ส่องเกษตร

All posts tagged ส่องเกษตร

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

Published December 17, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381010

x

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพื่อสุขภาพจากพื้นที่การผลิต ลุ่มน้ำลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง หนุนสมาชิก สร้างแหล่งผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รักษาความสมดุลของธรรมชาติ โดยสหกรณ์ควบคุมการผลิต ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ กรรมวิธีการผลิตด้วยการดำนาปลูกข้าวแบบประณีต ไม่ใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นข้าวคัดคุณภาพพิเศษ เพื่อสุขภาพที่ดี

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้าวลำพระเพลิง นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด 4 หมู่ 8 ถนนสืบศิริ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา 30150 โทร. 04-444-1060 04-445-1639 โทรสาร ต่อ 108 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมฯมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

Advertisements

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

Published December 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379585

x

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อนเรื่อง“คุณภาพข้าวหอมมะลิ” และข้อเรียกร้องปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว!

ย้ำอีกที ปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกมองว่า “ความหอมลดลง” จนแพ้ข้าวหอมเขมรและข้าวหอมญวนในการประกวดล่าสุด ขนาดนายกฯลุงตู่ต้องสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไข ขณะที่รมว.เกษตรฯกฤษฎา บุญราชก็สั่ง 3 กรมที่เกี่ยวข้องทันที คือ กรมการข้าวให้วิจัยเรื่อง “พันธุ์ข้าว”, กรมวิชาการเกษตรศึกษาการปลูก และกรมพัฒนาที่ดินดูเรื่องดินที่ใช้ปลูก…

ทางกรมการข้าวโดยรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีฯก็ได้ออกมาชี้แจงถึงผลวิจัยของกรมฯยืนยันว่า พันธุกรรมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่มีปัญหาแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด พิสูจน์แล้วว่า“ยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง!” แต่ผลวิจัยการปลูกทั้งภาคเหนือและอีสานที่คุณภาพและความหอมแปรปรวนไปนั้น พบว่า เป็นเพราะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม, การจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังเก็บเกี่ยว

(หมายเหตุ…ข้าวหอมมะลิไทยที่เราส่งออกจนเป็นอันดับ 1 ของโลกมานานหลายสิบปีนี้ คือ“พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105” รองลงมาก็เป็นพันธุ์ กข.15)

อธิบายโดยสรุปได้ว่า“ความหอม”เกิดจากสารในข้าวชื่อ “2-acetyl-1-pyroline”ที่ระเหยได้ ดังนั้นตลอดกระบวนการตั้งแต่การปลูก,ตากแห้ง,การสี,เก็บรักษา จนถึงบรรจุและส่งออก จึงต้องดูแลพิถีพิถัน ควบคุมปัจจัยต่างๆให้ได้“อุณหภูมิ”และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สำคัญมากๆ!! มิเช่นนั้น สารสำคัญในข้าวตัวนี้จะระเหยหายไป เมื่อถึงมือผู้บริโภคนำไปหุงต้ม ก็จะหอมน้อยหรือไม่หอมเลย

จึงมีข้อแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกที่ถูกต้องควรทำเช่นไร ต้องใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพเท่านั้น อีกทั้งจะเก็บเกี่ยวอย่างไร จะตากแห้งแบบไหน เก็บรักษาให้ดีได้ไง ฯลฯ ล้วนมีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้นแต่ผมคงไม่ลงในรายละเอียด เพราะท่านรักษาการอธิบดีกรมการข้าวก็สั่งให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรแล้ว เพื่อปลูกข้าวให้ได้คุณภาพดี

ขอย้ำจากคำอธิบายคุณกฤษณพงศ์ว่า พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยังคงคุณภาพความหอมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ผลผลิตหอมน้อยลง มีปัญหาได้จากสภาพแวดล้อมและการดูแลตั้งแต่ปลูกจนถึงมือผู้บริโภค….อย่างไรก็ตามโลกทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนจาก“ภาวะโลกร้อน”เกิดภาวะที่ไม่พึงประสงค์มากมาย ดังนั้นแม้พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยยังดี ยังหอมอยู่เหมือนเดิม แต่ก็มิควรปล่อยให้“หยุดนิ่ง”อยู่เช่นนี้ ควรจะต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มีทั้งคุณภาพและความหอมดี แล้วยังทนทานหรือปรับตัวไปตามสภาวะแวดล้อมอันเลวร้ายได้ หรือที่สำคัญก็คือ พัฒนาพันธุ์ข้าวที่รักษาสารความหอม“2-acetyl-1-pyroline”ได้ดียิ่งขึ้นๆ

จะเรียกว่าเป็น “พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105”เวอร์ชั่น 2 แบบที่ ดร.รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ผอ.สำนักงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน ผู้เป็น“ปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน”กำลังเรียกร้องอยู่ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ดร.รณวริทธิ์ให้สัมภาษณ์หลังมีข่าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้การประกวดข้าวดีที่สุดในโลกปี 2018 ให้กับข้าวหอม“มาลี อังกอร์”ว่า ที่ข้าวกัมพูชาได้ครองแชมป์ เพราะความพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้บริสุทธิ์ ขยายพื้นที่ปลูกข้าวและพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ รวมทั้งส่งเสริมการสีข้าวให้ได้มาตรฐาน ดังนั้นถ้าไทยไม่สามารถพัฒนาคุณภาพได้ ข้าวไทยก็จะร่วงจากเวทีโลก!

“เราได้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 แล้วก็ดีใจ ไม่ได้พัฒนาต่อมาตั้งแต่ปี 2502 เราอยู่กับข้าวหอมมะลิ 105 มานาน ถึงเวลาที่ควรต่อยอดเป็นข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 พัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำอย่างไรก็ได้ นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์เก็บรักษาพันธุกรรมข้าว หรือ gene bank น่าจะรู้ อย่าหยุด! เพราะเมื่อหยุดเมื่อไหร่ไทยแพ้ทันที!”

อีกไม่นานคุณกฤษณพงศ์จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 กรมการข้าวอย่างเต็มตัว ถ้าในยุคของท่านสามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิด“ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2”ได้เป็นผลสำเร็จ จะถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ในชีวิตเช่นเดียวกับดร.สุนทร สีหะเนิน อดีตข้าราชการกรมการข้าวที่ถูกจารึกชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาจนเกิดข้าวหอมมะลิ 105 ที่โลกชื่นชมมาเกือบ 60 ปี

ขอเอาใจช่วยท่านว่าที่อธิบดีกรมการข้าวคนใหม่ ทำให้สำเร็จนะครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

Published December 12, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378060

x

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไทยโดยเฉพาะ“หอมมะลิ”ยังคงราคาดีอย่างต่อเนื่องน่าชื่นใจ แต่ช่างเป็นเวรกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ที่ดูจะได้รับอานิสงส์นี้ไม่ทั่วถึง“ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย” แล้วยังมี “มารผจญ”คอยซ้ำเติมอีก

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะขณะที่ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี แต่หลายพื้นที่ปลูกสำคัญโดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้ หลายจังหวัดภาคอีสาน กลับเผชิญความแห้งแล้งที่มาเร็ว(อย่างที่ผมเขียนไปสัปดาห์ก่อนว่า ตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องไปตลอดปี2562 ไทยจะเจอ“ภัยแล้ง”หนักแน่ ด้วยอิทธิพลปรากฏการณ์เอลนีโญที่เวียนกลับมาถึง) ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมาก

คุณจริยา สุทธิไชยา เลขาฯ สศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงภาคเกษตรกร เพิ่งลงพื้นที่ไปสำรวจ 8 จังหวัด ที่พิษณุโลก,นครสวรรค์,ขอนแก่น,ร้อยเอ็ด,สุรินทร์,บุรีรัมย์,นครราชสีมาและอุบลราชธานี พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย เสียหายเป็นวงกว้าง จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปี 2561/62 จะลดลงมาก สวนทางกับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ จากราคาข้าวที่สูงมาก แต่ผลผลิตมีน้อย จึงน่าห่วงว่าอาจเกิดปัญหา“การปลอมปนข้าว”นำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมหอมมะลิ ทำให้คุณภาพลดลง รวมทั้งต้องระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกร มีพฤติกรรมชักจูงว่า จะรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนก่อนหรือจ่ายเงินเชื่อ ก็อาจถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เลขาฯสศก.จึงแนะนำชาวนาให้ตรวจสอบราคารับซื้อข้าวเปลือกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ขณะเดียวกันมีข่าวด้วยว่า หลายพื้นที่เช่น จ.กาฬสินธุ์ได้เจอ“ภัยโจร”ขโมยข้าวเปลือกหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวนำมาตากในแปลงนา ลานตากและถนนในหมู่บ้าน ซ้ำเติมชาวนาที่ประสบภัยแล้ง ได้ผลผลิตข้าวน้อยอยู่แล้ว ทำให้ชาวนาที่มีข้าวหอมมะลิพากันหวาดผวาหนัก ต้องจัดเวรยามเฝ้ากลางคืน รวมทั้งขอร้องตำรวจให้เพิ่มการกวดขันดูแลป้องกันภัยโจรขโมยข้าวหอมมะลิด้วย

นี่แหละ เป็นเวรเป็นกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี น่าจะลืมตาอ้าปากกันได้ ก็มาเจอภัยแล้งจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมาก ได้ข้าวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซ้ำยังเจอ“ภัยคน-ภัยโจร”ทั้งฉ้อฉลคดโกง จนถึงปล้น ลักขโมยหน้าด้านๆ เป็นมารผจญที่ชั่วช้าแท้ๆ!

ภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรมว.-กฤษฎา บุญราช บอกว่า กรณีที่ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เกษตรกรก็จะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่ถ้าไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ภาครัฐ
ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป…เรียกว่ายังคงแนวทางช่วยเหลือเฉพาะหน้าแบบเดิมๆ แต่เอาเถอะ ขอให้ความช่วยเหลือถึงเร็วก็แล้วกัน

อีกเรื่องใหญ่คือ คุณภาพข้าวหอมมะลิที่หลายฝ่ายเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะความหอมที่ลดน้อยลง ผมก็เขียนกระตุ้นตอกย้ำมาหลายครั้ง โดยเฉพาะล่าสุดที่มีสัญญาณร้ายจากการที่ข้าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้ให้ข้าวหอมอังกอร์ของกัมพูชาและข้าวหอมเวียดนามในการประกวด“ข้าวดีเด่นโลก”- The Best Rice of the World  2018 ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนที่แล้ว ขนาดทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังต้องสั่งให้กระทรวงเกษตรฯเร่งแก้ไข

เรื่องนี้ รมว.กฤษฎาระบุว่า ได้สั่งหน่วยงานต่างๆเร่งวิจัย ปรับปรุงคุณภาพข้าวหอมมะลิแล้ว เช่น กรมการข้าวให้วิจัยเมล็ดพันธุ์ว่ายังคงมีลักษณะทางพันธุกรรมตามเดิมหรือไม่ รวมทั้งปรับปรุงคุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้น,ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิธีปลูกว่า ทำอย่างไรจะได้ข้าวที่เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่สูง ส่วนกรมพัฒนาที่ดินวิจัยการปลูกข้าวซ้ำๆในพื้นที่เดิม ส่งผลให้สูญเสียอาหารธาตุในดินหรือไม่ จะต้องปรับปรุงคุณภาพดินอย่างไร…

เรื่องคุณภาพความหอมของหอมมะลิ ก็มีเสียงตอบมาจากกรมการข้าว โดยท่านรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว แต่รายละเอียดคงจะว่ากันตรงนี้ไม่พอแล้ว ขอยกยอดไปสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน เพราะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่น่าเขียนถึงด้วย เมื่อมีปราชญ์เกษตรของแผ่นดินออกมากระทุ้งล่าสุดว่า ถึงเวลาที่จะต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว! หลังจากหยุดนิ่งมานานหลายปี

เรื่องนี้ต้องขยายต่ออีกตอน สัปดาห์หน้าครับ

 

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : พระบิดาแห่งฝนหลวง

Published December 11, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376593

x

ส่องเกษตร : พระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันพุธที่ 14 นี้เป็น“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 สิงหาคม 2545 ที่ได้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” ทั้งกำหนดให้ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

“ฝนหลวง”เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผู้สถิตอยู่ในใจคนไทยชั่วนิรันดร์” ได้พระราชทานให้ อันเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อเกษตรกร ตลอดจนปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าตราบทุกวันนี้และยังจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต รวมทั้งเผื่อแผ่ถึงชาวโลกหลายๆประเทศในดินแดนที่ลำบากแห้งแล้ง ได้ขอนำเอาโครงการ“ฝนหลวง”ไปดำเนินการ…โอกาสนี้ ผมขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง โดยย้อนที่มาโครงการ“ฝนหลวง”กันสักหน่อย

ที่ครม.กำหนดให้ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวัน“พระบิดาแห่งฝนหลวง” เพราะตรงกับวันที่พระองค์เริ่มทรงมีพระราชดำริเรื่องโครงการ“ฝนหลวง”ขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2498 ด้วยทรงห่วงใยพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพบทุกภูมิภาค ทอดพระเนตรเห็นทุกข์ยากจากภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและใช้เพื่อการเกษตร ทรงพบว่า
ความผิดปกติของฤดูกาล ภาวะแห้งแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า จนธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็ว สร้างความเดือดร้อนแก่ทุกภาคประเทศ ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจชาติโดยรวมเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

หลังมีพระราชดำริแล้วก็ทรงทุ่มเท คิดค้นวิจัยทั้งด้านวิชาการ อุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวง ปีต่อมา พ.ศ.2499 จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริ“ฝนหลวง”ให้ม.ล.เดช สนิทวงศ์ รับสนอง ไปร่วมมือกับ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยประดิษฐ์ด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว ซึ่งในปีถัดมาทรงโปรดเกล้าฯให้หาลู่ทางทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้า

วันที่ 20 กรกฎาคม 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดินบริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยใช้น้ำแข็งแห้ง(Dry-Ice) โรยที่ยอดกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฏว่าหลังจากนั้นราว 15 นาที ก้อนเมฆเกิดการรวมตัวกันหนาแน่นเห็นได้ชัด สังเกตได้จากฐานเมฆเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม และการติดตามผลโดยสำรวจทางภาคพื้นดิน ได้รับรายงานยืนยันจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงบริเวณวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด

การทดลองน่าพอใจ ทั้งเป็นนิมิตหมายที่ดี บ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพียงแต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้ ต่อมาจึงพระราชทานคำแนะนำเพิ่มต่อเนื่อง โดยให้เปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่นๆ เช่น ที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นต้น ส่งผลให้มีการพัฒนา ปรับปรุงต่อยอด กระทั่งสำเร็จ ช่วยประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยผลสำเร็จโครงการฝนหลวง ในพ.ศ.2518 รัฐบาลยุคนั้นจึงตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง “สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” ขึ้นในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทั่งมาเป็น“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ในทุกวันนี้

“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”ปีนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมฝนหลวงฯได้จัดงานน้อมรำลึกมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 จนถึงวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ มีทั้งนิทรรศการเรื่องเล่าโครงการ“ฝนหลวง” พันธกิจและภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงและเทคนิคดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ,นิทรรศการโครงการพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน(UAV) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงเป็นต้น ทั้งมีไฮไลท์ แลนด์มาร์คเปิดตัวภาพวาดสีน้ำมันในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะทรงงานโดยศิลปินชื่อดัง อ.เกริกบุระ ยมนาค ให้ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก…ก็อยากเชิญชวนไปร่วมชมกัน

ขณะเดียวกัน ก็ต้องฝากถึงท่านอธิบดีกรมฝนหลวงฯ-สุรสีห์ กิตติมณฑล ด้วยว่า ภารกิจในการทำ“ฝนหลวง” นับจากนี้ไปคงต้องเตรียมการให้ดียิ่ง เพราะผมได้ข่าวมาว่า ปรากฏการณ์“เอลนีโญ”เริ่มคุกคามเข้ามา มีรายงานคาดการณ์ทั้งของกรมอุตุนิยมวิทยาและภาควิชาการว่า ตั้งแต่ธันวาคมนี้ไปจนตลอดทั้งปี 2562 ในภูมิภาคด้านประเทศไทยเรานี้ จะประสบภาวะแห้งแล้งหนัก

คาดว่า “ภัยแล้ง” จะรุนแรงไม่แพ้ปี 2558 ที่เคยหนักหนาสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว ฉะนั้น ภารกิจ “ฝนหลวง”จะยิ่งทวีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและคนไทยทั้งปวง!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

Published December 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375171

x

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อน เรื่อง“ยางพารา”
และ“ปาล์มน้ำมัน” 2 พืชเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะของภาคใต้ที่ปีนี้ราคา“ย่ำแย่”เป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนอนาคตก็ยังมืนมน!!!

ปลายต.ค.ที่ผ่านมา น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาฯสศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แถลงว่า
ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนก.ย. 2561 ลดลง
จากก.ย.ปีก่อน 4.04% เป็นผลจากการที่สินค้าเกษตรหลายตัว ราคาลดลงมากโดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเดือนต.ค.ก็ยังไม่ดีขึ้น

ส่วนนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขสินค้าเกษตรภาคใต้ที่ราคาร่วงยกแผง โดยเฉพาะยางฯและปาล์มน้ำมันร่วมถึงมะพร้าวด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจภาคใต้กำลังทรุดหนัก ขณะที่กลุ่มชาวสวนปาล์มขยับเคลื่อนไหวหลายจังหวัด เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ไข ปัญหาราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี ขายผลปาล์มได้แค่กก.ละ 2.50 บาท ต้องขาดทุนเพราะต้นทุนอยู่ที่ 3 บาทกว่า จนเริ่มขู่จะก่อม็อบ
เข้ามากดดันที่ทำเนียบรัฐบาลบ้างแล้ว

ราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำนี้ มีข่าวว่า รัฐบาลโดยคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เตรียมเสนอครม.ขยายเวลาหลายมาตรการแก้ปัญหาไปถึง ก.พ.2562 อาทิ ของบฯกลาง 525 ล้านบาท ใช้สนับสนุนค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการ
กก.ละ 1.75 บาท เพื่อช่วยผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตัน ภายใน 3 เดือน หวังลดสต๊อกในประเทศที่มีสูงถึง 3.5-3.8 ล้านตัน ซึ่ง
“สูงกว่า” ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ควรจะมีไม่เกิน 250,000 ตัน ทั้งจะให้กระทรวงพลังงานเร่งผลักดันใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถบรรทุกและรถไฟ เพื่อดูดซับน้ำมันปาล์ม “ส่วนเกิน” ให้มากขึ้น เป็นต้น…หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะดึงราคาผลปาล์มขึ้นเป็นกก.ละ 3.00- 3.20 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มชี้ว่า การใช้งบฯสนับสนุนกก.ละ 1.75 บาท
หวังผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตันนั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะตอนนี้ตลาดสำคัญอย่างสหภาพ
ยุโรป หรือ อียู ออกมาตรการลดนำเข้าน้ำมันปาล์มลงมา
อีกตลาดสำคัญคืออินเดียก็เพิ่มภาษีน้ำเข้าเพื่อคุ้มครอง
ปาล์มในประเทศ ส่งผลให้ “ซัพพลายโลกล้น” จนราคา
ดิ่งหนัก ส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้ B20 ก็ยังอืดมาก
จากที่กระทรวงพลังงานเปิดโครงการเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 มีการใช้ไปแล้ว เพียง 6-7 ล้านลิตร คิดเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มดิบเพียง 1,199 ตันเท่านั้น

ซึ่งอันที่จริง อนาคตน้ำมันปาล์มน่าห่วงมากๆ เพราะอียูนอกจากลดนำเข้าลงเรื่อยๆ ยังกำหนดเป้าหมายจะเลิกนำเข้าทั้งหมดภายในปี 2020 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ไม่ว่าใช้อุปโภคบริโภคหรือพลังงานทดแทน เพราะเล็งเห็นอันตรายการ“กิน”ที่เสี่ยงหลายโรคต่อหัวใจและหลอดเลือด ทั้งการปลูกปาล์ม 2 ประเทศผู้ส่งออกใหญ่โลก คือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ยังถาง“ทำลายป่า”เป็นสำคัญ

สำหรับ“ยางพารา”นั้น ในสายตาประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ-ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ จัดเป็นสินค้าเกษตรที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะปัญหารุนแรงและยืดเยื้อมานาน ทำให้ราคาน้ำยางลดลงเหลือแค่ 3 กิโล 100 บาทแล้ว!

ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันหลายมาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางฯที่ผ่านครม.ไป แต่ปรากฏว่าทุกมาตรการยังคงอืดอาดล่าช้า ไม่ว่าโครงการส่งเสริมการใช้ยางฯในภาครัฐ 4 กระทรวงใหญ่ ที่ตั้งเป้า 145,500 ตัน แต่ช่วง 9 เดือน(มกราคม-กันยายน) เพิ่งรับมอบยางเพียง 1,129.10 ตัน,โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อลดพื้นที่ปลูกยางฯเป้า 150,000 ไร่ เกษตรกร 30,000 ราย ก็อนุมัติไป 93,062 ไร่ 14,623 ราย ต่ำกว่าเป้ามาก เป็นต้น…และแม้รัฐบาลจะประกาศนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเสียที

ล่าสุดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลวิจัย“วาระแห่งชาติ ยางพาราไทย : อุปสรรคและทางรอด” เบื้องต้นชี้ว่าทิศทางราคายางฯปีหน้า แนวโน้มยัง“ทรงตัว” ก็คือยังไม่ดีเหมือนตอนนี้แหละ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้ลดลง แต่หลายประเทศยังเพิ่มการผลิต และสต๊อกโลกมีมากถึง 1 ล้านตัน ทั้งยังเสนอรัฐบาล 14 ข้อ ในการปรับตัวเพื่อสร้างทางรอดให้กับ“ยางฯไทย”

ไม่ว่าจะมีข้อเสนอแนวทางหรือมาตรการที่ดีแค่ไหนก็ตาม ที่ผมเป็นห่วงยิ่งคือ ภายใต้กลไกรัฐ ระบบราชการที่ยังทำงาน“ด้อยประสิทธิภาพ”ไม่เปลี่ยน แม้อยู่ในยุค คสช.ที่มีอำนาจพิเศษเด็ดขาด อนุมัติโครงการไปมากมาย ก็ยังอืดอาดขนาดนี้ แล้วหลังเลือกตั้งปีหน้า ได้รัฐบาลใหม่ อำนาจพิเศษจืดจางไป….มาตรการที่วิเศษแค่ไหน ก็คงช่วยให้อนาคต“ยางพารา”และ“ปาล์มน้ำมัน”สดใสขึ้นได้ยากแน่!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จากข้าวถึงยางและปาล์ม

Published November 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373598

x

ส่องเกษตร : จากข้าวถึงยางและปาล์ม

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ผมเขียนกระตุ้นอีกครั้ง ให้เร่งดูแลปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะเรื่อง “ความหอม” ที่น้อยลง กระทั่งทำให้ปีนี้ เราต้องเสียแชมป์ข้าวอร่อยที่สุดในโลกให้ข้าวหอม “อังกอร์” กัมพูชา ทั้งถูกข้าวหอมมะลิ “เวียดนาม” แซงขึ้นที่ 2 จนหอมมะลิไทยตกไปอยู่อันดับ 3 เป็นสัญญาณไม่ดีต่อข้าวระดับพรีเมียมไทย ที่จะถูกเพื่อนบ้านคู่แข่งแย่งตลาดไปได้ โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างจีน ด้วยข้าวหอมกัมพูชาและเวียดนาม คุณภาพไล่ขึ้นมาตีคู่ ขณะที่ราคาถูกกว่าถึง
ตันละ 200 ดอลลาร์

ก็มีข้อมูลอัพเดทเพิ่มเติมที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้การส่งออก“ข้าวหอม”ของเวียดนามแซงไทยแล้ว! โดยจากช่วง 10 ปีที่แล้ว เวียดนามส่งออกข้าว“พรีเมียม”ระดับแค่หมื่นตัน แต่มาถึงปีนี้ 2561 คาดว่า จะส่งออกทั้งปีได้มากถึง 1.95 ล้านตัน มากกว่าไทยที่ส่งออกข้าว “พรีเมียม” ปีนี้ได้ราว 1.7 ล้านตันเท่านั้น…ส่วนข้าวหอมกัมพูชาที่เคยส่งออกไม่เท่าไหร่ ปีนี้ก็ส่งออกพุ่งสูงถึง 7 แสนตัน!

เป็นสัญญาณ“อันตราย”ต่อตลาดข้าวพรีเมียมไทย ที่กำลังถูกแย่งส่วนแบ่งตลาด“ข้าวพรีเมียม” มากขึ้นแล้ว

ทั้งยังมีคู่แข่งอีกหลายชาติ โดยเฉพาะมหาอำนาจที่เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเพียบพร้อมอย่างสหรัฐก็วิจัยได้ 3 พันธุ์ข้าวหอมใหม่จัสมิน“Aroma17”-จัสมิน“CLJ 01”และจัสมิน “Calaroma 201” ที่ล้วนมีคุณภาพและกลิ่นหอมทัดเทียมหอมมะลิไทย แต่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าหลายเท่า หรือจีนเอง ตอนนี้ก็มีข้าวหอมพันธุ์ “อู๋ ชาง (Wu Chang Rice)” ที่ตอบสนองรสนิยมคนจีนแทนหอมมะลิได้ดี เป็นที่ภาคภูมิใจของชาวจีนด้วย…จากเดิม 2 ประเทศนี้เคยเป็นตลาดสำคัญของไทย เวลานี้ไม่เพียงลดนำเข้าลง ซ้ำในอนาคตอาจส่งออกข้าวเหล่านี้มาแข่ง-แย่งตลาดโลกกับข้าวไทยอีกด้วย ดังที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้ว

ถึงจุดนี้ต้องตอกย้ำอีกครั้งว่า แม้ภาพรวมปีนี้ไทยยังครองแชมป์ส่งออกข้าวทุกชนิดสูงถึง 11 ล้านตันและยังมีความต้องการข้าวหอมมะลิไทยสูง ออเดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง จนข้าวหอมมะลิไทยราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลดีต่อชาวนา…แต่ถ้าชะล่าใจ ไม่เร่งรัดทั้ง“รักษา” และ“ยกระดับ”คุณภาพบวกความหอมของข้าว ให้อยู่ดี ยั่งยืน อนาคตข้าวพรีเมียมไทย อาจ“สลด”ลงได้ในอีกไม่ช้า ก็เป็นได้

ก็ต้องฝากย้ำอีกครั้ง ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมการข้าว ที่ต้องดูแลให้ดี จนถึงพี่น้องชาวนาไทยเอง ที่ต้องพิถีพิถันในการผลิตอย่างเต็มที่

ว่าจะเขียนเรื่อง“ข้าว”สั้นๆ กลายเป็นยาวไปไม่น้อย เหลือที่ให้เขียนถึงพืชสำคัญอีก 2 ตัวคือยางพาราและปาล์มน้ำมันไม่มากนัก เอาเป็นสรุปๆ เท่าที่มีเนื้อที่ก่อน แล้วค่อยขยายกันต่อสัปดาห์หน้า

ปีนี้ทั้งปาล์มน้ำมันและยางพารา ล้วน“ไม่ดี” โดยเฉพาะราคายางพารานับว่า“จมจ่อม”อย่างยิ่ง

ตั้งแต่นายกฤษฎา บุญราช ขึ้นเป็นรมว.เกษตรฯพร้อมอีก 2 รมช.คนใหม่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ประกาศจะเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อดึงราคายางฯที่ตกต่ำมานานให้ขึ้นถึง กก.ละ 60 บาทให้ได้ ตอนแรกประกาศจะเริ่มเห็นผลบ้างภายใน 3 เดือน แต่ผ่านมาเกือบครบปี ราคายางฯก็ยัง“ทรง”กับ“ทรุด” เฉลี่ยแต่ละเดือนๆ อยู่ที่ กก.ละ 42-43 บาท ยิ่งล่าสุดเดือนตุลาคมนี้ปริ่มๆ อยู่ที่ 40 บาทเท่านั้น

มาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางฯที่กระทรวงเกษตรฯผลักดันผ่านครม. เพื่อดึงราคาขึ้น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เช่น โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ 4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ คมนาคม กลาโหม และมหาดไทย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วง 9 เดือนแรก(ม.ค.-ก.ย.) เพิ่งรับมอบยางฯแค่ 1,129.10 ตัน ยังไม่รับมอบ 40,607.38 ตัน จากเป้าหมาย 145,500 ตัน…โครงการอื่นๆก็ “อืด”เช่นกัน

ส่วนราคาปาล์มน้ำมันปีนี้ นับว่า ตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ดูจากตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ราคาผลปาล์มน้ำมันที่ชาวสวนขายได้ เฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 4-5 บาทกว่า บางปีที่ต่ำกว่า 4 บาทก็ยังอยู่ในระดับ 3.50 บาทขึ้นไป แต่ปีนี้ตั้งแต่ม.ค.ถึงก.ย.ได้เฉลี่ยแค่กก.ละ 3.02 บาทเท่านั้น!

ทั้งยางฯและปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ พื้นที่อ่อนไหว ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองสูง การเคลื่อนไหวประท้วงราคาที่ตกต่ำไม่เคยขาด แต่เพราะยุครัฐบาล คสช.เข้มงวดกฎหมาย จึงขยับไม่ได้มาก แต่สถานการณ์หลังเลือกตั้งปีหน้า ทั้งม็อบยางฯ, ม็อบปาล์ม น่าห่วงแน่! จึงต้องว่ากันต่อสัปดาห์หน้า

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : เรื่อง‘หมา’ที่ไม่‘หมู’

Published November 4, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370694

x

ส่องเกษตร : เรื่อง‘หมา’ที่ไม่‘หมู’

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาล คสช.ของนายกฯบิ๊กตู่ต้อง “เสียรังวัด” ถูกสังคมและฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองผสมโรง รุมด่าฟรีๆ จน “ถอยกรูด” แทบไม่ทัน กับเรื่องกฎหมายที่จะขึ้นทะเบียน “หมา-แมว” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ชงเสนอให้ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา…ทำให้เริ่มมีผู้กังวลใจแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์-นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต ว่า จะเผชิญชะตากรรมเดียวกันหรือไม่กับอธิบดีคนก่อนคือ น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ ที่ถูก“เด้ง”สังเวยปัญหา“หมา”มาแล้ว

ความพยายามผลักดันแก้พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อบังคับให้เจ้าของต้องนำ “หมา-แมว” ที่เลี้ยงไว้ไปขึ้นทะเบียน ถือเป็นมาตรการสำคัญยิ่งอันหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา “โรคพิษสุนัขบ้า” ที่ปีนี้กลับมาระบาดหนักจนมีคนตายมากที่สุดในรอบ 10 ปี! ซึ่งไม่เพียงกรมปศุสัตว์เท่านั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยคณะกรรมการติดตามกลไกและพิจารณาการปกป้องคุ้มครองสัตว์ ที่ “ครูหยุย” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธาน ก็กำลังเร่งดำเนินการพิจารณาแก้กฎหมายประเด็นนี้อยู่

แต่อย่างไรก็ตามการผลักดันให้“ตีทะเบียน” หมา-แมวนั้น ไม่ใช่เรื่อง“หมูๆ”(ศัพท์แสลง) ที่จะดำเนินการได้ง่ายๆ เพราะมีปัญหาทับซ้อนอยู่มากมายและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ โดยมีทั้งหมา แมว ที่คนเลี้ยง,วัดเลี้ยง,องค์กรต่างๆเลี้ยง แล้วยังหมาจร-แมวจรอีกนับเป็นสิบๆล้านตัว…ตลอดกว่า 10 ปีมาแล้วที่พยายาม“ตีทะเบียน”สำรวจจำนวนให้ชัด จะได้แก้ปัญหาให้ถูกทางโดยให้“เจ้าของ”เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ!

เห็นได้จากทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีกฎหมายบังคับตีทะเบียนหมา-แมว เอากันชัดๆ ในส่วนของ กทม.ก็มีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครออกมาตั้งแต่ปี 2548 สมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. กำหนดให้คนกรุงต้องนำหมา-แมวที่เลี้ยงไว้ไปขึ้นทะเบียนและฝังชิพ แม้ข้อบัญญัตินี้จะกำหนดทั้งเรื่อง“ค่าใช้จ่าย”และ“โทษ”หากฝ่าฝืน แต่กทม.ก็ไม่สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้จริงจัง ต้องใช้วิธีจูงใจเป็นหลัก โดยให้ไปขึ้นทะเบียนและฝังชิพ ฟรี! กระนั่นที่ทำมา 10 กว่าปีจนถึงทุกวันนี้ ก็มีผู้ที่นำหมา-แมวไปขึ้นทะเบียนน้อยมากๆ แทบจะคิดเป็นสัดส่วนอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ในส่วนสนช.ที่มีครูหยุยดำเนินการอยู่ จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เกิดความรอบคอบ ให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติได้จริง ซึ่งเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ก็เชิญทั้งกรมปศุสัตว์และองค์กรปกครองท้องถิ่นที่จะถูกบังคับให้เป็นผู้รับผิดชอบในการรับตีทะเบียน มาร่วมแสดงความคิดเห็น ปรากฏว่า เกิดภาพ“โยนกลอง” กันวุ่นเพราะหน่วยงานท้องถิ่นก็ไม่ต้องการรับหน้าที่นี้ อ้างแค่ภาระดูแลทะเบียนราษฎรก็หนักหนาสาหัสแล้ว ทำไมกรมปศุสัตว์ถึงไม่รับไปทำเอง ขณะที่กรมปศุสัตว์อ้างมีหน้าที่ดูแลสัตว์เศรษฐกิจ วัว-ควาย-หมู-ไก่ ฯลฯ อยู่มโหฬาร การดูแลสัตว์เลี้ยงหมา-แมวจึงควรเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น…ต้องถือว่า แค่ใครรับผิดชอบ ก็ยังเกี่ยงกัน ไม่ได้ข้อสรุปเลย

ดังนั้น การที่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์“ชง”แก้กฎหมายนี้ให้ครม.เห็นชอบ โดยที่ยังขาดทั้งความละเอียดรอบคอบและความชัดเจนในเนื้อหาที่จะสร้างความยอมรับได้ กลับมุ่งเน้นแต่ประเด็นที่จะใช้ตัวบทกฎหมาย“บังคับ”เอาให้ได้ เช่น กำหนดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนรวมแล้ว ถึง 450 บาท แบ่งเป็นค่าคำร้อง 50,สมุดประจำตัวสัตว์ 100 และการทำเครื่องหมายประจำสัตว์ 300 บาท ทั้งกำหนดโทษปรับหนักถึง 25,000 บาทหาก“เจ้าของ”ฝ่าฝืน ไม่นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน…จึงกลายเป็นชนวนให้เกิดการระเบิดของเสียงโจมตีต่างๆกระหึ่มไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ฝ่ายการเมืองที่สบช่องก็ผสมโรงรุมยำ ถล่มรัฐบาล คสช. กล่าวหาไม่เพียง“รีดภาษีคน” ยังลามไป“รีดภาษีสัตว์”อีก เป็นต้น

ทำให้รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ที่กำลัง“แคร์”กระแสนิยม เพราะใกล้เลือกตั้งต้นปีหน้าแล้ว ต้อง“ถอยกรูด” แค่วันเดียวที่มีมติครม. วันถัดมาก็เปลี่ยนใหม่ ให้กระทรวงเกษตรฯกลับไปทบทวนกฎหมายและเปิดรับฟังความเห็นให้ดีก่อน ขณะที่รมว.เกษตรฯ-กฤษฎา บุญราช ต้องบากหน้าออกมา“ขอโทษ”ประชาชนเลยทีเดียว

แม้เชื่อแน่ได้ว่า ก่อนเลือกตั้งจะมีขึ้น…กฎหมายบังคับตีทะเบียนหมาแมวคงไม่ได้“คลอด”แน่ๆ แต่ที่ไม่แน่คือ เก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์จะยังมั่นคงอยู่หรือไม่ เมื่อก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกก็ถูก“เด้ง”จนต้องลาออกจากราชการไปสังเวยที่ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ “เสียหน้า” เรื่องกฎหมายบังคับพกใบขับขี่….นับเป็นตัวอย่างให้เห็นหยกๆนี้เอง

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ธ สถิตในดวงใจ…ไทยไม่ลืมเลือน

Published October 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369200

x

ส่องเกษตร : ธ สถิตในดวงใจ…ไทยไม่ลืมเลือน

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสาร์ที่จะถึงนี้แล้ว “วันที่ 13 ตุลาคม” ครบรอบ 2 ปีการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร…เชื่อแน่ว่า จะเป็นอีกครั้งที่คนไทยถ้วนหน้าทั่วทั้งประเทศจะพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง ร่วมทำบุญ ทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้สถิตอยู่ในดวงใจไทยนิรันดร์

โดยภาพรวมวันครบรอบ 2 ปีการสวรรคตนั้น…สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่รัฐบาลและหน่วยราชการก็จะมีการจัดงาน จัดการทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและตามสถานที่ต่างๆ

ในส่วนงานที่จัดโดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่น่าสนใจ อยากเชิญชวนไปร่วมน้อมรำลึกกัน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ คลองหนึ่ง ปทุมธานี ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี ซึ่งมีการจัดงานที่ชื่อว่า “ในหลวงในความทรงจำ”ระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม ตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ในงานจะมีนิทรรศการภาพวาดที่สร้างสรรค์ขึ้นจาก“แรงบันดาลใจ”และภาพความทรงจำของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากศิลปินไทยกว่า 50 ท่าน พร้อมทั้งคอนเสิร์ต“ในหลวงในความทรงจำ” ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าและบทเพลงเทิดพระเกียรติ ร่วมขับร้องและบรรเลงกว่า 20 บทเพลง ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ตั้งแต่ 18.00 น.เป็นต้นไป

งานนี้ยังพรั่งพร้อมด้วยการอบรมความรู้เกษตร ในการนำเอา “ศาสตร์พระราชา วิชาของแผ่นดิน” ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วยวันศุกร์ 12 เช้า มีหลักสูตร “เกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ” กับ “เกษตรผสมผสานตามรอยพ่อ”และหลักสูตร “การทำน้ำสลัดงาญี่ปุ่นออร์แกนิค” ส่วนช่วงบ่าย มีหลักสูตร “ไผ่..ไม้สารพัดนึก”กับ “บันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืน”และ “การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติ”

ส่วนเสาร์ 13 เช้า มีหลักสูตร “จิ้งหรีดเลี้ยงง่ายราคางาม”กับ “เกษตรสร้างสุข”และ“การทำข้าวเกรียบผักหวานป่า” พอบ่ายก็มีหลักสูตร “ทฤษฎีไร่นาสวนผสม”กับ “1 ไร่วัยทำงาน” และ “ก้อนผักตบชวาปลูกผัก” สุดท้ายวันอาทิตย์ 14 เช้า มีหลักสูตร“การทำสารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงและโรคพืช”กับ“โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร” และ“การทำเต้าหู้ถั่วเหลือง” ภาคบ่ายมีหลักสูตร “สวนผสมผสานตามอย่างพ่อ”กับ “1ไร่รอบบ้านสร้างสวนเกษตรธรรมชาติ”และ“การทำหัวเชื้อไตรโครเดอร์มา สำหรับพืช”

ใครที่สนใจเรียนรู้วิชาชีวิต ตามรอยศาสตร์พระราชาจากปราชญ์เกษตรผู้ช่ำชอง สู่การประยุกต์ใช้ได้จริง สนใจวิชาไหน ก็เข้าไปเรียนรู้ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยไปลงทะเบียนหน้าห้องอบรมเลย ตามวันเวลาที่กำหนด แต่อาจจะโทรไปสอบถามก่อนก็ได้ที่เบอร์ 0-2529-2212-13, 08-7359-7171, 09-4649-2333 เผื่อหลักสูตรที่ต้องการเข้ารับการอบรมนั้น อาจจะต้องมีการเตรียมตัวอะไรไปบ้าง

นอกจากนั้น ในงานยังมีการออกร้าน ทั้งร้านอาหารให้เลือกชิมมากมาย และร้านสินค้าเกษตรคุณภาพกว่า 300 บูธ ให้ช็อปกันเพลินอีกด้วย

ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้รับการเทิดทูนจากทั้งคนไทยและคนทั่วโลกว่า ทรงเป็น“กษัตริย์เกษตร” ที่ได้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตในการทรงงาน มีผลงานพระราชกรณียกิจมากมายนับไม่ถ้วน อันเป็นคุณอนันต์ต่อพี่น้องเกษตรกร เช่น โครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า 4 พันโครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเกษตรและสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า ฯลฯ และที่สำคัญก็คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ “การเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่” ที่นับวันก็ยิ่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกและนำไปใช้ประโยชน์ตามอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าไปงาน “ในหลวงในความทรงจำ” ที่นี่กันแล้ว ก็อย่าลืมแวะชม “พิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร” ตลอดจนพาวิเลี่ยนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ภายในพิพิธภัณธ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯแห่งนี้ ที่ได้รวบรวมเรื่องราว“กษัตริย์เกษตร” พระอัจฉิรยภาพด้านการเกษตรของพระองค์ท่าน นำเสนอด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทย สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย…ชมแล้วนอกจากความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังอาจจะเกิดแรงบันดาลใจให้มุ่งหน้าสู่ “วิถีแห่งการเกษตรที่ยั่งยืน”ต่อไปก็ได้

จะครบรอบกี่ปีของการสวรรคตหรือครบรอบวาระใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน…ผมเชื่อว่า คนไทยก็ยังอยากที่จะอ่าน อยากที่ฟังเรื่องของพระองค์อีก โดยไม่รู้เบื่อ ซึ่งผมเองก็จะเขียนถึงทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นกัน เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น ยังคงสถิตอยู่ในดวงใจไทย…ไม่มีวันลืมเลือน

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ชุมชนไม้มีค่า อนาคตน่าสดใส

Published October 6, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/367707

x

ส่องเกษตร : ชุมชนไม้มีค่า อนาคตน่าสดใส

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในการประชุมครม.สัญจรที่จ.เพชรบูรณ์ เดือนที่แล้ว 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติโครงการสำคัญที่น่าสนใจยิ่งคือ อนุมัติหลักการให้จัดทำ“โครงการชุมชนไม้มีค่า” โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้มีค่า ที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้หรือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ปลูกและตัดขายได้ถูกต้องตามกฎหมาย อันจะมีผลทั้งสร้างรายได้เพิ่ม ตลอดจนเกิดการออมทรัพย์ระยะยาวใช้ต่อเนื่องไปในอนาคต รวมถึงเป็นมรดกตกทอดให้กับลูกหลานได้…ทั้งหมดนี้นับเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาลอย่างสำคัญ

โครงการนี้ตั้งเป้าหมายให้เกิด“ชุมชนไม้มีค่า” 20,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใน 10 ปีนี้ โดยสนับสนุนเกษตรกร 2.6 ล้านครัวเรือนปลูกไม้มีค่าบนพื้นที่ 26 ล้านไร่ ครัวเรือนละ 400 ต้น รวมเป็นจำนวน 1,040 ล้านต้น ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ทั้งสร้างความมั่นคงในอาชีพตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วยังมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่ป่าไม้มหาศาลให้ไทย และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6.76 แสนตัน/ปี ซึ่งนำไปเป็นเครดิตได้เงินคิดเป็นมูลค่าตันละ 800 บาทด้วย

ทั้งนี้ จะมี 16 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมดำเนินงานอย่างบูรณาการ หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ขับเคลื่อนโดยนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ พร้อมทั้งทำวิจัยเพิ่มเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ไม้มีค่าให้มีลักษณะเฉพาะที่สามารถตรวจสอบได้,กรมป่าไม้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับและข้อกฎหมายในการปลูกและตัดไม้ รวมทั้งคัดเลือก เพาะพันธุ์กล้าไม้และขยายพันธุ์ไม้มีค่า จัดหาให้ประชาชนและชุมชน,สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน)ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ จัดทำเกณฑ์มาตรฐานการประเมินมูลค่าไม้ และธ.ก.ส.-ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดูแลเรื่องทุนและโรงเพาะชำ

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตร,กรมพัฒนาที่ดิน,กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมขับเคลื่อนพร้อมหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรมพัฒนาธุรกิจการค้า,สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง,สมาคมธุรกิจไม้,สมาคมธนาคารไทย,สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.)

โดยกลไกบูรณาการร่วมกันมี 3 เรื่องสำคัญคือ 1.ผลักดันกฎหมายและมาตรการส่งเสริมให้ปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ 2.เพาะพันธุ์,ขยายพันธุ์,ปลูกและแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรที่ต้องการปลูกมีข้อมูลว่าจะปลูกอะไร ปลูกอย่างไรและมีพันธุ์ไม้ใดที่เหมาะสม และ 3.ส่งเสริมการใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

โครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” นับเป็นการ “ต่อยอด” หลังครม.มีมติ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 7 เพื่อให้สิทธิ์ชาวบ้านปลูกและตัดไม้มีค่าทุกชนิดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของตน เอามาขายหรือใช้ประโยชน์ได้ จากที่กฎหมายเดิมกำหนดไม้หวงห้ามไว้อาทิ ไม้สัก,ไม้ยาง,ไม้ชิงชัน,ไม้เก็ดแดง,ไม้อีเม่ง,ไม้พยุงแกลบ,ไม้กระพี้,ไม้แดงจีน,ไม้ขะยูง,ไม้ซิก,ไม้กระซิก,ไม้กระซิบ,ไม้พะยูง,ไม้หมากพลูตั๊กแตน,ไม้กระพี้เขาควาย, ไม้เก็ดดำ, ไม้อีเฒ่า, ไม้เก็ดเขาควาย ฯลฯ ไม่ว่าขึ้นอยู่ที่ใดซึ่งรวมถึงที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ก็ต้องถูกควบคุม หากจะตัด ฟัน กาน โค่น ลิดเลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชักลาก ต้องได้รับอนุญาตก่อนซึ่งมีขั้นตอนซับซ้อน ยุ่งยาก ทำให้ประชาชนขาดโอกาสประกอบอาชีพ มีอุปสรรคในการปลูกไม้ไว้ใช้หรือขาย

ทั้งนี้ การแก้ไขพ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7นี้ คาดจะผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติออกมามีผลบังคับใช้ได้ ไม่เกินกลางปี 2562 ขณะเดียวกันโครงการต่างๆที่ส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้มีค่าไว้ ซึ่งธกส.ก็มีโครงการธนาคารต้นไม้ที่ปัจจุบันมี 6,804 ชุมชน เข้าร่วม สมาชิกกว่า 115,000 ราย ปลูกต้นไม้กว่า 11 ล้านต้น หรือกรมป่าไม้ก็มีโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจอยู่ ก็จะนำมาบูรณาการรวมกันในโครงการ“ชุมชนไม้มีค่า”นี้

การปลูกไม้มีค่านับเป็น “พืชเศรษฐกิจ” ที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะไม้เหล่านี้ยิ่งอายุยาวนาน ก็ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น ไม่จำเป็นต้องรีบตัดขาย จึงไม่ต้องห่วงปัญหา “ราคาตกต่ำ” เหมือนพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆในทุกวันนี้ นอกจากนั้นยังสามารถปลูกพืชอื่นๆแซมใน “สวนป่า” เพื่อเก็บเกี่ยวระยะสั้น สร้างรายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้าได้ด้วย ทำให้ผมอดนึกถึงแนวทาง “ป่าวนเกษตร”ที่ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับอย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เคยทำไว้ประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างอันยิ่งใหญ่มาแล้ว

ก็ขอสนับสนุนเต็มที่สำหรับโครงการ “ชุมชนไม้มีค่า” ให้ประสบผลสำเร็จ เพื่อนำพาเกษตรกรไทยพ้นยากจนอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(จบ)

Published October 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/366344

x

ส่องเกษตร : พรบ.ข้าว…ความหวังใหม่ของชาวนา?(จบ)

วันพุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อตอนสุดท้ายเรื่องพ.ร.บ.ข้าวฉบับใหม่…ความหวังใหม่ของชาวนา?

ดังเล่าไปแล้วว่า สนช.สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 25 คนนำโดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ได้ร่วมกันเสนอร่างพ.ร.บ.ข้าว ซึ่งโอ้อวดว่า เป็นกฎหมายที่จะ“ปฏิวัติ”และพัฒนาวงจรข้าวครบวงจรทั่วประเทศ มุ่งให้ความเป็นธรรมแก่ชาวนา ดูแลทั้งเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพ,ขายข้าวเปลือกไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ,จัดโซนนิ่งให้ผลิตข้าวได้ดี เป็นต้น ขณะที่นายกฯบิ๊กตู่ก็สนับสนุนเต็มที่..ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ปฏิกิริยาของผู้เกี่ยวข้องที่ผ่านมา ปรากฏว่า องค์กรชาวนา อาทิ สมาคมส่งเสริมชาวนาข้าวไทย,สมาคมส่งเสริมชาวนาและเกษตรกรไทย,สมาคมเครือข่ายชาวนาไทย,สมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน และสมาคมเกษตรกรไทย มีท่าทีสนับสนุนชัดเจน…นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมส่งเสริมชาวนาข้าวไทย ระบุว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการออกกฎหมายลักษณะนี้ ที่จะเป็นเครื่องมือช่วยเหลือดูแลชาวนาให้สามารถต่อสู้กับต่างชาติและผู้ที่เอารัดเอาเปรียบได้ ต่อไปการใช้อำนาจมาบีบชาวนา จะทำไม่ได้อีก จึงเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้และอยากให้ผลักดันสำเร็จภายในรัฐบาลสมัยนี้ด้วย

ขณะที่ภาคเอกชนผู้ประกอบธุรกิจข้าว อาทิ สมาคมโรงสีข้าวไทย, สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว มีท่าที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ที่จะเข้ามาควบคุม แทรกแซงระบบค้าข้าวมากเกินไป โดยเห็นว่า ปัจจุบันก็มี พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ. 2489 แต่กฎหมายใหม่จะปรับเปลี่ยนการทำงานให้น้ำหนักกรมการข้าว กระทรวงเกษตรฯมากำกับดูแลแทน อาจจะไม่ทั่วถึงเท่ากรมการค้าภายในที่ดูแลอยู่เดิม..ที่สำคัญบริบทการค้าข้าวปัจจุบันต่างไปจากเดิม โรงสีต่างๆไม่สามารถกดราคารับซื้อข้าวได้เหมือนอดีต จึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดขนาดนี้

เช่นเดียวกับนักวิชาการที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหาหลายส่วนที่ส่อจะ “สร้างปัญหา” มากกว่า“แก้ปัญหา” ได้

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ชี้ปัญหาว่า กฎหมายนี้เป็นได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะติดขัดขอบเขตอำนาจ,คน และงบประมาณ คือ 1.ไปล่วงอำนาจหลายหน่วยงาน เพราะเรื่องข้าวยังมีกรมการค้าภายในกำกับดูแลการซื้อขายตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2498 แต่กฎหมายใหม่กำหนดให้มี“คณะกรรมการข้าว”ขึ้นมา โดยให้กรมการข้าวเป็นฝ่ายเลขาฯ ซึ่งในทางปฏิบัติการอนุมัติงบฯจะไปที่หน่วยงาน ไม่ใช่ที่คณะกรรมการ เมื่อไม่มีงบประมาณ ก็บริหารจัดการไม่ได้

2) กฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐกำกับดูแลการซื้อข้าว โดยเฉพาะการซื้อข้าวเปลือกระหว่างโรงสีกับเกษตรกร จนมีลักษณะว่าโรงสีเป็นผู้ร้ายที่จะไปกดราคา ซึ่งในทางปฏิบัติโรงสีเป็นกลไกหนึ่งในการรับซื้อข้าวเปลือกและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วย หากรัฐจะไปกำกับดูแล ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ไปนั่งประจำโรงสี คำถามคือ จะมีเจ้าหน้าที่เพียงพอหรือ? และประเด็นนี้อาจนำไปสู่การทุจริตด้านอื่น

3) การกำกับดูแลโดยกำหนด“ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก”จะเป็นต้นทุนทางสังคม ส่วนการกำหนดบทลงโทษผู้ประกอบการที่กดราคารับซื้อ เป็นเหมือนกฎหมายสมัยก่อนที่มองพ่อค้าเป็นผู้ร้าย แต่ต้องเข้าใจว่า ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกเป็นไปตามกลไกตลาด โรงสีมีจำนวนมาก แย่งกันซื้อ หากเกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพดีมาขาย ก็ได้ราคาสูง แต่ถ้าคุณภาพไม่ดี ความชื้นสูงก็ได้ราคาต่ำ

ดร.นิพนธ์จึงเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องยกร่างกฎหมายใหม่ แต่ควรบังคับใช้กฎหมายเดิมให้เข้มข้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.)ปัจจุบันให้ตัวแทนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมด้วย พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวระยะยาว

นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการบางคนกังวลด้วยว่า กฎหมายใหม่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องกำหนด“โซนนิ่ง” ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียต่อชาวนาก็ได้ เมื่อต้องถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนไปปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ หรือพืชอื่นที่ตัวเองไม่ถนัด เป็นต้น

อย่างไรก็ตามนายพีระศักดิ์ พอจิตร รองประธาน สนช.ยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้มีทั้งเสียงตอบรับและปฏิเสธ สนช.ต้องการความเห็นทุกภาคส่วน นำประสบการณ์มาหลอมรวมกัน เพื่อปรับแก้ให้เกิดประโยชน์กับทุกห่วงโซ่เรื่องข้าว ตั้งแต่ต้นน้ำ, กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ดังที่นายกฯบิ๊กตู่ระบุไว้… ดังนั้นหากทำสำเร็จ ก็จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของสนช.ชุดนี้

สำหรับผมเองอยากให้กฎหมายออกมาดี สามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวนาและวงการข้าวไทย ฉะนั้นต้องใจเย็น รับฟังความเห็นทุกฝ่าย…ขอให้ปรับแก้ให้ดีที่สุดครับ

สาโรช บุญแสง

%d bloggers like this: