ศุกร์สุขภาพ

All posts tagged ศุกร์สุขภาพ

โรคเอสแอลอี (ตอนที่ 1) รู้จักโรคเอสแอลอี

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585445

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 4 มี.ค. 2559 05:30

 

โรคเอสแอลอี หรือโรคลูปัส จัดเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยทำลายสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคภายนอกร่างกาย กลับกลายเป็นมาสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ ของตนเอง ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่เป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย สำหรับอวัยวะที่พบบ่อย คือ ผิวหนัง ข้อ ไต หัวใจ ปอด สมอง และระบบโลหิต

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนี้

โรคเอสแอลอี พบได้ทุกเชื้อชาติ แต่จะพบในคนผิวดำและผิวเหลืองมากกว่าคนผิวขาว มักพบในประเทศแถบเอเชียตะวันออก เช่น ไทย มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน คือ อายุระหว่าง 20–45 ปี อายุเฉลี่ย 30 ปี ผู้หญิงมีอัตราการเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย 9–10 เท่า

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีผู้ให้ความเห็นว่าเกิดจากสาเหตุต่างๆ ประกอบกับตัวคนคนนั้นมีสภาพร่างกายที่เอื้อต่อการเกิดโรค สาเหตุที่เป็นปัจจัยร่วม ได้แก่
– พันธุกรรม
– เชื้อโรคหรือสารพิษ โดยเฉพาะเชื้อไวรัส
– ฮอร์โมนเพศหญิง เนื่องจากพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบได้บ่อยเมื่อเริ่มมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด
– สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเกิดโรค เช่น แสงแดด อาหาร ยา

ติดตามอาการของโรคเอสแอลอีได้ในศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้า ทุกท่านจะได้รับความรู้และสาระที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

จริงหรือ…ผู้ป่วยมะเร็งกินได้แค่ปลา-ผัก ?

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582256

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 26 ก.พ. 2559 05:30

 

ภาวะทุพโภชนาการเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยความรุนแรงขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค โดยมีสาเหตุมาจากตัวโรค มะเร็งจะกระตุ้นให้มีการสร้างสารที่ก่อให้เกิดภาวะอักเสบ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการใช้พลังงานและการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเพิ่มการใช้พลังงาน เพิ่มการสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อ และเพิ่มการสลายไขมัน ทำให้ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งรู้สึกเบื่ออาหาร

โรคมะเร็งบางชนิดมีผลให้กลืนอาหารลำบาก อืดแน่นท้อง ร่วมกับผลข้างเคียงจากการรักษาทั้งยาเคมีบำบัดและการผ่าตัด ภาวะทางจิตใจที่ หดหู่ซึมเศร้า ตลอดจนพฤติกรรมและความเชื่อในการเลือกบริโภคอาหาร ที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะทุพโภชนาการที่แย่ลง

การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่น การติดเชื้อหรือแผลผ่าตัดแยก สามารถลดระยะเวลาในการรักษาตัวใน โรงพยาบาล ตลอดจนทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

มีการศึกษาพบว่าการจำกัดอาหารจนทำให้ผู้ป่วยได้รับพลังงานไม่พอนั้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ จึงแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานในปริมาณเท่ากับความต้องการของคนปกติ

สำหรับสารอาหารชนิดต่างๆ ยังคงมีความสำคัญต่อร่างกาย โปรตีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย ช่วยทำให้ผู้ป่วยแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย และไม่ติดเชื้อง่าย การเติบโตของมะเร็งขึ้นอยู่กับปริมาณของโปรตีนที่บริโภคเข้าไปเพียงบางส่วนเท่านั้น แม้ว่าเราจะจำกัดปริมาณโปรตีน แต่มะเร็งก็ยังเจริญเติบโตได้โดยสลายโปรตีนในร่างกายผู้ป่วยมาใช้ ยิ่งกลับทำให้เกิดผลเสียแก่ผู้ป่วย ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย ไม่มีแรง และไม่สามารถเข้ารับการรักษาทั้งเคมีบำบัดและการฉายแสงได้ตามกำหนด

ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความต้องการโปรตีนสูงกว่าคนปกติ เนื้อสัตว์ ไข่ และนม เป็นแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพสูง อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือ แร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย จึงแนะนำให้บริโภคเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการ ถนอมอาหาร ปรุงสุก และเลี่ยงการประกอบอาหารด้วยการปิ้งย่าง

แม้จะมีข้อมูลว่าการบริโภคเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู หรือเนื้อวัว จะเพิ่ม ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่เนื่องจากมีธาตุเหล็กสูง จึงแนะนำให้บริโภคได้บ้างในกลุ่มผู้ป่วยที่ซีด

ข้าว แป้ง น้ำตาล เป็นหมวดอาหารที่ให้พลังงานหลักและควรบริโภค ให้เพียงพอ การงดหรือลดอาหารหมวดนี้ไม่ได้ช่วยให้โรคมะเร็งดีขึ้น แต่กลับยิ่งทำให้ภาวะทุพโภชนาการรุนแรงขึ้น

ไขมันก็เป็นหมวดอาหารที่ให้พลังงานสูง เป็นแหล่งของวิตามินที่ละลายในไขมันและกรดไขมันจำเป็น ควรรับประทานไขมันในปริมาณ เท่ากับคนทั่วไป แต่ควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวจำพวกไขมันสัตว์ กะทิ เนย

นม ควรเลือกรับประทานเฉพาะชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งพบได้ใน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่พบได้ในปลาทะเล

ส่วนผักและผลไม้ก็เป็นแหล่งของวิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ และกากใยอาหารที่สำคัญ ผู้ป่วยควรรับประทานให้หลากหลายและเพียงพอ สำหรับผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำควรรับประทานผักต้มสุก และผลไม้ที่มีเปลือกหนา

ความรู้ทางด้านโภชนาการที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งจำเป็นมากในผู้ป่วยโรคมะเร็ง การรับประทานอาหารแบบผิดวิธีตามความเชื่อหรือข้อมูลที่ไม่ ถูกต้องอาจส่งผลร้ายต่อตัวผู้ป่วย ตัวโรคมะเร็ง การวางแผนการรักษา และคุณภาพชีวิต ดังนั้นควรศึกษาให้ดี ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร หรือบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนจะเลือกปฏิบัติ

นายแพทย์กุลพงษ์ ชัยนาม

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคกระดูกคอเสื่อม ตอนที่ 2

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575482

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 19 ก.พ. 2559 05:01

 

ศุกร์สุขภาพประจำสัปดาห์นี้จะขอนำเสนอเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม

ทุกคนคงเคยมีอาการปวดคอซึ่งส่วนมากเกิดจากกล้ามเนื้อ หรือเอ็นรอบคอเกิดอาการเคล็ด ขัด ยอก ซึ่งไม่รุนแรงและหายไปได้เอง แต่ไม่แน่ว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากกระดูกคอเสื่อมก็ได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ทุกคนก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้

ลักษณะอาการของโรค

เมื่อกระดูกคอเสื่อม หินปูนที่เกาะกระดูกและเอ็นจะไปกดเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอยหรือลงมาบริเวณสะบัก และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง ถ้าไม่มีการปวดร้าวมาที่แขน แสดงว่ายังไม่มีการกดเส้นประสาท แต่ปวดกระดูกและข้อต่างๆ ในกระดูกสันหลังที่มีการเสื่อมสภาพไป

ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทใด จะมีอาการปวดร้าวไปตามบริเวณที่เส้นประสาทนั้นวิ่งไปเลี้ยง อาการนี้มักจะเป็นๆ หายๆ แบบเรื้อรัง โดยระดับกระดูกคอที่มีการเสื่อมบ่อยมากคือ กระดูกข้อที่ 5–ข้อที่ 7

โดยกระดูกข้อที่ 5–6 จะไปกดเส้นประสาทคอ เส้นที่ 6 และ เส้นที่ 7 ตามลำดับ

การที่เส้นประสาทคอเส้นที่ 6 ถูกกด จะมีอาการคือ ปวดหลังคอ ร้าวไปตรงกล้ามเนื้อแขน และอาจปวดร้าวไปถึงแขนท่อนล่างจนถึงนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ส่วนอาการเส้นประสาทคอเส้นที่ 7 ถูกกด คือปวดหลังคอร้าวไปด้านหลังของไหล่ ไปหลังแขนตรงกล้ามเนื้อเหยียดแขนและอาจปวดร้าว ไปถึงด้านหลังของแขนท่อนล่างจนถึงนิ้วกลาง

ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลัง จะมีอาการแบบค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีจนกระทั่งเดินไม่ได้ แต่ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เดินไม่คล่อง ทำของหล่นจากมือบ่อยๆ เมื่อเป็นมากขึ้นจะเดินขากาง โน้มตัวไปข้างหน้า ในที่สุดจะเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น กลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ เขียนหนังสือลายมือไม่เหมือนเดิม ต้องเปลี่ยนลายเซ็นกับธนาคาร ซึ่งเมื่อทำการตรวจร่างกายก็จะพบกล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรงลง กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง มีอาการปวดแบบไฟฟ้าช็อต หรือชาไปกลางหลังเวลาก้มคอ

การวินิจฉัย

สำหรับการวินิจฉัยเพื่อรักษานั้น ในคนที่อายุมากส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกคอที่เห็นได้จากภาพรังสี แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอาการ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้ต้องซักประวัติและตรวจร่างกายให้ดี อาการทุกอย่างต้องดูจากภาพทางรังสี และภาพทางคอมพิวเตอร์แม่เหล็ก MRI

นายแพทย์ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคกระดูกคอเสื่อม ตอนที่ 1

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575480

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 12 ก.พ. 2559 05:01

 

ภาวะการเจ็บป่วยอันเกิดจากกระดูกนั้น มักมีหลายสาเหตุด้วยกัน โรคกระดูกคอเสื่อมก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น และร่างกายมีการใช้งานมากขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ข้อต่อระหว่างกระดูกแต่ละปล้องได้รับแรงกระแทกมานาน จึงมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้างไป เช่น ในคนอายุ 72 ปี หมอนรองกระดูกสันหลังจะมีส่วนประกอบของน้ำ เปลี่ยนไปจาก 88% เป็น 70% ทำให้หมอนรองกระดูกแฟบลง (คนอายุมากจึงเตี้ยลงกว่าเดิม) และมี ความยืดหยุ่นลดลง ส่งผลให้ส่วนที่อยู่รอบข้างต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น จึงมีหินปูนมาเกาะกระดูกและเอ็นพังผืดต่างๆ ทำให้หนาตัวขึ้น และจะไปกดเส้นประสาททำให้เกิดอาการต่างๆ ปรากฏการณ์เหล่านี้มักเกิดบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมากๆ คือ บริเวณหลังคอและหลังเอว

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนขึ้นไป มักจะมีการเสื่อมที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ หากใครมีช่องของเส้นประสาทกว้างมาแต่กำเนิด แม้จะมีการเสื่อมก็ไม่มีอาการอะไร เพราะเส้นประสาทไม่ถูกกดมาก แต่ถ้าทุนเดิมแคบหรือพอดีๆ เมื่อมีการเสื่อมเพียงเล็กน้อยก็สามารถเกิดอาการได้

สำหรับอัตราการพบผู้ป่วยโรคกระดูกคอเสื่อมจากภาพรังสีของคนทั่วไป พบว่าคนที่อายุ 50 ปี มีอาการกระดูกคอเสื่อม ร้อยละ 50 และพบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75–85 ในคนอายุ 65 ปี

ติดตามลักษณะอาการและการวินิจฉัยโรคกระดูกคอเสื่อมได้ใน ศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้า

นายแพทย์ทวีศักดิ์ จันทร์วิทยานุชิต
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

คอนแทคเลนส์ (ตอนที่ 2) การดูแลรักษา

Published April 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569376

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 5 ก.พ. 2559 05:01

 

ก่อนหน้านี้เราได้ทราบถึงการใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีแล้ว สัปดาห์นี้เรามาทำความเข้าใจการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดวงตาของเรากันบ้าง

การดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่าย มีดังนี้

ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์และดวงตา ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์และกล่องใส่คอนแทคเลนส์ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามขั้นตอน

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้คอนแทคเลนส์

– อย่าใส่คอนแทคเลนส์ตอนนอน

– อย่าใส่คอนแทคเลนส์ขณะว่ายน้ำ

– อย่าใช้น้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำเกลือที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อในการล้างหรือทำความสะอาดคอนแทคเลนส์

– อย่าใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น

– ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ต่อเนื่องนานเกิน 8–10 ชั่วโมง/วัน ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนั้นๆ

– หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่ไม่ได้แนะนำโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

– ขณะใส่คอนแทคเลนส์ หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง เจ็บตา มีขี้ตา ตามัว ควรหยุดใส่คอนแทคเลนส์ และรีบพบจักษุแพทย์ทันที

การใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นหัวใจสำคัญในการใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัย หากไม่สามารถปฏิบัติได้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียง เช่น โรคตาแห้ง เยื่อบุตาหรือกระจกตาอักเสบจากภูมิแพ้คอนแทคเลนส์ กระจกตาบวมขุ่น หรือมีเส้นเลือดงอกผิดปกติที่กระจกตาจากการที่กระจกตาขาดออกซิเจน และที่รุนแรงที่สุด คือ การติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจลุกลามเข้าไปภายในลูกตา ทำให้สูญเสียดวงตาหรือการมองเห็นอย่างถาวรได้

นอกจากการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ปัจจุบันพบว่าปัญหาสำคัญที่กำลังก่อตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การใช้คอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายส์ (Big eyes) เพื่อแก้ไขสายตาหรือเพื่อความสวยงาม ซึ่งคอนแทคเลนส์ชนิดนี้มักมีสีสันให้เลือกหลากหลาย ราคาไม่สูง และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป หรือแม้แต่สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ทำให้คอนแทคเลนส์ชนิดนี้เข้าถึงได้ง่ายและเหมือนเป็นแฟชั่นตามกระแสนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน วัยรุ่น นักศึกษา หรือคนทำงานทั่วไป อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้รับรองโดยองค์การอาหารและยา ว่ามีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เหมาะสมแก่การใช้งานกับดวงตาได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้มักเลือกซื้อใส่โดยไม่ทราบถึงขนาดความโค้งของคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับกระจกตาของตนเอง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งพบได้บ่อยกว่าปกติ

จากสถิติของโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า มีผู้ป่วยโรคกระจกตาที่ติดเชื้อจากการใส่คอนแทคเลนส์ บิ๊กอายส์เข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายส์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา นอกจากนี้การใช้คอนแทคเลนส์มือสองที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้เช่นกัน

คงจะไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไปสำหรับวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ หากไม่ปฏิบัติตามอาจเกิดอันตรายต่อดวงตา จนสุดท้ายอาจตาบอดได้ในที่สุด

หากเกิดอาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีก่อนที่จะสายเกินแก้ไข

แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

คอนแทคเลนส์ (ตอนที่ 1) การใช้งานให้ถูกวิธี

Published April 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569360

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 29 ม.ค. 2559 05:01

 

หลายคนคงรู้จัก “คอนแทคเลนส์” ว่าเป็นวัสดุที่ไว้สัมผัสบริเวณดวงตา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ ทางสายตา แล้วรู้หรือไม่ว่า คอนแทคเลนส์ทำมาจากอะไร มีวิธีการใช้งานและการดูแลรักษาอย่างไร รวมไปถึงชนิดของคอนแทคเลนส์ เช่น บิ๊กอายส์ มีอันตรายหรือไม่ ไปค้นหาคำตอบกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติกับตนเอง ตลอดจนสามารถแนะนำญาติหรือคนคุ้นเคยได้อย่างถูกวิธี

คอนแทคเลนส์ คือ แผ่นพลาสติกรูปวงกลมที่มีลักษณะบาง มีความโค้งจำเพาะ และทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้วางบนกระจกตาหรือตาดำ โดยทั่วไปวัตถุประสงค์หลักของการใช้คอนแทคเลนส์ คือ ใส่เพื่อแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เช่นเดียวกับการใช้แว่นตา นอกจากนี้คอนแทคเลนส์ยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระจกตา หรือโรคของผิวหน้าดวงตาบางชนิดได้

ปัจจุบันคอนแทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตา แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามวัสดุที่ใช้ในการทำ ได้ดังนี้

1. คอนแทคเลนส์แบบกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ RGP ซึ่งย่อมาจาก Rigid Gas Permeable Lens คอนแทคเลนส์ชนิดนี้จะค่อนข้างแข็ง ทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษที่สามารถให้ออกซิเจนในอากาศซึมผ่านตัวเลนส์ไปสู่กระจกตาได้ในปริมาณสูง

2. คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม หรือที่เรียกกันว่า Soft Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่ทำจากวัสดุพลาสติกจำเพาะอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำสูงกว่าชนิด RGP ทำให้ตัวเลนส์มีความนิ่มและยืดหยุ่นกว่า ใส่สบายกว่า และยังคงมีการซึมผ่านของออกซิเจนในอากาศผ่านตัวเลนส์ไปยังกระจกตาได้ในปริมาณที่เพียงพอ

คอนแทคเลนส์แบบนิ่มสามารถแบ่งย่อยตามคุณสมบัติในการแก้ไขสายตาได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ชนิดที่ใช้ในการแก้ไขสายตาสั้นหรือยาว ที่เป็นตั้งแต่เด็ก
2. ชนิดที่ใช้แก้ไขสายตาเอียง
3. ชนิดที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตายาวที่เป็นตามวัย นอกจากนี้ยังแบ่งตามรูปแบบการใช้งานได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

1. คอนแทคเลนส์รายวันคือ ใส่ถอดและเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกวัน
2. คอนแทคเลนส์รายสัปดาห์คือ ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ 
ทุกๆ 1-2 สัปดาห์
3. คอนแทคเลนส์รายเดือนคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุก 1 
เดือน
4. คอนแทคเลนส์รายปีคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกปี ซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากการดูแลทำความสะอาดค่อนข้างยุ่งยาก และต้องเข้มงวดกว่า 3 แบบข้างต้น
5. คอนแทคเลนส์ชนิดใส่ต่อเนื่องคือ ใส่ต่อเนื่องโดยไม่ต้องถอดออกเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ จากนั้นถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนอันใหม่ ซึ่งโดยปกติไม่แนะนำการใช้คอนแทคเลนส์รูปแบบนี้ เนื่องจากพบอัตราการติดเชื้อที่กระจกตาได้สูงกว่าการใช้แบบถอดออกทุกวัน

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ คือ ความจำเป็นในการใช้คอนแทคเลนส์ เช่น มีสายตาผิดปกติ ไม่ต้องการใส่แว่นตา หรือมีปัญหาในการใช้แว่นตา เป็นต้น โดยที่ต้องไม่มีโรคตาหรือสภาวะผิดปกติทางร่างกายที่เป็นข้อห้ามในการใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การใช้คอนแทคเลนส์เกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยคือ การเข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในการใส่ การถอด และการเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ รวมไปถึงการดูแลรักษา ส่วนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับและชนิดของค่าสายตาที่ผิดปกติ สุขภาพดวงตา สิ่งแวดล้อม และสุขนิสัยของผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เป็นต้น

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ ได้แก่ ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ดวงตาบ่อยๆ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ที่ดวงตา ผู้ที่มีโรคตาแห้ง ผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นควันในปริมาณมาก และผู้ที่ไม่สามารถดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกวิธี

ศุกร์สุขภาพครั้งต่อไป ท่านจะได้รู้จักวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่ายและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านและคนรอบข้าง

แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ซึมเศร้า
 ตอนที่ 2 อาการและการแก้ไข

Published April 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561719

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 22 ม.ค. 2559 05:30

 

สำหรับอาการของโรคซึมเศร้า แน่นอนว่าจะต้องมีภาวะการซึมเศร้า รวมทั้งมีการเบื่อหน่าย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องเศร้า ร้องไห้ เสียใจ แต่มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ร้องไห้ แต่มีอาการเซ็ง เบื่อ ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่มีชีวิตชีวา เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่อยากไป เบื่อไปหมด ไม่มีความสนุกสนานในใจ

อาการของโรคซึมเศร้ามีผลกระทบต่อการฆ่าตัวตาย คือ เมื่อซึมเศร้าแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จะมีชีวิตไปทำไม ที่พบบ่อยคือ อาการซึมเศร้าร่วมกับโรคเรื้อรังทางด้านร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง โรคอัมพาต ซึ่งทำให้เกิดแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายได้ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเป็นภาระกับผู้อื่น

อาการ

หลักการสังเกตผู้ที่มีอาการ คือ สังเกตว่านิสัยเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ พูดน้อยลง เงียบลงกว่าเดิม ผอมลง ไม่พูดไม่จา ดูซึมๆ ซึ่งช่วงเริ่มแรกที่เป็น อาการอาจสังเกตเห็นได้ยาก แต่เมื่อสะสมมากๆ จะแสดงออกมาชัดเจนมากขึ้น อารมณ์ต่างๆ จะเหมือนกราฟที่ค่อยๆ ตกลงมา

วิธีการแก้ไข

เราสามารถช่วยแก้ปัญหาขั้นต้นได้ด้วยการฟัง หลักการสำคัญ คือ ฟังให้มาก เพราะส่วนใหญ่พอเขาเริ่มพูด เรายังไม่ทันฟังเลย บางทีก็ให้กำลังใจไปว่าสู้ๆ แต่จริงๆ ต้องฟังเขาก่อนว่า เขาจะพูดจะสื่อสารอะไร ให้เขาได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจ คนเราถ้าได้พูดอะไรออกมา ความเครียดก็จะลดลง

การป้องกัน

การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การมีเพื่อน มีคนปรึกษา มีคนพูดคุยกัน เพื่อลดความเครียดในตัวเรา สำคัญที่สุดอยู่ที่มุมมองของปัญหา ถ้ามองให้ดีความกดดันต่างๆ ก็จะลดลง ควรปรับความคิด ปรับอารมณ์ ทำใจให้ผ่อนคลาย อย่าจมกับเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกหดหู่

เมื่อทราบอาการ สาเหตุ และแนวทางการป้องกันแล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะนำไปปฏิบัติต่อสมาชิกภายในครอบครัว เพื่อขจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากภาวะซึมเศร้าได้

ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ซึมเศร้า
 ตอนที่ 1 โรคที่ต้องเข้าใจ

Published April 6, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561712

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 15 ม.ค. 2559 05:30

 

โรคซึมเศร้าพบได้มากในปัจจุบัน เห็นได้จากข่าวการฆ่าตัวตายตามสื่อต่างๆ โดยมากเรามักเข้าใจกันว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากความกดดัน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความกดดันจากครอบครัว การทำงาน การเรียน สามารถทำให้เสียใจ เศร้าใจ จนมีความรู้สึกหมองหม่นได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเพราะสาเหตุนี้

คนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นคนที่มีความเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อเจอความกดดันต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า คือ พันธุกรรม ซึ่งเป็นผลจากความผิดปกติของยีน อีกทั้งยังเกิดจากฮอร์โมน ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น หากมีการพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก ก็มีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ในร่างกายเรามีสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า ซีโรโทนิน ซึ่งหากมีค่าต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้การสื่อสารของเซลล์ประสาทนั้นทำงานได้ไม่ดี และยังมีสารอีกหลายตัวที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง แต่ ซีโรโทนิน จะเป็นสารตัวหลักที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้

คนในครอบครัวควรจะเอาใจใส่สมาชิกภายในครอบครัวให้มากๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า หากไม่แน่ใจหรือเป็นกังวล ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดปัญหาหรือหาทางแก้ไขสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัวของท่านต่อไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 4) การรักษา

Published March 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549400

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 8 ม.ค. 2559 05:30

 

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากจะไม่กล่าวถึงวิธีการรักษาก็คงจะไม่ได้ เพราะการรักษาถือเป็นสิ่งสำคัญ การกินยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลัก โดยแพทย์จะจ่ายยาร่วมกับการช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทางจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวให้เข้ากับสังคมและจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

สำหรับอาการระยะเมเนีย ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ลิเทียม (Lithim) วาลโปรเอท (Valproate) และคาร์บามาซีปีน (carbamaxepine) โดยยา 2 ชนิดหลังเป็นยากันชักที่พบว่าสามารถใช้รักษาโรคนี้ได้ดี ส่วนการออกฤทธิ์ของยาอาจต้องใช้เวลา 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป ในบางคนที่มีอาการทางจิตหรือวุ่นวาย จิตแพทย์อาจให้ยารักษาเพื่อคุมอาการ ซึ่งยารักษาอาการทางจิตขนานใหม่ๆ สามารถใช้รักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

ส่วนอาการระยะซึมเศร้าแพทย์จะรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า ร่วมกับยาป้องกันอาการเมเนีย เนื่องจากผู้ป่วยบางรายหากกินยาแก้ซึมเศร้าขนานเดียว อาการอาจพลิกกลับไปเป็นเมเนียได้ โดยทั่วไปจะให้ผู้ป่วย กินยานานประมาณ 2 ปี เพราะหากหยุดยาเร็วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแพทย์อาจให้ยานานถึง 5 ปี บางคนที่มีประวัติทางพันธุกรรมหรือเป็นหลายๆ ครั้ง อาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การปฏิบัติตัวที่สำคัญสำหรับโรคนี้ ได้แก่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาสมดุลในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน จากการศึกษาพบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึกและการดื่มสุรา

ไม่ว่าอาการจะอยู่ในขั้นไหน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการของคนรอบข้าง หากผิดปกติไปจากเดิม สิ่งที่ทำได้ในระยะแรกก็คือนำผู้ป่วยรายนั้นไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้เป็นการเยียวยาตั้งแต่ เริ่มต้น การมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” พบกันใหม่ในศุกร์สุขภาพในสัปดาห์หน้า

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 3) ตัวเราหรือคนรอบข้างเป็นโรคนี้หรือไม่?

Published March 30, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549397

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 1 ม.ค. 2559 05:30

 

จากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเกี่ยวกับการจำแนกอาการโรคไบโพลาร์ สำหรับศุกร์นี้ไปสังเกตคนรอบข้างหรือสมาชิกภายในบ้านว่ามีอาการหรือเข้าข่ายโรคดังกล่าวหรือไม่

สำหรับอาการระยะซึมเศร้าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเป็นหลังจากที่มีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก เปลี่ยนงาน มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างจากปกติคือ มีอาการซึมเศร้าเป็นเวลานาน งานการทำไม่ได้ ขาดงานบ่อยๆ ส่วนอาการระยะเมเนียมักเกิดขึ้นเร็ว และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน 2–3 สัปดาห์ อาการจะเต็มที่ อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว จนต้องพาไปโรงพยาบาล อาการในครั้งแรกๆ จะเกิดขึ้น หลังมีเรื่องกดดัน แต่หากเป็นหลายๆ ครั้ง มักจะเป็นขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งใดมากระตุ้น

หากสงสัยว่าคนรอบข้างเป็นโรคไบโพลาร์หรือไม่ ให้สังเกตอาการในระยะเมเนีย ซึ่งผู้ป่วยเองจะไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติ แต่จะมองว่าช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้ แต่หากเป็นระยะซึมเศร้า คนที่เป็นก็จะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม และหากคนใกล้ชิดสนใจก็สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เพราะผู้ป่วยจะดูซึมๆ อมทุกข์ สำหรับอาการแบบเมเนียจะบอกได้ยากกว่า โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่อาการยังไม่แสดงออกไม่มากนัก เพราะดูเหมือนเป็นแค่คนขยัน อารมณ์ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังเกตจริงๆ จะเห็นว่าลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตัวตนของเขา

สำหรับอัตราการพบผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ พบได้ประมาณร้อยละ 1 เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนมากจะมีอาการครั้งแรกระหว่างอายุ 15-24 ปี แต่บางรายอาจมีอาการเมื่ออายุ 50-60 ปี ก็ได้

เป็นไงกันบ้างครับ พอจะเห็นแนวทางในการสังเกตคนรอบข้างหรือสมาชิกภายในครอบครัวเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์กันแล้ว อย่างไรก็ตาม หากไม่มั่นใจหรือข้องใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะเป็นผู้ที่สามารถ บอกท่านได้อย่างดีที่สุด

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

%d bloggers like this: