สกู๊ปพิเศษ

All posts tagged สกู๊ปพิเศษ

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

Published December 13, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380532

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา  สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2561ที่ผ่านมา รัฐบาลทุกๆรัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ

“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยังได้กำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติอีกด้วย โดยตั้งเป้าหมายที่จะให้ “ประเทศไทยจะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคทั้งด้านผลิต บริโภค การค้า และบริการ : เกษตรอินทรีย์ของไทยต้องมีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในเวที “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” ณ วัดมงคลชัยพัฒนา สระบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ว่า หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นที่พึ่งของคนได้ทุกระดับ หรือแม้แต่คนที่ยังไม่ตกงาน แต่เบื่อวิถีชีวิตเมือง เบื่อวิถีแห่งการแข่งขัน หลักเศรษฐกิจพอเพียงก็จะเป็นที่พึ่งได้เช่นกัน หวังว่าสิ่งที่ทรงทำเอาไว้จะไม่สูญหายไป งานที่ทรงทำไว้จะเป็นที่พึ่งของคนในยุค disruption

ปัจจุบันสังคมกำลังเข้าสู่ยุค Disruption ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านอย่างรวดเร็วและรุนแรง สิ่งที่มีอยู่บางอย่างในสังคมสูญหายไป เกิดสิ่งใหม่เข้ามาแทน เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ถูกแทนที่ด้วยสื่อดิจิทัล เทคโนโลยีถูกใช้ทำงานแทนแรงงานคน เกิดปัญหาคนตกงานเป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเมืองไทยก็เช่นกัน

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างตั้งแต่เมื่อปี 2536 และมีเกษตรกรไทยจำนวนมากได้นำตัวอย่างของพระองค์ไปใช้และประสบผลสำเร็จ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรฯ จึงมีเป้าหมายขยายผลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยเกษตรกรอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นหนึ่งโครงการสำคัญของแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานในฐานะที่ได้ทำภารกิจใกล้ชิดกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตอนนี้รู้จักกันดีในชื่อเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ โคก หนอง นาโมเดล มาใช้ทั้งพื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน

วิธีการหนึ่งของหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง การสร้างแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่ตนเอง ประชาชนพึ่งพาตนเองได้เรื่องน้ำ เปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมมาเป็นเกษตรอินทรีย์โดยธรรมชาติ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ และที่สำคัญสุด คือ พึ่งพาตนเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหนทางเพิ่มรายได้ ลดหนี้สินให้เกษตรกร

นอกจากนี้ยังส่งผลบวกในระยะยาวที่จะตามมามีมากมาย โดยเฉพาะขีดความสามารถในการพัฒนา พึ่งพาและจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ฐานทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่าไม้ได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน ลดอัตราการว่างงาน แรงงานคืนถิ่น เกิดการกระจายรายได้ เศรษฐกิจพัฒนา และเป้าหมายสูงสุดคือ คนไทย สังคมไทยอยู่ดีมีสุข

“กรมชลประทานได้วางแผนการทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย ในเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 20 ล้านไร่ภายใน 20 ปี เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ 33.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และเกษตรกรจะมีความยั่งยืนในอาชีพตน 2.42 ล้านครัวเรือน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสระแก้ว เจ้าหน้าที่กรมชลประทานผู้นำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ เล่าว่า เกษตรกรบริเวณลุ่มน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในการนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้และเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

“โจทย์คือเราเป็นข้าราชการ มีความรู้ด้านวิศวกรรม จะนำความรู้กลับมารับใช้สังคมได้อย่างไร”

เมื่อลงพื้นที่จนชาวบ้านเริ่มเข้าใจหลักการ เข้าใจเรื่องการชลประทาน ก็เริ่มเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม เข้าใจปัญหาและแก้ไขปัญหาเอง เช่น เมื่อพื้นที่ของตนไม่ได้อยู่ใกล้คลอง หรือฝาย หรือแหล่งน้ำใด ๆ หากรอทางราชการมาทำระบบชลประทานให้ก็ใช้เวลานาน หรือบางครั้งแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เขาจึงคิดแก้ไขปัญหาเองด้วยการขุดบ่อ/คลองไส้ไก่ เพื่อดักน้ำฝนไว้ใช้ในพื้นที่ตน หรือปรับพฤติกรรมจากปลูกพืชชนิดเดียว รอการเก็บเกี่ยวแค่ครั้งเดียว เปลี่ยนมาทำกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้นในที่ผืนเดียวกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาจากหลายทางตลอดทั้งปี หรือ ทำการออกแบบระบบชลประทานเอง ก็จะได้การบริหารจัดการน้ำที่ตรงใจ แก้ไขปัญหาให้ผู้ใช้น้ำได้ตรงจุด เป็นต้น

นอกจากนี้หลายครั้งที่ชาวบ้านพบว่า ปัญหาเกิดจากตัวเขาเองที่ไปตัดไม้ บุกรุกที่ทำกิน ทำให้ดินลงคลอง ทางน้ำตื้นเขิน ก็จะกลับมาแก้ไขเรื่องพวกนี้โดยที่ไม่ได้ร้องเรียนมาทางกรมชลประทาน

“การนำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ได้ผลที่เป็นรูปธรรมเห็นชัดคือ เปลี่ยนชาวบ้านจากที่ไม่เคยช่วยเหลือตัวเองเลย คอยแต่พึ่งพาราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เราที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานสบายขึ้น มีความสุขมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง ส่วนทางชาวบ้านเกิดความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน เวลาที่ช่วยกันทำงาน หันกลับมาเห็นตัวตนกันมากขึ้น จากแต่ที่เดิมต่างคนต่างทำมาหากินเพื่อหาเงินมาผ่อนสิ่งของ ยิ่งไปกว่านี้คือ การมีความรู้ด้านการชลประทานที่จะทำให้ประชาชนมีความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา”

ด้านบุญล้อม เต้าแก้ว เกษตรกรอายุ 68 ปี จากจังหวัดสระบุรี มีที่ดิน 20 ไร่ ทำนาข้าวทั้งหมดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า เล่าว่า เมื่อปี 2536 เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเห็นแปลงเกษตรที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำ แบ่งเป็นที่นา ที่ไร่ บ่อน้ำ และที่อยู่อาศัย อยากจะทำแบบเดียวกับพระองค์ท่าน แต่ก็ทำไม่ได้ทันทีเพราะไม่มีเงินจ้างคนขุดบ่อน้ำ และตัวเองยังเป็นหนี้สินอยู่หลายแสนบาท

“แต่เราไม่ท้อ ค่อยๆ ทำไปทีละนิด เพราะรู้สึกว่าวิธีนี้แหละจะเป็นทางรอด ตอนนั้นแปลงของเรามีบ่อน้ำเล็กกว่าของที่พระองค์ท่านทำเป็นตัวอย่างไว้มาก แต่ไม่เป็นไรเพราะเราสามารถผลิตอาหารได้ทุกอย่าง และได้ส่วนราชการเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ไปลงทุนปลูกพืชสวน ทำโรงเพาะเห็ด ขุดบ่อปลา ฯลฯ เริ่มต้นปีแรกมีแต่คนว่า ไม่ได้ผล ทำเกษตรแบบนี้ไม่มีทางรวย และไม่มีเงินพอใช้หนี้ แต่เรายึด 3 คำในใจมาตลอด คือ มุ่งมั่น ขยัน อดทน ช่วง 2-3 ปีแรกเรามีกิน มีใช้ มีอยู่ พอปี 2539-2540 เริ่มเห็นชัด ต้นไม้เริ่มใหญ่ พอปีที่ 4 ปีที่ 5 เริ่มใช้หนี้ ส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี 3 คน จากที่เมื่อก่อนเราซื้อทุกอย่าง กลับมาเป็นได้ขายของทุกอย่าง ทุกวัน มีเงินเข้าทุกวัน” คุณพ่อบุญล้อมกล่าว

ปัจจุบันพ่อบุญล้อมแบ่งพื้นที่ทำสวน 12 ไร่ ทำนา 4 ไร่ ขุดบ่อน้ำ 2 ไร่ และเป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีน้ำใช้มาตลอด มีข้าวกิน มีพืชผักสวนครัวกิน

“มีน้ำไม่มีหนี้ มีที่ไม่ต้องกลัวจน” เป็นประโยคที่พ่อบุญล้อมพูดบ่อยที่สุดตลอดการสนทนา

Advertisements

สกู๊ปพิเศษ : กว่าจะเป็น B5 NOW 15 CONCERT กับเรื่องราวความผูกพันของ ‘เบน-โต๋-มาเรียม-เค้ก-คิว’

Published November 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/350037

สกู๊ปพิเศษ : กว่าจะเป็น B5 NOW 15 CONCERT กับเรื่องราวความผูกพันของ  ‘เบน-โต๋-มาเรียม-เค้ก-คิว’

สกู๊ปพิเศษ : กว่าจะเป็น B5 NOW 15 CONCERT กับเรื่องราวความผูกพันของ ‘เบน-โต๋-มาเรียม-เค้ก-คิว’

วันเสาร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เรียกว่าเป็นนักร้อง-นักดนตรี เพื่อนซี้เสียงทรงพลังที่คร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนานและมากประสบการณ์สำหรับ เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒ, โต๋- ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร, มาเรียม อัลคาลาลี่, เค้ก-อุทัย ปุญญมันต์ และคิว-สุวีระ บุญรอด วันนี้พวกเขาได้กลับมารวมตัวกันครั้งแรกในรอบ 15 ปี เพื่อจัดคอนเสิร์ตสุดพิเศษ รียูเนี่ยนเหล่าแฟนเพลง “B5 NOW 15”(บี ไฟว์ นาว 15) เพื่อมอบความสุขผ่านเสียงเพลงแบบเต็มอิ่ม แต่กว่าจะเกิดคอนเสิร์ตนี้ได้ พวกเขาต้องเตรียมตัวกันอย่างไรและมีอะไรให้เซอร์ไพรส์คนดูตามไปเจาะลึกจากพวกเขากัน

จุดเริ่มต้นในการรวมตัว

มาเรียม : จริงๆ พวกเราเจอกันตลอดเวลาอยู่แล้วเบน กับ โต๋ ก็จะเจอผู้ใหญ่กันบ่อย ก็จะมีการไปแย็บๆ ว่าเอ๊ะ สนใจอะไรยังไงไหม จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้ใหญ่ทางบีอีซี เทโร เขาเห็นว่า เออ ได้เวลาแล้วล่ะ ที่ B5 จะกลับมารวมตัวกัน อยู่ดีๆ ก็นัดประชุมสายฟ้าแล่บ แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้น

โต๋ : ทุกอย่างคล้ายๆ รอบแรกเลย บทจะลงตัวก็ลงตัวกันง่ายๆ บทจะไม่ลงตัวกันนานเท่าไหร่ก็ไม่ลงสักที (หัวเราะ) ก็เรียกได้ว่าพูดคุยกันมาตลอดเลย 15 ปี คือเราอยากจะรวมตัวกันเองมาโดยตลอดนะ แต่ว่าศักยภาพของพวกเราที่นัดกันเองมันกันเองเกินไป แล้วมันก็ไม่เกิดขึ้นสักที

เดินหน้าสร้างโปรเจกท์

มาเรียม : ก็ต้องคุยกันว่ามีเพลงมีอะไรบ้างก่อนที่จะมีคอนเสิร์ต ก็เป็นการปูทางไปยังจุดหมายปลายทางของเรา เส้นชัยคือคอนเสิร์ต ตอนนั้นเราตื่นเต้นกันมากเลย นัดกันมาที่ห้องรวมตัวกัน เฮ้ย เพลงอะไรกันดี ลิสต์กันได้ประมาณ 40 กว่าเพลง

เค้ก : เยอะมาก มีเพลงตั้งแต่ของ เบเกอรี่ มิวสิค เพลงต่างประเทศ เพลงจีน มีทุกอย่างเลย ก็สนุกดีนะเราได้ระดมความคิดกันโดยไม่มีกรอบอะไร และตอนที่เป็นรูปเป็นร่างจริงๆ คือตอนที่ไป Karma Studios ที่บางเสร่ พวกเรากินนอนด้วยกัน3-4วัน ตอนนั้นมีพี่ไก่ด้วย คิดอะไรได้ก็อัดไว้ เหมือนกับเราไปทำเดโม่ครั้งแรกกันที่นั่น เหมือนได้ย้อนการทำเพลงไปในสมัยก่อนเลย

โต๋ : จริงๆ ทุกคนจ้องจะทำมาตั้งแต่ 3 ปี 5 ปี10 ปี แต่ไม่ลงตัวสักที จนสุดท้ายนี่แหละปีนี้ 15 ปีพอดี ตอนแรกก็คุยกันไว้ว่าจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ๆ กันนะ แต่สุดท้ายก็เฮ้ย…ทำเป็นอัลบั้มดีกว่าก็เลยเป็นอัลบั้มออกมาด้วย เพราะในวันคอนเสิร์ตนอกจากคุณจะซื้อบัตรดูคอนเสิร์ตแล้วคุณก็จะได้อัลบั้มใหม่ของพวกเรา ฉะนั้นเริ่มต้นคอนเสิร์ตของเราก็เริ่มมาจากปลายปีที่แล้ว เลือกเพลง ทำเพลง นัดกันไปที่บางเสร่ พัทยา ทุกคนต้องเคลียร์คิว เหมือนเป็นการเข้าค่ายเลือกเพลงทำเพลง เพราะฉะนั้นถ้ารอไม่มีใครตรงกันแน่นอน (หัวเราะ)

ความต่างของการทำเพลงยุคปัจจุบันกับเมื่อก่อน

คิว : ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าเป็นยุคสมัยไหนนะ ผมมองแค่ว่าเออเราอยู่ด้วยกันอยากจะทำอะไร อย่างโต๋กับเปียโนหนึ่งตัวกับเพื่อนๆ เสน่ห์ของมันคือ แค่ไม่ต้องคิด อยากเล่นอะไรขึ้นมาก อยากร้องอะไร แต่เราก็โชคดีที่มีพี่ไก่-สุธี มาช่วยทำให้ความเพ้อความเวิ่นเว้อนั้นมันพอดี แล้วมันก็สนุกที่ได้อยู่ด้วยกัน ลองผิด ลองถูก เราอาจจะไมได้รู้ทฤษฎีเยอะขึ้นแต่ด้วยประสบการณ์ที่เราอยู่มา 15 ปี มันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกทุกคนโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ทุกคนโตขึ้นโดยประสบการณ์ ซึ่งตอนนี้ผมรู้สึกแค่ว่าสิ่งที่เราทำไปมันเป็นพลังงานที่ดีสำหรับผม

เบน : เบนโตมากับศิลปินที่ทำเพลงมาในห้องนอนใช้คอมพิวเตอร์ตัวเดียว แต่ตอนนี้เบนรู้สึกว่า B5 เหมือนเราย้อนกลับไปหาความออริจินัล ไปหาสิ่งที่จับต้องได้มากกว่าแค่การมีซอฟท์แวร์ และคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง คือการที่เราไปอยู่ในห้องซ้อมใหญ่ๆ ด้วยกัน มีแกนเปียโนตั้งอยู่หนึ่งตัว เอาไมค์มาวางตำแหน่ง ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง พอคนนี้คิดเพลงนี้ขึ้นมา โต๋เล่นเปียโนขึ้นมาอีก 4 คนช่วยกันลองร้องขึ้นมาสิว่าจะออกมาแบบไหน ผมว่ามันกลับไปสู่ความที่มันควรจะเป็น

ปัญหาหรืออุปสรรค

โต๋ : เป็นเรื่องที่ดีนะ การได้ทำงานกับเพื่อนได้เข้าห้องอัด ซ้อม มาอยู่ด้วยกันเป็นบรรยากาศที่ดีจุดแข็งแรงของการทำงานครั้งนี้ของพวกเขาก็คือความแข็งแรง ความเป็นเพื่อนที่พูดตรงๆ กันได้ ด่ากันได้รู้ว่าจะต้องพูดกันตรงๆ และมีการโหวตกันเกิดขึ้น แล้วก็มีพี่ไก่ เป็นเปาบุ้นจิ้น (หัวเราะ)

เบน : คือมันสนุกกว่าตอนเมื่ออัลบั้ม 15 ปีที่แล้วมากเลย เป็นโปรเจกท์ที่เกิดขึ้นมาโดยที่แบบว่าทุกคนไม่ได้ตั้งใจ แล้วรีบทำเลย พอคิดเพลงได้ โต๋กลับไปทำพี่ไก่แยกไลน์ประสาน แยกกันอัด คือตอนนั้นเรามีส่วนร่วมกับอัลบั้มแค่ตอนร้องกับตอนดีไซน์การประสานนิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นเอง แต่ชุดนี้เหมือนเราได้เริ่มต้นด้วยกันตั้งแต่แรกหมดเลย

มาเรียม : ตอนนั้นที่ไปทำร่วมกันที่บางเสร่ ทุกคนก็ได้ลองอัดเสียง เราก็ฟังแล้วก็ลองเสนอไอเดีย เออ เราน่าจะเติมไลน์นี้เข้าไปหน่อยดีไหม ก็เข้าไปอัดเลย คือการที่เราไปอยู่ตรงนั้นด้วยกันก็ทำให้เราโฟกัสสิ่งเดียวกันอันนี้มากขึ้นและใส่อะไรที่คิดว่าโอเค แล้วด้วยความที่เราก็โตมากับการทำงานเบื้องหลังในยุคสมัยก่อนตั้งแต่เด็กๆ เราก็อยู่ในห้องอัดเป็นคอรัสให้คริสติน ตอนนั้นจำได้อยู่ม.2-3 เรียนเสร็จก็ไปอยู่ห้องอัดเลย อยู่จนกระทั่งตี 4ก็ไม่ได้อัดร้องนะ นั่งรอคนโน่นคนนี่เข้าห้องอัด พอกลับมาทำB5 ครั้งนี้เราก็หวนคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ แบบนั้นอีกครั้งนะ คือการที่เราไปอยู่ห้องอัดเลยโดยที่ยังไม่มีหน้าเพลงอะไรเลยก็ได้

โต๋ : ด้วยความที่ B5 เป็นศิลปิน 5 คน จะเป็นโลก 5 อยู่ แล้วพอทุกคนมาอยู่รวมกันก็จะกลายเป็น โลกที่ 6 ที่ทั้ง 5 คน มารวมกันอยู่ ทุกคนก็จะมาอยู่จุดที่บาลานซ์กัน

เบน : คือไม่มีคนไหนหรือใครเสียสละอะไรของตัวเองเพื่อความบาลานซ์กันนะแต่ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติเอง

เค้ก : เหมือนเป็น Relationships นะ พอเรามาอยู่กับใครสักคนหนึ่งแล้วเราก็รู้สึกว่า เออ เราเป็นแบบนี้ผมว่าถึงแม้สไตล์ของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่จะมีธรรมชาติบางอย่างที่ทุกคนมีร่วมกัน เช่น เรามีอารมณ์ทุกๆ อย่างร่วมกัน เช่น เรื่องความเศร้า แต่ละคนอาจจะมีเรื่องราวชีวิตต่างกันแต่ว่าทุกคนรู้จักความเศร้าเหมือนกัน ทุกคนรู้จักความสุขเหมือนกัน ทุกคนรู้จักความสวยงามของเพลงเหมือนกัน ฉะนั้นการมาอยู่ร่วมกันตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นการเสียสละอะไร เป็นสิ่งที่เรารู้กันอยู่แล้ว

ความผูกพันตลอดระยะ 15 ปี

คิว : ตอนนั้นจะรู้จักเบนอยู่คนเดียว เข้ามาใกล้ๆ กันจนกระทั่งมาเจอ โต๋ มาเรียม เค้ก ด้วยความที่เราอินดี้มาก ตอนนั้นไม่คุยกับใคร ไม่อะไรเลย สุดท้ายกลายเป็นว่า 15 ปีที่ผ่านไป คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในชีวิตเรา อย่างมาเรียมนี่ไม่กล้าและไม่คิดจะคุยด้วยเลย แต่พออยู่ไปสักพัก กลายเป็นเพื่อนที่ผมเจอบ่อยที่สุด คือตอนนั้นเมื่อ 15 ปีตัวเราเองแหละมีกำแพง มีอัตตาที่สูงมาก แต่ตอนนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว สมัยก่อนเราไม่พอใจก็เขียนด่า แต่งเพลงด่า พอเวลาผ่านไปเราก็รู้สึกว่า เออ มันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรที่ทำอย่างนั้นกลายเป็นตอนนี้โต๋ดาร์กกว่าผมแล้ว (เสียงฮาครืน) วันๆ ผมดูแต่หมา

มาเรียม : คืนแรกที่เจอกันทุกคนไปกินข้าวที่สุขุมวิท 38 ที่โต๊ะเหลือเรากับคิว แล้วคิวเขาก็เงยหน้าขึ้นมา “ร้องแจ๊สเหรอครับ” (หัวเราะ) และจำได้ว่าคิวหัวเราะครั้งแรกในห้องอัดเพลง “บางสิ่ง”

คิว : สมัยก่อนเราเป็นคนขี้เขิน ถ้าไม่คุยก็จะหาว่าเราเก๊ก หยิ่ง(หัวเราะ)

เบน : เรารู้สึกว่าเราจะทำยังไงให้สนิทกันเร็วที่สุด เจอมาเรียมเสร็จก็ยิ้มให้แล้วพูดว่า “ว่าไงผู้หญิงอ้วน”คือผมกับคิวเจอกันอยู่แล้ว ส่วนเค้กก็เจอกันตั้งแต่เรียนอยู่แล้ว พอวันนั้นต้องมาเจอกับมาเรียมและโต๋ก็ไม่มีอะไรมากทำการบ้านแค่ 2 คนนี้ (หัวเราะร่วน) ก็คือละลายพฤติกรรมกัน สนิทกัน ส่วนโต๋มาถึงก็ดูเรียบร้อยจังใส่ชุดนักศึกษาเอแบค

มาเรียม : คือ คนเราถ้าทักมาอย่างนี้แล้วถ้าโกรธหรือติดใจอะไรกันก็อยู่ด้วยกันไม่ได้นะ แต่นี่เราด่ากลับ เรารู้ว่านี่คือการหยอกล้อไม่ใช่มานั่งแบบไม่พอใจกัน

เอกลักษณ์ของการประสานเสียงแบบ B5

เบน : B5 ไม่ใช่การประสานเสียงที่เป็นวงแบบประสานเสียง A cappella หรือตามตัวโน้ตอย่างนั้นแต่ B5 คือ การโซโล่ 5 คน ศิลปินเดี่ยว 5 คนที่มาหาจุดกึ่งกลางตรงกลางด้วยกัน มันก็จะมีความแลบปลิ้นความเป็นศิลปินเดี่ยวของแต่ละคนออกมาให้เห็นอยู่ในแต่ละท่อน ที่ร้องประสานกัน ไม่เหมือนวงเดี่ยวกับยุคเราตอนนั้นA cappella 7 อันนั้นคือเนียน โซโล่หนึ่งคน แต่ว่าของเราคือ B5 5 คน คนต้องประคองกันไปให้ถึงจุดที่ดีที่สุด ยังคงความเป็นตัวเองอยู่ เวลาร้องประสานจะฟังรู้เลยว่าเสียงใคร การรวมตัวร้องกับ B5 จะทำลายทุกทฤษฎีการร้องการประสานเสียงทั้งหมดที่เราเคยเรียนมา แต่มันกลายเป็น นี่มันคือ จุดเด่นของ B5

กราฟชีวิตที่ผ่านมา

คิว : เรารู้สึกว่าการร้องเพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ฟังเพลงนี้ บรรยากาศแบบนั้น หรือเราอยากจะร้องอะไรหรือทำอะไรมันมีความสุข เวลาทุกข์เราร้องเพลงขึ้นมามันเกิดเป็นซีนในหัวหรือเพลงจากหนังที่เราชอบก็เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในนั้น ผมก็เลยรู้สึกว่าการร้องเพลงไม่เคยทำร้ายอะไรผมเลย งานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ เป็นงานที่ไม่เหมือนงาน กล้าพูดว่าเราโชคดีกว่าหลายคนนะ
บางคนทำงานที่รักก็โชคดีไป บางคนเลือกไม่ได้จำเป็นต้องทำ แต่เราไม่ได้เลือกเว้ย มันเลือกเรา แล้วเราก็อยู่กับมันชนิดที่ว่าเราก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นงาน ก็แค่เหนื่อยไปตามรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ ใจเรายังอยากสนุกอยู่ รู้แค่ว่ามันเป็นชีวิตเรา

เบน : ผมเป็นคนที่คุยกับตัวเองเสมอว่า เราแฮปปี้กับสิ่งที่เรากำลังจะทำหรือเปล่า ผมไม่อยากจะไปย้อนว่าอีก 10 ปีที่แล้ว อยากจะบอกอะไรตัวเอง ผมก็จะบอกเสมอว่า ทำดีแล้วนะทำต่อไป มันมาจากจุดแรกทุกๆ งาน ทุกวันที่เราเลือกจะทำเราตั้งคำถามกับเราเองว่าเราแฮปปี้ที่จะทำไหม อย่าทำไปด้วยการฝืนใจทำ และอยากจะกลับไปแก้อะไรไหม ไม่เลยเพราะทุกอย่างคือความสุขที่เราได้เลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะวันที่เราตัดสินใจจะทำเราถามตัวเองแล้วว่าเรามีความสุขที่จะทำหรือเปล่า ไม่มีความสุขก็ไม่ทำแค่นั้นเอง

เค้ก : ถ้าย้อนกลับไปในวัยเด็กเราก็มีความทุกข์บ้าง เฮ้ย เราอยากจะร้องเพลงต่อนะ แต่ ณ ตอนนี้เรามองย้อนกลับไปมันก็ดีนะ ทุกๆ ช่วงชีวิตเรา ถ้าเราไม่ได้หยุดร้องเพลงเราก็ไม่ได้ไปต่างประเทศ และตอนนี้ถึงแม้จะทำธุรกิจมีปัญหาก็มีความเครียดเป็นปกติ แต่ว่าเราก็รู้สึกว่าขึ้นลงสนุกกันคนละแบบ เราสามารถมีความสุขกับการขึ้น-ลงของมันได้

โต๋ : ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาร้องเพลง ตอนนั้นทุกคนได้ออกอัลบั้มแล้ว ผมยังไม่ได้ออกสักอัลบั้มเลย ก็เลยไปเมืองนอก และโดนเลื่อนมาตลอด แล้วก็ได้มาทำเพลง รักเธอ แล้วพอทำสักพักเริ่มเบื่อก็หายไป แล้วก็กลับมาอีกครั้งและตอนนี้ก็ไม่เหมือนตอนนั้น เพราะตอนนั้นเครียดมากต้องทำทุกอย่างให้ดี เราตั้งใจเกินไปจนลืมที่จะมีความสุขกับชีวิต แต่พอกลับมาทุกวันนี้ผมมองว่าการมีความสุขมันสำคัญนะ กลายเป็นอะไรก็ได้ไม่ต้องกังวลหรือเครียดผมไม่ต้องคีฟอะไรอีกต่อไป กล้ามากขึ้นเพื่อกระโดดไปหาความสุข ผมว่าคนที่ชิงมีความสุขก่อนคือคนที่ชนะ

มาเรียม : ช่วงชีวิตของทุกคนมีทั้งจุดขึ้นและจุดลงจุดที่เรารู้สึกว่าแย่ที่สุด ทำไมต้องเกิดกับเรา แต่พอวันหนึ่งเรามองอยู่ในจุดที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย ดี แฮปปี้ เรามองย้อนกลับไป มันจะไม่สามารถมาอยู่ตรงนี้ได้ ถ้าเราไม่ได้ผ่านตรงนั้นมา ถ้าชีวิตเราไม่ได้เลือกเดินทางนั้น บางอย่างที่เราคิดว่าฉันตัดสินใจผิด เลือกผิด ที่ทำแบบนั้น แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราเลือกมันพาเรามาทางนี้ ณ จุดที่เราต้องการมากที่สุด เรียมเชื่อว่าชีวิตเรามีกราฟแบบนั้นนะ กราฟที่สุดท้ายแล้วมันก็จะพาเราไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ที่สุด ฉะนั้นกราฟตอนนี้คือจุดที่เรามีความสุข และเชื่อว่าต่อไปก็ต้องเจอจุดลง จุดขึ้นอีก

เค้ก : ทุกวันเราให้ค่ากับอะไรมากเกินไป จนกระทั่งเราไปมีความทุกข์กับมัน เพราะจริงๆ แล้วเราก็อาจจะเป็นแค่จิตวิญญาณที่กำลังมีประสบการณ์แบบมนุษย์อยู่ จะขึ้นจะลงก็เป็นแบบมนุษย์เราก็สนุกไปกับมันดีกว่า

เบน : กราฟขึ้นหรือลงเบนว่ามันคือธรรมชาติของชีวิต สัจธรรม ทุกอย่างมีขึ้นมีลง ไม่มีอยู่ตรงนี้หรืออยู่ถาวรตลอดไป ประเด็นเราว่าน่าจะอยู่ที่ความสุขใครเข้าใจและหาเจอเร็วที่สุดก็จะทำให้เรามีความสุขที่แท้จริงกับสิ่งที่ตัวเองทำ

บทบาทที่นอกเหนือจากงานในวงการ

เบน : ช่วงหลังๆ ก็เริ่มผันตัวเองมาทำอะไรมากขึ้นนอกจากร้องเพลง เล่นคอนเสิร์ต เล่นละครเวที ละคร ทำหนัง ทำรายการ Commentator กรรมการ โค้ชก็แตกมาจากสิ่งที่เรารักก็คือการร้องเพลง หลังจากนี้ใครจะติดตามก็ติดตามได้ แล้วก็มีซิทคอม รายการทีวี. และอย่างปีนี้ก็แพลนโปรเจกท์ใหญ่ไว้แค่ B5 นี่แหละฝากติดตามด้วยละกันครับ

เค้ก : จริงๆ ก่อนหน้านี้เคยแต่งเพลงไว้เยอะมาก แล้วก็ทำเป็นเดโมทิ้งไว้ มาถึงปัจจุบันก็ไม่ได้มีความตื่นเต้นที่อยากจะปล่อยเพลง หรือว่าทำมาหากิน โดยเราก็ยังชอบการร้องเพลง แต่เราอาจจะไม่ได้โฟกัสที่การดำเนินอาชีพร้องเพลงเพื่อหาเงินแล้ว นอกจากนี้ก็มีทำร้านอาหาร “มามาริน” ใครชอบกินก๋วยเตี๋ยวไปชิมกันได้ อยู่เอกมัย ซอย 15 และสาขา 2 ที่บีทีเอส บางจาก แล้วก็มีทำเว็บเพจท่องเที่ยวชื่อ Hopāround (@hoparound.co)หรือ http://www.facebook.com/hoparound.co และช่วยงานที่บ้านทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมที่พัทยาครับ

โต๋ : ผมเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ไป ตอนนี้ก็ทำอีกอัลบั้ม ตั้งใจว่าพอจบคอนเสิร์ต B5 ก็จะออกอัลบั้มชุดใหม่อีก ยังคงมีความสุขกับวงการเพลงอยู่ และมีความสุขที่มีโอกาสได้ไปทำเพลงต่างประเทศด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากทำและพูดมาตั้งนานแล้วว่าอยากจะทำมาโดยตลอดจนเราได้โอกาสที่ไปทำจริงๆ และบทบาทอื่นไม่ว่าจะเป็นCommentator โค้ช พิธีกร ละครเวทีบ้าง และละครเรื่องแรกก็อาจจะตามมาเร็วๆ นี้ด้วย

มาเรียม : มีงานเบื้องหลังเรื่อยๆ ค่ะ ไปช่วยคุมร้องให้คนนี้ คอรัสให้คนนั้น ชอบร่วมงานกับศิลปินใหม่ๆ เพลงโฆษณา พากย์รายการ สปอตวิทยุ มีวงของมาเรียมเองที่ออกอีเว้นท์ แล้วก็คุยกันหลายครั้งว่าอยากจะทำเพลงร่วมกันแต่ยังไม่มีโอกาสได้อัดหรืออะไรยังไงก็รอเสร็จ B5 ก่อนค่ะ

คิว : ผมเหรอ ตื่นมาเล่นเกม ดูสุนัข ไม่มีอะไร เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเล่าเรื่อง ไม่อยากทำตัวให้เป็นข่าวหรือเป็นกระแส อาจจะร้องเพลงเล่นๆ ในแอฟให้คนฟังอัดสปอตโฆษณา ก่อนหน้านี้ก็จะมีทัวร์คอนเสิร์ตกับฟลัวร์บ้างแต่ไม่ได้งานใหญ่โตอะไรครับ

ความพิเศษของ “B5 NOW 15” ที่เตรียมไว้

เบน : ผมว่าแล้วแต่มุมมองว่าความพิเศษที่แฟนๆ คาดหวังคืออะไร บางคนก็ไม่ได้คาดหวังให้ B5 มาเต้น เพราะไม่ใช่สิ่งที่ B5 ทำได้ดี หลายๆ ครั้งคอนเสิร์ตที่แสดงมาเราก็จะมีโชว์พิเศษโน่นนั่นนี่ แต่ฟีดแบ๊กกลับกลายเป็นว่า ทำไมไม่ร้องเพลงนี้ล่ะคะ ฉะนั้นบนเวทีนี่ก็เลยจะพยายามร้องเพลงออริจินัลของ B5 ให้มากที่สุด คอนเสิร์ต “B5 NOW 15” ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2561 ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี ผมบอกเลยว่าสำหรับใครที่ว่างวันนั้นก็มามีความสุขร่วมกัน พวกเราก็มีความภูมิใจที่ได้มารวมตัวกันและร้องเพลงให้ทุกคนได้ฟังกัน ผมไม่มีอะไรสัญญาให้นอกจากสัญญาว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้เพลงเพราะแน่นอน เพราะมากๆ ไม่ผิดหวัง และบัตรทุกที่นั่ง รับทันที ซีดีอัลบั้มใหม่ ที่ไม่มีวางจำหน่ายที่ใด คุ้มแน่นอนครับ

โต๋ : คนดูคุ้มมากนะผมว่าการที่คุณได้มาดูศิลปินเดี่ยว 5 คน บนเวที ตั้งแต่เพลงอัลบั้มแรกของ B5รวมทั้งเพลงเดี่ยวของแต่ละคน ได้เห็นเกือบ 20 เพลง ออริจินัลของ B5 บนเวทีก็จะเน้นโชว์เพลง อารมณ์เพลงต่อเนื่องยังไง โฟกัสที่การแสดง การร้อง ให้ตราตรึงใจคนดูครับ

แค่นั่งฟัง 5 ศิลปินมารวมตัวพูดคุย ยังสัมผัสได้ถึงความสุข รอยยิ้ม และเสียงฮา เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องเดาว่า ยาม B5 อยู่บนเวที จะตระการตา และตราตรึงใจสักเพียงใด!?

ปริมวาไล

สกู๊ปพิเศษ : SWEAT16! : Mouth to Mouth เมื่อสาวๆ จับคู่เม้าท์ อันเซ็นเซอร์!!

Published November 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/349559

สกู๊ปพิเศษ : SWEAT16! : Mouth to Mouth  เมื่อสาวๆ จับคู่เม้าท์ อันเซ็นเซอร์!!

สกู๊ปพิเศษ : SWEAT16! : Mouth to Mouth เมื่อสาวๆ จับคู่เม้าท์ อันเซ็นเซอร์!!

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระชุ่มกระชวยหัวใจไปตามๆ กัน เมื่อสาวๆ เกิรล์กรุ๊ป ฮอตฮิตติดกระแส พาเหรดกันสร้างสีสันให้กับวงการเพลงไทยได้คึกคักอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือ 13 สาววัยใส วง SWEAT16 ที่เผยความน่ารัก น่าหยิก ชวนให้แฟนๆ เกาะติดกันทั้งในและนอกประเทศ กลับเพลงดังอย่าง วิ่ง, มุ้งมิ้ง และ ความทรงจำที่สวยงาม (ซิงเกิ้ลพิเศษเพื่อแทนคำขอบคุณแฟนๆ อีกทั้งยังบินไปถ่ายทำ MV ถึงเมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น) สกู๊ปพิเศษจาก “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” วันนี้จึงขอเปิดพื้นที่ให้เหล่าสาวๆ สมาชิกจับสลากรายชื่อ ออกมาเผา เอ๊ย!! เม้าท์เพื่อนร่วมวงให้แฟนๆ ได้ตีซี้กันเจ้าค่า

ม่านมุก-ชดาธาร > มิวสิค-จิดาภา

“มิวสิคเป็นคนที่มีความพยายามสูงมากๆ เลยค่ะแล้วก็เป็นคนที่ร้องเพลงเพราะมาก น้องเรียนเกี่ยวกับดนตรีมาโดยตรงด้วย เวลาที่เราซ้อมร้องเพลงกัน เขาก็จะเป็นคนที่คอยบอกคอยสอนพี่ๆ น้องๆ ในวงตลอด ที่สำคัญมิวสิคเป็นเซ็นเตอร์ของวงด้วย ถึงแม้ว่าจะอายุแค่ 16 แต่เก่งทางด้านดนตรี ก็เลยจะช่วยสอนพี่ๆ ที่โตกว่าได้ค่ะ และด้วยความเป็นเด็กก็จะโดนพี่ๆ แกล้งเยอะหน่อย แต่เรื่องงอนกันไม่มี เพราะเราจะแกล้งกันน่ารักๆ ที่สำคัญมิวสิคมีนิสัยอย่างหนึ่งที่ต้องแชร์คือเป็นคน ชอบกัด มากๆ ติดกัดคนอื่น แล้วมุกจะโชคร้าย โดนกัดตลอด คนอื่นก็ไม่กัดนะ ชอบมากัดแต่มุก เพราะเขาบอกมุกเนื้อนิ่ม แล้วไม่ใช่กัดเบาๆ นะคะ กัดแบบช้ำ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าอนุภาพการกัดของน้องจะรุนแรงมากขนาดนั้น ปรากฏว่าผ่านไป 2 วัน แขนเขียวเป็น The Hulk เลยค่ะ อีกข้อที่ขอเผา คือมิวสิคชอบเข้าห้องน้ำบ่อยมาก จะเป็นแก๊งเด็กส้วม ที่ชอบไปเข้าห้องน้ำพร้อมๆ กันค่ะ”

ซอนญ่า

มิวสิค-จิดาภา > เฟรม-สุธาสินี

“หนูจับได้พี่เฟรมค่ะ พี่เฟรมเป็นคนที่เรียนเก่งค่ะ พูดได้หลายภาษามาก แต่ว่าจะมาสายบ่อย (หัวเราะ) เพราะเป็นคนตื่นยากมาก ตอนนั้นที่ไปญี่ปุ่น ก็นอนห้องเดียวกับ พี่มุก พี่พิม พี่เอ๋ ปลุกกันจนเหลือ 15 นาทีสุดท้ายถึงตื่นค่ะ และเป็นคนโมโหหิวได้น่ากลัวมาก รวมถึงอยากทำอะไรทำเลย บางทีอยู่ดีๆ ก็เปิดกระโปรงน้องๆ (หัวเราะ) สิ่งที่อยากให้เปลี่ยนแปลง คือ พี่เฟรมเป็นคนที่จามเสียงดังมาก (หัวเราะ) บางทีกำลังแนะนำตัวอยู่ ก็จามออกมา ทุกคนก็จะรู้ว่าเป็นพี่เฟรมค่ะ”

แอ๊นท์

เฟรม-สุธาสินี > แอ๊นท์-วรินดา

“เฟรมจับได้ Cap เต่า หรือกัปตันของเรานี่เองค่ะ Cap เต่าเป็นคนติงต๊อง เห็นภายนอก ถ้าเจอกันครั้งแรก อาจจะดูร้ายๆ นิ่งๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ ค่อนข้างใจเย็น จะไม่ใช่คนที่หัวร้อน สมมุติเป็นเรื่องที่หลายๆ คนไม่โอเค เขาก็จะพยายามหาเหตุผลมาทำความเข้าใจ และเป็นตัวแทนของพวกเรา ไปพูดคุย ไปเคลียร์ให้ค่ะ เป็นที่พึ่งของน้องๆ ได้ค่ะแต่ที่ต้องแอบเม้าท์คือ แอ๊นท์เป็นคนที่ปุ๋ง (ผายลม) บ่อยค่ะ(หัวเราะ) ปุ๋งได้ทุกที่ EVERWHERE แม้แต่ตอนถ่าย MV ค่ะ ซึ่งแอ๊นท์ปุ๋งครั้งหนึ่งทุกคนจะรู้ เพราะส่วนใหญ่จะมีสถิติความเหม็นเยอะกว่าใครๆ (หัวเราะ)”

นิ้ง

แอ๊นท์-วรินดา > พาด้า-ปภาดา

“ตอนที่รู้จักพี่พาด้าครั้งแรก จะเป็นคนที่พูดน้อยมาก ทุกวันนี้ก็ยังพูดน้อยอยู่ แล้วจะดูเป็นคนเรียบร้อย นั่งสมาธิ ธัมมะธัมโม แต่พอเรายิ่งรู้จักเขามากขึ้น เขาจะเป็นคนที่มีความเปรี้ยวอยู่ลึกๆ ฮาพอสมควร เพราะปกติเราจะไม่ค่อยรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาจะไม่ค่อยพูด แต่พอได้รู้จัก ยิ่งอยากที่จะแกล้งค่ะ แล้วพี่พาด้ากินน้อย ผอม เราก็จะบังคับให้เขากินเยอะๆ เป็นห่วง กลัวเดี๋ยวเขาจะเต้นไม่ไหว เป็นลมไป ซึ่งเขาไม่มีปัญหาเรื่องอ้วนเลยค่ะ น่าอิจฉามาก”

เอ๋

พาด้า-ปภาดา > ม่านมุก-ชดาธาร

“เม้าท์เรื่องดีๆ ก่อนละกันนะคะ (หัวเราะ) พี่มุกน่ารักค่ะเป็นคนตัวเล็กๆ ที่น่ารัก น่าพากลับบ้าน แล้วเขาจะเป็นคนที่ชอบช่วยน้องๆ คอยดูแลเรื่องหน้า-ผมให้ พี่เขาเป็นคนเฮฮา ชอบกินมาก แล้วกินแบบบุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ ไม่คิดว่าจะกินเยอะขนาดนั้น บางทีก่อนขึ้นเวที บอกเดี๋ยวจะกินนิดๆ หน่อยๆ พอถึงเวลากินโน่นนี่นั่นเต็มไปหมดเลยค่ะ ไม่คิดว่าจะกินเยอะขนาดนี้ ส่วนสิ่งที่ห่วงก็อยากให้กินน้อยลงนิดหนึ่งนะคะ น้องกลัวพี่จะมีน้ำมีนวล เดี๋ยวจะมีส่วนเกินได้ อยากให้ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ”

พราว

เอ๋-วาสนา > แอนนี่-อรรฆพร

“แอนนี่เป็นคนที่สดใส ร่าเริงมาก และเป็นคนที่มีพลังเยอะมาก เป็นคนที่เต้นเก่ง อยู่ว่างๆ ก็จะเต้น ไม่เคยอยู่นิ่งค่ะเพราะด้วยความที่เป็นเด็ก และเล่นกีฬาเก่ง แต่เขาจะชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนไม่เก่ง ไม่ตั้งใจเรียน แต่จริงๆ คือเรียนได้เกรด 4ตลอด เขาจะชอบถ่อมตัวมากๆ ที่สำคัญคือชอบเล่นมุกแป๊ก (หัวเราะ) พอคนอื่นไม่สนใจ ก็จะเรียกให้มาสนใจ แต่เขาก็มีมุมที่เข้มแข็ง เพราะถึงน้องจะอายุเท่านี้ เราก็สามารถไปปรึกษาปัญหาชีวิตกับน้องได้เหมือนกัน เพราะเขาจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากค่ะ”

มิวสิค

แอนนี่-อรรฆพร > นิ้ง-พิชชาภา

“พี่นิ้งเป็นคนที่น่ารักมาก แล้วก็เรียนเก่งมาก ขยันมากค่ะ ตอนแรกๆ ที่เข้ามาซ้อมเต้นกัน พี่นิ้งจะไม่ค่อยมีแรงค่ะพี่เขาก็จะไป Work out เพิ่มขึ้น จนตอนนี้มีแรงมากขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วตอนแรกๆ ที่รู้จักกัน พี่นิ้งจะพูดน้อยมาก เลยคิดว่าเขาเป็นคนนิ่งๆ แต่พอรู้จักจริงๆ แล้ว พี่นิ้งเป็นคนที่ตลกมากพูดเยอะ มีลูกเล่นเยอะ เวลาจริงจัง ก็จะจริงจัง เวลาเล่นก็จะใสๆ ค่ะ”

พาต้า

นิ้ง-พิชชาภา > พิม ขจรเวคิน

“พี่พิมจะเป็นคนมีหลายมุม น่ารักก็ได้ เท่ก็ได้ เซ็กซี่ก็ได้ และเป็นคนตลก ตอนแรกนึกว่าพี่พิมจะเป็นคนนิ่งๆ แต่พอไปเจอวีดีโอในเฟซบุ๊ค เขาเป็นคนตลกมากค่ะ เหมือนเป็นคนมีหลายมุม มีเสน่ห์ในหลายๆ ด้าน และจะเป็นคนห่วงน้องๆ ในทุกเรื่อง แล้วตัวนิ่ม ตัวอ่อน แขนยืดที่สุดในวง เพราะเขาเล่นโยคะ ชอบวิ่งตอนเช้า รักษาหุ่น รักษาสุขภาพดีมาก…ที่น่ารักคือพี่พิมจะคอยแกะมะพร้าวให้คนอื่นตลอด (หัวเราะ) คือพี่เขาจะชอบกินมะพร้าวที่เป็นลูกๆ ค่ะ เวลาใครแกะไม่ได้ ก็จะให้พี่พิมแกะ เป็นมือแกะของวง

มิ้น

พิม ขจรเวคิน > มิ้น-ทสมา

“พี่มิ้นเป็นคนหุ่นดีค่ะ มีอก มีเอว มีสะโพก ขาสวยเลยเป็นคนที่จะชอบใส่ชุดบิกินี มีความใฝ่ฝันว่าอยากจะถ่ายถ่ายกราเวียร์ (หัวเราะ) เป็นคนเซ็กซี่ที่ไม่ต้องพยายาม แค่มองก็เห็นความเซ็กซี่ของเธอแล้วค่ะ แล้วพี่มิ้นเป็นพี่ใหญ่ที่สุดของวงแต่มีความเป็นเด็ก ชอบอะไรที่เป็นญี่ปุ่น ร้องเพลงญี่ปุ่น อยู่กับพี่มิ้นจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างเรื่องอายุเลย เพราะพี่เขาจะมีโมเม้นท์เด็กๆ มีความเป็นผู้หญิงสูงมาก อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจค่ะ”

พิม

มิ้น-ทสมา > พราวด์-ปัทมาริษา

“พราวด์เป็นเด็กสูงโย่ง ที่ชอบดูการ์ตูน อ่านการ์ตูนมีโลกส่วนตัวที่งงๆ อยู่เหมือนกันค่ะ และจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่องแต่เขาจะพูดรู้เรื่องเวลาที่น้องป่วยค่ะ คือน้องป่วยเมื่อไหร่น้องจะพูดจาใช่เลย อย่างเป็นหวัด ก็จะพูดคล่องเลยค่ะ…แต่จะให้น้องป่วยตลอดก็คงไม่ได้ (หัวเราะ) แล้วก็เป็นเด็กที่มีความพยายาม น่ารัก น่าเอ็นดู แต่ไม่ต้องสูงมากก็ได้นะคะ เวลายืนด้วยกัน ทำพี่ๆ ดูเตี้ยไปเลย สิ่งที่อยากให้น้องปรับ น่าจะเป็นเรื่องการพูดค่ะ อยากให้น้องพูดรู้เรื่องกว่านี้ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้น้องพัฒนาขึ้นเยอะแล้วค่ะ”

ม่านมุก

พราวด์-ปัทมาริษา > เอ๋-วาสนา

“พี่เอ๋ เป็นคนนิสัยดีคนหนึ่งค่ะ แต่ว่าจะมีมุมแปลกประหลาดมุมหนึ่ง คือจะชอบชื่นชมในสิ่งที่สวยงาม เช่น ผู้หญิงไม่ใช่ว่าชอบผู้หญิงนะคะ แต่เขาจะชอบมองผู้หญิงสวยๆ เพราะพี่เอ๋เขาเป็นแนวโอตะมาก่อนด้วย เวลาเขาเห็นคนสวยๆ เขาก็จะมองด้วยสายตา…(หัวเราะ) ต้องคอยสังเกตกันดูนะคะพี่เอ๋เป็นคนที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องค่ะ และเขาจะให้ความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมากับเรา เขาจะเป็นสายแทงค์ประจำวง มีอะไรก็จะพูดเป็นคนแรก (แทงค์ เป็นศัพท์จากเกม แทนคนที่ต้องลุยต้องบวกกับคู่แข่ง)

เพชร

SWEAT 16 > ซอนญ่า ชิษณุชา

“ซอนญ่าเป็นเด็กที่บ้าพลัง ชอบคิดว่าตัวเองต้องมีกล้ามในอนาคต กำลังชอบเล่นเวท เป็นคนย้อนแย้งกับตัวเองสูงมาก เช่น เขาจะชอบบอกว่าตัวเองหน้านิ่ง ไม่ค่อยพูด ซึ่งจริงๆ เวลาอยู่กับพวกหนู หัวเราะเป็นเด็กบ้าเลย (หัวเราะ) และเขาจะเป็น หมอนวด ประจำวงค่ะ ใครที่ปวดกล้ามเนื้อก็จะให้ซอนญ่าช่วยนวดให้ แล้วอีกอย่างคือรักความสะอาดมาก มากจนเพื่อนๆ ในวงโดนบ่นประจำค่ะ ยิ่งกว่าคุณแม่อีก (หัวเราะ)

เฟรม

SWEAT 16 > เพชร-พรรษา

“เพชรเป็นกลุ่มผู้สูงวัยของวงค่ะ เป็นคนเรียนเก่งมาก คือตอนนี้นอกจากทำงานอยู่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วยังเรียน ป.โท อยู่จุฬาฯ จบตรีมาจากธรรมศาสตร์ โปรไฟล์สวยหรูมากค่ะ แต่เขามีการแบ่งเวลาเรียน ทำงาน และมาซ้อม ได้ดีมากแต่เรื่องขับรถ อย่าให้บอกค่ะ หลงบ่อยมากกกกก ขนาดติด GPSแล้วก็ยังหลงค่ะ(หัวเราะ)

แอนนี่

…เม้าท์กันพอประมาณก่อนเจ้าค่า ขืนลงลึกกว่านี้ ได้มีอายกันไปบ้าง แต่บอกเลยความน่ารัก สดใสของน้องๆ ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่าใคร เพราะแค่ก้าวเท้าเข้าห้องไหนก็พาเอาหัวใจพี่ป้าน้าอาสดใส สดชื่นไปตามๆ กัน ส่วนใครที่อยากทำความรู้จัก 13 สาว ให้มากกว่านี้ คลิกเข้าไปที่ http://sweat16official.com ได้เลยค่ะ หรือฟังเพลงและมิวสิกวีดีโอเพิ่มพลังใจได้ที่ยูทูบช่อง LOVEiS+

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไหมแพร+เจนนี่+วศินี’ 3 สาวนักเที่ยว ตะลุยเปรี้ยวเมืองนอก แบบโนมันนี่!!

Published October 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344070

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไหมแพร+เจนนี่+วศินี’  3 สาวนักเที่ยว ตะลุยเปรี้ยวเมืองนอก แบบโนมันนี่!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘ไหมแพร+เจนนี่+วศินี’ 3 สาวนักเที่ยว ตะลุยเปรี้ยวเมืองนอก แบบโนมันนี่!!

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คุณจะเลือก ไป! หรือไม่!? หากทริปท่องเที่ยวตรงหน้า เป็น 7 วันในต่างแดน ที่ไม่มีเงินติดตัว!! ไม่มีที่พักอาศัย และไม่สามารถหยิบโทรศัพท์โทร.ถึงใครได้!! แต่สำหรับ “เจนนี่” รมิดา จึงไพศาล, “วะ” วศินี ธัญญะกิจไพศาล และ “แพร” ไหมแพร ชีวมงคล 3 สาวไทยจากรั้วสถาปัตย์ จุฬาฯ เลือกที่จะ ไป! และไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจ “Red Bull Can You Make It?” ให้สำเร็จ หลังเห็นโปสเตอร์โฆษณา เชิญชวนให้สมัครร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน 200 ทีมจาก 60 ประเทศทั่วโลก กับกิจกรรมที่ทางยูโรเปี้ยน เรดบูล จัดขึ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทีมจากประเทศไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมในมิชชั่นนี้

พวกเธอคือใคร? และอะไรคือแรงบันดาลใจ ให้ทำเรื่องนี้? วันนี้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” มีความในใจของพวกเธอมาฝากกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียง ที่อยากเห็นเด็กไทยมีความ “กล้า” และกล้าในสิ่งที่ถูกที่ควร เหมือนอย่างพวกเธอ!!

แรงบันดาลใจ

เจนนี่ : มีเพื่อนคนหนึ่งเขาเห็นโปสเตอร์ที่อัมสเตอร์ดัม แล้วส่งให้ดู แต่เพื่อนคนนั้นเขาไม่อยากไปค่ะ หนูอยากทำ ก็เลยชวน 2 คนนี้ เพราะรู้สึกว่าเขาเซย์เยสกับอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เราเคยไปต่างประเทศด้วยกันมาก่อน พอชวนปุ๊บ 2 คนนี้ตกลงภายใน 0.1 วินาที(หัวเราะ) (แพร : ตอบไป โดยที่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดเลย) (วะ : เวลาเราทำอะไร เราจะไม่คิดว่า เราจะได้ไหม เราคิดแต่ว่าต้องได้แน่ จัดกระเป๋ารอได้เลย) เราใช้กฎของแรงดึงดูดค่ะ (หัวเราะ) พวกเราทำการบ้านกันค่อนข้างเยอะ หาด้วยตัวเองหมด ไปดูคลิปของปีก่อนๆ ดูว่าคนที่เขาเข้ารอบ เขาน่าสนใจยังไง ดูจนรู้ว่าต้องประมาณไหน ก็เลยเริ่มทำวีดีโอขึ้นมา ( แพร : วีดีโอที่เราถ่ายกัน เราใช้วิธีเช่ากล้องมาถ่าย วันละ 300 บาทค่ะ เราก็ถ่ายกันตั้งแต่กลางคืนจนมาถึงตอนมืดของอีกวัน) เรา 3 คนคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกัน แต่ชอบอะไรคล้ายๆ กัน เหมือนอย่างหนูจะชอบวางแผน ข้อมูลเยอะวะ จะคล่องแคล่ว ทำอะไรรวดเร็ว สดใส ส่วน แพร จะลุยๆ คิดบวกตลอดเวลา

คู่แข่ง 90 ทีมในไทย คัดเหลือ 1 เดียว

เจนนี่ : ตอนแรกไม่รู้เลยค่ะว่าจะมีคนส่งคลิปให้เข้าสมัครเยอะขนาดนี้ (แพร : ตอนแรกมั่นใจสุดๆ ว่าไม่มีใครรู้หรอก ขนาดเราในมหา’ลัยยังไม่มีใครรู้เลย) (วะ : แล้ว 3-4 วันก่อนหมดเขต ก็ไม่มีใครส่งเลย เห็นอยู่ 4-5 คลิป โอ้ย…สบาย แต่พอถึงวันสุดท้าย อยู่ๆ ก็พุ่งมา 90 คลิป เราก็แบบ อุ่ย!) ตอนนั้นกฎของแรงดึงดูดเริ่มแผ่วลงนิดนึงค่ะ โดยเขาจะคัดเลือก 2 รอบ รอบโหวต จะเอาประมาณ 25% ของทั้งหมด ก็จะได้ประมาณ 23 ทีม แล้วเขาจะเลือกให้เหลือหนึ่งทีม (วะ :เราก็คิดว่าโหวต 7 วันไม่น่าจะเหนื่อยมากมั้ง เกณฑ์เพื่อนในมหา’ลัยมาโหวตคงจะได้ ปรากฏว่าโหวตไปโหวตมา คะแนนไม่ขึ้นที่หนึ่งสักที เราก็มาหาวิธีกันว่าจะทำยังไงได้ เราก็ไปเจอกรุ๊ป vote for vote แล้วก็เจอกลุ่มเรดบูลเหมือนกันจากทั่วโลก มาช่วยกัน) เหมือนตอนนี้เรายังไม่ใช่คู่แข่งกันเราต้องเป็นตัวแทนประเทศให้ได้ก่อน แล้วถึงจะเจอกัน (วะ : เราก็เลยแลกเปลี่ยนโหวตกันค่ะ แล้วปัญหาคือไทม์โซนแต่ละประเทศไม่ตรงกัน เราก็แทบจะไม่ได้นอนเลย เพราะเราอยากได้โหวต
ทุกๆ นาที (หัวเราะ) เราก็เลย 7 วันลุยให้เต็มที่ ตื่นมา 10 โมงเช้าก็โหวตยาวไปจนถึง 7 โมงเช้าของอีกวัน โหวตจนครบทั่วโลกที่เรารู้จัก แล้วเราถึงจะนอนประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วก็ตื่นขึ้นมาโหวตต่อ) เราพยายามทั้งหมดนี้เพื่อที่ 1 ค่ะ คือเราติด 23 อยู่แล้ว แต่เราอยากได้ที่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าติด 23 ทีมแล้วเขาจะเลือกให้คนที่ได้ที่ 1 ไปนะคะ เขาจะเลือกจากหลายๆ อย่างประกอบกัน คะแนนโหวต คลิป และโซเชียลมีเดียของเรา ซึ่งเราได้ที่ 2 แต่เราก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปค่ะ

ปฏิบัติการโนมันนี่ โนโฟน (ไม่มีเงิน ไม่มีโทรศัพท์)

เจนนี่ : จะมีจุดเริ่ม 5 จุด มีที่ สต็อกโฮม โรม มาร์ดิค แมนเชสเตอร์ และบูดาเปส จะกระจายกันไป แต่ละประเทศจะได้จุดสตาร์ทไม่เหมือนกัน (วะ : พอใกล้ๆ วันจะไป เราถึงได้รู้ว่า
จุดเริ่มต้นของเราคือสต็อกโฮม เราก็เริ่มศึกษาเส้นทางกัน)

ภารกิจโหดที่สุด

แพร : ภารกิจของเราจะไม่ใช่แบบว่า ใครถึงก่อนชนะ แต่จะมีคะแนนสะสมต่างๆ มีชาเลนท์ให้เราทำ ถ้าทำได้ก็จะได้คะแนน อันไหนยากก็จะได้คะแนนเยอะค่ะ (เจนนี่ : เป็น แอดเวนเจอร์ ลิสต์ทำเมื่อไหร่ก็ได้ ทำเสร็จก็ส่งวีดีโอให้เขา เขาก็จะให้คะแนน) แล้วแต่ละเช็คพ้อยท์ ก็จะมีมิชชั่น ให้เราชาเลนท์ คือไม่ได้ไปแค่เช็คอิน แต่ต้องทำให้ผ่านด้วย ถึงจะได้คะแนนค่ะ (วะ : ตอนแรกเราตั้งใจเลยว่า เราจะต้องได้ที่ 1 ของโลก แต่ปรากฏว่าไปเจอด่านแรก ให้ขว้างขวาน แล้วขวานใหญ่มาก (เจนนี่ : เมืองลินเชอปิง ประเทศสวีเดน เป็นเมืองไวกิ้ง ก็เลยมีให้ขว้างขวาน) (วะ : ประเทศอื่นเขาสูง 190 กัน เราเหมือนเด็กเลยค่ะ ) ก็เริ่มเห็นแววตัวเองแล้ว ตั้งแต่เห็นผู้หญิงฝรั่งที่ตัวใหญ่กว่าเราปาไม่โดน

สิ่งที่สาวไทยสู้ได้

เจนนี่ : แอดเวนเจอร์ลิสต์ค่ะ (วะ : ตรงนั้นเราไม่ต้องใช้ร่างกาย ไม่ต้องใช้กำลัง เราใช้ความกล้าเข้าสู้ค่ะ) ก็จะมีภารกิจแปลกๆ อย่างให้ไปขี่หลังคนแปลกหน้า พร้อมกัน 3 คน แล้วก็ไปหารายการวิทยุหรือทีวี ไปออกให้ได้ (แพร : พวกเราบังเอิญมากค่ะ ไปเจอเขากำลังสัมภาษณ์รายการทีวีอยู่ที่ถนนพอดี ก็เข้าไปถามเขา แล้วก็ขอเขาเลยค่ะ) (วะ : เขาก็ใจดีมาก บอกว่ามุมนี้ไม่ค่อยสวย ไปมุมโน้นดีกว่า) ภารกิจแบบนี้ก็จะสนุกมากค่ะ หรืออย่างไปกินอาหารมิชลินสตาร์ เราก็เข้าไปขอแบบดื้อๆ เลยค่ะ โดยทุกอย่างต้องขอแลกด้วยเรดบูลกระป๋องที่ได้รับมา เพราะตั้งแต่แรกเขาจะเก็บเงิน เก็บบัตรเครดิต แล้วก็โทรศัพท์ของพวกเรา ซีลใส่ไว้ในถุง เป็น Emergency Bag ให้เราพกไว้ก็จริง แต่ถ้าเราแกะใช้เมื่อไหร่ เราออกจากการแข่งขันทันที แต่เขาก็ดูแลความปลอดภัยค่อนข้างดีมากค่ะ เพราะมี GPS ติดตัว และ 3 คนจะมีมือถือ 1 เครื่องไว้ใช้อัดวีดีโอ และมีแอพของเรดบูลเท่านั้น เอาไว้ส่งภารกิจ และคุยกับทีมงาน ทางบ้านก็จะเห็นเราจากการอัพวีดีโอ แต่เราจะเข้าโซเชียลโต้ตอบอะไรไม่ได้เลย ใครกดไลค์กดแชร์เราถึงจะได้คะแนนจากโซเชียลค่ะ

ทำไมที่บ้านถึงอนุญาตให้ไปทำภารกิจ

เจนนี่ : ถามเหมือนคุณน้าคนหนึ่งที่เราไปเจอที่นั่นเลยค่ะ แล้วเขาก็ให้เรานอนบ้านเขาด้วย (แพร : เขาบอกว่าถ้าเป็นลูกสาวเขา เขาไม่มีวันปล่อยออกมา) (วะ : เขาบอกเดี๋ยวตีตายเลยมาทำตัวแบบนี้) (แพร : ของหนูขอไม่ยากค่ะ) (วะ : ของหนูบอกหลังจากที่ติดแล้วค่ะ) เรามัดมือชกค่ะ
(หัวเราะ) ของหนูกับแพรไม่ยาก เพราะก่อนหน้านี้ ก็เคยไปทำฟาร์มที่อังกฤษมา (วะ : ของหนูก็มีไปกับเพื่อนมาบ้างแล้ว) พ่อแม่ก็เลยปลง(หัวเราะ) คือเขาก็เห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ (แพร : อย่างแม่หนูยังบอกว่าอยากไปด้วยเลย)

คว้าอันดับ 100 จาก 200

เจนนี่ : ถ้ารวมจากทุกสาย เราได้ที่ประมาณ 100 ค่ะ จาก 200 ทีมทั่วโลก แต่ถ้าในส่วนของชาเลนท์ เราได้ที่ 60 ค่ะ ส่วนคะแนนโซเชียล คะแนนเช็คพ้อยท์ เราสู้เมืองนอกเขาไม่ได้เลยค่ะ เพราะกิจกรรมเรดบูลที่เมืองนอกเขาใหญ่มาก ของเรายังไม่ค่อยมีใครรู้จัก เพราะฉะนั้นของเมืองนอก เขาจะได้คะแนนโซเชียลกันเยอะมาก เขามีกดไลค์กดแชร์ตลอด แต่ของเราไม่ขึ้นเลย

เอกลักษณ์ไทย

เจนนี่ : พวกเราเป็นทีมเดียวที่ไม่ได้เอาถุงนอนไปค่ะ ทีมอื่นเขามีสเก็ตบอร์ด ถุงนอน เต็นท์ ( วะ : มีแต่คนถามว่าไม่มีถุงนอน แล้วจะนอนกันยังไง แล้ววะกับเจนนี่ใส่รองเท้าแตะไป เขาก็บอกยูแต่งตัวแบบนี้มาเที่ยวไม่ได้ ยูไม่เห็นสภาพอากาศเหรอ) (แพร : แต่จริงๆ เราก็คิดถูกแล้วนะคะ เพราะมีถุงนอนก็นอนไม่ได้ เพราะข้างนอกหนาวมาก ยังไงก็ต้องหาที่นอนอยู่ดีค่ะ) ตอนแรกๆ เราคิดว่าสบายมาก ไปนอนโรงแรม ขอเขานอนอีซี่ๆ (วะ : ปรากฏว่าคืนแรกเรานอนในห้องสูบบุหรี่ ที่สถานีรถไฟค่ะ) (แพร : เพราะสถานีรถไฟปิด เราก็โดนไล่ออกมา แล้วหนาวมาก ตอนแรกก็ไปหลบในลิฟต์ สุดท้ายก็ไปนอนในห้องสูบบุหรี่เล็กๆ ทีมอื่นๆ ก็ไปนอนในนั้นด้วยกันค่ะ) ( วะ : เป็นที่นอนที่เลวร้ายที่สุดของทริปแล้วค่ะ เพราะหนูนอนพิงถังขยะ ลืมไปเลยว่าถังมันเหม็น) แล้วเรา
อยู่ตรงประตู เวลาประตูเปิดที ก็สั่นกันค่ะ เพราะอากาศ -1 (แพร : ที่นอนที่สบายที่สุดคือที่โคเปนฮาเก้นค่ะ เป็นอีก 2 คืนต่อมา พยายามหาโรงแรม 5 ดาวแต่ไม่ได้ ก็เลยไปหาร้านอาหารไทยเจ้าของร้านน่ารักมากให้เรานอน) (วะ : หรืออย่างที่ประทับใจก็เป็นที่เมือง โอเดนเบิร์ก ไปถามทางผู้ชายคนหนึ่ง ว่าแถวนั้นมีโรงแรมไหม จะไปขอนอน เพราะก่อนหน้านั้นก็ไปนอนที่ล็อบบี้โรงแรมมา เขาก็ถามว่าทำไมต้องไปนอนแบบนั้น เราก็อธิบายให้เขาฟัง) เขาก็เลยบอกว่า เขามารอรับแฟน เดี๋ยวขอถามแฟนเขาก่อนว่าไปนอนที่บ้านได้ไหม แล้วเขาก็เลยพาพวกหนูไปนอนที่บ้านค่ะ ทำข้าวเย็นให้กินตื่นเช้าทำขนมปังให้ แล้วยังขับรถพาเราไปเช็คพ้อยท์อีก)

ไม่น่าเชื่อว่าทริปนี้ไม่มีน้ำตา

วะ : ไม่มีค่ะ ถ้าจะมีก็มีเอ่อๆ ด้วยความดีใจมากกว่าค่ะ ว่าเราเจอคนที่เขามีน้ำใจ ช่วยเราจริงๆโดยที่เขาเองก็ไม่ได้อะไรตอบแทน ตื้นตันมากกว่าค่ะ ไม่คิดว่าจะมีใครที่เพิ่งรู้จักกัน แล้วมาช่วยเหลือกันขนาดนี้

ปิดจ๊อบ

เจนนี่ : พวกเราเข้าอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่วันที่ 6 เลยค่ะ เพราะหลังๆ เราเริ่มเหนื่อยกันแล้ว(วะ : แล้วจุดอื่นๆ ต่อให้เราไปเหยียบเราไม่น่าจะได้คะแนนค่ะ) (แพร : เตะฟุตบอลเข้ารูแบบนี้ คือ
เตะตรงๆ ยังไม่ได้เลยค่ะ) แต่ละเช็คพ้อยท์จะมีคิวนาน เราก็เลยขอเซฟ ด้วยการไปถึงที่หมายก่อนเวลาดีกว่าค่ะ แล้วเส้นชัยจะเปิดแค่วันสุดท้าย ถึงเราไปก่อน เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าอยู่ที่ไหน (วะ : เราก็เลยไปทำแอดเวเจอร์ลิสต์ให้ได้เยอะที่สุด ในเมืองที่เรารู้สึกปลอดภัยที่สุดดีกว่า คือที่อัมสเตอร์ดัม)

(แพร :เริ่มทำชาเลนท์อย่างอื่น ที่ไม่ใช่การขอตั๋ว เพราะมันเหนื่อยมากค่ะ กับการขอตั๋วเดินทางแต่ละที)

ภาษาไม่ใช่อุปสรรค

เจนนี่ : ภาษาไม่ใช่อุปสรรคเลยค่ะ แต่อุปสรรคอยู่ที่การหาตั๋วเดินทาง (วะ : บางทีเขาอยากช่วยเรา แต่เขาช่วยไม่ได้ เพราะค่าตั๋วที่นั่นใบหนึ่งแพงมากค่ะ แล้วคนที่นั่นเขาไม่พกเงินสดกัน
ซึ่งเราต้องเป็นฝ่ายพาเขาไปซื้อตั๋ว จะขอคนนั้นนิด คนนั้นหน่อย มารวมเงินกันก็ไม่ได้ เพราะเราจับเงินไม่ได้เลย)

ความประทับใจ

เจนนี่ : ตอนออกตัวทุกคนดูแข่งกันมาก แต่คืนที่อยู่ลินเชอปิง สวีเดน เป็นเมืองเล็กๆ คนก็น้อย จะมีประมาณ 10 ทีมอยู่แถวนั้น เพราะออกสตาร์ทมาด้วยกัน แต่คืนนั้น มีทีมหนึ่งซื้อตั๋วได้ครบแล้ว เขาก็มาช่วยเราหาตั๋วค่ะ คือจากเป็นคู่แข่ง กลายมาเป็นเพื่อนกัน พอเราได้ครบ เราก็ไปช่วยคนอื่นต่อ (วะ : วันนั้นอบอุ่นมากค่ะ ได้เพื่อน ได้มองหน้าทุกคนจริงๆจังๆ เพราะตอนแรกตัวใครตัวมัน แล้วในสโมร์คกิ้งรูม 10 ทีมอัดกันอยู่ในห้องเล็กๆ 30 คน สุดท้ายเราเลยช่วยกันขอตั๋วจนได้ไปครบกันทุกคน) (แพร : เพราะเหมือนที่ 1 มีที่เดียว ทุกทีมนอกจากนั้นเหมือนเป็นเพื่อนกันหมดเลยค่ะ) คือเรามี 2 พวก คือที่หนึ่ง กับที่เหลือ (หัวเราะ) ซึ่งทีมที่ได้ที่หนึ่ง คือทีมจากสวีเดนค่ะ

ความรู้สึกหลังจบทริป

แพร : อยากช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นค่ะ เพราะครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่เราไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ทำไมเราอยู่ได้ ทำไมเราได้รับความช่วยเหลือ ทั้งที่เราแค่พูดกับเขาแค่เล็กน้อย แต่ทำไมทุกคนยินดี ช่วยเหลือคนที่ไม่ใช่ชาติเดียวกับเขาด้วยซ้ำ (เจนนี่ : ความรู้สึกที่เขามาช่วยเราให้ได้มีข้าวมีน้ำกิน ทั้งที่เขาไม่ได้อะไรเลย มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก จนเราคิดว่าถ้าเราได้ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำให้คนอื่นมีความสุข เราก็ควรจะทำ) (วะ : พอเราไปอยู่ตรงนั้น เราถูกตัดขาดทุกอย่าง โซเชียบก็เล่นไม่ได้ ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราสนุก มีความสุขในชีวิต จากที่ปกติเรานั่งอยู่แต่กับแค่หน้าโทรศัพท์ เรามัวแต่สนใจหน้า feed แคร์ว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรา แต่พอเราได้ออกไปใช้ชีวิต เราได้เห็นว่าโลกมีอะไรน่าสนใจมากกว่านี้ ทำให้เรามีความสุขกับชีวิตเรามากขึ้นค่ะ)

ฝากถึงคนไทยรุ่นใหม่

วะ : อยากให้กล้าเปิดรับโอกาสที่เข้ามาค่ะ เพราะบางทีหลายๆ คนมีโอกาส แต่เขาไม่กล้าเอาตัวเองออกจาก comfort zone (พื้นที่ปลอดภัย) เราก็จะอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ เป็นเราคนเดิม แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากล้าพาตัวเองออกมา เราจะได้เจออะไรใหม่ๆ ได้เรียนรู้โลก ทำให้เรามองอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ชีวิตเราก็จะสนุกขึ้น ( เจนนี่ : คนไทยจะค่อนข้างแคร์เรื่อง
ภาพลักษณ์ เรื่องโซเชียล แต่พอ 7 วันที่เราไม่มีสิ่งเหล่านั้น เราอยู่กัน 3 คน เราก็มีอะไรให้ได้ทำ ได้คุยกันตลอด ได้ใช้โมเม้นต์ด้วยกัน ทำให้เรามีความสุขกับสิ่งง่ายๆ รอบตัวค่ะ อยากให้เด็กไทยหันมาสนใจคนรอบข้าง และมีความสมดุล ระหว่างการใช้ชีวิต กับโซเชียลมีเดียค่ะ ไม่ใช่แค่สนใจ แต่ต้องลงมือทำ) (แพร : อย่างแรกคืออยากให้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น โดยที่ไม่ต้องมีผลตอบแทนค่ะ อันที่สองคืออยู่กับปัจจุบัน เป็นตัวของตัวเอง เพราะอยู่ที่นั่นเราไม่ได้แคร์ว่าคนนั้นเป็นใครมาจากไหน บางคนเขาดูเป็นนักเลงมาก แต่เขากลับออกเงินซื้อตั๋วให้เรา ทำให้เราได้รู้จักกับตัวตนเขาจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นจาก profile IG หรือ facebook)

ลบคำสบประมาท “บ้านมีฐานะ” ถึงทำได้

วะ : แคมเปญนี้ เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ใช้เงินเลย ต่อให้เรามีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่ได้เป็นตัววัดเลยว่าเราจะไปอยู่ได้จริง บางทีบางคนก็สบประมาท คิดว่าเราคงทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ด้วยความที่เขามองเราเป็นคุณหนู จับดินยังไม่ได้เลย แต่ว่าสิ่งที่เราเอาไปใช้ ไม่ใช่แค่ว่าเราจะรวยหรือไม่รวยแต่ต้องดูตั้งแต่เริ่มเลย ว่าเรากล้า/ไม่กล้ามากกว่า และก็ไม่ได้แปลว่าการที่เราเคยไปมาหลายประเทศ เราจะไม่ต้องทำการบ้าน เรายิ่งต้องการบ้านหนักมากๆ เพื่อหาว่าการที่เราจะไปแต่ละจุดได้ต้องทำยังไงบ้าง

เจนนี่ : การที่เคยได้ไปเที่ยวมาเยอะ ก็เป็นด้านหนึ่ง อาจจะคุ้นชินบ้าง แต่ถ้าไม่เคยไปก็จะมองในมุมกลับกันว่าการที่เราไม่เคยไป อาจจะทำให้เรากล้า มากกว่าคนที่เคยไปก็ได้ มันอยู่ที่การมองมากกว่า คือเงินก็มีผลแหละกับการไปเที่ยว แต่กับการทำกิจกรรมแบบนี้ มันไม่จำเป็นค่ะ แล้วอีกอย่างการไปเที่ยวบางที เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ อย่างหนูเคยไปยุโรปทริปหนึ่ง หนูก็เก็บเงินเอง อย่างบางคนเขามีความสุขกับการซื้อเสื้อผ้า ช็อปปิ้ง สำหรับหนูก็คือการได้ท่องเที่ยวค่ะ

แพร : สุดท้ายแล้วเรื่องเงินไม่มีผลอะไรเลยค่ะ เพราะที่เราไปกันเราไม่ได้ใช้เงิน แล้วสิ่งที่เราได้กลับมา เราก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเลย เพราะรางวัลก็ไม่มี แต่สิ่งที่เราได้คือการอยู่กับปัจจุบัน มีความสุข และก็การให้ คือ 3 อย่างนี้สร้างที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเคยไปเที่ยวมาก่อนค่ะ

วะ : บางคนถามว่าไปทำไม ยังไงก็รู้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้ที่ 1 สู้คนอื่นไม่ได้ เอาตัวเองไปลำบากทำไม 7 วัน ทำไมไม่ไปกับพ่อแม่ดีๆ สบายๆ แต่เรามองว่าสิ่งที่เราได้กลับมามันไม่เหมือนกัน ประสบการณ์หรือความรู้สึกเวลาไปเหยียบในที่หนึ่งที่ของแต่ละคน ไม่มีทางเหมือนกันค่ะ

เจนนี่ : ประโยคหนึ่งที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือ บางประสบการณ์ เงินซื้อไม่ได้ค่ะ

และนี่คือความในใจของ 3 สาวเจนใหม่ตัวแทนประเทศไทย ผู้กล้าเดินหน้าลุย และคว้าประสบการณ์ชีวิต ในสิ่งที่เงินไม่อาจซื้อได้ และพวกเธอหวังว่าภารกิจนี้ จะทำให้เด็กไทย มีความกล้าเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้เหมือนอย่างพวกเธอ!!

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : DOSE (โดส) 4 หนุ่มร็อกมาดเข้ม กับเสน่ห์วินเทจ ที่ไม่เหมือนใคร

Published October 10, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/344065

สกู๊ปพิเศษ : DOSE (โดส) 4 หนุ่มร็อกมาดเข้ม กับเสน่ห์วินเทจ ที่ไม่เหมือนใคร

สกู๊ปพิเศษ : DOSE (โดส) 4 หนุ่มร็อกมาดเข้ม กับเสน่ห์วินเทจ ที่ไม่เหมือนใคร

วันเสาร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ปลิ้นปล้อน, ซ้ำซาก และ ชะตาขาด”คือ 3 ผลงานเพลงที่ 4 หนุ่ม วง DOSE(โดส)ริน(ร้องนำ), บาส (มือเบส), หลิว(มือกลอง) และ แทน (มือกีตาร์) วาดลีลาได้โดนใจแฟนเพลง จนกลายเป็นวงน้องใหม่มาแรงของปีนี้ ที่มีตารางเดินสายขึ้นเวทีไม่ได้หยุด แต่วันนี้พวกเขาแวะมาหยุดที่ สตูดิโอแนวหน้า บอกเล่าความเป็นมา และเผยตัวตนให้ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้ล้วงแคะแกะเกากันทุกซอกทุกมุม

จับมือรวมวง

ริน : วงโดส เกิดจากที่ผมกับบาสออกมาจากวงเก่า ชื่อวง เดอะมูสส์ (The Mousses) เราก็รวบรวมสมาชิก เพราะอยากทำงานดนตรีแนวทางใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม ก็เลยได้แทนมาก่อนคนแรก มือกลองเราก็เปลี่ยนมาหลายคน ก่อนมาสรุปที่หลิวครับ มารวมตัวกัน แล้วก็ทำเพลงขึ้นมาชุดหนึ่งตระเวนหาค่าย จนสุดท้ายมาจบที่ มิวซิกมูฟเรคคอร์ด

สไตล์เพลง

ริน : เราจะมาทางแนว อัลเทอร์เนทีฟร็อกครับ แล้วก็มีความวินเทจอยู่ในด้านของพาร์ทกีตาร์ ส่วนของเพลงที่เราเตรียมเอาไว้ตอนไปตระเวนหาค่าย ก็ได้ปล่อยออกมาเป็นซิงเกิ้ลแรก “ปลิ้นปล้อน” ซิงเกิ้ลที่ 2 “ซ้ำซาก” และซิงเกิ้ลล่าสุด “ชะตาขาด” ทยอยปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกันแล้วครับ โดยผมจะเป็นหลักในเรื่องของการแต่งเนื้อร้อง ทำนอง ส่วนดนตรีก็รับผิดชอบกันแต่ละพาร์ทของใครของมัน (ความแตกต่างจากวงอื่น?) น่าจะตรงที่วงเรามีความวินเทจเยอะหน่อย (หลิว : คือวงเราเก่าแก่กว่าชาวบ้านเขา) วินเทจในส่วนของกีตาร์เป็นหลักเลยครับ

แทน : ผมไม่ได้ตั้งใจวินเทจนะครับ แต่มันวินเทจเอง(หัวเราะ)

หลิว : คือแทนเขาอายุน้อยที่สุดในวง แต่เขามีรสนิยมชอบฟังเพลงเก่าที่สุดในวง ก็เลยต้องปล่อยให้เขาเป็นแบบนี้ จะไปบังคับให้เขาเล่นกีตาร์แนวใหม่ๆ เขาก็คงไม่มีความสุข ก็เลยอยากให้เขามีความสุขครับ

แทน : แนวใหม่ๆ ผมก็เล่นนะ แต่เล่นออกมาแล้วก็ยัง อ่าว…วินเทจอีก (หัวเราะ) จริงๆ ผมฟังเพลงทุกยุคครับ แต่ว่าสำเนียงตัวเอง ที่เราเล่นมา บังเอิญไปออกสไตล์เก่าๆ แนวบลูเก่าๆ ร็อกเก่าๆ ติดตัวมาเราก็พยายามจะเล่นแนวใหม่ๆ แต่ก็ยังฟังดูเหมือนเดิม

ริน : แต่ตัวเพลงของเราก็จะมีซาวน์มีลูปตามสไตล์เพลงยุคใหม่ เพราะถ้าเล่นเก่าๆ อย่างเดี่ยว เดี๋ยวมันจะเก๋า แล้วเก๋าถ้าหายไปขีดนึง นี่มันเป็นเก่าเลยนะครับ(หัวเราะ) เราไม่ค่อยอยากเก่าเท่าไหร่

เอกลักษณ์เฉพาะตัว

ริน : มือเบสของเราก็จะออกแนวกบฏนิดนึงครับ พังค์ๆ หน่อย มือกลองก็จะเกาหลีสไตล์ครับผม(หัวเราะ) มือกีตาร์ก็จะวินเทจร็อก เราต้องสร้างสิ่งใหม่ครับเอาหลายๆ คน หลายๆอย่างมารวมกัน

หลิว : ผมว่าวงอื่นเขาก็คงเหมือนกันคือต่างคนต่างชอบ แต่พอมารวมตัวกัน ก็จะมีวิธีการปรับให้มันเหมือนกัน แต่วงผมตัดสินใจกันว่า ต่างคนต่างชอบอะไรก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นไปเลย ไม่ต้องมานั่งรวมกันใหม่ หรือปรับกันใหม่ ชอบอะไร แบบไหนก็เป็นแบบนั้นไม่ว่าจะสไตล์การแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผมก็ไม่ต้องนัดกัน เคยคุยเหมือนกันว่าเราจะทำอะไรที่ดูเป็นทีมไหม (ริน : แต่ว่ามันไม่รอด) มันไม่ใช่เราครับ จะเขินๆ กัน จะให้เขามาแต่งแบบผม ผมไปแต่งแบบเขา มันก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสไตล์ที่เห็น ก็จะเป็นตัวตนของแต่ละคนเลยครับ

เสียงร้อง

ริน : คือเพลงของโดสจะหนักๆ หน่อยครับ ยกเว้นเพลงช้า ก็จะพยายามร้องให้นุ่มขึ้น เท่าที่ทำได้ และอย่างเพลงใหม่ “ชะตาขาด” ก็จะมีแร็พเข้ามาด้วย เลยได้คนมาฟีทเจอริ่ง คือ เป้ วงมายด์ มาร่วมทำงานกันโปรดิวเซอร์ เขียนเนื้อ แล้วก็เรียบเรียงดนตรีด้วยกันทั้งหมดครับ และไหนๆ ก็มาแล้วก็เอามาแร็พเลยละกัน (ถูกชะตาอะไรกับเป้?)คือการทำงาน เราได้ทั้ง เป้ แซก และ เป้ ร้องจากวงมายด์มาร่วมงาน เรารู้จักกันอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ผมอยู่วงเดอะมูสส์ พอออกมาทำวงใหม่ ก็เคยไปนั่งคุย ปาร์ตี้กินดื่มกันซึ่งปกติจะมีแต่ปาร์ตี้แล้วไม่ได้งาน แต่นี่เราก็เอาปาร์ตี้ให้มันได้งานด้วย แนวของเราอาจจะคนละแนว แต่เราอยากได้สีสันใหม่ๆมาใส่

แทน : เรียกว่าคนละขั้วกันเลยครับเราร็อกมาก เขาก็ป๊อปแบบสมัยใหม่มาก ที่นี้เราพยายามเวจบางอย่างให้มีความป๊อปขึ้นมา ก็เลยได้เขามาช่วย ยกความดิบมากๆ ของเราให้มาอยู่ตรงกลางครับ

ริน : พอเพลง “ชะตาขาด” ซอฟท์ลงเราก็ได้แฟนกลุ่มใหม่ๆ เยอะขึ้นครับ แล้วเพลงก็ถูกเปิดตามวิทยุมากขึ้น จากที่ตามชาร์ต มีหลายคลื่น เล่นเพลงของเราเยอะขึ้น ก็ต้องฝากแฟนๆ ด้วยครับ ถ้าอยากฟังพร้อมชมมิวสิกวีดีโอ ก็เข้าไปดูได้ที่ยูทูบ Muzik Move Records ครับ

นอกเหนือจากงานเพลง

แทน : จริงๆ ผมอยู่ในวงการถ่ายแบบเล่นหนังโฆษณามานานแล้วครับ แต่จริงๆผมเป็นคนเล่นดนตรีตั้งแต่เด็กเลย แต่ว่าคนไม่ค่อยให้โอกาสเท่าไหร่ จะมองเราเป็นดารามากกว่านักดนตรี แต่ความจริงผมเป็นนักดนตรี ก็เลยพยายามที่จะเดินสายนี้ ทั้งที่รู้ว่าอีกสายหนึ่งมันกว้างกว่า แต่ผมก็เดินสายติสท์มาจนถึงทุกวันนี้ครับ อาชีพหลักของผมคือนักดนตรี (หลิว : อาชีพรองคือนายแบบอย่างเท่อ่ะ 555) แต่อาชีพรองหาเงินได้มากกว่าอาชีพหลักนะ(หัวเราะ) (ซึ่งตอนนี้ก็ยังรับงานแสดงอยู่?) รับครับ เฉพาะตอนที่ไม่มีเงินครับ(หัวเราะ) ใครที่อ่านอยู่ ถ้ามีงานผมรับได้นะครับ(หัวเราะ) (ริน : รับได้ครับ แต่ว่ารับจ้างงานดนตรีดีกว่าครับ)

ริน : ผมรับสอนเปียโนบ้างครับ เคยสอนน้องที่ดังๆ ก็จะมี “น้องวันเดอร์เฟรม” แล้วก็ทำเพจเกี่ยวกับหนัง แล้วก็เขียนพวกบทความลงในเว็บไซต์ เกี่ยวกับทั้งหนัง เพลง หรือว่าเสียดสีสังคม แล้วแต่ว่าเดือนนั้นขาดคอนเท้นต์อะไร เราก็เติมให้ เพราะว่าผมเคยเขียนหนังสือมาก่อนครับ (เป็นทั้งอาจารย์นักดนตรี นักเขียน?) อาจารย์นี่ผมเป็นเพราะว่าผมเรียนจบดนตรี ที่ศิลปากรมาครับเลยได้เอาวิชามาใช้หารายได้เสริมนิดนึงครับ(หัวเราะ)

หลิว : ผมเป็นคนชอบทำอาหารครับ ก็เลยได้ไปหุ้นกับเพื่อนๆ วงซีล คนละนิดคนละหน่อย ทำร้านข้าวมันไก่ ชื่อร้าน ไก่ในหินอยู่ที่ลาดพร้าว วังหิน ซอย 8 ครับ ใครผ่านไปแถวนั้น ลองแวะไปชิมได้ครับ เปิดมาประมาณปีกว่าแล้วครับ ผลตอบรับโอเคคนชอบ (จะมีสาขาเพิ่มหรือยัง?) เอาสาขาแรกให้รอดก่อนครับ(หัวเราะ)

บาส : ผมก็อยากจะขอฝากนะครับ ผมทำร้านอาหาร Hidden Backyard อยู่ตรงถนนคลองประปา แถวเมืองทองธานีครับแล้วก็มีร้านตัดผม Neighbor Youth BarberShop อยู่ที่เมืองทองธานี แวะไปได้ครับ(เป็นช่างเองด้วยไหม?) ผมตัดไม่เป็นครับ แต่ว่าเป็นคนชอบตัดผมบ่อย ก็เลยรู้สึกว่าอยากเปิดร้าน ไม่ต้องไปเสียตังค์ให้ใคร เสียให้ตัวเองดีกว่าครับ ผมเปิดมาเกือบ 1 ปีแล้ว (ริน : ใกล้ปิดแล้วครับ) ยัง… กำลังไปได้ดีครับ คนเริ่มรู้จักมากขึ้น (ลูกค้าประจำคือสมาชิกในวงรึเปล่า?) เพื่อนๆ นี่เคยไปตัดแค่ทีเดียวครับ (ริน/หลิว/แทน : ไกลครับ ถ้าใกล้ๆ ก็คงได้ไปตัดบ่อย) แล้วก็มีฟิตเนส ชื่อว่า CHOIZ Fitness อยู่ที่มหาสารคามครับ และหอพัก THE CHOIZ ที่มหาสารคามเหมือนกันครับ (เป็นคนมหาสารคาม?)เปล่าครับ คุณพ่อเขาไปทำไว้ครับ

สถานะหัวใจ

หลิว : ก็เคยมีความรัก และช่วงเวลาเสียใจกันมาครับ ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่าไม่มีใครดีกว่า เอาเวลาไปทุ่มเทให้กับเพื่อนและงาน ส่วนรินเขาไม่มีปัญหาอะไรครับเขามีสาวๆ มาดูแลตลอด(หัวเราะ)

ริน : ก็มีคนคุยบ้าง เรื่อยๆ ครับ สถานะเรียกว่ากำกวมครับ

แทน : ของผมสถานะโอเคนะครับ แต่ว่าจะมีภาระมาแทน สำหรับผมคือมีลูกมีภรรยา คำว่าภรรยา ก็คือย่อมาจาก ภาระนะครับ (เพื่อนๆ พากันร้องแซว) ตอนแต่งงานนี่พระบอกผมนะ หนุ่มรู้ไหมว่าอีกหน่อยภรรยาแปลว่าอะไร แปลว่า ภาระคือมีลูก มีค่าเทอมลูกต้องส่ง เพราะลูกชายก็3 ขวบแล้ว สถานะหัวใจดีครับ (เพื่อนๆ แซว :แต่สถานะการเงินแย่) 555

บาส : ของผมก็ดีครับ ลูก 2 (หลิว :ลูก 2 เมีย 4 ครับ) เมียคนเดียวครับ 2 ขวบครึ่งกับขวบครึ่ง (มีแต่ หลิว กับ ริน ที่ยังโสด?)ก็คิดว่าน่าจะจนตายครับ (หัวเราะ)

ถ้านึกถึง วงโดส อยากให้คิดถึงอะไร

หลิว : ผมอยากให้มองวงโดสแล้วรู้สึกว่าเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่มีทั้งก้าวร้าว สุภาพ อ่อนหวาน คือโดสเป็นอะไรที่ไม่มีกรอบ เพลงแรกเราก็ดุๆ เพลงที่ 2 เราก็มากลางๆ เพลงนี้มาป๊อป เราอยากนำเสนอความเป็นมนุษย์ ที่วันหนึ่งเราคิดแบบนี้อีกวันหนึ่งเราคิดอีกแบบก็ได้ ไม่มีกรอบ เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์มีหลายอารมณ์ ก็เลยอยากให้เขามองโดสเป็นมนุษย์คนหนึ่งครับ

ไอดอลต้นแบบ

บาส : ผมชอบ X JAPAN ครับชอบตรงที่ว่าเขาสุด ในเรื่องของดนตรีเวลาเขาหนัก เขาหนักไปเลย เวลาเขาเบาก็ทำได้ คือเขาสามารถอยู่ในเลนที่กว้างได้ เราก็อยากที่จะทำแบบนั้นเหมือนกัน

หลิว : ของผมชอบวง Aerosmith ครับ ชอบทั้งเพลง และไลฟ์สไตล์เขา คือตั้งแต่เด็กๆ เราจะเห็นว่าวงเขาร็อกแอนด์โรลมากๆ ก็จะมีวิถีชีวิตแบบปาร์ตี้ มีสาวๆ ผมก็เลยฝันว่าวันหนึ่งเราอยากไปยืนจุดนั้น ตอนนี้อาจจะยังไม่ถึงจุดนั้น แต่ก็แฮปปี้ครับ

ริน : ของผมเปลี่ยนไปเรื่อยครับ แต่ว่าตอนนี้ก็อินแร็พหน่อยครับ ชอบ Kendrick Lamar เป็น Rapper ที่ได้รางวัลเยอะมาก

แทน : ผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกันครับ ขึ้นอยู่กับว่าช่วงนี้บ้าอะไร ตอนนี้ก็จะบ้ามือกีตาร์ชื่อ Richie Kotzen ครับ (เพื่อนๆ แซวว่ายังคงความวินเทจ) หมายถึงอัลบั้มชุดใหม่ๆ สิ ชุดเก่าๆ ไม่ได้ชอบ เพราะว่าเวลาเขาเล่นดนตรี แล้วฟังดูแพงดี เขาก็ไม่ได้เล่นร็อกเก่าๆ เชยๆ ไปเลย แต่เขาจะมีส่วนผสมของโซล อาร์แอนด์บี บลู อยู่ด้วยกัน แล้วมันก็ฟิวชั่น จนรู้ว่ามันทันสมัยสำหรับผม แต่อาจจะเชยสำหรับคนอื่นก็ได้

ไม่ใช่แค่งานเพลงที่ดึงดูดใจ แต่เสน่ห์เฉพาะตัวของ 4 หนุ่มก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน…

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14’ ขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

Published October 5, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/363740

สกู๊ปพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14’ ขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

สกู๊ปพิเศษ : ‘ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่14’ ขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ลงพื้นที่สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาศักยภาพการบริการจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง โดยมีสมาชิกสหกรณ์จำนวน 60 คนต่อรุ่นต่อวัน จำนวน 2 รุ่น รวม 120 คน เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้

นางณัฏยา ศรีชัย ผู้อำนวยการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท สำนักพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายการปฏิรูปภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้ามาช่วยขับเคลื่อน สามารถลดต้นทุนได้ เพิ่มผลผลิตได้ เพื่อไปสู่เป้าหมายปลายทางคือ คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้นรายได้เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรสร้างรายได้หลักให้ประเทศ ด้วยระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่มุ่งปรับเปลี่ยนระบบการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันใช้เครื่องมือ เครื่องจักรกลมาช่วยในการผลิต เข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น มีความสามารถในการจัดการผลิตผลอย่างมืออาชีพ ทำให้คุณภาพสินค้าได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน สามารถเข้าถึงการตลาดและมีอำนาจต่อรองทางการตลาดสูงขึ้น

ทั้งนี้การรวมกลุ่มเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีแนวทางสอดคล้องกับระบบสหกรณ์ ทั้งการรวมกลุ่ม การบริหารจัดการและเป้าหมายของสมาชิก สหกรณ์เป็นองค์กรในรูปแบบเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านอาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ สหกรณ์สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หากสหกรณ์เข้มแข็งแล้วจะสามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้สมาชิก อีกทั้งสหกรณ์ยังเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ธนาคารสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงาน ตลาดสินค้าเกษตร การพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน และการจัดการหนี้สินสมาชิกสหกรณ์

สำหรับการลงพื้นที่สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ในการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง หลักสูตร การประชุมเชิงปฏิบัติการ “การสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการบริหารจัดการสหกรณ์” เกิดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกเข้าใจแนวทางสหกรณ์ การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ สิทธิหน้าที่ของสมาชิกสหกรณ์ การให้ความร่วมมือขับเคลื่อนแผนพัฒนาสหกรณ์สู่ความสำเร็จ และมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการบริหารจัดการสหกรณ์

โดยที่ผ่านมาสหกรณ์นิคมนครชุมจำกัด จ.กำแพงเพชร ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ เป็นสหกรณ์อีกแห่งหนึ่ง ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตและแปรรูปมันเส้นสะอาดเพื่ออาหารสัตว์แบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมพัฒนาการปลูกมันสำปะหลังระบบน้ำหยด การรับซื้อหัวมันสดจากสมาชิกสหกรณ์ ที่ผ่านมาสามารถสร้างประโยชน์ให้สมาชิกได้ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง

สกู๊ปพิเศษ : เกาหลีมี ‘ไซ’ ไทยก็มี ‘Aeh Syndrome’ ศิลปินที่ขอตั้งตนเป็นนักเอ็นเตอร์เทน

Published August 19, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/340160

สกู๊ปพิเศษ : เกาหลีมี ‘ไซ’  ไทยก็มี ‘Aeh Syndrome’  ศิลปินที่ขอตั้งตนเป็นนักเอ็นเตอร์เทน

สกู๊ปพิเศษ : เกาหลีมี ‘ไซ’ ไทยก็มี ‘Aeh Syndrome’ ศิลปินที่ขอตั้งตนเป็นนักเอ็นเตอร์เทน

วันอังคาร ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักสาวๆ วง BNK48 และติดตามเส้นทางความฝันของพวกเธอมาตั้งแต่ต้น คงต้องคุ้นกับชื่อของครูใหญ่ Aeh Syndrome (เอ๊ะ ซินโดรม) เป็นอย่างดี เพราะเขาคนนี้คือมิวสิค ไดเรกเตอร์ ผู้ปลุกความฝันของเด็กๆ BNK48 ให้ลุกโชน แต่กลับโดนดราม่าจนเจ็บตัว หลังดึงเด็กๆ มาร่วมเล่น MV เพลง ชู้กะชู้ ซิงเกิ้ลแรกของเขาในฐานะ
ศิลปินเดี่ยว กับค่าย BUTTER

“ที่มาของการดึงเด็กๆ มาเล่น MV เป็นโอกาสที่ผมอยากหยิบยื่นให้เด็กๆ ได้แสดงความสามารถ หลังจากที่ฝึกสอนเขามา โดยคุยกับพวกเขาไว้ตั้งแต่ BNK48 เพิ่งเริ่มเตาะแตะ หลังจากที่ให้พวกเขาได้ฟังเพลงของผม แต่ปรากฏว่าพอ MV ออกมาหลังจากที่ BNK48 เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศแล้ว กลายเป็นว่าคนมองผมโหนกระแส ไอดอลดัง เลยจะมาเกาะ ผมโดนดราม่ามาเยอะครับ แต่สุดท้ายก็เป็นแฟนคลับของ BNK48 ด้วยกันเองที่ช่วยชี้แจงให้เข้าใจถึงที่มาที่ไป”

ผู้ชายคนนี้เก่งในเรื่องของการปลุกพลังใจ และหนึ่งในผู้ที่คอนเฟิร์มความสามารถนั้นได้ดีก็คือนาย แดน-วรเวช ดานุวงศ์ หลังจากที่ทั้งคู่เคยรวมตัวกันในฐานะวง San Q Bandตะลุยแสดงที่ญี่ปุ่นมาแล้ว

“ทุกครั้งที่สัมภาษณ์ ผมจะพูดถึงแดนเสมอ ผมเคยแซวว่าเขาเป็นป้าชุลี ที่เป็นพี่เลี้ยงนางงาม อยู่เบื้องหลังนางงามระดับโลกของไทย เพราะมีอะไรผมจะปรึกษาแดนตลอด แล้วก็ได้คำแนะนำดีๆ จากเขาเสมอๆ จะเรียกว่าเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเอ๊ะ ซินโดรม ก็ได้ครับ”

ถึงตรงนี้อาจจะมีคนสงสัย แล้ว เอ๊ะ ซินโดรม เป็นใครมาจากไหน? ถ้าในหมู่ของนักฟังเพลง จะรู้จักเขาในนามของ เอ๊ะ วงละอองฟอง ที่มีผลงานเพลงดังๆ มากมาย ซึ่งวันนี้เขาได้ทำตามฝันของตนเองให้เป็นจริง ด้วยการแจ้งเกิดเป็นศิลปินเดี่ยวในชื่อ เอ๊ะ ซินโดรม

เปิดเส้นทางสายดนตรี

“การเป็น เอ๊ะ ซินโดรม เป็นความฝันอย่างหนึ่งของผมครับ ตั้งแต่เด็กผมอยากเป็นนักร้อง เพราะคุณแม่ก็เป็นนักร้อง จริงๆ ผมเป็นนักร้องประกวดมาก่อน แล้วมีโอกาสได้สมัครเข้าประกวดเพลงขนนกกับดอกไม้ของพี่เบิร์ด เป็นเพลงร้องคู่ ที่มีคนสมัครเกือบ 300-400 คู่ทั่วประเทศ ตอนนั้นผมได้ที่ 2 ซึ่งคนที่ได้ที่ 1 คือ ปนัดดา เรืองวุฒิ จากตรงนั้นทำให้ผมมีโอกาสเข้าไปสกรีนเทสต์ที่แกรมมี่ เราก็ไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้เป็นนักร้องในสังกัดแกรมมี่ พยายามพรีเซ็นต์ตัวเองว่าเราทำเพลงได้ แต่งเพลงได้ แต่ทางค่ายบอกให้ทำวงละกัน และนักร้องนำเป็นผู้หญิง ตอนนั้นเฮิร์ทนะ เด็กที่มีความฝันเต็มเปี่ยมจะเป็นนักร้อง แต่มาเจอแบบนี้ก็เฟลเหมือนกัน ถือเป็นการเสียเซลฟ์ครั้งแรกของตัวเอง”

เมื่อได้เป็น เอ๊ะ ละอองฟอง

“ผมก็ก้มหน้าทำงาน อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เรารัก ผมทำเต็มที่ในฐานะ วงละอองฟอง ตอนแรกนักร้องนำเป็น “ชมพู่” แล้วก็มาถึงยุคสอง “น้องอร” เข้ามาร้องนำ ผมก็บอกน้องอรว่า “พี่ขอร้องบ้างได้ไหม”(หัวเราะ) แล้วผมก็ได้มีเพลงเดี่ยวของตัวเอง รวมอยู่ในอัลบั้มของละอองฟอง การเป็น เอ๊ะ ละอองฟอง เป็นสิ่งที่ผมสนุกมาก มีความสุขที่ได้ทำตรงนั้น จนละอองฟองได้มีคอนเสิร์ตของตัวเอง ถือว่าสุดๆ ละ เหมือนเราสู้มา 20 ปี ผ่อนบ้าน ผ่อนรถหมดละ ตอนนั้นก็เลยขอพักแป๊บหนึ่ง ไฟไม่ได้ดับนะครับ แต่เก็บพักไว้ก่อน”

เปิดโลกสู่วงการภาพยนตร์

“ช่วงที่พักงานเพลงกับทางละอองฟอง พี่ยอร์ช (ฤกษ์ชัยพวงเพ็ชร์) ผู้กำกับหนัง ก็เอาผมไปเล่นหนัง “ฟัดจังโตะ” ไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่น บอย-ปกรณ์ กับ ยิปโซ แสดงนำ แล้วพี่ยอร์ชก็บอกว่า “เอ๊ะ เอ็งเป็นคนมีของนะ” คือก่อนหน้านั้นผมเคยทำเพลงประกอบหนัง “คุณนายโฮ” ให้เขา แล้วเขาก็ชวนผมเล่นหนัง เราก็นึกว่าพี่แกอำ บอกเล่นอยู่แล้วพี่ ผมบ้าพลัง ปรากฏเอาจริง ผมก็ดีใจที่ได้รับสิทธิ์นั้น และก็ไปทำหน้าที่ให้เต็มที่ เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสผ่านไป ต่อให้เราไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน เมื่อโอกาสมา แล้วเรามีเพสชั่นกับมัน เราก็ทำ”

อีกหนึ่งคนสำคัญ

“จากนั้นคนต่อไปที่มาเจอผมคือ คุณแดน-วรเวช เขาเห็นผมเดินทางไปญี่ปุ่นบ่อย แล้วเขาก็มีความฝันอยู่ระดับหนึ่งจึงชวนผมไปพูดคุย ออกแบบบ้านให้เขา แล้วก็ชวนไปทำหนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่น แดนเขาเป็นอารมณ์ศิลปิน แล้วผมก็อยากไปแสดงความสามารถที่ญี่ปุ่น ให้รู้ว่าในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเราเลย เราก็ทำให้คนเอ็นจอย สนุกกับเพลงเราได้ วันที่เจอกับแดนวันแรก คุยกัน 3 ชั่วโมง ซึ่งโปรดิวเซอร์มาบอก น้องแดนไม่เคยคุยกับใครนานขนาดนี้มาก่อน (หัวเราะ) กลายเป็นว่าสนิทกันมาก พอเขาชวนร่วมงาน ผมก็ทำ จนเกิดโปรเจกท์ SAN Q Band ขึ้นมา ทำเพลงไปขาย แล้วก็ได้รู้จัก คุณต้อม(จิรัฐ บวรวัฒนะ) ผู้บริหารของ BNK48 เจ้าภาพเดียวกันกับ SAN Q Band เป็นนายทุนที่ทำหนังทำซีรี่ส์นี่แหละ คุยกันแล้วเขาเลือกโปรเจกท์นี้ เลยได้ร่วมงานกัน เพราะฉะนั้นคนถามว่าทำไมผมได้ไปสอนเด็กๆ BNK48 ก็เพราะคาบเกี่ยวเจ้าของเดียวกัน พออยู่กับแดนปุ๊บ ผมก็ได้อะไรจากแดนมาเยอะ แดนก็ได้อะไรจากผมไปเยอะ เพราะเราอินดี้มา แดนก็บอยแบนด์มา
(หัวเราะ) มาเจอกันตรงกลาง แชร์ทั้งประสบการณ์ ทัศนคติ ทั้งสองฝั่งมาเติมกันในสิ่งที่แต่ละคนค้นหา แต่สุดท้ายเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือสร้างความสุขให้กับคน เราไปสร้างความสุขให้คนญี่ปุ่นที่เขาไม่รู้จักเรา”

แดนช่วยทั้งผลักและดัน

“วันหนึ่งก็ได้คุยกับแดน ว่าผมเคยอยากเป็นนักร้อง เขาก็พูดมาคำหนึ่ง เหมือนพี่ยอร์ชเลย บอกว่า “ผมว่าพี่เป็นคนที่มีอะไรมากเลยนะ ใครอยู่กับพี่ก็มีความสุข ธรรมชาติของพี่ทำให้คนที่อยู่ข้างๆ ได้รับพลังบวกไปเยอะมาก ผมก็คนหนึ่ง” แล้วเขาก็บอกให้ผมทำอัลบั้ม “ถึงเวลาที่พี่ต้องทำแล้วนะ” เราก็บอกเราแก่แล้วนะ เขาก็บอก “ดูผมสิ ผมฝันมาตลอดว่าผมอยากเป็นนักร้อง แล้วผมก็ไม่เคยทรยศมัน ทำไมพี่ไม่ดึงสิ่งนั้นออกมา ผมจะคอยสนับสนุนพี่ ผมไม่ต้องการอะไร ถ้าพี่ทำมันได้ผมก็มีความสุข ที่เห็นคนที่ผมรักมีความสุข” นี่คือวรเวช พอเสร็จโปรเจกท์ที่ร่วมทำกับแดนก็กลับมา ระหว่างนั้นก็ได้มีโอกาสทำโปรเจกท์ BNK48 แต่งเพลง สอนเด็กๆ ตอนนั้นก็เริ่มเข้าไปในค่าย ก็แหย่ๆ คนในค่ายว่าผมอยากทำโปรเจกท์เดี่ยวนะ ระหว่างนั้นก็สอนเด็กให้มีความฝัน สอนให้สู้ สอนพีระมิดแห่งชีวิต ว่าทุกคนมีพีระมิดของตัวเอง ส่วนใหญ่ชอบไปมองพีระมิดคนอื่น แล้วก็พยายามจะไปยืนอยู่บนยอดของคนอื่น ลืมมองว่าข้างบนหัวเรานี่ก็มี รอแค่ให้เรายืนแค่นั้นเอง สอนทุกวัน ให้พลังเด็กทุกวัน แล้วก็กลับมามองตัวเองว่า แล้วเราละ? ได้ทำมันหรือยัง? ผมก็ทำเพลงไป สอนไป แล้วก็เปิดเพลงให้เด็กฟัง เด็กก็ชื่นชอบ จนเรารวบรวมพลังคิดว่าต้องบอกทางต้นสังกัด ค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ แล้วว่าผมขอทำงานเดี่ยว ผมเชื่อว่ายากนะ สำหรับคนคนหนึ่งที่ก้าวข้ามผ่านกำแพงที่ตัวเองมีอยู่ ที่เราเคยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ คิดว่าเราเกิดมามีวาสนาแค่นี้เท่านั้น แต่ด้วยแรงบันดาลใจหลายๆ อย่าง ด้วยพลังที่ส่งให้เรา ทำให้เรารวบรวมพลังทลายกำแพงนี้ออก แล้วออกไปยืนข้างหน้ายืนยันกับทางค่ายว่าเราจะทำ และเชื่อว่าเราจะทำได้ นี่คือสิ่งที่แดนบอก คือ “จงเชื่อ และจงศรัทธาในความเชื่อของพี่ แล้วทำมันผมเชื่อว่าพี่ทำได้” เราก็มองกระจก ในวันที่เราคิดว่าละอองฟอง หมดไฟ ทำไมพี่ยอร์ช เห็นแสงจากตัวเรา หรือแม้กระทั่งแดน เห็นแสงจากตัวเรา ทั้งที่เรายังไม่ได้บอกว่าเรามีไฟ วันนี้เราจะต้องเป็นไอรอนแมน แล้วกดแสงให้สว่างที่สุด เพื่อให้คนรอบข้างสัมผัสถึงสิ่งๆ นั้นได้”

โอกาสมาถึงมือ

“พี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) เจ้าของค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ ก็เชื่อและศรัทธาในความเชื่อของผม ให้โอกาสผม ที่สำคัญเขาเปิดเลเวลใหม่ ค่ายใหม่ชื่อ Butter ให้ผม คือเน้นแนวเพลงมันส์ๆ สนุกๆ เพราะฝั่งสไปร์ซซี่ ดิสก์ จะเน้นเรื่องของดนตรี การโชว์ที่เข้มข้น ผมก็ไปอยู่ Butter เลย และรับปากพี่เต้งว่าให้โอกาสผมได้ทำงาน ผมจะทำให้เต็มที่ ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังจนเราได้ทำโปรเจกท์นี้ขึ้นมา ปล่อยเพลงชู้กะชู้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณเชื่อมัน คุณทำด้วยความศรัทธา ทุกๆวัน แล้วคุณมีภาพในหัว มันก็เป็นจริงได้”

30 ปีที่รอคอย

“ที่ผมบอกว่าอยากเป็นนักร้อง ไม่ได้อยากดังนะครับ แต่ผมอยากเอ็นเตอร์เทนคน อยากทำให้คนที่อยู่ข้างๆ เรามีความสุข นี่คือสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สองอยากเป็นศิลปินผู้สร้างแรงบันดาลใจ ตอนนี้ผมอายุ 45 ก็เท่ากับว่า 30 ปีที่เคยฝัน แล้วไม่คิดว่าจะเป็นจริงได้ ผมทำมันได้แล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนมีสิทธิ์ฝัน และเชื่อมัน และทำมัน วันนั้นก็อาจจะมาปรากฏอยู่ตรงหน้าเราก็ได้ ผมยังทำได้เลย รอมาตั้ง 30 ปีเพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าทุกคนเป็นไอดอลได้ ทุกคนทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จได้ อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ และถอยหลัง เมื่อเจอ เอ๊ะ ซินโดรม นี่คือสิ่งที่ผมตั้งใจทำครับ ”

เข้าถึงแฟนเพลง

“ในเพจ AehSyndrome จะมีเด็กๆ ส่งอินบ๊อกซ์มาถามผมตลอด เหมือนเป็นคลับฟรายเดย์เลย ถามประมาณว่าผมอยากเล่นดนตรีแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง หรือหนูเรียนหนักมากเลย อยากได้แรงบันดาลใจ อยากมีพลัง ผมอยากเปิดร้านกาแฟ เราก็แนะแนวเขาในทัศนคติเชิงบวก ให้เขาคิดในเชิงบวกว่าอดทนสู้กับมัน แล้วเดี๋ยวเธอจำทำได้ และผ่านมันไปได้ และผมจะไลฟ์ทุกอาทิตย์ เป็นแชแนลหนึ่งที่อยากให้คนรู้จัก และมีศิลปินเพื่อนๆ น้องๆ มานั่งคุยกัน เราจะไม่ถามถึงคอนเซ็ปต์วง แนวเพลง แต่เราจะถามว่าลำบากไหมกว่าจะมาถึงวันนี้ เคยร้องไห้กี่ครั้งแล้ว ท้อบ้างไหม อยากให้เขารู้ว่าศิลปินบางคนพ่อต้องขายของไปซื้อคีย์บอร์ดให้เล่น บางคนขายเครื่องดนตรี เพื่อซื้อตั๋วนั่งรถทัวร์เพื่อมาออดิชั่นที่กรุงเทพฯ ผมก็เลยทำไลฟ์นี้ขึ้นมาให้คนได้ทราบถึงความยากลำบาก กว่าที่ได้จะฝันนั้นมา”

จัดการความท้อ

“ผมจะมองเป้าหมาย ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร แล้วเราอยู่ตรงนี้ ทำอะไรอยู่ บางครั้งอาจจะเฟล มีคนบอกเพลงผมไม่เห็นมีอะไรเลย ธรรมดา ไม่เห็นรู้สึกตื่นเต้น เหมือนฟังละอองฟองตอนนั้นเลย ผมนี่กลับบ้านไปร้องไห้อยู่ 3 วันที่สำคัญคือเรากำลังปกปิดปมด้อยของเราอยู่ ด้วยความที่เราอายุเยอะ โน่นนี่นั่น สุดท้ายก็เลยต้องกลับมาเคลียร์ใหม่ เซตตัวเองใหม่ สู้อีกครั้งว่าฉันจะต้องไปอยู่บนยอดพีระมิดตัวเองให้ได้แล้วก็ทำเพลงไปให้เขาฟังใหม่ ตนเขาบอกนี่แหละ ใช่เลย!”

ฝันขั้นต่อไป

“สิ่งที่ผมจะทำต่อจากนี้ ในนาม เอ๊ะ ซินโดรม คือไม่มีคำว่าทำไม่ได้ มีแต่ได้เท่านั้น ถ้าบอกว่าเราทำไม่ได้ มันก็ไม่ได้ตั้งแต่คิดแล้ว เพราะฉะนั้นบอกตัวเอง เราทำได้ พูดกับตัวเองทุกวัน แล้วสิ่งนั้นจะปรากฏต่อหน้าเราจริงๆ ผมจะไปให้สุด และยอดพีระมิดที่สูงขึ้นไปอีกของผมคือ ผมจะเป็น เอ๊ะ ซินโดรม จากประเทศไทยให้ได้ วันหนึ่งผมแพลนจะออกไปโชว์ที่สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ในฐานะ Thai Artist ผมจะไปตรงนั้นให้ได้จริงๆ ให้เขาเห็นว่าศิลปินไทยก็ไม่ธรรมดา เกาหลีมีไซ(PSY) เมืองไทยก็จะมี เอ๊ะ ซินโดรม”

ทิ้งท้ายก่อนจาก

“เอ๊ะ ซินโดรม ไม่ได้มีซิงเกิ้ลเดียวนะครับ เรามีเป็นอัลบั้ม แต่ว่าปล่อยซิงเกิ้ลแรกก่อน พอซิงเกิ้ลที่ 3-4 ก็จะเป็นอัลบั้มแล้วครับ เพลงต่อไปของผมขอบอกว่าแซ่บมาก “ชู้กะชู้” นี่เบาสุดแล้วครับ ยังมีหนักกว่านี้อีก เพลงผมไม่มีอะไรหรอกครับ อย่าไปคิดเยอะ เราเจอปัญหามาเยอะแล้วในโลกนี้ ทั้งการบ้าน การเมือง เศรษฐกิจเยอะแยะ ฟังเพลงคือสันทนาการหนึ่งเท่านั้นเอง คุณเอ็นจอยกับมัน เพลิดเพลิน สนุก เต้นไปกับมัน นี่คือสิ่งที่เอ๊ะ ซินโดรมอยากให้ครับ และอีกด้านหนึ่งนอกจากความสนุกคืออยากให้เห็นว่าเขาต่อสู้กับความฝันมา 30 ปีเขาทำมันได้ คุณก็ทำได้เหมือนกัน แค่จงมีศรัทธาในความฝันครับ”

ปริมวาไล

สกู๊ปพิเศษ : ‘แสตมป์’ หนุน ‘เอ็ม-ปัง’ 3 หนุ่มคอเดียวกัน สานฝันเปิดค่าย ‘123Records’

Published August 1, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/338238

สกู๊ปพิเศษ : ‘แสตมป์’ หนุน ‘เอ็ม-ปัง’ 3 หนุ่มคอเดียวกัน สานฝันเปิดค่าย ‘123Records’

สกู๊ปพิเศษ : ‘แสตมป์’ หนุน ‘เอ็ม-ปัง’ 3 หนุ่มคอเดียวกัน สานฝันเปิดค่าย ‘123Records’

วันเสาร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ได้เวลาออกเดินทางครั้งใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม ของ “แสตมป์” อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข เมื่อเขาเลือกที่จะรุดหน้า ก้าวไปอีกขั้น กับการรังสรรค์ ปั้นค่ายเพลงน้องใหม่ “123Records (นึง-ส่อง-
ซั่มเรคคอร์ดส์)” โดยหลังจากลุยงานก่อร่างสร้างค่ายด้วยใจมากว่า 1 ปีเต็ม วันอาทิตย์นี้ (13 พ.ค.) เขาพร้อมแล้วเจ้าค่ะ กับวาระตัดริบบิ้นเปิดค่าย ด้วยการควงแขน 2 หนุ่มคอเดียวกัน MYOSS (เอ็ม-ยศวัศ สิทธิวงค์) และปังตันเต๊ก (ปัง-วัชรพงศ์ ตันเต็ก) เป็น 2 ศิลปินเบอร์แรกของค่าย พ่วงด้วยอีก 1 สาวเซอร์ไพรส์ ที่เตรียมอุบไว้แกรนด์โอเพ่นนิ่งในวันดีเดย์พรุ่งนี้!! และแน่นอน “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ขอเวลาเอ็กซ์คลูซีฟ คว้า 3 ศิลปินคนมีฝัน มาเขย่าความเป็นตัวตน บอกเล่าที่มาที่ไปกันเจ้าค่ะ

ก้าวเป็นผู้บริหารเต็มตัว?

แสตมป์ : จริงๆ ผู้บริหารตัวจริง คือภรรยาผมครับ ผมจะเป็นแนวครีเอทีฟ ดูเรื่องการผลิตมากกว่า ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วมั้งครับ รู้สึกว่าอยากทำงานในแนวทางที่ตัวเองอยากทำ ที่เรารู้สึกว่าถ้าเราอยู่ในค่าย เราจะไม่ได้ทำ อาจจะไม่คุ้มทุนที่คนเขาจะลงทุนให้เรา ก็เลยอยากจะทำเอง จนออกมาตั้งบริษัท ตอนแรกดูแลตัวเองก่อน พอรู้สึกว่าเราอยากจะมีเพื่อน ประจวบเหมาะกับผมได้เจอน้องๆ ระหว่างทาง ก่อนที่จะมีค่าย ได้ฟังเพลงพวกเขาแล้วก็ชื่นชอบ คิดว่าน่าเสียดายนะ ถ้าเราไม่ได้นำเสนอเพลงของพวกเขาให้ทุกคนฟัง ก็เลยชวนมาทำด้วยกัน…จริงๆ ผมไม่ได้คิดวางแผนอะไรนานนะครับ ต้องขอบคุณภรรยาผมที่เขามีความสามารถทางด้านนี้ ชำนาญในเรื่องของการเงิน เขาทำให้เราอุ่นใจว่าทำได้ เพราะถ้าผมอยู่คนเดียว ผมจะไม่วางใจเรื่องบัญชีทรัพย์สิน เรื่องเงินๆ ทองๆ ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นคนรอบคอบ ไม่ใช่คนที่ถี่ถ้วน ทำคนเดียวก็คงจะเจ๊งครับ แต่เรามีภรรยาที่เขาเก่งทางด้านนี้ก็เลยไม่ได้วางแผนมากครับ พอโอเค ก็ทำเลย ตัดสินใจไม่ถึง 2 เดือนครับ รวดเร็วมากจริงๆ แต่เราก็ใช้เวลาประมาณปีหนึ่งก่อนที่จะออกมาทำความรู้จักกับสื่อต่างๆ ในฐานะค่ายเพลงครับ

ทำไมต้องชื่อ นึง-ส่อง-ซั่มเรคคอร์ดส์?

แสตมป์ : ชื่อนี้ ภรรยาผมเป็นคนตั้งครับ ภรรยาผมชอบชื่อที่มันง่าย ถ้าเราไปชื่อ อโวคาโดอะไร (หัวเราะ) ผมว่าก็จะยากไปก็เลยอยากได้ชื่อที่ฟังดูง่ายที่สุด ฟังดูตลกก็ได้มีความหมายก็ได้ เวลาที่เราจะถ่ายรูป จะวิ่ง เราก็นับ นึง-ส่อง-ซั่ม เวลาเด็กจะขึ้นบันไดเลื่อนครั้งแรก ก็จะนับ นึง-ส่อง-ซั่ม เราก็เลยรู้สึกว่าเป็นคำพูดในชีวิตประจำวัน แล้วก็มีความหมายที่ดี กำลังจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ก็อยากให้ค่ายเราเป็นค่ายที่แฟนเพลงรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เราเริ่มทำเริ่มนับนึง-ส่อง-ซั่ม ครับ

สไตล์ของ นึง-ส่อง-ซั่มเรคคอร์ดส์?

แสตมป์ : ตอนแรกไม่ได้วางเลยนะครับ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้วาง แต่ด้วยความที่เราชอบคนแบบนี้ เพลงแบบนี้ ก็จะมีรสนิยมของเราอยู่ในนั้น ว่าเราชอบเพลงทรงนี้ คนแบบนี้ ชอบคนที่เขียนเพลงแบบนี้ ทั้ง 2 คนนี้จะเป็นคนที่เขียนเพลงเอง เขียนเพลงที่มาจากชีวิตตัวเอง เอาเพลงของตัวเองมาเล่า เอาชีวิตตัวเองมาเล่า มันเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้วในงานคนอื่นครับ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นลายเซ็นรึเปล่า คือเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เซตไว้

เลือกวันเกิดตนเอง เป็นวันเปิดค่าย?

แสตมป์ : เหตุผลง่ายๆ เลยครับ จะได้จำได้ (หัวเราะ) คือจริงๆ ผมอยากพบปะผู้คนในวันเกิด และปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์พอดี หลายๆ อย่างลงตัว เพราะเดือนพฤษภาคมนี้ เราน่าจะเริ่มมีเพลงออกมาพอดี เป็นความบังเอิญที่ลงตัวพอดีครับ จึงถือโอกาสจัดงาน “STAMP & Friends by 123records Live Show” เปิดตัวค่ายอย่างเป็นทางการ เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยจัดงาน Fan Meet ของตัวเองมาก่อน วันนั้นเราจะเอาเพลงที่ทำในปีที่แล้ว และเพลงที่ทำในญี่ปุ่นมาเล่น และชวนเพื่อนๆมาเล่นด้วยกัน ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิดครับ (จัดที่ไหน?) เราจัดกันที่ Parking Toy เกษตร-นวมินทร์ ประตูเปิด5 โมงเย็น เริ่มแสดง 6 โมงเป็นต้นไป บัตรมีราคาเดียวคือ 1,000 บาทครับ

ศิลปินเปิดค่าย?

แสตมป์ : 2 คนนี้ เกิดจากที่ผมชอบเพลงเขาก่อนเลยครับ ที่ผ่านมาก็เริ่มปล่อยเพลงบ้างนิดนึง คนละเพลง พอมีโอกาสพาเขาไปโน่นนี่ ไปเล่นสด ก็ตื่นเต้นมาก แล้วอย่างแรกคือแฟนเพลงที่ชื่นชอบงานผม ก็ชื่นชอบเขาด้วย แล้วพอเขาปล่อยเพลงออกไป ก็เริ่มมีแฟนเพลงที่ไม่ได้ชื่นชอบงานผม มาชื่นชอบเพลงของเอ็มคนเดียว เพลงของปังคนเดียว ก็รู้สึกว่าดีใจที่เราได้รวบรวมคนเหล่านี้เข้ามาครับ (ไม่ได้มุ่งไปที่ศิลปินดังๆ?) เพราะผมตื่นเต้นกับคนเหล่านี้ครับ แล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะทำคนที่มีชื่อเสียงแล้ว เขาก็คงมีอะไรของเขาแล้ว อยากแรกคือผมอยากให้เพลงของน้องๆ ได้ถูกปล่อยออกไป เรารู้สึกสนุก และคิดว่าเราจัดการได้ กับสิ่งที่เขามี

ทำความรู้จัก เอ็ม ยศวัศ?

เอ็ม : เป็นโอกาสที่ไม่คิดว่าจะเข้ามาในชีวิตผมครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้ผมทำเบื้องหลัง เป็นตากล้องถ่ายมิวสิกวีดีโอ ถ่ายภาพยนตร์ โฆษณา แล้วเรารู้สึกว่างานดนตรีเป็นไปได้ยากมากสำหรับเรา เพราะเราทำเดโม่เขียนเพลงเฉพาะเนื้อหาที่เราอยากจะเล่า แต่งเพลงให้กับแม่ กับปู่ น้องชาย ให้กับสิ่งต่างๆ แต่งเก็บๆ ไว้ตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย (เรียนทางด้านไหน?) ทางด้านภาพยนตร์ครับ วารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์จบมาก็ทำงานเบื้องหลัง ก็เลยรู้สึกว่าการที่จะมีเพลงขึ้นมาสักเพลง สำหรับเราความรู้ทางด้านดนตรีมันยังน้อยมาก พื้นฐานน้อย ได้แต่เล่นกีตาร์ ร้องอัดเดโม่ โดยเป็นเนื้อร้องที่เราคิดคอนเซ็ปต์เองในแต่ละเพลง (รู้จักกับแสตมป์ได้อย่างไร?) บังเอิญผมได้ไปเล่น MV ให้กับพี่แสตมป์ในเพลง “มนุษย์ลืม” เพราะผมก็รับงานเบื้องหน้าบ้างเป็นพาร์ทไทม์ อย่างเช่น MV เพลง “ทางของฝุ่น” ของ “อะตอม” คือผมอยู่ในทีมโปรดักชั่น เพื่อนเห็นว่าเข้าคอนเซ็ปต์ ก็หยิบเราไปเล่นอะไรแบบนี้ครับ แล้วผมมีพี่ชายที่รู้จักกันชื่อ “กล้วย” เล่นเบส อยู่วง “มอร์นิ่ง ซัฟเฟอร์” เขาเคยฟังเพลงเดโม่ผม แล้วก็ส่งให้พี่แสตมป์ฟัง พอได้ไปเล่น MV เพลง “มนุษย์ลืม” ของพี่เขาก็เลยถามว่าพี่ได้ฟังเพลงนั้นรึเปล่า เขาก็บอก “เสาอากาศ ใช่ไหม?” ผมก็บอก “ใช่ครับ” เป็นเพลงแรกที่ผมแต่ง แต่งให้กับเสาอากาศทีวี(หัวเราะ) เพราะผมเรียนสื่อสารมวลชน ผมก็เลยเอาเรื่องที่คิดว่าเรารู้ดีที่สุด เห็นเสาอากาศอยู่หน้าหอที่รังสิต ก็เลยเอาเรื่องนี้ละกัน ดีใจมากครับที่พี่เขาจำได้ หลังจากนั้นผ่านมา 5-6 ปี พี่แสตมป์เขาก็ทักมา ว่าอยากฟังเพลงอื่นๆ ที่เอ็มได้แต่งไว้ ก็เลยไปที่ออฟฟิศเขา เอาเพลงให้เขาฟัง ก็เลยได้ร่วมงานกันครับ ปล่อยซิงเกิ้ลแรก คือเพลง “เสาอากาศ” (อะไรทำให้เชื่อมั่นในแสตมป์?) 90% ไม่มีใครสนใจเพลงเสาอากาศ แต่พี่แสตมป์สนใจ ก็เลยซื้อใจเราตั้งแต่วินาทีนั้น ว่าเขาเลือกจากที่เราเป็นเรา สิ่งที่เราคิดจริงๆ ตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ต้องพัฒนาความรู้ทางด้านดนตรีที่มีน้อยนิดของผม(หัวเราะ) ค่อยๆ โตไปกับเขาครับ

ที่มาของ ปัง ตันเต๊ก?

ปัง : พรหมลิขิตมากเลยครับ ผมจบจากเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร จบมาปุ๊บก็เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ คือผมเป็นคนฉะเชิงเทรา ไปเรียนนครปฐม แล้วตอนนี้ก็เข้ากรุงเทพฯมาเป็น
เภสัชยืนอยู่ประจำที่ร้านยาที่เอ็มควอเทียร์ แล้วบังเอิญวันนั้นพี่แสตมป์ไปซื้อยาที่ร้านพอดี ผมเนื้อเต้นมากเลย (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นเราเจอดารา เจอศิลปินเยอะแยะมาก แต่คนนี้งานเขาเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว แล้วพี่แสตมป์คือหนึ่งในไอดอลที่ผมยกให้เป็นต้นแบบด้านการเขียนเพลง การเพอร์ฟอร์มมาตลอด ผมก็เลยรู้สึกว่าอยากจะบอกพี่เขาสักหน่อย ตอนนั้นพี่แสตมป์เดินออกจากร้านไปแล้ว ผมก็เลยหยิบเศษกระดาษมาเขียนชื่อวงผมเอง แล้วผมก็ยกมือไหว้พี่ที่ร้านกับลูกค้า บอก “พี่ครับเดี๋ยวผมมานะ ผมต้องไปจริงๆพี่” ผมก็เดินออกไปหาพี่แสตมป์ ยื่นกระดาษให้เขา บอก “ผมชื่อนี้ๆ นะครับ ทำเพลงอยู่ ถ้าวันหนึ่งเพลงผมดีพอ เรามาเล่นดนตรีด้วยกันนะครับ” แล้วช่วงที่หายไปสักพัก ผมก็ไปประกวดแต่งเพลงของ นิตยสาร Happening ที่ทำร่วมกับมูลนิธิฟรีดริช เนามันในประเทศไทย (FNF) ชื่อโครงการเสรีภาพเสรีเพลง ผมก็ส่งเพลงไป แล้วเพลงที่ได้รางวัลชนะเลิศ จะให้พี่เต๋อ-นวพลทำ MV ให้ ซึ่งผมได้รางวัลชนะเลิศจากเพลง “บทเพลงถึงตัวฉันเอง” พอ MV ถูกปล่อยไป พี่แสตมป์เขาก็จำได้ เขาก็ทวิตว่าจำน้องเภสัชคนนี้ได้ แล้วเขาก็ได้คอนแท็กจากพี่ที่ Happening ทำให้เราได้คุยกัน ถัดไปปี 2 ปีพี่แสตมป์ก็เปิดค่ายเป็นรูปร่างแล้ว ก็เลยชวนผมมาทำครับ จนได้ปล่อยเพลง “แพ้” เป็นซิงเกิ้ลแรกซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากข้อความหนึ่งในเฟซบุ๊ค หน้า NEW FEED ที่ผมเลื่อนๆ ผ่าน เขาบอกว่าถ้าความรักเป็นเกม ถ้าเลิกรักกัน คนไหนที่รู้สึกมากกว่า คนนั้นก็จะมีโอกาสที่แพ้เยอะกว่า คือไม่ว่าเขาจะทำอะไรเราก็ยอมเขาหมด (แล้วในชีวิตจริงแพ้ไหมคะ?) ไม่แพ้ครับ (หัวเราะ) (งานเภสัชยังทำอยู่ไหม?) ก็ยังทำอยู่ครับ ผมสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ ใช้เวลาช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน และหลังเลิกงานมาจับเพลงครับ

ผลงานของค่ายในอนาคต?

แสตมป์ : เน้นงานเพลงเป็นหลักครับ หลังจากงานเปิดค่าย ก็จะมีเพลงใหม่ของน้องเอ็ม ซึ่งเขาเก่งมาก เป็นตากล้องด้วย เป็นผู้กำกับด้วย แล้ว MV ตัวใหม่ของเขา ถ่ายเอง เล่นเอง เอาครอบครัวตัวเองมาเล่นด้วย (หัวเราะ) มีเขาคนเดียวนี่คุ้มมากครับ (หัวเราะ) ก็จะเป็น DIY พอสมควร เหมาะกับยุคสมัยดี ที่ยุคนี้โปรดักชั่นยิ่งใหญ่ก็อาจจะไม่จำเป็นแล้ว เพราะว่าแฟนเพลงกับศิลปินสามารถติดต่อกันได้โดยตรง ปีนี้ก็จะมีเพลงจากทั้ง 2 คนครับ และก็ในวันที่ 13 ผมก็จะเปิดตัวศิลปินคนที่ 3 ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร (ผู้หญิงหรือผู้ชาย?) ผู้หญิงครับ (คนที่รู้จักกันดีอยู่แล้วรึเปล่า?) ก็ถ้าเป็นคนที่ชอบวงการเพลงอินดี้ จะต้องรู้จักเขาครับ คือตอนแรกพอคนรู้ว่าผมเปิดค่าย ไปออกรายการ The Driver ของโอ๊ต ปราโมทย์ โอ๊ตก็โฆษณาเยอะมาก หลังจากเทปนั้นออก คนก็ส่งเดโม่มาเยอะมาก ก็ต้องเรียนทุกคนว่าค่ายผมเล็กมากครับ ผมขอดูแล 2 คนนี้ก่อน ขอโทษจริงๆ แต่ว่าผู้หญิงคนนี้เขาเป็นคนโปรดของภรรยาผมเลยครับ (หัวเราะ) ทำให้ฝ่ากำแพงนั้นมาได้จริงๆ ผมก็ชอบเขาด้วย วันอาทิตย์นี้(13 พ.ค.) ก็จะมีเพลงจำนวนหนึ่งซึ่งยังไม่เคยเล่นที่ไหน ผมรู้สึกว่ามันเป็นซาวนด์ใหม่ที่เขาไม่เคยทำก็ตื่นเต้นมากที่เขาอยากมาทำกับเรา

เพลงของแสตมป์?

แสตมป์ : ช่วงนี้ส่วนของผมก็มีเพลงปล่อยเรื่อยๆ นะครับ มีเพลงกับพี่เบิร์ด เพลงตนเอง เดือนหน้าผมก็จะมีเพลงที่ทำกับ Urboy TJปล่อยออกมาต่อจากเพลงของเอ็มครับ

ช่องทางติดตาม?

แสตมป์ : ตอนนี้เรามีแฟนเพจของค่าย คือ 12 sumrecords แล้วก็มี Youtube : 123records,Instagram : 123recordshop สามารถเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนแชร์ไอเดียกันได้นะครับ

สิ่งที่ไม่อยากให้พลาด?

แสตมป์ : ในวันงาน 13 พ.ค.นี้ ก็จะมี 2 ศิลปินมาจากญี่ปุ่น คือ วงFIVE NEW OLD กับอีก 1 ศิลปินเดี่ยว DÉ DÉ MOUSE ที่ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้ไปทัวร์ที่ญี่ปุ่น ก็มีโอกาสได้ผูกมิตรกับพวกเขา ไปเล่นเปิดให้เขาบ้าง ไปอาศัยแฟนเพลงเขา แล้วตอนนี้ วงFIVE NEW OLD ก็เพิ่งได้ออกอัลบั้มกับค่ายที่ใหญ่อันดับ 3-4 ของญี่ปุ่นเลย แล้วก็กำลังโปรโมทเพลงใหม่อยู่ ผมก็มีโอกาสไปร่วมฟีทเจอริ่งในอัลบั้มใหม่ของเขา เขาจึงมาฟรีเป็นของขวัญเปิดค่ายให้เราเลยครับ มาเจอแฟนเพลงที่ไทยด้วย ส่วน DÉ DÉ MOUSE เป็นดีเจ ที่ผมเป็นแฟนเพลงเขาเลย ก็มีโอกาสได้เล่นด้วยกันที่ญี่ปุ่น ได้ไปดูคอนเสิร์ตเขา แล้วผมชอบเขามากเลย ก็เลยชวนเขามา ด้วยความที่อยากให้แฟนเพลงเห็นของที่เราเห็นมา ว่าเขาเล่นกันระดับไหนนะ และก็อยากให้น้องๆ ได้เล่นกับเขาด้วย ผมว่าจะได้พัฒนาไปอีกระดับ ถ้าเราได้เจอ ได้เห็น ได้เล่นร่วมกันครับ

เสน่ห์เบื้องต้นที่สัมผัสได้จาก 3 หนุ่ม คือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของพวกเขา ทำให้เรารู้สึกสดใสตามเจ้าค่ะ เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องบอกว่า ยามที่ได้นั่งฟังพวกเขาร้องเพลง หัวใจดวงน้อยๆ นี้ จะเคลิ้มแค่ไหน บรึ๋ยส์!!

กัลลัตตา

สกู๊ปพิเศษ : ‘แมว จิระศักดิ์’ ครวญ ‘ไม่มีปัญหาอะไร’ ปรับเสียง…ต่ำสุดคืนสู่สามัญ!?

Published June 16, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/331907

สกู๊ปพิเศษ : ‘แมว จิระศักดิ์’ ครวญ ‘ไม่มีปัญหาอะไร’  ปรับเสียง...ต่ำสุดคืนสู่สามัญ!?

สกู๊ปพิเศษ : ‘แมว จิระศักดิ์’ ครวญ ‘ไม่มีปัญหาอะไร’ ปรับเสียง…ต่ำสุดคืนสู่สามัญ!?

วันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากห่างหายการปล่อยซิงเกิ้ลใหม่มาร่วม 3 ปี วันนี้นักร้องคุณพ่อลูก 2 แมว-จิระศักดิ์ ปานพุ่ม ขอกลับมาสร้างสรรค์งานดนตรี ผลิตเพลงใหม่อีกครั้ง ในชื่อ “ไม่มีปัญหาอะไร” อะไรคือเหตุแห่งแรงจูงใจสำคัญ “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” กำความลับมาบอกกันค่ะ

หลังจากปล่อยพลังว๊ากจนเสียงเหือดแห้ง คราวนี้ได้เปลี่ยนโทนเสียงบ้าง?

แมว : ใช่ครับ คือลูกเมียเริ่มไม่คุยด้วยครับ (หัวเราะ) จะคุยอะไรก็เหมือนจะมีเรื่องกันซะเปล่าๆ เลยหันมาใช้เสียงแบบปกติที่ชาวบ้านชาวช่องเขาใช้กัน เขามีสูงสุดคืนสู่สามัญใช่ไหมครับ อันนี้เราต่ำสุดคืนสู่สามัญ (หัวเราะ)”

ความเป็น “ไม่มีปัญหาอะไร”?

แมว : เพลงนี้เป็นเพลงเพราะๆ ซึ้งๆ ที่หลายคนอยากฟังมานานแล้ว หลังจากที่ไปว๊ากมา บางคนก็บอกว่าพี่แมวไปแล้ว กู่ไม่กลับ สงสัยไปทางนั้นแล้ว กินเลือด ฉีกตุ๊กแกกิน ยังยืนยันครับว่าแนวเพลงแบบ “คนของเธอ” ยังเป็นที่โหยหาของผม (ใหญ่ : มันเป็นโลโก้ของแมวครับ แนว Sentimental ซาบซึ้ง)

แรงบันดาลใจจากการแต่งเพลงนี้?

ใหญ่ : ทีแรกบรีฟกับแมวว่าอยากได้เพลงแนวเดียวกับ“คนของเธอ” ผมก็บอกแมวว่าเพลงคนของเธอมันติดลมบนไปแล้ว เปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ คือสูงสุดบนยอดเขา มันยาก เทียบชั้นยาก เราก็เลยทำเป็นภาคสองแล้วกัน มีความคล้าย แต่เพลงนี้จะมีความเป็นรูปธรรมขึ้น เธอจะเรื่องมาก เกเร งอแงยังไงก็แล้วแต่ แต่เรารักไง เราก็เต็มใจที่จะยอม

ผู้ชายในเพลงนี้อบอุ่น แสนดีเหมือนเดิม?

ใหญ่ : ที่จริงใช้คำว่าคนเดียวกันจะดีกว่าครับ เพียงแต่ว่า mood and tone ต่างกันนิดหนึ่ง

แมว : คือยังคงเป็นผู้ชายที่แสนดี อบอุ่นนั่นแหละ และเราก็ยังคงภาพนั้นไว้ ตอนที่พี่ใหญ่แต่งเนื้อมา ผมอ่านแล้วชอบมากครับ และก็ต้องขอบคุณวินด้วยนะครับ ที่แต่งทำนองและเรียบเรียงเพลงนี้มา คือ
มันมีความไม่ขาดไม่เกิน เป็นทำนองที่เราอยากได้ ชอบมากเลย อยากรีบ
ร้องเลย แต่เผอิญยังไม่มีเนื้อร้อง ต้องรอพี่ใหญ่แต่งก่อน

ภารกิจของวิน?

วิน : ผมเริ่มต้นจากวิเคราะห์เรื่องราวในเพลง “คนของเธอ” เช่น มีโหมดซึ้ง โหมดดราม่า แต่ยังไงก็ตามในเพลงใหม่ ผมก็ต้องแต่งทำนองใหม่ ยังไงก็ไม่ซ้ำเดิมครับ

ใหญ่ : การที่จะมาแต่งเพลงให้นักร้องที่ประสบความสำเร็จมาแล้วอย่างแมว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ของวินชิ้นแรกก็เจออันนี้ ยากเลย แล้วยังทำได้ดีด้วย

แมว : จริงๆ เราเคยทำงานด้วยกันในเพลงพิเศษถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรารู้สึกเด็กคนนี้มีแนวคิดการทำทำนองที่น่าสนใจ คุยกับพี่ใหญ่ว่าอยากได้เด็กคนนี้มาช่วย จริงๆ แนวเพลงเขาจะไม่ใช่แบบนี้เลย ถ้าเราไปฟังเพลงของวิน The Ginkz มันจะไม่ใช่แบบนี้ คืออินดี้มาก เนื้อเพลง ทำนอง จะตามจินตนาการของเขา แต่พอได้ฟังเพลงอื่นของเขา เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา ก็เลยอยากให้เขามาทำเพลงนี้ให้ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะทำได้ดีขนาดนี้ มีหวั่นนิดๆ แต่เพลงออกมาดีเกินคาดครับ

ปรับโทนเสียง?

แมว : พอมาร้องเพลงนี้ ผมต้องกลับมาฝึกควบคุมลมใหม่ ร้องแบบนี้ต้องใช้ลมพอดีๆ ไม่มากเกินไป เก็บลมที่ท้องอย่างเหมาะสม ช่วงแรกๆ ติดปล่อยลมเต็มที่แบบเพลงว๊าก แล้วพอเรายั้งเสียง เสียงจะแกว่ง ไม่ใส ก็เลยต้องฝึกควบคุมเสียงใหม่ แต่เนื้อเสียง แก้วเสียงเราเหมือนเดิม ไม่มีปัญหา

ทำเอง ขายเอง ไร้ปัญหา?

แมว : คือเราควบคุมการผลิตเอง จึงไม่ค่อยมีปัญหา รวมทั้งในระหว่างการผลิตและหลังการผลิตก็ไม่มีปัญหา

ใหญ่ : จริงๆ ค่อนข้างราบรื่นกว่าตอนอยู่บริษัทเสียด้วยซ้ำทุกคนมีความเห็นที่ตรงกัน

แมว : อุปสรรคที่มีน่าจะเป็นนิสัยของผมที่สบายๆ ชิลๆ ไปบ้าง (หัวเราะ)

และนอกจากปล่อยเพลงใหม่แล้ว พวกเขายังรับปากว่ากลางปีนี้จะได้ชม MV กันอย่างแน่นอน ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการคิดโครงเรื่อง และเสาะหานางเอก และสำหรับแฟนเพลงที่อยากจะสื่อสารกับพวกเขาผ่านโซเชียล “แมว” เผยว่าเขาเพิ่งมีตัวตนอีกครั้ง ด้วยการเปิด Youtube Channel : Maew Chirasak Official แล้วก็มี Facebook,Instagram ให้ติดตาม โดยสิ่งสำคัญที่สุด ที่เขากลับมาผลิตงานดนตรีนี้เขาบอกว่า “อยากให้คนฟังมีความสุข” ก่อนจะทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ตั้งใจสื่อในเพลงนี้ คือ “อะไรที่มีปัญหาจะหมดไปด้วยคำว่ารักคำเดียวครับ”

ปริมวาไล

สกู๊ปพิเศษ : “2 IS BETTER THAN 1” จาก 2 ดีกว่า 1 วันนี้พวกเขามาถึง 3 ดีกว่า 2

Published May 26, 2018 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/329204

สกู๊ปพิเศษ : “2 IS BETTER THAN 1” จาก 2 ดีกว่า 1 วันนี้พวกเขามาถึง 3 ดีกว่า 2

สกู๊ปพิเศษ : “2 IS BETTER THAN 1” จาก 2 ดีกว่า 1 วันนี้พวกเขามาถึง 3 ดีกว่า 2

วันอังคาร ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องเรียกว่า “ใจรัก” อย่างแท้จริง กับคนดนตรี ที่เลือกผลิตงานในรูปแบบ อัลบั้ม ทั้งที่ทุกวันนี้ ศิลปินเล็กใหญ่ต่างทำ ซิงเกิ้ล ออกทีละเพลงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับ “2 Is better Than 1” จากสังกัดClassy Records ยังขอคงไว้ กับเสน่ห์ของเพลงเต็มอัลบั้ม ในรูปแบบซีดี ผลงานซึ่งเป็นสีสันทางดนตรี ชุดที่ 2 จึงได้โอกาสคลอดออกมา

“2 is better than 1” ประกอบด้วย 2 สมาชิก คือ ขนุน-วัลลภ เจียรสถิตย์ และ มะเหมี่ยว-อิสรีย์ นำพาเจริญ ที่แจ้งเกิดปล่อยอัลบั้มแรก(พ.ศ.2555) ในชื่อเดียวกันว่า “2 Is better Than 1” ซึ่งมาพร้อมซาวน์ดนตรีจากเครื่องดนตรีมากมายหลากชนิด ทั้งแปลกและหาฟังยาก มาบันทึกเสียงสด แต่ที่น่าฉงน คือไม่มีเครื่องดนตรีที่คุ้นหูอย่าง “กีตาร์” เลยแม้แต่เพลงเดียว!?

จนมาถึงมีนาคมปีนี้ พวกเขากลับมาอีกครั้ง กับอัลบั้มเต็มหมายเลข 2 ที่ชื่อว่า “3 Is better Than 2” โดยมี ขนุน-วัลลภ,มีน-พัทธศิษฏ์ ศรีศุภลักษณ์ และ หอย-อภิศักดิ์ เจือจาน เป็น3 สมาชิกในปัจจุบัน (มะเหมี่ยว-อิสรีย์ ออกไปเตรียมทำผลงานเดี่ยวของตัวเอง) แต่ยังคงชื่อวง 2 Is Better Than 1 ต่อไป ภายใต้สังกัดเดิม Classy Records ที่มาพร้อม 13 บทเพลงลงซีดี และมีแค่ 3 เพลงที่ขายผ่านออนไลน์

l ก่อร่างสร้างวง?

ขนุน : ตอนนั้น Classy Records เปิดมาขึ้นปีที่ 9 ผมได้เข้ามาเป็นนักดนตรีอัดเสียงให้กับหลายๆเพลงในอัลบั้มที่3 ชื่อว่า “อัลบั้ม9” พี่ป๊อกที่เป็นเจ้าของค่ายก็ถามผมว่า ผมอยากจะทำอัลบั้มไหม แน่นอนนักดนตรีทุกคนต้องอยากทำอัลบั้มอยู่แล้ว แต่ทีนี้ตัวผมเองไม่ใช่นักร้องผมเป็นนักดนตรี ผมทำเรียบเรียงได้ แต่งเพลงได้ แต่ว่าไม่ถนัดด้านร้อง ก็เลยจะไปหานักร้องอีกคนหนึ่งมาเป็นดูโอ้กัน ในตอนนั้นก็ได้นักร้องมาเป็น มะเหมี่ยว-อิสรีย์ อดีตศิลปินนักร้องสมาชิกวง 3G (สังกัดค่าย Grammy) ตอนนั้นเขาเด็กๆ แต่พอมาถึงตอนที่เราจะทำอัลบั้ม เขาก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แล้วเขาก็ร้องเพลงเพราะ พอมาจูนกันได้ก็เลยมาทำอัลบั้ม และเป็นอัลบั้มแรก “2 Is Better Than 1” เป็นชื่อเดียวกันกับชื่อวง ที่นี้พอทำเสร็จ ตอนนั้นคือปีพ.ศ.2555

หลังจากนั้นมาประมาณอีกกี่ปีก็ไม่รู้ เราก็เลยคิดว่าจะทำอัลบั้ม 2 แต่ว่าพอจะทำอัลบั้มสองมะเหมี่ยวเขามีโครงการเตรียมตัวที่จะออกอัลบั้มเดี่ยว แต่ผมยังอยากทำอัลบั้มต่อ ก็เลยต้องหาสมาชิกเพิ่ม อย่างที่บอกว่าผมไม่ใช่นักร้อง ผมต้องหาสมาชิกที่ร้องเพลงได้ ก็ได้มาเป็น หอยกับมีน คนหนึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน อีกคนหนึ่งก็เป็นรุ่นน้องที่ห่างกัน 2 ปี เรารู้ฝีไม้ลายมือเขาอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่าน่าจะมารวมกันได้นะ ประกอบกับมีนเขาทำเพลงออกมา ชื่อเพลง “ฝั่งนั้น” คือเป็นเพลงแรกของอัลบั้มที่สอง ทำออกมาแล้วผมชอบมาก และให้ใครฟังก็ชอบหมดเลย เราก็เลยบอกว่าน่าจะมารวมตัวกันนะ

ตอนแรกก็เป็นมีนคนเดียวก่อน และก็มาคุยกันคร่าวๆ ระหว่างที่คุยกัน จริงๆ คือเราก็สนิทกันอยู่แล้ว คุยกันว่าจริงๆ หอยเขาก็มีเพลงที่เขาแต่งไว้อยู่เยอะเหมือนกัน คือทำงานร่วมกันมา 2 ปี ตอนที่เรียนอยู่ก็เคยทำอะไรร่วมกันอยู่ ทำเพลงละคร เพลงองค์กร เพลงประกวด อะไรอย่างนี้มาอยู่ก่อนแล้ว ก็เลยสรุปมารวมกัน 3 คน ที่นี้มันก็จะประหลาดหน่อยตรงที่ว่า บังเอิญว่าสามคนนี้แต่งเพลงได้หมดเลย ก็เลยคุยกันว่าแบ่งหน้าที่กันไปเลย รับผิดชอบคนละ 4 เพลง 3 คน ก็ 12 เพลง เราก็เลยเอาเพลงหนึ่งของ Classyซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้ Classy เป็นที่รู้จักชื่อเพลง “ถามสักคำ” ที่มียอดไลค์สองถึงสามล้าน (ณ ตอนนั้นโอกาสจะขึ้นเป็นล้านมันยากมาก) มีนก็รับผิดชอบทำเป็น A cappella {อะแคปเปลลา} ไม่มีเครื่องดนตรีเลย และก็สามคนก็คนละ 4 เพลง ก็รับผิดชอบกันไป แต่ว่าในระหว่างนั้นทั้งสามคนก็ต้องมาจูนกัน ไม่ให้มันโดดมากนัก

l 3 คน 3 สไตล์?

ขนุน : จริงๆ อัลบั้มชุดนี้ไม่ค่อยเป็น unity เท่าไหร่ ในแง่ของการเรียบเรียงหรือลักษณะดนตรี แต่ถ้าในแง่เนื้อหามันไปด้วยกันได้หมด เนื้อหาของเพลงจะสอดคล้องกันไปเรื่อยๆ ยังมองโลกไปในทางเดียวกันอยู่ยังไม่มีอะไรที่แตกต่าง แต่ว่าก็โอเคด้วยการเรียบเรียงดนตรี ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ชุดนี้ก็เลยใช้ชื่อว่ามันเป็น variety pop คือยังคงฟังง่ายแต่อาจจะมี Jazz มาบ้างนิดหน่อย อาจจะมี Rock นิดๆ แต่ว่าหลักๆ ยังคงเป็นพื้นฐาน Acoustic จริงๆ เราอาจใช้คำว่า Acoustic variety pop ก็ได้นะ เพราะเราก็ไม่ได้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดนตรีเรายังใช้ Acoustic ทั้งอัลบั้มอยู่ ตอนแรกที่บอกว่ามันยังไม่ Unity ก็มีความเป็น Unity อยู่บ้าง ไม่ได้มีอะไรที่มันจะประหลาดออกไปเยอะมากนัก คือมันใกล้กันในแง่ของชนิดเครื่องดนตรี ที่ยังคงความเป็น Acoustic อยู่ แต่ว่าไม่มีเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มาเกี่ยวข้อง ด้วยการใช้เครื่องดนตรีสดมาเล่น ก็จะไปได้หลายทาง ทีนี้เราก็มีให้ชิมหลากหลายเลย แต่ละเพลงก็มีสไตล์ของมัน แต่หลักๆก็ยังเป็น Acoustic อยู่ คือจริงๆ เพลง Acoustic น่าจะครึ่งอัลบั้มเลยครับ ส่วนที่เหลือก็แตกต่างกันไป เรียกว่าฟังชุดนี้ต้องชอบสักเพลง (หัวเราะ) เพราะว่ามันไม่เหมือนกันเลย

l ความต่างของ 2 อัลบั้ม

ขนุน : จริงๆ ถ้าลองไปฟังชุดที่หนึ่ง ดนตรีจะไม่เหมือนชุดนี้เลย เพราะอัลบั้มชุดหนึ่งผมทำคนเดียว มันก็จะออกมาสไตล์ของผม เพราะผมไม่ได้แชร์ไอเดียกับใครเลย คือชุดที่หนึ่งไม่มีกีตาร์เลย เพราะว่าผมเล่นไม่เป็น พอมาชุดนี้ก็มีหอยกับมีนเขาเล่นกีตาร์ เพราะฉะนั้นจะมีเสียงกีตาร์แทบจะทุกเพลง แต่ก็จะมีอยู่ 2-3 เพลง ที่ไม่มีเสียงกีตาร์แค่นั้นเอง ด้วยเครื่องดนตรีก็ทำให้อารมณ์เพลงมันเปลี่ยน

l เติมเต็มกันและกัน?

หอย : ผมว่านักดนตรีทุกคนน่าจะมีมุมนี้ คือถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักเราก็จะมีอีโก้ประมาณหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เรารู้จัก คือเราเรียบเรียงไม่เป็น เราเรียบเรียงดนตรีไม่ได้ เราไม่ได้เรียนดนตรีมา เราก็ได้แค่เนื้อทำนองมา เพลงของเราสามในสี่เพลง ก็โยนให้มีนเป็นคนเรียบเรียง ซึ่งเวลาเราโยนให้มีนเรียบเรียง เราก็ยกให้เลย โดยที่ให้ตัดสินใจเลย เพราะเราไม่สงสัยว่าจะทำได้หรือเปล่า

มีน : สำหรับผมเต็มที่ทุกเพลงอยู่แล้วครับ ผมก็เหมือนทุกคน คืออยากแต่งเพลงเก็บไว้ อยากมีเพลงกับอัลบั้มเป็นของตัวเอง แต่พอได้มารวมตัวกับพี่ๆ มันก็เป็นเรื่องใหม่ที่ผมต้องจูนกับทุกคน

หอย : จริงๆ พวกเราเติมให้กันและกัน คือที่เราขาดมาตลอดคือเราทำดนตรีเองไม่เป็น จริงๆ อาจทำได้ แต่เราไม่กล้า เราก็มีโครงของเรามา แต่พอจะใส่เราก็กลัวผิด แต่พอสองคนนี้มาทางนี้อยู่แล้วมันก็จบ

มีน : ส่วนของผมที่ได้ชัดๆเลยคือการทำมาสเตอร์เพลงให้มันเป็นมาสเตอร์จริงๆ ความมาตรฐานของดนตรี การเล่น , การเรียบเรียง ก็ได้ พี่ขนุนกับพี่หอยมาช่วยตีกลองครับ จริงๆรายละเอียดมันเยอะมากเลย จากการทำคนเดียว แล้วเราก็ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องต่างๆ มาตรฐานของการอัดเสียงการเล่นดนตรีสด ก็ได้พี่ขนุนมาช่วยดูให้ครับ

l ความประทับใจในเพลง?

มีน : ผมชื่นใจ เพลงที่ผมเคยทำอยู่แล้วและชอบ มันเป็นรูปเป็นร่าง มีเสียงในหัวที่เราอยากได้ยินหรือเคยได้ยินมันออกมาจริงๆ สัมผัสได้ แล้วเพลงพี่หอยพอเอามาเรียบเรียงแล้วมันเพราะ ตอนแรกเราฟังDemo เราก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน พอเรียบเรียงมาเป็นมาสเตอร์ มันเพราะมาก ผมชอบ อย่างเพลง “นิ้วเพชร” โคตรมันส์เลย ตอนแรกผมฟังผมนึกภาพไม่ออกว่ามันจะเป็นเพลงให้คนอื่นฟังยังไง พอเราทำงานร่วมกัน อ๋อ มันเป็นอย่างนี้

ขนุน : อย่างที่บอกแต่ละเพลงมีที่มาที่ไป เรารู้ถึงจุดเริ่มต้น ขั้นตอนการทำ เพราะฉะนั้นทุกเพลง ทุกเพลงจริงๆ นะ ผมรู้สึกอินไปกับมัน มันอาจจะมีช่วงตอน Demo เราอาจจะยังนึกไม่ออกว่ามันจะออกมาเป็นยังไง แต่แน่นอนพื้นฐานของเรา คือเราเชื่อใจกัน เนื้อทำนอง เราผ่านแล้ว ทุกคนผ่านหมด คือเราคบกันมา 20 ปีนะ เรารู้อยู่แล้วว่ามันโอเค แต่ก็มาหนักใจเรื่องเรียบเรียง ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง เพราะตอนเรียบเรียงยากเหมือนกัน คือว่าผมก็ต้องเรียบเรียงในคอมพิวเตอร์ เสียงที่ได้มันจะไม่เหมือนกับตอนที่ทำจริงหรอก บางอันก็ดีกว่า บางอันก็จะแย่กว่า ทีนี้ก็ต้องมาจินตนาการว่าท้ายที่สุดอัดเสร็จขึ้นมาจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นทุกเพลง พอเรารู้ที่มาที่ไปของมัน พอเรารู้กระบานการ เลยทำให้เราอินทุกเพลงเหมือนกัน บางเพลงเราดูเรียบเรียงเหมือนไม่มีอะไร แต่พอเรารู้ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร พอมาดูเหตุผล มาดูจากเนื้อ มันเหมาะสมกับเนื้อแบบนี้นะ อย่างเพลง “คิดถึงบ้าน” ของหอย เพลงมันไม่มีอะไร แต่พอลองไปอ่านเนื้อดีๆ ลองไปฟังเนื้อดีๆ มันก็ตัวตนหอยเลย คือกลับถึงบ้านเหลือแต่แม่แล้ว พ่อไม่อยู่แล้ว แม่หุงข้าวรอกิน ก็จริงนะ ความรู้สึกนั้นก็เกิดขึ้นได้ แล้วพอมาใช้ Acoustic กีตาร์ตัวเดียวถ่ายทอด ยิ่งออกมาได้ดี ถามว่าประทับใจเพลงไหนมันไม่มีคือมันดีทุกเพลง

หอย : เพลงพวกนี้เราทำกันเอง เหมือนมีลูกก็ต้องรัก รักทุกเพลง เพียงแต่ว่าจะมีเพลงที่ชอบมากๆ โดดๆมาสองเพลง คือเพลงของมีน “ฝั่งนั้น” ซึ่งตัดออกมาเป็นเพลงโปรโมท มันจะเป็นเรื่องที่เขากับแฟนไปเที่ยวอินเดีย แล้วมันจะมีความเชื่อของคนที่นู้น เป็นสองฝั่งแม่น้ำที่ฝั่งนี้เป็นฝั่งคนเป็น แต่ถ้าข้ามแม่น้ำไปเป็นฝั่งของคนตาย เป็นโลกวิญญาณ เรารู้สึกว่าอยากแต่งเพลงให้ได้อย่างนี้บ้างจัง มันได้บรรยากาศ เรานึกถึงว่า เราไม่เคยไปอินเดียแต่เราก็รู้สึกว่าเอาบรรยากาศมาเลยอะไรประมาณนี้ คือเราชอบตรงที่มันเล่าเรื่องความตายที่สุด อยากให้ทุกคนได้ฟังเพลงนี้ อีกเพลงหนึ่งที่โดดมากๆก็เป็นลูกรักของตัวเอง เพลง “นิ้วเพชร”

l ผสมด้วยเพลงลูกกรุง?

ขนุน : เพลง “วันฝนพรำ” คือผมอยากจะแต่งเพลงลูกกรุงดูบ้าง ก็เริ่มจากเขียนเนื้อก่อน เพราะผมรู้สึกว่าเพลงลูกกรุงเป็นสิ่งที่ยาก ไม่แพ้เรียบเรียงดนตรีเลย คือเนื้อ เพราะว่าเนื้อเพลงด้วยความที่เป็นลูกกรุง ต้องสละสลวยหน่อย จะมาพูดทื่อๆ ไม่ได้ ก็เลยเปรียบเทียบว่า วันที่เราเจอฝน เรารักกัน เจอฝนก็ต้องทนแล้วจะฝ่ามันไปได้ แต่เดี๋ยวมันก็ตกอีก มันไม่ใช่จะตกแค่วันนี้วันเดียว ปีหนึ่งมันก็เจออีกหลายครั้ง ซึ่งเปรียบเทียบว่าเราอาจจะไม่เข้าใจกันอาจจะทะเลาะกัน มันต้องเจออีกเยอะอีกหลายครั้ง ก็เลยเทียบกับฝน ละพอวันที่ฝนหยุดก็ให้เราคิดอีกว่ามันจะต้องตกอีกนะ ก็ต้องให้พร้อมอยู่เสมอ

l เพลงพิเศษ?

มีน : เพลง “เรือใบ” ในแทร็คที่ 9 คือค่ายเรามีนโยบายว่า หนึ่งอัลบั้มต้องมีเพลงที่กล่าวถึงหรือพูดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 สักเพลง (ขนุน : เพราะค่ายเราเป็นค่ายรักในหลวง) ใช่ครับ ผมก็มีความคิดอยากจะแต่งเพลงเกี่ยวกับพระองค์ท่าน ก่อนที่ท่านจะสวรรคตอยู่แล้ว อยากพูดถึงเรือใบที่เคยทรงและเคยลงแข่งจริงจัง คือเราไม่อาจเอื้อมที่จะแต่งถึงพระองค์ท่านโดยตรง แล้วในส่วนตัวผมคิดว่าการที่ท่านได้ทรงเรือใบ เหมือนทรงดนตรี เรือใบนี่ท่านคงอิสระที่สุด ไม่มีข้าราชบริพาร ไม่มีองครักษ์ ไม่มีหน้าที่การงาน มีแต่ท่านกับเรือกับคลื่น ก็เลยคิดว่า นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ท่านเป็นสามัญชนที่สุด ทิ้งทุกอย่าง แล่นเรืออย่างเดียว ก็เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ครับ ซึ่งตอนแรกเป็นเพลงแต่งช้าๆ แต่เหมือนเราผ่านช่วงที่เศร้าโศกเสียใจมาแล้ว ก็เลยขยับจังหวะขึ้นมาหน่อยครับ

l ทิ้งท้าย?

หอย : จริงๆ ยุคนี้ก็ไม่ค่อยมีใครทำซีดีขาย แต่เราก็ยังทำกันอยู่ แล้วก็เน้นเรื่องคุณภาพของการบันทึกเสียงด้วย และเป็นเครื่องดนตรีที่อัดสด เล่นกันเองเป็นส่วนใหญ่ มีนักดนตรีรับเชิญบ้าง แล้วเราก็อัดเพลงกันข้ามปี ก็อยากฝากแฟนๆ ติดตามฟังกันดูครับ หรือตามพวกเราได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ twois.classy หรือ classyfanclub และ Youtube Channel Classy Records ครับ

ขนุน : นอกจากอัลบั้มนี้แล้ว พวกเราก็กำลังจะไปเล่นดนตรีสดเป็นครั้งแรก ในคอนเสิร์ตใหญ่เพื่อการกุศล ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 19 สิงหาคม 2561 ที่ศูนย์วัฒนธรรม ส่วนรายได้เราจะไปช่วยเหลือนักแต่งเพลงที่เป็นโรคมะเร็ง และวันนั้นมีศิลปินอีกหลายคนไปร่วมแสดงครับ แฟนๆ สามารถซื้อบัตรได้ที่ http://www.classy-records.com Tel : 082-4293695 หรือสั่งซื้อซีดีของพวกเราได้ด้วยนะครับที่ Line ID : @classyrecords หรือจะอินบ๊อกมาในเพจ ClassyRecords ก็ได้ครับ

%d bloggers like this: