สกู๊ปเศรษฐกิจ

All posts tagged สกู๊ปเศรษฐกิจ

เตือนภัยการเงินบนโลกไซเบอร์ รู้ทันก่อน(คุณ)ตกเป็นเหยื่อ

Published September 20, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/704259

 

สังคมไทยถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง!

จากภัยบนโลกไซเบอร์และสื่อสังคมออนไลน์แห่งโลกยุคใหม่ที่กลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นปัจจัยที่ 5 ของมวลมนุษยชาติไปแล้ว…

เมื่อมีข่าวหนุ่มเจ้าของธุรกิจประดับยนต์ลูกค้าแบงก์ใหญ่ ถูกแก๊งมิจฉาชีพอาศัยช่องโหว่จากช่องทางสื่อสารยุคใหม่โจรกรรมเงินในบัญชีผ่านระบบ “โมบาย แบงก์กิ้ง” โดยวางแผนหลอกซื้อของเหยื่อและนำสำเนาบัตรประชาชนไปขอเปลี่ยนซิมการ์ดจากบริษัทมือถือ ก่อนสวมรอยขอเปลี่ยนรหัสบัตรในบัญชีของเหยื่อและสุดท้ายก็โอนเงินออกจากบัญชีเหยื่อไปอย่างง่ายดาย สูญเงินไปกว่า 986,000 บาท

ช่วงเวลาเดียวกันยังมีข่าวแก๊งจารกรรมข้ามชาติ “แฮกเกอร์” ตระเวนเจาะระบบเอทีเอ็ม (ATM) ของธนาคารออมสิน โดยปล่อยไวรัสที่เรียกว่า “มัลแวร์” ทำลายข้อมูลในตู้เอทีเอ็มก่อนสั่งให้เครื่องจ่ายเงินออกไป ซึ่งกว่าที่ธนาคารจะรู้ว่าถูกเจาะระบบ ก็ถูกแก๊งนี้ลอบเจาะระบบไปแล้วถึง 21 เครื่อง สูญเงินไปกว่า 12 ล้านบาท

เมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไปเราพบว่า ไม่ใช่มีแต่ธนาคารออมสินของไทยที่ถูก “แฮกเกอร์” เจาะระบบเอทีเอ็มจนสูญไปนับสิบล้าน ก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันนี้กับธนาคารในไต้หวันที่ถูกแก๊ง “แฮกเกอร์” เจาะระบบเอทีเอ็มของธนาคารใหญ่ในไต้หวันดูดเงินไปกว่า 70 ล้านบาท

ยังมีรูปแบบการ “จารกรรม” บนโลกไซเบอร์ อื่นๆที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ทั้งกรณีปลอมแปลง “เฟซบุ๊ก (Facebook)” ปลอมแปลงไอจี (IG) สวมรอยเป็นเจ้าของเครื่อง เจ้าของบัญชี หลอกลวงเพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหาย หรือหลอกลวงผู้คนให้โอนเงินเข้ากระเป๋าไปนักต่อนัก

บางแก๊งมาเหนือเมฆตั้งตนเป็นเจ้าหน้าที่หลอกเจ้าของบัญชีว่ากำลังถูกทางการตรวจสอบพัวพันเครือข่ายยาเสพติด ของผิดกฎหมาย แล้วหลอกให้เจ้าของบัญชีดำเนินการธุรกรรมทางการเงินก่อนอาศัยช่องโหว่ดูดเงินในบัญชีไป หรือการระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ก็อาศัยสื่อ-ช่องทางบนสังคมออนไลน์เป็นแหล่งต้มตุ๋น ที่เป็นข่าวมากที่สุดเห็นจะเป็นกรณีหลอกซื้อ-ขายสินค้า กระเป๋า นาฬิกาแบรนด์เนม ฯลฯ

ทำให้เห็นแนวโน้มอาชญากรรมทางการเงินบนโลกไซเบอร์ที่นับวันจะมีความสลับซับซ้อนและทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ” จึงดำเนินการประมวลรูปแบบของการจารกรรมบนโลกไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ที่นับวันจะประชิดเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ ดังนี้ :

มหันตภัยใกล้ตัว “แก๊งไซเบอร์”

ขอเริ่มต้นจากบทสรุปอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ที่เป็น “ภัยใกล้ตัว” โดย พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่ประชาชนควรรู้ มีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้

ประเภทแรก “คอมพิวเตอร์” หรือการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยอาชญากรจะเข้าไปแฮกระบบต่างๆ เช่น อีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ อินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง ฯลฯ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ เนื่องจากกว่า 90% ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่ง่าย เช่น เบอร์โทรศัพท์มือถือ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน ฯลฯ จนกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้อาชญากรรมเข้าไปแฮกข้อมูลได้ง่าย

เช่นเดียวกับ “แอพพลิเคชั่นไลน์” ที่มีกรณีขโมยบัญชี หรือ “แฮกไลน์” มาแล้วหลายครั้ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “สวมรอยยืมเงิน” ซึ่งเมื่อมิจฉาชีพใช้โทรศัพท์ส่วนตัวล็อกอินเข้าระบบไลน์ของเหยื่อได้แล้ว ก็เข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่และใช้กลอุบายต่างๆในการเข้าไปหลอกยืมเงินผู้อื่น

ส่วนรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่พบบนอินเตอร์เน็ตมากที่สุด ก็คือ “อีเมลสแกม” หรืออีเมลต้มตุ๋น โดยมักจะเกิดกับผู้ประกอบการ วิธีการคือ มิจฉาชีพจะเข้าไปแฮกอีเมลของบริษัทที่ทำการซื้อขายกัน เมื่อถึงเวลาต้องโอนเงิน มิจฉาชีพจะทำการเปลี่ยนแปลงหมายเลขบัญชีธนาคาร หรือแจ้งให้ลูกค้าติดต่อผ่านอีเมลใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เกิดมูลค่าเสียหายนับหลายสิบล้านและมีการแจ้งความเยอะมาก

“จากหลายๆเคสที่เกิดขึ้น พบว่า มิจฉาชีพจะเข้าไปแฮกระบบเน็ตเวิร์กต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น โดยศูนย์รวมหรือหัวใจในการเข้าถึงระบบข้อมูลได้ก็คือ “อีเมล” เพราะเปรียบเสมือนบัตรประชาชนทางไซเบอร์ที่ใช้ในการล็อกอินเข้าระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกบัญชี ฉะนั้นหากมีอีเมลไม่ได้ใช้ หรือห่างหายจากการใช้งานให้รีบปิดบัญชีเสีย เพราะหากอาชญากรรู้ว่ามีบัญชี หรือ account นี้อยู่พวกแฮกเกอร์จะเจาะเข้าถึงข้อมูลบัญชีได้”

อีกรูปแบบที่ใกล้ตัวประชาชนคือ “อินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง” ที่ใช้สำหรับโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งมักตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพที่มักมีวิธีเข้าถึงหลากรูปแบบ อย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดกับหนุ่มเจ้าของร้านประดับยนต์ โดยวิธีการที่มิจฉาชีพใช้ก็คือ ไปแจ้งกับผู้ให้บริการโทรศัพท์ว่าซิมหายโดยใช้เอกสารปลอมเพื่อเปลี่ยนซิมให้เป็นหมายเลขโทรศัพท์คนร้ายแทน จากนั้นโทร.ไปยัง Call center เพื่อรับรหัสผ่านใหม่ โดยใช้ข้อมูลในบัตรประชาชนเหยื่อตอบคำถามยืนยันตัวตนกับธนาคาร ก่อนจะสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชีแล้วทำการโอนเงินในบัญชีเหยื่อจนหมด

รูปแบบที่ 2 ใช้คอมพิวเตอร์ในการกระทำความผิด เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นบ่อยและประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยการล่อลวงจะมีความหลากหลาย ทั้งการสวมรอยเข้าไปพูดคุยผ่านโซเชียล โดยออกอุบายให้เหยื่อหลงเชื่อว่ามีตัวตนจริง โปรไฟล์ดี ทำให้เกิดความสนใจจนนำไปสู่เชิงชู้สาว โดยเหยื่อมักเป็นเพศหญิงที่ขี้เหงา หรือต้องการหาสามีต่างชาติ โดยมิจฉาชีพจะออกอุบายหลอกว่าจะส่งของให้ หรือให้เหยื่อจ่ายเงินที่ศุลกากรก่อน ซึ่งบางรายหลงเชื่อสูญเงินเป็นหมื่นเป็นแสนก็มี

รูปแบบที่ 3 อาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์ เช่น ก่อคดีอาชญากรรมต่างๆทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการปล้น ฆ่า ยาเสพติด ระเบิด แต่เป็นลักษณะที่อาชญากรใช้คอมพิวเตอร์เป็นช่องทางติดต่อสื่อสาร ส่งผ่านคำสั่ง แม้แต่เก็บข้อมูลยาเสพติดไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์

แฉ 3 ภัยการเงิน “ออนไลน์”

ขณะเดียวกัน “ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สรุปพฤติกรรมเสี่ยงรูปแบบต่างๆ ของภัยการเงินผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ และโลกออนไลน์ ที่ได้รับการร้องเรียนต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ ดังนี้

กรณีที่ 1 ภัยจากการถูกขโมยหรือปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเอทีเอ็ม ซึ่งบัตรเหล่านี้จะบันทึกข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินของเจ้าของบัตรไว้ หากมิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลได้จากการขโมยบัตรหรือขโมยข้อมูลในบัตร ก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปลอมเป็นเจ้าของบัตรทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เช่น ถอนเงินออกจากบัญชี หรือใช้วงเงินสินเชื่อของเหยื่อที่เป็นเจ้าของบัตรได้

โดยทำได้หลายวิธี เช่น 1.คัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตรโดยเครื่องสกิมเมอร์ (Skimmer) ที่ติดตั้งไว้ที่ตู้เอทีเอ็ม 2.คัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กของบัตรโดยเครื่องสกิมเมอร์ขนาดพกพา หรือ Handheld Skimmer ซึ่งอาจเกิดที่ใดก็ได้ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน 3.ปลอมแปลงเอกสารสมัครบัตรเครดิต เช่น สำเนาบัตรประชาชนที่ได้ขโมยมาแล้วนำไปใช้สมัครบัตรเครดิต หรือแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนบัตร เมื่อได้รับบัตรเครดิตก็นำไปใช้จ่ายในนามของเหยื่อ 4.ขโมยข้อมูลจากใบบันทึกรายการ (ATM Slip)

กรณีที่ 2 ภัยจากออนไลน์ โดยมิจฉาชีพจะหลอกขอรหัสผู้ใช้งาน (username) และรหัสผ่าน (password) จากเหยื่อเพื่อเข้าใช้บัญชีธนาคารออนไลน์ของเหยื่อ แล้วส่งคำสั่งโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝาก ซึ่งวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้ คือ 1.หลอกให้ติดตั้งมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน โดยมิจฉาชีพมักแฝงมัลแวร์ไว้ตามลิงก์ดาวน์โหลด หรือเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งส่งอีเมลให้เหยื่อโดยตรง โดยใช้ข้อความเชิญชวนหลอกล่อให้เหยื่อคลิกเพื่อติดตั้งโปรแกรม เช่น “คุณเป็นผู้โชคดี คลิกที่นี่เพื่อรับรางวัล” เมื่อเหยื่อคลิกไปที่ลิงก์มัลแวร์จะถูกติดตั้ง และทำการบันทึกข้อมูลการใช้งานของเหยื่อเพื่อนำไปปลอมแปลงคำขอโอนเงินให้เหมือนเป็นคำสั่งของเจ้าของบัญชี 2.ปลอมแปลงอีเมลหรือสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกขอข้อมูล ทั้งเว็บไซต์ปลอมของธนาคาร หรือเว็บไซต์ปลอม เช่น หน้าเว็บไซต์เฟซบุ๊ก หรือไลน์

กรณีที่ 3 หลอกลวงผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น การเข้าตีสนิทในรูปแบบต่างๆผ่านเฟซบุ๊ก หรือแอพพลิเคชั่น เมื่อสนิทกันแล้ว มิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นบุคคลต่างๆ แล้วหลอกเหยื่อว่าจะโอนเงิน หรือส่งของให้เหยื่อ หรือขอเงินเหยื่อ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนเงินค่าดำเนินการ ค่าทนาย โดยจะเรียกเก็บในจำนวนน้อยแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อีกรูปแบบเป็นการปลอมแปลงอินสตาแกรม (ไอจี) เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่ “ไลน์” เพื่อหลอกให้เพื่อนหรือคนที่ใกล้ตัวของเหยื่อโอนเงินมาให้ เช่น อ้างว่าตกเครื่องบินอยู่ที่ต่างประเทศ และขอให้โอนเงินไปช่วย

ยอด “โจรอิเล็กทรอนิกส์” พุ่ง

ศคง.ยังได้ให้ข้อมูลการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านช่องทางโทร.สายด่วน 1213 แจ้งผ่านที่อีเมล และเว็บไซต์ของ ศคง. ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรูปแบบซ้ำๆ

โดยในปี 2555 ซึ่งเป็นปีแรกของการตั้ง ศคง.ได้รับการแจ้งเบาะแสและร้องเรียนเกี่ยวกับภัยทางการเงิน 805 เรื่อง แบ่งเป็นการหลอกให้โอนเงินทางโทรศัพท์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 679 เรื่อง หรือ 84% รองลงมาใช้ตัวตนปลอมและอีเมลปลอมเพื่อหลอกให้โอนเงิน 47 เรื่อง หรือ 6% ปลอมแปลงหรือขโมยข้อมูลจากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 33 เรื่อง หรือ 4% ส่วนกรณีอื่นๆ เช่น หนี้นอกระบบและหลอกลวงให้ระดมทุน เช่นเงินตราต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน 46 เรื่อง

ขณะที่ในปี 2556 มีการแจ้งเบาะแส และร้องเรียนภัยทางการเงินมาทั้งสิ้น 973 เรื่อง หรือเพิ่มขึ้น 21% โดยยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นการปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเอกสารปลอมไปเปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หรือทำบัตรเครดิต

นอกจากนั้น ศคง.เริ่มเห็นการหลอกลวงทางอีเมล โซเชียลมีเดีย เช่น การติดต่อผ่านเฟชบุ๊ก โดยหลอกลวงให้โอนเงินไปต่างประเทศ เพื่อ ชำระค่าสินค้าออนไลน์ และเว็บไซต์ปลอม เป็นปีแรกที่ 119 เรื่อง

ในปี 2557 ศคง.ได้รับเรื่องร้องเรียนและรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงินมากที่สุดถึง 1,007 เรื่อง โดยมีเรื่องการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์มากที่สุด 374 เรื่อง รองลงมาเป็นภัยจากโซเชียลมีเดีย โดยหลอกว่าจะได้รับเงินรางวัลจากต่างประเทศ แต่ต้องโอนเงินค่าธรรมเนียมไปชำระก่อนและกรณีหลอกลวงอื่นๆ รวม 151 เรื่อง สวมรอยเอกสารแสดงตัวตน 142 เรื่อง ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 38 เรื่อง

ขณะที่ในปี 2558 ได้รับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษาและรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงิน 775 รายการ โดยการหลอกลวงทางโทรศัพท์สูงที่สุด 238 รายการ รองลงมาเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น 169 เรื่อง ตามมาด้วยหลอกลวงทางอีเมล โซเชียลมีเดีย 126 เรื่อง สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตน 84 เรื่อง หลอกระดมทุน ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ลงทุนในแชร์ลูกโซ่ 124 รายการ ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 34 เรื่อง

ล่าสุด ในครึ่งปีแรกของปี 2559 มีการร้องเรียนภัยการเงินทั้งสิ้น 286 รายการ เป็นการร้องเรียนการชำระเงิน และระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์มากเป็นอันดับแรก โดยปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่นโดยเฉพาะบัตรเครดิตถูกขโมยไปใช้งาน 83 เรื่อง รองลงมาการหลอกลวงทางโทรศัพท์ มียอดร้องเรียน 60 เรื่อง ตามมาด้วยการหลอกลวงผ่านทางอีเมล และโซเชียลมีเดีย 59 รายการ สวมรอยปลอมแปลงเอกสารแสดงตัวตน 37 เรื่อง ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 12 เรื่อง และการหลอกให้ซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือลงทุนในธุรกิจ และแชร์ลูกโซ่ 35 เรื่อง

วิธีสังเกตและป้องกันก่อน “ตกเป็นเหยื่อ”

สำหรับหนทางในการปกป้องตัวเราจากภัยบนโลกไซเบอร์นั้น พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สารวัตรกองกำกับการ 1 ปอท.ได้แนะนำสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยุคใหม่ ตั้ง “รหัสผ่าน” ในระบบเน็ตเวิร์กทุกบัญชี ควรตั้งให้มีความซับซ้อนและยากขึ้น รวมถึงไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวกัน

และควรตั้งพาสเวิร์ดดับเบิ้ลล็อก หรือ “พาสเวิร์ด 2 ชั้น” เพื่อให้มาตรการป้องกันที่มากกว่า 1 ขั้นตอน โดยเข้าไปตั้งค่าล็อกอิน 2 ขั้นตอน เมื่อมีการล็อกอินเข้าระบบครั้งแรก ระบบจะส่งรหัสผ่าน 6 หลัก สามารถใช้ได้ 30 วินาที มายังโทรศัพท์มือถือผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการล็อกอินระบบ ก็จะช่วยป้องกันมิจฉาชีพเข้าไปแฮกได้

ส่วนมือถือหากรู้ว่าซิมการ์ดใช้ไม่ได้ ผู้ใช้ต้องรีบดำเนินการติดต่อกลับไปยังศูนย์บริการเครือข่ายเพื่อแจ้งการระงับใช้ทันที หรือหากพบมีการจดทะเบียนอยู่ที่อื่นให้แจ้งระงับทันที

ขณะที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ได้แนะนำวิธีการป้องกันเบื้องต้นสำหรับภัยการเงินออนไลน์ทั่วไปก็คือ ไม่ควรใช้รหัสผ่าน (password) ที่ง่ายต่อการคาดเดา เช่น 123456 หรือ วัน/เดือน/ปีเกิด

นอกจากนั้นในการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต หรือโมบาย แบงก์กิ้ง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ใช้ไม่มี “มัลแวร์” แฝงอยู่ พร้อมตรวจสอบและอัพเดตโปรแกรมอยู่เสมอ ไม่ติดตั้งหรือดาวน์โหลดโปรแกรมแปลกๆ เพราะอาจเป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้ามาในคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้

ส่วนภัยจากการถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดียนั้น แนะนำให้เปิดเผยข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปแอบอ้างใช้ทำธุรกรรม ควรเปลี่ยนรหัสผ่าน (password) ในการเข้าใช้บัญชีอีเมลหรือบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นประจำ เมื่อได้รับการติดต่อแจ้งให้โอนเงินให้ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนโอนเงิน เช่น ติดต่อหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง อาทิ กรมศุลกากร โทร.1164 ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร.1213 หรือสำนักงานตัวแทนในประเทศไทยของหน่วยงานต่างชาติ

หากใช้บัตรกับร้านค้าควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต เช่น สถานบริการน้ำมัน สถานบันเทิงควรอยู่ในบริเวณที่มองเห็นการทำรายการ และให้บัตรอยู่ในสายตาตลอดเวลา เพื่อป้องกันพนักงานนำบัตรไปรูดกับเครื่องสกิมเมอร์

ท้ายที่สุด ป้องกันการถูกปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แนะนำไม่จดรหัสผ่านไว้คู่กับบัตร หรือในที่ที่ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ ไม่ควรให้เอกสารข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น

*******************

ทั้งหมดนี้เป็น “อาชญากรรม” บนโลกไซเบอร์ที่แฝงมากับความสะดวกสบายของวิถีชีวิตของผู้คน และในอนาคตเมื่อประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่ฐานศรษฐกิจการเงินดิจิตอลเต็มตัว ภัยทางการเงินในโลกไซเบอร์ยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ มีสติ และรู้ทัน เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ.

ทีมเศรษฐกิจ

 

เกาะกระแส “โปเกมอนโก” ฟีเวอร์ ถอดบทเรียนรับมือเทคโนโลยีไหลบ่า

Published August 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690042

 

จากโปรเจกต์เกมที่ให้ดาวน์โหลดเล่นกันขำๆ ฉลองวัน “เมษาหน้าโง่” หรือ April Fool’s Day เมื่อปี 2557

ให้หลังเพียง 2 ปี “โปเกมอน โก” Pokemon Go ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2559 ก็ฮิตติดลมบน รั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ไปทั่วโลก!

ความสำเร็จของ “โปเกมอน โก” ในวันนี้ที่มาจากเสน่ห์ของเกมในรูปแบบ AR หรือ Augmented Reality อันเป็นการนำโลกแห่งเกม มาหลอมรวมเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อให้ผู้เล่นได้มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆที่มีอยู่จริง เพื่อตามจับโปเกมอนผ่านหน้าจอมือถือ ความสนุกสนานจึงเกิดขึ้นอย่าง “ไร้ขีดจำกัด”

“ไนอานติก (Niantic)” ผู้ผลิตเกมโปเกมอน โก เป็นบริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 โดยหัวหน้าทีมพัฒนากูเกิลแม็ป และกูเกิล สตรีท วิว (Google Street View) จึงมีความเชี่ยวชาญด้านแผนที่ 3 มิติเป็นพิเศษ

หลังทดลองเปิดตัวเกม ให้เล่นจับโปเกมอนบนกูเกิลแม็ป เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2557 ล้อไปกับกระแส April Fool’s Day ทีมนักพัฒนาก็พบว่า โปรเจกต์นี้กำลังนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจากกระแสตอบรับที่ดีมาก

1 ปีเศษจากนั้นในเดือน ต.ค.2558 ไนอานติกก็ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มจากผู้ถือหุ้นใหม่ อันได้แก่ กูเกิล โปเกมอน และนินเทนโดรวมกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำไปสู่การเปิดตัวเกม “โปเกมอน โก” ครั้งแรกได้สำเร็จเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2559

และเพียง 1 เดือนหลังการเปิดตัวยอดดาวน์โหลดโปเกมอน โก ผ่านมือถือก็ทะลุ 100 ล้านครั้งไปแล้ว มูลค่าตลาดของไนอานติกในขณะนี้ถูกประเมินว่าสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะมีรายได้ 66,000 ล้านเหรียญในปีนี้

กระนั้น ความสำเร็จด้านธุรกิจของโปเกมอน โก ก็มาพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทั่วโลกด้วยวิธีการเล่นที่ยึดโยงกับโลกความจริง รัฐบาลในหลายประเทศต้องออกกฎควบคุมพฤติกรรมผู้เล่น แนะนำวิธีการเล่นที่เหมาะสมให้แก่ทัพคอเกมที่ออกตามล่าโปเกมอนตามสถานที่ต่างๆ จนเกิดการละเมิดทรัพย์สินสาธารณะ สิทธิส่วนบุคคล รวมไปถึงอันตรายที่เสี่ยงต่อชีวิต เพียงเพราะต้องการจับโปเกมอนให้ได้…

โปเกมอน…เดือนเดียวเสียวทั้งโลก!

ขวบเดือนที่ผ่านมา ภายหลังเปิดตัวเกมโปเกมอน โก อย่างเป็นทางการ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ได้ทำให้บรรดาสาวกนักจับโปเกมอนในหลายสิบประเทศที่เปิดให้เล่นเกมนี้ถึงกับคลั่งไคล้ แรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ จนกล่าวได้ว่าแทบจะเกิดความโกลาหลกันเลยทีเดียว

สะท้อนให้เห็นถึงกระแสไหลบ่าของการสื่อสารที่ “ไร้พรมแดน” อย่างแท้จริง!

สถานที่ใดที่ถูกระบุว่ามี “โปเกมอน” ให้จับเป็นจำนวนมาก จะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าบรรดาผู้เล่นทุกเพศทุกวัย ยิ่งเล่นก็ยิ่งต้องไล่จับตัวที่หายาก หรือตัวที่ยังจับไม่ได้ กระบวนการไล่ล่าโปเกมอนจึงเกิดขึ้น


ใน 3 ประเทศแรกที่มีการเปิดตัวเกมนี้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้รับผลกระทบก่อนใครเพื่อน โดยในอเมริกานั้น กลุ่มผู้เล่นวัยรุ่นหลายรายต้องถูกจับดำเนินคดีจากการแหกรั้วสวนสัตว์เข้าไปไล่จับโปเกมอน สัตว์ดิจิตอลบนหน้าจอมือถือ รวมไปถึงยังมีกรณีบุกรุกบ้านคนอื่นอีกหลายราย

นอกจากนั้นยังมีชายอเมริกัน 2 คน บาดเจ็บสาหัสจากการตกหน้าผา เพราะมัวแต่จับโปเกมอน ซึ่งตามกฎหมาย หลังรักษาตัวหายดีแล้ว อาจต้องได้รับโทษด้วย

“โปเกมอน โก” จึงกลายเป็นเป้าหมายที่เหล่านักกฎหมายในสหรัฐอเมริกากำลังครุ่นคิดที่จะหาทางยุติความวุ่นวายและอันตรายต่อสาธารณชนที่อาจเกิดจากการเล่นเกมที่ “ไร้สติ” เสียที!

วุฒิสมาชิกจากรัฐมินเนโซตา ถึงกับทำหนังสือถึงไนอานติก แสดงความกังวลต่อความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนตัวของผู้เล่น โดยสอบถามว่า ไนอานติกเก็บข้อมูลอะไร แค่ไหนจากลูกค้า และมีแผนจะทำอะไรกับข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งไนอานติกได้ชี้แจงว่า เข้าถึงเพียงข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าที่ลงทะเบียนผ่านจีเมล Gmail เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามที่จะให้ FDA หรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา กำหนดให้เกมโปเกมอน โก เข้าข่ายอุปกรณ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ FDA เข้ามากำกับดูแลโปเกมอน โก ได้อีกทางหนึ่ง แต่ล่าสุด FDA ได้ตีความชัดเจนแล้วว่าไม่เข้าข่าย

คูเวตงัด “ไม้แข็ง” สยบสาวกโปเกมอน!

กับแนวทางในการรับมือกระแสคลั่งไคล้เกมโปเกมอน โก ที่แต่ละประเทศงัดกันออกมาใช้นั้น ไล่ไปตั้งแต่ในญี่ปุ่น ประเทศที่การเล่นเกมได้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติไปแล้ว ก็ยังกำหนดสถานที่ “ต้องห้าม” ที่ทางการร้องขอให้ไนอานติกถอดออกจากเกม เช่น สวนสันติภาพฮิโรชิมา อนุสรณ์สถานเมืองนางาซากิ นอกเหนือจากการขอความร่วมมือผู้เล่นไม่ให้จับโปเกมอนในพื้นที่มรดกโลกในโตเกียว ปราสาท และโบราณสถานอีกหลายแห่ง


มาที่เกาหลีใต้ ประเทศที่ผู้คนรอคอยจะได้เล่นโปเกมอน โก มากที่สุดอีกประเทศตั้งแต่เกมยังไม่ทันได้เปิดตัว เนื่องจากกูเกิลแม็ปยังใช้งานไม่ได้เต็มที่จากเงื่อนไขที่รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่อนุญาต จึงทำให้สาวกโปเกมอน ยังคงตั้งหน้าตั้งตาร้องเพลงรอต่อไป!

ขณะที่รัฐบาลในประเทศตะวันออกกลางต่างชิงออกมาปรามผู้เล่นเกม ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เปิดตัว โดยอิหร่านถือเป็นประเทศแรกที่สั่งแบนโปเกมอน โก ไปเรียบร้อย

ขณะที่กระทรวงมหาดไทยคูเวตออกมาระบุว่า การเล่นเกมโปเกมอน โก ที่อยู่บนพื้นฐานของสถานที่จริงนั้นถือเป็นอันตราย เพราะการที่ผู้เล่นจะต้องเปิดเผยตำแหน่งพิกัดของมือถือที่ใช้เล่น (Location Base) รวมทั้งต้องเปิดกล้องหน้ามือถือ ขณะที่กำลังเล่นเกมนั้น ความเป็นส่วนตัวเหล่านี้อาจถูกส่งไปยังบุคคลที่ 3 และ “เสี่ยงต่อการถูกสอดแนม”

โดยคูเวตประกาศนโยบายชัดเจนว่า ความอดทนต่อผู้บุกรุกมีค่าเป็น 0 นั่นคือ หน่วยงานรักษาความปลอดภัยสามารถจัดการกับนักเล่นเกมที่บุกรุกสถานที่ต้องห้าม เช่น วัง สุเหร่า ฐานขุดเจาะน้ำมัน หรือฐานทัพได้ทันที

ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม ออกแถลงการณ์ระบุ แอพพลิเคชั่นเกมแบบนี้ คนที่ดาวน์โหลดไปจะเสี่ยงต่อการถูกสอดแนมหรือสปายได้โดยง่าย ส่วนที่อียิปต์ ภาครัฐกำลังศึกษาเงื่อนไขเกมโปเกมอน โก ทั้งหมด เพื่อหาทางรับมือให้เกิดปัญหาและอันตรายน้อยที่สุด

ส่วนที่เมืองจีนนั้นยิ่งไม่ต้องฝัน แทบจะไม่มีทางที่โปเกมอน โก จะบุกเข้ากำแพงเมืองจีนไปได้ นอกเสียจากการร่วมมือกับบริษัทจีนอย่าง อาลีบาบา (Alibaba) หรือไป่ตู้ (Baidu) เพื่อขอพัฒนาเกมบนแผนที่ของทั้ง 2 บริษัท ซึ่งจำเป็นต้องขออนุญาตจากรัฐบาลจีนอยู่ดี

กสทช.–หน่วยงานความมั่นคงวิ่งพล่าน!

ในส่วนของประเทศไทยเรานั้น ในทันทีที่ผู้พัฒนาโปรแกรมได้เปิดให้เมืองไทยได้เล่นเกมโปเกมอน โก พร้อมกับประเทศอื่นๆอีก 15 ประเทศนั้น สาวกโปเกมอนเมืองไทยก็ไม่ยอมพลาดขบวนรถไฟสายนี้ พื้นที่ที่เป็น “แลนด์มาร์ก” ของประเทศ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ปราสาท วัดวาอาราม หรือสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหลาย ถูกสาวกโปเกมอนแห่แหนเข้าไปจับกลุ่มไล่จับโปเกมอนกันอย่างครึกครื้น ทำเอาผู้คนในสังคมตื่นตัวกันขึ้นมาทันที

และก็เช่นเดียวกัน ความคลั่งไคล้เกมดังกล่าว ได้ทำให้เกิดปัญหา มีผู้เล่นบางคนบุกรุกเข้าไปยังสถานที่ต้องห้าม หรือเล่นเพลินจนเกิดอุบัติเหตุจนต้องหามเข้าโรงพยาบาลกันมาแล้ว หลายฝ่ายถึงกับออกโรงเรียกร้องให้รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาควบคุม กำกับดูแลก่อนจะเตลิดเปิดเปิงมากไปกว่านี้

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางในการรับมือกระแสคลั่งไคล้ไร้ขีดจำกัดที่ว่านี้ จนได้ข้อสรุปที่ กสทช.จะทำหนังสือถึงไนอานติก เพื่อขอให้เพิกถอนจุด Pokestop (จุดเก็บคะแนน) ในพื้นที่สำคัญๆ 4 แห่ง อันได้แก่ 1.บริเวณสถานที่อันตราย เช่น ริมทางรถไฟ ริมแหล่งน้ำ ฯลฯ 2.ศาสนสถานและโบราณสถาน เช่น วัด โบสถ์ มัสยิด 3.สถานที่ราชการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น และ 4.พื้นที่ส่วนบุคคล เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม เป็นต้น


พร้อมกันนี้ กสทช.ได้สั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 ราย จัดทำคู่มือในการเล่นเกมที่เหมาะสม ดูแลคุ้มครองผู้เล่นในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น โดยส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) เตือนเป็นระยะ ในกรณีที่เห็นความผิดปกติของค่าใช้จ่าย

ส่วนประเด็นด้านความมั่นคงนั้น นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระบุเบื้องต้นยังไม่มีการหารือ แต่ กสทช.ก็กำลังเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะกระทบต่อความมั่นคงในระดับใด

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รมว.ไอซีที กล่าวว่า จากการดูข้อตกลงการเล่นเกมโดยละเอียดแล้ว พบว่าผู้เล่นต้องยินยอมให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสถานที่ ข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้นสิ่งซึ่งผู้เล่นเกมต้องตระหนักเป็นอย่างมากก็คือ การยืนยันและยอมรับกับเงื่อนไขของเกมตั้งแต่ก่อนเริ่มเล่น ถ้าไม่ยอมรับจะเล่นเกมไม่ได้ จึงควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อน ถ้ายอมรับไม่ได้ ก็ไม่ควรเล่น ไม่ว่าจะเป็นเกมอะไร

แนะสร้างภูมิคุ้มกันเทคโนโลยีใหม่

ขณะที่มุมมองของนักจิตวิทยาให้เหตุผลว่า ทำไมคนไทยและทั่วโลกถึงคลั่งไคล้เจ้าเกม “โปเกมอน โก” กันมากมายและรวดเร็วถึงเพียงนี้

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพเด็ก ระบุว่า “โปเกมอน โก” เป็นเกมที่แตกต่างจากเกมทั่วไป เพราะเป็นเกมในกลุ่มที่ผสมผสานระหว่างเกมในจิตนาการ และเกมในโลกจริง โดยสมมติว่า เราเป็นโปเกมอน เทรนเนอร์ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเกมยังถูกจริตคนไทยอีกด้วย เพราะมีความน่ารัก ไม่มีความรุนแรงมาก และพฤติกรรมที่ผ่านมา คนไทยชอบเกมสะสมของ เลี้ยงสัตว์ ส่วนเหตุผลที่คนติดเกมนี้มากขึ้น คือระบบของโปเกมอน โก จะให้รางวัลตลอดเวลา ไม่เหมือนเกมอื่นๆที่ยากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อไม่สามารถผ่านด่านได้ คนจะเบื่อและเลิกเล่น

“ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับรัฐบาลที่เข้ามาให้ความสนใจในเรื่องนี้ จริงอยู่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรืออันตรายร้ายแรงขึ้นมา เราอาจจะเรียนรู้จาก “บทเรียนจากความสูญเสีย” แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราสามารถรับมือกับมันได้โดยยังไม่ต้องมีความสูญเสีย และถ้าจะเรียนรู้จากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ทางการออกแนวทางในการเล่นออกมา ย้ำเตือนให้คนที่เล่นเห็นซ้ำๆ และค่อยๆซึมซับจนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคม และของเราไม่ต้องอายที่จะทำแบบเขา ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นเรื่องตลก เพราะคนทั่วโลกเขาเล่นกันอยู่แล้ว”

เราอาจใช้ “โปเกมอน โก” เป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเข้ามา เพราะในอนาคตภายใต้สังคมฐานดิจิตอลที่ประเทศเรากำลังเดินไปสู่นั้น จะมีเกมหรือแอพพลิเคชั่นในลักษณะเสมือนจริงที่ก้าวล้ำขึ้นมาอีกมาก เพราะในแง่ธุรกิจมันสนุกและขายได้ แทนที่จะไปกีดกัน เราควรจะเปลี่ยนสิ่งที่มองว่าเป็น “วิกฤติ” นี้ให้เป็น “โอกาส” สร้างสังคมไทยที่เรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย

“ถ้าเราย้อนกลับไปในช่วงที่เฟซบุ๊ก หรือไลน์ เข้ามาใหม่ๆ สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน กลายเป็น “สังคมก้มหน้า” และเมื่อโปเกมอน โก เข้ามา จากสังคมที่เอาแต่นั่งก้มหน้าอย่างเดียว ก็กลายเป็นเดินก้มหน้า วิ่งก้มหน้า ขับรถก้มหน้า ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรับมือและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้บรรทัดฐานใหม่ทำให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่คงไม่ใช่การแบนไม่ให้เล่นเกมไปเลย เพราะการแบนอาจเป็นการดูถูกทั้งตัวรัฐบาลและดูถูกประชาชนของเราเองว่าไม่สามารถปรับตัว และสร้างภูมิคุ้มกันเทคโนโลยีใหม่ได้”

พร้อมกันนี้ นพ.วรตม์ ได้เสนอแนวทางออกที่เหมาะสมว่า รัฐบาลควรวางกรอบในการดูแล แต่ไม่ใช่การบังคับ เช่น ไม่ควรเข้าไปเล่นในพื้นที่ความมั่นคง ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตราย ส่วนเรื่องจะไปกำหนดจุดต่างๆ ว่าจุดนั้นเล่นได้ หรือไม่ได้ คงลำบาก เพราะทางไนอานติกคงไม่สนใจข้อเรียกร้องของเรามากนัก

ขณะเดียวกัน พลังของภาคประชาชนก็เป็นอีกส่วนที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ได้ ซึ่งไม่ใช่การขัดแย้งหรือไม่พอใจกัน แต่เป็นการช่วยกันระมัดระวัง คนที่ไม่เล่นก็ต้องยอมรับคนที่เล่น ส่วนคนที่เล่นก็ต้องเข้าใจในสิทธิของตนและคนอื่น ไม่ละเมิดหรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีคนเตือนก็ควรจะรับฟัง หรือหากทุกคนทำงานอยู่ เราไปเล่นก็ทำให้คนอื่นเสียสมาธิ ถือเป็นการไม่เคารพคนอื่น

สุดท้ายสำหรับพ่อแม่ที่กำลังกลุ้มใจกับลูกๆ ที่ติด“โปเกมอน โก” หรือกำลังร้องขอเล่น มีข้อเสนอแนะว่า ให้เริ่มข้อกำหนดของเกมที่มีระเบียบให้คนที่เล่นควรเป็นเด็กอายุไม่น้อยกว่า 13 ปี หลังจากนั้นก็ให้ดูพฤติกรรมของลูกเราเองเป็นหลัก ถ้าลูกของเรามีพฤติกรรมติดเกมอยู่แล้ว หรือเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความระมัดระวังตัว หรือมีโอกาสที่จะควบคุมลูกไม่ได้ ก็อาจจะไม่ควรอนุญาต แต่หากจะอนุญาต ควรจะต้องมีการพูดคุย วางเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าจะเล่นได้เมื่อไร เช่น หลังทำการบ้านเสร็จ เล่นได้กี่ชั่วโมง ห้ามออกนอกบ้านหลังกี่โมง รวมทั้งจำกัดค่าใช้จ่ายในการเล่น

และถ้าจะให้ดี หากพ่อแม่ยอมให้ลูกเล่น พ่อแม่ควรโหลดเกมนี้มาลองเล่นเพื่อทำความเข้าใจ และเป็นไปได้ก็เล่นไปด้วยเสียเลย.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ทำไมต้อง “พร้อมเพย์” ระบบ’รับโอน’เงินใหม่ที่คนไทย’ควร’รู้

Published July 28, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671231

 

“พร้อมเพย์” กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ รวมทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่บรรดานักเลงคีย์บอร์ดออกโรงถล่มหนัก มีทั้งผู้รู้ข้อมูลจริงและที่รู้ไม่จริง จงใจให้ข้อมูลผิดๆ ก๊อบปี้ส่งต่อกันเป็นทอด จนตื่นตระหนกกันทั้งเมือง

หากไปถามชาวบ้านที่ไม่เคยใช้บริการฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน และชำระเงินกับธนาคารพาณิชย์ ก็จะได้คำตอบว่า ไม่รู้จักพร้อมเพย์ ไม่ใช้บริการดีกว่า

แต่หากเป็นชาวบ้าน หรือพนักงานบริษัท ที่ใช้บริการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์ เดือนละ 2-4 ครั้ง จะได้รับคำตอบ ไม่ทำพร้อมเพย์ เพราะเสี่ยงกลัวถูกล้วงข้อมูล

ขณะที่หากไปถามกลุ่มที่ทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์บ่อย ด้วยความถี่ขั้นต่ำ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้รับคำตอบว่า พร้อมเพย์เป็นบริการที่ดี คนที่โอนเงินมาให้เสียค่าธรรมเนียมน้อยลง หรือโอนต่ำกว่า 5,000 บาท ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตอนนี้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ผูกบัญชีไปเรียบร้อยแล้ว

“พร้อมเพย์” ดีอย่างไร!! หลายคนสงสัยว่าทำไมต้อง “พร้อมเพย์”!!

ก็ต้องอธิบายว่า พร้อมเพย์ถือเป็นก้าวแรกของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ “เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์” ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการลดการพึ่งพาเงินสด ลดต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร การผลิตเหรียญตรา สนับสนุนการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์ให้มากขึ้น เตรียมความพร้อมให้กับประชาชนคนไทย เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงด้านการเงินของโลก

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงขออาสาไขปัญหาคาใจ “พร้อมเพย์” ที่เปิดให้ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะเริ่มเปิดบริการในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งล่าสุดมีผู้ลงทะเบียนไปแล้วกว่า 11 ล้านราย…

“พร้อมเพย์” คืออะไร

พร้อมเพย์ เป็นบริการ รับโอน เงินเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันของธนาคารพาณิชย์ ใครก็ตามที่โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน (ตามเงื่อนไขกำหนด) ทั้งนี้ ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบโอนเงินผ่านบัญชี แทนการเบิกใช้เงินสดตามนโยบายรัฐบาล

การเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ทำได้โดยการลงทะเบียนผูกบัญชี ผ่านการใช้บัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือแทนที่เลขบัญชีธนาคารในระบบปัจจุบัน โดยเลขบัตรประชาชน 1 ใบ ผูกได้ 1 บัญชี ส่วนหากใช้เบอร์โทรศัพท์ สามารถผูกบัญชีได้ถึง 3 เลขหมาย เพื่อเจ้าของบัญชีสามารถ เลือกเลขหมายโทรศัพท์ที่ต้องการบอกให้โอนเงินมาได้หลากหลาย แต่ให้เข้าบัญชีเดียวกัน


 

ณ ปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเปิดบัญชีพร้อมเพย์ได้สูงสุด 4 บัญชี โดยจะใช้บริการแบงก์เดียวกัน หรือข้ามแบงก์ก็ได้ เพราะสามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ผ่านช่องทางเคาน์เตอร์หน้าสาขา ตู้เอทีเอ็ม โมบายแบงกิ้ง รวมทั้งอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

ประโยชน์ของพร้อมเพย์

จุดเด่นคือ ค่าธรรมเนียมการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ จะถูกกว่าอัตราที่ถูกเรียกเก็บกันอยู่ โดยการโอนเงินปกติ ไม่ว่าจะเป็นการโอนผ่านช่องทางไหน ธนาคารพาณิชย์ จะคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขตและข้ามธนาคาร อัตราค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 25–35 บาทต่อครั้ง

แต่สำหรับบัญชีพร้อมเพย์ เมื่อโอนเงินเข้า ไม่ว่าจะเป็นการโอนจากบัญชีพร้อมเพย์ด้วยกันเอง หรือบัญชีอื่นๆในวงเงินไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือฟรี ส่วนวงเงินโอนตั้งแต่ 5,001-30,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาทต่อครั้ง วงเงินโอน 30,001-100,000 บาท ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาทต่อครั้ง และค่าธรรมเนียม 100,001 บาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อครั้ง

ก่อนหน้านี้ หากต้องการโอนเงินให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง หรือซื้อสินค้าออนไลน์ ฯลฯ ลูกค้าต้องเลือกใช้บัญชีธนาคารเดียวกันทั้งผู้โอนและผู้รับ เพื่อไม่ให้เสียค่าธรรมเนียม เพราะหาก ต่างธนาคารหรือต่างเขต ก็จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่แบงก์ แต่เมื่อเปิดบัญชีพร้อมเพย์ ผู้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์จะได้รับการยกเว้นและปรับลดค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขกำหนด

ดังนั้น หากผู้โอนเงินไม่ต้องการเสียค่าธรรมเนียม ก็ให้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท ไม่ว่าจะโอนเงินกี่ครั้ง ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ

นั่นเป็นเหตุให้ระบบแบงก์คาดการณ์ว่า พร้อมเพย์จะทำให้แบงก์มีรายได้จากค่าธรรมเนียมหายไปไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี หากมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

ทำไมต้องบัตรประชาชน

ผู้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ หากเป็นหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ฯลฯ รัฐบาลจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ผ่านหมายเลขบัตรประชาชนเท่านั้น

การใช้หมายเลขบัตรประชาชน จะช่วยให้รัฐบาลโอนเงินได้ตรงกับวัตถุประสงค์มากที่สุดและถึงตัวบุคคลจริงๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วไหล ทุจริต เนื่องจากที่ผ่านมาการโอนเงินช่วยเหลือต่างๆของรัฐบาล จะผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำเงินไปแจกจ่ายให้ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลืออีกทอดหนึ่ง ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าไม่ถึงตัวผู้รับจริง!!

นอกจากนั้น หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ที่ออกให้โดยกระทรวงมหาดไทยนั้น จะไม่มีกรณีซ้ำกัน คนที่มีชื่อ-นามสกุลเดียวกันในประเทศไทยนั้น มีซ้ำกันจริง แต่หมายเลขบัตรประชาชนจะไม่ซ้ำกัน จึงยากที่จะผิดฝาผิดตัว เช่นเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ซึ่งไม่มีกรณีซ้ำเช่นกัน

ความเสี่ยงเดียวที่อาจเกิดขึ้นได้คือกดหมายเลขผิด!!

ขั้นตอนในการโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ไม่มีอะไรแตกต่างจากการโอนเงินโดยใช้เลขบัญชีที่ออกโดยแบงก์หากเป็นกรณีโอนเงินผ่านเคาน์เตอร์สาขาแบงก์ แทนที่ผู้โอนจะแจ้งเลขบัญชีแบงก์ ก็เปลี่ยนเป็นแจ้งเลขหมายโทรศัพท์หรือหมายเลขบัตรประชาชน และจำนวนเงินที่จะโอน จากนั้นพนักงานของธนาคารก็จะตรวจสอบว่า ชื่อ-นามสกุล ตรงกับเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องการโอนหรือไม่ หากตรงกันก็จะดำเนินการโอนให้ทันที

การโอนเงินผ่านทางอื่นก็เช่นเดียวกัน กรณีโอนผ่านตู้เอทีเอ็ม เมื่อเข้าไปทำรายการที่ตู้ แทนที่จะกดเลขบัญชี ก็เปลี่ยนเป็นเลขโทรศัพท์หรือเลขบัตรประชาชน ที่ผูกกับบัญชีพร้อมเพย์และวงเงินที่ต้องการโอน จากนั้นเครื่องเอทีเอ็มจะขึ้นชื่อและนามสกุลและวงเงิน หากข้อมูลถูกต้อง ก็กดโอนได้ทันที

เช่นเดียวกับการโอนผ่านมือถือหรือโมบายแบงกิ้งและอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งขั้นตอนการทำรายการ ก็จะมีชื่อ-นามสกุล ผู้รับโอนขึ้นมา เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้อง

ส่วนข้อวิตกที่ว่า จะถูกล้วงข้อมูลในบัตรประชาชนนั้น ปกติการเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ ลูกค้าต้องแสดงตัวตนต่อพนักงานธนาคารและใช้บัตรประชาชนประกอบการเปิดบัญชีอยู่แล้ว โดยลูกค้าต้องกรอกคำขอเปิดบัญชี พร้อมนำบัตรประชาชนเสียบเข้าไปในเครื่องอ่านชิปการ์ด เพื่อตรวจสอบข้อมูล

ข้อมูลในชิปการ์ด มีข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล วัน เดือน ปี เกิด ที่อยู่ และรูปถ่าย เพื่อตรวจสอบว่าตรงกับข้อมูลที่พิมพ์บนบัตรประชาชนหรือไม่ หากตรงกันแสดงว่าเป็นบัตรประชาชนจริง ไม่ได้ถูกปลอมแปลงพนักงานธนาคารก็จะเปิดบัญชีให้ลูกค้า

จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีผู้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ เพราะระบบธนาคารก็มีข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐานเหล่านี้อยู่แล้ว และที่สำคัญการทำธุรกรรมต่างๆโดยเฉพาะการถอนเงินนั้น ต้องใช้สมุดบัญชี บัตรประชาชน รวมทั้งรหัสผ่านกรณีทำบนมือถือหรืออินเตอร์เน็ตเสมอ

เคลียร์สารพันข้อวิตก “พร้อมเพย์”

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลากหลายเกี่ยวกับพร้อมเพย์ ไม่ว่าจะเป็นความหวั่นเกรงว่าจะถูกเรียกเก็บภาษี การถูกเข้าไปตรวจสอบเงินหมุนเวียนในบัญชี (Transaction) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรต้องมีความกังวล เนื่องจากพร้อมเพย์คือการเปิดบัญชีชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมีบัญชีธนาคารปกติ


ข้อมูลบัญชีลูกค้า ถือเป็นความลับส่วนบุคคล ธนาคารไม่สามารถนำไปเปิดเผย หรือส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานใดของรัฐบาลได้ ยกเว้นจะมีคำสั่งของศาล

ส่วนการเสียภาษีนั้น ก็เป็นในอัตราปกติเหมือนบัญชีทั่วไป หากเป็นบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารจะเก็บภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยจ่าย หากเป็นเงินฝากออมทรัพย์ หาก ดอกเบี้ยต่ำกว่า 20,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี หากได้ดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทต่อปี ดอกเบี้ยส่วนที่เกิน ธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

ด้านข้อสงสัยที่ว่า ทำไมรัฐบาลไม่จัดประมูลทำระบบพร้อมเพย์นั้น เป็นเพราะระบบพร้อมเพย์ เป็นการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ในนามสมาคมธนาคารไทยกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรองรับการเดินหน้าสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ (National E-Payment) ซึ่งไม่ว่าเร็วหรือช้า แบงก์ก็ต้องดำเนินการอยู่ดี

โดยสมาคมธนาคารไทยและ ธปท. ได้มอบหมายให้บริษัท เนชั่นแนลไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันทำงานหลังบ้านให้กับระบบเอทีเอ็ม (เอทีเอ็มพูล) ซึ่งมีประสบการณ์ระบบโอนเงินเป็นอย่างดี เป็นผู้สรุปข้อมูล

ขณะที่กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐนั้น เป็นเพียงผู้ใช้บริการเหมือนกับประชาชนทั่วไปเท่านั้น!!

ส่วนการถอนเงินจากบัญชีพร้อมเพย์ ขั้นตอนทุกอย่างกระทำเหมือนบัญชีทั่วไป หากถอนผ่านเคาน์เตอร์สาขา ก็ต้องใช้สมุดบัญชี พนักงานจะตรวจสอบลายเซ็นว่าตรงกันหรือไม่ แต่หากเป็นการถอนเงินฝากข้ามสาขา ต้องใช้บัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนด้วย

ขณะที่การถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินต้องกดรหัส เช่นเดียวกับการใช้บริการโอนเงินหรือผ่านโมบายแบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

และหากเกิดกรณีเงินในบัญชีหาย การรับผิดชอบจะเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ธนาคารจะตรวจสอบว่าความผิดพลาดเกิดจากสาเหตุอะไร หากเกิดจากระบบของธนาคารหรือพนักงาน เป็นผู้กระทำให้เงินหายจากบัญชี ธนาคารจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

แต่หากเป็นความผิดพลาดของลูกค้า ธนาคารจะไม่รับผิดชอบ เช่น ไม่เก็บรักษารหัสเอทีเอ็มให้ดี ถูกขโมยบัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสและนำไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือกรณีบริการโมบายแบงกิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ไม่เก็บรักษาชื่อ (user) พร้อมกับพาสเวิร์ด (password) ทำให้คนอื่นไปทำธุรกรรมแทน.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ประสาน 3 พลังประชารัฐ ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0

Published July 21, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แม่ลูกจันทร์ 18 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665839

 

สุวิทย์ – สุพันธุ์

เดินทางมาเกือบ 2 ปีแล้ว สำหรับรัฐบาลปฏิรูปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามโรดแม็ปที่ได้วางเอาไว้

หลายต่อหลายเรื่องสำเร็จลุล่วงกันไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสิบหลายร้อยเรื่องที่ยังคงเป็น “ภารกิจสุดท้าทาย” ที่รัฐบาลยังคงต้องพิสูจน์ความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหา

1 ในภารกิจหินที่รัฐบาลชุดนี้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปพลิกโฉมหน้าประเทศไทยก็คือ นโยบายขับเคลื่อนประเทศโดยอาศัยภาคีเครือข่ายในการเชื่อมประสานกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “โครงการสานพลังประชารัฐ” ซึ่งมีทั้งหมด 12 คณะ

พร้อมนโยบายที่จะขับเคลื่อน “ประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand 4.0” ที่ล้วนต้อง อาศัยองคาพยพทุกภาคส่วนในการยกระดับพัฒนาตนเองให้ “ก้าวข้าม” การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะในส่วนของการขับเคลื่อน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ “เอสเอ็มอี” ที่ถือเป็นฐานสำคัญของภาคเศรษฐกิจไทย

แต่จากการที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีรูปแบบภาคผลิต การค้า การบริการในรูปแบบเดิมๆ จากเอสเอ็มอี 1.0 ที่เริ่มจากการเป็นภาคเกษตรสู่เอสเอ็มอี 2.0 ที่เน้นในอุตสาหกรรมเบาเป็นเอสเอ็มอี 3.0 ที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก หรือเป็นห่วงโซ่การผลิต (supply chain) หรือผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับอุตสาหกรรมหนักหรืออุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การจะ “ก้าวข้าม” เป็นเอสเอ็มอี 4.0 จึงต้องมุ่งเน้นให้ไปสู่การเป็น “โกลบอล เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ขายสินค้าได้ในระดับโลก รวมถึง “ดิจิตอล เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ใช้เทคโนโลยี และ “อินโนเวชั่น เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ใช้นวัตกรรมในการพัฒนาสินค้า

“คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise” ซึ่งมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานภาครัฐ และ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานคณะทำงานภาคเอกชน ต่างมีมุมมองตรงกันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีมาทุกยุคทุกสมัย แต่การให้การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น ยังขาดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน และขาดการบูรณาการในการทำงานให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

เหตุนี้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ จึงมีแนวคิดในการจัดตั้ง “กระทรวงเอสเอ็มอี” เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจ หน้าที่ และงบประมาณ ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง!

พร้อมทั้งทำการศึกษา ทบทวน ปรับปรุงบทบาทโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบเอสเอ็มอีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐและเอกชน การทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้เห็นผลออกมาเป็นรูปธรรม ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่ทับซ้อนกัน

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับ 2 คีย์แมนขับเคลื่อนในคณะทำงานสานพลังประชารัฐชุดนี้ ถึงกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์) ที่ร่วมกันถ่ายทอดต่อสาธารณชน ดังนี้ :

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ในฐานะประธานคณะทำงานภาครัฐ คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs และ Social Enterprise หรือที่เราเรียนกันสั้นๆว่า D2 (คณะทำงานด้าน Development กลุ่มที่ 2) ร่วมกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นั้น

เพื่อให้การทำงานชุดดังกล่าวมีพลังในการขับเคลื่อนมากขึ้น ผมและคุณสุพันธุ์ได้เรียนเชิญ นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม และ นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. มาเป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานชุดดังกล่าวด้วย เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะเชิงนโยบาย และการดำเนิน กิจกรรมเพื่อตอบสนองตรงกับความต้องการและแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดกับเอสเอ็มอีได้ตรงจุด

คณะทำงานชุดนี้จึงแบ่งเอสเอ็มอีเป็น กลุ่มสตาร์ทอัพ/ผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE : Innovation Driven Entrepreneur) ซึ่งทางรัฐบาลได้มีการจัดงาน Startup Thailand เพื่อสร้างความรับรู้และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และสร้างโอกาสให้มีผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในประเทศมากขึ้น

“Startup/IDE เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านการออกแบบ หรือ Business Model ใหม่ๆ กลุ่มนี้เรามองว่าเมื่อเอาตัวรอดในการเป็นผู้ประกอบการช่วงตั้งไข่มาได้แล้ว ก็ต้องมีการต่อยอดในการเริ่มขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมีเส้นทางหลักๆอยู่ 2 ทาง”

Exit คือ สตาร์ทอัพที่เริ่มจะมีการต่อยอดธุรกิจมักจะใช้เงินของผู้ร่วมก่อตั้ง หรือถ้าไอเดียดีมากอาจจะได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ผู้ร่วมลงทุน (Venture Capital) การระดมทุนจากบุคคลทั่วไป (Crowd funding) อีกทั้งยังสามารถขอเพิ่มทุนได้ หลายรอบอีกถึงแม้จะต้องลดบทบาทการเป็นเจ้าของลงก็ตาม และสุดท้ายปลายทางสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเหมือนกัน คือ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างมูลค่าหุ้นให้มากที่สุด

Expand คือ สตาร์ทอัพที่ต้องการ Scale up ตัวเองขึ้นมาเป็นสมาร์ท เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE : Innovation Driven Entrepreneur) โดยที่ยังคงความเป็นเจ้าของอยู่ ในกลุ่มนี้ก็จะมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองในรูปแบบที่ต่างกันกับกลุ่มแรก

แนวทางการส่งเสริม SME ในกลุ่ม Startup/IDE นี้ ได้กำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมไว้ 3 แนวทางด้วยกันคือ

1.โกลบอล เอสเอ็มอี คือ ต้องมองธุรกิจในบริบทของความเป็นสากล สามารถเชื่อมโยงหรือยกระดับธุรกิจไปสู่ระดับโลก (Global) ให้ได้ 2.ดิจิตอล เอสเอ็มอี ต้องมีการนำดิจิตอลเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือเรื่องของการบริหารจัดการ 3.อินโนเวชั่น เอสเอ็มอี ต้องมีการนำนวัตกรรมมาใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการมีแนวคิดใหม่ๆ ทั้งในเรื่องการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการต่างๆของการดำเนินธุรกิจ

2.กลุ่ม Regular เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้วในระดับหนึ่ง และสามารถขยับตัวเอง รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ให้ไว้ 3 step หรือที่เรียก SPRING แบบสิงคโปร์ คือในเรื่องพื้นฐานเอสเอ็มอีควรที่จะต้องมีมาตรฐานที่อยู่ในระดับสากล มีการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม

3.กลุ่ม Turn Around เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลือในหลายๆส่วน โดยที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายออกมาช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปให้ได้

นอกจากนั้น การส่งเสริมเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เช่น การสร้างโอกาสเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่ต่อไปจะมี พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลคนเดียวก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจนิติบุคคลได้ เหมาะสมกับธุรกิจสตาร์ทอัพในปัจจุบัน การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสําหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จดทะเบียนพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2558-31 ธ.ค.2559 เป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน พ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร (ลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 595 พ.ศ.2558) เพื่อจูงใจให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางในการปรับโครงสร้างการส่งเสริมเอสเอ็มอีและแนวนโยบายในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0 ที่จะปรับบทบาทเอสเอ็มอีไทยให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจ พันธุ์ใหม่ ให้สามารถก้าวสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท.

ในฐานะประธานคณะทำงานภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise

การส่งเสริมเอสเอ็มอีทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีที่เป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของไทยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นให้ถึง 50% และมีความเป็นสากล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเพื่อให้มีการขับเคลื่อนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

จากปัจจุบันพบว่าจีดีพีของธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2557 มีมูลค่า 5,212,004 ล้าน บาท คิดเป็น 39.6% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศ จำนวนวิสาหกิจรวม 2,744,198 ราย

มีลักษณะการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มภาคการขายส่ง ขายปลีกมากที่สุด รองลงมาอยู่ในภาคการบริการ และภาคอุตสาหกรรม มี การจ้างงานในกิจการทุกขนาดรวม 13,078,147 คน โดยเป็นการจ้างงานในวิสาหกิจขนาดใหญ่ 2,575,949 คน และเป็นการจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี 10,501,166 คน หรือคิดเป็น 80.30% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด

สำหรับด้านการ ส่งออกปี 2557 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกโดยรวม 7,304,899.44 ล้านบาท แต่เป็นการส่งออกของเอสเอ็มอีเพียง 1,917,817.12 ล้านบาท คิดเป็น 26.25% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือเมื่อพิจารณาจำนวนของเอสเอ็มอีที่ส่งออกของประเทศในปี 2557 พบว่า มีทั้งสิ้น 36,065 กิจการ คิดเป็นเอสเอ็มอี 24,543 กิจการ

จะเห็นได้ว่าสถิติที่กล่าวถึงสะท้อนความสำคัญของเอสเอ็มอีในการเป็นฐานและกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าพิจารณาในเชิงคุณภาพจะเห็นได้ว่าศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำไม่สามารถสร้างมูลค่าการค้าการส่งออกได้เท่าที่ควรจะเป็น

คณะทำงานกลุ่มนี้ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) 9 ฉบับ เพื่อความร่วมมือ “สานพลังประชา-รัฐส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise” ทั้งองค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการเงินและแหล่งทุน สถาบันการศึกษาและบริษัทเอกชน รวมภาคีเครือข่าย 67 หน่วยงาน

โดยบันทึกข้อตกลงฯ เป็นของกลุ่มเอสเอ็มอี 6 ฉบับ ได้แก่ 1.โครงการ Big Brother (พี่ช่วยน้อง) มี 8 โครงการย่อย 2.โครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน 3.โครงการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ 4.ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ 5.การพัฒนาบริการสำหรับเอสเอ็มอี 6.ส่งเสริมช่องทางตลาดอี-คอมเมิร์ซ

ขณะที่มีของกลุ่มสตาร์ทอัพ และไอดีอี 1 ฉบับ เป็นการสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือไอดีอี สตาร์ทอัพ และของกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม 2 ฉบับ คือ 1.การสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งของธุรกิจเพื่อสังคมและเศรษฐกิจฐานราก 2.การสนับสนุนทางการเงิน

ล่าสุดคณะทำงานชุดนี้ได้จับมือ 200 องค์กร จัดงาน “SME EXPO Spring Up Thailand เสริมแกร่ง SME ไทย ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ” ระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.2559 ณ บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เป็นมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไว้มากที่สุด เพื่อรวบรวมทุกคำตอบให้กับเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และธุรกิจเพื่อสังคม

พร้อมทั้งเตรียมเดินสายจัดงานใน 3 หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ อุดรธานี เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เพื่อให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายให้กับเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดด้วย

นอกจากนั้น มีโครงการเอสเอ็มอี มาร์เก็ต เพลส ไทยช่วยไทยโดยประชารัฐ โดยจัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีใน 5 พื้นที่ คือ อุดรธานี สงขลา (หาดใหญ่) เชียงราย อุบลราชธานี และระยอง โดยใช้พื้นที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซาของทั้ง 5 พื้นที่ ช่วงระหว่างเดือน มิ.ย. จนถึง พ.ย.ปีนี้

การทำงานของภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกันทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้อนาคตของไทยมีเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเป็นองคาพยพหลักในการขับเคลื่อนประเทศ.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ในหลวงผู้ทรงงานหนักตลอดการครองราชย์ 70 ปี

Published July 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659842

 

สงครามเอเชียมหาบูรพาที่บานปลาย กลายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วง ระหว่างปี พ.ศ.2482–2488 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเกินกว่าใครจะคาดคิด โดย เฉพาะกับประเทศไทย ซึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ เพื่อ ใช้เป็นฐานทัพและทาง ผ่านไปสู่การ โจมตี อังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะบีบบังคับให้ไทยต้องเข้าร่วมทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยนั้น

มีผลทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินเพื่อหนีภัยสงคราม ที่ดินหลายผืนถูกทิ้งร้าง ไม่มีการเพาะปลูก ทำให้ข้าวปลาอาหารขาดแคลน

นอกจากนี้ กรุงเทพฯและปริมณฑล ยังถูก ซ้ำเติม จากน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2485 สร้างความเสียหายซ้ำเติมมากขึ้น ไปอีก ทั้งกับสถานที่ราชการ บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่ทำการเกษตรสำคัญๆ ของประเทศเกิดความเสียหายอย่างหนัก

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 หนึ่งปีหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะที่ประชาชนคนไทยยังคงอยู่ในภาวะทุกข์เข็ญ ประเทศทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพที่บอบช้ำและอ่อนแอ


 

ครั้นเมื่อทรงสำเร็จการศึกษา และเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยเป็นการถาวรในปลายปี พ.ศ.2494 หรือ 5 ปีหลังสงครามสิ้นสุดลง แต่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทยยังคงยากจนอดอยาก ต้องเข้าคิวขอปันอาหาร ทั้งยังเกิดโรคระบาดร้ายแรงไปทุกหย่อมหญ้า เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินเพราะถูกศาลโลกพิพากษาให้ต้องชดใช้หนี้พันธกรณีของสงครามด้วยการยึดเงินทุนสำรองของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงงานหนักนานัปการ เพื่อเร่งบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา…

ศึกษาปัญหาประชาชนก่อนทรงงาน

การฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกเป็นไปอย่างยากลำบาก การพัฒนาด้านต่างๆจำต้องพึ่งพิงเงินกู้ และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เกษตรกร และประชาชนผู้ยากไร้ได้รับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง แม้การส่งออกข้าวจะพอมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่ท้ายสุดทุกประเทศก็ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคเพื่อทรงรับฟัง และเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน

จากนั้นมา จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริต่างๆจำนวนมากออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากแก่ประชาชน โดยในระยะเริ่มแรก ทรงมุ่งเน้นการสาธารณสุข และโภชนาการ เพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ประเทศไทยประสบอยู่ในขณะนั้น เช่น ปัญหาปากท้อง และความอดอยากยากแค้นเมื่อทรงทดลองทำด้วยพระองค์เองจนสำเร็จแล้ว จึงจะพระราชทานพันธุ์ปลาหมอ (2496) ฟาร์มโคนมจิตรลดา (2504) และพันธุ์ปลานิล (2509) ฯลฯ ให้แก่ราษฎรของพระองค์

จากญี่ปุ่นมาไทย… ในน้ำมีปลาเสมอ

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ทรงน้อมเกล้าฯถวายปลาน้ำจืด ในตระกูลทิลาเปียจำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงนำไปเลี้ยงไว้ที่บ่อปลาสวนจิตรลดา โดยมีกรมประมงดูแลในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งปรากฏได้ผลเป็นอย่างดี


เมื่อทรงเห็นว่า ปลานิลขยายพันธุ์แต่ละครั้งได้เป็นจำนวนมาก และใช้เวลาประมาณเพียงปีเศษในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509 จึงพระราชทานลูกปลานิลขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัวให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลอง และเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน จนถึงสถานีประมงต่างๆอีกจำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยนำไปเพาะพันธุ์ต่อ กระทั่งถึงการปล่อยพันธุ์ปลาลงในแหล่งน้ำทั่วประเทศ

พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิลจิตรลดา” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อเดิม Nile Tilapia ลักษณะสีของปลามีสีดำ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ย่อยง่าย และสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ประชาชนด้วย

สร้างงาน เงิน และเศรษฐกิจที่แท้จริง

เมื่อกรมประมงนำ “ปลานิล” พระราชทานไปแจกจ่ายแก่ราษฎร ปลานิลจึงถูกขยายพันธุ์ไปอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ แม้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินท้องถิ่นต่างๆ ก็จะทรงปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดต่างๆ รวมถึงปลานิลในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำปลาเหล่านั้นไปทำเป็นอาหาร ในครัวเรือนได้ ไม่เกิดการอดอยากอีก

การเพาะพันธุ์ปลานิลเริ่มมีการบันทึกสถิติในปี พ.ศ.2517 นับจากนั้นมา ปลานิลหน้าฟาร์มได้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 107,000 ล้านบาท

จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้านบาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการส่งออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิดอื่นๆด้วย

นอกจาก ปลานิล จะเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากที่สุดแล้ว ยังทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนมากกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ

“ปลานิล” สัญลักษณ์ครองราชย์ 70 ปี

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพันธุ์ปลานิลครั้งแรกเมื่อ 50 ปีมาแล้ว แต่ยังทรงสนพระราชหฤทัยพัฒนาคุณภาพของปลาที่ประชาชนจะเลี้ยง และบริโภคให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับ

เมื่อปลานิลขยายพันธุ์รวดเร็ว และออกไข่จำนวนมาก ทำให้ปลานิลในแหล่งธรรมชาติมีตัวที่เล็กเกินไป ในปี พ.ศ.2531 จึงทรงโปรดเกล้าฯให้กรมประมงพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลใหม่ให้มีขนาดใหญ่ และแข็งแรงมากขึ้น

ปลานิลพันธุ์จิตรลดา 1 ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.2536 มีขนาดใหญ่กว่าปลานิลทั่วไปที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 22% และอัตราการรอด 10%

ต่อมายังได้พัฒนา ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 และ ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 ในช่วงระหว่างปี 2540-2541 สายพันธุ์ปลานิลจิตรลดารุ่นใหม่นี้ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40-45% และมีอัตรารอดเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 24-35% ทั้งหมดนี้ทำให้สำนักพระราชวัง และรัฐบาลกำหนดให้ “ปลานิล” เป็นสัญลักษณ์แห่งการครองราชย์ 70 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปลานิล ปลานิลแดง ปลาทับทิม

ปลานิลแดง สายพันธุ์ไทย เป็นลูกผสมระหว่างปลาหมอเทศ และปลานิล พบครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 ณ สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมามีการคัดมาเพาะ และขยายพันธุ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงปล่อยพันธุ์ปลานิล สีแดงเพื่อเพาะขยายพันธุ์ในสวนจิตรลดา และได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิลแดง”

การพัฒนาพันธุ์ปลานิลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ใน พ.ศ.2531 กรมประมงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT พัฒนาการใช้ฮอร์โมนธรรมชาติแปลงเพศปลาเพื่อลดการขยายพันธุ์ ให้มีตัวใหญ่ขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาด ในปี พ.ศ.2532 ภาคเอกชน ยังริเริ่มการนำปลานิลจิตรลดาผสมข้ามพันธุ์กับปลานิลสายพันธุ์อื่นๆเพื่อให้ได้ลักษณะเด่นจนได้สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในปี 2541 ก็ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ปลาทับทิม”

พระราชา “ประชารัฐ”

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชนและประชาชนให้ดำเนินการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ สร้างความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกให้แก่ประชาชน เกิดความร่วมมือในการสร้างสรรค์ สร้างพลังในการทำความดีเพื่อชาติ และเพื่อประชาชนทุกคนของประเทศ

งานที่เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริริเริ่มในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางกับประเทศชาติ และประชาชน ดังเช่น “ปลานิลจิตรลดา” ที่เริ่มต้นด้วยการพระราชทานสู่ปวงชนชาวไทย และขยายผลโดยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และประชาชน

“ปลานิลจิตรลดา” จึงนับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แห่ง “พระราชาประชารัฐ” โดยแท้จริง

พระราชดำริเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนไทย เกิดขึ้นโดยพระราชประสงค์เบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับพัฒนาร่างกาย และสติปัญญา เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่นเดียวกับปลาพันธุ์ต่างๆอย่างปลาหมอเทศ ปลานวลจันทร์ ฯลฯ

อาหารพระราชทานเหล่านั้น นอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาทางกายภาพตามพระราชดำริแล้ว ในเวลาต่อมา ยังกลายเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นต้นทางที่นำมาสู่อุตสาหกรรมหลักของประเทศที่เกี่ยวข้องกับด้านโภชนาการ เช่น อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากโคนม ผักผลไม้เมืองหนาว และสินค้าแปรรูปต่างๆ เป็นต้นด้วย

“ปลานิล” เติบโตสู่อนาคต

ปัจจุบัน กรมประมงยังมีการแจกจ่ายลูกพันธุ์ปลานิลให้แก่เกษตรกรปีละกว่า 300 ล้านตัว ไม่รวม ฟาร์มเอกชนที่เพาะฟัก และอนุบาลเพื่อจำหน่ายอีกรวมกว่า 743 ฟาร์ม โดยมีกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลรวมอยู่ที่ 8,713,415,832 ตัว (ข้อมูลรวม ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 : สำนักวิจัย และพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง)

กรมประมงยังมีการแปรรูป “ปลานิล” ไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกเหนือจากการจำหน่ายปลาทั้งตัว อาทิ ปลานิลแช่แข็ง, เนื้อปลานิลแล่แบบฟิลเล่, เนื้อปลานิลบด, ตับและไข่,ปลานิลแห้ง และปลารมควันด้วย

ขณะที่หนังปลา มีการนำมาทำเป็นเครื่องหนัง ผลิตเป็นรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งคุณสมบัติไม่ต่างจากหนังสัตว์ชนิดอื่นๆ ส่วนเกล็ดปลานิล นำมาทำเป็นของประดับตกแต่ง ได้แก่ ดอกไม้ ช่อดอกไม้ ดอกไม้ติดเสื้อ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ที่กลุ่มสตรี ตำบลบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการจัดทำและออกจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจ

ในยุทธศาสตร์การพัฒนาปลานิลปี พ.ศ.2553-2557 ของกรมประมง ระบุว่า ผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่บริโภคในประเทศในแบบปลาสด 89% แปรรูปทำเค็มตากแห้ง 5% ย่าง 3% และที่เหลือในรูปอื่นๆ สําหรับปลานิลทั้งตัว และในรูปแช่แข็ง ก็มีจำหน่ายในประเทศทั้งจากโรงงานผู้ผลิต และจำหน่ายให้แก่ภัตตาคาร หรือร้านอาหารทั่วไป

อาหารเพื่อเศรษฐกิจปากท้อง

ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเอเชีย ในปี พ.ศ.2551 ตลาดสหภาพยุโรปกลายเป็นตลาดอันดับ 1 ของปลานิล คิดเป็นปริมาณส่งออก 7,758.98 ตัน รองลงมาคือ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง มีปริมาณการส่งออก 5,583.91 ตัน ส่วนตลาดสหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ 3 มีปริมาณ 4,786.27 ตัน

คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกปลานิลไทยไปยังประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปมากที่สุดถึง 40% รองลงมาคือ สหรัฐฯ 37% ส่วนประเทศในแถบตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 15% ของการส่งออกรวม การส่งออกส่วนใหญ่จะอยู่ในหลายรูปแบบ ปลานิลแช่เย็นจนแข็ง, เนื้อปลาแบบฟิลเล่ ตับและไข่, ปลานิลมีชีวิต และปลานิลแห้ง ไม่รมควัน

FAO หรือสำนักงานอนามัยโลกรายงานว่า ประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้เป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียในปี พ.ศ.2549 รองลงมาจากประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

คำกล่าวหนึ่งที่เราๆท่านๆมักได้ยินเสมอว่า ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินถึงจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งโลก หรือแม้แต่ที่ประเทศไทยเองหลายครั้ง แต่คนไทยเราก็ยังอยู่ได้ เพราะ…ในน้ำมีปลา…ในนามีข้าว นั่นเอง

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ผู้ที่คอยเติมข้าวให้กับนา เติมปลาให้กับน้ำนั้น ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาตินี่เอง!

ทีมเศรษฐกิจ

ถอดโมเดล “ญี่ปุ่น” พัฒนาหุ่นยนต์ ปั้นฝันคลัสเตอร์โรบอติก

Published July 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/653532

 

นโยบายล่าสุดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือ การสร้าง “ทำเลเพชร” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก อันได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ภายใต้ชื่อโครงการ อีสเทิร์น อีโคโนมิค คอร์ริดอร์ หรืออีอีซี

หรือจะเรียกว่าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกก็ได้ แต่นัยสำคัญที่ต้องการสื่อให้นักลงทุนต่างชาติเข้าใจ นั่นคือ รัฐบาลไทยกำลังจะบูมโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด เฟส 2 ให้เกิดขึ้นบนการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

เพื่อให้เดินไปตามเป้าหมาย ประเทศไทย 4.0 หรือประเทศไทยในยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมบนพื้นฐานนวัตกรรม ตามความหวังว่าจะนำคนไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศพัฒนาที่ร่ำรวยได้

10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่จะมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ หรือ First S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

อีก 5 อุตสาหกรรมเป็น New S-curve หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

อุตสาหกรรมที่ “ทีมเศรษฐกิจ” จะหยิบยกมานำเสนอในครั้งนี้ คืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์หรือโรบอติก ซึ่งในความรู้สึกของคนไทย อาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่นักวิทยาศาสตร์กลับมองเป็นเรื่องใกล้ตัว ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการใช้หุ่นยนต์แทนคนกันจริงๆแล้ว

รัฐบาลชุดนี้ตั้งความมุ่งมั่นสร้างประเทศไทยให้เป็นฐานของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยมีคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ขึ้นมาแล้วฉะนั้น มาติดตามดู กันว่า ประเทศไทยกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะมีอนาคตร่วมกันได้อย่างไร?

**************

ญี่ปุ่นตั้งเขตพิเศษต่อยอดงานวิจัย

ประเทศที่มีความสามารถในการผลิตหุ่นยนต์ในเอเชียประเทศหนึ่งคงไม่พ้นญี่ปุ่น ซึ่งไทยอาจยึดถือเป็นโมเดลต้นแบบ หรืออย่างน้อยไปดูเป็นตัวอย่างได้ว่า ประเทศที่มีการผลิตหุ่นยนต์เพื่อใช้งานแล้วนั้น ได้ผลิตหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนแบบใด

คงต้องย้อนไปในระหว่างการโรดโชว์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์ ของมหาวิทยาลัยสึคุบะ ซึ่งอยู่ภายในเขตพิเศษ Tsukuba International Strategic Zones

เรียกว่าเป็น 1 ใน 7 พื้นที่เขตพิเศษ (Special Zone) ที่ญี่ปุ่นจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศเพื่อให้เป็นพื้นที่พัฒนาต่อยอดงานวิจัย ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาการนำงานวิจัยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และขายเป็นเชิงพาณิชย์มาก่อน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้งเขตพิเศษขึ้นมา 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ 1.Hokkaido Food Complex 2.Tsukuba International Strategic Zones 3.Tokyo Special Zone for Asian Headquarters

4.Life Innovation in Keihin Coastal Areas 5.Special Zone To create Asia no.1 Aerospace Industrial Cluster 6.Kansai Innovation Strategic Comprehensive Special Zone 7.Green Asia International Strategic Comprehensive Special Zone


โดยสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนในเขตพิเศษทั้ง 7 แห่งนี้ จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและการปกครองท้องถิ่น ทั้งด้านการเงิน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและได้รับการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ

สำหรับ Tsukuba International Strategic Zones ที่คณะของรองนายกฯสมคิด ได้ไปเยือน ตั้งอยู่ในเมืองสึคุบะ ในจังหวัดอิบาริกิห่างจากกรุงโตเกียวไปทางเหนือประมาณ 154 กิโลเมตร

ภายในเมืองนี้มีศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) และสถาบันการศึกษา 32 แห่ง และมีบริษัทเอกชนที่มีศูนย์ R&D อีกกว่า 160 แห่ง มีนักวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 15,000 คน

ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่จบระดับปริญญาเอกกว่า 8,000 คน และมีคนต่างชาติอาศัยอยู่กว่า 7,000 คน จาก 130 ประเทศ คิดเป็น 3.2% ของประชากรในเมือง ภายในเมืองมีนิคมอุตสาหกรรม 9 แห่ง และเป็นเมืองที่เน้นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นเมืองที่มีความน่าสนใจจนรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ของกลุ่มประเทศ จี 7 ได้ไปเยือนมาแล้ว

ศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์สึคุบะ

พื้นที่ภายใต้เขตพิเศษสึคุบะ ได้ถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางงานวิจัยและพัฒนา (R&D)ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยบริษัทหรือศูนย์วิจัยที่ตั้งอยู่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและด้านอื่นๆจาก 2 ภาคส่วน

ส่วนแรกจากรัฐบาลกลาง ได้แก่ การผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎระเบียบด้านการปลูกสิ่งก่อสร้าง ผังเมือง การสนับสนุนด้านการเงินจากกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.7% ต่อปี และสิทธิด้านภาษี เช่น นำค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไปลดหย่อนภาษีรายได้สุทธิหัก 20% ของรายได้ก่อนนำไปคำนวณภาษีรายได้นิติบุคคล

ส่วนที่สองคือ การสนับสนุนจากการปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การยกเว้นภาษีสินทรัพย์ถาวร (fixed asset tax) 1-3 ปีให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนั้น จะยกเว้นภาษีสินทรัพย์ถาวรให้กับบุคคลที่ให้สถานที่ในการทำการทดลองแก่บริษัทหรือสถาบันวิจัย

ขณะเดียวกัน ในเขตพิเศษสึคุบะแห่งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และปัญหาพลังงานของประเทศ โดยเน้นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ พลังงานชีวมวล เทคโนโลยีทางการแพทย์และนาโนเทค

มีการบริหารจัดการโดย Tsukuba Global Innovation Promotion Agency โดยปัจจุบันมี 8 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีเป้าหมายให้ดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมภายใน 5 ปี

ในการเข้าเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์ คณะของรองนายกฯสมคิด ได้ทดลองและชมการสาธิตการใช้หุ่นยนต์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับใช้ในการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ช่วยเดิน ซึ่งมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเข็นที่จะช่วยคนสูงอายุในการเดินขึ้น เมื่อขึ้นเนินจะมีแรงส่งให้เดินได้สะดวกมากขึ้น และขณะที่ลงเนินก็จะมีแรงฝืด เพื่อช่วยชะลอ ไม่ให้ล้มหน้าคว่ำไป

หรือจะเป็นหุ่นยนต์ที่ผู้ใช้เพียงสวมเหมือนคาดเข็มขัดที่เอวและขา จากนั้นหุ่นยนต์จะช่วยการเดิน โดยมีแรงส่งในการช่วยยกขาและส่งแรงให้เดินสะดวกขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่เดินและก้าวและยกขาเดินได้ลำบาก ความฉลาดของหุ่นยนต์นี้ยังรู้จักจดจำท่าทางการเดินของแต่ละคนเอาไว้ด้วย

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหุ่นยนต์ช่วยเดินยังไม่ได้จำหน่ายแต่มีให้เช่า ในราคาคิดเป็นเงินไทยเพียง 50,000 บาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสึคุบะ มาทำการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์คือ บริษัท Cyberdyne ผู้ผลิตและวิจัยและพัฒนา Robot Suit หรือ Hybrid Assist Limb (HAL) ซึ่งใช้ฝึกให้สมองเรียนรู้การเคลื่อนไหวอวัยวะ แขน ขา ในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหว เช่น การฝึกเดิน เป็นต้น

สำหรับ Robot Suit หรือ Hybrid Assist Limb (HAL) เป็นการสั่งการโดยการคิดที่จะเคลื่อนไหว เป็นการฝึกให้สมองเรียนรู้การเคลื่อนไหวอวัยวะ แขน ขา ในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหว

มีขั้นตอนการทำงานที่เริ่มต้นจากการ “คิด” ว่าต้องการเดิน ซึ่งในกรณีคนปกติ กล้ามเนื้อจะรับสัญญาณจากการสั่งการของสมอง และเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ แต่ในกรณีของผู้ป่วยจะไม่สามารถรับสัญญาณที่สั่งการจากสมองได้ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้

หุ่นยนต์ HAL จะสามารถอ่านสัญญาณอ่อนๆ ที่รั่วไปถึงบริเวณผิวหนังที่เรียกว่า “Bio-electric signals (BES)” และรวบรวมข้อมูลผ่านตัวอ่านสัญญาณขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ทราบว่าสมองต้องการเคลื่อนไหวอย่างไร จากนั้น HAL จะเคลื่อนไหวตามที่ผู้สวมใส่อุปกรณ์ต้องการ

เมื่อสมองเรียนรู้การเคลื่อนไหว เนื่องจากสมองของผู้ป่วยจะเข้าใจว่า “สามารถเดินได้” ซึ่งหลังจากการฝึกฝน ผู้ป่วยจะสามารถเรียนรู้การเดิน จนสามารถเดินได้เองโดยไม่ใช้ HAL

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของประโยชน์หุ่นยนต์ที่ช่วยผู้ป่วยและคนสูงอายุ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

โอกาสของหุ่นยนต์ในไทย

แล้วสำหรับประเทศไทยโอกาสในการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้จริงหรือไม่?

ภายใต้ 5 กลุ่มอุตสาหกรรม New S-curve หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลได้ร่วมมือกับ 27 มหาวิทยาลัย โดยในกลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม มีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเป็นแม่ข่าย

แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ หุ่นยนต์บริการ ที่สามารถสร้างมูลค่าได้สูง ได้แก่ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้านการแพทย์ การศึกษา การเกษตร และหุ่นยนต์ช่วยเหลือผู้สูงอายุและให้บริการสังคม และหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรม


ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาการหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติด้านการผลิตกำลังคน และด้านพัฒนาต้นแบบเชิงพาณิชย์ และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ ให้ข้อมูลว่า

“การพัฒนาหุ่นยนต์ในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ และเกิดคลัสเตอร์หุ่นยนต์ในประเทศไทยได้จริง ในส่วนของหุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรม จะต้องใช้วิธีการแบบ Pull Model คือดูความต้องการของอุตสาหกรรมเป็นหลักก่อนว่ามีความต้องการอย่างไร วิธีคิดนี้จะต่างจากงานวิจัยทั่วไปที่มักจะเริ่มการสร้างต้นแบบขึ้นมาก่อนที่เรียกว่า Push Model”

ดร.ชิตกล่าวว่า เท่าที่ทราบตอนนี้มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในวงเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท เครือเอสซีจี 5,000-6,000 ล้านบาท และเครือ ปตท. 1,000-2,000 ล้านบาท ซึ่งในกรณีประเทศไทยไม่สร้างคลัสเตอร์หุ่นยนต์ขึ้นมา บริษัทดังกล่าวก็ต้องไปซื้อหุ่นยนต์จากต่างประเทศมาใช้อยู่แล้ว

ดังนั้น จึงต้องมาคิดว่าในเมื่อมีความต้องการอยู่แล้ว การเกิดขึ้นของคลัสเตอร์หุ่นยนต์ รัฐบาลต้องให้แรงจูงใจทางภาษีกับกลุ่มผู้ซื้อ ที่ซื้อหุ่นยนต์ที่มีบางชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ไม่เช่นนั้นเงินเหล่านี้ก็จะตกไปอยู่ในมือผู้ผลิตหุ่นยนต์ต่างประเทศทั้งหมด

“ไทยไม่ใช่ประเทศผู้เริ่มต้นผลิตหุ่นยนต์ ซึ่งในโลกนี้หุ่นยนต์เกิดมา 55 ปีแล้ว เรายังผลิตหุ่นยนต์ทั้งตัวไม่ได้ แต่มีบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยที่สามารถออกแบบและผลิตระบบหุ่นยนต์บางส่วนได้ เช่น แขนกล สายพาน เครื่องจักรต่างๆ ฉะนั้น หากบริษัทที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์ แทนที่จะนำเข้ามาทั้ง 100% ก็อาจนำเข้ามาบางส่วนและมาประกอบกับชิ้นส่วนในไทย ซึ่งบริษัทผู้ซื้อสนใจแน่หากได้รับแรงจูงใจทางด้านภาษี”

ทางคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ จึงมีข้อเสนอที่เป็นยาแรง ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในอีก 2-3 สัปดาห์ คือมาตรการทางภาษีสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ให้หักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อซื้อระบบอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ ที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40% กรณีนี้มีความสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้คลัสเตอร์หุ่นยนต์เกิดขึ้นในไทยได้


ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ จะเสนอมาตรการดึงนักลงทุน สำหรับบริษัทออกแบบระบบหุ่นยนต์ หรือ System integrators โดยยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดหย่อน 50% 5 ปีไม่จำกัดวงเงิน ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่อีอีซีก็ได้ ด้านบริษัทที่ให้บริการและอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดหย่อนภาษี 50% 5 ปี โดยกำหนดวงเงิน และกำหนดให้อยู่ในพื้นที่อีอีซี

นอกจากนี้ ที่ต้องทำต่อไปในอนาคตเมื่อคลัสเตอร์หุ่นยนต์เกิดขึ้นได้จริงแล้ว คือการผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้แนวคิดสร้างสรรค์และเชื่อว่าประเทศอื่นในโลกที่เคยผลิตหุ่นยนต์มาแล้วก็ทำแบบประเทศไทยไม่ได้ ด้วยการผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้ภูมิปัญญาไทยใส่ลงไป เช่น หุ่นยนต์ที่มีทักษะการนวดแผนไทย เป็นต้น.

ทีมเศรษฐกิจ

 

Brexit จุดเปลี่ยนที่คาดไม่ถึง อังกฤษวัดความกล้าท้าอียู

Published June 27, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/647501

 

ผลการลงประชามติของคนอังกฤษที่ตัดสินใจให้รัฐบาลนำประเทศอังกฤษและสหราชอาณาจักรออกจาก (leave) การเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป (European Union) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สร้างปรากฏการณ์หลายด้านให้เกิดขึ้นกับชาวโลกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า

ปฐมบทแห่งประชามตินี้ สร้างความสั่นสะเทือน และตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในวงการตลาดเงินตลาดทุนมากพอสมควรทั้งในระยะแรกๆที่เห็นได้จากตลาดเงิน-ตลาดทุน ตลาดค้าทองคำที่เกิดความผันผวนสูง เพราะนักลงทุนเทขายหุ้นไปซื้อทองคำเพื่อความปลอดภัยกว่า

ไปจนถึงความยุ่งยากอื่นๆที่จะตามมาอีกมากมายในอนาคตเมื่อพันธสัญญาต่างๆที่เคยทำกันไว้ในหมู่ประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศกับสหราชอาณาจักร จะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไปใน 2 ปีข้างหน้า เมื่อกระบวนการการออกจากสมาชิกภาพมีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์แบบ

ขณะที่เสียงชี้ขาดซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าท้ายที่สุดจะได้ข้อสรุปเช่นว่านี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า คนอังกฤษเลือกที่จะเอาศักดิ์ศรี และความทระนงในการเป็นชาติมหาอำนาจทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตนกลับคืนมา มากกว่าจะรักษาตลาดการค้าและสิทธิ พิเศษทางการค้าในอียูไว้ ด้วยผลโหวตที่ให้ออกจากอียู (leave) 51.9% หรือประมาณ 17.4 ล้านคน และผลโหวตให้อยู่ในอียูต่อไป (remain) เท่ากับ 48.1% หรือประมาณ 16.1 ล้านคน


“ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของประเทศ เป็นกูรูเศรษฐกิจคนเดียวของประเทศไทยที่วิเคราะห์ถูกต้องตรงเผงว่าฝ่ายที่ต้องการจะออกจากอียูจะเป็นฝ่ายชนะ และมีคะแนนนำเหนือฝ่ายที่เคยเป็นผู้ชนะที่อยากให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป

“ผมคาดการณ์อยู่แล้วว่า อังกฤษคงจะออกจากอียูแน่นอน ไม่ใช่แค่เหตุผลทางการเมืองเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกนึกคิดส่วนลึกที่มีมานานแล้ว และก็เป็นข้อถกเถียงกันในประเทศมานานแล้วเช่นกัน เพราะคนอังกฤษมีความเป็นชาตินิยม และถือตัวว่าเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้แพ้เยอรมนี หรือฝรั่งเศสเลย นั่นเป็นเหตุผลว่า แม้จะเป็นสมาชิกภาพของอียู แต่อังกฤษยังใช้เงินปอนด์ของตนอยู่”

ดร.วีรพงษ์กล่าวด้วยว่า การอยู่ในอียู ทำให้อังกฤษถูกลดบทบาทลง และมักจะแพ้เสียงโหวตระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีที่จับมือกันแน่นมาตลอด แม้จะต้องส่งเงินงบประมาณให้กับอียูปีละ 8,800 ล้านปอนด์ก็ตาม แต่ก็แทบจะไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาใดๆภายในหมู่ประเทศสมาชิก

การที่อังกฤษตัดสินใจออกจากอียู ก็เป็นที่แน่นอนในทางเศรษฐกิจการเงินว่า จะต้องส่งผลกระทบกับอังกฤษมหาศาล เพราะอังกฤษเป็นประเทศหลักเช่นเดียวกับชาติมหาอำนาจอื่นๆอย่าง สหรัฐฯ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย บราซิล และอื่นๆ และการที่อังกฤษเข้าร่วมอยู่ในอียู ทำให้ตลาดของอังกฤษใหญ่ขึ้น

เมื่อไหร่ที่ออกมาอังกฤษก็ไม่ได้เป็นตลาดเดียวกันกับอียู สิทธิประโยชน์และการค้าระหว่างกันก็ย่อมต้องลดลง

“เศรษฐกิจอังกฤษจะต้องหดตัว แต่ถึงกระนั้น คนอังกฤษก็เลือกที่จะเอาศักดิ์ศรีและความเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ของตนคืนมา มากกว่าจะรักษาสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เคยได้จากอียู สำหรับผม ผมคิดว่า แม้ผลโหวตประชามติจะช็อกผู้คนในวงการตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก แต่ท้ายที่สุด มหานครลอนดอนจะยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปและของโลกต่อไป”

ธนาคารของประเทศต่างๆในอียูไม่มีเหตุผลใดจะย้ายออกจากลอนดอน เพราะลอนดอนเป็นศูนย์กลางทางการเงินมาเก่าก่อน และมีมาก่อนจะมีสหภาพยุโรป

ดร.วีรพงษ์กล่าวด้วยว่า เขายังเชื่อว่าอังกฤษจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของยุโรปต่อไป และแม้จะออกจากอียูแล้วทำให้ค่าเงินตกต่ำลง หรือขาดดุลการค้า

เนื่องเพราะมีสัดส่วนการค้าในอียูถึง 40% แต่อังกฤษก็ยังสามารถใช้นโยบายการเงินการคลังดูแลค่าเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ไม่เหมือนประเทศอื่นที่ใช้เงินยูโรซึ่งไม่อาจจะขยับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้น-ลงของเงินยูโรได้
สำหรับคนไทย ที่ส่งลูกหลานเรียนหนังสือในอังกฤษ คงจะแฮปปี้เมื่อค่าเงินปอนด์ตกลง แต่ทรัพย์สินที่เคยมีราคาแพง คงจะไม่มีอีกแล้วกระมัง

ดร.วีรพงษ์ยังเชื่อด้วยว่า สหภาพยุโรปยังคงจะอยู่ต่อไปได้อีก เพราะประเทศเล็กๆที่เป็นสมาชิกอยู่อีก 27 ประเทศนั้นได้ประโยชน์จากการเป็นสมาชิกภาพในอียู ที่สำคัญหลายประเทศ ยังคงเป็นหนี้ในตราสารต่างๆ กับเยอรมนีและฝรั่งเศสอยู่ การที่มีคำกล่าวอ้างว่า อียูจะล้มในอนาคตจึงเป็นแค่เรื่องที่พูดกันไป เพราะอียูยังคงมีความมั่นคงทางการเงินอยู่


นายวัชรา ตันตริยานนท์ ประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่าการออกจากสมาชิกภาพอียู ย่อมกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆต่อสกุลเงินปอนด์ และตลาดเงินตลาดทุนในระยะแรก “แน่นอนมันอาจจะอ่อนไหวต่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนระยะแรกๆ ช่วงที่ยังฝุ่นตลบอยู่ ก็ต้องหาที่เก็บเงินที่ปลอดภัยกว่า (safe haven) ไปก่อน อย่างที่เราเห็นก็คือ เอาเงินไปลงทุนใน ทองคำ ทำให้ราคาทองคำแท่งปรับตัวขึ้นสูงและปิดตลาดถึง 1,000 บาทต่อบาท หรือ 70 กว่าเหรียญสหรัฐฯ/ออนซ์”

ส่วนเรื่องการค้า-การลงทุน จะต้องใช้เวลาเจรจาอย่างน้อยๆอีก 2 ปีตามที่รัฐบาลประกาศออกมา เพราะเรื่องการค้า หรือกฎกติกาการลงทุนร่วมกัน รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆนั้น เอาเข้าจริงๆมีเป็นร้อยๆหน้าที่ต้องมาทบทวนกันใหม่ และทำให้ทุกข้อที่เคยตกลงกันไว้ สามารถจะเจรจากันอย่างลงตัวได้ ที่แน่ๆคือ ทั้งอังกฤษ และสหภาพยุโรป จะอ่อนแอลง ปัญหาคือ จะบริหารจัดการกันอย่างไร และจะมีประเทศใดขอออกจากอียูอีกบ้าง

การค้าขายในตลาดโลกช่วงนี้ จึงยังคงเป็นปกติจนกว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจากันจบ ส่วนค่าเงินปอนด์จะถูกลดค่าลง ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือที่อังกฤษอาจจะโชคดีที่เงินปอนด์ด้อยค่าลง อย่างเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ด้อยค่าลงไปอยู่ที่ 49 บาทต่อปอนด์ จากที่เคยยืนอยู่ที่ระดับ 50-52 บาทต่อปอนด์ ส่วนคนไทยที่ไปลงทุนในอังกฤษหรือในยุโรป คงต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ใช้เงินกู้ในประเทศเขา มีรายได้แล้วขายลงทุนต่อ อาจไม่ได้รับผลกระทบนัก แต่ถ้ากู้เงินในประเทศไปลงทุนที่นั่น คงลำบากหน่อย

“ช่วงแรกๆอาจจะโอเวอร์ แอ็กชั่น และอาจมีผลกระทบกันรุนแรง จะเรียกว่า ตกใจแบบไม่มีเหตุผลก็ได้ หรือเห็นฝรั่งขาย ต้องขายตาม ก็อยากให้คิดว่า ฝรั่งขายไม่ได้เอาเงินออกไป เดี๋ยวก็กลับมาลงทุนใหม่”

สำหรับกลุ่มคนที่ไปลงทุนซื้อบ้าน หรืออสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษอาจได้รับผลกระทบ ตรงที่เวลาไปซื้อ ราคาบ้านอาจจะ Over Value กระนั้นก็ตาม นายวัชรา กล่าวว่า ค่าเงินปอนด์เคยเหลืออยู่ 36-37 บาท และยืนอยู่ที่ระดับ 40 บาทต่อปอนด์มาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษตกต่ำสุดขีด แต่แล้วสถานการณ์ต่างๆก็พลิกผันไป ทำให้บ้านมีราคาแพงมาก และค่าเงินปอนด์ก็แข็งลงไปมากถึง 70-90 บาทต่อปอนด์

การตัดสินใจออกจากสมาชิกภาพอียู ไม่ใช่เพราะปัญหาการเมือง แต่อาจจะเป็นเพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก ขณะที่โครงสร้างของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป กับการยกเลิกนโยบายการเงินของแต่ละประเทศทำให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประเทศสมาชิกได้ยากมาก

โดยเฉพาะในการปรับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้น-ลงเพื่อช่วยให้แต่ละประเทศออกจากวิกฤติ แต่ก็ทำไม่ได้ ซ้ำประเทศใหญ่ยังต้องกันงบประมาณเพื่อรับผิดชอบประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจเล็กกว่า และถูกคนในประเทศเล็กๆเข้ามาแย่งงานทำ เมื่อรวมกันแล้วไม่เวิร์ก ก็ต้องตัดสินใจ อย่างใดอย่างหนึ่งอย่างที่เราเห็น


รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า ในช่วง 2 ปีนี้ อังกฤษคงต้องดำเนินการภายในหลายอย่างเช่น ล็อบบี้สภากว่าจะออกจากอียูได้ ถ้าจัดการได้ และอังกฤษดีขึ้น หลายประเทศคงอยากออกตาม ซึ่งอาจทำให้อียูอ่อนแอ กระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต่อการส่งออกไทย

ดังนั้น ไทยต้องหันไปพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ มุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การค้าชายแดนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยน่าจะได้รับผลกระทบทางตรงไม่มากนัก เพราะขณะนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ถ้านักลงทุนดึงเงินที่ลงทุนในไทยกลับประเทศ ตนเอง ก็ไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทย หรือตลาดหุ้นไทยทรุดลงมาก อีกทั้ง ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศมากถึง 3-4 เท่าของหนี้ต่างประเทศ สถาบัน การเงิน มีการกันสำรองจำนวนมาก จึงน่าจะรับมือได้ และเชื่อว่า ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว

“ในระยะยาว น่าจะเป็นผลดีต่ออังกฤษมากกว่า เพราะจะมีอิสระในการกำหนดนโยบายต่างๆ ในการบริหารประเทศ และจะทำให้ประเทศต่างๆเจรจาการค้ากับอังกฤษได้ง่ายขึ้น”


ที่ผ่านมา เจรจากับอียูยาก มีเงื่อนไขมาก สำหรับอาเซียน ไม่น่าจะมีใครอยากออกจากการเป็นสมาชิก อีกทั้งอาเซียนยังไม่รวมตัวกันแน่นแฟ้นเหมือนอียู ยังไม่มีการใช้เงินสกุลเดียวกัน แต่ละประเทศยังเป็นเอกเทศในการบริหารประเทศตน แต่อาเซียนต้องเอากรณีของอียูมาเป็นบทเรียนในการรวมตัวกัน เพราะการมีนโยบายเศรษฐกิจเดียวกัน ค่าเงินเดียวกัน และการตัดสินใจต่างๆ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการยุโรป ก็อาจมีปัญหาเหมือนอียูได้

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ให้ความเห็นว่า ถ้าอังกฤษเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้เร็ว

ผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และเศรษฐกิจไทย ก็อาจจะมีจำกัด แต่หากล่าช้า และไม่ชัดเจนจะทำให้ผลกระทบในด้านต่างๆรุนแรง และยาวนานขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะกระทบราว 0.1-0.2% ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่า 8,900-20,000 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทยในสหราช อาณาจักร ได้แก่ ไก่แปรรูป รถยนต์ รถจักรยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ

ส่วนผลกระทบต่อค่าเงิน คาดว่า ค่าเงินปอนด์อาจจะเผชิญกับแรงเทขายเป็นระยะๆ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการอ่อนค่าไม่น้อยกว่า 10% ไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1.3250 ดอลลาร์ต่อปอนด์ สหรัฐฯ

จากเดิมที่ระดับ 1.4878 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ในช่วงก่อนลงประชามติ ขณะที่เงินยูโรก็อาจอ่อนค่าลงไป ทดสอบแนวรับที่ 1.0500 ดอลลาร์ต่อยูโร จากช่วงก่อนการลงประชามติ ส่วนเงินบาทอาจอ่อนค่าลง 2-5% ไปที่ระดับ 36.00-37.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ผลกระทบต่อสถาบันการเงิน แม้จะเป็นไปได้ว่า อาจทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งหลังของปี 59 แต่ในระยะแรกคงมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถาบันการเงินของอังกฤษและอียูเช่นกัน แต่เนื่องจากฐานะทางการเงินของสถาบันการเงินส่วนใหญ่ทั้งในอังกฤษและอียูมีความมั่นคงสูง ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะที่ เศรษฐกิจอียูก็ฟื้นตัวต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว

“ปัญหาเศรษฐกิจที่ปรากฏขึ้นในรอบนี้ แตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 และวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2551 ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่ามาก นอกจากนี้ คาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BOE) คงจะสามารถประคับประคองสถานการณ์นี้ ผ่านการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่สถาบันการเงิน จนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายลงได้”.

ทีมเศรษฐกิจ

 

“สุวัฒน์” ปักธงให้ SF Cinema เมื่อถึงวันที่เทคโนโลยีเขมือบโลก

Published June 25, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/641895

 

จันทร์นี้ ทีมเศรษฐกิจขอหยุดพักเรื่องยากๆของแนวนโยบายเศรษฐกิจการเมือง และข้อถกเถียงเรื่องการลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ไว้ก่อน เพื่อนำท่านผู้อ่านเข้าสู่วิธีการบริหารจัดการของธุรกิจโรงภาพยนตร์ในภาวะที่ต้องเอาตัวให้รอดจากคลื่นลูกใหญ่ของเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาอย่างฉับพลัน เช่นเดียวกัน กับที่ธุรกิจหลายสาขาหลากประเภทต้องพบและเจอะเจอ

SF Cinema เจ้าของโรงภาพยนตร์ 1 ใน 2 รายใหญ่ของประเทศที่นำเสนอ Platform ในรูปแบบใหม่ๆรองรับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายเพศ และอายุเพื่อดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาดูหนังในโรงภาพยนตร์ของเขาให้ได้ที่สุด ตั้งแต่ เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงวัยชรา


นายสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานบริหารเจ้าหน้าที่บริษัท และผู้บริหารจัดการธุรกิจนี้แทนบิดาที่เสียชีวิตไปเมื่อเขามีอายุได้เพียง 17 ปี

ในฐานะเป็นพี่คนโต เขาเลือกที่จะรับหน้าที่ของบิดาต่อ และทำสิ่งที่บิดารักให้สำเร็จ ในขณะที่เขามีความผูกพันกันกับโรงภาพยนตร์ในพื้นที่กว่าไร่ครึ่งของบ้านพักอาศัยของครอบครัว

30 กว่าปีมาแล้วที่ผมคร่ำ หวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์ และโรงหนัง ทุกวันนี้ SF Cinema กับ Major Cineplex ยังคงมีที่ยืนอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอด และที่ยืนของพวกเราอยู่ในหน้า 24 ของหนังสือพิมพ์ เมื่อไหร่ที่ใครก็ตาม จะหาว่าโรงหนังขณะนี้ฉายภาพยนตร์เรื่องใด เวลาใด คุณสามารถเข้าไปเปิดอ่านได้ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


เมื่อก่อนคนชี้เป็นชี้ตายหนังแต่ละเรื่อง เป็นคนในวงการสื่อ แต่จู่ๆเมื่อไม่นานมานี้เอง ค่ายหนังที่ลงโฆษณา ในหนังสือพิมพ์เดียวกัน ค่อยๆหดหายไป มารู้ก็เมื่อเขาบอกว่า เขามูฟตัวเองไปโซเชียลมีเดีย หรือออนไลน์กันแทบจะหมดแล้ว ทำไมเราจึงยังอยู่

“ในฐานะเป็นเจ้าของโรงหนัง เป็น Platform ให้กับหนังเรื่องต่างๆ ผมกับคุณวิชา พูลวรลักษณ์ (เจ้าของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์) มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า ยังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่รักการอ่านหนังสือพิมพ์ และไม่ใช่ว่า จะมีมากคนที่ชอบดูหนัง หรือ เรื่องราวต่างๆบนมือถือ ขณะเดียวกัน เรายังมีความเห็นตรงกันว่า คนวิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์ หรือซุบซิบนินทาดาราในหนังสือพิมพ์นั้น มีเสน่ห์มากกว่า…

ก็อย่างที่เราๆท่านๆเห็น เรายังเห็นเขาอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราที่ต้องการดึงดูดคนเข้าโรงหนังให้มากที่สุด”


นายสุวัฒน์ เข้ามารับผิดชอบดูแลกิจการของบิดา นายสมาน ทองร่มโพธิ์ ซึ่งมีใจรักในการสร้างโรงหนัง กระทั่งลาออกจากราชการมาเริ่มต้นทำธุรกิจโรงหนัง “ศรีตราด ราม่า” หน้าตลาดสดขนาดใหญ่ในเมือง เป็นโรงหนังแห่งแรกที่ทันสมัยด้วยเพราะใส่องค์ประกอบต่างๆหลายส่วนไปผนวกรวมกับโรงหนังด้วยนั่นเอง

ด้วยการสนับสนุนของลูกน้องเก่าของพ่อ และพรรคพวก ทำให้ธุรกิจโรงหนังของนายสุวัฒน์ ดำเนินไปด้วยดี มีผลทำให้เขาสามารถเปิดสาขาของโรงหนังศรีตราดได้ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออก ตั้งแต่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และสระแก้ว

พร้อมๆกัน เขายังมีกิจการสายหนัง ในชื่อสมานฟิล์ม (SF) รับเป็นตัวแทนจากค่ายหนังทุกค่ายจวบจนปี 2530 ที่กิจการโรงหนังกลับซบเซาลง กระทั่งกิจการโรงหนังซบเซาลงตามกิจการภาพยนตร์ แต่ในอีก 2-3 ปีต่อมาก็เกิดค่าย EGV และ Major cineplex ทำให้ธุรกิจนี้กลับมาคึกคักใหม่อีกครั้ง

ช่วงเวลานั้น เขาคิดลู่ทางใหม่ๆที่จะสู้เจ้าใหญ่ๆให้ได้ และทำให้เกิดโรงหนังแบบ Multiplex ซึ่งแม้ใครหลายคนจะเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะสู้ แต่นายสุวัฒน์ ได้คิดเช่นนี้

วันรุ่งขึ้น เขานำทัพไปเช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้ามาบุญครองชั้น 7 (เอ็มบีเค ฮอลล์) ด้วยการทุ่มทุนไปกว่า 600 ล้านบาท ในพื้นที่ 25,000 ตร.ม. เพื่อสร้างโรงหนังที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด One Floor Entertainment เนื่องจากเห็นโอกาสให้การทำโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์ คือ 1 โรงมีหลายจอ

ขณะเดียวกัน ก็เห็นโอกาสที่จะต้องทำโรงหนังทันสมัยในแถบชานเมืองกรุงเทพฯ 3 สาขาพร้อมกันคือ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน บางแค บางกะปิ และสาขาอื่นๆที่ตามมาอีกเป็นร้อยๆสาขา

ทุกวันนี้เรามีโรงภาพยนตร์ หรือโรงหนังอยู่ทั้งสิ้น 322 โรง ใน กทม. 154โรง และในต่างจังหวัด 168 โรง เรามีเป้าหมายจะสร้างโรงหนังในปีนี้อีก 5–6 โรงและเดินสายออกสำรวจทำเลที่ตั้งของโรงหนังในกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม มาหมดแล้ว พร้อมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนด้วย

โรงหนังแต่ละโรงมีต้นทุนอยู่ที่ จอฉาย คือ 15-20 ล้านบาท ถ้ามี 10 จอก็ต้องใช้เงินลงทุนราว 150-200 ล้านบาท ราคาค่าลงทุนตรงนี้ บวกไว้ด้วย ล็อบบี้นอกฮอลล์ ซึ่งมีที่ขายขนม น้ำดื่ม ไอศกรีม พร้อมสรรพ

สิ่งที่โรงหนังจะดึงคนให้เข้าไปดูหนังมากๆก็คือ ต้องทำตัวเป็นผู้นำเทรนด์ และแบ่งคนดูออกไปให้เกิดความหลากหลาย เรามีโรงหนังที่มีชั้นบิซิเนส ที่นำเสนอสิ่งต่างๆรอบตัวระหว่างการดูหนังได้ ขณะเดียวกัน ก็มีโรงหนังชั้นเฟิร์สคลาส ทั้งในแบบที่มาเป็นครอบครัว และมาตามลำพังได้ ซึ่งจะมีคนดูแล เราสร้างกิมมิค (Gimmick) ที่เป็นลูกเล่นให้ผู้เข้าชมมีความรู้สึกประทับใจได้ในหลายหลากอารมณ์ เช่น ห้องชายหาด เมื่อคุณเข้าไปจะพบเก้าอี้นั่งแบบชายหาด ดาดฟ้าเป็นชายหาด

หรือสร้างห้องดูหนังแบบมีดาวกับเดือน ซึ่งปรากฏว่า ไม่นาน ก็ได้รับเสียงตอบกลับมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ชอบห้องพิเศษๆแล้วเหล่านี้ กับการบริการหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ เวลคัม ดริงก์ (Welcome Drink)

ขณะที่สนนราคา กลุ่มโรงหนังไม่ได้ขอขยับปรับขึ้นมานานเกือบ 20 ปีแล้ว สำหรับชั้นดูหนังปกติที่ยังคงเก็บอยู่ 160-180 บาทต่อที่นั่ง แต่ถ้าเป็นชั้น First Class เราขอค่าที่นั่งที่สะดวกสบายเหมือนบ้านที่หัวละ 700-800 บาท

เมื่อถามว่า ยังคิดว่าโรงหนังจะสู้กับเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่อย่างสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ได้หรือไม่ นายสุวัฒน์ตอบว่า ถ้าเพียงแต่เราปรับปรุงเรื่องราวบางอย่าง เช่น ปรับปรุงที่นั่งในระดับต่างๆเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าโรงหนังแล้ว การจัดอันดับในบ็อกซ์ออฟฟิศของหนังไทย ก็เป็นเรื่องจำเป็น ทุกวันนี้ ผมนำเข้าหนังจากฮอลลีวูดอยู่ 60% และอีก 40% เป็นหนังของคนไทย

“ผมมองว่า หนังไทยกำลังเทกออฟ โงหัวดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคนรุ่นใหม่ที่มีหัวก้าวหน้ามาร่วมงานด้วย ในขณะที่หนังจากต่างประเทศก็ดูเหมือนจะปรับตัวให้สู้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ ด้วยแนวคิดการทำหนังที่มีเนื้อหาสาระเข้มข้นมากขึ้น เช่น…

หนังอัตชีวประวัติ และหนังประเภท Documentary อย่างเรื่อง All thing must past ก็ปรากฏว่ามีคนดูกันมาก แบบเดียวกับหนังอัตชีวประวัติของคุณยายอายุ 84 ปีชื่อ Iris Appen ซึ่งชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ก็มีคนให้ความสนใจเข้าไปชมกันเยอะ”

หนังพวกนี้ จะมีศูนย์กลางการฉายอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ขณะที่หนังที่เกี่ยวกับอัตชีวประวัติ อาจขายได้ในพื้นที่ หรือทำเลที่เป็นย่านที่พักอาศัยระดับบนมากๆ เช่นที่ คริสตัล ปาร์ค เป็นต้น

อีกสิ่งที่เราต้องพัฒนาก็คือ ทำให้โรงหนังกลายเป็น Experience สำหรับคนดู คือถ้าคุณไม่มาคุณก็จะไม่รู้เลยว่า รูปแบบของโรงหนังสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเป็นประสบการณ์ใหม่ๆที่คุณจะได้พบ บางคนอาจจะบอกว่า ดีกว่าดูหนังอยู่กับบ้านด้วยซ้ำ

เนื่องจากเราเป็นฝ่ายโรงหนัง เราก็ต้องคิดที่จะพัฒนาโรงหนังของเราให้เป็นสิ่งที่น่าค้นหา และสร้างประสบการณ์ดีๆ พร้อมลูกเล่นต่างๆให้แก่ผู้ชมให้มาก ในขณะที่เจ้าของหนังอย่างฮอลลีวูด หรือ ผู้สร้างหนังไทยก็จำเป็นจะต้องพัฒนาเนื้อหาคอนเทนท์ที่จะนำมาเสนอ เจ้าของโรงหนังให้เสมอภาคกัน โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนเลือกที่จะบริโภคหนังด้วยวิธีต่างๆ

อย่างหนังไทย อย่าหาว่าผมก้าวก่ายนะครับ ผมว่าถ้าเราไม่มีทุนมากพอจะไปสู้กับหนังประเภทซุปเปอร์ฮีโร่ หรือหนังที่ใช้เอฟเฟกต์มากๆ เราก็ทำหนังตามสไตล์ของเราอย่าง พ่อมากที่พลิกเหรียญอีกด้านให้คนดู หรืออย่างหอแต๋วแตก หรือหลวงพ่อแจ๊ส ไปโน่นเลยก็โอเค แต่ไม่ใช่สร้างหรือกำกับหนังแบบ “แก้วหน้าม้า” ซ้ำแล้วซ้ำอีกส่งมาให้โรง เพราะโรงหนังก็ต้องคิดว่า ถ้าฉายไปแล้ว คนไม่ดู ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า

สำหรับรายได้ยอดขายของ SF Cinema ในปีที่ผ่านมา ทำได้ 4,000 ล้านบาท รวมหมดแล้ว ทั้งรายได้ตั๋วหนัง 2,700 ล้านบาท ค่าอาหาร-เครื่องดื่ม 700 ล้านบาท

ที่เหลือเป็นค่าโฆษณา และอื่นๆ ซึ่งขยายตัวต่อปีราว 10-15% ส่วนปีนี้เราก็ตั้งเป้าจะเติบโตอีกราว 5,000-5,500 ล้านบาท ทั้งจากการขยายสาขา การได้หนังที่มีคอนเทนท์หรือเนื้อหาสาระดีๆ ทั้งในประเทศไทยและฮอลลีวูด

โรงหนังยังไปได้ด้วยแนวคิดของคำว่าเปลี่ยนแปลง หนังสือพิมพ์ก็ยังคงเป็นเสน่ห์ของสังคมที่ต้องหยิบขึ้นมาอ่านเสมอ.

ทีมเศรษฐกิจ

 

แปลง”อยุธยา”เป็น”เกียวโต” “ทศ จิราธิวัฒน์” ชูโมเดลเพิ่มรายได้ประเทศ

Published June 22, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/637238

 

ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชนอีกคนที่เข้าไปร่วมงานใน “โครงการประชารัฐ สานสามัคคี” กับรัฐบาล และ 1 ใน 12 คณะทำงานที่จะเข้าไปร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในทุกด้านให้เติบโตไปพร้อมๆกัน

คณะทำงานที่มีนายทศ เป็นหัวหน้าทีมในฝ่ายเอกชน และมี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.กระทรวงการคลัง เป็นหัวหน้าทีมในฝ่ายของภาครัฐชุดนี้ มีชื่อว่า คณะทำงานสร้างรายได้ และกระตุ้นการใช้จ่าย เรียกชื่อสั้นๆง่ายๆว่า D7 : Development 7

ทีมงานของ D7 ที่เจาะจงลงลึกถึงเรื่องของการสร้างรายได้ และกระตุ้นการใช้จ่ายประชาชนนั้น นำเสนอโมเดลใน 3 ด้านหลักๆ ได้แก่ การท่องเที่ยว ที่จะแปลงโฉมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เป็น 1 ใน 10 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคด้วยการเข้าถึงการผลิตในภาคเกษตรกรรมโดยตรง และสุดท้าย คือ สร้าง “แม่สอด” ให้เป็นศูนย์กลางการค้าส่ง-ค้าปลีก ตามแนวชายแดนไทย-พม่าที่จังหวัดตาก



“ทั้ง 3 ด้านหลัก มีเป้าหมายจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) เป็น 2–3เท่า และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทยจาก 5,900 เหรียญสหรัฐฯต่อหัวต่อปีไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้เท่ากับ 12,000 เหรียญต่อหัวต่อปีในระยะเวลาเฉลี่ย 3–5 ปี”

โมเดลของ ทศ…CEO รุ่นที่ 4 จากตระกูลจิราธิวัฒน์ ผู้รับไม้ต่อให้เข้าบริหารจัดการธุรกิจภายใต้อาณาจักรใหญ่ยักษ์ที่ชื่อ เซ็นทรัลกรุ๊ป นี้ จัดเป็นเรื่องน่าสนใจที่ ทีมเศรษฐกิจ อยากเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกันทำให้ข้อเสนอของคณะทำงานชุดนี้ประสบความสำเร็จเพื่ออนาคตที่มั่นคง และยั่งยืนของประเทศ และคนไทยโดยรวม

เนรมิตอยุธยา

นายทศอธิบายถึงเหตุผลที่เขาเลือกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นเป้าหมายในการดึงรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศ ด้วยการแปลงโฉมอยุธยาให้เป็นเสมือน “เกียวโต” ในญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายกันทางกายภาพ กล่าวคือ เป็นเมืองหลวงเก่าเหมือนกัน เป็นเมืองโบราณที่ยูเนสโกขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก มีอุทยานประวัติศาสตร์ที่หาค่าไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เกียวโตก็มีปราสาท-พระราชวัง รวมถึงวัด และศาลเจ้าเก่าแก่มากมาย


“มูลค่าจากธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทยมีสัดส่วน 15% ของ GDP ประเทศไทย (13.6 ล้านล้านบาท) จริงๆต้องถือว่าเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งเครื่องอุปโภค-บริโภคมีสัดส่วนราว 45% ที่เหลือเป็นส่วนของภาคอุตสาหกรรม การบริการ และการผลิตเพื่อการส่งออก การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ได้รับการคาดหมายว่าน่าจะอยู่ที่ 3%…

3% สำหรับผม ถือว่าน้อยมาก” นายทศกล่าว

ขณะที่รายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรไทยอยู่ที่ 5,600 เหรียญสหรัฐฯ เทียบยังไม่ได้กับมาเลเซียที่รายได้ต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 12,000 เหรียญ, เกาหลีใต้อยู่ที่ 15,000–17,000 เหรียญส่วนอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ก็กำลังไล่ตามมาเรื่อยๆ ปัญหาคือ ประเทศไทยเราจะเติบโตอยู่แค่นี้หรือ และถ้าจะก้าวข้ามกับดักรายได้ขึ้นไปที่ระดับ 10,000 เหรียญต่อหัวต่อปีขึ้นไป เราจะต้องใช้เวลานานสักเท่าไหร่

“ถ้าเศรษฐกิจไทยเติบโตปีละ 6% เราอาจใช้เวลาน้อยกว่า 10-20 ปีในการทำให้รายได้ประชาชาติขยายตัวขึ้นมาเกินกว่า 10,000 ล้านเหรียญ”

นายทศกล่าวว่า เขาเสนอโมเดลการแปลงโฉมอยุธยาให้เป็น 1 ใน 10 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก หรือทำให้ได้เท่ากับเกียวโต เมืองตัวอย่างซึ่งเมื่อเทียบกันในทางกายภาพ อยุธยาไม่ได้ด้อยกว่า…และมีโอกาสจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายเมื่อพิจารณาข้อเปรียบเทียบกันกับเกียวโต


คนในอยุธยามีรายได้ต่อหัวต่อปี 170,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ 14,166 บาท ขณะที่
คนเกียวโต มีรายได้ต่อหัวต่อปี 1.1 ล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 91,666 บาท

อยุธยาซึ่งมีอุทยานประวัติศาสตร์หลายแห่ง มีวัดมากกว่าพันวัด และมีสถานที่น่าท่องเที่ยวมากมายทั้งทางบกและทางน้ำ แต่กลับมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเพียง 6.7 ล้านคนต่อปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยปีละประมาณ 28-29 ล้านคน และในจำนวนคนที่ไปท่องเที่ยวที่อยุธยา ยังมีเป็นคนในประเทศเสีย 4.9 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง1.8 ล้านคนเท่านั้น

หันไปดูเกียวโต นักท่องเที่ยวในประเทศที่เดินทางไปสักการะวัด และศาลเจ้าราว 2,000 แห่ง รวมถึงท่องเที่ยวปราสาท พระราชวังเดิม มีจำนวนมากถึง 45.3 ล้านคน ขณะที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10.4 ล้านคน รวมทั้งสิ้นมีนักท่องเที่ยวไปทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ 55.7 ล้านคนด้วยกัน

ลงทุนครั้งเดียว–รายได้เพิ่ม 3 เท่า

ตามโมเดลที่คณะทำงาน D7 ออกแบบมานั้น “เราเสนอให้เนรมิตอยุธยา 12 ด้านด้วยกัน” คือ 1.บูรณะโบราณสถาน 2.ใช้แสงสีในยามค่ำคืนเพื่อขยายเวลาของการท่องเที่ยวต่อวันให้ยาวออกไป 3.ออกแบบพื้นที่ (Land scape) และปลูกต้นไม้เพื่อความร่มรื่น 4.จัดให้มีเส้นทางขี่จักรยานรอบเมือง 5.จัดให้มีการสัญจรเพื่อการท่องเที่ยวทางน้ำ 6.มีรถรางรอบเมือง 7.จัดโซนนิ่งของสถานที่พัก/โฮมสเตย์ 8.จัดให้มีจุดแวะพักเพื่อให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ 9.จัดกิจกรรมการแสดงระดับโลกและเทศกาลต่างๆเป็นรายวัน รายเดือน และรายปี

10.จัดให้มีมาตรการดูแล และรักษาความปลอดภัยในจังหวัด 11.บูรณะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม ขึ้นไปสู่การเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และ 12.จัดให้มีการบริหารจัดการเครือข่ายการคมนาคมจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆเข้าสู่ตัวเมืองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งระบบรถ Shuttle Bus เรือโดยสาร รถตู้ รถไฟ รวมถึงเครือข่ายการคมนาคมจากสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองไปยังอยุธยา


นายทศกล่าวว่า การแปลงโฉมอยุธยา 12 ข้อข้างต้น จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนราว 6,000–9,000 ล้านบาท “ถ้ารัฐบาลยอมลงทุนสัก 9,000 ล้านบาทเพียงครั้งเดียว เราคำนวณว่า อยุธยาจะมีรายได้เพิ่มปีละ 140, 000 บาททุกปี และรายได้ต่อหัวต่อปีของคนอยุธยาจะเพิ่มเป็น 450,000 บาทภายในปี 2025 หรือในปี พ.ศ.2568”

CEO จากอาณาจักรค้าปลีกใหญ่ที่สุดของประเทศไทย บอกด้วยว่า ถ้าทุกฝ่ายหมายถึงจังหวัด ข้าราชการ ประชาชน และ ภาคเอกชนทั้งประเทศเห็นความสำคัญเรื่องนี้ และช่วยกันทำจริงๆ เขาเชื่อว่าเราอาจใช้เวลาสั้นๆเพียง 3-5 ปี ก็สามารถแปลงโฉมอยุธยาได้แล้ว

โมเดลนี้ยังทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางที่เป็นอยู่ได้สำเร็จโดยเร็ว โดยเฉพาะ ถ้านำไปใช้กับเมืองอื่นๆ เช่น สุโขทัย/ศรีสัชนาลัย เชียงใหม่/เชียงราย หัวหิน/ชะอำ ตลอดไปจนถึงภูเก็ต/กระบี่/ตรัง/พังงา รวมถึงหาดใหญ่/5 จังหวัดชายแดนใต้ได้ด้วย

พัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาค

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิภาคที่กลุ่มบริษัทเซ็นทรัลเข้าไปทำก็คือ เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดี และยั่งยืน ด้วยการสร้างอาชีพใหม่ หรือ พัฒนาอาชีพปัจจุบันให้รุ่งเรืองขึ้น โดยมีเป้าหมายทำรายได้ต่อหัวของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างชัดเจนและยั่งยืนรวมถึงพัฒนาสินค้าให้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัย และสามารถขยายตลาดได้ทั้งในระดับประเทศ และส่งออก


นายทศกล่าวว่า โมเดลนี้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ประชารัฐพัฒนาขึ้นเพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ความชำนาญอย่างครบวงจร ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรม การพัฒนาเกษตรกร การบริหารสิ่งแวดล้อม การรองรับมาตรฐานระดับประเทศและสากล ตลอดจนถึงการลงทุนอุปกรณ์ และสิ่งปลูกสร้าง สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริหารจัดการการขนส่ง เพื่อนำไปสู่การขายและการตลาด

“เซ็นทรัลกรุ๊ป ซึ่งจะมีหน่วยธุรกิจหลักทั้ง 5 หน่วยคือ Tops CPN ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และ ไทวัสดุ จะช่วยส่งเสริมความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขนส่ง การขาย และการตลาด ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ กระทรวงเกษตรฯ พาณิชย์ อุตสาหกรรม องค์การอาหารและยา (อย.) สถาบันการเงิน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ เช่น เกษตร ขอนแก่น แม่โจ้ ทักษิณ ฯลฯ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในจังหวัดต่างๆด้วยการเริ่มจาก 1 จังหวัด 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ครบทั้ง 76 จังหวัด”

ขั้นตอนของการดำเนินการในส่วนนี้ ก็คือ 1.คัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัด 2.ตั้งทีมท้องถิ่นลงพื้นที่ และทำแผนงาน 3.จัดตั้งศูนย์ประชารัฐพัฒนา 4.สนับสนุนด้านการเงิน และ 5.ทำการตลาดเพื่อการจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือนในทุกๆ จังหวัดให้มากขึ้น 2-3 เท่า

“ผลผลิตที่เราเลือกมานำร่องก็คือ มะขามหวาน เพชรบูรณ์, ข้าวสังข์หยด จากพัทลุง, สับปะรดนางแล ของเชียงราย และพรมอเนกประสงค์ของแพร่ ระยะต่อไปเรายังมี แมคคาเดเมีย สตรอเบอรี่ มะเขือเทศ จากเลย และกล้วยน้ำว้า จากอ่างทอง เป็นสินค้านำร่อง เรามีเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน 25-500% เมื่อผลผลิตเหล่านี้ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับประเทศ และระดับสากลแล้ว”

ทำ “แม่สอด” เป็นศูนย์กลางการค้า

“ผมเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์กลางการค้าปลีก และค้าส่งไทย-พม่าที่ชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก หลังจากที่เราทราบว่าเศรษฐกิจของประเทศพม่า หรือเมียนมา มีการขยายตัวมากกว่า 13% ของ GDP ศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่งนี้ อาจใช้เมืองต้นแบบอย่างกวางเจา และอี้อูของจีนที่ถูกสร้างขึ้นเป็นเมืองค้าส่งมาใช้เป็นแบบอย่างได้ ที่ศูนย์นี้จะมีสินค้าทุกประเภทที่
ชาวเมียนมา หรือที่ติดเมียนมาต้องการอุปโภค-บริโภค…

ถ้าเราทำศูนย์ที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่ครอบคลุมร้านค้าจำนวนมากเป็นล้านชนิด และหลายสิบหมวดหมู่ประเภทของอุตสาหกรรมได้ก็จะทำให้แม่สอดกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด”

แต่สิ่งที่จะทำให้แม่สอดเป็นศูนย์กลางการค้าปลีก-ค้าส่งได้ จะต้องดำเนินการตามแผนงาน 6 ด้านที่คณะทำงาน D7 เสนอไปซึ่งได้แก่ 1.การผ่านแดนทั้งขาเข้า-ขาออก จำเป็นจะต้องลดค่าธรรมเนียมผ่านแดน,ขยายระยะเวลาการอยู่ในประเทศจาก 1 วันเป็น 7 หรือ 14 วัน รวมถึงให้ ชาวเมียนมาทำ Visa on arrival หรือ ยกเว้น Visa ได้ที่ด่านแม่สอด


2.จัดทำแผนการคมนาคม และโลจิสติกส์ โดยอนุญาตให้เอกชนเดินรถโดยสารสาธารณะระหว่างประเทศ (เมียวดี-แม่สอด), เพิ่มสายการบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-แม่สอด และย่างกุ้ง-แม่สอด โดยพัฒนาแม่สอดเป็นสนามบินในประเทศของเมียนมาช่วยรองรับรัฐกะเหรี่ยง, อนุญาตให้รถบรรทุกจากเมียนมาวิ่งเข้ามาในเขตแม่สอดได้ สนับสนุนบริษัทประกันภัยไทยให้คุ้มครองถึงรถบรรทุกในประเทศ พร้อมสร้างศูนย์กระจายสินค้า และห้องเย็น

3.แก้ไขกฎระเบียบการค้าและภาษี เช่น ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านค้าปลีก-ค้าส่ง ปรับปรุงระเบียบเขตปลอดภาษีให้เอื้อต่อการค้าปลีก-ค้าส่ง และผู้ผลิต ปรับปรุงขั้นตอนการคืนภาษี และจัดตั้งศูนย์ One-stop service เพื่อให้มีความสะดวกรวดเร็วในการขอ Certificate of Origin (Form D) และ อย.

4.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ให้เพียงพอต่อการเติบโตของเมือง, ขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกที่แม่สอดให้สามารถพัฒนา ICT เพื่อการค้ากับเมียนมาได้ตลอดจนถึงช่วยระดมเงินกู้การสร้างถนนให้ฝั่งเมียนมา (68 กม.) และ
ออกเอกสารสิทธิพื้นที่ เพื่อสามารถลงทุนพัฒนาที่ดินได้อย่างถูกต้อง

5.แก้ไขนโยบายการเงินการธนาคาร โดยการเพิ่มเพดาน การอนุญาตให้ถือเงินและสินค้าจาก 200 เหรียญเป็น 3,000 เหรียญ เจรจารัฐบาลเมียนมาให้ออก L/C โดยสาขาธนาคารในเขตเมืองชายแดน และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและใช้จ่ายด้วยเงินสกุลท้องถิ่น (จ๊าด–บาท)

และ 6.ลงทุนสร้างศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่งด้วยการออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนสร้างอาคารขนาดใหญ่-ขนาดกลาง สำรวจพื้นที่เพื่อการจัดตั้งศูนย์ และจัดสรรที่ดินในราคาต่ำ ประมูลและคัดสรรเอกชนเป็นเจ้าของโครงการสรรหานักลงทุนจากทั้งเมียนมาและไทย ขณะที่การสร้างศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่งควรมีการออกแบบ ประมูลผู้รับเหมาก่อสร้าง ตกแต่ง และเปิดดำเนินการภายใต้กำหนดการที่วางไว้เพื่อให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

CEO รุ่นที่ 4 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของอาณาจักรธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย บอกชัดตั้งแต่ต้นว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 3% ไม่พอสำหรับเขา ถ้ารัฐบาล และคนไทยต้องการรายได้ และงานที่เพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องลงทุน ส่วนเงินที่ได้มาจะใช้วิธี raising funds หรือระดมทุนร่วมกัน เศรษฐกิจไทยก็อาจจะขยายตัวได้มากกว่านี้.

ทีมเศรษฐกิจ

 

“Best CEO” ธีรพงศ์ จันศิริ ความภูมิใจธุรกิจไทยในตลาดโลก

Published June 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/632432

 

ในบรรดาประเทศผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำในลำดับต้นๆ ของโลกนั้น ประเทศไทยเราได้ชื่อว่าเป็น 1 ในประเทศชั้น “แถวหน้า” ที่แต่ละปีมีมูลค่าการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทูน่ามากกว่าปีละ 200,000–300,000 ล้านบาท

เหตุนี้อุตสาหกรรมประมงจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะถือเป็นอุตสาหกรรมที่ทํารายได้เข้าสู่ประเทศในอันดับต้นๆ และยังก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมาอีกมากมาย!

แต่ปัจจุบัน อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังตกอยู่ในสถานะลำบาก ถูกต่อต้านโจมตีจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั่วโลก โดยเฉพาะ “คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู)” ที่ขวบปีก่อนหน้าได้แจก “ใบเหลือง” เตือนประเทศไทยว่า อาจโดนห้ามนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมประมง

ด้วยข้อหาที่ว่าไทยไม่ปฏิบัติ หรือไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Finishing : IUU) และได้ให้เวลาประเทศไทยทำแผน และแก้ไขปัญหามาตั้งแต่ต้นปี 2558 กระตุ้นให้ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันหาหนทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อ “ปลดล็อก” จากพันธนาการดังกล่าว เพราะหากไม่สามารถแก้ไขให้ลุล่วงลงได้ ประเทศไทยอาจถูก “ใบแดง” ห้ามส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปได้

นั่นจะถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของการส่งออกสินค้าประมงของไทยในทันที!!!

ไม่เพียงแต่ “ใบเหลืองอียู” ประเทศไทยยังถูกลดเกรดจากสหรัฐอเมริกา โดยจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Tier 3 ในเรื่องของการค้ามนุษย์และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สหรัฐอเมริกาจะใช้เป็นกำแพงกีดกันสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งแน่นอนว่า แรงงานในอุตสาหกรรมประมงก็อยู่ในข่ายที่ถูก “เพ่งเล็ง” เป็นลำดับแรกอีก!

สถานการณ์ที่อุตสาหกรรมประมงไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น 1 ในกลุ่มธุรกิจที่คลุกคลีและคร่ำหวอดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้คือ บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) ในฐานะผู้ผลิตและแปรรูปปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของไทยและ “ของโลก” ที่สามารถขยับขยายกิจการจนได้รับการยอมรับในระดับสากลจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ

“ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ซึ่งเพิ่งได้รับการโหวตให้เป็น Best CEO ของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2558 และ 2559 โดยนิตยสาร Finance Asia ในฐานะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเติบโตของธุรกิจไปสู่สากลอย่างยั่งยืน ได้เปิดเวทีให้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจ” ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมประมงของไทยกำลังเผชิญอยู่ ดังนี้ :

จาก Local ผงาดสู่ Global

“ธีรพงศ์” เริ่มปูพื้นให้เห็นถึงอาณาจักร “ไทยยูเนี่ยน” ว่า ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนมีธุรกิจ และฐานการผลิตครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก จากผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งเล็กๆ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก่อนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2537 และเริ่มรุกออกไปซื้อกิจการในต่างประเทศครั้งแรก ในปี 2540

โดยได้เข้าไปลงทุนใน “ชิกเก้น ออฟเดอะซี– Chicken of the Sea แบรนด์ปลาทูน่ากระป๋องที่มี “มาร์เก็ตแชร์” ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในสหรัฐฯ ก่อนจะสยายปีกเข้าซื้อกิจการอาหารแช่แข็ง และอาหารทะเลกระป๋องทั่วโลกตามมา “ไทยยูเนี่ยน ได้วางเป้าหมายการก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2020 หรือปี 2563 ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปจะมีรายได้ถึงระดับ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (280,000 ล้านบาท) ในอีก 4 ปีข้างหน้าจากล่าสุดปี 2558 บริษัทมีรายได้กว่า 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯและปีนี้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นเป็น 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (182,000 ล้านบาท)”

“ธีรพงศ์” ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้องค์กรก้าวไปอย่างมั่นคงเมื่อประเทศไทยมีปัญหาถูกสหรัฐอเมริกาจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Tier 3 ในเรื่องของการค้ามนุษย์ และแรงงานข้ามชาติ และโดน “ใบเหลือง” กับการประมงผิดกฎหมาย (IUU) จากสหภาพยุโรป (อียู) บริษัทไทยยูเนี่ยนในฐานะที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยตรง จึงได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการแก้ไขปัญหาเพื่อผลักดันไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

เพราะอุตสาหกรรมอาหารทะเลถือเป็น 1 ในไม่กี่อุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในระดับโลก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในระดับโลกนี้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เราจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาตัวเอง “สิ่งที่ประเทศไทยกำลังทำเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่นี้ จะทำให้เราได้เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยหากเราแก้ปัญหาได้จะเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์และทัศนคติของผู้บริโภคทั่วโลกต่อผลิตภัณฑ์ประมงของประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นทำตามในอนาคต”

ชู Sea Change กลยุทธ์สู่ความยั่งยืน!

ในส่วนของ “ไทยยูเนี่ยน” เอง ก็ต้องเป็นผู้นำในการขับเคลื่อน โดยบริษัทได้เปิดตัวกลยุทธ์สู่ความยั่งยืน “Sea Change” เพื่อแสดงจุดยืนและตอบรับประเด็นปัญหาต่างๆ ในอุตสาหกรรมประมงของไทยและทั่วโลก

ทั้งนี้ กลยุทธ์ Sea Change ประกอบด้วย 4 โครงการหลักคือ 1.โครงการด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ 2.โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล 3. โครงการแรงงานที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย และ 4.โครงการดูแลชุมชน

“วันนี้ ไทยยูเนี่ยนได้สำรวจข้อมูลและความเห็นจากหลากหลายภาคส่วนในวงกว้างมากขึ้นทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ ประชาสังคม และเอ็นจีโอ โดยทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยกันสร้างแผนการทำงาน ให้สอดคล้องกับปัญหาต่างๆ เราทุกคนมีความเป็นห่วงเรื่องการทำประมงอย่างยั่งยืนทั้งในวันนี้และในอนาคต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อแหล่งอาหารทะเลของเรามาจากเรือประมงที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย และมีความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด รวมทั้งพนักงานของเราทุกคนไม่ว่าจะทำงานอยู่ที่ใดในโลก ต้องได้รับการว่าจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัย โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกระบุไว้ในกลยุทธ์ Sea Change ของเรา”

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประกาศใช้ “จรรยาบรรณธุรกิจ” และแนวปฏิบัติด้านแรงงานฉบับใหม่ “Business Ethics and Code of Conduct” โดยเชิญคู่ค้าจากทั่วโลกมารับฟังนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจและแนวปฏิบัติด้านแรงงานของเรา

โดยได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ไทยยูเนี่ยนจะไม่ร่วมดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจและแนวปฏิบัติด้านแรงงานได้ เพื่อให้แน่ใจว่า แรงงานตลอดห่วงโซ่อุปทานขององค์กรได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย”

ทำให้ช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างผู้ผลิตถึง 16 ราย เนื่องจากมีส่วนพัวพันในการบังคับใช้แรงงาน หรือขบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังลดจำนวนเรือที่ทำธุรกิจกับองค์กรจาก 2,000 ลำ เหลือเพียง 400 ลำ เพื่อให้แน่ใจว่า มีการดูแลสภาพการทำงานและวิธีการทำประมงให้ถูกต้องตามกฎหมาย!!

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ ร่วมมือกับเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) จัดอบรมเรื่องสิทธิแรงงานให้กับพนักงานแรงงานข้ามชาติของบริษัท เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจสิทธิแรงงานและสวัสดิการตามกฎหมายไทย โดยไทยยูเนี่ยนได้พิสูจน์แล้วว่า ทุกวันนี้องค์กรได้ปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติด้วยระดับมาตรฐานสิทธิและสวัสดิการแรงงานเท่าเทียมกับที่ปฏิบัติต่อแรงงานไทย!!

“ธีรพงศ์” ยังกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดหรือมีกำไรมากที่สุดไม่สามารถทำให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไร จะเป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากที่สุด ความไว้ใจ หรือ “TRUST” ในวันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากในอุตสาหกรรมอาหารทะเล

และไทยยูเนี่ยนตระหนักดีว่า จะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ก็ต่อเมื่อ มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทั้งในประเทศและทั่วโลก การดำเนินการของบริษัทจึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจขององค์กรมีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้!!

สร้างนวัตกรรมนำธุรกิจ

เมื่อถามถึงทิศทางต่อไปของไทยยูเนี่ยน “ธีรพงศ์” บอกว่า Innovation หรือนวัตกรรมคืออนาคตคือเทรนด์ของโลกธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่านวัตกรรมจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลลัพธ์กลับมา แต่เชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ด้านนวัตกรรมจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

“ธีรพงศ์” กล่าวว่า ด้วยภาวะการแข่งขันที่สูงในตลาดโลกปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยนต้องการผลักดันตัวเองออกจากตลาดที่แข่งขันด้านราคา แต่จะแข่งขันด้วยคุณค่าของสินค้า ดังนั้นจึงต้องหาสิ่งใหม่ๆที่มีคุณค่า และแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเพื่อตอบสนองผู้บริโภค

บริษัทจึงได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยนวัตกรรม Global Innovation Incubators (Gii)แห่งแรกขึ้นตั้งแต่ปี 2557 โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยอย่างมหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับการค้นคว้าวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปปลาทูน่าที่ล้ำสมัยที่สุด เพื่อนำองค์ความรู้ด้านต่างๆมาประยุกต์และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทะเลให้ก้าวหน้าขึ้นอีกระดับ โดยจะเริ่มต้นจากการเพิ่มมูลค่าให้กับผลพลอยได้ ที่ได้จากกระบวนการผลิตปลาทูน่า ซึ่งขณะนี้มีนักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติงานในศูนย์มากกว่า 70 คน และกำลังวางแผนสร้างศูนย์วิจัยนวัตกรรมแห่งใหม่ที่ใหญ่และทันสมัยมากขึ้น

“ต้องขอขอบคุณรัฐบาลอย่างมากที่สนับสนุนและเป็นผู้ผลักดันเรื่องนวัตกรรม รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไทยยูเนี่ยนพร้อมจะเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและสร้างความแตกต่างในตลาดโลกเพื่อให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในตลาดได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ น่าจะสร้างรายได้ให้บริษัทมากถึง 10% หรือราว 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (28,000 ล้านบาท) ภายในปี 2563!!!

กวาด 5 รางวัลสุดยอด

“ธีรพงศ์” ย้ำว่า สิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการมาโดยตลอดนั้นถือว่าเรามาถูกทางแล้ว การได้รับการโหวตจากผู้จัดการกองทุน นักการเงินและนักวิเคราะห์ชั้นนำในเอเชีย ที่โหวตให้เขาได้เป็น Best CEO ถึง 2 ปีซ้อน คือปี 2558-59 จากนิตยสาร Finance Asia นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า มีคนเห็นรับรู้และให้การยอมรับในสิ่งที่เขาทำ

ซึ่งในปีนี้ไม่เพียงแต่ตำแหน่ง Best CEO เท่านั้นที่ไทยยูเนี่ยนได้รับการโหวตให้คะแนนสูงสุดจากมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก เพราะบริษัทยังได้รับการโหวตได้คะแนนสูงสุด ให้เป็นบริษัทที่มีความมุ่งมั่นต่อหลักบรรษัทภิบาลยอดเยี่ยม หรือ Most Committed to Corporate Governance ซึ่ง “ธีรพงศ์” บอกว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมาก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อไทยยูเนี่ยนในการบริหารงานภายใต้หลักการมีบรรษัทภิบาลที่ดีความโปร่งใส ดูแลผู้ถือหุ้นอย่างทั่วถึง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กองทุนและนักวิเคราะห์ให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ

นอกจากนี้ ยังได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการยอดเยี่ยมหรือ Best Managed Company ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของไทยยูเนี่ยนทั้งด้านรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และการจ่ายเงินปันผล โดยปี 2558 ไทยยูเนี่ยนยังคงสามารถทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพิ่มขึ้น 19.1 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้งนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม Best at Investor Relations เป็นอีกรางวัลที่บริษัทได้รับการโหวตสูงสุดจากการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน รวดเร็ว โปร่งใส และน่าเชื่อถือกับนักลงทุน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

และอีกรางวัลที่น่าภาคภูมิใจคือ การได้รับโหวตให้เป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมยอดเยี่ยม Best Corporate Social Responsibility Award คือความตระหนักถึงการใส่ใจดูแลสังคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม!!

ถึงบรรทัดนี้แล้ว คงได้เห็นมุมมองแนวคิดและวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล และความมุ่งมั่นของ “ธีรพงศ์” และไทยยูเนี่ยน ในการทำธุรกิจที่มุ่งสู่การนำพาบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน จนสามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำและพาธุรกิจสัญชาติไทยแห่งนี้ ผงาดขึ้นไปต่อกรกับคู่แข่งบนเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ซึ่งน่าจะเป็นตัวอย่างหรือแนวทางให้ผู้ประกอบการไทยที่คิดใหญ่ได้เดินรอยตามได้ไม่มากก็น้อย!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

%d bloggers like this: