สกู๊ปแนวหน้า

All posts tagged สกู๊ปแนวหน้า

บทเรียน‘CTH-เคเบิล’…จอดำ! ‘กองทุน’…ใบประกันลูกค้าถูกทิ้ง

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/229573

วันอังคาร ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“กลุ่มบริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) มีความประสงค์จะเรียนให้ท่านทราบว่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในสภาวการณ์ปัจจุบัน ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องยกเลิกการให้บริการแก่ลูกค้า โดยลูกค้าทุกท่านจะไม่สามารถรับชมช่องรายการต่างๆ ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2559 เวลา 0.00 น.”

นี่คือข้อความ “แจ้งเตือน” ถึงผู้ใช้บริการ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าเว็บไซต์ www.cth.co.th ของธุรกิจเคเบิลเจ้าใหญ่อย่าง “ซีทีเอช”(CTH) ซึ่งหลายคนบอกว่า “ไม่เกินความคาดหมาย” เพราะก่อนหน้านี้มี “สัญญาณ” บางอย่างออกมาแล้ว อาทิ ช่วงต้นปี 2559 ที่แจ้งยกเลิกออกอากาศบนกล่อง Sun Box ของค่าย RS และบนจานดาวเทียมของ PSI หรือยกเลิกออกอากาศบนจานดาวเทียมระบบ KU-Band มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป ในเวลานั้นก็มีข่าวว่าเคเบิลเจ้านี้ “ขาดทุนสะสม” จนในที่สุดก็เข้าสู่ภาวะ…

“จอดำ”!!!

ขณะที่ผู้ใช้บริการของ CTH วันนี้กำลัง “หวั่นเกรง” ว่าจะถูก “ทิ้งขว้าง”?

วันที่ 3 สิงหาคม 2559 มีการจัดเสวนา “การเยียวยาความเสียหายของผู้บริโภค : กรณีผู้ประกอบการยกเลิกการให้บริการช่องรายการ/ทีวีดาวเทียมและเคเบิล” ณ อาคาร กสทช. ซอยสายลม หรือพหลโยธิน ซอย 8 กรุงเทพฯ

“วชิร พฤกษ์ไพบูลย์” ทนายความประจำมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า หากนับจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา “มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค”ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้บริการกล่องรับสัญญาณดาวเทียมและเคเบิลทีวีทั้งสิ้น 47 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ยอมรับแพ็กเกจ “เปลี่ยนกล่อง-เปลี่ยนจาน” และ 2.ผู้ที่ต้องการ “ขอเงินคืน” แต่ล่าสุดยังต้องรอความชัดเจนในการเจรจาตกลงกันระหว่างผู้ประกอบการกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)

เช่นเดียวกับ “อนุพงษ์ เจริญเวช” ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้ สคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีกล่องรับสัญญาณดาวเทียมและเคเบิลทีวีมากกว่า 60 รายซึ่งมีทั้งกรณีของ CTH และกรณีของผู้ประกอบการรายอื่นๆ อาทิ GMM, RS รวมถึงเคเบิลทีวีท้องถิ่น ทั้งนี้กรณีของ CTH มีทั้งปัญหาภายในของ CTH เอง รวมถึงการที่ CTH มีข้อขัดแย้งกับผู้ให้บริการรายอื่นๆที่ CTH ขายสิทธิในการออกอากาศรายการที่ตนถือครองอยู่ให้ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร…

คน “รับเคราะห์” ย่อมหนีไม่พ้น “ผู้บริโภค”!!!

“อนุพงษ์” ให้ความเห็นว่า จากกรณีของ CTH ถือเป็น “บทเรียน” ที่ดีสำหรับการ “ปฏิรูป” กฎระเบียบว่าด้วยการตลาดธุรกิจดาวเทียมและเคเบิลทีวี โดยหน่วยงานกำกับดูแลควรมีการควบคุม “แผนธุรกิจ” กำหนดกรอบให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ออกแพ็กเกจมาขายแบบ “ตามใจชอบ” โดยไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือไม่

“การที่คุณจะไปออกแพ็กเกจเรียกรับรายเดือนแบบล่วงหน้าครึ่งปีหนึ่งปี ต้องมาคุยกันก่อนว่าจะทำได้หรือ
ไม่ได้ หรือทำได้แค่ไหนเพียงใด เอาเงินผู้บริโภคไปดำเนินธุรกิจ 1 ปี แบบนี้ความเสี่ยงมันเกิดขึ้น” อนุพงษ์ กล่าว

นอกจากการควบคุมแผนธุรกิจไม่ให้เป็นไปแบบ “ประชานิยม” เกินจริงแล้ว “ผู้แทน สคบ.” รายนี้ เสนอว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำคู่กัน คือ “กองทุนเยียวยา” หากกิจการมีปัญหาจนต้องยุติการให้บริการ ควรมีกฎระเบียบให้ผู้ประกอบการต้องรายงานเป็นระยะๆ ว่ามีลูกค้ากี่ราย เพื่อนำมาคำนวณเงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนเยียวยา “เจ้าใหญ่-ลูกค้าเยอะ” จ่ายมากหน่อย เจ้าเล็กๆ รองๆ จ่ายน้อยลดหลั่นลงไป ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยอย่าง “เพียงพอ ครบถ้วน รวดเร็ว”

“คุณต้องรายงานกลับมาให้ภาครัฐรับทราบ ว่า ผมทำกล่องขึ้นมา 1 กล่อง ผมบอกรับสมาชิกไปแล้ว 10 คน เพื่อนำมาคำนวณเงินประกัน เพื่อดูว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเงินเยียวยาจะพอหรือไม่ พออยู่ไปอีก 1 ปี ลูกค้าเพิ่มเป็น 20 คน ก็ต้องมาคุยกันต่อ เพราะวางเงินไว้เท่าเดิมมันไม่พอแล้ว คุณต้องเอาเงินมาเติมเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น” ผู้แทน สคบ.ให้ความเห็น

ขณะที่ “อำนาจ เนตยสุภา” อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ กสทช. กล่าวว่า แม้ปัจจุบันผู้บริโภคมีช่องทางมากขึ้น เช่น พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 19 เปิดโอกาสให้ “ฟ้องแบบกลุ่ม” โดย สคบ. หรือองค์กรที่ สคบ.รับรองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจ “รวบรวมรายชื่อ” ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าและบริการ เพื่อเป็นตัวแทนในการฟ้องร้องผู้ประกอบการได้

ทว่า…ในความเป็นจริงคนไทยไม่ชอบขึ้นโรง “ขึ้นศาล” แต่เลือกที่จะเข้ากระบวนการ “ไกล่เกลี่ย” มากกว่า และเรื่องจะจบที่ผู้ประกอบการ “คืนเงิน” ผู้ได้รับผลกระทบ “ยุติคดี” มีการเยียวยาชดเชยเป็นรายๆไป ทำให้ไม่เกิดการ “เปลี่ยนแปลง” ในภาพรวม เพราะไม่มีคดีความขึ้นสู่ศาล จนมีคำพิพากษา

“เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามา อนุกรรมการจะแจ้งไปยังบริษัทที่ถูกร้องเรียน ว่า มีการร้องเรียนเข้ามาแล้ว บริษัทก็จะไกล่เกลี่ย เช่น จ่ายเงินค่ากล่องคืน ส่วนผู้บริโภคพอได้รับเงินแล้วก็พึงพอใจ ยุติการร้องเรียน ขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ประกอบการรายนั้นๆก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะร้องมากี่รายเขาก็จ่ายเท่าจำนวนคนที่ร้องไป ทั้งๆที่อาจมีผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ไม่ได้เข้ามาร้องเรียนที่ กสทช.” อำนาจ ระบุ

อีกด้านหนึ่ง…แม้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 31 และ 77 จะให้อำนาจ กสทช.สั่งให้ผู้ประกอบการระงับการให้บริการในลักษณะ “เอาเปรียบ” ผู้บริโภค โดยหากมีคำสั่งแล้วยัง “ฝ่าฝืน” จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 5 ล้านบาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 1 แสนบาท ตามจำนวนวันที่ยังฝ่าฝืน แต่ค่าปรับตกเป็น “รายได้ของแผ่นดิน” ไม่สามารถนำมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้ นอกจากนี้ กสทช.ยังเหมือน “ยักษ์ไม่มีกระบอง” ไม่มีอำนาจกำหนดแผนเยียวยาให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตาม หากเกิดความเสียหายขึ้น

“ทำอย่างไรจึงจะมีระบบประกันภัยให้กับผู้บริโภค ในส่วนของกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรคมนาคม เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าบริษัททำธุรกิจแล้วเกิดล้มละลาย หรือขาดทุน สมมุติบริษัทเจ๊ง เขาไม่มีเงิน แล้ว กสทช.จะทำอะไรได้ ต่อให้สั่งปรับเป็นล้านไปแล้ว จะทำอะไรกับคนที่ล้มละลายได้ ดังนั้น จะทำอย่างไรให้มีกองทุนเยียวยา ซึ่งอาจจะหักจากส่วนหนึ่งของค่าใบอนุญาต ผู้ยื่นขอต้องหักส่วนหนึ่งมาเป็นกองทุนเยียวยา เวลามีอะไรเกิดขึ้นจะได้แก้ปัญหาในส่วนนี้ได้” อนุฯ ผู้บริโภค กสทช.ฝากทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

ย้อนรอย‘นารายณ์บรรทมสินธุ์’ ฤา‘ทับหลังหนองหงส์’จะซ้ำรอย

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/229349

วันจันทร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กลายเป็นประเด็นที่ต้อง “จับตา” หลังปรากฏภาพถ่าย “ทับหลัง” ชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ Asian Art Museum Chong-Moon Lee Center for Asian Art and Culture เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ พบว่าตรงกับทับหลังที่ “สูญหาย” ไปจาก “ปราสาทหนองหงส์” อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์

นอกจากนี้ คำบรรยายของพิพิธภัณฑ์ ยังระบุชัดเจนว่าทับหลังชิ้นนี้มาจากปราสาทหนองหงส์ บุรีรัมย์ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย(Place of Origin: Northeastern Thailand, Nong Hong Temple, Buriram province) ขณะที่ “ทนงศักดิ์ หาญวงษ์” นักวิชาการอิสระ ระบุชัดเจนว่า มีหลักฐานคือภาพถ่ายขาวดำจากการสำรวจโดย “มานิต วัลลิโภดม”นักโบราณคดี “ชั้นครู” ระหว่าง พ.ศ.2503-2504 คาดว่า “ทับหลังปราสาทหนองหงส์” น่าจะถูกนำออกนอกประเทศไทยราว พ.ศ.2508 เป็นต้นไป

นั่นทำให้เกิดกระแส “ทวงคืน…สมบัติชาติ” ขึ้นมาอีกครั้ง!!!

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดสถานการณ์ลักษณะเช่นนี้ เพราะย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ได้เกิดกระแส “ชาตินิยม” สุดเข้มข้นในยุคนั้น และคนไทยยังจดจำจนถึงทุกวันนี้นั่นคือกระแส…

“ทวงคืน…ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์”!!!

จากมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน และสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก สหรัฐอเมริกา กลับมาติดตั้งที่ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

ครั้งนั้นกองบรรณาธิการ “หนังสือพิมพ์แนวหน้า” ติดตามข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น จนนำไปสู่การเรียกร้องอย่างกว้างขวาง กระทั่งสหรัฐอเมริกายอมคืนโบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นนี้กลับคืนมาเป็นที่ชื่นชมของคนไทยทั่วประเทศ ผลพวงจากการทำงานหนักและจริงจังเพื่อ “ผลประโยชน์ของชาติ” ทำให้ “มูลนิธิอิศรา อมันตกุล” ประกาศตัดสินให้ “แนวหน้า” ได้รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยม หรือ รางวัล “พูลิตเซอร์” เมืองไทย ประจำปี 2531 ด้วยข่าว “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์”

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2531 ชาวไทยทั้งประเทศต่างตื่นเต้นยินดีกับข่าวการได้คืน “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือรณรงค์ของคนจำนวนมาก หลายชาติหลายภาษา ทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศไทย หลักฐานสำคัญที่ยืนยันได้ว่า “ทับหลังนารายณ์” เป็นของปราสาทพนมรุ้ง ได้แก่ ภาพถ่ายที่ถ่ายไว้ครั้ง “สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” เสด็จประพาสปราสาทพนมรุ้ง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2472 เป็นภาพถ่ายทับหลังที่แตกหักเป็น 2 ชิ้น เหมือนกับที่ “มานิต วัลลิโภดม” ถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ.2503

มีข้อสันนิษฐานว่าระหว่าง พ.ศ.2504-2508 ได้มีการ “โจรกรรม” ทับหลังที่แตกหักเป็น 2 ชิ้นนี้ไปจากปราสาทพนมรุ้ง โดย พ.ศ.2508 กรมศิลปากรได้พยายามไล่ยึดคืนกลับมา โดยยึด “ชิ้นเล็ก” ได้จากร้านขายของเก่าย่านราชประสงค์ ทว่า…ทับหลังชิ้นใหญ่ที่มีการ “จำหลัก” นารายณ์บรรทมสินธุ์ “สูญหาย” จากนั้นข่าวทับหลังก็เงียบหายไป

ต่อมา พ.ศ.2515 “ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล”และ ดร.ไฮแรม วูดเวิร์ด(Hiram Woodword) ได้พบทับหลังชิ้นนี้จัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะแห่งชิคาโก สหรัฐอเมริกา จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่สถาบันทราบ ขณะที่ ดร.ไฮแรม เขียนแจ้งสถาบันเป็นลายลักษณ์อักษร ในเวลาเดียวกัน “ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ” ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงกรมศิลปากร แนะให้ขอคืนจากนายเจมส์ อัลสดอร์ฟ(James Alsdorf) เศรษฐีชาวอเมริกัน และประธานมูลนิธิอัลสดอร์ฟ (Alsdorf Foudation) ที่ให้สถาบันยืมแสดงในขณะนั้น

การต่อสู้เพื่อ “ทวงคืน…สมบัติชาติ” ครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย…ระหว่าง พ.ศ.2516-2521 กรมศิลปากรได้ดำเนินการต่างๆ เพื่อขอคืนทับหลังฯชิ้นนี้ แต่ “คว้าน้ำเหลว” เนื่องจากในขณะนั้นประเทศไทยมิได้เข้าร่วมภาคีแห่งอนุสัญญาขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสหประชาชาติ ว่าด้วยวิธีการห้ามและป้องกันการนำเข้า การส่งออก และโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางวัฒนธรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

เส้นทางการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด…พ.ศ.2531 กรมศิลปากรมีแผนจะเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” จึงได้ “รื้อฟื้น” เรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไทยใช้ภาพถ่ายของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และภาพถ่ายของ “มานิต วัลลิโภดม” เป็นหลักฐานยืนยันว่าโบราณวัตถุชิ้นนี้เคยอยู่ที่ปราสาทพนมรุ้ง และเป็นของไทยจริง แต่กระบวนการขอคืน “ทับหลังนารายณ์” ไม่ได้ราบรื่นดั่งใจหวัง เพราะนอกจากสถาบันศิลปะชิคาโกจะ “ไม่คืน” ให้แต่โดยดีแล้ว ยังเรียกร้องให้ไทยส่งโบราณวัตถุชิ้นอื่นไปแลกอีกด้วย

นี่จึงเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้คนไทย และนานาประเทศ ออกมาประท้วงกดดันสหรัฐให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง!!!

ต่อมามีการประชุมสภาเมืองชิคาโก ในเรื่องทับหลังนารายณ์ ซึ่งไทย “ไม่โดดเดี่ยว” มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งชาวอเมริกันเองด้วย ด้วยแรงกดดันต่างๆ เหล่านี้ และจากสื่อมวลชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึง “แนวหน้า” ที่ได้เกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ในที่สุด…

“นารายณ์ได้บรรทม” ณ ที่เดิม!!!

เมื่อทางสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก ยอมส่งมอบทับหลังนารายณ์ฯคืนให้แก่รัฐบาลไทยในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2531 และมีการนำกลับไปติดตั้งยังที่เดิมในวันที่ 7 ธันวาคมปีเดียวกันนั้น ทันวันพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งพอดีใน พ.ศ.2531

“ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ได้รับการยอมรับว่าเป็นทับหลังรูปพระนารายณ์ที่งดงามที่สุดในโลก และถือว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นเดียวที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของสามารถทวงคืนกลับมาจากผู้นำไปครอบครองได้สำเร็จ

ผ่านมากว่า 30 ปี…การต่อสู้เพื่อทวงคืนสมบัติชาติ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งกับกรณี “ทับหลัง…ปราสาทหนองหงส์” ซึ่ง “สมชัย กอชัยศิริกุล” นายกเทศมนตรีตำบลโนนดินแดงอ.โนนดินแดง ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางทวงคืนกลับมา เพราะเป็นสมบัติของประเทศเหมือน “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์”ขณะที่“ทนงศักดิ์ หาญวงษ์” นักวิชาการอิสระ ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้สั่งการให้อธิบดีกรมศิลปากร รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับโบราณวัตถุที่ถูกลักลอบนำออกไปขายโดยผิดกฎหมาย เพื่อวางแผนในการติดตามทวงคืนต่อไปแล้ว

“ทับหลัง…ปราสาทหนองหงส์” จะกลับคืนสู่ประเทศไทยดังเช่นทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์หรือไม่…ฤๅ…ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย พลังมวลชนจะต้องลุกขึ้นมา “ทวงคืน…สมบัติชาติ” อีกครั้ง!?!?!

เป็นประเด็นที่ต้องติดตาม…

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ตัวตน’บนโลกออนไลน์ สร้างไม่คิด..อนาคตลำบาก

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/229227

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

โลกยุคปัจจุบันถือว่าเป็นยุค “ออนไลน์” อย่างแท้จริง เมื่ออินเตอร์เนตความเร็วสูงมาบรรจบกับอุปกรณ์เชื่อมต่อที่นับวันล้ำสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับราคาที่ “ถูกแสนถูก” มือถือสมาร์ทโฟนเครื่องละไม่กี่พันบาท นำพาผู้คนเข้าไปสู่ “พื้นที่เสมือน” ที่การแสดงออกแทบจะไร้ขีดจำกัด

ในจำนวนนี้ “คนรุ่นใหม่” ถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่บนโลกออนไลน์ ดังการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเตอร์เนตในไทย ปี 2558 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 10,434 คน โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่า ร้อยละ 64.4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเป็น “คนเจ็นวาย” (Gen-Y) หรือช่วงอายุ 15-34 ปี ซึ่งเฉลี่ยแล้วคนกลุ่มนี้ใช้อินเตอร์เนตราว 54.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเกือบ 8 ชั่วโมงต่อวัน

และ “เฟซบุ๊ค” (Facebook) ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด!!!

อะไรทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับโลกออนไลน์ได้ขนาดนั้น?..สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจ้นท์ คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) กล่าวในงานเสวนา “Live Streaming กับวิถีการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ของวัยรุ่นไทย” เมื่อปลายเดือน ก.ค.2559 ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ระบุว่า เพราะแต่ละคนก็มีการ “สร้างตัวตน” ขึ้นมาบนโลกเสมือนด้วย

อาจารย์สกุลศรี อธิบายว่า การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเฟซบุ๊คนั้น จะมองจากยอด “ถูกใจ” (like) และยอด
“คำชม” (Comment) เป็นหลัก หากมีมากแสดงว่าคนติดตาม “ชื่นชอบ” ที่จะเห็นการแสดงออกในลักษณะนั้น ทำให้เกิดความพยายามที่จะ “ทำซ้ำๆ” จนกลายเป็นพฤติกรรมติดตัว

“ทุกอย่างบนโลกออนไลน์มันประกอบสร้างได้ เพราะฉะนั้นคนที่ต้องการหาตัวตนของตัวเองบนโลกออนไลน์ สิ่งที่เขามองหาคือ หาสิ่งที่สอดคล้องกับที่เขาคิดอยู่ หรือเขากำลังหาว่าถ้าเขาเป็นแบบนี้เขาจะได้การยอมรับ Feedback (เสียงสะท้อน) จากคนที่เห็นเราคือพลังมากๆ ที่จะผลักดันให้คนคนหนึ่ง หล่อหลอมตัวตนหรือพฤติกรรมบางอย่างขึ้นมา” อาจารย์สกุลศรี กล่าว

ทว่าอีกมุมหนึ่ง..การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ก็ถือเป็น “ดาบสองคม” อยู่เช่นกัน “หมอแอร์” พ.ต.ท.พญ.อัญชุลีย์ ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวถึงการแสดงออกต่างๆ อาทิ การใช้ภาษา มุมมองความคิดภาพประกอบ ความสนใจเลือกติดตามเนื้อหาบนสื่อออนไลน์สิ่งเหล่านี้ “ไม่เคยหาย..และไม่มีทางหาย” แม้จะผ่านไปนานแค่ไหนและถึงเจ้าของจะลบไปแล้ว ก็อาจมีใครบางคนบันทึกไว้ได้

วันใดที่คุณ “โด่งดัง” ขึ้นมา..แล้วมีคน “หมั่นไส้” ไม่ชอบหน้า!!!

“อดีต” เหล่านี้จะถูก “ขุด” เพื่อ “สอยให้ร่วง” สกัดอย่าให้แจ้งเกิด!!!

“ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีบริษัทอยู่ไม่น้อยที่ใช้วิธีการคัดคนเข้าทำงานผ่านการดู Timeline ย้อนหลังการใช้งาน Social Media เกี่ยวกับทัศนคติของบุคคล นอกจากนี้จะเห็นได้จากกรณีข่าวดาราหรือคนที่เพิ่งจะเริ่มก้าวเข้าวงการได้ไม่นาน ถูกผู้ไม่หวังดีนำภาพ หรือข้อความที่เคยโพสต์ลง Social ไว้ในสมัยยังไม่มีชื่อเสียงออกมาโจมตี จนแทบไม่มีที่ยืนในสังคมกันเลยทีเดียว” หมอแอร์ ฝากทิ้งท้าย

คนยุคปัจจุบันจำนวนมากมีชีวิตที่ผูกติดอยู่กับสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะ กิน เที่ยว นอน ฯลฯ ต้องแสดงออกทั้งการโพสต์ภาพและ
บอกเล่าสถานะ เพื่อให้คนที่ติดตามรับรู้ความเป็นไปในแต่ละวัน ล่าสุดกับ “เฟซบุ๊ค ไลฟ์” (Facebook Live) ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถ “ถ่ายทอดสด” กิจกรรมต่างๆ ของตนได้ ซึ่งการสร้างตัวตนนี้ก็มีทั้งข้อเด่นและความเสี่ยง

ฉะนั้นแล้วต้อง “คิด-ไตร่ตรอง” ทุกครั้งก่อน “โพสต์-แชร์” จะได้ไม่ “เสียอนาคต”!!!!

แก้วกานดา ตันเจริญ

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ชะลอไล่-เจรจา-พิสูจน์สิทธิ์’ ทางออกปมพิพาท‘แสมสาร’?

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228930

วันศุกร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ชุมชนแสมสาร” หรือตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีชื่อเสียงในฐานะ “แหล่งอาหาร
ทะเลสด” ของไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาพักผ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก

ทว่า…ขณะนี้พื้นที่แห่งนี้กำลังเกิด “ข้อพิพาท” ระหว่างชาวชุมชนแสมสารที่ยืนยันว่านี่เป็น “ชุมชนเก่าแก่” สืบสาวย้อนกลับไปได้ราวร้อยปี กับ “กองทัพเรือ” ที่ระบุว่าชาวบ้าน “บุกรุก” เขตทหารหรือพื้นที่ของรัฐ และให้ชาวบ้านไป “ทำสัญญาเช่า” ที่ดินดังกล่าวกับกรมธนารักษ์ ซึ่ง “สกู๊ปแนวหน้า” ได้เคยนำเสนอประเด็นข้อขัดแย้งไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา(http://www.naewna.com/scoop/228162)

จากข้อพิพาทดังกล่าว “สกู๊ปแนวหน้า” ได้ลงพื้นที่ชุมชนแสมสาร ที่นี่เราพบกับ “หทัยทิพย์ สุขเนียม” ชาวบ้านรายหนึ่งในชุมชน ซึ่งให้ข้อมูลว่า แสมสารมีพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 โซน ได้แก่ พื้นที่โซนที่ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ เป็นที่ตั้งชุมชนแสมสาร วัดและโรงเรียน, พื้นที่โซนที่ 2 มีเนื้อที่ประมาณ 972 ไร่ เป็น “พื้นที่หวงห้าม” ของกองทัพเรือ แต่มีการเข้าทำประโยชน์

พื้นที่โซนที่ 3 มีเนื้อที่ประมาณ 319 ไร่ เป็นที่อยู่ของชาวบ้าน เป็นพื้นที่นำร่องแก้ไขปัญหาที่ดินแสมสาร โดยมีชาวบ้านมา “แสดงสิทธิ์” ในแปลงที่อยู่อาศัย และพื้นที่โซนที่ 4 จำนวน 430 ไร่ พื้นที่นี้ไม่มีคนอยู่อาศัย และกองทัพเรือได้ทำการกันพื้นที่ออกเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

“พื้นที่โซนที่ 2” กำลังมีปัญหามากที่สุด!!!

“หทัยทิพย์” เล่าว่า ที่ผ่านมาผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบคนก่อนๆได้ทำ “ข้อตกลง” ให้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่โซนที่ 2 ได้ ทว่าเมื่อมีการเปลี่ยนเป็นผู้บัญชาการคนปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับทหารเรือเริ่ม “ขัดแย้ง” เมื่อฝ่ายทหารมองว่าชาวบ้านนั้นบุกรุกพื้นที่ความมั่นคง

“ที่ผ่านมาชาวบ้านกับทหารมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เวลามีกิจกรรมอะไรชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จนกระทั่งเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาก็เริ่มมีปัญหาระหองระแหงเรื่อยมา” หทัยทิพย์ กล่าว

เมื่อถามว่าชาวบ้านมีหลักฐานยืนยัน “ตัวตน” การมีอยู่ของชุมชนบ้างหรือไม่?…“นภดล พรบริบูรณ์” ชาวบ้านแสมสารอีกราย หอบเอกสารจำนวนมากมาแสดงให้เราได้ดู อาทิ แผนที่“ปราจีนบุรี” ซึ่งทำการสำรวจในปี 2460 และตีพิมพ์ในปี 2465 โดยภาษาที่ใช้ในแผนที่เป็น “ภาษาโบราณ” อาทิ “ช่องแสมสาน”(ปัจจุบันเขียนว่าแสมสาร) , “เซ็นติเม็ตร์”(ปัจจุบันเขียนว่าเซนติเมตร) พบว่าบนแผ่นดินส่วน “แหลม” ยื่นลงมาบริเวณช่องแสมสาน ปรากฏสัญลักษณ์ของ “วัด” และ “เจดีย์” บนพื้นที่ดังกล่าว

นี่คือ “วัดช่องแสมสาร” ศูนย์รวมจิตใจของชาวแสมสารมาช้านาน!!!

นภดล ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหตุใดที่ดินดังกล่าวถึงกลายเป็น “ที่ราชพัสดุ” โดยกรมธนารักษ์ไปได้ ในเมื่อ พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ เพิ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2518 แต่ชาวบ้านอยู่กันมาก่อนหน้านั้นแล้ว พร้อมกับโชว์ “ภาพถ่ายทางอากาศ” ที่ระบุว่าถ่ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2517 “ก่อนหน้า” ที่รัฐบาลจะออกกฎหมายเสียอีก

“ชาวบ้านไปบุกรุกที่ได้อย่างไร? และทำไมเราถึงต้องไปเช่าที่จากกรมธนารักษ์ด้วย ในเมื่อกฎหมายมันออกมาปี 2518 แต่เราอยู่มาก่อนหน้านั้นแล้ว” นภดล ระบุ

เช่นเดียวกัน…ชาวบ้านรายนี้ ยังตั้งคำถามถึงกองทัพเรือ ที่อ้างถึง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตต์หวงห้ามที่ดินอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2478 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ.2478 โดยใน มาตรา 4 ระบุว่า ห้ามผู้ใดเข้าไปใช้ประโยชน์ โดยกองทัพเรือกล่าวว่า พื้นที่ของชุมชนแสมสารเป็นพื้นที่รกร้างนั้น “จะเรียกว่ารกร้างได้อย่างไร?” ในเมื่อมีชุมชนตั้งอยู่ และอยู่มาก่อนมีกฎหมาย ทั้งนี้นอกจากแผนที่แล้ว ยังมี “หลักฐานทางโบราณคดี” อีกมากที่ยืนยัน “ความเก่าแก่” ของชุมชนได้อย่างชัดเจน

นภดล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง มักบอกกับชาวบ้านว่า “ถึงอยู่มานานแต่ไม่เกิดสิทธิ์” เนื่องจากอ้างข้อกฎหมายซึ่งระบุให้ชาวบ้านนำเอกสารยืนยันการครอบครอง“ส.ค.1” ไปยืนยันกับกองทัพเรือ ทว่าหากมองในบริบทความเป็นจริง พื้นที่แสมสารเมื่อเกือบร้อยปีก่อน “ไกลปืนเที่ยง” ขณะที่ประชากร “รู้หนังสือ” ในเวลานั้นก็ยังมีน้อย จึงมองว่า “ไม่เป็นธรรม”หากภาครัฐจะอ้างแต่ข้อกฎหมายแต่เพียงด้านเดียว

“อยากให้มองไปถึงวิถีชาวบ้านด้วย เพราะชาวบ้านเขาไม่ได้เอาเวลามานั่งรอเซ็นหนังสือจากทางราชการ คุณควรดูภาพรวมในภาวะสังคมเศรษฐกิจของยุคสมัยด้วย ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ที่ชาวบ้านจะเข้าถึงสิทธิ์ เข้าใจถึงสิ่งที่ราชการสมัยนั้นลงมาให้ทำกับชาวบ้านด้วย”

นภดล ให้ความเห็น พร้อมกับบอกว่า วันนี้ชาวแสมสารขอให้ “ชะลอ” การดำเนินการใดๆ กับชาวบ้านไว้ก่อน และเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ “พิสูจน์สิทธิ์” การมีตัวตนใน “แผ่นดินบรรพชน” ที่อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย

ขณะที่ “เตือนใจ ดีเทศน์” กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า กสม.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รวมถึงพูดคุยกับชาวบ้านแสมสารบางส่วน เบื้องต้นต้องแบ่งปัญหาเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ชุมชนที่อยู่มานาน ย้อนไปได้นับร้อยปี 2.ผู้ที่ทำผิดกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ “ถมทะเล-ตัดภูเขา” มาทำรีสอร์ท และ 3.ผู้ที่ใช้พื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 6 มอบให้กองทัพเรือดูแลในฐานะพื้นที่ความมั่นคง ทั้งนี้ กสม.จะได้ทำการตรวจสอบในเชิงลึก หารือกับทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านต่อไป

“กรณีแสมสารคงต้องไปดูหลักฐานอื่นๆ ประกอบ เช่น ภาพถ่ายทางอากาศ หรือแผนที่ย้อนหลังไปเมื่อปี 2460 ที่อ้างว่าอยู่มาก่อนแล้ว ข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐาน เช่น รายชื่อนักเรียนวัดช่องแสมสาร คุยกับพระสงฆ์หรือครูบาอาจารย์ที่รู้จักลูกศิษย์ที่มีอายุมากๆ คงต้องเป็นเรื่องของการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่จะต้องได้ข้อมูลอย่างรอบด้านจริงๆ รวมถึงข้อกฎหมายด้วย” กรรมการสิทธิฯ ฝากทิ้งท้าย

มอง‘ทะเลจีนใต้’ในมุมจีน ยก4ข้อสู้คำตัดสินศาลโลก

Published April 2, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/228783

วันพฤหัสบดี ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

เรียกว่าเป็นข่าวที่ “สะเทือน” ไปทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน หลังจากเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีรายงานว่า “คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” ตัดสินให้ฟิลิปปินส์มีอธิปไตยเหนือ “เกาะสคาร์โบโรห์”(Scarborough) อีกทั้งระบุด้วยว่าจีนไม่มีอำนาจใดๆในพื้นที่ “ทะเลจีนใต้” (South China Sea) หลังฟิลิปปินส์ยื่นเรื่องให้พิจารณาตั้งแต่เมื่อต้นปี 2558 แน่นอนว่าคำตัดสินดังกล่าวทำให้…

ฟิลิปปินส์ “ได้เฮ”…

ขณะที่ฟากฝั่งของจีน “ประกาศกร้าว” ไม่ขอยอมรับคำตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น!!!

ปฏิกิริยาของ “พญามังกร” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลก ร่วมกับสหรัฐอเมริกา และรัสเซีย ทำให้โลกเกิด “แรงกระเพื่อม” กลายเป็นที่หวั่นเกรงว่าจะเกิด “สงครามเย็น” ครั้งที่ 2 หรือเลวร้ายที่สุด คือ เกิด “สงครามโลกครั้งที่ 3” หรือไม่?

เพราะหลังจากมีคำตัดสินออกมา “พญาอินทรี” อย่างสหรัฐอเมริกา โดย จอช เออร์เนสต์ โฆษกทำเนียบขาว เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพคำตัดสิน เช่นเดียวกับ จอห์น แมคเคน ประธานคณะกรรมาธิการด้านกลาโหมของวุฒิสภา และ แดน ซัลลิแวน สว.จากพรรครีพับลิกัน เสนอแนะให้รัฐบาลสหรัฐ ท้าทายอำนาจของจีนในทะเลจีนใต้ ทำให้ทั่วโลกล้วนจับตามอง เพราะสัญญาณดังกล่าวจากสหรัฐกระตุ้นให้…

อุณหภูมิความขัดแย้ง “ระอุ”!!!

กระแสความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ดูเหมือนฟิลิปปินส์จะได้เปรียบ ขณะที่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า มีอำนาจกว่าฟิลิปปินส์มากนัก ถูกมองว่า “ดื้อแพ่ง” หลังจากไม่ยอมรับคำตัดสินใดๆ ทำให้รัฐบาลจีนพยายามเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวโลก

บ่ายวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน จัดเสวนาร่วมสื่อมวลชนไทย-จีน ณ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด ห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่ง “อู๋ จี้หวู่” อุปทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ชี้แจง “ข้อสังเกต” หลายประการเกี่ยวกับคำตัดสินกรณีฟิลิปปินส์ จีน และทะเลจีนใต้

ประการแรก…มีความเข้าใจ “คลาดเคลื่อน” ในสื่อหลายสำนักใช้คำว่า “อนุญาโตตุลาการถาวร” ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “PCA”(Permanent Court of Arbitration) หรือบางสื่อถึงขนาดใช้คำว่า “ศาลโลก” ที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “ICJ”(International Court of Justice) ซึ่งเคยเกี่ยวข้องกับประเทศไทยในกรณี “ปราสาทเขาพระวิหาร” แต่ในความเป็นจริงเป็นแค่ “องค์คณะจัดตั้งธรรมดา” เท่านั้น

“นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของศาลโลก และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ PCA แต่ที่เขาไปเกี่ยวกับ PCA เพราะเขาไปใช้สถานที่ของ PCA เท่านั้น” อุปทูตอู๋ ระบุ

ประการที่สอง…“อุปทูตอู๋” อธิบายต่อว่า อนุญาโตตุลาการชุดดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อศาลระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมาย
ทะเล ซึ่งจัดตั้งตาม “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล”(UNCLOS) โดยในช่วงที่ฟิลิปปินส์นำคดีเข้าสู่การพิจารณา หัวหน้าศาลขณะนั้นได้เลือกผู้ที่จะเป็นองค์คณะมา 5 คน เป็นชาวยุโรป 4 คน ประกอบด้วย เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และฟินแลนด์ อย่างละ 1 คน กับชาวแอฟริกา คือ กานา อีก 1 คน และแม้กระทั่งผู้ที่มาจากกานา กลับพบว่าพักอาศัยอยู่ในยุโรปมาหลายสิบปี

คนเหล่านี้มีความรู้ความเข้าใจ “สังคมชาวเอเชีย” มากน้อยเพียงใด?

“องค์คณะนี้ไม่มีใครที่รู้จักเรื่องของเอเชียอย่างถ่องแท้เลย” ผู้แทนจากจีน ตั้งข้อสังเกต

ประการที่สาม…อนุญาโตตุลาการชุดนี้ “ไม่มีอำนาจ” ในการพิจารณา เนื่องจากกฎหมาย UNCLOS มาตรา 298 ให้สิทธิกับประเทศต่างๆที่ประสงค์จะ “ไม่เข้าร่วม” หรือไม่ใช้บริการคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ผ่านการออกคำประกาศ Optional Exceptions ได้ ตามหลักการแล้ว จึงไม่ควร “หยิบยก” ขึ้นมาพิจารณาตั้งแต่ต้น

“เราสามารถประกาศตอนเราเข้าร่วมภาคี UNCLOS ว่าวันหลังเราจะไม่เข้าร่วมอนุญาโตตุลาการในภาคบังคับตามข้อบัญญัติของ UNCLOS และจีนก็เป็น 1 ใน 30 กว่าประเทศที่มีคำประกาศเช่นนี้ ในปี 2006 หรือ พ.ศ.2549 ที่กฎหมายUNCLOS มีผลบังคับใช้ ใน 30 ประเทศนี้มี 3 ประเทศที่เป็นสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส ไม่มีสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐไม่ใช่ภาคี UNCLOS ไทยก็มีคำประกาศว่าวันหลังจะไม่ยอมรับหรือไม่เข้าร่วมอนุญาโตตุลาการในภาคบังคับตาม UNCLOS” อุปทูตอู๋ กล่าว

ประการที่สี่…ทางการจีนมองว่า แนวคำตัดสินที่ออกมา “ไม่ยุติธรรม” กับจีน โดย “อุปทูตอู๋” ยกตัวอย่าง “เกาะไท่ผิง”(Taiping Island) ที่อยู่บริเวณ “หมู่เกาะสแปรตลีย์”(Spratly Islands) ในคำวินิจฉัยระบุว่า “ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจีน” ทั้งที่มีหลักฐานว่าทางการจีนได้เข้าไปครอบครองอยู่ตั้งแต่ปี 1947 หรือ พ.ศ.2450 แต่กลับมีคำวินิจฉัยว่าเป็นแค่…

“กองหินโสโครก”!!!

“เกาะไท่ผิง หรือที่เรียกว่า Itu Aba ที่กองทัพก๊กมินตั๋งได้เข้าไปยึดครองตั้งแต่ปี 1947 เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วนั้น เกาะแห่งนี้มีความกว้างถึง 0.85 ตารางกิโลเมตร แล้วก็มีบ่อน้ำของตัวเอง แต่เขาก็ว่าเกาะนี้ไม่ใช่เกาะ” ผู้แทนจากจีน ยกตัวอย่างคำตัดสินที่มีปัญหา

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ “ประชาคมอาเซียน” (ASEAN) ต่อประเด็นคำตัดสินดังกล่าว ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 เนื้อหา “เลี่ยงกล่าวถึง” คำตัดสินแบบตรงๆ มีเพียงการแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าอาเซียน “เสียงแตก” ฟิลิปปินส์กับเวียดนามเรียกร้องให้จีนเคารพคำตัดสิน ขณะที่กัมพูชาร่วมกับจีนคัดค้านคำตัดสิน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กองทัพสหรัฐ เตรียมส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-1B Lancer มาประจำการในฐานทัพ “เกาะกวม” ซึ่งใกล้กับทะเลจีนใต้ แทนเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 โดยเครื่องบินรุ่นนี้มีความพิเศษ คือ สามารถ “ล่องหน” ออกแบบมาเพื่อหลบการตรวจจับของเรดาร์โดยเฉพาะ ท่ามกลางข้อสงสัยจากนานาชาติว่าจะเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้หรือไม่?

หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น..คงต้องติดตามกันต่อไป!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

%d bloggers like this: