ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

Published October 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445923

x

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในวงการเกษตร ที่อาจดูว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เงียบบ้าง ดังบ้างในสังคม แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการเกษตรเป็นกิจกรรมพื้นฐานของการสร้างหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของการดำเนินชีวิต นั่นคือ อาหาร ทั้งยังเกี่ยวไปยังวิถีวัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณีต่างๆ ของสังคมไทยด้วย

การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในทางตรงและทางอ้อม ต่างมุ่งสู่ตัวของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาใดๆ คือ การพัฒนาคน งานบางงานหากคนได้รับการพัฒนาแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ จะตามมาเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีนำการพัฒนาแต่อย่างใด เพราะบางสถานการณ์เทคโนโลยีที่คิดว่าดีงามแล้ว อาจไม่เหมาะกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นการสนับสนุนเงินทุน อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ จะเป็นการสูญเปล่าทันที หากคนไม่ได้รับการพัฒนา คำโบราณท่านว่าไว้ เหมือนลิงได้แก้ว

ปัจจุบันยังพบเห็นความพยายามดังกล่าวอยู่มากในการพัฒนาด้านการเกษตร มีการทุ่มเทปัจจัยต่างๆ ลงไป โดยที่คนยังไม่มีความพร้อม ผลสำเร็จจึงไม่มีวันเกิดขึ้น วีธีการทำงานหรือแนวคิดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตัวของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องได้รับการพัฒนาด้วยไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ ต้องเป็นผู้ที่ทำงานให้สำเร็จด้วย เจ้าหน้าที่จึงต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนร่วม เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก มองภาพกว้างให้เป็น มองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี ทำงานอย่างมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจในทางที่ผิดที่พยายามแสดงบทบาทว่าเป็นผู้เสียสละ ห่วงใยบ้านเมือง แท้จริงแล้วเบื้องหลังรอยยิ้มและความห่วงใยที่แสดงออกอย่างจริงใจ กลับไม่มีความจริงใดในความห่วงใยนั้น

สังคมไทยในทุกวันนี้ เป็นสังคมตามกระแส ผู้ที่เก่งกาจในการสร้างภาพ สร้างกระแส ชนะผู้ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องแต่สร้างกระแสไม่เป็น เมื่อกระแสไปสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือนกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งผิด เพราะกระแสไม่เกิด สังคมที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล จึงมีโอกาสสูงที่สังคมนั้นจะเดินไปในทางที่ผิด และยิ่งประเด็นระดับชาติที่กระทบผู้คนเป็นจำนวนมาก หากตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่บิดเบือน ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ จึงตกแก่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ตกแก่ส่วนรวมแต่อย่างใด สังคมตามกระแสจึงเป็นรูปแบบของสังคมที่น่ากลัวมาก ยิ่งผู้มีข้อมูลที่ถูกต้องไม่ได้รับการปกป้อง ยิ่งทำให้ไม่มีใครออกมาแสดงตัวตน เมื่อทุกคนก้มหน้ายอมรับกระแสที่บิดเบือน จึงมีกลุ่มคมที่พยายามปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้องเสมอ

สังคมที่สาละวนกับการสร้างกระแส ทำให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงบางอย่างหลุดรอดออกไปจากความใส่ใจของสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องน้ำน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีในปีนี้ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดการน้ำกับผังเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโอกาสอันนี้ที่จะวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และวางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว หากสถานการณ์น้ำฝนในลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นเหมือนเช่นปีปัจจุบัน ในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เขื่อนหลักและอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการทำการเกษตรของฤดูแล้งที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นกับฝ่ายนโยบายแล้วว่าฤดูแล้งที่จะถึงนี้น่าจะมีปัญหา ถ้าไม่มีมาตรการในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากฝ่ายนโยบายไม่ได้มองภาพรวมของประเทศ บิดเบือนข้อมูลนำไปเป็นประโยชน์กับกลุ่มตน ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ย่อมส่งผลกระทบกับผู้คนในวงกว้างอย่างแน่นอน และผลที่ได้มันจะไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา

สังคมที่อยู่และเป็นบนกระแสที่สร้างได้ ทำให้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญหลุดหายออกไปจากความใส่ใจของสังคม เกิดช่องว่างให้ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาใช้อำนาจในการดำเนินการโดยไม่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เป็นตัวอย่างความสำคัญของการพัฒนาคน ลำดับแรกที่ควรเกิดขึ้น คือ โปรดตั้งคำถามกับทุกกระแส ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของกระแส มารักษาผลประโยชน์ชาติไปด้วยกันครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

Advertisements

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

Published October 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444456

x

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนและสับสน ข้อมูล ข่าวสารไหลเข้ามาจากทุกทาง สร้างการรับรู้หลายรูปแบบ หลายลักษณะยิ่งถ้าเป็นข่าวที่สร้างความตระหนก ตื่นกลัว ยิ่งง่ายต่อการกระจายข่าวออกไป อย่างไร้ขีดจำกัด และผู้รับสารเหล่านี้ มักจะขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร ทำให้ข่าวลวง ข่าวหลอก ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

ภาคการเกษตรนับว่าเป็นภาคการผลิตที่มุ่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก โดยเฉพาะตำแหน่งของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ภูมิอากาศจึงเป็นแบบร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบางครั้งที่เมื่อเราเร่งผลิตพืชบางชนิด เพื่อต้องการผลผลิตนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การเร่งการออกดอกติดผล เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตชของพืชเหล่านั้น และส่งผลต่อความอ่อนแอในการต่อสู้กับศัตรูธรรมชาติต่างๆ พร้อมกันไปด้วย ในบางครั้งที่ธรรมชาติขาดความสมดุล จึงมักจะเกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อโรคแมลงศัตรูพืชระบาด มนุษย์ซึ่งต้องการผลผลิตจากพืชเหล่านั้น จึงต้องปกป้องพืชที่ต้องเผชิญกับการทำลายของโรคแมลงด้วยวิธีการต่างๆ หากพื้นที่ไม่มากอาจใช้การไล่ การจับทำลาย หรือกำจัดต้นพืชที่ถูกโรคแมลงทำลายทิ้งไป เหลือไว้เท่าที่สามารถอยู่รอดให้ผลผลิตได้ แต่หากพื้นที่การผลิตมากขึ้น ความต้องการผลผลิตจากพืชมาบริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากประชากรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ สารเคมีทางการเกษตร ด้วยเป้าหมายที่ต้องการกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชได้เด็ดขาด รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และคุ้มค่าต่อการนำไปใช้ สารเคมีในทางการเกษตร จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและมีการใช้อย่างกว้างขวาง

สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้ ไม่ใช่จะใช้กำจัดศัตรูพืชเพียงอย่างเดียว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีในระบบการผลิตทั้งพืชและสัตว์ด้วยและหากไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร แล้วใช้วิธีการอื่นๆ ทดแทน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบ ต้นทุน ผลตอบแทน ให้ชัดเจน

การใช้สารเคมีทางการเกษตร มีโอกาสที่สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในผลผลิตหรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจสะสมในห่วงโซ่การผลิตได้เช่นกัน โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันแต่สาเหตุที่สำคัญคือการใช้ผิดประเภท ผิดเวลา ผิดวิธี ผิดอัตรา นั่นหมายถึงผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตรไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจึงส่งถึงสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงตัวของผู้ผลิตเองก็ไม่รอดจากผลกระทบเหล่านี้

ดังนั้น จะเห็นได้ถึงความจำเป็นทั้งสองด้าน ทั้งความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีเข้ามาในระบบการผลิต แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลผู้นำผลผลิตเหล่านั้นไปบริโภค ทุกฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าทุกคนเห็นความจำเป็น มีความรับผิดชอบ ต่อทั้งตนเองและสังคม ปัญหาจะบรรเทาลงไปได้ ไม่ต้องปล่อยข่าว สร้างข่าว ทำลายล้างซึ่งกันและกัน โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับบทความของ ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ประเด็นที่ว่า หากไม่ใช้สารเคมีเลยจะได้ไหม เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศ ให้ทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีอันตรายไปเลย จะได้ปลอดภัยไร้กังวล เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปนเปื้อนในวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบอาหารเพื่อบริโภค แต่คำถามที่คนเขาคิดและหาคำตอบกันคือ แล้วเกษตรปลอดสารเคมี จะเลี้ยงคงทั้งโลกได้จริงไหม

ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นทั้ง 2 ด้าน หรือทุกด้านที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้ผู้คนในสังคมต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เกิดผลดีกับทุกฝ่าย คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตน กลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง เป็นเป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด หรือจะมีผมเองก็ไม่อาจจะทราบได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441150

x

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางเป็นเรื่องที่คู่กับชีวิตของผมก็ว่าได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผมมีโอกาสได้พบเจอผู้คนหลากหลายอาชีพในระหว่างการเดินทาง เป้าหมายในการเดินทางในแต่ละครั้งอาจจะซ้ำที่เดิมบ้าง แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่การเตินทางในแต่ละครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมจึงรู้สึกยินดีทุกครั้งที่จะออกเดินทาง และยินดีมากขึ้นเมื่อเป้าหมายในการเดินทางแต่ละครั้ง คือ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดและรูปแบบการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในแต่ละถิ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการไปเยี่ยมกันในสวนเลยทีเดียว หากบอกว่าเป็นสวนเงาะและสวนลองกอง หลายท่านอาจว่าผมเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่ ผลไม้สองชนิดนี้น่าจะปลูกแถวภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย มากกว่าจะมาโผล่ที่จังหวัดอุดรธานีแต่ที่นี่คืออำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานีและปลูกมานับสิบปีแล้ว เกษตรกรที่ได้พูดคุยกันนั้นมีเงาะมีจำนวน 900 ต้น ราคาเฉลี่ยที่ขายได้ในปีนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ถือว่าสร้างรายได้ให้ดีพอสมควร ในขณะที่รอบๆ สวนแห่งนี้ยังคงเป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย นาข้าว และยางพารา เป็นส่วนใหญ่

ผมประทับใจแนวคิดของเกษตรกรรายนี้มาก จากการเป็นคนขับรถบรรทุกตระเวนส่งของจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้หรือภาคตะวันออกซึ่งไปมาแทบทุกจังหวัด ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่คนขับรถส่งของ สังเกตเห็นว่าคนในภาคเหล่านั้น ไม่มีการปลูกข้าว เห็นแต่ไม้ผล เป็นสวนผลไม้เป็นหลัก และผู้คนก็มีฐานะ เศรษฐกิจดี ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกินได้ แถมไม้ผลเหล่านี้ ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายปี ช่วงนั้นเริ่มมีการก่อสร้างฝายกั้นน้ำใกล้ๆกับพื้นที่แห่งนี้ จึงคิดว่าน่าจะนำกล้าไม้ผลจากภาคใต้และภาคตะวันออกลองมาปลูกในพื้นที่อำเภอนายูง โดยลองนำมาปลูกหลายชนิดทั้ง เงาะ ลองกอง ทุเรียน และมังคุด ใช้โอกาสที่ขับรถไปส่งของพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจันทบุรีบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลในการดูแลรักษาไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าคงต้องเลิกอาชีพขับรถส่งของในไม่ช้า แล้วกลับมาปักหลักทำสวนผลไม้อย่างจริงจัง ในบ้านเกิดของตนเอง ทดลอง เรียนผิดเรียนถูกไปและคิดเสมอว่าต้องทำได้ พอเข้าปีที่ 4ไม้ผลที่นำมาปลูกเริ่มให้ผล จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว ระยะแรกนำผลผลิตที่ได้มาขายในตลาดก่อน และเมื่อเป็นรู้จักมากขึ้นก็ไม่ต้องนำออกไปจำหน่ายเอง เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ดังนั้น เมื่อเห็นว่าการทำสวนผลไม้ในพื้นที่บ้านเกิดเป็นไปได้แน่นอน จึงซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อขยายสวนออกไปอีก รายได้จากการทำสวนสามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีกต่อไป

ตัวอย่างของเกษตรกรรายนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ที่กล้าเปลี่ยนแปลง จากการมีโอกาสได้เห็นได้เรียนรู้โดยตรงผ่านประสบการณ์และการสังเกต ตัดสินใจผันตัวเองจากการเป็นลูกจ้างคนขับรถบรรทุกกลับมายังบ้านเกิด พลิกทุนที่มีอยู่คือ ที่ดิน ลองทำอาชีพใหม่ๆ คือ การทำสวนผลไม้ เป็นความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพใหม่ที่มีความยั่งยืนแล้ว ความรักความผูกพันในครอบครัวก็มีมากขึ้นจากผลของการกลับมาทำการเกษตร ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ในบรรยากาศของครอบครัวอย่างแท้จริง

การพัฒนาการเกษตรด้วยการลงมือทำ มุ่งมั่น และขยันหมั่นเพียร ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ในทางกลับกัน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำแบบเดิมๆ สิ่งที่ได้มาก็ไม่พ้นแบบเดิม ผมเองเคยถูกเกษตรกรบางรายต่อว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ปลูกแต่ข้าว แล้วจะให้ไปปลูกอะไรได้ เพราะเป็นชาวนาต้องทำนาถึงจะถูก วิธีการคิดลักษณะนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ผมหวังว่าบทพิสูจน์จากเกษตรกรที่นายูงจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหลายๆราย ลองเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิธีทำ ผลที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากก็น้อย ขอเพียงแต่ต้องขยัน อดทนสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างมุ่งมั่นทุ่มเทความสำเร็จในการทำอาชีพเกษตรรออยู่แน่นอน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439550

x

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายงานของสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 2/2562 ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.3ชะลอตัวจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 1/2562 ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศและการลดลงของภาคต่างประเทศ ด้านการผลิต ภาคเกษตรลดลงร้อยละ 1.1 จากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาสแรก ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัวร้อยละ 2.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้าสรุปจากตัวเลขจะเห็นทิศทางที่ชะลอตัวลงทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร

ในทางเศรษฐศาสตร์ตัวเลข GDP จะใช้เป็นเกณฑ์ในการชี้มาตรฐานในการครองชีพของประชากรในประเทศนั้น สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวเลขสัดส่วน GDP ภาคการเกษตร ต่อ GDP รวมของทั้งประเทศ ตัวเลขจะไม่สูงมาก อยู่ประมาณ 1-5 เป็นส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทยตัวเลขสัดส่วน GDPภาคการเกษตร ปัจจุบันลดลงไปมาก น่าจะอยู่ประมาณ 10 ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดแต่สัดส่วนแรงงานไทย ประมาณกว่าครึ่งอยู่ในภาคการเกษตร ถ้ามองเฉพาะตัวเลข จะเห็นว่า แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก เพราะสร้างผลผลิตได้ออกมากน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงงานที่มี ซึ่งความหมายของนักเศรษฐศาสตร์ แรงงานคือส่วนหนึ่งของทุนนั่นเอง

ด้วยมุมมองดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงใช้จุดอ่อนเรื่องประสิทธิภาพต่ำ จำนวนแรงงานมีเป็นจำนวนมากกว่าครึ่ง มากำหนดนโยบายที่เอาง่ายเข้าว่า คือ ใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในลักษณะของการกระตุ้นการบริโภค เพราะเชื่อแน่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เก็บเงินไปใช้เป็นทุนอย่างแน่นอน มีแต่จะนำเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วเม็ดเงินดังกล่าวก็หมุนกลับไปสู่ทุนใหญ่ เพื่อให้ทุนใหญ่ขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมของทุนที่ไร้หัวใจ

การนำตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมากำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร อาจไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากภาคการเกษตร เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เรื่องราวของสังคมนั้นๆ ภาคอุตสาหกรรมอาจไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเวลาเก็บผลผลิตแล้ว แต่ยังไปงานบุญกันอยู่ ไม่รีบเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จ วิธีการบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่จึงมีความแตกต่างกัน ยิ่งอายุเฉลี่ยของเกษตรกรย่างเข้าสู่หลักห้า วิธีคิดและการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นยิ่งลำบากมากขึ้น การใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน จึงเป็นตรรกะง่ายๆ ในการดึงแรงบริโภค เพื่อให้ GDP เติบโต

ในส่วนตัวผมมีความเห็นว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่ทุกภาคส่วนของสังคมมองว่าเป็นภาคที่อ่อนแอ ทั้งที่จริงแล้วสังคมใช่หรือไม่ที่ทำให้ภาคการเกษตรอ่อนแอ มองในอีกมุมหนึ่งเมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายกลับไม่มองไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่ แต่มองไปที่การใส่เม็ดเงินเข้าไปในภาคการเกษตรเพื่อให้เม็ดเงินกระจายออกไป แต่ท้ายสุดแล้วกลับมารวมที่ทุนใหญ่ ทำไมนโยบายไม่มองไปที่การกระจายทุน เพื่อเพิ่มทุนให้ภาคการเกษตร ให้สามารถบริหารจัดการทุน พัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างแท้จริง วิธีคิดสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตรจึงไม่ใช่วิธีคิดแบบคำนวณตัวเลข แต่เป็นวิธีคิดแบบคำนวณจากความสุขแทน เพราะภาคเกษตรไม่ใช่ภาคที่อ่อนแอ แต่เป็นภาคที่ถูกทำให้อ่อนแอผมเชื่อว่าเป็นเช่นนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

Published September 23, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437906

x

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเรื่องเล่าของชาวนาเกลือ มาสู่เรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ระหว่างที่พูดคุยกันกับกลุ่มเกษตรกรชาวนาเกลือ อาชีพที่เหลือน้อยลงไปทุกปี กลุ่มแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีได้เปิดประเด็นปัญหาของกลุ่มตัวเองและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน พอได้ฟังเรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อแล้ว ผมอยากขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ได้คิดต่อ เผื่อจะได้ไปต่อกัน

แนวคิดในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกิดขึ้นในยุคที่นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ต่อเนื่องกับยุคของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักคิดของแปลงใหญ่เป็นหลักคิดเดียวกับหลักของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ชัดเจนเหมือนกับสหกรณ์ที่มีกฎหมายมารองรับชัดเจน ลักษณะเป็นระบบส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก(area-based approach) ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการในทุกกิจกรรมตลอด supply chain ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต การบริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนสามารถลดต้นทุนการผลิตผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรสามารถเป็นผู้จัดการ บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และการตลาดได้

สำหรับแปลงใหญ่โคเนื้อในจังหวัดเพชรบุรี กรมปศุสัตว์เป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มแปลงใหญ่นี้ให้มีความเข้มแข็ง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อได้รวมตัวกันพัฒนาการผลิต ในลักษณะโคเนื้อครบวงจรในรูปแบบเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเห็นว่าการพัฒนาโคเนื้อแบบครบวงจรจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง คือ พ่อแม่พันธุ์ กลางทาง คือ โคขุน และปลายทาง คือ เนื้อโคขุน การจะทำให้วงจรของโคเนื้อหมุนไปและสามารถเจริญเติบโตได้ การกระจายผลประโยชน์ต้องทั่วถึง ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงจรนี้ต้องอยู่ได้ เป็นหลักคิดที่น่าชื่นชมมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ไม่ได้มองแค่ผลิตเนื้อคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมองไปที่การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ด้วยการแปรรูปเป็นมัสมั่นกระป๋อง ภายใต้ความร่วมมือของโรงงานผลิตอาหารกระป๋องที่มีมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร การคัดเกรดของเนื้อเพื่อผลิตส่งไปยังตลาดต่างๆ ตามความต้องการที่ชัดเจน โดยเนื้อคุณภาพสูงจะจำหน่ายไปยังโรงแรม/ภัตตาคารต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อทำเป็นเนื้อสเต๊ก โดยมีแปลงใหญ่ผักร่วมด้วย กลายเป็นจานสเต๊กที่สมบูรณ์แบบ ส่วนเนื้อที่คุณภาพรองลงมาจะจำหน่ายไปอีกตลาดหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาล แปรรูปเป็นอาหารฮาลาลรูปแบบต่างๆ ทำให้การผลิตและจำหน่ายมีความครบวงจรอย่างแท้จริงเป็นการกระจายรายได้ กระจายผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นร่วมกัน ไม่ใช่ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อทุกคนในวงจรการผลิตโคเนื้อสามารถอยู่ได้ สังคมของโคเนื้อก็สามารถเติบโตไปได้เช่นกัน

หลักคิดการกระจายผลประโยชน์ร่วมกันและหลักคิดการผลิตแบบครบวงจร เป็นหลักคิดที่ผมอยากเห็นเกษตรกรทุกคนนำไปคิด เพื่อพัฒนาและต่อยอดกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองให้มีความเข้มแข็ง หากไม่สามารถคิดคนเดียวได้ ต้องมารวมตัวกันช่วยคิด โบราณว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว ยิ่งกิจกรรมทางการเกษตรด้วยแล้ว เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับหลายๆ ฝ่าย การจับมือกันให้ครบวงจร ตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ย่อมสามารถผลักดันกันและกันไปสู่จุดหมายได้ง่ายขึ้น

ส่วนตัวผมเอง ยังหวังต่อไปว่าแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีจะสามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตต่อไป สามารถที่จะผลักดันเมืองเพชรบุรีให้เป็นเมืองคาวบอยตะวันตก สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาให้โดดเด่นมากกว่าที่เป็นอยู่ คิดได้ขนาดนี้ ไปต่อได้แน่นอน ติดตามและเป็นกำลังใจครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

Published September 22, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436274

x

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปพบกับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรี นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้นั่งรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ทำให้ได้รับทราบประเด็นปัญหาและแนวคิดของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องระหว่างกัน ในช่วงที่ข่าวลวงเฟื่องฟู เรื่องบางเรื่องภาครัฐลงมือทำไปไกลแล้ว แต่พี่น้องยังไม่ได้รับรู้รับทราบ รอยต่อที่ว่านี้ยังต้องหาวิธีการเชื่อมให้สนิทมากยิ่งขึ้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน มองกันอยู่คนละมุม จึงยังมาเชื่อมกันไม่ได้สักที

วันนั้นประเด็นการทำนาเกลือ ถูกหยิบยกขึ้นมา พูดคุยกัน หลังจากที่ชาวนาเกลือเข้ามาอูยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2554 โดยก่อนหน้านั้นการทำนาเกลือไม่จัดว่าเป็นกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ทำให้ผู้ที่ทำนาเกลือตกหล่นไปจากนโยบายความช่วยเหลือภาคการเกษตร ไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังจากมาอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่ภายใต้หน่วยงานใดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กิจกรรมการทำนาเกลือ ไม่ใช่การปลูกพืช ไม่ใช่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และไม่ใช่กิจกรรมทางด้านปศุสัตว์ มองไปมองมา การทำนาเกลือสามารถดำเนินการในลักษณะของกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ได้ชาวนาเกลือจึงเข้ามาสู่การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วยเหตุดังกล่าว เรียกได้ว่ามาอยู่ด้วยกันไปก่อน

การเข้ามารวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ในระยะก่อตั้ง ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของสหกรณ์เหล่านี้ ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร มาตรการต่างๆ ที่รัฐกำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือ สหกรณ์ชาวนาเกลือเหล่านี้จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทุน การจัดการสินค้า หรือแม้แต่ปัญหาด้านราคา รวมถึงการสนับสนุนต่างๆ ที่ต้องมีเงื่อนไขเฉพาะด้าน

ผู้คนภายนอกอาจมองว่าการทำนาเกลือไม่น่าจะมีปัญหามากนัก เป็นเพียงการนำน้ำทะเลมาทำให้แห้ง เพื่อให้ได้เกลือ แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องมันไม่ได้ง่ายเลย ในวันนั้นชาวนาเกลือจังหวัดเพชรบุรีเสนอมา 2ประเด็น ซึ่งผมฟังแล้วเห็นว่าน่าสนใจมากประเด็นแรก คือ มีการนำเข้าเกลือทะเลจากอินเดียมาขายในราคาที่ถูกมาก กิโลกรัมหนึ่งไม่ถึงบาท เป็นราคาที่ถูกแบบเหลือเชื่อ ใน
ขณะที่ราคาเกลือที่เพชรบุรีตกราคากิโลกรัมละ 2-3บาท ไม่รวมค่าขนส่ง แค่ต้นทุนการขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ก็อยู่ราว 90 สตางค์แล้วมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือไม่เข้าใจ ทำไมราคาเกลือนำเข้าถึงถูกมากประเด็นที่ 2 การเติมไอโอดีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เกลือบริโภคต้องมีปริมาณไอโอดีนไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัม โดยชาวนาเกลือกลุ่มนี้ เล่าว่า หากเป็นเกลือสินเธาว์ที่เรียกกันว่า หินเค็ม จะให้เติมไอโอดีนเข้าไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่สำหรับเกลือทะเลซึ่งมีไอโอดีนอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงธาตุอาหารที่มีคุณค่ามากกว่า 84 ชนิด ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเติมไอโอดีนลงไปอีก และผู้บริโภคอาหารทะเลก็ได้รับไอโอดีนอีกทางหนึ่งแล้ว รวมถึงเกลือทะเลมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากการบริโภคด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคว่า ถ้าเป็นเกลือสินเธาว์ ให้เติมไอโอดีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเกลือทะเล จะเติมไอโอดีนหรือไม่เติมก็ได้ โดยให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกเองให้เหมาะสมกับอาหารที่ผู้บริโภครับประทาน หรือนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมก็ว่ากันไป สำหรับการนำเข้าเกลือจากอินเดีย ควรมีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงให้มีความชัดเจน ระหว่างนี้ควรระงับการนำเข้าไว้ก่อน

เส้นทางสายเกลือ ระหว่างแม่กลองไปเพชรบุรี เริ่มเห็นการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไป จำนวนพื้นที่การทำนาเกลือลดลง กลายเป็นโรงงานมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าขายเกลือริมถนน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาชีพการทำนาเกลือจะลดลงไปเรื่อยๆ สู้ราคาและต้นทุนไม่ไหว จึงมีชาวนาเกลือขายที่นาให้สร้างโรงงาน หมู่บ้านจัดสรร หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ราคาที่ดินย่านนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้เกลือทะเลไทยคงต้องสูญหายไปหมดในไม่ช้า เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือเป็นกังวลมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีใครอยากขายที่นาของตน หากยังสามารถประกอบอาชีพทำนาเกลือให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ นอกจากนี้เกลือยังเป็นสินค้าเพื่อความมั่นคง ประเด็นการสูญสลายไปของอาชีพการทำนาเกลือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมิน้อย

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้คนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คิดกันอย่างไร ทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมือง เพราะเข้าใจได้ว่าทุกคนคงสาละวนกับการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงยิ่งต้องเร่งให้เกิดผลโดยเร็ว แล้วประเทศชาติโดยรวมจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็น 1 กระทรวง 4 นโยบายหรือไม่ ขออย่าปล่อยให้เกลือเป็นหนอนเลยครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

Published September 21, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434615

x

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปี่กลองทางการเมืองเริ่มต้น เส้นทางการแสวงหาผลประโยชน์จากเกษตรกรก็เริ่มต้นเช่นกัน ผมพยายามทำความเข้าใจว่าเพราะบริบทของสังคมแบบไทยๆ เป็นเช่นนี้เอง เกษตรกรไทยจึงคุ้นเคยกับการเป็นผู้ร้องขอ คุ้นเคยกับการเป็นผู้รับ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ ของตน เพราะยังเชื่อว่าทำการเกษตรไปเถอะ อย่างน้อยก็มีกิน หากมีปัญหาเดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เมื่อเริ่มต้นวิธีการคิดแบบนี้ ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น

สำหรับส่วนราชการเองก็คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายที่คิดเอง ทำเอง ตัดสินใจเอง จนบางทีก็ลืมคิดไปว่าปัจจัยแวดล้อมที่ราชการคิดกับปัจจัยแวดล้อมของเกษตรกรไม่เหมือนกัน ผมเจอปัญหากับตัวเอง เมื่อมีโอกาสคุยกับเกษตรกรหลายคน เคยถามเกษตรกรว่าทำไมไม่ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เป็นแบบที่ทางราชการแนะนำ คำตอบที่ตอบมาตรงๆ คือ ทำไม่ได้หรอก ไม่ได้มีโน่นนี่นั้นเหมือนราชการมี จนบางครั้งต้องกลับมาคิดใหม่ว่า วิธีการคิดและการทำงานของส่วนราชการทำให้เกษตรกรอ่อนแอจริงหรือเปล่า เป็นการทำงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ร้องขอ ด้วยการตอกย้ำลงไปว่า เกษตรกรคือกลุ่มคนที่สังคมไทยต้องให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรคือกลุ่มคนที่อ่อนแอในสังคมยุคปัจจุบัน การพูดซ้ำๆ สื่อออกไปซ้ำๆ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อและเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่าตนเองคือกลุ่มคนที่อ่อนแอ และผู้คนในสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด

ผมไม่ปฏิเสธว่ายังมีเกษตรกรบางส่วนที่ไม่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่ระบบการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรกลุ่มนี้ยังคิดแบบเดิมๆ และทำแบบเดิมๆ ผลที่ได้จึงออกมาแบบเดิม ได้แต่อาศัยโชคชะตาช่วยให้ผ่านพ้นไปในแต่ละฤดูกาลผลิต และเช่นกันยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มใหญ่ที่ก้าวพ้นวังวนของการร้องขอ มาสู่การเป็นผู้ประกอบการทางเกษตรแบบมืออาชีพ เกษตรกรกลุ่มนี้ มักมีวิถีของตนเอง มีแนวคิดและวิธีคิดที่แตกต่างไปจากเกษตรกรกลุ่มเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตล่วงหน้า การวางแผนการตลาด การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต และการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบการผลิตของตนเอง เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตนั้นๆ เกษตรกรกลุ่มนี้จึงเป็นเกษตรกรที่สามารถลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามในสังคม โดยไม่ต้องร้องขอใดๆ จากส่วนราชการ หรือการร้องขอผ่านกลุ่มคนใด ขอเพียงแต่ให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น

จุดเปลี่ยนของวิธีคิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งส่วนราชการและตัวเกษตรกรเอง ถ้าอยากเห็นว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากส่วนราชการลงไปยังตัวเกษตรกรด้วยวิธีการแบบเกษตรกรทำเองภายใต้ปัจจัยแวดล้อมของตัวเกษตรกรที่แท้จริง สามารถเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ได้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพหลัก และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมดำเนินการ เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่ดำเนินการในพื้นที่และจัดการโดยตัวเกษตรกรเอง ส่วนราชการเข้าไปมีบทบาทเฉพาะในส่วนของการเสริมสร้างองค์ความรู้ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเท่านั้น ตัวอย่างของการถ่ายทอดเทคโนโลยีในลักษณะเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างส่วนราชการกับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อส่วนราชการที่สามารถทราบประเด็นปัญหาที่แท้จริงในการนำเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่เกษตรกร ปัญหาการบริหารจัดการในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา และเกษตรกรเองจะได้มีโอกาสพัฒนาระบบการผลิตของตนเองให้ก้าวผ่านจากเกษตรกรผู้ร้องขอ กลายเป็นเกษตรกรผู้ให้และตอบแทนต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรอีกกลุ่มได้หันกลับมาพิจารณาวิธีการของตนเอง เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน สร้างความเชื่อที่ว่าเมื่อเพื่อนทำได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกันผมจึงมีความหวังเสมอว่าเกษตรกรผู้ให้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าเกษตรกรผู้ร้องขอในสักวัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433283

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวสินเหล็ก เป็นข้าวที่เกิดจากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งลักษณะพิเศษของข้าวชนิดนี้ คือ เป็นข้าวกล้องสีครีมและมีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาล ต่ำ-ปานกลาง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำข้าวสินเหล็กมาทดลองให้กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานบริโภค พบว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ ทำให้สภาวะดื้อต่อinsulin ลดลงและการทำงานของตับอ่อนดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด ตลอดจนมีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันอาการอ่อนเพลียของร่างกาย เสริมความต้านทานต่อการเจ็บป่วย ป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจาง ช่วยทำให้สีผิวพรรณดูเรียบเนียนอีกด้วย

ดังนั้น ข้าวสินเหล็กจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่งหากใครสนใจต้องการซื้อไปบริโภค หรือซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่ สามารถติดต่อได้ที่สหกรณ์การเกษตรดอนตูม จำกัดเลขที่ 63/1 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 73150 โทร.03-496-8700หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่https://www.co-opclick.com

ส่องเกษตร : สร้างได้ถ้ามุ่งมั่น

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433007

x

ส่องเกษตร : สร้างได้ถ้ามุ่งมั่น

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมมีโอกาสได้คุยกับชาวสวน หลายคนเริ่มให้ข้อคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรชาวจังหวัดจันทบุรี เริ่มมีความเป็นห่วงว่าวงจรราคาผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม ราคาตกทุกฤดูกาลผลิต อย่างที่เคยประสบในหลายๆปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุว่ามีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากแทบทุกภูมิภาค ทั้งแหล่งปลูกเดิมและแหล่งปลูกใหม่ เกรงว่าอีกสัก 5-6 ปีข้างหน้าทุเรียนในแหล่งที่ขยายไปเริ่มผลิดอกออกผล ในขณะที่แหล่งปลูกเดิมให้ผลผลิตเต็มที่ ราคาทุเรียนจะดิ่งลงเหว ตามหลัก Demand – Supply ที่เป็นที่รู้กัน

หลายวันก่อนผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรในเขตภาคตะวันตกมีแม่ค้านำทุเรียนพายเรือมาจำหน่ายที่ตลาดน้ำ ราคากิโลกรัมละ 90 บาท ถามได้ความว่าเป็นทุเรียนจากภาคใต้ ดูจากสภาพผลทุเรียนแล้วเป็นทุเรียนลูกเล็กมาก น่าจะเป็นทุเรียนที่ถูกคัดทิ้งมาหลายรอบ น้ำหนักไม่น่าจะเกิน 1-2 กิโลกรัม/ผล ตอนแรกผมยังเข้าใจว่าเป็นทุเรียนจากสวนย่านนี้ แม่ค้ารีบแจ้งทันทีว่าหากเป็นสวนทางภาคตะวันตกราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 150 บาท หลังจากออกจากตลาดน้ำ เข้าสู่ถนนสายหลัก เห็นแผงขายทุเรียนมาตั้งขาย จากเดิมไม่เคยมีแผงขายทุเรียน สอบถามเห็นว่าเป็นทุเรียนใต้เช่นกัน แต่ขนาดผลใหญ่กว่าทุเรียนที่ขายที่ตลาดน้ำ ราคาจึงสูงกว่า ตกกิโลกรัมละ 120 บาท ขณะที่ทีมงานที่มาด้วยกันเล่าให้ฟังว่า หากเป็นทุเรียนป่าละอูแล้ว ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 300-400 บาท ตกผลละไม่ต่ำกว่า 800 บาท ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ถ้าใครอยากทานต้องไปสั่งซื้อที่ป่าละอูเท่านั้น

ในเชิงการตลาดแล้ว สินค้าบางอย่างก็ไม่ได้ขึ้นกับ Demand-Supply หากขึ้นกับความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับผลไม้เช่นทุเรียนหรืออาจเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ตาม หากสามารถสร้างอัตลักษณ์ หรือที่เขาเรียกว่า Unique ให้เกิดขึ้น มีความโดนเด่น มีอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น อีกทั้งผลผลิตออกไม่ตรงกับแหล่งอื่น สร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคได้ทราบว่า หากอยากทานผลไม้ชนิดนี้ที่มีลักษณะแตกต่างโดดเด่นแบบนี้ จะต้องมาจากแหล่งผลิตนี้เท่านั้น ประเด็นเรื่องราคาจะเป็นประเด็นรองลงไปในทันที อย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลาของกรมวิชาการเกษตร เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้พบกับชาวสวนทุเรียนที่ปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองซึ่งจำหน่ายได้ราคาดี เนื่องจากผลผลิตออกไม่ตรงกับแหล่งผลิตหลักและมีลักษณะเฉพาะตัว จึงไม่เคยประสบปัญหาราคาทุเรียนตกต่ำแต่อย่างใด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความมีอัตลักษณ์

ดังนั้น แนวทางหนึ่งในการพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตร คือ การพัฒนาอัตลักษณ์ของสินค้าตนเองให้เป็นหนึ่งเดียว จะเป็นด้วยสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ลักษณะดิน การติดดอกออกผลที่แตกต่างไปจากแหล่งผลิตอื่น หรือ ผลจากการใช้เทคโนโลยีการผลิตร่วมด้วย เชื่อได้ว่าผู้บริโภคยังมีความพึงพอใจในการบริโภคสินค้าเกษตรนั้นๆ โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา ยิ่งถ้าผลไม้หากมีการกระจายผลผลิตออกตลอดทั้งปี ร่วมกับมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว เชื่อได้ว่าตลาดภายในประเทศยังมีกำลังซื้อเพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเพียงตลาดเดียว ที่ส่งผลกระทบต่อวงจรผลไม้และวีถีชีวิตของชาวสวนมายาวนาน วันนี้เราต้องเป็นตัวของเราเอง ทั้งผู้ผลิต คือ พี่น้องเกษตรกร และ ผู้บริโภค คือ คนในประเทศของเรา นิยมไทย ไทยเจริญ ผมเชื่อสร้างได้ถ้าเรามุ่งมั่น

 

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : อะไรคือจุดเริ่มต้น

Published September 19, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431431

x

ส่องเกษตร : อะไรคือจุดเริ่มต้น

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีประชากรราว 45 ล้านคน ในปีปัจจุบันประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคน เช่นเดียวกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าในปี 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านคน จากปัจจุบันที่ประชากรโลกมีอยู่ประมาณ 7,600 ล้านคน สิ่งที่ตามมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรคือความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และแน่นอนพื้นที่ของโลกไม่เพิ่มขึ้น พื้นที่ของประเทศไทยยังคงเดิม การใช้ประโยชน์ที่ดินย่อมเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่การเกษตรถูกปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เพื่อการพาณิชย์ พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม ในขณะที่พื้นที่ป่าถูกรุกรานกลายเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรและบางส่วนกลายเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ไป จากข้อจำกัดของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการอาหารก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนของประชากรเช่นกัน การทำการเกษตรแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ ต้องมุ่งสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้มากขึ้น ตัวเกษตรกรเองต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและรูปแบบความต้องการอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป

ย้อนกลับไปยังทุ่งรังสิต เมื่อครั้งอดีตนับว่าเป็นอู่ข้าวหล่อเลี้ยงคนเมืองหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาให้ขุดคลองและจัดวางระบบการส่งน้ำ เพื่อให้มีน้ำเข้าถึงพื้นที่ปลูกข้าวอย่างทั่วถึง และโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิตเป็นแห่งแรก เพื่อทำการค้นคว้าทดลองทางวิชาการ สนับสนุนการทำนาของเกษตรกรให้สามารถผลิตข้าวได้อย่างเพียงพอ ประสบความสำเร็จสร้างตำนานเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ยังคงเหลือร่องรอยของความรุ่งเรืองแห่งการเป็นคลองรังสิตเพื่อการทำนาอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเกษตรจะประสบความสำเร็จอย่างดีนั้น น้ำคือปัจจัยสำคัญควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง

ยุคปัจจุบันการทำการเกษตรเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย เกษตรกรต้องปรับรูปแบบการผลิต ชนิดของสินค้า ระบบการจำหน่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บิรโภคเป็นสำคัญ การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม
ครบถ้วน ถูกต้อง จึงจะทำให้การทำการเกษตรประสบความสำเร็จ ใช่แต่เพียงมีที่ดินแล้วจะสามารถทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างน่าตกใจ การทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จบางที่อาจไม่จำเป็นต้องมีที่ดินเลยก็เป็นได้

อิสราเอล เป็นประเทศที่มีที่ดินเป็นทะเลทราย ไม่เหมาะที่จะทำการเกษตร แต่ก็สามารถทำการเพาะปลูกได้ ด้วยการใช้ความรู้เป็นสำคัญ มีการนำหลักการจัดการฟาร์ม การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชที่ปลูก และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด สัดส่วน GDP ภาคการเกษตรของอิสราเอลสูงกว่าไทยถึง 20 เท่า หากคิดเทียบในสัดส่วนพื้นที่ทางการเกษตรที่เท่ากัน เหตุผลสำคัญที่อิสราเอลสามารถทำได้คือ การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก การนำนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการและการดำเนินการด้านการผลิตและการตลาดภาคการเกษตรทุกขั้นตอน สอดรับกับความต้องการของตลาดและศักยภาพของตนเอง ในขณะที่ไทยเราพร้อมจะปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรในพื้นที่ 130 ล้านไร่ ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด ด้วยแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพหรือไม่ ข้อมูลAgriMap ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า เกษตรกรทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเกษตรของตนเองถึง 16.62 ล้านไร่ โดยเป็นข้าวสูงสุด 11.2 ล้านไร่ ส่งผลให้เกษตรกรต้องลงทุนมากขึ้น ในขณะที่ผลตอบแทนไม่เพิ่มขึ้นเกษตรกรบางราย เมื่อทราบผลการวิเคราะห์แล้ว กลุ่มที่เป็นคนหัวไวใจสู้ได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของตนเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเอง ร่วมกับการวิเคราะห์ทางการตลาด เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถอยู่รอดได้ เช่น กลุ่มเกษตรกรที่เลาขวัญ กาญจนบุรี และกลุ่มเกษตรในจังหวัดสระแก้ว ได้ปรับไปเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ เช่น แพะ และโคเนื้อ แทน เกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อย ปรับไปสู่การทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการทำการเกษตรตามรูปแบบของความเคยชิน

การทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญ คือ ตัวเกษตรกรเองที่ต้องการพัฒนาและยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ด้วยการใช้ความรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง แบบที่เรียกกันว่า เกษตรกรมืออาชีพ ผมหวังว่าจะพบเกษตรกรมืออาชีพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลนัก

สมชาย ชาญณรงค์กุล

%d bloggers like this: