ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : เกษตรอัตลักษณ์

Published August 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/420732

x

ส่องเกษตร : เกษตรอัตลักษณ์

วันพุธ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำประเด็น “เกษตรไทยก้าวสู่เกษตรสร้างมูลค่า” โดยนำเรื่องของเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ามาจับ ซึ่งประเด็นเกษตรไทยก้าวสู่เกษตรสร้างมูลค่า เป็นการมองไปจุดที่ประเทศไทยเป็นผู้เล่นสำคัญด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรในเวทีโลก ด้วยฐานของการเป็นเกษตรเขตร้อนและความได้เปรียบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดโครงสร้างธุรกิจเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม เน้นเกษตรคุณภาพสูง และขับเคลื่อนการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิตทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า เพื่อรักษาฐานรายได้เดิมและสร้างฐานอนาคตใหม่ที่รายได้สูง ทิศทางเหมือนจะเดินไปได้สวยทีเดียว

สำหรับเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เป็นการส่งเสริมการนำอัตลักษณ์พื้นถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีมูลค่าสูง ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications) ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2546 ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่งจัดงานใหญ่กันไปปัจจุบันมีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้วรวม 103 รายการ จาก 67 จังหวัด และมีผู้ประกอบการที่ขอใช้ตรา GI ไทยแล้วกว่า 2,500 ราย มูลค่าการตลาดสูงกว่า 4,000 ล้านบาท ส่งผลให้กับชุมชนท้องถิ่นสามารถมีรายได้ต่อเนื่อง และเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นให้เด่นชัดมากขึ้น ชุมชนได้อาศัยลักษณะที่มีเฉพาะในแหล่งภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติ เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ หรือวัตถุดิบเฉพาะในพื้นที่ มาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าในท้องถิ่นของตนขึ้นมา ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษที่มาจากพื้นที่ดังกล่าว โดยคุณลักษณะพิเศษนี้อาจหมายถึง คุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะอื่นๆ ที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นๆ ก็ได้

ประเด็นที่น่าเป็นกังวลสำหรับสินค้า GI คือ การปกป้องสิทธิของเจ้าของตรา ทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกแอบอ้างไปแสวงหาผลประโยชน์ เพราะกว่าจะผ่านขั้นตอนของการขึ้นทะเบียน GI ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องแสวงหาข้อมูล หลักฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน เมื่อได้มาแล้ว พวกกับมาชุบมือเปิกไปเสีย ส่งผลให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในสินค้า GI คุณภาพของสินค้าไม่เป็นไปตามที่ผู้บริโภคคาดหวังหรือเคยได้รับมาแต่ก่อนนั้น หากเป็นเช่นนี้ย่อมส่งผลร้ายแรงต่อตราสัญลักษณ์ GI ทั้งระบบ เมื่อผู้บริโภคไม่เชื่อมั่นในตราสินค้าแล้ว สิ่งที่คาดหวังว่าตรา GI เกษตรอัตลักษณ์จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร อาจจะส่งผลตีกลับในทางตรงข้าม คงถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันว่าจะปกป้องตรา GI ของตนเองอย่างไร ในฐานะเจ้าของตรา GI พลังชุมชนพลังท้องถิ่นเพียงพอหรือไม่กับการปกป้องและคุ้มครองผลประโยชน์ที่ได้จาก GI หากบทลงโทษของการละเมิดสินค้า GI รุนแรงพอ พวกที่จ้องแสวงหาผลประโยชน์คงต้องคิดหนัก หรือผู้บริโภคจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนปลอม เกษตรอัตลักษณ์จึงจะเป็นเกษตรสร้างคุณค่าได้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

Advertisements

ส่องเกษตร : หนี้สินยังคงอยู่

Published August 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/419251

x

ส่องเกษตร : หนี้สินยังคงอยู่

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อนผมมีโอกาสได้อ่านรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 1 ปี 2562 ของสภาพัฒน์ เดิม ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเด็นที่ผมสนใจคือ ประเด็นหนี้สินครัวเรือน ในฐานะที่ผมเคยเข้าไปคลุกคลีกับประเด็นปัญหานี้ของ ธ.ก.ส. ผมจึงมีความห่วงใยต่อประเด็นดังกล่าวมากเป็นพิเศษ

รายงานของสภาพัฒน์ ดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าถึง 12.8 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 78.6 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เป็นการเพิ่มขึ้นไตรมาสที่สองติดต่อกัน หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น พบว่า ณ สิ้นปี 2561 ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอันดับ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย รองจากเกาหลีใต้ และมาเลเซีย เท่านั้น

สำหรับไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 สภาพัฒน์ รายงานว่า หนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยยอดคงค้างสินเชื่อรวมเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปี 2562 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2557 เป็นต้นมา โดยเป็นผลจากการเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ความต้องการรถยนต์ และการเพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมการขายต่างๆของภาคเอกชน ในขณะที่ NPL จากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคดังกล่าวมีมูลค่ารวม 126,356 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.75 ต่อสินเชื่อรวม และคิดเป็นร้อยละ 27.8 ต่อ NPls รวม สูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส และมีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในประเภทธุรกิจอื่น

ในขณะที่รายงานผลการสำรวจสถานการณ์ภาวะหนี้สินครัวเรือนเกษตรกรของ ธ.ก.ส ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 ซึ่งเก็บข้อมูลจากเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 980 ราย พบว่า ครัวเรือนมีรายได้รวมเฉลี่ย 295,420 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.9 และมีค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยต่อครัวเรือน 240,680 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.1 ส่งผลให้มีสัดส่วนรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย 1.23 เท่า เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 0.8 และพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 66.2 ของครัวเรือนมีการออมเงิน สัดส่วนการออมอยู่ที่ร้อยละ 6.4 ของรายได้ทั้งหมด โดยจะเพิ่มตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันมีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือน 135,220 บาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 1.3 โดยหนี้ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 89.1 เป็นหนี้ในระบบ มีหนี้นอกระบบร้อยละ 10.9 ปรับตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ 18.5 ภาระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 45.77 ปรับตัวลดลงจากปีก่อนร้อยละ 0.61 แต่ยังคงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเสถียรภาพของภาคครัวเรือนที่กำหนด ณ ระดับร้อยละ 40 ซึ่งมีโอกาสที่ครัวเรือนเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสไปตลาดน้ำท่าคาที่จังหวัดสมุทรสงคราม พบกับเกษตรกรที่พายเรือนำผลผลิตจากสวนมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวและชาวสวนด้วยกันเอง สิ่งที่ผมประทับใจ คือ ชาวสวนในละแวกนี้บอกกับผมว่า ชาวสวนถ้าขยันไม่มีจน ขอเพียงแต่ให้เข้าใจพื้นที่ของตนเอง ดิน น้ำ เป็นอย่างไร รู้จักตลาด เข้าใจลูกค้า และใช้ชีวิตให้เป็น คำว่าหนี้จะไม่เกิดขึ้นได้เลย แต่ใช่ทุกคนจะทำได้ เพราะปัญหาเรื่องหนี้เป็นปัญหาที่ยังคงอยู่เสมอไม่ว่าจะรายงานจากแหล่งใดก็ตาม

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : Smart Farm

Published August 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/417775

x

ส่องเกษตร : Smart Farm

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตั้งแต่เริ่มนโยบาย Thailand 4.0 ทุกภาคส่วนก็ตื่นตัวตามไปด้วย ยิ่งยุทธศาสตร์ 20 ปีที่มุ่งนำเทคโนโลยีระดับ AI มาใช้ในการพัฒนาประเทศ หวังให้ประเทศพัฒนาไปสู่เป้าหมายมั่งคั่งและยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขและอุปสรรคนานัปการ หนึ่งในนั้น คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เช่นเดียวกับภาคการเกษตรที่เกษตรกรก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ การยอมรับและการปรับตัวในการใช้เทคโนโลยีระดับ AI และ LoT เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังกำลังกันพอสมควร ในขณะที่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมต่อการยอมรับเทคโนโลยีระดับที่เรียกว่า Smart Farm เข้ามาสู่อาชีพการเกษตรน้อยลงไปมาก คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่หันไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการกันมากกว่าที่จะกลับเข้ามาสู่ภาคการเกษตร เนื่องจากเหตุผลหลายประการทั้งผลตอบแทนและสภาวะแวดล้อมของการทำงาน และเมื่อแรงงานภาคการเกษตรเป็นสิ่งที่หายาก การนำเทคโนโลยีระดับ AI และ LoT มาใช้ในการเกษตรจึงมีหลายกลุ่มที่มองเห็นโอกาส และพร้อมที่จะพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับ

ผมเองมีโอกาสได้พบกับนักพัฒนา Application เพื่อใช้ในการเกษตรหลายกลุ่ม ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพืชไร่และพืชสวน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสูง และผมมองเห็นความกระตือรือร้นในการทำงานของกลุ่มคนเหล่านี้ เช่นเดียวกันที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยและสนทนากันวิศวกรการเกษตรระดับหัวกะทิของกรมวิชาการเกษตร หลักคิดและวิธีการในการทำงานไม่ต่างกันมากนัก แต่ในมุมมองของวิศวกรการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรจะมีความซับซ้อนมากกว่า เรียกว่าคิดไปไกล คิดไปลึก จนบางครั้งผมก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่า ที่เรียกกันว่า Smart Farm มันคืออะไรกันแน่ แต่ละคนต่างก็นิยามความหมายของตนเอง รับรองผลงานของตนเองว่าเป็น Smart Farm การที่สามารถควบคุมในระยะไกลได้ เรียกว่าเป็น Smart Farm หรือไม่ การตั้งเวลาในการให้น้ำ ให้ปุ๋ยได้ เป็น Smart Farm หรือไม่ หรือ การคำนวณความต้องการธาตุอาหารได้ เป็น Smart Farm หรือไม่ ต่างก็เป็นประเด็นให้ได้ถกเกียงกันในเชิงวิชาการ

ในมุมของผมที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่อง AI และ LoT หลังจากที่ได้พูดคุยกับฝ่ายที่เชี่ยวชาญด้านนี้แล้ว มีความเห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการเกษตรให้เป็น Smart Farm จำเป็นต้องมองความเป็นจริงของชีวิต หากนักเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่มีข้อมูลความต้องการของพืชในแต่ละระยะการเจริญเติบโต ไม่เข้าใจในพัฒนาการของพืช ไม่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาให้ระบบการเกษตรเป็น Smart Farm ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ เพราะเมื่อไม่มีปลายทาง วิธีการที่จะพัฒนามารองรับ ย่อมไม่เกิดขึ้นจริง กลายเป็นว่าเวที Smart Farm เป็นเวทีของการลองของกันมากกว่า อันที่จริงแล้วคำตอบที่ชัดเจนของการพัฒนา Smart Farm จะต้องเริ่มจากงานวิจัยพื้นฐานที่มีความชัดเจน ตอบคำถามของการกำหนดเงื่อนไขในการใช้ AI และ LoT มาใช้กับภาคการเกษตร

อีกทั้งระบบทำการเกษตรที่เป็นหุ้นส่วนกับลมฟ้าอากาศ และพื้นที่ขนาดใหญ่ ยิ่งเป็นประเด็นท้าทายความสามารถของเทคโนโลยีไปได้อีก ทำอย่างไรจะควบคุมเทคโนโลยีได้เมื่อดินฟ้าอากาศแปรปรวน ทำอย่างไรจะทราบได้ว่าสถานการณ์แบบใด ค่าเท่าใด จึงจะทำให้เกิดการระบาดของโรคแมลงในพืชแต่ละชนิด และระดับไหนจึงจะสามารถลงทุนได้โดยไม่ขาดทุน ทั้งหมดยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เมื่อคำตอบไม่ชัด การพัฒนา AI และใช้ประโยชน์จาก LoT สำหรับภาคการเกษตร จึงเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบให้ได้ และมีความชัดเจนในการดำเนินการไปพร้อมกันทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างมุ่งหน้าสู่ Smart Farm ตามความหมายที่ตัวเองคิดเองเออเอง ในที่สุดแล้ว จะเห็นความล่มสลายของภาคการเกษตรไทยรออยู่
เบื้องหน้าหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ผมก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นจริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : สะพานเชื่อม ความเหมือนที่แตกต่าง

Published August 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/416407

x

ส่องเกษตร : สะพานเชื่อม ความเหมือนที่แตกต่าง

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมการประชุมวิชาการประจำปี 2562 ของกรมวิชาการเกษตร ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ ซึ่งการประชุมวิชาการประจำปีเป็นเรื่องจำเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและพัฒนา เพราะเป็นเวทีแสดงผลงานและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการด้วยกันเองร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง

ปีนี้กรมวิชาการเกษตรจัดในประเด็น “ปฏิรูปภาคการเกษตรไทย ด้วยงานวิจัยและพัฒนา” นอกจากจะมีการมอบรางวัลให้กับนักวิจัยที่มีผลงานดีเด่น ยังมีการมอบรางวัลให้กับเกษตรกร GAP ดีเด่น และผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน GMP/HACCP ดีเด่นอีกด้วย ถือว่าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคน

ประเด็นที่ผมสนใจคือการเสวนาทางวิชาการที่นำนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลมานำเสนอผลงานและมุมมองในการทำงาน หนึ่งในนั้นคือนักวิชาการจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ที่นำเสนอการนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปถ่ายทอดผ่านกลุ่มเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะกลุ่ม YSF และผ่านการทำงานร่วมกับ ศพก. ตอบคำถามของการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เห็นผล โดยไม่ต้องผ่านกลไกที่ระบบราชการกำหนด และขยายองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ยิ่งในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ความสำเร็จของงานวิจัยใช้ได้จริงวัดผลกันได้ไม่นาน ความสุขและความภาคภูมิใจของนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร และประสบการณ์การทำงานกับเกษตรกรโดยตรงทำให้นักวิจัยมีประเด็นการวิจัยใหม่ที่ท้าทายให้ลงมือทำได้ตลอดเวลา

ย้อนหลังไปเมื่อปี 2552 เมื่องานถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยของนักวิจัยลงไปสู่ไร่นามีปัญหา จึงได้ปรับเปลี่ยนจากสถานีทดลองมาเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแทน มุ่งเน้นให้เป็นศูนย์ที่ทำงานวิจัยกับเกษตรกร สร้างชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ตอบสนองความต้องการของเกษตรกร เป็นงานวิจัยทางการเกษตรที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับ ผมยังจำได้ว่าในช่วงนั้นมีผู้บริหารของกรมวิชาการเกษตรหลายคนคัดค้านแนวทางดังกล่าว โดยมองว่าเป็นการทำให้คุณค่าของนักวิจัยด้อยลง และมีโอกาสสูญเสียในทางบริหาร ช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์อย่างดี

ผมย้ำทุกครั้งที่มีโอกาสทั้งในเวทีต่างๆ หรือวงสนทนาทั่วไปก็ตาม ขอให้ระลึกเสมอว่า สิ่งสำคัญของการพัฒนาอาชีพเกษตรคือการทำการเกษตรอย่างชาญฉลาด ยืนบนพื้นฐานความรู้และเทคโนโลยีที่มีการพิสูจน์แล้ว งานวิจัยทำได้ทั้งเกษตรกรและนักวิชาการ แต่ระยะเวลาและขั้นตอนต่างกัน งานวิจัยที่รัฐลงทุน เกษตรกรควรได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงและสูงสุด ผมรอชื่นชมผลงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่จะเป็นสะพานเชื่อมงานวิจัยลงสู่พื้นที่ให้ครอบคลุมมากขึ้นไปอีกสมกับเจตนารมณ์ของการเกิดขึ้นมาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่แท้จริง เป็นความเหมือนที่แตกต่าง ระหว่างการถ่ายทอดตามระบบกับงานที่ถ่ายทอดผ่านศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร

ส่องเกษตร : มะพร้าวห้าวมาขายสวน

Published August 18, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/414937

x

ส่องเกษตร : มะพร้าวห้าวมาขายสวน

วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ถ้าเอาระบบการแบ่งช่วงอายุมานับ ผมต้องจัดตัวเองให้อยู่ในข่ายผู้สูงอายุหัดเป็น ข้อดีประการหนึ่งของการหัดเป็น
ผู้สูงอายุ คือ เมื่อเข้าไปในสังคมผู้สูงอายุ ผมจะกลายเป็นน้องทันที แต่เมื่อออกมาจากสังคมผู้สูงอายุ ผมก็กลายเป็นผู้อาวุโสทันใดเหมือนกัน ผมสังเกตเองว่าเวลามีประเด็นพูดคุยเกี่ยวกับขนมนมเนยต่างๆ เด็กรุ่นหลังๆ มักจะเน้นไปทางนมเนยมากกว่ากะทิแบบไทยๆ ในขณะที่สังคมผู้สูงอายุยังชื่นชอบขนมไทยมากกว่าขนมฝรั่ง อาจเป็นไปได้ว่า ย้อนไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน ขนมแบบฝรั่งยังไม่สามารถหาทานได้ง่ายๆเหมือนสมัยนี้  ดังนั้นตัวผมเองจึงโตขึ้นมาพร้อมกับขนมไทย

องค์ประกอบของขนมไทยหลักๆ ไม่พ้นแป้ง มะพร้าว และน้ำตาล บวกกับพืชผลต่างๆ ตามฤดูกาล ก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ขนมออกมาได้อย่างหลากหลาย ไม่จำเจ  ประเด็นที่น่าสนใจคือ “มะพร้าว” เป็นไม้ผลที่คู่ครัวคนไทยมาอย่างช้านาน สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ยิ่งเป็นแถบภาคกลางลงไปถึงภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะแถบอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อาหารที่ทำจากมะพร้าวจะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก ในขณะที่มะพร้าวกลายเป็นไม้ผลที่เจ้าของสวนไม่ค่อยให้ความสนใจ โดยเฉพาะมะพร้าวที่นำมาทำเป็นกะทิ หรือ มะพร้าวแกง

ผมมีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีสวนมะพร้าวเป็นของตนเอง อายุกว่า 70 ปี ปลูกมะพร้าวมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ ที่ยังปีนต้นมะพร้าวได้ เลี้ยงชีพมาด้วยมะพร้าวแปลงเดิมจนเข้าสู่ผู้สูงวัยที่ไม่ปีนเก็บมะพร้าวแล้ว แต่ใช้วิธีเหมาสวนให้พ่อค้ามาเก็บไปเอง ประมาณ 20 วัน จึงจะเข้าไปดูเข้าไปเก็บมะพร้าวครั้งหนึ่ง ในรอบ 1 ปี จะโกยเลนขึ้นมาร่องสวนสัก 1 ครั้ง ถ้ามะพร้าวไม่งามก็อาจมีการใส่ปุ๋ยสักครั้งเวลาที่เหลือจึงมาดูแลกิจการโฮมสเตย์ พูดคุยกับนักท่องเที่ยวแทน รายได้จากสวนมะพร้าวสามารถอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่ได้มีแนวคิดในการปรับปรุงระบบการผลิตมะพร้าวใหม่แต่อย่างใด

มองกลับมายังภาครัฐ มะพร้าวเป็นพืชที่ภาครัฐมองข้ามไปเช่นกัน งานวิจัยและพัฒนามะพร้าวหลักของกรมวิชาการเกษตร อยู่ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ผลิตมะพร้าวลูกผสมออกมาหลายพันธุ์ รวมทั้งมะพร้าวกะทิ แต่มาสะดุดตรงช่วงของการขยายพันธุ์ให้เพียงพอกับความต้องการ ในขณะที่การเขตกรรมอื่นๆ รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าวกลับเป็นภาคเอกชนที่มีความโดดเด่นในด้านนี้แทน

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับมะพร้าวไม่ว่าจะเป็นการระบาดของแมลงดำหนามหรือการระบาดของหนอนหัวดำอย่างรุนแรงและกว้างขวางจนกระทั่งส่งผลกระทบกับผลผลิตมะพร้าวในประเทศเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาครัฐต้องทุ่มเทงบประมาณไปกับการกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวเป็นจำนวนมากเพื่อควบคุมให้อยู่ระดับที่ไม่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ สิ่งหนึ่งที่ได้จากเหตุการณ์ระบาดของศัตรูมะพร้าวคือเกษตรกรมักไม่ค่อยสนใจและขาดการเอาใจใส่หรือจัดการกับสวนมะพร้าว ทำให้การระบาดจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง แล้วให้ภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แทนที่จะดูแลแปลงของตัวเองตั้งแต่ต้น ซึ่งจะช่วยลดการระบาดทำลายได้ ในขณะที่ประเทศที่มีการปลูกและส่งออกมะพร้าวเป็นจำนวนมากเช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีสถาบันวิจัยที่ทำการวิจัยเรื่องมะพร้าวเป็นการเฉพาะและมีการพัฒนาการใช้ประโยชน์จากมะพร้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณค่าทางโภชนาการกันอย่างกว้างขวาง

การพัฒนามะพร้าวไทย ยังมีช่องว่างของการวิจัยและพัฒนาอีกมาก รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรที่มีต่อการทำสวนมะพร้าว วงจรการค้ามะพร้าว โรงงานแปรรูปมะพร้าว ผู้บริโภคมะพร้าว เรียกได้ว่าจับตรงไหน มีประเด็นตลอด อนาคตมะพร้าวไทยจะเติบโตหรือยังวนๆอยู่ที่เดิม อยู่ในมือของผู้เกี่ยวข้องทุกคน อย่าได้ต้องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลย

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกษตรอัจฉริยะ อนาคตเกษตรไทย?

Published August 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/413567

x

ส่องเกษตร : เกษตรอัจฉริยะ อนาคตเกษตรไทย?

วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำว่า Smart Agriculture เป็นประเด็นที่พูดกันติดปาก ติดหูกันมาแทบจะพร้อมๆ กับ Thailand 4.0 หรืออาจจะเกิดก่อน Thailand 4.0 ด้วยซ้ำไป คนกระทรวงเกษตรฯ คุ้นชินกับคำเหล่านี้เป็นอย่างดี ทั้ง Smart Farmer Smart Officer และ Smart Agriculture แต่หากถามเจาะว่าเข้าใจกันว่าอย่างไร คำตอบที่ได้อาจไปกันคนละทิศละทาง จนคนถามเองงงไปเสียก่อน ประเด็นการสื่อสารในองค์กรจากบนลงล่างก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาในองค์กรขนาดใหญ่เสมอ และท้าทายสำหรับผู้บริหารองค์กรเป็นอย่างยิ่ง

การนำเทคโนโลยีระดับที่เรียกว่า อัจฉริยะ มาใช้ในการเกษตรยุคปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ยากอีกต่อไป ผมเห็นเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer นำเทคโนโลยีการให้น้ำ ให้ปุ๋ย การควบคุมแสง ควบคุมความชื้น มาใช้ในโรงเรือนของตนเอง พร้อมระบบสั่งการทางไกล เพื่อผลิตสินค้าเกษตรที่ให้ผลตอบแทนสูง แทนการใช้แรงงานคนอยู่หลายราย แต่ละรายผ่านการลองผิดลองถูกและศึกษามาด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ นักวิจัยของส่วนราชการได้เข้าไปมีบทบาทในการศึกษาเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด สามารถให้คำตอบแก่เกษตรกรได้หรือไม่ว่า จะต้องควบคุมระดับอุณหภูมิ ความชื้น แสง เท่าใด จึงจะสามารถควบคุมการเกิดโรคพืช หรือการระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ ยอมให้มีได้ระดับไหนที่คุ้มค่าต่อการลงทุน หรือระดับไหนที่ต้องม้วนเสื่อกลับไปเริ่มกันใหม่ เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเทคโนโลยีในยุคนี้ก้าวกระโดดมาถึงขั้นสั่งอะไรก็ได้หมด แต่เรื่องสำคัญคือ คนที่จะสั่งจะสั่งอย่างไรดี

เมื่อพึ่งพาภาครัฐไม่ได้ เกษตรกรรุ่นใหม่จึงลองผิดลองถูกและลงมือทำด้วยตนเอง ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นเกษตรกรที่น่ายกย่องมาก สามารถทำวิจัยด้วยตนเอง บางรายก้าวหน้าไปไกลกว่านักวิจัยของภาครัฐที่ถูกระบบครอบงำ จนแทบจะกระดิกคิดหรือทำสิ่งใดนอกกรอบที่กำหนดไม่ได้เลย ระหว่างที่ฝ่ายการเมืองยังไม่ชัดเจน ประเด็นเรื่องกัญชาเป็นยากำลังมา ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลเรื่องการผลิต จะปรับตัวพร้อมต่อการปรับปรุงพันธุ์กัญชาให้ได้สารสำคัญสูง และพร้อมต่อการกำหนดวิธีการเขตกรรมเพื่อผลิตกัญชาให้ได้ผลผลิตสูงหรือไม่ หากจะสร้างโรงเรือนอัจฉริยะ ข้อมูลความต้องการปัจจัยต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโตของกัญชา มีพร้อมหรือไม่ อย่างไร ระบบการควบคุม กำกับ ดูแลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เรื่องราวเหล่านี้ เป็นโจทย์ที่ต้องหาคำตอบและคิดกันยาวๆ ไป

ในสถานการณ์ที่พืชปกติทั่วไปยังมีข้อมูลงานวิจัยไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ได้ เห็นทีเกษตรอัจฉริยะคงต้องให้เวลา ให้งบประมาณ และให้กำลังใจกันต่อไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ด้วยพระบารมีปกเกล้าชาวเกษตร

Published August 17, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/412168

x

ส่องเกษตร : ด้วยพระบารมีปกเกล้าชาวเกษตร

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาอันเป็นมหามงคลยิ่งของชาติไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าล้วนปีติยินดีและเฝ้าชื่นชมพระบารมีตลอดเส้นทางการเสด็จพระราชดำเนิน สำหรับตัวผมเองนับว่าเป็นบุญยิ่งนักที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของพสกนิกรในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นสถาบันหลักของชาติที่ทำให้ประเทศไทยอยู่อย่างเป็นปึกแผ่นและสงบร่มเย็นมาตราบเท่าทุกวันนี้ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมาแต่ในอดีต ต่างก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณและพระบารมีปกเกล้าฯ เรื่อยมา

พระราชพิธีที่สำคัญสำหรับพี่น้องเกษตรกร คือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีกรรม 2 พิธีที่ทำร่วมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล และพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยพระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงกำหนดเป็นครั้งแรก เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นสิริมงคลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ ปราศจากโรคต่างๆ เจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ส่วนพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ มีมาแต่โบราญ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสัญญาณว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฤดูการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งสองพิธีนี้ได้ทำอย่างเต็มรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2479 จึงได้เว้นการจัดไปเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองไม่เหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 ได้กำหนดให้จัดพิธีพืชมงคลขึ้นมาใหม่ แต่มีเฉพาะพิธีพืชมงคลเท่านั้น และในปี พ.ศ. 2503 จึงได้จัดพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองพิธีสำคัญของการเกษตรได้กลับมาจัดพร้อมกันใหม่ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สำหรับวันประกอบพิธีต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ โดยโหรหลวงจะเป็นผู้กำหนด แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มเข้าฤดูฝน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเตรียมทำนา ในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่จะถึงนี้โดยในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะมีการเสี่ยงทาย 2 สิ่ง คือ ผ้านุ่งของพระยาแรกนา และการเสี่ยงทายของกินของพระโค โดยการเสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนาเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย มีด้วยกัน 3 ผืน คือ หกคืบ ห้าคืบ และสี่คืบ ส่วนการเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง เป็นของกินที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้นมี ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น

หลังจากพิธีอันเป็นสิริมงคลให้กับเกษตรกรดังกล่าว จะเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรเริ่มฤดูการผลิตใหม่ได้อย่างเชื่อมั่นและมีความหวัง ภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ภายใต้การจัดการอย่างมีความพร้อม จะช่วยให้เกษตรกรผ่านพ้นวิกฤติต่างๆที่อาจเกิดขึ้นไปได้ โดยที่ความผูกพันระหว่างการทำการเกษตรและธรรมชาติยังคงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับความผูกพันของเกษตรกรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังคงจารึกและฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเกษตรกรทุกคน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เรื่องกล้วย

Published August 16, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/411018

x

ส่องเกษตร : เรื่องกล้วย

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หากพูดถึงกล้วยจะเห็นว่าเป็นผลไม้ที่สำคัญของเขตร้อนและนับเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีความหลากหลายของพันธุ์สูง แต่ละพันธุ์ต่างก็มีลักษณะโดดเด่นของตนเอง ตัวผมเองมีความผูกพันกับกล้วยมาตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กน้อย ผมยังจำรสชาติของกล้วยน้ำว้าขูดบดผสมข้าวที่คุณแม่ทำให้ทานได้อยู่เลย สำหรับเด็กรุ่นผมรับรองได้เลยว่าเติบโตมากับกล้วยน้ำว้ากันทุกคน และทุกคนก็แข็งแรงกันดี ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริมอะไรกันอีก แสดงว่าในกล้วยต้องมีคุณค่าดีๆ ซุกซ่อนอยู่ นอกจากนี้สมัยที่ผมยังเด็กก็ยังไม่มีขนมถุงเหมือนเช่นเด็กในยุคปัจจุบัน ดังนั้นขนมที่ทำจากกล้วยจึงเป็นขนมที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นขนมกล้วย กล้วยไข่เชื่อม กล้วยแขก หรือข้าวต้มมัดไส้กล้วย สำหรับผมแล้วกล้วยจึงเป็นกลิ่นอายความสุขในอดีตที่ยากจะลืมเลือน

การใช้ประโยชน์จากกล้วยของคนไทยเรามีความอัศจรรย์มาก ทุกส่วนของกล้วยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นลำต้น ปลี ใบ ก้านใบ ผล หรือ แม้แต่เส้นใยจากกาบกล้วย เรียกว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ รูปแบบการจำหน่ายก็แตกต่างไปจากอดีต กล้วยยุคนี้ไม่ต้องซื้อเป็นหวี สามารถซื้อเป็นลูกในราคาที่ up ขึ้นมาตามสถานที่จำหน่ายได้อย่างน่าตกใจ แต่ผมยังแปลกใจว่างานวิจัยและพัฒนาด้านกล้วยของไทย ไม่โดดเด่นเท่าใดนัก หากจะสอบถามข้อมูลการเขตกรรม ข้อมูลการดูแลรักษา การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวของกล้วยแต่ละพันธุ์ ยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน รวมทั้งคุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าทางเภสัชวิทยา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ยังไม่ได้กระจ่างชัด ไม่มีการจัดทำเป็นชุดความรู้ที่สมบูรณ์พร้อมใช้ได้เลย

จากที่กล่าวมา การใช้ประโยชน์จากกล้วยและการปลูกการดูแลรักษายังคงใช้ชุดความรู้เดิมๆ ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ ออกมา ปัญหาเดิมๆของกล้วยจึงยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยว การทำให้เปลือกกล้วยหนามากขึ้นเพื่อประโยชน์ในการขนส่ง การสกัดสารสำคัญจากส่วนต่างๆของกล้วย เอาง่ายๆ ความภาคภูมิใจในการส่งออกกล้วยหอมทองไปญี่ปุ่นของสหกรณ์การเกษตร ในอดีตเป็นอย่างไร ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นอยู่เช่นนั้น ไม่มีการขยายตัวออกไปแต่อย่างใด แสดงว่าจะต้องมีเหตุปัจจัยอันใดซุกซ่อนอยู่เป็นแน่ จึงทำให้การขยายตัวดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือบางทีอาจติดกับดับว่าเป็นเรื่องกล้วยๆ เลยไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไร เหมือนกับการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ หลงว่าทักษะการบริหารเป็นเลิศ ผลของงานจึงวนๆ ไป อย่างที่เป็นอยู่

หากมองในด้านบวก ประเทศไทยเราเป็นแหล่งพันธุกรรมกล้วยที่มีความหลากหลายมาก ผมจำได้ว่าสมัยผมทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เคยให้สถานีทดลองพืชสวนท่าชัยในยุคนั้น รวมรวมพันธุ์ของกล้วยในประเทศไว้ ณ เวลานั้นเห็นว่ารวบรวมได้กว่า 200 พันธุ์ ปัจจุบันผมเองก็ไม่ได้ติดตามว่ามีการนำแหล่งพันธุกรรมเหล่านี้มาใช้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร การใช้ประโยชน์จากแหล่งพันธุกรรมที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเร่งทำการศึกษาและพัฒนา ความหลากหลายของพันธุ์พืชเหล่านี้เป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราได้รวบรวมไว้ให้ เราจะนำมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งหมายถึงความรู้ ความสามารถของคนรุ่นปัจจุบัน และต้องตระหนักเสมอว่าในยุคสมัยที่เรียกว่ายุคดิจิทัล หากออกตัวช้า บางทีอะไรที่ควรเป็นของเราอาจกลายเป็นของคนอื่น ประเทศอื่นก็เป็นได้ อย่ามัวแต่ชะล่าใจว่าเป็นของตาย เป็นเรื่องกล้วยๆ กันอีกเลย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ผู้ปิดทองหลังพระ

Published August 14, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/409630

x

ส่องเกษตร : ผู้ปิดทองหลังพระ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ข่าวว่าคนไทยหลบร้อนไปเที่ยวต่างประเทศเป็นจำนวนหลักแสน ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่ดอกซากุระ สัญลักษณ์อันลือนามของญี่ปุ่นยังเบ่งบานอยู่ คนไทยที่ไม่เคยเจอกันในเมืองไทยจึงมีโอกาสได้ไปเจอกันเพราะดอกซากุระบานนั่นเอง

เมื่อเอ่ยถึงดอกซากุระ หากเป็นเมืองไทยผมนึกถึงดอกนางพญาเสือโคร่งที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงขุนวางขึ้นมาทันที จะเป็นด้วยความผูกพันหรือสิ่งใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตผมเกี่ยวพันกับสถานที่แห่งนี้ และช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาผมก็ได้มีโอกาสไปเยือนสถานีแห่งนี้ เลยขึ้นไปถึงสถานีทดลองเกษตรที่สูงขุนวางกับคณะของผู้ที่เคยเข้าอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูงของสำนักงาน ก.พ. รุ่นที่ 42 หลายๆ ท่าน ถือว่าเป็นการเดินทางครั้งแรกสำหรับสถานที่แห่งนี้ และค่อนข้างตื่นตาตื่นใจสำหรับทุกท่าน โดยเฉพาะท่านที่ไม่ได้อยู่ในสาขาเกษตร เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นต้นและผลของแมคคาเดเมีย และต้นนางพญาเสือโคร่ง เจ้าของฉายาดอกซากุระเมืองไทย ถึงแม้ว่าจะไม่มีดอกให้เห็นแล้วก็ตาม รวมทั้งได้เข้าใจและลึกซึ้งกับชีวิตของนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ผู้ซึ่งมีความสุขกับงานที่ทำมากกว่าความกระตือรือร้นในการเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง

สถานีทดลองเกษตรที่สูงขุนวาง สังกัดศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน สถานีทดลองแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯได้เสด็จพระราชดำเนินมา ณ ที่ตั้งของสถานี ณ ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งสมัยนั้นที่แห่งนี้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวไทยภูเขา ตามการกราบบังคมทูลของ ม.จ.ภีศเดช รัชนี จึงทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน ของกรมวิชาการเกษตร เข้ามาดำเนินการใช้พื้นที่ในการทดลองและขยายพันธุ์พืชสำหรับพื้นที่สูง โดยเน้นให้เป็นไม้ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับพื้นที่ ต่อในปี 2524 จึงตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรหลวงขุนวาง และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2527 พระองค์ได้เสด็จฯมายังสถานีแห่งนี้ และได้ทรงปลูกต้นแมคคาเดเมียต้นแรกในวันดังกล่าว ปัจจุบันต้นแมคคาเดเมียต้นนี้ก็ยังคงอยู่

ข้าราชการในยุคก่อตั้งของสถานีแห่งนี้ที่สำคัญคือ คือ คุณดำเกิง ชาลีจันทร์ (ปัจจุบันคือพระอาจารย์ดำเกิง) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถานีในยุคแรก มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานของการพัฒนาและการคัดเลือกพืชมาปลูกในสถานที่แห่งนี้ นักวิจัยเก่งๆ หลายคนก็เกิดจากสถานีแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคุณจำรอง ดาวเรือง คุณชลธี นุ่มหนู คุณพิจิตร ศรีปินตา คุณเกษม ทองขาว และคนอื่นๆ อีกมาก ต้นนางพญาเสือโคร่งก่อนที่จะโด่งดังไกลนั้น เกิดจากแนวคิดการพัฒนาของคนเพียงไม่กี่คน กลุ่มคนเหล่านี้ยังคงพอใจที่จะยืนนิ่งมองความสำเร็จของความเพียรพยายาม ยืนมองผู้คนที่ขึ้นมาเยือนในมุมสงบของตนเอง ชื่นใจกับความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขาที่แตกต่างไปจากยุคเริ่มแรก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปจากเดิมในแทบทุกด้าน ในขณะที่นักวิจัยเหล่านี้ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานในสถานี รอดูผลสำเร็จ แล้วเริ่มงานใหม่เป็นวัฏจักรวนๆ ไป จนหลายๆ คน เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่มีบ้านพักเป็นของตนเอง เนื่องจากมัวแต่ทำงานจนลืมนึกไป กลายเป็นเรื่องเล่าของนักวิจัยที่ขำไม่ออก

ในส่วนตัวผม ผมชื่นชมกับนักวิจัยผู้ทุ่มเทและเสียสละอย่างสุดซึ้ง ผมได้แต่หวังว่าเขาเหล่านี้ จะสามารถได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความทุ่มเท การเป็นผู้ปิดทองหลังพระของนักวิจัยคงถึงเวลาแล้วที่ผู้คนทั่วไปจะได้รับรู้ เข้าใจ และตอบแทนเขาเหล่านั้นบ้าง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : บทพิสูจน์

Published August 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/408260

x

ส่องเกษตร : บทพิสูจน์

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลายคนมีความเชื่อว่าการพัฒนาการเกษตร จะต้องเริ่มจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพันธุ์ การพัฒนาการจัดการดินและปุ๋ย การจัดการโรคแมลงศัตรูพืช การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการพัฒนาด้านการตลาด ทั้งหมดนี้คือองค์รวมของการพัฒนาการเกษตร ส่งผลให้นโยบายของภาครัฐดำเนินไปภายใต้ความเชื่อดังกล่าว เพราะเชื่อว่าเมื่อเกษตรกรได้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมการพัฒนาการเกษตรจะเกิดขึ้น และมีความยั่งยืนในการพัฒนาในที่สุด

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา พบมีโอกาสพบปะกับผู้คนในแวดวงการเกษตรหลายคน น่าสนใจว่ามีอยู่ 2 ราย ที่มีเรื่องเล่าบนพื้นที่ที่ใกล้เคียงกันมาก คือ ต่างก็มีพื้นที่การเกษตรราว 3 ไร่ ทำการเกษตรแบบเกษตรกร part time พื้นที่การเกษตรทั้งสองคนมีแหล่งน้ำเพียงพอ รายแรกอยู่ติดคลองชลประทาน อีกรายอยู่ติดคลองธรรมชาติที่มีน้ำตลอดทั้งปี พืชที่ทั้งสองคนเลือกปลูกเป็นไม้ผล ซึ่งนับว่าเหมาะสำหรับเกษตรกร part time เพราะไม่ต้องเข้าไปดูแลทุกวัน ที่ผมสนใจคือวิธีคิดของทั้งสองรายนี้แตกต่างกันมาก รายแรกเน้นจ้างแรงงานเป็นหลัก มีแรงงานประจำ และเครื่องทุ่นแรงหลายอย่าง ใครว่าอะไรดี ก็จะแสวงหามาปลูก โดยไม่ได้สนใจต้นทุนที่ต้องจ่าย และความคุ้มค่าที่เกิดขึ้น ทำสวนไม้ผลมา 3-4 ปี ยังไม่มีรายได้อะไรเกิดขึ้น มีแต่รายจ่ายอย่างต่อเนื่อง

ส่วนอีกราย ไม่เน้นการจ้างแรงงาน ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ยกเว้นบางอย่างที่หนักเกินกำลัง ถึงจ้างแรงงานมาช่วย ไม่มีเครื่องทุ่นแรงเกินจำเป็น วางแผนการปลูกไม้ผลหลากหลาย เพื่อให้ผลตอบแทนในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เมื่อเริ่มทำสวนจะเข้าปีที่ 2 ก็เริ่มจะขายไม้ผลอายุสั้น พอมีรายได้มาจ่ายค่าไฟฟ้าและค่าปุ๋ยขี้ไก่บ้างแล้ว เวลานี้ก็ลุ้นกันต่อว่าไม้ผลรุ่นต่อไปจะให้ผลผลิตมากน้อยเพียงใด

บุคลิกที่แตกต่างกันระหว่างสองรายนี้รายแรกทำการเกษตรแบบเอาสบาย เอาสะดวก เอาสนุก โดยไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการเกษตร และไม่ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ผลออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น ส่วนอีกรายมีพื้นฐานความรู้ทางการเกษตร ทำการเกษตรด้วยใจรัก สนุกกับการทดลองวางแผนปลูกพืชในพื้นที่อันจำกัดของตนเอง ผลที่ออกมาจึงเป็นอีกทางหนึ่ง เมื่อมองกลับไปกับการทำการเกษตรของสองรายนี้ จะเห็นว่าทั้งสองรายไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุน ไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตร แต่ที่ต่างกันและส่งให้ผลที่เกิดขึ้นต่างกันคือ ความรู้ ความเข้าใจและแนวคิดหลักในการพัฒนาการเกษตร

ดังนั้น การพัฒนาการเกษตรไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเทคโนโลยีให้เกษตรกร อีกทั้งไม่จำเป็นต้องสนับสนุนเงินทุนให้เกษตรกรจนเฝือ และไม่จำเป็นต้องลดเลิกแจกแถมสิ่งใด เพราะการพัฒนาตัวตนของเกษตรกร หรือ การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยเหล่านั้น การเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรให้เกิดขึ้นจากภายในตัวของเกษตรกรเอง ให้เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ รู้จักตนเอง รู้ทันเทคโนโลยี นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นลำดับแรกของการพัฒนาการเกษตร ทำอย่างไรให้เกษตรกรไม่คุ้นชินกับการรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ และเมื่อเกษตรกรสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ภาครัฐต้องเปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุนแทน ความยั่งยืนในการพัฒนาการเกษตรจึงจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง บทพิสูจน์เรื่องนี้ เห็นกันได้ง่ายๆ จากผู้คนใกล้ๆ ตัว การสอนให้หาปลาด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจในวิธีการตกปลาความเข้าใจต่อธรรมชาติของปลาแต่ละชนิด ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร เชื่อว่าเขาจะตกปลาได้เองและมีปลาไว้กินอย่างสม่ำเสมอ มีความยั่งยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

%d bloggers like this: