สาธารณสุข

All posts tagged สาธารณสุข

‘สธ.’…ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151125/217455.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558
‘สธ.’...ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล

‘สธ.’…ฤดูผลัดใบ!!รอระยะผลิดอกออกผล : ทีมข่าวสาธารณสุข 0รายงาน

             24 สิงหาคม 2558 วันแรกที่ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” เข้าทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นวันแรก ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” บิ๊กเบิ้มที่สุด ถึงวันนี้เวลาผ่านเลยมาเกือบ 3 เดือน ยังน้อยเกินไปที่จะประเมินว่า 8 นโยบายที่ประกาศไว้ในวันแรก ประสบความสำเร็จหรือคืบหน้าไปอย่างไร เพราะ “หมอปิยะสกล” ให้เวลากรม กองต่างๆ แปลงนโยบายเป็นแผนปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้า  3 เดือน ที่ผ่านมา สธ.จึงเหมือนอยู่ในช่วง “ฤดูผลัดใบ” จากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงของการผลิดอกออกผล เห็นแผนที่ชัดเจนขึ้น

“ผลัดใบ” เนื่องจากแม้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ กับรมว.สาธารณสุขคนก่อนจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมาทั้งคู่ก่อนรับตำแน่งใน ครม. แต่ “หมอปิยะสกล” เป็นคณบดีจากแพทย์ศิริราช ขณะที่ “ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน” รมว.สาธารณสุขคนก่อนเป็นคณบดีจากแพทย์ รามาธิบดี มีการผลัดเปลี่ยน รมว.จากแพทย์มหิดลฝั่งกรุงเทพฯ เป็นแพทย์มหิดลฝั่งกรุงธนฯ และทีมที่ปรึกษา รมว.ใหม่ส่วนใหญ่ก็ล้วนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแพทย์ชนบท ขณะที่ทีมงานของ “หมอรัชตะ” ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องแพทย์ชนบท ประจวบเหมาะกับ “นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัด สธ.ในช่วงเวลานั้น กำลังอยู่ในช่วงนับถอยหลัง 1 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการเช่นกัน  ปลัด สธ.คนเก่าทำงานร่วมกับ รมว.สาธารณสุขใหม่ได้เพียง 1 เดือน การขยับนโยบายจึงไม่ได้ไปแบบจรวด จนเมื่อ “นพ.โสภณ เมฆธน” ก้าวขึ้นมาเป็นปลัดสธ.คนใหม่ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

โยกรองปลัด 3 คน ไปเป็นอธิบดี โดย “นพ.อำนวย กาจีนะ” เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค “นพ.วชิระ เพ็งจันทร์” เป็นอธิบดีกรมอนามัย และ “นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ” เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดึงผู้ตรวจฯ 3 คน มาเป็นรองปลัด คือ “นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์” “พญ.ประนอม คำเที่ยง” “นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย” และ”นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร” และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ผอ.สำนักบริหารกลางที่เปรียบเสมือนพ่อบ้านในสำนักงานปลัดสธ. ซึ่งรู้และเห็นทุกหนังสือสั่งการหรือข้อหารือ จำเป็นต้องใช้คนที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนจาก “นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา” ที่ข้ามหน้า สสจ.จากรองสสจ.อุดรธานี มานั่งตำแหน่งนี้ในสมัยหมอรัชตะและเคยเป็นอดีตเลขานุการชมรมแพทย์ชนบท เป็น “น.ส.ภาวนา เผือกผาสุข” อดีตผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล

ส่วน “หมอปิยะสกล” ก็อยู่ในช่วงรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน โดยเดินสายต่างจังหวัดดูการทำงานจริง ด้วยนโยบาย “จับสลาก ผ่านที่ไหนแวะที่นั่น” จะไม่ให้มีการเตรียมตัวด้วยผักชีโรยหน้า จึงจับสลากหน่วยงานที่จะไปดูงาน หรือหากนั่งรถผ่านระหว่างทางก็จะแวะเยี่ยมชม เพื่อให้ได้ข้อมูลแท้จริงจากพื้นที่ แม้ที่ผ่านมา ข้าราชการในพื้นที่จะยังคงติดรูปแบบการต้อนรับผู้ใหญ่ด้วยการจัดเตรียมงานต้อนรับ เห็นได้จากการลงพื้นที่ครั้งแรก ให้ รมว.จับสลาก แต่ก่อนเวลาจริง 3-4 ชั่วโมง มีเวลาเพียงพอที่จะจัดเตรียมงาน และครั้งที่สอง มีการพัฒนาจับสลากก่อนลงพื้นที่ไม่นาน แต่พื้นที่จัดเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่พร้อมจะไปรอต้อนรับในทุกหน่วยที่ รมว.จับสลากได้ ทำให้การลงพื้นที่ที่ผ่านมาไม่ได้เห็นของจริงที่แน่แท้

เมื่อรับฟังข้อมูลเพียงพอ และจัดทัพเรียบร้อย จากนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นเวลาจริงของการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 8 ให้เห็นผลชัดเจนมากขึ้น !!!

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการเดินหน้านโยบายใดๆ งานเดิมที่ดีก็มีการสานต่อ งานเดิมที่ยังขัดก็พยายามแก้  โดยเฉพาะในเรื่องการเดินหน้า “เขตสุขภาพ” และ “หมอครอบครัว”  รวมถึง “เรื่องกำลังคน” ด้วยการแก้ปัญหาลูกจ้างที่ตกค้างจากการบรรจุลอตที่ 3 กว่า 7,000 คน ให้ได้บรรจุทั้งหมด ส่วนเรื่องการขจัดความขัดแย้งของกลุ่มก๊วนต่างๆ ก็ทำให้ทุกฝ่ายสงบอยู่ในที่ตั้ง แม้ความเห็นต่างยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกแบบเข้มข้น  บางชมรมจับตาทุกความเคลื่อนไหวของ “หมอปิยะสกล” ผ่านเฟซบุ๊กเพจประหนึ่ง “จิ้งจกทัก” ขณะที่บางประชาคมยังสงวนท่าที ไม่แสดงตัวชัดเจนว่าสนับสนุนแบบเต็มร้อย

หวังว่าในช่วงผลิดอกออกผล กระทรวงสาธารณสุขคงจะประกาศนโยบายหรือแผนทำงานเพิ่มเติมที่ “โดนใจ” ประชาชนออกมา โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ 2559 เพื่อเป็นของขวัญด้านสุขภาพให้คนไทย รอฟัง!!!

8นโยบายหมอปิยะสกล

1.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

2.บูรณาการองค์ประกอบและบทบาทเขตสุขภาพระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

3.พัฒนาการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย

4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ

5.ให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข

6.วิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและสมุนไพรไทย

7.เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ ให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานสาธารณสุข

8.สนับสนุนกลไกการทำงานสาธารณสุขให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมการสร้างความมั่นคงและความผาสุกของสังคมไทยและสังคมโลก

ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย

Published March 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151111/216727.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2558
ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย

ไทยป่วยไข้เลือดออกกว่าแสนตาย102ราย ยันไม่มีสายพันธุ์ใหม่ พีคสุดช่วงเดือนส.ค. พบป่วย 7,000 รายต่อสัปดาห์

           11พ.ย.2558 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกว่า ไข้เลือดออกเป็นโรคประจำถิ่นของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศก็มีการระบาด เช่น มาเลเซีย จนถึงเดือน ก.ย. 2558 พบผู้ป่วย 80,000 ราย เสียชีวิต 200 กว่าราย

ส่วนสถานการณ์ในประเทศข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือน พ.ย. พบผู้ป่วย 102,000 ราย เสียชีวิต 102 ราย เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งถือเป็นปีที่มีการระบาดของโรคไข้เลือกออกหนักนั้นมีผู้ป่วย 150,000 ราย เสียชีวิต 150 ราย ในปีนี้ถือว่าระบาดแต่ไม่รุนแรงเท่าปี 2556 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. มากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ถือว่าผู้ป่วยเริ่มชะลอตัวลง โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ 3,000-4,000 รายต่สัปดาห์ จากช่วงที่มีการระบาดสูงสุดในเดือน ส.ค.มีผู้ป่วย 7,000 ต่อสัปดาห์

“ที่น่าสังเกตคือปีนี้อากาศร้อนค่อนข้างมาก ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสเดงกี่ บวกกับฝนตกๆ หยุดๆ ทำให้ลูกน้ำยลายมีปริมาณมาก และเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมื่อมีฝนตกมากคนอยู่รวมกันหนาแน่น โอกาสที่จะแพร่ระบาดก็เพิ่มมากขึ้น เช่น โคราช เชียงใหม่ กทม. ซึ่งในการป้องกันที่สำคัญที่สุดต้องกำจัดลูกน้ำยุงลาย เพราะลูกน้ำที่เกิดจากยุงลายที่มีเชื่อไข้เลือดออกก็จะมีเชื้ออยู่ในตัวเลย แต่ที่เป็นปัญหาในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย นอกจากเจ้าของบ้านจะไม่กำจัดทุกสัปดาห์แล้ว เมื่อมีเจ้าหน้าที่จะเข้าไปกำจัดให้ภายในบ้าน ก็ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายบ้าน ให้ทำได้แค่บริเวณท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นการกำจัดที่ไม่ตรงจุด เพราะลูกน้ำที่อยู่ตามท่อน้ำนั้นเป็นยุงรำคาญ ไม่ใช่ยุงลาย” นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า โรคไข้เลืดออกเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง ถ้าหากมีผู้ป้ฝ่วย 1,000 ราย จะเสียชีวิต 1 ราย จาก 2 สาเหตุ 1. ภาวะเลือดออก 2.เลือดรั่วจากเส้นเลือดและเกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตได้ โดยไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ คือ เดงกี่ 1, 2, 3 และ 4 ย้ำว่าไม่มีสายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด และความรุนแรงของทั้ง 4 สายพันธุ์ไม่ต่างกันมาก ในการระบาดในประเทศไทยจะพบทั้ง 4 สายพันธุ์โดยอาจจะวนเวียนกันไป บางปีสายพันธุ์ อาจจะระบาดมากในภาคใต้ สายพันธุ์ที่ 3 อาจจะระบาดมากในภาคเหนือ เป็นต้น ดังนั้นคนหนึ่งคนจะสามารถเป็นไข้เลือดออกได้ 4 ครั้ง แต่จะไม่ได้เกิดจากสายพันธุ์เดิม เนื่องจากร่างกายจะมีภูมิต้านทานไวรัสเดงกี่สายพันธุ์นั้นๆ ทั้งนี้การป่วยไข้เลือดออกครั้งแรกจะไม่ค่อยรุนแรงมาก แต่หากเป็นครั้งที่ 2 จะเกิดความรุนแรงมากขึ้น เลือดออก และช็อคได้

สำหรับอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกระยะแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตัว อาเจียน เลือดออกที่ผิวหนัง แต่หากอาการรุนแรงไข้จะลดลง ตัวเย็น ซึม กินอาหารไม่ได้ เวียนศีรษะ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว หมดสติ ซึ่งระยะติดเชื้อและรุนแรงจะอยู่ในช่วง 48 ชั่วโมง หากรักษาตามอาการจนพ้นระยะ 7 วันก็จะหายจากโรค การวินิจฉัยแรก จะแยกจากอาการไข้ทั่วไปค่อนข้างยาก ต้องเจาะเลือดตรวจซึ่งหากป่วยเพียง 1-2 วัน การเจาะเลือดตรวจอาจจะไม่พบเชื้อ ต้องใช้เวลา 3-4 วัน จึงจะเจาะเลือดและตรวจรู้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคลด้วย การเจาะเลือดครั้งแรกจึงอาจไม่เจอเชื้อไข้เลือดออกก็ได้ ซึ่งการรักษายังไม่มียาเฉพาะ ต้องให้การรักษาแบบประคับประคองมีไข้ ส่วนวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนยา

“จากการสำรวจของกรมควบคุมโรค คนไทยรู้จักไข้เลือดออกกว่า 80 % แต่มีส่วนร่วมในกาป้องกันโรค กำจัดลูกน้ำยุงล่ยเพียง 20% เท่านั้น คนไทยจึงควรป้องกันโรคด้วยการสำรวจบ้านตัวเองและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เทน้ำทิ้งสัปดาห์ละอย่างน้อย 1 ครั้ง” นพ.โอภาสกล่าว
พิษณุโลกไข้เลือดออกแนวโน้มรุนแรงตาย1ราย

นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์สาธารณะสุขจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกในช่วงปลายฝน ของปี 2558 ยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง พบผู้ป่วยตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 6 พฤศจิกายน 2558 พบแล้ว 905 ราย มากกว่า ปี 2557 ที่มีผู้ป่วยเพียง 152 รายเท่านั้น อำเภอที่พบอัตราการป่วยมากที่สุดคือ อ.เนินมะปราง อ.ชาติตระการ และ อ.วัดโบสถ์ ส่วนพื้นที่พบน้อยที่สุดคือ ชุมชนในเขตเทศบาล กลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ อายุ 15-24 ปี ถึงร้อยละ 28.28 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 10-14 ปี ร้อยละ 21.62 มีประชาชนที่เสียชีวิตจากไข้เลือดออกแล้ว 1 ราย คือ ในพื้นทื่ อ.นครไทย

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ขอวงโรคพบว่า พื้นที่ที่พบแล้วจะก็จะกลับมาพบอีก ทั้งๆที่มีการควบคุมโรคทันทีที่พบผู้ป่วย มีการสอบสวนโรคลงพื้นที่ ที่มีฉีดพ่นหมอกควัน กำจัดยุงลายทัน แต่หลายแห่งยังขาดความร่วมมือในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย จึงทำให้ยุงไม่หมดไปจากชุมชน มีผู้ป่วยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีประชาชนในชุมชนยังมองว่าไม่อันตราย ป่วยก็รักษา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มองข้าม ปรากฏว่าล่าสุดนั้นได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของไข้เลือด นั้น เนื่องจากว่าผู้ป่วย ได้ป่วยแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็จะเกิดอีกสายพันธุ์ใหม่อีก ซึ่งประชาชนควรระมัดระวัง และรีบรักษา ไปหาแพทย์ดีกว่า

สำหรับมาตรการป้องกันนั้น ขณะนี้หากมีพื้นที่ใดเสี่ยงต่อการเกิดไข้เลือดออกระบาด ทางเจ้หาน้าที่ก็ประสานความร่วมมือกับองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ในการฉีดพ่นยา กำจัดลูกน้ำยุงลาย ตามจุดเสี่ยงต่างๆ ทั้งที่วัด โรงเรียน ชุมชนต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดได้อีก พร้อมกับให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกให้กับประชาชนถึงพิษภัยของไข้เลือดออกที่หากมองข้ามอาจจะเสี่ยงต่อชีวิตได้
เชียงใหม่ไข้เลือดระบาดมีผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว3ราย

นายแพทย์ไพศาล ธัญญาวินิชกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์ไข้เลือดออกของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้ อยู่ในระดับที่ค่อนข้างรุนแรง มีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาประมาณ 4-5,000 คน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย ในขณะที่ปีที่ไข้เลือดออกระบาดรุนแรงมากที่สุดคือปี 2556 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ราย และมีผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกกว่า 10,000 คน กระจายอยู่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จุดที่พบการระบาดค่อนข้างสูง อยู่ในเขต อ.เมือง อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่ริม และ อ.สันทราย มีลักษณะเป็นเมืองและมีชุมชนอยู่หนาแน่นทำให้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ได้พยายามเตือนประชาชนในพื้นที่จุดเสี่ยงที่โดยการประสานงานกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทุกพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะการให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกตามบ้านเรือนและแหล่งชุมชน นอกจากนั้นยังให้อาสาสมัครสาธารณสุขให้ความรู้กับประชาชนป้องกันตัวเองไม่ให้เกิดยุงกัด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก หากป่วยมีอาการไข้สูง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ไม่มีอาการของไข้หวัด ห้ามซื้อยามารับประทานเอง แต่ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที

นอกจากนั้น ในให้ลงพื้นที่บริเวณงานก่อสร้างที่มีคนงานก่อสร้างอาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อให้รณรงค์ให้ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งให้ความรู้กับกลุ่มคนงานที่อาศัยอยู่กันเป็นชุมชนในการสังเกตอาการการเป็นไข้เลือดออกเพื่อจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที

องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

Published February 16, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150926/214094.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2558
องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

องค์การเภสัชกรรมส่งยาคุณภาพทุกภูมิภาคทั่วไทย

           องค์การเภสัชกรรม กระจายยาและเวชภัณฑ์สู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยกระจายสู่ระบบบริการสุขภาพในภาครัฐมากกว่า 95% ของการบริการทางการแพทย์อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีโรงพยาบาลชุมชนอยู่ 800 กว่าแห่ง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป 100 กว่าแห่ง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อีกประมาณ 10,000 แห่ง นับได้ว่า เป็นการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์กระจายลงไปถึงในทุกระดับภูมิภาคของประเทศ นอกจากนั้น ยังเข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการคลังยาของสถานบริการ และโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยการนำระบบวีเอ็มไอ (Vender Managed Inventory) ทำให้ทราบถึงสถานะของปริมาณของยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้โรงพยาบาลได้มียาใช้อย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่จัดอยู่ในประเภท “รัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมและเทคโนโลยี”  มีหน้าที่หลักในการวิจัยพัฒนา ผลิต จัดหา และกระจายยา และเวชภัณฑ์ สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพราคายาของประเทศ ไม่ให้ราคายาในท้องตลาดสูงเกินไป และเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งการที่องค์การเภสัชฯ เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายยารายใหญ่ของประเทศ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การกำหนดราคายาของผู้จำหน่ายยารายอื่นๆ ใช้ราคายาขององค์การเภสัชฯ เป็นแนวทาง ส่งผลให้ประชาชนได้เข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมได้มากขึ้น

“องค์การเภสัชฯ ทำหน้าที่ผลิต จัดหา และกระจาย ในปริมาณ และรายการยาและเวชภัณฑ์ที่เพียงพอต่อการเข้าถึงยาของประชาชน โดยมุ่งเน้นรายการยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุขและสังคม ได้แก่ ยาผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยเอชไอวี ซึ่งยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นยาที่มีการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล ซึ่งมีกติกาชัดเจนว่า องค์การเภสัชฯ ไม่สามารถจะทำกำไรได้ นอกจากนั้น ยังผลิตยาจำเป็นพื้นฐานอีกมากกว่า 300 รายการ กระจายผ่านระบบการบริการภาครัฐ อาทิ ยาความดันโลหิตสูง ยาเบาหวาน ยาแก้ปวดลดไข้ ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ถือได้ว่า เป็นผู้ผลิตและจัดหามากรายการที่สุดของประเทศ”

“หัวใจที่สำคัญที่สุดของการดำเนินงาน คือ การให้ประชาชนใช้ยาที่มีคุณภาพ องค์การเภสัชฯ ดำเนินการผลิตยา และจัดหายา ภายใต้มาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส คุณภาพของยาและปริมาณยาที่ผลิตต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างเคร่งครัด โดยมีหน่วยงานที่สำคัญคอยควบคุมและกำกับดูแล ได้แก่ หน่วยงานวิจัยและพัฒนา และหน่วยงานควบคุมคุณภาพ ที่ดำเนินการทุกอย่างตามมาตรฐานและขั้นตอน โดยหน่วยงานวิจัยและพัฒนา จะทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สูตรตำรับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษาเทียบเท่ายาต้นแบบ ส่วนหน่วยงานด้านควบคุมคุณภาพ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนจะทำการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ โดยทำการควบคุมคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบ จนเป็นยาสำเร็จรูป จะไม่ยอมปล่อยผ่านยาที่ไม่ได้คุณภาพผ่านออกไปโดยเด็ดขาด”

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวถึงผลงานขององค์การเภสัชฯ ในรอบปีที่ผ่านมาว่า ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต จัดหา และกระจาย ยาเชิงสังคมยาที่มีจำเป็น สู่ระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อสนองนโยบายของรัฐในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ โดยทำการผลิตและจัดหายา ทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และยาที่ขาดแคลนในระบบสาธารณสุขที่มีผู้ผลิตน้อยราย ทำให้ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านยาให้แก่ประเทศได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557-กรกฎาคม 2558 ช่วยประหยัดไปแล้ว 4,090.89 ล้านบาท

องค์การเภสัชฯ เดินหน้าขยายกำลังการผลิตเพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงยาที่จำเป็นอย่างเพียงพอ กับโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ตามมาตรฐานจีเอ็มพี-พีไอซี/เอส ที่รังสิต ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน 2558 ขณะนี้ได้เริ่มกระบวนการผลิตยาแล้ว โดยดำเนินการผลิตยาเม็ดและแคปซูล กลุ่มยาที่มูลค่าการใช้สูง ยาต้านไวรัสเอดส์ ยาเบาหวาน ยาความดัน และยาจำเป็นอื่นๆ ในเบื้องต้นจะดำเนินการผลิตประมาณ 32 รายการ กำลังการผลิต 2,500 ล้านเม็ดต่อปี เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากกำลังการผลิตของโรงงานแห่งเดิม

ส่วนการดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก ตามมาตรฐานฮู-จีเอ็มพี ที่ จ.สระบุรี ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า ขณะนี้ให้บริษัทผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างต่อแล้ว ส่วนการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย ที่ดำเนินการผลิตโดยโรงงานต้นแบบ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร องค์การเภสัชฯ ดำเนินการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตายในโรงงานต้นแบบ โดยผ่านการทดสอบระดับพรีคลินิกแล้ว

“พบว่า มีความปลอดภัย และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ขณะนี้เตรียมเข้าสู่การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 จะดำเนินการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในกลางปี 2559 คาดว่า จะทราบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิกทั้งหมด ในกลุ่มอายุ 12-49 ปี ในปี 2560 และจะดำเนินการเพื่อขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป และจะนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการนำเข้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีละประมาณ 3.5 ล้านโดส และที่สำคัญจะเป็นศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้วยการพึ่งตนเองของประเทศไทย”

นอกจากนั้น ในปี 2558 องค์การเภสัชฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 8 รายการ ได้แก่ 1.ยาเม็ดลดความดัน Irbesartan ขนาด 300 มิลลิกรัม 2.ยาเม็ดลดไขมันในเส้นเลือด Fenofibrate ขนาด 160 มิลลิกรัม 3.ยาเม็ดรักษาจิตเวช Fluoxetine 20 มิลลิกรัม 4.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำรุงความจำ “พรมมิ” ชนิดเม็ด เป็นการต่อยอดงานวิจัยจากคณะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยข่อนแก่น 5.ยาต้านไวรัสเอดส์ Efavirenz ขนาด 50 และ 200 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นยาตามประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล 6.ยาจิตเวช Fluoxetine dispersible ขนาด 20 มิลลิกรัม มีคุณสมบัติแตกตัว และออกฤทธิ์ได้เร็ว 7.ยาเม็ดรักษาอาการศีรษะล้าน GPO-Finax-1 ขนาด 1 มิลลิกรัม และ 8.ยาเม็ดรักษาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตผิดปกติ GPO-Finax-5 ขนาด 5 มิลลิกรัม

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ยังได้พูดถึงแผนงานในอนาคตอันใกล้ขององค์การเภสัชกรรมว่า โรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดนก จะเปิดดำเนินการผลิตวัคซีนได้ จำนวน 1 รายการ นอกจากนั้น มีแผนดำเนินการพัฒนาการดำเนินงานในทุกด้าน อาทิ แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ในเฟส 2 ที่รังสิต เพื่อผลิตยาน้ำ ครีม ขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเภสัชเคมีภัณฑ์แห่งใหม่ เพื่อผลิตเคมีภัณฑ์ชุดทดสอบต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ วัตถุดิบทางยา แผนการพัฒนาระบบคลัง และกระจายสินค้าให้มีความทันสมัย ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น กระจายได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

‘เด็กพิเศษ’ป่วยบอกใครไม่ได้!?!

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213054.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
‘เด็กพิเศษ’ป่วยบอกใครไม่ได้!?!

‘เด็กพิเศษ’ป่วยบอกใครไม่ได้!?! : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              หลังจาก “คมชัดลึก” รายงานข่าวปัญหา สิทธิเด็กพิการที่ถูกละเลย อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พบว่า มีเด็กพิเศษหรือเด็กออทิสติก ประมาณ 7,000 กว่าคนทั่วประเทศไทย  ไม่ได้รับการดูแลรักษาสุขภาพเหมือนเด็กทั่วไป

กลุ่มคนพิการทางออทิสติก เป็น 1 ใน 7 ประเภทความพิการ หมายถึง บุคคลที่มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลจากความบกพร่องทางพัฒนาการด้านสังคม การสื่อความหมาย พฤติกรรมและอารมณ์ โดยมีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองและความผิดปกตินั้นแสดงก่อนอายุ 2 ปีครึ่ง

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเด็กกลุ่มนี้รู้สึกเจ็บป่วย  พวกเขาจะไม่สามารถสื่อความหมายหรือบอกพ่อแม่ผู้ปกครองได้ว่า รู้สึกไม่สบายแบบไหน เช่น ปวดท้อง ปวดหัว ปวดฟัน  เด็กกลุ่มนี้จะไม่รู้เลยว่า มันคืออาการอะไร ขณะที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่เองก็ขาดความรู้ ความเข้าใจในการดูแล หรือบางรายละเลยไม่ใส่ใจ

จากข้อมูลโรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จ.ลพบุรี พบว่า “เด็กพิเศษ” ส่วนใหญ่มีปัญหา สุขภาพปากและฟัน ฟันผุ ปวดฟัน เหงือกอักเสบ ฯลฯ  บางรายมีปัญหาโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัด หิด เหา หรืออาจมีอาการป่วยของโรคเรื้อรัง เช่น ปวดท้อง โรคกระเพาะเบาหวาน ความดันหัวใจ ฯลฯ

“ทีมข่าวคมชัดลึก” ลงพื้นที่สังเกตการณ์ โรงเรียนข้างต้นที่เป็นโรงเรียนเฉพาะของเด็กพิเศษ มีนักเรียนกว่า 200 คน  เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 เป็นวันตรวจสุขภาพ โดยนักเรียนยืนต่อคิวพร้อมสมุดประเมินสุขภาพ  แต่งกายในชุดกีฬาสะดวกต่อการยกแขนขา เมื่อผ่านการตรวจคัดกรองแล้ว  แพทย์พยาบาลจะประเมินว่า จัดอยู่ในกลุ่มใดบ้างใน 3 กลุ่ม คือ 1 กลุ่มปกติ 2 กลุ่มตรวจพบความผิดปกติควรเฝ้าระวังและทำการรักษา และ 3 กลุ่มร้ายแรงควรได้รับการรักษาทันที

เด็กหลายคนให้ความร่วมมือในการตรวจดีขณะที่บางคนไม่เข้าใจว่า มาทำอะไรกันในวันนี้จึงแสดงท่าทีขัดขืน บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ตรวจโดยเฉพาะจุดตรวจวัดความดันและตรวจฟันและช่องปาก เด็กบางคนร้องไห้ไม่ยอมรับการตรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปช่วย

ครูผู้รับผิดชอบงานอนามัย ให้ข้อมูลว่า  ปัญหาที่พบคือ หลังตรวจสุขภาพแล้ว เมื่อแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือพาเด็กไปรักษา ไม่ให้ความสำคัญสุขภาพเด็ก

“ผู้ปกครองจะชอบอ้างว่า  ไม่มีเวลาพาไปหาหมอ  หรือเด็กไม่ยอมไป  เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีเงิน บางครั้งก็บอกว่าโรงพยาบาลไม่ให้ความสำคัญกับเด็กให้นั่งรอนานเด็กไม่ยอมต้องพากลับ”

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาเด็กพิเศษไม่ได้รับการรักษาสุขภาพอนามัยอย่างถูกต้อง องค์การยูนิเซฟ ร่วมกับ องค์กร “สเปเชียล โอลิมปิก ไทยแลนด์”  จัดโครงการตรวจสุขภาพเด็กพิการทางสติปัญญา (ออทิสติก) ประเทศไทยเป็น 1 ใน 33 ประเทศสมาชิกทั่วโลก ที่มีโครงการตรวจสุขภาพเด็กพิการทางสติปัญญา ระยะเวลา 3 ปี เริ่มเมื่อปี 2556  นำร่องเด็กพิเศษ  1,359 คน จาก 6 จังหวัด ที่มีโรงเรียนการศึกษาพิเศษ  ได้แก่ กทม. ลพบุรี สุพรรณบุรี เชียงใหม่ อุบลราชธานี และภูเก็ต

“รัชนีวรรณ บูลกุล” ผู้จัดการโครงการสเปเชียล โอลิมปิก ไทยแลนด์   เล่าว่า ปัจจุบันมีคนพิการทางสติปัญญาส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มักเป็นกลุ่มที่ถูกลืมและขาดโอกาสในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กจำนวนมากที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ

“ข้อมูลกรมสุขภาพจิตระบุ มีเด็กออทิสติกแค่ร้อยละ 3.4  เท่านั้น ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลของรัฐ  มีเด็กอีกหลายคน ที่ไม่เคยรับการตรวจสุขภาพเลย อยากให้รัฐผลักดันให้มีโครงการตรวจสุขภาพเด็กออทิสติกทั่วประเทศ ร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ หน่วยการแพทย์ท้องถิ่น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”

การตรวจสุขภาพเด็กพิเศษในโรงเรียนแห่งนี้เป็นความร่วมมือจากโรงเรียน สาธารณสุขจังหวัด รพ.สต.พื้นที่ ต.ป่าตาล อ.เมือง จ.ลพบุรี โรงพยาบาลประจำจังหวัด และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นอย่างดี ในการตรวจคัดกรองแบบฟูลสเกลครอบคลุม 5 ส่วน คือ 1.การตรวจร่างกายทั่วไป  เริ่มจากการลงทะเบียนซักประวัติ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดอุณหภูมิความอิ่มตัวของออกซิเจนและวัดความดันโลหิต 2.การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น โดยใช้รูปภาพเป็นสื่อ ให้เด็กมองในระยะห่างทั้งใกล้ไกลคือระยะ 1 ฟุตและระยะ 2 เมตร บอกรูปสัญลักษณ์ที่ชี้ว่าเป็นรูปอะไร เช่น สามเหลี่ยม วงกลม สี่เหลี่ยม 3.การตรวจร่างกายทางกายภาพ เช่น การยกแขนขาเพื่อดูว่ามีการคดงอหรือไม่ การก้มเงย ดูความผิดปกติของกระดูกสันหลัง 4.การตรวจสิ่งผิดปกติในช่องท้องของนักเรียนหญิงว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ และ 5.การตรวจสุขภาพปากและฟัน มุ่งหวังแก้ปัญหาเรื่องฟันผุ โรคในช่องปาก คราบหินปูน โรคเหงือกอักเสบ ฯลฯ

ตัวแทนกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข รพ.สต.ป่าตาล บอกว่า เริ่มแรกที่รู้ว่าจะต้องมีการตรวจสุขภาพเด็กพิเศษ รู้สึกกังวลว่าเขาจะสื่อสารกับเรารู้เรื่องหรือไม่ จะต้องใช้วิธีการพูดหรือจิตวิทยาอย่างไรดีเพื่อจะบอกเขา แต่เมื่อได้มาสัมผัสเด็กจริงๆ แล้วพบว่าเด็กๆ น่ารัก พูดคุยรู้เรื่อง เด็กเข้าใจและยอมให้ตรวจสุขภาพโดยดี จะมีบางคนที่ไม่เข้าใจ จึงต้องชมว่าเก่งครับ เก่งค่ะ ดีมากค่ะ เด็กหลายคนบอกไม่ได้ว่าเจ็บป่วยตรงไหน เห็นแล้วรู้สึกสงสารเพราะเขาไม่เหมือนเด็กทั่วไป อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองใส่ใจดูแลสุขภาพของเด็กๆ เหล่านี้ด้วย

ด้าน “หัวหน้างานอนามัยโรงเรียน“ ยอมรับว่า หลังจากตรวจสุขภาพแล้ว ได้เรียกประชุมผู้ปกครองแจ้งให้ทราบ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร่วมมือ บอกแล้วก็แล้วกันไป ไม่พาลูกหลานไปรักษา ให้ข้อมูลไปแล้วก็ไม่เห็นความสำคัญสุขภาพเด็ก ไม่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

“ผู้ปกครองส่วนใหญ่อ้างว่าไม่มีเวลาพาไป เด็กไม่ยอมไป เด็กไม่ให้ความร่วมมือ ไม่มีทุนทรัพย์ โรงพยาบาลไม่ให้ความสำคัญกับเด็ก และนั่งรอนานเด็กไม่ยอม จึงต้องพากลับ อยากให้โครงการมีต่อเนื่อง ไม่ใช่สิ้นสุดแค่ 3 ปีนี้เท่านั้น อยากให้ขยายผลไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต”

แม้ว่า ปลายปี 2558 นี้ จะสิ้นสุดการดำเนินโครงการตรวจสุขภาพเด็กออทิสติก 6 โรงเรียนนำร่องประเทศไทย ตามกำหนดระยะเวลา 3 ปีแล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่องค์การยูนิเซฟ และสเปเชียลโอลิมปิกไทย คาดหวังในอนาคต คือ โมเดลแห่งความร่วมมือ 3 ฝ่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในการดูแลสุขภาพเด็กออทิสติกทั้งประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้าต่างคนต่างทำ

ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (หน่วยการแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, หน่วยการแพทย์ท้องถิ่น (สพ.สต. รพ.ประจำจังหวัด) กระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียน) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.จว.) ชุมชน, พ่อแม่ผู้ปกครอง ร่วมกันขับเคลื่อน ผลักดัน การดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพเด็กออทิสติกไทยอย่างเป็นระบบให้ดีขึ้นต่อไป

ร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ….(ฉบับใหม่)คุ้มครองผู้บริโภคแบบทันยุค

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150909/213057.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 กันยายน 2558
ร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ....(ฉบับใหม่)คุ้มครองผู้บริโภคแบบทันยุค

ร่างพ.ร.บ.ยาพ.ศ….(ฉบับใหม่)คุ้มครองผู้บริโภคแบบทันยุค : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

            พ.ร.บ.ยาฉบับล่าสุดของประเทศบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2510 มีการปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว 5 ครั้ง ล่าสุดเมื่อปี 2530 ซึ่งเป็นเวลาถึง 48 ปีที่ยังไม่มีการออก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ทำให้บทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างมาก รวมถึงการขยายตัวทางการค้าและอุตสาหกรรมด้านยา ส่งผลให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะผลักดันให้มีการออก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ โดยภาคประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ…(ฉบับประชาชน) ร่างแรกตั้งแต่ปี 2543 และเมื่อปี 2557 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้นำร่าง พ.ร.บ.หารือร่วมกับทุกภาคส่วนสรุปเป็นร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ….(ฉบับกระทรวงสาธารณสุข)

เนื้อหาสาระของร่าง พ.ร.บ.ยา (ฉบับกระทรวงสาธารณสุข) แบ่งเป็น 12 หมวด 241 มาตรา ได้แก่ หมวด 1 คณะกรรมการ หมวด 2 ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนไทย และยาแผนทางเลือก หมวด 3 ยาสำหรับสัตว์ หมวด 4 เภสัชเคมีภัณฑ์ เภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เภสัชชีววัตถุและเภสัชสมุนไพร หมวด 5 การควบคุมยา หมวด 6 การเลิกกิจการและการโอนกิจการ หมวด 7 การโฆษณา หมวด 8 การพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต หมวด 9 พนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด 10 อุทธรณ์ หมวด 11 ความรับผิดทางแพ่ง หมวด 12 บทกำหนดโทษ และบทกำหนดโทษ

“เจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ไม่ต่างจาก พ.ร.บ.ยาฉบับเดิม คือมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคในด้านยา เพียงแต่ฉบับใหม่มีการปรับให้ทันยุคสมัยมากขึ้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านยา” รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่าว

รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ บอกว่า จุดสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับกระทรวงสาธารณสุข ที่แตกต่างจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ที่เป็นฉบับเดิม คือ ในเรื่องของการแบ่งประเภทยา จากเดิมแบ่งเป็น ยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ยาสามัญประจำบ้าน ยาบรรจุเสร็จ เป็นต้น แต่ร่างใหม่ แบ่งเป็น ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ยาที่ต้องจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ ยาสามัญประจำบ้าน เป็นต้น รวมถึงการกำหนดเรื่องโฆษณา โดยหลักการไม่ควรให้มีการโฆษณายาเพราะจะเป็นการจูงใจให้ใช้ยาไม่สมเหตุสมผล

ในร่างฉบับใหม่มีการระบุถึงการห้ามโฆษณายาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณ ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาทำให้แท้งลูกหรือขับระดู ทำให้เข้าใจว่าเป็นยาบำรุงกาม และเป็นการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันใดๆ แต่ไม่ใช้บังคับการโฆษณาที่กระทำโดยตรงต่อผู้ประกอบวิชาชีพ แสดงว่าสามารถโอ้อวดกับผู้ประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งไม่ถูกหลักการ นอกจากนี้ เรื่องยาแผนไทย ฉบับเดิมเภสัชกรจะร่วมผลิตไม่ได้ แต่ฉบับใหม่ เภสัชกรสามารถช่วยในการผลิตได้ น่าจะส่งผลให้เกิดการพัฒนายาแผนไทยได้มาก

“ที่สำคัญคือ ในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่มีการระบุเรื่องการขอขึ้นทะเบียนยา จะต้องแสดงรายการข้อมูลสิทธิบัตร ในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร หรือข้อมูลสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในกรณีเป็นยาแผนไทยที่ได้จดทะเบียนสิทธิ ในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยประเภทตำรับยาแผนไทยส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และข้อมูลโครงสร้างราคายา ในกรณีเป็นยาที่ได้รับสิทธิบัตรตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร ซึ่งในฉบับเดิมไม่มี เป็นการเริ่มกระบวนการจำกัดยาเข้าประเทศ” รศ.(พิเศษ)ภก.กิตติกล่าว

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ…(ฉบับกระทรวงสาธารณสุข) เกือบจะได้นำให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาและเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนการออกกฎหมายต่อไป แต่จนแล้วจนรอด ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)มีอันต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีการท้วงติงว่า ข้อกำหนดในร่าง พ.ร.บ.ยาที่ให้รายงานโครงสร้างราคายา ถือเป็นการกีดขวางการวิจัยและพัฒนายาในอนาคต

นายนิมิตร เทียนอุดม ผู้จัดการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับกระทรวงสาธารณสุขไม่มีประโยชน์อะไร หากไม่มีข้อกำหนดในเรื่องการกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลโครงสร้างราคายาและข้อมูลสิทธิบัตร เพราะจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ทำให้เห็นว่าเหตุผลที่บริษัทยาตั้งราคายาเป็นเท่านั้นเท่านี้ด้วยปัจจัยใด ตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยา หากไม่เหมาะสมก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนยา ทำให้รัฐมีอำนาจต่อรองในการตั้งราคายาแต่ละชนิด ประโยชน์ก็จะตกถึงประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมี จะรู้โครงสร้างราคายาก็ต่อเมื่อยาหมดสิทธิบัตรแล้วเท่านั้น

ขณะที่ นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวระหว่างที่ ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ตรวจเยี่ยมอย.ว่า ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่มีการขับเคลื่อนมานานมาก มีการแก้ไขและเสนอครม.หลายรอบ แต่ถูกตีกลับ ล่าสุด ในร่างฉบับกระทรวงสาธารณสุขได้ตัดข้อกำหนดในเรื่องโครงสร้างราคายาและสิทธิบัตรออกไป ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของครม.อีกครั้ง

วิจัยพบ‘แกงเลียง’ต้านมะเร็งสูงไม่ทำลายเซลล์ดี

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150903/212766.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
วิจัยพบ‘แกงเลียง’ต้านมะเร็งสูงไม่ทำลายเซลล์ดี

นักวิจัยสถาบันโภชนาการ ม.มหิดล วิจัยพริกแกงไทย 4 ชนิด พบ “แกงเลียง”ประสิทธิภาพต้านมะเร็งสูง ไม่ทำลายเซลล์ดี ย้ำไม่ได้รักษา แนะต้องกินหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน

            เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.สมศรี เจริญเกียรติคุณ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ กล่าวว่าสถาบันได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ศึกษาพริกแกงไทย 4 ชนิด คือ แกงป่า แกงส้ม แกงเหลือง และแกงเลียง โดยได้ทดลองในห้องปฏิบัติการด้วยการนำพริกแกงทั้ง 4 ชนิดในรูปของน้ำแกงมาทดลองกับเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในจานเพาะเชื้อ เพื่อดูว่าเซลล์มะเร็งตายมากน้อยแค่ไหน และการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบธรรมชาติ คือค่อยๆฝ่อหายไปเอง หรือตายแบบผิดธรรมชาติ คือ เซลล์ตายจริงแต่อาจลุกลามไปเซลล์อื่นๆ

เนื่องจากลักษณะการตายของเซลล์มะเร็งเป็นแบบบวมแตกและกระจายไปอวัยวะอื่นได้ ผลการทดลองพบว่า เซลล์มะเร็งที่ได้รับแกงป่าสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายแบบธรรมชาติร้อยละ 38.82 และร้อยละ 43.93 ตายแบบผิดธรรมชาติ คืออาจลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆ ส่วนแกงส้ม เซลล์มะเร็งรอดตายได้ร้อยละ 29.08 และฆ่าเซลล์มะเร็งตายแบบไม่ลุกลามไปเซลล์อื่นถึงร้อยละ 43.59 แต่ในทางกลับกันมีเซลล์ที่ตายถึงร้อยละ 27.33 อาจกระจายไปเซลล์อื่นได้

ส่วนแกงเหลืองพบว่า ตายตามธรรมชาติร้อยละ 22 เซลล์ตายผิดธรรมชาติถึงร้อยละ 46.13 ส่วนแกงเลียงพบว่า ฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตายโดยไม่กระทบเซลล์อื่นๆ ร้อยละ 38.98 มีเพียงร้อยละ 3.78 เท่านั้นที่เซลล์ตายแบบกระจาย อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองทำให้อาจมองว่า แกงส้ม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้มากที่สุดถึงร้อยละ 43.59 แต่หากพิจารณาดีๆ จะพบว่าตัวเลขฆ่าเซลล์มะเร็งแบบผิดธรรมชาติที่อาจลุกลามไปถูกเซลล์ดีอื่นๆในแกงส้มก็สูงเช่นกัน

แต่หากเป็นแกงเลียง จะพบว่า แม้การฆ่าเซลล์มะเร็งจะน้อยกว่า คือ ร้อยละ 38.98 แต่การลุกลามไปเซลล์ดีอื่นๆน้อยกว่ามาก โดยหลักส่วนผสมของแกงเลียงก็จะมี หอมแดง พริกไทย กะปิ ซึ่งหอมแดงมีประโยชน์มาก เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid)สารพฤกษเคมี มีคุณสมบัติทำลายสิ่งผิดปกติ พวกอนุมูลอิสระ สารอักเสบที่เป็นบ่อเกิดการเกิดมะเร็งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ควรบริโภคแกงเลียงมากกว่าแกงอื่นๆ เพราะ แกงทั้ง 4 ชนิดมีประโยชน์ในแง่ต้านการเกิดมะเร็งได้ ไม่ได้รักษา สิ่งสำคัญคือ ต้องกินอย่างหลากหลาย ไม่ซ้ำซากในทุกวัน

ผศ.สมศรี กล่าวด้วยว่า หลังได้ทดลองในห้องปฏิบัติการแล้ว ยังได้ทดลองประสิทธิภาพของแกงเลียงในหนูทดลอง โดยศึกษาหาสารต้านความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ มะเร็งในระยะเริ่มต้น ว่าลดลงหลังรับแกงเลียงหรือไม่ โดยนักวิจัยได้นำส่วนผสมของแกงเลียง มีกุ้งแห้ง หอมแดง กะปิ พริกไทย ฟักทอง บวบ ตำลึง ใบแมงลัก จากนั้นนำมาต้นทำเป็นอาหาร และนำไปแช่แข็ง จนนำมาปั่นละลายน้ำให้หนูทดลองกิน ในปริมาณ 2 ระดับ คือ 1 หน่วยบริโภค ของน้ำหนักตัวหนู และ 2 หน่วยบริโภค โดยเทียบกับหนูที่กินอาหารปกติที่ไม่ใช่แกงเลียง

ทั้งนี้ พบว่า หนูที่เป็นมะเร็งและกินแกงเลียงในปริมาณ 1 หน่วยบริโภคเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งลดลงร้อยละ 45 ขณะที่หนู กลุ่มที่กินแกงเลียงปริมาณ 2 หน่วยบริโภค เซลล์มะเร็งลดลงร้อยละ 48 สรุปคือ ไม่ว่าจะกินแกงเลียงปริมาณเท่าไรไม่ได้มีผลแตกต่าง แต่สามารถลดเซลล์มะเร็งในลำไส้ลงได้ร้อยละ 45-48 ทั้งนี้ เป็นผลวิจัยในสัตว์ทดลอง จึงไม่แนะนำให้กินเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ แต่แนะนำให้กินเพื่อเสริมการรักษา เพราะเบื้องต้นพบว่า อาจลดการขยายของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลุกลามได้ ซึ่งควรใช้ในแง่การป้องกันการเกิดโรคมากกว่า

ต่อข้อถามผู้ป่วยมะเร็งหากจะหันมาบริโภคแกงเลียงได้หรือไม่ ผศ.สมศรี กล่าวว่า หากป่วยก่อนอื่นต้องรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันก่อน ส่วนการบริโภคแกงเลียงสามารถทานได้ แต่ไม่ใช่ทานทุกวันทานตลอด โดยหวังว่าจะทำให้หายจากโรค เพราะการบริโภคที่ถูกต้องคือ ต้องทานอย่างหลากหลาย ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า หากอยากมีสุขภาพดีต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการกินผักและผลไม้ ควรทานวันละอย่างน้อย 4 ขีด หรือ 400 กรัม สิ่งสำคัญคือ ทานอะไรก็ตามต้องไม่มากเกินไป อย่ากินอะไรซ้ำซาก เพราะจะทำให้ร่างกายขาดสมดุลของสารอาหารอื่นๆไปด้วย

“งานวิจัยทำเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน การโฆษณาโดยนำงานวิจัยไปอ้างอิงก็ต้องระวังด้วย เพราะคนที่มีปัญหาสุขภาพ และไม่เข้าใจ กินมากๆ อาจส่งผลต่อการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือมีอาการป่วยเรื้อรัง ต้องปรึกษาแพทย์ หากจะรับประทานอะไรเป็นยา หรือเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพราะปัจจุบันมีมากมาย” ผศ.สมศรี กล่าว

……………………….

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก kanghanlom.webiz.co.th)

‘หมอกังวาล’แพทย์ดีเด่นในชนบท

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558
'หมอกังวาล'แพทย์ดีเด่นในชนบท

‘นพ.กังวาล วงศ์รัศมีเดือน’ ผอ.รพ.น้ำโสม อุดรฯ คว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี 57 ทำงานพื้นที่นานกว่า 30 ปี เสียสละมุ่งมั่นตั้งใจรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

                      3 ก.ย. 58  ที่ตึกอำนวยการ รพ.ศิริราช  ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ประกาศผลและรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2557” กล่าวว่า รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทเป็นการเชิดชูเกียรติแพทย์ผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในชนบท โดยคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2557 ได้คัดเลือกให้ นพ.กังวาล วงศ์รัศมีเดือน ผอ.รพ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คนที่  41 ประจำปี 2557 ซึ่ง นพ.กังวาล ถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศ การที่แพทย์ได้เสียสละความสุขของตนเพื่อส่วนรวมเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่น่านับถือยกย่องและเป็นคุณธรรมสำคัญของคนดี ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช
                      นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ กล่าวว่า ปี 2557 ได้มีการเสนอรายชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทให้คณะกรรมการพิจารณาทั้งสิ้นจำนวน 15 ท่าน เกณฑ์การคัดเลือก จะมีการพิจารณาคุณสมบัติตั้งแต่การให้บริการทางการแพทย์ การบริหาร มนุษยสัมพันธ์ ความเสียสละ ความเป็นผู้นำที่ดี ความริเริ่มสร้างสรรค์โดยเฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมท้องถิ่นและต้องปฏิงานในท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้โล่เกียรติยศและเงินรางวัล
                      นพ.สมุทร กล่าวอีกว่า นพ.กังวาล เป็นแพทย์ที่เสียสละทำงานในชนบทที่ห่างไกล ในพื้นที่อันตรายในช่วงเริ่มงานและทำงานที่ รพ.แห่งเดิมตั้งแต่จบการศึกษาเป็นเวลาร่วม 31 ปี ทำหน้าที่เป็นทั้งแพทย์และ ผอ.รพ.จาก รพ.ขนาด 10 เตียง จนปัจจุบันขนาด 60 เตียง  มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพ รพ.อย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนให้คนในชุมชนรักสุขภาพ ส่งเสริมเจ้าหน้าที่มีความรู้และทักษะในการบริการ เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งให้กับแพทย์จบใหม่เห็นคุณค่าการทำงานใน รพ.ชุมชน และเรียนรู้ถึงความสุขของชีวิตแพทย์ในชนบท
                      นพ.กังวาล กล่าวว่า ตนเคยดีใจที่สุดตอนสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ศิริราชได้สำเร็จ เคยภูมิใจที่สุดเมื่อสำเร็จการศึกษาและรับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตแและการได้รับรางวัลนี้เป็นอีกครั้งในชีวิตที่ทั้งภูมิใจและดีใจที่สุดที่ได้รับรางวัลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช ซึ่งการเรียนไม่ใช่เพียงรู้แต่ต้องนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติด้วย เป็นคำสอนของพระบิดาที่ตนนำมาเป็นคติสอนใจตนเองมาตลอด 31 ปีที่ไปทำงานในพื้นที่ที่ไม่ใช่บ้านเกิด ทำให้ได้เรียนรู้ ได้เห็น อำเภอเล็กๆ ค่อยโตอย่างช้าๆ จากถนนลูกรังเป็นราดยาง สะพานไม้เป็นคอนกรีต บ้านเรือนกระจาย เป็นชุมชนหนาแน่นมากขึ้น จาก รพ.ขนาด 10 เตียง เป็น 60 เตียง ถึงวันนี้ทุกปัญหา อุปสรรค และความยากลำบาก คือโอกาสและประสบการณ์ที่มีคุณค่า ซึ่งกว่าครึ่งชีวิตที่ทุ่มเทให้อำเภอเล็กๆ นี้ กลับรู้สึกว่าอำเภอเล็กๆ นี้ต่างหากที่มอบโอกาสและประสบการณ์ให้กับตน ขอขอบคุณคณะแพทยศาสตร์ศิริราชที่หล่อหลอมให้เป็นแพทย์ที่ดีและปลูกฝังอุดมการณ์ให้ตนใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ใช้ชีวิตตามเข็มทิศตนเอง และภรรยาที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน ขอบคุณเครือข่ายใน อ.น้ำโสม ที่ร่วมทำงานจนสำเสร็จ
                      “ตั้งแต่เรียนแพทย์ถูกฝึกฝนและสั่งสอนอุดมการณ์ เมื่อเรียนจบและต้องจับฉลากพื้นที่ที่ต้องไปทำงาน ก็ไม่คิดว่าต้องอยู่ที่ไหน แต่ตั้งใจว่าทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ขอให้ได้ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ ตั้งแต่นั้น จนตอนนี้และต่อไปตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะใช้เวลาทำงานในชนบทในฐานะหมอบ้านนอกคนหนึ่งต่อไป”
                      นพ.กังวาล กล่าวอีกว่า 30 ปีที่แล้วปัญหาของพื้นที่คือความขาดแคลน ตนเป็นแพทย์คนเดียวใน รพ.เป็นทั้งแพทย์และ ผอ.รพ. และตอนที่ทำงานได้ 3 ปี พ่อแม่อุ้มเด็กทารกที่อายุได้เพียง 2 วันมาตรวจที่ รพ.เพราะเด็กไม่มีรูทวาร หมอบอกว่าต้องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.อุดรธานี เพราะไม่มีแพทย์ผ่าตัด พ่อแม่เด็กตอบกลับว่าถ้ารักษาที่นี่ไม่ได้ก็จะยอมพาลูกกลับบ้านถือว่าทำบุญมาแค่นี้ จึงตัดสินใจช่วยผ่าตัดโดยแจ้งกับพ่อแม่เด็กว่า ถ้าตนจะผ่าตัดให้จะโอเคหรือไม่ พ่อแม่ยินดีจึงผ่าตัด ปัจจุบันเด็กคนนั้นอายุราว 30 ปี เป็นทหาร ส่วนปัจจุบันปัญหาสาธารณสุข คือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำเป็นต้องทำให้คคนในพื้นที่เข้าถึงและรับบริการที่มีคุณภาพ
                      อนึ่ง นพ.กังวาล อายุ 56 ปี เป็นชาว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรนายไก้เอี๊ยะ แซ่เฮง และนางซ๊กจีน แซ่จาง สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจาก ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา และแพทยศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล สมรสกับนางวรรณา วงศ์รัศมีเดือน มีบุตร 2 คน เริ่มชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัด รพ.ศูนย์ขอนแก่น พ.ศ. 2526 – 2527 นายแพทย์ 4 และรักษาการแทน ผอ.รพ.น้ำโสม พ.ศ. 2527 และ ผอ.รพ.น้ำโสม ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 – ปัจจุบัน

‘พรมมา-สอย’หมอไทยดีเด่นแห่งชาติปี58

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150902/212689.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 2 กันยายน 2558
'พรมมา-สอย'หมอไทยดีเด่นแห่งชาติปี58

2 หมอพื้นบ้านอีสาน คว้าหมอไทยดีเด่นแห่งชาติปี 58 ใช้สมุนไพรรักษามากว่า 60 ปี ขณะที่หมอยาภาคใต้ ชู ‘ว่านนางตัด’ เพิ่มพลังหญิง ‘อภัยภูเบศร’ แนะแปรรูปทำเป็นกาแฟ

                      2 ก.ย. 58  ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวเปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 12 “การแพทย์แผนไทย…ความมั่นคงในระบบสุขภาพ” จัดโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และภาคีเครือข่าย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 2558 ระหว่างวันที่ 2 – 6 ก.ย. 58 ว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการแพทย์แผนไทยในระดับชาติและระดับพื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนมากขึ้น
                      ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติให้การแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อผลักดันให้การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก เป็นการแพทย์ทางเลือกหลักของประเทศในการบูรณาการคู่ขนานไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ในการสร้างสุขภาวะประชาชน และสร้างเศรษฐกิจของชาติ
                      โดยการผลักดันนั้นจะต้องยอมรับศาสตร์การแพทย์แผนไทยให้เป็นระบบสุขภาพแห่งชาติ มีการคุ้มครองภูมิปัญญา พัฒนาบุคลากรแพทย์แผนไทยให้มีคุณภาพ มีสิทธิและศักดิ์ศรี และส่งเสริมสมุนไพร สำหรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ประเทศไทยจัดว่ามีทรัพยากรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอยู่มาก ตรงนี้จะทำให้การเจรจาการค้า ตลาดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนการดำเนินการอะไรที่ติดขัดอยู่ เช่น การขึ้นทะเบียนสมุนไพร การวิจัยแพทย์แผนไทย เป็นต้น ก็จะเร่งดำเนินการให้ผ่านอุปสรรคไปได้
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงาน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล ได้มอบรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2558 ให้แก่นายพรมมา แสงชมภู และนายสอย เพชรฤทธิ์ 2 หมอไทยแดนอีสาน โดยนายพรมมา แสงชมภู อายุ 87 ปี ชาวไทยเชื้อสายภูไท จาก ต.กุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์
                      หมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2558 กล่าวว่า ตนทำหน้าที่เป็นหมอไทยตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร อายุ 11 ปี ได้รับตำรับสมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ มาจากหลวงปู่ โดยส่วนใหญ่จะใช้สมุนไพรเป็นตำรับยาต้ม และยาฝนบ้าง
                      โดยคนป่วยที่มารักษาก็จะถามว่า แพทย์แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าป่วยเป็นอะไร จากนั้นจะจัดตำรับสมุนไพรให้ไปรับประทาน รู้สึกภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะในการให้การรักษาคนป่วยก็ตั้งใจว่าจะหายาสมุนไพรให้ลูกหลานกิน ปัจจุบันมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาความรู้เรื่องตำรับสมุนไพรให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยตั้งเป็นกลุ่มสมุนไพรขันติธรรม มีสมาชิกประมาณ 85 คน เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยต่อไป
                      นายสอย เพชรฤทธิ์ อายุ 76 ปี ชาว ต.โคกสี อ.วังยาง จ.นครพนม หมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2558 กล่าวว่า ตนเป็นหมอรักษามาตั้งแต่อายุ 14 ปี ดีใจและภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ และปัจจุบันมีการให้การสนับสนุนภูมิปัญญาไทย เรื่อง หมอพื้นบ้านและสมุนไพรมากขึ้น ในอนาคตอยากเห็นการแพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน และแผนอนาคตผสมผสานการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ ในการให้บริการคนไข้จะใช้ยาสมุนไพรท้องถิ่นประยุกต์ร่วมกับการแพทย์แผนจีนที่ตนไปเรียนรู้มาจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เพื่อใช้เป็นการรักษาผู้ป่วยตั้งแต่การเป่า การนวด การจับเส้น เพื่อแก้อาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อต่างๆ และใช้ยาสมุนไพรในการรักษาโรคโดยใช้ตำรับยาต้ม
                      งานเดียวกันนายอับดล หรอหมาน หมอยาภาคใต้ กล่าวว่า กลุ่มหมอพื้นบ้านภาคใต้ มีความนิยมในการใช้ว่านนางตัดเป็นอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยว่านนางตัดจะมีสรรพคุณช่วยแก้ปัญหาอาการปวดประจำเดือน แก้ฝ้าจากสาเหตุประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยหญิงหลังคลอดทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ช่วยกระชับมดลูก แก้ปัญหามดลูกหย่อนคล้อย และเพิ่มการไหลเวียนโลหิตของหญิงที่ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
                      นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการวัยทองได้อีกด้วย ส่วนในเพศชายก็สามารถดื่มเพื่อแก้อาการปวดเมื่อยในร่างกาย โดยวิธีการรับประทาน จะนำว่านนางตัด ทั้งต้น คือ ส่วนของราก ใบ และลำต้น ไปตากแดดให้แห้ง
                      หลังจากนั้นก็นำมาต้มกับน้ำในปริมาณ 1 ลิตร ต้มประมาณ 30 นาที และดื่มเป็นชาได้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำว่านจะมีรสฝาดไม่ขมและมีกลิ่นหอมรับประทานง่าย สามารถดื่มได้ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น ซึ่งทางภาคใต้มีการรับประทานกันมานานกว่า 20 แล้ว และส่วนใหญ่พึงพอใจ ดังนั้นในการจัดงานสมุนไพรครั้งนี้จึงมีการนำว่านนางตัดมาร่วมแสดงด้วย ทั้งนี้ในงานมหกรรมสมุนไพรครั้งนี้ จึงมีการนำว่านนางตัดมาจำหน่ายเพื่อช่วยให้หญิงไทยได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น
                      ด้าน ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า สำหรับสมุนไพรว่านนางตัด มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย และไทย ดังนั้นในอนาคตไทยจะมีการส่งเสริมให้ปลูกว่านนางตัด เพราะประเทศซาอุฯ เป็นประเทศที่มีการใช้ว่านนางตัดเป็นจำนวนมาก แต่ตามหลักแล้วว่านนางตัดจะขึ้นเฉพาะในพื้นที่ป่าใหญ่และมีมากในพื้นที่ภาคใต้ ด้วยเหตุนี้เราจึงมองว่าควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยต่อไป
                      อย่างไรก็ตามสำหรับการศึกษานั้น จะเป็นการนำผลการศึกษาของเพื่อนมาบ้านมาต่อยอด นอกจากนี้อภัยภูเบศร ยังมีการส่งเสริมและให้ความรู้กับทีมหมอชาวบ้าน ให้นำว่านนางตัดมาทำการแปรรูปเป็นกาแฟเพื่อให้ง่ายแก่การบริโภคอีกด้วย ทั้งนี้ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ ทางอภัยภูเบศร ก็จะมีการแจกว่านนางตัดภายในงานด้วย

ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมครอบคลุมบูรณาการ-โปร่งใส-เป็นธรรม

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150831/212520.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558
ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมครอบคลุมบูรณาการ-โปร่งใส-เป็นธรรม

ผ่าตัดใหญ่ประกันสังคมครอบคลุม บูรณาการ-โปร่งใส-เป็นธรรม : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวรายงานพิเศษ

         ย้อนหลังไปเมื่อปี 2533 ไทยนำหลักประกันสังคมมาใช้กับคนทำงานในสถานประกอบการหรือแรงงานในระบบเป็นครั้งแรก ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 1 พ.ศ.2533) จนทุกวันนี้ผ่านมา 25 ปีแล้ว การบริหารจัดการระบบประกันสังคม ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ “สำนักงานประกันสังคม“ ยังเป็นไปในรูปแบบเดิมๆ ไม่ปรับแก้ไขให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

ทั้งที่กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเงินมหาศาลถึง 1.37 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนทั้งหมด  41.1 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มคนทำงานในระบบ ได้แก่ แรงงาน ลูกจ้าง พนักงาน ในโรงงาน  สถานประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ จำนวน  11 ล้านคน อยู่ในสถานประกอบการ 4.2 แสนแห่ง

กลุ่มแรงงานนอกระบบ หรือคนทำงานอาชีพอิสระ เช่น ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าทำงานอยู่บ้าน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป ฯลฯ มีมากถึง 25.1 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนทำงานจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือแรงงานข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ประกันตนอีกกว่า 4 ล้านคน

แม้ว่าภาพรวมกองทุนประกันสังคมจะประสบความสำเร็จในด้านการระดมเงินที่ผู้ประกันตน จ่ายรายเดือน กรณีของแรงงานนอกระบบหรือหักจากเงินเดือน ณ ที่จ่าย ในส่วนของแรงงานในระบบก็ตาม แต่ไม่สามารถจับต้องนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติดูแลผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเครือข่ายที่ล่าช้าจ่ายยาไม่ตรงกับโรค การรักษาที่ไม่ครอบคลุมโรคร้ายแรง อาทิ เบาหวาน ความดันโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น           การบริหารจัดการระบบประกันสังคมที่ผ่านมา มีความไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมผู้ประกันตน  ส่งผลให้เกิดการรวมตัว 14 องค์กรเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน หรือ “คปค.” ประกอบด้วย องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อนหญิง

สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานอาชีพ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย สมาคมเครือข่ายแรงงานนอกระบบประเทศไทย และสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย           รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปฏิรูปประกันสังคม “ผ่าตัดใหญ่บริหารจัดการโครงสร้างใหม่” โปร่งใส เป็นอิสระ ชัดเจนเป็นธรรม ตรวจสอบได้และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ผลศึกษาวิจัยจากสถาบันวิชาการทั้งในประเทศและนอกประเทศระบุปัญหาคล้ายคลึงกันว่า ระบบหลักประกันสังคมไทยยังล้าหลังทั้งวิธีคิดและนโยบายไม่ครอบคลุมและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันแบบถ้วนหน้า           ถึงเวลาแล้วที่สำนักงานประกันสังคมต้องคืนความสุขให้ประชาชนปรับระบบนโยบายให้ก้าวหน้าทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิที่ประชาชนผู้ประกันตนควรได้รับ

ขณะนี้ 14 องค์กรเครือข่ายสังคมคนทำงาน เรียกร้องรัฐผลักดันการปฏิรูปประกันสังคมอย่างจริงจัง  โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ  1.ครอบคลุมคนทำงาน 2.อิสระและบูรณาการ 3.โปร่งใสและมีส่วนร่วม 4.ยืดหยุ่นและเป็นธรรม           “มนัส โกศล“ ประธาน คปค.ยืนยันว่า หลักสำคัญปฏิรูปประกันสังคม ต้องเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขคืนความสุขถ้วนหน้าต้องเป็นอิสระในการบริหารจัดการปราศจากการแทรกแซงจากรัฐและการเมืองมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ไม่ยึดติดโครงสร้างบังคับบัญชาแบบแนวดิ่งตามลำดับชั้นและกฎระเบียบราชการมากเกินไป

“25 ปีที่ผ่านมาผู้ประกันตนเสียโอกาสไปมากแล้ว โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงสิทธิในหลายเรื่อง  เช่น เงินออมชราภาพ ควรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้ให้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจ  สิทธิในการตรวจสอบเงินของผู้ประกันตนในกองทุนว่านำไปใช้จ่ายในทางที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะเงินส่วนใหญ่เป็นของลูกจ้างและนายจ้าง แต่กลับไม่มีสิทธิเข้าไปตรวจสอบ” มนัส กล่าว           “ภาคภูมิ สุกใส“ ประธานสหภาพแรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ ให้สัมภาษณ์ว่า แม้ทุกวันนี้จะเริ่มใช้กฎหมายหลักประกันตน ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 แต่ยังมีปัญหาเกิดขึ้นกับผู้ประกันตนหลายเรื่อง เช่น ถูกปฏิเสธการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ทั้งที่เงินที่จ่ายไปก็เป็นเงินของเราเอง ไปโรงพยาบาลทีไรก็ได้แต่ยาแก้ปวดกลับมาทุกครั้ง

“แสดงให้เห็นว่าประกันสังคมไม่มีความจริงใจ ยกตัวอย่างกรณีคนงานในโรงงานผม เป็นมะเร็งระยะ 3 โรงพยาบาลประกันสังคมไม่ได้รักษาอะไรเลย ให้นอนรอความตาย จนสุดท้ายญาติทนไม่ไหว พาไปโรงพยาบาลที่เสียเงินเอง กลับได้รับการดูแลที่ดีกว่าจนอาการดีขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจนว่า การรักษาของประกันสังคมกับ 30 บาทรักษาทุกโรคไม่แตกต่างกันเลย” ภาคภูมิ เล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานที่ผ่านมา           สิ่งที่เกิดขึ้นไม่แตกต่างกับ “เกวลิน ศรีสถาน”  วัย 45 ปี หนึ่งในแรงงานในระบบที่จ่ายเงินประกันสังคม ระบายความในใจให้ฟังว่า เวลาป่วยไปโรงพยาบาลนั่งรอนานกว่าครึ่งวันยังไม่เรียกชื่อ บริการไม่ดี พอเรียกเข้าไปพบหมอตรวจไม่ถึง 1 นาที จ่ายยาพาราฯ จ่ายยาไม่ตรงกับโรค เช่น ปวดท้อง จ่ายยาแก้ปวดหัว ทั้งที่ถูกหักเงินทุกเดือน เดือนละ 488 บาท อยากให้มีการปฏิรูปจริงจัง อยากเพิ่มสิทธิประโยชน์รักษาโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ไตและโรคเกี่ยวกับสุขภาพปาก การทำฟันด้วย ขอเพิ่มจากปีละ 600 เป็น 1,000-1,200 บาท จะได้ไหม”

สอดคล้องกับ ประนอม สุนทรสุข พนักงานบริษัทวัย 40 ปี ผู้เห็นด้วยกับการปฏิรูปสังคม อยากให้เพิ่มสิทธิเงินค่าคลอดบุตร การรักษาพยาบาลกรณีนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อยากให้เพิ่มสิทธิอยู่ห้องพิเศษที่สะดวกสบายกว่า หรือให้ผู้ประกันตนจ่ายส่วนต่างค่าห้องในราคาน้อยที่สุด นอกจากนี้อยากเรียกร้องเรื่องเงินสงเคราะห์บุตร เพราะทุกวันนี้ได้ 400 บาท อยากให้ปรับเพิ่มเช่นเดียวกับคนพิการที่ได้ 800 บาท เนื่องจากค่าครองชีพและข้าวปลาอาหารแพงขึ้น           ปัจจุบันผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานในระบบ หรือลูกจ้างในสถานประกอบการ พนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ต้องอยู่ในระบบประกันสังคม ภาคบังคับตามมาตรา 33 ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี คือ เจ็บป่วยประสบอันตราย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพและว่างงาน

เงินเดือนถูกหักเงิน ณ ที่จ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดไม่เกิน 750 บาท ส่วนที่เหลือนายจ้างออก 5 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลออก 2.5 เปอร์เซ็นต์           ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบไม่มีนายจ้าง ต้องจ่ายเงินผู้ประกันตนเองภาคสมัครใจ มาตรา 40 เดือนละ 100 ได้สิทธิเพียง 3 กรณี คือ ทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วยทุพพลภาพ และค่าทำศพเท่านั้น

“ทีมข่าวคม ชัด ลึก” ลงพื้นที่สอบถามความเห็นแรงงานนอกระบบ พบว่าส่วนใหญ่อยากได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น ให้เท่าเทียมคนอื่นๆ แม้ต้องควักเงินจ่ายเพิ่มก็ยินยอม           “แม่ค้าขายขนม” วัย 57 ปีบอกว่า ทุกวันนี้จ่ายเงินประกันสังคมเดือนละ 100 บาท หากรัฐต้องการให้จ่ายเพิ่มเป็น 200 หรือ 300 บาท ยังพอมีกำลังจ่าย เพื่อจะได้สิทธิประกันตนเองมากขึ้น อาจจะได้ไม่เท่าทั้ง 7 กรณีก็ไม่เป็นไร อยากได้มากที่สุดคือ เงินชดเชยการขาดรายได้ กรณีเจ็บป่วยออกไปขายของไม่ได้ต้องนอนอยู่บ้านไม่มีรายได้ ต้องนอนโรงพยาบาลถึงจะจ่ายชดเชย อยากฝากให้ช่วยในส่วนนี้ด้วย

“เด้ง” หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างย่านสุขสวัสดิ์  บอกว่า เป็นผู้ประกันตน ส่งเดือนละ 100 บาท อยากได้สิทธิเพิ่ม เรื่องเงินค่าทำศพ ขอให้รัฐบาลปรับจาก 2 หมื่น เป็น 4หมื่น เพราะอาชีพที่ทำมันเสี่ยงอันตรายบนถนน มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา หากวันไหนตายไปลูกเมียจะได้มีเงินทำศพ เพราะ 2 หมื่นบาทสมัยนี้ ไม่พอจัดงานสวดคืนเดียวก็หมดแล้ว           “โกวิท สัจจวิเศษ“ รองเลขาฯ ประกันสังคม ในฐานะตัวแทนภาครัฐแสดงความเห็นด้วยกับการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ให้โปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ตามข้อเรียกร้อง ซึ่งบางเรื่องทำได้เลย แต่บางเรื่องต้องศึกษาให้ละเอียดรอบคอบในรูปแบบของคณะกรรมการ ส่วนการผลักดันให้เป็นองค์กรอิสระนั้น สามารถทำได้เพียงบางหน่วย เช่น หน่วยลงทุนประกันสังคม เท่านั้น

“คปค.” ขับเคลื่อนการปฏิรูปประกันสังคมต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 แม้ว่าหน่วยงานรัฐและสำนักงานประกันสังคมยังไม่มีท่าทีชัดเจนต่อข้อเสนอและการเรียกร้อง 4 ประการข้างต้น           3 กันยายน 2558 ถือเป็นวันครบรอบประกันสังคม 25 ปี มีการคาดหวังว่า จากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงสู่ประกันสังคมยุคใหม่ ที่โปร่งใสเป็นธรรมอย่างแท้จริง

สสส.จับมือ371อปท.ลุยงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน

Published January 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150829/212473.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2558
สสส.จับมือ371อปท.ลุยงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน

สสส. จับมือ 371 อปท. ใน 59 จังหวัด ลุยงานสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ลงนามความร่วมมือ 6 ประเด็นสุขภาวะ ตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายควบคุมบริโภคเหล้า-บุหรี่

            29ส.ค.2558 ที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร มีการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ““นักสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน” โดย น.ส.ดวงพร  เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ทำงานร่วมกับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานด้านการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนเป็นสิ่งจำเป็นที่ชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมคิดร่วมทำ ซึ่งหลังจากมีการประกาศเจตนารมณ์ร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ในการทำงานขับเคลื่อนประเด็นสุขภาวะต่างๆ

ครั้งนี้จะเป็นการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 371 แห่ง ใน 59 จังหวัด 6 ประเด็นสุขภาวะ คือ 1) ชุมชนปลอดเหล้าและลดอุบัติเหตุจราจร 2) ขับเคลื่อนเกษตรกรรมเพื่ออาหารชุมชน 3) การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุ 4) การจัดการขยะและมลพิษ 5) การพัฒนาสุขภาวะเด็กและเยาวชน และ 6) ชุมชนปลอดบุหรี่  ซึ่งมุ่งทำงานให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ประเด็นการควบคุมยาสูบ จะมีการตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายควบคุมบริโภคยาสูบ 15 แห่ง มีการกำหนดเป้าหมายในการลดบริโภคยาสูบอย่างชัดเจน ซึ่งจะเน้น 3 ด้าน คือ 1. การสร้างครอบครัวไร้ควัน โดยเริ่มจากครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือครอบครัวที่มีผู้ป่วยเรื้อรัง คนในบ้านจะต้องเลิกบุหรี่ให้ได้ 100% 2. การสร้างคนต้นแบบเลิกบุหรี่ ผู้นำในชุมชนจะต้องเลิกบุหรี่เป็นตัวอย่าง และ 3. การสร้างพื้นที่ปลอดควัน โดยเฉพาะพื้นที่สาธารณะ

“สสส.รณรงค์ลด ละ เลิก บุหรี่ เหล้า ผ่านทางโฆษณากระตุ้นสังคม แต่อาจมีคนส่วนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึง สสส.จึงขยายฐานการทำงานในชุมชน โดยเน้นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง มีการสร้างกระบวนการการเรียนรู้ผ่านผู้นำชุมชน พร้อมชักชวนให้คนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ลด ละ เลิก บุหรี่ โดยใช้ความรักความห่วงใยของคนในครอบครัวมาเป็นแรงกระตุ้น จัดตั้งเป็นศูนย์ชุมชนปลอดบุหรี่ 5 แห่ง  ส่วนประเด็นแอลกอฮอล์จะมีการตั้งศูนย์ควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ 3 แห่ง เน้นการทำงานต่อยอดจากเทศกาลงานบุญต่างๆ ทั้งงานศพ งานแต่งงาน ประเพณีแข่งเรือยาว งานบุญบั้งไฟ ประเด็นการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ มีการตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร 11 แห่ง จะมีการพัฒนางานจากระดับตำบลยกระดับเป็นต้นแบบระดับจังหวัด โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในชุมชนท้องทิ่น ทั้ง อบจ. อบต.และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งจะเลือก จ.เพชรบูรณ์ ขึ้นมาเป็นตัวอย่างรูปธรรมก่อนเป็นแห่งแรก ขณะที่ประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืนสู่อาหารเพื่อสุขภาวะ จะมีการตั้งศูนย์เกษตรกรรมยั่งยืนสู่อาหารเพื่อสุขภาวะ 7 แห่ง จะมีการฟื้นฟูระบบอาหารภายในชุมชน เน้นอาหารจากภาคการเกษตรกรรม จัดกระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่ออาหารปลอดภัยเชื่อมโยงกับประเด็นการจัดการขยะในชุมชนเช่น การนำเศษอาหารกลับมาทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ พัฒนาศูนย์สนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะเด็กและเยาวชน 6 แห่ง สนับสนุนให้แกนนำเด็กและเยาวชนทำหน้าที่เป็นพลเมืองเด็กและเยาวชน” น.ส.ดวงพรกล่าว

%d bloggers like this: