ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : เริ่มตรงไหนดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466185

x

ส่องเกษตร : เริ่มตรงไหนดี

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนมกราคมของทุกปี เป็นเดือนที่มีหลายอย่างเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการ ขณะนี้มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหาร ผู้อำนวยการระดับต้น ระดับสูง ดูเสมือนเป็นการจัดกำลังกันใหม่ ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการนำเสนอนโยบายในปีใหม่นี้ออกมาเพื่อใช้เป็นทิศทางขับเคลื่อนงานของกระทรวง ส่วนว่าจะเหมือนเดิม เอางานแต่ละกรมมาร้อยเรียงใหม่ หรือจัดงานยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูปประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยหรือไม่ คงต้องลึกลงไปในรายละเอียด แต่ที่เห็นประการหนึ่งคือการยึดความถูกต้อง ประโยชน์สุขกับทุกกลุ่ม น่าจะปรากฏให้เห็นร่องรอยบ้าง ได้แต่ห่วงว่าทุกองคาพยพในกระทรวงจะตระหนักและนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลในทิศทางเดียวกัน ไม่อยากเห็นเหมือนที่ได้ยินมาว่ามี 4 กระทรวง 4 นโยบาย เป็นอิสระจากกัน หากเป็นเช่นนี้ นโยบายที่ออกมาคงยากจะผลักดันให้ถึงฝั่งได้ เหมือนลงเรือลำเดียวกัน แต่พายไปคนละทิศทาง เรือจะหมุนคว้างวนอยู่กับที่ หรืออาจล่มเอาง่ายๆ

ช่วงเวลานี้เดินทางไปมาไหน ไม่ว่าจะพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่เมืองทุกคนจะวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งยิ่งอากาศแห้ง แดดจัด อุณหภูมิสูง อัตราการระเหยของน้ำบนผิวดินยิ่งสูงขึ้นไปอีกไม้ผลหลายชนิดอยู่ในช่วงออกดอก หลังจากที่อากาศหนาวจัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม คงต้องลุ้นกันว่า อากาศร้อนๆ ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำๆ จะส่งผลต่อการผสมติดของไม้ผลแต่ละชนิดอย่างไร หรือดอกที่ออกจะกระทบร้อนจนดอกร่วงไปเสียก่อน เกษตรกรหลายรายในภาคตะวันออกต้องขนขวายหาแหล่งน้ำมาใช้ในสวนผลไม้ของตนเอง ทั้งการเจาะบ่อบาดาล หรือการเตรียมรถขนน้ำมาใช้ในสวน เพื่อประคับประคองให้ไม้ผลที่ติดดอก ได้รับน้ำเพียงที่จะให้ผลผลิต ไม่ใช่นั้นฤดูการผลิตนี้อาจสูญเปล่าก็เป็นได้

ผมผ่านไปในเส้นทางปากช่อง เขาใหญ่จนถึงวังน้ำเขียว เห็นมะม่วงออกดอกเป็นจำนวนมาก หากติดผลทั้งหมดก็อาจกระทบถึงราคาได้ แต่เมื่อได้คุยกับพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วง สิ่งที่พี่น้องเหล่านี้เป็นกังวลกลับไม่ใช่เรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ แต่เป็นปัญหาเรื่องความแห้งแล้งที่ส่งผลต่อผลผลิตที่จะเกิดขึ้น ด้วยยังมีความรักในอาชีพทำสวนมะม่วง ยังหวังว่าอาชีพนี้ จะเลี้ยงชีวิตได้ ไม่อยากขายที่ให้นายทุนไปสร้างรีสอร์ทเสียหมด ความกังวลของพี่น้องเกษตรกรที่มีต่อปัจจัยการผลิตและปัญหาด้านราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นประเด็นที่ยังคงมีเรื่องราวท้าทายความสามารถของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ตลอดเวลา เป็นงานที่เหมือนกระทรวงนี้จะทำเสร็จแต่ไม่สำเร็จจริงๆจังๆ

การกำหนดเขตการเพาะปลูก หรือ Zoning มีการคิดและนำเสนอมาหลายครั้ง ยาวนานนับ 10 ปี แต่โดยข้อเท็จจริงยังไม่เกิดผลจริงจัง แผนปฏิรูปประเทศรอบนี้ก็มีการระบุถึงประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่สัมผัสมา ผู้ที่จะขับเคลื่อนยังไม่เข้าใจในแผนดังกล่าว หากสามารถดำเนินการตามแผนได้ ทั้งการจัดการระบบ logistics การตลาด การเข้าถึงแหล่งทุน การจัดการระบบการผลิต จะทำให้กระบวนงานต่างๆ ก้าวไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ฝ่ายการเมืองมี 4 นโยบาย 4 ทิศทาง การวางพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเกษตรของชาติคงไม่พบทางสว่างสักที เหมือนที่ผมรับฟังมาจากการทำเกษตรตามกระแส กรณีบางคนมีที่ มีทุนเห็นสวนทุเรียนรายได้ดีอยากปลูกทุเรียนบ้าง หากิ่งพันธุ์ทุเรียนมาปลูก 500 กิ่ง ไม่ทันไรตายสนิท เป็นการสะท้อนความล้มเหลวของการนำระบบ Zoning มาใช้ที่ยังห่างไกลเป้าหมายมาก จะว่าไปก็คล้ายกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับบนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผลงาน ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในงานที่ต้องรับผิดชอบ อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งที่พิจารณากลายเป็นว่ามาจากสายการเมืองไหน คงชัดเจนกันแล้วว่าหากจะเริ่มต้นปฏิรูปประเทศกันจริงจัง ควรจะปฏิรูปสิ่งใดก่อนดี

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ปีใหม่ สิ่งใหม่ ดีกว่าเดิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published January 8, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464696

x

ส่องเกษตร : ปีใหม่ สิ่งใหม่ ดีกว่าเดิม

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอให้สุขสมหวังทุกประการ ให้สุขภาพแข็งแรง ทำกิจการใดให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือปกป้องคุ้มครอง มีความสุขตลอดปีและตลอดไป

ถ้อยคำอวยพรเหล่านี้ เรามักจะได้ยิน ได้รับฟังเสมอในเทศกาลปีใหม่ ผมเองขอถือโอกาสนี้ส่งความสุขความปรารถนาดีมายังทุกท่าน ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรทุกคนด้วยเช่นกัน

ในเวลาเช่นนี้ เราคงต้องทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในรอบปี และมองไปข้างหน้าอีก 365 วัน หรือ มองยาวๆ ไป 3 ปี 5 ปี วางแผน คิด และคาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรที่การวางแผนและการคาดการณ์อาจไม่ได้ดังใจเต็มที่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การเกษตรของบ้านเรามีธรรมชาติเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำการเกษตรอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ชีวิตมันก็ต้องมีความหวัง แม้ดูว่าอาจไม่สดใสชัดเจนเหมือนอาชีพอื่นที่ธรรมชาติไม่ได้มีอิทธิพลมากมายนัก แต่หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ เพราะเขาเป็นหุ้นส่วนของเรา เราก็จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เตรียมการป้องกันและแก้ไขแต่เนิ่นๆ ปรับตัวของเราให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สุดท้ายเราจะสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ประกอบอาชีพการเกษตรของเราให้ประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากเกินไปนัก

ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ภัยแล้งในช่วงต้นปี น้ำท่วมใหญ่ในภาคอีสานโรคแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ระบาด ราคาผลผลิตแปรปรวน หลายพื้นที่ผลผลิตเสียหายโดยสิ้นเชิง เกษตรกรคงไม่หวังแต่รอความช่วยเหลือจากสังคม แต่ต้องเริ่มจากการช่วยเหลือตนเองก่อน ร่วมมือกันในชุมชนของตน ไม่เช่นนั้นปัญหาจากภัยธรรมชาติก็จะวนเวียนอยู่เช่นนั้นตลอด ผมได้สัมผัสชีวิตพี่น้องเกษตรกรในท้องที่อำเภอบางระกำและอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดพิษณุโลก ภายใต้ระบบการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบของบางระกำโมเดลที่ไม่ยอมให้ธรรมชาติควบคุมวิถีชีวิต แต่ใช้ธรรมชาติมาสนับสนุนวิถีชีวิต ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งหากยังคงปลูกข้าวตามฤดูกาลเพาะปลูกปกติ พอเข้าเดือนสิงหาคมเป็นฤดูน้ำหลาก ข้าวจะถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียหายทุกปี จึงมีการปรึกษาหารือกันจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีการวางแผนการปลูกข้าวกันใหม่ให้สอดคล้องกับการจัดการน้ำ และสภาพของธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนฤดูการปลูกข้าว โดยทางชลประทานจะปล่อยน้ำลงพื้นที่นาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อให้เกษตรกรได้ลงมือปลูกข้าว พอถึงเดือนสิงหาคมก็จะสามารถเกี่ยวเกี่ยวข้าวได้พอดี ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก และพื้นที่ส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นทุ่งรับน้ำจากภาคเหนือ ชะลอการไหลบ่าของน้ำลงไปจากลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ช่วงระยะ 3-4 เดือน ที่เป็นทุ่งรับน้ำ เกษตรกรในพื้นที่จะทำการประมงเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ได้อีกทาง สิ่งเหล่านี้ คือ ความร่วมมือระหว่างกัน เป็นการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข

ผมได้แต่ภาวนาว่าปีใหม่นี้ ความร่วมมือดีๆ เช่นนี้ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ดำเนินการไปกว้างขวางมากขึ้น เพราะผมเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าปัจจัยหลายๆ อย่าง ที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการประกอบอาชีพการเกษตร ภายใต้การดูแลของภาครัฐเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นอย่างไร เพราะข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง หรืออีกหลายหน่วย ก็เห็นว่าประสบภัยกันอยู่ ภัยธรรมชาติทางการเมือง!!

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วิ่งเต้น เส้นสาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published December 26, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462262

x

ส่องเกษตร : วิ่งเต้น เส้นสาย

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คำสั่งแต่งตั้งตำแหน่งอำนวยการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มทยอยออกมา สร้างเสียงฮือฮาอยู่หลายตำแหน่ง มีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจ คละๆ กันไป แต่ส่วนใหญ่จะออกมาเป็นประเด็นหลังมากกว่า

ในทางการบริหาร เรามักจะเชื่อกันว่า จบอะไรก็สามารถเป็นผู้บริหารได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น นักบริหารหน่วยงานที่มีลักษณะงานเฉพาะเจาะจง เป็นศาสตร์เฉพาะสาขานั้น ใช่ว่าใครก็จะบริหารได้นักบริหารที่คิดว่าแน่ ตกม้าตายกันไปหลายราย ยิ่งหน่วยงานที่ต้องทำงานกับผู้คนที่ยากจนที่สุดในสังคม เป็นหน่วยงานบริการสาธารณะ ได้นักบริหารที่ไม่มีพื้นฐาน ขาดความเข้าใจในเนื้องาน จะยิ่งพบความยุ่งยาก ล้มเหลว ไม่เป็นที่ยอมรับ แล้วผลจากความผิดพลาดของนักบริหารไม่ได้ตกแก่ตัวนักบริหาร หรือหน่วยงานเท่านั้น แต่จะกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่มารับบริการ และถ้าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการทำอาชีพการเกษตรแล้ว ปัญหาจะยิ่งรุนแรง สะสม หมักหมม ยากที่จะเยียวยา

ผู้แทนกระทรวงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระดับจังหวัด ที่เรียกกันว่า เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ทำหน้าที่บริหารจัดการงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ครอบคลุมงานทุกด้านของกระทรวง หากผู้บริหารดังกล่าวไม่มีความเข้าใจในเนื้องาน ไม่มี
พื้นฐานทางด้านการเกษตร ขาดความรักต่ออาชีพการเกษตร ขาดจิตวิญญาณของการเป็นนักเกษตร เห็นเป็นเพียงทางผ่านของเส้นทางอาชีพรับราชการเพื่อมุ่งไปสู่ตำแหน่งอื่นๆ ต่อไปนั้น หรือ มองว่าเป็นตำแหน่งก่อนเกษียณ ส่วนผลจากการครองตำแหน่งนั้น จะเป็นอย่างไร ไม่ได้คำนึงถึง ให้คิดให้หนัก ยิ่งในช่วงที่การเมืองเฟื่องฟูนักวิ่งเข้าสู่ตำแหน่ง ก็พยายามหาช่องทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จะโทษนักวิ่งเหล่านี้แต่เพียงฝ่ายเดียวก็ไม่น่าจะถูกต้องนักคงต้องโทษคนแต่งตั้งด้วย ความผิดพลาดประการใดที่เกิดขึ้นจากการบริหารของนักบริหารที่ขาดความเป็นมืออาชีพ คงต้องย้อนกลับไปหาคนที่แต่งตั้งที่หวังเพียงรักษาสถานภาพของตนเอง ให้ทุกอย่างผ่านไปและรอวันอำลาชีวิตราชการไปเปล่าๆ เมื่อไล่เรียงรายชื่ออำนวยการสูงในรอบนี้ เห็นชัดถึงเรื่องราวแต่หนหลังของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ยังนึกอยู่ว่าจะฝากอนาคตการเกษตรไทย ตามนโยบายรัฐบาลไว้กับท่านๆทั้งหลายได้หรือไม่ ท่านๆจะเข้าใจในงานการเกษตรจริงหรือ หรือจะเป็นเพียงหุ่นเชิดของใคร หากเป็นเช่นนี้ คงสิ้นหวังกับอนาคตการเกษตรไทยแน่นอน

ผมมีโอกาสร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในต่างจังหวัด เป็นหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ได้พูดคุยกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช อายุยังไม่มาก มีความรู้ความสามารถในงานที่รับผิดชอบ ไม่มีความทะเยอทะยานในงานบริหาร แต่มีความกระตื้อรือร้นในการทำงานวิจัย มีผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาทางการเกษตรได้อย่างชัดเจน เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร แต่นักปรับปรุงพันธุ์คนนี้ กลับถูกมองจากกลุ่มคนอีกกลุ่มว่า ล้าหลัง ไม่เจริญเติบโตในอาชีพราชการ หลายครั้งที่หยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยกัน กพ. มักจะแนะนำว่า ถ้าอยากก้าวหน้าในอาชีพราชการก็ให้เปลี่ยนสายงาน เปลี่ยนไปเป็นนักบริหารแทน เป็นคำตอบที่ง่ายเกินไปหรือไม่ เพราะกว่านักวิจัยจะสะสมประสบการณ์ สะสมความชำนาญ สร้างผลงานวิจัยแต่ละชิ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเกษตรของประเทศ สร้างมูลค่าให้กับการเกษตรอย่างมหาศาล รัฐได้ลงทุนกับนักวิจัยแต่ละรายไปเป็นจำนวนไม่น้อย แทนที่จะใช้ประโยชน์จากนักวิจัยนั้นให้เต็มที่ กลับผลักให้นักวิจัยออกไปจากวงจรของการวิจัยคำแนะนำที่ว่าอยากโตก็ต้องเปลี่ยนงาน ไม่น่าใช่วิธีการที่เหมาะสม ด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นตามมา หาก ก.พ. ยังคงแนวคิดเช่นนี้ ในที่สุดวงการราชการจะสูญเสียนักวิจัยดีๆ ไป แล้วได้ผู้บริหารแย่ๆ มาแทน แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เกษตรกรจะอยู่ได้หรือ

หากจะยังคิดกันอยู่ในกรอบเดิมๆ เอาง่ายๆ ทางรอดของการเกษตรไทยคงริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องบ่นว่าประเทศไทยขาดนวัตกรรม ขาดผลงานวิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาการเกษตร เพราะความคิดทางบริหารของหน่วยงานกลางเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจึงไปไม่ถึงไหนและประสานกับเส้นทางของนักวิ่ง เส้นทางของเส้นสาย และการบริหารแบบเอาตัวรอดไปวันๆ ทุกอย่างจึงจบ พยาบาลมาเป็นเกษตรและสหกรณ์จังหวัดได้ ก็โอเค

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

Published December 19, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460830

x

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนธันวาคมของปีนี้ เริ่มมีข่าวเกษตรกรซื้อน้ำมาใช้ในการเกษตรแล้ว ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนหลักๆ หลายแห่งมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้ ประเด็นที่จะตามมาคงหนีไม่พ้นว่าไม้ผลไม้ยืนต้นจะผ่านแล้งที่จะถึงนี้ไปได้อย่างไร เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรัง ปลูกพืชไร่หลังนาจะรอดพอที่จะให้ผลผลิตไหม หรือต้องดิ้นรนซื้อน้ำมาประคองตัวกันไป หรือปลูกไปก่อนแล้วค่อยคิดแก้ไขปัญหาที่จะตามมา หลายฝ่ายต่างตระหนักกันดีว่าแล้งนี้ แล้งแน่ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีการเตรียมการโดยเฉพาะหัวขบวนที่รับผิดชอบงานนี้ คงมีแต่ความกังวลใจของระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเท่านั้นสิ่งเดียวที่ผมเห็นผ่านตาน่าจะเป็นป้ายขอความร่วมมือในงดทำนาปรัง แต่ก็ไม่ได้เสนอว่าถ้าเกษตรกรงดทำนาปรังแล้ว เกษตรกรจะไปทำอะไรดี

อากาศหนาวที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในหลายพื้นที่คงพอยิ้มได้จากการเตรียมต้นลิ้นจี่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ หักยอดอ่อนออกเพื่อรอให้แตกตาดอกเมื่อกระทบอากาศหนาว เมื่ออากาศหนาวถูกจังหวะปีนี้ลิ้นจี่น่าจะได้ออกดอกติดผลแน่ หลังจากที่เป็นพันธุ์ดูใบมาเมื่อปีก่อนแต่ขีวิตการเกษตรที่อาศัยดินฟ้าอากาศก็ไม่แน่นอน หากมีฝนหลงฤดูตกลงมา ตาดอกที่เชื่อว่าติดผลแน่อาจกลายเป็นตาใบ แตกใบอ่อนขึ้นมาแทนก็เป็นได้ ยังต้องลุ้นกันต่อไป หนึ่งปีที่ผ่านไปนั้น โดยที่ลิ้นจี่ไม่ติดผลเลย ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถฝากชีวิตการทำการเกษตรกับลิ้นจี่เพียงสิ่งเดียวได้ ต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย จึงจะสามารถใช้ชีวติอยู่ได้

การเรียนรู้ของชาวสวนลิ้นจี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวสวนลำไย โดยเฉพาะชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มเรียนรู้การตัดแต่งกิ่งและช่อของลำไย เพื่อให้ผลผลิตของลำไยเพิ่มขึ้นจากขนาดผลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จากที่ไม่เคยมีการตัดแต่งกิ่ง หรือไม่เคยมีการตัดแต่งช่อมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากชาวสวนในภาคตะวันออก ที่ปลูกลำไยหลังจากชาวสวนในภาคเหนือแต่มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาปรับใช้การตัดแต่งกิ่งและการตัดแต่งช่อของชาวสวนภาคตะวันออก จึงเป็นเรื่องปกติมาก ในสายตาผมชาวสวนภาคตะวันออก เป็นชาวสวนที่สามารถตัดแต่งและรื้อต้นไม้ทิ้งได้ง่ายๆ แตกต่างจากชาวสวนในภาคอื่นๆ สำหรับชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มยอมรับการตัดแต่งช่อผลของลำไย ให้มีจำนวนผลไม่เกิน 60 ผลต่อช่อ ตามคำแนะนำที่นักวิชาการให้แนะนำ แต่กว่าจะยอมรับคำแนะนำดังกล่าวได้ก็ต้องใช้เวลากันพอสมควร เพราะชาวสวนเองก็เสี่ยงว่าหากไม่ติดผล เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ผลร่วงขึ้นมา อาจไม่ได้ผลผลิตตามที่หวัง แต่เมื่อมีการทำตามคำแนะนำทางวิชาการแล้ว เกิดผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ชาวสวนลำไยเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับคำแนะนำทางวิชาการดังกล่าวเอง และการตัดแต่งกิ่งและช่อของชาวสวนลำไย
ภาคเหนือจะกลายเป็นเรื่องปกติเช่นเดี่ยวกับชาวสวนในภาคตะวันออก

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงต่อการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีแล้ว สภาพดินฟ้าอากาศยังต้องเป็นใจด้วย ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการทำการเกษตรในฤดูนั้นๆ จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรจากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมหรือนักวิชาการ หลายคนอาจไม่เข้าใจ คิดไปเองว่าเมื่อมีสิ่งดีๆ ไปแนะนำ เกษตรกรก็น่าจะยอมรับและนำไปปฏิบัติ แต่หลายครั้งที่เกษตรกรไม่ปฏิบัติตาม สิ่งเหล่านี้นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย คงต้องทำความเข้าใจเหตุแห่งปัจจัยเหล่านั้นที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร อย่าเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง เข้าใจเขา เข้าใจเรา และคิดถึงความพอดี ความเหมาะสม เป็นที่ตั้ง ทุกอย่างจะสำเร็จและเป็นไปได้เสมอ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

Published December 11, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459381

x

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปีนี้นับว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่อากาศหนาวได้มาเยือนกรุงเทพฯ นานกว่าทุกปีชาวเมืองหลวงได้มีโอกาสสัมผัสอากาศหนาวบ้าง นับว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่หลายๆ คนชอบ ถึงกลับออกปากว่าอยากให้กรุงเทพฯมีอากาศแบบนี้ไปนานๆ

ปกติเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และเพาะปลูกพืชหลังนากัน วันก่อนผมเดินทางไปจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ผ่านท้องนาหลายแห่งตอนนี้เหลือแต่ตอซัง และเริ่มเห็นฟางอัดเป็นก้อนๆ วางเรียงราย แทนกองฟางแบบเก่า เมื่อลงไปหมู่บ้านก็พบแต่เกษตรกรสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ น้อยรายนักที่จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่อยู่ทำการเกษตรในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะหนีเข้าไปทำงานในเขตเมืองมากกว่าทำการเกษตรกัน

ในจำนวนเกษตรกรสูงอายุ ผมได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดหนองคาย เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในแปลงเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นบ่อปลาขนาดใหญ่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับปลูกพืขและที่อยู่อาศัยบางส่วน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการปรุงอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก และส่วนใหญ่จะนำมาจากผลผลิตรอบๆบ้าน ทำกันเองในลักษณะธุรกิจในครัวเรือน มีตา-ยายเป็นเจ้าของกิจการ ลูกค้าร้านแห่งนี้จะต้องโทร.มาแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ทางร้านเตรียมอาหารไว้รอและรายการอาหารอาจไม่มีครบทุกอย่างตามที่ต้องการ ขึ้นกับวัตถุดิบที่มี นับว่าเป็นวิถีของการทำการเกษตรที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง และไม่จำเป็นจะต้องไปแข่งขันกับใคร

สำหรับการเลี้ยงปลาในบ่อเป็นปลาหลายชนิด โดยมีการปลูกมะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ไว้รอบคันบ่อ เห็นว่าได้ราคาดี มีแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านเพื่อนำไปทำมะขามแช่อิ่ม และบางโอกาสถ้ามะขามให้ผลผลิตเยอะมากก็จะทำมะขามแช่อิ่มขายเองด้วย ส่วนปลาในบ่อจะมีแม่ค้าโทร.มาสั่งว่าต้องการเท่าไหร่ จึงจะลงดักปลาขึ้นมาจำหน่ายตามจำนวนที่ต้องการ เรียกได้ว่าทำให้ตลาดเข้ามาหาตัวเอง โดยไม่ต้องออกไปตระเวนขายข้างนอก สามารถใช้ชีวิตอิสระได้ไม่เดือดร้อนอันใด จึงเป็นวิธีคิดของการทำการเกษตรของเกษตรกรสูงวัยที่น่าสนใจมาก

ก่อนที่จะปรับพื้นที่มาเป็นเช่นนี้เดิมทีต้องไปเช่าที่ขายอาหารด้านนอกติดกับถนนใหญ่ และพื้นที่ยังเป็นแปลงนาอยู่ แต่เมื่อทำไปเริ่มไม่คุ้มทุน จึงปรับพื้นที่นาเป็นบ่อปลาและเหลือพื้นที่ไว้ปลูกพืชและสร้างที่อยู่อาศัยบางส่วน จากนั้นจึงย้ายร้านอาหารมาตั้งในพื้นที่ของตนเองแทน เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการทำร้านอาหารลงไปได้มาก รวมทั้งมีเวลาในการดูแลบ่อปลาได้มากขึ้น ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำและใช้การบอกปากต่อปากแทน โดยจะรับลูกค้าไม่ให้มากเกินไป กะประมาณให้พอกับกำลังและวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน เป็นการทำการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย และการตลาด โดยไม่ได้หว้งว่าจะต้องร่ำรวยขึ้นมาทันทีทันใด แต่รับรองได้ว่าอยู่ได้อย่างสบายๆ แน่นอน

แนวคิดของการทำการเกษตรโดยดึงตลาดเข้ามาเป็นแนวคิดที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับการทำการเกษตรในยุคปัจจุบันที่ผลิตในลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะตน ซึ่งผู้ที่จะทำการเกษตรในรูปแบบนี้ต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การผลิตในลักษณะเดิมๆ อีกต่อไป เพราะการผลิตในลักษณะเดิมๆ ผู้บริโภคสามารถหาจากที่ไหนก็ได้ แต่การผลิตและการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้แตกต่างจากแหล่งอื่น เป็นประเด็นที่ต้องสร้างและทำความเข้าใจ หากสามารถทำได้ เชื่อได้ว่าจะสามารถใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอิสระได้อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

Published December 5, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457940

x

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้สำหรับหน่วยราชการเป็นเวลาของการสาละวนกับการชี้แจงงบประมาณประจำปี2563 ต่อคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการต่างๆ ทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควบคู่กันไป ซึ่งนับว่าเป็นภาวะไม่ปกติ เพราะปีงบประมาณของราชการไทยเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป สำหรับปีนี้หากวุฒิสภารอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จก็จะล่าช้าลงไปอีก ทางวุฒิสภาจึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาทำการศึกษางบประมาณควบคู่กันไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าสู่การพิจารณาของทั้งสองสภา การชี้แจงของแต่ละหน่วยงานใช้เวลาไม่เท่ากัน ขึ้นกับความสามารถในการชี้แจงและการทำความเข้าใจของหัวหน้าหน่วยงาน บางหน่วยงานอาจถูกใบสั่งก็ต้องอดทนและใช้เวลาทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เข้าใจว่าทุกฝ่ายมีเจตนาดีในการใช้
งบประมาณของแผ่นดิน

หากพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จะพบว่าปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 109,833.6549 ล้านบาท และเมื่อเจาะลึกไปในรายละเอียด เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำประมาณ 38% ส่วนที่เหลือ 62% เป็นงบดำเนินการและงบลงทุน ส่วนนี้เป็นงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาด้านการเกษตรจริงๆ ซึ่งจากการประเมินรายละเอียดตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะพบว่าจากแผนงานรวม 21 แผนงาน แผนงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แผนบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ คิดเป็น 37.75% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านการสร้างการเจริญเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 9.5% แผนงานบูรณาการพื้นที่ระดับภาค คิดเป็น 7.42% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่า คิดเป็น 6.37% และแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน 5.44%

จากการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จะเห็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังทุ่มเทงบประมาณไปยังการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563ส่วนที่เหลือจัดสรรไปยังยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งบางประเด็นแทบจะไม่เห็นปรากฏในการจัดสรรงบประมาณปีนี้เลย เช่น การจัดสรรงบประมาณให้กับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 5 ประเด็น ถือว่ายังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก และเมื่อพิจารณาประเด็นด้านเกษตรสร้างมูลค่า พบว่า การสร้างและการใช้ประโยชน์จากเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ไม่ปรากฏงบประมาณในการดำเนินการเป็นการเฉพาะ แต่ปรากฏไปแทรกอยู่จางๆ ในส่วนของการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ การพัฒนากลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เท่านั้น ในส่วนของประเด็นเกษตรปลอดภัย งบประมาณไปปรากฏในงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยพืช สัตว์ ประมง ไม่ได้ถูกหยิบยกออกมาให้เป็นงานเด่นแต่อย่างไร หรือแม้แต่ประเด็นเกษตรชีวภาพกลับพบว่าไม่ปรากฏการจัดสรรงบประมาณโดยตรง แต่เป็นการจัดสรรตามกรอบเดิมของกระทรวง เช่น การส่งเสริมพืชสมุนไพร แผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนจากฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนหรือแม้แต่ประเด็นเรื่องเกษตรแปรรูปก็ยังเป็นประเด็นที่ซ่อนอยู่ในงานปกติของกรม/กองต่างๆ และเมื่อมองไปที่ประเด็นเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นงานใหม่ที่ทุกหน่วยงานพยายามยกตัวเองเข้าไปอยู่ในขอบข่ายอัจฉริยะ ก็ไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมเนื้อหาของความเป็นอัจฉริยะเข้าไปในงานเดิมๆ ไม่มีกรมไหนฉีกงานอัจฉริยะออกมาให้เห็นภาพชัดๆ แต่อย่างใด

เงิน 1 แสนล้าน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปีงบประมาณนี้ ยังคงเป็นการจัดสรรงบประมาณตามบทบาทหน้าที่ของกรม/กองแบบเดิมๆ ไม่ได้วางทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศแต่อย่างใด หากแต่เป็นการรวบงานเดิมๆ มาแต่งหน้าทาปากนิดหน่อย แล้วนำไปวางว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ บางประเด็นที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรของชาติ เช่น งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่าง พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งโดยหลักการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ไม่ควรต่ำกว่า 3% แสดงให้เห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เท่าที่ควร เราจะคาดหวังกับการพัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 หรือ 5.0 เป็นเกษตรอัจฉริยะได้อย่างไร เมื่องานกับเงินไม่ได้รองรับ เส้นทางสู่วิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพูดเท่านั้น ต้องลงมือทำด้วยกันทุกฝ่ายหรือจะสร้างวาทกรรมกันไปวันๆก็ว่าไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : บริหารขาประจำแบบขาจร

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456484

x

ส่องเกษตร : บริหารขาประจำแบบขาจร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย่างเข้าสู่ปลายพฤศจิกายน อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ปีใหม่ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ส่วนข้าวอายุสั้น เช่น กข.15อาจเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ในขณะที่ข้าวหอมมะลิ 105 อยู่ในช่วงของการก็บเกี่ยวพอดี ฤดูเก็บเกี่ยวเป็นฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก กลไลตลาดจะเริ่มชัดเจนขึ้น พอผลผลิตออกมามาก ราคาก็ตกต่ำลงไป หรือในบางช่วงอาจมีคนทำให้ราคาตกต่ำลง โดยที่เกษตรกรได้แต่มองตาปริบๆ ปัญหาของเกษตรกรไม่ได้เริ่มหลังผลผลิตออกสู่ตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การปลูกเลยทีเดียว เมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ สู่ทุ่งรวงทอง ปัญหาที่ตามมาคือเครื่องเกี่ยวข้าวไม่เพียงพอกับช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน กระทบไปถึงคุณภาพของข้าว ทั้งการเก็บเกี่ยวในขณะที่ยังไม่สุกแก่เต็มที่หรือการเก็บเกี่ยวเมื่อเลยระยะเวลาที่เหมาะสมทั้งหมดนี้ ต่างก็กระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับทำให้ต้องมีการใช้ถนนสาธารณะเพื่อเป็นลานตากข้าวตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เกษตรกรต้องดิ้นรนช่วยตนเอง ผ่านองค์กรเกษตรกรทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน บางแห่งอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เข้ามาช่วยเหลือบริหารจัดการกันไป

ในบรรดาปัญหาเหล่านี้ เรื่องราคาผลผลิตตกต่ำเป็นเรื่องที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่โครงการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีอยู่หลายโครงการมาก แต่โครงการเหล่านี้คล้ายจะไม่เอื้อต่อกัน เป็นโครงการที่เป็นชิ้นๆ ของใครของมันไม่ว่าจะเป็นโครงการชะลอการขายข้าว การประกันรายได้ โดยหลักการเหมือนจะแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็ยังมีช่องว่าง พอที่จะให้ผู้กว้างขวางในวงการค้าข้าวสอดแทรกเข้ามา ทำให้ตลาดการค้าข้าวสะเทือนได้ เช่นใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ ส่งผลให้ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ลดลงไปอย่างน่าใจหาย แต่เสียงของเกษตรกรเหล่านี้อาจดังไม่พอ ไม่เหมือนกับกรณี 3 สาร หรือชวนคิดได้ว่าปัญหาราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาปกติ เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงไม่สามารถสร้างกระแสขึ้นในสังคมได้ ไม่เหมือนเรื่องของ 3 สาร ที่โต้กันผ่านสื่อจนไม่เหลือพื้นที่สื่อให้กับประเด็นความเดือนร้อนเดิมๆ ที่ไม่เคยแก้ไขให้สำเร็จได้เลย

หลังการเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรจะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง สำหรับแล้งนี้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ต่างออกมาเตือนว่าปีนี้แล้งแน่ น้ำทำนาปรังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากฝนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนทำให้ไม่สามารถกักเก็บได้ สำหรับเกษตรกรในเขตอีสานตอนล่าง ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนที่ผ่านมา เรือกสวนไร่นาเสียหายเป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำลดก็ไม่สามารถปลูกข้าวได้แล้ว หลายหน่วยงานรวมทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น โดยจะสนับสนุนให้ปลูกพืชอายุสั้นที่สามารถใช้ความชื้นที่มีอยู่ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้กลับมาบ้าง ผ่านไป 2 เดือน คำสัญญาหน้าฝนก็จางหายไปกับฝน ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น พร้อมกับความชื้นในดินก็ระเหยไปกับสายลมและแสงแดดที่แผดเผาของฤดูหนาว ครบปีอีกครั้งเกษตรกรเหล่านี้ ยังไม่ได้ผลตอบแทนจากทุน คือ ที่นา ที่เขามีอยู่เลย แล้วจะใช้ชีวิตในฤดูต่อไปอย่างไร เมื่อไม่มีงานไม่มีผลตอบแทนจากไร่นา สิ่งที่ตามมาคือการดิ้นรนเข้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อหารายได้จากการรับจ้างต่างๆ แทน หากวัฎจักรนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ความสิ้นหวังในการทำการเกษตรจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และซ้ำเติมให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและปัญหาครอบครัวตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อพิจารณาการเตรียมการขอหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย และโครงการอื่นๆ อีกมาก ประเด็นสำคัญที่คล้ายๆ กัน คือ ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่จะให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเข้าถึงและนำไปเพาะปลูกได้ โดยไทยเรายังต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดจากต่างประเทศ โดยที่ภาครัฐเข้ามาดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อสนับสนุนโครงการเหล่านี้น้อยมาก นัยว่าเป็นการสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ให้กับภาคเอกชน สิ่งที่ตามคือการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ดำเนินการได้อย่างจริงจังเข้มงวดเพียงใด ทุกอย่างๆ ก็จะวนๆ และตกไปที่เกษตรกรในที่สุด ไม่ต่างจากสารเคมีทางการเกษตร เกษตรกรจะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร จะมีเกษตรกรกี่รายที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาประจำๆ ที่ท้าทายความสามารถของขาจรที่เข้ามาบริหารจัดการ อย่าคิดแค่ฉาบฉวยบนผลประโยชน์ทับซ้อน ให้มองลึกลงในแววตาแห่งความหวังของเกษตรกร ก่อนที่ปัญหาเหล่านี้จะทำให้อาชีพการเกษตรล่มสลายไปจากสังคมไทย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทบทวน

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454990

x

ส่องเกษตร : ทบทวน

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ผ่านเทศกาลลอยกระทงไปอีกครั้ง อากาศเย็นก็ยังไม่มาให้คนเมืองหลวงไปสัมผัสกันเท่าใดนัก ไม้ผลหลายชนิดจะติดดอกออกผลได้จะต้องได้รับความเย็นในระดับหนึ่งติดต่อกัน ตาดอกจึงจะออกมาได้ ถ้าความเย็นไม่ถึงระดับ ตาดอกก็จะเปลี่ยนไปเป็นใบเสีย กลายเป็นพันธุ์ดูใบแทน สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ เว้นแต่มนุษย์เราจะไปทำให้ความปกติเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ล้วนๆ

หลายวันก่อน มีโอกาสไปแม่กลองผมก็ลุ้นๆ อยู่ว่าลิ้นจี่แม่กลองจะติดดอกในฤดูนี้หรือไม่ หลายๆสวนที่ผมไปพบมาก็ตัดลิ้นจี่ทิ้งไป เปลี่ยนมาปลูกส้มโอแทน เห็นว่าส้มโอยังไงก็ออกผล ไม่ต้องคอยลุ้นให้เทวดามาโปรดเหมือนลิ้นจี่ ผมนั่งคุยกับชาวสวนลิ้นจี่คนหนึ่ง ในความเห็นผมค่อนข้างจะเป็นชาวสวนนักอนุรักษ์ เพราะยังยืนยันที่จะคงต้นลิ้นจี่ไว้ ไม่ยอมตัดไปปลูกส้มโอทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าจำนวนต้นลิ้นจี่ที่มีในสวนน้อยกว่าต้นส้มโอมาก จากที่มีลิ้นจี่ทั้งสวนก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เหลือไว้พอให้ขึ้นชื่อว่ายังมีลิ้นจี่แม่กลองอยู่ ชาวสวนลิ้นจี่รายนี้ ติดตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นข่าวหลักๆ ที่ชาวสวนติดตาม เมื่อทราบว่าอุณหภูมิจะลดลงเมื่อไหร่ จะต้องรีบไปหักยอดลิ้นจี่ออก แล้วรอลุ้นว่าจะพอดีกับอุณหภูมิที่ลดลงหรือไม่ ถ้าจังหวะดีๆ ตาที่ออกมาใหม่ก็จะเปลี่ยนเป็นตาดอก รอให้เก็บผล ถ้าจังหวะไม่ดี ตาดอกก็จะเปลี่ยนเป็นตาใบแทน ถือว่าฤดูนี้จบกัน ลิ้นจี่พันธุ์ดูใบแน่นอน ด้วยความสงสัยผมจึงสอบถามว่าชาวสวนรายอื่นๆ รู้เทคนิควิธีการนี้หรือไม่คำตอบ คือ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง บางคนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเทวดาฟ้าดินไป

ในวงการเกษตรระดับนโยบายอยู่ระหว่างการผลักดันนโยบายเกษตรอัจฉริยะ ผลักดันการนำ Big Data มาใช้ในทางการเกษตร คำถามที่เกิดขึ้น คือ ความเข้าใจเรื่อง Big Data ความเข้าใจเรื่อง เกษตรอัจฉริยะ คืออะไร จะมุ่งไปเพียงสั่งการให้น้ำได้ผ่านมือถือ สั่งเพิ่มแสง ลดแสง สั่งให้ใส่ปุ๋ยได้ตามสภาพของดินของพืชเท่านั้นหรือ อันที่จริงแล้วเรื่องที่อยู่ภายใต้ความอัจฉริยะ คือ จะทราบได้อย่างไรว่าพืชชนิดนี้ต้องการน้ำในแต่ละช่วงเวลาเท่าใด ความชื้น ความเข้มของแสง อุณหภูมิที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงสุด โดยไม่ชักนำให้เกิดโรคแมลงศัตรูพืชคือระดับไหน ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตของพืชต้องการธาตุอาหารใดบ้างเป็นปริมาณเท่าใด ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและลงลึกในรายละเอียด ไม่ใช่จะหวังพึ่งพาเทคโนโลยีอัจฉริยะแต่เพียงฝ่ายเดียว

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดด และจะยิ่งก้าวไปไกลกว่านี้อีกในอนาคตอันไม่ไกล ดังนั้นสามารถสั่งการอย่างไรก็ได้ ต้องการให้ทำอะไรไม่เป็นปัญหาสำหรับเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือทำอย่างไรจึงจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สั่งการได้ถูกต้อง อยากให้ลิ้นจี่แม่กลองออกดอกติดผลต้องมีปัจจัยใดบ้าง คงเป็นประเด็นที่ต้องมาคิดกันต่อ ความเป็นอัจฉริยะไม่ได้สร้างได้ในวันสองวัน Big Data ที่กระจัดกระจาย Big Dataที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย จะกลายเป็นเพียงข้อมูลขยะเท่านั้น และก่อนจะได้จุดที่เป็นอัจฉริยะ ขอให้เริ่มจากทำอย่างไรให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคโนโลยีง่ายๆ แค่เด็ดยอดเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

Published November 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453463

x

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอมุมมองของการวิวัฒนาการด้านการเกษตร นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่เปลี่ยนระบบการเกษตรเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามา ทั้งการส่งนักศึกษาไปเรียนในต่างประเทศและการได้รับทุนช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย หรือ อิสราเอล เป็นต้นหลังจากนั้น ในปี 2510 เริ่มทบทวนปัญหาในการพัฒนาการเกษตรใหม่ ด้วยเห็นว่าเทคโนโลยีมีแต่ไม่เข้าถึงเกษตรกร จึงเกิดนักส่งเสริมการเกษตรขึ้นมาทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปต่างๆ จนกระทั่งงานหลักที่ทำให้เกิดนักส่งเสริมการเกษตร กลายเป็นงานลำดับท้ายๆ ของนักส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของนักส่งเสริมการเกษตรคือ การมุ่งให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำการเกษตรของตนเอง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพการผลิต ในขณะที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบของการจำหน่ายปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร ขยายไปถึงสารชีวภัณฑ์ สารปรับปรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าภาคเอกชนประกอบธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ จึงต้องใช้กลไกทางการตลาดต่างๆ มาใช้กับธุรกิจของตนเอง ทั้งการสร้างความจำเพาะเจาะจง ผูกกันเป็นแพคเกท รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในรูปแบบของการขึ้นทะเบียน การเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อตัวของผลิตภัณฑ์ ราคา คุณภาพ และมาตรฐาน และย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเหตุผลดังกล่าว จึงมีความพยายามจากภาคราชการและตัวเกษตรกรที่จะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาและให้ผลตอบแทนในระดับที่ยอมรับได้ จึงเกิดแนวคิดการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) การเกษตรแบบผสมผสานแทนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว และการใช้เทคโนโลยีในท้องถิ่นที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขยายตัวเข้าไปแทรกซึมกับการเกษตรแบบพึ่งพาผู้อื่นอย่างเต็มร้อย ผลการจากศึกษาวิจัยและการลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรอย่างยาวนาน จะถูกนำไปปรับใช้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้พระราชทานแนวทางในการทำการเกษตรที่เรียกว่า การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการเกื้อกูลกันในทุกๆ กิจกรรมของการทำการเกษตรของเกษตรกร ลดการพึ่งพาจากภายนอก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นจากระบบการเกษตรของตนเอง และจัดการความเสี่ยงที่อาจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ หรือ ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว์ในระบบการผลิตของตนเอง ซึ่งจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นั้นในทึ่สุด ประกอบหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทางพระราชทานให้ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ ลดการพึ่งพา มีภูมิคุ้มกันในตนเอง และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันจะเห็นว่าบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรจากภาคราชการลดน้อยลงไปมาก เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ต่างๆ ทำให้การชักจูงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นกัน บางกรณีเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยไม่จำเป็น เช่นกรณีของเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยปกติเกษตรกรสามรถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อย่างน้อย 3 ฤดูปลูก จึงจะเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ แต่เมื่อการส่งเสริมการขายเข้ามา รูปแบบการผลิตข้าวเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เองแล้ว ต้องลงทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ในทุกครั้งที่ปลูกข้าว แถมด้วยโฆษณาให้ฉีกพ่นฮอร์โมน์ สารเสริมโน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกษตรกรเหล่านี้รู้เท่าทันและสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าสิ่งไหน คือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในขณะที่เกิดกระแสการปฏิเสธเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ยึดสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากการเกษตรของประเทศไทยจะย้อนกลับ ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง คงต้องบอกว่าเสียดายการลงทุนในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่นำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผนวกกับเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยไม่ได้คิดประเด็นด้านธุรกิจมาสร้างความมั่นคงในอาชีพ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ผมยังหวังว่า การวิจัย พัฒนาและส่งเสริมการเกษตรจะเดินหน้าควบรวมไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนสืบไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451994

x

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“อดีตเป็นเรื่องบอกปัจจุบันและอนาคต” ข้อความนี้ผ่านหูผ่านตาผมมานาน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริง เพราะเรื่องราวของอดีตมักจะส่งผลมาถึงปัจจุบันและสะท้อนไปถึงอนาคตบ่อยครั้ง

การพัฒนาทางการเกษตรก็เช่นกัน หากพิจารณาการเกิดขึ้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกในชื่อต่างๆ นับเป็นเวลามากกว่า 125 ปี การพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมาโดยตลอด ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เป็นกระทรวงที่เกิดขึ้นมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีหน่วยงานภายใต้ในระดับกรมที่สำคัญมารองรับการปฏิบัติในขณะนั้นอยู่แล้ว ต่อมาในปี 2486 เริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาการเกษตร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ เริ่มมีการทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการเกษตรของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางการเกษตรมาป้อนให้กับเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรในขณะนั้น

ในช่วงเวลากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรสมัยใหม่อย่างหนักและต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านการเกษตรและเทคโลยีที่เกี่ยวข้อง เห็นความจำเป็นในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ลงไปสู่เกษตรกรให้ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าว จึงปรับตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรอย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จึงเกิดขึ้น รวมงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ฝึกอบรม ทุกลักษณะของกรม/กองต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคนั้น จัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 เพื่อทำหน้าที่ในการนำองค์ความรู้จากทุกหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนำไปปฏิบัติให้เห็นผล สร้างผลผลิตให้สูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการเกิดขึ้นของกรมส่งเสริมการเกษตร 9 ปี มีการขยายผลของการส่งเสริมการเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะมากในยุคนั้น มาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการขยายอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ขยายรูปแบบ ขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภาคทำงานสอดประสานกัน ภายใต้ระบบ Training and visiting ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเมื่อมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแหล่งวิจัยต่างๆ ให้กับเกษตรกรแล้ว เกษตรกรจะสามารถนำไปพัฒนาระบบการผลิตของตนให้ได้ตามเป้าหมาย มีการประเมินผลและการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีความพยายามอีกหลายๆทาง เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงในอาชีพ นโยบายต่างๆ มุ่งไปยังจุดเดียวกัน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส มีการทำแปลงสาธิต อบรมให้เข้าร่วมงาน ดูงาน หรือแม้แต่คัดเลือกเกษตรกรผู้นำ (CoF) โดยยึดหลักให้เกษตรกรผู้นำเป็นผู้ช่วยของนักส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกรผู้นำในยุคนั้น เป็นเกษตรกรที่มาจากคำถามว่า หากเกิดปัญหาทางเกษตรขึ้นภายในหมู่บ้าน ใครคือผู้ที่เกษตรกรเข้ามาสอบถามปัญหาหรือขอคำปรึกษามากที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเกษตรกรผู้นำ เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเกิดผลดีที่สุด

เวลาผ่านไปจากจุดนั้นราว 10-15 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนโยบายและอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวางตำแหน่งของนักส่งเสริมการเกษตร มีการนำนักส่งเสริมการเกษตรไปใช้ในงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร กลายเป็นเครื่องมือในการทำงานของนักการเมืองแทน งานพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผิดไปจากกรอบและหลักการทางวิชาการที่ชัดเจนจึงเริ่มต้นและขยายวงไปอย่างรวดเร็ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ขอคุยต่อตอนหน้าครับ

 

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

%d bloggers like this: