สกู๊ปพิเศษ

All posts tagged สกู๊ปพิเศษ

สกู๊ปพิเศษ : 2 นักแสดง 1 ผู้กำกับ คอนเฟิร์มความต่าง หนังผีไทย ‘พี่นาค’

Published June 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/396080

สกู๊ปพิเศษ : 2 นักแสดง 1 ผู้กำกับ คอนเฟิร์มความต่าง หนังผีไทย ‘พี่นาค’

สกู๊ปพิเศษ : 2 นักแสดง 1 ผู้กำกับ คอนเฟิร์มความต่าง หนังผีไทย ‘พี่นาค’

วันจันทร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เตรียมบาตรให้พร้อม ซ้อมวิ่งให้ไว ไปกับ “พี่นาค” ภาพยนตร์แนว Horror comedy เรื่องใหม่จากค่าย ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น ผลงานการกำกับของ ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณที่เตรียมเข้าโรงฉาย 21 กุมภาพันธ์นี้ แต่ก่อนที่จะไปพิสูจน์ความสยองขวัญสั่นขากรรไกรผู้กำกับ “ไมค์” และ 2 นักแสดงนำ ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ กับ เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ได้จับกลุ่มเม้าท์ อุ๊ปส์!! แท็กทีมมาบอกเล่าความสนุกเกริ่นนำของหนัง “พี่นาค” แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า”

ความน่าสนใจของพี่นาค

ไมค์ : เป็นหนังเกี่ยวกับนาคเรื่องแรกครับ หลังจากที่เรามีหนังเกี่ยวกับพระ เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องแรกที่พูดถึงนาค เพราะยังไม่มีเรื่องไหนที่นำเรื่องของการบวชนาคมาอยู่ในภาพยนตร์ และมาบวกกับความเป็นผี ผมว่าน่าสนใจพอสมควร และหลังจากที่เราปล่อยทีเซอร์ โปสเตอร์ใบแรกของหนังออกไป ก็ได้รับเสียงตอบรับฮือฮาพอสมควร เรียกว่าเซอร์ไพรส์พวกเราเหมือนกัน ทำให้รู้ว่าหนังของเราตอบโจทย์คนดู เพราะคงแปลกใหม่กับการที่หยิบเรื่องนาคมานำเสนอครับ

สับสนกับ “แม่นาค” และ “พี่มาก”

ไมค์ : ใช่ครับ ด้วยความที่ชื่อ“พี่นาค” ก็มีความสับสนพอสมควร ตั้งแต่เราปล่อยชื่อไป ทุกคนก็จะ เอ๊ะ…เกี่ยวกับแม่นาครึเปล่า แม้แต่ตอนไปหาโลเกชั่น ไปติดต่อ ทุกคนก็จะเข้าใจว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่นาค ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ครับ คำว่า “พี่นาค” จริงๆ มาจากเณรในเรื่อง ที่เรียก “พี่นาค” หรืออย่างผู้ใหญ่จะเรียก “พ่อนาค” ตอนแรกจะใช้คำว่า “พ่อนาค” แต่คิดว่า “พี่นาค” ดูใกล้ชิดกับคนมากกว่า เราก็เลยใช้คำว่าพี่นาค แต่ทีนี้ก็อาจจะไปพ้องกับคนที่อินกับคำว่าพี่มาก แม่นาค ก็เลยทำให้คนเขวไปในช่วงแรก จนเราต้องทำสกู๊ปออกมาว่าไม่เกี่ยว เป็นนาคที่บวชพระครับ

เรื่องลี้ลับในการทำหนังผี

ไมค์ : ถ้าในกองถ่ายจะไม่ได้เจอครับ อาจจะเป็นเพราะเราทำเกี่ยวกับพญานาค แล้วทุกวัดที่ไปจะเจอพญานาคทุกที่ โบสถ์จะเป็นนาคปรก ทีมงานก็จะไหว้ตลอด สวดมนต์ตลอด บอกกล่าวทุกที่ที่เราไป เพราะทุกที่แรงแน่นอน เราเลือกไปถ่ายวัดป่าจริงๆ ที่มีสุสาน มีหลุมฝังศพเยอะมาก เราก็เชื่อว่าถ้าเรามาทำงานแล้วเราไม่ได้ขอ ก็อาจจะไม่รอด เราก็จะขอทุกครั้ง ทำให้ถ่ายทำไปได้ด้วยดี แต่ถ้าจะเจอก็เจอข้างนอก คือในโรงแรมที่เราไปพัก เขาก็จะตามไป เพราะทุกครั้งก่อนออกกองผมจะสวดมนต์ทุกครั้ง แล้วก็แผ่เมตตาให้เขาก่อน แต่มีอยู่วันหนึ่งผมไม่ได้สวด เพราะว่าผมไปถึงเย็น ผมก็ไปสวดที่โรงแรม เขาก็จะตามไปรับที่โรงแรม ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าเขามารับ จริงๆ ผมไม่ได้เป็นคนมีเซ้นต์เรื่องนี้ แต่เราเชื่อไว้ก่อน เพราะว่าเราทำเรื่องของพญานาค เหมือนเราทำประวัติของท่าน ย้อนกลับไปช่วงพุทธกาลมีพญานาคเข้ามาเกี่ยว ผมก็ต้องให้ความเคารพ และที่สำคัญ คือโลเกชั่นที่ถ่ายเป็นป่าช้าด้วย เราก็เลยมีความเชื่อ และเชื่อว่าเขาได้รับจริงๆ การถ่ายทำเรื่องนี้จึงไม่ได้เจออุปสรรคอะไรครับ ส่วนของนักแสดงก็จะมีบ้าง อย่างพี่เอ้-ชุติมา ซึ่งเขาสายมูอยู่แล้ว ก็จะสัมผัสง่าย แต่เขามาดีครับ ทำให้การทำงานราบรื่นทุกอย่าง

โลเกชั่นหลัก

ไมค์ : วัดปลักไม้ลาย ที่นครปฐม เป็นโลเกชั่นหลักเลยครับ และมีทั้งที่นครนายก จันทบุรี ไปหลายที่ครับ เพื่อรวมกันให้เป็นวัดเดียว(หัวเราะ)

ทีมนักแสดง

ไมค์ : ถ้าเริ่มจากการแคส 3 ตัวแสดงหลัก ตัวพระเอก คือ “โหน่ง” โหน่งเขาจะเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบวช หัวแข็ง มีความเป็นผู้ชายสูง เราเลยอยากได้คนที่แมน เพราะเขาต้องมีเพื่อนอีกสองคนเป็นตุ๊ด ซึ่งต้องคอนทาสต์กันมากๆ คือมีความแมน ไม่เชื่อเรื่องผี เรื่องโชคชะตา แต่ตัวเขาจะเจอเรื่องของเบญจเพสเลิกกับแฟน ตกงาน หรือแม้แต่เพื่อนเสียชีวิต แต่ก็ยังไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องที่ต้องไปบวช แล้วแก้ไขได้ เราก็มองหาว่าใครที่จะเป็นโหน่ง ซึ่งไฟว์สตาร์ให้โจทย์มาว่า ต้อง Change ไปเลย เป็นคนที่คนไม่เชื่อว่าจะเล่นบทอย่างนี้ แต่พอได้ออกัส(ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์)มาเราก็เชื่อว่าถ้าเขาเล่นได้ คือ Change แน่ เพราะว่าภาพแรก ผมเห็นงานเก่าเขาอย่าง U-Prince Series เห็นความเป็นคุณชายหน้ามาแบบเจ้าชายมาก เราก็เคาะลองเรียกเขามาแคส และพอให้เขาลองเล่นบททะเลาะกับพ่อ แล้วอินเนอร์เกิด ผมเลยรู้สึกว่าตัวจริงเขาต้องไม่ใช่ในซีรี่ส์ และพอแคสเสร็จ ผมก็บอกเขาเลยว่าเป็นโหน่งให้พี่นะ ตอนแรกผู้ใหญ่ก็ไม่แน่ใจ แต่พอผู้ใหญ่เห็นเทปที่แคสออกัสก็โอเค เขาทำได้

มาถึง “บอลลูน” คาแรคเตอร์จะเป็นกะเทยบ้านๆ ปากจัดๆ ปากกับใจตรงกัน แล้วทีมงานก็ส่งเอม (เอม ตามใจตุ๊ด) มา แล้วเราเห็นไลฟ์สไตล์ของเอม เรารู้สึกว่าสนุก เป็นคนจริงใจ เราก็อยากได้ เพราะบอลลูนก็เป็นแบบนี้คิดอะไรก็พูด เราเลยเรียกเอมมาแคส แล้วความที่เขาเป็น เอม ตามใจตุ๊ด ทุกอย่างมันเข้ากันได้ดีมาก เขาไม่ใช่นักแสดง มาเล่นเรื่องแรก เราก็เลยบอกให้เป็นบอลลูน ในแบบฉบับของเอมเลย ไม่ต้องไปกังวลอะไรกับมัน ให้เขาครีเอตเองเลย เพราะคนชอบในความเป็นตัวตนของเขาอยู่แล้ว เราก็เลยเอาตรงนั้นมาอยู่ในหนัง แค่ขยับไปในสถานการณ์ที่เราสร้างขึ้น

อีกคนคือเฟิรส์ เราได้ เจมส์ (ภูวดล เวชวงศา) มาแสดง ผมร่วมงานกับน้องมาพอสมควร ก่อนหน้านี้ก็ “มอญซ่อนผี” ผมเลยบอกเขาว่าเจมส์ลองเปลี่ยนไหม จากเป็นวัยรุ่น ต่างด้าวในหนังเรื่องอื่น ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นอะไรที่คนไม่เชื่อว่าเจมส์จะเป็น เรื่องนี้ก็เลยลองมาเป็นตุ๊ดดู แต่ความยากของเจมส์ คือทำยังไงก็ได้ให้คนดูเชื่อว่าเจมส์เป็นเพื่อนเอม ตามใจตุ๊ดเพราะถ้าเจมส์ไปไม่ถึง ก็จะโดนกลบทันที เพราะเอมเขาของแท้ คุณเป็น mirror (หัวเราะ) แต่ช่วงแรกๆ ก็จะยากหน่อย เพราะการที่เราจับผู้ชายมาเป็นตุ๊ด เขาก็จะคลำทางว่าจะไปเลเวลไหนดี เจมส์ก็จะทำการบ้านหนักเลย เพื่อเป็นคู่ซี้เอม แต่ที่สุดแล้วเขาก็ทำได้ และทำได้ดีด้วย

มาถึง จุ๋ย นางเอกซึ่งเราได้ พลอยชมพู(ญานนีน ภารวี ไวเกล) มา ในบทเขาต้องร้องไห้เยอะ เพราะเขาจะถูกเซตไม่ให้ตลก ต้องเป็นคนที่พูดแค่คำสองคำแล้วทำให้โหน่งสะดุดได้ มีส่วนสำคัญมากๆ ที่จะทำให้โหน่งคิดที่จะบวช เราก็เอาน้องพลอยมาแคส และมาเล่นซีนร้องไห้เลย ผมลองของน้องเขาด้วยแหละ(หัวเราะ) เพราะความเป็นพลอยชมพูผ่านพี่วิศิษฏ์มา (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง-ผู้กำกับเรื่อง รุ่นพี่) ต้องให้เครดิตพี่วิศิษฏ์เลยครับ เพราะพลอยตีความเองในวันที่แคส แล้วออกมาเป็นจุ๋ยได้ถึง 70-80% เขาเก่งมากครับ

และถึงตัวละครสำคัญ ตัวแมสเลยคือ พี่นาค ตอนนั้นหายากครับ เพราะพี่นาคจะไม่เล่นเยอะ แต่มีพลังมาก หนังเล่าถึงเขาในแบบปริศนา เราก็พยายามหานักแสดง แล้วชิน (ชินวุฒ อินทรคูสิน) เขาเคยทำงานกับไฟว์สตาร์มาแล้ว ก็เลยลองดูไหม แล้วผมเคยแฮปปี้ประทับใจเขาตอน “ทองสุก” ชินเขาเป็นคนที่เป๊ะมาก ก็เลยลองคุยกับเขา และเขาโอเค ซึ่งพี่นาคต้องมีพลัง ทั้งเรื่องมีผีสำคัญแค่ตัวเดียวเพราะฉะนั้นต้องคุมทั้งเรื่อง พอได้ชินมาเราแฮปปี้แล้วครับ เขาคุมมันอยู่ในความเป็นพี่นาคเลย แม้แต่เสียงในหนัง เขาก็ครีเอตเป็นเสียงพี่นาคโดยเฉพาะ ด้วยความที่เขาเป็นนักร้องและก็เป็นนักพากย์ พอกับพี่นาค เขาบอกเสียงนี้ผมให้พี่เลย เสียงพี่นาคเป็นแบบนี้ ผมฟังแล้วขนลุก เพราะเสียงเท่ และดูมีพลังมาก

ความรู้สึกของ “ออกัส”

ออกัส : วินาทีแรกที่รู้ว่าได้เป็นโหน่ง ผมดีใจมากครับ เพราะถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของผมด้วย ตั้งใจมาก อยากทำให้ดีที่สุด เพราะชอบตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วครับ “พี่นาค” แล้วได้มาเจอพี่ไมค์ ผู้กำกับที่น่ารักมากๆ คุยกันถูกคอ คอนเนคกันติด แล้วผมเล่นละครมาก่อนพีเรียดด้วย ก็จะติดพูดชัด แต่หนังมีความเป็นธรรมชาติสูง ผมก็จะติดพูดชัดเกินไปก็ต้องพยายามปรับครับ แล้วบรรยากาศในกองมันน่าตื่นเต้นตั้งแต่ขับรถไปที่กองวันแรกแล้วครับ ไปที่นครปฐม ทางเข้าก็คือน่ากลัวแล้ว ต้องเข้าไปในป่า ที่แต่งหน้าก็คือเป็นเมรุเผาศพ แล้วต้องเดินเข้าไปในป่าอีก เพื่อเข้าซีนถ่ายทำ ตรงนั้นก็จะมีหลุมฝังศพอยู่ ทุกอย่างจริงหมดเลยครับ ถึงผมจะเป็นคนไม่กลัวผี แต่เจอแบบนี้ก็หวั่นๆ นิดนึงครับ(หัวเราะ) เวลาเราเหนื่อย เราเมื่อย จะไปเท้าแขน ก็อุ่ย…ไม่ได้ๆ บรรยากาศน่ากลัวจริงๆ …กับนักแสดงร่วม ตอนเวิร์กช็อปด้วยกันแรกๆ ยังรู้สึกว่าพี่เจมส์ไม่ได้ปล่อยมาเต็มที่ แต่พอเข้าซีนด้วยกัน เชื่อจริงๆเลยว่าพี่เจมส์เป็น ด้วยสายตา ด้วยทุกอย่าง ยอมรับว่าพี่เจมส์เก่งมาก(หัวเราะ) กลัวว่าเขาจะกินเราจริงๆ (หัวเราะ)

การปรับลุคครั้งสำคัญของ “เจมส์”

เจมส์ : ตอนที่รู้ว่าต้องเล่นบทตุ๊ดคิดไม่ออกเลยครับ ว่าต้องวางตัวเองยังไง ไปในทางไหน ตอนแรกก็วางคาแร็กเตอร์อีกแบบหนึ่ง คือเล่นใหญ่ไปเลย แต่พอไปผสมรวมกันสามคน ไม่เข้ากัน ผมก็เลยต้องปรับอีกแบบ เพราะกะเทยจริงๆ เขาไม่ได้เล่นใหญ่ขนาดนั้น แล้วตัวเฟิร์สจะเรีบยร้อยหน่อย ก็เลยต้องปรับกันหลายรอบพอสมควรครับ (ออกัส :ก็เลยต้องลองไปกินผู้ชายดู) ใช่ครับ เอ้ย!! ไม่ใช่ (ไมค์ : ด้วยความที่เอมมาเต็ม ถ้าเจมส์จะมาเบาๆ ก็จะดับ ซึ่งต้องให้เครดิตเจมส์ เพราะเขาไปปรับวิธีเล่นเอง แล้วมันสนุกขึ้น) ช่วง 2 เดือนที่ถ่ายทำ ผมจะติดท่าทางมาหมดเลย แล้วรู้สึกว่าการเป็นเพศที่สาม เป็นกะเทยเนี่ยใช้ชีวิตง่าย แล้วสนุกกว่าผู้ชาย (หัวเราะ) อย่างผู้ชายนั่งก็ต้องมีนิดนึง แต่กะเทยเขาปล่อยหมด สบายดีครับ (ไมค์ : คุณโจ๊กผู้บริหารไฟว์สตาร์ เขาเห็นว่าอยู่ในกองเจมส์จะนั่งไขว่ห้าง คือเขาติดมาไม่รู้ตัว เพราะเล่นแล้วอิน คุณโจ๊กก็เดินมาบอกผมว่าปิดกล้องแล้วเอาเขากลับมาเป็นเหมือนเดิมด้วยนะ)

ไฟว์สตาร์ทำหนังผีอีกแล้ว

ไมค์ : ไฟว์สตาร์ทำหนังผีมาเยอะ แต่หนังผีทุกเรื่องก็จะแตกต่างกันออกไปครับในแต่ละหมวดของผี ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องนี้แปลกแตกต่างแน่นอน ผมกล้าพูดคำนี้ เพราะเห็นจากกระแสที่ตอบรับกับทีเซอร์ตัวอย่างหนังที่ออกมาครับ ทุกคนชื่นชอบในความแปลกและไฟว์สตาร์ก็พยายามสร้างความต่าง ให้คนเห็นว่ามีอะไรใหม่ๆ ในความเป็นผีไทย และผลตอบรับจากต่างประเทศก็ดีมากๆ มีหลายประเทศที่ซื้อไปฉายแล้ว เราก็รู้สึกว่าตรงนี้ตอบโจทย์ ทั้งโปสเตอร์ ทีเซอร์ ทำงานของมันแล้ว ก็เหลือแต่ในหนังที่เราพยายามทำให้ดีที่สุดครับ

วิชวลเอฟเฟกท์ในส่วนของพญานาค

ไมค์ : เรื่องนี้พูดถึงพญานาค เราก็ได้ปั้นพญานาคขึ้นมา แต่ด้วยความที่คนไทยเห็นพญานาคมาบ้างแล้ว จากบางเรื่อง เราก็ต้องมาตีโจทย์ว่าอยากให้พญานาคออกมาแบบไหน ซึ่งผมมั่นใจว่าพญานาคของผม ไม่เหมือนกับที่ไหน แต่ความที่ไม่เหมือน ไม่ได้หมายความว่าของใครผิด ของใครถูกนะครับ แต่ผมตีความจากสิ่งที่เกิดขึ้นในพุทธกาล เราอาจจะตีความต่างออกไปเท่านั้นเองครับ การสร้างแอนิเมชั่นพญานาคขึ้นมา ก็เป็นโจทย์หนึ่งที่เตรียมใจไว้แล้วเหมือนกัน คนดูอาจจะบอกว่าพญานาคไม่ใช่แบบนั้นรึเปล่า 21 กุมภาพันธ์นี้ก็อยากให้ลองชมกันดูครับ แล้วแสดงความคิดเห็นกัน ผมพร้อมรับทุกคำติชมครับ

21 กุมภาพันธ์นี้ ได้เวลาพิสูจน์อีกหนึ่งเรื่องราวของหนังผีไทย ที่จะทำให้คุณขากรรไกรค้างกันค่ะ

กัลลัตตา

เจมส์-ภูวดล เวชวงศา

เจมส์-ภูวดล เวชวงศา

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ

ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ

ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์

ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์
Advertisements

สกู๊ปพิเศษ : ผู้จัดไฟแรง‘ยังเติร์ก’คหบดี กัลย์จาฤก กับบทบาทใหม่ภายใต้‘บริษัท ดราเมจิก จำกัด’

Published June 7, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/392760

สกู๊ปพิเศษ : ผู้จัดไฟแรง‘ยังเติร์ก’คหบดี กัลย์จาฤก กับบทบาทใหม่ภายใต้‘บริษัท ดราเมจิก จำกัด’

สกู๊ปพิเศษ : ผู้จัดไฟแรง‘ยังเติร์ก’คหบดี กัลย์จาฤก กับบทบาทใหม่ภายใต้‘บริษัท ดราเมจิก จำกัด’

วันเสาร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านประสบการณ์การเป็นนักแสดงและใช้ชีวิตอยู่เบื้องหลังในกองถ่ายมานับไม่ถ้วน สำหรับผู้บริหารและผู้ผลิตรุ่นใหม่ไฟแรง “ยังเติร์ก”(คหบดี กัลย์จาฤก) เจนเนอเรชั่น 3 แห่งตระกูล“กัลย์จาฤก” ลูกไม้ใต้ต้นของคุณพ่อ “ต๊ะ” นิรัตติศัยกัลย์จาฤก ที่เปิดตัวในฐานะผู้บริหารควบตำแหน่งผู้จัดภายใต้สังกัด “บริษัท ดราเมจิก จำกัด” ส่งละครเรื่อง “สารวัตรใหญ่” เป็นเรื่องแรกชิมลางสู่จอ 7 สี ซึ่งเพียงแค่เปิดตัวตอนแรกก็เรียกเรตติ้งพุ่งทะยานถึง 6.9 ได้อย่างงดงามและสมความภาคภูมิจนทำเอาเจ้าตัวถึงกับยิ้มไม่หุบ ล่าสุด “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้มีโอกาสพิเศษสัมภาณ์ผู้จัดไฟแรง “ยังเติร์ก” คหบดี พร้อมทั้งล้วงลึกเปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆ และไขปริศนาคำถามคาใจใครหลายคนว่าเหตุใดจึงแยกตัวออกมาจาก “บริษัทป๊าสั่งย่าสอน” กับความคาดหวังความกดดันภายใต้“ดราเมจิก”

l ‘ดราเมจิก’ เป็นบริษัทลูก ‘ป๊าสั่งย่าสอน’

เรียกว่าเป็นเครือเดียวกันแล้วกันครับพี่ก็ดูแลอีกบริษัทน้องชายก็ดูแลอีกบริษัท ตัวของน้องชาย (จูปีเตอร์-รฤกฤกษ์ กัลย์จาฤก) เขาก็ทำทั้งหน้าที่ผู้จัดและผู้กำกับ ของผมเองทำหน้าที่เป็นผู้จัดละครอย่างเดียวครับ

l แยกตัวออกมาเพราะมีปัญหากับน้องชาย?

ไม่มีแน่นอนเพียงแต่ว่าเราสองคนโตแล้วและรู้สึกว่าอยากใช้ความเป็นตัวเองในการบริหารงานมากกว่า สไตล์ของเราทั้งคู่ไม่เหมือนกันแม้ลายเส้นค่อนข้างจะใกล้เคียงกันก็ตาม ข้อดีคือบางครั้งเราผลิตละครให้ช่อง 7 ละครพี่ชายออกต้นปีน้องชายออกท้ายปีแบ่งกันผลิตจะได้ช่วยๆ กัน (ยิ้ม)

l ผลงานการผลิตและคาแร็กเตอร์มีความแตกต่าง?

จริงๆ ทางผมเองกำลังมีโปรเจกท์ใหญ่ที่จะทำในปีนี้ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ ปีนี้คนจะได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองบริษัทนี้ ของจูปีเตอร์จะเน้นหนักในเรื่องของโปรดักชั่นทั้งภาพยนตร์และละครที่เกี่ยวข้องกับความจริง หรือบู๊จัดจ้าน ฝั่งดราเมจิกก็มีความบู๊จัดจ้านแต่ผสมผสานความโรแมนติกคอเมดี้เข้าไปด้วย ในปีนี้คนจะเห็นความแตกต่างชัดเจนของสองพี่น้องที่สร้างคาแร็กเตอร์ของบริษัทขึ้นมาใหม่

ถ้านึกถึง ‘ป๊าสั่งย่าสอน’ คือโปรดักชั่นใหญ่ แล้ว ‘ดราเมจิก’ จะนึกถึงอะไร?

ดราเมจิก ผมอยากให้มองว่าเป็นนักมายากลมากกว่า dramagic magic beyond imagination ผมทำบริษัทขึ้นมาเพื่ออยากให้มีความตื่นเต้นเซอร์ไพรส์หลายๆ อย่างเกิดขึ้น ดราเมจิกก็คือแอ๊กชั่นผสมผสานรักโรแมนติกคอเมดี้ที่มีความกลมกล่อมอยู่ในละครหนึ่งเรื่องอาจจะบู๊ 60% มีฉากกุ๊กกิ๊กมาด้วย 40% พยายามทำให้กลมกล่อมครับ

l เมื่อแยกบริษัทออกมาทำให้มีความกดดันแค่ไหน?

ผมโชคดีที่มีคุณพ่อ (ต๊ะ-นิรัตติศัย กัลย์จาฤก) เป็นที่ปรึกษาให้ตลอด แม้ว่าตอนทำงานด้วยกันผมเป็นผู้จัดก็จริง น้องชายมาช่วยกำกับแต่ว่าทีมงานของเราก็ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนตลอดเวลา ฉะนั้นการแยกบริษัทออกไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อยหรือยาก เราสามารถสร้างคาแร็กเตอร์ให้กับสิ่งที่เราต้องการ เพียงแต่มันท้าทาย รู้สึกกดดันจากคนรอบๆ ว่าเราต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ที่ชื่อบริษัทเป็นภาษาอังกฤษเพราะบริษัทกำลังขยายงานไปต่างประเทศเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่สามารถพูดได้ เน้นหนักในเรื่องของการทำงานกับต่างประเทศ ส่วนตัวผมเองอยากร่วมงานกับต่างประเทศ ป๊าสั่งย่าสอนต่างประเทศอาจจะออกเสียงยาก อีกอย่างน้อยชายของผมอาจไม่สะดวก

l เปิดตัว‘สารวัตรใหญ่’เป็นเรื่องแรกเรตติ้งพุ่งถึง 6.9?

สารวัตรใหญ่ เราปิดกล้องมาได้ประมาณ1 ปี แล้วก็คุยกับทางช่องเพื่อจะหาเวลาลงมานานมาก ตอนที่ทำครั้งแรกรู้ว่าทางช่องอนุมัติปั๊บ สารวัตรใหญ่คุณพ่อเคยทำเอาไว้ฉายไม่จบเมื่อ 25 ปีที่แล้ว พ.ศ.2537 คือโซเชียลมีเดียยังไม่มี การควบคุมสื่ออยู่ที่ทีวี.ทั้งหมด ฉะนั้นพอนำเสนอในมุมมืดถึงแม้เป็นละครหรือบทประพันธ์ก็ตามเขาก็ดูว่าคุณนำเสนอตำรวจในทิศทางที่ไม่ดีหรือเปล่า พอออนแอร์ตอนแรกก็ลุ้นเป็นการเปิดตัวดราเมจิกเรื่องแรกด้วย พอเข้าไปดูไลฟ์ก็ลุ้นว่าคนดูจะถึงหนึ่งหมื่นหรือเปล่าถ้าถึงหมื่นถือว่าเยอะมากสำหรับละครช่อง 7 ที่มีการไลฟ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่ากระแสตอบรับมันดีมาก ทุกคนดีใจกันหมด คุณพ่อเองก็ปลื้มที่ลูกชายสามารถดูแลทีมงานแล้วทำให้ละครเรตติ้งขึ้นมาขนาดนี้ได้ ในตอนเช้าเรตติ้งออกมา 6.9 มันเกินกว่าที่คาดไว้มาก ผมคิดว่าสัก 4.9-5 ก็ดีใจแล้วอย่าต่ำกว่านี้เลย ทุกคนก็มาแสดงความยินดีแล้วผมเองก็รู้สึกดีใจที่มีทีมงานที่ดีสามารถทำงานแล้วทำให้เรตติ้งสูงได้ขนาดนี้

l คิดว่าอะไรทำให้เราประสบความสำเร็จจากละครเรื่องนี้?

หลายๆ องค์ประกอบ หนึ่งในองค์ประกอบคือนักแสดง คนที่จะมาเป็นสารวัตรใหญ่คือเป็นเหมือนซูเปอร์ฮีโร่คนหนึ่ง ไม่ใช่จะเอาใครมาเล่นก็ได้รับบทเป็นตำรวจต้องมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้เรื่องกฎหมายและการจะเข้ามาเป็นตำรวจหรือเปล่า ในหัวของผมมีแค่ “พี่เอส” (กันตพงศ์บำรุงรักษ์) ผมไม่เคยได้ร่วมงานแต่ได้ไปดูและศึกษางานของเขา ตอนแรกเจ้าตัวก็คงไม่รู้คิดว่าคุณพ่อเป็นคนเลือก วันแรกที่ได้คุยกันเขาก็เล่าว่าที่บ้านทำงานในลักษณะนี้ พื้นฐานชีวิตและการพูดการจาผมรู้แล้วว่า ต้องคนนี้แหละ สารวัตรใหญ่ ซึ่งนักแสดงคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดี “บทประพันธ์ของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากดูละครน้ำดีที่สามารถพูดถึงสังคมและตีแผ่ส่วนหนึ่งได้ แต่ไม่ได้จะบอกว่าวงการสีกากีไม่ดีเราเพียงต้องการเชิดชูตำรวจน้ำดีที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่

l ‘สารวัตรใหญ่’ออกมาถูกจังหวะ?

ผมคิดว่าถูกจังหวะ อย่างแรกคือต้นปีด้วยแล้วเชื่อว่าคนไทยมองหาฮีโร่คนใหม่แม้เป็นฮีโร่ที่มาจากละครที่ส่งเสริมให้คนคิดดีทำดี เปิดตัวแฮปปี้แต่ก็ลุ้นว่าละครเรื่องนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน คุณพ่อทำไว้ไม่สามารถออกอากาศได้ทั้งหมด ผมอยากจะสานต่อในสิ่งที่คุณพ่อเคยทำเอาไว้ และอยากจะทำละครให้ที่บ้านให้ตระกูลกัลย์จาฤกภูมิใจ หรือให้ผู้ใหญ่ทางช่องภูมิใจว่าเด็กสมัยใหม่สามารถทำละครที่ให้ทุกคนดูอย่างมีความสุขดีต่อสังคม ผมโชคดีที่ได้ผู้กำกับ “พี่สโนวี่” (พลชย เมธา) เป็นคู่คิดที่ดี และมีทัศนคติในการทำงานที่ดี

l ยุคสมัยของละครไทยเปลี่ยนไป และช่องทางการรับชมที่มากขึ้น

เอาตามตรงไม่อ้อมค้อมและพูดให้ดูดี รู้สึกหนักใจในการที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทเราเองก็คุยกับผู้ใหญ่และคุณพ่อ อธิบายให้เขาฟังเยอะเลยว่าพฤติกรรมของคนดูมันเปลี่ยนไป เนื้อหาคอนเทนท์มันส่งผลโดยตรงจากละครที่เมื่อก่อนจะเห็นว่าเรตติ้งขึ้นถึง 10 ทุกวันนี้เป็นไปได้น้อยมากจะมีสักกี่เรื่องที่ทำแตะได้สองตัวเอง เอาแค่ 5 ก็ดีใจแล้ว ไม่สามารถทำละครยืดเยื้อได้อีกบางครั้งละครดีแต่ไม่มีคนดู ผู้ผลิตอย่างผมค่อนข้างหนักใจ ทุกอย่างต้องฉับไวไปไปหมดเลยแม้กระทั่งการตัดต่อ เราต้องทำคอนเทนท์ทำละครที่ชัดเจนเพื่อให้คนเลือกที่จะดูเราคู่แข่งเยอะไม่ได้มีช่องทางน้อยเหมือนเมื่อก่อน เป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผมแต่ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าผลิตงานออกมาแล้วไม่มีคนดูก็เสียดายเหมือนกัน ฉะนั้นต้องทำการบ้านการผลิตละครแต่ละเรื่องจะยืดเยื้อไม่ได้ ค่อยๆ ปรับและพัฒนาไปทีละขั้นต้องทำให้คนหลายๆกลุ่มพอใจในงานของเรา

l หลังจากนี้ ‘ดราเมจิก’ มีการวางแผนในอนาคตไว้อย่างไร?

ปีนี้มีจะเปิดตัวดราเมจิกที่เป็นโปรเจกท์ใหญ่ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ขอพูดรายละเอียดแต่ปีนี้คนจะได้เห็นการเปิดตัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเตรียมมาเพื่อบริษัทนี้ไม่ใช่แค่จะก้าวในประเทศไทยแต่จะออกไปสู่ต่างประเทศ มีมากกว่าละครเร็วๆ นี้ แต่จะมีอะไรบ้างก็อยากให้ทุกคนรอ ในปีนี้จะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นเรื่องละครเราอยู่กับช่อง 7 อยู่แล้ว แต่เราจะมีโปรเจกท์อื่นที่ร่วมกับต่างประเทศ ต้องรอดู ไม่แย้มแน่นอนครับอยากให้รอดูทีเดียว (ยิ้ม)

สกู๊ปพิเศษ : จุดเช็คอิน ‘คนมายา’ ปีใหม่อยู่ไหน?

Published May 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386021

สกู๊ปพิเศษ : จุดเช็คอิน ‘คนมายา’ ปีใหม่อยู่ไหน?

สกู๊ปพิเศษ : จุดเช็คอิน ‘คนมายา’ ปีใหม่อยู่ไหน?

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

 

พุฒิชัย เกษตรสิน “ปีใหม่ปีนี้ผมเคานท์ดาวน์อยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ครับ แล้วหลังจากนั้นถึงจะไปฮันนีมูนกับคุณภรรยา ที่อังกฤษ สเปน และก็โปรตุเกส ไปกับพี่เป้-วิศวะ, คิริน และก็เพื่อนอีก 2 คนครับ ถือโอกาสไปเที่ยว แล้วก็ไปถ่ายคลิปลง เยอะทีวี. ในยูทูบด้วยครับ ไปกัน 15 วัน ไปยาวเลย(หัวเราะ) แล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ (ไม่ได้จะไปปั๊บทายาทใช่ไหมคะ?) ก็คิดว่าอยู่ในแพลนด้วยครับผม”

 

อั๋น-ภูวนาท “ปีใหม่ปีนี้เกือบจะเป็นปีใหม่ปีแรก ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยงานก็ไม่รับ เพราะอยากอยู่กับครอบครัว เพราะปกติไม่เคยได้พักเลย ก็งั้นพักละกัน แต่จะมีเดินทางก็คือไปเที่ยวก่อนปีใหม่ กับหลังปีใหม่ ก่อนปีใหม่ก็คือไปฮ่องกงมาเก๊าครับ เพราะว่าลูกไปได้ แล้วหลังปีใหม่ก็จะไปญี่ปุ่น ไปกันทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูก ตัวติดกันหมด แล้วไม่ใช่แค่ 3 นะ ต้องเอาพี่เลี้ยงไปด้วย ทุกอย่างเปลืองไปหมด(หัวเราะ) ตั๋วเครื่องบินจากเดิม 2 กลายเป็น 4 ห้องก็ต้องเป็น 2 ห้องโอ้ยยย นี่บ่นนะเนี่ย(หัวเราะ) ในขณะที่ผมมีแค่เสียง โอ้ย ขอให้ดูหน้าพุฒพุฒบอกลืมคิดไปเลย คิดถึงแต่ตอนผลิตอย่างเดี่ยว”

 

เด่นคุณ งามเนตร “ผมไปเที่ยวก่อนปีใหม่มาแล้วครับ ไปเชียงใหม่เมื่อช่วงคริสต์มาส ไปเอาบรรยากาศ แล้วพอถึงปีใหม่ก็กลับมากรุงเทพฯ อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ไปสวดมนต์ข้ามปีกันครับ”

 

แม็ค-ปวิช “ไม่มีแพลนไปเที่ยวไหนเลยครับ ไม่ทำงานด้วย อยู่บ้านเฉยๆ ครับ(หัวเราะ) กรุงเทพฯโล่งดีครับ ไปไหน
ก็แย่งกันกิน แย่งกันใช้ พักผ่อนอยู่บ้านดีกว่าครับ”

 

ลลินา-ชูเอทท์ “ปีใหม่ไม่ได้ไปไหนเลยค่ะ ต้องซ้อมควงคทา ของมหา’ลัยค่ะ (จุฬาฯคทากร) ใช้พลังยิ่งกว่าถ่ายละครอีกค่ะ เพราะงานจะมีวันที่ 9 กุมภาฯ ก็ต้องซ้อมให้แม่นที่สุดค่ะปล่อยคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวค่ะ หนูอยู่กรุงเทพฯ(หัวเราะ)”

 

มิว-ลักษณ์นารา “ปีใหม่อยู่บ้านค่ะ (หัวเราะ) ไม่อยากออกไปแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว คนเยอะมากเลย เราไป
ทีหลังดีกว่าค่ะ ให้คนอื่นเขาไปเที่ยวก่อน ถ้าไปส่วนใหญ่ก็จะขึ้นเหนือ ไปบ้านคุณพ่อที่จังหวัดน่านค่ะ หนีขึ้นดอยไปอยู่บนดอยค่ะ”

 

ดีเจอาทซ์-อรอานิชญ์ “เดินสายทำบุญค่ะ คิดว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดีของดิฉัน เพราะว่าปีหน้าเป็นปีชงค่ะ(หัวเราะ) ก็เลยตั้งใจว่าจะทำบุญค่ะ แต่พอดีไม่ได้เป็นสายมู เขามีอันไหนมา ก็ไปตามนั้นเลยค่ะ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่เลยค่ะ(หัวเราะ)”

 

ดีเจโก-โกเมน “ของผมปีใหม่ไม่ค่อยไปไหนอยู่แล้วครับ เพราะว่าราคาแพง ไปแล้วก็ไปแย่งกันกิน ปกติผมไม่ค่อยนั่งเครื่องบินด้วย ใช้เป็นรถทัวร์อะไรไปเพราะปกติผมไม่ค่อยชอบเที่ยวที่คนเยอะๆ อยู่แล้วด้วย จะไปเที่ยวช่วงโลซีซั่น มีแพลนอีกทีก็ช่วงปลายกุมภาฯ เลยครับสไตล์การเที่ยวก็ถูกไว้ก่อน แล้วก็ธรรมชาติ ไปอะไรก็ได้ ขอที่อากาศเย็น”

 

อองตวน ปินโต “ไปฝรั่งเศสครับกลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว เพราะว่าชิป (ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์ แฟนสาว)ยังไม่ค่อยได้ไป ก็เลยอยากพาไปไปตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสครับ ประมาณ 10 วัน แล้วก็ถือโอกาสพาชิปเที่ยวด้วย ปกติปีหนึ่ง ผมจะแพลนไปเที่ยวด้วยกัน 2-3 ครั้งต่อปี เพื่อให้เวลาตัวเองได้พักผ่อน ปี’62 นี้ ผมคิดว่าเมืองไทยมีที่สวยๆ อีกเยอะ ที่เรายังไม่เคยได้ไป ก็เลยคิดว่าน่าจะเที่ยวในเมืองไทยกันมากกว่า อยากไปภูเก็ต กระบี่ เชียงราย คือผมอาจจะเคยไปแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ไปด้วยกัน ก็เลยอยากไปด้วยกันครับ”

 

พลอยชมพู-จนีน ไวเกล “ปีใหม่ไปพัทยา ที่แหลมบาลีฮายค่ะ เป็นงานเคานท์ดาวน์ของ โมโนมิวสิค ทำงานข้ามปีไปเลย ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ไปทำงานวันเคานท์ดาวน์ค่ะ สำหรับงานเพลง ตอนนี้ก็หมดสัญญากับค่ายเก่าไปแล้ว ก็จะได้อิสระทำงานร่วมกับค่ายโน้นค่านี้ค่ะ ประมาณต้นเดือนมกราคม ก็จะมีโปรเจกท์ใหม่กับทางโมโนมิวสิค เป็นเพลงฟีทเจอริ่งกับพี่ปั๊ปปา เพลงเร็ว สนุกๆ อยากให้รอฟังกัน ปีหน้าจะเน้นงานเพลงค่อนข้างเยอะค่ะ เพลงไทยที่เสร็จแล้วตอนนี้มี3 เพลง ฟีทเจอริ่งหมดเลยค่ะ และก็จะมีสเปเชียลซิงเกิ้ล รวมถึงเพลงสากลจะมีออกมาอีก 2 เพลง และปลายปีจะมีอัลบั้มเพลงสากลกับทางยูนิเวอร์แซล มิวสิค สิงคโปร์ค่ะ เขาจะดูแลในส่วนของเอเชียให้หมดเลยค่ะ ส่วนของงานแสดงเพิ่งถ่ายซีรี่ส์ “ฝันให้สุด DRAM TEEN” เพิ่งจบไปค่ะ ของช่องไทยพีบีเอส และจะมีหนังเรื่อง “พี่นาค” ของค่ายไฟว์สตาร์ฯให้ชมกัน วันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ค่ะ ตื่นเต้นเหมือนกันค่ะ เพราะโปสเตอร์แรกเพิ่งออกมา แล้วคนแชร์เยอะมาก ขนาดยังไม่ได้เห็นนักแสดงคนอื่นๆ เลย ตกใจมาก ปลื้มเหมือนกัน รอลุ้นว่ากระแสวันจริงจะเป็นยังไงค่ะ”

สกู๊ปพิเศษ : 4 บทบาทชีวิต ลิขิตให้เขาเป็น… ท็อป-จรณ โสรัตน์

Published May 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/386023

สกู๊ปพิเศษ : 4 บทบาทชีวิต ลิขิตให้เขาเป็น... ท็อป-จรณ โสรัตน์

สกู๊ปพิเศษ : 4 บทบาทชีวิต ลิขิตให้เขาเป็น… ท็อป-จรณ โสรัตน์

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ค้นหัวใจกันแบบล้วงลึก กับความเป็น ท็อป-จรณ โสรัตน์ พระเอกหนุ่มที่ส่งยิ้มหวานครั้งใด สาวๆ หัวใจละลายกันทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เราขอละเรื่องความรัก ที่เจ้าตัวเพิ่งกลับมาครองความโสด เข้าสู่โหมดตัวตนความเป็น “ชาย” ท็อป-จรณ ใน 4 บทบาท ลูกชาย, พี่ชาย, ผู้ชาย และนักแสดงชาย จะมีเส้นกราฟชีวิตในรูปแบบไหน ตามไปค้นหาคำตอบกัน

 

<<ลูกชาย>>

ความสัมพันธ์ในครอบครัว?

ครอบครัวผมมีพี่น้อง 2 คนผมเป็นคนพี่คนโต มีน้องชายเป็นตำรวจ (ไทด์-ไพบูลย์ สอโส) ผมเป็นลูกชายที่ตามใจแม่ (แพรวพัตรา สอโส) คือที่บ้านจะแบ่งแบบ ผมจะเป็นลูกแม่น้องชายจะเป็นลูกพ่อ (พลโทเชาวน์โรจน์ สอโส) ผมก็จะเป็นสไตล์ตามใจแม่อยากได้อะไร หรือว่าจะให้พาไปไหน ก็พาไป ส่วนน้องชายจะขี้อ้อน ไทด์จะนิสัยเหมือนแม่ ผมจะนิสัยเหมือนพ่อ ก็เลยต้องแยกกัน คนเหมือนกันจะอยู่ด้วยกันไม่ค่อยได้ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยู่กับพ่อได้นะ จะนิ่งๆ เงียบๆ ไทด์กับแม่จะคุยเก่ง

 

ลูกชายในแบบของท็อป?

ผมเป็นลูกชายที่อยู่ในกรอบนะเพราะเป็นครอบครัวทหารด้วยมั้งครับคุณแม่ก็จะดุมากกว่าคุณพ่อ เขาจะมีระเบียบวินัยค่อนข้างสูง แล้วแม่จะเป็นคนหัวโบราณมากๆ เพราะเขาก็เติบโตมาในครอบครัวที่เลี้ยงมาแบบโบราณจริงๆ จะมีความเป็นวัฒนธรรมไทยค่อนข้างสูงมาก สมมุติเดินผ่านผู้ใหญ่ต้องโค้ง แต่ผมจะต้องคลานเข่าเข้าไป จะโดนฝึกมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก หรืออย่างผมยาวก็ต้องตัดผม เสื้อก็ต้องเข้าในกางเกงตลอด ห้ามใส่รองเท้าแตะออกจากบ้าน ต้องใส่ถุงเท้ารองเท้าผ้าใบ ตอนนั้นก็อึดอัดนะ ด้วยความที่เราเป็นเด็ก อย่างเวลาวันหยุด เห็นเพื่อนเขาเอาเสื้อออกนอกกางเกง ดูเท่จังเลย ก็อยากทำบ้าง อยากออกนอกกรอบบ้าง แต่พอโตขึ้นมาก็ทำบ้าง โดนดุช่วงแรกๆ สักพักก็เริ่มชิน (หัวเราะ) (มีบทลงโทษแบบไหนจากคุณแม่?) ไม้แขวนเสื้อตีบ้าง มือตีบ้าง คือคุณแม่จะตี คุณพ่อจะคอยห้าม(หัวเราะ) บ้านผมค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเวลากลับบ้านมาก สมัยผมอยู่มหาวิทยาลัย ก็จะกลับบ้านทุกอาทิตย์ เรามาเรียนต่างจังหวัดก็จริง เราก็ต้องกลับบ้านวันศุกร์ตอนเย็นแล้วเช้าวันจันทร์ก็มาเรียน ผมจะค่อนข้างติดบ้าน เวลามีวันสำคัญวันพ่อ วันแม่ วันหยุดยาวๆ ก็จะอยู่กับครอบครัวตลอด เหมือนเป็นกฎแต่มันทำให้กลายเป็นความเคยชิน กลายเป็นวัฒนธรรมของครอบครัวไป ทุกวันสำคัญของวัฒนธรรมไทยเราก็จะทำ เช่น เอาพวงมาลัยมาไหว้คุณพ่อคุณแม่ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เหมือนถูกปลูกฝังมาแต่เด็ก โตมาพอเรามองย้อนไปแล้วรู้สึกดีนะครับที่ได้ทำ ได้สืบสานวัฒนธรรมไม่ได้หายไปไหน แล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีงาม เวลาเรามีลูก เราจะได้สอนลูกได้

ความในใจถึงคุณพ่อคุณแม่?

ผมอยากขอโทษที่ตอนเด็กๆ เราไม่ตั้งใจเรียน โดดเรียนบ่อยไปเล่นเกม ตามประสาเด็ก ส่วนเรื่องที่ภูมิใจ ผมว่าทุกวันนี้ผมก็ภูมิใจนะอย่างแรกเลย สอบเอนทรานซ์ติด เขาก็ดีใจ ภูมิใจ แล้วก็พอทำงานทุกคนก็ได้ทำงานในหน้าที่การงานที่ดี เขาก็ภูมิใจ พ่อกับแม่เอาไปอวดเพื่อนๆ ได้(หัวเราะ) ดีใจที่ได้เลี้ยงดูท่านครับ แต่เขาก็เลี้ยงดูตัวเองได้นะ (หัวเราะ) คุณพ่อก็ใกล้เกษียณแล้ว อย่างที่บอก บ้านผมจะอยู่ติดบ้าน เทศกาลก็จะไม่ค่อยไปเที่ยวไหนกัน ต่างประเทศก็แทบจะไม่ไปด้วยกันเลยด้วยซ้ำ เพราะแม่กลัวเครื่องบิน ไม่ชอบไม่อยากไป แล้วก็เป็นบ้านที่สังสรรค์ตลอดเวลา ต้อนรับเพื่อนๆ พ่อ เพราะพ่อเป็นทหารเขาก็จะมีเพื่อนเยอะ เวลาผมกลับบ้านไปน้อยมากที่เราจะได้อยู่กันแค่ 4 คน ส่วนใหญ่จะมาเป็น 10 บ้านไม่เคยเงียบเหงาครับ

 

<<ผู้ชาย>>

ผู้ชายสไตล์ท็อป?

ผมเป็นผู้ชายที่สบายๆ เป็นคนใช้ชีวิตชิลมากมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ เป็นคนขี้เกียจ ไม่ Active แม่ก็จะบอกว่าเป็นเด็กมีปัญหา จะชอบอยู่ในห้อง เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงอยู่คนเดียว ดูทีวี. นอน ถึงเวลากินข้าวก็ค่อยลงมากิน ไม่ค่อยพูด เงียบๆ ยิ้มๆ ไม่ทำการบ้าน แต่เป็นเด็กหัวดีนะ(หัวเราะ) อันนี้ตอนสมัยเด็กๆ นะครับ ฉะนั้นผมก็จะไม่ใช่เด็กที่ซน แม่ก็จะชอบ แล้วแม่ก็ดุด้วย ห้ามนอนบ้านเพื่อน เสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน แต่พอเวลาได้อยู่กับเพื่อนก็เลยจะค่อนข้างเกเร คือเด็กที่อยู่ในกรอบมากๆ พอวันหนึ่งที่แบบไม่ได้มีใครมาบังคับ มันก็จะพยายามออกจากรอบ อันนี้เป็นเรื่องปกติของคน เป็นธรรมดา เป็นวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตผู้ชายเต็มที่ แม่ก็จะมีตกใจเล็กน้อย ทำไมลูกฉันเป็นแบบนี้(หัวเราะ) (วีรกรรมแบบไหนคะ?)แบบยกพวกตีกันก็มีครับ ตอนประมาณวัยรุ่นมัธยมต้น ตามเพื่อนไป แต่ไม่ได้ถึงขั้นขึ้นโรงพักหรืออะไรขนาดนั้นนะครับ เป็นอารมณ์เด็กๆ วัยรุ่นผู้ชายต่อยกันธรรมดา

คำสอนแม่?

แม่จะสอนให้เราเป็นคนอดออม แม่จะสอนให้เราเก็บเงิน อยากได้อะไรก็ต้องเก็บตังค์ซื้อเอง ผมก็จะเก็บตังค์ทุกวัน อย่างน้อยก็ 5 บาท ฉะนั้นก็จะขี้งกไม่ค่อยกินขนม เก็บ 5 บาท 10 บาทแล้วพอถึงเวลาก็จะมีไปซื้อดอกไม้ให้สาวที่จีบในวันวาเลนไทน์ อะไรแบบนี้ก็มีมุมแบบนั้นบ้าง ซึ่งตอนนี้ก็มีบ้างซื้อดอกไม้ให้สาว อันนี้ไม่ได้เก็บตังค์นะเพราะเราทำงานเป็นเงินของเราเองแล้ว (ยิ้ม)

 

โหมดนักกีฬาชาย?

“สมัย ม.ต้น ผมเล่นบาสเกตบอลครับ แต่ก็ไม่ได้จริงจังมาก คือที่บ้านจะมีสนามบาสอยู่ข้างบ้าน แล้วพี่สาวข้างบ้านจะชอบเล่นบาส ด้วย ก็จะปั่นจักรยานไปเล่นบาส ด้วยกัน รู้สึกว่าเล่นบาส เท่จัง ส่วนฟุตบอลมีเตะบ้างแต่เพื่อนไม่ได้เยอะเท่าบาส พอเข้าโรงเรียนก็จะเลือกเข้าชมรมบาส อยู่ไปได้ประมาณสองอาทิตย์ เลิกเลย(หัวเราะ) เพราะว่าเหนื่อยมาก ไม่ไหว กลับบ้านเย็น มือแตก ตอนนั้นเราผอมด้วย แล้วเพื่อนสนิทตัวใหญ่ เพราะเวลาซ้อมเขาให้ไถนา เพื่อนจับขาแล้วใช้แขนเดิน ใครแพ้โดนทำโทษเพื่อนตัวใหญ่ก็ไถใหญ่เลย ผมนี่มือเหวอะเลย พอเราจะต้องเข็นกลับก็ไม่ไหวไง เราตัวเล็ก ตอนหลังคุยกัน ซ้อมมาอาทิตย์หนึ่งแล้วนะ ยังไม่ได้ลงสนามเลย ย้ายชมรมเถอะ ไม่เวิร์ก (หัวเราะ)

<<พี่ชาย>>

บทบาทพี่ชาย?

จริงๆ ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ทำหน้าที่พี่ชายเท่าไหร่นะ (หัวเราะ) อาจจะเพราะอายุเราก็ไม่ได้ห่างกันเยอะด้วยแหละมั้งครับ ห่างกันแค่ 2 ปี ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันเหมือนเพื่อนมากกว่า แต่ก็ไม่ถึงขั้นกูมึงอะไร มีความเคารพกันอยู่ผลัดกันดูแลแก้ไขปัญหากันบ้าง อย่างช่วงแรกๆ เราหาเงินได้เยอะกว่า ก็ช่วยน้องบ้าง เวลาเรามีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับกฎหมาย เขาเป็นตำรวจ ก็จะให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายเราบ้าง ผลัดกันครับ

ทะเลากันบ้างไหม?

มีครับตอนเด็กๆ แย่งของเล่นกันต่อยกันเลยแหละ แต่ก็รักกัน แล้วพอโดนทำโทษก็จะโดนตีทั้งคู่ แต่พอตอนโตมาเขาก็ปกป้องผมบ้าง เพราะเขาก็ไปฝึกมาเยอะ สไตล์ตำรวจแหละ เขาจะมีวิธีการในการสื่อสารที่ดีกว่าเรา แล้วน้องผมค่อนข้างเป็นคนที่ไม่อยากออกสื่อ ไปรายการก็ไม่ไป ถ่ายรูปลงหนังสือหรืออะไรก็ไม่เอา เขาบอกเขาไม่ชอบให้คนมารู้จักว่าเขาคือน้องเรา ซึ่งเราก็เข้าใจนะ เขาก็คงไม่อยากให้คนมาจับจ้อง อยากจะมีชีวิตส่วนตัว

 

<<นักแสดงชาย>>

เข้าวงการด้วยความไม่ตั้งใจ?

ใช่ครับ ไม่ได้ชอบ ผมเป็นเด็กขี้อาย จริงๆ อยากเป็นนักบิน เพราะคุณพ่อเป็นนักบิน ขับเฮลิคอปเตอร์ก็อยากเป็นนักบิน แต่พอไม่ได้เป็นทหาร ก็อยากจะเป็นพวกขับโบอิ้งหรืออะไรแบบนี้ ได้เที่ยวด้วย คือความใฝ่ฝันก็อยากจะไปเที่ยวหลายๆ ประเทศ แล้วนักบินเท่นะ ได้เงินดี แต่พอไม่ได้ ก็เรียนวิศวะ เพราะคิดว่าโอเค เท่ดี เงินดีด้วยเหมือนกัน จนกระทั่งตอนอยู่มหาวิทยาลัย มีโอกาสได้ไปแคสงานละครช่อง 3 แล้วก็ได้เล่นละคร แรกๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เกี่ยวกับการแสดงแต่พอได้เรียนกับอาจารย์หลายท่าน ก็ค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ บวกกับรุ่นพี่ก็สอนวินัย โดยเฉพาะพี่นก-ฉัตรชัย เขาเข้มงวดกับเรามาก แล้วสิ่งที่เขาเข้มงวดก็เป็นเหมือนพื้นฐานให้เรามีแนวคิดที่จะเป็นนักแสดงที่ดี อยากรู้ว่าการแสดงคืออะไร เราต้องใส่ใจและเต็มที่กับมันมากแค่ไหน

ต่อสู้กับทุกปัญหา?

ผมว่านะเกิน 50% ที่เข้ามาในวงการ ก็คงคิดเรื่องเงินเป็นหลัก เพราะว่าเป็นอาชีพที่ค่าตอบแทนสูง เท่าที่เราเห็นและเคยได้ยินกันมา เป็นดาราเงินดีมีชื่อเสียง อะไรประมาณนั้น คือเราเด็กๆ เราก็คิดแค่แบบ ได้เงินก็โอเคแล้ว อยู่ได้ แต่พอเราได้มาเจอจริงๆงานในวงการเหนื่อยกว่าที่คิดเยอะ แล้วก็กดดันมาก นอนไม่หลับก็มี พรุ่งนี้ถ่ายละครท่องบททั้งวัน อ่านทั้งวัน 6-7 ชั่วโมงท่องไปเถอะ จำไม่ได้สักที (หัวเราะ) ก็เป็นเรื่องประสบการณ์และความเข้าใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมดีใจ แล้วก็ขอบคุณพี่นก และอาจารย์ทุกๆ ท่าน ทั้งหม่อมน้อย ครูเงาะ ที่ผมมีโอกาสไปเรียนด้วย คือแนวคิดแล้วก็การฝึกฝนของเราเองที่เราจะต้องเต็มที่ขนาดไหนในการแสดงแต่ละเรื่อง สุดท้ายมันก็เหมือนเรื่องเรียนแหละ ถ้าขยันอ่านหนังสือ นักแสดงก็คงไม่ต่างกัน ถ้าคุณฝึกฝนทำความเข้าใจกับบท ท่องบทแล้วก็ฝึกฝนร่างกาย คือการเตรียมพร้อมทุกๆ อย่าง การเป็นนักแสดงที่ดีคืออะไร ผมว่าแต่ละคน ตีความไม่เหมือนกัน ซึ่งในแบบของผม คือ นักแสดงที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครออกมาให้คนดูได้รู้สึก ได้เชื่อและอินไปกับโมเม้นต์ สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในละคร ผมรู้สึกว่าการที่จะทำอย่างนั้นได้ คงต้องมีหลายอย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ แล้วก็เหนือสิ่งอื่นใด เป็นความเชื่อ สมาธิ อย่างเรื่องสมาธินี่สำคัญมาก เราจะทำยังไงให้สามารถเข้า-ออกสมาธิได้อย่างรวดเร็วที่สุด มันมีความเชื่ออยู่ เราจะทำยังไงให้เราเชื่อได้มากที่สุดเกือบ 100% และแน่นอนที่สุดเรื่อง ร่างกาย เพราะสุดท้ายแล้วการเป็นนักแสดงก็ต้องดูดี ฉะนั้นก็ต้องมีการฝึกฝนร่างกายให้เตรียมพร้อมตลอดเวลาว่าเราจะเล่นเป็นอะไรเล่นเป็นใคร มีอาชีพแบบไหน เขาจะต้องใช้ชีวิตยังไง เป็นเรื่องการทำการบ้านการเตรียมพร้อมร่างกายว่าจะต้องทำยังไง เรื่องเสียงก็ต้องฝึก แรกๆ ผมมีปัญหาเกือบหมดทุกอย่างเลยนะ การเดินเสียง ผมจะพูดเบาออกเสียงไม่ชัดก็พยายามปรับมาเรื่อยๆ ครับ

 

<< ตัวตนความเป็นท็อป>>

จริงๆ แล้วผมว่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต คือบทเรียนในชีวิตเราแล้วก็ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญอะไรหลายๆ อย่างที่เราควรจะทำ บางทีก็อาจจะลืมเลือนไป การที่เราได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง มานั่งทบทวนว่า บางอย่างเราลืมไปนะ สิ่งที่ดีที่เราเคยทำ เราก็อาจจะมาย้ำเตือนกับตัวเองแล้วก็มาเริ่มทำ ผมรู้สึกว่าการที่เรา “สร้างเป้าหมาย” ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวผมได้ไม่นาน และผมก็อยากส่งต่อถึงคนอื่นๆ ด้วย คือเราก็ไม่เคยมาถามตัวเองเลยว่า สุดท้ายแล้วชีวิตนี้เรามีเป้าหมายอะไร เป้าหมายแบบไกลสุด กับเป้าหมายระยะสั้น มันทำให้เรามี Motivation ในการที่จะก้าวเดินไปมากขึ้น สมมุติว่าเราทำงานหรือว่าทำอะไรสักอย่างมาสักพักหนึ่ง ก็จะเกิดความเคยชิน ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น จนกลายเป็นความน่าเบื่อ กราฟชีวิตก็จะเนิบๆ ฉะนั้นเราก็ต้องหาอะไรมากระตุ้น ให้กราฟขึ้น สร้างความกระตือรือร้นให้กับตัวเอง โดยเริ่มคิดถึงเรื่องเป้าหมาย ว่าจริงๆ เราอยากทำอะไร เป็นอะไร เห็นภาพอะไรแบบไหน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แล้วการที่จะทำให้ถึงเป้าหมายแน่นอนว่าไม่ใช่คิดอย่างเดียว ก็ต้องทำด้วย เตรียมพร้อม เตรียมตัว อะไรที่มันจะทำให้เราไปถึงตรงนั้น เราก็ต้องไปเก็บเกี่ยวมาให้หมดให้ได้

 

เป้าหมายของท็อป?

ตอนนี้ผมเองก็มีหลายๆ อย่างที่อยากจะไป อยากจะทำ จริงๆ ตอนนี้เริ่มทำบริษัทของตัวเองแล้วครับเริ่มสนใจทางธุรกิจมากขึ้น เริ่มไปเรียนแล้วก็ได้ความรู้มากขึ้น เริ่มอ่านหนังสือเยอะขึ้น ฟังพอดแคสต์ (Podcast) ที่เกี่ยวกับ How to motivatedตัวเอง การเซตเป้าหมาย ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วศาสตร์ในด้านธุรกิจมันก็มีสิ่งที่น่าสนใจเยอะมากๆ แล้วสุดท้ายมันก็จะเป็นความยั่งยืน เป้าหมายผมคือ อยากมีบริษัทที่สามารถยั่งยืนได้จริงๆ เพราะคำว่ายั่งยืนมันยิ่งใหญ่มากนะ จากที่เราเคยฟังว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านบอกว่าอยู่อย่างพอเพียงทำยังไงให้ยั่งยื่น เศรษฐกิจยั่งยืนคืออะไร พอเราไปเรียนเราก็เลยเริ่มรู้สึกว่า อ๋อ ยั่งยืนมันคืออย่างนี้เหรอ มันคือการที่คุณสามารถมีธุรกิจที่ทำกำไรให้คุณด้วย แล้วคุณสามารถแชร์ทั้งประสบการณ์ ทั้งเงิน คืนสู่สังคมด้วย แล้วก็ในขณะที่พนักงานเองหรือคนที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา ก็สามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้จริงๆ ยั่งยืนมันคือตลอดไปจริงๆ แล้วก็มีคนสามารถทำได้จริงๆ เยอะแยะมากมาย ผมได้ไปเห็นตัวอย่างในหลายๆ ตัวอย่างที่เรานึกไม่ถึง เช่น ดอยคำ โครงการหลวงของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ท่านวางแนวทางเอาไว้ผมก็เพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่าเป็นแนวทางที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง จนต่างประเทศเขาบินมาดูงานที่เมืองไทยเลยนะว่าเขาทำยังไงสุดยอดมากๆ ผมแบบโอ้โห มันมีเรื่องที่แบบมันยิ่งใหญ่อีกมากมายในโลกนี้เราเลยรู้สึกว่า โลกมันกว้างใหญ่มากๆ ยังมีสิ่งที่เราต้องไปเรียนรู้อีกเยอะมากๆ ผมฟังพอดแคสต์ หนึ่งของ คุณรวิทย์ คุณแท็บ ผมชอบมากเลย เขาบอกว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ แต่ว่าคุณยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ คุณจะประสบความสำเร็จได้ยังไง ถ้าคุณไม่เปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเลย มันจะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตได้ยังไง ผมฟังแล้วแบบโอ้โห! สุดยอดเลยผมเลยรู้สึกว่าชีวิตยังมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อีกเยอะ อนาคตก็คงได้เห็นผมเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งแน่นอนครับ เป็นความสนุกที่ได้ไปเรียนรู้ แล้วก็อยากจะสร้างมันขึ้นมาให้ได้จริงๆ

เห็นความมุ่งมั่นในแววตาของหนุ่มท็อปแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานแฟนๆ คงได้เห็นความสำเร็จที่เขาวางเป้าไว้ ว่าแต่…ที่มุ่งมั่นตั้งใจขนาดนี้ เพราะคิดจะสร้างหลักปักฐานสร้างครอบครัวด้วยหรือเปล่าเอ่ย!?

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : ‘คนมายา’ ร้อยเรียงความสุขสันต์ ส่งผ่านคำอวยพร

Published May 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/385893

สกู๊ปพิเศษ : ‘คนมายา’ ร้อยเรียงความสุขสันต์ ส่งผ่านคำอวยพร

สกู๊ปพิเศษ : ‘คนมายา’ ร้อยเรียงความสุขสันต์ ส่งผ่านคำอวยพร

วันอาทิตย์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จิณณ์-จิณณะ นวรัตน์

“เทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ ขออวยพรให้แฟนๆ ทุกท่านมีความสุขขอให้เป็นช่วงเวลาที่ดีของทุกคน สุขภาพแข็งแรง เดินทางด้วยความระมัดระวัง ที่สำคัญเดินทางถึงที่หมายด้วยความปลอดภัย แวะเที่ยวที่ไหนก็ขอฝากแฟนๆ เปิดช่อง 7HD กด 35 สนุกกับละคร “พ่อตาปืนโต ตอนหลานข้าใครอย่าแตะ” (ทุกเย็นวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 18.50 น.วันศุกร์ เวลา 18.30 น.) และละคร “กองพัน รักลั่นฟ้า” (ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 9 โมงเช้า) ที่กำลังเข้มข้น สนุกสนานสร้างความบันเทิงอยู่ในขณะนี้ครับ”

 

วง Clash (แคลช)

“ปีหน้า พี่หมู…พวกเราวงแคลชขอให้ปีใหม่นี้ ทุกๆ คนจงได้มาซึ่งความสุข ความรัก ความดี ความร่ำรวย ทั้งสุขภาพและเงินทอง อะไรที่เคยยากก็ขอให้ทุกท่านสำเร็จสมหวังแบบหมูๆ ทุกคนนะครับ…ด้วยรักจากวงแคลช

 

เป๊ก-ผลิตโชค

“ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ ในปีใหม่ที่จะนี้ และขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคน ขอให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนาทุกประการ ที่สำคัญขอให้คุณร่ำรวยๆ แฮปปี้นิวเยียร์นะครับ”

 

โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน

“สำหรับปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนมีแต่ความสุข มีแต่ความสมหวัง มีแต่ความเจริญ ในหน้าที่การงาน สุขภาพแข็งแรง ปีใหม่…ขอให้ได้เริ่มอะไรใหม่ๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ”

 

ป๊อป-ปองกูล สืบซึ้ง

“สวัสดีปีใหม่ ปี 2562 นี้นะครับ ผมก็ขอให้ทุกคนมีความสุขสมหวังนะครับคิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนาสุขภาพร่างกายแข็งแรง และก็อะไรที่ยังไม่ได้เริ่มต้นใหม่ก็ขอให้ลองเริ่มต้นใหม่ในปีนี้ดูนะครับ เผื่อปลายปีจะได้ประสบความสำเร็จ”

 

บอย พีซเมคเกอร์

“เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ ผมก็ขอให้คนไทยทุกๆ คน มีแต่ความสุขความเจริญ มีแต่รอยยิ้ม ปราศจากเรื่องร้ายๆ เรื่องไม่ดีต่างๆ ก็ขอให้พ้นไปจากชีวิต ขอพระเจ้าอวยพรคนไทยทุกๆ คนครับ”

 

อะตอม-ชนกันต์

“ช่วงนี้เราก็อยู่ในบรรยากาศของปีใหม่แล้ว ผมอยากจะบอกกับคุณทุกๆ คนว่า สวัสดีปีใหม่ครับขอให้เป็นปีที่ดี เจอแต่เรื่องที่ดีๆ เข้ามาในชีวิต ถ้าจะดื่มอย่าขับ ถ้าจะขับอย่าดื่มครับผม…สวัสดีปีใหม่ครับ”

 

อ๊อฟ-ปองศักดิ์ รัตนพงษ์

“แฮปปี้นิวเยียร์ทุกๆ คนนะครับขอให้มีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปราถนา ดั่งที่ตั้งใจไว้ สุขภาพแข็งแรง มีความรักที่ดี มีการงานที่ดี มีการเงินที่ดี ขอให้ปี 2019 เป็นปีที่ดีแบบไม่ต้องมูเลยครับ”

 

วง Jetset’er (เจ็ตเซ็ตเตอร์)

“ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกคนอุดมไปด้วยความสุขสมหวังมั่งคั่งขอให้งานน้อยๆ เงินเยอะๆ แล้วกันนะครับ (ยิ้ม) เรื่องหลักๆ ที่เงินซื้อไม่ได้ก็คือสุขภาพ ก็ขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีโชคมีลาภกันถ้วนหน้านะครับ”

 

คชา นนทนันท์

“ปีใหม่ 2562 นี้ ขอให้ทุกๆ คนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงนะครับอะไรที่ไม่ดีก็ทิ้งไว้ในปีเก่าเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุขสวัสดีปีใหม่ 2562 นะครับ”

 

ซิน-ทศพร อาชวานันทกุล

“ปีนี้ขอให้ทุกคนสมหวังในทุกสิ่งที่อยากได้ ขอให้มีช่วงเวลาที่ดีกับคนที่คุณรักในทุกๆวัน เดินทางไปไหนก็ขอให้ปลอดภัย ฉลองปีใหม่กันอย่างมีสติและมีความสุขนะฮะ”

 

มาตัง-ระดับดาว ศรีระวงศ์

“สวัสดีปีใหม่นะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ อะไรที่ไม่ดีที่แย่ๆก็ทิ้งไว้กับปีเก่านะคะ เดินทางไปเที่ยว หรือ เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ก็อย่าลืมเช็คสภาพรถกันด้วย ขอให้เดินทางปลอดภัย สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ”

 

โอปอ-ประพุทธ์ พิมพามา

“สวัสดีทุกคนนะครับ ปีใหม่นี้ผมขออวยพรให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ได้อยู่กับครอบครัวและก็คนที่รักอย่างเต็มที่เลยนะครับเดินทางไปไหนก็ขอให้ปลอดภัยรวมถึงเรื่องสำคัญคือสุขภาพต้องแข็งแรงด้วยนะครับ”

 

แพม-เปมิกา สุขสวี

“ปีใหม่นี้แพมก็ขอให้ทุกคนมีความสุขกันมากๆ นะคะ ใครที่เคยมีแต่เรื่องที่ไม่สมหวัง ก็ขอให้มีแต่เรื่องดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเรื่องการงานทุกอย่างก็ขอให้ประสบแต่ความสำเร็จปีหน้าเป็นปีกุน ทุกคนจะต้องร่ำรวยเหมือนกระปุกออมสินหมู
และก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ”

 

วง Smile Eyes (สไมล์อาย)

“สวัสดีปีใหม่ 2562 นะครับ ปีกุนปีนี้ก็ขอให้มาเกื้อกูล ค้ำชูทุกๆ คนให้ประสบพบเจอแต่ความสุขความสำเร็จ สมหวังในทุกๆ ด้าน สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เงินมีใช้ไม่ขาดมือ เฮงเฮงเฮง ครับ

 

เค + ก้อง + ภูมิ

“ปี 2019 นี้ พวกเราก็ขอให้มีแต่ความสุขสมหวัง ขอให้เป็นปีที่เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ดีที่งดงามในชีวิตของทุกๆ คนนะครับ

สิ่งที่ไม่ดีที่ผิดพลาดขอให้ทิ้งไว้ในปีเก่า สวัสดีปีใหม่ครับ”

สกู๊ปพิเศษ : ดีเจเก๋าเกม..บนหน้าปัดคลื่นบันเทิงน้องใหม่ Goodtime 98.5 FM

Published April 15, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/368486

สกู๊ปพิเศษ : ดีเจเก๋าเกม..บนหน้าปัดคลื่นบันเทิงน้องใหม่  Goodtime 98.5 FM

สกู๊ปพิเศษ : ดีเจเก๋าเกม..บนหน้าปัดคลื่นบันเทิงน้องใหม่ Goodtime 98.5 FM

วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรียกความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกับคลื่นวิทยุน้องใหม่ป้ายแดง Goodtime 98.5 FM ที่มาพร้อมสโลแกน เพลงดี ข่าวเด่น บันเทิงโดนจากสังกัดค่าย Media Studio โดยล่าสุดมีการผุด3 ช่วงใหม่ เพื่อเอาใจแฟนๆ บนหน้าปัดวิทยุ ส่วนจะมีอะไรเด่น ชวนฟังบ้างนั้น วันนี้เราได้ 4 ดีเจหลักของคลื่น อย่าง เด-ดาวิเด โดริโก้, ซาร่า-อนุสรา แบล็ทเลอร์, บอล-วัชรเกียรติ คุณอมรเลิศ และ อิฐ-ปารินทร์ เจือสุวรรณ์ มาบุกถึงถิ่นแนวหน้า บอกเล่าด้วยตัวเอง

เริ่มกันที่การกลับมาประจำคลื่นวิทยุอีกครั้งในรอบ 2 ปี ของหนุ่มเด

ดีเจเด : ด้วยเพื่อนๆ และพี่ๆ ทางGoodtime ติดต่อไปครับ ก็เลยลองเข้ามาพูดคุย และลองทำเทปดู กลับมาเจอเพื่อนเก่าด้วยหลายคนเลยตกลงปลงใจอยู่ที่นี่ครับ (สไตล์เพลงที่รับผิดชอบ) ด้วยความเป็นหลักของคลื่นเอง ก็จะมีทุกรูปแบบ เพลงใหม่ เพลงฮิตสมัยก่อน มีให้ฟังหมด ในช่วงผมก็จะใส่เพลงฮิปฮอปเยอะหน่อย(หัวเราะ)

ดีเจซาร่า : เป็นกระแสค่ะ ตอนนี้ฮิปฮอป แร็พเปอร์ กำลังมา ก็จะได้ฟังที่คลื่นเราด้วย แต่ว่าจุดเด่นจริงๆ อย่างที่พี่เดบอก ก็คือเราจะเปิดเพลงตั้งแต่เพลงที่ฮิตในปัจจุบัน Current Chart ติดชาร์ต
ก็เปิด เพลงใหม่ก็เปิดค่ะ แล้วก็จะมีเพลงที่เรียกว่า Forever Hit เพลงดังยุคเก่าๆ เราก็จะดึงมาเปิด เพราะเราเชื่อว่าเวลาที่คนได้ฟังเพลงเก่า จะได้นึกถึงโมเม้นต์ดีๆ ที่เราเคยมี ก็น่าจะลิงค์มาถึงกิจกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เป็นช่วงใหม่ Goodtime Soundtrack of life เราจะนำศิลปินหรือว่านักแสดง มาร่วมพูดคุยผ่าน 10 เพลงที่เขาเลือกมา บอกความเป็นตัวตน เล่าประสบการณ์ชีวิต และบอกความประทับใจที่เขาเคยมีกับแต่ละเพลง ในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหมือนเป็น 10 เพลง ที่ถ่ายทอดตัวตนของเขา คนแรกที่เราได้มาเปิดช่วงนี้ก็คือ พี่นภ พรชำนิค่ะ ซึ่งเป็นช่วงที่พี่เดเป็นคนรับผิดชอบ

ดีเจเด : ก็จะมีผม กับดีเจบิ๊ก-พล จัดรายการด้วยกันครับ (มีข้อจำกัดของแขกรับเชิญไหม)ไม่มีเลยครับ ทุกเพศ ทุกวัย แต่หลักๆ คือดูคิวว่างเขาก่อนครับ(หัวเราะ) ซึ่งเราจัดกันทุกวันพุธที่ 3 หรือ 4 ของเดือน เวลา 3 ทุ่ม

ความพิเศษของช่วงใหม่ที่เพิ่มขึ้น

ดีเจซาร่า : ตอนนี้ก็จะมี DJ Special ค่ะ ซึ่งถ้าใครได้ติดตามฟังกันแล้ว เราก็จะมี 4 นักแสดงจากทางช่อง 7 อย่าง อ้น-กรกฏ, อั๋น-ชยพล, ซูกัส-บัณฑวิช, บอส-ชนกันต์ และตอนนี้เรามีเพิ่มมาเสริมทัพอีก 3 คน

ดีเจอิฐ : บิ๊ก-ณทรรศชัย, แนท-ณัฐชา และ เนย-ปภาดา แล้วจริงๆ ไม่ได้มีอีกแค่ 3 คนนี้นะครับ ยังมีอีกเยอะมาก

ดีเจบอล : ความพิเศษอยู่ตรงที่ เราจะไม่ค่อยเห็นนักแสดง มาร่วมจัดรายการกับดีเจจริงๆ ซึ่งเขามานี่ ไม่ได้มาเป็นแขกรับเชิญนะครับ คือมาเป็นดีเจจัดคู่กับเราเลย

ดีเจซาร่า : ซึ่งก่อนเขามาจัด เขาจะต้องมีการซ้อม มาทำเดโม่ ดูว่าฟิลลิ่งของดีเจเป็นยังไง เพราะว่าหลายๆ คนก็ใหม่มาก ถึงจะเคยเรียนมา แต่พอมาจับจริงก็จะไม่เหมือนกัน ก็ต้องมาเทรนใหม่

ดีเจอิฐ : ช่วงนี้ก็จะจัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่มครับ ยังไงฝากติดตามด้วยครับ

ดีเจบอล : แล้วก็มีอีก 1 ช่วงใหม่ ก็คือช่วง Top 20 Chart ของ Goodtime ก็จะเป็นการจัดอันดับ 20 เพลง ที่ถูกขอมามากที่สุดในคลื่นเรา รายงานกันทุกวันอาทิตย์ โดย พี่แบงค์-ภูมน เริ่มเวลา
บ่าย 2 รอติดตามกันครับว่าเพลงไหนจะเป็นแชมป์ในแต่ละสัปดาห์

ดีเจซาร่า : จริงๆ ตั้งแต่เปิดคลื่นมา ก็มีหลายๆ คนถามว่าคลื่นเราจะมีการรายงานชาร์ตไหมก็นี่เลยค่ะ เราจะเริ่มต้นกัน 7 ตุลาคมนี้ แฟนๆ คนไหนอยากให้ศิลปินที่ชื่นชอบของตนเองขึ้นชาร์ตก็สามารถรีเควสเพลงกันเข้ามาได้ค่ะ ขอกันเข้ามาได้ และก็ยังจะมีช่วงที่มีอยู่เป็นประจำทุกวัน กับช่วง Goodtime Music Request อันนี้เราจะเปิดโอกาสทุกช่วงของดีเจ ด้วยการเปิดรับสายหน้าไมค์ใครโทร.ติดก็ขอเพลงเราเปิดให้ทันที และก็ได้รับเสื้อทีเชิ้ต Goodtime ด้วย

ดีเจเด : เพราะฉะนั้นใครที่อยากได้เสื้อเท่ๆ ที่เราใส่กันอยู่นี้ โทร.กันเข้ามาครับ ที่ 02-7605755 หรือทางออนไลน์ http://www.goodtimeradio.fmในทุกช่วงดีเจ

นอกจาก 4 ดีเจที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ยังเสริมทัพด้วย ดีเจแบงค์-ภูมน ตันตยานนท์กุล,ดีเจบิ๊ก-พล วุทราพงษ์วัฒนา, ดีเจพัฟ-สุธิดาพลาวงศ์ และ ดีเจณัฐ-ณัฐพล ศิริชัยนฤมิตรใครที่กำลังมองหาคลื่นทางเลือก เพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงสไตล์ใหม่ๆ หมุนไปสัมผัสกันได้ที่คลื่น 98.5 FM

ซาร่า-อนุสรา แบล็ทเลอร์

ซาร่า-อนุสรา แบล็ทเลอร์
อิฐ-ปารินทร์ เจือสุวรรณ์

อิฐ-ปารินทร์ เจือสุวรรณ์
บอล-วัชรเกียรติ คุณอมรเลิศ

บอล-วัชรเกียรติ คุณอมรเลิศ
เด-ดาวิเด โดริโก้

เด-ดาวิเด โดริโก้

สกู๊ปพิเศษ : 1 วันเดท กับนางเอก ‘พิม-พิมประภา’

Published February 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/359982

สกู๊ปพิเศษ : 1 วันเดท กับนางเอก  ‘พิม-พิมประภา’

สกู๊ปพิเศษ : 1 วันเดท กับนางเอก ‘พิม-พิมประภา’

วันเสาร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ชวนหนีบรรยากาศอึมครึมของฟ้าฝน แวะไปสัมผัสมุมหวานละมุนของนางเอกสาว พิม-พิมประภา ตั้งประภาพรที่กำลังโชว์ฟอร์มน่ารักเข้าตาแฟนละครจากเรื่อง “ลูกไม้ลายสนธยา” (ทุกวันจันทร์-อังคาร 20.30 น.ช่อง 7HD) กับมิชั่นที่ว่า…1 วันเดท กับนางเอก พิม-พิมประภา!! “พิมว่าการออกเดท คือการเรียนรู้กันและกัน ว่าเราจะเข้ากันได้ไหม เป็นการใช้เวลาและมอบความสุขให้แก่กันค่ะ”

วางโปรแกรมออกเดท

พิมจะเป็นคนที่ชอบนัดตั้งแต่เช้าๆ ค่ะ เราก็อยากจะใช้เวลากับเขาให้นานที่สุด จริงไหมคะ(หัวเราะ) เริ่มจากการ “ทานอาหารเช้าด้วยกัน”หรือไม่ก็อาจจะเป็นมื้อพิเศษ “ทำอาหารกินกัน” ก็ดีนะคะ น่ารักไปอีกแบบ เหมือนเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เราได้ทำร่วมกัน แล้วก็อยากจะพากันไปเที่ยว “สวนสนุก” เพราะว่าพิมเป็นคนชอบสวนสนุกมาก เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ก็จะไปสวนสนุกตลอดเลย พิมมองว่าเป็นสถานที่แห่งความสุข เราไปถึงก็จะได้เจอแต่เสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน ได้เล่นเครื่องเล่นต่างๆ พิมชอบตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้ก็ชอบอยู่ ถ้าเข้าสวนสนุก พิมเล่นทุกอย่างยกเว้นบ้านผีสิงค่ะ เครื่องเล่นที่หวาดเสียวหรือสูงแค่ไหน เล่นได้หมด ชอบมากๆ ก็เลยแบบว่าถ้าออกเดทก็อยากที่จะลากแฟนไปเล่นด้วยกัน คือพิมรู้สึกว่าเราได้มาทำอะไรที่สนุกร่วมกัน คือถ้ามุมหวานๆ อย่างกินข้าวดูหนังพิมว่าเป็นอะไรที่เบสิก แต่การได้ไปเล่นสวนสนุกด้วยกัน เล่นเครื่องเล่นที่หวาดเสียวได้กรี๊ดๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟเหาะหรืออะไรก็ตาม พอเวลาจอดแล้วเราหันไปเจอเขา เราได้แชร์ความสุข มันสนุกนะ หันไปคุยกับแฟนเรา เวลาเราสนุกและมีความสุขเราอยากเห็นเขาเป็นคนแรก และยังเป็นการได้ปลดปล่อย ได้เป็นตัวของตัวเอง

เสาะหาร้านไอศกรีม

หลังจากเล่นสวนสนุกเสร็จ ก็อยากออกไปหาร้านไอติมกินกันค่ะ พิมรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ชิลเพราะพิมชอบถ่ายรูป แล้วก็จะสรรหาคาเฟ่ที่มีมุมสวยๆ ถ่ายรูปได้ พิมถ่ายเขา เขาถ่ายพิม สลับกันถ่ายไปมา เพราะพิมเองก็ชอบทั้งเป็นแบบให้ถ่าย และถ่ายคนอื่นด้วย ได้สองแบบค่ะ ก็ถือว่าเป็นความสนุกความสุขอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่าเป็นการเก็บโมเม้นต์ของกันและกันพอกลับบ้านส่งรูปให้กันก็จะแบบ…ดีจังเลย เป็นความสุขอีกอย่าง สำหรับไอติม พิมชอบทุกรสเลยค่ะยกเว้นพวกรสกาแฟ เพราะพิมไม่กินกาแฟ หลายคนบอกว่าพิมดูมีความสุขมากเวลาได้กินไอติม แล้วพิมก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ (หัวเราะ) ทุกมื้อจะต้องมีของหวานอะไรสักอย่าง ก็ถือว่าเป็นความสุขที่เราได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน

เลือกร้านดินเนอร์

พิมอยากให้เขาเลือกร้านอาหารที่จะไปทานในตอนเย็นค่ะ แบบร้านอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะพาเราไปอยากจะเห็นไอเดียความคิดของเขา คือเราก็ต้องแบ่งกันไม่ใช่ว่าเราอยากกินอันนี้แล้ว เขาจะต้องพาเราไป ฉะนั้นเวลาเขาอยากจะกินอะไร เราก็ต้องพาเขาไปเช่นเดียวกัน ได้แชร์ไอเดียซึ่งกันและกัน พิมเป็นคนกินง่าย ได้ทุกสัญชาติ ไทย ญี่ปุ่น จีน หรืออะไรที่ไม่เคยกิน พาไปลองอะไรใหม่ๆ ก็ได้ค่ะ

ก่อนพลบค่ำ

ช่วงเวลาเย็น อาจจะไปสวนสาธารณะ แล้วก็ปั่นเรือถีบกันค่ะ (หัวเราะ) ซึ่งมันอาจจะมีในสวนสนุกก็ได้นะ พิมว่าเป็นอะไรที่น่ารักและคลาสสิก แบบว่าบรรยากาศกลางน้ำสองคนปั่นไปเรื่อยๆ ช่วงเย็นๆดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตก พิมว่าโรแมนติกดี

ยามค่ำคืน

ตอนกลางคืน พิมอยากจะดูดาวด้วยกันกับเขา ไม่รู้ว่าจะเป็นที่ไหนดี ยังไม่เคยเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) แต่เป็นสิ่งที่พิมอยากจะทำมากๆ ถ้ามีแฟนแล้วได้ไปเที่ยวด้วยกันคืออยากจะไปดูดาว พิมเป็นคนชอบท้องฟ้า ชอบดาว ชอบพระจันทร์ พิมสามารถมองเฉยๆ ได้เป็นชั่วโมงเลยนะคะ หรือเวลาไปเที่ยว พิมชอบมองพระอาทิตย์ตกดิน นั่งเฉยๆ ดูแค่ท้องฟ้าแล้วก็เปิดเพลง มองท้องฟ้า ไม่รู้เพราะอะไร ชอบมาก แต่ไม่ใช่ว่าเวลาแดดจ้านะคะ (หัวเราะ) อยากจะไปบนเขาสูงๆ ดูดาวใกล้ๆ ด้วยกัน พิมแค่รู้สึกว่า ถ้าเรามีคนที่เรารักอยู่ข้างๆ มันจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ บางทีเราเห็นอะไรสวยๆ เราจะบอกใคร เราจะแชร์โมเม้นต์นี้กับใคร ถ้ามีเขาอยู่ข้างๆ ก็คงดีไม่น้อย บางทีก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่ทั้งหมดหรอกค่ะ แต่ถ้าสถานที่นั้นสวย แล้วมีคนนั้นที่เป็นแฟนเราอยู่ด้วย มันจะยิ่งสวยยิ่งกว่าเดิม

กระซิบเพิ่มให้อีกนิด สำหรับหนุ่มๆ ที่คิดชวนสาว “พิม” ออกเดท เพราะความที่เป็นสาว สถาปัตย์ จุฬาฯเจ้าตัวเลยบอกว่าชื่นชอบการเดิน หอศิลป์ เป็นที่สุด ส่วนมุมมองความรัก ที่สาว “พิม” กล่าวทิ้งท้ายให้เราฟังนั้น เธอยกให้ “ความรัก คือความสบายใจ” โดยให้เหตุผลว่า “หลายคนอาจจะบอกว่าความรักคือการให้ แต่พิมว่าความสบายใจคือสิ่งที่เรามอบให้เขาได้ดีที่สุด สิ่งที่พิมเรียนรู้มาก็คือ ความสบายใจคือสิ่งที่ยืนยาวและอยู่ได้นานที่สุด เพราะบางทีแค่นั่งเฉยๆ ไม่ต้องคุยอะไรแต่เรากลับอยู่กับเขาได้อย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรหวือหวา หาที่กินดินเนอร์ใต้แสงเทียน ฉะนั้นมุมมองของพิม คืออยู่ที่ความเข้าใจของคนสองคนซึ่งมอบให้กัน และมีสเปซระหว่างกันพอสมควร ไม่เบียดหรืออึดอัดจนเกินไปค่ะ”

ลูกหมี

สกู๊ปพิเศษ : เคาะจีดีพีเกษตรปี’61 โต 4.6% สศก.ระบุ ปี’62 ยังคงขยายตัวคาดกรอบทั้งปีโต2.5-3.5%

Published January 29, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385593

สกู๊ปพิเศษ : เคาะจีดีพีเกษตรปี’61 โต 4.6%   สศก.ระบุ ปี’62 ยังคงขยายตัวคาดกรอบทั้งปีโต2.5-3.5%

สกู๊ปพิเศษ : เคาะจีดีพีเกษตรปี’61 โต 4.6% สศก.ระบุ ปี’62 ยังคงขยายตัวคาดกรอบทั้งปีโต2.5-3.5%

วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปี 2561 ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหลายตัวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งคาดการณ์ในช่วงปี 2562 โดยจะเห็นได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสาขาประมงหดตัวลง ซึ่งปัจจัยบวก เป็นผลจากกระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยหลักการตลาดนำการผลิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยได้ดำเนินนโยบายที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งปริมาณน้ำและสภาพอากาศยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตรทำให้พืชส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีและมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ด้าน ปัจจัยลบ เกิดจากช่วงต้นฤดูเพาะปลูก หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวนาปีที่สำคัญประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ของต้นข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ลดลง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า

สาขาพืชในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 5.4 เมื่อเทียบกับปี 2560 มีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำหลักบริเวณ  ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (อ่างเก็บน้ำภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์) ที่เพียงพอ ประกอบกับในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำเหมาะสม นอกจากนี้ ภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสม การจัดหาแหล่งน้ำ และการใช้พันธุ์ที่ดี ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชบางส่วนยังคงได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภาวะแห้งแล้งในบางพื้นที่ แต่ในภาพรวมไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในสาขาพืชมากนัก

ผลผลิตพืชที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรสามารถเพาะปลูกข้าวได้สองรอบตามปกติ ประกอบกับราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกแทนพืชอื่น เช่น อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง

อ้อยโรงงาน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายภาครัฐสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อยโรงงานทดแทนในพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมประกอบกับโรงงานน้ำตาลให้การสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกอ้อย เกษตรกรมีการใช้ท่อนพันธุ์ดีและมีการดูแลเอาใจใส่ สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2558 – 2559 ราคาสับปะรดอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มผลผลิตสับปะรดเพิ่มขึ้น ยางพารา มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2553 – 2555 ราคายางพาราที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกยางพาราแทนพื้นที่พืชไร่ ไม้ผล พื้นที่นา และพื้นที่โค่นต้นยางที่มีอายุมาก ประกอบกับเนื้อที่กรีดได้ส่วนใหญ่เป็นต้นยางพาราที่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง

ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันปลูกใหม่ในปี 2558 เริ่มให้ผลได้ในปีนี้ ประกอบกับในช่วง 1 – 2 ปี ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ต้นปาล์มมีความสมบูรณ์และมีจำนวนทะลายเพิ่มขึ้น ลำไย มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2558 เริ่มให้ผลผลิต และเกษตรกรบำรุงดูแลรักษาต้นลำไยเป็นอย่างดี ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุเรียนที่ปลูกในปี 2556 เริ่มให้ผลผลิต และสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ทุเรียนออกดอกและติดผลดี ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น และ เงาะ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรดูแลรักษาดี ทำให้ต้นเงาะมีความสมบูรณ์ รวมทั้งสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ด้านราคา สินค้าพืชที่มีราคาเฉลี่ยในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2561 ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยมีคำสั่งซื้อข้าวเข้ามามากขึ้น รวมทั้งมีการส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายกับต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขยายตัวขึ้น รวมทั้งการดำเนินมาตรการ รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา มันสำปะหลัง มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงงานแป้งมันและลานมัน ประกอบกับภาคเอกชนมีการกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำ ทำให้ราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้น ลำไย มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูกาลเพิ่มขึ้น เพื่อลดปัญหาราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาลปกติที่มีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดกระจุกตัว (เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม) อีกทั้งคุณภาพผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด ทุเรียนและมังคุด มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สาขาปศุสัตว์ ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญทุกชนิดเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคเนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ซึ่งเป็นผลจากการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้สัตว์เติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

สำหรับผลผลิตไก่เนื้อ เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยการผลิตไก่เนื้อของไทย มีระบบการผลิตที่ปลอดภัย ทำให้มีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งความต้องการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาเนื้อไก่ที่ยังคงต่ำกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ผลผลิตไข่ไก่ เพิ่มขึ้นเนื่องจากเกษตรกรมีการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่

ผลผลิตสุกร เพิ่มขึ้นจากความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องของตลาดภายในประเทศ ประกอบกับเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์ม ที่ดี มีการป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผลิตโคเนื้อ มีการขยายการผลิตโคมีชีวิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีผลผลิตโคเนื้อเพิ่มขึ้น น้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการผลิต มีการคัดทิ้งแม่โคที่ไม่สมบูรณ์และให้น้ำนมน้อย ส่งผลให้อัตราการให้น้ำนมต่อแม่ต่อปีเพิ่มขึ้น

ด้านราคา ในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2561 สินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่ที่มีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร และโคเนื้อ เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แม้จะมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งปี แต่ผลผลิตยังคงมีมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ภาครัฐได้มีมาตรการให้ลดปริมาณการผลิตสินค้าปศุสัตว์ โดยปลดระวางแม่พันธุ์สุกร นำสุกรชำแหละเข้าห้องเย็น รวมทั้งมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคสุกรหัน โคเนื้อ และไก่เนื้อ ส่งผลให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งหลังของปีปรับตัวสูงขึ้นจากครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ราคาเฉลี่ยทั้งปียังคงต่ำกว่าปี 2560 สำหรับไข่ไก่และน้ำนมดิบ มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเกษตรกรได้รับแรงจูงใจจากเกณฑ์การรับซื้อน้ำนมดิบที่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ส่วนราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่

สาขาประมงในปี 2561 หดตัวร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง มีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการที่เกษตรกรส่วนใหญ่ชะลอการลงลูกกุ้ง ซึ่งเป็นผลจากผลผลิตกุ้งของโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะกุ้งล้นตลาด สำหรับปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตประมงน้ำจืด อาทิ ปลานิล ปลาดุก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันเป็นผลมาจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการเลี้ยง เกษตรกรสามารถขยายเนื้อ เพิ่มรอบการเลี้ยง และเพิ่มอัตราการปล่อยลูกพันธุ์

ด้านราคา ในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งสอดคล้องกับราคาในตลาดโลกที่ลดลงตามภาวะอุปทานส่วนเกิน สำหรับปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2 – 4 ตัวต่อกิโลกรัม) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลงเช่นเดียวกัน โดยเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตรในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบปี 2560 ซึ่งเป็นผลจากการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้น
ในส่วนของอ้อยโรงงานมีการใช้บริการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก  การรื้อตออ้อยเพื่อปลูกใหม่ทดแทนของเดิม และขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยโรงงาน นอกจากนี้ ภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตทดแทนแรงงาน ทั้งในด้านการเตรียมดิน การเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยวผลผลิต

สาขาป่าไม้ในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยผลผลิตป่าไม้สำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ไม้ยางพารา ครั่ง ถ่านไม้ และรังนกนางแอ่น ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น สำหรับผลผลิตครั่ง มีการขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ขณะที่ถ่านไม้ มีการขยายตัวจากการใช้ในครัวเรือน ด้านผลผลิตรังนกนางแอ่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดตลาดรังนกของประเทศจีน ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 มีการส่งออกที่ดีขึ้น  ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยทุกสาขายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง และสภาพอากาศโดยทั่วไปประกอบกับปริมาณน้ำที่ยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

Published December 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380532

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา  สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2561ที่ผ่านมา รัฐบาลทุกๆรัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ

“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยังได้กำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติอีกด้วย โดยตั้งเป้าหมายที่จะให้ “ประเทศไทยจะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคทั้งด้านผลิต บริโภค การค้า และบริการ : เกษตรอินทรีย์ของไทยต้องมีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในเวที “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” ณ วัดมงคลชัยพัฒนา สระบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ว่า หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นที่พึ่งของคนได้ทุกระดับ หรือแม้แต่คนที่ยังไม่ตกงาน แต่เบื่อวิถีชีวิตเมือง เบื่อวิถีแห่งการแข่งขัน หลักเศรษฐกิจพอเพียงก็จะเป็นที่พึ่งได้เช่นกัน หวังว่าสิ่งที่ทรงทำเอาไว้จะไม่สูญหายไป งานที่ทรงทำไว้จะเป็นที่พึ่งของคนในยุค disruption

ปัจจุบันสังคมกำลังเข้าสู่ยุค Disruption ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านอย่างรวดเร็วและรุนแรง สิ่งที่มีอยู่บางอย่างในสังคมสูญหายไป เกิดสิ่งใหม่เข้ามาแทน เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ถูกแทนที่ด้วยสื่อดิจิทัล เทคโนโลยีถูกใช้ทำงานแทนแรงงานคน เกิดปัญหาคนตกงานเป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเมืองไทยก็เช่นกัน

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างตั้งแต่เมื่อปี 2536 และมีเกษตรกรไทยจำนวนมากได้นำตัวอย่างของพระองค์ไปใช้และประสบผลสำเร็จ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรฯ จึงมีเป้าหมายขยายผลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยเกษตรกรอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นหนึ่งโครงการสำคัญของแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานในฐานะที่ได้ทำภารกิจใกล้ชิดกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตอนนี้รู้จักกันดีในชื่อเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ โคก หนอง นาโมเดล มาใช้ทั้งพื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน

วิธีการหนึ่งของหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง การสร้างแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่ตนเอง ประชาชนพึ่งพาตนเองได้เรื่องน้ำ เปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมมาเป็นเกษตรอินทรีย์โดยธรรมชาติ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ และที่สำคัญสุด คือ พึ่งพาตนเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหนทางเพิ่มรายได้ ลดหนี้สินให้เกษตรกร

นอกจากนี้ยังส่งผลบวกในระยะยาวที่จะตามมามีมากมาย โดยเฉพาะขีดความสามารถในการพัฒนา พึ่งพาและจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ฐานทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่าไม้ได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน ลดอัตราการว่างงาน แรงงานคืนถิ่น เกิดการกระจายรายได้ เศรษฐกิจพัฒนา และเป้าหมายสูงสุดคือ คนไทย สังคมไทยอยู่ดีมีสุข

“กรมชลประทานได้วางแผนการทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย ในเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 20 ล้านไร่ภายใน 20 ปี เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ 33.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และเกษตรกรจะมีความยั่งยืนในอาชีพตน 2.42 ล้านครัวเรือน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสระแก้ว เจ้าหน้าที่กรมชลประทานผู้นำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ เล่าว่า เกษตรกรบริเวณลุ่มน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในการนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้และเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

“โจทย์คือเราเป็นข้าราชการ มีความรู้ด้านวิศวกรรม จะนำความรู้กลับมารับใช้สังคมได้อย่างไร”

เมื่อลงพื้นที่จนชาวบ้านเริ่มเข้าใจหลักการ เข้าใจเรื่องการชลประทาน ก็เริ่มเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม เข้าใจปัญหาและแก้ไขปัญหาเอง เช่น เมื่อพื้นที่ของตนไม่ได้อยู่ใกล้คลอง หรือฝาย หรือแหล่งน้ำใด ๆ หากรอทางราชการมาทำระบบชลประทานให้ก็ใช้เวลานาน หรือบางครั้งแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เขาจึงคิดแก้ไขปัญหาเองด้วยการขุดบ่อ/คลองไส้ไก่ เพื่อดักน้ำฝนไว้ใช้ในพื้นที่ตน หรือปรับพฤติกรรมจากปลูกพืชชนิดเดียว รอการเก็บเกี่ยวแค่ครั้งเดียว เปลี่ยนมาทำกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้นในที่ผืนเดียวกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาจากหลายทางตลอดทั้งปี หรือ ทำการออกแบบระบบชลประทานเอง ก็จะได้การบริหารจัดการน้ำที่ตรงใจ แก้ไขปัญหาให้ผู้ใช้น้ำได้ตรงจุด เป็นต้น

นอกจากนี้หลายครั้งที่ชาวบ้านพบว่า ปัญหาเกิดจากตัวเขาเองที่ไปตัดไม้ บุกรุกที่ทำกิน ทำให้ดินลงคลอง ทางน้ำตื้นเขิน ก็จะกลับมาแก้ไขเรื่องพวกนี้โดยที่ไม่ได้ร้องเรียนมาทางกรมชลประทาน

“การนำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ได้ผลที่เป็นรูปธรรมเห็นชัดคือ เปลี่ยนชาวบ้านจากที่ไม่เคยช่วยเหลือตัวเองเลย คอยแต่พึ่งพาราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เราที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานสบายขึ้น มีความสุขมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง ส่วนทางชาวบ้านเกิดความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน เวลาที่ช่วยกันทำงาน หันกลับมาเห็นตัวตนกันมากขึ้น จากแต่ที่เดิมต่างคนต่างทำมาหากินเพื่อหาเงินมาผ่อนสิ่งของ ยิ่งไปกว่านี้คือ การมีความรู้ด้านการชลประทานที่จะทำให้ประชาชนมีความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา”

ด้านบุญล้อม เต้าแก้ว เกษตรกรอายุ 68 ปี จากจังหวัดสระบุรี มีที่ดิน 20 ไร่ ทำนาข้าวทั้งหมดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า เล่าว่า เมื่อปี 2536 เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเห็นแปลงเกษตรที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำ แบ่งเป็นที่นา ที่ไร่ บ่อน้ำ และที่อยู่อาศัย อยากจะทำแบบเดียวกับพระองค์ท่าน แต่ก็ทำไม่ได้ทันทีเพราะไม่มีเงินจ้างคนขุดบ่อน้ำ และตัวเองยังเป็นหนี้สินอยู่หลายแสนบาท

“แต่เราไม่ท้อ ค่อยๆ ทำไปทีละนิด เพราะรู้สึกว่าวิธีนี้แหละจะเป็นทางรอด ตอนนั้นแปลงของเรามีบ่อน้ำเล็กกว่าของที่พระองค์ท่านทำเป็นตัวอย่างไว้มาก แต่ไม่เป็นไรเพราะเราสามารถผลิตอาหารได้ทุกอย่าง และได้ส่วนราชการเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ไปลงทุนปลูกพืชสวน ทำโรงเพาะเห็ด ขุดบ่อปลา ฯลฯ เริ่มต้นปีแรกมีแต่คนว่า ไม่ได้ผล ทำเกษตรแบบนี้ไม่มีทางรวย และไม่มีเงินพอใช้หนี้ แต่เรายึด 3 คำในใจมาตลอด คือ มุ่งมั่น ขยัน อดทน ช่วง 2-3 ปีแรกเรามีกิน มีใช้ มีอยู่ พอปี 2539-2540 เริ่มเห็นชัด ต้นไม้เริ่มใหญ่ พอปีที่ 4 ปีที่ 5 เริ่มใช้หนี้ ส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี 3 คน จากที่เมื่อก่อนเราซื้อทุกอย่าง กลับมาเป็นได้ขายของทุกอย่าง ทุกวัน มีเงินเข้าทุกวัน” คุณพ่อบุญล้อมกล่าว

ปัจจุบันพ่อบุญล้อมแบ่งพื้นที่ทำสวน 12 ไร่ ทำนา 4 ไร่ ขุดบ่อน้ำ 2 ไร่ และเป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีน้ำใช้มาตลอด มีข้าวกิน มีพืชผักสวนครัวกิน

“มีน้ำไม่มีหนี้ มีที่ไม่ต้องกลัวจน” เป็นประโยคที่พ่อบุญล้อมพูดบ่อยที่สุดตลอดการสนทนา

สกู๊ปพิเศษ : กว่าจะเป็น B5 NOW 15 CONCERT กับเรื่องราวความผูกพันของ ‘เบน-โต๋-มาเรียม-เค้ก-คิว’

Published November 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/350037

สกู๊ปพิเศษ : กว่าจะเป็น B5 NOW 15 CONCERT กับเรื่องราวความผูกพันของ  ‘เบน-โต๋-มาเรียม-เค้ก-คิว’

สกู๊ปพิเศษ : กว่าจะเป็น B5 NOW 15 CONCERT กับเรื่องราวความผูกพันของ ‘เบน-โต๋-มาเรียม-เค้ก-คิว’

วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรียกว่าเป็นนักร้อง-นักดนตรี เพื่อนซี้เสียงทรงพลังที่คร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนานและมากประสบการณ์สำหรับ เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒ, โต๋- ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, มาเรียม อัลคาลาลี่, เค้ก-อุทัย ปุญญมันต์ และคิว-สุวีระ บุญรอด วันนี้พวกเขาได้กลับมารวมตัวกันครั้งแรกในรอบ 15 ปี เพื่อจัดคอนเสิร์ตสุดพิเศษ รียูเนี่ยนเหล่าแฟนเพลง “B5 NOW 15”(บี ไฟว์ นาว 15) เพื่อมอบความสุขผ่านเสียงเพลงแบบเต็มอิ่ม แต่กว่าจะเกิดคอนเสิร์ตนี้ได้ พวกเขาต้องเตรียมตัวกันอย่างไรและมีอะไรให้เซอร์ไพรส์คนดูตามไปเจาะลึกจากพวกเขากัน

จุดเริ่มต้นในการรวมตัว

มาเรียม : จริงๆ พวกเราเจอกันตลอดเวลาอยู่แล้วเบน กับ โต๋ ก็จะเจอผู้ใหญ่กันบ่อย ก็จะมีการไปแย็บๆ ว่าเอ๊ะ สนใจอะไรยังไงไหม จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้ใหญ่ทางบีอีซี เทโร เขาเห็นว่า เออ ได้เวลาแล้วล่ะ ที่ B5 จะกลับมารวมตัวกัน อยู่ดีๆ ก็นัดประชุมสายฟ้าแล่บ แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้น

โต๋ : ทุกอย่างคล้ายๆ รอบแรกเลย บทจะลงตัวก็ลงตัวกันง่ายๆ บทจะไม่ลงตัวกันนานเท่าไหร่ก็ไม่ลงสักที (หัวเราะ) ก็เรียกได้ว่าพูดคุยกันมาตลอดเลย 15 ปี คือเราอยากจะรวมตัวกันเองมาโดยตลอดนะ แต่ว่าศักยภาพของพวกเราที่นัดกันเองมันกันเองเกินไป แล้วมันก็ไม่เกิดขึ้นสักที

เดินหน้าสร้างโปรเจกท์

มาเรียม : ก็ต้องคุยกันว่ามีเพลงมีอะไรบ้างก่อนที่จะมีคอนเสิร์ต ก็เป็นการปูทางไปยังจุดหมายปลายทางของเรา เส้นชัยคือคอนเสิร์ต ตอนนั้นเราตื่นเต้นกันมากเลย นัดกันมาที่ห้องรวมตัวกัน เฮ้ย เพลงอะไรกันดี ลิสต์กันได้ประมาณ 40 กว่าเพลง

เค้ก : เยอะมาก มีเพลงตั้งแต่ของ เบเกอรี่ มิวสิค เพลงต่างประเทศ เพลงจีน มีทุกอย่างเลย ก็สนุกดีนะเราได้ระดมความคิดกันโดยไม่มีกรอบอะไร และตอนที่เป็นรูปเป็นร่างจริงๆ คือตอนที่ไป Karma Studios ที่บางเสร่ พวกเรากินนอนด้วยกัน3-4วัน ตอนนั้นมีพี่ไก่ด้วย คิดอะไรได้ก็อัดไว้ เหมือนกับเราไปทำเดโม่ครั้งแรกกันที่นั่น เหมือนได้ย้อนการทำเพลงไปในสมัยก่อนเลย

โต๋ : จริงๆ ทุกคนจ้องจะทำมาตั้งแต่ 3 ปี 5 ปี10 ปี แต่ไม่ลงตัวสักที จนสุดท้ายนี่แหละปีนี้ 15 ปีพอดี ตอนแรกก็คุยกันไว้ว่าจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ๆ กันนะ แต่สุดท้ายก็เฮ้ย…ทำเป็นอัลบั้มดีกว่าก็เลยเป็นอัลบั้มออกมาด้วย เพราะในวันคอนเสิร์ตนอกจากคุณจะซื้อบัตรดูคอนเสิร์ตแล้วคุณก็จะได้อัลบั้มใหม่ของพวกเรา ฉะนั้นเริ่มต้นคอนเสิร์ตของเราก็เริ่มมาจากปลายปีที่แล้ว เลือกเพลง ทำเพลง นัดกันไปที่บางเสร่ พัทยา ทุกคนต้องเคลียร์คิว เหมือนเป็นการเข้าค่ายเลือกเพลงทำเพลง เพราะฉะนั้นถ้ารอไม่มีใครตรงกันแน่นอน (หัวเราะ)

ความต่างของการทำเพลงยุคปัจจุบันกับเมื่อก่อน

คิว : ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าเป็นยุคสมัยไหนนะ ผมมองแค่ว่าเออเราอยู่ด้วยกันอยากจะทำอะไร อย่างโต๋กับเปียโนหนึ่งตัวกับเพื่อนๆ เสน่ห์ของมันคือ แค่ไม่ต้องคิด อยากเล่นอะไรขึ้นมาก อยากร้องอะไร แต่เราก็โชคดีที่มีพี่ไก่-สุธี มาช่วยทำให้ความเพ้อความเวิ่นเว้อนั้นมันพอดี แล้วมันก็สนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน ลองผิด ลองถูก เราอาจจะไมได้รู้ทฤษฎีเยอะขึ้นแต่ด้วยประสบการณ์ที่เราอยู่มา 15 ปี มันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกทุกคนโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ทุกคนโตขึ้นโดยประสบการณ์ ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกแค่ว่าสิ่งที่เราทำไปมันเป็นพลังงานที่ดีสำหรับผม

เบน : เบนโตมากับศิลปินที่ทำเพลงมาในห้องนอนใช้คอมพิวเตอร์ตัวเดียว แต่ตอนนี้เบนรู้สึกว่า B5 เหมือนเราย้อนกลับไปหาความออริจินัล ไปหาสิ่งที่จับต้องได้มากกว่าแค่การมีซอฟท์แวร์ และคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง คือการที่เราไปอยู่ในห้องซ้อมใหญ่ๆ ด้วยกัน มีแกนเปียโนตั้งอยู่หนึ่งตัว เอาไมค์มาวางตำแหน่ง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง พอคนนี้คิดเพลงนี้ขึ้นมา โต๋เล่นเปียโนขึ้นมาอีก 4 คนช่วยกันลองร้องขึ้นมาสิว่าจะออกมาแบบไหน ผมว่ามันกลับไปสู่ความที่มันควรจะเป็น

ปัญหาหรืออุปสรรค

โต๋ : เป็นเรื่องที่ดีนะ การได้ทำงานกับเพื่อนได้เข้าห้องอัด ซ้อม มาอยู่ด้วยกันเป็นบรรยากาศที่ดีจุดแข็งแรงของการทำงานครั้งนี้ของพวกเขาก็คือความแข็งแรง ความเป็นเพื่อนที่พูดตรงๆ กันได้ ด่ากันได้รู้ว่าจะต้องพูดกันตรงๆ และมีการโหวตกันเกิดขึ้น แล้วก็มีพี่ไก่ เป็นเปาบุ้นจิ้น (หัวเราะ)

เบน : คือมันสนุกกว่าตอนเมื่ออัลบั้ม 15 ปีที่แล้วมากเลย เป็นโปรเจกท์ที่เกิดขึ้นมาโดยที่แบบว่าทุกคนไม่ได้ตั้งใจ แล้วรีบทำเลย พอคิดเพลงได้ โต๋กลับไปทำพี่ไก่แยกไลน์ประสาน แยกกันอัด คือตอนนั้นเรามีส่วนร่วมกับอัลบั้มแค่ตอนร้องกับตอนดีไซน์การประสานนิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นเอง แต่ชุดนี้เหมือนเราได้เริ่มต้นด้วยกันตั้งแต่แรกหมดเลย

มาเรียม : ตอนนั้นที่ไปทำร่วมกันที่บางเสร่ ทุกคนก็ได้ลองอัดเสียง เราก็ฟังแล้วก็ลองเสนอไอเดีย เออ เราน่าจะเติมไลน์นี้เข้าไปหน่อยดีไหม ก็เข้าไปอัดเลย คือการที่เราไปอยู่ตรงนั้นด้วยกันก็ทำให้เราโฟกัสสิ่งเดียวกันอันนี้มากขึ้นและใส่อะไรที่คิดว่าโอเค แล้วด้วยความที่เราก็โตมากับการทำงานเบื้องหลังในยุคสมัยก่อนตั้งแต่เด็กๆ เราก็อยู่ในห้องอัดเป็นคอรัสให้คริสติน ตอนนั้นจำได้อยู่ม.2-3 เรียนเสร็จก็ไปอยู่ห้องอัดเลย อยู่จนกระทั่งตี 4ก็ไม่ได้อัดร้องนะ นั่งรอคนโน่นคนนี่เข้าห้องอัด พอกลับมาทำB5 ครั้งนี้เราก็หวนคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ แบบนั้นอีกครั้งนะ คือการที่เราไปอยู่ห้องอัดเลยโดยที่ยังไม่มีหน้าเพลงอะไรเลยก็ได้

โต๋ : ด้วยความที่ B5 เป็นศิลปิน 5 คน จะเป็นโลก 5 อยู่ แล้วพอทุกคนมาอยู่รวมกันก็จะกลายเป็น โลกที่ 6 ที่ทั้ง 5 คน มารวมกันอยู่ ทุกคนก็จะมาอยู่จุดที่บาลานซ์กัน

เบน : คือไม่มีคนไหนหรือใครเสียสละอะไรของตัวเองเพื่อความบาลานซ์กันนะแต่ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติเอง

เค้ก : เหมือนเป็น Relationships นะ พอเรามาอยู่กับใครสักคนหนึ่งแล้วเราก็รู้สึกว่า เออ เราเป็นแบบนี้ผมว่าถึงแม้สไตล์ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่จะมีธรรมชาติบางอย่างที่ทุกคนมีร่วมกัน เช่น เรามีอารมณ์ทุกๆ อย่างร่วมกัน เช่น เรื่องความเศร้า แต่ละคนอาจจะมีเรื่องราวชีวิตต่างกันแต่ว่าทุกคนรู้จักความเศร้าเหมือนกัน ทุกคนรู้จักความสุขเหมือนกัน ทุกคนรู้จักความสวยงามของเพลงเหมือนกัน ฉะนั้นการมาอยู่ร่วมกันตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นการเสียสละอะไร เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว

ความผูกพันตลอดระยะ 15 ปี

คิว : ตอนนั้นจะรู้จักเบนอยู่คนเดียว เข้ามาใกล้ๆ กันจนกระทั่งมาเจอ โต๋ มาเรียม เค้ก ด้วยความที่เราอินดี้มาก ตอนนั้นไม่คุยกับใคร ไม่อะไรเลย สุดท้ายกลายเป็นว่า 15 ปีที่ผ่านไป คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในชีวิตเรา อย่างมาเรียมนี่ไม่กล้าและไม่คิดจะคุยด้วยเลย แต่พออยู่ไปสักพัก กลายเป็นเพื่อนที่ผมเจอบ่อยที่สุด คือตอนนั้นเมื่อ 15 ปีตัวเราเองแหละมีกำแพง มีอัตตาที่สูงมาก แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว สมัยก่อนเราไม่พอใจก็เขียนด่า แต่งเพลงด่า พอเวลาผ่านไปเราก็รู้สึกว่า เออ มันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรที่ทำอย่างนั้นกลายเป็นตอนนี้โต๋ดาร์กกว่าผมแล้ว (เสียงฮาครืน) วันๆ ผมดูแต่หมา

มาเรียม : คืนแรกที่เจอกันทุกคนไปกินข้าวที่สุขุมวิท 38 ที่โต๊ะเหลือเรากับคิว แล้วคิวเขาก็เงยหน้าขึ้นมา “ร้องแจ๊สเหรอครับ” (หัวเราะ) และจำได้ว่าคิวหัวเราะครั้งแรกในห้องอัดเพลง “บางสิ่ง”

คิว : สมัยก่อนเราเป็นคนขี้เขิน ถ้าไม่คุยก็จะหาว่าเราเก๊ก หยิ่ง(หัวเราะ)

เบน : เรารู้สึกว่าเราจะทำยังไงให้สนิทกันเร็วที่สุด เจอมาเรียมเสร็จก็ยิ้มให้แล้วพูดว่า “ว่าไงผู้หญิงอ้วน”คือผมกับคิวเจอกันอยู่แล้ว ส่วนเค้กก็เจอกันตั้งแต่เรียนอยู่แล้ว พอวันนั้นต้องมาเจอกับมาเรียมและโต๋ก็ไม่มีอะไรมากทำการบ้านแค่ 2 คนนี้ (หัวเราะร่วน) ก็คือละลายพฤติกรรมกัน สนิทกัน ส่วนโต๋มาถึงก็ดูเรียบร้อยจังใส่ชุดนักศึกษาเอแบค

มาเรียม : คือ คนเราถ้าทักมาอย่างนี้แล้วถ้าโกรธหรือติดใจอะไรกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้นะ แต่นี่เราด่ากลับ เรารู้ว่านี่คือการหยอกล้อไม่ใช่มานั่งแบบไม่พอใจกัน

เอกลักษณ์ของการประสานเสียงแบบ B5

เบน : B5 ไม่ใช่การประสานเสียงที่เป็นวงแบบประสานเสียง A cappella หรือตามตัวโน้ตอย่างนั้นแต่ B5 คือ การโซโล่ 5 คน ศิลปินเดี่ยว 5 คนที่มาหาจุดกึ่งกลางตรงกลางด้วยกัน มันก็จะมีความแลบปลิ้นความเป็นศิลปินเดี่ยวของแต่ละคนออกมาให้เห็นอยู่ในแต่ละท่อน ที่ร้องประสานกัน ไม่เหมือนวงเดี่ยวกับยุคเราตอนนั้นA cappella 7 อันนั้นคือเนียน โซโล่หนึ่งคน แต่ว่าของเราคือ B5 5 คน คนต้องประคองกันไปให้ถึงจุดที่ดีที่สุด ยังคงความเป็นตัวเองอยู่ เวลาร้องประสานจะฟังรู้เลยว่าเสียงใคร การรวมตัวร้องกับ B5 จะทำลายทุกทฤษฎีการร้องการประสานเสียงทั้งหมดที่เราเคยเรียนมา แต่มันกลายเป็น นี่มันคือ จุดเด่นของ B5

กราฟชีวิตที่ผ่านมา

คิว : เรารู้สึกว่าการร้องเพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ฟังเพลงนี้ บรรยากาศแบบนั้น หรือเราอยากจะร้องอะไรหรือทำอะไรมันมีความสุข เวลาทุกข์เราร้องเพลงขึ้นมามันเกิดเป็นซีนในหัวหรือเพลงจากหนังที่เราชอบก็เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในนั้น ผมก็เลยรู้สึกว่าการร้องเพลงไม่เคยทำร้ายอะไรผมเลย งานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นงานที่ไม่เหมือนงาน กล้าพูดว่าเราโชคดีกว่าหลายคนนะ
บางคนทำงานที่รักก็โชคดีไป บางคนเลือกไม่ได้จำเป็นต้องทำ แต่เราไม่ได้เลือกเว้ย มันเลือกเรา แล้วเราก็อยู่กับมันชนิดที่ว่าเราก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นงาน ก็แค่เหนื่อยไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ ใจเรายังอยากสนุกอยู่ รู้แค่ว่ามันเป็นชีวิตเรา

เบน : ผมเป็นคนที่คุยกับตัวเองเสมอว่า เราแฮปปี้กับสิ่งที่เรากำลังจะทำหรือเปล่า ผมไม่อยากจะไปย้อนว่าอีก 10 ปีที่แล้ว อยากจะบอกอะไรตัวเอง ผมก็จะบอกเสมอว่า ทำดีแล้วนะทำต่อไป มันมาจากจุดแรกทุกๆ งาน ทุกวันที่เราเลือกจะทำเราตั้งคำถามกับเราเองว่าเราแฮปปี้ที่จะทำไหม อย่าทำไปด้วยการฝืนใจทำ และอยากจะกลับไปแก้อะไรไหม ไม่เลยเพราะทุกอย่างคือความสุขที่เราได้เลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะวันที่เราตัดสินใจจะทำเราถามตัวเองแล้วว่าเรามีความสุขที่จะทำหรือเปล่า ไม่มีความสุขก็ไม่ทำแค่นั้นเอง

เค้ก : ถ้าย้อนกลับไปในวัยเด็กเราก็มีความทุกข์บ้าง เฮ้ย เราอยากจะร้องเพลงต่อนะ แต่ ณ ตอนนี้เรามองย้อนกลับไปมันก็ดีนะ ทุกๆ ช่วงชีวิตเรา ถ้าเราไม่ได้หยุดร้องเพลงเราก็ไม่ได้ไปต่างประเทศ และตอนนี้ถึงแม้จะทำธุรกิจมีปัญหาก็มีความเครียดเป็นปกติ แต่ว่าเราก็รู้สึกว่าขึ้นลงสนุกกันคนละแบบ เราสามารถมีความสุขกับการขึ้น-ลงของมันได้

โต๋ : ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาร้องเพลง ตอนนั้นทุกคนได้ออกอัลบั้มแล้ว ผมยังไม่ได้ออกสักอัลบั้มเลย ก็เลยไปเมืองนอก และโดนเลื่อนมาตลอด แล้วก็ได้มาทำเพลง รักเธอ แล้วพอทำสักพักเริ่มเบื่อก็หายไป แล้วก็กลับมาอีกครั้งและตอนนี้ก็ไม่เหมือนตอนนั้น เพราะตอนนั้นเครียดมากต้องทำทุกอย่างให้ดี เราตั้งใจเกินไปจนลืมที่จะมีความสุขกับชีวิต แต่พอกลับมาทุกวันนี้ผมมองว่าการมีความสุขมันสำคัญนะ กลายเป็นอะไรก็ได้ไม่ต้องกังวลหรือเครียดผมไม่ต้องคีฟอะไรอีกต่อไป กล้ามากขึ้นเพื่อกระโดดไปหาความสุข ผมว่าคนที่ชิงมีความสุขก่อนคือคนที่ชนะ

มาเรียม : ช่วงชีวิตของทุกคนมีทั้งจุดขึ้นและจุดลงจุดที่เรารู้สึกว่าแย่ที่สุด ทำไมต้องเกิดกับเรา แต่พอวันหนึ่งเรามองอยู่ในจุดที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย ดี แฮปปี้ เรามองย้อนกลับไป มันจะไม่สามารถมาอยู่ตรงนี้ได้ ถ้าเราไม่ได้ผ่านตรงนั้นมา ถ้าชีวิตเราไม่ได้เลือกเดินทางนั้น บางอย่างที่เราคิดว่าฉันตัดสินใจผิด เลือกผิด ที่ทำแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเลือกมันพาเรามาทางนี้ ณ จุดที่เราต้องการมากที่สุด เรียมเชื่อว่าชีวิตเรามีกราฟแบบนั้นนะ กราฟที่สุดท้ายแล้วมันก็จะพาเราไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ที่สุด ฉะนั้นกราฟตอนนี้คือจุดที่เรามีความสุข และเชื่อว่าต่อไปก็ต้องเจอจุดลง จุดขึ้นอีก

เค้ก : ทุกวันเราให้ค่ากับอะไรมากเกินไป จนกระทั่งเราไปมีความทุกข์กับมัน เพราะจริงๆ แล้วเราก็อาจจะเป็นแค่จิตวิญญาณที่กำลังมีประสบการณ์แบบมนุษย์อยู่ จะขึ้นจะลงก็เป็นแบบมนุษย์เราก็สนุกไปกับมันดีกว่า

เบน : กราฟขึ้นหรือลงเบนว่ามันคือธรรมชาติของชีวิต สัจธรรม ทุกอย่างมีขึ้นมีลง ไม่มีอยู่ตรงนี้หรืออยู่ถาวรตลอดไป ประเด็นเราว่าน่าจะอยู่ที่ความสุขใครเข้าใจและหาเจอเร็วที่สุดก็จะทำให้เรามีความสุขที่แท้จริงกับสิ่งที่ตัวเองทำ

บทบาทที่นอกเหนือจากงานในวงการ

เบน : ช่วงหลังๆ ก็เริ่มผันตัวเองมาทำอะไรมากขึ้นนอกจากร้องเพลง เล่นคอนเสิร์ต เล่นละครเวที ละคร ทำหนัง ทำรายการ Commentator กรรมการ โค้ชก็แตกมาจากสิ่งที่เรารักก็คือการร้องเพลง หลังจากนี้ใครจะติดตามก็ติดตามได้ แล้วก็มีซิทคอม รายการทีวี. และอย่างปีนี้ก็แพลนโปรเจกท์ใหญ่ไว้แค่ B5 นี่แหละฝากติดตามด้วยละกันครับ

เค้ก : จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยแต่งเพลงไว้เยอะมาก แล้วก็ทำเป็นเดโมทิ้งไว้ มาถึงปัจจุบันก็ไม่ได้มีความตื่นเต้นที่อยากจะปล่อยเพลง หรือว่าทำมาหากิน โดยเราก็ยังชอบการร้องเพลง แต่เราอาจจะไม่ได้โฟกัสที่การดำเนินอาชีพร้องเพลงเพื่อหาเงินแล้ว นอกจากนี้ก็มีทำร้านอาหาร “มามาริน” ใครชอบกินก๋วยเตี๋ยวไปชิมกันได้ อยู่เอกมัย ซอย 15 และสาขา 2 ที่บีทีเอส บางจาก แล้วก็มีทำเว็บเพจท่องเที่ยวชื่อ Hopāround (@hoparound.co)หรือ http://www.facebook.com/hoparound.co และช่วยงานที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมที่พัทยาครับ

โต๋ : ผมเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ไป ตอนนี้ก็ทำอีกอัลบั้ม ตั้งใจว่าพอจบคอนเสิร์ต B5 ก็จะออกอัลบั้มชุดใหม่อีก ยังคงมีความสุขกับวงการเพลงอยู่ และมีความสุขที่มีโอกาสได้ไปทำเพลงต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากทำและพูดมาตั้งนานแล้วว่าอยากจะทำมาโดยตลอดจนเราได้โอกาสที่ไปทำจริงๆ และบทบาทอื่นไม่ว่าจะเป็นCommentator โค้ช พิธีกร ละครเวทีบ้าง และละครเรื่องแรกก็อาจจะตามมาเร็วๆ นี้ด้วย

มาเรียม : มีงานเบื้องหลังเรื่อยๆ ค่ะ ไปช่วยคุมร้องให้คนนี้ คอรัสให้คนนั้น ชอบร่วมงานกับศิลปินใหม่ๆ เพลงโฆษณา พากย์รายการ สปอตวิทยุ มีวงของมาเรียมเองที่ออกอีเว้นท์ แล้วก็คุยกันหลายครั้งว่าอยากจะทำเพลงร่วมกันแต่ยังไม่มีโอกาสได้อัดหรืออะไรยังไงก็รอเสร็จ B5 ก่อนค่ะ

คิว : ผมเหรอ ตื่นมาเล่นเกม ดูสุนัข ไม่มีอะไร เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเล่าเรื่อง ไม่อยากทำตัวให้เป็นข่าวหรือเป็นกระแส อาจจะร้องเพลงเล่นๆ ในแอฟให้คนฟังอัดสปอตโฆษณา ก่อนหน้านี้ก็จะมีทัวร์คอนเสิร์ตกับฟลัวร์บ้างแต่ไม่ได้งานใหญ่โตอะไรครับ

ความพิเศษของ “B5 NOW 15” ที่เตรียมไว้

เบน : ผมว่าแล้วแต่มุมมองว่าความพิเศษที่แฟนๆ คาดหวังคืออะไร บางคนก็ไม่ได้คาดหวังให้ B5 มาเต้น เพราะไม่ใช่สิ่งที่ B5 ทำได้ดี หลายๆ ครั้งคอนเสิร์ตที่แสดงมาเราก็จะมีโชว์พิเศษโน่นนั่นนี่ แต่ฟีดแบ๊กกลับกลายเป็นว่า ทำไมไม่ร้องเพลงนี้ล่ะคะ ฉะนั้นบนเวทีนี่ก็เลยจะพยายามร้องเพลงออริจินัลของ B5 ให้มากที่สุด คอนเสิร์ต “B5 NOW 15” ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2561 ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ผมบอกเลยว่าสำหรับใครที่ว่างวันนั้นก็มามีความสุขร่วมกัน พวกเราก็มีความภูมิใจที่ได้มารวมตัวกันและร้องเพลงให้ทุกคนได้ฟังกัน ผมไม่มีอะไรสัญญาให้นอกจากสัญญาว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้เพลงเพราะแน่นอน เพราะมากๆ ไม่ผิดหวัง และบัตรทุกที่นั่ง รับทันที ซีดีอัลบั้มใหม่ ที่ไม่มีวางจำหน่ายที่ใด คุ้มแน่นอนครับ

โต๋ : คนดูคุ้มมากนะผมว่าการที่คุณได้มาดูศิลปินเดี่ยว 5 คน บนเวที ตั้งแต่เพลงอัลบั้มแรกของ B5รวมทั้งเพลงเดี่ยวของแต่ละคน ได้เห็นเกือบ 20 เพลง ออริจินัลของ B5 บนเวทีก็จะเน้นโชว์เพลง อารมณ์เพลงต่อเนื่องยังไง โฟกัสที่การแสดง การร้อง ให้ตราตรึงใจคนดูครับ

แค่นั่งฟัง 5 ศิลปินมารวมตัวพูดคุย ยังสัมผัสได้ถึงความสุข รอยยิ้ม และเสียงฮา เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องเดาว่า ยาม B5 อยู่บนเวที จะตระการตา และตราตรึงใจสักเพียงใด!?

ปริมวาไล

%d bloggers like this: