ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479917

x

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นในทุกวงการ นับตั้งแต่เชื้อไวรัส COVID-19 ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ยิ่งเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปอีก ภาคการเกษตรยิ่งอยู่ในภาวะลำบากมากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโป่งน้ำร้อน ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกลำไย และจัดได้เป็นแหล่งผลิตลำไยคุณภาพแหล่งหนึ่งของไทย ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ลำไยในพื้นที่นี้กว่า 3 แสนไร่ ในเขตอำเภอสอยดาวและอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คงจะได้รับผลกระทบรุนแรงและบางสวนถึงขั้นยืนต้นตายไปแล้วก็มีบางสวนที่กำลังติดผล ต้นก็เริ่มเหี่ยวลง ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ก็เริ่มหมด โดยแหล่งน้ำเหล่านี้เกษตรกรเตรียมสำรองไว้ใช้ และใช้ในการฟื้นฟูต้นเพื่อให้พร้อมการราดสารที่จะให้ติดดอกออกผลตามช่วงเวลาที่ต้องการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ความแห้งแล้งที่รุนแรง อากาศที่ร้อนอบอ้าว เป็นสิ่งที่เกษตรกรกังวลกันมาก บางพื้นที่ถึงกับเกิดความขัดแย้งกันในการแย่งชิงน้ำมาใช้ในพื้นที่สวนของตน

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ของกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรทั้งเรื่องการจัดการดิน การจัดการน้ำ การจัดการต้นพืช โดยใช้หลักวิชาการเพื่อช่วยกันทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในการจัดการเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดหรือไม่ให้เสียหายเลย เพราะลำไยเป็นไม้ยืนต้น ถ้าต้องทรุดโทรมและตายจากภัยแล้งดังกล่าว กว่าจะปลูกใหม่และให้ผลผลิตต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 4-5 ปีแล้วเกษตรกรจะทำอย่างไรในช่วงที่ไม่มีรายได้จากสวนดังกล่าว เกษตรกรหลายรายพยายามให้ข้อมูลผมว่าความเสียหายของไม้ผลไม่เหมือนกับความเสียหายในนาข้าว เพราะข้าวเป็นพืชอายุสั้น เมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ต้องเสียหายสิ้นเชิง ฤดูถัดไปหรือเมื่อปีนี้ที่อุดมสมบูรณ์พอก็เริ่มปลูกและให้ผลผลิตใหม่ได้ ใช้เวลาฟื้นตัวไม่นานนัก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความพยายามในการให้ข้อมูลและช่วยกันแก้ไขปัญหาไม่ให้แย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมทางวิชาการที่ ผอ.ชลธี นุ่นหนูผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า การจัดการต้นพืชในสภาวะที่แห้งแล้ง ต้องตัดแต่งกิ่งให้เหลือเท่าที่จำเป็น ตัดปรับแต่งทรงพุ่มให้เตี้ยลง ลักษณะเหมือนการทำสาวในกาแฟหรือพืชอื่นๆ ซึ่งข้อมูลทางวิชาการจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้ แต่ในมุมมองของเกษตรกรอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำใจให้ตัดแต่งกิ่งลำไยออกมากขนาดนั้น ด้วยเกรงว่าจะทำให้ลำไยไม่สามารถให้ผลผลิตได้เท่าที่เคย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรทำตามคำแนะนำทางวิชาการจะเห็นว่าต้นลำไยจะไม่โทรมและยังคงให้ผลผลิตได้ สามารถจัดการสวนได้ง่าย เนื่องจากทรงพุ่มเตี้ย ทั้งการแต่งช่อผล การจัดการศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง และเป็นที่น่ายินดีว่าเกษตรกรหลายรายได้นำคำแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติและให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

การผลิตลำไยในพื้นที่เขาสอยดาวและโป่งน้ำร้อนเป็นลำไยที่ควบคุมการออกดอกติดผลด้วยการราดสาร เพื่อทำอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดู ทำให้ต้นลำไยโทรมลง ใบมีขนาดเล็กลงและออกเป็นกระจุก ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้นและการติดผลของลำไย ทำให้ขนาดของผลลำไยเล็กลง ไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ต้องขายเป็นลำไยร่วงราคาที่ได้จึงต่ำลงไปอีก ดังนั้น หากเกษตรกรจะฝ่าวิฤกตินี้ไปได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน วางแผนการแก้ไขปัญหาระยะยาว และต้องใช้หลักการบริหารจัดการทางวิชาการมาแก้ไขด้วยเท่านั้น จึงจะพ้นวิฤกติไปได้ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้ฐานความรู้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเท่านั้น จึงจะรอดพ้นกันไปได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478380

x

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว แดดจัดมาก แต่บางพื้นที่อาจประสบปัญหาพายุฤดูร้อน สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้ กระนั้นก็ตามสิ่งที่สร้างความตระหนกและเป็นกังวัลในวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของโลกที่รุนแรงมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ลองเชิงกันอยู่ ปัญหานี้คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 ที่ขณะนี้ลุกลามไปกว่าครึ่งโลก และไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้เมื่อใดความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเราเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายระดับโลกกันเลยทีเดียว ประเทศไทยของเรา ถึงแม้ว่าจะเริ่มตั้งรับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความรุนแรงของการระบาด มองดูว่าภาคการเกษตรไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดแล้วอาหารยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีพของคนเรา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือภาวะที่วิกฤติฉุกเฉิน โดยที่ภาคการเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบอาหาร ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปหรือบริหารจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค

หากจะตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบหรือไม่คำตอบคงมีได้หลายมุมมองที่เชื่อมโยงสู่ภาคการเกษตร เพราะเกษตรกรเองก็เป็น 1 ใน 70 ล้านคนของประเทศไทยเรา ที่จะต้องเฝ้าระวัง และป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นความตื่นตัว ความตระหนักรู้ และการป้องกันตนเอง อาจมีไม่เท่ากับผู้คนในกลุ่มอาชีพอื่น เนื่องจากตัวเกษตรกรมองว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงในการติดไวรัสดังกล่าว เพราะอยู่ในเรือกสวนไร่นา อากาศร้อน ถ่ายเทสะดวก ไม่ได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มคนที่แออัด ไม่ได้เดินทางออกนอกพื้นที่ของตนเอง จึงเห็นว่าโอกาสจะติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจึงมีไม่มาก แต่ถ้ามองว่าเกษตรกรก็ยังต้องใช้บริการสาธารณะต่างๆ ร่วมกันผู้คนในอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ตลาดสด ร้านสะดวกซื้อต่างๆ หรือ การเข้าไปซื้อของในร้านค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ในแหล่งชุมชนทั่วไปปะปนกับผู้คนอื่นๆ ความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรที่จะให้ความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้และสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบด้วย เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือ เป็นผู้แพร่เชื้อเสียเอง

หากมองผลกระทบต่ออาชีพการเกษตร หลายฝ่ายเกรงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร เมื่อผลิตออกมาแล้วไม่มีตลาดจำหน่าย เพราะความต้องการลดน้อยลง ชาวสวนผลไม้เองเริ่มวิตกว่าตลาดใหญ่ๆ เช่น จีน จะยังคงรับซื้อผลไม้จากไทยหรือไม่ และหากยังคงซื้ออยู่ปริมาณการซื้อ-ขายยังจะเป็นไปในทิศทางเดิมหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวสวนผลไม้ที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด ขณะที่เกษตรกรชาวสวนผักที่ผลิตส่งขาย Modern Trade ต่างๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้พืชผักที่เกษตรกรเคยส่งขายได้เต็มจำนวน ต้องส่งขาย Modern Trade ได้บางส่วนเท่านั้น ทั้งที่ฤดูแล้งเป็นฤดูที่ผักมีราคาแพง และการวางแผนการผลิตของชาวสวนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย จากเดิมที่วางแผนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมาสะดุดลงในช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่ง การทำความสะอาด การบรรจุ หรือแม้แต่การขนส่งถึงมือผู้บริโภค หากบุคลากรในห่วงโซ่ทั้งหมดมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และมีมาตรฐานในการป้องกันเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพิ่มขึ้นมาในกระบวนการผลิตด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้า ผู้บริโภคเองต้องระมัดระวังตัวด้วยเช่นกัน ขอให้ยึดหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ไว้ คือ ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลางใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปอยู่ในเขตชุมชน ผู้คนแออัด สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อลงไปได้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆ ขอให้ตระหนักไว้ แต่อย่าสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้น เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเหตุการณ์เข้าไปอีก หากผลผลิตที่เกษตรกรผลิตออกมาขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ จากที่ยากจนอยู่แล้ว จะยิ่งสร้างปัญหาขึ้นไปอีก ช่วงเวลาเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเข้าใจกันและช่วยเหลือกันมากกว่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476878

x

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสัปดาห์ก่อน ผมได้เดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศใช้คำว่า Young Smart Farmer ที่จังหวัดสมุทรสงครามรายหนึ่ง เกษตรกรรายนี้ทำการเกษตรต่อยอดจากรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ที่ทำมาก่อน จากสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ของตนเองและญาติพี่น้องร่วมกันเพื่อนบ้านใกล้เคียง เดิมทีเมื่อผลผลิตออกมามาก ราคาก็มีปัญหาตามมา แต่ด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดังกล่าวจึงสามารถจัดการได้ โดยส่วนตัวผมรู้สึกชื่นชมกับวิธีการของน้อง Young Smart Farmer รายนี้มาก และเบิกบานใจที่ยังเห็นอนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตร ที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำการเกษตรที่มองทั้งระบบ สามารถอยู่รอดในอาชีพและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้

แนวทางการดำเนินการของสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่แห่งนี้ ตัดแนวคิดการขายผลสดออกไป เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มมูลค่าและมีโอกาสเกิดปัญหาด้านราคาได้ดังนั้น จึงนำทรัพยากรอื่นๆ ของครอบครัวที่มีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ใช้บริเวณบ้านซึ่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำ พัฒนาให้เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกค้าได้ด้วย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เรื่องราวของผลผลิต การนำชมสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขยายกลุ่มลูกค้าจากปากต่อปาก เข้าสู่การเติบโตของฐานลูกค้าที่เชื่อมโยงกันทางสังคมโซเซียล และสื่อต่างๆ จนล่าสุดที่ผมได้เข้าไปเยี่ยม ต้องขยายพื้นที่สร้างอาคารใหม่ เพื่อใช้เป็นอาคารสาธิตและให้ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเจ้าของสวนกับผู้สนใจอื่นๆ ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการทำงานมากขึ้น เห็นว่าผลผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการนำมาแปรรูปจำหน่าย จนต้องขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก การทำการเกษตรแบบครบวงจรด้วยการพัฒนาตนเองตลอดเวลา วิเคราะห์สภาพปัญหา แสวงหาช่องทางและโอกาส บนฐานทรัพยากรที่ตนมีอยู่ ค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้อาชีพการเกษตรมีความยั่งยืน นับว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาที่ก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

สัปดาห์ต่อมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ครั้งนี้ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่หลายราย และสังเกตพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ห่างๆ เข้าใจได้ว่าแต่ละคนต่างก็มีวิถีทางในการทำงานที่แตกต่างกัน มีเป้าหมายในการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ภารกิจหลักที่ต้องดำเนินการคือการเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร รวมถึงพัฒนาเกษตรกรให้ทำอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายรวมถึงการร่วมมือระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องจับจูงกันไปให้ถึงเป้าหมาย ยิ่งในยุคสังคมดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำอย่างไรกับบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการผลิตของตนเอง ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะการลองผิดลองถูกคือการเพิ่มต้นทุนดีๆนี่เอง ภาระเหล่านั้นไม่ควรเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่มีเจ้าหน้าที่รัฐประกบอยู่ในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดของเกษตรกรที่แท้จริง

ในขณะที่เกษตรกรขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพของตนเอง มองกลับมายังเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับหัวขบวนที่ขาดความเข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง ขาดมือทำงานที่มีศักยภาพและเชี่ยวชาญในงาน ลงมาถึงท้ายขบวนที่ห่างไกลจากเรือกสวนไร่นา มุ่งแต่แสวงหาช่องทางในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน โดยลืมภารกิจหลักของตนเองที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติราชการ ใช้เวลาหมดไปกับการเข้าหาเจ้านาย ติดตามเจ้านาย มากกว่าการเข้าหาเกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ ต้องค้นคว้าหาข้อมูลแสวงหาแหล่งความรู้ แสวงหาหนทางรอดในการทำการเกษตรด้วยตนเอง พัฒนาตนเองจนกลายเป็น Young Smart หรือ Smart Farmer ให้เจ้าหน้าที่มาปักป้ายให้รางวัล กลายเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ไป ลักษณะแบบนี้มีให้เห็นบ่อยๆ ขึ้นกับว่าเจ้านายคนไหนจะรู้เท่าทันหรือไม่ ยิ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการด้วยช่องทางดังกล่าว ยิ่งสร้างภาพจำที่ไม่ถูกต้องให้กับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่เฝ้ามองอยู่ เห็นรุ่นพี่ทำแล้วเจริญเติบโตได้จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างเสีย กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำหากหวังเจริญเติบโตในอาชีพราชการ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ต้องทำของเจ้าหน้าที่คือการจับมือทำงานกับเกษตรกร ซึ่งตัวเจ้าหน้าที่เองต้องพัฒนาตนเองให้ Smart เพียงพอที่จะไปจับมือกับเกษตรกรเหล่านั้น ไม่ใช่ให้เกษตรกรจูงเจ้าหน้าที่ไป หรือบางรายถึงขั้นสะบัดมือเจ้าหน้าที่ทิ้ง ขอเดินไปคนเดียวสบายดีกว่า ด้วยความใส่ใจที่ต่างกัน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทำแบบเดิม ได้แบบเดิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475323

x

ส่องเกษตร : ทำแบบเดิม ได้แบบเดิม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกษตรกรรมนับเป็นกระบวนการผลิตอาหารที่สำคัญของมนุษย์ที่มีการวิวัฒนาการมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ที่เริ่มจากการเก็บจากธรรมชาตินำมาบริโภค จากนั้นมนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ คัดเลือก ปรับปรุงแหล่งอาหารและการใช้ประโยชน์จากอาหาร ปรับวิถีชีวิตของตนเองให้เข้ากับธรรมชาติในแต่ละท้องที่ ปรากฏให้เห็นความแตกต่างของพืชพรรณ ปศุสัตว์ การประมง ของแต่ละพื้นที่ สะท้อนกลับมายังวัฒนธรรมอาหารของแต่ละภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และบางวัฒนธรรมที่มีลักษณะภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันก็จะมีความคล้ายคลึงกันของวัฒนธรรมอาหารด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุของการนำผลผลิตทางการเกษตร มาเป็นปัจจัยหนึ่งของการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องฝืนจากธรรมชาติที่เป็น เพื่อสามารถให้ผลตอบแทนจากการผลิตที่แตกต่างไปจากเดิม ตามความต้องการและช่วงเวลาที่เจาะจง ซึ่งต้องแลกด้วยการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างหนัก เพื่อให้ผลผลิตออกมาตามความต้องการของมนุษย์ ที่รู้กันดีว่าเป็นความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด

แนวความคิดในการดำเนินการดังกล่าว จะให้ความสำคัญกับประเด็นที่สนใจ และทุ่มเทสรรพกำลังลงไปอย่างเต็มที่โดยประเด็นที่ไม่สนใจจะถูกละเลยไปเสียทั้งที่ประเด็นที่ถูกละเลยอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ได้ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอายุสั้นและให้ผลผลิตสูง การดำเนินการพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปยังเป้าหมาย 2 อย่าง คือ อายุสั้น และผลผลิตสูง ประเด็นที่อาจถูกละเลยอาจเป็นประเด็นคุณภาพการหุงต้มของข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวที่อาจจะไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร และรวมไปถึงประเด็นของการต้านทานโรคแมลงที่สำคัญของข้าว เมื่อนำข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวไปปลูก จำเป็นต้องลงทุนกับการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวเพิ่มมากขึ้นกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ผลจากการที่ต้องลงทุนในการควบคุมป้องกันโรคแมลงศัตรูข้าว อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง มากกว่าผลผลิตสูงและอายุสั้นที่ต้องการในประเด็นเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาพันธุ์

นักวิจัยที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งแต่ละปัญหาต้องใช้นักวิจัยหลายสาขาวิชา เพื่อตอบโจทย์การวิจัยเพียงประเด็นเดียวเมื่อผลการวิจัยออกมาขัดเจน การถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวไปให้กับเกษตรกร จึงเป็นความรู้ที่แยกส่วน ไม่ได้รวบรวมเป็นภาพใหญ่ของระบบการผลิตทั้งหมด เหมือนกับการแก้ไขปัญหาหนึ่งได้ แต่กลับไปสร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา เช่น แก้ปัญหาการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพของผลผลิตได้ เป็นต้น เหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดขึ้นหมุนเวียนวนๆ กันไปมา

ในอดีตเคยมีความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ หน่วยราชการบางหน่วยซึ่งมีงานวิจัยระบบการทำฟาร์ม มองการวิจัยและพัฒนาในองค์รวม ไม่ใช่การวิจัยเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะประเด็น แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งด้วยระบบของการก้าวหน้าในการรับราชการหรือระบบงานวิจัยก็ตาม ทำให้การวิจัยและพัฒนาลักษณะนี้หายไปจากภาพงานวิจัยและพัฒนาของประเทศซึ่งยากจะกลับคืนมาได้ เพราะเมื่อนักวิจัยมุ่งสร้างผลงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เฉพาะประเด็นหรือแม้แต่สุดท้าย ปลายทางเพื่อให้ได้รับการ promote รับความดีความชอบจากผลการดำเนินงานระยะสั้นๆ การดำเนินงานในลักษณะการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ จึงยากที่จะเกิดขึ้นได้ ปัจจุบันดูราวกับว่างานวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร เป็นงานวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้มองการวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบไม่ได้มองภาพใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตการเกษตรไทย

ในช่วงการปฏิรูปภาคการเกษตร หากยังคงคิดแยกส่วน อยู่ในกรอบของงานประจำ ทำกันเหมือนที่เคยๆทำกันมา สุดท้ายเมื่อมองกลับมา จะเห็นว่าไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม การปรับแนวคิดโดยมองทั้งกระบวนการผลิตของภาคการเกษตร มองผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในลักษณะของ whole supply chain management เป็นความพยายามในการปฏิรูปภาคการเกษตร แต่วิธีการดังกล่าวถูกมองว่าทำยาก จึงมีแนวคิดว่าแยกออกเป็นส่วนๆ ดิน น้ำ พืช สัตว์ แยกเป็นเรื่องๆ ซึ่งก็คือการวนกลับมาในรูปแบบเดิม เพียงเพื่อได้ชื่อว่า ทำแล้ว อย่างว่า หากวิธีการยังเป็นแบบเดิม วิธีคิดยังเป็นแบบเดิม ก็อย่าหวังว่าจะปฏิรูปภาคการเกษตรได้จริง วิธีการเดิม ผลก็คงไม่แตกต่างไปจากเดิม

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 19, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473812

x

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อากาศปีนี้แปรปรวนค่อนข้างสูง ช่วงนี้นอกจากจะไม่มีฝนแล้ว อากาศยังแห้ง และมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับการเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน แต่ก็ยังมีฝนตกปรอยๆลงบางพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิกลับลดลงมาอีก สลับไปมา สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้หลักของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาจากดอกไปเป็นผล ชาวสวนจึงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผลไม้ในช่วงเวลานี้อย่างใกล้ชิด หวังว่าการติดผลน่าจะอยู่ในระดับที่เป็นที่พอใจของชาวสวน โดยปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้สำหรับการออกดอกติดผลของไม้ผล คือ น้ำแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นใจ อากาศช่วงนี้กลับแห้ง แล้ง มีแดดจัด ไม่มีฝนมาช่วยแต่อย่างใด แหล่งน้ำในธรรมชาติก็เริ่มแห้งขอด ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาของไม้ผลค่อนข้างสูง ให้ผลตอบแทนแก่ชาวสวนเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาของการสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติให้ได้ จึงเกิดภาวะแสวงหาแหล่งน้ำทุกวิธีทาง ทั้งจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง อ่างเก็บน้ำ ฝายเก็บน้ำต่างๆ เพื่อนำน้ำมาให้กับไม้ผลในสวนของแต่ละราย บางแห่งถึงขั้นต้องซื้อน้ำมารดต้นไม้กันแล้ว สนนราคาต่อคันรถราว 700 บาท ชาวสวนก็ต้องยอม เพื่อให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้ตามที่หวัง

เมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำฝนของจังหวัดจันทบุรี พบว่า จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ แต่ต้องมาประสบปัญหาภาวะแห้งแล้งในช่วงสำคัญของไม้ผล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด รุนแรงถึงระดับที่จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือ และเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปไม่กี่เดือนในช่วงฤดูฝน จังหวัดก็เพิ่งจะประกาศประสบอุทุกภัย น้ำหลากจากภูเขาท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งเรือกสวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งกันไปมา ฤดูฝนน้ำมากจนน้ำท่วม พอเข้าสู่ฤดูแล้งน้ำกลับมาแห้งขอดไปจนไม่พอใช้

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมตามสวนต่างๆผมสังเกตเห็นว่าชาวสวนจันทบุรีมีการจัดการสวนแบบใช้ประโยชน์ในพื้นที่ครบทุกตารางเมตร สามารถวางแถวปลูกไม้ผลได้แบบไม่มีพื้นที่เหลือให้แทรกอย่างอื่นลงไปได้ และส่วนใหญ่ จะไม่มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตนเอง เพื่อที่จะกักเก็บน้ำในฤดูฝนมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งๆที่ชาวสวนเข้าใจดีว่าทำสวนต้องใช้น้ำ ไม่สามารถทำสวนโดยไม่มีน้ำอย่างเพียงพอได้ แต่ชาวสวนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมที่จะสละพื้นที่ของตนเองทำแหล่งกักเก็บน้ำแต่พยายามปลูกไม้ผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาไม้ผลสูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากจนน่าตกใจ โดยไม่มีการเตรียมการเรื่องน้ำไว้อย่างเพียงพอ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ผมได้คุยกับกลุ่ม Young Smart Farmer ในพื้นที่จันทบุรี เล่าให้ฟังว่า แหล่งกักเก็บน้ำดิบของทางราชการที่จะนำไปใช้ทำน้ำประปา เมื่อปล่อยผ่านคลองส่งน้ำไปผ่านพื้นที่ของชาวสวนซึ่งเป็นชาวสวนรายใหญ่ที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บางรายถึงกับนำโดรนขึ้นบินสำรวจ แล้วทำการขุดสระดึงน้ำที่ปล่อยมานี้ มากักเก็บในพื้นที่สระที่ตนขุดไว้ เพื่อนำมาใช้ในสวนของตนเอง กลุ่ม Young Smart Farmer เรียกการทำการเกษตรในลักษณะนี้ว่า เป็นการทำการเกษตรที่ไร้จริยธรรมของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข กลายเป็นการยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมการเกษตร ประเด็นนี้หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมได้

สถานการณ์การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างไม่หยุดยั้ง มีนายทุนเข้ามาลงทุนในกิจการดังกล่าว ในลักษณะของแปลงขนาดใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ในสวนของตน อนาคตเราคงไม่ได้เห็นเฉพาะปัญหาการแย่งน้ำของชาวนา ปัญหาการแย่งน้ำของชาวสวนก็คงไม่ยิ่งห ย่นไปกว่ากัน หากไม่มีการเตรียมการทำความเข้าใจและวางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุเรียนในยุคทุเรียนบูมออกผลก็น่าจะไม่เกิน 4-5 ปีนี้ ผลผลิตที่ออกมาจะมีการจัดการอย่างไร จะเกิดเหตุปิดถนนด้วยทุเรียนหรือไม่ ในวันนี้ผู้ใหญ่ของจันทุบรีท่านหนึ่งถึงกับทำนายว่า อีก 4 ปี จะต้องได้รับประทานทุเรียนฟรีที่เมืองจันท์ เพราะผลผลิตจะล้นเกินความต้องการ และประเด็นราคาตกต่ำก็คงหนีไม่พ้น ผมเองก็ได้แต่หวังว่าคงมีทางออกสักทาง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เปลี่ยนแปลง ผันแปร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 12, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472232

x

ส่องเกษตร : เปลี่ยนแปลง ผันแปร

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เรื่อง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ได้เชิญนาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศโลก โดยท่านได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นอย่างมาก เป็นข้อมูลที่เข้าใจง่ายและมีความเที่ยงตรงหลายประการ แต่ที่ผมจำได้แม่นคือการเปลี่ยนแปลงกับการผันแปรของสภาพภูมิอากาศ จะเกิดได้ตลอดเวลาในสภาพอากาศของโลกที่เป็นอยู่ ในอนาคตอันใกล้นี้ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ฤดูแล้งของไทยจะยาวนานมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ฤดูแล้งจะยาวออกไปอีก คาดว่าฤดูฝนจะอยู่ประมาณเดือนมิถุนายน สำหรับฝนที่ตกในเดือนมีนาคม – เมษายน นี้ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าหลังสงกรานต์จะต้องมีฝนตกทุกปี ทำให้เกษตรกรบางส่วนได้มีการไถพรวนเตรียมแปลงปลูกไว้ล่วงหน้า หวังว่าพอฝนตกหลังสงกรานต์พืชผลที่หว่านหรือปลูกไว้จะเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับปีนี้ท่านอธิบดีได้ยืนยันว่า ปีนี้ฝนจะมาช้ากว่าทุกปี หากจะมีฝนตก ลักษณะจะเป็นฝนตกเป็นหย่อมๆ ไม่กระทบทั่วถึงกัน อย่างไรเสียปีนี้คงต้องเตรียมการกันให้ดี

ข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลสำคัญที่ส่งผลต่อการวางแผนการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกร หากจะคงมีพฤติกรรมในการทำการเกษตรแบบเดิมๆ คือ หลังสงกรานต์ไถหว่านรอฝน ก็จะสามารถคาดการณ์ได้ว่า โอกาสที่จะสูญเสียสูงมาก ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน การสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนเกษตรกรท่านหนึ่ง เป็นผู้นำของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ให้ความเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรมาก หากเกษตรกรมีโอกาสได้รับรู้ จะทำให้ไม่ต้องสูญเสียเงินทุนที่จะลงไป โดยทางกรมอุตุนิยมวิทยาเองได้ทำการสื่อสารผ่านสื่อหลายทาง และได้ส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้ไปยังทุกจังหวัดผ่านทางอุตุนิยมวิทยาจังหวัด แต่ด้วยช่องว่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ปัญหาของข้อมูลที่จะส่งไปถึงพี่น้องเกษตรกรยังมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ คงต้องอาศัยความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และกลไกอื่นๆ เพื่อส่งผ่านข้อมูลเหล่านี้ลงสู่เป้าหมายได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงและผันแปรของอากาศ ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการทำการเกษตรของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการทำการเกษตรที่เป็นหุ้นส่วนกับธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติไม่เป็นใจ ทุกอย่างที่คาดหวังไว้ก็จบลงได้ง่ายๆ ตัวอย่างหนึ่งซึ่งผมเคยนำเสนอหลายครั้ง คือ กรณีของลิ้นจี่แม่กลอง ที่เฝ้ารออุณหภูมิที่เหมาะสมมาหลายปีซึ่งพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ในแม่กลองมีราว 7 พันไร่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาอากาศหนาวยาวนานเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ลิ้นจี่แม่กลองออกดอก ชาวสวนลิ้นจี่แม่กลองเริ่มจะมีรอยยิ้ม และคาดหวังว่าปีนี้คงได้ผลผลิตออกมาจำหน่ายบ้าง ดูแลเอาใจใส่ต้นลิ้นจี่กันมากขึ้น หลังจากที่ดอกบาน และอยู่ระหว่างการผสมเกสร มีการนำผึ้งมาเลี้ยงในสวนลิ้นจี่เพื่อช่วยผสมเกสรอีกทาง แต่ด้วยความผันแปรของอากาศ ปรากฏมีน้ำค้างลงแรงมากในช่วงดอกบานและเมื่อความชื้นในอากาศสูงเป็นผลให้ชะล้างดอกลงมา ดอกจึงร่วงเกือบทั้งหมด ไม่สามารถผสมเกสรได้ทัน การรอคอยการออกดอกของลิ้นจี่มาถึง 4 ปีเต็ม จึงจบลงง่ายๆ ชาวสวนลิ้นจี่รายหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า มีต้นลิ้นจี่ทั้งหมด 60 ต้น ปีนี้ออกดอกทุกต้น แต่ปัจจุบันกลายเป็นก้านธูปไปแล้ว ไม่ติดเลยสักต้น ยังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไปกับลิ้นจี่ 60 ต้นที่มีอยู่

ผลของการเปลี่ยนแปลงและผันแปรของสภาพภูมิอากาศกระทบต่ออาชีพการเกษตรเป็นอย่างมาก การทำการเกษตรของบ้านเรายังคงต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวต่อไปอีก อาจจะนับได้ว่าเป็นปัญหาพื้นฐาน ยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ ของการประกอบอาชีพการเกษตรเช่น ปัญหาการตลาด ปัญหาต้นทุนการผลิต ปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีและปัญหาเกษตรกรสูงวัย ความมั่นคงในอาชีพการเกษตร จึงยังเป็นประเด็นท้าทายให้ทุกฝ่ายร่วมกันขบคิดและฝ่าฟันไปพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลง ผันแปร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เข้าใจ เข้าถึง จึงพัฒนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published February 5, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470794

x

ส่องเกษตร : เข้าใจ เข้าถึง จึงพัฒนา

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทุกคนต่างทราบดีว่าประเทศไทยของเรามีพื้นฐานเป็นประเทศเกษตรกรรม แม้ว่าปัจจุบันภาคเกษตรกรรมมีส่วนแบ่งของ GDP ไม่มากเท่าภาคอื่น แต่ยังคงเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องการเกษตรจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายการเมืองยกมาหาเสียงกับประชาชน และเมื่อมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องนำนโยบายที่ประกาศไว้มาดำเนินการ แต่สถานการณ์ของรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองประกาศไว้จึงต้องถูกปั่นรวมกัน และสร้างนโยบายขึ้นมาใหม่ เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยตรง และเมื่อแบ่งงานแบ่งกระทรวงกันบริหารนโยบายพรรคกับนโยบายรัฐบาลไม่สอดคล้องกัน บริหารกันไปทางสองทาง สามทาง สี่ทาง ตามจำนวนรัฐมนตรีผลงานที่ออกมาจึงเหมือนกับการพายเรือวนอยู่ในอ่าง ไม่ไปไม่มา เผลอๆ อาจเรือล่มกันได้ง่ายๆ

ในบรรดานโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการเกษตร หนึ่งในนโยบายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือ นโยบายประกันราคาข้าว โดยข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ เกี่ยวข้องกับชีวิตของเกษตรกรเป็นจำนวนมาก การกำหนดนโยบายประกันราคาข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลคาดหวังไว้มากว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าวให้กับชาวนาได้อย่างเด็ดขาด ไม่เป็นปัญหาให้คาราคาซังกันอีกต่อไป สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพทำนาได้อย่างแท้จริง มีการกำหนดเป้าหมาย เงื่อนไขการดำเนินงาน การเตรียมการเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต เพื่อผลักดันให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นและเห็นผลได้จริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบและพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่าแนวคิดในการดำเนินการ การจัดวางนโยบาย การกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย ยังขาดการเข้าใจพื้นฐานอาชีพการทำนาของชาวนาในแต่ละภูมิภาคของไทย หลักการและวิธีการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดว่า พฤติการณ์ของการทำนาในแต่ละภูมิภาคของไทยมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ผู้กำหนดนโยบายที่ขาดพื้นฐานความเข้าใจด้านนี้ย่อมทำให้การตัดสินใจมีจุดบกพร่อง เปิดช่องให้ความล้มเหลวเข้ามาได้ และส่งผลต่อผลสำเร็จของนโยบายในที่สุด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา คือ ชาวนาที่จะเข้าร่วมใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายนี้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ประเด็นคือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดอย่างชัดเจนว่าครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร เป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพรองก็ได้ โดยครัวเรือนเกษตรกร1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คนเท่านั้น ซึ่งการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถดําเนินการได้ทุกลักษณะการถือครองที่ดิน ทั้งที่ดินของครัวเรือนเอง การเช่า หรือ อื่นๆ เช่น ให้ทําฟรี หรือ ที่สาธารณประโยชน์ เป็นต้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ชาวนาในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนาเช่า และรูปแบบของการเช่านามีทั้งการทำสัญญาเช่าเป็น
ลายลักษณ์อักษร หรือการเช่าแบบสัญญาใจ เมื่อนโยบายประกันราคาข้าวกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ชาวนาที่เช่านาแบบสัญญาใจ หรือเช่านาแบบเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ได้มีตัวหนังสือสัญญาอยู่ในมือก็ไม่สามารถเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ แต่กลายเป็นว่า เจ้าของที่นา มาขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรเอง และรับประโยชน์ไปเอง หรือแม้แต่การกำหนดราคารับซื้อของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดข้าว ยิ่งทำให้กลไกทางการตลาดบิดเบือนและบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ความคาดหวังต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว จึงยังไม่สามารถระบุให้ชัดเจนว่า ชาวนาคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง

แน่นอนว่า การกำหนดโนบายและการขับเคลื่อนนโยบายที่ขาดความรอบคอบ ขาดพื้นฐานของความแตกต่างในระบบการผลิตของในแต่ละภูมิภาค ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของนโยบายอย่างไม่ต้องสงสัย จะดีกว่าไหม หากจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงสภาพที่แท้จริง ก่อนที่จะกำหนดนโยบายในการพัฒนา เพื่อให้เราเดินหน้ากันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เมื่อความมั่นคงทางอาหารสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 29, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469314

x

ส่องเกษตร : เมื่อความมั่นคงทางอาหารสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันเวลาเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปแต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำรงกันต่อไป ผมได้ทบทวนชีวิตกว่า 37 ปีในชีวิตการรับราชการที่ผ่านมา มีหลายอย่างที่ได้ทำและอีกหลายอย่างที่อยากทำแต่ทำไม่ได้สิ่งที่เลือกทำ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ณ จุดนั้น แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เคยเห็นว่าดี ณ เวลานั้น ก็อาจกลายเป็นสิ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นได้จำต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นปัจจุบัน เช่นเดียวกับการพัฒนาภาคการเกษตร ในยุคเริ่มแรกที่ภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของวิถึชีวิต โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนในเขตชนบท มีความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับการทำการเกษตร ประเพณี วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในชุมชน เกิดความรัก ความผูกพัน และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นรูปแบบของสังคมที่มีความอบอุ่นและห่วงใยซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

เมื่อวันเวลาผ่านไป วิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้ภาคการเกษตรเป็นรากฐานในการผลักดันการเจริญเติบโต บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องถูกนำมาใช้ในการพัฒนาดังกล่าว ผลักดันให้เกษตรกรเป็นฟันเฟืองหนึ่งของระบบการผลิต เริ่มคำนึงถึง input output และ outcome ของระบบการผลิตที่เปลี่ยนไป มองกระบวนการผลิตทางการเกษตร เป็นเหมือนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดซึ่งกำไร-ขาดทุนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการผลิตในรูปแบบดังกล่าว

หากเมื่อย้อนกกลับไปพิจารณาจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการพัฒนาการเกษตรที่เกิดขึ้น มนุษย์ในยุคโบราณเริ่มรู้จักการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์แทนการล่าสัตว์และการหาจากธรรมชาติ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงชีพเป็นหลัก ไม่ได้เริ่มต้นจากการแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดแต่ประการใด แต่เมื่อรูปแบบของสังคมเปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสะสมความมั่งคั่ง การแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับชีวิต การทำการเกษตรกลายเป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ การนำหลักคิดของกำไรขาดทุนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการเกษตร มีการพัฒนาเทคโนโลยี ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ผิดไปจากเดิมที่เป็นไปตามธรรมชาติ บังคับให้พืช-สัตว์ ติดดอก ออกผล ให้ผลผลิต ตามที่ต้องการ ให้ทันกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความต้องการอันไม่จำกัดของผู้คนในสังคมโลก ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากภาคการเกษตรถูกนำไปสร้างความมั่งคั่งให้กับภาคการผลิตอื่นๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่มากเครือข่ายทางธุรกิจของกลุ่มมหาเศรษฐีหลายๆ กลุ่ม เริ่มต้นมาจากธุรกิจเกษตร ก่อนที่จะต่อยอดไปสู่ภาคอื่นๆ และขยายเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก

ผลจากการพัฒนาภาคการเกษตรเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ส่งผลกระทบตีกลับไปยังต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมอันมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระทบสู่แนวทางการลดต้นทุนตามหลักeconomic of scale ซึ่งจำต้องเปลี่ยนจากเกษตรกรรายย่อยพัฒนาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ใช้ทุนในการดำเนินการสูงขึ้น เพื่อผลิตให้ได้ปริมาณมากขึ้นเกิดความคุ้มค่าในการลงทุน การผลิตในรูปแบบนี้ทำให้เกิดการผูกขาดในระบบการผลิต เพราะเป็นระบบการผลิตที่กำหนดให้ใช้เทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามที่กำหนด มีแบบแผนการผลิตที่แน่นอนและต้องทำตามจึงจะให้ผลผลิตตามที่คาดหวัง การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่กล่าวถึงย่อมกระทบต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งขยายผลกระทบนั้นสู่ชุมชน สู่สังคมที่กว้างขวางขึ้น กลายเป็นความขัดแย้งของทิศทางการพัฒนาว่าสุดท้ายแล้วการพัฒนาการเกษตรของเราจะก้าวไปทางไหน ระหว่างการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในชาติ หรือ การใช้การเกษตรเป็นฐานการพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติ ได้อย่างก็คงต้องเสียอย่าง จะสร้างสมดุลทั้งสองด้านได้อย่างไร คงต้องคิดและตัดสินใจให้รอบคอบและถี่ถ้วน เพราะหากตัดสินใจพลาด การย้อนกลับมายืน ณ จุดเดิม จะยากยิ่งขึ้นไปอีก

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เริ่มตรงไหนดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466185

x

ส่องเกษตร : เริ่มตรงไหนดี

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนมกราคมของทุกปี เป็นเดือนที่มีหลายอย่างเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการ ขณะนี้มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหาร ผู้อำนวยการระดับต้น ระดับสูง ดูเสมือนเป็นการจัดกำลังกันใหม่ ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการนำเสนอนโยบายในปีใหม่นี้ออกมาเพื่อใช้เป็นทิศทางขับเคลื่อนงานของกระทรวง ส่วนว่าจะเหมือนเดิม เอางานแต่ละกรมมาร้อยเรียงใหม่ หรือจัดงานยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูปประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยหรือไม่ คงต้องลึกลงไปในรายละเอียด แต่ที่เห็นประการหนึ่งคือการยึดความถูกต้อง ประโยชน์สุขกับทุกกลุ่ม น่าจะปรากฏให้เห็นร่องรอยบ้าง ได้แต่ห่วงว่าทุกองคาพยพในกระทรวงจะตระหนักและนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลในทิศทางเดียวกัน ไม่อยากเห็นเหมือนที่ได้ยินมาว่ามี 4 กระทรวง 4 นโยบาย เป็นอิสระจากกัน หากเป็นเช่นนี้ นโยบายที่ออกมาคงยากจะผลักดันให้ถึงฝั่งได้ เหมือนลงเรือลำเดียวกัน แต่พายไปคนละทิศทาง เรือจะหมุนคว้างวนอยู่กับที่ หรืออาจล่มเอาง่ายๆ

ช่วงเวลานี้เดินทางไปมาไหน ไม่ว่าจะพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่เมืองทุกคนจะวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งยิ่งอากาศแห้ง แดดจัด อุณหภูมิสูง อัตราการระเหยของน้ำบนผิวดินยิ่งสูงขึ้นไปอีกไม้ผลหลายชนิดอยู่ในช่วงออกดอก หลังจากที่อากาศหนาวจัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม คงต้องลุ้นกันว่า อากาศร้อนๆ ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำๆ จะส่งผลต่อการผสมติดของไม้ผลแต่ละชนิดอย่างไร หรือดอกที่ออกจะกระทบร้อนจนดอกร่วงไปเสียก่อน เกษตรกรหลายรายในภาคตะวันออกต้องขนขวายหาแหล่งน้ำมาใช้ในสวนผลไม้ของตนเอง ทั้งการเจาะบ่อบาดาล หรือการเตรียมรถขนน้ำมาใช้ในสวน เพื่อประคับประคองให้ไม้ผลที่ติดดอก ได้รับน้ำเพียงที่จะให้ผลผลิต ไม่ใช่นั้นฤดูการผลิตนี้อาจสูญเปล่าก็เป็นได้

ผมผ่านไปในเส้นทางปากช่อง เขาใหญ่จนถึงวังน้ำเขียว เห็นมะม่วงออกดอกเป็นจำนวนมาก หากติดผลทั้งหมดก็อาจกระทบถึงราคาได้ แต่เมื่อได้คุยกับพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วง สิ่งที่พี่น้องเหล่านี้เป็นกังวลกลับไม่ใช่เรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ แต่เป็นปัญหาเรื่องความแห้งแล้งที่ส่งผลต่อผลผลิตที่จะเกิดขึ้น ด้วยยังมีความรักในอาชีพทำสวนมะม่วง ยังหวังว่าอาชีพนี้ จะเลี้ยงชีวิตได้ ไม่อยากขายที่ให้นายทุนไปสร้างรีสอร์ทเสียหมด ความกังวลของพี่น้องเกษตรกรที่มีต่อปัจจัยการผลิตและปัญหาด้านราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นประเด็นที่ยังคงมีเรื่องราวท้าทายความสามารถของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ตลอดเวลา เป็นงานที่เหมือนกระทรวงนี้จะทำเสร็จแต่ไม่สำเร็จจริงๆจังๆ

การกำหนดเขตการเพาะปลูก หรือ Zoning มีการคิดและนำเสนอมาหลายครั้ง ยาวนานนับ 10 ปี แต่โดยข้อเท็จจริงยังไม่เกิดผลจริงจัง แผนปฏิรูปประเทศรอบนี้ก็มีการระบุถึงประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่สัมผัสมา ผู้ที่จะขับเคลื่อนยังไม่เข้าใจในแผนดังกล่าว หากสามารถดำเนินการตามแผนได้ ทั้งการจัดการระบบ logistics การตลาด การเข้าถึงแหล่งทุน การจัดการระบบการผลิต จะทำให้กระบวนงานต่างๆ ก้าวไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ฝ่ายการเมืองมี 4 นโยบาย 4 ทิศทาง การวางพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเกษตรของชาติคงไม่พบทางสว่างสักที เหมือนที่ผมรับฟังมาจากการทำเกษตรตามกระแส กรณีบางคนมีที่ มีทุนเห็นสวนทุเรียนรายได้ดีอยากปลูกทุเรียนบ้าง หากิ่งพันธุ์ทุเรียนมาปลูก 500 กิ่ง ไม่ทันไรตายสนิท เป็นการสะท้อนความล้มเหลวของการนำระบบ Zoning มาใช้ที่ยังห่างไกลเป้าหมายมาก จะว่าไปก็คล้ายกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับบนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผลงาน ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในงานที่ต้องรับผิดชอบ อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งที่พิจารณากลายเป็นว่ามาจากสายการเมืองไหน คงชัดเจนกันแล้วว่าหากจะเริ่มต้นปฏิรูปประเทศกันจริงจัง ควรจะปฏิรูปสิ่งใดก่อนดี

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ปีใหม่ สิ่งใหม่ ดีกว่าเดิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464696

x

ส่องเกษตร : ปีใหม่ สิ่งใหม่ ดีกว่าเดิม

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอให้สุขสมหวังทุกประการ ให้สุขภาพแข็งแรง ทำกิจการใดให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือปกป้องคุ้มครอง มีความสุขตลอดปีและตลอดไป

ถ้อยคำอวยพรเหล่านี้ เรามักจะได้ยิน ได้รับฟังเสมอในเทศกาลปีใหม่ ผมเองขอถือโอกาสนี้ส่งความสุขความปรารถนาดีมายังทุกท่าน ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรทุกคนด้วยเช่นกัน

ในเวลาเช่นนี้ เราคงต้องทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในรอบปี และมองไปข้างหน้าอีก 365 วัน หรือ มองยาวๆ ไป 3 ปี 5 ปี วางแผน คิด และคาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรที่การวางแผนและการคาดการณ์อาจไม่ได้ดังใจเต็มที่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การเกษตรของบ้านเรามีธรรมชาติเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำการเกษตรอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ชีวิตมันก็ต้องมีความหวัง แม้ดูว่าอาจไม่สดใสชัดเจนเหมือนอาชีพอื่นที่ธรรมชาติไม่ได้มีอิทธิพลมากมายนัก แต่หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ เพราะเขาเป็นหุ้นส่วนของเรา เราก็จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เตรียมการป้องกันและแก้ไขแต่เนิ่นๆ ปรับตัวของเราให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สุดท้ายเราจะสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ประกอบอาชีพการเกษตรของเราให้ประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากเกินไปนัก

ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ภัยแล้งในช่วงต้นปี น้ำท่วมใหญ่ในภาคอีสานโรคแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ระบาด ราคาผลผลิตแปรปรวน หลายพื้นที่ผลผลิตเสียหายโดยสิ้นเชิง เกษตรกรคงไม่หวังแต่รอความช่วยเหลือจากสังคม แต่ต้องเริ่มจากการช่วยเหลือตนเองก่อน ร่วมมือกันในชุมชนของตน ไม่เช่นนั้นปัญหาจากภัยธรรมชาติก็จะวนเวียนอยู่เช่นนั้นตลอด ผมได้สัมผัสชีวิตพี่น้องเกษตรกรในท้องที่อำเภอบางระกำและอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดพิษณุโลก ภายใต้ระบบการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบของบางระกำโมเดลที่ไม่ยอมให้ธรรมชาติควบคุมวิถีชีวิต แต่ใช้ธรรมชาติมาสนับสนุนวิถีชีวิต ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งหากยังคงปลูกข้าวตามฤดูกาลเพาะปลูกปกติ พอเข้าเดือนสิงหาคมเป็นฤดูน้ำหลาก ข้าวจะถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียหายทุกปี จึงมีการปรึกษาหารือกันจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีการวางแผนการปลูกข้าวกันใหม่ให้สอดคล้องกับการจัดการน้ำ และสภาพของธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนฤดูการปลูกข้าว โดยทางชลประทานจะปล่อยน้ำลงพื้นที่นาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อให้เกษตรกรได้ลงมือปลูกข้าว พอถึงเดือนสิงหาคมก็จะสามารถเกี่ยวเกี่ยวข้าวได้พอดี ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก และพื้นที่ส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นทุ่งรับน้ำจากภาคเหนือ ชะลอการไหลบ่าของน้ำลงไปจากลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ช่วงระยะ 3-4 เดือน ที่เป็นทุ่งรับน้ำ เกษตรกรในพื้นที่จะทำการประมงเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ได้อีกทาง สิ่งเหล่านี้ คือ ความร่วมมือระหว่างกัน เป็นการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข

ผมได้แต่ภาวนาว่าปีใหม่นี้ ความร่วมมือดีๆ เช่นนี้ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ดำเนินการไปกว้างขวางมากขึ้น เพราะผมเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าปัจจัยหลายๆ อย่าง ที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการประกอบอาชีพการเกษตร ภายใต้การดูแลของภาครัฐเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นอย่างไร เพราะข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง หรืออีกหลายหน่วย ก็เห็นว่าประสบภัยกันอยู่ ภัยธรรมชาติทางการเมือง!!

สมชาย ชาญณรงค์กุล

%d bloggers like this: