ศุกร์สุขภาพ

All posts tagged ศุกร์สุขภาพ

โรคกระเพาะ ตอนที่ 3 การดูแลตนเอง

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611417

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 13 พ.ค. 2559 05:30

 

ศุกร์สุขภาพประจำสัปดาห์นี้เป็นสาระน่ารู้สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเองได้อย่างถูกวิธีและได้ผล

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะ

1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา

2. รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด

3. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาชุด ยาแก้ปวด ข้อ ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์ น้ำอัดลม อาหารรสจัด เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น โกโก้ ชา กาแฟ เป็นต้น

4. งดสูบบุหรี่

5. การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ไม่ควรมีปริมาณที่มากเกินไป

6. หลีกเลี่ยงความเครียด โดยการดูหนัง ฟังเพลง ทำสมาธิ ฝึกผ่อน คลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

7. หมั่นออกกำลังกาย

8. รับประทานยาลดกรด ยาน้ำ 1 – 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 – 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็นหลังอาหาร 1 ชั่วโมงและก่อนนอน กรณีมีอาการปวดท้องสามารถรับประทานเพิ่มได้และควรรับประทานยาติดต่อกันนานอย่างน้อย 4 – 8 สัปดาห์

9. ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอน

10. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ

คงได้รับสาระน่ารู้ในการเฝ้าสังเกตอาการหรือป้องกัน ตลอดจนแนวทางการรักษาระดับเบื้องต้นสำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะได้เป็นอย่างดี พบกันในสัปดาห์หน้าสำหรับศุกร์สุขภาพ

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Advertisements

โรคกระเพาะ ตอนที่ 2 อาการของโรค

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611410

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 6 พ.ค. 2559 05:30

 

ศุกร์สุขภาพประจำสัปดาห์นี้ขอนำท่านผู้ที่สนใจและติดตามสาระน่ารู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ทราบถึงอาการของโรคกระเพาะ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันรักษาได้ทันท่วงที

อาการของโรคกระเพาะ

มีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาการปวดเหล่านี้เป็นได้ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ หรือขณะท้องว่าง เช่น เวลาหิวข้าว ตอนเช้ามืดหรือตอนดึกๆ ก็ปวดท้องได้เช่นกัน อาการปวดจะเป็นๆ หายๆ เป็นได้วันละหลายๆ ครั้ง หรือตามมื้ออาหาร และแต่ละครั้งที่ปวดจะกินเวลานาน ประมาณ 15-30 นาที โดยอาการปวดจะบรรเทาลงเมื่อรับประทานอาหาร ดื่มนม หรือรับประทานยาลดกรด

อาการแทรกซ้อน

โรคกระเพาะหากได้รับการรักษาและดูแลตนเองให้ถูกต้อง ส่วนมากก็จะมีโอกาสหาย แต่ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องจนมีอาการเรื้อรังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ดังต่อไปนี้

– เลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยสังเกตได้จากมีการถ่ายอุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนมีลักษณะคล้ายผงกาแฟบดปนอยู่

– กระเพาะ-ลำไส้เป็นแผลทะลุ โดยจะมีอาการปวดท้องรุนแรงทันที ทันใด หน้าท้องแข็ง และกดเจ็บ

– กระเพาะ-ลำไส้ตีบตัน สังเกตได้จากอาการปวดท้อง รับประทาน อาหารได้น้อย อิ่มเร็ว และอาเจียนออกมาเป็นอาหารที่ไม่ย่อยหลังรับ ประทานอาหาร

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคกระเพาะ ตอนที่ 1 รู้จักโรคกระเพาะ

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611398

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 29 เม.ย. 2559 05:30

 

ในสังคมปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของทุกคนต้องเร่งรีบ ส่งผลให้สุขภาพของคนในสังคมแย่ลง ซึ่งปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย คือ การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น หรือโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง สามารถเกิดได้ในคนทุกเพศทุกวัย คนทั่วไปมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต โดยการเกิดแผลในกระเพาะอาหารนั้นมักพบในวัยกลางคน ขณะที่การเกิดแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้นมักจะพบในวัยหนุ่มสาว

สาเหตุ

เกิดจากการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปร่วมกับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง จึงทำให้มีแผลเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันพบว่า ยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคได้อีก ได้แก่

1. การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไร (Helicobactor Pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อโดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะ ผนังกระเพาะจึงอ่อนแอลงและมีความทนต่อกรดลดลง ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นเกิดแผลได้ง่าย แผลหายช้า และเกิดแผลซ้ำได้อีก

2. รับประทานสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำ อัดลม หรือการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดจำพวก แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ ยาชุด หรือ ยาลูกกลอนที่มีสเตียรอยด์ เป็นต้น

3. มีนิสัยการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น รับประทานอาหารอย่างเร่งรีบ รับประทานไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารบางมื้อ เป็นต้น

4. การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มโอกาสการเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น

5. อื่นๆ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์ หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นต้น

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวาน

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607746

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 22 เม.ย. 2559 05:01

 

เท้าเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและเคลื่อนไหว แต่หลายคนมักจะละเลยการดูแลสุขภาพเท้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่อาจเริ่มมีอาการเท้าชา เท้าผิดรูป ซึ่งจำเป็นต้องได้รับ การดูแลสุขภาพเท้าและการเลือกรองเท้าอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดแผลที่เท้าและลดอัตราการถูกตัดขาของผู้ป่วย

รองเท้าที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

– รองเท้าควรทำจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่น เช่น หนังแท้ หนังสังเคราะห์ และผ้าบางชนิด

– รองเท้าควรมีความพอดี ทั้งขนาดและรูปร่าง ไม่คับหรือหลวมเกินไป โดยให้สังเกตความกว้างภายในให้เหมาะกับเท้า ส่วนหน้าควรเลือกชนิดหัวโตที่กว้างพอให้นิ้วเท้าสามารถขยับได้

– รองเท้าต้องมีสายรัดส้นหรือหุ้มส้น เพราะผู้ป่วยเบาหวานบางคนมีปัญหาเท้าชาเวลาเดิน ถ้าใส่รองเท้าแตะจะหลุดง่าย ทำให้ต้องมีการจิกนิ้วเท้ากับรองเท้า เมื่อเกิดแรงกดมากก็มีโอกาสเกิดแผลได้

– รองเท้าควรเป็นชนิดที่มีเชือกผูก เพื่อให้ปรับได้ง่ายเวลาเท้าขยายตัว ด้านในรองเท้าควรบุให้นิ่มและเรียบ โดยเฉพาะส่วนที่รับเท้าต้องยืดหยุ่น สำหรับรองเท้ากีฬาและรองเท้าวิ่ง ส่วนนี้ควรหนาประมาณ 5-10 มิลลิเมตร

เทคนิคการเลือกซื้อรองเท้าสำหรับผู้ป่วย

– เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น รองเท้ากีฬา รองเท้าใส่ในบ้าน ควรเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่าย เนื่องจากขนาดเท้าจะขยายมาก

– รองเท้าแต่ละแบบมีส่วนหน้ากว้างไม่เท่ากัน ควรทดสอบโดยใช้กระดาษแข็งวาดรอบเท้าแล้วสอดแผ่นกระดาษเข้าไปในรองเท้า ถ้าแผ่นกระดาษม้วนตัวหรือมีรอยย่นแสดงว่าแคบไป

วิธีการใช้รองเท้าคู่ใหม่

เมื่อได้รองเท้าคู่ใหม่ ควรเริ่มใส่เดินในวันแรกประมาณ 30 นาที จากนั้นให้ตรวจว่ามีรอยแดง ถลอกหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ารองเท้านี้คับไป ควรนำไปแก้ไขหรือหาคู่ใหม่ ในกรณีรองเท้าไม่มีปัญหา ให้ค่อยๆ เพิ่มเวลาในการใช้รองเท้าในวันที่ 2 เป็น 1 ชั่วโมงแล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาในการใช้งานทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์

ก่อนใส่รองเท้าทุกครั้ง ให้เคาะรองเท้าและตรวจดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในรองเท้าหรือไม่ เช่น เศษดิน หิน และต้องใส่รองเท้าตลอดเวลาทั้งในและนอกบ้าน ห้ามใส่รองเท้าเปิดโดยเฉพาะแบบคีบ และควรสวมถุงเท้าทุกครั้งที่ใส่รองเท้า

นายแพทย์เอกชัย เพชรล่อเหลียน
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย (ตอนที่ 3) ค่า PSA

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601521

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 15 เม.ย. 2559 05:01

 

ค่า PSA ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่าใด ?

สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับ ผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ PSA เพราะประโยชน์จาก การตรวจนั้นมีน้อยมากและไม่มีผลอะไร สำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 40–54 ปี แนะนำให้ ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สำหรับผู้ที่มีอายุ 55–69 ปี สามารถตรวจ PSA ได้ เพื่อเป็นการตรวจเช็กอาการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

จากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การตรวจ PSA ในประชากร 1,000 คน จะ ป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 1 คน ส่วนคนที่อายุมากกว่า 70 ปี จะตรวจ PSA หรือไม่นั้นควรพิจารณาเป็นรายๆ ไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดตายตัวสำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ PSA และข้อแนะนำนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ข้อมูลในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประชากรที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 55-69 ปี ฉะนั้นก่อนทำการตรวจ ผู้ป่วยควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจ PSA ที่จะได้รับ เพื่อตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย

การดูแลต่อมลูกหมาก

สำหรับการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมาก โดยทั่วไปมีการศึกษาพบว่า โรค ของต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) ดัง นั้นจึงมีการแนะนำให้ดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดสูบ บุหรี่ ลดการรับประทานอาหารประเภทเนื้อแดง สำหรับสารอาหารที่อาจจะสามารถ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ คือ สารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งพบมากในมะเขือเทศ และพบว่าหากนำมะเขือเทศไปปรุงสุกในน้ำมันเล็กน้อยก่อนรับประทาน สารไลโคปีน จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี

นายแพทย์เปรมสันติ์ สังข์คุ้ม
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย (ตอนที่ 2) มะเร็งต่อมลูกหมาก

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601520

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 8 เม.ย. 2559 05:01

 

ศุกร์สุขภาพสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเกี่ยวกับโรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย สำหรับศุกร์นี้เป็นการนำเสนอสาระน่ารู้ว่าโรคต่อมลูกหมากโตนี้จะกลายเป็น มะเร็งต่อมลูกหมากได้หรือไม่ ติดตามสาระน่ารู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้จาก คอลัมน์นี้ได้เลยครับ

สิ่งที่ผู้ชายหลายคนกังวล คือ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะเป็นมะเร็งต่อมลูก หมากหรือไม่ ตามปกติต่อมลูกหมากโตจะไม่กลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มี โอกาสพบร่วมกันได้ บางคนอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยไม่แสดงอาการใดๆ ก็ได้เช่นกัน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ชายทั่วไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ ร้อยละ 16.72 ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีความ เสี่ยงเป็นเท่าใด แต่โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในคนที่ครอบครัวมีประวัติญาติ สายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันจะใช้การตรวจร่างกายทาง ทวารหนักร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA (Prostate Specific Antigen) ในคนที่ เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสพบค่า PSA สูงกว่าปกติ หรือภาวะบางอย่างที่ ทำให้ค่า PSA สูง เช่น ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ การใส่สายสวนปัสสาวะ การส่อง กล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดาบางคนก็

มีค่า PSA สูงกว่าค่าปกติ โดยที่ตรวจไม่พบมะเร็งแต่อย่างใด (ทั้งนี้ค่า PSA ที่ต่ำอาจ เกิดจากยารักษาต่อมลูกหมากโตบางชนิด)

ดังนั้นในการแปลผล แพทย์จำเป็นต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึง อาจมีการส่งตรวจอื่นๆ ตามความเหมาะสมเพื่อหาสาเหตุของค่า PSA ที่ขึ้นสูง และ อาจรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมากเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่ชัดเจน เพื่อจะได้ เป็นแนวทางในการรักษาได้อย่างถูกวิธี

นายแพทย์เปรมสันติ์ สังข์คุ้ม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย (ตอนที่ 1) ต่อมลูกหมากคืออะไร

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599472

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 1 เม.ย. 2559 10:20

 

มนุษย์เราตั้งแต่แรกเกิดจนเข้าสู่วัยกลางคน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็จะแวะเวียนมาหา ไม่มีใครสามารถหลีกหนีไปได้ เช่นเดียวกับโรคของต่อมลูกหมาก ซึ่งมักพบในชายที่มีอายุ 40–50 ปีขึ้นไป

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะ ต่อมนี้จะโอบล้อมรอบท่อปัสสาวะไว้ในวัยหนุ่ม โดยมีขนาดประมาณผลวอลนัต และจะขยายขนาดมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าส่วนที่ขยายใหญ่นั้นไปกดเบียดบริเวณท่อปัสสาวะ ก็จะส่งผลให้มีอาการปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะไม่พุ่งตามมาได้

โรคต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จากการศึกษาพบว่า ในผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี จะมีโอกาสตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโตได้ประมาณร้อยละ 50–60 โดยความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึงร้อยละ 80 ในผู้ชายที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมากน้อยต่างกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดที่โตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ไปกดทับด้วย โดยถ้าไปกดเบียดท่อปัสสาวะพอดีก็อาจมีอาการมากได้

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตนั้นมีหลายวิธี โดยมักจะเริ่มด้วยการรับประทานยาก่อน ในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่ให้ผลการรักษาค่อนข้างดี และผลข้างเคียงไม่มาก แต่หากรักษาด้วยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เพื่อนำเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่ปิดกั้นท่อปัสสาวะออก ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากขึ้น

วิธีที่ดีที่สุดคือ หมั่นเฝ้าระวังและสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสภาพร่างกายของเรา หากมีอาการที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ให้รู้ถึงสาเหตุ และสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ก่อนที่อาการต่างๆ เหล่านั้นจะลุกลามมากเกินเยียวยา

นายแพทย์เปรมสันต์ สังฆ์คุ้ม
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคเอส แอล อี (ตอนที่ 4) การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588913

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 25 มี.ค. 2559 05:30

 

คอลัมน์ศุกร์สุขภาพ ประจำศุกร์นี้ จะนำเสนอความรู้เกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคเอส แอล อี เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติตนได้อย่างถูกวิธี ดังนี้

1. ช่วงที่มีการรักษาด้วยยา ต้องรับประทานยาตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เพิ่มหรือลดขนาดยาเอง

2. หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรง ถ้าจำเป็นควรสวมหมวกปีกกว้าง กางร่ม ใส่เสื้อแขนยาว และใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตได้ดี

3. ทำจิตใจให้สบาย ไม่ควรเครียด หมกมุ่น ท้อถอย เศร้าใจ หรือกังวลใจ เพราะจะทำให้อาการของโรคกำเริบได้ ควรมีความอดทนต่อการรักษา แม้บางครั้งจะต้องพบกับอาการข้างเคียงของยาบ้าง ก็ควรทำใจยอมรับกับโรคและปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น คิดในเชิงสร้างสรรค์และค่อยๆ แก้ปัญหาไปตามลำดับ และไม่ควรนำอาการของตนไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยรายอื่น เนื่องจากการพยากรณ์โรคต่างกัน อาจทำให้สับสนได้

4. เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่สุกสะอาด เพราะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น ไข้ไทฟอยด์ อาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนง่าย จึงควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ

6. ไม่ควรตั้งครรภ์ในระยะที่โรคกำเริบ เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กในครรภ์ แต่ในระยะที่โรคสงบอาจตั้งครรภ์ได้ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิดหรือใส่ห่วง เพราะมีโอกาสติดเชื้อสูง

7. ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่จำเป็น เพราะยาบางตัวทำให้โรคกำเริบ และอาจเกิดการแพ้ยาได้ง่ายกว่าคนปกติ

8. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด อากาศไม่บริสุทธิ์ ไม่เข้าใกล้ผู้กำลังติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด

9. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไปตรวจตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ในการประเมินความรุนแรงของโรคและผลการรักษา แพทย์จะได้พิจารณารักษาได้อย่างถูกต้อง ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาบ่อย เพราะแพทย์คนใหม่อาจจะไม่ทราบรายละเอียดอาการเจ็บป่วย ทำให้เกิดการล่าช้าในการวินิจฉัยโรคและการรักษา จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้

10. ถ้ามีอาการผิดปกติที่บ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อ เช่น มีไข้ หนาวสั่น ไข้หวัด มีตุ่มหนอง ควรรีบกลับไปหาแพทย์ทันที หรือหากไปพบแพทย์ท่านอื่น ควรนำยาที่กำลังรับประทานอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วยทุกครั้ง เพื่อแพทย์จะได้จัดยาให้สอดคล้องกับยาเดิม

11. ถ้ามีอาการผิดปกติที่เป็นอาการกำเริบของโรค เช่น มีไข้เป็นๆ หายๆ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ผมร่วง บวม ผื่นขึ้นใหม่ๆ ปวดข้อ ควรจะไปพบแพทย์ทันที

12. ถ้าหากรับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกันอยู่ เช่น อิมมูแรน เอ็นดอกแซน ให้หยุดยาชั่วคราวระหว่างที่มีการติดเชื้อ

13. เลือกการทำงานให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคที่เป็นอยู่

โรคเอสแอลอี หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้กำเริบได้ แม้โรคจะยังรักษาไม่หาย แต่การปฏิบัติตัวที่ดีของผู้ป่วยจะสามารถควบคุมการกำเริบของโรคได้ การให้ความร่วมมือในการรักษา ความตั้งใจ และความอดทน ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

หากท่านสงสัยว่าเป็นโรคนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกๆ

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคเอสแอลอี (ตอนที่ 3) การวินิจฉัยและการรักษา

Published May 13, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588906

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 18 มี.ค. 2559 05:30

 

หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่า เป็นอาการของโรคเอสแอลอีหรือไม่ และจะมีแนวทางในการรักษาอย่างไร มาศึกษาและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

การพยากรณ์โรค

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการข้างต้นร่วมกับอาการเฉพาะโรค และการ ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ บางรายอาจต้องตัดเนื้อเยื่อไปตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัย

การรักษา

เนื่องจากโรคนี้มีความรุนแรงที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การ รักษาจึงแตกต่างกันตามอาการของโรค บางรายให้เพียงยาแก้ปวดก็ดีขึ้น

การรักษาจะเน้นการควบคุมการกำเริบของโรคให้สงบโดยเร็ว และรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อมิให้โรคกำเริบอีก

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงขึ้นแพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์ เช่น เพ รดนิโซโลน ตั้งแต่ขนาดต่ำถึงขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็น สัปดาห์หรือหลายเดือนขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอวัยวะที่มีการอักเสบ บางรายอาจต้องให้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยารักษามะเร็งบางชนิด ยากดภูมิคุ้มกัน บางรายอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือดในการรักษา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยเอส แอล อี มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเพราะมี ยาปฏิชีวะและยาลดความดันโลหิตที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลโรคนี้เพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่สามารถปฏิบัติได้เบื้องต้น คือการเฝ้าสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิด ขึ้นกับร่างกายของเราและคนรอบข้าง หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือไปทำการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้เกิดความมั่นใจและคลายกังวล ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเพราะอาจจะสายเกินแก้ไข

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โรคเอส แอล อี (ตอนที่ 2) อาการของโรค

Published April 14, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/588899

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 11 มี.ค. 2559 05:30

 

เอสแอลอีเป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน จึงมีอาการแสดงออกทางคลินิกได้หลากหลาย ขึ้นกับว่าภูมิต้านทานที่ผิดปกตินั้นไปต่อต้านหรือเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของอวัยวะส่วนใดของร่างกาย…

อาการของโรคอาจมีเพียงบางระบบหรือหลายระบบร่วมกัน แต่ละ ระบบอาจแสดงออกมาในเวลาเดียวกัน หรือเกิดขึ้นในช่วงต่อมาของการดำเนินโรค อาการมีระยะทุเลา ทรุดลง หรือกำเริบได้ตลอดเวลา บางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางคนเป็นรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต

อาการที่พบ

–  อาการทั่วไป : มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

–  ผิวหนัง : มีผื่นเฉพาะโรค เป็นรูปผีเสื้อตั้งแต่สันจมูกไปสู่โหนกแก้ม ผื่นวงแดงตามใบหน้า หนังศีรษะ และใบหู แผลที่เพดานปากเป็นๆ หายๆ ส่วนอาการอื่นๆ คือ ผมร่วง ผื่นตามตัวและเท้าจากการแพ้ แสงแดด ปลายมือและปลายเท้าซีด

–  ข้อ : จะมีอาการปวดข้อบริเวณข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ข้อที่เหมือนกันทั้งสองข้าง คล้ายกับการอักเสบรูมาตอยด์ แต่จะต่างกันที่อาการของโรคเอส แอล อี ไม่มีการกัดกร่อนของข้อ

–  กล้ามเนื้อ : อาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

–  ไต : มีไข่ขาวออกมาในปัสสาวะ พบเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ ปัสสาวะเป็นสีคล้ายน้ำล้างเนื้อ ถ้าอาการมากจะมีอาการเหมือนโรคไต คือ บวม ปัสสาวะน้อย ความดันโลหิตสูงจนถึง ขั้นไตวาย

–  ปอด : เนื้อเยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือมีการติดเชื้อร่วมด้วย

–  ระบบหายใจ : มีการอักเสบของเยื่อบุหัวใจ ทำให้เจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบพบได้บ้างแต่น้อย

–  ระบบประสาท : มีอาการคล้ายมีพยาธิสภาพที่สมอง คือ ชัก เพ้อเจ้อ เอะอะ โวยวาย คลุ้มคลั่งคล้ายโรคจิต

–  โลหิต : มีอาการซีดจากการแตกของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวต่ำลง เกล็ดเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย

–  ระบบทางเดินอาหาร : พบอาการปวดท้องได้บ่อย บางครั้งปวดท้อง จากตับอ่อนอักเสบ อาการที่พบได้บ้างแต่ไม่มาก คือ กลืนลำบาก ตับแข็ง

–  ระบบอื่นๆ : อาจพบต่อมน้ำลายโต ต่อมน้ำเหลืองโต

แม้ว่าเอสแอลอีจะมีอาการได้มากมาย แต่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกระบบดังที่กล่าวมา ความรุนแรงที่พบในแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

บางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่น มีไข้ บางคนอาจมีอาการปวดข้อ อย่างเดียว บางคนมีอาการหลายๆ อย่างรวมกัน

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

%d bloggers like this: