงานของรัฐนำมาแจกจ่ายตามโครงการของฝ่ายนโยบาย เพราะเล็งเห็นความล้มเหลวในอาชีพหากจะต้องนำเมล็ดพันธุ์ชุดนี้ไปเพาะปลูก

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้เชื่อมระหว่างฝ่ายนโยบายและเกษตรกร การยืนหยัดในความถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ บางทีความถูกต้องอาจไม่ถูกใจ แต่สามารถให้ความสง่างามต่อการเป็นข้าราชการยังคงอยู่ อย่าถึงกับให้เกษตรกรปฏิเสธการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องอื่นๆ อีกเลย

วิธีการคิดและทำโครงการแบบนี้ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ไร้จิตสำนึกความเป็นข้าราชการที่ดีหายไปนาน ผมไม่คาดคิดว่าจะกลับมาได้อีกในยุคนี้ แต่ผมก็ดีใจที่ยังมีเกษตรกรที่รู้ทันไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนเหล่านี้ สังคมจะดีเราต้องช่วยกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : คุณธรรม หรือ คุณทำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499636

x

ส่องเกษตร : คุณธรรม หรือ คุณทำ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลางเดือนมิถุนายนเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เป็นไปตามลักษณะของธรรมชาติ และการจัดการของมนุษย์ประกอบกัน กลายเป็นกิจกรรมร่วมกันของมนุษย์กับธรรมชาติ เช่นเดียวกับกิจกรรมทางการเกษตรที่มนุษย์ต้องร่วมทำงานกับธรรมชาติ เมื่อฝนมาก็ถึงฤดูการเพาะปลูก การเตรียมการต่างๆ ทั้งการเตรียมดิน เตรียมพันธุ์ แรงงาน และความรู้เทคโนโลยีต่างๆก็ต้องเตรียมลงมือดำเนินการ

การเพาะปลูกพืขที่ต้องอาศัยธรรมชาติเช่นฝน ในรอบ 1 ปี สามารถทำได้ครั้งเดียว ถ้าพลาดแล้วจะพลาดเลย รออีกครั้งเมื่อครบรอบอีกปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่สามารถสะดุดหยุดลงได้ จึงเห็นการเตรียมการ การดำเนินการทันทีเมื่อเวลาและโอกาสมาถึง

ในทำนองเดียวกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี จะเห็นการลงมือดำเนินงานของข้าราชการในส่วนต่างๆ ไม่เว้นหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร เรียกว่าเกี่ยวทั้งการเพาะปลูก เกี่ยวทั้งระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการชี้แจงงบประมาณ การจัดทำโครงการเร่งด่วนภายใต้แผนฟื้นฟู การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ตามงวดเงินที่ได้รับการจัดสรรให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะหากไม่เป็นตามเป้าหมาย ระหว่างการชี้แจงงบประมาณต้องมีการชี้แจงเหตุผล ความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้น และบางหน่วยงานอาจถูกตัดงบประมาณตั้งแต่ขั้นตอนนี้เลยก็เป็นได้

อีกมุมหนึ่งของระบบราชการคือ ระบบการบริหารงานบุคคล เป็นช่วงเวลาที่มีข้าราชการต้องเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นปีงบประมาณ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการเข้าสู่ตำแหน่ง การโยกย้าย สับเปลี่ยน จึงเริ่มต้นในช่วงเวลานี้เช่นกัน นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงในการปฏิบัติราชการ สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง การจัดวางกำลังคนเพื่อให้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐสามารถบรรลุผลตามเป้าหมาย ได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงของข้าราชการพอสมควร บางคนก็เร่งดำเนินงานในหน้าที่ให้สำเร็จโดยเร็วตามเป้าหมาย บางคนก็แต่งตัวรอเข้าสู่ตำแหน่งที่มุ่งหวังไว้ หรือแม้แต่การแต่งตัวรอเกษียณ หลบหลีกความสุ่มเสี่ยงใดๆ โดยสิ้นเชิง รอวันที่จะจบชีวิตราชการไปอย่างสงบ เพียงให้ชื่อว่าเกษียณตำแหน่งนั่น ตำแหน่งนี้ ก็ว่ากันไป

บางกลุ่มที่มีความมุ่งหวังในตำแหน่งต่างๆ ก็มีวิธีในการเข้าสู่ตำแหน่งแตกต่างกัน เกิดภาวะการวิ่งเข้าหาเส้นทางของผู้มีอำนาจ หากมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ได้รับการแต่งตั้งมา ก็คงพอรับกันได้ แต่เท่าที่ทราบ กลุ่มคนเหล่านี้มักจะประเมินตนเองสูงกว่าตำแหน่งที่มุ่งหวังเป็นส่วนใหญ่ บางคนไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆ กับงานที่จะต้องรับผิดชอบในตำแหน่งนั้น เพียงแต่อยู่ในกลุ่มก๊วนของสายการเมือง หรืออาจถูกส่งเข้าไปดูแลผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มก๊วนที่ทำไว้โดยไม่สนใจเรื่องอื่น เพียงยกประเด็นว่าเป็นตำแหน่งบริหารเท่านั้น จะมีพื้นฐานหรือไม่ก็บริหารได้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะเหมาะสม พอควร หรือถูกต้องเป็นสำคัญ

ตัวผมเองไปรับข้อมูลจากหลายช่องทางในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย โดยปกติก็ได้แต่รับฟัง และทำความเข้าใจแต่ที่ผมสะกิดใจมากเป็นประเด็นการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอที่มีคำสั่งชี้ตัวให้ลงในตำแหน่งนั้นแล้ว ดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา ทั้งความอาวุโส ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว อีกทั้งปีหน้าก็จะเกษียณอายุราชการ แต่ปัญหากลับกลายเป็นว่าผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานขอร้องแถมบังคับทุกวิถีทางให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการชี้ตัวสละสิทธิ์ เพื่อจะเปิดทางให้สายของนักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่งนี้ให้ได้ หากไม่สำเร็จตามที่นักการเมืองชี้มา ผู้บริหารจะเดือดร้อน โดยที่สายของนักการเมืองนั้น เมื่อเทียบคุณสมบัติกันแล้วไม่สามารถเทียบได้ทั้งอายุราชการ เงินเดือน ประสบการณ์การทำงาน ในที่สุดผมก็คงได้แต่ปลงกับระบบราชการที่เป็นอยู่ ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรแสดงความรับผิดชอบต่อหน่วยงานและยึดระบบการบริหารงานบุคคลที่มีคุณธรรม มีธรรมาภิบาล
อย่าให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างสิ้นหวังกับการบริหารงานของผู้บังคับบัญชาที่พึงพาไม่ได้ คุณธรรมต้องเริ่มที่คุณทำ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ฟื้นฟู? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498102

x

ส่องเกษตร : ฟื้นฟู?

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บรรยากาศโดยทั่วไป ณ เวลานี้ ตามที่ผมสังเกตเห็น พบว่าผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตกันปกติมากขึ้นเริ่มออกมาทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกจำกัดไว้เพื่อหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คำว่า Work from Home เริ่มจะซาๆลง ในขณะที่มาตรการ New Normal ขยายครอบคลุมทุกพื้นที่ ได้รับความร่วมมือบ้าง ไม่ร่วมมือบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกคนเข้าใจกันดีว่า New Normal คืออะไร ท่องกันขึ้นใจกันเลยทีเดียว ฝ่ายรัฐบาลเองก็มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น วางนโยบายที่จะดูแลประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งเกษตรกรก็เป็นกลุ่มอาชีพที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยหวังว่าจะทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ และสามารถดำเนินชีวิตหลังโควิดได้อย่างเป็นสุข จึงมีทั้งมาตรการเยียวยาที่ได้ดำเนินการจนถึงขั้นตอนของการโอนเงินให้ถึงมือเกษตรกรและเปิดการทบทวนสิทธิสำหรับรายที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากผลกระทบที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน และนโยบายทางการเงินการคลังที่กำหนดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลก ผลกระทบจึงไม่ธรรมดา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการ โดยมีสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน มีคณะกรรมการกลั่นกรองเบื้องต้น โดยที่แต่ละกระทรวงก็ต้องไปผ่านการดูแลของเจ้ากระทรวงขึ้นมาก่อน

ถ้าได้ติดตามการอภิปราย พ.ร.ก.ดังกล่าว จำนวนเงิน 4 แสนล้านบาท จะนำมาใช้เพื่อการฟื้นฟู มี สส. และ สว. หลายท่านได้ให้ความเห็นไว้อย่างหลากหลายว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์พิเศษจริงๆ เชื่อว่าภายใน 4-5 ปีนี้ คงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะมีเหตุมาให้กู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศในวงเงินขนาดนี้ เพราะต้องมีการจ่ายคืนเงินกู้ดังกล่าวต่อเนื่องอีกหลายปีกว่าจะคืนเงินกู้ได้ทั้งหมดดังนั้นโครงการ/กิจกรรมใดที่จะดำเนินการภายใต้กรอบแผนการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในทุกสาขา จำเป็นต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ และเกิดผลต่อการฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง ผมเองมีความกังวลกับประเด็นดังกล่าวมาก เพราะระยะเวลาและเงื่อนไขต่างๆ รัดตัวมาก ต้องเร่งดำเนินการ ส่งผลให้อาจขาดความรอบคอบ และถ้านโยบายหรือกรอบการดำเนินการไม่ชัดเจน จะยิ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นฟูประเทศแต่อย่างใด

ขณะนี้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศกำลังตื่นตัวทำโครงการ โดยได้รับทิศทางมาว่าต้องก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหลายส่วนยังไม่ชัดเจนว่าสิ่งใด การเกษตรแบบไหนที่เรียกว่าอัจฉริยะ แต่ได้รับการบอกกล่าวให้ขออุปกรณ์ต่างๆ เพราะเม็ดเงินที่ได้เป็นงบจ่ายขาด วงเงิน 3 ล้านบาทต่อแปลง ผลที่ออกมาแว่วๆ ว่าจะเป็นการซื้อโดรน ซื้อแทรกเตอร์ ซี้อรถเกี่ยวข้าว ตามที่ได้รับแนวทางเกษตรอัจฉริยะมา เข้าใจได้ว่าคนที่กำหนดแนวทางยังไม่เข้าใจประเด็นดังกล่าว ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น หรือจะเป็นด้วยระยะเวลาบีบบังคับ จึงขอเอาที่สะดวกไว้ก่อน ก็ว่ากันไป ซึ่งหากวิธีคิดยังเป็นเช่นนี้ คาดการณ์ได้เลยว่างบประมาณที่ทุ่มมาเพื่อการฟื้นฟูดังกล่าว คงไปไม่ถึงไหน เม็ดเงินที่ว่าจะหมุนไป อาจหมุนได้เพียงไม่กี่รอบ และจบลงที่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง เสียดายโอกาส เสียดายความตั้งใจ เสียดายกลุ่มอาชีพทางการเกษตรที่กลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง หากจะฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตรกันจริงๆ อย่ามองกันสั้นๆ แคบๆ ขอให้เริ่มกันตั้งแต่ฐานรากของการพัฒนา คือ ฐานของงานวิจัยและเทคโนโลยี ผมขอย้ำอีกครั้งว่าการมีโดรนบินเหนือแปลงปลูกไม่ใช่คำตอบว่าแปลงนั้นเป็นเกษตรอัจฉริยะแต่อย่างใด เข้าใจตรงกันนะ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : หวังผล-สร้างภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496695

x

ส่องเกษตร : หวังผล-สร้างภาพ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้นักวิชาการหลายๆท่านออกมาแสดงความเห็นต่อผลที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันซึ่งเกิดจากมาตรการของภาครัฐในการควบคุมการระบาดของไวรัสดังกล่าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อทุกภาคส่วนของประเทศ และอาจกล่าวได้ว่าสะเทือนกันไปทั่วโลก มากน้อยต่างกันตามระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดและความเข้มงวดของแต่ละมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด ตลอดจนความสามารถในการรับมือและการฟื้นฟูที่ต้องดำเนินการ

ประเทศไทย ณ ปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาของการช่วยเหลือเยียวยาและร่วมมือกันหยุดเชื้อเพื่อชาติ ต่อเนื่องไปสู่ช่วงของการฟื้นฟูชาติให้กลับมาดีดังเดิม หรือดีกว่าเดิมให้ได้ ดังนั้นการร่วมกันคิดช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สามารถสร้างความอยู่ดีกินดี สร้างความมั่นคงในระดับสังคมและระดับครัวเรือนให้เกิดขึ้น ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงทางอาหารรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติมากี่ครั้ง ภาคการเกษตรยังสามารถช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤติเหล่านั้นมาได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเศรษฐกิจฐานราก คงหนีไม่พ้นเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตเริ่มต้นในกระบวนการความมั่นคงทางอาหาร ก่อนที่จะส่งผลผลิตที่เกษตรกรผลิตได้เข้าสู่กระบวนการห่วงโซ่อาหารต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรมีความมั่นคงเพียงใด ทั้งความมั่นคงในอาชีพ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการประกอบอาชีพ ความมั่นคงในครัวเรือนเกษตรกร หรือแม้แต่ความมั่นคงทางด้านสุขอนามัย ประเด็นเหล่านี้ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาควบคู่ไปด้วย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความมั่นคงที่ผุกร่อน คล้ายกับต้นไม้ใหญ่ที่ให้ผลผลิตเลี้ยงผู้คนมากมาย มีการนำผลผลิตไปบริโภค แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่ระบบรากของต้นไม้ไม่แข็งแรง ไม่สามารถดูดแร่ธาตุอาหารมาหล่อเลี้ยงลำต้นได้ ในที่สุดต้นไม้ต้นนี้คงไม่รอด ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ และตายไปในที่สุด ดังนั้น หากยังต้องอาศัยผลผลิตจากต้นไม้ต้นนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบำรุงรักษาระบบรากของต้นไม้ให้แข็งแรง ให้น้ำ ให้ธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อให้ต้นไม้ให้ผลผลิตได้อย่างเพียงพอ

การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังเร่งดำเนินการ หากหลักคิดและวิธีการดำเนินการไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงจากที่คิดว่าจะทำให้รากของต้นไม้แข็งแรงมากขึ้น ผลที่ได้อาจเป็นการทำให้ต้นไม้อ่อนแอลงไป และอาจรุนแรงถึงขั้นล้มตายลงก็ได้ ดังนั้นโครงการหรือกิจกรรมใดก็ตามที่จะนำมาสู่การปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน ควรให้ผู้เกี่ยวข้องที่แท้จริงมีส่วนร่วมในการคิด บนพื้นฐานของการพัฒนาเดียวกัน ในแนวนโยบายเดียวกัน แต่อาจแตกต่างในการปฏิบัติ ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ แล้วต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาของชาติในภาพรวม ผลที่เกิดขึ้นจะเห็นผลชัดเจนขึ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานรากของระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง แต่หากเป็นเช่นปัจจุบันที่ภาครัฐมีโครงการ งบประมาณ นับแสนล้าน
แต่ขาดการเชื่อมต่อและข้อจำกัดด้านเวลาชองการคิดและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ จึงเชื่อได้ว่าผลที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเช่นที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้อย่างสมบูรณ์ เพราะการเร่งดำเนินการจัดทำโครงการภายใต้

นโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ผู้จัดทำโครงการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติ ยิ่งเวลาในการจัดทำสั้นมาก จึงเป็นการยากที่จะร่วมพัฒนาโครงการกับผู้เกี่ยวข้องที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาได้จริง สุดท้ายจำเป็นต้องปัดฝุ่นโครงการที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ หรือโครงการที่มีความเสี่ยงเสนอเข้าไปก่อน เมื่อส่งต่อโครงการขึ้นไปในระดับบน อาจเกิดการควบรวมจัดเป็นชุดเพื่ออนุมัติให้ดำเนินการ สุดท้ายก็ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาใดๆ ได้เช่นเคย และอาจสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่หมุนวนกันไป ไม่แตกต่างไปจากเดิมการคิดโครงการที่ไม่รอบคอบไม่ตรงกับความต้องการของผู้ที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนา ผ่านการอนุมัติให้ดำเนินการจากผู้บริหารหน่วยงานที่ต้องการให้เป็นไปตามนโยบาย เมื่อโครงการถูกนำไปปฏิบัติจริง ก็อย่าได้หวังผลเลิศนอกจากภาพที่เกิดขึ้นจริงว่าเม็ดเงินถูกเบิกจ่ายไปหมดแล้วหวังผลกับสร้างภาพจึงต่างกันที่จุดคิด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479917

x

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นในทุกวงการ นับตั้งแต่เชื้อไวรัส COVID-19 ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ยิ่งเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปอีก ภาคการเกษตรยิ่งอยู่ในภาวะลำบากมากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโป่งน้ำร้อน ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกลำไย และจัดได้เป็นแหล่งผลิตลำไยคุณภาพแหล่งหนึ่งของไทย ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ลำไยในพื้นที่นี้กว่า 3 แสนไร่ ในเขตอำเภอสอยดาวและอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คงจะได้รับผลกระทบรุนแรงและบางสวนถึงขั้นยืนต้นตายไปแล้วก็มีบางสวนที่กำลังติดผล ต้นก็เริ่มเหี่ยวลง ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ก็เริ่มหมด โดยแหล่งน้ำเหล่านี้เกษตรกรเตรียมสำรองไว้ใช้ และใช้ในการฟื้นฟูต้นเพื่อให้พร้อมการราดสารที่จะให้ติดดอกออกผลตามช่วงเวลาที่ต้องการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ความแห้งแล้งที่รุนแรง อากาศที่ร้อนอบอ้าว เป็นสิ่งที่เกษตรกรกังวลกันมาก บางพื้นที่ถึงกับเกิดความขัดแย้งกันในการแย่งชิงน้ำมาใช้ในพื้นที่สวนของตน

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ของกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรทั้งเรื่องการจัดการดิน การจัดการน้ำ การจัดการต้นพืช โดยใช้หลักวิชาการเพื่อช่วยกันทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในการจัดการเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดหรือไม่ให้เสียหายเลย เพราะลำไยเป็นไม้ยืนต้น ถ้าต้องทรุดโทรมและตายจากภัยแล้งดังกล่าว กว่าจะปลูกใหม่และให้ผลผลิตต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 4-5 ปีแล้วเกษตรกรจะทำอย่างไรในช่วงที่ไม่มีรายได้จากสวนดังกล่าว เกษตรกรหลายรายพยายามให้ข้อมูลผมว่าความเสียหายของไม้ผลไม่เหมือนกับความเสียหายในนาข้าว เพราะข้าวเป็นพืชอายุสั้น เมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ต้องเสียหายสิ้นเชิง ฤดูถัดไปหรือเมื่อปีนี้ที่อุดมสมบูรณ์พอก็เริ่มปลูกและให้ผลผลิตใหม่ได้ ใช้เวลาฟื้นตัวไม่นานนัก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความพยายามในการให้ข้อมูลและช่วยกันแก้ไขปัญหาไม่ให้แย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมทางวิชาการที่ ผอ.ชลธี นุ่นหนูผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า การจัดการต้นพืชในสภาวะที่แห้งแล้ง ต้องตัดแต่งกิ่งให้เหลือเท่าที่จำเป็น ตัดปรับแต่งทรงพุ่มให้เตี้ยลง ลักษณะเหมือนการทำสาวในกาแฟหรือพืชอื่นๆ ซึ่งข้อมูลทางวิชาการจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้ แต่ในมุมมองของเกษตรกรอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำใจให้ตัดแต่งกิ่งลำไยออกมากขนาดนั้น ด้วยเกรงว่าจะทำให้ลำไยไม่สามารถให้ผลผลิตได้เท่าที่เคย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรทำตามคำแนะนำทางวิชาการจะเห็นว่าต้นลำไยจะไม่โทรมและยังคงให้ผลผลิตได้ สามารถจัดการสวนได้ง่าย เนื่องจากทรงพุ่มเตี้ย ทั้งการแต่งช่อผล การจัดการศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง และเป็นที่น่ายินดีว่าเกษตรกรหลายรายได้นำคำแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติและให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

การผลิตลำไยในพื้นที่เขาสอยดาวและโป่งน้ำร้อนเป็นลำไยที่ควบคุมการออกดอกติดผลด้วยการราดสาร เพื่อทำอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดู ทำให้ต้นลำไยโทรมลง ใบมีขนาดเล็กลงและออกเป็นกระจุก ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้นและการติดผลของลำไย ทำให้ขนาดของผลลำไยเล็กลง ไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ต้องขายเป็นลำไยร่วงราคาที่ได้จึงต่ำลงไปอีก ดังนั้น หากเกษตรกรจะฝ่าวิฤกตินี้ไปได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน วางแผนการแก้ไขปัญหาระยะยาว และต้องใช้หลักการบริหารจัดการทางวิชาการมาแก้ไขด้วยเท่านั้น จึงจะพ้นวิฤกติไปได้ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้ฐานความรู้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเท่านั้น จึงจะรอดพ้นกันไปได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478380

x

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว แดดจัดมาก แต่บางพื้นที่อาจประสบปัญหาพายุฤดูร้อน สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้ กระนั้นก็ตามสิ่งที่สร้างความตระหนกและเป็นกังวัลในวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของโลกที่รุนแรงมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ลองเชิงกันอยู่ ปัญหานี้คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 ที่ขณะนี้ลุกลามไปกว่าครึ่งโลก และไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้เมื่อใดความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเราเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายระดับโลกกันเลยทีเดียว ประเทศไทยของเรา ถึงแม้ว่าจะเริ่มตั้งรับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความรุนแรงของการระบาด มองดูว่าภาคการเกษตรไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดแล้วอาหารยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีพของคนเรา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือภาวะที่วิกฤติฉุกเฉิน โดยที่ภาคการเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบอาหาร ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปหรือบริหารจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค

หากจะตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบหรือไม่คำตอบคงมีได้หลายมุมมองที่เชื่อมโยงสู่ภาคการเกษตร เพราะเกษตรกรเองก็เป็น 1 ใน 70 ล้านคนของประเทศไทยเรา ที่จะต้องเฝ้าระวัง และป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นความตื่นตัว ความตระหนักรู้ และการป้องกันตนเอง อาจมีไม่เท่ากับผู้คนในกลุ่มอาชีพอื่น เนื่องจากตัวเกษตรกรมองว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงในการติดไวรัสดังกล่าว เพราะอยู่ในเรือกสวนไร่นา อากาศร้อน ถ่ายเทสะดวก ไม่ได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มคนที่แออัด ไม่ได้เดินทางออกนอกพื้นที่ของตนเอง จึงเห็นว่าโอกาสจะติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจึงมีไม่มาก แต่ถ้ามองว่าเกษตรกรก็ยังต้องใช้บริการสาธารณะต่างๆ ร่วมกันผู้คนในอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ตลาดสด ร้านสะดวกซื้อต่างๆ หรือ การเข้าไปซื้อของในร้านค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ในแหล่งชุมชนทั่วไปปะปนกับผู้คนอื่นๆ ความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรที่จะให้ความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้และสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบด้วย เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือ เป็นผู้แพร่เชื้อเสียเอง

หากมองผลกระทบต่ออาชีพการเกษตร หลายฝ่ายเกรงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร เมื่อผลิตออกมาแล้วไม่มีตลาดจำหน่าย เพราะความต้องการลดน้อยลง ชาวสวนผลไม้เองเริ่มวิตกว่าตลาดใหญ่ๆ เช่น จีน จะยังคงรับซื้อผลไม้จากไทยหรือไม่ และหากยังคงซื้ออยู่ปริมาณการซื้อ-ขายยังจะเป็นไปในทิศทางเดิมหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวสวนผลไม้ที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด ขณะที่เกษตรกรชาวสวนผักที่ผลิตส่งขาย Modern Trade ต่างๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้พืชผักที่เกษตรกรเคยส่งขายได้เต็มจำนวน ต้องส่งขาย Modern Trade ได้บางส่วนเท่านั้น ทั้งที่ฤดูแล้งเป็นฤดูที่ผักมีราคาแพง และการวางแผนการผลิตของชาวสวนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย จากเดิมที่วางแผนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมาสะดุดลงในช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่ง การทำความสะอาด การบรรจุ หรือแม้แต่การขนส่งถึงมือผู้บริโภค หากบุคลากรในห่วงโซ่ทั้งหมดมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และมีมาตรฐานในการป้องกันเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพิ่มขึ้นมาในกระบวนการผลิตด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้า ผู้บริโภคเองต้องระมัดระวังตัวด้วยเช่นกัน ขอให้ยึดหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ไว้ คือ ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลางใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปอยู่ในเขตชุมชน ผู้คนแออัด สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อลงไปได้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆ ขอให้ตระหนักไว้ แต่อย่าสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้น เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเหตุการณ์เข้าไปอีก หากผลผลิตที่เกษตรกรผลิตออกมาขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ จากที่ยากจนอยู่แล้ว จะยิ่งสร้างปัญหาขึ้นไปอีก ช่วงเวลาเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเข้าใจกันและช่วยเหลือกันมากกว่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476878

x

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสัปดาห์ก่อน ผมได้เดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศใช้คำว่า Young Smart Farmer ที่จังหวัดสมุทรสงครามรายหนึ่ง เกษตรกรรายนี้ทำการเกษตรต่อยอดจากรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ที่ทำมาก่อน จากสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ของตนเองและญาติพี่น้องร่วมกันเพื่อนบ้านใกล้เคียง เดิมทีเมื่อผลผลิตออกมามาก ราคาก็มีปัญหาตามมา แต่ด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดังกล่าวจึงสามารถจัดการได้ โดยส่วนตัวผมรู้สึกชื่นชมกับวิธีการของน้อง Young Smart Farmer รายนี้มาก และเบิกบานใจที่ยังเห็นอนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตร ที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำการเกษตรที่มองทั้งระบบ สามารถอยู่รอดในอาชีพและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้

แนวทางการดำเนินการของสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่แห่งนี้ ตัดแนวคิดการขายผลสดออกไป เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มมูลค่าและมีโอกาสเกิดปัญหาด้านราคาได้ดังนั้น จึงนำทรัพยากรอื่นๆ ของครอบครัวที่มีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ใช้บริเวณบ้านซึ่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำ พัฒนาให้เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกค้าได้ด้วย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เรื่องราวของผลผลิต การนำชมสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขยายกลุ่มลูกค้าจากปากต่อปาก เข้าสู่การเติบโตของฐานลูกค้าที่เชื่อมโยงกันทางสังคมโซเซียล และสื่อต่างๆ จนล่าสุดที่ผมได้เข้าไปเยี่ยม ต้องขยายพื้นที่สร้างอาคารใหม่ เพื่อใช้เป็นอาคารสาธิตและให้ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเจ้าของสวนกับผู้สนใจอื่นๆ ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการทำงานมากขึ้น เห็นว่าผลผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการนำมาแปรรูปจำหน่าย จนต้องขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก การทำการเกษตรแบบครบวงจรด้วยการพัฒนาตนเองตลอดเวลา วิเคราะห์สภาพปัญหา แสวงหาช่องทางและโอกาส บนฐานทรัพยากรที่ตนมีอยู่ ค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้อาชีพการเกษตรมีความยั่งยืน นับว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาที่ก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

สัปดาห์ต่อมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ครั้งนี้ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่หลายราย และสังเกตพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ห่างๆ เข้าใจได้ว่าแต่ละคนต่างก็มีวิถีทางในการทำงานที่แตกต่างกัน มีเป้าหมายในการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ภารกิจหลักที่ต้องดำเนินการคือการเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร รวมถึงพัฒนาเกษตรกรให้ทำอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายรวมถึงการร่วมมือระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องจับจูงกันไปให้ถึงเป้าหมาย ยิ่งในยุคสังคมดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำอย่างไรกับบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการผลิตของตนเอง ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะการลองผิดลองถูกคือการเพิ่มต้นทุนดีๆนี่เอง ภาระเหล่านั้นไม่ควรเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่มีเจ้าหน้าที่รัฐประกบอยู่ในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดของเกษตรกรที่แท้จริง

ในขณะที่เกษตรกรขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพของตนเอง มองกลับมายังเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับหัวขบวนที่ขาดความเข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง ขาดมือทำงานที่มีศักยภาพและเชี่ยวชาญในงาน ลงมาถึงท้ายขบวนที่ห่างไกลจากเรือกสวนไร่นา มุ่งแต่แสวงหาช่องทางในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน โดยลืมภารกิจหลักของตนเองที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติราชการ ใช้เวลาหมดไปกับการเข้าหาเจ้านาย ติดตามเจ้านาย มากกว่าการเข้าหาเกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ ต้องค้นคว้าหาข้อมูลแสวงหาแหล่งความรู้ แสวงหาหนทางรอดในการทำการเกษตรด้วยตนเอง พัฒนาตนเองจนกลายเป็น Young Smart หรือ Smart Farmer ให้เจ้าหน้าที่มาปักป้ายให้รางวัล กลายเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ไป ลักษณะแบบนี้มีให้เห็นบ่อยๆ ขึ้นกับว่าเจ้านายคนไหนจะรู้เท่าทันหรือไม่ ยิ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการด้วยช่องทางดังกล่าว ยิ่งสร้างภาพจำที่ไม่ถูกต้องให้กับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่เฝ้ามองอยู่ เห็นรุ่นพี่ทำแล้วเจริญเติบโตได้จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างเสีย กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำหากหวังเจริญเติบโตในอาชีพราชการ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ต้องทำของเจ้าหน้าที่คือการจับมือทำงานกับเกษตรกร ซึ่งตัวเจ้าหน้าที่เองต้องพัฒนาตนเองให้ Smart เพียงพอที่จะไปจับมือกับเกษตรกรเหล่านั้น ไม่ใช่ให้เกษตรกรจูงเจ้าหน้าที่ไป หรือบางรายถึงขั้นสะบัดมือเจ้าหน้าที่ทิ้ง ขอเดินไปคนเดียวสบายดีกว่า ด้วยความใส่ใจที่ต่างกัน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น

สมชาย ชาญณรงค์กุล