สัมภาษณ์คนดัง

All posts tagged สัมภาษณ์คนดัง

เจตริน วรรธนะสิน ความสำเร็จถูกวางแบบไว้แต่แรก

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/518567

เจตริน วรรธนะสิน ความสำเร็จถูกวางแบบไว้แต่แรก

แฟนคลับ แบตเตอรี่ ที่ผลักดันถึงวันนี้

ถ้าให้นึกถึงศิลปินไทยที่เป็นตัวพ่อเพลงแดนซ์ คะแนนเสียงคงเทไปที่ชื่อ เจ-เจตริน วรรธนะสินเกือบ 30 ปี เขายังสามารถครองใจแฟนเพลงในทุกยุคสมัย ปีหนึ่งทัวร์คอนเสิร์ตไม่ต่ำกว่า 200 ครั้ง ทั้งในและต่างประเทศ 

บทเพลงของเขา ฝากเลี้ยง คาใจ แววตา เจ็บไปเจ็บมา ประมาณนี้หรือเปล่า ยุ่งน่า ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ All I Wanna Do ค้นใจ เก็บมันเอาไว้ ฯลฯ ยังฮิตติดหู ถูกนำมาร้องมาเปิดให้ได้ฟังกันอยู่เสมอ

ราคาบัตรคอนเสิร์ตใหญ่ของเจสูงสุดอยู่ที่ 4,000 บาท ซึ่งแฟนคลับเต็มใจ (แย่ง) ซื้อ สิ่งนี้ไม่ได้แทนค่าความรักที่เขาได้รับจากแฟนเพลง หากเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่า สิ่งที่เจทำมาตั้งแต่เข้าวงการบันเทิง มันมีคุณค่า สมควรแก่มูลค่าที่แฟนเพลงยินดีจ่าย

“ผมยึดหลัก รักคนที่เขารักเราดีกว่า ผมไม่ใช่คนดีอะไร ผมเป็นตัวของตัวเอง พูดตรง บางคนบอกปากหมา แต่ผมก็เป็นแบบนี้แฟนคลับรักเราก็ดูแลอย่างดี ใครไม่รักไม่ชอบเราก็ไม่เป็นไร เขาไม่ชอบเราทำยังไงเขาก็ไม่ชอบ คนที่รักเขาก็รักเราไปจนวันตาย เราก็รักเขาไปจนวันตายเหมือนกัน

แฟนเพลงผมไม่ได้เพิ่งมี แต่มีตั้งแต่เป็นพิธีกรคอนเสิร์ตลืมโลก รายการแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ออกอัลบั้มแรกตอนอายุ 20

สิ่งที่เราลงทุนมา คือ ผมเล่นคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเวทีใหญ่เล็ก คนดู 50, 30 คน จำได้งานหนึ่งพายุเข้ามีคนดู 10 คน ผมเรียกมาดูติดเวทีเลย

นั่นคือสิ่งที่เราทุ่มเท จะบัตรราคาเท่าไร จะร้านอาหารหรือ อิมแพ็ค อารีน่า ผมเล่นเต็มที่ ผมใส่จนเสียงแหบ ไม่สนุกคืนเงินทันที ซึ่งสิ่งนี้มันส่งผลมา ผมให้ใจจริง ให้เกินร้อย อย่างคอนเสิร์ตใหญ่ กว่าจะออกมาลงตัว เถียงกันแทบจะฆ่ากัน ผมซีเรียสเวลาทำงาน มันถึงให้สิ่งที่ดีที่สุด

ส่วนประกอบที่สำคัญคือ แฟนคลับ ทุกคนโตมากับผม ผมบอกเขาตลอดว่า เขาคือแบตเตอรี่ของผม ผมแคร์เขามาก เราดูแลกันมา ผมมีแฟนคลับที่สนิทกันหลายคน

แฟนคลับผมเรนจ์อายุกว้างมาก บางทีเด็กๆ ชอบลูกชายก็มาชอบพ่อก็มี แต่ส่วนมากช่วงอายุคือวัยทำงาน ไม่ใช่เฟิสต์จ๊อบเปอร์ด้วย แต่บางคนเป็นผู้บริหารแล้ว ซึ่งพร้อมมาเต้นเสาร์อาทิตย์ บัตรราคา 4,000 ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา

เวลาจัดที่อิมแพ็คเราจะกังวล บัตรราคา 1,500 จะไม่หมด เพราะบัตร 4,000 จะหมดก่อน เพราะทาร์เก็ตเรากำลังซื้ออยู่ชั้นล่าง แต่ผมก็สัญญาว่าไม่ว่าชั้นไหน บัตรราคาเท่าไร เราจะไปใกล้ชิดทุกชั้น”

 

 

การเกิดขึ้นอีกครั้งของ เจ-ดีเอ็นเอ

เมื่อเดือน ก.ค.ปีนี้ เจมีคอนเสิร์ตใหญ่ ที่อิมแพ็ค อารีน่า “เจ-ดีเอ็นเอ คอนเสิร์ต” 2 รอบการแสดง สร้างปรากฏการณ์บัตรหลายหมื่นที่นั่งขายหมดในเวลาเพียงไม่นาน

เกิดเสียงเรียกร้องระคนร่ำไห้จากแฟนเพลงที่ซื้อบัตรไม่ทัน มิหนำซ้ำกระแสหลังจบคอนเสิร์ตยังดีมาก หลายคนเรียกร้องผ่านทุกช่องทางโซเชียลอยากสัมผัสบรรยากาศแบบนั้นอีก 

เอ-ไทม์ โชว์บิส จึงประกาศจัด “เจ-ดีเอ็นเอ เอ็กซ์-ตรีม คอนเสิร์ต” ตอกย้ำความแรงของ คิงส์ ออฟ แดนซ์

การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรีสเตจ แต่เป็นการอัพเกรดทุกอย่าง ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 16 และ 17 ธ.ค. 2560

“ผมยังจำประโยคสุดท้ายที่พูดบนเวที แล้วเจอกันใหม่ครับ กลับบ้านดีๆ นะ ตอนนั้นผมเองยังรู้สึก ไม่รู้อีกเมื่อไรเราจะได้เจอกัน คิดว่าจบแล้วเราคงกลับมาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือนเดิม 

พอเสร็จคืนนั้นพักเหนื่อยไปทริปแอฟริกาใต้กับครอบครัว กลับมาถึงไทยเปิดดูฟีดแบ็กที่ได้รับ 99% แฮปปี้หมด 

เราเก็บข้อมูลตรงนั้นไว้ ฟีดแบ็กมันดีมากทั้งจากคนที่ได้ไปดูและไม่ได้ไปดู ก็มานั่งคิด ทำการบ้านในใจ แอบคิดอยากมีอีกสักเซตจัง ก็ได้คุยกับพี่ฉอดแบบส่วนตัว (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ทางพี่ฉอดอยู่กับมีเดียใหญ่ก็มีข้อมูลตรงนี้ ก็เลยส่งเรื่องไปยังทุกฝ่าย เตรียมแผนเรื่องของสปอนเซอร์ เราเช็กคิวว่าช่วงไหนว่าง ต้องดูลูกชายว่ามาได้ไหม

1 เดือนจากนั้นเราตัดสินใจทำ เป็นเรื่องของไทม์มิ่ง เรื่องกระแส เหมือนเราทำอาหารคนมากินแล้วติดใจยังอยากกินอยู่เราต้องเสิร์ฟเลย”

การเตรียมงานทุกอย่างรุดหน้าไวมาก เจให้คำนิยามคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า เหมือนการอัพเกรดโทรศัพท์มือถือ

“มีออปชั่นเพิ่มเข้าไปอีก เชื่อเถอะยังมีอะไรเหลืออีกเยอะให้เราใส่เข้าไป เซอร์ไพรส์ใหม่หมด เพลงช่วงที่จะให้คนแดนซ์มาราธอนก็เปลี่ยนใหม่ แขกรับเชิญก็มีทั้งใหม่และเก่า แสงก็เปลี่ยนเวทีบางอย่างที่คนยังชื่นชอบ อย่างแอร์สเตจ คนยังอยากเห็นภาพนี้ ที่เราลอยไปใกล้ชิดแฟนเพลง ผมคุยกับฝ่ายเวทีเลยว่าอันนี้ดีเก็บไว้เถอะ แต่เพิ่มเข้าไปใกล้คนดูให้ได้มากกว่าเดิมอีก”

ส่วนดีเอ็นเอสายตรงของเจ ลูกชายทั้ง 3 เจ้านาย เจ้าสมุทร และเจ้าขุน ยังขึ้นเวที “มีคนถามมาเยอะว่าจะได้เห็นเจ้านายร้องเพลงเยอะขึ้นไหม ต้องไปดูกันเอง เพราะตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแค่ลูกพ่อ เป็นดีเอ็นเอของเรา แต่เจ้านายเป็นศิลปินแล้ว มีเพลงคนละชั้น เป็นของตัวเอง ก็ต้องรอดูว่าเขาจะมายังไง”

 

 

ต้นแบบ วางแบบ ให้เจ้านาย

เรียกว่าครอบครัวเจมีสายเลือดศิลปินทั้งบ้าน “ปิ่น เก็จมณี” ก็เป็นนักแสดงและอดีตศิลปินอินดี้ แต่ตอนนี้มติที่บ้านส่งลูกชายคนโต “เจ้านาย จินเจษฎ์” มาเป็นศิลปินเดี่ยว เบอร์แรกของค่าย “เจมีดี” ซึ่งเป็นค่ายเพลงของครอบครัว

“เราอยู่ในวงการมานาน รู้ขั้นตอนการทำงานทั้งหมด ลูกอยากออกซิงเกิ้ล เราก็รู้ว่าลูกมีแฟนคลับ มีคนรอเขา ก็คุยกับเจ้านาย ใช้เวลาเป็นปีที่จะดูว่าเขาชอบเพลงแบบไหน คือเขาฟังเพลงแนวผิวสีอยู่แล้ว เราก็หากันไปจนเจอว่า ณ วันนี้ เขาอินกับอาร์แอนด์บี

ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำค่าย เราคิดแค่ว่าจะทำเพลงกัน เริ่มจากความสนุก เพราะมันเป็นความสุขที่ได้ทำ เพลงเป็นลิขสิทธิ์ของครอบครัวเรา เพลงพ่อเป็นลิขสิทธิ์ของแกรมมี่ เราภูมิใจตรงนี้

ผมว่าผมโตพอที่จะอยู่ในจุดการทำงานหลายอย่าง สมมติถ้าเจ้านายอยากเล่นละคร ผมก็จะจ้างผู้กำกับมา แล้วเราสร้างละครเอง ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ค่ายไหน”

เพลงคนละชั้น ของเจ้านาย มียอดวิวในยูทูบ 60 กว่าล้านวิว ซึ่งเจให้คำนิยามผลงานนี้ว่า เป็นออร์แกนิก “ปัจจุบันกล้าทำเจมีดี เพราะมีมีเดียฟรี สมัยก่อนถ้าทำคงไม่ได้ ต้องอาศัยนั่นนี่ ตอนนี้เรามีช่องทางของตัวเอง ถ้าบอกเป็นภาษาของเรา เจมีดี เพลงคนละชั้น ผมเรียกว่า ออร์แกนิก ไม่มีการเสริม ไม่มีการซื้อบูทยูทูบ ไม่ซื้อยอดวิว

พูดในการวางแผนการตลาดเพลงของเจ้านาย ผมเดินแค่เกียร์เดียว ผลตอบรับขนาดนี้เรามีความสุขแล้ว ถ้าจะใส่เกียร์สองเกียร์สามต้องรอให้เขาโตกว่านี้ ตอนนี้เจ้านายยังอยู่กึ่งๆ ความเป็นเด็กกับเด็กหนุ่ม ยังไม่เป็นหนุ่มใหญ่

ค่ายเราเริ่มจากศูนย์ เมื่อเดือน ส.ค. ถึงตอนนี้เราประสบความสำเร็จ ผมภูมิใจในลูกผม วันนี้เขา 16 วันหนึ่งเขา 17 19 เรามาดูใหม่

ผมดีใจกับตัวเองด้วยว่า เราทำได้ถ้าเราจะทำ ก่อนหน้านี้มีคนไม่เชื่อมือผมเยอะ วันหนึ่งผมทำให้เพลงคนละชั้นทุบชาร์ตหลายชาร์ตได้

ยุคผมศิลปินแข่งกันเอง แต่ตอนนี้เราโดนต่างชาติตีหมด เราไม่ได้มาเป็นคู่แข่งใคร เราเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ให้เด็กรุ่นใหม่ได้เจอไอดอล

ผมไม่ได้สร้างเจ้านายเป็นนักร้องดังแล้วหายไป ผมสร้างเจ้านายฟอร์แมตเดียวกันกับที่ทำผมมา คือ เป็นสตาร์ 

ผมทำกับเจ้านายแบบในรายการ ทรูแมน โชว์ เขาต้องมีที่มา มีเรื่องเล่า ผมทำตั้งแต่เจ้านายหัดขี่จักรยาน 4 ล้อ เข้าโรงเรียนวันแรกร้องไห้ คือทุกคนได้ติดตาม เห็นเจ้านายมา

แม้กระทั่งตัวผม เราก็ทำมา กว่าจะเริ่มแข่งเจ็ตสกีก็ฝึกซ้อมให้เห็นจนได้แชมป์โลก ทุกอย่างไม่ได้สร้างวันเดียว

ผมบอกเจ้านายว่า ในโซเชียลลูกอาจจะดังกว่าพ่อ แต่ถ้าลูกอยากจะดังให้นานเหมือนพ่อต้องทำยังไง ก็มีทั้งบอกและทำให้เห็น

เจ้านายเขารู้ว่า มีคนรักเขาเพิ่มขึ้น แต่ยังอายๆ อยู่ เวลาแฟนคลับมาทัก เราก็บอกโบกมือไปเลย เราเป็นคนสาธารณะ

สอนเขาตลอด แฟนคลับคือแบตเตอรี่ของเรา แฟนคลับคือผู้มีพระคุณของเรา ผมร้องเพลงปีหนึ่ง 200 เวที เจ้านายเขาเห็นว่าผมไม่เคยรังเกียจแฟนคลับเลย ไม่ได้ทำเพื่อเสแสร้ง แต่เราเป็นแบบนั้น ซึ่งส่งผลให้เรามาถึงวันนี้ เจ้านายเขาก็ได้เห็นแล้วเขาก็จะเรียนรู้เอง”

 

Advertisements

ยูตะ ซาโตะ ‘ครอบครัวของผมเป็นจิตรกร’

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/518354

ยูตะ ซาโตะ ‘ครอบครัวของผมเป็นจิตรกร’

การแต่งหน้าไม่ต่างจากการวาดภาพ ยูตะ ซาโตะ อินเตอร์เนชั่นแนล เมกอัพ อาร์ติสต์เครื่องสำอางแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่น ทรี (Three) เล่าพื้นฐานครอบครัวของเขาเป็นศิลปินทั้งครอบครัวก็ว่าได้ ตั้งแต่คุณตามีอาชีพเป็นจิตรกร คุณแม่ก็ได้รับการผ่องถ่ายฝีมือมาเต็มร้อย ส่งต่อมายังพี่ชาย และตัวเขาเองที่ใฝ่ฝันเป็นศิลปินกันทั้งบ้าน

ความเป็นศิลปินจึงอยู่ในสายเลือด ยูตะ ช่างแต่งหน้าจากแดนอาทิตย์อุทัย เริ่มต้นสนทนาด้วยบุคลิกนิ่งๆ เท่ๆ ซึ่งหลายคนก็ถามเขาว่า แล้วทำไมจึงเลือกอาชีพในวงการเครื่องสำอาง คำตอบก็คือสำหรับเขาการแต่งแต้มบนใบหน้าสตรี ก็คือ งานศิลปะอย่างหนึ่ง ดีกว่านั้นอีก คือ ถ้าเป็นจิตรกรก็ไม่ได้พูดคุยกับใคร สมาธิจ้องจดจ่ออยู่แต่แผ่นเฟรมว่างเปล่า แต่อาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ได้พูดคุย ได้พบปะสังสรรค์กับผู้คนหลากหลายวงการ โดยมีความภาคภูมิใจในงานกับการสร้างสรรค์ความงามให้ผู้คนทั่วโลก

เส้นตรงคือกุญแจความงาม   

 

 

 

 

“ผมเดินทางมาเมืองไทยมากกว่า 30 ครั้งแล้วนะครับ” ยูตะ บอกพลางหัวเราะกับจำนวนครั้ง ที่เชื่อมั่นว่าคนฟังต้องพากันแปลกใจแน่ๆ การมาเยือนเมืองที่สวยงามน่าท่องเที่ยวที่สุด แต่ช่างแต่งหน้าหนุ่ม บอกว่า ไม่ได้ไปไหนมาไหนเลย มาถึงก็ทำงานแต่งหน้านางแบบ และเนรมิตความงามให้สาวๆ ที่เคาน์เตอร์ทรี อยู่แต่ในกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นอีกออฟฟิศหนึ่งไปแล้ว

“ผู้หญิงไทยมีเอกลักษณ์ชัดเจนครับ ในความเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พวกเธอก็แฝงความขี้อายอยู่ในรอยยิ้มด้วย ซึ่งผมว่านี่คือความสวยจากภายในแท้จริง แล้วทำให้ดูงามไม่ซ้ำแบบผู้หญิงชาติใดอีกด้วยครับ”

ยูตะ โปรยยาหอมเริ่มต้นสนทนา จากการสะสมประสบการณ์ในด้านเมกอัพเป็นเวลาเกือบ 10 ปี โดยทำงานร่วมกับนิตยสารหลายฉบับในญี่ปุ่น และยังทำงานแฟชั่นโชว์ และงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์มากมาย

“พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผม บุกเบิกอาชีพเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ มาก่อนครับ ซึ่งในตอนเด็กๆ ผมก็มีความสนใจในด้านการวาดภาพ จนกระทั่งเมื่อเติบโตขึ้นก็รู้ว่าอาชีพจิตรกรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พอพี่ชายลองทำงานช่างแต่งหน้า มีคำแนะนำดีๆ ให้ผมสนใจ พอได้ทำก็รู้สึกถึงความหลงใหลมากๆ ผมจึงหันเหไปในด้านการเมกอัพ และลองสร้างสรรค์สไตล์ที่เป็นของตัวเองขึ้นมา ซึ่งมันก็ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าคนอื่นๆ

คนแรกที่ชมผม คือ คุณแม่ ผมก็รู้สึกว่ามาถูกทางแล้ว แบบฉบับของช่างแต่งหน้าชาวญี่ปุ่น ไม่เหมือนชาติใดนะครับ คือ เราจะแต่งหน้าให้น้อยที่สุด ให้ดูธรรมชาติมากที่สุด

สำหรับสไตล์ของผม ใช้เส้นตรงเข้ามาใช้ในการแต่งหน้า ซึ่งก็เป็นพื้นฐานจากการวาดภาพนั่นเองครับ ผมใช้เส้นตรง ตั้งแต่คิ้ว อายไลเนอร์ แทนที่จะเขียนโค้งไปตามขอบตา ผมกรีดด้วยเส้นที่ตรงขึ้น หรือเฉดดิ้งโหนกแก้มเชื่อมหลังใบหู ไปจนถึงขอบริมฝีปาก เมื่อลงสีสันเมกอัพไปตรงบริเวณเหล่านี้ ก็จะทำให้ผู้หญิงเปลี่ยนไปได้ชัดเจน เพราะใบหน้าคนเราจะไม่ค่อยมีเส้นที่ตรงแบบนี้ การแต่งเติมเส้นตรงลงไปก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน ผลลัพธ์ก็คือพวกเธอสวยขึ้นเลยครับ”  

ยูตะ เข้ามาร่วมงานกับแบรนด์ ทรี ในปี 2010 ซึ่งการได้ทำงานใกล้ชิดร่วมกับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ริเอะ โอโมโตะ คือ ก้าวสำคัญในการสั่งสมประสบการณ์

“แบรนด์ชื่อสั้นและเรียบง่าย แต่ให้ความหมายที่ลึกซึ้ง ผมเริ่มงานด้วยแนวคิดหลัก 3 แนวคิด คือ Natural เน้นส่วนผสมจากพืชธรรมชาติ Honest การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ตรงไปตรงมาของแบรนด์ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อผู้ใช้ และ Creative การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อผู้หญิงยุคใหม่ เพื่อให้การแต่งหน้าเป็นเรื่องง่าย และให้ผลลัพธ์อย่างมืออาชีพ

3 ข้อนี้ คือ ปรัชญาและแนวคิดของแบรนด์ และผมทำงานด้วยความเชื่อมั่นว่าความงามสำหรับผู้หญิงในมุมมองใหม่ในปัจจุบัน ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน และไม่สามารถให้คำจำกัดความตายตัวได้    

ไม่ว่าอย่างไร ความงดงามต้องซ่อนอยู่ภายในจิตใจด้วย ประโยคนี้ไม่ได้พูดลอยๆ สวยๆ (บอกพลางยิ้ม) เพราะความงามมาจากตัวตน จะเผยให้เห็นถึงความงามเสริมด้วยพลังของเมกอัพ ที่สามารถทำให้ทุกๆ คนรู้สึกมั่นใจและรู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าในผู้หญิงแต่ละคนล้วนมีความงามอันเป็นเอกลักษณ์ ในฐานะของการเป็นเมกอัพ อาร์ติสต์ ผมต้องการค้นหาสีสันที่เข้ากันได้ดีกับแต่ละคน เพื่อสร้างสรรค์ความงามได้อย่างลงตัว ซึ่งช่วยเผยให้เห็นถึงความงามที่ซ่อนอยู่ในตัว และทำให้พวกเธอรู้สึกสนุกสนานกับการแต่งหน้า”

 

ผู้ชายก็แต่งตัว-แต่งหน้าได้ (นะ!)

 

 

 

เส้นทางอาชีพเมกอัพ อาร์ติสต์ เริ่มชัดเจนเพียงอายุ 17 ปีเท่านั้น ความใฝ่ฝันคือได้ก้าวไปสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก โดยมีแบรนด์โปรด คือ มาร์แตง มาร์เจลล่า ดีไซเนอร์ผู้บุกเบิกแฟชั่นแนวอาวองต์การ์ด เสื้อผ้าที่เขาใส่ประจำ ก็คือ แบรนด์นี้

“ก็ยังเป็นความใฝ่ฝันอยู่ครับ (ยิ้ม) ผมได้ไปแต่งเวทีปารีสแฟชั่นวีก แต่ก็ยังไม่ได้แต่งให้แบรนด์ในฝัน ซึ่งตอนนี้ผมไม่ได้ซื้อเสื้อผ้า มาร์แตง มาร์เจลล่า และไม่ใช่แบรนด์ในฝันไปแล้วละครับ เพราะเขาเปลี่ยนดีไซเนอร์เป็น จอห์น กัลลิอาโน แฟชั่นกูตูร์ไปสำหรับการทำงานนะครับ เสื้อผ้ารวมทั้งรองเท้าที่ผมใส่ตอนนี้เป็นโลคัลแบรนด์ของญี่ปุ่น แบรนด์ Devoa นอกจากความสนุกสนานของการดีไซน์แล้ว อย่างเช่น รองเท้า ก็มีจินตนาการใส่รอยเท้าคนเข้าไปให้เหมือนรอยเท้าสุนัข หรือแมว ที่ชอบเหยียบไปบนพื้นปูนที่ยังไม่แห้ง หรือส่วนเสื้อผ้าการคำนวณทุกๆ จุดของร่างกายคนเราเพื่อรองรับทุกๆ การเคลื่อนไหว ผมว่านี่คือหลักการออกแบบที่ดี  

เครื่องประดับผมใส่แบรนด์ของนิวยอร์ก Jew Platina ผมต้องไปทำงานแต่งหน้าปีละ 2 ครั้ง แบรนด์นี้ใช้ตัวเลขเข้ามาในการออกแบบเพื่อความโชคดีด้วย สำหรับผม เลขนำโชค ก็ต้องเป็นเลข 3 สิครับ”  

ยูตะ บอกพลางหัวเราะ การแต่งตัวแนวอินดี้ เท่ และมีความละเอียดไปทุกอณู ในสไตล์ผู้ชายทำงานคลุกคลีกับแฟชั่น และชื่นชอบการออกแบบแท้จริง และสำหรับคอลเลกชั่น ล่าสุด Three Thailand Limited  2017 ยูตะ ก็ได้ร่วมใส่รายละเอียดนี้ในการรังสรรค์ความงามเพื่อผู้หญิงไทยโดยเฉพาะ

“แต่ละซีซั่น ผมจะคิดร่วมกับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ คือ ริเอะ โอโมโตะ สีสันคือสิ่งที่เราใส่ใจที่สุด สีอายแชโดว์กว่าจะได้ผ่านการทดลองหลายร้อยครั้ง กว่าจะได้สีเฉดที่ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้ายามเย็นของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม สีนี้ผลิตขึ้นในแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น สำหรับผู้หญิงไทย มีขายเฉพาะในเมืองไทยเพียงที่เดียวเลยครับ

กุญแจความสำเร็จของเครื่องสำอางจากญี่ปุ่น คือ ความพิเศษที่เราคิดค้นอย่างละเอียดอ่อน สิ่งที่ผสมอยู่ในเมกอัพ คือ ออยล์เจล ทำให้ลิปสติกเกลี่ยทาที่พวงแก้มได้ด้วยครับ นอกจากความสวยแล้ว คือ การแต่งหน้าได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น ด้วยนวัตกรรมที่เราคิดค้นขึ้นมาใหม่ๆ อยู่เสมอเลยครับ และทำให้เครื่องสำอางชิ้นนั้นเป็นมัสต์เฮฟที่ผู้หญิงทุกคนต้องมี”

แต่งหน้าเนรมิตความงามผู้หญิงมาทั่วโลกแล้ว เมื่อถามว่าแล้วตัวเมกอัพ อาร์ติสต์เอง แต่งหน้าหรือไม่? ยูตะ ตอบคำถามนี้พร้อมเสียงหัวเราะ

“แต่งสิครับ การแต่งหน้าผู้ชาย ก็ต้องแตกต่างจากผู้หญิงแน่นอน คือ ต้องแต่งให้เหมือนเราไม่ได้แต่งอะไรเลย ผมแต่งให้ผู้หญิงโดยเน้นความเป็นธรรมชาติแล้ว แต่งหน้าตัวเองก็ต้องธรรมชาติยิ่งกว่าอีก การแต่งหน้าคือการมองรวมๆ บนใบหน้า ไม่ต้องพยายามแต่งส่วนใดส่วนหนึ่งมากจนเกินไป

ผู้ชายยุคนี้แต่งหน้าไม่แปลกหรอกนะครับ (ยิ้ม) เพราะทุกคนต้องดูดีเมื่อออกนอกบ้านเช่นเดียวกับผู้หญิง และหลักการแต่งหน้าก็ไม่ต่างกัน คือ ดึงส่วนที่ดีที่สุด ให้ออกมาดูเด่นที่สุด การแต่งหน้าคือมารยาทด้วยซ้ำ ผู้ชายแต่งหน้าต้องให้เหมาะสมกับการทำงาน หรือการเข้าสังคม แต่งแล้วคุณต้องรอดนะ (หัวเราะ) ใบหน้าคุณต้องดูสะอาด ไม่ต้องคิดมากไปกว่านั้นเลยครับ” ยูตะ ช่างแต่งหน้ามือโปรจากญี่ปุ่นบอกทิ้งท้ายด้วยมาดสุดเท่

 

ณัฐนัย อนันตรัมพร จังหวะดีที่มาถูกเวลา

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/518135

ณัฐนัย อนันตรัมพร จังหวะดีที่มาถูกเวลา

ชายหนุ่มร่างสันทัด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสท่าทางใจดี มีบุคลิกที่เรียกว่าเล็กพริกขี้หนู เพราะสามารถปลุกปั้นบริษัทด้านสื่อสารให้มีรายได้ทะลุหลายพันล้านบาท ณัฐนัย อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม บริษัทให้บริการทางด้านอินเทอร์เน็ตชายขอบกว่า 30 จังหวัด ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์มาเพียง 1 ปี ถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีอายุเพียง 30 ปี งานของบริษัทเขานั้นเพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลยุคปัจจุบัน ให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้นแม้ในพื้นที่ห่างไกลที่รัฐบาลเองเข้าไปไม่ถึง

เขาบอกว่า การทำธุรกิจที่ดีควรต้องให้โอกาสคนอื่นด้วย แม้จะได้กำไรน้อยแต่หากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาประเทศก็ควรจะทำ เพราะปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญและจำเป็นในชีวิตของทุกคน ถือเป็นปัจจัยที่ 5 ก็ว่าได้ และจะเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของคนมากขึ้นทุกวัน การจะทำธุรกรรมกับหน่วยงานภาครัฐอนาคตก็จะผ่านออนไลน์กันหมดแล้ว แต่แค่เรื่องพื้นๆ อย่างโทรศัพท์พื้นฐานบางหมู่บ้านยังไม่มีโทรศัพท์บ้านใช้เลย นั่นแสดงถึงความแตกต่างไม่เท่าเทียมที่รัฐพยายามที่จะปิดช่องว่างตรงนี้ให้มีความเสมอกันในทุกที่ของประเทศไทย แม้ในถิ่นห่างไกลยังชายขอบของประเทศ

 

 

 

 

จบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนเรียนจบใหม่ๆ เขาเคยทำงานฝ่ายวิจัยและพัฒนาที่บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งอยู่เกือบปี ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา ตอนเรียนที่อเมริกาเคยทำงานที่อเมริกา แต่เป็นหน่วยงานทางด้านงานวิจัยและจับคู่ธุรกิจให้กับนักธุรกิจของแคนาดามาจับคู่กับของอเมริกาอยู่ 9 เดือน เป็นงานที่สนุก รายได้ดี และได้เปิดโลกเปิดมุมมองทางธุรกิจให้เขาอย่างมาก

“เวลาที่เราสามารถช่วยให้เขาจับคู่ธุรกิจกันได้ระหว่างชาวแคนาดากับอเมริกา เราจะได้เปอร์เซ็นต์ตามสัดส่วนของธุรกิจอีกด้วย เช่น 2 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งมูลค่าธุรกิจเยอะเราก็จะได้มาก เพียง 9 เดือนกว่าที่ทำงานที่นี่ผมสามารถได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการจับคู่ค้าให้เกิดขึ้นได้ คิดเป็นเงินเกือบ 30 ล้านบาท เป็นเงินติดกระเป๋ากลับมาประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นผมอยากทำงานที่นั่นต่อ ไม่อยากกลับประเทศไทยเลย อยากจะทำงานที่นั่นหาประสบการณ์และเก็บเงินสัก 2-3 ปีก่อน แต่ทำได้แค่ 10 เดือน คุณพ่อไม่ยอม ท่านเรียกตัวกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวทันที”

เขากลับประเทศไทยตอนปี 2554 ตอนที่ประเทศไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ คุณพ่อบอกให้มาช่วยทำธุรกิจ ก็มาทำงานเป็นผู้จัดการในแผนกทั่วไปเรียนรู้งานไปก่อน ตรงไหนคนขาดก็ส่งไปทำ โจทย์การทำงานของคุณพ่อกว้างมาก ทำให้เกิดแรงกดดันให้กับเขาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคุณพ่อเป็นคนเก่ง เวลาไปดีลงานกับใครก็จะถูกคาดหวังว่าเขาจะต้องเก่งเหมือนคุณพ่อ แล้วคุณพ่อของเขาเคยไปออกรายการโทรทัศน์ช่องธุรกิจหนึ่งและให้สัมภาษณ์ว่า ต้องการให้บริษัทเติบโตมียอดขายภายใน 10 ปี ให้ได้ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งตอนที่ท่านให้สัมภาษณ์บริษัทมีรายได้เพียง 1,200 ล้านบาท เขาฟังแล้วเครียดมาก เพราะคุณพ่อคาดหวังให้เขามาช่วยงาน 

หลังจากวันนั้นเขาก็ตั้งทีมงานทำงานทันที มีพนักงานเริ่มต้นเพียง 5 คน เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีพนักงาน 600 คน และเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เพียง 1 ปี โดยแยกแผนกของเขาออกมาเป็นบริษัท ไอเทล

“กดดันมากครับ คุณพ่อมองว่าท่านเริ่มธุรกิจเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ด้วยเงินลงทุนเพียง 2 แสนบาท ท่านไม่มีความพร้อมใดๆ มากนัก ยังสร้างตัวมาได้ถึงตรงนี้ ขณะที่ผมเริ่มต้นมีหลายอย่างรองรับ มีความพร้อมกว่ามากก็ควรจะทำให้ได้ ผมจึงต้องพยายามทำงานให้เต็มที่ คิด ลงมือทำ ลุยเองทุกอย่าง ขยายงาน ต่อยอดจากสิ่งที่คุณพ่อสร้างก็เหนื่อยมากๆ ครับ และก็ผ่านมาได้ในที่สุด แต่ก็ถือว่ายังไม่สวยงามเป็นที่พอใจแบบที่เราอยากได้จริงๆ ก็ต้องผลักดันอีกหลายอย่างให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะยอดขายที่เราตั้งเป้าเอาไว้เยอะอยู่

การทำธุรกิจของผมเริ่มจากยากๆ แล้วค่อยไปง่าย เพื่อจะได้สบายตอนหลัง คนอื่นอาจจะเริ่มง่ายๆ ก่อนแล้วค่อยไปยากขึ้น แต่ผมสวนทาง ถ้าผ่านเรื่องยากๆ ได้แล้ว เรื่องที่เหลือก็ง่ายหมดล่ะ ผมมองอย่างนั้นนะ คุณพ่อก็พยายามสอนว่าให้ทำเรื่องยากๆ ก่อน ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องง่ายไปเอง”

 

 

 

 

ณัฐนัย กล่าวต่อไปว่า ตลอดการทำงานเกือบ 7 ปีที่ผ่านมาของเขานั้น ถือว่าไม่ง่ายและไม่มีคำว่าฟลุก ต้องทุ่มเทจริงจังมาก หลายอย่างมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากมาย คนคือตัวแปรที่สำคัญที่สุดและบริหารจัดการยากที่สุดในการทำงาน ส่วนหนึ่งตอนเขามาทำงานนั้นอายุไม่ถึง 24 ปี ประสบการณ์และการยอมรับอาจจะไม่มากนัก ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างมากว่าเขาตั้งใจจริง แต่โชคดีก็คือเขามาถูกที่ ถูกจังหวะเวลา

ทุกวันนี้อายุเข้า 30 ปี ถือว่ามีประสบการณ์ มีชั่วโมงบินมากขึ้น แต่ก็ยังต้องทุ่มเทในการทำงานต่อไป เพื่อให้บริษัทมีเงินปันผลเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ถือหุ้น ในเรื่องความเครียดหรือเมื่อเจออุปสรรคปัญหา เขาพยายามใช้ธรรมะ ใช้สติเข้ามาช่วยแก้ไขให้ใจเย็นลง ทบทวนตัวเองมากขึ้น พยายามใจเย็น มองโลกในแง่บวก

หลักการทำงานก็คือพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเรา ดูแลกันเหมือนคนในครอบครัวที่เขาต้องเติบโตไปพร้อมกัน เปิดใจรับฟังให้มากขึ้น มีความเด็ดขาดในการทำงาน กล้าตัดสินใจ ตั้งเป้าในอนาคตอันใกล้นี้ว่าพยายามสร้างมืออาชีพเข้ามาทำงานด้วยกันมากขึ้น ให้โอกาสทีมงานมากขึ้น ตอนที่เขาเริ่มต้นธุรกิจตอนนั้นพลาดไม่ได้จึงไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นร่วมตัดสินใจมากนัก แต่ตอนนี้บริษัทเข้าที่เข้าทางมีระบบมากขึ้น สามารถเปิดโอกาสให้ทีมงานช่วยในการตัดสินใจมากขึ้น

แม้งานหลักจะหนักหนาเพียงใด แต่เขาก็พยายามหางานอดิเรกที่ชอบทำเป็นงานอดิเรก สืบเนื่องจากเขาชอบรับประทานของหวาน ตอนอยู่ที่อเมริกามีร้านโยเกิร์ตร้านหนึ่งอร่อยมาก จนเขาซื้อแทบทุกวัน พอกลับมาประเทศไทยก็ยังนึกถึงเสมอ อยากขอแฟรนไชส์มาเปิดที่ประเทศไทยแต่ราคาแพงมากสู้ไม่ไหว จนไปเจอรุ่นพี่นักธุรกิจท่านหนึ่งอยากเปิดร้านโยเกิร์ตเช่นกัน เลยหุ้นกันเปิด คิดสูตรกันเองชิมจนเป็นที่พอใจ

เขาเลยเปิดร้านโยเกิร์ตของตัวเองชื่อ เฮลโหล โยเกิร์ต เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นแนวสุขภาพ ตอนนี้มี 8 สาขาในห้างรอบนอก เช่น แฟชั่นไอส์แลนด์ บิ๊กซีรัชดา เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เทสโก้ โลตัส กำลังจะหาสาขาในเมืองอย่างพารากอนสักปลายปีนี้ ตั้งเป้าจะเปิดให้ได้ 10 สาขาภายในสิ้นปีนี้ เป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้พอประมาณสำหรับเขา “คืองานหลักมันเครียด เลยอยากทำร้านของหวานเพราะเราชอบกิน (หัวเราะ) ไม่ได้ซีเรียสมากนัก พอเลี้ยงตัวเองได้ก็พอใจแล้ว”

นอกจากนั้น เขาอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้ากีฬา เนื่องจากชอบออกกำลังกาย จึงเลือกทำธุรกิจเสริมในสิ่งที่เราชอบจริงๆ ชอบอะไรกินใช้อะไร ก็ทำในสิ่งที่คุ้นเคยและชอบจะได้มีความสุข ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป เพราะงานประจำก็เครียดมากพอแล้ว เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความสุข

 

นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี เรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517982

นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี เรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด

มีคนทำงานไม่กี่คนที่เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับองค์กรที่เห็นคุณค่าของพนักงาน ซึ่งหนึ่งในคนที่สามารถก้าวจากตำแหน่งพนักงานเล็กๆ ขององค์กรเมื่อ 16 ปีที่แล้วจนได้มายืนอยู่แถวหน้าที่ดูแลทิศทางความเป็นไปในบริษัทระดับโลกอย่าง นิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย)

นิพนธ์ เล่าเส้นทางชีวิตของเขาว่า หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก็เริ่มเข้าทำงานที่บริษัท แอลจีฯ เป็นบริษัทแรก (และเป็นบริษัทเดียวจนถึงปัจจุบัน) เขาให้เหตุผลที่เริ่มสนใจทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าว่า ย้อนกลับไปในปี 2540 เทคโนโลยีที่กำลังมาแรงที่สุดในเวลานั้นคือโทรศัพท์มือถือที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในการติดต่อสื่อสารในสังคมไทย

ประกอบกับเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น ซึ่งเขามองว่าอนาคตข้างหน้าแรงงานด้านวิศวกรไฟฟ้าน่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด ประกอบกับตัวของเขาเองก็สนใจที่จะศึกษาทางด้านไฟฟ้าอยู่แล้วจึงไม่ยากที่เข้ามาเรียนและเริ่มทำงานในสายนี้

“หลังจากผมเรียนจบก็มีรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัท แอลจีฯ อยู่ก่อนหน้านี้แล้วชักชวนเข้ามาทำงานด้วยกัน เพราะมีตำแหน่งงานว่างอยู่ก็ได้เริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งวิศวกรเครื่องซักผ้า ดูระบบไฟฟ้าของเครื่องซักผ้าจากนั้นย้ายมาอยู่ที่แผนกวิจัยและพัฒนาอีก 8 ปี แล้วก็ย้ายมาดูฝ่ายขายและการตลาดในปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เป็นหนึ่งในพนักงานเก่าแก่ของแอลจีก็ว่าได้ครับ (หัวเราะ)

 

 

โชคดีของผมอย่างหนึ่งก็คือ บริษัท แอลจีฯ เป็นบริษัทเกาหลีที่มีวัฒนธรรมการทำงานอย่างหนึ่งก็คือ เริ่มทำงานที่ไหนแล้วก็จะทำงานอยู่ที่นั่นยาวไม่ค่อยมีการลาออกไปทำงานที่อื่น อีกทั้งระบบการพัฒนาบุคลากรขององค์กรมีการเทรนนิ่งพนักงาน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทำงานภายในองค์กรของแต่ละแผนก เพื่อให้พนักงานมีทักษะความสามารถที่จำเป็นต่อการทำงาน ความก้าวหน้าและความสามารถที่ดีขึ้น และทุกครั้งที่มีการอบรมพัฒนาพนักงานก็ต้องมีการมอบหมายงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อในการอบรมนั้นให้กับพนักงานนั้นได้ดูแลรับผิดชอบด้วย

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมอยู่แผนกวิจัยและพัฒนา ก็ได้รับมอบหมายให้ผมเข้าไปดูแลในส่วนของการพัฒนาสินค้าเครื่องซักผ้าในต่างประเทศ ซึ่งช่วงนั้นผมก็จะทำงานกับแผนกวิจัยและพัฒนาในแต่ละประเทศ ไปศึกษาว่าตลาดเครื่องซักผ้าต่างประเทศนั้นมีความต้องการที่แตกต่างจากเราตรงไหนบ้าง ทำให้เราพบว่าการใช้งานในแต่ละประเทศมีฟังก์ชั่นในการทำงานไม่เหมือนกันเลย

บางประเทศอาจจะต้องการฟังก์ชั่นแช่ผ้า แต่ในบางประเทศก็ไม่ต้องการฟังก์ชั่นนี้เราก็ต้องปรับเปลี่ยนรู้แบบการทำงานให้เหมาะสมกับการทำงานในแต่ละประเทศเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดตรงนั้น ทำให้เรารู้สึกสนุกที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการทำการตลาด” นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นิพนธ์ก้าวเข้าสู่เส้นทางบริหารการตลาดอย่างเต็มตัว

ผมจำได้ว่าในช่วงแรกที่ย้ายจากการทำงานในฝั่งของโรงงาน มาทำงานอยู่ในส่วนของการตลาดรูปแบบการทำงานค่อนข้างที่จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตอนที่ทำงานโรงงานทุกอย่างจะต้องทำไปตามระบบตามขั้นตอนที่วางให้สำเร็จ แต่พอผมมาทำงานในส่วนของฝ่ายการตลาดก็ปรากฏว่า ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงต้องใช้ทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มีขั้นตอนการทำงานที่ถูกกำหนดมา มีแต่เรื่องเวลาที่กำหนดให้งานต้องเสร็จเหมือนกัน ก็เป็นความท้าทายที่ทำให้เราต้องเรียนรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

ผมมีหลักในการทำงานของผมอย่างแรกก็คือ เรื่องของการวางกลยุทธ์ แอลจีเป็นบริษัทระดับโลก การวางกลยุทธ์ทุกส่วนในองค์กรหรือว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องเดินหน้าพร้อมกันและสอดคล้องกัน หากนโยบายใหญ่ชี้ว่าจะต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน เราก็ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมกันก็จะช่วยทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

ต่อมาก็คือเรื่องของเป้าหมาย เราต้องมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนมีความท้าทาย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเป้าหมายนั้นก็ต้องตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าเราจะเพิ่มความพยายาม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในจุดไหน ถึงจะบรรลุเป้าหมายนั้น ไม่ใช่การตั้งเป้าหมายที่พูดออกไปแล้วทุกคนมองหน้ากันแล้วก็เกิดความสงสัยว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า แต่เป้าหมายนั้นจะต้องเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายใหม่ และมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จด้วย นั่นเรียกว่าเป็นการตั้งเป้าหมาย แบบสมาร์ททาร์เก็ต

 

 

ต่อมาคือเรื่อง เน็ตเวิร์กกิ้ง เราอยู่ในยุคของเทคโนโลยี ข้อมูลของทางด้านการตลาด มีการเปลี่ยนแปลงที่จะค่อนข้างเร็วต้องมีการสื่อสารตั้งแต่หน้างานขายจนถึงภายในบริษัทว่าในช่วงเวลานั้น มีประเด็นอะไรสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบถึงยอดขายของเราบ้าง ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเวลานั้นทิศทางกำลังเข้าสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีสมาร์ททีวีที่เชื่อมต่อการชมคลิปวิดีโอออนไลน์ รูปแบบการชมรายการโทรทัศน์ของคนไทยเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้คนเริ่มดูเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) มากขึ้นเราก็ต้องทำปุ่มสำหรับการเข้าชมเน็ตฟลิกซ์ ที่รีโมททีวีให้โดยเฉพาะ

เครื่องซักผ้าก็เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้สามารถตั้งโปรแกรมการซักผ้าและแจ้งเตือนเราได้ว่าซักผ้าเสร็จแล้วบางคนตั้งซักทิ้งไว้แล้วลืมพอเปิดมาก็มีกลิ่นเหม็นอับเทคโนโลยีตรงนี้ก็ต้องพัฒนาตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้า หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะจากที่เคยดูดฝุ่นตามพื้นในบ้าน เราก็ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยภายในบ้านเข้าไป ติดกล้องเข้าไปที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นให้เจ้าของบ้านได้เปิดดูผ่านอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้เราต้องพัฒนาอยู่ตลอด

ต่อมาก็คือเรื่องของการการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ดูว่าบุคลากรของเราแต่ละคนนั้นมีศักยภาพในการพัฒนาสามารถทางด้านไหนบ้าง มีการอบรมพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆ ที่มีความจำเป็นในสายงานของตัวเอง ส่วนตัวผมเองก็ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ในแต่ละปีผมจะตั้งเป้าว่าในแต่ละปีเราควรจะเรียนรู้อะไรบ้าง ตั้งเป็นหัวข้อในสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ แนวทางในการพัฒนาตัวเองของผมนั้นจะดูว่าปีนี้บริษัทกำลังจะไปในทิศทางไหน ก็จะต้องเรียนรู้ในสิ่งนั้น เพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของบริษัท

สุดท้ายแนวทางในการทำงานของผมก็คือ พยายามคิดบวกให้ได้อยู่ตลอด ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาอะไรก็ตาม ผมจะพยายามมองโลกในแง่ดีว่าทุกปัญหามีทางออก เพียงแค่เราต้องนำข้อมูลของของปัญหานั้นมาตีแผ่ข้อมูลปัญหาให้ชัดเจนว่าปัญหาเกิดจากอะไร แล้วเราจะมีแนวทางในการเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนั้น เพื่อให้การเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างไร”

แต่ว่าเราจะทำงานหนักแค่ไหนก็ตามสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญก็คือเรื่องใช้ชีวิตอย่างสมดุล เวลางานก็ทุ่มเทให้กับงานเต็มที่ แต่ก็ต้องไม่ลืมแบ่งเวลาให้ตัวเองสำหรับการออกกำลังกายดูแลสุขภาพ และเวลาอีกส่วนหนึ่งใช้ชีวิตพักผ่อนกับครอบครัวชีวิตถึงจะมีความสุขทั้งหน้าที่การงานและครอบครัวไปพร้อมๆ กัน” 

 

ซีแนม สุนทร เพราะชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517817

ซีแนม สุนทร เพราะชีวิตไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ

โดย  อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ลูกครึ่งสาวสวยหน้าทะเล้น จากเด็กน่ารักรูปร่างอวบอิ่ม เติบโตเป็นสาวสวยรูปร่างปกติเช่นสาวๆ ทั่วไป แต่ใครๆ ก็มักจะยังมีภาพจำตอนเป็นเด็กวัยรุ่นหุ่นเจ้าเนื้อสักนิดตั้งแต่เมื่อครั้งประกวดร้องเพลงที่บ้านเอเอฟ 1 ทั้งที่เวลาผ่านไปนับ 10 ปี ภาพลักษณ์แบบเดิมๆ นั้นเปลี่ยนไป เพราะเธอได้กลายเป็นสาวสวยรูปร่างปกติ ไม่ได้ดูเจ้าเนื้ออีกต่อไปแล้วก็ตาม

ปัจจุบัน ซีแนม สุนทร ในวัย 32 ปี ยังคงมีงานในวงการบันเทิงอยู่อย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่หนาตานัก แต่งานก็คงมีอยู่เรื่อยๆ ทั้งงานละครและพิธีกร ส่วนในบทบาทของการเป็นนักร้องนั้น เธอเพิ่งออกซิงเกิ้ลใหม่ในชื่อเพลง “เธอบอกให้รอ” เป็นเพลงหวานปนเศร้าที่เธอลงทุนทำเอง เล่นมิวสิคเอง โดยชื่อเพลง “เธอบอกให้รอ” นั้นมาจากเรื่องราวชีวิตจริงของเธอที่ทุกอย่างต้องรอคอยอยู่เสมอ รอคอยไม่จบไม่สิ้น และหลายอย่างในชีวิตก็รอหายโดยที่ไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้งเลยกับชีวิตเธอ ซึ่งเพลงดังกล่าวจะออกเผยแพร่ผ่านยูทูบและออนไลน์ต่างๆ เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา เธอบอกว่าฝากติดตามผลงานของเธอด้วย เพราะเป็นผลงานเพลงแรกเพียงเพลงเดียวที่มีในชีวิต

จะให้รออีกนานแค่ไหน?

“คือหนูรอการทำเพลงมานานมาก นานจริงๆ ตอนที่เข้าประกวดบ้านเอเอฟเพราะหนูชอบร้องเพลงอยากเป็นนักร้อง ตั้งแต่เด็กหนูเดินสายประกวดมาเยอะมากอาจจะถึง 100 เวทีก็ว่าได้ หนูเข้าวงการด้วยการประกวดร้องเพลง เป็นที่รู้จักครั้งแรกผ่านสื่อก็เพราะประกวดร้องเพลง แต่หนูไม่เคยมีผลงานเพลงออกมาเลย มีเพลงแรกที่ร้องรวมกับนักร้องบ้าน เอเอฟทุกคนเพียงเพลงเดียว แม้แต่การออกงานกับบ้านเอเอฟ ก็มักจะเป็นงานพิธีกรมากกว่างานร้องเพลงเหมือนกัน พอประกวดเสร็จ เซ็นสัญญากับแกรมมี่อยู่ 5 ปี เพื่อจะมีผลงานเพลง เขาบอกให้หนูเตรียมตัวต่างๆ นานา โดยเฉพาะลดน้ำหนักไปถึง 40 กิโล แต่รอจนหมดสัญญาก็ไม่ได้มีงานเพลงออกมาเลยแม้แต่เพลงเดียว ทั้งที่หนูอยากเป็นนักร้องมากๆ รอมาตลอด หนูมาจากการประกวดร้องเพลงแต่ไม่เคยมีงานเพลงของตัวเองเลยแม้สักเพลงเดียว เขาบอกให้รอ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ

ซีแนม เล่าถึงชีวิตช่วงที่ผ่านมาของเธอเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแท้จริง มีอุปสรรคขวากหนามอยู่เสมอตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ย่างเข้าอายุ 25 ปีเป็นต้นมา เธอบอกว่าหลายๆ คนจะชมเธอว่าร้องเพลงดี และเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจว่าทำได้ดีที่สุด แต่โอกาสไม่เคยมาถึงเธอ เนื่องจากปัญหาแรกที่เธอมักจะได้ยิน ก็คือ ต้องลด น้ำหนักลงหน่อยนะ

จะให้ลดอีกเท่าไรถึงจะพอ?

ดังนั้น ตลอดเวลานับแต่ออกจากบ้าน เอเอฟ ภารกิจหลักของเธอ ก็คือ จะต้องลดความอ้วน ลดๆๆๆๆ มันเป็นการรับข้อมูลแบบที่ต้องจำฝังใจว่าลดความอ้วนโดยเร็วลดให้มากที่สุด จนทำให้เธอคิดว่าความอ้วนมันคืออุปสรรคในการจะได้เป็นนักร้องของเธอ ถ้าไม่ลดจะอยู่ในวงการนักร้องนี้ไม่ได้ เธอจึงตั้งหน้าตั้งตาลดแบบเคร่งเครียด

“แรกๆ หนูลดแบบสุดโต่งหนักหน่วงมากออกกำลังกายแบบเป็นบ้าเป็นหลังทุกวันเลย แล้วก็กินน้อยมาก ไม่กินแป้งไม่กินหวาน ได้ผลดีแต่ทรมานร่างกายจิตใจเหลือเกิน จนหนูสามารถลดไปได้ 24 กิโลกรัม แต่เพราะลดแบบหนักหน่วงเกินไป มันลงเร็วก็จริง แต่ถ้าไม่คุมอย่างต่อเนื่องก็คือเผลอแป๊บเดียวน้ำหนักจะขึ้นมาทันที สวิงตัวขึ้นลงมาเร็วมาก จนเธอเครียดหนัก เพราะขนาดลดมาเยอะแล้วแต่งานก็ยังไม่มีออกมาอย่างที่ได้คุยกันไว้” เธอกล่าวอย่างเพลียใจ

หลังจากลดมามากขนาดนั้น แต่ก็ยังไม่มีผลงานอะไร เธอจึงพยายามเดินทางสายกลางเพื่อลดความเครียดและความกดดันในตัวเองลงไป ด้วยการคุมน้ำหนักแบบสมเหตุสมผล ออกกำลังกายแบบเหมาะสม ควบคุมอาหารตามสมควร แม้น้ำหนักอาจจะขึ้นมาเล็กน้อยแต่เธอรู้สึกมีความสุขและมีชีวิตชีวามากขึ้น รวมทั้งพยายามปรับเปลี่ยนความคิดให้เป็นบวกมากขึ้น งานเพลงยังไม่ออกก็พยายามทำงานอย่างอื่นทดแทนไปก่อน ลดความคาดหวังลงเพื่อที่ตัวเธอเองจะได้ไม่ผิดหวังมากนัก

เธอจึงไม่เคยมีภาพจำของความเป็นนักร้องเลย หลังจากนั้นก็มีงานละคร งานพิธีกรต่างๆ บ้างเป็นระยะๆ ถ้าจะมีไปออกงานร้องเพลงบ้าง ก็จะเป็นการนำเพลงของคนอื่นมาร้องทั้งสิ้น ในระยะหลังๆ ภาพของเธอที่ปรากฏต่อสื่อก็มักจะเป็นงานละครเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่เธออยากทำงานเพลงแทบใจจะขาด

ภัยร้ายจากคอลเซ็นเตอร์

งานที่ตั้งใจไว้ก็ไม่ได้อย่างที่ใจหวัง เท่านั้นยังไม่พอความโชคร้ายยังมาพบพานรังควานชีวิตเธออีก จากพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัวแสบที่โทรเข้ามาหลอกให้เธอทำรายการ ขณะที่เธอกำลังยุ่งๆ เลยลืมที่จะระวังตัว เผลอตอบรับทำรายการโดยไม่คาดคิด “ตอนนั้นคอลเซ็นเตอร์เพิ่งเข้ามาระบาดใหม่ๆ ยังไม่เป็นข่าวแพร่หลายนัก โทรมาตอนหนูกำลังยุ่ง เราก็ค่ะๆ ทำรายการตามเขากว่าจะรู้ตัว ก็ยกเลิกอะไรไม่ทัน เสียเงินไปแสนกว่าบาท หลังจากหนูโดน ข่าวพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็มีเข้ามาหนักขึ้น หนูโดนเป็นรายแรกๆ เลย ก็ไปออกรายการคุณสรยุทธ์ที่ช่อง 3 เป็นวิทยาทานให้คนอื่นได้เป็นบทเรียนจากความประมาทในครั้งนั้น เสียค่าครูไปหนักมาก ตอนที่โดนพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นใกล้ๆ อายุเบญจเพศพอดีด้วยมั้งคะ” เธอ ถอนใจ

โดนเพื่อนสนิทแย่งแฟน

ด้วยวัยเพียง 30 ต้นๆ แต่ถือว่าซีแนมเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตหลายรสหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องราวที่ไม่ค่อยจะสดชื่นสมหวังในอดีต เพราะตั้งแต่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ เธอก็เจอเพื่อนสนิทแย่งแฟน ถือว่าเป็นบาดแผลครั้งใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของเธอที่สอนประสบการณ์ช้ำๆ ในความรักของเธอ

“คือมันก็ไม่ได้เป็นความรักดูดดื่ม หวานซึ้งตรึงใจอะไรมากมายนักหนาหรอกค่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ป๊อปปี้เลิฟแบบเด็กๆ แล้วนะ เพราะอายุ 20 กว่าแล้ว มีความจริงจังตั้งใจอยู่พอประมาณ คบกับแฟนมา 2 ปีกว่า ก็มาเจอเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อแย่งแฟนไปหน้าตาเฉย เราก็เจ็บเยอะนะคะตอนนั้น ปกติผู้หญิงเลิกกับแฟนนี่ก็เสียใจกันมากอยู่แล้ว แต่นี่มาเจอเพื่อนสนิทแทงข้างหลังแบบนี้โดนสองเด้งไปกันใหญ่ ทั้งเจ็บ ทั้งโกรธ ทั้งอาย เสียทั้งเพื่อนเสียทั้งแฟน ตอนนั้นก็ถือว่าเสียใจหนักหนาเอาการอยู่ ทำให้เราไม่ค่อยวางใจในเรื่องความรักสักเท่าไรนัก เหมือนมีชนักติดหลังทำให้หวาดระแวงอยู่เสมอ เพราะมีบทเรียนที่ไม่ดีมา” เธอ กล่าวอย่างจริงใจ

ยอมรับตัวเองให้ได้…เคยลดความอ้วนจนเกือบตาย

ซีแนม กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สุดท้ายเธอก็ต้องเติบโตขึ้น ทุกอย่างที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนที่สำคัญในชีวิตที่จะทำให้เธอเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง มีทั้งเรื่องดีและไม่ดีผ่านเข้ามาให้เป็นวัคซีนใจให้เติบโตไปต่อได้ แม้ย้อนเวลาได้เธอก็ไม่คิดจะแก้ไขอะไร เรียนรู้ที่จะอยู่และเติบโต ทำให้รู้ว่าชีวิตคนเรานั้นมีหลายบทหลายตอน มีขึ้นมีลง มีสุขมีทุกข์ อยู่ที่ว่าเราจะเจอด้านไหนก่อน แล้วรับมือกันมันได้ดีเพียงใด

สำหรับชีวิตเธอในตอนนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นมาก เพิ่งลบปมในใจเรื่องความอ้วนให้หลุดออกไปได้เมื่อ 2-3 ปีนี้เอง เพราะแต่ก่อนเหมือนเป็นปมด้อยมากเรื่องความอ้วน เธออ้วน เพราะเธออ้วน เธอต้องลด ในใจคิดกังวลแต่เรื่องความอ้วนมาตลอดชีวิต ไม่เคยยอมรับนับถือตัวเองได้เลยเพราะเรื่องนี้ ขนาดเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ขณะที่เธอลดความอ้วนมาได้เกือบ 40 กิโล เกือบตายเพราะลดหนักมาก ผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกฝังหัวมาว่าต้องผอมเท่านั้นถึงจะสวย ถ้าอ้วนก็จะกลายเป็นตัวตลกไป ไม่มีนางเอกคนไหนที่อ้วน คนอ้วนเป็นได้แค่เพื่อนนางเอกที่ต้องดูตลกขบขันเท่านั้น

“เวลาเล่นละคร ผู้กำกับก็ยังบ่นๆ ว่าแก้มเยอะไป หน้าดูกลมไป ใส่เสื้อแขนกุดก็แขนใหญ่ไป ยังถูกสั่งให้ลดความอ้วนอยู่เป็นประจำ แต่หนูก็ทำได้เท่านี้แหละ จะให้ลดไปถึงไหน ต้องให้เหลือกี่โลกัน หนูหยุดเก็บกดแล้วยอมรับตัวเองในแบบที่เราเป็น ก็หนูเป็นเด็กอวบๆ มาแต่เกิด ตอนนี้ก็เป็นผู้หญิงรูปร่างปกติแล้ว ทำได้แค่นี้ ตอนนี้คือลดไป 35 กิโล จากที่เคยทำได้ 40 กิโล ก็พอแค่นี้ละ ไม่อยากกดดันตัวเองมากไปกว่านี้ มันเหนื่อยใจ” เธอ กล่าวแบบคนทำใจได้

ปัจจุบันนี้นอกจากมีงานในวงการบันเทิงบ้างประปราย ทั้งงานพิธีกร งานละคร เธอก็มีธุรกิจเล็กๆ ที่ทำกับเพื่อน ก็คือ การทำเสื้อผ้ากีฬาแล้วก็รับสกรีนเสื้อยืด อยู่ที่จุฬาซอย 2 และเริ่มมีแบรนด์ชุดกีฬาเป็นของตัวเองได้ประมาณปีกว่าแล้วชื่อแบรนด์ Z-N ตอนนี้ขายที่ร้านกับผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

สำหรับมุมมองในอนาคตนั้น ซีแนม บอกว่า ไม่หวังอะไรสูง ไม่คาดหวังอะไรเกินตัว มองอนาคตทีละ 2-3 ปีล่วงหน้า คือ ทำงานที่ทำอยู่ตอนนี้ให้ดีที่สุด ทำร้านและแบรนด์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จัก มียอดขายที่น่าพอใจ และมองหาธุรกิจที่น่าสนใจทำเพิ่มอีกสักอย่างเพื่อความมั่งคงในชีวิต ส่วนงานในวงการบันเทิงก็รับอยู่เสมอ

 

เป็กกา รันทาลา การกลับมาของอดีตเบอร์ 1

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517661

เป็กกา รันทาลา การกลับมาของอดีตเบอร์ 1

โดย ภาดนุ

ถือเป็นโอกาสดีที่ได้พูดคุยกับ เป็กกา รันทาลา ประธานเจ้าหน้าที่สูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) ที่ได้รับลิขสิทธิ์การออกแบบและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตแบรนด์โนเกีย (Nokia) ทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว

ในฐานะซีเอ็มโอ (Chief Marketing Officer) ที่มีความสามารถด้านการบริการและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง เมื่อเป็กกาได้กลับมาเป็นผู้บริหารดูแลแบรนด์โนเกียอีกครั้ง ทำให้อยากรู้ว่าเขาจะนำพาโนเกียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไร

“ผมกลับมาดูแลบริหารแบรนด์โทรศัพท์มือถือโนเกียและแท็บเล็ตอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปบริหารธุรกิจสายอื่นมาพักใหญ่ การกลับมาครั้งนี่เราได้ตั้งบริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ขึ้นในประเทศฟินแลนด์ได้ 8 เดือนแล้ว โดยเราเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในตอนนี้

“ต้องเท้าความนิดนึงว่า ก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นช่วงที่ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของโนเกียอยู่ช่วงหนึ่ง โนเกียเองได้มีการร่วมธุรกิจกับบริษัท ไมโครซอฟท์ โดยออกโปรดักต์ต่างๆ อย่าง ฟีเจอร์โฟน โนเกีย รุ่นลูเมีย ออกจำหน่ายไปทั่วโลก แต่ปัจจุบันนี้ธุรกิจของแบรนด์โนเกียทั้งหมดได้ย้ายมาอยู่ภายใต้ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล แล้ว ซึ่งเราจะดูแลในเรื่องของสมาร์ทโฟน พูดง่ายๆ ว่าบริษัทเราเป็นเหมือนสตาร์ทอัพที่เริ่มต้นธุรกิจแบรนด์โนเกียยุคใหม่นั่นเอง”

เป็กกา บอกว่า ความตั้งใจของบริษัทคือการเน้นบิซิเนส โมเดล นั่นก็คือการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักต์ที่เป็นมือถือแอนดรอยด์ ซึ่งใช้ความร่วมมือทางด้านบริการจากกูเกิล ส่วนผู้ผลิตมือถือให้ก็คือ บริษัท ฟ็อกซ์คอนน์ ซึ่งเป็นโรงงานเดียวกับที่ผลิตมือถือออปโป้ โดยหลักๆ แล้วก็คือการเลือกเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่ดีที่สุดที่คัดสรรมาแล้ว

“อย่างพันธมิตรล่าสุดของเราอีกหนึ่งรายก็คือ บริษัท คลาวด์ไซส์ (Cloud Zeis) ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเลนส์ถ่ายภาพสำหรับใช้ในมือถือจากเยอรมนี โดยในอนาคตลูกค้าที่ใช้โนเกียก็จะได้เห็นว่ามือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ออกวางจำหน่ายจะมีการใช้เลนส์คลาวด์ไซส์นี้ ซึ่งถือว่าเป็นเลนส์ที่ดีที่สุดเลนส์หนึ่งในโลก

“นอกจากการมีพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดแล้ว การที่เรามีพนักงานรุ่นใหม่ๆ หรือพนักงานเดิมที่เคยทำบริษัทโนเกียมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ซึ่งทุกคนมีความรักในแบรนด์โนเกียก็ถือเป็นข้อดี อีกอย่างการที่ผมอยู่ในธุรกิจมือถือมากว่า 20 ปี และเคยเป็นผู้บริหารในบริษัท โนเกีย มาก่อน (มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ออกไปเป็นผู้บริหารธุรกิจอื่น)

“ผมจึงมั่นใจได้ว่าการที่ผมและทีมตั้งบริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล ขึ้นมา ทุกคนล้วนมีประสบการณ์และความรักความชำนาญติดตัวมาอยู่แล้วก็น่าจะทำได้ดี ส่วนในแง่ของไอเดียใหม่ๆ ตอนนี้ก็มีพนักงานรุ่นใหม่ๆ เข้ามาเป็นส่วนเติมเต็มไอเดียด้วย ดังนั้นในอนาคตผมจึงคิดว่า วิสัยทัศน์ทางด้านการตลาดและการคิดค้นโปรดักต์ใหม่ๆ ก็น่าจะสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว”

เป็กกา เสริมว่า แม้ปัจจุบันนี้พฤติกรรมการใช้มือถือของผู้บริโภคยุคใหม่จะเปลี่ยนไปมากก็ตาม การที่บริษัทจ้างพนักงานบางส่วนจากบริษัท โนเกีย เดิมเข้ามาทำงานก็ไม่ใช่ปัญหา เขาจึงอยากจะให้ลูกค้าที่รักในแบรนด์โนเกียมั่นใจได้เลยว่า บริษัทจะไม่ก้าวถอยหลังไปสู่จุดเดิมแน่นอน แต่จะก้าวไปข้างหน้าและนำสิ่งใหม่ๆ ออกมาสู่สายตาลูกค้าทั่วโลกแน่นอน

“ถ้าถามว่าผมจะทำอย่างไรให้โนเกียกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ก็ขอตอบเลยว่า อย่างแรกคือ เราจะใช้ชื่อเสียงเดิมของแบรนด์ที่มีอยู่ ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จักและชื่นชอบ เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจของเรานับจากนี้ไป อย่างที่หลายคนทราบดีว่าแบรนด์โนเกียมีมายาวนานกว่า 150 ปีแล้ว และถือเป็นแบรนด์ที่มีคุณค่า

“ดังนั้น สิ่งที่บริษัทจะต้องทำก็คือ การบริหารจัดการให้โนเกียกลับมาเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ เป็นแบรนด์ที่มีลูกค้ารักและชื่นชอบที่จะใช้โปรดักต์ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดีๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอย่างแน่นอน เพื่อให้โนเกียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

“ถ้าจะให้เทียบกับคู่แข่งอย่างแบรนด์แอปเปิ้ล (ไอโฟน) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่ผลิตขึ้นมาตามเทรนด์ความนิยมของโลกยุคนี้ โนเกียก็มีจุดเด่นคือเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพ มีความทนทาน และผู้บริโภครักที่จะใช้ ต้องบอกก่อนว่าโนเกียไม่ได้ต้องการเป็นแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ทั้งที่เราก็มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้ได้ แต่เราต้องการจะเป็นแบรนด์ที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้าทุกเซ็กเมนต์ เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคนมากกว่า อาทิ โนเกีย 5 โนเกีย 6 ที่ออกวางจำหน่ายไปแล้ว เราจะเน้นความเป็นมือถือที่เหมาะกับการใช้งานของผู้ใช้ทุกเพศทุกวัย และทุกคนสามารถใช้มันได้ด้วยความที่มันเป็นโนเกีย”

อย่างที่เป็กกาบอก คนที่ใช้สมาร์ทโฟนซึ่งมีเทคโนโลยีสุดล้ำในโลกนี้ ถ้านับจริงๆ แล้วจะเป็นคนรุ่นใหม่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่กลุ่มแมสหรือคนส่วนใหญ่ที่เป็นรุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายาย ก็มักต้องการใช้ฟังก์ชั่นหลักๆ เช่น ไลน์ โทรเข้า โทรออก ซะส่วนใหญ่ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ยิ่งกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็กกา บอกว่า โนเกียก็ไม่อาจมองข้ามการพัฒนาสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

“ผมขอยกตัวอย่างข้อดีในเรื่องดีไซน์ของมือถือโนเกีย ว่าการออกแบบของเราเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยาก แถมตัวเครื่องยังน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ปัจจุบันวางจำหน่ายไปแล้ว 3 รุ่น คือ โนเกีย 3 โนเกีย 5 และโนเกีย 6 ซึ่งตัวเครื่องทุกรุ่นหล่อจากอะลูมิเนียมชิ้นเดียว แต่เราการันตีได้เลยว่า นอกจากมีความทนทานมากๆ แล้ว น้ำหนักยังเบากว่าแบรนด์อื่นๆ อีกหลายแบรนด์ แถมราคาถูกกว่าอีกด้วย

“ผมว่ามือถือโนเกียเป็นการให้ประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้าที่มีโอกาสได้ใช้มากกว่า เพราะคอนเซ็ปต์ของโนเกียจะเป็น Craftsmanship หรือคนทำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้คนได้ใช้ ได้สัมผัสกับประสบการณ์ แถมข้อดีในการใช้งานก็มีอยู่จริง สำหรับวันนี้โนเกียเป็นมือถือระบบแอนดรอยด์ แต่เป็นแอนดรอยด์ที่มีความแตกต่าง เพราะหากคุณเคยใช้มือถือแอนดรอยด์จากแบรนด์อื่นๆ มาก่อน แต่ละแบรนด์ก็จะมีไอคอนหรือหน้าตาธีมในการใช้งานของไอคอนนั้นแตกต่างกันไป แต่เพราะโนเกียเป็น Pure Android ดังนั้นเวลาที่ผู้ใช้ต้องการจะอัพเดทข้อมูลหรือไอคอน หน้าตาของไอคอนของโนเกียและระบบปฏิบัติการของซอฟต์แวร์ก็จะเหมือนเดิม

“แต่ขณะเดียวกัน ถ้าคุณใช้มือถือแอนดรอยด์แบรนด์อื่นที่ไม่ใช่ Pure Android พอ 2 ปีผ่านไป เมื่อมีการอัพเดทไอคอนหรือระบบปฏิบัติการใหม่ ทุกอย่างก็อาจจะเปลี่ยนไปจนคุณจำไม่ได้ หรือเกิดอาการงงๆ ขึ้นมาก็เป็นได้ อย่างตอนนี้โนเกียก็จะมีระบบนูแกดที่ใช้กันอยู่ แต่ในอนาคตอันใกล้ก็จะมีแอนดรอยด์โอ ซึ่งเป็นเพียวแอนดรอยด์ออกมา ซึ่งจะอัพเดทระบบปฏิบัติการให้ผู้ใช้ในทุกเดือน ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับผู้ใช้ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพียวแอนดรอยด์ เวลาที่อัพเดทเครื่องก็จะทำให้เครื่องหนักขึ้นหรือเปลืองเมมโมรี่มากเกินไปโดยไม่จำเป็น โดยผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอพที่ต้องการใช้จริงๆ จาก Play Store และสามารถลบแอพที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือดาวน์โหลดใหม่ได้เสมอ นี่คือข้อแตกต่างของระบบแอนดรอยด์ของโนเกียกับแบรนด์อื่น”

เป็กกา ทิ้งท้ายว่า ในอนาคตโนเกียจะมีมือถือที่ทำให้คนรุ่นใหม่เซอร์ไพรส์ตามมาแน่นอน แต่อย่างที่บอกว่าบริษัทเพิ่งปล่อยมือถือโนเกียไปแล้ว 3 รุ่น โดยเปิดตัวที่เมืองไทยเป็นประเทศแรกในเซาท์อีสต์เอเชีย ซึ่งมือถือทั้ง 3 รุ่นนี้เป็นสเปกที่จำนวนคนจากครึ่งค่อนโลกใช้กันอยู่ ล่าสุดก็มีโนเกีย 8 ออกมาที่เมือวงไทยแล้ว

“ต้องยอมรับว่ายุคนี้มีกลุ่มลูกค้าที่ชอบใช้มือถือที่มีฟังก์ชั่นไฮเทคก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนมากก็ใช้มือถือที่มีระบบปฏิบัติการของแอนดรอยด์กลุ่มใหญ่เช่นกัน เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น ปัจจุบันเรามีโนเกียรุ่น 3, 5, 6 และ 8 แล้ว ต่อไปเราก็อาจจะมีรุ่นที่เหนือขึ้นไปออกมาอีก ซึ่งเรายังชูจุดเด่นหลักๆ ของโนเกีย คือ เป็นมือถือที่ใช้ง่าย คุณภาพดี ทนทาน ส่วนเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็อยากให้รอดูต่อไปครับ

“ในอดีตหลายคนอาจจะมีคอมเมนต์ในเรื่องมือถือโนเกียที่มีระบบปฏิบัติการแบบวินโดวส์โฟน ว่าใช้ยาก หรือผู้คนไม่ค่อยเข้าถึงมากนัก เรื่องนี้ผมขอไม่ออกความเห็นดีกว่า เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมไม่ได้เป็นผู้บริหารของโนเกีย เพราะผมไปบริหารธุรกิจคอนซูเมอร์โปรดักต์ และธุรกิจของบริษัท Rovio ที่ชื่อว่า Angry Birds ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเกม ผมจึงขอไม่ออกความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ผมไม่ได้ดูแลบริหารน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า”

ในฐานะที่เคยเป็นผู้บริหารที่เคยนำพาเกมแองกรี้เบิร์ดเปิดตัวตีตลาดจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เป็กกาบอกว่า เขาจะนำวิสัยทัศน์ วิธีคิด วิธีบริหาร และอื่นๆ มาใช้กับการบริหารงานของโนเกียใหม่ เพื่อทำให้โนเกียเป็นที่รักของผู้บริโภคอีกครั้ง

“ตอนที่ผมอยู่บริษัท Rovio ผมมองว่า การทำงานเป็นทีมเวิร์กนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเกม ซึ่งเป็นที่แพร่หลายและชื่นชอบของคนจากทั่วโลก ผมจึงคิดจะนำข้อดีของธุรกิจเกี่ยวกับเกมออนไลน์และโกลบอล โมบาย มาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคในอนาคต และตอนนี้เราก็มีทีมที่มีความสามารถอยู่ในบริษัทมากมาย

“สิ่งที่ผมคาดหวังก็คือ ผมอยากจะทำให้มือถือโนเกียกลับมามีชื่อได้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายว่าอยากจะเป็น Top Player หรือ Top Leader ในกลุ่มสมาร์ทโฟนให้ได้ แต่เราก็ยังมีกลุ่มฟีเจอร์โฟนซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่จากทั่วโลกที่เราต้องทำการตลาดควบคู่ไปด้วย เอาเป็นว่าอยากให้คนที่เป็นแฟนของโนเกียรอติดตามโปรดักต์ใหม่ๆ ของเราในอนาคตดีกว่า เพราะจะมีสิ่งที่น่าตื่นเต้นให้แฟนๆ โนเกียจากทั่วโลกได้เห็นแน่นอนครับ”

 

ณัชชา ตั้งกิตติเวทย์ เชฟรุ่นใหม่ ใจเกินร้อย

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517525

ณัชชา ตั้งกิตติเวทย์ เชฟรุ่นใหม่ ใจเกินร้อย

เพิ่งเรียนจบและรอรับปริญญาในปีหน้า มายด์-ณัชชา ตั้งกิตติเวทย์ ว่าที่บัณทิตใหม่จากวิทยาลัยดุสิตธานี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยเชฟของเชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม (หนึ่งในคณะกรรมการรายการท็อปเชฟไทยแลนด์) ในการทำ The Table by Chef Pam แต่อนาคตมองถึงการเป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหารในแบรนด์ตัวเอง ส่งต่อให้กับผู้บริโภค โดยกำลังอยู่ในช่วงของการเก็บข้อมูล

ณัชชาเป็นคนรุ่นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเกินร้อย ถ้าย้อนไปในช่วงก่อนศึกษาที่วิทยาลัยดุสิตธานีเธอต้องพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่ได้เห็นความต้องการที่แท้จริง ที่อยากเรียนด้านการทำอาหารและต้องการเป็นเชฟ ซึ่งสวนทางกับความหวังของพ่อแม่ที่อยากให้เรียนบริหารธุรกิจโดยตรง เพื่อจะได้นำความรู้มาช่วยธุรกิจของครอบครัว

“สิ่งที่มายด์ทำคือ หลังเลิกเรียนจะชวนคุณพ่อคุณแม่ไปจ่ายตลาด แล้วทำอาหารให้ท่านรับประทานทุกวัน จนพ่อกับแม่เห็นความตั้งใจจึงอนุญาตให้เรียน ช่วงนั้นไปคุยกับพ่อก่อน ซึ่งไม่อยากเชื่อว่าคุณพ่อคนที่มายด์คิดเองมาตลอด ว่ายังไงก็คงจะดุ ไม่ให้เรียน แต่ผิดคาด พ่อบอกอยากเรียนเรียนเลยป๊าสนับสนุน โอ้โฮ โล่งเลย พอคุยกับคุณแม่ก็อนุญาต แต่ใจยังอยากให้เราเรียนบริหารอยู่”

 

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ณัชชาเอาความสามารถในการทำอาหารมาจากไหน คงต้องย้อนไปสมัยเรียนมัธยมต้นเมื่อวันหนึ่งเธอกลับจากโรงเรียนแล้วหิวข้าว แต่ไม่มีกับข้าวกิน เธอจึงไปหาวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็นเท่าที่มีนำมาทำอาหารกินกับพี่สาว

“ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นน่าจะทำหมูทอดกระเทียม ไม่ได้เอาสูตรมาจากไหนค่ะ ทำด้วยจินตนาการและด้วยวัตถุดิบที่มีอยู่ในตู้เย็น พอทำออกมาปรากฏว่าอร่อย พี่สาวก็บอกอร่อย เลยเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองชิม พ่อแม่ชิมแล้วบอกว่าใช้ได้นี่ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาก็เริ่มทำบ่อยขึ้น โดยหาความรู้จากในหนังสือทำอาหาร มีเมนูอะไรน่าสนใจก็ไปซื้อวัตถุดิบมาทำ จากทำกินในครอบครัวก็ทำไปแจกเพื่อนๆ และอาจารย์ที่โรงเรียนได้กินด้วย ส่วนใหญ่เป็นขนม เช่น ทาร์ต คุกกี้ บราวนี่ เพื่อนๆ ชอบและชมว่าอร่อย”

ณัชชา เล่าว่า แม้ในช่วงมัธยมปลายจะเข้าครัวทำอาหารบ่อย แต่ก็มองว่าเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งไม่ถึงกับชอบ ยังไม่คิดถึงการมาเรียนทางด้านอาหารโดยตรง จนกระทั่งวันหนึ่งได้เข้าเว็บไซต์ไปเพื่อดูว่ามีอาชีพอะไรน่าสนใจ ปรากฏว่ามีอาชีพเชฟแวบเข้ามา สนใจแต่เก็บเงียบไม่บอกใคร ปรึกษาแต่เพื่อนสนิท ซึ่งเขามีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเรียนทำอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี จึงขอคุยเพื่อปรึกษากับรุ่นพี่คนนั้น และนั่นก็เป็นที่มาของการตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านอาหารของเธอ

สำหรับกับการทำงานเป็นลูกทีมของเชฟแพม (พิชญา อุทารธรรม) มายด์ บอกว่า ปกติแล้วในการทำงานทั่วไปส่วนใหญ่จะมีหัวหน้าอยู่ 2 ประเภท คือนำลูกน้องและสั่งลูกน้อง ส่วนใหญ่เธอเห็นแต่หัวหน้าที่สั่งลูกน้อง แต่การที่ได้มาทำงานกับเชฟแพมเกือบ 2 ปี เชฟแพมไม่ใช่หัวหน้าที่ชอบสั่งลูกน้อง แต่จะสอนและนำไปในแนวทางที่จะช่วยพัฒนาเธอและไปพร้อมกับเธอตลอดเวลา 

 

 

“พี่แพมสอนเสมอว่า การเป็นเชฟที่ดีนั้น จะต้องเป็นนักวางแผนที่ดีอย่างเป็นระบบ ต้องรู้จักแมเนจตัวเองในการทำอาหารให้เป็นขั้นเป็นตอน และรู้จักบริหารเวลาให้ดี เชื่อไหมว่า การที่มายด์ได้มาทำงานกับพี่แพมช่วงที่ยังเรียนอยู่ อาจารย์ที่เคยสอนมาเจอมายด์ทำอาหารอีกรอบหนึ่งตอนอยู่ในคลาส เขาชมใหญ่เลยว่ามายด์เก่งขึ้นและทำงานเป็นระบบระเบียบมากขึ้นผิดหูผิดตา” ณัชชาเล่าถึงสิ่งที่เชฟแพมสอน  

มายด์บอกว่า เชฟส่วนใหญ่ต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพและมีชื่อเสียง หลายคนต้องการเปิดร้านอาหารของตัวเอง แต่สำหรับเธอตอนแรกก็อยากเหมือนๆ กัน แต่พอได้เห็นเชฟแพมทำ Chef’s Table ไม่ต้องเปิดร้านก็รุ่งได้เหมือนกัน เธอจึงมองหาอย่างอื่นที่อยากทำ ก็คือการมีโรงงานผลิตอาหารในรูปแบบกึ่งสำเร็จรูป ส่งต่อให้กับผู้บริโภค

“การเปิดร้านอาหารทุกคนมีสิทธิเปิดได้ แต่มายด์ไม่อยากไปแข่งขันตรงนั้น ไม่ใช่ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่มายด์เห็นทางหนึ่งที่คิดว่าไปได้ดีกว่าและไม่ค่อยมีคนทำก็คือการเป็นผู้ผลิตอาหารเอง ตอนนี้มายด์มองถึงการมีโรงงานผลิตอาหาร อนาคตอยากมีและกำลังทำการบ้านเก็บข้อมูลอยู่ค่ะ” ณัชชากล่าว &O5532;

 

พรเทพ กมลวิศิษฎ์ ฝันสร้างชื่อให้ยีนส์ไทย

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517295

พรเทพ กมลวิศิษฎ์ ฝันสร้างชื่อให้ยีนส์ไทย

เส้นทางชีวิตของจอห์นนี่ – พรเทพ กมลวิศิษฎ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเจ ยีนส์ (ไทยแลนด์) ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ที่เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจยีนส์มากว่า 40 ปี หากเปรียบเทียบกับทายาทนักธุรกิจครอบครัวอื่น อาจเรียกได้ว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะนอกจากตัวเขาเองจะไม่ได้วางแผนอนาคต ว่าจะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัว คุณพ่อก็ไม่เพียงไม่บังคับ หากแต่ยังส่งเสริมให้ลูกชายไปเรียนรู้ในวิชาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยีนส์แม้แต่น้อย เพราะหมายมั่นว่าอยากให้ลูกชายเป็นกำลังสำคัญ ในการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ให้กับครอบครัว แต่สุดท้ายราวกับโชคชะตากำหนด ต่อให้เส้นทางชีวิตจะอ้อมไปสุดทางแค่ไหน ปลายทางก็ยังกลับมาอยู่ที่จุดเดิม

“ผมเลือกเรียนต่อปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม เพราะคุณพ่ออยากให้ผมกลับมาแตกไลน์ธุรกิจของครอบครัวไปสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ พอเรียนจบกลับมา ผมก็เดินตามเส้นทางที่วางไว้ เริ่มไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานจากบริษัทอื่นก่อน แต่ด้วยความที่ช่วงที่ผมเรียนจบกลับมา เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่พอดี ธุรกิจอสังหาฯ ในบ้านเรายุคนั้นเฟื่องฟูมากก็จริง แต่ปัญหาคือดีมานด์ไม่สมดุลกับซัพพลาย ผมมองแล้วว่าอาจไม่ใช่จังหวะที่เหมาะจะลงทุนกับธุรกิจอสังหาฯ ผมเลยกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ถ้าจะเริ่มต้นธุรกิจ น่าจะย้อนกลับมาหาสิ่งที่เรามีเป็นต้นทุนอยู่แล้วมากกว่า นั่นก็คือ ธุรกิจยีนส์”

ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบติดอยู่ในกรอบ เมื่อคิดจะเอาจริงเอาจังกับการสร้างธุรกิจ เขาไม่ได้หวังแค่เข้ามาสานต่อกิจการ แต่วาดภาพใหญ่กว่านั้นว่า ในเมื่อบริษัทของเขามีความพร้อมแทบทุกด้าน ทำไมไม่สร้างแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะนำเข้ายีนส์จากต่างประเทศ นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์บีเจ ยีนส์

“ผมมองว่าการสร้างแบรนด์ของตัวเอง จะทำให้เรามีอิสระในการทำงาน จากแต่ก่อนที่เป็นแบรนด์นำเข้า เวลาจะทำอะไรก็ต้องให้เมืองนอกดูก่อนว่าโอเคมั้ย จะลงทุนอะไร สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้อยู่กับเราเต็มๆ แต่ถ้าเราทำแบรนด์เอง เวลาคิดจะทำอะไรก็ทำได้เลย ลงทุนอะไรไปผลลัพธ์ก็อยู่กับเราเต็มๆ ในเมื่อบริษัทของเรามีทั้งโรงงาน ทักษะการผลิต และแหล่งวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้ว ทำไมจะสร้างแบรนด์ของเราเองไม่ได้

ถึงตอนนั้นคุณพ่อจะไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าธุรกิจนี้ไปได้ เลยตัดสินใจลุยต่อเพื่อพิสูจน์ให้คุณพ่อเห็น ตั้งแบรนด์ขึ้นมาทำยีนส์ขายแข่งกับคุณพ่อเลย โดยใช้โรงงานของคุณพ่อนั่นแหละเป็นที่ผลิต” ผู้บริหารหนุ่มมองย้อนถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าตั้งแต่วันแรกที่เริ่มลงมือ ทุกอย่างแทบไม่มีคำว่าง่ายเลย

 

 

จากวันแรกที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์จนถึงวันนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ที่จอห์นนี่และภรรยา (เบน-กัลยานี กมลวิศิษฎ์) ร่วมแรงกันแข็งขัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่คิดเป็นจริงได้ สิ่งที่ทำให้บีเจ ยีนส์ แตกต่างคือ ความใส่ใจในรายละเอียดของทุกคอลเลกชั่น บวกกับความพยายามในการสรรหาผ้า และนวัตกรรมมาใช้กับผลิตภัณฑ์ พร้อมปรับลุคให้แบรนด์ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย แต่ยังคงความคลาสสิก

“ผมเองชอบแต่งตัวอยู่แล้ว พอมาทำแบรนด์นี้ผมอยากให้แบรนด์สะท้อนตัวตนของผมด้วย เลยใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปพอสมควร หลังจากเปิดตัวบีเจ ยีนส์ ถือว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดี และมีการเติบโตมาเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นที่เราชูเรื่องดีไซน์แล้ว เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่ค่อนข้างดุเดือด เราเริ่มนำนวัตกรรมเข้ามา ด้วยความที่เราอยู่ในธุรกิจนี้มานาน รู้จักซัพพลายเออร์เยอะ ทำให้เรามีโอกาสได้ผ้าดีๆ ผ้าที่มีนวัตกรรม ซึ่งบางครั้งเป็นแบบเดียวกับที่แบรนด์ใหญ่ใช้มาใช้เช่นกัน เช่น กางเกงยีนส์ที่รีไซเคิลจากขวดพลาสติก กางเกงยีนส์กันแดด นอกจากนี้เรายังขยายไลน์สินค้าไปยังลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มเด็ก และคนท้อง”

ปัจจุบันบีเจ ยีนส์ มีสาขากระจายอยู่ตามโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศถึง 120 แห่ง แต่นั่นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของผู้บริหารหนุ่ม เพราะเขาไม่เพียงวาดหวังให้แบรนด์เติบโตไปไกลในระดับสากล ยังมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้นให้บีเจ ยีนส์ เป็นหนึ่งในแบรนด์ยีนส์สัญชาติไทย ที่คนไทยนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ เพื่อจะพาบีเจ ยีนส์ ไปให้ถึงปลายทางแห่งฝัน

จอห์นนี่เริ่มจากการติดอาวุธ กำจัดจุดอ่อนให้ตัวเองด้วยการไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหาร ณ มหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ เพื่อเสริมความรู้ด้านการทำธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรในองค์กร

“บริษัทของผมก็เหมือนเรือ ผมมีหน้าที่ขับเคลื่อนเรือลำนี้ไปข้างหน้า เมื่อถึงเวลาที่เรือต้องออกจากฝั่ง ใครที่ไม่พร้อม ยังเอาแต่ยืนรออยู่บนฝั่งไม่ขึ้นเรือ ผมคงรอไม่ไหว ต้องออกเรือไป เพราะไม่เช่นนั้นบริษัทของผมก็มีแต่ล้าหลัง พูดแบบนี้ผมไม่ได้หมายความว่า พอผมเข้ามาบริหารแล้ว คนเก่าคนแก่ต้องออกทั้งหมด เพราะผมเองก็ชอบทำงานกับคนที่มีประสบการณ์ เพียงแต่คนเราต้องรู้จักยอมรับการเปลี่ยนแปลง”

 

 

จอห์นนี่ ยังบอกด้วยว่า แม้จะคลุกคลีมากับธุรกิจยีนส์ตั้งแต่เด็ก แต่ขึ้นชื่อว่าธุรกิจไม่มีคำว่าง่าย ตลาดยีนส์โตขึ้นเรื่อยๆ มีคู่แข่งรายใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้ายังทำธุรกิจแบบเดิมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งธุรกิจก็มีแต่นับถอยหลังรอวันตาย ทางรอดคือ การตั้งเป้าที่ชัดเจนแล้วไปให้ถึง

“เป้าหมายถัดไปของผมจากนี้ คือ การพาบีเจ ยีนส์ ซึ่งยังถือว่าเป็นน้องใหม่มากในวงการยีนส์ออกไปสร้างชื่อในกลุ่มภูมิภาคซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังไม่กล้าฝันไกลถึงขั้นจะพาแบรนด์ไปโตในระดับอาเซียน ตอนนี้เราก็เริ่มไปเปิดตลาดที่เมียนมาบ้างแล้ว” ผู้บริหารหนุ่มบอกเล่าอย่างถ่อมตัว

หลังจากชวนคุยเรื่องหนักๆ มาพักใหญ่ ถือโอกาสนี้ชวนผู้บริหารหนุ่มผ่อนคลาย มาอัพเดทชีวิตส่วนตัวกันบ้าง งานนี้จอห์นนี่ซึ่งตอนนี้เป็นคุณพ่อลูกสองแล้วออกตัวก่อนเลยว่า งานกับครอบครัวต้องแยกให้ชัด ที่สำคัญต้องไม่ลืมแบ่งเวลาไว้ดูแลตัวเองตามสไตล์หนุ่มเฮลตี้ ที่รักการออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจ

“ผมทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน เสาร์-อาทิตย์เป็นเวลาพักผ่อน ความสุขของผมคือ การพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัว ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์ไหนที่แบรนด์มีจัดอีเวนต์ตามต่างจังหวัด ก็ต้องไปดู ผมถือเป็นการไปเยี่ยมสาขาไปในตัว

เวลาที่เหลือจากนี้ ผมชอบออกกำลังกาย ผมเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ผมออกกำลังที่ยิมในบ้าน 3-4 วัน/สัปดาห์ จะเล่นตอน 3-4 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ว่างที่สุดของวัน เพราะเสร็จจากการทำงาน และลูกๆ เข้านอนหมดแล้ว” ผู้บริหารหนุ่มกล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี 

 

เอ็ดวิน ยัป ฮอว์สัน วิสัยทัศน์คือหัวใจของการบริหาร

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/517093

เอ็ดวิน ยัป ฮอว์สัน วิสัยทัศน์คือหัวใจของการบริหาร

การเป็นผู้บริหารนอกจากต้องมีฝีมือในการบริหารงานแล้ว ยังต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และ เอ็ดวิน ยัป ฮอว์สัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (ซีเอ็มจี) ก็มีคุณสมบัติเหล่านี้ติดตัวมาอย่างเต็มเปี่ยม

“ผมมารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของซีเอ็มจีตั้งแต่เดือน ก.พ. 2559 โดยมีหน้าที่ดูแลด้านการบริหารจัดการและกำหนดทิศทางของธุรกิจ ซึ่งหมายรวมทั้งการบริหารจัดการทีม การวางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ และส่งเสริมการตลาดของทีมให้แข็งแกร่งสร้างยอดขายสินค้าแบรนด์ต่างๆ ในเครือซีเอ็มจีให้มียอดขายมากที่สุด

สำหรับแบรนด์ที่เราดูแลบริหารจัดการนั้น มีทั้งสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งหมดแล้ว 40 กว่าแบรนด์ เนื่องจากซีเอ็มจีเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นในหนึ่งปีสินค้าบางแบรนด์ก็จะมีการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ อยู่เป็นระยะๆ ล่าสุดก็เพิ่งจัดงานเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ของเครื่องสำอางแบรนด์คลาแรงส์ (Clarins) และทรี (Three) ไปหมาดๆ เลยครับ”

เอ็ดวินบอกว่า การเป็นผู้บริหารชายที่ต้องลงมาบริหารจัดการเรื่องเครื่องสำอาง และเสื้อผ้าเครื่องประดับด้วยนั้น ไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคสำหรับตัวเขา เนื่องจากเขามีทีมงานที่ดีคอยซัพพอร์ต อีกอย่างสายงานของเขาก็มาจากการตลาดโดยตรง ซึ่งนักการตลาดจะรู้ถึงความต้องการของลูกค้าอยู่แล้ว เขาจึงนำทักษะนี้มาปรับใช้กับการบริหารธุรกิจที่ซีเอ็มจีได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าสินค้านั้นๆ จะเป็นอะไรก็ตาม

 

 

“ก่อนหน้านี้ผมเคยมีประสบการณ์ในการบริหารงานทั้งสายโรงแรมและสายคอนซูเมอร์โปรดักต์ของผู้หญิงมาด้วย ซึ่งสินค้าแต่ละอย่างจะมีการใช้หลักการตลาดที่คล้ายๆ กัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างที่บอกไปว่าทีมเวิร์กคือสิ่งสำคัญ เนื่องจากสมาชิกในทีมจะสามารถหาข้อมูลที่เจาะลึกหรือข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงลงไปได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร สินค้าแบบไหนที่พวกเขาพึงพอใจ เมื่อมีทีมเวิร์กที่ดีก็ทำให้การทำงานโดยรวมของบริษัทออกมาดีด้วยเช่นกัน

ต้องบอกว่าสินค้าแต่ละแบรนด์ก็จะมีตลาดหรือกลุ่มลูกค้าหลักที่แตกต่างกันไป อย่างเครื่องสำอางก็จะมีลูกค้าตั้งแต่ระดับแมส ไปจนถึงลูกค้าระดับไฮเอนด์ ซึ่งซีเอ็มจีจะขึ้นชื่อในเรื่องแบรนด์สินค้าที่หลากหลาย ซึ่งแยกแยะไปตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากเครื่องสำอางแล้ว ก็ยังมีเสื้อผ้า เครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ถือว่าครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในเมืองไทยได้มากที่สุด

ถ้าพูดถึงกลยุทธ์ในการทำให้สินค้าแต่ละแบรนด์เข้าถึงลูกค้า หรือมีคนรู้จักให้มากที่สุดนั้น สิ่งแรกเลยก็คือ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก ต่อมาก็ต้องมีการสื่อสารกับลูกค้าว่า แต่ละแบรนด์มีประวัติความเป็นมาอย่างไร แบรนด์นั้นมีข้อดีและโดดเด่นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าเราสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอให้กับพวกเขาอยู่เสมอ”

เอ็ดวินเสริมว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ต้องรู้ให้แน่ชัดว่าลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่นั้นชอบอะไร เมื่อรู้แล้วซีเอ็มจีก็จะนำสิ่งนั้นมานำเสนอให้กับลูกค้า โดยผ่านการรีเสิร์ชทั้งด้านคุณภาพและนวัตกรรมของสินค้านั้นๆ ก่อนนำมาจำหน่ายเสมอ พร้อมทั้งถ่ายทอดผ่านประสบการณ์จากพนักงานขายไป สู่ลูกค้าโดยตรงอีกด้วย

“ผมเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทต่างๆ ทั้งในไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์มาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นธุรกิจคนละประเภทกับซีเอ็มจีเลย และก่อนที่จะมาบริหารงานที่ซีเอ็มจี ผมยังเคยเป็นผู้บริหารซึ่งมีหน้าที่ในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจให้กับบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) อยู่หลายปี ซึ่งก็เป็นคอนซูเมอร์โปรดักต์เช่นกัน ผมจึงเรียนรู้ธรรมชาติของคนไทยได้ดีพอสมควร ทำให้รู้วิธีบริหารจัดการในเรื่องสินค้าได้ตรงความต้องการของลูกค้าชาวไทยจริงๆ

แม้ปัจจุบันด้วยภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวอยู่สักหน่อย ผู้บริโภคจึงอาจจะระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่พวกเขาใช้กันมากขึ้น ดังนั้นซีเอ็มจีจึงต้องใช้กลยุทธ์ในการติดต่อ สื่อสารกับลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและเลือกซื้อสินค้าและบริการของเรา โดยใช้สื่อยุคใหม่อย่างเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และไลน์ เข้ามาช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น สำหรับในส่วนของโฆษณา ปัจจุบันนี้เราพยายามจะเปลี่ยนจากระบบออฟไลน์ที่เคยมี มาเป็นระบบออนไลน์ให้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งช่องทางทั้งหมดที่สามารถช่วยให้เข้าถึงลูกค้าได้แต่อย่างใด”

เอ็ดวินเสริมว่า วิธีการเลือกแบรนด์สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยหรือเลือกมาทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จในเมืองไทยนั้น เคล็ดลับก็คือการเลือกแบรนด์ที่มีคุณภาพดีที่สุดจากทั่วโลกในทุก Category ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมที่สุด

“หลักในการเลือกแบรนด์ของซีเอ็มจีก็คือ คุณภาพของสินค้านั้นต้องดีจริง หรือเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ผู้คนรู้จักกว้างขวาง แบรนด์นั้นต้องมีนวัตกรรมเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดี ซึ่งหลักในการทำงานประจำใจของเราก็คือ ต้องมีความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา แล้วลูกค้าของเราจะสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง

อย่างที่บอก ว่าเราจะมีการเปิดตัวสินค้าที่เป็นไอคอนนิกแบรนด์อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งแบรนด์ที่เป็นแมสด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องสำอาง เพราะเป็นการแสดงถึงความไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ในการทำธุรกิจ เราจึงนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา

ผมมองว่า ตลาดเครื่องสำอางในเมืองไทยยังไปได้สวย ตราบใดที่ผู้หญิงยังต้องการความงามและความมั่นใจอยู่ แต่ด้วยความที่ตลาดเครื่องสำอางนั้นมีการแข่งขันกันสูงมาก แต่ละแบรนด์จึงต้องงัดกลยุทธ์หรือเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ทั่วถึง และแชร์ส่วนแบ่งในตลาดให้ได้มากที่สุด

ยิ่งยุคนี้เป็นยุคเกิดใหม่ของโลคัลแบรนด์ด้วยแล้ว การทำการตลาดจึงต้องดูทิศทางรอบด้าน เพราะนอกจากต้องแข่งกับตัวเองแล้ว เรายังต้องแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ หรือเจ้าของธุรกิจรายย่อยไปด้วย ฉะนั้นผมจึงมองว่าตลาดเครื่องสำอางในเมืองไทยยังคงไปได้สวย”

เอ็ดวินเสริมว่า การที่เมืองไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีโลคัลแบรนด์ออกมาสู่ตลาดบ่อยๆ เขามองว่ามันเป็นโอกาสหนึ่งในการแข่งขันทางด้านธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการสร้างสีสันให้กับธุรกิจจำหน่ายสินค้าบิวตี้ได้เป็นอย่างดี

“ในอนาคตผมวางแผนไว้ว่า อยากจะหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการบริหารงานเพื่อทำให้ซีเอ็มจีเป็นผู้นำทางด้านการจำหน่ายสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์อันดับต้นๆ ให้ได้ ถึงแม้ตอนนี้เราจะมีธุรกิจที่เข้มแข็ง แต่ก็ยังถือว่าเรายังต้องก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งให้ได้ทั้งสองกลุ่ม พูดง่ายๆ ว่าเราอยากจะเข้าไปสัมผัสให้ถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเลยละ เพราะเรามีสินค้าทุกประเภทที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วนอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน ซีเอ็มจีถือว่ามีลูกค้าพรีเมียมอยู่เยอะพอสมควร ในอนาคตเราอยากจะขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่ตลาดแมสให้มากขึ้นไปอีก เพราะอย่างที่ทราบว่าตลาดแมสเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ดังนั้นจุดมุ่งหมายในอนาคตของผมก็คือ อยากทำให้ซีเอ็มจีเป็นที่รู้จักให้มากขึ้นยิ่งไปกว่านี้ โดยจะเน้นในเรื่องของนวัตกรรมสินค้าและบริการทุกอย่างให้มากขึ้น ซึ่งอาจจะได้เห็นกันเร็วที่สุดก็ช่วงสิ้นปี 2017 นี้ แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนครับ”

เอ็ดวินทิ้งท้ายว่า เขาทำงานสัปดาห์ละเกือบ 7 วัน ถ้ามีเวลาว่างในช่วงวันหยุด ส่วนใหญ่เขาจะพักผ่อน ออกกำลังกาย และจะไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ถ้ามีโอกาสลาพักร้อนนานๆ เขาจะชอบเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก แล้วตอนนี้ในฐานะที่เขาอยู่เมืองไทย เขาก็จะชอบเดินทางไปท่องเที่ยวตามสถานที่สวยๆ ในเมืองไทย บางช่วงก็อาจจะบินกลับไปที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาบ้าง หรือไม่ก็บินไปเยี่ยมภรรยาที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอด้วย

 

ทรงยศ สุขมากอนันต์ คนทำงานสำคัญที่ทัศนคติ

Published October 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/ent/celeb/516883

ทรงยศ สุขมากอนันต์ คนทำงานสำคัญที่ทัศนคติ

ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ขึ้นชื่อเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ที่ทำผลงานเกี่ยวกับวัยรุ่น และได้รับการตอบรับที่ดี

จากจุดแจ้งเกิด เป็น 1 ใน 6 ผู้กำกับภาพยนตร์แฟนฉัน หากเวลาก็เดินมา 10 กว่าปีแล้ว ทั้ง 6 คนต่างมีเส้นทางของตัวเอง

ปัจจุบัน ทรงยศ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์ และผู้บริหารบริษัท นาดาว บางกอก มีผลงานหลายอย่าง ตั้งแต่ซีรี่ส์ Stay ซากะฉันจะคิดถึงเธอ Hormones วัยว้าวุ่น ภาพยนตร์ คอนเสิร์ต Bodyslam นั่งเล่น ภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน ห้าแพร่ง ตอน Backpacker ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น และเด็กหอ

“ผมพยายามเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำ อาจเพราะขี้เบื่อ พอเบื่อจะไม่มีแพสชั่น ยิ่งทำงานโปรดักชั่นมันเหนื่อย ถ้าไม่มีแพสชั่นมันจะยิ่งยาก ต้องให้มีสิ่งใหม่ๆ กับชีวิต จะได้มีแรงบันดาลใจ แต่พอเราไม่เคยทำเราก็จะกลัวแล้วไม่มั่นใจคือมันมีเส้นบางๆ อยู่ระหว่างความกลัวกับความมั่นใจ เพราะพอผมกลัวจะยิ่งทำเยอะขึ้น ทำการบ้านหนัก ให้เวลากับมันเยอะขึ้น ไม่ชอบทำอะไรที่มั่นใจมากๆ เมื่อเรามั่นใจมาก ทำงานชิลได้ ก็จะเกิดความรู้สึกเบื่อ”

โลกของกีฬา ชีวิตของวัยรุ่น

ผลงานล่าสุดที่กำลังออกอากาศอยู่คือโปรดิวเซอร์โปรเจกต์ เอส เดอะ ซีรี่ส์ (Project S The Series) ซีรี่ส์วัยรุ่นที่ก้าวข้ามพ้นวัยในมุมมองที่เข้มข้นกับ 4 กีฬา วอลเลย์บอล แบดมินตัน สเกตบอร์ด และยิงธนู

เขาอยู่เบื้องหลัง ผลักดันและเปิดโอกาสให้กับ 4 ผู้กำกับรุ่นใหม่ที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ซีรี่ส์ Hormones วัยว้าวุ่น ได้ขึ้นมาเขียนบทและกำกับการแสดง“ย้อนไปตอนทำฮอร์โมน เนื้อหาแรงและตรง เราใช้เวลาในการอธิบาย ก็มีคนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แล้วโปรเจกต์นี้ผมอยากผลักดันน้องๆ (เสือ-พิชย จรัสบุญประชา, บอส-นฤเบศ กูโน, พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ และกุ๊ก-ธนีดา หาญทวีวัฒนา) ได้เขียน ได้กำกับ เติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ เลยให้ทำโปรเจกต์ที่ง่ายกว่า คอนเทนต์ที่โพสิทีฟ

เลือกทำซีรี่ส์กีฬา เพราะตอนเด็กเคยดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นนั้นเป็นแรงบันดาลใจเรา แล้วเราไม่ค่อยเห็นซีรี่ส์ไทยที่เล่าภาพกีฬาจริงๆ เห็นแค่แบ็กกราวด์

เราเริ่มต้นจากโจทย์นี้ แต่อยากพูดประเด็นอะไร เพราะสุดท้ายมันต้องมีเรื่องตัวละคร มนุษย์ ความสัมพันธ์ เราไม่สามารถเล่าเรื่องกีฬา การแข่งขันแห้งๆ ถ้ามันไม่มีการสัมพันธ์ การเรียนรู้ เติบโต มันไม่ใช่แค่สปอร์ต มันต้องมีสปิริตด้วย

สปิริตคือน้ำใจนักกีฬาในการแข่งขัน คนดูเรื่องนี้ไม่ใช่นักกีฬา แต่สามารถอะแดปสปิริตนักกีฬามาใช้ในชีวิตจริงได้บ้าง เช่น ดูกีฬาโอลิมปิก ตอนแรกโดนนำแต่สุดท้ายพลิกมาชนะได้ แสดงให้เห็นว่าตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้เรายังสู้ต่อมันมีโอกาสที่จะชนะ วันนี้เรายังทำอะไรไม่สำเร็จเรื่องอะไรก็ตาม ถ้ายังไม่หมดเวลาเรายังมีโอกาสชนะ นี่คือสปิริต ถ้าซีรี่ส์จะพูดมันควรจะเชื่อมโยงให้คนดูเข้าไปได้ด้วย”

เรื่องการนำเสนออาการป่วยไข้อย่างโรคออทิซึม โรคซึมเศร้า เข้าไปในซีรี่ส์ 2 เรื่อง คือ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ กับ SOS Skate ซึม ซ่าส์ นั้น

“บอสอยากเล่าเรื่องแบดมินตันที่เล่นหน้าบ้านได้ ครอบครัวเล่นด้วยกันได้ ก็พัฒนาบทพูดเรื่องคนที่มีคาแรกเตอร์พิเศษ ก็ไปค้นพบว่าเขาสนใจคนมีภาวะออทิซึม มันเป็นเรื่องที่รีเสิร์ชก็เจอทีละอย่าง ก็นำพาเรื่องไป

สำหรับเรื่องโรคซึมเศร้า เราเขียนบทกันตั้งแต่โรคนี้ยังไม่ถูกพูดถึงบ่อยขนาดนี้ ซึ่งซีรี่ส์ออกอากาศจังหวะนี้พอดี (ทุกวันเสาร์ ทางช่องจีเอ็มเอ็ม 25)

พัฒนาบทจากสเกตบอร์ดจะเล่ามันให้อยู่บนตัวละครแบบไหนให้น่าสนใจ พัฒน์เลยค้นเจอคนมีปัญหาเรื่องโรคซึมเศร้า คนเหล่านี้มีทัศนคติไม่เข้มแข็ง แต่พอลงไปทำความเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องทัศนคติ เป็นเรื่องสารเคมีในร่างกาย

แล้วนำมาเชื่อมโยงกับสเกตบอร์ดที่ผู้ใหญ่มองว่ามันเป็นกีฬาจริงๆ หรือเป็นสิ่งที่วัยรุ่นมั่วสุมกัน แต่สเกตบอร์ดพอขึ้นไปยืนมันมีความอิสระ รู้สึกฮอร์โมนในร่างกายมันหลั่ง คนเป็นโรคซึมเศร้าฮอร์โมนในสมองไม่สมดุล กีฬาอย่างนี้อาจจะเยียวยาโรคซึมเศร้าบางคนได้ จนถูกจับมาเชื่อมโยง”

ทั้ง 4 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่ากีฬาสามารถพัฒนา ปรับปรุงพฤติกรรมและทัศนคติของมนุษย์ได้ “อย่างเรื่อง Spike วอลเลย์บอล เสือสนใจกีฬาประเภททีม เหมือนสปิริตเล่นทีม ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เขาอยากเล่าเรื่องทีมวอลเลย์บอล แต่สมาชิกไม่ยอมรับกันเลยทำให้ทีมมีปัญหา

มีมุมหนึ่งที่เสืออยากพูด คนไทยมักมองว่านักวอลเลย์บอลมักเป็นตุ๊ด เกย์ เขาจึงนำเสนอนักวอลเลย์บอลชายแท้ ซึ่งในชีวิตจริงก็ผู้ชายแท้ๆ เยอะไปหมด อยากแก้แอดติจูดนี้ ที่คนมองผู้ชายเล่นวอลเลย์บอลว่าไม่ใช่ผู้ชาย

เรื่องสุดท้าย Shoot, I Love You เป็นผู้กำกับหญิงคนเดียว กุ๊กไม่เล่นกีฬา บางทีคนไม่ได้เล่นกีฬาอาจมีมุมมองที่น่าสนใจก็ได้ ถ้าเขาเลือกเล่นกีฬาเขาจะเลือกเล่นอะไร

แล้วกุ๊กสนใจยิงธนู เขารู้สึกว่าไม่ต้องออกแรงเยอะ บางคนเล่นกีฬากลัวเหนื่อย ขี้เกียจ แต่พอไปรีเสิร์ชค้นพบว่าจริงๆ ยิงธนูใช้แรงเยอะมากเลย ใช้ร่างกาย กล้ามเนื้อ สมาธิต้องนิ่งก่อนจะปล่อยออกไป เหมือนการควบคุมหายใจ เขาได้ค้นพบว่าการยิงธนูคือการควบคุมสมาธิ สติ มันน่าสนใจ จึงเอามาเล่าผ่านวัยรุ่น 4 คน ที่เรียนรู้เติบโตไปกับกีฬานี้”

สิ่งที่ ทรงยศ คาดหวังกับโปรเจกต์ เอส เดอะ ซีรี่ส์ “ถ้าผู้ชมอินกับตัวละครได้ เราถือว่าประสบความสำเร็จ ถ้าผู้ชมผูกพัน เอาใจช่วย เรียนรู้ ละครเราประสบความสำเร็จ แต่โปรเจกต์ เอส เราคาดหวังไกลกว่านั้น ถ้าคนอยากเล่นกีฬา หรือดูแล้วรู้สึกเล่นกีฬาแล้วเท่ อยากเป็นนักกีฬา ดูแล้วอยากออกมาเล่นกีฬามากกว่าเล่นเกม อันนั้นเป็นผลพลอยได้ที่อยากได้

เหมือนตอนที่ผมเด็กๆ ทีมญี่ปุ่นไม่ได้เก่งฟุตบอลเลย แต่เขามีการ์ตูนกัปตันซึบาสะ ที่สร้างชาติ เขาอยากให้คนญี่ปุ่นพัฒนาอะไร เขาจะสร้างเรื่องในการ์ตูน จะปลูกฝังกับเยาวชนรุ่นใหม่ คนของเขาได้เสพงานก็จะเติบโตมามีสิ่งเหล่านั้นอยู่กับตัว หลังจากยุคนั้นคนญี่ปุ่นก็เก่งฟุตบอลขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเป็นทีมเอเชียติดฟุตบอลโลก”

ละครสะท้อนสังคม (ดีๆ) ก็มี

เป็นกระแสขึ้นมาว่า ซีรี่ส์จากค่ายนาดาว บางกอก เปลี่ยนแปลงวงการละครโทรทัศน์ไทย ซึ่ง ทรงยศ ชี้แจงว่า “ตอนเราทำซีรี่ส์ไม่ได้คิดว่าจะเปลี่ยนแปลงวงการ เรายังเด็กน้อยมาก แต่เราทำงานอะไรก็ตาม เราจะใส่ทัศนคติของเราลงไป

เรามีแอดติจูดเรื่องนี้ยังไง อย่างฮอร์โมน กว่าจะผ่านปัญหาวัยรุ่นเราจะต้องเข้าใจกันก่อน ดูตั้งแต่ปัญหาของครอบครัว ด้วยแอดติจูดของเราแบบนี้ เราเลยทำฮอร์โมนออกมา ซึ่งเราก็คิดว่าผู้ใหญ่จะเข้าใจเราไหม แต่จริงๆ ผู้ใหญ่ในสังคมไทยเปิดกว้างกว่าที่เราคิด เขาเข้าใจเราว่าทำสิ่งนี้ดังนั้นเวลาเราทำงานจะให้ผู้กำกับ คนเขียนบท ใส่แอดติจูดของเขาอย่างเต็มที่”

สำหรับคำว่าละครสะท้อนสังคม ทรงยศ มีมุมมองที่ห่วงการใช้คำนี้ “ละครสะท้อนสังคม พอเล่าเรื่องแรงๆ ก็ใช้คำว่าละครสะท้อนสังคม ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าละครสะท้อนสังคมเหมือนคำแซะ เพราะละครที่เล่าเรื่องดีๆ ตรงๆ สะท้อนดีๆ ก็มีจริง ไม่อยากให้เอาไปบิดเบือนเข้าใจผิด

สุดท้ายผมยังเชื่อว่าแอดติจูดของคนทำงาน ที่เรามีทัศนคติ เราพูดผ่านงานของเรา เชื่อว่าถ้าคนทำงานมีทัศนคติอะไรจะออกมาในงานของเขา ละครสามารถทำให้คนดูได้เรียนรู้และเติบโตไปกับมันได้

ผมทำฮอร์โมนเราก็ทำจากเจตนาที่ดี อยากทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจวัยรุ่น ซึ่งตรงนี้เราก็ได้เรียนรู้ผิดถูกไปกับมัน คือในพาร์ตหนึ่งเราให้ไผ่ต่อยตี สไปรท์มีอะไรกับผู้ชายหลายคน เราได้เรียนรู้มันเป็นดาบสองคม ที่เด็กวัยรุ่นเอาไปเป็นตัวอย่างเลียนแบบพอทำฮอร์โมน ซีซั่น 2 เราระวังมากขึ้น อย่างการสูบบุหรี่ เราพูดถึงแค่ตอนพ่อหมอกเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ ทำให้หมอกเลิกสูบบุหรี่ พอมาถึงฮอร์โมน ซีซั่น 3 ไม่มีตัวละครสูบบุหรี่

ในฐานะคนทำสื่อเราก็เรียนรู้ไปด้วย ไม่ใช่การทำงานของเราจะไม่มีผิดพลาด แต่เมื่อพลาดเรายอมรับและแก้ไข”

เมื่อมีทัศนคติและแรงบันดาลใจในการทำงานแบบนี้ผลงานที่จะได้เห็นทางหน้าจอโทรทัศน์หรือผลงานภาพยนตร์จากฝีมือ ทรงยศ สุขมากอนันต์ จึงมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เราจะได้เห็นมิติใหม่ๆ ของคน โดยเฉพาะวัยรุ่น ที่ผู้กำกับคนนี้ให้ความสนใจ

เพราะวัยรุ่นเชื่อมโยงกับคนทุกวัย โยงใยถึงรากฐานครอบครัว และสังคมที่หล่อหลอม ผลักดันเข้าอย่างซึมลึกไปสู่จุดหนึ่ง และเราในบทบาทผู้ชมก็จะได้เรียนรู้เติบโตไปกับตัวละครที่เขานำมาสื่อสาร ตามแต่สิ่งที่เขาเลือกอยากจะบอก และคิดเห็นกับเรื่องเหล่านั้นเยี่ยงไร

 

%d bloggers like this: