ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : ไม่แตกต่าง

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/406989

x

ส่องเกษตร : ไม่แตกต่าง

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หน่วยงานราชการที่อยู่คู่กับประเทศไทยเรามาอย่างเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอยุธยาซึ่งเป็นการบริหารราชการงานแผ่นดินแบบจตุสดมภ์ ประกอบด้วย เวียง-วัง-คลัง-นา ทำหน้าที่ร่วมกันมาโดยตลอด ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนรูปแบบกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งครบรอบอายุ 127 ปี ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา

ช่วงเมษายนของทุกปี เป็นที่เข้าใจกันดีว่าเป็นฤดูแต่งตั้งโยกย้ายอีกช่วงเวลาหนึ่ง สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เอง ก็เริ่มมีการทยอยแต่งตั้งตำแหน่งระดับรองอธิบดี ตำแหน่งระดับอำนวยการสูงและอำนวยการต้นออกมาเป็นลำดับ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมย้อนไปนึกถึงประสบการณ์ในการทำหน้าที่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ยุคที่การเมืองไม่ยุ่งกับการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงยกเว้นตำแหน่งปลัดกระทรวงเท่านั้น ที่ฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาท ตำแหน่งลำดับรองไปจากนั้น ฝ่ายข้าราชการประจำเป็นผู้พิจารณาตามความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขของ ก.พ. ด้วยเห็นว่างานพัฒนาด้านการเกษตรและสหกรณ์ เป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความสามารถเฉพาะด้าน แต่ละสายงานไม่ว่าจะเป็นงานด้านปศุสัตว์ ประมง ดิน พืช โรคแมลงศัตรูพืช งานชลประทาน หรือแม้แต่งานด้านการสหกรณ์ ต่างก็ต้องมีความเชี่ยวชาญของตนเอง ฝรั่งเขาถึงบอกว่าต้อง Put the right man on the right job ไม่เช่นนั้นอาจสร้างความยุ่งยากและวุ่นวายได้อีกหลายเท่า

แต่หลังจากที่การเมืองเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระทรวงเกษตรฯ มีการกำหนดนโยบาย/แผนงาน/โครงการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ตามแต่จะเห็นชอบกันไปแล้วแต่ละยุคแต่ละสมัย ต่อเนื่องบ้างไม่ต่อเนื่องบ้าง เกษตรกรกลุ่มหัวก้าวหน้าจึงไม่ได้หวังพึ่งความช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยแต่แสวงหาการสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน/องค์กรต่างๆรวมไปถึงภาคเอกชน โดยเกษตรกรเหล่านี้ขอเพียงให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เหตุการณ์เหล่านี้จึงทำให้ผมเข้าใจได้ว่า ทำไมเมื่อเกิดประเด็นปัญหาใดขึ้น เกษตรกรจึงไม่เคยยืนเคียงข้างข้าราชการกระทรวงเกษตรฯเลย ในยุคสมัยที่เหตุการณ์รุนแรงมากๆก่อนการแต่งตั้งก็ต้องส่งรายชื่อให้ฝ่ายการเมืองพิจารณาก่อน และบางครั้งก็ได้โผมาให้แต่งตั้งตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ที่มาที่ไปของโผจะอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้

ในยุคการเมืองแบบไม่ปกติ ช่วงที่ผมทำหน้าที่อยู่นับว่าเป็นความโชคดีของผมที่สามารถตัดสินใจแต่งตั้งผู้บริหารได้ด้วยตนเอง แม้ว่าการตัดสินใจจะมีเรื่องราวให้ปวดหัวบ้าง ยังถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น แต่ในช่วงเวลาต่อมาผมได้รับรู้มาว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเริ่มเข้าสู่วังวนเดิมๆ ฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งข้าราชการประจำในระดับที่ไม่สมควรที่จะดำเนินการ ผมได้แต่แสดงความห่วงใยกับสิ่งที่เกิดขึ้น การมองข้ามหลักการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะส่งผลต่อการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิดที่ว่าเมื่อเป็นผู้บริหาร หลักการบริหารสามารถใช้ได้กับทุกงาน ไม่ใช่ความจริงเสมอไป และเมื่อกลไกการทำงานบิดเบี้ยว ก็อย่าคาดหวังกับการเกษตร 4.0 ขอแค่ประคองตัวให้รอดจากแรงกดดันของยุคดิจิทัลก็ลำบากแล้ว ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เชื่อเถอะว่า อะไรๆที่ว่าๆกัน จะกลับเข้าสู่ยุคอดีตอีกครั้งไม่ต่างกันเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล 

Advertisements

ส่องเกษตร : ใบ้กิน!!!

Published June 1, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/405609

x

ส่องเกษตร : ใบ้กิน!!!

วันพุธ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำว่า “ใบ้กิน”  เป็นภาษาพูด หมายถึง นิ่งอึ้ง พูดไม่ออก ที่ผมยกมาในครั้งนี้ เป็นเรื่องราวที่ผมติดตามความเป็นไปของงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชมาจากสื่อต่างๆ ยิ่งในช่วงที่การเมืองกำลังนัวเนียกันอยู่ ผมจึงมาทบทวนว่าตกลงงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชจะไปทางไหนกันแน่ ยุคก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด ระบบงานวิจัยยังไม่ถูกครอบด้วยยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติ ที่ว่ากันว่าเป็นการแบ่งงานกันทำ นักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร นับว่ายืนอยู่แถวหน้าของนักวิจัยในประเทศ สามารถที่จะเป็นผู้นำและกำหนดทิศทางของงานวิจัยได้อย่างเฉียบขาดแหลมคม ยกตัวอย่างเช่น ดร.อาวุธ ณ ลำปาง เป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญเรื่องถั่วเหลือง สามารถที่จะเป็นผู้นำในการวิจัยด้านถั่วเหลืองทั้งระบบ โดยดึงมหาวิทยาลัย กรมส่งเสริมการเกษตร และภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันทำการวิจัย เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาถั่วเหลืองของประเทศในยุคนั้นเรียกได้ว่า ถ้ากล่าวถึงถั่วเหลือง ให้นึกถึง ดร.อาวุธ ทันที

ในยุคต่อมาที่เริ่มนำระบบมาจับกับงานวิจัย มีการแบ่งงานออกเป็นส่วนๆ ให้แต่ละคนช่วยกันทำ งานใดที่ไม่ใช่งานในภารกิจของหน่วยงานก็จะไม่ได้รับการสนับสนุน เกิดการปรับตัวของนักวิจัยครั้งใหญ่ คิดงานง่ายๆ เห็นผลชัดเจน เปลี่ยน พ.ศ. ทำงานกันไป เพื่อให้ได้ตามตัวชี้วัด อันที่จริงต้องเข้าใจพื้นฐานกันก่อนว่างานวิจัยคืองานที่ต้องคิดล่วงหน้า เป็นงานที่ต้องคาดการณ์ว่า อีก 5 ปี 10 ปี ปัญหาใดจะเกิดขึ้น และงานวิจัยต้องพร้อมจะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ทันท่วงที ดังนั้นงานวิจัยจะพัฒนาไปได้ด้วยดีก็ต้องมีองค์ประกอบที่เข้าใจในพื้นฐานเดียวกันตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงนักวิจัยระดับปฏิบัติ รวมไปถึงงานสนับสนุนต่างๆ

เท่าที่ผมสังเกตเห็น นักวิจัยที่เก่งๆ จะคิดและทำในสิ่งที่เรียกว่าง่ายๆ ไม่ ยากๆ ทำ วิธีคิดวิเคราะห์ปัญหาจะไม่เหมือนนักวิจัยประเภทที่ทำตาม KPI ส่งผลให้การทำงานวิจัยแต่ละชิ้นงานต้องนำงบประมาณจากส่วนอื่นมาจัดสรรและดำเนินการ เพราะเมื่อเสนอของบประมาณมักจะเจอจุดสกัดประเภทว่า ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจหลัก ไม่ใช่พืชที่หน่วยงานรับผิดชอบ เรียกว่าตกม้าตายตั้งแต่ยกแรก ดับฝันและดับไฟกันได้ในทันที ดังนั้น นักวิจัยเหล่านี้ จึงมักไม่ค่อยอยู่ในสายตาของนักบริหาร และมักจะเกษียณอายุราชการไปอย่างสงบเงียบ พร้อมทิ้งผลงานวิจัยอันทรงคุณค่าไว้เบื้องหลัง ให้ผู้ค้นพบได้นำมาใช้ประโยชน์กันต่อไป

นักวิจัยที่ผมรู้จักที่มีคุณสมบัติดังกล่าว คือ ดร.เพิ่มศักดิ์ สุภาพรเหมินทร์ นักวิจัยของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับปอสาให้ได้คุณภาพของเส้นใยที่ยาว และผู้ศึกษาการผลิตกัญชงเมื่อหลายปีก่อน ผมเองเคยตั้งประเด็นให้นักวิจัยพยายามศึกษาพืชสมุนไพรหลายชนิดในแง่ของการเขตเกษตรกรรม เพื่อให้ได้สารสำคัญตามความต้องการทางเภสัชกรรม เพราะการใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรมมีงานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศรองรับแล้ว ในขณะที่ภาคของการผลิตยังไม่ถึงไหน เอาง่ายๆ เช่น ฟ้าทะลายโจร จะปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร เพื่อให้สารสำคัญมากที่สุด มีความสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ยังรอคำตอบ ยังไม่ร่วมถึงนโยบายกัญชาที่กำลังจะตามมา หากจะต้องดำเนินการจริง ต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อปลูกกัญชาไทยหรือ มันคือระบบหรือคนที่ไม่ตอบสนองประเด็นเหล่านี้ มองหน้ากัน แล้วใบ้กินครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : สถาบันเกษตรกรประจำอำเภอ

Published May 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/404135

x

ส่องเกษตร : สถาบันเกษตรกรประจำอำเภอ

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ก่อนช่วงการเลือกตั้งใหญ่ ผมมีโอกาสเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พบเจอพี่น้องคนเกษตรที่ทำงานในระดับพื้นที่จากหลายหน่วย และต่างก็มีปัญหาให้คบคิดหลายประการ สัปดาห์นี้ระหว่างที่การเมืองอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผมนึกถึงประเด็นที่ได้ยินมาว่า มีแนวคิดจะให้สหกรณ์การเกษตรเป็นสถาบันเกษตรกรหลักประจำอำเภอ โดยรัฐจะเข้าไปสนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้กลายเป็นสถาบันเกษตรกรที่เข้มแข็งให้ได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงไม้ใหญ่ที่ไปล้อมมาอีกครั้ง แถมรอบนี้เตรียมประดับตกแต่งให้ออกดอกออกผลสวยงามเสียอีก มองไกลๆก็คงดูสวยงามดี เพราะสมัยนี้ของจริงกับของปลอมมันแยกกันลำบาก คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เจอของจริงมาก่อน อาจแยกไม่ออกกันเลยว่ามันจริง หรือมันปลอม บางทีหลงไปว่าไอ้ของปลอมมันเป็นของจริงไปเสียก็มี

สหกรณ์การเกษตรเป็นสหกรณ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสมาชิกที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน รวมกันมาเพื่อสร้างพลังในการพัฒนาสมาชิกด้วยกัน ผ่านกิจกรรมการรวมซื้อ-รวมขาย กิจกรรมการออม-การให้กู้ โดยใช้หลักการประชาธิปไตย คือ one man one vote ไม่ว่าสมาชิกนั้นจะมีหุ้นอยู่ในสหกรณ์เท่าใดก็ตาม การที่สหกรณ์การเกษตรจะเข้มแข็งไม่ได้ขึ้นกับว่ามีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก แต่ขึ้นกับว่าสมาชิก คณะกรรมการ และฝ่ายจัดการ มีความเข้าใจในหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการของสหกรณ์มากน้อยเพียงใด เข้าใจในความต้องการและเข้าใจในแก่นแท้ของสมาชิกสหกรณ์ที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นหรือไม่ความสำเร็จต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความต้องการจากภายในของสมาชิกเอง ไม่ใช่การยัดเยียดให้เติบโตแลดูสวยงามทันใจ

เป้าหมายของการเป็นสถาบันหลักของเกษตรกร ต้องพิจารณากันให้รอบด้าน การจะเป็นสถาบันหลักนั้น ไม่สามารถมองในมิติเดียวได้ ไม่ใช่มองเฉพาะด้านเงินทุน หรือ มองด้านเทคโนโลยีการผลิต อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการพัฒนาที่มีความยั่งยืนต้องมองในองค์รวม ในระดับพื้นที่จริงๆแล้วเราไม่สามารถแยกกิจกรรมทางการเกษตรออกจากกันได้ เกษตรกรรายหนึ่งใช่ว่าจะประกอบอาชีพเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง บางรายทำกิจกรรมทางการเกษตรครบทุกอย่างในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพืช-สัตว์-ประมง รวมไปถึงอาชีพนอกภาคการเกษตรอีกด้วย ดังนั้นจงอย่าแปลกใจหากพบว่าหน้าบ้านของเกษตรกรที่พัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จนั้น จะมีป้ายปักไว้เป็นจำนวนมากครบทุกกิจกรรมกันเลยทีเดียว

ผมมีความเห็นว่า การจะพัฒนาสถาบันใดให้เป็นสถาบันหลักของเกษตรกรในระดับอำเภอ ต้องยอมรับความเป็นจริงกันก่อนในระดับหนึ่ง เมื่อเริ่มจากความจริง พัฒนาบนพื้นฐานของความเป็นจริง การทำงานจะได้ไม่หลงทาง มีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน เพราะความยั่งยืนในการพัฒนานั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาพที่มองเห็นภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อแท้ภายในต่างหาก

หากมุ่งหวังให้สหกรณ์การเกษตรเป็นสถาบันเกษตรกรหลักประจำอำเภอ ให้ไปทบทวนหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์กันให้ดีๆ และโปรดระลึกเสมอว่าการเป็นหลักให้กับใคร ตัวเองต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน รู้ลึก และรู้จริง

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (2)

Published May 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/402543

x

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (2)

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเล่าเรื่องวาทกรรม อำพรางไปส่วนหนึ่ง สัปดาห์นี้ผมขอเล่าต่อเนื่องจากจุดที่เรียกว่า ศพก หรือ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ศูนย์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความตั้งใจที่จะพัฒนาขึ้นให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร โดยตัวของเกษตรกรเอง และมีหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนเป็นหน่วยงานสนับสนุน

การดำรงอยู่ของ ศพก. เพื่อให้เกษตรกรผู้สนใจมาเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพของตนเองให้เข้มแข็ง สามารถที่จะต่อยอดอาชีพไปได้ เป็นสิ่งจำเป็นในการทำการเกษตรยุคปัจจุบัน แนวคิดของการรวมพลังจากไม้ซีกเล็กๆ เพื่อเป็นไม้ซุงจึงเกิดขึ้น กลายเป็นที่มาของการรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ที่ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้สมบูรณ์เหมาะสมกับสภาพการผลิต มีการพัฒนาการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน รวมถึงการบริหารจัดการการตลาด และพัฒนามาตรฐานของสินค้าในกลุ่มแปลงใหญ่ของตนเอง

ระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เริ่มดำเนินการในปี 2559 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงแรกของการดำเนินการยังคงใช้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเข้าไปเป็นผู้จัดการแปลง ก่อนที่จะค่อยๆ ถ่ายโอนภารกิจผู้จัดการแปลงใหญ่ไปให้กับเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั้งหมด จะเห็นว่าแนวคิดของการดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นแนวคิดที่รวมเกษตรกรผู้ที่มีทักษะทางการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาและเรียนรู้มาจาก ศพก. มารวมตัวกันสร้างพลังเพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ผ่านระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สร้างความอยู่ดีกินดีและความยั่งยืนในการพัฒนาให้เกิดขึ้น

ในขณะที่แนวคิดของการจัดตั้งสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน เป็นแนวคิดที่เริ่มจากการรวมคนที่ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน รวมตัวกัน แล้วจึงร่วมกันพัฒนาอาชีพของตนเอง ผ่านกระบวนการกลุ่มต่างๆ โดยมีภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือให้การสนับสนุน ประคับประคองให้สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนนั้นดำเนินกิจการไปได้ ผมเองบอกทุกคนเสมอว่า การจัดตั้งกลุ่มของเกษตรกรในลักษณะของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ขอร้องให้เจ้าหน้าที่อย่าไปจับตั้ง อย่าเอาแต่ทำงานเพื่อให้ได้ KPI แต่ขอให้เป็นความต้องการของสมาชิกเอง สิ่งใดที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกกลุ่มนั้นๆ ย่อมส่งผลให้กลุ่มเหล่านั้นมีความเข้มแข็งและพัฒนาก้าวหน้าต่อไป มิเช่นนั้นเจ้าหน้าที่รัฐเองจะเป็นคนที่สร้างตราบาปให้เกิดขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้รับภาระความล้มเหลวทั้งปวงของการดำเนินงาน ในบางพื้นที่เกษตรกรถึงกับออกปากว่า ถ้าเกษตรบอกให้ทำอะไร ให้ทำตรงข้ามที่เกษตรบอก รับรองได้ดีทุกครั้ง ได้ยินประโยคนี้ครั้งใด ผมได้แต่สะท้อนในใจ

การรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ เป็นการรวมตัวของเกษตรกรที่มีการพัฒนาระบบการเกษตรของตนในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าจะว่าไปก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้จากเมล็ด ซึ่งกำลังเติบโตงดงาม มีระบบรากและการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี ซึ่งย่อมมีความแข็งแรงมากกว่าการล้อมต้นไม้ใหญ่มาปลูกเพื่อให้สวยงามทันตา และบางครั้งกว่าต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมมาจะปรับตัวได้ มีระบบรากที่ประคองตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่มีไม้ค้ำจุนต้องใช้เวลายาวนาน บางต้นปรับตัวไม่ได้ก็ล้มหายตายจากไป สิ่งที่ลงทุนก่อนหน้านั้นจึงสูญเปล่าโดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมา

ความพยายามในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการแปลงใหญ่ด้วยถ้อยคำใหม่ๆ ผมไม่อยากให้เป็นเพียงวาทกรรม อำพราง แต่ผมอยากให้คิดกันให้ดีๆ ให้รอบด้าน อย่าไปล้อมต้นไม้ใหญ่มาปลูกกันเลย จะดีกว่าหรือไม่ถ้าภาครัฐจะทำหน้าที่เพียงหน่วยสนับสนุนให้แปลงใหญ่เติบโตตามศักยภาพภายในของแต่ละแปลงเอง ไม่ต้องไปเร่งเร้าให้แปลงใหญ่เปลี่ยนเป็นโน่นนี่นั่นตามความต้องการของผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกแปลงใหญ่ โดยส่วนตัวผมชอบการเฝ้าดูการเจริญเติบโตของกล้าไม้ รู้สึกถึงความงามที่หาได้ง่ายๆ ไม่มายาดี

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (1)

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/401016

x

ส่องเกษตร : วาทกรรม อำพราง (1)

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมชอบใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันอย่างหนึ่งคือ ไม่พูดมาก แต่ลงมือทำให้เห็น ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างก็ว่ากันไป ในขณะที่หลายๆคน ดีแต่พูด แต่ไม่เคยลงมือทำ ให้เห็นเป็นมรรคผล ประดิษฐ์ถ้อยคำให้ฟังกระแทกใจ ทำราวกับว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครคิดใครทำมาก่อนเลย แต่แท้จริงแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเหล้าเก่านำมาบรรจุขวดใหม่ หลอกขายกันไปวันๆ วนเวียนกันอยู่เช่นนั้น สังคมใดที่มีคนประเภทนี้อยู่มากๆ มักจะเป็นสังคมที่ไม่ไปไม่มา อยู่กันไปบ่นกันไป ใครที่เกิดดวงตาเห็นธรรม ก็จะสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ สร้างที่ทางของตนเองขึ้นมา ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มไปกับวาทกรรมอำพรางเหล่านั้น หลุดพ้นจากวังวนออกมาได้ แต่จะมีสักกี่คนก็ยังสงสัยอยู่

งานส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทยก็เช่นกัน ผ่านวังวนของการทำงานมาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ส่งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลประกบติดเกษตรกรในทุกตำบล สร้างระบบการเยี่ยมเยือนขึ้นมา ต่อมาเมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป ทั้งอัตรากำลัง เทคโนโลยี รวมทั้งโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การทำงานของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับมาทำงานผ่านศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรประจำตำบล มีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้บริหารจัดการ คาดหมายว่าจะเป็นศูนย์ที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรได้ตามบทบาทหน้าที่ของนักส่งเสริม แต่เมื่อต้องถ่ายโอนภารกิจไปให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ฯ แห่งนี้ ก็เปลี่ยนมือไปอยู่ในการกำกับดูแลของท้องถิ่นแทน บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไปในแต่ละท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเมื่อไม่มีเครื่องมือในการทำงาน ได้กลายร่างไปเป็นนักสำมะโนและสงเคราะห์ทางการเกษตรแทน บทบาทงานส่งเสริมการเกษตรที่แท้จริงลดน้อยลงไป ด้วยในทางนโยบายทุกฝ่ายเห็นว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรคือมือทำงานให้ถึงเกษตรกร ทั้งงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และงานของจังหวัด จึงทุ่มลงไปที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเพียงคนเดียว อันที่ที่จริงก็น่าเห็นใจ ผมคงได้แค่เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรจึงเกิดขึ้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ ศพก. เป็นศูนย์ที่เกษตรกรหัวก้าวหน้าเป็นเจ้าของศูนย์เอง โดยมีภาครัฐซึ่งไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้นที่เข้าไปสนับสนุนการทำงาน แต่เป็นการรวมเจ้าหน้าที่จากทุกส่วนงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปทำงานร่วมกันตามบทบาท ภารกิจและความรับผิดชอบ เพราะเกษตรกรไม่ได้ทำกิจกรรมเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งในฟาร์ม แต่เกษตรกรทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง ครบองค์ประกอบทั้งพืช สัตว์ ประมง ดิน น้ำ บัญชี ความล่มสลายของ ศพก.จึงไม่เกิดขึ้นจากบทบาทของหน่วยราชการ เนื่องจาก ศพก. มีเกษตรกรเป็นเจ้าของ เกษตรกรเหล่านั้นต้องประกอบอาชีพของตนเอง ไม่ว่าจะมีราชการเข้าไปสนับสนุนหรือไม่ เป็นการยืนด้วยขาของตนเอง และเอื้อเฟื้อต่อสังคมในการเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับผู้สนใจ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้มีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนทักษะและเทคโนโลยีระหว่างเกษตรกร และระหว่างเจ้าหน้าที่ในแต่ละส่วนงานด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นสังคมแห่งการช่วยเหลือเอื้ออาทรกันอย่างแท้จริง

ในภาพรวมของการพัฒนาการเกษตร ศพก. ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนสอนอาชีพทางการเกษตร สอนให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพ เป็นเกษตรกรที่พร้อมจะเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณธรรมในอนาคต ความเข้มแข็งของ ศพก. จะก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปได้อีก จำเป็นต้องทำอะไรมากกว่าที่เป็นอยู่ การตั้งอยู่เพียง ศพก. เดี่ยวๆ ไม่สามารถแข่งขันได้ในปัจจุบัน ในความคิดผมยุทธวิธีแตกแบงก์พันใช้ไม่ได้กับการพัฒนา ศพก. แต่ยุทธวิธีการรวมไม้ซีกเพื่องัดไม้ซุงคือแนวคิดที่ควรจะเป็น หากแต่จะเป็นอย่างไร ติดตามกันในครั้งหน้าครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ใครผิด ใครถูก ไม่มี

Published May 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/399428

x

ส่องเกษตร : ใครผิด ใครถูก ไม่มี

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องสารเคมีทางการเกษตรนี่ เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ยิ่งไปอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายแล้ว มีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเจ้าของกฏหมาย การควบคุมสารเคมีต่างๆ ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตราย จึงเป็นเรื่องที่เรียกว่า ข้อมูลต้องชัดเจน จึงจะฟันธงออกมา

ผมเองเคยมีประสบการณ์โดยตรงกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย สมัยเมื่อสักสิบปีก่อน ด้วยความหวังดีของกรมวิชาการเกษตรที่จะควบคุมคุณภาพของสารสกัดจากสะเดา เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารสกัดที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้มีการแจ้งการผลิต ซึ่งคือการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 พอผ่านเข้าไปในคณะกรรมการ คณะกรรมการเห็นว่าสารต่างๆ ที่สกัดจากพืชชนิดอื่นก็ควรจะมีการควบคุมคุณภาพด้วย กลายเป็นเพิ่มชนิดเป็น 13 ชนิด และในที่สุดกระแสสังคมจากความรู้และความไม่รู้ตีกันจนวุ่นวาย จนต้องถอยออกมา ยืนไว้อาลัย และปัจจุบันเกษตรกรผู้ใช้สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อกำจัดศัตรูพืชก็ก้มหน้าก้มตาพึ่งพาตัวเองกันไป ใครจะถูกใครจะผิดก็ไม่รู้ แต่ผู้ใช้คือเกษตรกรก็คือผู้ได้รับผลกระทบไปตรงๆ

ย้อนกลับมาเรื่องสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด ที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ในเวลานี้ เกษตรกรกลายเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลที่ออกมาจากทั้งผู้รู้จริงและผู้รู้ไม่จริง ทำเอาคนกลางๆ สับสนไปด้วย ประเด็นสารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีที่ว่ากันว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายมักจะใช้สารเหล่านี้ การห้ามใช้สารเคมีพวกนี้ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วยังมีสารเคมีและเครื่องมืออีกหลายอย่างที่เป็นเครื่องมือในการฆ่าตัวตาย ภาครัฐต้องตามไปห้ามการจำหน่ายสิ่งของต่างๆ เหล่านี้อีกหรือไม่ อันนี้ก็น่าคิด

ประเด็นที่ผมเป็นกังวลมากกว่าการห้ามใช้หรือไม่ห้าม คือ การใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการถูกเวลา ถูกวิธี ถูกที่ ทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทางการเกษตรตลอดห่วงโซ่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่รอให้ภาครัฐเข้าไปกำกับ บังคับด้วยกฏหมาย เริ่มตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้า และตัวเกษตรกรเอง โดยผู้นำเข้าจะต้องนำเข้าสารเคมีที่มาจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ในขณะที่ผู้ผลิตก็ต้องผลิต แบ่งบรรจุสารเคมีทางการเกษตรให้ได้ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร ฉลากถูกต้อง มีรายละเอียดชัดเจน มีการจัดการทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนผู้จัดจำหน่าย ต้องจัดจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรที่มีการขึ้นทะเบียนถูกต้องเช่นกัน ไม่ใช่สารเคมีที่ด้อยประสิทธิภาพ และร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร จะต้องมีผู้ที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ควบคุมการจำหน่าย ไม่ให้คำแนะนำการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้อง ไม่เน้นขายเฉพาะสารเคมีทางการเกษตรที่ตนเองได้กำไรสูง เพราะเชื่อได้ว่าเกษตรกรมักไม่ได้ตัดสินใจเลือกซื้อสารเคมีทางการเกษตรตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะซื้อสารเคมีตามคำแนะนำของผู้ขายและนำไปใช้แบบ double dose เข้าไปอีก

สำหรับเกษตรกรซึ่งผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตร จะต้องป้องกันตัวเองให้มีความปลอดภัยจากการใช้สาร ใส่เสื้อผ้ามิดชิด มีหน้ากากปิดจมูก ปิดปาก ใส่แว่น ใส่หมวก สวมถุงมือ ใส่รองเท้ามิดชิด หลังการใช้สารต้องทำความสะอาดร่างกายและอุปกรณ์ต่างๆ ทันที มีการทำลายบรรจุภัณฑ์ที่ถูกต้อง จัดเก็บสารเคมีทางการเกษตรเป็นสัดส่วน มิดชิด และที่สำคัญคือใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกวิธี ถูกเวลา ถูกที่ และเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนต้องเว้นระยะปลอดภัยก่อนการเก็บเกี่ยว ทางที่ดีคือหากมีวิธีการอื่นที่ดีกว่า ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเหล่านี้เสีย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามส่งเสริมการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้ปลอดภัย โดยผลักดันระบบ GAP มาตั้งแต่ปี 2542 จนกระทั่งปัจจุบัน เกษตรกรก็มักจะมีคำถามเสมอว่า ทำ GAP แล้วได้อะไร ทั้งหมดนี้คงไม่ประสบความสำเร็จหากทุกคนไม่ร่วมมือกันมาตั้งแต่โซ่ข้อแรก จะบอกว่าใครถูก ใครผิด คงไม่มี เพราะเราทุกคนในห่วงโซ่ของสารเคมีทางการเกษตร ต่างถูกและผิดเท่ากัน ขึ้นกับว่าเราจะรับผิดชอบบทบาทของตนเองได้ประมาณไหน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : คนเข้มแข็ง สหกรณ์เข้มแข็ง

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/397890

x

ส่องเกษตร : คนเข้มแข็ง สหกรณ์เข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าวันนี้เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2458 สมัยนั้นรัฐบาลเห็นสมควรนำวิธีการสหกรณ์ เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศให้ประชาชนได้หลุดพ้นจากความยากจน โดยเฉพาะเกษตรกร พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ได้ทรงส่งเสริมให้ก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกคือ สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก และทรงเป็นนายทะเบียนสหกรณ์รับจดทะเบียนเป็นสหกรณ์แห่งแรก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 ตามรูปแบบสหกรณ์เครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนของเยอรมนี ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงมีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น”วันสหกรณ์แห่งชาติ”

“สหกรณ์” ตามความหมายขององค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ หมายถึง องค์การอิสระของบุคคลซึ่งร่วมกันด้วยความสมัครใจ เพื่อสนองความต้องการ และจุดมุ่งหมายร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการดำเนินวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันบริหารงาน และควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยใช้หลักการของ one man one vote ไม่ว่าจะมีหุ้นอยู่ในสหกรณ์เท่าใดก็ตาม

จากความหมายของสหกรณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าสหกรณ์เป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล สามารถบริหารจัดการองค์กรของตนได้อย่างอิสระ โดยอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการรวมตัวกันของผู้คนในสังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นสหกรณ์ ต้องเริ่มจากสมาชิกทุกคนมีความมุ่งหวังในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์สามารถพึ่งพาตนเองและยืนบนขาของตนเองได้ พร้อมกับการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นสุข โดยมิได้มุ่งหวังแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน กิจการสหกรณ์ดังกล่าวจึงจะสามารถยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็ง

หลายท่านอาจมีประสบการณ์กับสหกรณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการจัดตั้งของกลุ่มผลประโยชน์ สหกรณ์เหล่านี้มักเป็นสหกรณ์ที่อายุสั้น เมื่อกลุ่มผลประโยชน์ได้รับผลประโยชน์เต็มที่แล้ว ก็ปล่อยให้สมาชิกที่ไม่รับรู้ความเป็นไปของสหกรณ์รับกรรมไป รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อสหกรณ์อื่นๆ ที่หลงเข้ามาในวงธุรกิจของสหกรณ์เหล่านี้ ต้องเดือดร้อนตามกันไปด้วย สิ่งสำคัญที่สมาชิกสหกรณ์จะต้องคำนึงถึงคือ สหกรณ์เป็นกิจการที่เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสมาชิกด้วยกันเอง ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพื่อจะแสวงหากำไรมาแบ่งกันหรือเข้ากระเป๋าของใคร ถ้ามีแนวคิดแบบนี้ คงต้องไปรวมตัวกันเป็นบริษัทจำกัดน่าจะตรงกว่า ไม่ต้องมาอาศัยคำว่าสหกรณ์เพื่อใช้หลบเลี่ยงภาษี และทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ลำบากไปด้วย

จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีกับวงการสหกรณ์อยู่ช่วงหนึ่งของการทำงาน ผมได้ข้อสังเกตว่า สหกรณ์ที่เกิดจากความเดือนร้อนของสมาชิก เป็นความต้องการแก้ไขปัญหาของสมาชิกเอง มักจะค่อยๆ เติบโตและขยายกิจการไปได้ โดยที่ภาครัฐเข้าไปกำกับดูแลเท่านั้น ไปเป็นพี่เลี้ยง ไม่ใช่ไปบังคับให้ทำโน้นทำนี่โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องการ แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งที่สหกรณ์เติบโตขึ้นมาก ผลประโยชน์เริ่มล่อตาล่อใจ ความพอเพียงเริ่มขยายขนาด ร่วมกับคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการที่ขาดธรรมาภิบาล เมื่อสองสิ่งนี้ประสานกัน และมีสมาชิกที่ขาดความใส่ใจต่อการดำเนินการของสหกรณ์ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดการและคณะกรรมการไป ปัจจัยเหล่านี้เมื่อรวมกันเข้ามักจะเป็นจุดเริ่มของจุดเสื่อมเสมอคำกล่าวที่ว่า หากจะทดสอบว่าใครมีความซื่อสัตย์สุจริตเพียงใด ให้ลองเอาผลประโยชน์มาวางตรงหน้า แล้วดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร เห็นกันได้ในวงการนี้

ผมมีความเชื่อว่า ความเข้มแข็งของสหกรณ์ ต้องเกิดจากสมาชิกที่เข้มแข็ง และเชื่อมั่นต่อระบบการเป็นพี่เลี้ยงให้กับสหกรณ์ที่ยังไม่เข้มแข็งให้สามารถยืนได้ด้วยตนเอง ในขณะที่สหกรณ์ที่เข้มแข็งแล้วต้องมีระบบการกำกับดูแลที่ชัดเจนและเพียงพอ สหกรณ์จะเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง เพราะสมาชิกสหกรณ์คือฐานของการพัฒนาประเทศ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ลิ้นจี่แม่กลอง แล้วแต่ฟ้าดินจะเป็นใจ

Published March 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/396465

x

ส่องเกษตร : ลิ้นจี่แม่กลอง แล้วแต่ฟ้าดินจะเป็นใจ

วันพุธ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมมีโอกาสไปแม่กลองในช่วงไม่นานมานี้ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของที่นี้นอกจากส้มโอและมะพร้าวแล้ว เห็นจะเป็นลิ้นจี่แม่กลอง ปกติช่วงเดือนปลายมีนาคม ต่อเมษายน ยาวไปถึงต้นพฤษภาคม เป็นช่วงที่ลิ้นจี่แม่กลองเก็บเกี่ยวพอดี แต่ปีนี้เห็นว่าหนาวไม่พอ ลิ้นจี่แม่กลองไม่ออกดอก ตาดอกเปลี่ยนเป็นตาใบเสียหมด ใครที่เป็นแฟนลิ้นจี่แม่กลองคงต้องลุ้นกันในปีต่อไป

ลิ้นจี่นับว่าเป็นผลไม้ที่ไม่ธรรมดา เป็นผลไม้ที่มีมาแต่โบราณ ย้อนไปประวัติศาสตร์จีนในสมัยราชวงศ์ถัง ลิ้นจี่เป็นผลไม้โปรดของหยางกุ้ยเฟย พระสนมของจักรพรรดิถังเสวียนจงถึงกับทรงบัญชาให้ทหารม้านำลิ้นจี่จากแหล่งปลูกทางตอนใต้ของจีน เดินทางข้ามวันข้ามคืนมาถวายที่ฉางอานกันเลยทีเดียว เป็นผลไม้ที่จักรพรรดิต้องถามถึง จึงบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของลิ้นจี่ได้เป็นอย่างดี

ว่ากันว่าลิ้นจี่แม่กลองถูกนำเข้ามาปลูกโดยพ่อค้าชาวจีนนำผลลิ้นจี่มาจากเมืองจีน โดยไม่แน่ขัดว่านำเข้ามาขายหรือนำมาฝากญาติที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำแม่กลองและแควอ้อมในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งในยุคนั้นแม่กลองยังขึ้นอยู่กับมณฑลเพชรบุรี  แหล่งปลูกลิ้นจี่ในครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2340 คือที่ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที และตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา โดยยังมีต้นลิ้นจี่ที่มีอายุกว่า 200 ปี ให้เห็นกันอยู่ ชาวแม่กลองได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง

ลิ้นจี่เป็นผลไม้ประเภทผลเดี่ยวอยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE วงศ์เดียวกับเงาะและลำไยนั่นเอง โดยปกติอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและออกดอกติดผลของลิ้นจี่ควรมีอากาศเย็นในฤดูหนาวและไม่มีอากาศร้อนจัด คือ อุณหภูมิตํ่ากว่า 40 องศาเซลเซียส และในช่วงก่อนดอกต้องการอุณหภูมิตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง หรือตํ่ากว่า 10 องศาเซลเซียส ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง เมื่อติดผลแล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส จะทําให้ผลแห้งและแตกได้แต่ปีนี้อุณหภูมิไม่ได้เลยจริงๆ

สำหรับพันธุ์ลิ้นจี่แม่กลองนั้นที่ปลูกกันมากคือ พันธุ์ค่อม ผลมีขนาดใหญ่กลมสีแดงเข้ม เปลือกกรอบบาง หนามห่างสั้นแหลม เนื้อหนา หวาน มีกลิ่นพิเศษ เนื้อแห้ง สีขาวขุ่นมีลักษณะเด่น 4 อย่าง คือ หนามตั้ง หนังตึง เนื้อเต่ง ร่องชาด ซึ่งเป็นที่โดนใจของผู้ที่ชื่นชอบลิ้นจี่อย่างยิ่ง

มีความพยายามของนักวิจัยจากหลายสำนักที่จะทำให้ลิ้นจี่แม่กลองติดดอกออกผล โดยไม่ต้องอาศัยอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียล ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ลิ้นจี่เกิดความเครียด ซึ่งโดยหลักการแล้ว ต้นไม้เขาก็เกิดการเรียนรู้ได้เหมือนกัน เมื่อเขารู้สึกว่าใกล้จะตายเขาจะพยายามออกดอกติดผลเพื่อจะขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป เป็นความอัศจรรย์หนึ่งของธรรมชาติที่เราอาจไม่ได้สังเกตว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ต่างก็พยายามที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองไว้จนสุดความสามารถ การทำให้เกิดความเครียดต่อลิ้นจี่ มีการทดลองหลายลักษณะ ทั้งการควั่นกิ่ง ควั่นลำต้น การเพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ แม้แต่การพ่นละอองน้ำ แต่ก็ยังไม่เป็นผล ชาวสวนลิ้นจี่สมุทรสงคราม ตัดใจโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้งเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนไปเป็นพืชชนิดอื่นที่มีความแน่นอนในการออกดอกติดผลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นมะพร้าว หรือ ส้มโอ ซึ่งเพื่อความอยู่รอดในการทำอาชีพชาวสวน การหวังพึ่งลิ้นจี่ที่ไม่แน่ไม่นอน ย่อมเป็นไปไม่ได้ ส่วนลิ้นจี่ได้กลายเป็นไม้ผลสัญลักษณ์ เหลือพอให้ได้ลุ้น หุ้นส่วนกับเทวดาฟ้าดิน วัดใจกันไป

แต่ละปี แฟนสานุแฟนลิ้นจี่แม่กลองต้องรอคอยการประกาศจากจังหวัดสมุทรสงครามว่าปีนี้ลิ้นจี่แม่กลองติดดอกออกผลหรือไม่ ในขณะที่จำนวนต้นลิ้นจี่ในสวนที่แม่กลองก็ลดจำนวนลงไปเป็นตามลำดับ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าเราจะทำอย่างไรให้ลิ้นจี่แม่กลองสามารถติดดอกออกผลได้ทุกปีเช่นผลไม้ชนิดอื่น สิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้งานวิจัยและพัฒนามาแก้ปัญหาเท่านั้น คงต้องรอและช่วยลุ้นกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/394998

x

ส่องเกษตร : ทำนาไม่พอกิน

วันพุธ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังจากที่ปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้แทนการหาเสียงก็เริ่มกระหน่ำกันเต็มที่ ชาวนากลายเป็นพระเอกของการหาเสียงตลอดกาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ละพรรคต่างเสนอทางเลือกให้มากมาย สุดแต่ใครจะรักจะชอบ ตัวผมแม้ไม่ได้ทำนาเอง แต่ก็คุ้นเคยกับชีวิตชาวนาหลายประเภทพอสมควร ทั้งชาวนาที่ประสบความสำเร็จในการทำนา จนถึงชาวนาที่ล้มเหลว จากเจ้าของที่ดิน กลายเป็นผู้เช่า และออกไปจากวิถีของการทำนาในที่สุด คำถามที่ท้าทายคือ ชาวนาเกิดมาทำนาตลอดชีวิตจะให้ทำอะไรหรือถึงจะพอกิน

ย้อนกลับไปยังการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การกำหนดนโยบายใดๆ จะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เรียกกันว่า ข้อมูลเอกภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่รับผิดชอบโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ตัวเลขต่างๆ ที่ออกจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะเป็นตัวเลขที่ต้องยอมรับกัน ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขของต้นทุนการผลิตข้าวนาปี ปี 2561 อยู่ที่ 3,968.21 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 7,892 บาท/ตันผลผลิตเฉลี่ย 454 กิโลกรัม/ไร่ พื้นที่เก็บเกี่ยวได้รวมทั้งประเทศ 53.36 ล้านไร่เมื่อคิดเล่นๆ ว่า ชาวนามีที่นาประมาณ20ไร่ จะมีรายได้หลังหักต้นทุนราว 3,924 บาท/ไร่ หรือ 78,480 บาท/ปี ตกเดือนละ 6,540 บาทเฉลี่ยวันละ 218 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไปอีก จึงเป็นการยากที่จะอยู่รอดด้วยการทำนาเพียงอย่างเดียว

จากข้อมูลตัวเลขที่ผมหยิบมาคิดเล่นๆ จึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ชาวนาทิ้งถิ่น ทำนาฝากเทวดาเลี้ยง ไม่ได้เข้าไปเอาเงาตัวเองทาบกับต้นข้าว เสร็จจากงานหว่านไถก็กลายมาเป็นคนขับแท็กซี่ คนขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือ พนักงานรักษาความสะอาด ก่อนจะกลับไปเป็นชาวนาช่วงเก็บเกี่ยว และกลับเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อีกครั้ง เป็นวัฏจักรกันไปเช่นนี้ ดังนั้น อย่าคาดหวังกับประสิทธิภาพการผลิตที่นักวิจัยคิดค้นกันมาเลย แค่ได้ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคก็นับว่าประสบผลสำเร็จแล้ว

ในขณะที่ชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งที่จริงจังกับการทำนา ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำนาตามประเพณี แต่เกิดมาเพื่อจะพัฒนาอาชีพชาวนา ใส่ใจต่อการทำนาอย่างประณีต เป็นการทำนาอย่างมีเป้าหมาย ด้วยการจัดระบบการปลูกข้าวของตนเองร่วมกับกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆทำนาเพื่อได้ข้าวในการบริโภค สร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมา ทำนาไม่ได้ขายข้าวเปลือก แต่ทำนาเพื่อขายข้าวสาร มีการบริหารจัดการที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ จัดการปลูกพืชหลังจากทำนา ปรับเปลี่ยนที่นาบางส่วนเป็นร่องสวนสระน้ำ เลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักพยายามเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมอันจำกัดของตน ทำให้ที่นาที่มีอยู่เสมือนเพิ่มพื้นที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรที่มีต่อเนื่องนั่นเอง

การสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นในพื้นที่นาของตนเองไม่ว่าจะเป็นชนิดพืชที่ปลูก การเลี้ยงสัตว์ หรือกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆนับเป็นการกระจายความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วยชาวนาที่ปรับตัวเองเข้าสู่การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ และดำรงตนอยู่ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่จำเป็นจะต้องใส่ม่อฮ่อมเก่าๆ หรือนุ่งกางเกงขาก้วยขาดๆ แต่เน้นการลงมือทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเพียรจริง จะเห็นผลชัดเจนว่า ชาวนาก็สามารถอยู่อย่างพอมี พอกินได้เช่นกัน

ชาวนาบางราย สามารถที่จะขยายแนวคิดในการทำนาของตนออกไปได้อย่างกว้างขวาง มีชาวนาอื่นๆ ทำตาม เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรกร เป็นสหกรณ์ ทำธุรกิจค้าข้าวแข่งกับเอกชนรายใหญ่โดยไม่เกรงกลัว สร้างความเจริญสู่สังคม และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับกลุ่มก้อนของตน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้หนุ่ม-สาวหวนคืนสู่ถิ่น เกิดความสมดุลขึ้นในสังคม ครอบครัวมาอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ผมจึงหวังว่านโยบายของฝ่ายการเมืองคงไม่ใช่การยื่นปลาให้ตลอดเวลา แต่ผมอยากให้แนวคิดการทำนาให้พอกินขยายตัวออกไปมากขึ้น เพราะเป็นชาวนาใช่ว่าจะยืนบนขาตัวเองไม่ได้ เว้นแต่ไม่อยากยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : มือที่มองไม่เห็น

Published March 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/393527

x

ส่องเกษตร : มือที่มองไม่เห็น

วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

บรรดานักเศรษฐศาสตร์มักจะถูกสอนมาให้รู้จักกับ “มือที่มองไม่เห็น” หรือ Invisible Hand ซึ่ง อดัม สมิท นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของวิชาเศรษฐศาสตร์ระบบตลาดเสรี เป็นคนแรกที่นำคำนี้มาใช้ในวงการเศรษฐศาสตร์ โดยปรากฏในหนังสือชื่อ The Wealth of Nation ใน ค.ศ. ๑๗๗๖ จะว่าไปแล้ว มือที่มองไม่เห็นก่อให้เกิดผลดีเช่นกัน เนื่องจากการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการซึ่งต่างแสวงหากำไรในการทำธุรกิจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการถูกลงทำให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ประโยชน์ ราคาที่ถูกลงเป็น กลไกราคาที่เกิดขึ้นจากมือที่มองไม่เห็นนั่นเอง

พืชผลทางการเกษตรก็มักจะถูกมือที่มองไม่เห็นควบคุมอยู่เช่นกัน จะเห็นได้จากราคาของพืชผลทางการเกษตรมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นกับปริมาณของผลผลิตและความต้องการซื้อในแต่ละช่วงเวลา ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนภาคตะวันออก มักจะประสบปัญหาวิกฤติราคาในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคม หรือ ปัญหาเงาะราคาตกต่ำในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกมา หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาที่ผมเห็นมาตลอด คือ การกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต ปริมาณมากน้อยเท่าใดก็ว่ากันไปแต่จะช่วยได้ประมาณไหนก็คงทราบกันดี

ด้วยลักษณะราคาผลผลิตทางการเกษตร เป็นราคาที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล มือที่มองเห็นจึงใช้ช่องทางดังกล่าวมาบิดเบือนกลไกตลาด ทั้งการสร้างความต้องการเทียม หรือ แม้แต่การสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อคุณภาพ เช่น การแกล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออกไปสักตู้สองตู้ แล้วมากดราคารับซื้อลงไปได้อีก เรื่องแบบนี้ก็ยังมีปรากฏให้เห็นกัน

นอกจากนี้ ยังมีนักการเมืองหลายฝ่ายหยิบยกเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงจากเกษตรกร ซึ่งท่านเหล่านี้ทราบดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญในการส่งท่านเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติ ผุดไอเดียอันบรรเจิดหลากหลาย บางครั้งจังหวะดีได้เข้ามาในช่วงที่กลไกของตลาดทำงานเป็นปกติ ราคาสินค้าเกษตรพุ่งสูงขึ้น ก็สามารถตีกินได้ว่านโยบายประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเข้ามาในช่วงเกิดความผันผวน นโยบายบิดเบือนกลไกตลาด ผลที่เกิดขึ้นคงไม่สวยงามนัก บางทีผมก็คิดว่านโยบายต่างๆ ที่นำเสนอ คงลืมนึกไปว่าการพัฒนาคุณภาพของพืชผลทางการเกษตรต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาหรือ นึกได้เช่นกันแต่การพัฒนาคุณภาพมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ได้เห็นผลทันอกทันใจท่าน

ง่ายๆ กับเรื่องที่เห็นกันชินตา คือ การขนพืชผักที่ปลูกรอบๆ กรุงเทพฯ มาจำหน่ายที่ตลาดขายส่งในเมืองกรุง เก็บเกี่ยวเสร็จก็ตัดใส่ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ หรือใส่ตะกร้า ขนใส่รถปิกอัพ วิ่งเข้ามา พอมาถึงตลาดก็ต้องมาคัดแยกส่วนที่เสียหายทิ้งไปอีก บรรจุใส่ถุงเล็กๆ แขวนข้างรถกลายเป็นรถพุ่มพวง เข้าไปขายในชุมชนต่างๆ เรียกได้ว่ากว่าจะถึงมือผู้บริโภค คุณภาพพืชผัก ไม่ว่าจะเป็นความสด สุขอนามัยต่างๆ ก็ลดน้อยลงไปตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองมาก เป็นไปได้หรือไม่ที่นโยบายของฝ่ายการเมืองจะมุ่งพัฒนาคุณภาพของสินค้าแทนรูปแบบการค้าขายเดิมๆ ถ้านึกอะไรไม่ออกให้นึกถึงโครงการหลวงที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านได้ทรงดำริขึ้น สร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เป็นสมาชิกโครงการหลวง ด้วยการพัฒนาการผลิต พัฒนาระบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว พัฒนาช่องทางการจำหน่ายมารองรับ เมื่อสินค้ามีคุณภาพ กลไกราคาจากมือที่มองไม่เห็นจะส่งผลให้สินค้านั้น ผู้ประกอบการนั้นอยู่ได้ แม้ในภาวะที่มีความผันผวนสูง

มือที่มองไม่เห็นจะสวยงามเสมอหากเป็นมือที่มีคุณธรรมและจริยธรรม อย่าได้แต่มุ่งหวังเอาประโยชน์จากความเดือดร้อนของเกษตรกรมาสร้างความเป็นธรรมในการเข้าสู่อำนาจและมองไม่เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมยังหวังเห็นสังคมการเกษตรที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นแม้การเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

สมชาย ชาญณรงค์กุล

%d bloggers like this: