ศาสนา

All posts tagged ศาสนา

เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ รุ่นเทิดพระเกียรติ 140 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/618463

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 19:54 น.

เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ รุ่นเทิดพระเกียรติ 140 ปี

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ได้เหรียญพิเศษมา 1 เหรียญดูความหมายของเหรียญแล้วเป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มกำลังใจให้กับตนเองได้แบบครบเครื่องในเหรียญเดียว กับสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ระบาดร้ายแรงอยู่ทั่วประเทศในตอนนี้ เหรียญที่นำมาให้ท่านผู้อ่านในวันนี้คือ “เหรียญกรมหลวงชุมพรฯ รุ่นเทิดพระเกียรติ 140 ปี” จัดสร้างโดย พลเรือเอกสิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ ครับ

หากท่านใดชมชอบ ก็ขอไปที่ท่านเสนาธิการทหารเรือน่ะครับ อาจจะโดยช่องทางจดหมายเขียนถึงท่านเสนาธิการทหารเรือโดยตรง ท่านคงพอมีแจกให้เป็นขวัญกำลังใจในยามนี้

มาดูความหมายบนเหรียญทั้งสองด้านกันครับ ความหมายบนเหรียญ “เทิดพระเกียรติ 140 ปี “ ด้านหน้า ได้จารึก หัวใจพระไตรปิฏก

-มะ พระพุทธ

-อะ พระธรรม

-อุ พระสงฆ์

หรืออีกนัยยะหนึ่ง หมายถึง มหาเทวะผู้เป็นเจ้าของฮินดู

-มะ แทนพระพรหม

-อะ แทนพระนารายณ์

-อุ แทนพระศิวะ

และที่สำคัญการจัดสร้างครั้งนี้เป็นการเฉลิมพระเกียรติ “องค์บิดาของทหารเรือไทย “ในฐานะเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เมื่อปี พ.ศ.2466

-ลายมือพระนามอาภากร

-เครื่องหมายกองทัพเรือ

-พังงาเรือเพื่อระลึกถึงพระกรุณาธิคุณต่อกองทัพเรือ

ส่วนความหมายบนเหรียญด้านหลังนั้น มีความหมายดังนี้ ยันต์แถวที่ 1 พุทธคุณด้านหนุนดวงชะตา ทำให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดี ยันต์แถวที่ 2 พุทธคุณด้านโชคลาภ ความสำเร็จ ทำกิจการสิ่งใดประสบความสำเร็จด้วยดี

ยันต์เฑาะว์พุทธะ ของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต)พรหมรังสี แห่งวัดระฆังฯ เป็นยันต์แก้วสารพัดนึก เป็นของวิเศษที่มีพุทธคุณสูงมาก

องค์ท้าวเวสสุวรรณ คัมภีร์โบราณกล่าวไว้ว่า ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนาให้บูชาท้าวเวสสุวรรณ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันสิ่งอัปมงคลคุณไสยที่มารังควาน สัมภเวสีที่จะมาหลอกหลอนหายหมดเพราะอีกนัยยะหนึ่ง ท้าวเวสสุวรรณท่านเป็นเจ้าที่เฝ้าประตูนรกนั่นเอง จึงเป็นที่เกรงขามของภูตผีทั้งปวง

ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า มีพุทธคุณด้านความสำเร็จ พระคาถาบทนี้ คุณวิเศษยิ่งนัก เจรจาสิ่งใดล้วนสำเร็จ สมหวังทั้งโภคทรัพย์ วาสนา บารมีและเมตตาทั้งปวง

ยันต์ตรีนิสิงเห มีคุณทางด้านเมตตา มหานิยม แคล้วคลาดปัดตลอด ปัดป้องสิ่งอัปมงคลเสนียดจัญไรที่สำคัญยังช่วยหนุนนำดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ

ปลาอานนท์ หมายถึง การหนุนนำดวง พลิกฟื้นดวงชะตา เมตตา และโชคลาภ

ประเภทเหรียญและจำนวนที่จัดสร้างนั้น

เนื้อเงิน

1. เนื้อเงินเหรียญลองพิมพ์ปฐมฤกษ์ จำนวน 1 เหรียญ( อยู่ที่ผู้จัดสร้างคือ เสธฯทร.)

2. เนื้อเงิน มอบให้ผู้สนับสนุนการจัดสร้างจำนวน 7 เหรียญ ( ตอกโค๊ตยันต์ นะ 2 ตัวบนพื้นเหรียญทุกองค์ )

3. เนื้อเงิน จำนวน 168 เหรียญ( ตอกโค๊ต นะ และหมายเลข ชุดนี้ทาง ร.ล.จักรีนฤเบศร ร่วมจัดสร้าง )

เนื้อตะกั่ว

1. เนื้อตะกั่วลองพิมพ์ปฐมฤกษ์ จำนวน 1 เหรียญ ( อยู่ที่ผู้จัดสร้างคือ เสธฯทร.)

2. เนื้อตะกั่วลองพิมพ์จำนวน 100 เหรียญ ( ตอกโค๊ตยันต์ นะ 2 ตัวบนพื้นเหรียญทุกองค์ )

3. เนื้อตะกั่วลองพิมพ์ มอบให้ผู้สนับสนุนการจัดสร้างจำนวน 11 เหรียญ ( ตอกโค๊ตยันต์ นะ 2 ตัวบนพื้นเหรียญทุกองค์ )

เนื้อทองแดง

1.เนื้อทองแดง หมายเลข 1-1000 บรรจุกล่องพลาสติกใส (ตอกโค๊ต นะ และตอกหมายเลข บนเหรียญ )

2.เนื้อทองแดง หมายเลข 1001-5000 บรรจุกล่องพลาสติกใส (ตอกโค๊ต นะ และตอกหมายเลข บนเหรียญ )

3.เนื้อทองแดง หมายเลข 5001-10000 บรรจุซองพลาสติกใส (ตอกโค๊ต นะ 2 ตัว ไม่มีตอกหมายเลข บนเหรียญ )

การจัดสร้างเหรียญครั้งนี้เพื่อเป็นที่ระลึกในการทอดผ้าป่าสามัคคี โดยมี พลเรือเอกสิทธิพร มาศเกษม เสนาธิการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีและแจกเป็นที่ระลึกให้กับผู้ร่วมทำบุญในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

วัดม่อนมะหินศิลาราม ตั้งอยู่เลขที่ 126 หมู่ที่ 4 บ้านปางกอตัน ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อ พ.ศ.2100 เดิมเป็นวัดร้างในปี พ.ศ. 2483 ท่านครูบาพรหมา พรหฺมจกฺโก ได้เดินธุดงค์มาพบเข้ามีสภาพเป็นวัดร้างปกคลุมไปด้วยหญ้าและต้นไม้ จากนั้นมาก็มีการพัฒนาต่อๆมาโดยเจ้าอาวาสในรุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบัน และปัจจุบันนี้ วัดม่อนมะหินศิลารามได้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูนด้วยครับ

ในท้ายสุดนี้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านร่วมกันฝ่าฟันโรคระบาดร้ายแรงนี้ให้ผ่านไปด้วยกันครับ เราทุกคนควรอยู่บ้านในยามนี้ เพื่อลดการระบาดของโรคร้าย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เพื่อคุณหมอที่ทำงานหนักเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศกันครับ

ฝากการบ้านรัฐมนตรีเทวัญเรื่อง “ข้อมูลสื่อสาร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/618400

วันที่ 22 มี.ค. 2563 เวลา 11:05 น.

ฝากการบ้านรัฐมนตรีเทวัญเรื่อง “ข้อมูลสื่อสาร”

โดย อุทัย มณี

*************

ในห้วงเวลาวิกฤติที่พลเมืองไทยทุกคนจะต้องร่วมกับ “รัฐบาล” ในการต่อสู้กับโรคโควิท-19 อยู่ตอนนี้ ความจริงผมไม่อยากจะนำเรื่องที่จะเขียนวันนี้มาทำให้ คุณเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “หงุดหงิดหรือเสียขวัญ” กำลังใจในการทำงาน แต่หาก “ไม่กระตุก” บ้างเลย เมื่อ “รับข้อมูลจากคนไม่มีความรู้” การสื่อสารกับประชาชนก็ผิดอยู่ร่ำไป

คุณเทวัญ กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผมเข้าใจว่า พื้นฐานคุณเทวัญไม่มีองค์ความรู้อะไรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามาก ในชีวิตคงไม่ได้คลุกคลีกับพระสงฆ์มาก่อน เมื่อมาร่วมรัฐบาลมารับผิดชอบตรงนี้ ข้อมูลการสื่อสารกับชาวพุทธ มักผิดพลาดบ่อยครั้ง  เช่น  สมัยหนึ่งพูดถึงคดีพระติดคุกว่า

“ จากการที่ตนได้สอบถามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แจ้งว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้วก็เท่ากับเป็นการสึก และแม้ได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี สมณะเพศก็ได้ขาดไปแล้ว แต่สมณะศักดิ์หรือยศนั้นเป็นพระราชอำนาจ ดังนั้นเรื่องนี้จึงหมดจากสำนักพุทธฯ ไปแล้ว ถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระแล้ว..”

ตอนหลังพระสงฆ์บ้าง ราชบัณฑิตบ้าง นักวิชาการบ้าง ออกมาโต้ว่า “ท่านสื่อสารข้อมูลผิดพลาด” เพราะพระติดคุกหากยังไม่ได้มีเจตนา “เปล่งวาจาสึก” ยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ

เรื่องที่สองที่กำลังเป็นประเด็น คือ คุณเทวัญสัมภาษณ์ว่า “ขอความร่วมมือพระสงฆ์ทั่วประเทศไทยร่วมสวดบทรัตนสูตร ตามความเชื่อว่า บทสวดดังกล่าวจะปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดี หรือโรคภัยไข้เจ็บ ให้พ้นจากประเทศไทยไป ตามโบราณประเพณีเมื่อนานมาแล้ว ที่ประเทศไทยเคยทำกับโรคห่า..”

หลังจากการให้สัมภาษณ์เกิดการวิพากษ์อย่างรุนแรง ถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในเชิงงมงายไร้สาระ มีการแชร์ภาพและล้อเลียนพุทธศาสนาอย่างสนุกสนาน เช่น เมื่อพระสงฆ์ไล่โรคได้ ทำไมประเทศจึงต้องมีกระทรวงสาธารณสุข เมื่อพระภิกษุไล่โรคโควิด-19 ได้ ทำไมเราจึงต้องมีโรงพยาบาลสงฆ์ ดังนี้เป็นต้น

ตอนหลังออกมาขอโทษประชาชนที่สื่อสารผิดพลาด…แต่ก็ไม่วายไปอ้างบทโพชฌงคปริตรอีก ผมไม่รู้ว่าลูกน้องของท่านไปค้นหาข้อมูล “ทางกูเกิ้ล” ให้เจ้านายตอบขยายความทำไม และอยู่ดี ๆ เพจเชียร์ลุงก็ไปอ้างว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี้เป็น “พระดำริของสังฆราช” เรื่องชักไปกันใหญ่

อันนี้ผมยังไม่ได้พูดถึงการ “เสียมารยาท” สิ่งที่คุณเทวัญสัมภาษณ์เรื่องวันที่ 25 มี.ค.นี้ขอให้พระสงฆ์สวดมนต์ทั่วประเทศ

ผมเป็นสื่อมวลชนเติบโตมาจากโทรทัศน์ เวลาจะเชิญรัฐมนตรีแต่ละคนมาพูดเรื่องนโยบายหรือกิจกรรมสิ่งที่จะทำหาก“กิจกรรมใดหรือนโยบายใดยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี” ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือปลัด “จะปฎิเสธ” การมาออกสื่อสารกับประชาชนทุกครั้ง

กรรมการมหาเถรสมาคมเองท่านก็คง “น้ำท่วมปาก”  หากพูดได้คงอยากจะพูดว่า “รัฐมนตรีอาตมามิใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของโยมนะ ต้องการให้คณะสงฆ์ทำอะไรขอปรึกษาพวกอาตมาก่อนได้ไหม ”

ไม่อย่างนั้นสังคมพุทธเรา อาจมองได้ว่า มหาเถรสมาคมเป็นได้แค่ “ตรายาง” ของรัฐบาลเท่านั้น คือ พระต้องฟังโยมประมาณนั้น สั่งให้ทำอะไรก็ทำ สั่งให้สวดก็สวด สั่งให้ออกกฎโน้นกฎนี้ก็ออก

เมื่อมองเข้าไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติปัจจุบัน “ต่างคนต่างเอาตัวรอด” คนที่เก่ง รู้เรื่องพระสงฆ์ “ก็น้อยเต็มที”  เมื่อมีคนรู้เรื่องพระน้อย รู้เรื่องศัพท์ภาษาพระน้อย ข้อมูลที่ป้อนให้รัฐมนตรีก็ “มักผิดพลาดบ่อย”

หากจับผิด แค่คำว่า “สวดมนต์” กับ “เจริญพระพุทธมนต์” รัฐมนตรีก็สื่อสารพลาด อันนี้ไม่รู้คนให้ข้อมูลท่าน รู้เรื่องหรือเปล่า

สมัยรัฐมนตรีสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ กำกับดูแลสำนักงานพุทธ ฯ เคยถามว่า เวลามีเรื่องเกี่ยวกับกิจการคณะสงฆ์ ท่านปรึกษาใครหรือไม่ คุณสุวพันธุ์ตอบว่าว่า จะปรึกษากรรมการมหาเถรสมาคม หากจำไม่ผิด 3 รูป คือ พระพรหมบัณฑิต พระพรหมโมลี และพระพรหมมุนี(ปัจจุบันสมเด็จพระมหาวีรวงศ์)

การทำงานกับคณะสงฆ์มันต้องรู้เรื่อง วัฒนธรรมองค์กรคณะสงฆ์ มันต้องรู้เรื่องจารีตประเพณีของคณะสงฆ์พอสมควร อันนี้ไม่นับเรื่องพระวินัย กฎหมาย ที่ต้องรู้บ้าง

ที่พูดมาทั้งหมดทั้งมวล..เพียงแค่กระตุก เพื่อให้ท่านตระหนักใส่ใจกับการสื่อสารและข้อมูล รวมทั้งให้รู้และเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรสงฆ์..อย่าเชื่อสิ่งที่คนป้อนข้อมูลมาทั้งหมด..เพราะอะไรท่านคงรู้ตัวดีอยู่แล้ว..

บอกบุญใหญ่! บูชาด่วนเหรียญพระพุทธโสธร รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 22, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/617813

วันที่ 16 มี.ค. 2563 เวลา 13:52 น.

บอกบุญใหญ่! บูชาด่วนเหรียญพระพุทธโสธร รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ”

อธิบดีพช.ชวนบูชาเหรียญพระพุทธโสธร รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” ผ่านพิธีปลุกเสกยิ่งใหญ่จากพระเถราจารย์ รายได้นำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนผู้ขาดแคลนทั่วประเทศ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายรณรงค์หาทุนการศึกษา และเป็นประธานโครงการจัดสร้างเหรียญพระพุทธโสธร รุ่น “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” ของมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ได้จัดสร้างเหรียญพระพุทธโสธร “ร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ” มีพิมพ์ด้านหลังถึง 13 แบบ คือ 12 ปีนักษัตร ปีละ 1 พิมพ์ รวม 12 พิมพ์ และ ด้านหลังเป็นครุฑ อีก 1 พิมพ์

ทั้งนี้ ทั้งหมดจะมีจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ 1. เนื้อเงิน เหรียญละ 2,500 บาท 2. เนื้อเงินลงยา เหรียญละ 3,000 บาท 3. เนื้อทองแดงชุบทอง เหรียญละ 300 บาท และ 4. เนื้อทองแดงชุบทองลงยา เหรียญละ 500 บาท ทุกเหรียญ จะมีการตอกโค้ด ตอกเลขไว้ทั้งหมด เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแล้ว เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2563 โดยมี พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค12 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการประกอบพิธีพุทธาภิเษก

นอกจากนั้น มีพระเถราจารย์ร่วมพิธีปลุกเสกจำนวนมาก ได้แก่ พระธรรมมังคลาจารย์ วิ (หลวงปูประยงค์) เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร พระราชสิทธิวราจารย์ (หลวงพ่ออุดม) เจ้าอาวาสวัดประสิทธิเวช จ.นครนายก พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) เจ้าอาวาสวัดชินวราราม วรวิหาร จ.ปทุมธานี พระอาจารย์ สมชาย พทุรสโร เจ้าอาวาสวัดโพรงอากาศ จ.ฉะเชิงเทรา และ พระอาจารย์พร วัดบางแก้ว จ.นครปฐม นั่งอธิษฐานจิต ในพิธีฯ โดยพระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ) เป็นผู้ดับเทียนชัย

สำหรับ การจัดสร้างจะดำเนินการสร้างเท่าจำนวนผู้สั่งจอง แต่เนื่องจากพระรุ่นนี้มีหลายพิมพ์ และมีการลงยาด้วย ทำให้ต้องสั่งปั๊มป์เหรียญก่อนปิดจอง จึงทำให้มีเหรียญเหลืออยู่บ้างในจำนวนจำกัดอีกไม่กี่องค์ จึงได้เปิดโอกาสให้ผู้ประสงค์จะมีส่วนร่วมทำบุญ ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนผู้ขาดแคลนทั่วประเทศกับมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ สามารถไปร่วมทำบุญเช่าบูชาได้ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.2563 ที่ วัดโสธรวรารามวรวิหารเท่านั้น รายได้จะมอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนผู้ยากไร้ ด้อยโอกาสทั่วประเทศของมูลนิธิร่วมจิตต์ น้อมเกล้าฯ

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2525 ในโอกาสสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นประธานก่อตั้งตามคำกราบทูลเชิญของหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก โดยคณะกรรมการสมโภช กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าของเรื่อง ดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม มีการให้ทุนการศึกษาอบรม อย่างต่อเนื่องจนจบการศึกษาแต่ละระดับ เพื่อให้เยาวชนซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศชาติ เจริญเติบโตเป็นพลเมืองดี สมบูรณ์ทุกด้านโดยเฉพาะในด้านจิตใจ ศาสนา ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม มูลนิธิได้ให้ทุนการศึกษาอบรมแก่เยาวชนไปแล้ว รวมทั้งสิ้นกว่า 29,000 ทุน เป็นเงินทุนทั้งสิ้นกว่า 231 ล้านบาท

สำหรับ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯฯ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ผู้ยากไร้ ด้อยโอกาสทั่วประเทศมากกว่าปีละ 2,300 คน ได้มีโอกาสศึกษาต่อโดยใช้เงินทุนการศึกษาสำหรับการนี้มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ เป็นประธานฝ่ายรณรงค์หาทุนการศึกษา

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิฯ ยังได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณ พระธรรมมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นประธานพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2563 ณ พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร พร้อมด้วย พระเกจิหลายรูป เป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มาก และมีผู้ร่วมพิธีจำนวนมาก จึงนับว่า พระธรรมมังคลาจารย์ ได้เมตตาและมีพระคุณแก่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ และต่อเด็กยากไร้ทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง

พระธรรมมังคลาจารย์

พระอาจารย์พร วัดบางแก้ว

พระอาจารย์ สมชาย พทุรสโร

พระมงคลวโรปการ (หลวงพ่อชำนาญ)

พระราชสิทธิวราจารย์ (หลวงพ่ออุดม)

พระผงวัดรังษีสุทธาวาส พิมพ์ใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/617701

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 09:49 น.

พระผงวัดรังษีสุทธาวาส พิมพ์ใหญ่

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

” ผู้ใดมีพระวัดรังษี ผู้นั้นชีวีไม่วางวาย “ พระนิพนธ์ที่กล่าวถึงของดีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เป็นคำบรรยายถึงพุทธคุณของ พระผงวัดรังษี ได้อย่างลึกซึ้งด้วยกลอนบทนี้

วันนี้มาชมพระผงวัดรังษี พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงดำ ลงรักล่องชาดปิดทอง หลังกดตรายันต์ ถือได้ว่า เป็นพระวัดรังษีที่สวยมากองค์หนึ่ง อง์พระมีหน้ามีตาครบเครื่อง ความเก่าปรากฏจากความแห้งของรัก ความสดใสของชาดสีแดงและแผ่นทองเก่า แบบนี้เขาเรียกว่าแท้ตาเปล่าครับ

ในอดีต พระผงวัดรังษีเป็นพระเครื่องที่มีชื่อเสียงมากกว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ จนมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า เอาพระสมเด็จวัดระฆังฯมาแลกก็ไม่ยอม พระผงวัดรังษีถือได้ว่าเป็นพระเครื่องที่ยากจะหาคู่เทียบได้ในสมัยนั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังถือว่าเป็นพระเครื่องที่หาชมได้ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระที่สวย คม ชัด แบบองค์นี้ครับ

พระผงวัดรังษี พิมพ์ใหญ่องค์นี้เนื้อผงสีดำ ลงรักล่องชาดปิดทอง หลังกดตรายันต์ ส่วนเนื้อหามวลสารขององค์พระเมื่อส่องดูจะเห็นว่าแห้งมาก และหดตัว ทำให้เส้นสายพิมพ์พระปรากฏคมชัด

มีลักษณะสวยเด่นคือองค์พระประธาน นั่งขัดสมาธิเพชร พระพักตร์ติดชัดทุกส่วน พระกรรณด้านซ้ายองค์พระจะใหญ่กว่าพระกรรณด้านขวาและกางออกมากกว่า พระกรด้านซ้ายขององค์พระถือคนโทน้ำมนต์ บริเวณข้อศอกด้านขวาองค์พระจะหักพับลึกชัดเจน และสังฆาฏินูนเด่นชัด

ส่วนพระบาทขวาขององค์พระจะพาดทับพระบาทข้างซ้าย และส่วนของพระบาทและฝ่าพระบาททั้งสองข้างขององค์พระจะเด่นชัดเป็นมิติเพราะการหดตัวของเนื้อหามวลสารองค์พระ บริเวณผ้าทิพย์จะคมชัดและลึกเป็นมิติเช่นกัน

ส่วนของดอกบัวที่ติดขอบฐานในพิมพ์ใหญ่นี้ ดอกบัวด้านซ้ายขององค์พระจะดอกโตที่สุดและติดขอบมากที่สุด และไล่เรียงมาทางฝั่งขวาขององค์พระ ดอกบัวฝั่งขวาขององค์พระจะไม่ติดเส้นขอบฐานพระและเป็นดอกที่เล็กที่สุด ส่วนขอบจะมีเส้นขอบบนและมีปีกปลิ้นล้นกรอบเป็นสันรอบองค์พระส่วนล่าง ด้านหลังจะมีตรายันต์ประทับอยู่จมลึกเป็นมิติชัดเจน

พระผงวัดรังษี มีทั้งหมด 4 พิมพ์ คือ

-พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงดำ ลงรักล่องชาด ปิดทอง หลังกดตรายันต์

-พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงขาว

-พิมพ์กลาง เนื้อผงขาว ศิลปะหน้าตักจะเหมือนเลข 8 แนวนอน

-พิมพ์เล็ก เนื้อผงขาว ศิลปะหน้าตักเหมือนเลข 8 แนวนอน

นอกจากนี้ พระผงวัดรังษี เนื้อผงขาว ทั้ง 3 พิม์คือพิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก นั้น มีทั้งชนิดปิดทองและไม่ปิดทอง

การสร้างพระผงวัดรังสีนั้น สันนิษฐานกันว่า น่าจะสร้างขึ้นในราวพ.ศ.2437- พ.ศ.2439 จากเอกสารการโปรดเกล้าฯ ให้ วัดรังษีสุทธาวาส ขึ้นกับวัดบวรนิเวศวิหารในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานปรากฏชัดว่า ในช่วงปีพ.ศ.2442 พระธรรมกิติ (แจ้ง) ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดรังสีสุทธาวาสอยู่แล้ว

มีบันทึกถึงกรรมวิธีการปิดทองของพระวัดรังสีว่า มีความแตกต่างจากพระสมเด็จวัดระฆังฯของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งจะนำองค์พระจุ่มรักก่อนแล้วจึงปิดด้วยทองคำเปลว

แต่สำหรับพระผงวัดรังษี ใช้ทองคำเปลวปิดลงบนแม่พิมพ์พระก่อน แล้วจึงกดพิมพ์ เมื่อถอดองค์พระออกจากแม่พิมพ์ ทองคำเปลวก็จะติดบนองค์พระ ซึ่งกรมมวิธีดังกล่าวนี้ ทองคำเปลวมักจะติดไม่แน่น เมื่อระยะเวลาผ่านมาถึงปัจจุบัน องค์พระบางองค์จึงมีทองคำเปลวติดบ้าง และหลุดออกไปบ้าง

อย่างไรก็ตามแนวทางการพิจารณาพระผงวัดรังษีนั้น ซึ่งเป็นพระเก่าและหาชมองค์จริงได้ยากนั้น ก็ต้องจำภาพรวมลักษณะพิมพ์ รวมทั้งเนื้อหามวลสาร ความแห้งเก่าของรัก ความแห้งเก่าของชาด และทองคำเปลวที่ติดองค์พระเช่นองค์นี้ ยิ่งหากได้มีโอกาสสัมผัสและเห็นองค์จริงแบบผู้เขียน จะเข้าใจ และเปรียบเทียบกับองค์อื่นได้ง่าย

วัดรังษีสุทธาวาส เป็นวัดโบราณ สถาปนาขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บนพื้นที่ริมกำแพงพระนคร ด้านเหนือของกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สร้างวัดรังษีสุทธาวาส คือ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์

ตามจารึก ที่ปรากฏบนผนังพระอุโบสถวังรังษีสุทธาวาส วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2366 ใช้เวลาในการก่อสร้างทั้งหมด 6 ปี พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ ทรงเอาใจใส่ในการก่อสร้างเป็นอย่างยิ่ง ทรงพระอุตสาหะในการทำหน้าที่เป็นนายช่างและตรวจตราการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง

จุดเปลี่ยนสำคัญของวัดรังสีคือปี พ.ศ.2458 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงดำริที่จะรวมวัดรังษีสุทธาวาส ซึ่งกำลังเสื่อมโทรมอย่างเต็มที่เข้ากับวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อจะได้ทรงจัดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

ในคราวนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการได้ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จากนั้นเป็นต้นมาก็เหลือแต่คณะรังษี และมาเป็นคณะเหลืองรังษี ซึ่งเป็นคณะหนึ่งในวัดบวรนิเวศวิหารในปัจจุบัน

ในท้ายสุดขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพในยามที่โรคระบาดมาคุกคามเรา มีอาการป่วยไข้ต้องรีบไปตรวจ ไปสัมผัสคนที่เดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องรีบกักตัวเอง ไม่งั้นจะลุกลามไปยังคนในครอบครัวครับ สำคัญที่สุด ต้องกินร้อน ช้อนเรา(แบบเบนโตะอาหารญี่ปุ่น) และล้างมือให้สะอาดเป็นประจำครับ

เชื้อโรคตายได้เพราะน้ำยาล้างจานมีขจัดคราบไขมันเพราะในตัวเชื้อโรคเองห่อหุ้มด้วยไขมัน หรือพกพาเจลล้างมือ แม้กระทั่งสลู่เหลวส่วนตัว เจอห้องน้ำที่ไหนก็ล้างมือบ่อยๆครับ ถ้าจำเป็นต้องเข้าที่สาธารณะมีคนมากก็ใส่หน้ากากอนามัยด้วยครับ

วิพากษ์ “สันติศึกษา มจร” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/617700

วันที่ 15 มี.ค. 2563 เวลา 08:48 น.

วิพากษ์ “สันติศึกษา มจร”

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่าน พระปราโมทย์ วาทโกวิโท อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เชิญให้ไปร่วมรับฟัง “การวิพากษ์หลักสูตรพุทศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” หลักสูตรนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับ สำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า ตลอดระยะเวลา 5 ปี หลักสูตรนี้ผลิตบัณฑิตที่ได้ชื่อว่า “วิศวกรสันติภาพ” มาแล้วประมาณ 100 รูป/คน

ฟังคำบรรยายของ พระสุวรรณเมธาภรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาจุฬา ฯ ไม่น่าเชื่อว่า พระคุณเจ้าจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพบ้านเมืองโลกนี้เป็นอย่างดี ท่านบอกว่า การศึกษาคือ การพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงหมุนเร็ว ทำให้จิตใจมนุษย์อ่อนแอ ไหลไปตามกระแสทุนนิยม บทบาทของมหาวิทยาลัยสงฆ์ในฐานะ สถาบันการศึกษาที่พัฒนามนุษย์จำต้องสร้างเกราะป้องกัน ตอนนี้ที่เห็นชัดที่มหาจุฬาฯ กำลังสร้างหลักสูตรที่เป็นเกราะมีอย่างน้อย 3 หลักสูตรเด่น คือ สาขาสันติศึกษา สาขาชีวิตและความตาย และสาขาวิปัสสนา หลักสูตรเหล่านี้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาของสังคมโลกในปัจจุบัน เป็นหลักสูตรมีจุดมุ่งหมาย “เพื่อพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ”

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการท่านยัง กล่าวต่อไปอีกว่า “หลักสูตรสันติศึกษาเดิม มีความชัดเจนดีแล้ว แต่ต้องปรับปรุงพัฒนาเพราะเราต้องการมาตรฐาน ส่วนตัวมองว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมกับยุคสมัยมาก เป็นหลักสูตรที่เป็นเกราะคุ้มกันมนุษย์เป็นอย่างดี หลักสูตรสันติศึกษา เพราะโลกเปลี่ยน สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน เราจึงต้องปรับปรุงปรับตัวให้เหมาะสมโดยเฉพาะในเรื่องของจิตใจ หลักสูตรสันติศึกษาต้องพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้จิตใจมีความเข้มแข็ง หลักสูตรสันติศึกษาต้องไม่วัดกันที่เกรดคนเก่ง แต่เราต้องวัดกันในการเป็นมนุษย์ มหาวิทยาลัยสงฆ์จะต้องออกแบบออกเครื่องมือในการพัฒนา งานวิจัยของสันติศึกษาถือว่าตอบโจทย์พัฒนาเป็นหลักสูตรระยะสั้น เราต้องพัฒนาหลักสูตรสันติศึกษาให้จิตวิญญาณพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่แท้จริง สันติศึกษาจะผลิตเครื่องมืออะไรให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นจริงจังในสังคม..”

ส่วนพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา กล่าวว่า “พระพุทธเจ้าตรัสว่า พึงศึกษาสันติศึกษาเท่านั้น เกิดขึ้นครั้งแรกใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เราได้ช่วยได้สานต่องานของพระพุทธเจ้า โดยความร่วมมือของศาลพระปกเกล้าและศาลยุติธรรม จึงขอขอบคุณทุกท่าน ปัจจุบันระดับปริญญาเอกจบการศึกษา 75 รูป/คน ทำไมต้องปรับปรุงเพราะเป็นนโยบายของกระทรวงใหม่และ สกอ. ว่า ในรอบ 5 ปี เราจะพัฒนาหลักสูตร โดย พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดีมหาจุฬา ฯ กล่าวว่า ผู้จบการศึกษาสันติศึกษาจะต้องเป็น “วิศวกรสันติภาพ” จะต้องตอบโจทย์ตนเองและสังคม เราจึงต้องพัฒนาด้านสันติภายในและสันติภายนอก เราพยายามมุ่งสันติภายใน คือ สติ ขันติ สันติ เมื่อมีความเข้มแข็งภายในก็ออกไปช่วยเหลือสังคมด้านการไกล่เกลี่ยในชุมชน คำถาม “ อีก 5  ปีข้างหน้าผลผลิตของวิศวกรสันติภาพควรจะเป็นอย่างไร อยากให้วิศวกรสันติภาพได้เครื่องมืออะไร หน้าตาของวิศวกรสันติภาพควรจะมีหน้าตาอย่างไร..”

พระเมธาวินัยวิรส บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวว่า ประเด็นเรื่องของคอนโดเป็นการอยู่ร่วมของผู้คนในสังคมอย่างสันติ แม้แต่เรื่องของฮ้วงจุ้ยโหราศาสตร์แต่มีพระพุทธศาสนาเป็นฐาน คำตอบเป็นการให้ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันในมิติของศาสตร์ต่างๆ โดยชื่นชมงานวิจัยสันติศึกษาว่าสามารถตอบโจทย์โดยพัฒนาผู้ต้องขังให้มีชีวิตใหม่ งานวิจัยสันติศึกษากลับตอบโจทย์สังคมมากในฐานะผู้มาตรวจสอบดุษฎีนิพนธ์ การเรียนการสอนต้องเน้นเรื่องสันติ เริ่มต้นจากความคิดของผู้เรียน การทำวิจัยของสันติศึกษาจะต้องลงพื้นที่จริงมีการปฏิบัติอย่างแท้จริง การเรียนการสอนต้องสำนึกให้เกิดสันติให้ได้ สามารถนำผลของงานวิจัยสามารถตอบโจทย์สังคม เกิดสันตินวัตกรรม เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ด้าน อาจารย์วิรัช ชินวินิจกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมและอดีตองคมนตรี กล่าวว่า “.. ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการทำเรื่องไกล่เกลี่ยอย่างจริงจัง บ้านเมืองเราที่เป็นแบบนี้เพราะว่ามาจากนักกฎหมาย นักกฎหมายต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายชาติ เราจะใช้พุทธสันติวิธีอย่างไรในการพัฒนาบ้านเมืองของเรา เพื่อให้เกิดความปรองดอง ถามว่าเราต้องการอะไร ทำอย่างไรให้สันติศึกษานำไปปฏิบัติจริงๆ ในชีวิตและสังคม 5 ปีที่ผ่านมาเราเรียนเรื่องทฤษฏีมามากมาย เราจะนำสิ่งที่เรียนเอาไปปฏิบัติต่อสังคมได้อย่างไร สมัยรับตำแหน่งเลขาธิการศาลยุติธรรมใหม่ๆ นักข่าวถามว่าจะมีวิธีการอย่างไรให้เกิดความสงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อ้างเสมอว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงใช้ความยุติธรรมสยบความรุนแรง ทำมีการทำโครงการ เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นธรรม โดยพัฒนาเยาวชน 100 คน สถาบันที่ให้ความเป็นธรรมคือ ศาลยุติธรรม โดยเน้นการไกล่เกลี่ย หาทางออกร่วมกันอย่างสันติ เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเรียนรู้มิติอื่น เห็นบรรยากาศประเทศไทยเป็นอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเยาวชน มีการให้เด็กไปเป็นพนักงานต้อนรับประจำศาล เพื่อเป็นทุนการศึกษาของเด็กเยาวชน สันติวิธีจะเป็นเครื่องมือให้เยาวชน สันติศึกษาจะต้องนำสันติวิธีเข้าไปสู่เยาวชน 5 ปีข้างหน้าอยากเห็นวิศวกรสันติภาพนำไปใช้เครื่องมือไปใช้เครื่องมือไปในสังคมจริงๆ…”

ส่วน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะนักสันติวิธีและนักไกล่เกลี่ย กล่าวว่า….รูปแบบการศึกษาจะต้องมีการปฏิบัติจริงเท่านั้น จึงมองว่าการทำวิจัยจะต้องเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการสามารถตอบโจทย์สังคม เป็นภาคปฏิบัติมากว่าทฤษฏี สันติศึกษาต้องสอนเรื่องการไกล่เกลี่ยฝึกปฏิบัติ ด้วย 3 มิติ “แก้ไข ปกป้อง เยียวยาสร้างความปรองดอง” ข่าวสารในปัจจุบัน สร้างการมีส่วนร่วม สอนให้วิเคราะห์ว่า สาเหตุแห่งปัญหาเป็นอย่างไร มีการสานเสวนา กระบวนการ FA หลักสูตร FA นิสิตจะต้องเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ มีเครื่องมือการขอโทษการปรองดอง บทบาทการเป็นคนกลาง เมืองไทยขาดการให้อภัยและการขอโทษ เราต้องการให้อภัยและการขอโทษ อาจารย์จะต้องสอนแบบมีส่วนร่วมเท่านั้น ดึงความรู้จากผู้เรียนออกมาให้ได้ ปัจจุบันเราหมดเวลาในการสอนแบบบรรยายแล้ว หลักสูตรต้องสร้างนวัตกรรมในการสอน ปัจจุบันเราควรรับสมัครแบบออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราจะทราบฐานข้อมูลผู้เรียน ปัจจุบันมีการประเมินแบบออนไลน์ตามแบบ KPI พยามยามจะทำให้เป็นดิจิทัล ผู้เรียนมีการศึกษาดูงานแล้วนำมาแบ่งปันนำเสนอเพื่อการเรียนรู้ สถาบันปกเกล้าจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราจึงมีการลงนามร่วมมือกับ Google จะไม่ใช้กระดาษแต่จะเป็นดิจิทัล ความการเรียนรู้สถานการณ์ปัจจุบัน โดยผู้เรียนจะต้องรู้ 3 รู้ คือ “รู้โลก รู้รอบ รู้ตนเอง” หรือมิติสงฆ์ควรมีโรงเรียนเจ้าอาวาส ผู้เรียนควรเรียนรู้วิชาดิสรัป โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง โลกแห่งดิจิทัล การมองโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญจะต้องมี วิชา กระบวนการปรองดอง คือ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

รวมทั้ง ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เปิดมุมมองเกี่ยวกับหลักสูตรสันติวิธีว่า สิ่งที่อยากเห็นสันติศึกษาใน 5 ปี ข้างหน้า มองว่า ผู้เรียนต้องเรียนรู้เทรนของโลก เทรนของความขัดแย้งในโลกปัจจุบัน เรียนรู้ด้าน SDG ของสหประชาชาติ ผู้เรียนต้องยึดมั่นในหลักพระพุทธศาสนาเป็นหลัก จะทำเรื่องฮ้องจุ้ยหรือ โหราศาสตร์ จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ ความขัดแย้งในมิติอื่นๆ งานวิจัยสันติศึกษาจะต้องลงสู่การปฏิบัติมีความลึกและความกว้าง ผู้จะเป็นวิศวกรสันติภาพจะต้องมี FA นำเครื่องมือไปใช้งาน ความขัดแย้งในสถานการณ์ผู้เรียนต้องตามทัน สันติศึกษาต้องฝึกคนไปสู่สังคม ผู้เรียนจะต้องมี 3 H คือ ด้านปัญญาด้านสันติวิธี

ด้านจิตใจมีความมุ่งมั่นสงบเย็น ด้านเครือข่ายจับมือกันช่วยการช่วยสังคมให้มากๆ งานวิจัยจะต้องนำไปสู่การพัฒนาสังคมให้มาก อยากให้มีการทดลองรูปแบบใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับยุคสมัย  มีการเรียนงานวิจัยต่างประเทศด้วย มีการปฏิบัติมากกว่าทฤษฏี วิศวกรสันติภาพจะต้องนำคนอื่นไปสู่จุดหมายคือ สันติภาพ ต้องให้ความสำคัญกับสตรีในการสร้างสันติภาพ  ย้ำว่า สันติภาพจะไม่เกิดถ้าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะถูกลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์..

คุณประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ..หลักสูตรสันติศึกษามีคุณค่ายิ่งต่อสังคมไทย ความขัดแย้งในสังคมไทยมีความขัดแย้งในสังคมแบบฝังรากลึก เราขาดคนกลางบุคคลที่เป็นนักสันติอย่างจริงจริง ด้วยการนำเครื่องมือต่างๆ นำไปใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม สันติศึกษาถูกคาดหวังสูงมากในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม เป็นหลักของประเทศชาติ อดีตคนไทยมีจิตใจที่งดงาม เมื่อเรามีปัญหาเราพูดคุยกัน แต่ปัจจุบันเราคุยกันยาก เครื่องมือในการให้อภัย ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ให้คนในสังคมไทยขอโทษ โดยมองประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ มีการขอโทษ มีการให้อภัย รวมถึงการเยียวยา เราต้องปรับหลักสูตรว่า ผู้เรียนจะนำไปใช้ได้อย่างไร วิศวกรสันติภาพจะร่วมสร้างสรรค์สังคมสันติสุข เราต้องฝึกการเจรจาการไกล่เกลี่ย เราต้องเป็นนักส่งออกนักวิศวกรสันติภาพเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง เรามีกฎหมายประวัติศาสตร์ด้านสมานฉันท์ทางเลือกคือ พ.ร.บ.ด้านไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2562 มีการลงโทษผู้ไกล่เกลี่ยแสดงถึงความสำคัญว่าไกล่เกลี่ย ผู้เรียนต้องมีการฝึกการไกล่เกลี่ยอย่างจริงจัง ต้องปรับการเรียนให้มีส่วนร่วมลงปฏิบัติ งานวิจัยแบบมีส่วนร่วมมีการลงไปทำเอง มิใช่วิจัยแต่ทฤษฏีเท่านั้น ถ้าคิดถึงการแก้ไขความขัดแย้ง ป้องกันความขัดแย้ง สร้างสันติภาพ ต้องนึกถึงสันติศึกษามหาจุฬา ซึ่งมีการเพิ่มเติมว่า ผู้เรียนต้องเข้าใจหลักธรรมอย่างลึกซึ้ง เช่น พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 พัฒนาจากภายใน หลักสูตรสันติศึกษาจะต้องพัฒนาระดับประเทศไทย รวมถึงพัฒนาคนตามแนวทางหลักของพระพุทธศาสนา และการไปฝึกในชุมชนของผู้เรียน..

นอกจากนี้ ในวงวิพากษ์ได้มีผู้ร่วมวิพากษ์อีกหลายท่าน เช่น อาจารย์อดุลย์ ขันทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งพระโขนง พระสุธีรัตนบัณฑิต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร รศ.ดร.โกนิษฏ์ ศรีทอง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร รศ.ดร.อำนาจ บัวศิริ เป็นต้น

การวิพากษ์หลักสูตรสันติศึกษาครั้งนี้ น่าจะเป็นครั้งที่ 3 แล้วซึ่งเท่าที่ฟังน่าจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก่อนที่จะเข้าไปสู่ขบวนการคณะกรรมการร่างหลักสูตร ก่อนหน้านี้มีการ สอบถามเพื่อเสนอแนะและปรับปรุงหลักสูตรจาก Google Form มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย เช่น หลักสูตรที่ดีเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน คณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิถ่ายทอดหลักสูตรภาวะผู้นำได้ดีเยี่ยม จุดด้อย เช่น ระบบการทำงานกระจุกตัวขาดความเป็นสากล เนื้อหาวิชาสอนยังไม่เข้มข้น ในบางวิชาไม่ได้เน้นการไปใช้ เน้นแค่มารับฟัง หรือ แม้กระทั้งว่า หลักสูตรไม่สามารถสร้างมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตออกมารับใช้พระพุทธศาสนาและสังคมตามที่คาดหวังได้ เป็นต้น

ทั้งหมดทั้งมวล คำวิพากษ์ เสียงสะท้อน ล้วนเป็นสิ่งที่สวยงาม ต่อจากนี้ไปหลักสูตรใหม่ที่ผ่านการวิพากษ์วิจาณ์ ฟังเสียงสะท้อนจากศิษย์เก่า ๆ มาแล้ว คาดว่า น่าจะเป็นสาขาเรียนสาขาหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ตอบโจทย์สร้างมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ตามความคาดหวังของผู้บริหาร

“วัดผาลาด”รมณียสถานแห่งการบำเพ็ญธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/617052

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 18:37 น.

"วัดผาลาด"รมณียสถานแห่งการบำเพ็ญธรรม

โดย สมาน สุดโต

กรมศิลปากร บูรณะ ปรับปรุงโบราณสถานวัดผาลาด วัดโบราณ ที่ตั้งอยู่ระหว่างทางขึ้นจากพื้นราบสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้คงสภาพสมบูรณ์ งดงาม ตามเอกลักษณ์ของศิลปะพม่า จึงเป็นวัด หรือสถานที่สวยงามตั้งอยู่ในเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ ที่ควรแก่การเยี่ยมชม เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เงียบสงบ เพราะร่มรื่น และทิวทัศน์ที่สวยงามสมกับเป็นวัดอุทยานในเมืองเชียงใหม่

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจร ตามรอยอารยะธรรมล้านนา เพื่อนำชม แหล่งโลหะกรรม สถาปัตยกรรม และจิตรกรรมล้านนาโบราณ ที่ได้รับการอนุรักษ์ ระหว่างวันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2563 ได้พาชมวัดผาลาด ตั้งอยู่ที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่เต็มไปด้วยศิลปะกรรม สถาปัตยกรรมแบบพม่า ที่สร้างขึ้นมาบนพื้นที่ลาดชันแห่งนี้เมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว

ชื่อวัดผาลาดปรากฏในสมัยพระเจ้ากือนา เมื่อพระองค์อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พระสุมณเถระนำมาจากสุโขทัย โดยประทับบนหลังช้าง เพื่อนำไปประดิษฐาน ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ พระองค์แวะวัดผาลาดเพื่อทรงพัก ก่อนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ เพราะเส้นทางลาดชันมาก แต่เป็นเส้นทางแสวงบุญเสมอมา

เป็นการก่อสร้างเพื่อพักระหว่างเดินทางสมัยโบราณที่วัดผาลาด ได้รับอิทธิพลพม่าอย่างชัดเจนได้แก่ หอพระ เจดีย์และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเพื่อให้พุทธศาสนิกชนบูชา และพักอย่างน้อยเมื่อ 500 มาแล้ว สถานโบราณนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ตลอดมา

ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมศิลป์พาชมจุดที่สนใจนั้น จะเห็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เดินชมสถานที่่ต่างๆด้วยความสนใจ เช่น เจดีน์แบบพม่า ที่อยูในสภาพสมบูรณ์ทั้งลวดลาย ศิลปกรรมบัวคว่ำบัวหงาย รูปปั้นสัตว์หิมพานต์ เช่น สิงห์ที่มุมทั้งสี่ ส่วนยอดเอียงนิดหน่อย

สีของเจดีย์มองไม่ชัดเพราะปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ แม้จะแห้งเพราะความร้อนจากอากาศก็ตาม แต่ก็ถือเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะฤดูฝน หอพระที่เห็นเป็นอาคารแบบยุโรปที่สร้างใหม่ แต่ไม่ทิ้งแบบดั้งเดิม ซึ่งมีรูปถ่ายโบราณยืนยัน อาคารเดิมมีผนังก่ออิฐถือปูน มีช่องโค้งประดับด้านหน้าอย่างสวยงาม มีภาพปูนปั้นประดับ เช่น ราชสีห์ กษัตริย์ทรงธนู หรือ แผลงศร เมื่อบูรณะใหม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง

ภายในหอพระประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะพม่า 10 องค์ เพื่อให้ผู้เดินทางกราบบูชาระหว่างพัก การที่หอพระเป็นทรงยุโรปกลางป่าเมืองเชียงใหม่ สืบเนื่องจากอิทธิพลอังกฤษที่มีต่อพม่านั่นเอง เนื่องจากวัดผาลาด เป็นจุดชมวิวของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม จึงมีข้อความเตือนสตินักท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ ติดตามที่ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้มาเยือนเคารพสถานที่

ความที่เป็นเส้นทางไปสู่ดินแดนประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ คือดอยสุเทพ นักปราชญ์ชาวพุทธ จึงกำหนดเส้นทาง 12 กิโลเมตรว่า เหมือนขั้นตอนบรรลุธรรม จากชั้นล่างสู่ชั้นสูงสุด ชั้นล่างจากฝายหิน คือชั้นโสดาปัตติมรรค ชั้นกลางคือวัดผาลาด เทียบกับชั้นสกิทาคามิมรรค ชั้นสุดท้าย ที่สูงสุดคือพระธาตุดอยสุเทพ เทียบกับ อรหัตมรรค

พระครูธีรสุตพจน์ (พระมหาสง่า ไชยวงศ์ ดร.) เจ้าอาวาสวัดผาลาด เล่าเรื่องการทำงานกับกรมศิลปากรว่า ทางวัดให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะเข้าใจระเบียบ กฎเกณฑ์ของกรมศิลป์ และวิธีการจัดงบประมาณในการบูรณะ แต่ก่อนเคยอึดอัดกับการทำงานของกรมศิลป์ แต่เมื่อศึกษาแล้วก็เข้าใจ ขณะนี้จึงทำงานร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะกรมศิลป์ทำงานแบบมืออาชีพ มีแผนงานที่แน่นอน มีอะไรพูดคุยได้เสมอ โดยเฉพาะกับผู้รับผิดชอบคือ นายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่

พระครูธีรสุตพจน์ เจ้าอาวาส สรุปการทำงานกับข้าราชการกรมศิลป์ว่า มีทั้งคุณค่าและมูลค่า วัดผาลาด จึงงามสง่าเป็นวัดในอุทยานแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ จนถึงบัดนี้

พระธรรมวิสุทธาจารย์: เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/617013

วันที่ 08 มี.ค. 2563 เวลา 11:04 น.

พระธรรมวิสุทธาจารย์: เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำชี

โดย  อุทัย มณี  (เปรียญ)

ผู้เขียนเป็นอนุจรติดตาม พระเทพปวรเมธี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาจุฬา ฯ ประจำจังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ มีอาคารหลายหลังค่อนข้างใหญ่โต มีหอประชุม มีอาคารเรียนหลายหลัง และที่มีอาคารที่พัก 5 ชั้น ผู้เขียนได้รับความอำนวยความสะดวกภายใต้การเมตตาของ พระโสภณพัฒนบัณฑิต รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น จัดหาที่พักที่นอนที่รับประทานอาหารให้ ค่อนข้างสบาย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น มีพระนิสิต /นักศึกษา ประมาณ 1,500 รูป/คน หลังจากพระเทพปวรเมธี ปฎิบัติศาสนกิจในภาคกลางวันเรียบร้อยแล้ว ภาคค่ำท่านได้รับนิมนต์ให้เทศน์ต่อหน้าสรีระพระธรรมวิสุทธาจารย์ วัดหนองแวงพระอารามหลวง ผู้เป็นดั่ง “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำชี”

ผู้เขียนเคยเดินทางมาวัดหนองแวงนานแล้ว พอทราบปฎิปทาของพระธรรมวิสุทธาจารย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “หลวงพ่อคูณ” พอสมควรว่า ท่านเป็นพระมหาเถระที่มีจิตใจเมตตาและเป็นพระนักพัฒนา และในฐานะท่านเป็น “พระโหราจารย์” มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ

ในอดีตไม่ว่าพระภิกษุรูปใดที่เดินทางมาจากส่วนกลาง ต้องมาพักอยู่ในวัดท่าน เพราะมีเรือนรับรองอย่างดี ไม่เว้น “แม้กระทั่งสมเด็จพระสังฆราช”ภายในวัดของท่านมีโรงเรียนการกุศล ประเภท เรียนฟรี กินฟรี มีนักเรียน 2-3 พันคน และเรื่องนี้ท่านทำมาก่อนรัฐบาลด้วยซ้ำไป

นอกจากท่านสร้างวัด สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียนภายในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงแล้ว ในต่างประเทศพระธรรมวิสุทธาจารย์ ท่านก็เป็นประธานสร้างวัดไว้อีก 6 แห่งทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา พระมหาเถระที่เป็นนักพัฒนาแบบพระธรรมวิสุทธาจารย์ หรือหลวงพ่อคูณ แห่งวัดหนองแวง ขอนแก่น ปัจจุบันหายาก แทบไม่มีแล้ว

พระอุปัชฌาย์ของผู้เขียนคือ “พระมงคลสิทธิคุณ” หรือหลวงพ่อลำไย วัดทุ่งลาดหญ้า จังหวัดกาญจนบุรี ท่านเป็นพระเกจิ เป็นพระโหราจารย์ เป็นพระนักพัฒนาเหมือนหลวงพ่อคูณ แห่งวัดหนองแวง ยุคสมัยที่รัฐบาลมาเงินน้อย ยุคสมัยที่รัฐเข้าไม่ถึง ท่านสร้างทั้งโรงเรียน สถานีอนามัย สะพาน และอีกมากมาย ยุคสมัยก่อนบทบาทเรื่องพัฒนาท้องถิ่นต้องยกให้กับพระ ยุคสมัยนี้บทบาทเหล่านี้ลดน้อยถอยลงทุกวันในหมู่คณะสงฆ์ เว้นบางพื้นที่ต้องมีบ้าง

อนุสรณ์ของ พระธรรมวิสุทธาจารย์ หรือ เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำชี สร้างเอาไว้อีกแห่งหนึ่งที่เลื่องลือและเป็นศาสนสถานที่ผู้คนหลั่งไหลมาสักการะไม่ขาดคือ “พระมหาธาตุแก่นนคร”

พระมหาธาตุแก่นนครหรือ พระธาตุเก้าชั้นฐานสี่เหลี่มผืนกว้างด้านละ 50 เมตร เรือนยอดทรงเจดีย์จำลองแบบพระธาตุขามแก่น จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเพื่อเป็นมหามังคลานุสรณ์ 200 ปีเมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ เป็นศิลปะสมัยทวารวดี แรงบันดาลใจในการสร้างพระธาตุองค์นี้ส่วนหนึ่งมาจากที่พระธรรมวิสุทธาจารย์ ไปเจอเจดีย์ที่พม่ามีความสวยงามน่ากราบสักการะบูชา จึงอยากมาสร้างไว้ที่วัดหนองแวงด้วย

วันนี้เป็นวันครบ 15 วันที่พระธรรมวิสุทธาจารย์ ได้ละสังขาร สิริอายุได้ 91 ปี พรรษา 71 เรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่พ้น สิ่งที่ทิ้งเอาไว้ในโลกนี้เหลือแต่ ความดี และความชั่ว ให้คนรำลึกถึง ผู้เขียนในฐานะเคยอาศัยบารมีของท่านมาพักนอนวัดหนองแวง ขอน้อมส่งท่านสู่ดินแดนแห่งพระนิพพานด้วยเทอญ

ครั้งแรก!มจร ทำวิจัยพญานาคกับพระพุทธศาสนาเปิดมุมมองความเชื่อ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 15, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/616485

วันที่ 02 มี.ค. 2563 เวลา 16:51 น.

ครั้งแรก!มจร ทำวิจัยพญานาคกับพระพุทธศาสนาเปิดมุมมองความเชื่อ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขง

“มจร”ร่วมมือกับสถาบันโพธิคยาทำวิจัยเรื่อง “อิทธิพลความเชื่อเรื่องพญานาคเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 5 แผ่นดิน” พร้อมขอความร่วมมือพระสังฆราช 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงให้ข้อมูลความเชื่อ

เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 จัดพิธีลงนามความร่วมมือ( MOU) และ สัญญาการทำวิจัยร่วมกันกับคณะพุทธศาสตร์ มจร เรื่อง “อิทธิพลความเชื่อเรื่องพญานาคเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 5 แผ่นดิน” โดยการสนับสนุนของมูลนิธิวีระภุชงค์ และเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล และแผ่ส่วนบุญกุศลให้กับพญานาคในลุ่มน้ำโขง 5 แผ่นดิน โดยมี นายวินัย นางนวลละออ วีระภุชงค์ นางทิพย์วรรณ วีระภุชงค์ รองประธานมูลนิธิวีรภุชงค์ นายชัช ชลวร ประธานชมรมโพธิคยา 980 นายอภัย จันทนจุลกะ อดีตรมว.แรงงาน รองประธาน ชมรมโพธิคยา 980 นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการฯ และ ดร.ณัทธีร์ ศรีดี รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)

สำหรับ การลงนาม MOU ในครั้งนี้มีพระเมธีวรญาณ (สายเพชร วชิรเมธี ป.ธ.9,ดร.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรวิหาร (ท่าพระจันทร์)นายชัช ชลวร นายสุภชัย วีระภุชงค์ นางทิพย์วรรณ วีระภุชงค์และ ดร.ณัทธร์ ศรีดี ร่วมลงนาม

นอกจากนี้ ยังมีผู้มาร่วมพิธี อาทิ นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา นายสุรพล มณีพงษ์ อดีตเอกอัครทูตประจำกระทรวงต่างประเทศ นายเกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิกาคโพธิคยา

พระเมธีวรญาณ กล่าวว่า ในการทำวิจัยครั้งนี้ได้พูดคุยกับนายสุภชัยและกรรมการของสถาบันโพธคยา 980 อยู่หลายครั้ง หลังจากไปงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินที่ผ่านมา ก็มองเห็นว่าเส้นทางที่เราไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับพญานาค ก็เลยอยากทำให้เป็นหลักเป็นฐาน พญานาคมีบทบาทปกป้องพระพุทธศาสนา แม้ว่าพระพุทธองค์จะปรินิพพานไปแล้ว พญานาคก็ยังปกป้องพระพุทธศาสนาให้ดำรงคมาถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ทางเราอยากให้เห็นมุมมองของพระพุทธศาสนาในหลากหลายมิติโดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน เราปฏิเสธไม่ได้เลยเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค เพราะมีอิทธิพลมาจากอดีต ฉะนั้นการมาทำวิจัยเกี่ยวกับพญานาคไม่ได้หมายความว่า จะยกพญานาคเป็นสรณะ หรือเป็นที่เพิ่งอันสูงสุดเหนือกว่าพระรัตนตรัย แต่เราพยายามยกย่องแด่ผู้มีคุณประโยชน์ต่อการดูแลพระพุทธศาสนา ซึ่งการลงนาม MOU ครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในส่วนของการทำวิจัย ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพญานาค สถานะบทบาทของพญานาค มีส่วนในการทำนุบำรุงปกป้องพระพุทธศาสนา

ด้านนายชัย ชลวร กล่าวว่า จะมีการจัดทำประวัติศาสตร์เรื่องของพญานาค เป็นนิมิตรหมายที่ดีในการทำวิจัย ขอให้การวิจัยครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

นางทิพย์วรรณ วีระภุชงค์ กล่าวว่า มูลนิธิฯมีคำว่าวีระหมายถึงความกล้าหาญที่ยืนยาว ภุชงค์หมายถึงพญานาค วีรภุชงค์ ก็คือความกล้าหาญที่ยืนยาว ซึ่งบังเอิญมาสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องพญานาคพอดี ทางมูลนิธิฯ ก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้พระพุทธศาสนาสืบทอดต่อไป ต้องขอขอบคุณพระอาจารย์สายเพชร ที่รับเป็นประธานในงานวิจัยเรื่องพญานาคและขอบคุณดร.ณัทธร์ ศรีดี ที่รับทำวิจัยเช่นกัน

ขณะที่ นายสุภชัย วีระภุชงค์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้สืบเนื่องมาจากงานธรรมยาตรา 5 แผ่นดินลุ่มน้ำโขง ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา มีการปรึกษากันถึงประวัติเรื่องของความเชื่อของพระพุทธศาสนา เพื่อทำวิจัยร่วมกับ มจร คณะพุทธศาสน เรื่องพญานาค ที่ยังไม่มีการรวบรวมเป็นประวัติศาสตร์พญานาคปกป้อพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือจะพระสังฆราชทั้ง 4 ประเทศในลุ่มน้ำโขงขอความเมตตาจากท่านเหล่านั้น ในการรวบรวมความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคก็คิดว่างานวิจัยครั้งนี้ก็จะใช้เวลา 6-8 เดือน

“ผมเชื่อว่างานวิจัยครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่ทำอย่างเป็นทางการ โดยได้รับความมือจากคณะสงฆ์ทุกประเทศ พญานาคถือเป็นความเชื่อในวิถีพุทธที่เป็นกุศล ฉะนั้นน่าจะเป็นจุดเชื่อมโยงของพุทธบริษัทสี่ในลุ่มแม่น้ำโขง มีความลึกซึ้งในอีกระดับหนึ่งว่า เราเป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่อดีต ก็อยากให้ความเชื่อ จารีตประเพณีได้คงอยู่คู่กับพระพุทธศาสนา 2,500 ปีพุทธกาล”ฃนายสุภชัยกล่าว

ด้านดร.ณัทธีร์ ศรีดี กล่าวว่า พญานาคมีความสำคัญอย่างไร จากเหตุข้างต้นที่ทางสถาบันโพธิคยา 980 มีความสนใจเรื่องพญานาคแต่ไม่ได้ไว้เฉพาะตัวอยากจะให้ความสนใจเรื่องพญานาคออกมาในรูปของงานวิจัย การทำงานวิจัยเกี่ยวกับพญานาคถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง และเป็นประโยชน์ทั้งในระดับชาติ

ดร.ณัทธีร์ กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นข้อถกเถียงในระดับหนึ่งว่า พญานาคเป็นความเชื่อที่เป็นตำนาน ความเชื่อที่เป็นปรำปรา หรือความเชื่อที่งมงาย ฉะนั้นเพื่อจะตอบโจทก์จึงทำออกมาให้รูปแบบเชิงวิชาการ เนื่องจากพญานาคเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นทั้งบุคคล และเป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่ปกป้องพระพุทธศาสนา

หลวงปู่ทวด หลังหนังสือใหญ่ กะไหล่ทองบล็อกเสาอากาศ คางขีด ปีพ.ศ.2505 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 1, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/616332

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 11:17 น.

หลวงปู่ทวด หลังหนังสือใหญ่ กะไหล่ทองบล็อกเสาอากาศ คางขีด ปีพ.ศ.2505

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้แพร่ขยายไปทั่วโลก โดยที่วัคซีนสำหรับที่ใช้ในการรักษาโดยตรงยังไม่มี

สำหรับประเทศไทยนั้น ถือได้ว่าทางกระทรวงสาธารณสุขไทยมีทีมงานที่เข้มแข็งมาก หลังจากได้รับแจ้งจากทางประเทศจีนเมื่อปลายปี 2562 มีโรคไวรัสอุบัติใหม่

ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณสุข ก็เริ่มประชุมหาแนวทางป้องกันทันที ซึ่งทำให้ไทยเราได้รับการชื่นชมจากนานาชาติเรื่องการป้องกันนี้ ที่สำคัญการป้องกันจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ ประชาชนทุกคนต้องให้ความร่วมมือกับทางราชการครับ อย่าลืมครับ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม

ย้อนมาดูพระเครื่อง เรื่องของเรากันดีกว่าครับ อาทิตยที่แล้วได้พระหลวงปู่ทวด หลังหนังสือเล็ก วอจุหน้าหนูหูกลางตัวตัดมีติ่ง กะไหล่ทอง 2505 มาให้ชม วันนี้ก็ได้พระพิมพ์ที่สวยงามอีกพิมพ์ จาก คุณสมคิด ปรัตถจริยาหรือ สมิหรา11 แบ่งปันพระหลวงปู่ทวด พิมพ์หลังหนังสือใหญ่กะไหล่ทอง บล็อกเสาอากาศ คางขีด ปีพ.ศ.2505 มาให้ชมเพื่อการศึกษาอีกครั้งครับ

จุดพิจารณาของพระหลวงปู่ทวด หลังหนังสือใหญ่ กะไหล่ทองบล็อกเสาอากาศ คางขีด นั้น โดยภาพรวมเบื้องต้น พระต้องมีความคมเป็นแท่ง เพราะเป็นพระปั๊มตัด เส้นเสี้ยนในองค์พระต้องคมพลิ้วเป็นธรรมชาติ กะไหล่ต้องแห้งเก่าเป็นธรรมชาติ ร่องรอยขอบข้างต้องคมชัด

มาดูจุดพิจารณาด้านหน้ากัน

-ขอบปลายด้านบนองค์พระจะมีลักษณะโค้งมน

-พื้นผิวจะเรียบ ส่วนปลายของพื้นที่ด้านบนจนถึงศีรษะมีช่องว่างยาวกว่าพิมพ์เล็ก

-เส้นหน้าผากจะคมชัดเจน

-ใบหูใหญ่ คมชัด

-จมูกเป็นสันใหญ่ ปลายจมูกบานออก

-ใต้ริมฝีปากบริเวณคางจะมีเส้นพาดเฉียง อันเป็นที่มาชื่อพิมพ์ คางขีด

-ริ้วจีวรเป็นบั้งคมชัดเจน

-บริเวณซอกแขนด้านขวา จะมีเส้นคมยาวลงมาเป็นแพ ในแนวเฉียง

-ปลายนิ้วชี้มือขวา เรียวแหลมเล็กคม

-บัวเม็ดกลางแถวบน จะโค้งมนต่างจากเม็ดอื่นชัดเจน

จุดพิจารณาด้านหลัง

-ปลายขอบส่วนบนจะโค้งมนได้รูปจากการปั๊มตัด

-ขอบองค์พระจะมีเนื้อปลิ้นจากการปั๊มตัดเป็นธรรมชาติ

-กะไหล่ทองแห้งเป็นธรรมชาติ

-มีเนื้อเกินที่ข้างยันต์นะโม

-มุมปลายอักขระมีติ่งเล็ก

-รอยแตกเป็นธรรมชาติ

-มีเส้นพาดขวางยาวเป็นธรรมชาติ อันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์เสาอากาศ

-ตรง”ไม้โท” ของคำว่าช้าง ใหญ่ยาวจรด สระอา

-หัวสะไอไม้ม้วน ของคำว่า “ให้” มีลักษณะกลม มน

จุดพิจารณาด้านข้างนั้น

-มีร่องรอยการปั๊ม การตัดแต่งขอบติด เห็นชัดเจน

-ตรงกลางศีรษะจะมีรอยตะไบปาดเอียง

-มีรอยปาดตะไบที่เส้นสังฆาฏิ

พระพิมพ์หลังเตารีดปั๊มหลังหนังสือใหญ่ที่สร้างในปีพ.ศ.2505นั้น มี 2 พิมพ์หลัก คือ พิมพ์ มีตัว ท, และ พิมพ์หลังหนังสือใหญ่ธรรมดา และภายหลังมาแบ่งเป็นพิมพ์ย่อย ตามลักษณะโครงหน้าของ และตัวหนังสือที่แตกต่างกันในแต่ละพิมพ์ ในการสร้างคราวนั้นทั้งพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ ประมาณกันว่าสร้างจำนวน 100.,000 กว่าองค์ องค์ที่นำมาให้ชมนี้เป็นเนื้อทองเหลืองกะไหล่ทองซึ่งเป็นพิมพ์ที่สร้างขึ้นเพื่อแจกกรรมการเท่านั้น

พระหลวงปู่ทวด ที่เป็นพระปั๊มตัด ไม่ว่าพิมพ์ไหนก็ตาม ต้องมีความเป็นธรรมชาติของพระปั๊มตัด เช่น ความตึงของพื้นผิว เส้นเสี้ยนที่เกิดขึ้นต้องคมเป็นธรรมชาติ ร่องรอยการปั๊มทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ร่องรอยการปั๊มตัดขอบ ธรรมชาติของพื้นผิวต้องปรากฏให้เห็น เช่นผิวรมดำ ผิวกะไหล่ทอง ต้องแห้งเป็นธรรมชาติตามอายุความเก่าขององค์พระ

อย่างไรก็ตามความศรัทธาของประชาชนต่อพระเครื่องหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเครื่องหลวงปู่ทวดที่จัดสร้างและปลุกเสกโดยอาจารย์ทิม ล้วนเป็นที่เสาะหาของนักสะสมทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เนื่องจากสามารถเรียนรู้ถึงมวลสารที่ใช้ในการจัดสร้างแต่ละรุ่น เพราะมีครูบาอาจารย์หรือนักสะสมรุ่นใหญ่ให้คำแนะนำและมีการบันทีกการสร้างว่าอยู่ในห้วงเวลาที่ทันท่านอาจารย์ทิม อย่างชัดเจน

เหลียวหลังแลหน้า : วัดมหาจุฬา ฯ วัดแรกในพื้นที่มหาวิทยาลัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Published March 1, 2020 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/616331

วันที่ 01 มี.ค. 2563 เวลา 10:49 น.

เหลียวหลังแลหน้า : วัดมหาจุฬา ฯ วัดแรกในพื้นที่มหาวิทยาลัย

โดย..อุทัย มณี  (เปรียญ)

วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศเป็นวัดหนึ่งใน 40,000 กว่าวัดที่กระจายอยู่ทั่วในประเทศไทย เป็นวัดเกิดใหม่ และเป็นวัดที่แปลกกว่าวัดทั่วไป เพราะผู้ริเริ่มการขอก่อตั้งวัดไม่ใช่ฆราวาส  ซึ่งตามปกติทั่วไปการขอก่อตั้งวัดที่นิยมทำกันคือฆราวาสเป็นผู้ยื่นขอ และที่แปลกยิ่งว่าคือ การก่อสร้างวัด ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสงฆ์คือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยบนพื้นที่ 53 ไร่ ปัจจุบันหรืออนาคตวัดมหาจุฬา ฯ จึงมิใช่ที่ธรณีสงฆ์

เมื่อต้นปีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศให้สถานะเป็นวัด วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ จึงกลายเป็นนิติบุคคลเหมือนกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  การบริหารจัดการในอนาคตระหว่างวัดมหาจุฬาฯและมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ จะมีการแบ่งสัดส่วนหรือบริหารจัดการอย่างไร เจ้าอาวาสจะขึ้นกับคณะสงฆ์หรือมหาวิทยาลัย แล้วอนาคตผู้ที่ทำหน้าที่เจ้าอาวาส ได้วางแผนพัฒนาวัดอย่างไรบ้าง

ด้วยความสงสัยประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เขียนจึงขอนัดพบเพื่อให้ทราบความกระจ่าง พระเทพปวรเมธี ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศและรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

****************

ถาม วัดจุฬาลงกรณราชูทิศมีความเป็นมาอย่างไร เพราะอยู่ดี ๆ ก็มีชื่อปรากฏในทำเทียบวัด

การสร้างวัดมหาจุฬา ฯ เป็นนโยบายของ พระพรหมบัณฑิต อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปัจจุบันท่านเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ,รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง  ตั้งแต่ครั้งที่จะสร้างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่วังน้อย บนที่ดิน 84 ไร่เศษ ซึ่งได้รับบริจาคจาก นายแพทย์รัสมี – คุณหญิงสมปอง วรรณิสสร

วัตถุประสงค์ก็เพื่อไว้เป็นที่ทำสังฆกรรม เป็นที่ทำวัตร-สวดมนต์ ของผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งนิสิตทั้งไทยและต่างประเทศ และอีกประการหนึ่งการสร้างวัดให้อยู่ในมหาวิทยาลัยก็เพื่อ เสริมงานการบริการด้านวิชาการด้านพระพุทธศาสนาแก่สังคม มีการฝึกอบรม ปฏิบัติธรรม และกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

หลังจากที่พระพรหมบัณฑิตกำหนดเป็นนโยบายแล้ว ก็ได้เริ่มวางแผนดำเนินการสร้างวัด แต่เนื่องจากว่า ช่วงแรกการย้ายสำนักงานใหญ่มหาจุฬา ฯ มาที่ วังน้อย  เราจำเป็นต้องพัฒนาสำนักงานมหาวิทยาลัยให้เรียบร้อยก่อน ผู้บริหารจึงทุ่มเจไปตรงจุดนั้น

เริ่มแรกการก่อสร้างบนที่ดินที่ได้รับบริจาคมา 84 ไร่ แค่นี้คิดว่าเพียงพอแล้ว แต่พอสร้างอาคาร สำนักงานต่าง ๆ แล้ว พื้นที่ก็คับแคบลง จึงมีนโยบายที่จะซื้อที่ดินขยายเพิ่มเติม จึงซื้อเพิ่มครั้งที่หนึ่ง 125 ไร่ ครั้งที่สอง  52 ไร่ ก็ยังไม่เพียงพออีก

เมื่อสำนักงานงบประมาณได้มาปรึกษาหารือกับมหาจุฬา ฯ เห็นร่วมกันว่าควรจะทำให้มหาจุฬาฯ เป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาของโลก” โดยสำนักงบประมาณยินดีที่จะสนับสนุน ร่วมทั้งการสร้าง “วิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ” ซึ่งก็คือ IBSC ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย เห็นว่า หากจะทำให้ มหาจุฬา ฯ เป็นศูนย์กลางการศึกษาพุทธศาสนาโลกได้ นั้น ควรจะมีพื้นที่ให้มากกว่านี้ จึงได้ตกลงกันว่ามหาจุฬาฯ จะต้องซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก จึงซื้อเพิ่มอีก 80 ไร่ ซึ่งก็คือที่ดินที่สร้างวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ ในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นมหาจุฬา ฯ มาสร้างที่วังน้อย ทำเป็นแผนแม่บท เฟสที่ 1 ในพื้นที่ 84 ไร่ เฟสที่ 2 คือ สร้างหอประชุม มวก. และสร้างหอพักในส่วนของพื้นที่ ที่ซื้อขยายเพิ่มเติม หลังจากนั้น หลวงพ่อปัญญานันทะ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทาน ได้มาเข้ามามีบทบาทสำคัญคือ สนับสนุนมหาวิทยาลัย ได้ไปขุดดินในพื้นที่ 16 ไร่ เพื่อมาถมอาคารสร้างสถานที่ต่าง ๆ และหลวงพ่อปัญญายังเสนอให้สร้างอุโบสถกลางน้ำ ให้แก่มหาจุฬาฯ จึงเป็นที่มาที่ไปที่หลวงพ่อปัญญาได้ระดมทุนสร้างอุโบสถกลางน้ำ

เมื่อหลวงพ่อปัญญา ท่านตัดสินใจสร้างโบสถ์กลางน้ำให้มหาจุฬา ฯ เราก็ยินดีที่จะให้เข้ามาดำเนินการ โดยท่านได้ให้ลูกศิษย์ของท่านคือ อาจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ มาดำเนินการออกแบบให้ ครั้งแรกที่ออกแบบมาเหมือนอุโบสถทั่ว ๆ ไป ซึ่งพระพรหมบัณฑิตอธิการบดีในขณะนั้น มีความเห็นว่าถ้า ออกแบบโบสถ์ลักษณะนี้ ไม่สามารถที่จะรองรับผู้บริหาร และนิสิตจำนวนมากได้ จึงขอให้ออกแบบเพิ่มเติม ท่านดำริว่า “ออกแบบอย่างไรก็ตาม ขอให้รองรับได้จำนวน ๆ ”อาจารย์ภิญโญบอกว่า “การสร้างหรือการออกแบบอุโบสถกลางน้ำ หากใหญ่เกินไปก็จะไม่สวยงาม ที่สวยไม่จำเป็นต้องใหญ่” แต่พระพรหมบัณฑิต ท่านบอกว่า อยากให้สวยและใหญ่ด้วย ในที่สุด อาจารย์ภิญโญ ก็ได้ออกแบบจนได้อุโบสถกลางน้ำดั่งในปัจจุบัน ด้านบนเป็นเหมือนโบสถ์ทั่วไป ด้านล่างเป็นห้องโถงใหญ่ที่จุพระสงฆ์ได้ประมาณ 4,000 คน เป็นไปตามความประสงค์ของมหาวิทยาลัย หลวงพ่อปัญญาได้ระดมทุนมาสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา วางศิลาฤกษ์โดยท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว อุปเสโน )

หลวงปัญญาท่านตั้งปณิธานว่า หากสร้างไม่เสร็จ ท่านก็จะไม่มรณภาพ  แต่หลังจากนั้น   2 ปี ท่านก็มรณภาพ แต่โชคดีคือ ท่านได้ระดมทุน ได้เตรียมเงินสร้างไว้เรียบร้อยแล้วท่านเจ้าอาวาสรูปต่อมา พระธรรมวิมลโมลี ก็มาสานงานต่อ เมื่อกำหนดวันจะมอบโบสถ์กลางน้ำให้มหาจุฬาฯ  ท่านก็มรณภาพเสียก่อน รักษาการรูปต่อมาจึงทำพิธีมอบถวายแทน

โบสถ์กลางน้ำสร้างบนเนื้อที่ 16 ไร่ ลึกประมาณ 11-12 เมตร หลังจากสร้างโบสถ์ มีคนบริจาคที่ดินเพิ่มอีก 15 ไร่ หลังจากนั้น มหาจุฬา ฯ ระดุมทุนซื้อเพิ่มอีก 80 ไร่ เรื่องสร้างวัดก็ยังกำหนดอยู่ในนโยบาย ที่เราคิดว่าจะทำคู่ขนานมาตลอด แต่อย่างที่บอกมาตั้งแต่ต้นว่า ต้องการสร้างอาคารมหาวิทยาลัยให้เสร็จเรียบร้อยก่อน เรื่องวัดจึงไม่ได้ดำเนินการ

สำหรับการสร้างวัดเราได้ให้ “อาศรมศิลป์” เป็นผู้ออกแบบ ทั้งการปรับปรุง ภูมิทัศน์ และรวมทั้งการคัดเลือกวัดมหาจุฬา ฯ ให้เป็น 1 ใน 9 วัด แรงบันดาลใจ ที่จะเป็นโมเดลในการพัฒนาวัดทั่วประเทศ

เมื่อเราคิดว่า มหาจุฬา ฯ สร้างอาคารสถานที่เพียงพอที่จะทำงานได้แล้ว  ก็จัดทำแผนแม่บทมหาวิทยาลัย และเมื่อจัดทำแผนแม่บทเสร็จก็วางแผนที่จะสร้างวัด  จึงดำเนินงานจัดทำโครงการสร้างวัด โดยขออนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ ในครั้งแรกขอท่านไป 40 ไร่ แต่พอขออนุมัติจริง ๆ ทางสภาท่านขอให้ทำรังวัดใหม่ กำหนดขอบเขตให้แน่นอน สุดท้ายเมื่อรังวัดเสร็จพื้นที่มันขยายไปเป็น 53 ไร่ หลังจากสภามหาวิทยาลัยอนุมัติแล้ว เราก็ทำโครงการเสนอจัดตั้งวัดเป็นไปตามกฎกระทรวงทุกอย่าง ทั้งตามกฎหมายสงฆ์ด้วย เมื่อทางบ้านเมืองเห็นชอบ คณะสงฆ์อนุมัติ ก็เสนอสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อเสนอให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบในการสร้างวัด  เราเสนอไปทางสำนักงานระพุทธศาสนาแห่งชาติเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมื่อตรวจสอบครบถ้วนแล้ว มหาเถรสมาคมท่านก็อนุมัติประมาณปลายปีที่แล้ว และสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศจัดตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 “วัดนี้จึงเป็นวัดแรกในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทยที่ผู้ร้องขอตั้งวัดเป็นพระสงฆ์ คือ พระเทพปรวรเมธี..”

หลังจากสำนักงานพุทธแจ้งตั้งวัดเรียบร้อยก็ตั้งรักษาการเจ้าอาวาส การตั้งรักษาการเจ้าอาวาส วัดราษฎร์ทั่วไปลงนามแต่งตั้งโดยเจ้าคณะตำบล ตอนนี้ แต่งตั้งอาตมา (พระเทพปวรเมธี) รักษาการแทน ไปพลางก่อน

ถาม ชื่อวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ ท่านใดเป็นคนตั้ง

วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ ตั้งโดยสภามหาวิทยาลัย  ซึ่งที่ประชุมเสนอกันหลายชื่อ  แต่ที่ประชุมเห็นชอบชื่อวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ โดยความหมายก็คือ อุทิศถวายให้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 วัดนี้จึงเป็นพระนามของพระองค์  ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกัน

ถาม อนาคต วัดมหาจุฬา จะมีบทบาทอย่างไรบ้าง

วัดมหาจุฬา ฯ จะมีบทบาทสองเรื่อง คือ หนึ่ง ต้องสนองงานคณะสงฆ์ตาม 6 ภารกิจหลักของคณะสงฆ์ (ปกครอง, ศาสนศึกษา,การเผยแผ่,สาธารณูปการ,ศึกษาสงเคราะห์,สาธารณสงเคราะห์) และอีกบทบาทหนึ่ง คือการให้บริการมหาวิทยาลัย เนื่องจากวัดตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาจุฬาฯ และขออนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย สร้างบนพื้นที่ 53 ไร่ สำหรับสร้างวัด ซึ่งเป็นที่ดินเป็นของมหาจุฬา ฯ มิใช่ที่ธรณีสงฆ์

ถาม วัดที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยแบบนี้เคยมีหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ที่มีคือมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในวัด

เคยมี ที่วิทยาลัยสงฆ์นครสวรรค์ แต่นั้น ท่านสร้างวัดพร้อมกับตอนสร้างวิทยาลัยสงฆ์ ชื่อวัด ภัทรประสิทธิ์ มีการแบ่งที่ดินวัดกับที่ตั้งมหาลัยสงฆ์ชัดเจน หรือตอนนี้ที่ชัยภูมิก็กำลังจะทำ หลายที่กำลังจะทำแบบส่วนกลางนี้

ถาม วัดมหาจุฬา ฯ ถือว่าเป็นวัดแรกของมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ หรือไม่

จะว่าแบบนั้นก็ได้ เพราะสร้างในพื้นที่ของมหาจุฬา ฯ มหาวิทยาลัยสงฆ์ นครสวรรค์ แม้จะตั้งมาก่อนแต่เขาแบ่ง พื้นที่สร้างวัดและสร้างมหาจุฬา ฯ แยกส่วน

ถาม เนื่องจากทั้งวัดมหาจุฬา ฯ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ เป็นนิติบุคคลทั้ง 2 แห่ง จะมีการบริหารจัดการอย่างไร

ก็เป็นไปตามหลักการคือ วัดมหาจุฬา ฯ แม้จะเป็นนิติบุคคล มีการการบริหารแยกส่วนกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ แต่ถึงแม้จะมีการบริหารแยกส่วน ก็มีการทำงานร่วมกัน สนองงานคณะสงฆ์ด้วย และสนองมหาวิทยาลัยด้วย คือ การบริการสังคม การปฎิบัติธรรม พูดง่าย ๆ คือ ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ หากต้องการมาใช้ที่ของวัดมหาจุฬา ๆ เมื่อไร ก็ใช้ได้ทุกเมื่อ

ถาม หมายความว่าเจ้าอาวาส ต้องอยู่ภายใต้ปกครองคณะสงฆ์แล้ว ต้องอยู่ภายใต้การบริหารของสภามหาวิทยาลัยด้วย ใช่หรือไมj

ก็ต้องคู่ขนานกัน ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งจะคุมกันไม่ได้ อนาคตสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬา ฯ ก็อาจเลือกภิกษุรูปใดก็ได้ ที่มีคุณสมบัติ ขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาส เพื่อว่าจะได้สมส่วน

“คือที่อาตมาต้องรับเป็นรักษาการเจ้าอาวาส เพราะอาตมาทำมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่สร้างโบสถ์กลางน้ำ มีการประสานกับวัดชลประทาน วางแผนกับอาศรมศิลป์ หรือแม้กระทั้งหาเจ้าภาพมาสร้างศาลา กุฎิสงฆ์ อาตมาก็ทำมาตั้งแต่ต้น  อาตมาจึงจำต้องทำหน้าที่ดูแลไปพลาง ๆก่อน..”

ถาม ในฐานะรักษาการแทนเจ้าอาวาส วางแผนจะพัฒนาวัดมหาจุฬา ฯ อย่างไรต่อ

แผนแรกก็คือ จะสร้างวัดมหาจุฬา ฯ ให้เป็น “วัดบันดาลใจ” อาตมาจะไม่คิดสร้างอะไรที่มันมากไปกว่านี้ ตอนนี้มีอุโบสถ์กลางน้ำที่เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในประเทศ รองรับพระสงฆ์ที่เป็นผู้บริหาร คณาจารย์ร่วมทั้งพระนิสิตทั้งในและต่างประเทศได้ มากกว่า 4,000 กว่ารูป

ส่วนที่สอง ศาลาการเปรียญตอนนี้สร้างเสร็จแล้ว ออกแบบมาเพื่อประโยชน์ใช้สอย ทั้งเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม ที่พักอุบาสก อุบาสิกาได้ รวมทั้งเป็นสถานที่ทำบุญเลี้ยงพระได้ด้วย

ส่วนที่สาม ที่พักสงฆ์ตอนนี่ สร้างเสร็จไปแล้ว 1 ชุด มีพระไปอยู่แล้ว ตอนนี้กำลังดำเนินการต่อคือ สร้างกุฎิเจ้าอาวาส แล้วก็อาจจะต้องมีกุฎิสงฆ์อีก 2 -3 ชุด สำหรับเขตสังฆาวาส

ส่วนที่สี่ ที่คิดจะทำต่อคือ หน้าอุโบสถ์กลางน้ำ คือ จะทำเป็นลานธรรม สำหรับปฎิบัติธรรม  นั่งสมาธิ จะทำห้ร่มรื่น ปลุกต้นไม้ คาดว่าไม่เกิน 2 ปีก็จะพัฒนาให้แล้วเสร็จ ตามแผนที่วาดเอาไว้

และอนาคตอาจจะมีงานสำคัญอีกประการหนึ่งคือ งานยกช่อฟ้า และผูกพันธสีมาฝั่งลูกนิมิตโบสถ์กลางน้ำ เพื่อให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ นี้คือโครงการในภาพรวม

ถาม ท่านเจ้าคุณมีอะไร ส่งท้ายบ้าง

คืออาตมาตั้งใจจะสร้างวัดมหาจุฬาฯ ให้เป็นวัดโมเดลเหมือนกันแนวทางปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ที่เราเสนอเอาไว้ คือ วัดต้องเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งเรื่องอำนวยความสะดวก, ทั้งเรื่องรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น,ทั้งเรื่องแหล่งเรียนรู้และอนาคตวัดแห่งนี้ก็จะมีเรียนหลักสูตรที่คณะสงฆ์จัดทั้งเรื่องนักธรรมและบาลี เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่ความเป็นพระนิสิต เพราะอาจมีพระนิสิตบางรูป บางคนยังไม่พร้อมเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งเป็นสถานที่อบรมให้กับคณาจารย์ใน มจร ด้วย  ควบคู่ทำงานร่วมไปกับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย..

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่สถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์รัชกาลที่ 5 เป็นสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของโลก ภายในมหาวิทยาลัยมีสถานที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายประการ ทั้งพระบรมสาริกธาตุ หลวงพ่อพุทธโสธร อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเช่น โบสถ์กลางน้ำ เป็นต้น หรือหากท่านใดต้องการทำบุญเลี้ยงพระภิกษุ-สามเณรประมาณ 600 รูป ที่ทั้งพระสงฆ์ไทยและนานาชาติ ที่เดินทางมาจากทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศก็สามารถไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระได้ทุกวัน ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทร.035-248-000-5

ส่วนวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ สำหรับพุทธศาสนิกชนหากต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างวัดอันเป็นประวัติศาสตร์แห่งนี้ สามารถประสานไปได้ที่เบอร์ 089-156-0089,090-557-1562

%d bloggers like this: