สัตว์เลี้ยงสวยงาม

All posts tagged สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ชูการ์ไกลเดอร์ จิงโจ้ร่อน ลู่ลม

Published April 6, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

ชูการ์ไกลเดอร์ จิงโจ้ร่อน ลู่ลม

10 กว่าปีก่อน เจ้าสัตว์เลี้ยงตัวจิ๋ว มีกระเป๋าหน้าท้องคล้ายจิงโจ้ แต่ลักษณะภายนอกด้วยรูปร่างลักษณะคล้ายกระรอก ทั้งยังมีพังผืดด้านข้างลำตัว ทำให้มีความสามารถมากกว่ากระรอกทั่วไป คือสามารถร่อนตัวเองจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งได้ เพิ่งเริ่มเข้ามาในเมืองไทยหมาดๆ ทำให้ราคาซื้อขายในยุคนั้นค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบัน แม้ราคาจะถูกลงเหลือเพียงหลักร้อย แต่ความนิยมก็ไม่ได้ลดลง

ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงจะเรียกสัตว์เลี้ยงน่ารักชนิดนี้สั้นๆ ว่า ชูการ์ ชื่อเต็มๆ ของเจ้าจิงโจ้ร่อน หรือจิงโจ้บิน คือ ชูการ์ไกลเดอร์ (Sugar glider) ซึ่งชื่อเรียกมีที่มาจากพฤติกรรมที่ชอบกินยางไม้จากต้นไม้ และอาหารที่มีรสชาติหวานในธรรมชาติ

ตามตำราบอกว่า ชูการ์ไกลเดอร์ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในอันดับสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง จำพวกพอสซั่ม เนื่องจากตัวเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้อง ใช้สำหรับให้ลูกอ่อนอาศัยอยู่จนกว่าจะโตได้ที่

ชูการ์ไกลเดอร์ เป็นสัตว์ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ตั้งแต่ 6-10 ตัวขึ้นไป แต่ละฝูงจะมีการกำหนดอาณาเขตของตัวเองอย่างชัดเจน ตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูงจะปล่อยกลิ่นเพื่อกำหนดอาณาเขตของตนเอง อายุเฉลี่ย 10-15 ปี ตามธรรมชาติชูการ์ไกลเดอร์ จะอาศัยอยู่บนต้นไม้ ทำให้มีเล็บที่แหลมคมใช้เกาะ เพื่อกระโดดข้ามจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง

จุดเด่นของชูการ์ไกลเดอร์ คือความสามารถในการบินได้ ซึ่งเกิดจากพังผืดข้างลำตัวจากขาหน้าไปถึงขาหลังเพื่อลู่ลมเวลาร่อน เช่นเดียวกับกระรอกบิน หรือ บ่าง

อันที่จริง ชูการ์ไกลเดอร์เป็นสัตว์ขนาดเล็ก น่ารัก ไม่ดุร้าย ไม่ก้าวร้าว ทำให้ชูการ์ไกลเดอร์ได้รับความนิยมนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง และแม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงก็สามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว

ตั้งแต่ชูการ์ไกลเดอร์เริ่มเข้ามาแพร่หลายในเมืองไทย คุณนทิตา ศรีวัฒนะ หรือ ป้าแป๋ว ก็เป็นหนึ่งคนที่สนใจเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์ แม้จะเริ่มจากการซื้อมาเพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเล่นภายในบ้าน เพราะเห็นว่าเป็นสัตว์แปลกใหม่ ยังมีน้อยในเมืองไทย แต่เมื่อป้าแป๋วตัดสินใจเลี้ยงแล้ว ก็ศึกษาเรื่องราวของชูการ์ไกลเดอร์จากหนังสือและเว็บของต่างประเทศ เพื่อให้แน่ชัดถ่องแท้ในการเลี้ยงดู ไม่ให้ผิดไปจากธรรมชาติเดิม

เพราะมีความชอบสัตว์ในกลุ่มเอ็กโซติกเพ็ดเป็นทุนเดิม เมื่อเริ่มเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์ก่อน 2 ตัวแรก ก็เริ่มเห็นความแตกต่างว่าชูการ์ไกลเดอร์แต่ละตัว ไม่เฉพาะความแตกต่างในเรื่องสี แต่รูปร่าง รูปหน้า ลักษณะบางประการก็มีความแตกต่างกันด้วย ทำให้ป้าแป๋วเริ่มซื้อเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามความชอบ เพื่อให้มีชูการ์ไกลเดอร์ที่แตกต่างกัน

เมื่อยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กเริ่มมีบทบาท ก็เริ่มมีเว็บที่เปิดเฉพาะคนเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์ ซึ่งขณะนั้นมีเพียง 1-2 เว็บไซต์เท่านั้น ป้าแป๋วก็เป็นบุคคลหนึ่งที่เป็นที่รู้จักดีของเว็บคนเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์ในยุคนั้น

ป้าแป๋ว เป็นที่รู้จักแพร่หลายก็เนื่องจากให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์ เธอพยายามถ่ายทอดความรู้เท่าที่มี เพราะทราบดีว่า ชูการ์ไกลเดอร์ แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย แต่ต้องเอาใจใส่และมีความละเอียดมากพอ จึงจะเลี้ยงได้ดีและรอด

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ป้าแป๋วก็ทำฟาร์มชูการ์ไกลเดอร์ จากเพียงแค่คิดเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเล่นภายในบ้าน เมื่อเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีคนมาขอซื้อ ป้าแป๋วก็ใจดีแบ่งปันขายไปตามความเหมาะสม และเมื่อถามไถ่กันมามากเข้า จึงลาออกจากงานประจำ มาจริงจังกับการทำฟาร์มชูการ์ไกลเดอร์ถึงปัจจุบัน รวมเวลา 14 ปี ระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ ทำให้เชื่อได้ว่า ชูการ์ไกลเดอร์จากฟาร์มป้าแป๋ว เป็นชูการ์ไกลเดอร์ที่ได้คุณภาพ

“ตอนเลี้ยงจนมีลูกชูการ์ไกลเดอร์ระยะแรก มีคนมาขอซื้อก็ขาย เดือนหนึ่งได้ลูกชูการ์ไกลเดอร์ถึง 5 ตัว แต่ก็ไม่พอขาย ราคาซื้อขายยุคนั้น อยู่ที่ตัวละ 2,500-3,000 บาท”

ป้าแป๋ว ให้ความรู้ว่า ชูการ์ไกลเดอร์ เป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง การผสมพันธุ์ในตัวผู้และตัวเมีย ต้องให้ตัวผู้และตัวเมียมีความคุ้นชินกันเอง และตัวผู้จะต้องเก่งกว่าตัวเมีย สามารถควบคุมตัวเมียได้ จึงจะผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวนั้นๆ ได้ แต่ถ้าพบว่าตัวผู้หรือตัวเมียมีลักษณะไม่โลดโผน นุ่มนิ่มคล้ายกัน เมื่อปล่อยให้อยู่ด้วยกันนานแล้ว ตัวเมียยังไม่ตั้งท้อง ก็อาจเป็นไปได้ว่า ชูการ์ไกลเดอร์ตัวผู้และเมียนั้น รักกันแบบพี่น้อง แต่หากผู้เลี้ยงมีความตั้งใจซื้อเพื่อนำมาผสมพันธุ์ให้ได้ลูกชูการ์ไกลเดอร์ และไม่แน่ใจ ควรเช็กสุขภาพของเพศผู้ด้วยการนำไปตรวจความแข็งแรงของน้ำเชื้อ ส่วนในเพศเมียให้สังเกตจากกระเป๋าหน้าท้อง หากปากกระเป๋าหน้าท้องตื้น หรือปากกระเป๋าไม่เปิด โอกาสผสมไม่ติดลูกสูงมาก

ชูการ์ไกลเดอร์เพศเมีย จะเริ่มเป็นสัดในอายุ 6 เดือน แต่วัยเจริญพันธุ์ของชูการ์ไกลเดอร์ที่เหมาะสมควรมีอายุระหว่าง 8-10 เดือน หรือมากกว่า รวมถึงสุขภาพของชูการ์ไกลเดอร์ตัวนั้นๆ ด้วย

ในการตั้งท้องของชูการ์ไกลเดอร์ หากผู้เลี้ยงเห็นขณะที่มีการผสมระหว่างเพศผู้และเพศเมีย ให้นับจำนวนวันคลอดของลูกชูการ์ไกลเดอร์ ระหว่าง 15-21 วัน แต่ถ้าไม่เห็นขณะผสมพันธุ์กัน ควรสังเกตพฤติกรรมของชูการ์ไกลเดอร์เพศเมีย หากตั้งท้องจะชอบเก็บตัว แอบมุมใดมุมหนึ่ง เลียกระเป๋าหน้าท้องบ่อย มีคราบเหนียวๆ (น้ำลาย) เลอะบริเวณหน้าท้อง กินเก่ง และดุมากขึ้น

“ถ้าต้องการให้ชูการ์ไกลเดอร์ตั้งท้อง ควรให้อาหารบำรุงสุขภาพ ดูแลชูการ์ไกลเดอร์อย่างใกล้ชิด เพราะหากชูการ์ไกลเดอร์สุขภาพไม่ดี ขาดสารอาหาร เมื่อตั้งท้องคลอดลูกออกมาจะกินลูกตัวเอง”

ป้าแป๋ว บอกว่า หลังชูการ์ไกลเดอร์คลอดลูก ผู้เลี้ยงจะยังไม่เห็นลูกชูการ์ไกลเดอร์จนกว่าลูกชูการ์ไกลเดอร์จะมีอายุประมาณ 4 เดือน จึงจะโผล่ออกมาบริเวณหน้าท้องให้เห็น และจะกลับเข้าไปอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องของแม่อีกไม่ได้ เพราะตัวใหญ่ขึ้น เมื่อชูการ์ไกลเดอร์คลอดลูกออกมาจะเลียปากกระเป๋าเป็นทางน้ำลายเปียก ให้ลูกกลิ้งเข้ามาและฝังตัวเข้าไปในกระเป๋าหน้าท้องของแม่ นั่นหมายถึง ชูการ์ไกลเดอร์คลอดลูกแล้ว และตลอดเวลาที่คลอดออกมา ลูกชูการ์ไกลเดอร์จะอาศัยอยู่ภายในกระเป๋าหน้าท้อง เพราะภายในกระเป๋าหน้าท้องของแม่ชูการ์ไกลเดอร์มีนม 4 เต้า ไว้เลี้ยงลูก ในแต่ละครั้งของการคลอดลูกของชูการ์ไกลเดอร์จะได้ลูกชูการ์ไกลเดอร์ เฉลี่ย 1-3 ตัว

การให้อาหารอย่างสมบูรณ์กับชูการ์ไกลเดอร์ที่เลี้ยงไว้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้เลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างที่ชูการ์ไกลเดอร์เลี้ยงลูก

อาหารของชูการ์ไกลเดอร์ ป้าแป๋ว แนะนำว่า เป็นอาหารหลักครบ 5 หมู่เหมือนคน อาหารของชูการ์ไกลเดอร์ ได้แก่ แมลง หนอนนก จิ้งหรีดนึ่ง จิ้งหรีดสด ผลไม้หวาน และนม การให้อาหารควรมีไว้สลับสับเปลี่ยน การให้นมกับชูการ์ไกลเดอร์เป็นเรื่องดี เพราะชูการ์ไกลเดอร์เป็นสัตว์เล็ก หากขาดแคลเซียม อาจทำให้เป็นอัมพาตเฉียบพลัน ขาหลังอ่อนแรง และไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

การให้อาหารอย่างสมบูรณ์ในช่วงที่ชูการ์ไกลเดอร์เลี้ยงลูก เป็นสิ่งจำเป็น หากชูการ์ไกลเดอร์ขาดโปรตีน จะกินลูกตัวเอง และถ้าชูการ์ไกลเดอร์ขาดน้ำ ก็จะกินลูกตัวเองเช่นกัน

การทำความสะอาดชูการ์ไกลเดอร์ด้วยการอาบน้ำ หากไม่จำเป็นไม่ควรอาบน้ำให้กับชูการ์ไกลเดอร์ เนื่องจากชูการ์ไกลเดอร์เป็นสัตว์ขนหนาสองชั้น หากอาบน้ำแล้วเช็ดไม่แห้ง มีโอกาสเป็นเชื้อราที่ผิวหนัง หากชูการ์ไกลเดอร์เป็นเชื้อราที่ผิวหนังจะเริ่มคัน เมื่อคันมากจะเริ่มกัด ขนร่วง หรือเป็นโรคขี้เรื้อน ในที่สุด

ป้าแป๋ว บอกด้วยว่า การแยกลูกชูการ์ไกลเดอร์ออกจากกระเป๋าหน้าท้องของแม่ ทำได้เร็วที่สุดคือ ชูการ์ไกลเดอร์มีอายุ 2 เดือน 15 วัน หากเข้าไปยุ่งกับแม่ชูการ์ไกลเดอร์ก่อนหน้านั้นมากเกินไป โอกาสที่แม่ชูการ์ไกลเดอร์จะกินลูกตัวเองมีสูง แต่การแยกลูกชูการ์ไกลเดอร์ออกมาก่อนอายุ 4 เดือน ก็มีความเสี่ยงที่ลูกชูการ์ไกลเดอร์จะเสียชีวิต

“ถ้าจะแยกออกมาก่อน คนเลี้ยงต้องเลี้ยงเป็น ต้องใช้นมแมวหรือนมชูการ์ไกลเดอร์เท่านั้น และต้องป้อนนมทุกๆ 2-4 ชั่วโมง ตามการเจริญเติบโตของลูกชูการ์ไกลเดอร์ ซึ่งหากผู้เลี้ยงมีความอดทนมากพอ ก็สามารถทำได้”

ชูการ์ไกลเดอร์ กับการเลี้ยงในยุคปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียม ที่มีพื้นที่ไม่กว้างนัก ป้าแป๋ว บอกว่า ควรหากรงไว้สำหรับให้ชูการ์ไกลเดอร์นอน หากผู้เลี้ยงอยู่บ้านก็ปล่อยให้ออกมาเล่นนอกกรงได้ แต่ควรระวังสัตว์อื่นที่อาจมาทำร้ายชูการ์ไกลเดอร์ และควรระวังช่องลม ฝ้าเพดาน แอร์ เพราะชูการ์ไกลเดอร์ เป็นสัตว์อยากรู้อยากเห็น ซุกซน หากหลุดหายออกไปภายนอก โอกาสเสียชีวิตสูงมาก ส่วนการทำกรงนอนให้กับชูการ์ไกลเดอร์ ควรมีเปลนอน ผ้า และบ้านนอนให้ด้วย นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงที่สนิทกับชูการ์ไกลเดอร์ ไม่ควรนำชูการ์ไกลเดอร์นอนด้วย เพราะอาจพลิกทับชูการ์ไกลเดอร์ตาย ซึ่งการนอนควรปล่อยให้นอนในกรงนอนดีที่สุด

สำหรับกรงชูการ์ไกลเดอร์ หากมีพื้นที่แคบควรให้กรงมีความสูง เพื่อให้ชูการ์ไกลเดอร์ปีนขึ้นและร่อนตัวลงมา แต่ถ้ากรงมีความกว้างตามแนวนอนมาก ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้กรงสูง เพราะชูการ์ไกลเดอร์มีพื้นที่สำหรับวิ่งเล่นแล้ว

ปัจจุบันป้าแป๋ว มีพ่อแม่พันธุ์ชูการ์ไกลเดอร์ ประมาณ 350 คู่ แต่ไม่ได้ผสมทุกคู่ เพราะบางคู่อายุมากแล้ว สนใจสอบถามเพิ่มเติม ป้าแป๋วยินดีให้คำแนะนำในการเลี้ยงชูการ์ไกลเดอร์อย่างถูกวิธี หรือต้องการลูกชูการ์ไกลเดอร์คุณภาพ ติดต่อได้ที่ คุณนทิตา ศรีวัฒนะ (ฟาร์มป้าแป๋ว) หมู่บ้านเดอะเลกาซี่ปิ่นเกล้า ซอยบางแวก 85 กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (081) 555-6177 หรือเฟซบุ๊ก : ชูก้าไกรเดอร์ ฟาร์มป้าแป๋ว

รักเดียว ของค็อกกะเทล ขี้อ้อน

Published March 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

รักเดียว ของค็อกกะเทล ขี้อ้อน

ส่วนใหญ่คนรักนก เมื่อได้เลี้ยงนกก็มักจะไม่เลี้ยงนกเพียงชนิดเดียว แต่จะเลี้ยงหลายชนิดที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อการดูแล เช่น กลุ่มคนรักนกปากขอ ก็จะมีนกเลิฟเบิร์ดเลี้ยงให้เห็น ตามมาด้วยนกค็อกกะเทล หรือ ซันคอร์นัว เลี้ยงร่วมอยู่ด้วย และอาจจะมีชนิดนกที่มากกว่านั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด ขึ้นอยู่กับความชอบความรักของแต่ละบุคคล

เช่น คุณวิโรจน์ ไปล่ปลดทุกข์ ที่หลงใหลในสัตว์ปีกหลากสีสันมากตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก็ซื้อมาเลี้ยงด้วยความรัก เริ่มต้นจาก 3 คู่ และคุณวิโรจน์เลือกนกเลิฟเบิร์ดทั้ง 3 คู่ เพราะรู้สึกรักในสีสันของเลิฟเบิร์ด คุณวิโรจน์ บอกว่า เขารู้สึกว่า นกเลิฟเบิร์ดมีหลายแบบหลายสี มีรายละเอียดในสีสันมากมายให้ได้สะสม หลังจากเลี้ยงได้สักระยะก็เริ่มผสมและได้ลูกนก ความชอบความรักเพิ่มขึ้นเป็นความใฝ่รู้ในเรื่องของการผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้นกสีต่างๆ ได้ลุ้น ได้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ลูกนกออกมา

ลูกนกแต่ละคอกที่ฟักออกมา คุณวิโรจน์ เต็มใจดูแลอย่างดี แต่ด้วยจำนวนที่เริ่มเยอะมากขึ้น ประกอบกับมีคนเริ่มรู้ว่าคุณวิโรจน์เลี้ยงนก จึงมาขอซื้อ ส่งผลให้คนรู้จักคุณวิโรจน์แบบปากต่อปาก ในฐานะคนเลี้ยงนกและมีนกเพาะขายพันธุ์แบ่งจำหน่าย

แม้จะเริ่มต้นจากนกเลิฟเบิร์ด แต่ปัจจุบันนี้ คุณวิโรจน์มีนกที่ดูแลอยู่ 5 ชนิด ได้แก่ เลิฟเบิร์ด ค็อกกะเทล ซันคอร์นัว บลูกรีนชีคคอร์นัว พายแอปเปิ้ลคอร์นัว ที่จำกัดไว้เพียงเท่านี้ เพราะคุณวิโรจน์ ต้องการให้เวลากับนกทุกชนิดอย่างเต็มที่ หากจำนวนมากเกินจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง นกอาจไม่มีคุณภาพ ซึ่งคุณวิโรจน์ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

“เมื่อก่อนตลาดนกดีมาก เช่น นกบลูกรีนชีคคอร์นัว เมื่อ 5 ปีก่อน ราคาคู่ละ 30,000-40,000 บาท แต่ปัจจุบันราคาตกเหลือเพียงคู่ละ 3,000-4,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ราคานกในตลาดจะตกลงจนไม่น่าเลี้ยงหรือทำเป็นอาชีพ แต่เพราะมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บางโอกาสที่นกให้ลูกน้อย หรือออกสู่สายตาคนรักนกน้อย ก็จะทำให้ราคาซื้อขายนกขึ้นตามความต้องการ”

หลังจากนกเลิฟเบิร์ดเปิดตลาดให้คนรู้จักคุณวิโรจน์ นกอื่นๆ ก็เข้ามาสร้างเรื่องราวให้คนรู้จักคุณวิโรจน์ด้วยเช่นกัน และ “ค็อกกะเทล” ก็เป็นนกที่คุณวิโรจน์ เลือกมาให้ได้ทำความรู้จักเพิ่มขึ้นในวันนี้

คุณวิโรจน์ บอกว่า นกค็อกกะเทลเป็นนกขนาดกลาง หางยาว มีหงอน สีสันไม่มากนัก แต่มีความน่ารัก ซึ่งจุดเด่นของนกค็อกกะเทลอยู่ที่ มีความเชื่อง ขี้อ้อน เรียนรู้ได้เร็ว ฉลาด ไม่ร้องเสียงดัง สามารถผสมพันธุ์และให้ไข่ได้ตลอดปี หากต้องการให้นกค็อกกะเทลมีความเชื่อง ควรเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นนกลูกป้อน เพื่อให้คุ้นเคยกับผู้เลี้ยง หานำมาเลี้ยงตอนโต ก็ควรมีเวลาเล่นกับนกบ่อยๆ เพื่อให้นกคุ้นชินและติดผู้เลี้ยง ก็จะกลายเป็นนกเชื่อง ขี้อ้อน ติดเจ้าของในที่สุด

นกค็อกกะเทล เริ่มจับคู่เมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน แต่หากต้องการผสมให้ได้ลูกนก ควรให้นกมีความสมบูรณ์ จึงควรรอให้นกมีอายุ 1 ปีขึ้นไปจึงให้ผสมได้ การผสมพันธุ์หรือการจับคู่ ควรรอให้นกจับคู่กันเองก่อน โดยนกรุ่นให้ปล่อยกรงรวม นกจะจับคู่กันเอง หลังจากสังเกตเห็นว่านกจับคู่กันแล้ว โดยมีพฤติกรรมไซซ์ขนให้กันและกัน บินตามคลอเคลีย แสดงว่านกจับคู่แล้ว ควรแยกนกคู่ดังกล่าวออกไว้กรงต่างหาก และนำรังมาไว้ให้นก นำขี้เลื่อยรองพื้นรังหนาประมาณ 1 เซนติเมตร สำหรับให้นกผสมพันธุ์และฟักไข่

กรณีที่ผู้เลี้ยงซื้อนกลูกป้อนไปเพียงตัวเดียว หลังจากนกโตอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ต้องการให้นกได้รับการผสม ควรหาคู่มาให้นก ซึ่งผู้เลี้ยงควรรู้ก่อนว่านกลูกป้อนของตนเองเป็นเพศใด จากนั้นจึงจะซื้อเพศตรงข้ามมาจับคู่ให้

วิธีดูว่านกเป็นเพศใด คุณวิโรจน์ แนะนำว่า ในนกอายุ 4 เดือน จะแสดงพฤติกรรมให้เห็นชัด นกเพศผู้จะส่งเสียงร้องหรือผิวปากบ่อยครั้ง ส่วนนกเพศเมียจะเงียบ หรือผิวปากนานๆ ครั้ง ซึ่งวิธีสังเกตนี้ได้ผลค่อนข้างแน่นอนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นผู้ที่ไม่แน่ใจ ควรใช้ประสบการณ์ตรวจบริเวณกระดูกเชิงกรานของนก หรือที่เรียกว่า ตะเกียบที่ก้นนก ซึ่งหากเป็นนกเพศผู้ตะเกียบที่ก้นจะชิดและปลายตะเกียบแหลม ส่วนเพศเมียลักษณะตะเกียบนิ่มและห่าง แต่สำหรับผู้เลี้ยงที่ยังไม่มีประสบการณ์ ไม่ควรตรวจสอบเพศด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้นกบาดเจ็บได้

หลังจากนกผสมพันธุ์ไม่นาน แม่นกจะออกไข่ นกค็อกกะเทลให้ไข่ครั้งละ 4-8 ฟอง ขึ้นกับความสมบูรณ์ของแม่นก การกกไข่เป็นหน้าที่ของทั้งพ่อนกและแม่นก พ่อนกกกไข่ในเวลากลางวัน แม่นกกกไข่ในเวลากลางคืน หลังจากไข่ใบแรกเริ่มฟักเป็นตัว จะเว้นวันฟักไข่ใบต่อไป บางครั้งอาจเว้นนานถึง 2 วัน ทำให้ลูกนกจากไข่ที่ฟักใบแรกมีอายุมากกว่าลูกนกที่ฟักจากไข่ใบสุดท้ายหลายวัน

“เพราะเหตุนี้ หากฟักเป็นลูกนกออกมาแล้ว ผู้เลี้ยงควรดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าไข่ครอกนั้นมี 1-4 ตัว ก็ปล่อยให้แม่นกและพ่อนกเลี้ยงลูกเองได้ แต่ถ้าลูกนกที่ฟักออกมามีจำนวนมากกว่า 4 ตัว ต้องเข้าไปช่วยเลี้ยง ด้วยการนำลูกนกที่โตกว่าออกมาเลี้ยงเป็นลูกป้อน หรือหากไม่นำออกมาเลี้ยงเป็นลูกป้อน ก็ควรหมั่นเข้าช่วยแม่นกหรือพ่อนกให้อาหารลูกนก โดยสังเกตกระเพาะว่าเต็มหรือไม่ หากผิวบริเวณกระเพาะอาหารเหี่ยวแสดงว่าไม่มีอาหารหลงเหลืออยู่ ควรหาอาหารป้อนให้กับลูกนก มิฉะนั้น อาจเกิดการสูญเสียลูกนกได้”

อาหารของนกค็อกกะเทล สำหรับคุณวิโรจน์ เห็นว่าอาหารนกก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรมีติดไว้และให้นกกินทุกวัน แต่อาหารเสริมที่ควรมีคือ ข้าวโพดสีเหลืองดิบ ขนมปังแผ่น ใบกะเพราทั้งก้าน และตะไคร้ ข้าวโพดสีเหลืองดิบและขนมปังแผ่น เป็นของชอบของนกค็อกกะเทลอยู่แล้ว ส่วนกะเพราเป็นพืชที่เมื่อนกกินเข้าไปแล้วจะช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหารและช่วยเรื่องของการรักษาร่างกายหากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัด ส่วนตะไคร้นั้น เป็นเสมือนสมุนไพรชนิดหนึ่ง เมื่อนกจิกกินไปแล้ว ส่วนที่เหลือของตะไคร้ก็จะตกตามรังของนก ช่วยไล่มดหรือแมลงที่มารบกวนในรังได้เป็นอย่างดี

หากพบว่านกป่วย โดยสังเกตพฤติกรรมของนกที่แสดงอาการพองขน ยืนหลบมุม ไม่เกาะคอน ควรใช้ยาผงลดไข้ละลายน้ำให้นกกิน แล้วพานกไปตากแดดอ่อนๆ ตอนเช้า เพื่อให้นกได้รับความอบอุ่น ซึ่งส่วนใหญ่หากนกป่วยนกจะต้องการความอบอุ่น ควรพาตากแดดในตอนเช้าช่วยได้มากทีเดียว

นกค็อกกะเทล เป็นนกผลัดขน มีระยะเวลาการผลัดขนตั้งแต่อายุ 4 เดือน 6 เดือน 9 เดือน หลังจากเจริญเติบโตเป็นนกในวัยเจริญพันธุ์แล้ว นกค็อกกะเทลจะผลัดขนปีละครั้งเท่านั้น

ในการผลัดขนแต่ละครั้ง ขนจะทยอยขึ้นใหม่ตามจำนวนขนที่หลุดไป ยกเว้นขนหัก กรณีขนหักไม่ได้หลุดจากโคน ไม่ควรดึงขนนกออก จำเป็นต้องปล่อยให้ขนเส้นนั้นหลุดออกเอง จากนั้นขนจะขึ้นใหม่ตามธรรมชาติ

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงนกค็อกกะเทล และเลี้ยงปล่อย เพราะนกเชื่อง ควรระวังสัตว์เลี้ยงภายในบ้านชนิดอื่น เช่น แมว สุนัข เป็นต้น

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนกค็อกกะเทลคือ ปัญหาเรื่องความไม่สะอาดของกรงและอาหาร อาจทำให้นกถ่ายเหลว ถ่ายติดก้น ซึ่งจะส่งผลให้นกป่วย และเป็นอาการที่หายยาก อาจสูญเสียนกได้ ดังนั้น ควรทำความสะอาดกรงนกให้บ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของนกค็อกกะเทล จะไม่ขี้ในรังนอน ฉะนั้น การทำความสะอาดกรงก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากมากอย่างแน่นอน

การเลือกซื้อนกค็อกกะเทล คุณวิโรจน์ แนะนำว่า ควรเลือกนกที่มีความสมบูรณ์ ดูรูปร่างของนก ความหนาแน่นของขน ความเรียบและมันของขน นิ้วเท้าครบ ดวงตาใส ไม่มีน้ำตาคลอเบ้า หากนกตัวดังกล่าวสภาพขนไม่สมบูรณ์ ก็ควรพิจารณาดูว่านกอยู่ในช่วงผลัดขนหรือไม่ หากอยู่ในช่วงผลัดขน ให้สังเกตดูขนใหม่ที่เริ่มแทงให้เห็น ถ้าเป็นเช่นนั้นแสดงว่านกอยู่ในช่วงผลัดขนจริง ไม่ได้เกิดจากปัจจัยอื่น ก็สามารถเลือกนกตัวนั้นๆ ได้

“สีของนกค็อกกะเทล มีไม่มาก แต่ลูกเล่นในสีพื้นของตัวนกมีหลายแบบ เช่น ลายหยดน้ำ ลายกั๊กเล็ก ลายกั๊กใหญ่ สีซิลเวอร์ก็เป็นสีออกเทาเงินที่ไม่ขาวเสียทีเดียว หรือสีมุก ก็เป็นสีที่บางคนเข้าใจว่า ไม่ค่อยมี แต่จริงๆ แล้ว ทุกสีมีทั่วไป อยู่ที่ผู้เลี้ยงว่าเคยเห็นหรือไม่ หากไม่เคยเห็นก็ต้องอยากได้เป็นธรรมดา สำหรับราคาซื้อขายนกของผม ราคาตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไป”

ปัจจุบัน คุณวิโรจน์มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นกที่จับคู่แล้วจำนวนมาก ทั้งเลิฟเบิร์ด ซันคอร์นัว ค็อกกะเทล บลูกรีนชีคคอร์นัว พายแอปเปิ้ลคอร์นัว หากท่านใดสนใจขอคำแนะนำในการเลี้ยง คุณวิโรจน์ก็ยินดี หรือจะแวะเข้าไปดูที่ฟาร์มก็ทำได้ที่ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ขอเพียงแต่ติดต่อมาล่วงหน้าก่อน ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 783-4992 หรือติดตามดูทางเฟซบุ๊ก : สถานีเลี้ยงนก บ้านสัตหีบ

เทคนิค ทำร็อตไวเลอร์ให้ขี้เล่น สูตรฟาร์มธารารัตน์

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

เทคนิค ทำร็อตไวเลอร์ให้ขี้เล่น สูตรฟาร์มธารารัตน์

ขึ้นชื่อว่าเป็นพันธุ์ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler) หลายๆ บ้านที่ได้ฟังอาจจะไม่ให้ความนิยมว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่สวยงามนัก แต่ความเป็นจริง ร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีโครงสร้างและกล้ามเนื้อสวยงาม และหากได้รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงของสุนัขพันธุ์นี้แล้ว อาจจะจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่มีความฉลาดเฉลียว ฝึกอบรมได้ง่าย และมีความจงรักภักดีกับเจ้าของมากที่สุด

เพราะความพิเศษของเจ้าสุนัขพันธุ์นี้ในด้านของความจงรักภักดีกับเจ้าของ ผนวกไปถึงเรื่องของความขี้สงสัยและความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในตัว ทำให้ดูเหมือนจะเป็นสุนัขที่ไม่อยู่นิ่ง ยิ่งด้วยใบหน้าที่ดูทะมึนด้วยแล้ว ยิ่งสร้างความรู้สึกให้ผู้เห็นเกรงขามและไม่กล้าเข้าใกล้

แต่เมื่อได้พูดคุยกับเจ้าของฟาร์มธารารัตน์ ซึ่งการันตีให้ฟังว่า สุนัขสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์นี้ เป็นสุนัขที่สามารถฝึกได้ และไม่ใช่สุนัขดุอย่างที่คิด

คุณธารา เลี้ยงอำนวย เด็กหนุ่มวัย 26 ปี ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของฟาร์มสุนัขร็อตไวเลอร์ ตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว

คุณธารา เล่าให้ฟังว่า ชอบสุนัขมาตั้งแต่เด็ก คุณตาและคุณยายเลี้ยงสุนัขก็ช่วยเลี้ยง เริ่มแรกก็ชอบทุกสายพันธุ์ แต่เมื่อได้รู้จักสายพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ก็รู้สึกว่าใช่ เพราะเห็นความสง่างาม รูปลักษณ์บึกบึน มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี น่าเกรงขาม จึงมีความคิดจะซื้อพ่อแม่พันธุ์ร็อตไวเลอร์มาเพาะขาย แต่ด้วยความเป็นเด็ก อายุยังไม่ถึง 20 ปี ครอบครัวจึงไม่อนุญาต กระทั่งคุณธารา เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จึงเริ่มเก็บเงินอย่างจริงจัง และตัดสินใจซื้อแม่พันธุ์จากฟาร์มที่มีชื่อเสียงในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และโชคดีที่เจ้าของฟาร์ม ถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ให้อย่างหมดเปลือก ทั้งยังให้โอกาสผสมพ่อพันธุ์ โดยไม่คิดราคา

ระยะแรกที่นำมาเลี้ยง ครอบครัวก็ยังไม่ถูกใจนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มอย่างคุณธารา แสดงให้ครอบครัวเห็นว่า การดูแลสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ และการทำฟาร์มสุนัข เมื่อมีความตั้งใจจริงก็สามารถทำได้ ทำให้ได้รับการยอมรับและส่งเสริมจากครอบครัวในที่สุด

เทคโนโลยีชาวบ้าน ถามถึงข้อข้องใจ เมื่อสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ตกเป็นข่าวกัดเด็กบ่อยครั้ง คุณธารา ให้ความเห็นในมุมของผู้เลี้ยงว่า น่าจะเกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิด เพราะสุนัขทุกตัวนิสัยไม่เหมือนกัน และโดยนิสัยปกติทั่วไปของพันธุ์ร็อตไวเลอร์แล้ว เป็นสุนัขที่ไม่ชอบการบังคับ การกดดัน การกักขัง นิสัยคล้ายเด็ก ชอบการตามใจ ชอบเข้าสังคม ร่าเริง แต่ด้วยมุมมองของผู้เลี้ยงที่ไม่เข้าใจสุนัขพันธุ์นี้จริง คิดว่าดุ จึงเลี้ยงโดยแยกออกจากสังคม เมื่อสุนัขไม่เคยเข้าสังคม ไม่เคยพบคนอื่นนอกจากคนในบ้าน ทำให้กลายเป็นสุนัขที่มีโลกส่วนตัวสูง ไม่สนใจใคร และดุในที่สุด ส่วนกรณีที่กัดเด็ก เมื่อมีความกดดันหลายอย่างก่อนหน้านี้แล้ว และสุนัขมองเด็กเสมือนของเล่น แต่ด้วยวิธีการเล่นที่แรงเกินไป นอกจากนี้ เสียงเด็กยังอยู่โทนเสียงแหลมเล็ก ซึ่งเป็นเสียงที่สุนัขไม่ชอบ อาจจะรบกวนโสตประสาท ทำให้มีโอกาสเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดได้

“ผมอยากบอกให้คนที่คิดอยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ ควรเริ่มต้นจากการไม่อคติกับสุนัขพันธุ์นี้ก่อน จากนั้นศึกษานิสัยของเขา และเลี้ยงดูโดยไม่กดดัน กักขัง หรือบังคับ ให้สุนัขมีสังคม รู้จักกับคนในบ้านและนอกบ้าน ร็อตไวเลอร์ก็เหมือนสัตว์เลี้ยงอื่นที่น่ารัก และสามารถอยู่รวมกับคนในบ้านได้”

คุณธารา เล่าว่า ร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีความเป็นจ่าฝูง หากต้องการเลี้ยงหลายตัว ควรเลี้ยงมาพร้อมๆ กันตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าไม่ได้เลี้ยงด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ควรให้อายุห่างประมาณ 4-5 ปี เพราะเมื่อสุนัขที่เคยเลี้ยงไว้เริ่มแก่ สุนัขเด็กที่เข้ามาใหม่ก็จะโตเต็มวัย โอกาสที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันค่อนข้างน้อย แต่หากวัยเดียวกัน ไม่ได้เลี้ยงมาด้วยกัน เมื่อนำมารวมฝูงจะแย่งกันเป็นจ่าฝูง เกิดการกระทบกระทั่งกัน ไม่ยอมกัน สุดท้ายก็กัดกัน เกิดปัญหาอื่นตามมา

เมื่อถามถึงสภาพอากาศที่เหมาะสม เพราะร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี แต่เมื่อนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งสภาพอากาศร้อนชื้น ก็ควรให้อยู่ในพื้นที่ที่อากาศปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเท ไม่จำเป็นต้องอยู่ห้องปรับอากาศหรือพัดลม และด้วยร็อตไวเลอร์เป็นสุนัขที่มีพลังงานในตัวสูง จำเป็นต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่อต้องออกกำลังกาย จึงควรช่วยเรื่องช่วงเวลาการออกกำลังกาย โดยเลี่ยงพาไปออกกำลังกายในช่วงเช้ามืด หรือพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หรือในกรณีที่จะให้ร็อตไวเลอร์นั่งตากแดด สามารถทำได้ แต่ต้องผ่านการปรับสภาพอากาศมาก่อนหน้าแล้ว

“สุนัขที่นี่ให้อยู่สภาพอากาศปกติ ยกเว้นลูกสุนัข ที่ยังจำเป็นต้องอยู่ห้องปรับอากาศ”

สำหรับการออกกำลังกายจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับร็อตไวเลอร์ เพราะจัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน พลังงานสูง การออกกำลังกายในแต่ละวัน ควรวิ่งอย่างน้อย 5-10 นาทีเท่านั้น หรือระยะทางอย่างน้อย 1 กิโลเมตร หรือจะให้สุนัขเดินก็ทำได้เช่นกัน แต่ถ้าให้แนะนำ คุณธาราอยากแนะนำให้พาไปว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด

ปัญหาทางพันธุกรรมของสุนัขสายพันธุ์นี้คือ โรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งอาการของโรคจะเริ่มแสดงเมื่อสุนัขอายุ 6 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าต้องการคัดกรองสุนัข ไม่ต้องการสุนัขที่มีปัญหาทางพันธุกรรม ก็ควรเลือกซื้อสุนัขที่มีใบรับรองพันธุ์ประวัติ หรือใบเพ็ดดีกรี เพราะจะทราบประวัติของสายพันธุ์ตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย รวมถึงพ่อแม่ของสุนัขตัวดังกล่าว ก็จะสามารถคัดกรองได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและอาจพบได้คือ โรคผิวหนังและไข้หวัด ผู้เลี้ยงก็รักษาตามอาการ ไม่น่าวิตกแต่อย่างใด

เมื่อเอ่ยถึงการเลือกซื้อสุนัข เพื่อคัดกรองปราศจากโรคทางพันธุกรรมแล้ว คุณธาราจึงแนะนำต่อว่า ลักษณะของร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่มียีนเด่น แม้จะได้รับการผสมข้ามสายพันธุ์ ลูกสุนัขที่ได้ก็จะได้รับยีนเด่นไป และลักษณะเด่นของลูกสุนัขก็จะเหมือนกับร็อตไวเลอร์ ทำให้การพิจารณาแค่การดูรูปร่างลักษณะ เพื่อให้ได้สุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์แท้นั้นยาก แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสุนัขไม่มีใบรับรองพันธุ์ประวัติ หรือใบเพ็ดดีกรี ก็ควรพิจารณาเลือกซื้อลูกสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป เพราะจะช่วยเรื่องการสังเกตได้

ร็อตไวเลอร์ยังเป็นสุนัขที่มีโครงสร้างใหญ่ ดังนั้น เมื่อตั้งท้องจะให้ลูกมาก 8-10 ตัว

การตั้งท้องใช้เวลา 60 วัน บวกลบ 2 วัน นับจากวันผสม

การผสมพันธุ์ ฟาร์มธารารัตน์จะปล่อยให้สุนัขผสมกันเอง ยกเว้นในบางตัวจะช่วยจับ เพื่อย่นระยะเวลาการผสม

การคลอด ร็อตไวเลอร์จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือระหว่างคลอด หลังคลอด ฟาร์มธารารัตน์จะนำลูกสุนัขแยกออกจากแม่สุนัข เพื่อป้องกันการถูกทับจากแม่สุนัข เพราะแม่สุนัขมีลักษณะโครงร่างใหญ่ โอกาสทับลูกสุนัขเสียชีวิตมีสูง แต่การแยกลูกสุนัขออกจากแม่สุนัขทันทีนั้น ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเอาใจใส่อย่างละเอียด เพราะต้องพาลูกสุนัขมากินนมแม่สุนัขทุกๆ 2 ชั่วโมง และค่อยๆ ห่างชั่วโมงออกไป จนกว่าลูกสุนัขจะลืมตาและขยับร่างกายเองได้

สุนัขที่จะใช้เป็นแม่พันธุ์ คุณธาราจะให้อาหารเสริมตั้งแต่ยังเป็นสุนัขเด็ก และจะเริ่มผสมเมื่อลูกสุนัขมีอายุอย่างน้อย 1 ปี แต่การออกกำลังกายยังทำได้ไม่มากนักในสุนัขเด็ก เนื่องจากสุนัขเด็กกระดูกยังไม่แข็งแรงพอ การออกกำลังกายมากจะทำให้กระดูกสึกได้

ในแต่ละวัน ฟาร์มธารารัตน์จะเริ่มต้นการดูแลสุนัขในฟาร์มด้วยพาวิ่งออกกำลังกายครั้งละ 1 ตัว กรณีเป็นพ่อพันธุ์หรือรอการประกวด จะเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายมากกว่า จากนั้นทำความสะอาดคอกสุนัข และเริ่มให้อาหาร

อาหารที่ให้ประจำเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารเสริม ได้แก่ เนื้อสัตว์สดขนาดพอคำ ซึ่งแนะนำว่าไม่ควรต้ม เพราะน้ำย่อยของร็อตไวเลอร์ สามารถย่อยอาหารสดได้ดี แต่ถ้าต้องการให้กินชนิดต้ม ไม่ควรให้เป็นโครงไก่ กระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกเป็ด หรือก้างปลา ส่วนปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละวัน ให้พิจารณาจากโครงสร้าง ความสูง และน้ำหนักของสุนัขแต่ละตัว

ในแต่ละปี ฟาร์มธารารัตน์จะผลิตลูกสุนัขออกสู่ตลาดคนรักร็อตไวเลอร์ได้เพียง 4-5 คอกเท่านั้น เพื่อคัดคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ นอกจากนี้ ยังคัดสุนัขไว้ส่งเข้าประกวดในรายการต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาตลอด 6 ปี คุณธาราให้ความสำคัญกับการส่งสุนัขเข้าประกวดด้วยเช่นกัน เพราะความมุ่งมั่นในสนามประกวด ส่งผลให้ฟาร์มธารารัตน์ ขึ้นชื่อและติดอันดับในการประกวดอยู่หลายประเภท

ใครสนใจฟาร์มธารารัตน์ คุณธารายินดีเปิดฟาร์มให้ชมอย่างใกล้ชิด ขอแค่ติดต่อมาก่อนล่วงหน้า ตั้งอยู่ไม่ไกล แค่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ฟาร์มธารารัตน์ คุณธารา เลี้ยงอำนวย โทรศัพท์ (082) 778-0919 หรือติดต่อผ่าน โฟแนนา : ฟาร์มธารารัตน์ ร็อตไวเลอร์ และ Line : tararat Rottweiler

พบความน่ารักและขี้อ้อน ของแมวขาสั้นและหูพับ จาก “มิเหมียวฟาร์ม”

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

พบความน่ารักและขี้อ้อน ของแมวขาสั้นและหูพับ จาก “มิเหมียวฟาร์ม”

ขนยาวนุ่ม ลวดลายที่สวยงาม รวมถึงความขี้อ้อน ดูจะเป็นคุณสมบัติที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนหลงใหลนิยมเลี้ยงเจ้าแมวเหมียวสายพันธุ์ทั้งไทยและต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก

หากจัดลำดับแมวยอดนิยมที่เลี้ยงกันแล้ว สายพันธุ์แมวขาสั้น หรือ munchkin กับ แมวหูพับ Scottish Fold คงอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ถึงแม้ว่าแมวทั้งสองสายพันธุ์นี้จะเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมจนทำให้มีรูปร่างลักษณะแปลกแตกต่างไปจากแมวทั่วไป แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ความน่ารักจนหลายคนอดที่จะต้องควักกระเป๋าหาซื้อมาเลี้ยงจนได้

หากเปิดดูกระทู้ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการเลี้ยงแมวทั้งสองพันธุ์นี้จะพบว่า ทั้งกลุ่มผู้กำลังเลี้ยงอยู่ กับกลุ่มผู้กำลังจะซื้อมาเลี้ยงต่างมีข้อกังวลกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจหรือเชื่อมั่นเรื่องสายพันธุ์แท้เพราะเกรงว่าจะถูกหลอกเมื่อซื้อมาเลี้ยงแล้ว

แต่สำหรับ คุณวิไลรัตน์ กิจนันทิพัฒน์ หรือ คุณปุ๊ก เจ้าของธุรกิจเพาะพันธุ์แมวขาสั้น (munchkin cat) กับ แมวหูพับ (Scottish Fold cat) ที่ขอนแก่น ในชื่อ “mimeow farm” (มิเหมียวฟาร์ม) กล้ายืนยันเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าทุกตัวเป็นแมวแท้

คุณปุ๊ก เล่าว่า ทำอาชีพนี้มาได้สัก 5 ปี ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจทำ เพียงแต่เมื่อปี 2554 หลังจากอพยพหนีน้ำท่วมจากกรุงเทพฯ แถวบางแค มาอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่จังหวัดขอนแก่น ขณะเดียวกัน ด้วยความชอบแมวเป็นนิสัยส่วนตัวจึงติดต่อเพื่อนชาวต่างประเทศเพื่อหาซื้อแมวหูพับมาเลี้ยงไว้คลายเหงาสัก 1 คู่

แมวหูพับพันธุ์ Scottish Fold ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 ในสกอตแลนด์ มีชื่อว่า Susie มีลักษณะเป็นแมวสีขาวที่มีหูพับไปมาทั้งด้านหน้าและหลัง ใบหน้ามีลักษณะคล้ายนกฮูก

แมวพันธุ์ Scottish Fold เป็นแมวขนาดกลางมีลักษณะตัวกลม หัวกลม มีช่วงคอสั้น ดวงตากลมใหญ่ มีช่องกว้าง และแสดงออกถึงความสดใส ความหวาน พวก Fold นี้ มีลักษณะหูแบบตั้งตรงขนาดกลางไปจนถึงหูพับขนาดเล็ก ที่มีมุมพับกว้าง ปลายหูส่วนใหญ่จะกลม หูของลูกแมวจะเริ่มพับในช่วง 2-3 อาทิตย์แรก มีคางที่กลมมน จมูกสั้นโค้ง กว้าง

แมวพันธุ์นี้มักไม่ค่อยส่งเสียง แล้วชอบที่จะคอยดูแลควบคุมในสิ่งที่เจ้าของกำลังทำอยู่ เป็นแมวที่ชอบทำกิจกรรมในระดับปานกลาง พวกมันชอบที่จะเล่น โดยเฉพาะถ้ามีเจ้าของของมันร่วมเล่นด้วย Folds บางตัวไม่ชอบนอนบนตัก แต่พวกมันกลับชอบที่จะอยู่ใกล้ๆ เคียงข้างกับเจ้าของมากกว่า

ไม่นานแมวคู่นี้ได้ให้กำเนิดลูกแมว คุณปุ๊กก็คิดว่าจะเลี้ยงไว้ แต่น้องสาวที่เป็นสัตวแพทย์ทักท้วงว่าไม่ควรเลี้ยงลูกแมวไว้ร่วมกัน เพราะอาจมีการผสมกันเอง จึงตัดสินใจนำไปขายในอินเตอร์เน็ต แล้วก็ขายได้ จึงทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะเพาะแมวขายนับจากนั้น

หลังจาก 3 ปีผ่านไป คุณปุ๊กจึงเกิดความคิดที่ทดลองนำแมวพันธุ์ขาสั้น (munchkin cat) จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงดูบ้าง เพราะมองว่าตลาดแมวพันธุ์นี้ในไทยยังมีไม่มาก จากนั้นจึงลงมือเพาะแมวขาสั้นขายอีก พร้อมกับการขยับขยายจากอพาร์ตเมนต์ไปสู่บ้านหลังใหญ่เพื่อทำธุรกิจเพาะเลี้ยงแมวเป็นอาชีพเต็มตัว แล้วดำเนินการจัดตั้งเป็นฟาร์มจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ในชื่อ mimeow farm

แมวขาสั้น มีชื่อเรียกว่า มันช์กิ้น แคต (Munchkin cat) เกิดจากการเพาะพันธุ์ที่เกิดความผิดปกติทาง DNA หรือที่เรียกว่า การกลายพันธุ์ นั่นเอง ซึ่งหากดูเพียงผิวเผิน มันช์กิ้น แคต ก็ไม่ต่างจากแมวทั่วๆ ไป เพียงแต่เป็นแมวขาสั้น ผิดปกติ กล่าวคือ ขาจะมีความยาวแค่เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของแมวทั่วไป

มันช์กิ้น แคต ถือเป็นแมวสายพันธุ์ใหม่ที่ถือกำเนิดได้ไม่นานมากนัก ถูกพบและเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ประเทศเยอรมนี เดิมทีแมวชนิดนี้ถูกเรียกว่า แมวจิงโจ้ (Kangaroo Cat) ต่อมาเมื่อประมาณปี 1980 นักผสมพันธุ์แมวในอเมริกา ได้ตั้งชื่อให้มันใหม่ว่า มันช์กิ้น โดยตั้งตามชื่อของคนแคระในเรื่อง The Wizard of Oz

ลักษณะทั่วไปของ แมวมันช์กิ้น แคต จัดเป็นแมวขนาดกลางถึงขนาดเล็ก มีทั้งพันธุ์ที่เป็นขนสั้น และขนยาว ลำตัวค่อนข้างกลม แต่ไม่เท่าแมวเปอร์เซีย หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบหูขนาดกลาง ดวงตาโตคล้ายๆ ลูกวอลนัต มีทุกสี ทุกลาย และที่เด่นที่สุดคือเป็น แมวขาสั้น ซึ่งแม้มีรูปร่างแปลก แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยหลงรักแมวมันช์กิ้น แคต อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

เจ้าของฟาร์มแมว ชี้ว่า พ่อพันธุ์ที่ใช้ผสมทั้งสองสายพันธุ์จะต้องมีอายุประมาณ 1 ปีเศษ และกำหนดให้ผสมพันธุ์เพียงปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเมียโทรมเกินไป เนื่องจากมีผลต่อความสมบูรณ์ของลูกแมวที่เกิดขึ้นด้วย โดยแมวที่ปล่อยขายคือแมวที่มีอายุตั้งแต่ 3-4 เดือน และผ่านการฉีดวัคซีนที่กำหนดแล้ว เป็นแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง

“ในแต่ละครอกจะได้ลูกแมวจำนวน 3-4 ตัว และมีความสมบูรณ์ทุกตัว ทั้งนี้ เพราะการผสมแมวแต่ละครั้งจะต้องดูแลเอาใจใส่พ่อ-แม่พันธุ์อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ก่อนการผสมไปจนคลอด มีการให้อาหารหลักและอาหารเสริมตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะแมวขาสั้นที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเนื่องจากพันธุ์นี้มีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง ดังนั้น ทางฟาร์มจึงต้องให้สัตวแพทย์ประจำคือ น.สพ. สุรชัย พัฒนพิมลพันธ์ เข้ามาตรวจสุขภาพแมวอยู่ตลอดเวลาเป็นประจำทุก 3-4 สัปดาห์”

คุณปุ๊กใช้บ้านพัก เลขที่ 163 หมู่ที่ 22 ซอยนวลหง 3 ตำบลบ้านเปิด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ตั้งเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงแมว มีเนื้อที่บ้าน 100 ตารางวา คุณปุ๊ก ชี้ว่า ถ้าหากต้องการทำอาชีพนี้จะต้องให้ความสำคัญทุกอย่างกับแมว ทั้งนี้ เพราะแมวเป็นสัตว์ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง จึงต้องจัดสถานที่ให้เป็นสัดส่วน แล้วจะต้องทำให้โปร่ง สะอาด

ดังนั้น ภายในห้องที่เลี้ยงแมวขนาดยาว 12 เมตร กว้าง 6 เมตร ด้านขวาเป็นกรงแมวจำนวน 8 กรง ส่วนอีกฝั่งจะติดตั้งบ้านแมวไว้ที่ผนังห้องเพื่อให้แมวได้ใช้ปีนป่าย เล่นและพักผ่อน จะเปิดเครื่องปรับอากาศให้แมวทุกวันในช่วงกลางคืน แต่ถ้าเข้าหน้าร้อนจะต้องเปิดเกือบทั้งวันเพื่อป้องกันแมวเครียด

ด้านนอกบ้านยังติดตั้งบ้านพักแมวเป็นหลังไว้กับพนัง โดยในทุกวันตอน 6 โมงเช้า จะปล่อยแมวออกไปดูนกและปลา เพื่อให้พวกเขามีความเพลิดเพลินอารมณ์ดี อันจะส่งผลต่อสุขภาพจิตใจผ่องใส ทั้งยังใช้ตาข่ายคลุมบ้านพักไว้ด้วยเพื่อป้องกันแมวกระโดดหนี และป้องกันสัตว์อื่นที่จะเข้ามาในบริเวณฟาร์ม

แมวทั้งหมดที่คุณปุ๊กเลี้ยงไว้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ มีจำนวนกว่า 20 ตัว มีอายุตั้งแต่ปีเศษไปจนถึง 4 ปี ทุกตัวมีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร “ต” อย่าง Scottish Fold ชื่อ เต้าเจี้ยว อายุ 4 ปี เป็นแมวตัวแรกและเป็นเจ้าของเพจ และ munchkin ชื่อ ต้วมเตี้ยม อายุปีเศษ เป็นเจ้าของเพจชื่อ “ไอ้เตี้ยแมวต้วมเตี้ยม” ที่มีแฟนคลับติดตามมากมาย นอกจากนั้น ยังมีชื่อ ต้าฟู่ แต๊ดแต๋ ติ๊ดตี่ ตุ๋มติ๋ม เต้าฮวย เป็นต้น

ตลาดลูกค้าที่มาซื้อแมวสองสายพันธุ์นี้ คุณปุ๊ก เผยว่า มักเป็นดารา ศิลปิน นักดนตรี หรือตามร้านอาหารที่เลี้ยงแมว อย่างคาเฟ่แมวหลายแห่ง หรือแม้แต่ยังเป็นแมวเซเล็บให้กับผลิตภัณฑ์สินค้าดังหลายยี่ห้อด้วย ทั้งนี้ ลูกค้าของคุณปุ๊กมักมาจากการติดตามเพจและการบอกต่อกันมา

การเลี้ยงแมวอย่างมีคุณภาพ ใส่ใจทุกอย่างทั้งอาหาร สถานที่ ตลอดจนความซื่อสัตย์ต่ออาชีพ โดยไม่คิดจะหลอกลวงลูกค้า รวมถึงการมีอัธยาศัยไมตรีที่ดี ให้คำแนะนำการเลี้ยงแมวอย่างละเอียด ตลอดจนการติดตามผลการเลี้ยงของลูกค้าทุกรายอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่คุณปุ๊กไม่เคยละเลย

ด้วยเหตุนี้ ลูกค้าของมิเหมียวฟาร์มต่างให้ความสนใจอย่างดี บางรายซื้อไปแล้วยังกลับมาซื้อไปเลี้ยงอีก โดยกลุ่มลูกค้าที่ซื้อไปมีทั้งแบบเลี้ยงไว้ดูเล่น แก้เหงา หรือบางรายซื้อไปเพื่อเพาะขาย อย่างไรก็ตาม เป็นการขายผ่านช่องทางทั้งเฟซบุ๊ก การสร้างเพจ เพื่อให้ลูกค้าติดตามความเคลื่อนไหว รวมถึงการบอกต่อกัน

“ทุกท่านที่ต้องการเลี้ยงแมวขอให้ใส่ใจกับแมวของท่านตั้งแต่เริ่มนำเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฉีดวัคซีน อาหาร สถานที่เลี้ยง อย่าใช้นมวัวเลี้ยงแมว เพราะนมวัวไม่ถูกกับแมว ควรใช้นมแพะเลี้ยง ควรมีการถ่ายพยาธิทุก 2 เดือน ต้องเข้าใจก่อนว่าการนำแมวมาเลี้ยงสักตัวจะเกิดต้นทุนทุกด้าน แล้วจะต้องดูแลกันไปจนจากกัน

ฉะนั้น เมื่อคิดจะเลี้ยงแมวต้องถามตัวเองก่อนว่าพร้อมหรือไม่ อย่าไปเลี้ยงตามกระแส พอเบื่อแล้วปล่อยทิ้ง เพราะทุกชีวิตมีค่าควรแก่การดูแลและเอาใจใส่” เจ้าของฟาร์มแมว ฝากทิ้งท้าย

สนใจต้องการหาแมว munchkin หรือ Scottish Fold ที่รับรองคุณภาพ ไว้เลี้ยง เชิญได้ที่ “มิเหมียวฟาร์ม” (mimeow farm) โทรศัพท์ (084) 715-5591 หรือ Line : mimeow_farm หรือติดตามกิจกรรมต่างๆ ของน้องเหมียวที่น่ารัก น่ากอด ทั้ง munchkin cat และ Scottish Fold cat ได้ในเพจ Khonkaen Cattery

เอื้อเฟื้อข้อมูล : http://pet.kapook.com

น้องปั๊ก ยอดสุนัขไฮเปอร์ ขี้เล่น เล่นจริง เจ็บไม่จริง

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 626

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

น้องปั๊ก ยอดสุนัขไฮเปอร์ ขี้เล่น เล่นจริง เจ็บไม่จริง

รู้หน้าไม่รู้ใจ คำโบราณว่าไว้ และน่าจะใช้ได้กับสุนัขสายพันธุ์นี้ ?ปั๊ก? สุนัขที่ได้ชื่อว่า หน้าตาทะเล้น บางครั้งก็ดูจริงจัง แต่โดยนิสัยของปั๊กแล้ว ร่าเริงตลอดเวลา จนไม่รู้ว่าหน้าตาที่เห็นอยู่หมายความว่าอารมณ์แบบไหน ธรรมชาติของปั๊ก จะเป็นสุนัขที่อารมณ์ดี น้อยนักที่จะได้ยินว่าปั๊กดุหรือกัดใคร เว้นเสียแต่ว่าขู่ตามอารมณ์หวงเจ้าของและหวงของเท่านั้น

กลุ่มคนรักปั๊กในไทยมีไม่น้อย จากการพูดคุยกับ คุณฉันทลักษณ์ ภู่เกตุ เจ้าของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ทำให้ทราบว่า ตลาดต้องการสุนัขสายพันธุ์ปั๊กมาก เมื่อพิจารณาจากจำนวนพ่อแม่พันธุ์ในฟาร์มปั๊กบ้านยาย ที่มีอยู่เกือบ 40 ตัว ลูกปั๊กที่ได้มีลูกค้าจองหมดทุกคอก ถึงแม้ว่าฟาร์มปั๊กบ้านยายจะไม่ได้มีที่ตั้งทำเลฟาร์มอยู่ในแหล่งที่ไปมาได้สะดวกก็ตาม

?ปัจจุบัน เรามีพ่อแม่พันธุ์ปั๊กมากเกือบ 40 ตัว แต่ละปีก็มีลูกสุนัขหลายคอก แต่ละแม่ให้ลูกสุนัข 1-11 ตัว ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สนใจเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก?

ฟาร์มปั๊กบ้านยาย ไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือแหล่งที่เดินทางสะดวก เพราะคุณฉันทลักษณ์ เห็นว่าการเลี้ยงสุนัขควรมีพื้นที่ ควรตั้งอยู่ห่างแหล่งชุมชน เพื่อไม่ให้เสียงหรือกลิ่นที่อาจเกิดขึ้นจากสุนัขไปรบกวนเพื่อนบ้าน อีกทั้งครอบครัวของคุณฉันทลักษณ์ ก็มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ในเขตอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร จึงเป็นเรื่องดีที่จะทำฟาร์มสุนัขให้ห่างจากชุมชน

คุณฉันทลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มของการทำฟาร์มสุนัขพันธุ์ปั๊ก เพราะพี่สาวและพี่ชายทำฟาร์มสุนัขพันธุ์ปั๊กอยู่แล้ว เมื่อเห็นครั้งแรกก็รู้สึกชอบ เพราะความมีเสน่ห์ที่หน้าตาของสุนัขพันธุ์นี้ ที่มักจะทำหน้าย่น ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา ในบางครั้งหน้าย่นของสุนัขพันธุ์ปั๊กมองดูเหมือนหน้าบึ้ง แต่แท้จริงแล้วแฝงความตลกไว้ รวมถึงนิสัยของสุนัขพันธุ์ปั๊กที่ออกแนวนิสัยแบบไฮเปอร์ คือไม่อยู่นิ่ง ชอบสำรวจ รื้อ ค้น ขี้สงสัย ด้วยนิสัยเช่นนี้จะสามารถสร้างความสุขให้กับผู้เลี้ยงได้ ทั้งหมดคือเสน่ห์ที่หาได้ยากในสุนัขสายพันธุ์อื่น

?เริ่มต้นด้วยการซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊กมาเลี้ยง 1 คู่ ไม่นานก็ได้ลูกสุนัขคอกแรก และคอกต่อๆ มา แรกๆ ก็เก็บไว้เลี้ยงเอง พอเริ่มเยอะ ก็เริ่มขายให้กับคนที่อยากได้ ราคากันเองในจังหวัดกำแพงเพชร กระทั่งวันหนึ่งมีพ่อค้าคนกลางติดต่อขอซื้อลูกสุนัขในราคาเหมา ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก จนเราคิดว่า เราน่าจะทำฟาร์มขายสุนัขเองจะดีกว่า?

คุณฉันทลักษณ์ มองเรื่องการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคิดจะทำฟาร์มจริงจัง ก็เริ่มมองตลาดมากขึ้น โดยเริ่มแรกทำเพจทางเฟซบุ๊กขึ้นมา เริ่มจากการโพสต์รูปลูกสุนัขน่ารักในอิริยาบถต่างๆ โดยไม่โพสต์ราคาขาย ทำเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะทำให้มีคนติดตามเพจเพิ่มมากขึ้น เมื่อเห็นความน่ารักของสุนัขก็จะเป็นที่มาของการสนใจซื้อของลูกค้าเอง

เหตุผลหนึ่งที่คุณฉันทลักษณ์ มองว่า สุนัขพันธุ์ปั๊ก น่าจะยังคงขายดีตลอด เพราะตามความเชื่อของชาวจีน เชื่อว่าสุนัขพันธุ์ปั๊ก เป็นสุนัขสายพันธุ์ชั้นสูงของจีน เพราะมีรอยพับย่นบริเวณหน้าผากที่คล้ายอักษรจีน หมายถึง ?เจ้าชาย? ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะที่ดีมาก นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสัตว์เลี้ยงมงคล หากเลี้ยงไว้ในบ้านจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข เงินทองไหลมาเทมา ทั้งยังเป็นสุนัขขนสั้นดูแลง่าย จึงเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย

การผลัดขนของสุนัขพันธุ์ปั๊ก จะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้งในฤดูร้อน การผลัดขนก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องช่วยสางเหมือนกับสุนัขพันธุ์ที่มีขนยาว เพราะขนของสุนัขพันธุ์ปั๊กสั้นและเกรียน

สำหรับการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊กให้ตรงตามสายพันธุ์นั้นไม่ยาก คุณฉันทลักษณ์ แนะนำว่า สุนัขพันธุ์ปั๊กมี 4 สี คือ 1. สีขาว เป็นสีที่หายาก แต่ไม่ได้รับความนิยม 2. สีดำ ค่อนข้างหายาก 3. สีฟางข้าว และ 4. สีลูกวัว คล้ายสีฟางข้าวแต่เข้มกว่า ซึ่งการเลือกซื้อสุนัขพันธุ์ปั๊ก นอกจากจะเลือกสีตามใจชอบแล้ว ควรพิจารณาจากลักษณะที่บ่งบอกได้ว่าเป็นพันธุ์ปั๊กแท้ หลักๆ ได้แก่ กะโหลกใหญ่ ตากลมโปน ขาใหญ่ ตัวเตี้ยตัน หน้าผากมีรอยย่นเยอะ ขนสองชั้นหนานุ่มเหมือนกำมะหยี่ โดยสีที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากที่สุด คือ สีฟางข้าว

การเลี้ยงดูสุนัขพันธุ์ปั๊กของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ปฏิบัติกับสุนัขตามธรรมชาติ ในทุกเช้าจะพาเดินเหยาะๆ หรือวิ่งช้าๆ ออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายน้องหมา เนื่องจากสุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสุนัขที่มีจมูกสั้น ไม่มีระบบกรองอากาศ หากอากาศร้อนจะดึงอากาศร้อนเข้าสู่ร่างกายได้เร็วมาก ในช่วงอากาศหนาวก็เช่นกัน จะดึงอากาศหนาวเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว ดังนั้น หากฤดูร้อนหรืออากาศชื้นให้สวมเสื้อ กินน้ำอุ่น พาออกมายืนกลางแดดในช่วงสาย แต่ถ้าอากาศร้อนก็จะให้อยู่ห้องปรับอากาศ ช่วยระบายความร้อนจากร่างกายของสุนัขพันธุ์ปั๊กได้

?การออกกำลังกายของสุนัขเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้กับพ่อพันธุ์? คุณฉันทลักษณ์ กล่าวและว่า หากพ่อพันธุ์ไม่แข็งแรง ไม่เคยได้ออกกำลังกายเลยจะมีผลต่อการผสมพันธุ์ เมื่อต้องผสมจะขึ้นทับตัวเมียได้ยาก เมื่อเหนื่อยก็จะหมดความพยายามและไม่ขึ้นทับตัวเมียอีกเลย ดังนั้น นอกจากจะเตรียมความพร้อมด้วยการให้ออกกำลังกายเพื่อฟิตร่างกายแล้ว ยังต้องช่วยเมื่อถึงเวลาผสมพันธุ์ โดยหากตัวเมียเตี้ยกว่าก็ให้ตัวเมียยืนบนเก้าอี้ หรือขุดหลุมให้กับตัวผู้ยืน เพื่อให้ระดับความสูงระหว่างเพศผู้และเพศเมียไม่แตกต่างกัน

ในกรณีที่สุนัขทั้งพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ไม่ยอมให้ผสม ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือด้วยการผสมเทียมให้ แต่ทั้งนี้ หากทำได้จะพยายามให้สุนัขผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติ เพื่อให้การผสมได้ผลตามธรรมชาติเช่นเดียวกัน

การช่วยเหลือนอกจากเทคนิคระหว่างการผสม คุณฉันทลักษณ์ ให้ข้อมูลว่า นำไข่ขาวดิบให้กับสุนัขเพศผู้กินจะช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรง ส่วนเพศเมียจะให้กินกล้วยก่อนผสมเล็กน้อย รวมถึงให้กินน้ำหวาน จะช่วยบำรุงแม่พันธุ์ได้เป็นอย่างดี

การให้ลูกในสุนัขสายพันธุ์ปั๊กมากที่สุดคือ 11 ตัว น้อยที่สุดเพียงตัวเดียวก็เคยมี ส่วนสีที่ได้ในลูกสุนัขก็ขึ้นอยู่กับการเลือกสีจากพ่อและแม่ เมื่อลูกคลอดออกมาร้อยละ 90 จะได้สีเหมือนพ่อและแม่อย่างละครึ่ง

สุนัขหลังการผสมจะตั้งท้องประมาณ 60 วัน เมื่อใกล้คลอดในสุนัขพันธุ์ปั๊ก 2-3 วัน สุนัขจะไม่กินอาหาร ผู้เลี้ยงควรหมั่นสังเกต เมื่อคลอดต้องเข้าไปช่วย เพราะสุนัขพันธุ์นี้จะไม่จัดการการคลอดด้วยตัวเอง นับตั้งแต่คลอดออกมาตัวแรกต้องเข้าไปฉีดถุงรก ใช้ลูกยางดูดน้ำคร่ำที่ตกค้างในตัวลูกสุนัข ตัดสายสะดือ เขย่ากระตุ้นให้ลูกสุนัขร้อง เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด หลังจากจัดการกับลูกสุนัขตัวแรกเสร็จสุนัขตัวต่อมาก็จะคลอดออกมาพอดี แต่ในกรณีที่แม่สุนัขเหนื่อย หมดแรง ไม่ยอมเบ่งคลอดลูกสุนัข จำเป็นต้องฉีดยาเร่งคลอด แต่ถ้าฉีดยาเร่งคลอดแล้วสุนัขยังไม่ยอมเบ่งคลอดอีก จำเป็นต้องพาไปพบแพทย์เพื่อให้ผ่าคลอด มิฉะนั้นอาจจะเสียทั้งลูกสุนัขและแม่สุนัข

เมื่อได้ลูกสุนัขครบตามจำนวนแล้ว ควรแยกลูกสุนัขออกจากแม่สุนัขนำไปกกไฟใต้หลอดไฟ 80 แรงเทียน โดยสังเกตจากการนอนของลูกสุนัข หากนอนเกยกันแสดงว่ายังหนาว ควรเพิ่มขนาดไฟให้ แต่ถ้านอนกระจาย แสดงว่าไฟร้อนเกินไป ควรเลื่อนระดับไฟออกมาให้พออุ่น อย่างไรก็ตาม ต้องคอยอุ้มลูกสุนัขไปให้กินนมทุก 2 ชั่วโมง หรือค่อยๆ ห่างออกเมื่อลูกสุนัขเริ่มโตขึ้น กรณีที่ไม่ได้ให้ลูกสุนัขนอนกับแม่สุนัข เนื่องจากโอกาสแม่สุนัขทับลูกตายมีสูงมาก

ปัญหาในสุนัขสายพันธุ์นี้คือ ควรระวังดวงตาที่ปูดโปนออกมา ระหว่างการเล่นหรือซนอาจชนเกิดการบาดเจ็บที่ตา ควรระวังไม่ให้มีวัสดุอุปกรณ์แหลมคมอยู่ใกล้ นอกจากนี้ ตาที่ปูดโปนจะทำให้ฝุ่นเข้าตาได้ง่าย ควรหมั่นสังเกตหากพบว่าตาเริ่มอักเสบ มีขี้ตาเขียวๆ ควรเช็ดตา หยอดตา หาก 2-3 วันผ่านไปยังไม่หาย ควรพาไปพบแพทย์

นอกจากนี้ ปัญหาด้านสุขภาพที่มักพบในสุนัขพันธุ์ปั๊กคือ โรคผิวหนัง หากถูกละอองฝุ่นมากจะเกิดผื่นคัน รวมถึงปัญหาโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือ โรคเรื้อนเปียก ซึ่งจะออกอาการเมื่อสุนัขอายุได้ประมาณ 4 เดือน โรคดังกล่าวนี้ไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถเลือกสุนัขที่จะนำมาเลี้ยงได้ โดยการทราบพันธุกรรมของสุนัขตัวนั้นๆ เมื่อต้องการซื้อมาเลี้ยง หรือไปให้เห็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ด้วยตนเอง จะช่วยเลือกให้ได้ลูกสุนัขที่ดีที่สุดได้

เพราะสุนัขพันธุ์ปั๊ก เป็นสุนัขขี้เล่นตลอดเวลา การกินก็เช่นเดียวกัน หากไม่ต้องการให้กินเยอะ เพราะสุนัขอ้วนแล้ว ก็ควรหยุดให้อาหาร เพราะสุนัขพันธุ์ปั๊กนี้จะกินไม่หยุด ไม่รู้ตัวว่าอิ่มหรือไม่ แต่ถ้ายังผอมอยู่ก็ควรให้อาหารอย่างเต็มที่

กลเม็ดเคล็บลับของการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ปั๊ก แท้จริงแล้วไม่ยาก คุณฉันทลักษณ์ ยืนยันว่าเป็นเรื่องง่าย และสุนัขเองก็เลี้ยงง่ายด้วยเช่นกัน หากสนใจเข้าไปขอคำแนะนำในการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ปั๊ก ฟาร์มปั๊กบ้านยาย แสดงความจำนงมาว่า ยินดีอย่างยิ่ง หรือหากจะเข้าไปดูลูกสุนัขที่ฟาร์มก็ขอให้ติดต่อสอบถามกันมาก่อน ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (083) 952-1646 และ (082) 405-4093 หรือทักทายผ่าน id line : pugja และเฟซบุ๊ก ปั๊กกำแพงเพชร ปั๊กบ้านยาย ฟาร์มตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองแม่ลาย อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งคุณฉันทลักษณ์ ภู่เกตุ เจ้าของฟาร์มปั๊กบ้านยาย ยินดีต้อนรับ

ตำรวจกำแพงเพชร รักสัตว์ เลี้ยงเม่นแคระ เสริมรายได้

Published November 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

ตำรวจกำแพงเพชร รักสัตว์ เลี้ยงเม่นแคระ เสริมรายได้

ไม่กี่ปีก่อน “เม่นแคระ” เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเพิ่งนิยมนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยจำนวนไม่มากนัก แต่เพราะเป็นสัตว์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี จึงทำให้เม่นแคระขยายพันธุ์และเจริญเติบโต กลายเป็นกระแสคนรักเม่นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยรูปร่างลักษณะของเม่นแคระ เป็นสัตว์ตัวเล็ก มีน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 1 กิโลกรัม และมีจำนวนไม่มากนักที่จะพบเม่นแคระน้ำหนักมากเท่านี้

แม้ว่าปัจจุบัน เม่นแคระจะไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมสัตว์เลี้ยงสวยงาม แต่ก็ไม่ตกอันดับ เพราะยังคงเป็นสัตว์แปลกที่มีคนชื่นชอบและอยากมีไว้ครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเม่นแคระปรากฏตัวนอกเมืองใหญ่

คุณอานุภาพ ศิลาพันธุ์ ข้าราชการตำรวจหนุ่ม พื้นที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ชาวกำแพงเพชรโดยกำเนิด เข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ หลังเรียนจบสอบข้าราชการตำรวจในภูมิลำเนา จึงย้ายกลับมาอยู่บ้าน และหอบเอาสัตว์เลี้ยงที่เขารักกลับมาด้วย

“สมัยผมเรียน ผมชอบเลี้ยงปลา ตอนนั้นมีกระแสเม่นแคระแรงมาก ยิ่งเห็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันเลี้ยงปลาและเม่นแคระ ขายเป็นรายได้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าเราสามารถเพาะเองได้ ความคุ้มค่าที่มากกว่าการเลี้ยงเล่นมีแน่นอน”

ที่ตั้งบ้านและฟาร์มเม่นแคระเล็กๆ ของคุณอานุภาพ ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าพุทธา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากถนนใหญ่ไม่ไกล คุณอานุภาพ พาไปดูฟาร์มเม่นแคระของเขา ทั้งฟาร์มใช้พื้นที่เลี้ยงไม่เกิน 6 ตารางเมตร สำหรับจำนวนเม่นแคระที่มีอยู่ไม่เกิน 25 ตัว

อย่างที่บอก แม้เม่นแคระจะไม่ใช่สัตว์แปลกใหม่แล้วในปัจจุบัน แต่สำหรับคนในพื้นที่กำแพงเพชร คุณอานุภาพ บอกว่า ยังคงแปลกใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่เก็บหอมรอมริบมาซื้อด้วยจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อเม่นแคระต่อตัวไปเลี้ยงได้ และการเลี้ยง การดูแลที่ง่าย ทำให้ความนิยมในเม่นแคระกระจายออกไปจากปากต่อปาก ฟาร์มเม่นแคระ กำแพงเพชร ของคุณอานุภาพ จึงเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และจังหวัดตาก

“ผมย้ายกลับมาพร้อมเม่นแคระเพียงคู่เดียว คนที่มาช่วยย้ายของเห็นก็ถามและเห็นว่าเป็นสัตว์แปลก ทำให้คนแห่มาดู กระทั่งผมได้เม่นแคระครอกแรก แม่ค้าตลาดนัดแถวบ้านมาขอซื้อไป นำไปวางโชว์ตอนขายของในตลาดนัด คนเห็นก็สนใจสอบถาม ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่มาในการเพาะเม่นแคระขาย”

คุณอานุภาพ บอกว่า เม่นแคระเป็นคนละชนิดกับเม่นไทยที่สลัดขนได้ เป็นเม่นแคระที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกา น้ำหนักโตเต็มที่ไม่เกิน 1 กิโลกรัม ไม่สลัดขน ถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาทำให้เม่นแคระ สามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศในประเทศไทยได้ และเม่นแคระเป็นสัตว์ที่ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ความกังวลเรื่องการเสียชีวิตจากการเลี้ยงพบได้น้อย เป็นสัตว์ที่มีความอดทนสูง สาเหตุการเสียชีวิตที่เคยพบคือ อาการขาดน้ำ ซึ่งเม่นแคระสามารถอดน้ำได้ประมาณ 3 วัน สภาพร่างกายของเม่นแคระมีเลือดน้อย เมื่อขาดน้ำโอกาสเสียชีวิตจึงเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า หากเม่นแคระถูกยุงกัดในจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้เม่นแคระเสียชีวิตได้เช่นกัน

เม่นแคระเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความเป็นสัตว์ป่าสูง เป็นสัตว์เลี้ยงเดี่ยว ตามธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในรูโดยการขุด แต่การเลี้ยงไม่จำเป็นต้องหาโพรงนอนให้ แต่ควรให้อยู่ในที่มีแสงสว่างน้อย ปกติเม่นแคระจะหากินในเวลากลางคืน แต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทยเม่นแคระจะปรับตัวตามสภาพแวดล้อม จึงหากินในเวลากลางวัน และนอนในเวลากลางคืน

การอยู่ร่วมกันของเม่นแคระเพศผู้และเพศเมีย สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าเป็นเพศเดียวกันจะไม่ยอมกัน โดยเฉพาะเพศผู้หากอยู่ด้วยกันจะแย่งถิ่นที่อยู่ เพราะเม่นแคระเป็นสัตว์หวงถิ่น จะทำให้เพศผู้กัดกันจะพิการหรือตาย รวมถึงเมื่อเวลาเพศเมียออกลูก ไม่ควรให้พ่ออยู่ด้วย เพราะเมื่อลูกเม่นแคระออกมาพ่อเม่นแคระจะฆ่าลูกเม่นแคระตายหมด

เม่นแคระสามารถผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3 เดือน แต่สำหรับแม่พันธุ์ควรพิจารณาจากขนาดของแม่พันธุ์และความสมบูรณ์ขณะนั้นด้วย หรือจะให้สมบูรณ์ดีควรรอให้แม่พันธุ์อายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน ส่วนพ่อพันธุ์สามารถผสมได้ทันทีเมื่ออายุครบ 3 เดือน เม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีช่วงการเป็นสัดเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น แต่จะเป็นสัดได้ทุก 7 วัน การผสมพันธุ์ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่รอให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มีความสมบูรณ์เพียงพอ จากนั้นนำแม่พันธุ์ไปทิ้งไว้ในรังของพ่อพันธุ์ ปล่อยไว้ด้วยกันประมาณ 10-15 วัน จากนั้นนำแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงเดี่ยวจนกว่าจะออกลูก

ระหว่างเม่นแคระตั้งท้อง ไม่ควรจับหรืออุ้ม เพราะแม่เม่นแคระจะขดตัว การขดตัวของแม่เม่นแคระจะเป็นอันตรายต่อลูกเม่นแคระในท้อง ลูกที่ได้อาจพิการหรือเสียชีวิตได้ วิธีสังเกตเม่นแคระว่าตั้งท้องหรือไม่ ให้สังเกตพฤติกรรมของแม่พันธุ์ที่นำไปผสม แม่พันธุ์ที่ได้รับการผสมแล้วตั้งท้องจะมีอาการหงุดหงิดง่าย หวงตัว และเปลี่ยนท่านอนจากเดิมที่เม่นแคระทั่วไปจะนอนตะแคง เป็นท่านอนคว่ำราบไปกับพื้น

ระยะเวลาตั้งท้องของเม่นแคระ อยู่ที่ 30-35 วัน การออกลูกของเม่นแคระ ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องช่วย และควรปล่อยให้แม่เม่นแคระจัดการตัวเองและลูกเองตามธรรมชาติ ไม่ควรเปิดรังดู ทำได้เพียงแอบดู แม้กระทั่งการให้อาหารเมื่อได้ลูกเม่นแคระแล้ว ก็ควรให้อาหารและน้ำโดยรบกวนเม่นแคระให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้แม่เม่นแคระเครียด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกเม่นแคระได้

“ตลอดเวลาที่เม่นแคระออกลูกและเลี้ยงลูกเม่นแคระ ไม่ควรเข้าไปยุ่ง ปล่อยให้แม่เม่นแคระเลี้ยงลูกตามธรรมชาติ จนกว่าลูกเม่นแคระจะมีอายุอย่างน้อย 30 วัน จึงจะเริ่มแยกลูกเม่นแคระออกมารวมกับลูกเม่นแคระคอกอื่นได้ หรือหากจะปล่อยให้ลูกเม่นแคระอยู่กับแม่เม่นแคระจนกว่าจะมีอายุ 40 วัน หรือจนกว่าจะหย่านม (แม่เม่นแคระจะมีนมให้ลูกกินไม่เกิน 30 วัน) จากนั้นสามารถแยกลูกเม่นแคระออกมาเลี้ยงเดี่ยวได้”

การให้อาหารและน้ำ ในแต่ละวัน คุณอานุภาพ จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงตอนเช้า ในการสำรวจตรวจตราพื้นที่เลี้ยงเม่นแคระของเขา ให้อาหารซึ่งใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปของแมว น้ำใช้เติมจากกระบอกแนวตั้ง ที่มีลูกกลิ้งที่หัวกระบอก ให้เม่นแคระเลียกินน้ำ เช่นเดียวกับแมว นอกจากนี้ ควรสำรวจขี้เลื่อยที่ใช้รองพื้นรังให้กับเม่นแคระ อาจเปลี่ยนขี้เลื่อยให้หากเห็นว่าเริ่มสกปรก

คุณอานุภาพ แนะนำว่า อาหารเม็ดสำเร็จรูปของแมว เป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงเม่นแคระได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงหากต้องการให้อาหารเสริมกับเม่นแคระ ซึ่งแนะนำว่าอาหารเสริมสำหรับเม่นแคระอาจไม่จำเป็นก็ได้ แต่สำหรับคุณอานุภาพ ให้หนอนนกและแกนผักกาดขาว เป็นอาหารเสริม แกนผักกาดขาวจะช่วยเสริมวิตามินในตัวของเม่นแคระ ให้สัปดาห์ละครั้ง ส่วนหนอนนกเป็นโปรตีนที่ไม่ได้จำเป็นมากสำหรับเม่นแคระ แต่ถ้ามีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ โดยคุณอานุภาพให้หนอนนกเดือนละครั้ง ครั้งละ 3-4 ตัว ต่อเม่นแคระ 1 ตัว

ทุกๆ 3-4 เดือน เม่นแคระจะสลัดขนทิ้ง และมีขนใหม่ขึ้นมาแทนที่ ผู้เลี้ยงไม่ควรตกใจ แต่ควรเก็บทำความสะอาดขนเม่นแคระที่หลุดออกให้ดี เพราะปลายของขนเม่นแคระด้านที่ติดอยู่กับตัวเม่นจะมีความคมมาก อาจเกิดอันตรายได้หากเก็บทิ้งไม่เป็นที่

สีตามท้องตลาดของเม่นแคระ มีจำนวน 10 สี ได้แก่ สีนอร์มอล สีช็อกโกแลต สีบราวน์ สีแอปปริคอต สีอัลบิโน่ สีชินนิคอต สีชินเนมอล สีเอ็กซ์-สโนว์เฟรก สีเอ็กซ์-ไวท์ และสีเอ็กซ์-พินโต แต่ละสีจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับความชอบของผู้เลี้ยง

สำหรับตลาดเม่นแคระในปัจจุบัน ถือว่ายังไปได้ดี ทุกสีได้รับความนิยมไม่แตกต่างกัน

เม่นแคระมีอายุอยู่ได้ราว 4-8 ปี ขึ้นกับการดูแลของผู้เลี้ยง

เมื่อทราบรายละเอียดของการเลี้ยงและดูแลเม่นแคระเช่นนี้แล้ว การตัดสินใจเลี้ยงหรือเพาะขยายพันธุ์เม่นแคระ ข้อมูลส่วนนี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจ แต่หากมีข้อสงสัย คุณอานุภาพ ยินดีไขข้อข้องใจเพิ่มเติม โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เฟซบุ๊ก กระต่าย เม่นแคระ กำแพงเพชร หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ (081) 495-1801

“หกเล็กปากดำ” สวยไม่เป็นรอง นอนเหมือนค้างคาว

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

“หกเล็กปากดำ” สวยไม่เป็นรอง นอนเหมือนค้างคาว

หลายครั้งที่มีโอกาสไปเดินตลาดนัดจตุจักร ยังคงพบบ่อยครั้งว่ามีการลักลอบนำสัตว์ป่าคุ้มครองมาจำหน่ายอย่างเปิดเผย แม้จะมีข่าวการกวาดจับผู้ค้าที่ลักลอบจำหน่ายหลายครั้งแล้วก็ตาม จะด้วยปัจจัยใดที่ทำให้ยังมีการจำหน่ายก็ไม่ทราบได้ จึงยังมีการจำหน่ายเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยงปกติทั่วไป นกหกเล็กปากดำ ก็เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่เคยมีผู้ค้านำมาวางจำหน่าย จนมีผู้สนใจซื้อไปเลี้ยงและเพาะขยายพันธุ์จำนวนหนึ่ง

นกหกเล็กปากดำ เป็นนกที่พบได้เฉพาะในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้เท่านั้น โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ พัทลุง สงขลา (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง) จังหวัดสตูล (อุทยานแห่งชาติทะเลบัน) จังหวัดปัตตานี นราธิวาส (ป่าพรุสิรินธร) และจังหวัดยะลา (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา)

เป็นสัตว์ที่พบได้ค่อนข้างยากและเหลือน้อย ทำให้ถูกจัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ที่อนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้

คุณพิทักษ์ อาษายุทธ์ อดีตข้าราชการครูในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้หนึ่งที่ผ่านประสบการณ์การเลี้ยงนกหกเล็กปากดำมา เพราะราว 10 ปีก่อน เขาพบนกหกเล็กปากดำหลายตัววางขายในตลาดนัดจตุจักร จึงนำมาเพาะเลี้ยง เพราะสนใจเรื่องราวของนกกลุ่มนี้มาก่อนหน้า การนำกลับมาในครั้งนั้นทำให้คุณพิทักษ์ดูแลนกชนิดนี้เป็นอย่างดี และสามารถขยายพันธุ์ได้ลูกนกได้จำนวนการออกไข่ของนกหกเล็กปากดำต่อครั้งมากกว่าการออกไข่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี และปัจจุบันคงเหลือเฉพาะนกรุ่นลูกที่จากพ่อแม่พันธุ์ที่ซื้อมาในครั้งแรกเท่านั้น

“ผมศึกษาธรรมชาติของนกจากหนังสือ ทราบว่า เป็นนกที่มีพฤติกรรมการอยู่เป็นฝูงใหญ่ เกาะบนต้นไม้ที่ออกดอกออกผล ไม่ชอบบิน แต่ใช้ปากช่วยจับกิ่งไม้ไต่ไปตามต้นไม้ เวลานอนจะห้อยหัวลงคล้ายค้างคาว โดยใช้ขาเกาะกับกิ่งไม้ มักได้ยินเสียงร้องมากกว่าเห็นตัว เพราะนกตัวเล็กและมีสีเขียวสดกลมกลืนไปกับใบไม้ในป่า เป็นนกที่บินตรงไวและรวดเร็วมาก”

คุณพิทักษ์ บอกว่า ตามธรรมชาติ นกชนิดนี้กินอาหารสด ได้แก่ ธัญพืช ผลไม้เนื้ออ่อน ลูกไทร และยังชอบดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ เช่น ดอกทุเรียนป่า แต่เมื่อนำมาเลี้ยงจึงให้กินผลไม้เป็นอาหาร ประกอบด้วย มะละกอ แอปเปิ้ล และกล้วย ทุกชนิดให้ในปริมาณ 1/4 ลูก ต่อนกจำนวน 1 คู่ ส่วนน้ำหวานที่นกชอบดูดกินจากดอกไม้ ในระยะแรกที่นำนกมาเลี้ยง ใช้น้ำหวานชงจากน้ำผึ้งให้กินแทนน้ำ และค่อยๆ เจือจางลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบัน ไม่ได้ให้น้ำหวานเลย นกก็สามารถอยู่ได้

โดยปกติ นกจะจับคู่กันเมื่ออายุได้ 2 ปี พฤติกรรมการจับคู่เป็นพฤติกรรมเดียวกับนกเลิฟเบิร์ด คือ เลือกจับคู่เอง และจะไม่ทิ้งคู่ไปไหน แม้ว่าคู่ตายก็ไม่จับคู่ใหม่ ก่อนจับคู่จะมีการเกี้ยวพาราสี นกตัวผู้จะพยายามป้อนอาหารให้กับนกตัวเมีย ถ้านกตัวเมียยอม แสดงว่านกจับคู่กันแล้ว หรือบางครั้งนกตัวเมียจะยืนเรียกตัวผู้ให้เข้ากรง ถ้านกตัวผู้ตัวนั้นไม่ยอมเข้ากรง นกตัวเมียก็จะไม่ยอมจับคู่กับนกตัวผู้ตัวอื่น

การจับคู่ บ่งบอกถึงการออกไข่ของลูกนก เพราะหลังจากนกจับคู่ไม่นาน นกจะมีไข่และออกไข่ในกรง รอฟักตามระยะเวลาที่ควร ที่ผ่านมา คุณพิทักษ์ ปล่อยให้นกเลี้ยงลูกเองจนลูกนกลงรังเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องดีที่นกสามารถดำรงชีวิตอยู่เช่นเดียวกับการอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ

จุดเด่นของนกหกเล็กปากดำ อยู่ที่สีสันตลอดทั้งตัวที่มีความสดและมีหลายสีในตัวเดียว

จากการเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับนกหกเล็กปากดำ ของ สัตวแพทย์หญิง รัตนา สาริวงศ์จันทร์ นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ทำให้ทราบว่า สีของนกหกเล็กปากดำเพศผู้ จะมีหัวและลำตัวสีเขียวสด ลำตัวส่วนบนมีสีเข้มกว่าลำตัวส่วนล่าง แต่กลางกระหม่อมมีแต้มสีน้ำเงิน กึ่งกลางหลังตอนบนเป็นแถบสีน้ำตาลเจือส้ม หลังตอนล่างมีแถบสีเหลืองพาดขวาง ตะโพกและขนคลุมบนโคนหางสีแดงสด ขนคลุมปีก ขนกลางปีกและขนปลายปีกมีครีบ ขนด้านในสีคล้ำ ขนคลุมใต้ปีกสีเขียว ใต้ปีกสีฟ้า หางสีเขียวสด แต่ใต้หางสีฟ้า ใต้คอและอกตอนบนเป็นแถบสีแดงสด สีข้างเจือสีเหลืองเล็กน้อย

สำหรับนกหกเล็กปากดำเพศเมีย หัวและลำตัวสีเขียวสดเช่นเดียวกับนกเพศผู้ แต่หม่นกว่าเล็กน้อย ลำตัวส่วนล่างออกสีเหลือง แต้มสีน้ำเงินที่กลางกระหม่อมคล้ำกว่า และแถบสีส้มที่กลางหลังตอนบนแคบกว่า ไม่มีแถบสีแดงที่อกและแถบสีเหลืองที่หลังตอนล่าง

ความน่าสนใจในตัวนกหกเล็กปากดำ นอกจากจะอยู่ที่สีสันของนก ความแปลกที่ไม่เหมือนในกลุ่มนกด้วยกัน แต่คล้ายกับค้างคาวคือ การนอนในเวลากลางคืน นกหกเล็กปากดำจะนอนห้อยหัวลง โดยใช้นิ้วเท้าที่ยาวเกี่ยวกับกรงหรือกิ่งไม้ตามธรรมชาติ แล้วห้อยหัวลงเช่นเดียวกับค้างคาว

เมื่อนำมาเลี้ยงในกรง ในระยะแรกคุณพิทักษ์พยายามเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด โดยได้ข้อสรุปในการทำกรงให้กับนกหกเล็กปากแดง ที่ขนาดกรงหมอนเบอร์ 1 (กว้าง 60 ยาว 82 สูง 65 เซนติเมตร) และทำรังนอนให้โดยใช้ไม้ต่อเป็นรังนอน กว้าง 15 เซนติเมตร และลึก 40 เซนติเมตร ใช้ลวดดัดเป็นทางเดินลงให้กับนก เพราะไม้เป็นแบบเรียบ นกไม่สามารถไต่ลงเหมือนต้นไม้ได้ บริเวณพื้นรัง ใช้ขี้เลื่อยรองไว้ และเปลี่ยนทุกครั้งที่เห็นว่าเริ่มสกปรก

ในแต่ละวัน คุณพิทักษ์จะสำรวจความสะอาดของกรง บริเวณกรง และทำความสะอาดทุกวัน เพราะนกหกเล็กปากแดง เป็นนกที่ถ่ายสะเปะสะปะ ไม่ได้ถ่ายเหมือนนกทั่วไปที่มูลตกลงพื้นกรง แต่จะถ่ายแบบพุ่งปรี๊ดมีเนื้อแต่เหลวไปตามทิศทางที่ไม่แน่นอน ทำให้มูลกระเด็นออกนอกกรงไปหล่นอยู่บริเวณโดยรอบกรง หรือติดอยู่ตามผนังและสิ่งของที่อยู่ใกล้เคียง หากปล่อยไว้จะเลอะเทอะและดูไม่สวยงาม

เมื่อทำความสะอาดกรงแล้ว จะเปลี่ยนน้ำและให้อาหารทั้งผลไม้สดและอาหารเม็ด ในช่วงเย็นจะเก็บอาหารสดที่เหลือออก เพื่อไม่ให้นกกินอาหารเหลือ เพราะอาจทำให้ท้องเสีย อีกทั้งคุณพิทักษ์ บอกว่า นกหกเล็กปากแดงชอบกินผลไม้สด โอกาสเกิดท้องเสียมีสูง และปัจจัยที่ทำให้นกตายคือ ท้องเสีย จึงควรระวังให้มาก ที่สำคัญทุก 15 วัน คุณพิทักษ์จะใช้ยาแก้ท้องเสียผสมน้ำให้เจือจางที่สุดให้นกกินก็ช่วยลดภาวะท้องเสียลงได้

“ตามธรรมชาติทราบว่า นกชนิดนี้ออกไข่ปีละครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3 ฟอง แต่นกที่อยู่กับผมออกไข่ได้ตลอดปี และออกไข่ได้มากถึงครั้งละ 5 ฟอง อาจเป็นเพราะผมให้อาหารเต็มที่และสมบูรณ์ เพราะสภาพป่าปัจจุบันระบบนิเวศถูกทำลายไปมาก”

จึงถือเป็นความโชคดีของผู้ที่รักและสนใจนกหกเล็กปากดำ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนกอนุรักษ์ และการถ่ายทอดความรู้ในการดูแลนกหกเล็กปากดำของคุณพิทักษ์ในครั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ที่พบเจอนกหกเล็กปากดำหรือมีอยู่ในครอบครองได้เลี้ยงดูอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลี้ยงนกหกเล็กปากดำของคุณพิทักษ์จะเป็นแนวทางที่ทำให้นกหกเล็กปากดำขยายพันธุ์ได้มากกว่าธรรมชาติ แต่คุณพิทักษ์ก็เห็นว่า การปล่อยให้นกอาศัยอยู่ตามธรรมชาติเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีแล้ว หากท่านใดต้องการความรู้เพิ่มเติม คุณพิทักษ์ยินดีให้ข้อมูล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณพิทักษ์ อาษายุทธ์ โทรศัพท์ (082) 217-7550

นกหกเล็กปากดำ

เป็นนกประจำถิ่น เสียงร้องแหลมสูงกว่านกหกเล็กปากแดง ดัง tsi หรือ tsrri แต่บางครั้งร้องดัง tsi-ts-tsi ติดต่อกัน สามารถได้ยินในระยะไกล มีชื่ออื่น นกหกนอน นกหกมลายู

ลักษณะทั่วไปของนกหกเล็กปากดำ มีความยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 12-14.5 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกัน ลำตัวอวบ คอสั้น หัวโต ปากเล็กหนาและค่อนข้างแบนข้าง สันปากบนโค้งงุ้มลงมาไม่มากนัก ปลายปากแหลมคมและคลุมปลายปากล่างไว้ ปากบนเคลื่อนไหวได้อิสระจึงใช้ปากในการเกาะยึดกิ่งไม้ได้อย่างกับนิ้วเท้า ลิ้นสั้นเป็นก้อนเนื้อหนา โคนปากบนเป็นแผ่นหนังเปลือยเปล่านิ่ม ที่มีรูจมูก 2 รูเปิดออก ปีกกว้างและปลายปีกแหลม ขนปลายปีกมี 10 เส้น ขนหางสั้นมากและปลายหางมน เนื่องจากขนหางสั้นมากในบางครั้งจึงถูกขนคลุมบนโคนหางปิดทับจนมองไม่เห็น ขนหางมี 12 เส้น ขนท่อนล่างสั้น นิ้วเท้ามีข้างละ 4 นิ้ว ยื่นไปข้างหน้า 2 นิ้ว (นิ้วที่ 2 และนิ้วที่ 3) และยื่นไปข้างหลัง 2 นิ้ว (นิ้วที่ 1 นิ้วที่ 4) ใช้ในการปีนป่ายไปตามลำต้นและกิ่งก้านของต้นไม้ได้แคล่วคล่อง แต่ใช้เกาะกิ่งไม้ได้ดีเช่นกัน ปากสีดำ ม่านตาสีน้ำตาลไหม้ ขาและนิ้วเท้าสีน้ำตาลออกเหลือง

รับมือโรคสัตว์เลี้ยงในฤดูร้อน ป้องกันดีกว่าแก้ปัญหา

Published October 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

รับมือโรคสัตว์เลี้ยงในฤดูร้อน ป้องกันดีกว่าแก้ปัญหา

อุณหภูมิฤดูร้อน เหยียบๆ เฉียดๆ ไปแตะ 40-42 องศาเซลเซียส เกือบทุกวัน ความระอุของไอแดด ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้รับผลกระทบ หากเป็นมนุษย์ก็ต้องหาวิธีดับร้อน ไม่อย่างนั้นจะตามมาซึ่งอาการของโรคต่างๆ ที่มากับฤดูร้อน เช่น ผด ผื่น คัน เชื้อรา แต่ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยง เขาคงหาวิธีดับร้อนเองไม่ได้ เจ้าของสินะที่ต้องจัดการ เพราะปล่อยไว้คงไม่ใช่เรื่องดี

เรื่องของสุขอนามัยทั่วไป เช่น การแปรงฟัน ตัดเล็บ อาบน้ำ แปรงขน ก็เป็นการดูแลสุขอนามัยทั่วไปที่ควรหมั่นทำเป็นประจำ และเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง การพาสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตามช่วงอายุที่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เช่น วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หรือการถ่ายพยาธิ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้เช่นกัน

แต่สำหรับฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวเหลือประมาณ การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ต่างไปจากปกติ แค่หมั่นใส่ใจดูแลให้มากขึ้นในบางเรื่อง เช่น

การให้อาหาร ควรให้ในปริมาณไม่มาก เพื่อให้สัตว์เลี้ยงกินหมดในระยะเวลาไม่นาน และเพิ่มให้ได้หากสัตว์เลี้ยงกินไม่อิ่ม แต่ถ้าให้ในปริมาณมาก อาหารที่เหลืออาจเกิดการเน่าเสีย เป็นที่มาของเชื้อโรค

การให้น้ำ ในฤดูร้อนการระเหยของน้ำมีสูง ควรหมั่นเติมน้ำในภาชนะใส่น้ำของสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงขาดน้ำ เพราะพฤติกรรมการกินน้ำในฤดูร้อนจะมากกว่าปกติ 2-3 เท่า

การตัดแต่งขน หากสัตว์เลี้ยงมีขนยาว ควรตัดแต่งขนให้สั้นลง แต่ไม่ควรตัดเกรียน เพราะจะทำให้แสงแดดเข้าถึงตัวสัตว์เลี้ยงได้ง่าย การตัดแต่งขนเป็นการช่วยลดความร้อนในร่างกาย ที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงควรตั้งอยู่ในที่ที่ระบายอากาศได้ดี มีลมพัดผ่าน หากอุณหภูมิทั่วไปสูงเกิน 37 องศาเซลเซียส ควรเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้กับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้านหรือรถยนต์ที่ไม่มีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ

การทำกิจกรรม ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมของสัตว์ลง โดยเฉพาะกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดด ควรทำกิจกรรมในที่ร่ม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรให้สัตว์เลี้ยงพักระหว่างทำกิจกรรมบ่อยๆ

สำหรับโรคที่พบบ่อยที่สุดในสัตว์เลี้ยง 3 อันดับแรก ได้แก่ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก โรคพิษสุนัขบ้า และโรคท้องเสีย

1. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก พบได้มากที่สุดเมื่อสภาพอากาศร้อนในฤดูร้อน สาเหตุเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงระบายความร้อนออกจากร่างกายไม่ทัน อาการเริ่มแรก ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลัน ไม่มีแรง อาจหมดสติกะทันหัน การช่วยเหลือทำโดยใช้ผ้าชุบน้ำห่อตัวสัตว์เลี้ยงไว้ หรือใช้น้ำอุณหภูมิปกติราด ใช้พัดลมเป่า ไม่ควรใช้น้ำแข็ง เพราะเส้นเลือดตามผิวหนังจะหดตัว ทำให้การพาความร้อนออกจากร่างกายสัตว์ทำได้ไม่ดี จากนั้นนำสัตว์เลี้ยงส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันระบบภายในล้มเหลวหากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่แน่ใจว่าสัตว์เลี้ยงเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกหรือไม่ ให้วัดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยง หากเกิน 102 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 38 องศาเซลเซียส หน้าแดง หายใจติดขัด ตัวร้อนอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม หรืออาจมีเลือดปน ต้องนำตัวสัตว์เลี้ยงส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

การป้องกันโรคลมแดด ทำได้โดยการไม่ให้สุนัขอยู่ในสถานที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ระบายความร้อนไม่ได้ เช่น ภายในรถ ภายในห้องที่ไม่ได้เปิดหน้าต่าง ไม่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ นอกจากสภาวะแวดล้อมที่ควรระวังแล้ว ควรหมั่นให้สัตว์เลี้ยงออกกำลังกาย ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงอ้วนเกินไป เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกมากขึ้น เนื่องจากการระบายความร้อนจากหลอดลมจะทำได้ไม่ดี เมื่อการระบายความร้อนทำได้ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดอาการหอบและเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกได้ง่าย

2. โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ โรคนี้เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่เฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น เพราะโรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสเรบีส์ (Rabies) แต่ที่พบว่าสัตว์เลี้ยงป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากในฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิในฤดูร้อนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของไวรัสดังกล่าว และติดต่อผ่านกันทางสารคัดหลั่งได้ง่าย เช่น เลือด น้ำลาย และพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น กระต่าย แมว หนู ค้างคาว เป็นต้น

การป้องกัน ทำโดยนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงมีอายุ 3 เดือน และรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี เนื่องจากปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษา

3. โรคท้องเสีย มักเกิดขึ้นบ่อยในฤดูร้อน สาเหตุหลักจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด เมื่ออาหารเหลือจากการกิน แบคทีเรียในอาหารเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน อาหารจะบูดเน่าได้ง่าย เมื่อสัตว์เลี้ยงกินเข้าไปอาจทำให้ท้องเสีย ถ่ายเหลวตลอดเวลา ในบางตัวมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และอาจถึงขั้นช็อกเสียชีวิตจากการเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายในปริมาณมาก

เมื่อโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก เป็นโรคที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่ง และถูกพูดถึงมากที่สุดในสุนัข ซึ่งสุนัขก็ยังมีสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคลมแดด คือ กลุ่มที่มีขนหน้าและหน้าสั้น ได้แก่ ปั๊ก บูลด๊อก พิทบูล รวมถึงแมวขนยาว เช่น แมวเปอร์เซีย เนื่องจากสุนัขและแมวกลุ่มนี้จะมีโพรงจมูกสั้น เพดานอ่อนยาว ทำให้การหายใจลำบาก เมื่อเจอสภาพอากาศร้อนจะมีโอกาสเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกมากกว่าสายพันธุ์อื่น

การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้เกิดโรคที่มากับฤดูร้อน ควรทำอย่างใส่ใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์เลี้ยงที่รัก เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้น ความสูญเสียที่คนรักสัตว์ทำใจไม่ได้ต้องตามมาอย่างแน่นอน ฉะนั้น ควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นจะดีที่สุด

รวมพลังคนรักสัตว์ ช่วยสุนัขและแมวด้อยโอกาส

Help for life 2016 ปี 9 หวังสร้างจิตสำนึกและรับผิดชอบสัตว์เลี้ยง

ชิสุเลิฟเวอร์ (ShihTzu Lover) จับมือคนรักชิวาวา และกลุ่มแม่บ้านบูลด๊อก จัดกิจกรรมรวมพลังคนรักสัตว์ ช่วยสุนัขและแมวด้อยโอกาส ?ShihTzu Lover & Friends Help for life 2016? ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 นำสมาชิกกว่า 40 คน พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์จิตอาสา ไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าและวัคซีนรวมให้กับสุนัขด้อยโอกาส 300 กว่าตัว ของบ้านรับเลี้ยงสุนัขและแมวป้าเล็กและป้าแต๋ว จังหวัดชลบุรี หวังสร้างจิตสำนึกให้เจ้าของสุนัขและแมวมีความรับผิดชอบคุมกำเนิดสัตว์เลี้ยง ดูแลรักษาและไม่ทอดทิ้งพวกเขา เมื่อคิดจะนำเขามาเลี้ยงต้องมีความรับผิดชอบและใส่ใจดูแล

คุณปรัชญา สายาจักร หัวหน้ากลุ่มชิสุเลิฟเวอร์ (ShihTzu Lover) กล่าวว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มคนรักชิสุ มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยได้สุนัขพันธุ์ชิสุมาเลี้ยงและค้นคว้าข้อมูลการเลี้ยงเพื่อจะได้ดูแลเขาให้ดีที่สุด เมื่อได้ข้อมูลมาก็อยากจะแบ่งปันให้กับคนที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ด้วย ก็เลยจัดทำเว็บบอร์ดที่ให้สาระความรู้เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์ชิสุ ซึ่งก็มีคนให้ความสนใจและเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ จากแค่การสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ก็เริ่มมีการนัดพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จนนำมาซึ่งความคิดที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมโดยการช่วยสุนัข และการช่วยสุนัขด้อยโอกาสนี้ได้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในปีแรกได้ไปช่วยสุนัขที่สถานสงเคราะห์เกาะสุนัข จังหวัดนครปฐม ปีที่ 2 ไปที่ภูตาหลวง จังหวัดชลบุรี ปีที่ 3 ไปที่ศูนย์รักษ์สุนัข หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปีที่ 4 ไปที่บ้านตวงรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี ปีที่ 5 เว้นไป 1 ปี เนื่องจากน้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทย ปีที่ 6 ไปที่บ้านป้าน้อย จังหวัดนครราชสีมา ปีที่ 7 นี้ ไปบ้านตวงรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี อีกครั้ง ปีที่ 8 ไปบ้านป้ารัตนา จังหวัดนครราชสีมา และในปีที่ 9 นี้ ไปบ้านป้าเล็กและป้าแต๋ว จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมเพื่อช่วยสุนัขที่จัดขึ้นทุกปี ประกอบด้วย การเข้าไปช่วยดูแลเรื่องความสะอาด อาบน้ำสุนัข ฉีดวัคซีนรวม วัคซีนพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันเห็บหมัด รวมถึงนำอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ได้จากการบริจาคของผู้มีอุปการคุณต่างๆ อาทิ Hill”s Jerhigh Zoetis Merial GreenPet Thonglor Pet Hospital Pet Select John Paul Ginger Bread House OMG Slamm FIX ULTIMATE และ O-Phol House ไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์บ้านรับเลี้ยงสัตว์

บ้านรับเลี้ยงสุนัขและแมวของ คุณสุณีย์ สุขขาวโต (ป้าเล็ก) และ คุณวานิชย์ สุดโต (ป้าแต๋ว) รับเลี้ยงสุนัขและแมวจรจัด บนที่ดินของน้าสาวจำนวน 7 ไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่เลี้ยงสุนัข 300 กว่าตัว และแมว 200 กว่าตัว ซึ่งในครั้งนี้กลุ่ม ShihTzu Lover และเพื่อน นำอาหารสุนัขและแมวไปบริจาคจำนวน 4,000 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ เงินสด รวมทั้งโครงการประมาณ 150,000 บาท

คุณวธิดา ชนะชัยโสภณ เจ้าของธุรกิจ ตัวแทนกลุ่มชิสุเลิฟเวอร์ กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยสุนัขด้อยโอกาสที่กลุ่มเราทำต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกปี จนปีนี้เป็นปีที่ 9 แล้ว เกิดจากความรักสุนัขของสมาชิก ทำให้เกิดจิตศรัทธาในการชวนครอบครัวและเพื่อนๆ มาร่วมกันบริจาคทั้งทุนทรัพย์และพลังกายในการมาช่วยทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ ทำความสะอาด อาบน้ำ ให้อาหาร และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ในการจับสุนัขหลายร้อยตัวมาฉีดวัคซีน ซึ่งกิจกรรมสุดท้ายนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงต่อการโดนสุนัขกัด และต้องสมบุกสมบันอุ้มสุนัขมาให้สัตวแพทยฉีดวัคซีน และอีกหนึ่งกำลังสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ก็คือ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ที่ร่วมเป็นจิตอาสาฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าและวัคซีนรวมให้กับสุนัขด้อยโอกาส ถึงแม้จะฉีดไม่ได้ครบทั้ง 300 ตัว แต่ก็บรรลุภารกิจในการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 2-7 ปี

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

Published August 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

อาจจะวางใจได้ สำหรับผู้รักสุนัขและแมว เมื่อไม่อยู่บ้าน เพราะมีเครื่องให้อาหารสัตว์ที่พอจะฝากท้องสัตว์เลี้ยงน่ารักไว้ได้ แต่ถ้าฝากไว้นาน เชื่อแน่ว่าเจ้าของสุนัขหรือแมวทุกตัวจะต้องกังวล ถึงความสะอาดและสุขอนามัยที่จะตามมา ไหนจะอึ จะฉี่ แต่ละวันสุนัขหรือแมวก็ถ่ายสิ่งปฏิกูลไม่น้อยกว่า 1 ครั้งเสียด้วย

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ เอาใจคนรักสุนัขและแมว ออกแบบกรงอัจฉริยะมาไว้ให้สำหรับน้องหมาและแมว เมื่อเจ้าของไม่อยู่ โดยมีระบบควบคุมการให้อาหารและน้ำ การทำความสะอาดกรง ซึ่งทั้งหมดสามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ

ผศ.ดร. ดุสิต ธนเพทาย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานการออกแบบกรงอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หารือถึงแนวคิดการทำกรงอัจฉริยะสำหรับให้อาหารและน้ำ รวมถึงการทำความสะอาดกรง หลังจากสุนัขหรือแมวถ่ายสิ่งปฏิกูลภายในกรง ซึ่งเบื้องต้นคณะสัตวแพทยศาสตร์ ต้องการให้กรงอัจฉริยะเป็นกรงสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของนำมาฝากเลี้ยง หรือ สัตว์ป่วยที่ต้องอยู่ภายในกรงและช่วยเหลือตัวเองได้ โดยนำไปทดลองใช้ภายในโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“แนวคิดตอนแรก คือต้องการกรงที่สามารถตั้งเวลาให้อาหารและน้ำได้ โดยกำหนดปริมาณอาหารที่จะให้ในแต่ละมื้อได้ โปรแกรมควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ หรือหากไม่ตั้งเวลาไว้ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น”

ผศ.ดร. ดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องให้อาหารและน้ำสัตว์เลี้ยงอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สำหรับกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ มีความพิเศษกว่า มีการควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ คล้ายการใช้รีโมตคอนโทรล ซึ่งจำเป็นต้องมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับใช้งาน และนอกเหนือจากการให้อาหารและน้ำ ยังสามารถทำความสะอาดกรง เมื่อสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมา โดยวิธีทำงานของกรงอัจฉริยะดังกล่าว จะมีกล้องติดตั้งบนหลังคากรง 2 ชุด ชุดแรกไว้จับภาพสุนัข ส่งสัญญาณภาพไปยังแอปพลิเคชั่นให้เจ้าของสุนัขเห็นภาพว่า สุนัขมีความเป็นอยู่อย่างไร กล้องชุดนี้สามารถหมุนดูภาพได้รอบกรง ส่วนกล้องอีกชุด เป็นกล้องสำหรับคำนวณและประมวลผล โดยคำนวณว่าสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมาหรือยัง ตั้งอยู่บริเวณใดของกรง และหากพบระบบจะสั่งทำความสะอาดกรงให้เรียบร้อย

“พื้นกรงจะเป็นสายพาน แบ่งออกเป็น 2 ซีก ซ้ายและขวา เมื่อกล้องจับได้ว่าสุนัขอยู่คนละซีกของพื้นกรงกับสิ่งปฏิกูลที่สุนัขถ่ายออกมา ระบบจะเริ่มทำความสะอาดกรง ซีกที่มีสุนัขจะอยู่กับที่ ส่วนซีกที่มีสิ่งปฏิกูลจะเลื่อนออกจากตัวกรงวนกลับลงไปด้านล่างของกรง จากนั้นจะมีระบบฉีดน้ำ แปรงขัด และเป่าลมร้อนให้แห้ง ซึ่งพื้นกรงส่วนที่เลื่อนได้จะเป็นพื้นผิวเรียบ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย อีกทั้งระบบฉีดน้ำเป็นระบบแรงดันสูง ทำให้สิ่งปฏิกูลหลุดได้ง่าย ส่วนน้ำที่ใช้ชำระล้างสิ่งปฏิกูลจะมีถาดรองด้านล่างอีกชั้น จากนั้นจะไหลไปตามท่อที่เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้งไว้ ลักษณะการทำงานคล้ายเครื่องซักผ้าที่ต้องต่อท่อน้ำทิ้งไว้ และเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ซึ่งข้อกังวลในปลั๊กไฟที่เสียบค้างไว้ เพื่อให้ระบบควบคุมที่เชื่อมติดอยู่กับกรงได้ทำงานนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ในโอกาสเกิดไฟรั่วไปยังกรงอัจฉริยะแน่นอน เพราะระบบการจ่ายไฟและการนำไปใช้แยกระบบกัน”

กรณีสุนัขไม่อุจจาระ แต่ปัสสาวะเพียงอย่างเดียว เจ้าของสามารถตั้งเวลาทำความสะอาดกรงได้ โดยศึกษาจากพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเรา ซึ่งสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่เหมือนกัน

หากเจ้าของมีมากกว่า 1 คน ก็สามารถเชื่อมต่อระบบการมองเห็นผ่านแอปพลิเคชั่นพร้อมๆ กันได้ ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของระบบและการจัดการในแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการใช้ง่ายสามารถเรียนรู้ได้โดยง่าย ขอให้พื้นที่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไว้เท่านั้น

แนวคิดเดิมของ ผศ.ดร. ดุสิต คือการทำความสะอาดในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ไม่ใช่กรง ลักษณะคล้ายคอก แต่ความต้องการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือการนำไปใช้ประโยชน์ภายในโรงพยาบาลสัตว์ จึงจำเป็นต้องคิดรูปแบบของกรงขึ้นมา และเรียกว่า กรงอัจฉริยะ

กรงอัจฉริยะ มีขนาด 80x90x120 เซนติเมตร เหมาะสำหรับใส่สุนัขขนาดเล็กหรือแมว ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ครั้งละ 1 ตัว วัสดุที่ใช้ทำเป็นสแตนเลส ทำให้ต้นทุนกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ค่อนข้างสูง เฉพาะวัสดุที่ใช้ทำกรงเป็นสแตนเลส เกือบ 200,000 บาท แต่เป็นความต้องการของโรงพยาบาลสัตว์ จึงเลือกสแตนเลสมาใช้เป็นวัสดุ ทำให้กรงอัจฉริยะมีน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายลำบาก หากตั้งวางจะกินพื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร

“หากต้องการลดต้นทุนการผลิต สามารถเปลี่ยนวัสดุทำกรงจากสแตนเลสเป็นไม้หรือวัสดุอื่นที่คงทนแต่มีราคาถูกกว่าแทนได้ ซึ่งต้นทุนการผลิตที่ปรับวัสดุทำกรง จะอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 บาท แม้ว่ากรงอัจฉริยะจะทำให้เจ้าของสามารถมองเห็นสัตว์เลี้ยงของตนเองได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ในกรงเกิน 3 วัน เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงเครียดได้”

ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า กรงอัจฉริยะ สามารถปรับขนาดให้ได้ตามไซซ์สัตว์เลี้ยง เช่น แมว ลดขนาดกรงลง ส่วนสุนัขที่มีน้ำหนักมากกว่า 15 กิโลกรัม การผลิตกรงอัจฉริยะก็สามารถเพิ่มไซซ์ให้ใหญ่ขึ้นได้ตามขนาดของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มระบบการให้อาหารเสริม ตามความต้องการของเจ้าของได้เช่นกัน

กรงอัจฉริยะ

กรงสุนัขอัจฉริยะ (Smart Cage) เป็นนวัตกรรมสำหรับการช่วยเลี้ยงดูสุนัข ด้วยการนำเทคโนโลยทางการประมวลภาพมาใช้ตรวจจับสุนัขและสิ่งปฏิกูล หากตรวจพบสิ่งปฏิกูลก็จะสามารถกำจัดโดยอัตโนมัติ สามารถควบคุมสั่งการและตั้งค่ากรงสุนัขอัจฉริยะนี้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ วัตถุประสงค์หลักของเทคโนโลยี คือทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย และเพื่อสุขภาพสุขลักษณะอนามัยที่ดีของสุนัข

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

– สามารถทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล (ปัสสาวะ อุจจาระ) อัตโนมัติโดยใช้ระบบประมวลผลภาพ (image processing) ในการตรวจจับตำแหน่งของสุนัขและสิ่งปฏิกูล

– ตั้งเวลาในการให้อาหาร โดยสามารถกำหนดปริมาณในแต่ละมื้อได้

– สามารถดูสุนัขจากนอกบ้านผ่านแอปพลิแคชั่นมือถือ

– สามารถสั่งการและตั้งค่าระบบต่างๆ ของกรงสุนัขอัจฉริยะผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ

– มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ หากอาหารสุนัขใกล้หมด

การประยุกต์ใช้งาน นวัตกรรมนี้เหมาะสำหรับใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปที่มีสุนัข รวมถึงใช้ในโรงพยาบาลสัตว์ สำหรับดูแลสัตว์ป่วย

ตรวจฟาร์มปลอดโรค

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่จากฝ่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตหนองจอก เข้าเยี่ยมชมและทำการสวอปตรวจหาเชื้อโรคไก่ ภายในพานทองฟาร์ม เขตหนองจอก ผลการตรวจเป็นปกติ ซึ่งการตรวจดังกล่าวดำเนินการเป็นประจำ เพื่อยืนยันการเป็นฟาร์มปลอดโรค

“ไก่แจ้พานทอง” เพชรน้ำหนึ่ง สร้างมาตรฐาน ฟาร์มปลอดโรค

Published July 18, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

“ไก่แจ้พานทอง” เพชรน้ำหนึ่ง สร้างมาตรฐาน ฟาร์มปลอดโรค

สมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้เลี้ยงไก่แจ้ในยุคต้นๆ ของการเลี้ยงไก่แจ้ แม้ว่าจะมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมาก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่จัดเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งเป็นสมาคมหรือชมรมใดๆ อย่างเป็นทางการ และสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ยังถือเป็นสมาคมที่มีเป้าหมายในการรวมกลุ่มอย่างชัดเจนคือ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ตามชื่อการก่อตั้งสมาคม

ผู้ก่อตั้งสมาคม คือ คุณพานทอง สมานวิจิตร ที่อดีตเป็นข้าราชการครู แต่สนใจเลี้ยงไก่แจ้มาตั้งแต่ 30 ปีก่อน คู่ชีวิตของคุณพานทอง คือ คุณสุมน สมานวิจิตร ผู้ที่คุณพานทอง บอกว่า เป็นผู้ที่สนใจและบอกกับคุณพานทองว่า จะซื้อไก่แจ้มาเลี้ยง เลี้ยงเพื่อความสวยงาม เลี้ยงเพราะชอบ เลี้ยงสำหรับเป็นเพื่อนในขณะนั้น

ไก่แจ้คู่แรก ราคาคู่ละ 600 บาท การซื้อขายไก่แจ้ในอดีต คุณพานทอง เล่าว่า เป็นเรื่องปกปิดมาก คนซื้อไม่มีโอกาสได้รู้ว่าไก่แจ้ที่ไปซื้อจะได้สีอะไร รูปร่างลักษณะแบบไหน ทำได้แค่แจ้งให้ผู้ขายรู้ว่า เราต้องการซื้อไก่แจ้ จากนั้นนั่งรอจนกว่าผู้ขายจะนำไก่แจ้มาให้ เมื่อได้ไก่แจ้มาแล้ว การเลี้ยง การดูลักษณะพันธุ์ หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับไก่แจ้ทุกอย่าง ไม่มีใครถ่ายทอดให้ เป็นการเลี้ยงไก่แจ้แบบหวง และมีคนเลี้ยงจริงจังไม่มากนัก ทำให้การเลี้ยงไก่แจ้ในลักษณะของฟาร์มและการประกวด เป็นเรื่องห่างไกลสำหรับผู้สนใจ

“คู่แรกได้มา ก็ต่อกรงเลี้ยงบริเวณมุมของบ้าน เลี้ยงไปได้สักพักรู้สึกว่าคู่เดียวน้อยไป จึงไปซื้อมาเพิ่มรวมเป็น 3 คู่ เลี้ยงไปเรื่อยๆ ไก่แจ้ก็เริ่มให้ไข่และกกไข่ออกมาเป็นตัว เมื่อปริมาณมากขึ้น ก็ต้องต่อกรงขยายออกไป”

ด้านข้างของบ้านเป็นบ่อ เมื่อคิดจะขยายกรงเลี้ยงให้เป็นโรงเรือนสำหรับไก่แจ้ จึงคิดทำโรงเรือนบริเวณบ่อ แต่ทุนน้อย คุณสุมน จึงขอขี้เลนที่เรือขุดดูดขึ้นมานำมาถมจนเต็มบ่อ จากนั้นก็นำไม้เก่าและมุ้งเก่าที่พอมี นำมาประกอบ สร้างเป็นโรงเรือนขนาดพอเหมาะ แม้ว่าไก่แจ้ขณะนั้นยังไม่เป็นที่นิยม แต่คุณสุมนและคุณพานทอง ก็พร้อมจะให้ไก่แจ้ขยายพันธุ์ตามปกติ อีกทั้งคุณสุมนยังใช้ความรู้เท่าที่มี บวกกับการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ทำตู้ฟักด้วยตัวเอง

ตู้ฟัก เป็นผลงานหนึ่งที่คุณสุมนภาคภูมิใจ เพราะคิดค้นขึ้นเอง และมีคนมาติดต่อขอซื้อ รวมถึงถาดให้อาหารไก่แจ้ คุณสุมนคิดรูปแบบขึ้นเอง เพื่อลดการสูญเสียอาหารที่เกิดจากไก่เขี่ยหล่นออกนอกกรง ซึ่งถือเป็นต้นทุนชนิดหนึ่ง และไม่หวงหากมีผู้มาพบแล้วจำรูปแบบไปทำบ้าง

คุณพานทอง บอกว่า วิชาความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่แจ้ในอดีตไม่แพร่หลาย ไม่มีใครอยากให้ข้อมูลเสมือนเป็นความลับ ทำให้เกิดผู้เลี้ยงรายใหม่ขึ้นน้อย แต่สำหรับคุณสุมนและคุณพานทอง เห็นว่า เมื่อมีประสบการณ์ก็ควรแบ่งปัน ถ่ายทอด และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่แจ้ สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเลี้ยง จึงติดต่อและรวมกลุ่มคนเลี้ยงไก่แจ้ที่อยู่ใกล้เคียงและมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อตั้งเป็นชมรมส่งเสริมผู้เลี้ยงไก่แจ้กรุงเทพ ขึ้น เมื่อปี 2531 และเปลี่ยนเป็นสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ในภายหลัง

“พอเราได้ลูกไก่แจ้จำนวนมากขึ้น ต้นทุนการเลี้ยงก็สูงขึ้น จึงตัดสินใจนำลูกไก่แจ้ใส่กล่องตั้งใจไปขายตลาดนัดจตุจักร พอไปถึงพ่อค้าบอกไม่รับซื้อ จนญาติที่รู้จักขอร้องให้พ่อค้ารับซื้อจากเราไป ทำให้พ่อค้าซื้ออย่างเสียไม่ได้ เราก็ต้องขายเหมาในราคาที่ไม่ดีนัก ทั้งที่รู้ว่าของเราเป็นของดี แต่ก็ต้องง้อพ่อค้า ต้องยอมให้กดราคา”

ครั้งนั้น ทำให้คุณพานทอง กลับมาคิดว่า ไก่แจ้พันธุ์ดี ไม่ควรถูกกดราคาด้วยการรับซื้อเช่นนี้ จึงควรให้ผู้ซื้อหรือคนที่ต้องการเลี้ยงไก่แจ้จริงๆ เดินมาหามากกว่า วิธีหนึ่งที่คิดได้และมั่นใจว่า เป็นการส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมคือ การประกวดไก่แจ้ ซึ่งขณะนั้นมีการจัดการประกวดบ้าง ไม่บ่อยนัก ยิ่งเมื่อได้สัมผัสงานประกวดไก่แจ้ โดยคุณสุมนอุ้มไก่แจ้ 2 ตัวที่เลี้ยงไว้ ไปสมัครประกวดที่จังหวัดลพบุรี และครั้งนั้นเองที่คุณสุมนและคุณพานทองมั่นใจได้ว่า ไก่แจ้ที่มีอยู่ เป็นไก่แจ้ที่มีรูปร่างลักษณะได้มาตรฐานไก่แจ้ไทยที่ดี เพราะคว้าถ้วยรางวัลยอดเยี่ยมถึง 3 ถ้วย กลับมา

การจัดงานประกวดไก่แจ้ โดยสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย จึงมีขึ้นหลังจากนั้น โดยจัดขึ้นที่สุเหร่า มีผู้สนใจนำไก่แจ้เข้าร่วมประกวดกว่า 100 ตัว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้กับสุเหร่าทั้งหมด ซึ่งหลังงานประกวดทำให้ทราบว่า มีผู้สนใจเลี้ยงไก่แจ้จำนวนมาก และควรได้รับการส่งเสริมให้ไก่แจ้เป็นสัตว์เลี้ยงระดับแถวหน้าเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น โดยเฉพาะความรู้และประสบการณ์การเลี้ยงไก่แจ้ ควรมีการถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจ เพื่อให้ไก่แจ้ไทยได้มีพื้นที่ดีๆ ในสังคม

หลังงานประกวดที่จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทยครั้งแรกผ่านไป ความสำเร็จที่ได้รับ ทำให้การจัดงานประกวดครั้งต่อมามีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง 2-3 เดือน ต่อครั้ง

“แรกๆ เราจัดงานประกวดที่สุเหร่า บ่อยครั้งเราเปลี่ยนสถานที่จัดเป็นโรงเรียนบ้าง เพราะหลังงานประกวดจบลง รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายก็มอบให้กับสุเหร่าหรือโรงเรียน สิ่งหนึ่งที่คนนำไก่แจ้มาประกวด เพราะหลังการประกวดจบ เงินค่าสมัครที่จ่ายไปก็เหมือนเป็นการทำบุญมอบให้กับสุเหร่าหรือโรงเรียนด้วย”

คุณพานทอง แบ่งปันเทคนิคการเลี้ยงไก่แจ้ให้ได้ดี โดยให้ข้อมูลว่า ไก่แจ้ยังคงเป็นอาชีพหนึ่งที่ยังไปได้ดีในปัจจุบัน ผู้เลี้ยงควรรักที่จะเลี้ยง เพราะการเลี้ยงไก่แจ้ต้องใส่ใจในทุกเรื่อง การเลี้ยงไม่ยาก แต่การใส่ใจในการเลี้ยงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าต้องการเลี้ยงเล่นก็ต้องเริ่มจากรักและชอบมาก่อนเช่นเดียวกัน ส่วนจำนวนเลี้ยงจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เลี้ยง เพราะไก่แจ้สามารถเลี้ยงรวมกันได้เมื่อไก่ยังเล็ก แต่ถ้าไก่เริ่มโตจำเป็นต้องแยกกรงเลี้ยงเป็นคู่ ต้องใช้พื้นที่ รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ เช่น การเลี้ยงรวมกันเพื่อหาไก่เก่ง ไก่เก่งจะออกฟอร์มเมื่อเลี้ยงรวมหลายตัว เมื่อรู้ว่าตัวไหนเก่งก็ให้แยกออกมา เพราะหากปล่อยไว้ไก่ที่เลี้ยงรวมกัน หงอนจะเล็กและหางตก

กรงสำหรับไก่แจ้ 2 ตัว ควรมีขนาดกว้างพอให้ไก่ได้วิ่งเล่น คือ 80×100 เซนติเมตร หรือกว้างกว่านี้สำหรับกรงผสม แต่ขนาดกรงที่ให้ไว้เป็นขนาดที่ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาพฤติกรรมไก่ร่วมด้วยว่าเหมาะหรือไม่ อาจต้องกว้างกว่านี้หรือเล็กกว่านี้ก็ได้ เช่น ไก่แจ้ตัวผู้ที่ชอบไล่ไก่แจ้ตัวเมีย ก็ควรมีพื้นที่กว้างมากพอให้ตัวเมียได้วิ่งหนีหรือหลบเพื่อกินอาหารและพักผ่อนบ้าง แต่ถ้าไก่แจ้เป็นตัวที่คัดไว้เพื่อประกวด ก็จะไม่ให้ผสม เพราะอาจทำให้ฟอร์มไก่เสียรูป จำเป็นต้องเลี้ยงกรงเดี่ยว เพื่อให้ไก่ออกฟอร์ม

คุณพานทอง ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงไก่แจ้คือ ความสะอาด ซึ่งหมายถึงความสะอาดของกรง โรงเรือน และตัวไก่แจ้เอง

กรง และโรงเรือน ทำความสะอาดได้ทุกวัน เก็บขี้ไก่ เก็บขนไก่ เพราะไก่กินทุกวัน ถ่ายทุกวัน หากไม่ทำความสะอาดวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำ หากไม่ทำ ขี้ไก่จะหมักหมมและกลายเป็นความสกปรก สุดท้ายอาจทำให้ไก่ป่วย

ส่วนตัวไก่แจ้ โดยธรรมชาติของไก่ถ้ามีไรจะไซ้ขนตัวเอง หรือให้คู่อีกตัวที่อยู่ด้วยกันไซ้ หากไรทำให้ไก่คันมาก ไก่อาจจะจิกตัวเองหรือให้คู่อีกตัวจิกจนขนหลุดก็มี ดังนั้น ควรอาบน้ำให้ไก่อยู่เสมอ เหมือนการอาบน้ำในสัตว์ทุกชนิดโดยการราดน้ำ ฟอกสบู่ จากนั้นล้างน้ำสบู่ออกให้หมด นำไปเป่าขนด้วยไดร์ให้แห้ง หรือกรณีที่อากาศร้อน ควรเช็ดตัวให้หมาดแล้วปล่อยเข้ากรงให้ขนแห้งเอง ทั้งนี้ ทุกขั้นตอนควรทำด้วยความรวดเร็ว หากปล่อยไว้นานโอกาสไก่ป่วยก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

“ที่ฟาร์มจะอาบน้ำไก่อยู่เสมอ แชมพูที่ใช้จะเป็นกลุ่มสมุนไพร เพื่อป้องกันหากไก่จิกหรือไซ้ขนตัวเอง จะปลอดจากสารเคมี เราต้องคิดว่า เราเลี้ยงไก่ เราอุ้มไก่ ถ้าไก่มีไรก็จะไต่ตัวคนอุ้ม แต่ถ้าอาบน้ำนอกจากไม่มีไรแล้ว ขนก็สวย เรียบ นุ่ม น่าจับ”

ปัจจุบันเรามีไก่แจ้ประมาณ 80 คู่ และจะจัดการฟาร์มให้มีจำนวนไก่ไม่มากกว่านี้ เพื่อความสะดวกในการดูแลให้ทั่วถึง เมื่อได้ลูกไก่ในแต่ละล็อตก็ต้องเลี้ยงไว้แล้วคัดลูกไก่ที่ลักษณะไม่ค่อยดี (อยู่ที่การพิจารณาของผู้เลี้ยง) นำไปขาย คัดไว้เฉพาะลูกไก่ที่มีลักษณะดี เก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ หรือจะขายเองที่ฟาร์มก็ได้ ซึ่งลูกไก่ที่คัดออกจะนำไปขาย ได้ราคาตัวละ 20-50 บาท ก็พอใจในราคานี้แล้ว เพราะหากเขาไม่รับซื้อไว้ ลูกไก่เหล่านี้ก็จะตกเป็นภาระของฟาร์ม ซึ่งลูกไก่ที่ขายไปในราคา 20-50 บาท ต่อตัวนั้น พ่อค้าที่ซื้อไปอาจจะนำไปคัดต่ออีกครั้งแล้วนำไปขายในราคาที่แพงขึ้น ทำกำไรในการซื้อขายต่ออีกทอดหนึ่ง

คุณพานทอง กล่าวว่า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่แจ้ที่มีประมาณ 80 คู่ ไม่ได้มีครบทุกสี มีเฉพาะสีตลาด คือสีที่ได้รับความนิยม เช่น ขาวหางดำ กระ เบญจรงค์ สามสี เป็นต้น และราคาขายไก่ของฟาร์มพานทอง จะขายราคาเริ่มต้นที่ตัวละ 500 บาท และไก่แจ้ทุกตัวก่อนรับออกจากฟาร์ม ต้องได้รับวัคซีนพื้นฐานครบก่อน ผู้ซื้อจึงรับไปได้ และถ้าผู้ซื้อถูกใจไก่ตัวไหนในฟาร์ม เมื่อเราบอกราคาแล้วจะไม่คืนคำ ต้องขายตามราคาหากผู้ซื้อตอบตกลง แม้จะเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ที่อยากเก็บไว้เองก็ตาม และการซื้อขายตกลงราคา มีคุณสุมนทำหน้าที่ตรงนี้ ส่วนการทำหน้าที่ในสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ยังคงเป็นหน้าที่ของคุณพานทองเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกที่ให้ความไว้วางใจหลายร้อยคน คุณพานทอง บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และพร้อมจะส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย

ขอคำแนะนำหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณพานทอง สมานวิจิตร นายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย โทรศัพท์ (081) 823-7306 หรือ คุณสุมน สมานวิจิตร โทรศัพท์ (089) 205-6455 ติดตามความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊กได้ที่ “ไก่แจ้สวยงาม นกฟิ้นเจ็ดสี” หรือเว็บไซต์ของสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย http://www.bantamthai.org

%d bloggers like this: