ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

Published December 5, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/457940

x

ส่องเกษตร : เงิน 1 แสนล้าน ทำอะไร

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้สำหรับหน่วยราชการเป็นเวลาของการสาละวนกับการชี้แจงงบประมาณประจำปี2563 ต่อคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการต่างๆ ทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาควบคู่กันไป ซึ่งนับว่าเป็นภาวะไม่ปกติ เพราะปีงบประมาณของราชการไทยเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป สำหรับปีนี้หากวุฒิสภารอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จก็จะล่าช้าลงไปอีก ทางวุฒิสภาจึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาทำการศึกษางบประมาณควบคู่กันไป

สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าสู่การพิจารณาของทั้งสองสภา การชี้แจงของแต่ละหน่วยงานใช้เวลาไม่เท่ากัน ขึ้นกับความสามารถในการชี้แจงและการทำความเข้าใจของหัวหน้าหน่วยงาน บางหน่วยงานอาจถูกใบสั่งก็ต้องอดทนและใช้เวลาทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เข้าใจว่าทุกฝ่ายมีเจตนาดีในการใช้
งบประมาณของแผ่นดิน

หากพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว จะพบว่าปีนี้ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 109,833.6549 ล้านบาท และเมื่อเจาะลึกไปในรายละเอียด เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายประจำประมาณ 38% ส่วนที่เหลือ 62% เป็นงบดำเนินการและงบลงทุน ส่วนนี้เป็นงบประมาณที่ใช้ในการพัฒนาด้านการเกษตรจริงๆ ซึ่งจากการประเมินรายละเอียดตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณจะพบว่าจากแผนงานรวม 21 แผนงาน แผนงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แผนบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ คิดเป็น 37.75% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนด้านการสร้างการเจริญเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 9.5% แผนงานบูรณาการพื้นที่ระดับภาค คิดเป็น 7.42% แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสร้างมูลค่า คิดเป็น 6.37% และแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถทางการแข่งขัน 5.44%

จากการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จะเห็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังทุ่มเทงบประมาณไปยังการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2563ส่วนที่เหลือจัดสรรไปยังยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะงานด้านยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ซึ่งบางประเด็นแทบจะไม่เห็นปรากฏในการจัดสรรงบประมาณปีนี้เลย เช่น การจัดสรรงบประมาณให้กับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 5 ประเด็น ถือว่ายังไม่มีความชัดเจนเท่าใดนัก และเมื่อพิจารณาประเด็นด้านเกษตรสร้างมูลค่า พบว่า การสร้างและการใช้ประโยชน์จากเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ไม่ปรากฏงบประมาณในการดำเนินการเป็นการเฉพาะ แต่ปรากฏไปแทรกอยู่จางๆ ในส่วนของการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ การพัฒนากลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เท่านั้น ในส่วนของประเด็นเกษตรปลอดภัย งบประมาณไปปรากฏในงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การรับรองมาตรฐานความปลอดภัยพืช สัตว์ ประมง ไม่ได้ถูกหยิบยกออกมาให้เป็นงานเด่นแต่อย่างไร หรือแม้แต่ประเด็นเกษตรชีวภาพกลับพบว่าไม่ปรากฏการจัดสรรงบประมาณโดยตรง แต่เป็นการจัดสรรตามกรอบเดิมของกระทรวง เช่น การส่งเสริมพืชสมุนไพร แผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนจากฐานชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นแทนหรือแม้แต่ประเด็นเรื่องเกษตรแปรรูปก็ยังเป็นประเด็นที่ซ่อนอยู่ในงานปกติของกรม/กองต่างๆ และเมื่อมองไปที่ประเด็นเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นงานใหม่ที่ทุกหน่วยงานพยายามยกตัวเองเข้าไปอยู่ในขอบข่ายอัจฉริยะ ก็ไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมเนื้อหาของความเป็นอัจฉริยะเข้าไปในงานเดิมๆ ไม่มีกรมไหนฉีกงานอัจฉริยะออกมาให้เห็นภาพชัดๆ แต่อย่างใด

เงิน 1 แสนล้าน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปีงบประมาณนี้ ยังคงเป็นการจัดสรรงบประมาณตามบทบาทหน้าที่ของกรม/กองแบบเดิมๆ ไม่ได้วางทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศแต่อย่างใด หากแต่เป็นการรวบงานเดิมๆ มาแต่งหน้าทาปากนิดหน่อย แล้วนำไปวางว่าเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ บางประเด็นที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรของชาติ เช่น งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่าง พบว่ามีการจัดสรรงบประมาณไม่ถึง 1% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งโดยหลักการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ไม่ควรต่ำกว่า 3% แสดงให้เห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ เท่าที่ควร เราจะคาดหวังกับการพัฒนาไปสู่เกษตร 4.0 หรือ 5.0 เป็นเกษตรอัจฉริยะได้อย่างไร เมื่องานกับเงินไม่ได้รองรับ เส้นทางสู่วิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพูดเท่านั้น ต้องลงมือทำด้วยกันทุกฝ่ายหรือจะสร้างวาทกรรมกันไปวันๆก็ว่าไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : บริหารขาประจำแบบขาจร

Published November 27, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/456484

x

ส่องเกษตร : บริหารขาประจำแบบขาจร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย่างเข้าสู่ปลายพฤศจิกายน อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ปีใหม่ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ส่วนข้าวอายุสั้น เช่น กข.15อาจเก็บเกี่ยวไปหมดแล้ว ในขณะที่ข้าวหอมมะลิ 105 อยู่ในช่วงของการก็บเกี่ยวพอดี ฤดูเก็บเกี่ยวเป็นฤดูที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก กลไลตลาดจะเริ่มชัดเจนขึ้น พอผลผลิตออกมามาก ราคาก็ตกต่ำลงไป หรือในบางช่วงอาจมีคนทำให้ราคาตกต่ำลง โดยที่เกษตรกรได้แต่มองตาปริบๆ ปัญหาของเกษตรกรไม่ได้เริ่มหลังผลผลิตออกสู่ตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การปลูกเลยทีเดียว เมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ สู่ทุ่งรวงทอง ปัญหาที่ตามมาคือเครื่องเกี่ยวข้าวไม่เพียงพอกับช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน กระทบไปถึงคุณภาพของข้าว ทั้งการเก็บเกี่ยวในขณะที่ยังไม่สุกแก่เต็มที่หรือการเก็บเกี่ยวเมื่อเลยระยะเวลาที่เหมาะสมทั้งหมดนี้ ต่างก็กระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตที่เกษตรกรจะได้รับทำให้ต้องมีการใช้ถนนสาธารณะเพื่อเป็นลานตากข้าวตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เกษตรกรต้องดิ้นรนช่วยตนเอง ผ่านองค์กรเกษตรกรทั้งสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน บางแห่งอาจได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่เข้ามาช่วยเหลือบริหารจัดการกันไป

ในบรรดาปัญหาเหล่านี้ เรื่องราคาผลผลิตตกต่ำเป็นเรื่องที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่โครงการของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีอยู่หลายโครงการมาก แต่โครงการเหล่านี้คล้ายจะไม่เอื้อต่อกัน เป็นโครงการที่เป็นชิ้นๆ ของใครของมันไม่ว่าจะเป็นโครงการชะลอการขายข้าว การประกันรายได้ โดยหลักการเหมือนจะแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็ยังมีช่องว่าง พอที่จะให้ผู้กว้างขวางในวงการค้าข้าวสอดแทรกเข้ามา ทำให้ตลาดการค้าข้าวสะเทือนได้ เช่นใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ ส่งผลให้ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ลดลงไปอย่างน่าใจหาย แต่เสียงของเกษตรกรเหล่านี้อาจดังไม่พอ ไม่เหมือนกับกรณี 3 สาร หรือชวนคิดได้ว่าปัญหาราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาปกติ เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงไม่สามารถสร้างกระแสขึ้นในสังคมได้ ไม่เหมือนเรื่องของ 3 สาร ที่โต้กันผ่านสื่อจนไม่เหลือพื้นที่สื่อให้กับประเด็นความเดือนร้อนเดิมๆ ที่ไม่เคยแก้ไขให้สำเร็จได้เลย

หลังการเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรจะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง สำหรับแล้งนี้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ต่างออกมาเตือนว่าปีนี้แล้งแน่ น้ำทำนาปรังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากฝนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนทำให้ไม่สามารถกักเก็บได้ สำหรับเกษตรกรในเขตอีสานตอนล่าง ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในฤดูฝนที่ผ่านมา เรือกสวนไร่นาเสียหายเป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำลดก็ไม่สามารถปลูกข้าวได้แล้ว หลายหน่วยงานรวมทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้น โดยจะสนับสนุนให้ปลูกพืชอายุสั้นที่สามารถใช้ความชื้นที่มีอยู่ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้กลับมาบ้าง ผ่านไป 2 เดือน คำสัญญาหน้าฝนก็จางหายไปกับฝน ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เกิดขึ้น พร้อมกับความชื้นในดินก็ระเหยไปกับสายลมและแสงแดดที่แผดเผาของฤดูหนาว ครบปีอีกครั้งเกษตรกรเหล่านี้ ยังไม่ได้ผลตอบแทนจากทุน คือ ที่นา ที่เขามีอยู่เลย แล้วจะใช้ชีวิตในฤดูต่อไปอย่างไร เมื่อไม่มีงานไม่มีผลตอบแทนจากไร่นา สิ่งที่ตามมาคือการดิ้นรนเข้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อหารายได้จากการรับจ้างต่างๆ แทน หากวัฎจักรนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ความสิ้นหวังในการทำการเกษตรจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และซ้ำเติมให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและปัญหาครอบครัวตามมาไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อพิจารณาการเตรียมการขอหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย และโครงการอื่นๆ อีกมาก ประเด็นสำคัญที่คล้ายๆ กัน คือ ปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่จะให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเข้าถึงและนำไปเพาะปลูกได้ โดยไทยเรายังต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดจากต่างประเทศ โดยที่ภาครัฐเข้ามาดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อสนับสนุนโครงการเหล่านี้น้อยมาก นัยว่าเป็นการสนับสนุนธุรกิจเมล็ดพันธุ์ให้กับภาคเอกชน สิ่งที่ตามคือการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ดำเนินการได้อย่างจริงจังเข้มงวดเพียงใด ทุกอย่างๆ ก็จะวนๆ และตกไปที่เกษตรกรในที่สุด ไม่ต่างจากสารเคมีทางการเกษตร เกษตรกรจะก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร จะมีเกษตรกรกี่รายที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาประจำๆ ที่ท้าทายความสามารถของขาจรที่เข้ามาบริหารจัดการ อย่าคิดแค่ฉาบฉวยบนผลประโยชน์ทับซ้อน ให้มองลึกลงในแววตาแห่งความหวังของเกษตรกร ก่อนที่ปัญหาเหล่านี้จะทำให้อาชีพการเกษตรล่มสลายไปจากสังคมไทย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ทบทวน

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/454990

x

ส่องเกษตร : ทบทวน

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนพฤศจิกายนแล้ว ผ่านเทศกาลลอยกระทงไปอีกครั้ง อากาศเย็นก็ยังไม่มาให้คนเมืองหลวงไปสัมผัสกันเท่าใดนัก ไม้ผลหลายชนิดจะติดดอกออกผลได้จะต้องได้รับความเย็นในระดับหนึ่งติดต่อกัน ตาดอกจึงจะออกมาได้ ถ้าความเย็นไม่ถึงระดับ ตาดอกก็จะเปลี่ยนไปเป็นใบเสีย กลายเป็นพันธุ์ดูใบแทน สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ เว้นแต่มนุษย์เราจะไปทำให้ความปกติเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ล้วนๆ

หลายวันก่อน มีโอกาสไปแม่กลองผมก็ลุ้นๆ อยู่ว่าลิ้นจี่แม่กลองจะติดดอกในฤดูนี้หรือไม่ หลายๆสวนที่ผมไปพบมาก็ตัดลิ้นจี่ทิ้งไป เปลี่ยนมาปลูกส้มโอแทน เห็นว่าส้มโอยังไงก็ออกผล ไม่ต้องคอยลุ้นให้เทวดามาโปรดเหมือนลิ้นจี่ ผมนั่งคุยกับชาวสวนลิ้นจี่คนหนึ่ง ในความเห็นผมค่อนข้างจะเป็นชาวสวนนักอนุรักษ์ เพราะยังยืนยันที่จะคงต้นลิ้นจี่ไว้ ไม่ยอมตัดไปปลูกส้มโอทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าจำนวนต้นลิ้นจี่ที่มีในสวนน้อยกว่าต้นส้มโอมาก จากที่มีลิ้นจี่ทั้งสวนก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เหลือไว้พอให้ขึ้นชื่อว่ายังมีลิ้นจี่แม่กลองอยู่ ชาวสวนลิ้นจี่รายนี้ ติดตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นข่าวหลักๆ ที่ชาวสวนติดตาม เมื่อทราบว่าอุณหภูมิจะลดลงเมื่อไหร่ จะต้องรีบไปหักยอดลิ้นจี่ออก แล้วรอลุ้นว่าจะพอดีกับอุณหภูมิที่ลดลงหรือไม่ ถ้าจังหวะดีๆ ตาที่ออกมาใหม่ก็จะเปลี่ยนเป็นตาดอก รอให้เก็บผล ถ้าจังหวะไม่ดี ตาดอกก็จะเปลี่ยนเป็นตาใบแทน ถือว่าฤดูนี้จบกัน ลิ้นจี่พันธุ์ดูใบแน่นอน ด้วยความสงสัยผมจึงสอบถามว่าชาวสวนรายอื่นๆ รู้เทคนิควิธีการนี้หรือไม่คำตอบ คือ รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง บางคนก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเทวดาฟ้าดินไป

ในวงการเกษตรระดับนโยบายอยู่ระหว่างการผลักดันนโยบายเกษตรอัจฉริยะ ผลักดันการนำ Big Data มาใช้ในทางการเกษตร คำถามที่เกิดขึ้น คือ ความเข้าใจเรื่อง Big Data ความเข้าใจเรื่อง เกษตรอัจฉริยะ คืออะไร จะมุ่งไปเพียงสั่งการให้น้ำได้ผ่านมือถือ สั่งเพิ่มแสง ลดแสง สั่งให้ใส่ปุ๋ยได้ตามสภาพของดินของพืชเท่านั้นหรือ อันที่จริงแล้วเรื่องที่อยู่ภายใต้ความอัจฉริยะ คือ จะทราบได้อย่างไรว่าพืชชนิดนี้ต้องการน้ำในแต่ละช่วงเวลาเท่าใด ความชื้น ความเข้มของแสง อุณหภูมิที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงสุด โดยไม่ชักนำให้เกิดโรคแมลงศัตรูพืชคือระดับไหน ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตของพืชต้องการธาตุอาหารใดบ้างเป็นปริมาณเท่าใด ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและลงลึกในรายละเอียด ไม่ใช่จะหวังพึ่งพาเทคโนโลยีอัจฉริยะแต่เพียงฝ่ายเดียว

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเป็นความก้าวหน้าที่ก้าวกระโดด และจะยิ่งก้าวไปไกลกว่านี้อีกในอนาคตอันไม่ไกล ดังนั้นสามารถสั่งการอย่างไรก็ได้ ต้องการให้ทำอะไรไม่เป็นปัญหาสำหรับเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือทำอย่างไรจึงจะทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้สั่งการได้ถูกต้อง อยากให้ลิ้นจี่แม่กลองออกดอกติดผลต้องมีปัจจัยใดบ้าง คงเป็นประเด็นที่ต้องมาคิดกันต่อ ความเป็นอัจฉริยะไม่ได้สร้างได้ในวันสองวัน Big Data ที่กระจัดกระจาย Big Dataที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย จะกลายเป็นเพียงข้อมูลขยะเท่านั้น และก่อนจะได้จุดที่เป็นอัจฉริยะ ขอให้เริ่มจากทำอย่างไรให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคโนโลยีง่ายๆ แค่เด็ดยอดเท่านั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

Published November 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453463

x

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอมุมมองของการวิวัฒนาการด้านการเกษตร นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่เปลี่ยนระบบการเกษตรเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามา ทั้งการส่งนักศึกษาไปเรียนในต่างประเทศและการได้รับทุนช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย หรือ อิสราเอล เป็นต้นหลังจากนั้น ในปี 2510 เริ่มทบทวนปัญหาในการพัฒนาการเกษตรใหม่ ด้วยเห็นว่าเทคโนโลยีมีแต่ไม่เข้าถึงเกษตรกร จึงเกิดนักส่งเสริมการเกษตรขึ้นมาทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปต่างๆ จนกระทั่งงานหลักที่ทำให้เกิดนักส่งเสริมการเกษตร กลายเป็นงานลำดับท้ายๆ ของนักส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของนักส่งเสริมการเกษตรคือ การมุ่งให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำการเกษตรของตนเอง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพการผลิต ในขณะที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบของการจำหน่ายปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร ขยายไปถึงสารชีวภัณฑ์ สารปรับปรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าภาคเอกชนประกอบธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ จึงต้องใช้กลไกทางการตลาดต่างๆ มาใช้กับธุรกิจของตนเอง ทั้งการสร้างความจำเพาะเจาะจง ผูกกันเป็นแพคเกท รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในรูปแบบของการขึ้นทะเบียน การเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อตัวของผลิตภัณฑ์ ราคา คุณภาพ และมาตรฐาน และย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเหตุผลดังกล่าว จึงมีความพยายามจากภาคราชการและตัวเกษตรกรที่จะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาและให้ผลตอบแทนในระดับที่ยอมรับได้ จึงเกิดแนวคิดการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) การเกษตรแบบผสมผสานแทนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว และการใช้เทคโนโลยีในท้องถิ่นที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขยายตัวเข้าไปแทรกซึมกับการเกษตรแบบพึ่งพาผู้อื่นอย่างเต็มร้อย ผลการจากศึกษาวิจัยและการลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรอย่างยาวนาน จะถูกนำไปปรับใช้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้พระราชทานแนวทางในการทำการเกษตรที่เรียกว่า การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการเกื้อกูลกันในทุกๆ กิจกรรมของการทำการเกษตรของเกษตรกร ลดการพึ่งพาจากภายนอก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นจากระบบการเกษตรของตนเอง และจัดการความเสี่ยงที่อาจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ หรือ ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว์ในระบบการผลิตของตนเอง ซึ่งจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นั้นในทึ่สุด ประกอบหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทางพระราชทานให้ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ ลดการพึ่งพา มีภูมิคุ้มกันในตนเอง และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันจะเห็นว่าบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรจากภาคราชการลดน้อยลงไปมาก เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ต่างๆ ทำให้การชักจูงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นกัน บางกรณีเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยไม่จำเป็น เช่นกรณีของเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยปกติเกษตรกรสามรถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อย่างน้อย 3 ฤดูปลูก จึงจะเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ แต่เมื่อการส่งเสริมการขายเข้ามา รูปแบบการผลิตข้าวเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เองแล้ว ต้องลงทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ในทุกครั้งที่ปลูกข้าว แถมด้วยโฆษณาให้ฉีกพ่นฮอร์โมน์ สารเสริมโน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกษตรกรเหล่านี้รู้เท่าทันและสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าสิ่งไหน คือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในขณะที่เกิดกระแสการปฏิเสธเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ยึดสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากการเกษตรของประเทศไทยจะย้อนกลับ ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง คงต้องบอกว่าเสียดายการลงทุนในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่นำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผนวกกับเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยไม่ได้คิดประเด็นด้านธุรกิจมาสร้างความมั่นคงในอาชีพ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ผมยังหวังว่า การวิจัย พัฒนาและส่งเสริมการเกษตรจะเดินหน้าควบรวมไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนสืบไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

Published November 8, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451994

x

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“อดีตเป็นเรื่องบอกปัจจุบันและอนาคต” ข้อความนี้ผ่านหูผ่านตาผมมานาน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริง เพราะเรื่องราวของอดีตมักจะส่งผลมาถึงปัจจุบันและสะท้อนไปถึงอนาคตบ่อยครั้ง

การพัฒนาทางการเกษตรก็เช่นกัน หากพิจารณาการเกิดขึ้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกในชื่อต่างๆ นับเป็นเวลามากกว่า 125 ปี การพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมาโดยตลอด ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เป็นกระทรวงที่เกิดขึ้นมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีหน่วยงานภายใต้ในระดับกรมที่สำคัญมารองรับการปฏิบัติในขณะนั้นอยู่แล้ว ต่อมาในปี 2486 เริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาการเกษตร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ เริ่มมีการทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการเกษตรของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางการเกษตรมาป้อนให้กับเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรในขณะนั้น

ในช่วงเวลากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรสมัยใหม่อย่างหนักและต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านการเกษตรและเทคโลยีที่เกี่ยวข้อง เห็นความจำเป็นในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ลงไปสู่เกษตรกรให้ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าว จึงปรับตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรอย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จึงเกิดขึ้น รวมงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ฝึกอบรม ทุกลักษณะของกรม/กองต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคนั้น จัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 เพื่อทำหน้าที่ในการนำองค์ความรู้จากทุกหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนำไปปฏิบัติให้เห็นผล สร้างผลผลิตให้สูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการเกิดขึ้นของกรมส่งเสริมการเกษตร 9 ปี มีการขยายผลของการส่งเสริมการเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะมากในยุคนั้น มาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการขยายอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ขยายรูปแบบ ขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภาคทำงานสอดประสานกัน ภายใต้ระบบ Training and visiting ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเมื่อมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแหล่งวิจัยต่างๆ ให้กับเกษตรกรแล้ว เกษตรกรจะสามารถนำไปพัฒนาระบบการผลิตของตนให้ได้ตามเป้าหมาย มีการประเมินผลและการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีความพยายามอีกหลายๆทาง เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงในอาชีพ นโยบายต่างๆ มุ่งไปยังจุดเดียวกัน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส มีการทำแปลงสาธิต อบรมให้เข้าร่วมงาน ดูงาน หรือแม้แต่คัดเลือกเกษตรกรผู้นำ (CoF) โดยยึดหลักให้เกษตรกรผู้นำเป็นผู้ช่วยของนักส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกรผู้นำในยุคนั้น เป็นเกษตรกรที่มาจากคำถามว่า หากเกิดปัญหาทางเกษตรขึ้นภายในหมู่บ้าน ใครคือผู้ที่เกษตรกรเข้ามาสอบถามปัญหาหรือขอคำปรึกษามากที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเกษตรกรผู้นำ เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเกิดผลดีที่สุด

เวลาผ่านไปจากจุดนั้นราว 10-15 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนโยบายและอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวางตำแหน่งของนักส่งเสริมการเกษตร มีการนำนักส่งเสริมการเกษตรไปใช้ในงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร กลายเป็นเครื่องมือในการทำงานของนักการเมืองแทน งานพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผิดไปจากกรอบและหลักการทางวิชาการที่ชัดเจนจึงเริ่มต้นและขยายวงไปอย่างรวดเร็ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ขอคุยต่อตอนหน้าครับ

 

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : After Shock!!!

Published November 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450483

x

ส่องเกษตร : After Shock!!!

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่มีความสับสนวุ่นวายสำหรับภาคการเกษตรพอสมควรเกิดความแตกแยกและแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจนในสังคม ทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน กลุ่มการเมือง กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้ผลิตคนเมือง และ คนชนบท วาทกรรมแผ่นดินอาบสารพิษด้วยมือของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี เป็นผู้ร้ายในมุมของผู้ปั่นกระแสแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดกลุ่มคนผู้น่าสงสารที่ต้องบริโภคสารพิษ และสื่อที่สร้างความตระหนกไปไกลจนมองหาจุดเริ่มต้นกันไม่เจอ

อดีตที่ผ่านมาไม่นาน ก่อนกระแส 3 สารจะกระหน่ำ เกษตรกรมักได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มคนที่สำคัญของประเทศ เป็นผู้เสียสละ ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ ได้รับการผลักดันให้เป็นครัวของโลกที่น่าชื่นชมเป็นกลุ่มคนที่สร้างความมั่นคงทางอาหารทำให้ประเทศเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมา แต่ทุกวันนี้ เกษตรกรกลับกลายเป็นผู้ร้าย เป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของผู้บริโภค สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายเศรษฐกิจของชาติ และอื่นๆ อีกมาก สุดแต่จะจินตนาการไป ผู้ที่อยากเกาะกระแสก็ออกมาให้ข้อมูลที่อยากจะให้ ผู้คนในสังคมยังคงเสพสื่อโดยขาดตรรกะ ขาดการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง จินตนาการสามารถกลบความรู้จนมิดสนิทและไปไกลจนกระทั่งนักวิชาการเกษตรผู้ไม่ประสากับการสร้างกระแส ถึงกับยืนงงกับปลวกกินหญ้า ความแตกแยกในสังคมไทยได้เกิดขึ้นอีกแล้ว

ประสบการณ์การทำงานในอดีตของผม ทำให้มีโอกาสเดินทางไปในประเทศต่างๆ สิ่งที่ผมเห็นในแวดวงการเกษตร คือ ทุกสังคมไม่ว่าประเทศไหนต่างให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะทุกประเทศเห็นความสำคัญของการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชาชนของตนเอง เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมัน ทุกประเทศต่างก็พยายามที่จะลดการพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเกิดอะไรขึ้นก็ยังสามารถผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนในชาติได้ ยอมที่จะลงทุนตั้งแต่การศึกษาวิจัยไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในชาติว่าประเทศของตนมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแน่นอน

มองกลับมาที่บ้านเราในช่วงเวลานี้ดูราวกับว่ามุ่งทำลายระบบการเกษตร เพียงเพื่อต้องการชนะตามกระแสที่ขาดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้านมารองรับ ไม่ได้มองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมาในวงกว้าง ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ต้องรับผลกระทบไปด้วยกันทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ปกติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว มักจะเกิดเหตุการณ์หนึ่ง ตามมา เรียกว่า After Shock เหตุการณ์นี้จะรุนแรงหรือจะเกิดขึ้นเพียงบางเบาขึ้นกับความรุนแรงของแผ่นดินไหว เช่นเดียวกับกรณีการแบน 3 สาร จะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงในภาคการเกษตรผมคาดว่าเหตุการณ์จะไม่จบลงเพียงแค่นี้หลังจากแบนแล้วจะต้องทำอะไรต่อหรือ เป็นคำถามที่ต้องมีผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของอาหารในประเทศจะปลอดภัย 100% สุขภาพของคนไทยจะดีขึ้นไม่มีสารพิษตกค้างอย่างที่กล่าวอ้าง และสิ่งแวดล้อมจะกลับมาดีงามเพราะไม่มีการอาบแผ่นดินด้วยสารพิษอีกแล้ว วาทกรรมที่นักการเมืองระดับนโยบายท่องผ่านสื่อเป็นจังหวะเดียวกัน ทำให้คนทั้งประเทศที่ได้รับฟังและคล้อยตามมาตลอด จะเป็นจริงแล้วหรือน่าดีใจจริง แต่ผมเชื่อว่าผู้คนในวงการเกษตรที่แท้จริงไม่ได้เชื่อไปในแนวทางนั้นทั้งหมด ความปลอดภัยของอาหารไม่ได้ขึ้นกับสารเคมีทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว สุขภาพของคนไทยก็ไม่ได้ขึ้นกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรเท่านั้น หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมของประเทศก็ไม่ได้เสื่อมลงเพราะสารเคมีทางการเกษตร ยังมีเหตุปัจจัยต่างๆ อีกมาก อย่าได้โยนบาปให้เกษตรกรเลย

ผมมีความเห็นว่าการสร้างความปลอดภัยของอาหารให้เกิดขึ้นอย่างถาวร ควรเริ่มจากการให้ความรู้ความเข้าใจที่จะนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพราะเมื่อไม่มีคนใช้สารเคมี ผู้ผลิตก็ต้องยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายไปในที่สุด แต่แนวทาง
ดังกล่าวเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน และนโยบายการส่งเสริมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายแบบสร้างภาพสวยๆ ปั่นกระแส กดดัน ข่มขู่ ขาดความรอบคอบรอบด้าน ผลที่ตามมาจะไม่สามารถปรับตัวและรับแรงกระแทกได้ อาจถึงขั้นล่มสลายกันไปทั้งระบบ ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดขึ้นเลยแรงกระแทกที่ว่านั้น การออกมาของเกษตรกรเพียงเพื่อเสนอข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นที่ต่างจากผู้กำหนดนโยบาย เกษตรกรก็ได้กลายเป็นผู้ร้ายตามหน้าสื่อไปแล้ว หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลิกผลิตอาหารเลี้ยงคนเมือง เปลี่ยนระบบการผลิตเป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพตน แลกเปลี่ยนอยู่ในสังคมของตน ปรับรายได้หลักมาสู่งานนอกภาคการเกษตร คนเมืองที่ต้องการบริโภคอาหารปลอดภัยจะใช้ชีวิตแบบคนเมืองอย่างไร เป็นประเด็นที่น่าติดตามมาก ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวงการอื่นๆ จากแรงกระเพื่อมที่ไม่สนใจข้อเท็จจริงดังกล่าว มาติดตามกันว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นจาก After Shock ครั้งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

Published October 31, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ผลักดันขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ประสานและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จนถึงขั้นตอนสุดท้าย และได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ไม่มีด้านใดที่ระบุชัดเจนว่าเป็นด้านการเกษตร แต่ไปซุกอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนของแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นสร้างมาตรฐานการผลิต เน้นพัฒนานวัตกรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมองว่าภาคการผลิคจะต้องมีผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศสูงขึ้น มุ่งเน้นการใช้ระบบมาตรฐานและนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศลดความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆประเด็นการปฏิรูปด้านนี้มี 2 ประเด็น คือ ปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทย และการปฏิรูปสถาบันด้านการส่งเสริมผลิตภาพการมาตรฐานและนวัตกรรม

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมาย ฟื้นฟู ขยายและสร้างฐานทรัพยากรเพื่ออนาคตของทุกคน โดยภาพรวมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาฟื้นฟูให้สมบูรณ์และยั่งยืนเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทั้งทรัพยากรทางบก ทรัพยากรนํ้า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประเด็นการปฏิรูปมี 2 ประเด็น คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่และขยายผลแบบอย่างความสำเร็จผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงของประเทศ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงการพิจารณางบประมาณประจำปี 2563 ซึ่งนับว่าล่าช้าจากที่ควรจะเป็นตามปกติ โดยหลักการ การจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ซึ่งแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่ส่วนราชการเสนอจะต้องสอดรับกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่วางไว้ในระยะยาว สำหรับปีงบประมาณ 2563 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงเทไปงานด้านการชลประทานเหมือนเข่นทุกปี โดยที่แผนปฏิรูปประเทศที่เน้นไปสู่การสร้างนวัตกรรม การสร้างมาตรฐานการผลิต กลับเป็นงานที่ได้รับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณลำดับรองๆลงมาและบางแผนงานโครงการหลุดออกจากการจัดสรรงบประมาณไปตั้งแต่ขั้นตอนของสำนักงบประมาณ ยังไม่สู่การพิจารณาของสภาฯ เลยก็มี บางแผนงานโครงการเป็นโครงการเดิมๆ ที่ทำกันมาโดยตลอด ไม่ว่าแผนชาติ แผนปฏิรูปจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แผนงาน/โครงการนั้น ก็ยังคงอยู่และได้รับการจัดสรรงบประมาณเสมอ จะว่าไปแล้ว นับว่าผู้ที่จัดทำคำของบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเขียนความเชื่อมโยง สร้างความเชื่อถือ ปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้สอดคล้องกับทิศทางที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน ไม่ธรรมดา ผมจีงได้แต่หวังว่ายุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่เขียนไว้สวยๆ หากเป็นภาพในอนาคตที่เราจะช่วยกันให้ประเทศเราไปอยู่ ณ จุดนั้นให้ได้

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

Published October 12, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445923

x

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในวงการเกษตร ที่อาจดูว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เงียบบ้าง ดังบ้างในสังคม แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการเกษตรเป็นกิจกรรมพื้นฐานของการสร้างหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของการดำเนินชีวิต นั่นคือ อาหาร ทั้งยังเกี่ยวไปยังวิถีวัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณีต่างๆ ของสังคมไทยด้วย

การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในทางตรงและทางอ้อม ต่างมุ่งสู่ตัวของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาใดๆ คือ การพัฒนาคน งานบางงานหากคนได้รับการพัฒนาแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ จะตามมาเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีนำการพัฒนาแต่อย่างใด เพราะบางสถานการณ์เทคโนโลยีที่คิดว่าดีงามแล้ว อาจไม่เหมาะกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นการสนับสนุนเงินทุน อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ จะเป็นการสูญเปล่าทันที หากคนไม่ได้รับการพัฒนา คำโบราณท่านว่าไว้ เหมือนลิงได้แก้ว

ปัจจุบันยังพบเห็นความพยายามดังกล่าวอยู่มากในการพัฒนาด้านการเกษตร มีการทุ่มเทปัจจัยต่างๆ ลงไป โดยที่คนยังไม่มีความพร้อม ผลสำเร็จจึงไม่มีวันเกิดขึ้น วีธีการทำงานหรือแนวคิดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตัวของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องได้รับการพัฒนาด้วยไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ ต้องเป็นผู้ที่ทำงานให้สำเร็จด้วย เจ้าหน้าที่จึงต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนร่วม เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก มองภาพกว้างให้เป็น มองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี ทำงานอย่างมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจในทางที่ผิดที่พยายามแสดงบทบาทว่าเป็นผู้เสียสละ ห่วงใยบ้านเมือง แท้จริงแล้วเบื้องหลังรอยยิ้มและความห่วงใยที่แสดงออกอย่างจริงใจ กลับไม่มีความจริงใดในความห่วงใยนั้น

สังคมไทยในทุกวันนี้ เป็นสังคมตามกระแส ผู้ที่เก่งกาจในการสร้างภาพ สร้างกระแส ชนะผู้ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องแต่สร้างกระแสไม่เป็น เมื่อกระแสไปสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือนกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งผิด เพราะกระแสไม่เกิด สังคมที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล จึงมีโอกาสสูงที่สังคมนั้นจะเดินไปในทางที่ผิด และยิ่งประเด็นระดับชาติที่กระทบผู้คนเป็นจำนวนมาก หากตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่บิดเบือน ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ จึงตกแก่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ตกแก่ส่วนรวมแต่อย่างใด สังคมตามกระแสจึงเป็นรูปแบบของสังคมที่น่ากลัวมาก ยิ่งผู้มีข้อมูลที่ถูกต้องไม่ได้รับการปกป้อง ยิ่งทำให้ไม่มีใครออกมาแสดงตัวตน เมื่อทุกคนก้มหน้ายอมรับกระแสที่บิดเบือน จึงมีกลุ่มคมที่พยายามปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้องเสมอ

สังคมที่สาละวนกับการสร้างกระแส ทำให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงบางอย่างหลุดรอดออกไปจากความใส่ใจของสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องน้ำน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีในปีนี้ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดการน้ำกับผังเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโอกาสอันนี้ที่จะวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และวางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว หากสถานการณ์น้ำฝนในลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นเหมือนเช่นปีปัจจุบัน ในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เขื่อนหลักและอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการทำการเกษตรของฤดูแล้งที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นกับฝ่ายนโยบายแล้วว่าฤดูแล้งที่จะถึงนี้น่าจะมีปัญหา ถ้าไม่มีมาตรการในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากฝ่ายนโยบายไม่ได้มองภาพรวมของประเทศ บิดเบือนข้อมูลนำไปเป็นประโยชน์กับกลุ่มตน ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ย่อมส่งผลกระทบกับผู้คนในวงกว้างอย่างแน่นอน และผลที่ได้มันจะไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา

สังคมที่อยู่และเป็นบนกระแสที่สร้างได้ ทำให้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญหลุดหายออกไปจากความใส่ใจของสังคม เกิดช่องว่างให้ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาใช้อำนาจในการดำเนินการโดยไม่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เป็นตัวอย่างความสำคัญของการพัฒนาคน ลำดับแรกที่ควรเกิดขึ้น คือ โปรดตั้งคำถามกับทุกกระแส ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของกระแส มารักษาผลประโยชน์ชาติไปด้วยกันครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

Published October 6, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444456

x

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนและสับสน ข้อมูล ข่าวสารไหลเข้ามาจากทุกทาง สร้างการรับรู้หลายรูปแบบ หลายลักษณะยิ่งถ้าเป็นข่าวที่สร้างความตระหนก ตื่นกลัว ยิ่งง่ายต่อการกระจายข่าวออกไป อย่างไร้ขีดจำกัด และผู้รับสารเหล่านี้ มักจะขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร ทำให้ข่าวลวง ข่าวหลอก ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

ภาคการเกษตรนับว่าเป็นภาคการผลิตที่มุ่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก โดยเฉพาะตำแหน่งของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ภูมิอากาศจึงเป็นแบบร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบางครั้งที่เมื่อเราเร่งผลิตพืชบางชนิด เพื่อต้องการผลผลิตนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การเร่งการออกดอกติดผล เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตชของพืชเหล่านั้น และส่งผลต่อความอ่อนแอในการต่อสู้กับศัตรูธรรมชาติต่างๆ พร้อมกันไปด้วย ในบางครั้งที่ธรรมชาติขาดความสมดุล จึงมักจะเกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อโรคแมลงศัตรูพืชระบาด มนุษย์ซึ่งต้องการผลผลิตจากพืชเหล่านั้น จึงต้องปกป้องพืชที่ต้องเผชิญกับการทำลายของโรคแมลงด้วยวิธีการต่างๆ หากพื้นที่ไม่มากอาจใช้การไล่ การจับทำลาย หรือกำจัดต้นพืชที่ถูกโรคแมลงทำลายทิ้งไป เหลือไว้เท่าที่สามารถอยู่รอดให้ผลผลิตได้ แต่หากพื้นที่การผลิตมากขึ้น ความต้องการผลผลิตจากพืชมาบริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากประชากรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ สารเคมีทางการเกษตร ด้วยเป้าหมายที่ต้องการกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชได้เด็ดขาด รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และคุ้มค่าต่อการนำไปใช้ สารเคมีในทางการเกษตร จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและมีการใช้อย่างกว้างขวาง

สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้ ไม่ใช่จะใช้กำจัดศัตรูพืชเพียงอย่างเดียว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีในระบบการผลิตทั้งพืชและสัตว์ด้วยและหากไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร แล้วใช้วิธีการอื่นๆ ทดแทน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบ ต้นทุน ผลตอบแทน ให้ชัดเจน

การใช้สารเคมีทางการเกษตร มีโอกาสที่สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในผลผลิตหรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจสะสมในห่วงโซ่การผลิตได้เช่นกัน โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันแต่สาเหตุที่สำคัญคือการใช้ผิดประเภท ผิดเวลา ผิดวิธี ผิดอัตรา นั่นหมายถึงผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตรไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจึงส่งถึงสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงตัวของผู้ผลิตเองก็ไม่รอดจากผลกระทบเหล่านี้

ดังนั้น จะเห็นได้ถึงความจำเป็นทั้งสองด้าน ทั้งความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีเข้ามาในระบบการผลิต แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลผู้นำผลผลิตเหล่านั้นไปบริโภค ทุกฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าทุกคนเห็นความจำเป็น มีความรับผิดชอบ ต่อทั้งตนเองและสังคม ปัญหาจะบรรเทาลงไปได้ ไม่ต้องปล่อยข่าว สร้างข่าว ทำลายล้างซึ่งกันและกัน โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับบทความของ ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ประเด็นที่ว่า หากไม่ใช้สารเคมีเลยจะได้ไหม เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศ ให้ทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีอันตรายไปเลย จะได้ปลอดภัยไร้กังวล เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปนเปื้อนในวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบอาหารเพื่อบริโภค แต่คำถามที่คนเขาคิดและหาคำตอบกันคือ แล้วเกษตรปลอดสารเคมี จะเลี้ยงคงทั้งโลกได้จริงไหม

ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นทั้ง 2 ด้าน หรือทุกด้านที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้ผู้คนในสังคมต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เกิดผลดีกับทุกฝ่าย คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตน กลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง เป็นเป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด หรือจะมีผมเองก็ไม่อาจจะทราบได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

Published September 24, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441150

x

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางเป็นเรื่องที่คู่กับชีวิตของผมก็ว่าได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผมมีโอกาสได้พบเจอผู้คนหลากหลายอาชีพในระหว่างการเดินทาง เป้าหมายในการเดินทางในแต่ละครั้งอาจจะซ้ำที่เดิมบ้าง แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่การเตินทางในแต่ละครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมจึงรู้สึกยินดีทุกครั้งที่จะออกเดินทาง และยินดีมากขึ้นเมื่อเป้าหมายในการเดินทางแต่ละครั้ง คือ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดและรูปแบบการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในแต่ละถิ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการไปเยี่ยมกันในสวนเลยทีเดียว หากบอกว่าเป็นสวนเงาะและสวนลองกอง หลายท่านอาจว่าผมเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่ ผลไม้สองชนิดนี้น่าจะปลูกแถวภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย มากกว่าจะมาโผล่ที่จังหวัดอุดรธานีแต่ที่นี่คืออำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานีและปลูกมานับสิบปีแล้ว เกษตรกรที่ได้พูดคุยกันนั้นมีเงาะมีจำนวน 900 ต้น ราคาเฉลี่ยที่ขายได้ในปีนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ถือว่าสร้างรายได้ให้ดีพอสมควร ในขณะที่รอบๆ สวนแห่งนี้ยังคงเป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย นาข้าว และยางพารา เป็นส่วนใหญ่

ผมประทับใจแนวคิดของเกษตรกรรายนี้มาก จากการเป็นคนขับรถบรรทุกตระเวนส่งของจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้หรือภาคตะวันออกซึ่งไปมาแทบทุกจังหวัด ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่คนขับรถส่งของ สังเกตเห็นว่าคนในภาคเหล่านั้น ไม่มีการปลูกข้าว เห็นแต่ไม้ผล เป็นสวนผลไม้เป็นหลัก และผู้คนก็มีฐานะ เศรษฐกิจดี ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกินได้ แถมไม้ผลเหล่านี้ ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายปี ช่วงนั้นเริ่มมีการก่อสร้างฝายกั้นน้ำใกล้ๆกับพื้นที่แห่งนี้ จึงคิดว่าน่าจะนำกล้าไม้ผลจากภาคใต้และภาคตะวันออกลองมาปลูกในพื้นที่อำเภอนายูง โดยลองนำมาปลูกหลายชนิดทั้ง เงาะ ลองกอง ทุเรียน และมังคุด ใช้โอกาสที่ขับรถไปส่งของพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจันทบุรีบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลในการดูแลรักษาไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าคงต้องเลิกอาชีพขับรถส่งของในไม่ช้า แล้วกลับมาปักหลักทำสวนผลไม้อย่างจริงจัง ในบ้านเกิดของตนเอง ทดลอง เรียนผิดเรียนถูกไปและคิดเสมอว่าต้องทำได้ พอเข้าปีที่ 4ไม้ผลที่นำมาปลูกเริ่มให้ผล จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว ระยะแรกนำผลผลิตที่ได้มาขายในตลาดก่อน และเมื่อเป็นรู้จักมากขึ้นก็ไม่ต้องนำออกไปจำหน่ายเอง เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ดังนั้น เมื่อเห็นว่าการทำสวนผลไม้ในพื้นที่บ้านเกิดเป็นไปได้แน่นอน จึงซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อขยายสวนออกไปอีก รายได้จากการทำสวนสามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีกต่อไป

ตัวอย่างของเกษตรกรรายนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ที่กล้าเปลี่ยนแปลง จากการมีโอกาสได้เห็นได้เรียนรู้โดยตรงผ่านประสบการณ์และการสังเกต ตัดสินใจผันตัวเองจากการเป็นลูกจ้างคนขับรถบรรทุกกลับมายังบ้านเกิด พลิกทุนที่มีอยู่คือ ที่ดิน ลองทำอาชีพใหม่ๆ คือ การทำสวนผลไม้ เป็นความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพใหม่ที่มีความยั่งยืนแล้ว ความรักความผูกพันในครอบครัวก็มีมากขึ้นจากผลของการกลับมาทำการเกษตร ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ในบรรยากาศของครอบครัวอย่างแท้จริง

การพัฒนาการเกษตรด้วยการลงมือทำ มุ่งมั่น และขยันหมั่นเพียร ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ในทางกลับกัน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำแบบเดิมๆ สิ่งที่ได้มาก็ไม่พ้นแบบเดิม ผมเองเคยถูกเกษตรกรบางรายต่อว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ปลูกแต่ข้าว แล้วจะให้ไปปลูกอะไรได้ เพราะเป็นชาวนาต้องทำนาถึงจะถูก วิธีการคิดลักษณะนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ผมหวังว่าบทพิสูจน์จากเกษตรกรที่นายูงจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหลายๆราย ลองเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิธีทำ ผลที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากก็น้อย ขอเพียงแต่ต้องขยัน อดทนสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างมุ่งมั่นทุ่มเทความสำเร็จในการทำอาชีพเกษตรรออยู่แน่นอน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

%d bloggers like this: