สกู๊ปแนวหน้า

All posts tagged สกู๊ปแนวหน้า

ชำแหละ‘5องค์กรอิสระ’(จบ) ‘ประชามติ’…โอกาส‘ปฏิรูป’?

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228623

วันพุธ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

คณะกรรมการ ป.ป.ช.

แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะมีบทบาทค่อนข้างโดดเด่นในฐานะ “องค์กรปราบโกง” อาทิ การตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติตลอดจนพฤติกรรมการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อการทุจริต ทั้งของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง อีกทั้งยังมีอำนาจ “ฟ้องคดี” นำเรื่องที่ชี้มูลความผิดเข้าสู่ศาลได้ ซึ่งหลายคดีศาลก็มีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง อาทิ รักเกียรติ สุขธนะ (คดีทุจริตยา),วัฒนา อัศวเหม (คดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน), ทักษิณ ชินวัตร(คดีขายหุ้น 76,000 ล้านบาท)

แต่ ป.ป.ช.ก็มีปัญหาเช่นกัน โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องร้องเรียนค่อนข้าง “ล่าช้า” เนื่องจากแต่ละปีมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก รายงานวิชาการ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฐานความรู้ และบทเรียนเพื่อการปฏิรูป” ของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ต้นปี 2556 ป.ป.ช. มีเรื่องร้องเรียนค้างพิจารณาจากปีก่อนๆ ถึง 7,816 เรื่อง แต่ยังต้องรับเรื่องร้องเรียนใหม่อีก 2,878 เรื่อง ในปีนั้นสะสางเรื่องร้องเรียนได้ 2,208 เรื่อง เท่ากับว่าเมื่อสิ้นปี 2556 ป.ป.ช. มีเรื่องร้องเรียนค้างพิจารณารวม 8,484 เรื่อง

“สุภา ปิยะจิตติ” หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. เคยให้ความเห็นในงานสัมมนา “ปฏิรูป ป.ป.ช. แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” เมื่อกลางปี 2558 ระบุว่า หากจะปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ควรมีกฎหมายที่ “กำหนดกรอบระยะเวลา” ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อ ป.ป.ช. ส่งเรื่องต่อไปให้หน่วยงานต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานดังกล่าว

“บางคดีส่งไปนานกว่า 5 ปี ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ป.ป.ช. ต้องนัดทำความเข้าใจกับอัยการว่า หากมีคดีใดที่ส่งไปแล้ว 1 ปี ยังไม่คืบหน้า จะต้องมานั่งคุยกันว่าเพราะอะไร คดีที่เมื่อไม่มีการกำหนดอายุความแล้วมีปัญหาที่สุด คือ คดีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะกรณีที่ดิน ที่แม้ ป.ป.ช. จะชี้ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่เมื่อส่งไป กรมที่ดินก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีก บางคดีใช้เวลา 6-7 ปี ยังไม่เพิกถอน ทำให้พวกบุกรุกป่าไม้ไม่กลัว จึงอยากเขียนให้ชัดเพื่ออุดรูรั่ว ถ้ากำหนดตารางเวลาให้ชัดเจน ทุกคนจะไม่มีสิทธิแหก ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยไปลอยมา” กรรมการ ป.ป.ช.กล่าว

สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)

เป็นอีกหน่วยงานที่มีผลงานออกสื่อค่อนข้างบ่อย ในฐานะผู้ตรวจสอบความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ ล่าสุด ที่กำลังเป็นที่จับตามอง คือ การออกมาตั้งข้อสังเกตว่าหลายโครงการของ กทม. มีปัญหาเรื่องการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง อาทิ “อุโมงค์ไฟLED 39 ล้านบาท” ซึ่ง สตง.ตรวจพบข้อพิรุธหลายประการจนผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงข้าราชการประจำ อาจเข้าข่ายทุจริต

หรือโครงการที่อยู่กำลังระหว่างตรวจสอบ “รถดับเพลิงขนาดเล็ก” หลังซื้อมาแล้วพบว่าใช้งานไม่ได้จริง รวมถึง“การจัดซื้อเครื่องดนตรีให้โรงเรียนในสังกัด กทม.” ซึ่งพบว่าจำนวนเครื่องดนตรีไม่สอดคล้องกับจำนวนครูที่สอนเครื่องดนตรีชนิดนั้นๆ

แม้จะมีผลงานโดดเด่น แต่ สตง. ก็มีข้อจำกัดคือเป็นเหมือน “ยักษ์ไม่มีกระบอง” คือ ถึงตรวจสอบพบการกระทำผิดแต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เอง เช่น กรณีอุโมงค์ไฟLED 39 ล้านบาท ของ กทม. ที่ต้องส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. กับ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้สรุปว่าจะยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้องหรือไม่?

“วิลาศ จันทร์พิทักษ์” อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เคยเสนอแนะว่า ควรเพิ่มอำนาจ สตง. ให้สามารถสอบสวนและสั่งหน่วยงานพิจารณาในลักษณะเหมือน ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม..สำหรับอำนาจการฟ้องคดีนั้น “ปานเทพกล้าณรงค์ราญ” เคยให้ความเห็นไว้เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. ว่า ยังไม่เห็นด้วยที่ สตง.จะฟ้องศาลเองในคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา เพราะจะทำให้ทำงานซ้ำซ้อนกับ ป.ป.ช.

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จัดให้ กสม.อยู่ในหมวด “องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ” ทำหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้แม้จะคล้ายกับผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่มี“จุดแตกต่าง” คือ กสม. สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ไม่ว่าผู้กระทำละเมิดจะเป็นภาครัฐ ธุรกิจเอกชน หรือประชาชนก็ตาม ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบได้เฉพาะการกระทำของภาครัฐเท่านั้น

ในมุมหนึ่ง แม้ กสม. จะมีอำนาจบางประการที่เป็นจุดเด่นของตน คือ การนำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้หากกรณีนั้นจะกลายเป็บรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยรวม รวมถึงมีภาพลักษณ์ในฐานะ “องค์กรที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน” ดังที่ปรากฏว่าช่วงมีกระแสข่าวว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เสนอให้ยุบ กสม. กับผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกัน เครือข่ายภาคประชาชนต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ก่อนที่ร่างฯ ดังกล่าวจะถูกคว่ำโดย สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในเวลาต่อมา

แต่ กสม.ก็มีปัญหา อาทิ การได้มาซึ่งคณะกรรมการ โดย ศ.ดร.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 256 วรรค 5 จะพบว่า คณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสม.ที่อิงตาม มาตรา 243 จะเป็นผู้แทนจากศาลต่างๆ รวมกับผู้แทนฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แต่ “ไม่มีผู้แทนภาคประชาชน” แม้แต่คนเดียว ต่างจาก รธน.2540 ที่มีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ด้วย

ขณะที่รายงานของสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ กสม. คือข้อจำกัดในการทำให้รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องนำมาตรการเยียวยาผู้เสียหายหรือข้อเสนอแนะของ กสม. ไปปรับปรุงแก้ไขหน่วยงานของตน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อกังวลในร่าง รธน. ฉบับที่กำลังจะลง “ประชามติ” ครั้งนี้ โดย “สุนี ไชยรส” อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) ในฐานะอดีต กสม.ชุดแรก ตั้งข้อสังเกตว่า กสม. ถูก “ลดอำนาจหน้าที่”ไปจากเดิม อาทิ รธน. 2550 มาตรา 257 (4) การนำคดีขึ้นสู่ศาลหากกรณีนั้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนโดยรวม หรือ รธน. 2550 มาตรา 257 (7) การทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ซึ่งร่าง รธน.ฉบับล่าสุด มาตรา 247ได้ตัดอำนาจ 2 ประการนี้ออกไป

ทั้งหมดนี้ เป็นการสะท้อนภาพของ “4+1 องค์กรอิสระ” ว่านับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมามีบทบาทหน้าที่อย่างไร? และมีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วงตามเจตนารมณ์ขององค์กร ซึ่งก็หวังว่าการออก พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็รักษาไว้ สิ่งไหนที่เป็นข้อจำกัดก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ชำแหละ‘5องค์กรอิสระ’(1) ‘ประชามติ’…โอกาส‘ปฏิรูป’?

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228422

วันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ใกล้เข้ามาทุกทีกับ “7 สิงหาคม 2559” วันออกเสียง “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลก็ดี คณะกรรมการร่ารัฐธรรมนูญ(กรธ.) ก็ดี กำลังรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ หากเป็นไปตาม“Road Map” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หรือร่างรัฐธรรมนูญ “ผ่าน” เรื่องต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือการร่าง “พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มีอยู่ราว 10 ฉบับให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน ภายหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ จากนั้นจึง “คืนอำนาจให้ประชาชน” เข้าสู่การจัดการเลือกตั้ง

ในบรรดากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ หากใช้เกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อันเป็นฉบับล่าสุดที่ใช้ในห้วงเวลาปกติ จะมีอยู่ 4 ฉบับที่เกี่ยวกับ “องค์กรอิสระ” และอีก 1 ฉบับที่เกี่ยวกับองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อปี 2558 “สถาบันพระปกเกล้า” เผยแพร่ รายงานวิชาการเรื่อง “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฐานความรู้ และบทเรียนเพื่อการปฏิรูป” มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปทั้ง “4+1 องค์กร” ไว้ค่อนข้างน่าสนใจ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ที่ผ่านมาแม้การทำหน้าที่อำนวยการเลือกตั้งจะเป็นที่น่าพอใจของผู้ใช้สิทธิ์ แต่ในด้านอื่นๆ อาทิ ด้านการสืบสวนสอบสวน วินิจฉัยและดำเนินคดี มีปัญหาเรื่องความรวดเร็ว ขาดกฎหมาย-กฎระเบียบที่เป็นธรรมและโปร่งใสมีมาตรฐานชัดเจน ขาดมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง หรือด้านการพัฒนาพรรคการเมือง ยังขาดการส่งเสริมศักยภาพพรรคการเมืองขนาดเล็ก ขณะที่บางพรรคถูกตั้งขึ้นเพียงเพื่อรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ อีกทั้งการควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งยังไม่เห็นผลชัดเจน เป็นต้น

ข้อเสนอแนะ : เริ่มตั้งแต่ 1.ที่มาของคณะกรรมการสรรหา กกต. นอกจากผู้แทนจากศาล (ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด) กับผู้แทนฝ่ายการเมือง(ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร) รวม 5 คนแล้ว ควรเพิ่มผู้แทนจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาควิชาชีพอิสระ และภาคสื่อสารมวลชน ไปอีกกลุ่มละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 15 คน

จากนั้นคณะกรรมการสรรหาฯ จะคัดเลือกรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็น กกต.ขึ้นมาจำนวน 2 เท่าของจำนวน กกต. เพื่อให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาตรวจสอบความเหมาะสมอีกชั้นหนึ่ง ก่อนพิจารณาแต่งตั้งให้เป็น กกต. เพื่อ “เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน” อย่างแท้จริง และกระบวนการสรรหาทุกขั้นตอนต้อง “เปิดเผยต่อสาธารณะ” เพื่อให้เกิดความโปร่งใสว่าเหตุใดจึงเลือกบุคคลเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม..ประเด็นนี้ดูจะ “สวนทาง” กับความเห็นของ กกต.ปัจจุบัน โดย “นายศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. ระบุว่า ที่มาของ กกต. ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นดีแล้ว แต่จะดีกว่าถ้า “ไม่มีตัวแทนจากภาคการเมือง” เนื่องจากจะทำให้กระบวนการสรรหาปลอดจากการ “แทรกแซง”ของฝ่ายการเมืองอย่างแท้จริง

2.กำหนด “นิยามมาตรฐาน” ของผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. ให้ชัดเจน อาทิ คำว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” จะใช้เกณฑ์ชี้วัดอย่างไร หรือ “มีความเป็นกลางทางการเมือง” จะพิจารณาจากอะไร ซึ่งต้องมี “แบบรายการตรวจสอบ”(Checklist) ให้กรรมการสรรหาแต่ละคนระบุเป็นข้อๆ พร้อมลงลายมือชื่อกำกับ

3.ปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งให้รวดเร็ว โปร่งใส มีประสิทธิภาพ อาทิ ด้านค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการเฉพาะ อีกทั้งควรเปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและร้องเรียนด้วย นอกจากนี้ควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง ทั้งจากการข่มขู่คุกคามและการฟ้องร้องด้วยเจตนาที่ไม่เป็นธรรม

สำหรับประเด็นการตรวจสอบการเลือกตั้ง “นายบุญส่ง น้อยโสภณ” กกต.รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวน เคยให้ข้อเสนอแนะไว้ว่า ควรแก้กฎหมาย “ติดดาบ” ให้อำนาจพนักงานสืบสวนสอบสวน กกต. สามารถออกหมายเรียก จับกุม ตรวจค้น ยึดเอกสาร ทรัพย์สิน หรือพยานหลักฐาน เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด เทียบเท่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ที่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีการพิจารณาคดีอาญา เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมหลักฐานเอาผิดผู้ทุจริตเลือกตั้ง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน (Ombudsman)

มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามมากในประเด็น “ความซ้ำซ้อน” กับอีกหน่วยงานหนึ่งอย่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) จนเกือบถูก “ยุบรวม” มาแล้วครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังขาดการทำงานเชิงรุก เน้นรับเรื่องร้องเรียนเป็นรายกรณีไปเท่านั้น

อีกทั้งยังมีสถานะเป็นเพียง “ยักษ์ไร้กระบอง” แม้จะตรวจสอบจนปรากฏข้อเท็จจริง แต่ก็ไม่สามารถฟ้องร้องผู้กระทำผิดหรือสั่งให้หน่วยงานที่มีปัญหาปรับปรุงแก้ไขได้ สะท้อนจากการให้คะแนนความพึงพอใจของประชาชน ที่พบว่าด้านการดำเนินงานหลังมีคำวินิจฉัยได้คะแนนค่อนข้างต่ำ

ข้อเสนอแนะ : มีหลายประการ แต่อาจสรุปได้ดังนี้ 1.แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้มากขึ้น อาทิ สามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กับผู้เสียหายที่มาร้องเรียนได้, มีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนและพยานที่มาให้ข้อมูล, กำหนดให้หน่วยงานที่ถูกร้องเรียนต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น 2.ต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น ผ่านการประสานกับเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ใกล้ชิดลงลึกไปในระดับชุมชน เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนอย่างเป็นระบบ

บทความ “ศรัทธา ความเชื่อ ความหวัง 15 ปี กับผู้ตรวจการแผ่นดิน” โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ระบุว่า แม้การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินจะไม่เป็นที่ชัดเจนในสายตาประชาชนมากนัก แต่มีเรื่องหนึ่งที่ถือเป็น “ผลงานสำคัญ” นั่นคือข้อเสนอให้ “ถ่ายสำเนาบัตรประชาชนด้านหน้าเพียงด้านเดียว” จากกรณีมีประชาชนร้องเรียนว่าประสบความลำบากในการต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งหน่วยงานรับผิดชอบบัตรประชาชนอย่าง กระทรวงมหาดไทย ก็ปรับเปลี่ยนตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะดังกล่าว

แม้เป็นเพียง “เรื่องเล็กๆ” แต่ทำให้ประชาชน “สะดวกขึ้น” เมื่อต้องไปติดต่อราชการ!!!

อย่างไรก็ตาม..ด้วยความที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ประชาชนนิยมร้องทุกข์ เช่น ในปี 2557 มีเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 4,729 เรื่อง พิจารณาแล้วเสร็จ 2,828 เรื่อง หรือเกือบร้อยละ 60 ทำให้แต่ละวันมีเรื่องเข้ามาทั้งใหญ่และเล็ก ซึ่งเรื่องใหญ่ๆ ที่สังคมให้ความสนใจ เช่น กรณี วัดพระธรรมกาย ที่ทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนและไม่สนับสนุนวัดดังกล่าวต่างก็ส่งข้อร้องเรียนมาให้
ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณา นี่จึงกลายเป็น “บททดสอบ” การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่าจะสามารถทำให้สังคมเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด?

(โปรดติดตามต่อฉบับหน้า)

SCOOP@NAEWNA.COM

เตะหมา…ไม่ติดคุก!?!?! เข้าใจ‘กม.ทารุณสัตว์’…รอด!

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228285

วันจันทร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“หรือชีวิตหมามีค่ามากกว่าชีวิตคน?”…“เจอหมามีเจ้าของ ให้เตะเจ้าของหมา”…“เตะเมียแค่ถูกปรับ แต่เตะหมาถึงกับติดคุก”…ฯลฯ

นี่คือ “วลีฮิต” ที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์ ภายหลัง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 หรือ “พ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์” ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2557 ซึ่งหลังจากนั้นมีประเด็น “ดราม่า” เกิดขึ้นรายวัน

มุมหนึ่ง “คนรักสัตว์” โดยเฉพาะ “สุนัข-แมว” รู้สึกดีใจว่าในที่สุดกฎหมายดังกล่าวก็ออกมาเสียทีหลังจากผลักดันกันมานาน เพราะที่ผ่านมามีสัตว์ถูกทารุณกรรมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีบทลงโทษโดยตรง

แต่อีกมุมหนึ่ง ด้วยความที่กฎหมายนี้มีโทษรุนแรงถึงขั้น “ติดคุก” อีกทั้งมีผู้ถูกจับดำเนินคดี ทำให้หลายคนไม่กล้าทำอะไรสัตว์ แม้จะเข้าข่าย “ป้องกันชีวิต” และทรัพย์สินของตน เช่น เจ้าของไก่ชนไม่กล้ายิงสุนัขของเพื่อนบ้านที่เข้ามากัดไก่ที่ตนเลี้ยงไว้ รวมถึงปัญหา “หมาจรจัด” ก่อความเดือดร้อนรำคาญ คนที่สัญจรไป-มาก็รู้สึก “อึดอัด” ต้องเหลียวซ้ายแลขวาหลบหลีกสุนัขเหล่านี้ เพราะหากไปตอบโต้ใช้กำลัง อาจถูกแจ้งความดำเนินคดี รวมถึงถูกบรรดาคนรักสัตว์ “ประจาน” บนโลกออนไลน์

ที่เวทีเสวนา “ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557” วันที่ 23-24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา “นายนิกร จำนง” ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณากฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า “สิทธิสัตว์” ในสังคมไทยถือเป็น “เรื่องใหม่” โดยตามแนวคิดเดิมช่วงที่ร่าง พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ฯ ต้องการให้มีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน หรือ “6 เดือนให้หลัง” เมื่อถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีเวลา “ทำความเข้าใจ” กับประชาชน แต่ท้ายที่สุดกลับออกมาเป็นให้ผลบังคับใช้ทันที ปัญหาที่ตามมา คือ…

“สับสน” และ “ขัดแย้ง”!!!

“กฎหมายแบบนี้เป็นกฎหมายใหม่ ต้องให้เวลาประชาชน ผมขอ 180 วัน แล้วกรมปศุสัตว์ที่ดูแลกฎหมายนี้ต้องไปอธิบายกับประชาชน ให้เขาได้เตรียมตัว รออีกแค่ 180 วันไม่ได้หรือ? เพื่อทำให้คนไทยเข้าใจว่ากฎหมายเป็นแบบนี้นะ แต่สุดท้ายเขาประกาศวันรุ่งขึ้น ก็เลยมีแรงสะท้อนไม่จบ เราก็ต้องมาทำความเข้าใจกันต่อ ประเด็นที่ขัดแย้งกันนี่ถือเป็นการทำความเข้าใจของประชาชน” นายนิกร กล่าว

เมื่อกฎหมายถูกประกาศใช้โดยสังคมยังไม่รับรู้และเข้าใจ ด้านหนึ่งบรรดาคนรักสัตว์ก็เริ่มออก “ไล่ล่า” ใครก็ตามที่ทำร้ายสัตว์ เพื่อนำมา “บูชายัญ” ร้องทุกข์กล่าวโทษ จนนำไปสู่การดำเนินคดี หลายกรณีเป็นพฤติกรรมทารุณโหดร้ายจริง แต่บางกรณี “ก้ำกึ่ง” กับการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตน ทว่าเมื่อปรากฏเป็นข่าวว่ามีการจับกุมและศาลมีคำพิพากษาลงโทษ ทำให้คนที่แม้จะไม่ได้ “เกลียดสัตว์” แต่ไม่ได้ “อิน” กับการต้องปกป้องสัตว์ในทุกกรณี รู้สึก “ไม่พอใจ” ทั้งสัตว์และคนรักสัตว์ จนเกิดเป็น “แรงต้าน”

“มันเป็นผลข้างเคียงที่เราไม่ระวัง วันๆ เราจะออกไปล่าคนที่ทำกับสัตว์แล้วเอามาบูชายัญ มันจะต้องไปคิดด้วยว่าจะทำให้สัตว์ได้รับการดูแลอย่างไรจะดีกว่า”

นายนิกร ระบุว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากจะมีบทลงโทษต่อการทารุณและทอดทิ้งสัตว์แล้ว ยังมีหลักการเรื่องการ “จัดสวัสดิภาพ” ให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย โดยมาตรา 4 ให้อำนาจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น มาตรา 22 ว่าด้วยหน้าที่ของเจ้าของหรือผู้เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น อีกทั้งหากมีประกาศแล้ว มาตรา 32
ยังกำหนดโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท สำหรับผู้ฝ่าฝืนด้วย

แม้เรื่องของสุนัขและแมวจะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ แต่จริงๆ แล้ว กฎหมายฉบับนี้ในมาตรา 3 คุ้มครองสัตว์ทุกชนิด…“น.ส.ณัฐภัทร ถวัลยโพธิ” กรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยกตัวอย่าง “ช้าง” ในอดีตมีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะ “ช้างป่า” เท่านั้น แต่เมื่อช้างป่ากลายเป็น “ช้างบ้าน” มีเจ้าของเลี้ยงไว้ใช้งานก็ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง หรือ “สัตว์พาหนะ” ทั้งช้าง ม้า ลา ล่อ โค กระบือ ไม่เคยมีกฎหมายห้ามการทารุณมาก่อนเช่นกัน

“ช้าง ม้า ลา ล่อ โค กระบือ ที่มนุษย์เลี้ยงไว้เป็นสัตว์พาหนะ ก็ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ส่งผลให้เจ้าของมีหน้าที่ต้องจัดสวัสดิภาพให้ รวมถึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติห้ามทำร้ายด้วย” น.ส.ณัฐภัทร กล่าว

อะไรคือการทารุณสัตว์?…หากดูนิยามในมาตรา 3 จะหมายความรวมทั้งการกระทำหรือไม่กระทำการใดๆ อันทำให้สัตว์
เกิดความทุกข์ทรมานไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจ ทำให้บาดเจ็บ ป่วย พิการ ตาย การข่มขืนกระทำชำเราสัตว์ การใช้สัตว์ป่วย ชรา
พิการ ตั้งท้องเพื่อแสวงหาประโยชน์ รวมถึงการใช้สัตว์ทำงานจนเกินสมควร

ทั้งนี้ มาตรา 20 ระบุว่าห้ามทารุณสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยในมาตรา 31 ระบุว่าผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 21 (6) ยังระบุว่า การฆ่าสัตว์เพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินตามเหตุจำเป็น ไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมายนี้

“นายสุเทพ ยิ้มละมุล” ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรณีมีคดีความเกี่ยวกับการทารุณสัตว์ ก็ต้องดู “ข้อเท็จจริง” ด้วยว่าเป็นอย่างไร เข้าข่ายมีความผิดต้องลงโทษหรือไม่ หรือถ้าจะลงโทษจะลงโทษในระดับใด แต่โดยทั่วไปแล้ว หากเป็นพฤติกรรมที่ไม่รุนแรง หรือเป็นความผิดครั้งแรก ศาลมักไม่ลงโทษในอัตราสูง

ผอ.สำนักกฎหมาย กรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนไม่ต้องไปตกใจ กฎหมายไม่ได้บอกว่าทารุณแล้วจะผิดทันที เขาบอกว่า “โดยไม่มีเหตุอันสมควร” ตรงนี้ต้องดูข้อเท็จจริง ดูบริบทของแต่ละเรื่อง มีข้อเท็จจริงที่ตำรวจและอัยการต้องส่งขึ้นไปว่าควรจะลงโทษหรือไม่ ส่วนโทษนั้น คำว่า “จำคุก” ไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โทษจำคุกถ้าดูแล้วไม่รุนแรงอย่างมากศาลก็ไม่ค่อยลงโทษ เขาจะลงแล้วให้ “รอลงอาญาไว้” ยกเว้นที่แรงๆ อย่างเอาสุนัขโยนลงจากตึกลงมาตาย แบบนี้ศาลเห็นว่าเป็นเรื่องทารุณโหดร้ายมาก คุณจะไปทะเลาะกับใครก็แล้วแต่…

แต่ไม่ควรไปทำกับสัตว์…

เพราะศาลไม่รอลงอาญา!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

ชุมชน’บุกรุก’หรือ’ทหาร’บีบคั้น’? เปิดหลักฐานพิสูจน์ปมไล่ที่’แสมสาร’

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228162

วันเสาร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 19.56 น.

“ถิ่นชาวประมง สักการะองค์หลวงพ่อดำ งามล้ำเกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยวไทย ฟ้าใสทะเลงาม สมนามแสมสาร”

คำขวัญประจำตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งปัจจุบันจัดเป็น “แหล่งอาหารทะเลสด” ชื่อดังแห่งหนึ่งของไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ เมื่อสืบสาวย้อนไปหาอดีต ตำบลแสมสารถือเป็น “ชุมชนเก่าแก่” ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เช่นกัน

นับตั้งแต่จังหวัดชลบุรีตั้งขึ้นในปี 2446 ขณะนั้น บ้านแสมสารเป็นส่วนหนึ่งของ “บางละมุง” ก่อนที่จะแตกออกเป็น อ.บางละมุง อ.สัตหีบ และอำเภออื่นๆ ในเวลาต่อมา เอกสารเก่าแก่ที่สุดที่บอกเล่าการมีตัวตนของชุมชนแสมสาร คือแผนที่ “ปราจิณบุรี” ซึ่งระบุปีที่สำรวจคือ 2460 และปีที่จัดพิมพ์คือ 2465 แผนที่ดังกล่าวแผ่นดินบริเวณ “ช่องแสมสาร” ปรากฏภาพของ “วัด” และ “เจดีย์” บนแผนที่ด้วย


“แผนที่ปราจิณบุรี” จัดพิมพ์ในปี 2465 ในวงกลมสีแดงคือวัดและเจดีย์

ซึ่งวัดดังกล่าวก็คือ “วัดช่องแสมสาร” มีประวัติว่าเริ่มก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่นี่มีตำนานของ “หลวงพ่อดำ” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวแสมสาร และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา หรือการรับรองวัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2494 มีจอมพล ป.(แปลก) พิบูลย์สงคราม เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ


หนังสือรับรองการก่อตั้งวัดช่องแสมสารอย่างเป็นทางการ

อีกข้อบ่งชี้ว่าแสมสารเป็นชุมชนเก่าแก่ คือ “โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนชุมชนบ้านช่องแสมสาร) โดยเอกสารเก่าแก่เท่าที่สืบค้นได้ พบว่ามีนักเรียนเข้าเรียนมาตั้งแต่ปี 2479 แล้ว และเมื่อย้อนไปดูวันเดือนปีเกิดของเด็กนักเรียนแต่ละคน พบว่าเกิดในช่วงยุคปลายทศวรรษที่ 2460 ถึงต้นทศวรรษที่ 2470 ซึ่งในขณะนั้น สัตหีบยังมีฐานะเป็นเพียงตำบล

บ้านแสมสารจึงถือเป็น “มรดกทางประวัติศาสตร์” อีกแห่งหนึ่งของไทย!!!


บันทึกการเข้าเรียนของเด็กนักเรียน ร.ร.บ้านช่องแสมสาร ในปี 2479

ทว่าเวลานี้..ชาวชุมชนแสมสารกำลังมีข้อขัดแย้งกับ “กองทัพเรือ” (ทร.) โดย ทร. ระบุว่า ชาวบ้านบุกรุกเข้าไปใน “เขตทหาร” หรือพื้นที่ด้านความมั่นคง ขณะที่ฝั่งชาวบ้าน ยกกฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นโต้แย้ง อาทิ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2478 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 โดยใน มาตรา 4 ห้ามผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปในปี 2497 เมื่อมีประมวลกฎหมายที่ดินเกิดขึ้น ชาวแสมสารจึงตั้งข้อสังเกตว่า..

“ในเมื่อมีชุมชนอยู่ก่อนแล้ว..จะเรียกว่ารกร้างว่างเปล่าได้อย่างไร?”

นอกจากนี้..สิ่งที่ชาวแสมสารเรียกร้องขอความเป็นธรรม คือเมื่อมี ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ซึ่งระบุว่า มาตรา 5 ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ในทางกฎหมาย ชาวชุมชนแสมสารถือว่า “ขาดสิทธิ์” ไปแล้ว แต่หากมองตามความเป็นจริงในปี 2497 พื้นที่ชุมชนแสมสารถือว่า “ไกลปืนเที่ยง” ข่าวสารจากภายนอกไม่ค่อยเข้าถึง อีกทั้งผู้คนที่รู้หนังสือ “อ่านออกเขียนได้” มีน้อยมาก นอกจากนี้ เหตุวาตภัยในปี 2495 ได้ทำลายที่ว่าการอำเภอบางละมุง และกิ่งอำเภอสัตหีบไปด้วย ส่งผลให้เอกสารที่เกี่ยวกับชุมชนสูญหายไปเป็นจำนวนมาก การที่ภาครัฐยึดกับข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

อาจจะดู “ไม่เป็นธรรม” เกินไปหรือไม่?

วันนี้ชาวชุมชนแสมสาร..ขอเพียงโอกาส “พิสูจน์สิทธิ์” เพื่อยืนยันตัวตน ณ “ผืนแผ่นดินบรรพชน” ของพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้ชาวบ้านรายหนึ่ง ฝากข้อคิดว่า..กฎหมายหากไม่สอดรับกับบริบทแห่งข้อเท็จจริง ก็น่าจะ “ปรับแก้” เพื่อให้ “อำนวยความยุติธรรม” อย่างแท้จริง

หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง..พร้อมที่จะ “เปิดใจ” รับฟังข้อมูลอย่าง “รอบด้าน” หรือไม่?


บัตรประชาชนของชาวบ้านแสมสาร ระบุวันเกิดในปี 2457 และ 2458

SCOOP@NAEWNA.COM

ทางออก…ประกันสังคม‘ม.39’ ‘เตือนก่อนตัด’สกัดหลุดระบบ

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227880

วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัจจุบันประชากรของไทยอยู่ภายใต้กองทุนหลักประกันหลากหลายประเภท สำหรับประชาชนทั่วไปใช้สิทธิ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” นอกจากนี้ยังมี“ประกันสังคม” เป็นกองทุนสำหรับแรงงานทั้งในและนอกระบบ

“มนุษย์เงินเดือน” หรือแรงงานในระบบนั้นอยู่ภายใต้ มาตรา 33 ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุน คิดเป็นสัดส่วนลูกจ้างร้อยละ 5 นายจ้างร้อยละ 5 รัฐบาลร้อยละ 2.75 ของฐานเงินค่าจ้าง, “มาตรา 39” หรือผู้ที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือน ต่อมาออกจากงาน แต่ยังต้องการใช้สิทธิก็จะส่งเงินสมทบต่อ 432 บาทต่อเดือน และ มาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่เคยอยู่ในมาตรา 33 และ 39

ทว่า…ไม่นานนี้บรรดาสมาชิก “เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน” ออกมาระบุว่า แต่ละปีมีผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต้อง “หลุด”
ออกจากระบบ เพราะ “ขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันครบ 90 วัน”ซึ่งพวกเขามองว่า “ไม่เป็นธรรม” เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้วสำนักงานประกันสังคมไม่เคย “เตือนล่วงหน้า” ว่าใกล้ครบกำหนดแล้ว พร้อมยืนยันว่าคนเหล่านี้จำนวนมากไม่มีเจตนา “เบี้ยว”

“ชาลี ลอยสูง” รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าปัญหา
ผู้ประกันตนมาตรา 39 หลุดออกจากระบบ เป็นปัญหา “ซ้ำซาก” ที่ผ่านมาเคยมีการ “นิรโทษกรรม” หรือ “คืนสิทธิ” ให้ผู้ขาดส่งเงินสมทบมาแล้ว แต่ไม่นานก็เกิดปัญหาเดิมอีก เพราะไม่มีการเตือนล่วงหน้า

“เขาไม่มีเตือนนะ เขาถือเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ประกันตน เขาบอกว่าถ้าต้องเตือนมันทำไม่ไหวหรอกมันทั่วทั้งประเทศ คงต้องไปดูว่ากำลังของประกันสังคมมีเพียงพอหรือเปล่า?” ชาลี ระบุ

รองประธาน คสรท. กล่าวต่อว่า กลุ่มคนที่ขาดส่งเงินสมทบตามมาตรา 39 อาจมีได้ทั้ง 2 สาเหตุ คือ “ลืมจริง”เนื่องจากไม่มีการเตือนล่วงหน้า กับ “แกล้งลืม” คือ ไม่มีเงินทำให้ขาดส่งในบางช่วงเวลา ซึ่งต้องดูเป็นรายกรณีๆไป แต่หากถามว่าจะให้แก้ไขอย่างไรบ้างก็แนะนำว่าให้เตือนด้วย “ข้อความสั้น”(SMS) เพราะยุคนี้ใครๆก็มีโทรศัพท์มือถือใช้กันแล้ว

“ถ้าส่งหนังสือไปทางไปรษณีย์ผมว่าไม่ค่อยได้ผล หลายคนย้ายที่อยู่แล้วไม่ได้แจ้ง เดี๋ยวนี้ทุกคนมีโทรศัพท์กันหมด จะได้ผลเร็วกว่า แต่ก็มีค่าใช้จ่าย ต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง” ชาลี ให้ความเห็น

ขณะที่ “ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์” ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 39อาจแบ่งปัญหาได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ขาดส่งครบ 90 วันแล้วถูก “ตัดสิทธิ” และ 2.กลุ่มที่ขาดส่งแบบไม่ครบ 90 วัน แต่ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม การเตือนล่วงหน้าถือเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นสิ่งที่สำนักงานประกันสังคมควรทำ

ยกตัวอย่าง “ธนาคาร” ที่เมื่อไปทำธุรกรรมใดๆ ซึ่งต้องมีการส่งเงินอย่างต่อเนื่องทุกเดือน หากเดือนใดไม่ได้ส่งจะมี SMS เข้ามาในโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้การ “ส่งช้า”นอกจากเงินที่ต้องชำระตามปกติแล้ว ยังมี “ค่าปรับ” ด้วย จึงมองว่าสำนักงานประกันสังคมน่าจะนำระบบนี้มาใช้ เพราะไม่ต้อง “แบกภาระ” ค่าใช้จ่ายอย่างที่กังวล หรือ“ค่าน้ำ-ค่าไฟ” เมื่อก่อนถึงเวลา ถ้าไม่จ่ายก็โดน “ยกมิเตอร์” แต่เดี๋ยวนี้มีการเตือนมากขึ้น

“ผมไม่ได้บอกว่าประกันสังคมผิดนะ แต่นอกจากในแง่กฎหมายแล้ว ต้องมองในแง่ความเป็นธรรมด้วย สมมุติเขาส่งมาตลอด 5-6 ปี ทำไมแค่ขาดไปนิดเดียว แถมไม่เตือนเขา แล้วไปบอกว่าจะตัด ปี’57 หลุดไป 9 หมื่นกว่า พอปี’58 หลุดไปแสนกว่า ก็แสดงว่าไม่มีระบบอะไรเลยที่ไปเตือนเขา”

“ดร.ยงยุทธ” อธิบายว่า ถ้าส่งข้อความเข้า SMS ก็แค่ 3-4 บาท ตรงนี้มี “ค่าปรับ” อยู่แล้ว การเตือนนี่ไม่ได้เตือนเปล่าๆ ถ้าผู้ประกันตนส่งไม่ตรงเวลาก็ต้องมีค่าปรับ 2 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว กับค่า SMS ตนมองว่า “คุ้ม” เพราะ 2 เปอร์เซ็นต์ของเงิน 400 กว่าบาท เท่ากับ 8-10 บาท แต่ SMS แค่ 3-4 บาท เตือน 2 ครั้งยังไม่ถึงเลย ค่าปรับก็ได้อยู่แล้ว ประกันสังคมไม่เสียอะไร

ทั้งนี้ ในมาตรา 39 วรรค 4 ระบุว่า ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่ง(มาตรา 39) ซึ่งไม่ส่งเงินสมทบ หรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคสาม “ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินสมทบที่ยังมิได้นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงินสมทบ” สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันหรือมากกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่งเดือนถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง

“ดร.ยงยุทธ” ให้ความเห็นว่า ธรรมชาติของผู้ส่งเงินประกันสังคมตามมาตรา 39 คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รายได้อาจไม่เท่ากันทุกเดือน ดังนั้นการขาดส่ง-ส่งไม่ครบ จึงอาจเกิดขึ้นได้ดังนั้นสำนักงานประกันสังคมน่าจะมีมาตรการที่ “ยืดหยุ่น” มากกว่านี้ โดยเปรียบเทียบกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่ยังมีมาตรการผ่อนผันหรือ “พักชำระหนี้” ของเกษตรกร ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระประเภทหนึ่งเช่นกัน

“ทำไมชาวนาเรายังผ่อนชำระหนี้ได้ เลื่อนให้เขาได้ถ้ามีปัญหาเศรษฐกิจ คนที่เขาออกนอกระบบไปแล้ว การส่งเงินเข้ารัฐเขาก็อาจมีปัญหาในบางช่วง แต่เขาไม่มีเจตนาที่จะขาดส่ง ดูธ.ก.ส. เขามีพักหนี้มีผ่อนชำระหนี้ นั่นเขาเงินมหาศาล นี่แค่ 400 กว่าบาท 3 เดือนก็พันกว่าบาท ไม่ได้มากเลย”

นักวิชาการด้านแรงงานจาก TDRI ฝากทิ้งท้ายว่า ตลอดมาประกันสังคมทำงานเบามาตลอด เล่นกับแต่มนุษย์
เงินเดือน คือ มาตรา 33 มาอย่างยาวนาน พวกนี้มีคนส่ง มีคนไปจ่ายให้ แต่มาตรา 39 ไม่มีนายจ้าง เขาส่งเอง อาจมีปัญหามากกว่า แต่ตนมองว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการ เป็น “บริการ” อย่างหนึ่งที่ต้องดูแลทั้งมาตรา 39 และ 40 ไม่ใช่ว่าไปตามกฎหมายอย่างเดียว ก็ดูไม่ยุติธรรม แล้วไม่ต้องแก้กฎหมายอะไรเลย คือ เขาให้เวลาตั้ง 3 เดือน ทำไม
ไม่ติดตามเขาบ้าง

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 41 ระบุถึงการ “สิ้นสถานะ” ผู้ประกันตนไว้หลายประการ รวมถึงการขาดส่งเงินสมทบติดต่อกันเกิน 90 วัน หรือภายใน 1 ปี ส่งเงินสมทบรวมกันไม่ถึง 9 เดือน…แม้ด้านหนึ่งกฎหมายจะไม่กำหนดให้ “สำนักงานประกันสังคม” ต้องแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่อีกด้านหนึ่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าถือเป็นหลักประกันความเป็นธรรม เพราะผู้ขาดส่งอาจไม่มีเจตนา

อย่าลืมว่า “หน่วยงานรัฐ” ไม่ว่าองค์กรใด…

เจตนารมณ์คือ “บริการประชาชน”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ลำพะยังภูมิพัฒน์…ใต้พระบารมี ‘ผันน้ำ’สร้างชีวิต-พลิกผืนดิน

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227706

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่นถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประจักษ์แจ้งถึงทุกข์สุขของชาวนา ชาวไร่ เกษตรกรในชนบทว่าที่ยากจนทนทุกข์เพราะทำการเกษตรไม่ได้ผล เนื่องจากขาดแคลน “น้ำ” ด้วยเหตุนี้พระองค์ท่านจึงทรงทุ่มเทพระวรกายในการศึกษา พัฒนา แก้ปัญหา และจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งเรื่อง“น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย” เพื่อให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ลำพะยังภูมิพัฒน์”!!!

ภายใต้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ถือเป็นหนึ่งในโครงการบริหารจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีความพิเศษกว่าที่อื่นๆ นั่นเพราะถือเป็น “อุโมงค์ผันน้ำ”หนึ่งเดียวในเมืองไทย “ใต้พระบารมี”

อีกทั้งยังเปรียบเสมือน “น้ำจากฟ้า” ที่มีคุณค่ายิ่งของชาวบ้าน เพราะช่วยพลิกผืนดินที่ใช้ปลูกพืชทำไร่ทำนาที่ “แตกระแหง” ให้กลับกลายเป็นดั่ง “แผ่นดินทอง”

“ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีก่อน ในหลวงเสด็จฯมายังบ้านกุดสิม อ.เขาวง ขณะที่ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินผ่านได้ทอดพระเนตรเห็นลำพะยังแห้งแล้งทุรกันดาร จึงทรงวงในแผนที่ เมื่อถึงเขาวงก็ถามชาวบ้านว่าจุดที่วงอยู่ในแผนที่นั้นอยู่ตรงไหน ก่อนจะเสด็จออกนอกหมายกำหนดการด้วยรถยนต์พระที่นั่งออกค้นหา ระหว่างทางทรงเห็นชาวบ้านนวดข้าวริมถนน ก็ตรัสถามว่าข้าวนี้กินได้หรือ เพราะในหนึ่งกำมือเป็นข้าวกินได้แค่ 5% ที่เหลือเป็นเมล็ดข้าวลีบ พระองค์ทรงรู้ถึงปัญหาขาดแคลนน้ำที่ทำให้ผลผลิตไม่ดี จึงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน โดยสร้างแล้วเสร็จในปี 2538”

“อำพล ตมโคตร” หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการชลประทานกาฬสินธุ์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ เล่าถึงที่มาของ “ลำพะยังภูมิพัฒน์” ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้ผันน้ำจาก “อ่างเก็บน้ำห้วยไผ่” ซึ่งอยู่ทาง จ.มุกดาหาร มาเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำลำพะยัง เพื่อขยายพื้นที่ชลประทานมากขึ้นโดยมีการสร้าง “อุโมงค์ผันน้ำข้ามจังหวัด” ขึ้น เมื่อปี 2546 แล้วเสร็จปี 2552

“อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์” มีการเจาะอุโมงค์ผันน้ำลอดใต้ภูเขา แล้วทำท่อเหล็กลอดใต้อุโมงค์ความยาว 740 เมตร ส่งน้ำจากมุกดาหารเข้ามายังกาฬสินธุ์ โดยมีการทำถังพักน้ำ ทำระบบท่อชลประทาน ใช้ระบบท่อส่งน้ำและหัวจ่ายกระจายน้ำในพื้นที่เกษตรเหมือน “ก๊อกน้ำ” ในนาถือเป็นแห่งแรกของไทย ที่ใช้ระบบท่อจากหัวจ่าย 72 หัวจ่าย โดยอุโมงค์จะทำการผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่มายังถังพักน้ำเพื่อปรับความดัน จากนั้นก็ส่งต่อไปยังพื้นที่การเกษตรของ อ.เขาวง ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่รับประโยชน์ 4,600 ไร่เมื่อได้น้ำจากอุโมงค์ผันน้ำจะเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้เป็น 12,000 ไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ทั้งหมด 16,600 ไร่ อยู่ใน 3 ตำบล 40 หมู่บ้าน”

“อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเกิดจากพระอัจฉริยะภาพในการบริหารจัดการน้ำของในหลวง การันตีได้ว่าส่งน้ำให้เกษตรกรได้ทุกตารางนิ้ว มีการบริหารจัดการภายใต้แนวคิดที่ว่าการใช้น้ำต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ทำให้ชาวบ้านที่ทำเกษตรมีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี และมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ช่วยให้ผลผลิตการปลูกข้าวของชาวนาเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า เพราะชาวบ้านที่ทิ้งถิ่นฐานที่แห้งแล้ง เริ่มทยอยกลับสู่ภูมิลำเนา จากเมื่อก่อนปลูกข้าวได้ 200 กิโลกรัมต่อไร่ ก็เพิ่มขึ้นทวีคูณเป็นเท่าตัว คือ 600 กิโลกรัมต่อไร่” อำพล กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการ “อุโมงค์ผันน้ำ…ลำพะยังภูมิพัฒน์” เดิมทีชาวบ้านทุกคนต้องการเปิดใช้น้ำช่วงเดียวกัน ทำให้หมู่บ้าน “ปลายท่อ” ขาดแคลนน้ำ จึงนำมาสู่การพูดคุยและบริหารจัดการร่วมกัน ด้วยการจัดตั้งกลุ่มการบริหารใช้น้ำชลประทาน 4 กลุ่ม แบ่งรอบเวรการรับน้ำ จน 10 ปี ให้หลังชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา มีพฤติกรรมปรับเปลี่ยนไป มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น จากเดิมขอน้ำ 7 วัน “น้ำเกิน” ก็ปล่อยล้นทิ้งไม่สนใจ ปัจจุบันจะแจ้งและปันให้กลุ่มอื่นได้ใช้ด้วย อีกทั้งมีหลักประกันให้พื้นที่ห่างไกลว่าต้องได้น้ำก่อนด้วย ส่วนการ “ผันน้ำ” ต้องไม่เดือดร้อนชาวบ้านฝั่งมุกดาหาร ดังนั้นปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ต้องเหลือ 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อปี เพื่อป้องกันปัญหา “แย่งชิงน้ำ”

ขณะที่ “วิศักดิ์ อารมณ์สวะ” เกษตรกรสายเลือดภูไท และ “หมอดิน”ผู้อนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ อ.เขาวง เล่าว่า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมาพื้นที่ อ.เขาวง พระองค์ทรงเห็นพื้นที่แห้งแล้ง ต้นข้าวให้ผลผลิตต่ำที่สุด ปรัชญาของพระองค์ท่าน คือ “น้ำคือชีวิต” จึงมีพระราชดำริว่าควรมีน้ำใช้ในการเกษตร และเป็นที่มาของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ ที่เข้ามา “ชุบชีวิต” ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา ให้ดีขึ้น มีกินมีใช้ จากเมื่อก่อนที่ “ฝนไม่มา” ก็ไม่มีกิน

“โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนฯ ทำให้เกิดการเกษตรแบบผสมผสานขึ้นในพื้นที่ถ้าเป็นฤดูทำนาก็จะปลูกข้าว ส่วนฤดูแล้งจะปลูกพืชผักเสริมนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานทุกสิ่งทุกอย่างกับเกษตรกร เป็นบุญของพี่น้องชาวเขาวง ที่ได้สร้างฐานะ ให้มีอยู่มีกิน ไม่เดือดร้อนเหมือนในอดีต และยั่งยืนตราบลูกหลานต่อไป” เกษตรกรสายเลือดภูไท กล่าวทิ้งท้าย

คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวบ้านใน 3 ตำบล40 หมู่บ้าน ของ อ.เขาวง ถือเป็นความสำเร็จจากอุโมงค์ผันน้ำหนึ่งเดียวในเมืองไทยใต้พระบารมี ที่เกิดขึ้นจาก“พระอัจฉริยภาพ” และ “น้ำพระราชหฤทัย” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อปวงชนชาวไทย อันสอดรับกับคำว่า…

“ลำพะยังภูมิพัฒน์”…

ที่หมายถึง อุโมงค์ผันน้ำที่นำความเจริญมาสู่“แผ่นดินลุ่มน้ำลำพะยัง”…

SCOOP@NAEWNA.COM

อย่าเห็นหนูๆเป็น‘ตัวตลก’ มองให้ลึก…โพสต์‘คลิปเด็ก’

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227526

วันพุธ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“เด็กคือผ้าขาว”…

คำกล่าวที่สื่อว่าวัยเด็กเป็นช่วงเวลาแห่งความบริสุทธิ์ นั่นทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง จนถึงคนอื่นๆ รู้สึกเอ็นดูในความน่ารัก “สดใส-ไร้เดียงสา” รวมถึงชื่นชมหากเห็นว่าเด็กคนใดทำความดีหรือมีความสามารถพิเศษเกินวัย เห็นได้จากผู้หลักผู้ใหญ่
มักถ่ายรูป-บันทึกวีดีโอ เพื่อ “แชร์” บอกต่อกันทั้งปากต่อปาก รวมถึงเผยแพร่ใน “โลกออนไลน์”

แม้ผู้เผยแพร่ภาพ-คลิปเด็กจะมี “เจตนาดี” ดังที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ กรณีคลิปวีดีโอครูรายหนึ่งอบรมเด็กชั้นอนุบาล 2 คน
ที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน ลงท้ายเด็กทั้งสองคืนดีกัน ผู้เข้าไปชมคลิปจำนวนมากมองในแง่ “ความน่ารัก” เพราะทั้งสองเป็นเพียงเด็กอนุบาล หลายคน “ชื่นชม” ทั้งการอบรมของครู และการยอมรับผิดอย่างจริงใจของเด็กที่ทำร้ายเพื่อน แต่อีกด้านหนึ่งมีผู้ไม่สนับสนุนให้เผยแพร่ และ “ไม่ขำด้วย”

“ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค
ส่วนตัว “Mana Treelayapewat” ระบุว่า การทำเช่นนี้ของครูอาจเข้าข่าย “เอาเด็กมาขาย” เพราะผู้ถ่ายและเผยแพร่คลิปเป็นผู้ที่เด็ก “ไว้ใจ” รวมถึงตำหนิผู้ที่เข้าไปแสดงความรู้สึก “ขบขัน” กับคลิปดังกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับกำลัง “ทำร้ายเด็ก” โดยไม่รู้ตัว

ไม่เพียงแต่คลิปดังกล่าวเท่านั้น เพราะหากไปดูในสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ค, อินสตาแกรม หรือยูทูบ พบว่า มีการเผยแพร่ภาพและคลิปลักษณะนี้จำนวนมาก ไม่นับรวมรายการโทรทัศน์ที่ให้พ่อแม่ผู้ปกครองส่งคลิปบุตรหลานตัวน้อยๆ ในอิริยาบถน่ารัก หรือตลกขบขัน มาให้ทางรายการนำออกอากาศ ทั้งหมดนี้คนทำงานด้าน “สิทธิเด็ก”มองว่า “อันตราย-ไม่เหมาะสม”

“อัญญาอร พานิชพึ่งรัถ” ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวในเวทีเสวนา “คลิปเด็ก : ถ่าย โพสต์ แชร์…มองให้ลึกกว่าความน่ารัก?” จัดโดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน(สสย.) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า การเผยแพร่คลิปอิริยาบถต่างๆ ของเด็ก ส่วนใหญ่เป็นฝีมือ “คนใกล้ตัว” ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครู เพื่อน ซึ่งแม้ผู้เผยแพร่อาจ “ไม่มีเจตนาร้าย” แต่สิ่งเหล่านี้อาจ “ละเมิดสิทธิเด็ก” แม้จะมองเป็นเรื่องขำขัน น่ารัก แต่ลืมไปหรือไม่ว่าจะกลายเป็น “ดาบสองคม”

“กรณีเช่นนี้อาจส่งผลร้ายแรงต่อเด็ก เพราะไม่ต่างอะไรจากการประจานเด็ก เช่น กรณีคลิปครูให้นักเรียนขอโทษเพื่อน, ให้เด็กสะกดคำว่าผีแต่ออกเสียงเพี้ยน, แม่กราบลูก, ผู้ปกครองโพสต์รูปเด็กไม่ใส่เสื้อผ้า และอีกหลายๆ คลิปที่เป็นการละเมิดสิทธิเด็กในโลกออนไลน์” อัญญาอร ระบุ

สอดคล้องกับ “พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร” กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ระบุว่า เด็กเป็นวัย
ที่ผู้ใหญ่ต้อง “เคารพ-เข้าใจ-ไม่ละเมิด” และย้ำว่า “เด็กไม่ใช่ตัวตลก” ที่จะถูกนำไป “ล้อเลียน” ให้ขบขันเป็น
ความบันเทิง เพราะขณะที่ผู้ใหญ่กำลัง “สนุก” เด็กคนนั้นอาจกำลัง “ทุกข์-เครียด”

“การนำภาพ หรือคลิปการกระทำในทางไม่ดีไปเปิดเผย อาจทำให้เด็กเครียด อับอาย เกิดความรู้สึกแย่ ถูกล้อเลียนจากเพื่อน กลายเป็นที่รู้จักของสังคม ไม่มีความเป็นส่วนตัว” พญ.จิราภรณ์ ให้ความเห็น

ในประเทศไทย…ผลกระทบต่อเด็กที่กลายเป็น “จุดสนใจ” ของผู้คน อาจยังไม่เห็นชัด แต่ในต่างประเทศเคยมีมาแล้ว หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องของ “เจค ลอยด์” (Jake Lloyd) ผู้เคยแสดงเป็น “อนาคิน สกายวอล์คเกอร์”(Anakin Skywalker) ในวัยเด็ก จากภาพยนตร์ดัง “สตาร์ วอร์ส เอพิโซด วัน”
(Star Wars Epidode 1) หลายคนอิจฉาว่าเขาโด่งดังตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่เขากลับเปรียบชีวิตว่าเหมือน “ตกนรกทั้งเป็น”

เจค เคยเปิดเผยว่า “เกลียดทุกอย่างที่เป็นสตาร์ วอร์ส” เนื่องจากบทบาทที่แสดงทำให้ “สูญเสียชีวิตวัยเด็ก” ผู้คนที่พบเจอมักทำเสียง “ไลท์เซเบอร์”(Lightsaber) หรือดาบลำแสง อันเป็นเอกลักษณ์ของภาพยนตร์ชุดนี้ล้อเลียนเขาเสมอ ทำให้โมโหมาก อีกทั้งต้องให้สัมภาษณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ “ป่วยทางจิต”

ในแง่กฎหมาย ประเทศไทยมี “พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546” มาตรา 27 ห้ามโฆษณาหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ
ตัวเด็ก โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือเกียรติคุณ หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตัวเองหรือ
ผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งใน มาตรา 79 กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้ คือ “จำคุก” ไม่เกิน 6 เดือน “ปรับ” ไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายผ่าน “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าการจะเข้าข่ายครบองค์ประกอบความผิดต้องมี “เจตนา” ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น “เจตนาหวังผล” เช่น เห็นเด็กทำผิดแล้วถ่ายภาพประจาน มุ่งหมายให้เป็นข่าว หรือ “เจตนาเล็งเห็นผล” แม้ไม่มีเจตนาประจาน แต่บางกรณีหากเผยแพร่แล้วเกิดความเสียหายกับเด็กแน่ๆ อาจเข้าข่ายความผิดได้ ต่างจาก “ประมาท” ที่ทำโดยไม่คิดอะไร แต่ต้องไปพิสูจน์ว่าทำเพื่อ “แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ” หรือไม่?

ฉะนั้นการ “โพสต์-แชร์” เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าแง่ใดๆ จึงต้อง “ระวัง”…

แม้ผู้โพสต์จะเป็น “พ่อแม่-ผู้ปกครอง” ของเด็กก็ตาม!!!

“รศ.ดร.เจษฎ์” แนะนำว่า ต้องทำในระดับที่เหมาะสม ถ้ามากไปจะทำให้คนรู้สึกไม่ดี เช่น ข้างบ้านมาเล่าให้ฟังทุกวัน เช้าก็บอกว่าลูกฉันเก่งจัง เย็นก็บอกลูกผมยอดเยี่ยม พูดแบบนี้ทุกวัน ผ่านไปสักเดือนเราคงไม่อยากคุยด้วยแล้ว พอผ่านไป 2 เดือน เราอาจเอาลูกไปด่าให้คนอื่นฟัง เด็กก็เป็นคนได้รับผลร้าย

“ฉะนั้นอะไรที่มากไปจะเป็นการยัดเยียด อย่าลืมว่าสื่อสังคมแพร่ขยายไปถึงคนจำนวนมาก คนข้างบ้านอาจยัดเยียดแค่คนคนเดียว แต่ถ้ายัดเยียดคนหมู่มากจะยิ่งไปกันใหญ่ พ่อแม่ชื่นชมลูกได้ แต่ต้องเหมาะสม ไม่มากเกินไป ต้องนึกถึงว่าคนอื่นๆ ไม่ได้เป็นพ่อแม่ของลูกเรา ไม่ได้รู้สึกเหมือนเราทั้งหมด เรารู้สึกอะไรแล้วแสดงออกไปหมด คนอื่นอาจรับไม่ได้” อาจารย์เจษฎ์ ฝากทิ้งท้าย

แม้เข้าใจได้ว่าเมื่อเห็นอิริยาบถที่น่ารักน่าเอ็นดู ตลอดจนความสามารถของเด็กๆ ผู้หลักผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองย่อมอยาก “อวด” แต่อีกมุมหนึ่งใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนกัน คนที่ “หมั่นไส้-ไม่ชอบ” ก็มี จึงอาจทำให้ตัวเด็กเกิดความเสียหายได้ กลายเป็นว่า…

“ผู้ใหญ่รังแกเด็ก-พ่อแม่รังแกลูก” แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์แท้ๆ!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

มหากาฬโมเดล!แบ่งปันแทนรื้อ ต่อลมหายใจชุมชนหลังกำแพง

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227354

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ป้อมมหากาฬ”!!!

แหล่งชุมชนเก่าแก่ “ชานพระนคร” แห่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ กำลัง “เผชิญหน้า” กับความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาพร้อมกับการพัฒนาเมืองอีกครั้ง เมื่อ “กรุงเทพมหานคร”(กทม.) เตรียม “ไล่รื้อ” ชุมชนภายในป้อมมหากาฬให้ได้10 หลังแรกช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเวนคืนพื้นที่นำไปสร้างสวนสาธารณะ และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

สำหรับ “ป้อมมหากาฬและกำแพงเมือง” ตั้งอยู่ริมคลองรอบกรุง ใกล้เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นเพื่อใช้รักษาพระนคร มีอายุกว่า 234 ปี กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ เมื่อปี 2492 โดยพื้นที่ที่ กทม.เตรียมเวนคืน แต่มีปัญหาถูกชาวบ้าน “คัดค้าน” มายาวนานกว่า 24 ปี คือ พื้นที่ 4 ไร่ 300 ตารางวา ของ “ชุมชนป้อมมหากาฬ”

“ปฐมบท” การต่อสู้ของเรื่องนี้ เริ่มต้นปี 2535 เมื่อ กทม.ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน ทำให้ “ชุมชนป้อมมหากาฬ” ต้องถูกรื้อเพื่อนำพื้นที่ไปสร้างเป็นสวนสาธารณะตาม “แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” โดย กทม.ตกลงจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ชาวบ้านบางส่วนจึงยอมรับค่าเวนคืน แล้วนำเงินไปซื้อที่อยู่ในโครงการที่ กทม.จัดเตรียมไว้

ทว่า…เกิดปัญหาขึ้นเมื่อโครงการที่ กทม.จัดเตรียมไว้ ไม่มีระบบสาธารณูปโภครองรับทั้งในการใช้ชีวิต และรายได้ ทำให้ชาวชุมชนรวมตัวกันเจรจากับ กทม. เพื่อขอคืนเงินและกลับไปอาศัยในพื้นที่เดิม แต่ “ล้มเหลว” และกลายเป็น “ปมขัดแย้ง” ที่เรื้อรังมานานกว่า 2 ทศวรรษ

ล่าสุดการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2559 ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการรื้อย้ายชุมชนภายในป้อมมหากาฬขึ้นมาใหม่ โดย “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” รองผู้ว่าราชการ กทม. ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ให้ความเห็นว่า “ไม่เคยเห็นมีโบราณสถานแห่งใด ที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วย
มาก่อน”!!!

ทว่า…เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมกับนักวิชาการและ “สถาปนิกรุ่นใหม่” ปรับพื้นที่ลานกลางแจ้งและตรอกเก่าเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” พร้อมเสนอ “ทางออก” เพื่อหวังให้ผู้บริหาร กทม.กลับไป “คิดใหม่”

“ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า “ป้อมมหากาฬ” และชุมชนแห่งนี้เปรียบเสมือน “ประวัติศาสตร์” ที่คอยบอกเล่าพัฒนาการของชุมชนตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน การไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่
แห่งสุดท้ายที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่อง “น่าอดสู”ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯยิ่งนัก

“ถ้าคิดว่าชุมชนอยู่ร่วมกับโบราณสถานไม่ได้ ก็ต้องย้ายคนออกให้หมด เพราะกรุงเทพฯมีโบราณสถานเต็มไปหมด ฝากถาม รมว.มหาดไทย ว่าตึกกระทรวงมหาดไทย เป็นโบราณสถานทั้งหลัง ให้ย้ายออกไปด้วยหรือไม่ สิ่งที่ผู้บริหาร กทม.ควรทำ คือ จะทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ต่างหาก” ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าว

ด้าน “ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ถ้าป้อมมหากาฬและกำแพงเมืองยังถูกรักษาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ “ชุมชนชานพระนคร” ที่อยู่คู่กันก็ควรต้องคงไว้ เพื่อเป็น “มรดกที่มีชีวิต” ของกรุงเทพฯ

ขณะที่ “ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์” อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอ “ทางออก” ของปัญหานี้ว่า การรื้อชุมชนป้อมมหากาฬจะทำให้สูญเสีย “โบราณคดีที่มีชีวิต”(living archaeology evidence) หรือ “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” ทางออก คือ ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้ แต่ต้องมีกระบวนการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการ “รื้อถอน” โดยปัญหาที่เกิดขึ้น“ต้นเหตุ” อยู่ที่แผนแม่บทการพัฒนาเมืองฯ สิ่งสำคัญคือการปรับ “ผังเมือง” ให้อยู่ร่วมกับชุมชนให้ได้

“ผศ.พิพัฒน์” กล่าวอีกว่า จากคำพูดของ พล.ต.อ.อัศวิน ที่บอกว่า “ไม่เคยเห็นว่ามีโบราณสถานแห่งใดที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วยมาก่อน” สะท้อนความคิดของรัฐที่ขาดความเข้าใจเรื่องโบราณคดี ในสังคมไทยถูกปลูกฝังความเชื่อว่าโบราณสถานอยู่ร่วมกับชุมชนไม่ได้ นิยามการจัดการโบราณสถานของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีแนวคิดที่เก่าและ “ล้าสมัย” ในต่างประเทศ เช่น กรุงโรม หรือลอนดอน เมืองเหล่านี้เป็นการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่อยู่ร่วมกับโบราณสถานที่สำคัญได้ เพราะโบราณสถานไม่ได้มีแค่สิ่งก่อสร้าง แต่มีคน มีชุมชน มีอดีต-ปัจจุบัน มีการศึกษาทางโบราณคดี ไม่ได้สนใจศึกษาแค่วัดและวัง แต่ให้ความสำคัญชีวิต “สามัญชน” ทั่วไป สนใจคนชนชั้นสูง และศึกษาวัตถุทางวัฒนธรรมด้วย

“ไทยมองแต่เรื่องโบราณสถานที่ตายและเก็บเอาไว้เท่านั้น เป็นการมองโบราณสถานเชิงเดี่ยวที่มีเพียงโบราณสถานไว้อนุรักษ์และคนที่อยู่ก็ย้ายออกไป แต่ในความเป็นจริงชีวิตคนเราอยู่กับโบราณสถานมาตลอด การแยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตัดขาดวัฒนธรรม เวลาเรามองโบราณสถานอย่ามองแค่ความใหญ่โต แต่มองว่ามีคน มีชุมชนอยู่ในนั้น เพราะสามัญชนคนทั่วไป คือ โบราณสถานแห่งหนึ่ง” ผศ.พิพัฒน์ กล่าว

ขณะที่ “คนหลังกำแพง” อย่าง “พรเทพ บูรณบุรีเดช” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวว่า ชุมชนได้เสนอ “มหากาฬโมเดล”(ดูรายละเอียดได้ที่http://www.mahakanmodel.com) ไปให้ กทม.พิจารณาแล้ว โดยจะขอพื้นที่ชุมชนแค่ 1 ไร่ 1 งาน 47 ตารางวา เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย โดยจะมีผู้อยู่อาศัยในมหากาฬโมเดลประมาณ 218 ชีวิต 30 หลังคาเรือน และคืนพื้นที่ให้ กทม.ประมาณ 3 ไร่ แต่ทาง กทม. ยืนยันว่า “โบราณสถานต้องไม่มีคนอยู่อาศัย”

“เราขอแบ่งปันที่ดินส่วนหนึ่งเพื่อสร้างเป็นที่อยู่ใหม่และเพื่อแลกกับการได้อาศัยอยู่บนที่ดินตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายต่อไป เราไม่ได้บุกรุกที่หลวง แต่หลวงต่างหากที่มาปล้นที่ดินบรรพบุรุษของเรา แล้วยังอ้างอีกว่าเราเป็นชุมชนที่บุกรุก เราคุยมา 7 ผู้ว่าฯแล้ว มหากาฬโมเดลเป็นรูปแบบสุดท้าย เราคงจะไม่ต่อสู้ถ้า กทม.ต้องการเอาที่ดินจริงๆ แต่คนในชุมชนป้อมมหากาฬจะนั่งกับพื้นรอบประตูทั้ง 4 บาน ให้เขาเดินเหยียบเรา เข้าไปรื้อบ้านของเรา” รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าว

การไล่รื้อ “ป้อมมหากาฬ” กลายเป็น “มหากาพย์” ของการต่อสู้ของชาวบ้านที่ “ตรึงพื้นที่” อยู่ภายใต้ “ป้อมปราการ” แห่งนี้มาได้ยาวนานกว่า 24 ปี ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าคง “ยื้อ” ไปได้อีกไม่นาน ดังนั้น “มหากาฬโมเดล”จึงเป็นทางรอดสุดท้ายที่พวกเขาหวังว่า กทม.จะรับไว้พิจารณา แต่ถ้าไม่เป็นผล “ป้อมมหากาฬ” กับ “ชุมชน” ที่เคียงคู่เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์มาอย่างยาวนาน คงถึงวัน “อวสาน”!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

ถอดบทเรียนคดี‘หญิงไก่’ ‘ต้นทุนสังคม’ผลักคนเป็นแพะ

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227166

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กลายเป็นคดีที่ลุกลามบานปลายกับกรณี “หญิงไก่” นางมณตา หยกรัตนกาญ ที่เดิมเพียงแจ้งความดำเนินคดีลูกจ้างรายหนึ่งฐาน “ลักทรัพย์” แต่เมื่อ “ขุดคุ้ย” กลับพบพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะการแจ้งข้อหาลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างหญิงหลายราย บางรายถูกตัดสิน “จำคุก”

เมื่อถูก “เปิดโปง” มากขึ้น…จากที่เป็น “โจทก์” หญิงไก่ก็กลายเป็น “จำเลย” จากความผิดหลายกระทง วันนี้เธอถูกส่งตัวเข้าเรือนจำไปเป็นที่เรียบร้อย แต่คดียังไม่จบ พร้อมกับ “สะท้อนภาพ” บางอย่างออกมา นั่นคือการเข้าถึง “ความยุติธรรม” อาจถูกปิดกั้นด้วย…

“สถานะ หรือต้นทุนทางสังคม”!?!?!

“ส่วนมากที่เจอคือไม่ถึงกับแจ้งความ มีแต่ขู่จะแจ้ง แต่เราก็ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการไปอธิบายให้ฟัง แต่ตอนที่ยังไม่มีเครือข่าย บางคนเจ้านายเรียกเอาเงินก็ให้ อะไรอย่างนี้ ของหายอะไรหายก็เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน”…

“สมร พาสมบูรณ์” ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “ลักทรัพย์นายจ้าง…บทพิสูจน์ความยุติธรรมต่อชะตากรรมของลูกจ้างทำงานบ้าน” เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมบอกเล่าถึงสิ่งที่ลูกจ้างทำงานบ้านมักพบเจอและได้ให้การช่วยเหลือ คือ เมื่อลูกจ้างมีปัญหากับนายจ้าง มักถูก “ข่มขู่” ว่าจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์อยู่เสมอ บางคนแม้ไม่ได้ทำผิด แต่ยอม “จ่ายเงิน” ให้นายจ้างเพื่อ “ตัดปัญหา” มากกว่าจะพิสูจน์ความจริง เพราะกลัวท่าทีที่ดูแล้วไม่เป็นมิตรของ “ผู้รักษากฎหมาย”

“เราอยากขอร้องเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วย ให้โอกาสเราอธิบาย ให้โอกาสเราได้พิสูจน์ว่าเราผิดจริงหรือไม่
ไม่ใช่ไปถึงโรงพักแล้วเจอเสียงขู่ เพราะพวกเราลูกจ้างทำงานบ้านไม่รู้จักกฎหมาย เจอขู่ไปเราก็ไม่กล้าแล้ว
ตัวสั่นแล้ว ถ้าเกิดเหตุแบบนี้เราขอให้ลูกจ้างทำงานบ้านได้พูดบ้างว่าเราขโมยจริงหรือไม่ ไม่ใช่จะให้ลงชื่ออย่างเดียว
รับสารภาพอย่างเดียว” ประธานเครือข่ายลูกจ้างทำงานบ้านในประเทศไทย กล่าว

ขณะที่ “อังคณา นีละไพจิตร” ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)กล่าวในเวทีเดียวกันว่า กรณีนายจ้างแจ้งความลูกจ้างข้อหาลักทรัพย์ แล้วผลปรากฏว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการ “ใส่ร้าย” ไม่ใช่มีเพียงกรณีของ “หญิงไก่”เป็นครั้งแรก เพราะจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านสิทธิสตรีมาก่อน เคยพบกรณีหญิงชาวลาวถูกหลอกไปค้าประเวณีที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ แล้วพยายาม “หนี”ซึ่งเจ้าของสถานบริการก็ใช้วิธีดังกล่าวเช่นกัน แถมยัง “ชี้เป้า” ให้ตำรวจที่อาจมีเอี่ยวกับสถานบริการไปจับกลับมา

“เจ้าของสถานบริการหรือนายจ้างรู้ว่าเด็กต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่ไหน ตำรวจก็ไปดักที่รถทัวร์แล้วบอกว่านายจ้างไปแจ้งความว่าลักทรัพย์ เด็กคนนี้หนี 2 ครั้ง แล้วก็ถูกจับแบบนี้ 2 ครั้ง ตอนหลังทราบว่าตำรวจมีความคุ้นเคยกับเจ้าของสถานบริการ กรณีนี้โชคดีที่นายตำรวจระดับสูงเข้าใจถึงเรื่องความอ่อนไหวทางเพศ จึงสั่งให้ตำรวจนายนี้ออกจากราชการไว้ก่อน ถ้าอยากกลับมารับราชการก็ต้องพิสูจน์ความจริงได้ว่าไม่ผิด”

“อังคณา” กล่าวอีกว่า เหตุที่เกิดเรื่องสลดทำนองนี้มาจาก “อคติ” ตัดสินไปก่อนแล้วจาก “ต้นทุนทางสังคม” มองว่าคนกลุ่มหนึ่งน่าเชื่อถือกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง โดยดูจากฐานะ อาชีพ การศึกษา ฯลฯ พร้อมยกอีกตัวอย่างหนึ่งกรณีแรงงานหญิงจากประเทศเพื่อนบ้านรายหนึ่งถูก “ล่วงละเมิดทางเพศ” เมื่อตำรวจพบว่าหญิงรายนี้ทำงานไม่ถูกกฎหมาย สิ่งที่ทำคือส่งกลับหรือ “ผลักดัน” ออกนอกประเทศทันที โดยไม่สอบสวนกรณีล่วงละเมิดทางเพศก่อน ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง “ต่างกรรม-ต่างข้อหา-ต่างวาระ”

“คำแรกที่ตำรวจท้องที่ถาม คือ มีใบอนุญาตทำงานหรือไม่ พอไม่มีก็ส่งไปให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหรือ ตม.ทันที ทั้งๆที่เรามีกฎหมายเรื่องข่มขืน ต้องให้การดูแลเหยื่อ ต้องชดเชยเยียวยา ฟื้นฟูจิตใจ และต้องสนับสนุนให้เข้าถึงความยุติธรรม หลังจากนั้นจึงค่อยส่งตัวกลับ” นางอังคณา กล่าว

“คดีลักทรัพย์นายจ้าง” เมื่อดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง…

“พ.ต.อ.จารุภัชร ทองโกมล” ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่(ผกก.สน.บางกอกใหญ่) อธิบายว่า “ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ดังนั้นตำรวจมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อน จะเชื่อคำให้การของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลอยๆไม่ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ในวรรค 2 ระบุว่า การจะแจ้งข้อหาได้ “ต้องมีหลักฐานตามสมควร” ให้น่าเชื่อเสียก่อน และวรรค 4 ระบุว่า “ต้องให้โอกาสผู้ต้องหาได้ชี้แจง”

ทว่า…ปัจจุบันคำรับสารภาพของผู้ต้องหา “มีน้ำหนักน้อยลง” ในชั้นอัยการและศาล เมื่อเทียบกับพยานและหลักฐานที่บ่งชี้ข้อเท็จจริง อาทิ ทรัพย์ที่หายไปมีจริงหรือไม่, มีที่มาอย่างไร, จำนวนเท่าไร หรือภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกพฤติกรรมลักทรัพย์แบบชัดเจน เป็นต้น ซึ่งจะหาได้ก็ต้องลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ

“ถ้าผู้เสียหายมาแจ้งทรัพย์หายเยอะแยะไปหมด พอไปดูที่บ้านก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมากขนาดนั้น ก็ต้องถามด้วยว่าทรัพย์ได้มาอย่างไร ราคาเท่าไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่ใช่รับแจ้งไปโดยไม่ตรวจสอบที่มา หรือดูในกล้องที่เกิดเหตุ ถ้าตำรวจเอาใจใส่จะไม่มีปัญหา เพราะคำที่มาร้องทุกข์น้ำหนักมันไม่มี ยังไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า” ผกก.สน.บางกอกใหญ่ ฝากทิ้งท้าย

แม้ในทางหลักการประเทศไทยจะมีช่องทางช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา อาทิ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ที่กำหนดขั้นตอนของการแจ้งข้อกล่าวหา , มาตรา 134/3 ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำได้, มาตรา 135 ห้ามใช้วิธีทั้งการทรมาน ข่มขู่ หลอกลวง เพื่อให้ผู้ต้องหากระทำการใดๆ หรือ “พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม 2558” ที่ช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เช่น การประกันตัว เป็นต้น

แต่ในทางปฏิบัติกลับมีสารพัดปัญหา ทั้งการไม่รู้ว่าจะเข้าถึงสิทธิต่างๆได้อย่างไร รวมถึงทัศนคติที่ให้น้ำหนักความเชื่อถือโดยดูจากสถานะทางสังคม จนละเลยการค้นหาข้อเท็จจริง

คดี “หญิงไก่” จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เกิดการ “สังคายนา” ทั้งการให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงสิทธิที่พึงมีพึงได้ และการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้อง “เกรงกลัว-เกรงใจ” ใคร หากทำถูกต้องตามกฎหมาย จะได้ไม่ต้องมี “เรื่องสลด” เช่นนี้เกิดขึ้นอีก!?!?!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เย็น’…อย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เปิดแผน‘ปรับอากาศ’ลดโลกร้อน

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/227020

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

สภาพอากาศที่ “ร้อนจัด” ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ “เครื่องปรับอากาศ” กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกือบทุกครัวเรือนและภาคธุรกิจเลือกใช้เพื่อ “ดับร้อน” แต่ “ยิ่งเปิดยิ่งร้อน” เพราะทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นนำไปสู่การปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นตามไปด้วย

ด้วยสถานการณ์ข้างต้นทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือ ล่าสุดกระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี(BMUB) ร่วมกับกระทรวงพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหราชอาณาจักร(DECC) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน(GIZ) ได้เปิด“โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศในอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็น(RAC NAMA)” ขึ้น เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีสารทำความเย็นที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

“ทิม มาเลอร์” ผู้อำนวยการโครงการฯ ประจำ GIZ ประเทศไทย กล่าวว่า “แนวทางแรก” โครงการ RAC NAMA มีเป้าหมายกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงขึ้น โดยจะ “ติดฉลาก” สินค้าและเพิ่มแรงจูงใจทางการเงินให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้จะสนับสนุน “ซูเปอร์มาร์เก็ต-โรงแรม” เป็นต้น ให้ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศและทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“แนวทางที่ 2” สำหรับบางผลิตภัณฑ์ เช่น ตู้เย็นและตู้แช่ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสารทำความเย็นที่มีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน(GWP) ในระดับต่ำ และวางขายในตลาดอยู่แล้ว โครงการมีเป้าหมายที่จะเพิ่มแรงจูงใจหรือกลไกทางการเงินให้แก่กลุ่มลูกค้าในประเทศ เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“นอกจากนี้จะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ไปสู่การใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยจะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ดีและเป็นมาตรฐานสากล” ทิม มาเลอร์ กล่าว

ด้าน “ธรรมยศ ศรีช่วย” อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 ภายในปี 2573 และปัจจุบัน “อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น” ของประเทศไทย มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดว่าภายในปี 2573 จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า กระทรวงพลังงานจึงศึกษาร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้รวมถึงสร้างจิตสำนึกใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานในประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะนำไปสู่การลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็น ต่อไปได้

ขณะที่ “เพเทอร์ พรือเกล” เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ “อุตสาหกรรมปรับอากาศและทำความเย็น” ที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการในประเทศและบริษัทข้ามชาติดังนั้นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ต้องมีศักยภาพในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นั่นคือบริษัทผู้ผลิตเหล่านี้ต้องเผชิญกับความ “ท้าทาย” ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงและสารทำความเย็นแบบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็นนี้ได้ โดยโครงการจะดำเนินงานให้บรรลุผลตามเป้าในระยะเวลา 4 ปี

ส่วน “พอล บิวท์” อัครราชทูต ณ สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหราชอาณาจักรมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาระบบการทำงานในตลาดพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวเข้าสู่สังคม “เมืองเศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ” ไปพร้อมกัน โดยโครงการดังกล่าวจะเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนการผลิตและการใช้งานของระบบปรับอากาศและทำความเย็นของประเทศไทย ด้วยมาตรฐานและเทคโนโลยีใหม่ที่สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

SCOOP@NAEWNA.COM

%d bloggers like this: