สุขภาพหรรษา

All posts tagged สุขภาพหรรษา

ปั่มปั๊ม 21 ครั้งต่อเดือน ปลอดมะเร็งต่อมลูกหมาก

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616774

โดย หมอดื้อ 8 พ.ค. 2559 05:01

 

ชายเราถึงอายุหนึ่งจะมีปัญหาเรื่อง “ฉี่” กล่าวคือ ยืนตั้งนานไม่ออกซักที ออกก็ไม่ค่อยจะพุ่ง เสร็จแล้วก็เหมือนไม่เสร็จ มีปัญหาจนไม่ค่อยอยากจะฉี่ ยอมอดน้ำเลยลุกลามไปจนเลือดข้นหนืด ไปมีปัญหาต่อไต ต่อหัวใจ อัมพฤกษ์ต่อ

สำหรับบุรุษเพศสาเหตุใหญ่สำคัญคือ ต่อมลูกหมากโต และมีเยอะที่เป็นมะเร็ง ถ้ายังไม่เป็นและยังไม่อยากผ่าตัด คว้านต่อม ก็มียาซึ่งเดิมเป็นยาลดความดัน แต่ความที่ทำให้หูรูดในการฉี่บานได้ เลยเอามาใช้ในการนี้ แต่ควรต้องระวังความดันตก หน้ามืด

ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ต้าน alpha receptor ยาอีกกลุ่มทำให้ต่อมลูกหมากเล็กลง ผ่านกระบวนการยับยั้งฮอร์โมน DHT ที่มาจากฮอร์โมนเพศชาย (5-Alpha Reductase Inhibitor) เช่น ยา Finasteride (Proscar) Dutasteride (Avodart) แต่แถมผลข้างเคียง คือ ลดความต้องการทางเพศ ไม่ค่อยแข็งตัว การขับเคลื่อนน้ำกาม (ejaculation) แปรปรวน…

แต่ที่ต้องระวังเป็นสำคัญคือยากลุ่มหลังนี้ทำให้การตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากที่ชื่อว่า PSA ได้ค่าลดลงจนถึงตรวจไม่เจอ เลยตายใจว่าไม่เป็นมะเร็งทั้งๆที่เป็น

รายงานในปี 2011 พบว่าแม้ยากลุ่มหลังนี้จะลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้บ้าง แต่ถ้าเป็นแล้วยากลุ่มนี้อาจกลับทำให้เป็นมะเร็งแบบชนิดที่มีความรุนแรงลุกลามมากขึ้น อาหารเสริมที่อ้างว่าทำให้ต่อมเล็กลงชื่อ Saw Palmetto สกัดจากผลของ Serenoa Repens พบว่าไม่มีประสิทธิภาพจริงและอาจทำให้การตรวจค่ามะเร็ง PSA ได้ผลลบปลอม

ถึงตอนนี้มาถึงคำโบราณที่พูดกันมาในกลุ่มผู้ชายทั้งหลายว่าหนทางสุขภาพ รวมทั้งต่อมลูกหมากกันโต กันมะเร็ง คือ ปฏิบัติการ “ล้างท่อบ่อยๆ” (keep the pipes clean!) และเป็นที่มาของการศึกษาฮือฮาทั่วโลก นับแต่ มีการเสนอผลงานในที่ประชุมประจำปีของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะของอเมริกา และตีพิมพ์ในวารสาร European Urology (29 มีนาคม 2016) ผลการศึกษา จากการติดตามโดยคณะศึกษาทางระบาดวิทยามะเร็งที่บอสตัน ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 31,925 คน ตั้งแต่ปี 1992 จนถึง 2010 โดยที่ ณ ปี 1992 อายุเกณฑ์เฉลี่ยอยู่ประมาณที่ 59 ปี ในช่วง 18 ปีของการ ติดตามมี 3,839 รายเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก และ 384 รายรุนแรงถึงชีวิต

ขั้นตอนในการวิเคราะห์เจาะลึกตั้งแต่เริ่มต้นในปี 1992 มีการให้รายงานปริมาณจำนวนของการขับเคลื่อนน้ำกาม (แทนในที่นี้ด้วยปั่มปั๊ม) ในช่วงเวลาตั้งแต่อายุ 20– 29, 30–39, 40–49 และ 50 เป็นต้นไป ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ของปัจจัยอื่นๆที่อาจมีส่วนให้เกิดมะเร็ง

ผลที่น่าตื่นเต้นคือ ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจะลดลงถึงประมาณ 20% ถ้ามีอัตราการปั่มปั๊มอยู่ในเกณฑ์อย่างน้อย 21 ครั้งต่อเดือน เมื่อเทียบกับผู้มีปฏิบัติการ 4-7 ครั้งต่อเดือน การลดความเสี่ยงของมะเร็งจะพบได้ในกลุ่มที่มีปฏิบัติการถี่ทั้งทุกช่วงอายุ

เหตุผลที่ใช้อัตรา 4–7 ครั้งต่อเดือนเป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ เนื่องจากมีน้อยมากที่กลุ่มคนในการศึกษานี้ ปฏิบัติในช่วง 0–3 ครั้งต่อเดือนจึงตัดออกไป

สำหรับปั่มปั๊มน้อยกว่า 21 ครั้ง อย่าเพิ่งเสียใจ ถ้าอัตรา 8-12 ครั้งต่อเดือนในช่วง 40-49 ปี จะมีความเสี่ยงลดลง 10% และถ้าอยู่ในอัตรา 13-20 ครั้งต่อเดือน ในช่วงอายุนี้จะมีความเสี่ยงลดลง 20% (มีนัยสำคัญทางสถิติ P trend <.0001)

เมื่อดูลึกละเอียดลงของกลุ่มปั่มปั๊ม 21 ครั้ง พบว่ากลุ่มนี้กลับไม่ค่อยเป็นกลุ่มรักสุขภาพนัก กินเยอะ ดื่มเยอะ มีโอกาสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก และดูดบุหรี่เยอะ แต่กลุ่มนี้ไม่ได้ตายเร็วขึ้น เนื่องจากสาเหตุอื่นๆ

กลไกของการป้องกันมะเร็งต่อม ยังไม่เป็นที่แน่ชัด ทั้งนี้เป็นไปได้ที่ต่อมลูกหมากสะสมสารพิษที่จะก่อมะเร็งไว้ (prostate stagnation) และการขจัดชะล้างโดยการขับเคลื่อนออกไปอาจจะลดความเสี่ยง แต่ทั้งนี้อาจเป็นผลอื่นๆจากการที่มีการขับเคลื่อนหรือการออกกำลังปั่มปั๊มอาจจะปรับเปลี่ยนสภาพสภาวะแวดล้อมในเนื้อเยื่อต่อม อีกทั้งปฏิบัติการอาจก่อให้เกิดความหรรษาสุขอย่างฉับพลันในวินาทีนั้น ก่อให้เกิดการสั่งงานผ่านสมองมายังระบบภูมิคุ้มกัน

จะอย่างไรก็แล้วแต่ 21 ครั้งต่อเดือนเท่ากับมากกว่า 5 ครั้งต่ออาทิตย์ จัดเวลาให้ดีนะครับ อาจจะเสียชีวิตซะก่อนเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก.

หมอดื้อ

Advertisements

ยิ่งฟิต สมองยิ่งรุ่ง

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/613482

โดย หมอดื้อ 1 พ.ค. 2559 05:01

 

มองไปทางไหนตอนนี้จะเริ่มเห็นคนปลายวัยกลางคน (รวมหมอด้วย) และคนแก่กันเต็มไปหมด

เจริญวัยขึ้นตามลำดับ แต่สุขภาพถดถอยเสื่อมไปจนแม้แต่สมองก็ไม่เว้น ที่เห็นประกาศ พ่อ แม่ ป้า อา หายจากบ้านเป็นเพราะหลงทาง จำทางไม่ได้จากสมองเสื่อม สมองฟีบ

ทั้งนี้ จำนวนคนหนุ่ม คนสาว วัยที่จะเป็นกำลังของชาติ ตามสัดส่วน จะน้อยลงเรื่อยๆ และประเทศต้องแบกรับคนวัยเพชรที่สุขภาพไม่ดีนัก

ซึ่งก็ยังพอทำเนา แต่ถ้าสมองเสื่อม ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องการพี่เลี้ยงดูแลตลอดเป็นปีๆจนจากไป เห็นภาพแล้วนะครับ ฉะนั้นต้องชราแต่ยังแจ๋ว และรวมทั้งต้องแจ๋วตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะโรคทั้งหลายเพาะบ่มเป็นปีๆกว่าจะออกอาการ โดยเฉพาะสมองเสื่อมจะเพาะพิษในสมองเป็นสิบถึงสิบห้าปี

“สมองเสื่อม” ต่างจาก “สมองฝ่อ” ตามอายุ โดยที่ตามอายุที่มากขึ้นจะฝ่อส่วนหน้าผาก โดยหน้าที่ของสมองรวมทั้งความจำ การตัดสินใจยังปกติหรือพร่องบ้างนิดหน่อยพอรับได้ สมองฝ่อ สมองฟีบซึ่งมีอัลไซเมอร์เป็นผู้ร้ายสำคัญ จะมีการฝ่อที่สมองความจำปัจจุบัน ทางกลีบขมับทางด้านใน และเมื่อเป็นมากขึ้นจากลืมว่าพูดอะไร ทำอะไร ไปเมื่อครู่นี้ ก็จะลามไปสมองกลีบขมับด้านนอก ไปสมองใหญ่ด้านหน้า ด้านข้าง-หลัง กระทบการคัดหาคำพูด การใช้ภาษา ความเข้าใจ ไปจนถึงอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่สังเกตได้ง่ายๆจากคนที่ใช้มือถือ กดนู่นดูนี่คราวนี้กดเบอร์ตามที่บอกงกๆเงิ่นๆ จะหาฟังก์ชันที่เคยทำประจำไม่ได้ คนที่เคยทำกับข้าวอร่อยมานานเป็นสิบๆปี กลับทำผัด ทำแกง ลืมหวาน ใส่เค็มมากไป รุนแรงจนกระบวนการหุงข้าว ติดเตาตั้งกระทะ สับสนไปหมด

ลองสังเกตเมื่อไหร่คนที่บ้านทำอาหารรสชาติประหลาดไป ทำถ้วยชามในครัวตกแตก มีดบาดบ่อย น้ำร้อนลวก และถามซ้ำถามซาก เป็นต้น ท่าจะแย่แน่แล้ว กระบวนการชะลอสมองฟีบทำได้ พิสูจน์แล้ว นั่นคือ ออกกำลังกายและออกกำลังกายสมอง ดังที่หมอเคยเล่าให้ฟังตอน “เซลล์สมองงอกใหม่ได้” ทั้งนี้ จะมีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่าจะปริมาณน้อยกว่าที่ตาย แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่มีใหม่เลย การจะให้เซลล์เด็กๆที่เกิดใหม่ กลายเป็นเซลล์สมบูรณ์ ทำงานประสานกับเซลล์เดิมได้ ต้องประสานการออกกำลังกายและใช้สมองร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีล่าสุดในวารสารอัลไซเมอร์ (2016) พบว่าการฟิตร่างกายออกกำลังกาย ไม่ว่าจะทำท่าไหนก็ตาม จากเดิน วิ่ง จ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ตีแบด เทนนิส เต้นระบำ หรือเล่นกอล์ฟ (แต่กอล์ฟเมืองไทย หมอว่าไม่รุ่ง มีสาวๆแบกถุง เดินนิดเดียว แถมกินเลี้ยงหลังเล่นอีก) แต่ต้องแบกถุงเอง สามารถชะลอความฝ่อของสมองจนถึงสมองใหญ่ขึ้นได้

การศึกษานี้ทำที่สหรัฐฯ โดยติดตามคนจำนวน 876 ราย อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ วัดระดับพุทธิปัญหาของสมองเป็นระยะ แถมด้วยทำคอมพิวเตอร์สมองสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แบบวัดปริมาณเนื้อสมองโดยละเอียดตามติดไป 5 ปี ผลปรากฏว่ายิ่งเผาผลาญพลังงานมากเท่าไหร่

ในการออกกำลัง จะชะลอสมองหดได้ โดยเฉพาะในส่วน posterior cingulate gyrus ส่วน precuneus และสมองส่วนท้ายทอย cerebellar vermis สมองส่วนท้ายทอย cerebellum คนส่วนใหญ่จะไม่ให้ความสนใจและไม่คิดว่ามีหน้าที่สัมพันธ์กับอัลไซเมอร์ แต่แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับระบบความจำหลายส่วน ไม่ใช่แต่เรื่องการทรงตัวรักษาสมดุลอย่างเดียว

การเผาผลาญในระดับ 500 แคลอรีให้ผลดีมากในการชะลออัลไซเมอร์ และลดความเสี่ยงไปถึง 2 เท่า ถ้าออกกำลังเหยาะแหยะ เช่นตีกอล์ฟอย่างหมอว่า (หมอตีไม่เป็นนะครับ) เผาไป 50 แคลอรี จะไม่เห็นผลใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้จะไม่ขึ้นกับปัจจัยด้านอายุ ระดับการศึกษา ระดับสติปัญญา

นอกจากส่วนสมองที่กล่าวไปแล้วว่าได้รับประโยชน์โดยตรง สมองกลีบขมับด้านใน Hippocampus ซึ่งเกี่ยวกับการเก็บความจำปัจจุบัน ยังมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นจากการที่ออกกำลังกายเสริมสร้างระดับของ สารปกป้องสมอง BDNF (Brain–Derived Neurotrophic Factor) รวมทั้งทำให้เลือดลมเดินสะดวก ส่งออกซิเจนไปสมองเยอะขึ้น

ตั้งแต่ที่พิมพ์บทความสุขภาพหรรษามาจนถึงวันนี้ หมอเรียนว่าอย่าท้อ อย่าคิดเอาทางลัด อย่าคิดว่ารวยแล้วเป็นอะไรไม่ตาย ไม่พิการ ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นกับหมอ ไม่ได้ขึ้นกับยาทั้งหมด ยาและหมออาจช่วยได้ระดับหนึ่ง การปรับพฤติกรรม ออกกำลังกาย เลือกอาหารเข้าใกล้มังสวิรัติ จะช่วยให้ชีวิตยืนยาว แบบไม่เป็นภาระให้คนอื่นๆ ทั้งนี้ ที่ว่าไปทั้งหมดต้องมีความสุขในการทำ มีความสุขในการให้ และการอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นครับ.

หมอดื้อ

ยากระเพาะ กรดไหลย้อน กับสมองเสื่อม!

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609930

โดย หมอดื้อ 24 เม.ย. 2559 05:01

 

ถ้าใครไม่เคยมี ไม่เคยเป็นโรคกระเพาะ ไม่มีอาการปวดท้อง เวลาหิว อิ่ม เครียด ไม่มีอาการของกรดไหลย้อน แสบ แน่นหน้าอก นับเป็นโชค

ซึ่งไม่ใช่แต่คนไทย คนฝรั่งมังค่าหรือเอเชียทั้งหมดต่างก็กินยาลดกรดกันเป็นล้านๆคนทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น โรคที่ว่าทั้งที่เกี่ยวกับแบคทีเรีย (H.pylori) ที่ทำให้เกิดแผลหรือไม่เกี่ยวก็ตาม

ในประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศต่างๆ มีการใช้ยาลดกรดที่อยู่ในตระกูล PPI (Proton Pump Inhibitor) เช่น Omeprazole Pantoprazole Lansoprazole Esomeprazole Rabeprazole เพิ่มมหาศาลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในเยอรมนีพบว่าการใช้ยา PPI ไม่เหมาะสมทั้งขนาดและระยะเวลาที่สมควรถึง 40-60%

มีการจับตามองยา PPI ว่าจะส่งเสริมให้เกิดสมองเสื่อมอัลไซเมอร์หรือไม่ อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2010 โดยความจริงที่ว่า PPI สามารถเข้าสู่สมองได้ค่อนข้างอิสระ โดยผ่านผนังกั้นหลอดเลือดและการที่ PPI สามารถลดกรดที่ย่อยทำลายสารพิษอัลไซเมอร์ในตัวเซลล์ไมโครเกลีย

โดยที่คนที่เป็นอัลไซเมอร์นั้น ความสามารถในการสร้างกรดที่จะทำลายสารพิษก็ไม่ดีอยู่แล้ว ดังนั้น PPI อาจทำให้สารพิษสะสมหนักขึ้นไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2013 มีการรายงานว่าคนที่พบว่าขาดวิตามิน B12 (ซึ่งทำให้เลือดจางและมีความผิดปกติอื่นๆ เช่นทางสมองและระบบประสาท) จำนวน 3,120 ราย (12%) ใช้ PPI เป็นเวลา 2 ปี หรือนานกว่า และอีก 1,087 ราย (4.2%) ใช้ยาลดกรดอีกตระกูล ชื่อ H2 Receptor Antagonist (H2 RA) เช่น Cimetidine Ranitidine เป็นเวลา 2 ปีหรือนานกว่า ทั้งนี้เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ขาดวิตามิน B12 พบว่า 89.6% (165,092 ราย) ไม่เคยใช้ยาลดกรดใดๆเลย ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวอาจชี้ว่าการใช้ยาลดกรดเป็นเวลานานกว่า 2 ปี มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามิน B12 โดยขนาดของ PPI อยู่ที่ตั้งแต่เม็ดครึ่งต่อวัน

ในปี 2015 มีการติดตามคนเยอรมัน 3,076 ราย ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี หลังจากตามศึกษาไปเป็น 4 ระยะ ทุก 18 เดือน พบว่ามี 431 รายที่เกิดมีการสมองเสื่อมและแม้แต่เมื่อปรับตัวแปรที่มีส่วนในการเกิดสมองเสื่อมต่างๆ ทั้งพันธุกรรม การศึกษา อายุ เพศ โรคอื่นๆ ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจ เบาหวาน อัมพฤกษ์ ก็ยังพบว่าการใช้ยา PPI มีความสัมพันธ์กับการเกิดสมองเสื่อมทั้งหมดรวมทั้งอัลไซเมอร์

รายงานในปี 2016 (JAMA Neurology) ตอกย้ำการใช้ยา PPI กับการเกิดสมองเสื่อมซึ่งวิเคราะห์จากคนเยอรมันเช่นกัน ทั้งนี้เป็นการตามคนปกติที่ไม่มีสมองเสื่อมอายุ 75 หรือมากกว่า จำนวน 73,679 ราย ตั้งแต่ปี 2004-2011 โดยที่ติดตามเป็นระยะทุก 12-18 เดือน (12 เดือนในปีแรกและปีสุดท้าย) ปรากฏว่ามีจำนวนถึง 29,510 ราย ที่มีสมองเสื่อม และมากกว่าครึ่ง (59%) มีสาเหตุร่วมกันอย่างน้อย 2 อย่าง

เมื่อเพ่งพินิจดูการใช้ยา PPI ประจำอย่างน้อย 18 เดือน โดยมีอย่างน้อย 1 ใน 4 ของช่วงเวลาที่ติดตามเป็นระยะ พบว่ามี 2,950 ราย ตกอยู่ในกลุ่มที่ใช้ยา PPI ประจำซึ่งมีความเสี่ยงต่อสมองเสื่อมมากกว่าคนที่ไม่ใช้ยา PPI (hazard ratio, 1.44% 95% confidence interval, 1.36-1.52; P<0.001) สำหรับผู้ที่ใช้ PPI ไม่ติดต่อกันจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า ทั้งนี้ความเสี่ยงสมองเสื่อมจะน้อยลงตามอายุที่มากขึ้นและโดยที่เสี่ยงสูงสุดในช่วงอายุ 75-79 ปี

นอกจากการใช้ยา PPI คนที่มีภาวะซึมเศร้า และ/หรืออัมพฤกษ์ยิ่งมีความเสี่ยงสมองเสื่อมมากขึ้น และคนที่เป็นเบาหวานซึ่งใช้ยาหลายๆอย่าง 5 ตัวหรือมากกว่านอกเหนือจากยา PPI ก็เสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุแก่กว่า 79 ปี การที่มีซึมเศร้าและอัมพฤกษ์ กลับไม่มีผลมากนักต่อการเกิดสมองเสื่อม เช่นเดียวกับการใช้ PPI โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ชนิดของยา PPI ไม่พบว่ามีชนิดใดเป็นพิเศษที่ทำให้เกิดสมองเสื่อมมากกว่า การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้วิเคราะห์ว่ามีการขาดวิตามิน B12 หรือเกี่ยวกับพันธุกรรมอัลไซเมอร์หรือไม่

ในสหรัฐอเมริกา มีการประมาณการว่าถ้ามีการใช้ PPI ประจำเช่นนี้จะทำให้มีความเสี่ยงสมองเสื่อมเพิ่ม 1.4 เท่า และจะทำให้คนอเมริกันมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 8.4% ต่อปี และจากที่มีคนอยู่ในช่วงอายุ 75-84 ปี ประมาณ 13.5 ล้านคน ถ้า 3% ใช้ PPI ก็อาจจะทำให้มีคนสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นอีก 10,000 รายต่อปี เฉพาะในเกณฑ์อายุประมาณนี้

คนไทยเองท่าทางคงไม่สนใจเรื่องจิ๊บจ๊อยขนาดนี้ เพราะแค่ไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เท่านั้นยังใช้ทั้งยาสมุนไพร สารมหัศจรรย์กันวุ่นวาย ตกตายไปตามกันก็มาก เสียโอกาสรักษาโรคไปก็เยอะ ขออภัยครับ หมอดื้อวันนี้ปากจัดไปหน่อย.

หมอดื้อ

งดข้าวเช้า…กลับตายเร็ว

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606497

โดย หมอดื้อ 17 เม.ย. 2559 05:01

 

พูดกันมานานและฝังใจกันมาตลอดว่าอาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่สุด ในแง่ของการคุมน้ำหนัก แจ่มใส ทนงาน ไม่ล้า และลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันสูง โรคหัวใจ ไขมันสูง เบาหวาน เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ตัวเป็นๆที่จะแสดงให้เห็นคุณงามความดียังไม่เป็นที่ชัดเจน จวบจนกระทั่งมีรายงานหลักฐานจากการศึกษาที่ญี่ปุ่นตีพิมพ์ในวารสารโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke 2016) แสดงให้เห็นชัดว่า ถ้าไม่กินตอนเช้า จะเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งจากเส้นเลือดแตกและตันในสมอง รวมทั้งโรคหัวใจ

การศึกษานี้ติดตามคนญี่ปุ่น 82,772 ราย เป็นชาย 38,676 ราย และหญิง 44,096 ราย โดยมีอายุระหว่าง 45-74 ปี ตามไปตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 2010 โดยที่เริ่มแรกผู้เข้าร่วมการศึกษาไม่มีโรคหัวใจหรือมะเร็ง และจำแนกแจกแจงการกินอาหารเช้าจากกินอาทิตย์ละ 0-2, 3-4, 5-6 วัน และกินทุกวัน

ทั้งนี้มีการประเมินปัจจัยต่างๆ ทั้งชนิดของอาหาร ปริมาณ ส่วนประกอบ และพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เล่นกีฬา มีความเครียดระดับใด สูบบุหรี่ ดื่มแค่ไหน นอนหลับพักผ่อนเพียงพอหรือไม่ เป็นคนใช้แรงงาน และอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัว และประเมินน้ำหนักตัว ดัชนีมวลกายรวม การเกิดความดันสูง เบาหวาน ระหว่างที่ติดตามการศึกษา ระดับไขมัน การใช้ยาความดัน ยาลดไขมัน ยาเบาหวาน และอื่นๆ

เมื่อสิ้นสุดการศึกษาในปี 2010 รวมการติดตามทั้งหมดเป็น 1,050,030 คน-ปี จากประชากรศึกษา 82,772 ราย ทั้งนี้มีเพียง 7% (5,839 ราย) ที่ติดตามได้ไม่ครบ 15 ปี พบว่ามีอุบัติการณ์ของโรคเส้นเลือดหัวใจ 4,642 โรคอัมพฤกษ์ 3,772 ราย (เส้นเลือดสมองแตก 1,051 ตกเลือดในเยื่อหุ้มสมอง 417 และเส้นเลือดตันในสมอง 2,286 ราย) และมี 870 รายที่เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบและเสียชีวิตทันที

ที่น่าสนใจคือ เป็นความจริงที่อาหารเช้ามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเกิดโรค โดยถ้ากินบ่อยครั้งหรือทุกวันในหนึ่งอาทิตย์ กลับปลอดโรคมากขึ้น

ทั้งนี้โดยที่เมื่อปรับเกณฑ์ต่างๆเข้าด้วยกันของ อาหาร น้ำหนัก ยาที่ใช้ โรคที่เป็น การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ปริมาณผัก ผลไม้ ปลา เต้าหู้ นม ถั่ว ไขมันอิ่มตัว ปริมาณกากใย ไฟเบอร์ และแม้แต่ปริมาณเกลือโซเดียมก็ตาม ยังพบว่าการที่ไม่กินอาหารเช้าหรือยิ่งอดบ่อยกลับมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับความเสี่ยงของโรคทั้งหลายทั้งปวง

กลไกที่เกี่ยวข้องอาจจะอธิบายจากการที่คนอดอาหารจะมีความดันขึ้นสูง โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดและเป็นเวลาเดียวกับที่เส้นเลือดสมองชอบแตก ทั้งนี้จะเกี่ยวเนื่องจากความเครียดที่ส่งผลจากสมองส่วนไฮโปธาลามัส (Hypothalamus) ลงมาต่อมใต้สมอง และลงมายังต่อมหมวกไตหรือไม่อาจจะยังบอกไม่ได้

แต่ถ้าอธิบายจากระบบนี้จะมีสารสื่อสมองหลายตัว รวมทั้งฮอร์โมน สเตียรอยด์ด้วย ซึ่งส่งผลถึงความดันและเส้นเลือด

การศึกษานี้น่าสนใจตรงที่เป็นคนเอเชียด้วยกันและอาจจะใกล้เคียงคล้ายคลึงบ้างกับคนไทยและที่น่าแปลกอีกประการคือ ในฝรั่ง ถ้าไม่กินข้าวเช้าดูจะเกิดหัวใจวายมากกว่าโรคทางสมองอย่างในคนญี่ปุ่น ทั้งนี้โดยที่เส้นเลือดแตกจะสูงกว่าเส้นเลือดสมองตีบด้วยซ้ำ การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น ดังนั้นคงไม่มีการโปรโมตใดๆที่เกี่ยวกับการค้า และไม่เกี่ยวข้องชัดเจนกับการกินอาหารสุขภาพชนิดใดๆ แม้ว่าถ้ากินผัก ผลไม้ กากใย ถั่ว เป็นหลักด้วย

ผลประโยชน์น่าจะยิ่งมากขึ้น ร่วมกับการไม่อดมื้อเช้า

คราวนี้คงพูดได้ อาหารเช้าสำคัญแค่ไหนและน่าจะเริ่มเป็นบรรทัดฐานของการมีชีวิตสุขภาพที่ไม่ได้เพ่งพิจารณาถึงชนิดและส่วนประกอบของอาหารว่าต้องเพิ่มปลา ผัก ผลไม้ กากใยแต่อย่างเดียว เพราะแม้แต่คนไม่ยอมอดข้าวเช้า และพลังงานที่กินเข้าไปเป็นจำนวนแคลอรีต่อวันมากกว่า แต่กลับหุ่นสวยได้สัดส่วน โดยที่มีแนวโน้มที่จะมีชีวิตเป็นสุข นอนหลับเต็มอิ่มระหว่าง 6-8 ชั่วโมง

และถึงแม้จะมีความดัน ไขมันสูงก็สามารถคุมด้วยยาได้อย่างหมดจด ทั้งนี้มีลักษณะสุขภาวะที่น่าสนใจอีกประการ คือ คนไม่อดข้าวเช้า ไม่ได้อยู่คนเดียว อยู่รวมเป็นครอบครัว และเป็นคนใช้แรงงานทำป่าไม้ จับปลา ทำการเกษตรเป็นส่วนมาก แม้ว่ากระบวนการทางสถิติจะปรับตัวแปรเหล่านี้ออก โดยชูการไม่อดข้าวเช้าเป็นประเด็นสำคัญของการไม่มีโรค แต่หมอคิดว่าการหล่อหลอมครอบครัวให้มีความสุขร่วมกัน และเริ่มวันใหม่ที่สดใส อาจเป็นหัวใจหลักครับ.

หมอดื้อ

สมองพัง….ดนตรีช่วยท่านได้

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603549

โดย หมอดื้อ 10 เม.ย. 2559 05:01

 

การเกิดสุนทรียภาพทางดนตรีรวมถึงอารมณ์ร่วมในขณะฟังดนตรีนั้น เป็นผลมาจากการที่ผู้ฟังสามารถรับรู้ได้ถึงบริบทของดนตรีที่ตนกำลังฟังอยู่

เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การฝึกซ้อมดนตรีในระยะยาวรวมถึงการเรียนรู้ทักษะ และการสร้างสรรค์งานดนตรีมีผลอย่างยิ่งในการส่งเสริมศักยภาพของสมอง (Music and the brain : www.nyas.org) อาศัยการประสานกันของสมองส่วนต่างๆ นอกเหนือจากที่เกี่ยวกับการฟัง การเคลื่อนไหว ดนตรียังช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นและผู้ฟังในลักษณะเหมือนเช่น การให้ความสุข สนุกเบิกบานเป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน

การรักษาตามปกติร่วมกับการบำบัดด้วยดนตรี ไม่ได้เป็นเพียงแต่ช่วยให้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังมีผลเพิ่มประ-สิทธิภาพในการฟื้นฟูอีกด้วย กลไกทางประสาทวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งแต่การมีจินตนาการทางดนตรี

ขณะที่กำลังฟังดนตรีนั้นนอกจากสมองที่เกี่ยวกับการได้ยินแล้ว ยังมีสมองที่ก่อให้เกิดจินตภาพว่ากำลังร้องหรือเล่นเครื่องดนตรีนั้นๆควบคู่ไปด้วย (perception-action mediation) ในกระบวนการดังกล่าวอาศัยสมองหลายส่วนได้แก่ ventrolateral premotor cortex, Rolandic operculum, Broca’s area, Insula และ inferior parietal region ซึ่งสำคัญมากทั้งสร้างสรรค์ดนตรีรวมถึงการสร้างคำพูดเพื่อการสื่อสาร หากกระบวนการดังกล่าวแปรปรวนอาจเกิดภาวการณ์สูญเสียความสามารถเฉพาะทางด้านดนตรี (amusia) และรวมถึงความสามารถในการใช้หรือเข้าใจคำพูด และภาษา (aphasia)

การฟื้นฟูความสามารถทางด้านการใช้ภาษาของผู้ป่วย ซึ่งเกิดจากอัมพฤกษ์ที่สมองซีกซ้าย อาจทำได้โดยผ่าน การกระตุ้นสมองซีกซ้ายบริเวณใกล้เคียงกับส่วนที่มีพยาธิสภาพจากโรค ให้กลับมาทำหน้าที่แทนส่วนที่เสียไปหรือผ่านทางกระบวนการกระตุ้นการทำงานของสมองซีกขวาบริเวณที่ทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับสมองซีกซ้ายส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา

ผู้ป่วยที่สูญเสียความสามารถทั้งในการใช้ภาษาแบบชนิดพูดลำบาก หรือผิดปกติในการเข้าใจคำพูด จากความผิดปกติของสมองซีกซ้ายส่วน Frontal และ superior temporal lobes มีการบำบัดฟื้นฟูด้วย Melodic Intonation Therapy (MIT) ได้แก่ สำเนียงทางทำนอง (melodic intonation) การเคาะจังหวะ (rhythmic tapping) และเสียงดนตรีที่ต่อเนื่อง (continuous voicing)

ในการพัฒนาการทำงานของสมองซีกขวาส่วนที่ทำหน้าที่ได้คล้ายคลึงกับสมองซีกซ้ายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาให้มาทำหน้าที่แทนสมองซีกซ้ายที่เสียไป

ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดด้วย MIT มีความสามารถด้านการพูดและการใช้ภาษาดีขึ้นกว่าก่อนเข้ารับการบำบัดอย่างมีนัยสำคัญโดยเห็นได้จากการที่ผู้ป่วยสามารถสร้างคำพูดที่มีความหมายได้มากขึ้นภายในเวลา 1 นาทีและยังสามารถพูดประโยคหรือวลีที่มีความยาวมากขึ้นได้

นอกจากนี้ผลเปรียบเทียบภาพถ่ายทางสมองด้วยเครื่อง functional MRI ยังแสดงให้เห็นว่าหลังการบำบัดด้วย MIT ผู้ป่วยจะมีการทำงานของสมองซีกขวาบริเวณ frontal-temporal network เพิ่มขึ้นด้วย

การเรียนเปียโนช่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ด้านการเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยทักษะอย่างละเอียด การเรียนเปียโนภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการทำงานอย่างมีทักษะของนิ้วมือโดยผ่านการกระตุ้นทางการฟังและการได้ยิน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนด้านดนตรีมาก่อนจำนวน 32 ราย (17 รายเป็นอัมพาตแขนซีกซ้ายและ 15 รายเป็นอัมพาตแขนซีกขวา) รับการฝึกฝนด้านดนตรีอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์รวมทั้งสิ้น 15 ครั้งเพิ่มเติมจากโปรแกรมการทำกายภาพบำบัดตามปกติ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 30 รายที่ได้รับการรักษากายภาพบำบัดตามปกติ พบว่าผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม มีความสามารถในการเคลื่อนไหวมากขึ้นทั้งในด้านความรวดเร็ว (speed) ความแม่นยำ (precision) และความราบรื่นในการเคลื่อนไหว (smoothness of movements) แต่กลุ่มฝึกฝนด้านดนตรีเพิ่มเติม เก่งกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ข้อมูลด้านประสาทสรีรวิทยา ยังได้แสดงให้เห็นอีกว่าผู้ป่วยในกลุ่มฝึกฝนด้านดนตรี มีการตื่นตัวของเครือข่ายประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างสมองส่วนสั่งการเคลื่อนไหวและไขสันหลังมากขึ้น (cortico-spinal excitability)

การกระตุ้นด้วยจังหวะดนตรีช่วยฟื้นฟูทักษะการเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้ การทำกายภาพบำบัดที่อาศัยจังหวะดนตรีในการกำหนดรูปแบบของการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย (rhythmic auditory stimulation, RAS) และการทำกายภาพบำบัดแบบองค์รวมเพื่อฟื้นฟูความสามารถของสมองในด้านต่างๆที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน (neurodevelopment therapy (NDT)/ Bobath-based training) ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ผลการศึกษาที่ 3 สัปดาห์พบว่าผู้ป่วยกลุ่มทำกายภาพบำบัดแบบ RAS มีความสามารถในการเดินดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าผู้ป่วยในกลุ่ม NDT ทั้งในแง่ของความเร็วในการเดิน (velocity) ความยาวของการก้าว (stride length) จังหวะในการเดิน (cadence) รวมถึงความสมดุลในการเดิน (symmetry) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ดนตรี ช่วยเราได้มากกว่าที่เคยคิดนะครับ.
หมอดื้อ

สมองและจิตเป็นนาย ในการกำหนดประสิทธิภาพของการรักษาโรค

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600018

โดย หมอดื้อ 3 เม.ย. 2559 05:01

 

ความคาดหวังและความเชื่อมั่นในการรักษาของผู้ป่วยมีผลอย่างมากต่อภาวะความเจ็บป่วยที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวหรือมีอาการดีขึ้นได้ทั้งที่แท้จริงแล้วได้รับเพียงยาหลอก ซึ่งไม่มีฤทธิ์ใดในการรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ ณ ขณะนั้น ภาวะเช่นนี้เรียกว่า “ผลของยาหลอก” หรือ placebo effect

ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีรายงานทางการแพทย์หลายฉบับที่ระบุถึงประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยาหลอกในการช่วยลดและฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยทั้งในแง่เกี่ยวข้องกับจิตใจ เช่น ความเจ็บปวด อาการซึมเศร้า และความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งช่วยลดอาการของโรคพาร์กินสัน และโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบต่างๆ (วารสาร Scientific American 2009)

อัตราผู้ป่วยที่ดีขึ้น โรคมะเร็ง 2-7% มีขนาดเนื้องอกลดลง (10 รายงาน, จำนวน 464 ราย) โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง 19% (32, 1,047) โรคกระเพาะอาหาร 36.2-44.2% (79, 3,325) แผลหาย โรคลำไส้แปรปรวน 40% (45, 3,193) โรคสมองอักเสบเรื่อรัง MS มีการกำเริบลดลงหลัง 1–3 ปี 11–50 (6, 264)

ความคาดหวังและความเชื่อมั่นของผู้ป่วยที่ส่งผลต่อกระบวนการรักษาจะมีจิตใต้สำนึกของผู้ป่วยเป็นตัวรับผิดชอบ โดยสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับบุคคลหรือแม้กระทั่งสิ่งของใดๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาและมีผลต่อการรักษา โดยผ่านการทำงานหลายระบบ ที่เห็นได้ชัด คือ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบต่อมไร้ท่อ

บทบาทของ จิตใต้สำนึก (Subconscious cues) ตามปกติแล้ว ผลของยาหลอก หรือ placebo effect จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ป่วยมีความหวังและเชื่อมั่นว่าการรักษาที่ตนได้รับจะสามารถรักษาให้หายจากความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ในทางกลับกัน หากผู้ป่วยมีความคิดหรือความคาดหวังในแง่ลบต่อการรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเกิดผลร้ายหรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ตามมาได้ ที่เรียกว่า nocebo effect

ผลของจิตใต้สำนึกสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในสัตว์ทดลอง โดยการฉีดยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A ให้กับหนูพร้อมกับการให้หนูกินน้ำหวานผสมสารขัณฑสกร (saccharin) หลังจากทำเช่นนี้ซ้ำๆเพื่อให้หนูเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เหตุการณ์นี้ในระดับจิตใต้สำนึก ปรากฏว่า หนูมีภูมิคุ้มกันลดลงได้ แม้ได้รับประทานเพียงน้ำหวานผสมสารขัณฑสกร (saccharin) เท่านั้น

ดังนั้น จากผลการทดลองดังกล่าวจึงอาจสรุปได้ว่า ในกระบวนการเกิด placebo effect นั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยความหวังหรือความเชื่อมั่นต่อผลบวกของการรักษาอย่างเดียว

ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immune Therapy) ตัวอย่างของ placebo effect งานวิจัยในสัตว์ทดลองหลายชิ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีการสร้างเงื่อนไขของการสร้างความสัมพันธ์ระดับจิตใต้สำนึกในสัตว์ทดลองที่ได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ โดยการฉีดยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A พร้อมกับให้สัตว์ทดลองกินน้ำหวาน ปรากฏว่าสัตว์ทดลองกลุ่มที่ได้รับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างการกินน้ำหวานและการได้รับยากดภูมิคุ้มกันในระดับจิตใต้สำนึกจะมีระยะเวลาการอยู่รอดของหัวใจที่ปลูกถ่ายใหม่ยาวนานกว่ากลุ่มควบคุม

ซึ่งเมื่อศึกษาลงไปถึงระดับกลไกทางชีววิทยาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวจะพบว่า ในขณะที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระดับจิตใต้สำนึกนั้น ระบบประสาทจะยับยั้งการหลั่งสาร cytokines ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต่างๆภายในร่างกายที่สร้างและหลั่งออกมาจากม้าม ดังนั้นจึงมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลงและยืดระยะเวลาการอยู่รอดของหัวใจที่ปลูกถ่ายใหม่ได้

งานวิจัยที่ศึกษาเรื่องดังกล่าวในมนุษย์ก็ให้ผลการศึกษาไปในทางเดียวกัน กล่าวคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานน้ำหวาน และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน Cyclosporin A ในระดับจิตใต้สำนึกในอาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงก็สามารถมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาสาสมัครลดการทำงานลงได้ เมื่อได้รับเพียงน้ำหวานและยาหลอกเท่านั้น นอกจากนี้กระบวนการดังกล่าวยังสามารถช่วยลดความไวของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย

อะไรคือกลไกของกระบวนการเกิด placebo effect จากการสร้างความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆในระดับจิตใต้สำนึกในปี ค.ศ.2005 พบว่า มีสมองทั้งหมดอย่างน้อย 3 ส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวข้องกับกระบวนการเกิด placebo effect จากการสร้างความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่างๆในระดับจิตใต้สำนึก ได้แก่

1. Insular cortex เป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนสัญญาณประสาทสัมผัส เช่น การรับรส ให้สอดคล้องไปตามสภาพอารมณ์และสภาพทางสรีรวิทยาของร่างกายขณะนั้น

2. Amygdala เป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ทางอารมณ์ (emotional learning) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทักษะด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึกในขั้นต้น และ 3. Hippocampus เกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งข้อมูลสั่งการจากสมองไปยังเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

การบำบัดด้วยความคาดหวัง (Expecting relief) การเกิด placebo effect นั้น ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ผลจากความคาดหวัง (expectation effect) ซึ่งออกฤทธิ์ผ่านทางสารสื่อประสาทกลุ่ม opioids และผลจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึก (conditioned effect) ซึ่งออกฤทธิ์ในลักษณะเช่นเดียวกับยากลุ่มบรรเทาปวด (analgesic) นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ในการลดการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับและประมวลข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บปวดอีกด้วย

ประสิทธิผลของยาหลอก (Placebo performance) ในกรณีที่ต้องการ placebo effect จากกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ในระดับจิตใต้สำนึกนั้น รูปลักษณ์และราคาของยาหลอกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นได้จากการที่ยาซึ่งมีราคาแพงหรือเป็นที่นิยม สามารถให้ผล placebo effect มากกว่ายาซึ่งมีราคาถูกและไม่เป็นที่แพร่หลายอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์ชั้นสูงที่มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนก็มีผลให้เกิด placebo effect ต่อการรักษามากกว่าการรักษาด้วยหัตถการทางการแพทย์แบบธรรมดา

จะเห็นได้ว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศาสตร์ด้าน Placebo medicine มีความเจริญก้าวหน้าและมีผลส่งเสริมการรักษาทางการแพทย์แขนงต่างๆเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การนำศาสตร์ดังกล่าวมาใช้จริงในทางเวชปฏิบัติและเวชศาสตร์การกีฬายังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ

สำหรับ ณ ขณะนี้ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการนำศาสตร์ด้านนี้มาใช้ประโยชน์ในแวดวงเวชปฏิบัติก็ตาม หากแต่แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยต้องการจะนำศาสตร์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพของแนวทางการรักษาที่ปฏิบัติกันเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย ตราบใดที่ไม่ได้ทำการซึ่งก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นการหลอกเอาเงินต่อผู้ป่วย.

หมอดื้อ

จูบกับใคร จูบทำไม จูบท่าไหน แล้วยังไง (2)

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/596556

โดย หมอดื้อ 27 มี.ค. 2559 05:01

 

จูบตอนที่แล้ว ว่าถึงว่ากระบวนการจูบ ใช้เส้นประสาท 5-6 เส้นเอง แต่แท้จริงแล้วในความเห็นของหมอเองทุกเส้นน่าจะทำงานหมด

เบอร์ 2 (Optic nerve) ก็ทำหน้าที่ในการจ้องมองใบหน้าและริมฝีปากของฝ่ายตรงข้ามที่จะเคลื่อนเข้าหา เบอร์ 3-4 และ 6 (ควบคุมการกลอกลูกตา) ก็อาจต้องทำงานในการระแวดระวังมองไปทั่วๆก่อนว่ามีใครอื่นๆ อยู่แถวนั้นบ้าง เบอร์ 8 (เส้นประสาทหูในการรับฟังและทรงตัว)

ใครบ้างครับปฏิเสธว่าเสียงที่ได้ยินขณะจูบกันมีความหมายมาก และเมื่อจูบแล้วถ้ามีปฏิกิริยาไฟช็อตเกิดขึ้นจนแทบจะยืนไม่ไหวเข่าระทวย การทรงตัวเป็นเรื่องสำคัญ เบอร์ 11 (ควบคุมการเคลื่อนไหว คอ บ่า ไหล่) คงลำบากแย่นะครับ

ถ้าเอาหน้าชนกันตรงๆเวลาจูบต้องเอียงหน้าตะแคงนิดๆจึงจะเหมาะกว่า เมื่อเล็งลึกไปถึงสมอง ในสมองคนเราจะมีตำแหน่งต่างๆที่รองรับพื้นที่ของร่างกายกับตัว (Sensory Homunculus) ใน Somatosensory cortex พื้นที่ของริมฝีปากในสมองนั้นใหญ่โตมากครับ มากกว่าพื้นที่รองรับอวัยวะเช่นมือ หรือในระบบสืบพันธุ์ด้วยซ้ำ

กระบวนการจูบเดียวตกม้าตายหรือไม่ ยังขึ้นกับสารเคมีหลายชนิด Wendy L. Hill และ Carey A.Wilson จาก Lafayette College วัดระดับฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ Oxytocin ซึ่งมีส่วนในการทำให้เกิดการไว้เนื้อเชื่อใจและ Cortisol ซึ่งหลั่งในขณะที่มีภาวะเครียด จาก 15 คู่ของนักเรียนชาย-หญิง ทั้งก่อนและหลังจูบกัน

รวมทั้งก่อนและหลังที่พูดคุยกัน ซึ่งในระหว่างนั้นกุมมือซึ่งกันและกันไว้

ผลการศึกษาเป็นที่ประหลาดใจ โดยพบว่าฮอร์โมน Oxytocin หลั่งมากเฉพาะในชายเท่านั้น หลังจากจูบกันหรือพูดกันและจับมือไปด้วย

ผู้วิจัยสรุปว่า ฝ่ายหญิงต้องการอะไรที่มากกว่าการจูบที่จะทำให้มีความรู้สึกผูกพันในอนาคตหรือ แม้กระทั่งสมยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์ต่อ ทั้งนี้ อาจจะต้องการบรรยากาศที่โรแมนติก ฯลฯ ร่วมด้วย

หมอเพิ่มเติมว่า ฝ่ายชายน่าจะถูกหลอกง่ายกว่าฝ่ายหญิงเมื่อถูกจูบ (ฮา) อย่างไรก็ตาม การจูบทำให้ฮอร์โมน Cortisol มีระดับลดลงทั้ง 2 ฝ่าย

โดยผู้วิจัยสรุปว่า การจูบทำให้ความ เครียดลดลง (แต่หมอว่าอาจเพราะว่าได้เงินตอบแทนค่าร่วมวิจัย หรือไม่ก็ไม่ต้องเข้าคลาสตามปกติ และในฝ่ายชายนั้นอยากเข้าร่วมการวิจัยแน่นอนอยู่แล้ว)

ทั้งนี้ การจูบนั้นจะก่อให้เกิดความผูกพันกันถึง “ความรัก” หรือไม่ ก็ต้องมีการทำงานของสมองในส่วนความสุขใจ ปีติ และผลักดัน ให้สานสัมพันธ์ต่อ (Pleasure, Euphoria, Motivation) สมองส่วนนี้คือ ventral tegmental area ด้านขวา

ซึ่งเป็นบริเวณด้านท้องของก้านสมองส่วนต้น และ caudate nucleus ด้านขวา โดยผ่านสารควบคุม Dopamine สมองทั้ง 2 ส่วนมีหน้าที่เป็นศูนย์ให้รางวัล (Reward Center) และเป็นที่เดียวกันกับที่ยาเสพติด โคเคน (Cocaine) ออกฤทธิ์

ดังนั้น ความรักน่าจะเป็นยาที่ดีสำหรับมนุษย์นะครับ และจูบครั้งแรกครั้งเดียวบางครั้งก็ตัดสินได้เลยว่าไม่ใช่ Gallup และคณะพบว่า 59% (จากผู้ชาย 58 ราย) และ 66% (จากผู้หญิง 122 ราย) ของผู้ร่วมวิจัยตอบว่าจูบแรกนั้นบอกได้เลยว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ แม้จะคบหากันมาก่อนหน้าแล้วก็ตาม และเลิกกันหลังจูบแรก ความรุนแรงบดขยี้ในการจูบก็มีความหมายจากนักศึกษา 1,041 ราย ฝ่ายชายจะจูบอย่างรุนแรงล้ำลึก เพื่อเป็นการกรุยทางสู่ขั้นต่อไปของกามารมณ์ ในขณะที่ฝ่ายหญิงจะใช้การจูบเพื่อชั่งใจ หยั่งใจตนเองว่าสมควรจะคบหากับอีกฝ่ายต่อไปหรือไม่ หรือพร้อมจะมีการพัฒนาในเชิงครอบครัวในอนาคตมากกว่าที่จะเป็นเจตนาทางด้านกามารมณ์อย่างเดียว

ปฏิกิริยาต่อไปของจูบ คือ ผลต่อร่างกาย อวัยวะภายในหัวใจเต้นเร็ว แรงขึ้น ความดันสูงขึ้น รูม่านตาขยาย หอบหายใจลึก ฯลฯ

ดังที่เราทราบกันพฤติกรรมในระหว่างจูบก็มีความหมาย เคยสังเกต ไหมครับว่าขณะจูบเราเอียงศีรษะ คอ ไปทางไหน ขวาหรือซ้าย ใครที่เอียงซ้ายรีบเปลี่ยนนะครับมาทางขวา Onur Gunturkun จาก Ruhr University of Bochum ในเยอรมนี สำรวจ 124 คู่ที่จูบกันในที่สาธารณะทั้งในสหรัฐฯ เยอรมนี และตุรกี เขาพบว่าจะเอียงไปทางขวามากกว่าซ้าย 2 เท่า ก่อนที่ริมฝีปากจะประกบกัน

ทั้งนี้ อาจจะเกิดจากท่าขณะอยู่ในครรภ์ระยะท้าย และในขณะที่เป็นทารก และการที่มี Behavioral asymmetry นี้อาจจะเกี่ยวเนื่องจากการควบคุมการพูดและการรับรู้พิเศษบางอย่างอยู่ที่สมองซ้าย (ซึ่งควบคุมด้านขวา) ปัจจัยการเลี้ยงดูก็อาจเกี่ยวกับการเอียงขวา

โดยที่ 80% ของคุณแม่ไม่ว่าถนัดขวาหรือซ้ายก็ตาม จะอุ้มลูกแนบกับอกโดยหัวลูกไปทางซ้ายและลูกจะพลิกเข้าหาอกแม่โดยหมุนมาทางขวา นักวิทยาศาสตร์บางคนยังกระหน่ำซ้ำเติมคนที่เอียงซ้ายเวลาจูบว่าเป็นคนที่ไม่อบอุ่น ไม่รักใครจริงจัง

ทั้งนี้ การเอียงไปทางซ้ายถูกควบคุมจากสมองซีกขวา ซึ่งเป็นสมองอารมณ์ (หมอว่าน่าจะแสดงว่าเป็นอารมณ์แปรปรวน) มากกว่า จะเนื่องด้วยเหตุใดก็ตามเรื่องของซ้าย-ขวา

ล่าสุดในปี 2006 Julian G. Greenwood และคณะจาก Stranmillis University College in Belfast, Northern Ireland พบว่า 77% ของนักเรียน 240 ราย เอียงมาทางขวา เวลาจะจูบแก้มตุ๊กตา และ 80% ของคู่หญิง-ชาย ใน Belfast ก็เอียงขวาเช่นกัน ทั้งนี้ อาจจะเป็นการเอียงขวาตามความถนัดมากกว่า

จะสรุปอย่างไรก็ตามนะครับ ถึงแม้ว่าจูบคือการประกบแค่ริมฝีปาก แต่ขั้นตอนการจูบ เริ่มตั้งแต่ความคิด ความรู้สึกก่อนจูบ การกระทำระหว่างและที่จะเกิดขึ้นภายหลัง รวมทั้งสัมพันธภาพที่จะเกิดขึ้นในทางดีหรือไม่ดีก็ตามในอนาคต และนี่คือเรื่องหนึ่งของมนุษย์ที่ไม่น่าจะธรรมดานะครับ ตอนเรื่องสมองในเสี้ยวเวลาของความสุขสม (orgasm) ได้กล่าวไปแล้วนะครับ หาอ่านในสุขภาพหรรษา.

หมอดื้อ

จูบกับใคร จูบทำไม จูบท่าไหน แล้วยังไง (1)

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/593168

โดย หมอดื้อ 20 มี.ค. 2559 05:01

 

ว่าแล้ว หมอกะว่าผู้อ่านหลังจากพลิกๆหน้าหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ ต้องหยุดมาที่เรื่องนี้แน่ สมัยหมอเด็กๆเคยได้ยินเพลงชื่อนี้…จูบเบาๆเท่านั้นมันทำฉันสั่นไปถึงหัวใจ เนื้อเพลงผิดถูกไปบ้างขออภัยครับ

แต่หลังจากผ่านร้อน-ฝน-หนาว มามากฤดู เริ่มตระหนักความสำคัญของ “จูบ” ขึ้นเรื่อยๆ และมาชอบใจเมื่อได้อ่านบทความของ Chip Walter ใน Scientific American Mind ฉบับพิเศษปลายปี 2009 ทั้งเล่มชื่อ “Sexual Brain” ซึ่งเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ความรู้สึกตอบสนองทางเพศ กามารมณ์ ความผูกพันระหว่าง ชาย-หญิง หรือเพศเดียวกัน ในแง่ของสมอง

“จูบ” นั้นมีหลายแบบ เกิดขึ้นได้ในหลายกาลเวลา กลางวันแสกๆหรือในห้องมืดมิด มีจุดมุ่งหมาย หรือนำไปสู่ผลตามต่างๆกัน (ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) การจูบไม่ว่าจะหนัก เบา นุ่มนวล หิวกระหาย ตะกรุมตะกราม จูบแบบอายๆ รักใคร่อ่อนโยน มีเพื่อสนองความต้องการ ความอยาก (Hungers)

ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางสื่อประสาทและเคมี ซึ่งปลุกเร้าระบบสัมผัส ความตื่นเต้นทางเพศ ความรู้สึกผูกพัน เกิดแรงผลักดัน หรือเกิดความปีติอิ่มเอมใจ

และแน่นอนการตอบสนองทางกาย ทั้งในระดับที่ควบคุมได้และไม่ได้ทางระบบประสาทอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม จูบครั้งแรกอาจเป็นตัวตัดสินได้เลยว่า คนนี้ใช่เลย หรือไม่ก็เท่านี้จบกัน ทั้งนี้เนื่องจากความเชื่อจากผลการวิจัยระยะหลัง เช่น จากนักจิตวิทยาวิวัฒน์ (Evolutionary Psychologist) Gordon G. Gallup, Jr. จาก University at Albany, State University of New York ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC เมื่อเดือนกันยายน 2007 ว่า “เมื่อริมฝีปากแนบสนิทนั้นเป็นการเริ่มต้นของการสื่อสารที่สลับซับซ้อน ทั้งรสสัมผัส กลิ่น และการปรับลักษณะท่าทาง (น่าจะอุปมาเหมือนเวลาเต้นรำกันนะครับ) ดิ่งลึกลงไปจนถึงกลไกใต้จิตสำนึก จนทำให้เกิดความตั้งใจหรือตัดสินใจที่จะสานสัมพันธ์ต่อหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์บางคนยังเชื่อว่าพฤติกรรมของการจูบอาจจะยังบ่งบอกต่อไปลึกล้ำว่าเต็มใจที่จะมีลูกด้วยกัน หรือแม้กระทั่งรับที่จะแบกภาระในการเลี้ยงดูลูกในอนาคต

กระบวนการวิวัฒน์ของจูบนั้น นักสัตววิทยาของอังกฤษ Desmond Morris และ Chip Walter ได้เสนอว่า กลไกของจูบนั้นน่าจะเริ่มกระบวนท่ามาตั้งแต่ตอนที่สัตว์ประเภทลิง

เช่น ชิมแปนซีป้อนอาหารให้ลูกตัวน้อย จากการที่เคี้ยวบดอาหารในปากก่อนที่จะประกบปากกับลูกส่งผ่านอาหาร และแม้แต่มนุษย์ในยามหิวโหยตั้งแต่โบราณกาลมีการปลอบประโลมลูกน้อยที่อดอยาก โดยการจูบและเป็นการแสดงความรักความห่วงใย จนมีการพัฒนาที่ดุเดือดยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา

สารฟีโรโมน (Pheromones) ที่เรารู้จักกันดีในสัตว์และพืชหรือแม้แต่ในแมลง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อในการสานสัมพันธ์ (Sexual Attraction) หรือในการบ่งบอกแหล่งอาหาร อาจเป็นอีกกลไกหนึ่งในการสานสัมพันธ์ของการจูบ

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงว่า คนจะมีตัวรับจับสัญญาณจากฟีโรโมน เหมือนกับหนูและหมูหรือไม่ ตัวจับฟีโรโมน (Vomeronasal Organ) ในสัตว์นั้นอยู่ในตำแหน่งระหว่างจมูกกับปาก นักชีววิทยา Sarah Woodley จาก Duquesne University ตั้งข้อสังเกตว่าในคนน่าจะมีอวัยวะในการรับฟีโรโมนในจมูกเช่นกัน การสานสัมพันธ์โดยผ่านทางชีวเคมี เกิดขึ้นได้จริง

ดังเช่น สาวๆขณะที่อยู่ในรอบประจำเดือนระยะหนึ่งมักจะถูกดึงดูดเข้ากับกลิ่นเหงื่อของหนุ่ม ที่มียีนของระบบภูมิคุ้มกันที่เข้ากันได้

ดังนั้น ฟีโรโมนในคนซึ่งอาจมี Androstenol ถูกขับออกมากับเหงื่อในผู้ชาย และทำให้เกิดความตื่นตัวทางเพศในผู้หญิง และฮอร์โมนในช่องคลอดของผู้หญิงชื่อ Copulins ก็สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน Testosterone ในผู้ชายและกระตุ้นความอยากกระหายทางเพศ

ถ้าฟีโรโมนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจูบจริง การจูบก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพของฟีโรโมนให้ยิ่งออกฤทธิ์หนักขึ้นไป และเข้ากระบวนการ เช่น ในแมลง และสัตว์อื่นๆที่นำไปสู่การร่วมรัก แพร่พันธุ์ในที่สุด

สำหรับเคมีต้องกันทางประสาทวิทยาศาสตร์ การจูบนั้นจุดกลไกของประสาทตั้งแต่เมื่อริมฝีปากใกล้จะประกบกัน โดยได้รับกลิ่นและเมื่อประกบกันแล้ว ผ่านทางประสาทสัมผัส ก่อนที่จะจุดชนวนทางอารมณ์ และกายภาพผ่านทางเส้นประสาท

สมองของคนมีเส้นประสาท 12 เส้น มีอย่างน้อย 5–6 เส้นที่ถูกกระตุ้นในการจูบ

ตั้งแต่เริ่มต้นคือเส้นประสาทเบอร์ 1 (Olfactory nerve) ใช้ในการรับดมกลิ่น เบอร์ 5 (Trigeminal nerve) ในการรับสัมผัสเนื้ออุ่นเนื้อเย็นจากริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวคางและขากรรไกร เบอร์ 7 (Facial nerve) ควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าและแน่นอนริมฝีปาก เบอร์ 9 และ 10 (Glossopharyneal และ Vagus nerve) ควบคุมการส่งเสียง (อือ อา เป็นต้น) เบอร์ 12 (Hypoglossal nerve) ควบคุมลิ้น…

ต้องอ่านตอนต่อไปแล้วครับ จริงหรือ จูบครั้งหนึ่งใช้เส้นประสาทสมองแค่ 5–6 เส้นเอง และยังต้องเลือกท่าอีก.

หมอดื้อ

ดนตรีและสมอง : ร้องเพลงห่วย….เกิดได้ยังไง? (ตอนที่ 3)

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/589769

โดย หมอดื้อ 13 มี.ค. 2559 05:01

 

บทนี้จะถกในประเด็นของ ‘หูทิพย์หรือหูอัจฉริยะ’ หรือ Absolute pitch ที่สามารถบอกจำแนกแยกแยะวิเคราะห์เสียงแม่นยำว่าเป็น ฟ้าประทานหรือผลักดันได้ และประเด็นของการที่มีปูมหลังทางวัฒนธรรม ทางเสียงดนตรีที่หลากหลาย จะมีผลต่อทักษะในการแยกแยะเสียงดนตรีที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่

Absolute pitch หรือ Perfect pitch เป็นความสามารถพิเศษที่พบได้เฉพาะในคนบางกลุ่มเท่านั้น หลายๆการศึกษาก่อนหน้านี้รวมถึงบรรดาผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบัน เชื่อว่าความสามารถพิเศษดังกล่าวถ่ายทอดทางพันธุกรรมและเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

อย่างไรก็ตาม มีคนตั้งสมมติฐานว่า การได้รับประสบการณ์เฉพาะบางชนิดอาจมีส่วนบ่งชี้หรือผลักดันให้เกิดการพัฒนาความสามารถที่เรียกว่า absolute pitch ได้ นอกจากนั้น Absolute pitch ยังน่าจะเชื่อมโยงกับความสามารถในการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ เช่น ภาษา

ในการศึกษาแรกนั้น เป็นการศึกษาเพื่อตอบว่า Absolute pitch สามารถพัฒนาขึ้นได้จากการฝึกฝนด้านดนตรีหรือไม่ โดยทำการศึกษาคลื่นสมองชนิด Mismatch Negativity ที่เกิดจากการตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยเสียงเปียโน ไวโอลิน และ sine tone ทั้งในช่วงก่อนและหลังการฝึกซ้อมดนตรีในกลุ่มเด็กตัวอย่างที่ลงทะเบียนเรียนวิชาดนตรี

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มีการเพิ่มขึ้นของคลื่นสมองชนิด Mismatch Negativity อย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังการฝึกซ้อมดนตรีเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนการฝึกซ้อมดนตรี

นอกจากนี้ การเล่นดนตรีจะมีความแม่นยำของตัวโน้ตมากขึ้นหลังจากการฝึกซ้อม ซึ่งความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นนี้ยังสัมพันธ์กับคลื่นสมองชนิด MMN ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย และยังพบว่าเด็กในกลุ่มตัวอย่างบางคนซึ่งไม่มีความสามารถพิเศษด้าน Absolute pitch มาก่อนนั้นมีความสามารถในด้านดนตรีเทียบเท่ากับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ Absolute pitch หลังจากได้รับการเรียนและฝึกซ้อม เป็นเครื่องแสดงว่าหูอัจฉริยะควรจะฝึกฝนได้

สำหรับการศึกษาที่สองนั้น เป็นการศึกษาในแง่ประสาทกายวิภาคเพื่อเปรียบเทียบปริมาณสายใยประสาท (fiber tracts) ในสมองของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถพิเศษ absolute pitch นักดนตรีทั่วไป และคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักดนตรี

จากผลการศึกษา พบว่า ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถพิเศษ absolute pitch มีการเชื่อมโยงของ fiber tracts ในบริเวณของสมองส่วน temporoparietal ที่แน่นหนามากกว่าในกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ นอกจากนี้ fiber tracts ที่หนาแน่นเช่นนี้สามารถพบได้เฉพาะในสมองซีกซ้าย (left hemisphere) เท่านั้น

ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องไปในทางเดียวกันกับสมมติฐานที่ว่า absolute pitch นั้นเป็นกระบวนการพิเศษของสมองซีกซ้ายที่เกิดในบริเวณใกล้เคียงกับเปลือกสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน และอาจอนุมานเกี่ยวโยงไปถึงทักษะในการเรียน และใช้ภาษา

ยังมีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักดนตรีแม้ไม่ต้องมีหูทิพย์นั้น มีความสามารถในการเรียนรู้ด้านภาษาใหม่ๆได้ดีกว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนทั่วไป เมื่อทำการศึกษาการทำงานของสมองด้วยเครื่อง fMRI พบว่าในกลุ่มตัวอย่างที่มีความสามารถในการเรียนรู้ด้านภาษาดีกว่านั้น มีการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวกับการได้ยิน หรือ auditory cortex มากกว่า ในขณะที่ในกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบในการเรียนรู้ภาษาใหม่นั้นกลับพบว่ามีการทำงานของสมองส่วน frontal area มากกว่า

ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมมีผลต่อศักยภาพทางสมองและการเรียนรู้ของผู้คนที่อยู่ภายใต้อิทธิพลที่แตกต่าง โดยคนที่มีพื้นเพหนึ่งมักจะมีแนวโน้มคุ้นชินกับภาษาหรือสำเนียงของดนตรีและภาษาของท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าวสามารถพิสูจน์ได้จากแบบการวิจัยจำลองที่อาศัยดนตรีพื้นเมืองชนิดต่างๆในการทดสอบทักษะการแยกแยะเสียงดนตรีของผู้คนที่มีเชื้อชาติแตกต่างกัน นอกจากวัฒนธรรมทางดนตรีที่ต่างกันจะมีผลต่อการรับรู้ที่แตกต่างกันแล้ว

จากผลการศึกษาที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่าสามารถนำมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาโปรแกรมดนตรีบำบัดสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบประสาทได้และในปัจจุบันก็เริ่มมีการนำดนตรีถึงแม้จะยังไม่ถึงกับเป็นโปรแกรมเจาะลึกถึงสมองเป็นส่วนๆ นำมาใช้มากขึ้น

อย่างน้อยความสุขของการได้รับฟัง การฝึกซ้อมเครื่องดนตรี ที่ไม่ใช่เอาเป็นเอาตาย เหมือนแผ่นเด๊ะๆ จะพัฒนาสมองซีกขวาในการเผชิญปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยแบบแผนที่ไม่แหกคอกนักตามสมองซีกซ้าย เวลาด้นสด ดังในบท กำเนิดสมองซีกซ้ายและขวา.

หมอดื้อ

ดนตรีและสมอง : ร้องเพลงห่วย….เกิดได้ยังไง? (ตอนที่ 2)

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586491

โดย หมอดื้อ 6 มี.ค. 2559 05:01

 

ผลของดนตรีต่อการพัฒนาศักยภาพทางสมองของเด็ก (Domain–specific and domain–general effects of musical experience in young children)

ปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์กันดีถึงผลจากประสบการณ์ด้านดนตรี ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของบทเรียนวิชาดนตรีหรือการฟังดนตรีทั่วไปในชีวิตประจำวัน ว่าไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาศักยภาพเฉพาะด้านดนตรีอย่างเดียว ยังรวมถึงการพัฒนาในการเรียนรู้ในด้านอื่นๆ

ซึ่งสามารถวัดได้จากคะแนนการทดสอบไอคิว (IQ test) ที่สูงขึ้นในกลุ่มเด็กโตและผู้ใหญ่

ผลของดนตรีต่อการพัฒนาศักยภาพทางสมองในกลุ่มเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน ทั้งในกรณีที่ได้รับประสบการณ์ด้านดนตรีผ่านทางรูปแบบของบทเรียนวิชาดนตรีและการฟังดนตรีทั่วไปในชีวิตประจำวัน พบว่าเด็กเล็กเหล่านี้มีความสามารถในการแยกแยะโครงสร้างของระดับเสียงมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง

โดยเด็กเล็กในกลุ่มที่มีอายุอยู่ในขวบปีแรก สามารถแยกแยะเสียงพ้องและเสียงไม่พ้อง (consonance and dissonance) ได้ ในขณะที่เด็กเล็กในกลุ่มก่อนวัยเรียนสามารถ แยกเสียงตามโน้ตดนตรีได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี ยังไม่มีความสามารถในการรับรู้ความกลมกลืน ของเสียงประสาน (sensitivity to harmonic structure) ไม่ว่าจะเด็กจะเคยได้รับประสบการณ์ดนตรีในรูปแบบใดมาก่อนก็ตาม

กรณีหลังนี้เอง นำมาสู่คำถามในการวิจัยต่อมา กล่าวคือ การพิสูจน์ว่าความสามารถในการรับรู้ความกลมกลืนของเสียงประสาน สามารถจะพัฒนาขึ้นในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ โดยผ่านทางประสบการณ์ด้านดนตรีในรูปของบทเรียนดนตรีพิเศษได้หรือไม่

ในการศึกษาต่อยอดนี้ กลุ่มผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบความสามารถในการรับรู้ความกลมกลืนของเสียงประสานระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กอายุ 3-5 ขวบที่ได้รับประสบการณ์ด้านดนตรีผ่านทางบทเรียนดนตรีพิเศษ และกลุ่มที่ไม่ได้รับบทเรียนดนตรีดังกล่าว

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับประสบการณ์ด้านดนตรีผ่านทางบทเรียนดนตรีพิเศษมีความสามารถในการรับรู้ความกลมกลืนของเสียงประสานเหนือกว่าเด็กในอีกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นทางกลุ่มจึงสรุปว่า ความสามารถในการรับรู้ความกลมกลืนของเสียงประสาน สามารถพัฒนาได้ในเด็กเล็กโดยผ่านบทเรียนดนตรีพิเศษ นอกจากนี้ยังได้มีการติดตามศักยภาพของเด็กเล็กเหล่านี้เมื่อได้รับประสบการณ์ดนตรีต่างๆเพิ่มขึ้นผล ของการติดตามดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ดนตรียังส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กในการรับรู้ด้านอื่นๆ อีกด้วย

การเพิ่มศักยภาพของสมองระหว่างการเล่นดนตรีและการฟังดนตรี ในการฝึกซ้อมดนตรีนั้น จำเป็นต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันระหว่างสมองส่วนที่ทำหน้าที่เฉพาะขั้นสูงและสมองส่วนที่ทำหน้าที่พื้นฐานในการได้ยินและการเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ในระหว่างการฝึกซ้อมดนตรีและการฟังดนตรีซึ่งเกิดร่วมไปพร้อมๆกันนั้น ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์แบบใดในสมองส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ในการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า การฝึกฟังดนตรีเพื่อแยกแยะเสียงต่างๆ (simple training in listening discrimination) ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน ซึ่งแสดงให้เห็นได้จากการพบสัญญาณคลื่นไฟฟ้าสมองชนิดที่เรียกว่า “Mismatch Negativity Response (MMN)” จากการตรวจด้วย เครื่องมือ magnetoence phalography (MEG)

คำถามต่อมาคือ ผลของการ เรียนรู้ซึ่งอาศัยบริเวณที่แตกต่างกันของสมอง ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์อย่างไรในสมอง และปฏิสัมพันธ์นี้มีผลต่อการจัดระเบียบและพัฒนาศักยภาพการทำงานของสมอง ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร

ในการตรวจวัดเพื่อเปรียบ เทียบการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำซึ่งสัมพันธ์กับการได้ยิน (auditory memory) ในกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช่นักดนตรี ในขณะที่กำลังทำการฝึกซ้อมดนตรีเทียบกับการฝึกฟังดนตรีเพื่อแยกแยะเสียง

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การฝึกซ้อมดนตรีนั้นสามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ภายในสมองซึ่งเอื้อให้เกิดการจัดระเบียบและพัฒนาศักยภาพการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง มากกว่ากลุ่มที่มีการฝึกฟังดนตรีเพื่อแยกแยะเสียงอย่างมีนัยสำคัญ.
หมอดื้อ

%d bloggers like this: