วิเคราะห์

All posts tagged วิเคราะห์

หัวหน้าคสช.สู่”ประยุทธ์500″ นายกฯที่ออกแบบไม่ได้

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/591824

  • วันที่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 13:30 น.

หัวหน้าคสช.สู่"ประยุทธ์500" นายกฯที่ออกแบบไม่ได้

นายกฯคนปัจจุบันมีชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์” บุคคลผู้มีใบหน้าเหมือนคนเดิมเมื่อห้าปีที่แล้ว เพียงแต่มีที่มาแตกต่างในความไม่แตกต่างเท่านั้นเอง

**********

โดย โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟออนไลน์

บ่ายคล้อยวันนี้ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลบริหารประเทศสักที

นับเนื่องตั้งแต่มีนาคมถึงวันนี้( 11 มิ.ย.2562 ) กว่าสามเดือนสู่เส้นทางได้มาซึ่งนายกฯคนใหม่ ตั้งแต่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง  กกต.คิดสูตรคำนวณ ส.ส. จนได้จำนวนที่นั่งส.ส. พร้อมกับคสช.แต่งตั้งวุฒิสภา(สว.) กวาดต้อนเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาทำการโหวต ได้บทสรุปด้วยจำนวนเสียงท่วมท้วน 500 เสียง สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

… ความแตกต่างในความไม่ต่างกัน…

การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ครั้งนี้ คือ ภาพทับซ้อนของสองสถานการณ์ ที่พยายามนำมาผนึกติดกันให้ลงตัวที่สุด

จากนายทหารผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557  ด้วยสาเหตุฝ่ายการเมือง กลุ่มมวลชนก่อตัวชุมนุมเคลื่อนไหวสร้างความขัดแย้งอย่างหนักจนยากหาข้อตกลงร่วมกันได้ว่าจะพาชาติไปสู่ความสงบได้อย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. ในวันนั้นจึงประกาศ”ผมขอยึดอำนาจ” และตั้งคณะผู้นำเหล่าทัพ ข้าราชการระดับสูงเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยแต่งตั้งตนเป็น”หัวหน้าคสช.” ทำการระดมนักวิชาการด้านกฎหมายยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก่อกำเนิดแม่น้ำห้าสายด้วยอักษรย่อที่คุ้นชินกันแล้ว  กรธ. สปช.  สนช. สปท. ครม.  เพื่อทำการปฏิรูปประเทศ

หัวหน้าคสช. ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ คนโน้น เป็นนายกรัฐมนตรี

ตลอดระยะเวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าคสช.ควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง เปิดโอกาสให้นายกฯและครม.สีลายพรางบริหารประเทศ โดยบอกกับประชาชนรวมถึงชาวโลก” ขอคืนความสุข”และขอเวลาอีกไม่นานพาชาติกลับคืนสู่ประชาธิปไตยด้วยการจัดการเลือกตั้ง

“ห้าปี” ช่างเป็นเวลายาวนานสำหรับทุกคน แต่ไม่นานในมุมของหัวหน้าคสช. ยืนยันได้จากการรายการเดินหน้าประเทศไทย คสช.ต้องเปิดบทเพลง คืนความสุขให้ประเทศไทย “ขอเวลาอีกไม่นาน” จนทุกคนร้องกันได้อย่างไม่รู้ลืม

เป็นห้าปี ที่นายกฯประยุทธ์คนโน้นและคสช. พยายามสอดแทรกหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดโครงสร้างประชาธิปไตยด้วยการเซ็ทระบบวุฒิสภา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

พร้อมกับฟักเชื้อยุทธศาสตร์ขาติ 20 ปี เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งนำไปสานต่อ

ในที่สุดประชาชนชาวไทยได้มีสิทธิ์มีเสียงเลือกตั้งตามกติการธน.ของหัวหน้าคสช.และนายกฯประยุทธ์คนเมื่อห้าปีที่แล้วออกแบบไว้

ทำให้ได้ผู้แทนหลากหลาย ทั้งน่ารักน่าชัง มีที่มาสุุดแสนประหลาดผสมผสานอยู่ในพรรคการเมือง 11 พรรคพร้อมกับ เสียงสว.ที่หัวหน้าคสช.กำหนดไว้  สนับสนุนคนชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”  เป็นนายกฯ500  หรือ นายกรัฐมนตรีจากสภาประชาธิปไตย

นายกฯคนปัจจุบัน จึงไม่ใช่นายกคนที่30 ของประเทศเป็นนายกฯลำดับ 29 แต่เป็นนายกสมัยสอง โดยมีใบหน้าเหมือนคนเดิม “เพียงแต่มีที่มาแตกต่างในความไม่แตกต่าง”

“แตกต่าง” ในแง่เป็นคนแรกที่ได้ทำพิธีรับตำแหน่งในทำเนียบรัฐบาล ดังเช่น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวไว้

“หากไม่นับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้เข้ามาในสถานการณ์ปกติ เนื่องด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ต่อเนื่องหลังจากที่เป็นมาแล้ว จึงใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่รับพระบรมราชโองการได้ ต่างจากอดีตนายกฯคนอื่นๆ  ที่ต้องรับพระบรมราชโองการนอกทำเนียบรัฐบาล เช่น พล.อ.สุจินดา คราประยูร ซึ่งรับพระบรมราชโองการที่บ้านพัก”  วิษณุ ระบุ

“แตกต่าง” ในความหมายของที่มาตามที่คสช.ได้ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ

แตกต่าง ในแง่ พล.อ.ประยุทธ์คนปัจจุบัน จะขาดตัวช่วย ไม่เหมือน ประยุทธ์ คนก่อน ที่มีหัวหน้าคสช.เป็นเงามืดอยู่ข้างหลัง โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 จัดการสารพัดปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดรวดเร็ว

ทันที่ที่ครม.ชุดอลเวงเกิดขึ้นและแถลงนโนยบายต่อรัฐสภา คสช.จะสลาย อำนาจพิเศษว่าด้วยมาตรา44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะอันตรธานไปด้วย โดยมีเหล่ามวลชนการเมืองเห็นต่างเคลื่อนไหว เครือข่ายภาคประชาชนหอบหิ้วสารพันปัญหาเข้าคิวทดสอบฝีมือนายกฯในการแก้ไขปัญหา ด้วยการใข้อำนาจทางบริหารแบบปกติที่มิใช่ทางลัดอีกต่อไป

ขนาบด้วยบริวารในรัฐนาวาโคลงเคลงเสียเหลือเกิน ชนิดที่มีร่างกม.ฉบับใดเข้าสภา ต้องโหวตให้ผ่านด้วยเสียงข้างมากหรือแม้แต่การพิจารณาร่างกม.งบประมาณ  การอภิปรายไม่ไว้วางใจ  ต้องขึ้นป้ายขอความร่วมมือ บรรดาส.ส.ที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ “ห้ามป่วย ห้ามลา ห้ามตาย” กันเลยทีเดียว

ส่วนความไม่แตกต่าง เห็นจะเป็น บุคคลที่มาเป็นนายกฯคนปัจจุบัน มีบุคลิกโผงผางตรงไปตรงมาตามสไตล์นายทหาร  แฝงเร้นความสุขุมลุ่มลึกก่อนตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ถึงแม้บุคคลเมื่อห้าปีทีแล้วได้ดำเนินการการปรับปรุงกฎกติกา วางโครงสร้างการบริหารให้เหมือนใหม่ดูดี

แต่กฎกติกาที่เคยออกแบบกันไว้กำลังเข้าลักษณะเรียนผูกต้องเรียนแก้ด้วยตัวเองเสียด้วย โดยเฉพาะค่ายกลการบริหารบ้านเมืองแฝงไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์จะต้องมาแก้พร้อมกับเผชิญมรสุมรอบด้าน ท่ามกลางการจับตาจะนำพารัฐนาวาไปได้สักกี่น้ำ

..  ช่างเป็นความท้าทายยิ่งนัก ..

Advertisements

เปิด10จุดอ่อนรัฐบาลบิ๊กตู่อยู่ไม่ยืด!!!

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/591576

  • วันที่ 08 มิ.ย. 2562 เวลา 21:10 น.

เปิด10จุดอ่อนรัฐบาลบิ๊กตู่อยู่ไม่ยืด!!!

การตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ20พรรคร่วมท่ามกลางเสียงข้อครหามากมายอาจทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่มีอายุสั้น

การกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยสองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนเช่นการยึดอำนาจเมื่อ5ปีที่ผ่านมา แต่จะเต็มไปด้วยฝากหนามเกมทางการเมืองอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ฉะนั้นการตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไปตายเอาดาบหน้า ย่อมทำให้รัฐบาลนี้ อยู่อย่างทุลักทุเลไม่ยืดยาว

ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่เป็นจุดอ่อนซึ่งอาจทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่อยู่ไม่ยืดยาวมีด้วยกัน 10 ประเด็นดังนี้ 1.ความนิยมในตัวบิ๊กตู่ลดลงจากเดิม อยู่ในช่วงขาลง เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 5 ปี มีข้อครหามากมายทั้งเรื่องความโปร่งใส และการแก้ปัญหาปากท้องไม่สำเร็จ ซึ่งผลเลือกตั้งบ่งบอกชัดเจนพปชร.ได้ส.ส.แค่เพียง116 เสียง น้อยกว่าพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ที่ได้ถึง 136 ที่นั่ง แม้จะได้เสียงป็อบปูล่าโหวตสูงสุด แต่เป็นเพราะพรรคเพื่อไทย ส่งสส.น้อยกว่าถึง100 เขตเลือกตั้ง

2.ภาพลักษณ์รัฐบาลติดลบ ถูกมองสืบทอดอำนาจขาดความชอบธรรม ทั้งเรื่องของการควบคุมกลไกองค์กรอิสระ อาทิ กกต. ปปช. รวมถึงส.ว.250 คนที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งเองกับมือ ยิ่งได้รับเสียงโหวต500 เสียงให้เป็นนายกฯจึงถูกตั้งฉายาให้เป็นนายกฯ500 ติดตัวไปทันที และหากว่ากันตามจริงถ้าไม่มีเรื่องของ250 ส.ว.อยู่ในมือตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง พปชร.อาจเป็นพรรคฝ่ายค้านไปแล้ว

3.การตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพรุนแรง ล่มได้ทุกเวลา แม้จะมีเสียงเบ็ดเสร็จในรัฐสภาถึง500 เสียง แต่หากไปดูเสียงในสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเวทีหลักที่รัฐบาลต้องใช้เป็นเครื่องมือในการออกกฎหมายมาให้สอดรับกับนโยบาย และงบประมาณประจำปี รวมถึงจะต้องมีเสียงไว้ป้องกันการตรวจสอบจากฝ่ายค้านทั้งเรื่องญัตติ กระทู้ถามสด และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับเสียงโหวตเพียง 251 เสียง จาก 500 เสียง ถือว่าปริ่มน้ำสุดๆ ชนิดลุกเข้าห้องน้ำกันลำบาก

4.รัฐบาลผสม 20 พรรค 254 เสียง ทำให้เกิดการต่อรองกันตลอดเวลา หากไม่ลงตัวโอกาสเกิดการแทงข้างหลัง ปล่อยข่าวถล่มสกัดกันในแต่ละโครงการ โครงงาน ทั้งเรื่องของผลประโยชน์แบ่งกันไม่ลงตัว และปมแย่งกันสร้างคะแนนนิยมในแต่ละพรรคเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไปกันไม่รอด

5.พปชร.ขาดเอกภาพ มีหลายก๊กหลายมุ้งการเมือง ไม่มีใครมีอำนาจที่แท้จริง ทำให้เกิดการต่อรองกันทั้งเรื่องของเก้าอี้รัฐมนตรี และตำแหน่งต่างๆทั้งในรัฐบาลและในสภา ซึ่งล้วนแต่สร้างร้อยร้าว ตัวอย่างที่ชัดเจนกรณีกลุ่มสามมิตร และกลุ่มนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาที่ยื่นเงื่อนไขต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี จนทำให้การเกิดความปั่นป่วนกันมาแล้วในเลือประธานสภา และการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ในการแย่งชิงรมว.เกษตรฯและรวม.คมนาคม ซึ่งจในเมื่อรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เสียงของทุกกลุ่ม ทุกมือที่อยู่ในสภา จึงมีค่าอย่างยิ่งสามารถทำให้ล้มรัฐบาลได้ทุกเวลา

6.ขาดมาตรา44 ทำให้อำนาจของบิ๊กตู่ลดลงกว่าครึ่ง ซึ่งไม่สามารถใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้เหมือนในช่วง5ปีที่ผ่านมา เช่นการจับผู้คิดต่างไปปรับทัศนคติ จะทำไม่ได้อีกแล้ว รวมถึงจะบริหารจัดการแก้ปัญหาเร่งด่วนแบบกำปั้นทุบดินแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ได้เหมือนเก่าก่อน เพราะจะต้องเผชิญกับการต่อต้าน และเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายที่อาจจะถูกฟ้องถูกดำเนินคดีได้ และที่สำคัญกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือกลุ่มผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ก็จะออกมาทวงสิทธิ์ ไม่มีใครกลัวมาตรา44อีกต่อไป ซึ่งจะทำให้รัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ ถูกบั่นทอนยิ่งขึ้น

7.เก้าอี้ “ประธานสภา-รมว.กระทรวงสำคัญ”อยู่ในมือพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้”บิ๊กตู่ “และพรรคพลังประชารัฐไม่สามารถสั่งการเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเมืองได้รวมถึงจะผลักดันนโยบายสำคัญของพปชร.ได้ยากเพราะทุกพรรคมุ่งสร้างทำนโยบายของตัวเองมากกว่า จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง กันได้ตลอดเวลา

8.ความหวาดระแวงต่อกันระหว่างทหารกับนักการเมือง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะกลายเป็นนักการเมือง แต่ความเป็นทหาร การตัดสินใจโผงผาง กล้าได้ กล้าเสีย ไม่ชอบการต่อรองแบบนักการเมือง โอกาสที่บิ๊กตู่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่มีมาก จึงอาจทำให้เพิ่มความขัดแย้งและแยกวงกันเร็วขึ้น

9.ช่องทางในการตรวจสอบรัฐบาลมีมากขึ้น ทั้งจากกลุ่มองค์กรภาคประชาชน กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือ รวมถึงพรรคฝ่ายค้านที่มีถึง246 เสียง ที่เตรียมขุดคุ้ยมาถล่มทั้งในและนอกสภา ในช่วงที่บิ๊กตู่บริหารประเทศมา 5 ปี รวมถึงงานนโยบายที่จะทำในอีก4ปีจากนี้ไป คงทำให้รัฐบาลต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างหนักหน่วง และ เมื่อไม่มีเครื่องมืออย่างมาตรา44 มาป้องกัน รวมถึงรอยร้าวทั้งในพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาล ฉะนั้น โอกาสที่รัฐบาลบิ๊กตู่จะจมเร็วย่อมเป็นไปได้สูง

10.ภาพลักษณ์คณะรัฐมนตรี(ครม.)แม้ยังไม่ออกมา แต่ดูตามโผแล้วไม่มีอะไรโดดเด่น เป็นคนหน้าเดิมๆขาดตัวชูโรงในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ได้เท่าทีควร ยิ่งโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ที่จะไม่มีความเป็นเอกภาพ เพราะมีหลายกระทรวงไปอยู่ในมือของพรรคร่วม อาทิ รมว.เกษตรฯ รมว.พาณิชย์และรมว.คมนาคม ซึ่งเดิมอยู่ในทีม”สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ซึ่งหากเป็นไปตามนี้เท่ากับไปลดอำนาจ”สมคิด” ลงมา ซึ่งอาจทำให้การทำงานมีโอกาสขัดแข้งขัดขากันตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้อยู่ที่ฝีมือ”บิ๊กตู่”ซึ่งนาทีย่อมไม่ใช่ธรรมดา ไม่แน่จริงไม่อยู่มา5ปี แต่หลังจากนี้เมื่อเจอของจริง ต้องให้กาลเวลาเท่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์

เช็กคะแนนโหวต’บิ๊กตู่’ลิ่วนั่งนายกฯเลือกตั้ง

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/590904

  • วันที่ 01 มิ.ย. 2562 เวลา 18:53 น.

เช็กคะแนนโหวต'บิ๊กตู่'ลิ่วนั่งนายกฯเลือกตั้ง

ถึงนาทีนี้เสียงโหวตหนุน”บิ๊กตู่”นั่งนายกฯสูงลิ่วชนะแบเบอร์ แต่ต้องลุ้นเสียงส.ส.เกินครึ่งหรือไม่เพราะเป็นปัจจัยชี้อายุรัฐบาลอยู่สั้นหรือยาว

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 5 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ หากไม่มีเหตุการณ์อัศจรรย์พันลึก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงลอยลำเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เหมือนเดิม อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะคะแนนเสียงที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในเบื้องต้นขณะนี้ มีถึง 397 เสียง จากทั้งหมด 750(ส.ส.500+ส.ว.250) เสียง โดยประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)116 เสียง ชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) 10 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย 5(รปช.) พลังท้องถิ่นไท 3 (พทท.) รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2(รป.) พรรคเล็ก11 เสียง และ ส.ว.250 เสียง ทั้งที่ต้องการเพียง 376 เสียง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

ทว่าประเด็นสำคัญในเวลานี้ จึงต้องจับตาไปที่การโหวตของบรรดาส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆที่เหลือว่า จะโหวตให้กับบิ๊กตู่เพิ่มอีกหรือไม่ ซึ่งจำนวนเสียงดังกล่าวนั้น สำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นปัจจัยชี้ถึงอนาคตของรัฐบาลว่าจะอยู่ได้ยืดยาวแค่ไหน และถ้ามี251 เสียงขึ้นไป จะทำให้บิ๊กตู่มีความชอบธรรม ในการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยไม่ต้องถูกข้อครหา ปล้นอำนาจประชาชน โดยใช้ เสียงของส.ว.ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งมากับมือโหวตให้ตัวเองเพื่อสืบทอดอำนาจ

อีกประการสำคัญคือหากมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรน้อยกว่าพรรคฝ่ายค้านคือการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แม้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่จะบริหารประเทศไม่ได้ เพราะรัฐบาลจะออกกฎหมายหรืองบประมาณ คงไม่ผ่านสภา และจะถูกตวจสอบอย่างหนัก ทั้งการตั้งญัตติ กระทู้ถามสดถล่มในสภาทุกสัปดาห์ รวมถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งยากที่รัฐบาล จะอยู่ได้

อย่างไรก็ตามขณะนี้พรรคพลังประชารัฐ รวบรวมเสียงส.ส.ได้แล้ว 147 เสียง จาก 500 ที่นั่ง ซึ่งประกอบด้วย พปชร.116 + ชทพ.10 +รปช.5 +พทท.3 +รป.2 +พรรคเล็ก 11 ซึ่งยังขาดอยู่อีก 104 เสียง ซึ่งเวลานี้อยู่ระหว่างการต่อรองเรื่องโควต้าเก้าอี้กันอยู่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 53 เสียง และภูมิใจไทย 51 เสียง รวมถึงพรรคชาติพัฒนา(ชพน.)3 เสียง ที่ยังไม่มีมติชัดเจนว่าไปอยู่ขั้วไหนรวมเป็น 107 เสียง ซึ่งจากนี้ก็ต้องจับตาดูว่า ทางพรรคพลังประชารัฐ จะจัดการอย่างไร ท่ามกลางการต่อรองเรื่องโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัว และแม้เจรจาตกลงกันได้เสียงก็ยังปริ่มน้ำอยู่ดี โดยมี 254 เสียงถึงอยู่ได้ก็ทุลักทุเล ซึ่งอาจต้องเลี้ยงงูเห่าทุกรอบที่มีการลงมติที่สำคัญๆ

ทั้งนี้หากพปชร.ต้องการให้ได้เสียงในสภา 251เสียงขึ้นไป จะต้องได้เสียงโหวต จากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ทั้งหมด เพราะถ้าได้จากพรรคประชาธิปัตย์มาบางส่วนไม่ครบทั้ง53 เสียง หรือได้มาครึ่งเดียวแบบมีงูเห่า จำนวนเสียงในสภาก็ไม่ถึง 251 อยู่ดี ประกอบกับ พรรคภูมิใจไทยได้ผูกเงื่อนเป็นสัญญาประคมไว้อีกว่าหากเสียงส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรรวมกันไม่ถึงครึ่งก็จะไม่เข้าร่วมรัฐบาล

ฉะนั้นนาทีนี้ต้องวัดใจ”พลังประชารัฐ”ว่า จะตั้งรัฐบาลเสียงข้องน้อยเพื่อไปตายเอาดาบหน้า หรือยอมยกเก้าอี้รมว.เกษตรและสหกรณ์ให้พรรคประชาธิปัตย์ไปเพื่อตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เพื่อลดข้อครหาความไม่ชอบธรรม และอาจจะอยู่ยืดยาวกว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย

ขณะที่ฝ่าย 7 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ที่รวมกันอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้ง โดยมีทั้งหมด 246 เสียง นัดหารือกันในวันที่ 4 มิ.ย.ว่า จะส่งใครมาสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์  ขณะนี้มีตัวเลือกเพียง 3 คน คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

อย่างไรก็ตามเหตุที่ทั้ง 7 พรรคยังไม่รีบตัดสินใจ เพราะรอดูท่าที จากพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ และถ้าประชาธิปัตย์ ไม่ร่วมและส่งคนลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีคนเดียวคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทาง 7 พรรคก็พร้อมจะเทเสียงไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯทันที เพราะมีลุ้นเล็กๆหวังมีส.ว.แปรพักตร์ สัก 20-30 เสียง การเมืองจะได้พลิกโฉม และแม้ไม่ชนะแต่ได้เสียงส.ส.มากกว่าบิ๊กตู่ ก็จะได้สร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายประชาธิปไตยเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลบิ๊กตู่ในโอกาสต่อไปได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะชัดเจนในวันที่ 5 มิ.ย.ที่จะถึงนี้

ปิดเกม!!!ขั้วที่ 3 คืนชีพ

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/590814

  • วันที่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 14:55 น.

ปิดเกม!!!ขั้วที่ 3 คืนชีพ

ชทพ.แถลงตัดหน้าร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐปิดเกมขั้วที่3ต่อรองบีบ”ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย”โหวต”บิ๊กตู่”ก่อนคุยแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี

ทันทีที่พรรคชาติไทยพัฒนา ภายใต้การนำของ”กัญจนา ศิลปอาชา”หรือ”ลูกนา”แถลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการทำให้ความพยายามที่จะฟื้นขั้วที่ 3 ของพรรคประชาธิปัตย์มาจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องหมดลงไปทันที

ทั้งนี้เนื่องจากขั้วที่ 3 นั้นหากลุ้นชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องรวมเสียงของ 4 พรรค ซึ่งประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 53 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติพัฒนา 3 เสียง และพรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง รวมกันเป็น 117 เสียง  โดยจะต้องมารวมกับขั้ว7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ซึ่งรวมกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว 246 เสียง แต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอนาคตใหม่ อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศาลสั่งจึงเหลือเพียง 245 เสียง และ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้ว จะมีเพียง 362 เสียง ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของ 750 เสียงที่เป็นองค์ประชุมในการโหวตนายรัฐมนตรี จึงต้องไปหวังน้ำบ่อหน้าจากเสียงส.ว.อีกประมาณ15-20 เสียง เพื่อให้ได้เสียงเกิน375 เสียงขึ้นไปถึงสามารถพลิกขั้วที่3 ขึ้นเป็นนายกฯได้

ทั้งนี้หากว่ากันตามจริงแล้ว ความหวังในการจะพลิกขั้วที่ 3 ตามแนวทางนี้จะยากเย็นแสนเข็ญแล้ว  แต่เมื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐเสียแล้ว โอกาสที่จะลุ้นขั้วที่ 3 ยากขึ้นเท่าตัว คงต้องจบลงโดยปริยาย เพราะขณะนี้ทางพรรคพลังประชารัฐสามารถรวมเสียงได้เกิน 375 เสียงแล้ว คือ ส.ว.250  พรรคพลังประชารัฐ116เสียง พรรคเล็ก12 เสียง พรรครวมพลังประชาชาติไทย5 พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 และล่าสุดพรรคชาติไทยพัฒนาอีก 10 เสียงรวมกัน  ถึง 398 เสียงซึ่งถือว่ามากพอที่โหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯโดยที่ไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเลย และยังไม่นับรวมงูเห่าจากประชาธิปัตย์อีก ที่ทางพลังประชารัฐเชื่อว่าจะมีเกือบครึ่งพรรคตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

จากนี้ต้องติดตามว่าประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย จะเดินกันอย่างไร เมื่อความหวังในการฟื้นขั้วที่ 3 ดับลง ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดนั้นทางพลังประชารัฐ ก็ยังไม่ยืนยันดีลเก่ากับพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะให้ 8 ตำแหน่ง 7คน คือ1รองนายกฯ 3รัฐมนตรีว่าการ ประกอบด้วยรมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.พาณิชย์ รมว.พัฒนาสังคมฯและอีก4รัฐมนตรีช่วย คือ รมช.มหาดไทย รมช.ศึกษาธิการ รมช.คมนาคม และรมช.สาธารณสุข แต่ภายหลังทางพลังประชารัฐขอต่อรองใหม่ โดยขอคืน รมว.เกษตรฯแลกกับเก้าอี้รมว.อุตสาหกรรม แต่ ประชาธิปัตย์ไม่ยอม จึงทำให้ต่างฝ่ายต่างหาเกมมาต่อรองกัน โดยทางพรรคพลังประชารัฐต้องการล้มดีลการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีออกไปก่อนจนกว่าจะมีการโหวตนายกฯให้เสร็จสิ้นก่อน

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ยอมโหวตนายกฯก่อนจะมีการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีตามเกมพลังประชารัฐ เพราะหากโหวตให้”บิ๊กตู่” เป็นนายกฯก่อน อำนาจการต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีจะลดลงทันที

ระหว่างที่พักการเจรจาเพื่อรอความชัดเจนกันอยู่ ทางพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินแผนขั้วที่ 3 ควบคู่ขึ้นมา เพื่อบีบให้พลังประชารัฐ ตกลงตามเงื่อนไขที่ได้เจรจากัน แต่ทางพรรคพลังประชารัฐกลับไม่สนใจ พร้อมเดินหน้าสู่ขอพรรคชาติไทยทันที โดยตกลงตอบรับตามที่พรรคชาติไทยเสนอคือ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรมช.เกษตรฯ พร้อมขอให้พรรคชาติไทยแถลงประกาศเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อปิดเกมไม่ให้ประชาธิปัตย์ เล่นเกมขั้วที่ 3

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย ก็ถูกหางเลขตามพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยเมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล”หัวหน้าพรรค ประกาศว่าหากเสียงส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ถึง 250 คนทางพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้แกนนำพลังประชารัฐไม่พอใจและหยุดความเคลื่อนไหวในการเจรจา

เท่านั้นยังไม่พอ คนในพลังประชารัฐยังส่งสัญญาณว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่สบายใจที่พรรคภูมิใจไทย จะส่ง นายชาดา ไทยเศรษฐ ส.ส.อุทัยธานี มาเป็นรมช.มหาดไทย จึงได้ตั้งเงื่อนไขขอคัดรัฐมนตรีเอง

การตั้งรัฐบาลคราวนี้จึงยังไม่จบลงง่ายๆยิ่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในมือ”ชวน หลีกภัย”พลังประชารัฐ ก็ไม่ง่ายในการเดินหมากทางการเมืองต่อจากนี้ จึงต้องตามกันอย่ากระพริบ

‘จุรินทร์’ยึดปชป.ขั้วที่3ลุ้นนายกฯพปชร.เหนื่อย

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/589228

  • วันที่ 15 พ.ค. 2562 เวลา 17:18 น.

'จุรินทร์'ยึดปชป.ขั้วที่3ลุ้นนายกฯพปชร.เหนื่อย

“จุรินทร์”กุมบังเหียนปชป.พลังประชารัฐตั้งรัฐบาลยากโอกาส”อภิสิทธิ์-อนุทิน”นั่งนายกฯไม่ปิดตาย

พลันที่ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ได้รับเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมทำให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากแนวคิดของ “จุรินทร์ “เป็นไปลักษณะสอดคล้องต้องกัน กับ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องการเป็นฝ่ายค้านอิสระ ผสมกับความไม่พอใจที่ กลุ่ม “จุรินทร์” มองว่า มีความพยายามจากฝ่ายผู้มีอำนาจพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ซึ่งทำให้ความไม่พอใจ พรรคประชารัฐสูงขึ้น

ยิ่งเมื่อทางกลุ่ม 7 พรรคที่ ประกาศตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย มีเสียงรวมกันอยู่ 245 เสียง ยื่นข้อเสนอพร้อมสนับสนุนขั้วที่ 3 ซึ่งประกอบด้วย 4 พรรค “ประชาธิปัตย์ -ภูมิใจไทย -ชาติไทยพัฒนา -ชาติพัฒนา” รวมกัน 116 เสียง ให้มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยพร้อมเสียสละเปิดทาง ให้คนจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือ พรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย มีความหวังขึ้นมาทันที

ทั้งนี้คนของขั้วที่ 3 ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ มีเพียง”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “อนุทิน ชาญวีระกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากทั้งคู่อยู่ในบัญชีผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ของพรรค เพราะถ้าเป็นคนอื่นที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ อย่าง”ชวน หลีกภัย”จะกลายเป็นการเสนอชื่อนายกฯคนนอก ซึ่งจะต้องใช้เสียง 2ใน 3 ของ 750 เสียง คือต้องได้ 501 เสียงขึ้นไป ซึ่งจะยิ่งทำให้การรวบรวมเสียงยากขึ้นไปอีก และในขณะเดียวกันช่วงที่ผ่านมา”อนุทิน” แสดงท่าทีไม่อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวเลือกจึงเหลือเพียง”อภิสิทธิ์”

ความจริงดีลนี้เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากแกนนำ พรรรคพลังประชารัฐ พยายามที่ฟอร์มรัฐบาลให้สำเร็จ แต่ต้องล้มเหลว เพราะตัวเองฮุบโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีเกรดเอไว้หมด เพื่อล็อกเก้าอี้ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรมว.มหาดไทย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีคุมเศรษฐกิจ ทำให้พรรคภูมิใจไทย ที่หมายปองกระทรวงมหาดไทย และ คมนาคม ต้องผิดหวัง จึงหันไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคพลังประชารัฐ พร้อมกับมีกระแสข่าวพรรคร่วมตั้งเงื่อนไขไม่เอา พล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์

หมากเกมนี้พรรคพลังประชารัฐรู้ทัน จึงได้สั่งการให้ 11พรรคเล็ก ซึ่งได้มีการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลกันอยู่แล้ว ออกมาแถลงสนับสนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯทันที เพื่อสกัดพรรคขั้วที่ 3 และปิดทางการต่อรอง เสมือนส่งสัญญาณให้พรรคภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ ได้ประจักษ์ว่า พรรคพลังประชารัฐ มีเสียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วในเบื้องต้น โดยไม่ต้องอาศัยเสียงของทั้งสองพรรค เพราะเพียงแค่พรรคพลังประชารัฐมี 115 เสียง บวกกับ 11 พรรคเล็ก จะมีเสียงเท่ากับ 126 เสียง และเมื่อรวมกับเสียงส.ว.250 เสียง จะมีเสียงโหวตนายกฯ376 เสียงซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาคือ 750 เสียง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การประกาศของ11พรรคเล็ก ก็ไม่ได้ส่งผลทำให้ขั้วที่ 3 ต้องล้มเลิกไป เพราะต้องมารอผลชี้ขาดกันที่ผลการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ครั้นเมื่อชัดเจนว่า “จุรินทร์”ได้รับเลือก โอกาสในการเดินหน้าตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 ก็คึกคัก ซึ่งจากนี้ตามขั้นตอนของพรรคประชาธิปัตย์ คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่กับส.ส.จะประชุมเพื่อลงมติว่า จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ หรือจะเดินหน้าตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 และทางออกสุดท้ายคือฝ่ายค้านอิสระ แต่แนวโน้มเดินหน้าขั้วที่ 3 ค่อนข้างสูงเพราะประชาธิปัตย์มีแต่ได้กับได้

อย่างไรก็ตามใช่ว่า ทีม”จุรินทร์”จะกำหนดทิศทางการลงมติในการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะเมื่อดูจากผลคะแนนโหวตของส.ส.ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ปรากฎว่า คะแนนของ นายจุรินทร์ มีเพียง 25 เสียงจาก 52 เสียง นอกนั้น เป็นของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” 20 เสียง “กรณ์ จาติกวิณิชย์” 5 เสียง และ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” 2 เสียง รวมกันเป็น 27 เสียง ซึ่งคะแนนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ส.ส.ส่วนใหญ่ที่โหวตให้ “พีรพันธุ์ -กรณ์ -อภิรักษ์” มีความชัดเจนที่ต้องการจะเข้าร่วมรัฐบาลกับบิ๊กตู่

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับเสียงของส.ส.บางส่วน แม้จะลงให้ “จุรินทร์” แต่ยังอยากจะให้ร่วมรัฐบาลกับ บิ๊กตู่ แต่ทั้งหมดต้องไปวัดกับเสียงของกรรมการบริหารพรรคอีก แต่งานนี้”จุรินทร์”ยังเหนื่อย และดีไม่ดี ถ้ามติไม่หนุน “พล.อ.ประยุทธ์”เป็นนายกฯ ประชาธิปัตย์เสี่ยงเกิดงูเห่าเต็มพรรค

แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเมืองมีการพลิกขั้วเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จากนี้ต้องติดตามกันอย่ากระพริบเพราะทุกอย่างจะชัดเจนเมื่อมีการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ฝั่งไหนได้ไป โอกาสตั้งรัฐบาลก็จะตามมาทันที

ส่องมุมมอง”กรณ์ จาติกวณิช” พรรคประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/588937

  • วันที่ 13 พ.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

ส่องมุมมอง"กรณ์ จาติกวณิช" พรรคประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

ถ้าได้รับโอกาส ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิกจะช่วยพรรคได้ มั่นใจในความตั้งใจ มั่นใจประสบการณ์ที่สะสมมา ทั้งหมดนี้ กล้ายืนยันมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ ส่วนชนะหรือไม่ชนะ วันที่ 15 พ.ค.ก็รู้

***************

โดย ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

“กรณ์ จาติกวณิช “ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คือหนึ่งในสี่ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคปชป.ซึ่งพรรคจะมีการประชุมพิจารณาคัดเลือกในวันที่ 15 พ.ค.นี้ นอกจากการจะทราบผลใครได้หัวหน้าพรรคปชป.คนใหม่

บทบาทของหัวหน้าพรรคยังเป็นที่จับตาถึงการกำหนดเส้นทางแยกการเมืองนับจากนี้ ว่าเขาจะนำพาพรรคเลือกเดินไปในทิศทางใด ระหว่างร่วมพรรคการเมืองอื่นจัดตั้งรัฐบาลหรือจะเป็นฝ่ายค้าน

วันนี้“ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ” ได้มีโอกาสสนทนากับ กรณ์  จาติกวณิช  ที่ห้องกาแฟชั้นล่างของที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์  พูดคุยกันอย่างไปตรงไปตรงมาถึงเหตุผลการลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่

นักการเมืองผู้มีความโดดเด่นด้านความสูงและยังมีคุณวุฒิสูงจากต่างประเทศ เคยเป็นถึงอดีตรมว.คลัง  บอกว่า การตัดสินใจชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคิดไว้นาน

“ผมเคยคิดไว้ตั้งแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากหัวหน้าพรรคเมื่อใด ก็จะขอลงชิงตำแหน่ง กระทั่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุด(24 มี.ค.62 ) ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งส.ส.ไม่ถึงร้อยคน ซึ่งเราก็ยอมรับเป็นความพ่ายแพ้  ผมก็อยากจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง”

“ทันทีที่คุณอภิสิทธิ์ลาออก ผมใช้เวลาไม่นานนักในการตัดสินใจเสนอตัวลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ผมต้องประเมินก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ ผมอยู่พรรคปชป. มาเป็นเวลา 15-16 ปี แม้ไม่นานเท่าผู้สมัครคนอื่นแต่ถือว่าอยู่มานานพอสมควร เมื่อถึงยุคนี้ ยุคของการเปลี่ยนแปลง

ประชาชนอยากเห็นปชป.ในการเปลี่ยนแปลง ก็คิดว่าน่าจะเข้ามาช่วยพรรคได้

“อีกความรู้สึก เป็นหน้าที่ หลังจากได้อุทิศการทำงานที่เหลือของผมให้กับส่วนรวมในฐานะส.ส. ครั้งนี้พรรคให้โอกาสผมมาเยอะ ที่พูดกันว่าพรรคเรามีความเป็นอาวุโสเข้ายาก ถ้าดูจากตัวผมนั้นไม่จริง พรรคให้โอกาสผมตั้งแต่เข้ามาสมาชิกสมัยแรกก็ให้ลงสมัครส.ส.ในเขตที่บ้านผมเลย เวลาผ่านมาแค่สี่ปี ผมมีโอกาสได้เป็นรมว.คลัง ถามว่า มีผู้อื่นอาวุโสกว่าผมตอนนั้นไหมก็มี แต่พรรคประเมินให้ผมทำงาน”

-จุดแข็งของตนเองต่อการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

กรณ์ บอกว่า เพื่อนสมาชิกต่างรู้จักมักคุ้นผู้สมัครทั้งสี่คนเป็นอย่างดี ต่างก็ทราบถึงข้อดีข้อด้อย ฉะนั้นผมไม่ได้มีความตั้งใจโฆษณาตนขนาดนั้น แต่ผมมีความแตกต่างตรงที่ประวัติการทำงาน ทื่มาที่ไปจากผู้นำปชป.หลายท่าน ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นนักการเมืองทั้งชีวิต

“ทุกวันนี้ผมเป็นนักธุรกิจมายาวนานกว่า ซึ่งหล่อหลอมวิธีการทำงาน ทัศนคติที่มีพอสมควร จะเห็นว่าวิธีการทำงานหลายๆอย่างในโลกการเมืองยังไม่ตรงต่อสิ่งที่ผมคิดว่าโลกภายนอกต้องการมากนัก สัญชาติญาณตรงนี้อาจมีความต่างระดับหนึ่ง อาจเป็นตัวเลือกต่างจากท่านอื่น ที่มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันไป”

สำคัญที่สุด วิธีคิดวิธีการทำงานของผม มีผลลัพธ์เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน หลังจากนั้นค่อยกำหนดแนวทางที่ดีที่สุดไปสู่เป้าหมายนั้นเราทำอย่างไรสื่อสารให้ชัดกันภายในพรรคว่า เราเห็นตรงกันนะ ว่านี่คือเป้าหมายของพรรคนะ เมื่อการสื่อสารเข้าใจชัดเจน อดีตอาจทำไม่มากพอ ซึ่งข้อดีประชาชนจะสัมผัสได้ว่า ประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาความยากจน สื่อได้ว่าวันนี้เวลานี้ทำอย่างไรก็ได้ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แก้ปัญหาประชาชน เมื่อทำแล้ว จะเกิดความเชื่อมั่น อย่างน้อยเขาก็จะรู้ว่า เลือกปชป.ได้อะไร

“พรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับให้เป็นไปตามความต้องการที่ปรากฎในสังคม ยุคสมัยนี้คือ ประชาชนต้องการจากพรรคคือเรื่องของการแก้ปัญหาการดำเนินชีวิต การยกระดับคุณภาพชีวิต ด้านสังคม เศรษฐกิจ เรื่องอื่นๆ”

อุดมการณ์ หลักการ มีความสำคัญที่หล่อหลอมพวกเราให้พรรคมีความเข้มแข็ง แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ เราช่วยอะไรได้บ้าง และในส่วนของผม ผมทำได้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กระบวนการบริหารในยุคดิจิทัล ในการสื่อสาร นำเสนออย่างไร ผมคิดว่าในส่วนนั้น ผมจะนำประสบการณ์มาใช้กับพรรค เป็นทึ่พึ่งของประชาชนได้

-ประเมินเสียงสนับสนุนอย่างไรบ้าง

“เท่าที่ผมสัมผัส สมมติฐานว่ามีกลุ่มโน้นกลุ่มนี้ แต่สุดท้ายไม่แน่ใจว่ากลุ่มนั้นเหนียวแน่นขนาดนั้น แต่ผมศรัทธากลุ่มโหวตเตอร์ของพรรค ทุกคนจะเลือกสิ่งดีที่สุดของพรรคในระยะยาว ข้อสำคัญในการพิจารณา ไม่ใช่แค่หมกมุ่นกังวลใจประเด็นปัญหาในพรรค แต่สุดท้ายเราต้องเลือกตัดสินใจ มั่นใจว่าประชาชนต้องการประชาธิปัตย์ ถ้ามัวแต่แก้ปัญหาภายในของเรา เลือกคนที่ตอบโจทย์เงื่อนไขภายในพรรคได้ แต่ไม่ให้ความสำคัญเพียงพอกว่าโหวตเตอร์ของประชาชน ถ้าอย่างนั้นจะทำให้เราเสียโอกาส ที่พูดคุยกับเพื่อนๆทุกคน ตระหนักในเรื่องนี้”

“เราอยู่พรรคมาสิบๆปี มีความเป็นเพื่อนกันหมด แต่การเลือกหัวหน้าพรรคไม่ได้เลือกจากความเป็นเพื่อน ฉนั้นเลือกจากความเป็นเพื่อนไม่ได้เลย ”

-มั่นใจขนาดไหน?

“ผมมั่นใจว่า ถ้าเราได้รับโอกาส ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิกจะช่วยพรรคได้ มั่นใจในความตั้งใจ มั่นใจประสบการณ์ที่สะสมมา มั่นใจในความเข้าใจต่อความท้าทายที่รอคอยพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดนี้ ผมกล้ายืนยันมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ ส่วนชนะหรือไม่ชนะ วันที่ 15 พ.ค.ก็รู้ ไม่ต้องรีบตอบ

-สรุปบทเรียนความพ่ายแพ้ เพื่อแก้ไขวันข้างหน้า

กรณ์  สรุปบทเรียนความพ่ายแพ้เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาว่า การเลือกตั้งครั้งที่แล้วเรามุ่งมั่นตอบโจทย์ปัญหาปากท้องประชาชน เราคาดหวังการเลือกตั้งครั้งนี้ (24 มี.ค. 62 ) จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เศรษฐกิจระดับฐานรากไม่ดีเลย แล้วกลุ่มประชาชน ประสบปัญหาหนักมาก คือ กลุ่มเกษตรกร ราคาพืชผลตกต่ำทั่วประเทศ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เราจึงมองว่าถ้าเป็นพรรคมีความชัดเจนในการหาทางออกเรื่องนี้ จะทำให้พรรคเราได้เปรียบ

“ทว่าเกิดปรากฎการณ์ ฉุดให้คนหันไปดูเรื่องความขัดแย้งเดิม ซึ่งทางยุทธศาสตร์พรรคปชป.เสียเปรียบทันที เราจึงทบทวนในประเด็นนั้น กลับมาตั้งคำถามกันเอง คะแนนที่เคยเลือกเราไปเลือกพรรคอื่นจะมีการกำหนดท่าทียุทธศาสตร์อย่างไร ทุกครั้งเราจะเรียนรู้อุปสรรค และคู่แข่งของเราในหลายเรื่อง”

กรณ์มองถึงจุดที่ทำให้พรรคเพลี่ยงพล้ำ คือ เรื่องการสื่อสาร แม้ที่ผ่านมาพรรคมีการพัฒนาไปได้ดีระดับหนึ่ง แต่โครงสร้างพรรคไม่สอดคล้องกับยุคการสื่อสารยุคดิจิทัล โซเชียลบประเภทไหนเหมาะแก่การเข้าถึงกลุ่มคนกลุ่มไหน รวมทั้งการบริการวิเคราะห์ บิ๊กดาต้าทำให้เราสามารถกำหนดท่าทีกระแสประชาชนได้ดีกว่าอดีตทั้งหมดทำได้ ไม่ได้เป็นความลับแต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราต้องรีบจัดการ

-การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรค “เพื่อไทย”หรือ “พลังประชารัฐ”

กรณ์รอให้ถามตรงๆสักที เขาบอกว่า คำตอบของผมวันนี้ เป็นคำตอบที่พวกเราในพรรคให้กับทุกคนว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง วันที่ 15 พ.ค. เมื่อได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และส.ส.ที่ได้รับรองเข้าสภา ก็มาพูคุคุยตัดสินใจร่วมกัน พูดในกรณีที่มีพรรครัฐบาลให้ร่วม ซึ่งตอนนี้เป็นสิ่ทธิของพรรคใหญ่

อย่างไรก็ตาม อันดับแรกของผม เราพูดชัดเจนมาโดยตลอดการร่วมกับ”เพื่อไทย”เราไม่ร่วมเป็นไปไม่ได้  ส่วนที่เหลืออยู่อย่าง”พรรคพลังประชารัฐ”จะเชิญชวนเราหรือไม่ ซึ่งยังไม่เคยมีการพูดคุยกัน ไม่บังอาจเสนอตัว

สุดท้ายเราจะตัดสินใจอย่างไรก็แล้วแต่ สำคัญสุด เราต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ ยอมรับว่าการตัดสินใของเราเอาประโยชน์ของเขาเป็นที่ตั้้ง

เราตั้งคำถามโลกเปลี่ยน เงื่อนไขเปลี่ยนตลอดเวลาจากปีที่แล้วกับปีนี้เปลี่ยน เราตั้งคำถามว่าการร่วมหรือไม่ร่วมเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติมากกว่ากัน ไปทางไหนสร้างความมั่นคงทางสังคมมากกว่ากัน ทุกการตัดสินใจตั้องตั้งคำถามสองสามคำถามนี้ เวลาตัดสินใจเพื่อที่ตอบตัวเอง ตอบประชาชนได้ว่า มาทางนี้ ไปทั้งนั้นเพราะอะไร ถึงเวลาก็มีเวลาชี้แจง”

-เมื่อถามกรณีร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ จะไม่ขัดแย้งต่ออุดมการณ์ของพรรคที่ยึดมั่นประชาธิปไตย

กรณ์ตอบทันที “ไม่”

เขาอธิบายความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างแหลมคม ” ผมคิดว่า ทั้งหมดอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งกันมานะ ทุกคะแนนหรือ ส.ส.ทุกท่านที่กำลังเข้าสภาก็มาจากการเลือกตั้ง  ในส่วนตรงนั้นจะบอกไม่เป็นประชาธิปไตยก็สุดแล้วแต่ จะยุติธรรมไม่ยุติธรรมก็ร้องเรียนกันไป  ต่อคำถาม การตัดสินใจร่วมไม่ร่วมอยู่ในความเป็นประชาธิปไตยทางใดทางหนึ่ง เพียงแต่ว่าทางใหนเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมืองต่อประชาชนเท่านั้นเอง  ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยนกว่ากัน”

-ทันทีที่พรรคลงมติใครได้เป็นหัวหน้าพรรคก็จะรู้ทิศทางเหมือนกันว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่

กรณ์ อธิบายว่า หัวหน้าพรรคก็มีเสียงเดียว เสียงเท่าทุกคน แม้หัวหน้าพรรคพูดโน้มน้าวเพื่อนสมาชิกได้ระดับหนึ่งซึ่งตามข้อเท็จจริงโครงสร้าง ส่วนหนึ่งของพรรคก็มาจากหัวหน้าพรรคอาจเป็นไปได้แต่งตั้งคนที่คิดคล้ายหัวหน้าพรรค แต่อย่าลืมว่ามีอีกหลายเรื่องที่เราต้องคิดไม่ใช่เรื่องร่วมหรือไม่ร่วมเรื่องเดียว ยังมีเรื่องที่ต้องฟื้นฟูพรรคอีก

 

ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย พร้อมที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพรรคประชาธิปัตย์ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน  

“กรณ์ จาติกวณิช” จะได้เป็นหัวหน้าพรรคปชป.ตามที่ตั้งใจหรือไม่

15 พ.ค. มีคำตอบ 

ปลุกพลังประชาชนใช้ “โซเซียลมิเดีย”ตรวจสอบเชิงพฤติกรรมกดดันตำรวจปฏิรูปตัวเอง!

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/588314

  • วันที่ 12 พ.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ปลุกพลังประชาชนใช้ “โซเซียลมิเดีย”ตรวจสอบเชิงพฤติกรรมกดดันตำรวจปฏิรูปตัวเอง!

ตำรวจ จะต้องทำตัวเองให้ถูกต้อง หากใครทำผิดก็จะไม่ย้ายไปจังหวัดอื่น ตำรวจคนไหนทำผิดขึ้นมาก็ให้ออก ไม่ต้องไปย้ายจังหวัดอื่น ไม่มีอีกแล้วทำผิดร้ายแรงก็ให้ออกเลย

****************

โดย ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กคลููซีฟ

ต้นทางกระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมอย่างแท้จริง ข้อเสนอเชิงวิจัยและวิชาการ ยืนยันชัดเจน คือ ต้อง “ปฏิรูปตำรวจ” เพราะความไม่เป็นธรรมหรือขัดหลักธรรมาภิบาลต่างๆที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมจุดเริ่มต้นอยู่ที่ตำรวจ

เป็นคำกล่าวของ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)นักวิชาการที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจโดยสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม(สปยธ.)ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์วงการสีกากีอย่างตรงไปตรงมา

ปัญหาใหญ่ในวงการตำรวจ คือ เกิดกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลในการ “แต่งตั้งโยกย้าย”ซึ่งเป็นผลมาจากการ “รวมศูนย์อำนาจ” คือ ปัญหาใหญ่ของวงการตำรวจ

วิธีการปลดล็อก คือ ต้องจัดตั้งเป็น “ตำรวจจังหวัด”ขึ้นมาด้วยการกระจายอำนาจไปยังจังหวัดทั่วประเทศ เบื้องต้นอาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ผู้บังคับการในจังหวัดนั้นๆเป็นผู้บังคับบัญชา หรือ อาจให้ขึ้นตรงกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)

เป้าหมายเพื่อให้ ตำรวจจังหวัด มีอำนาจ และต้อง “ยุบกองบัญชาการภาค”ต่างๆออกให้หมด โดยให้ขึ้นตรงกับตำรวจส่วนกลาง นั้นหมายความว่า “การปฏิรูปตำรวจจะสำเร็จได้ ต้องเกิดการกระจายอำนาจทั้งหมดไปจังหวัด และ ลดอำนาจจากส่วนกลาง”

“ผลดีของการกระจายอำนาจ ที่ต้องยิงตรงไปยังจังหวัด ย่อมจะเกิดประสิทธิภาพ ความคล่องตัว ในการทำงานยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทันสมัย ไม่เหมือนในอดีตที่มีผู้บัญชาการภาค แล้วเวลาสั่งการทำงานจังหวัดต้องส่งมาที่ภาคก่อน จากนั้นส่งเรื่องต่อมาที่ส่วนกลาง มีหลายขั้นตอนจึงทำให้กระบวนการทำงานล่าช้า” รศ.ดร.พิชาย กล่าว

อีกปัญหาใหญ่ในวงการตำรวจ ที่สร้างความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม คือ การโยกย้ายข้ามจังหวัด จึงอยากเสนอว่า “ห้ามโยกย้ายข้ามจังหวัด”เหตุผลเพราะต้องให้ “โรงพักเป็นศูนย์กลาง”

หมายความว่า สถานีตำรวจ หรือ สน. เป็นสถานที่รับบริการทั้งหมด แบบ One Stop Service ต้องจบที่ สน. แต่มีปัญหามีอยู่ว่า สน.ต่างจังหวัดเกือบทั่วประเทศ มีแต่ “อัตรา แต่ไม่มีกำลังพล”จริงๆ หมายความว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมี “ชื่อ อยู่ใน สน. แต่ ตัวเองไม่ได้อยู่ทำงาน”

ถามว่าคนเหล่านี้ไปอยู่ไหน คำตอบ คือ ตำรวจเหล่านั้นไปอยู่ตามกองบัญชาการ ไปเดินติดตามผู้บังคับบัญชา หรือเดินติดตามรับใช้นักการเมืองบ้าง

ดังนั้น ต้องตัดขบวนการเหล่านี้ออกไป ต้องส่งคนเหล่านี้ไปอยู่ตามโรงพักให้ได้ หยุดการ ยืมตัว และ งานไม่จำเป็นต้องเอาออกไป เพื่อให้ตำรวจไปทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ เป้าหมายเพื่อทำงานให้ประชาชนได้มากขึ้น ดังนั้นการโยกย้ายข้ามจังหวัด ต้องไม่เกิดขึ้น แต่สามารถโยกย้ายได้ภายในจังหวัด จากอำเภอหนึ่งไปอีกอำเภอหนึ่ง

“หากโยกย้ายข้ามจังหวัดต้องเป็นกรณีพิเศษ กล่าวคือทำโผในจังหวัดได้เลย ถือเป็นการสร้างหลักประกันในการป้องกันการการซื้อขายตำแหน่งและทำอะไรประชาชนต้องเห็น เพราะอยู่ในจังหวัด ใคร(เจ้าหน้าที่ตำรวจ)ทำอะไรไม่ดี ประชาชนจะร้องเรียนไม่มีทางที่จะถูกย้ายไปที่อื่น ทางเดียว คือ หากทำผิดจะถูกออกไปเลย

” รศ.ดร.พิชาย กล่าว

อีกอุปสรรคการปฏิรูปตำรวจ แต่ถูกขวางมาโดยตลอดจาก “ผู้มีอำนาจ” คือ “การแยกอำนาจสืบสวนออกจากสอบสวน” เพราะภารกิจสองอย่างนี้แตกต่างกัน ตำรวจส่วนใหญ่เก่ง ปราบปราม ปลอมตัว สืบสวน แต่ตำรวจไม่เก่งด้านสอบสวน เพราะต้องใช้กฎหมายและต้องใช้ทักษะงานเขียน หรือ “ฝ่ายบุ๋น”ต้องเก่งการใช้ข้อมูลและทักษะด้านกฎหมายอย่างมาก

ดังนั้นไม่มีตำรวจคนใดอยากจะเป็นพนักงานสอบสวน เพราะส่วนใหญ่ไม่อยากรับผิดชอบคดี แต่อยากทำงานสืบสวน ปราบปราม หรือ จราจร ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจ ควรแยกสืบสวนออกจากงานสอบสวน ฝ่ายสอบสวนในฐานะมีอำนาจสั่งฟ้อง ควรแยกออกมาเป็น “อิสระ”แยกออกมาจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) อาจจะสังกัด อัยการ หรือ เป็นการทำงานร่วมกับอัยการ ในการสั่งฟ้องคดี

“ตำรวจอยากดึงงานสอบสวนไว้ เพราะเป็นแหล่งอำนาจมหาศาล เพราะมีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องใครได้ หมายความว่า ต้องให้ฝ่ายสอบสวนเป็นอิสระก่อน ด้วยการทำให้งานสอบสวนเป็นงานวิชาชีพ เหมือน อาจารย์ หรือ แพทย์ จะมีอำนาจตัดสินใจเอง ผู้บังคับบัญชา หรือ ใครเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ ดังนั้นอำนาจสั่งฟ้องต้องเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนคนนั้นๆ เหมือนผู้พิพากษาที่รับผิดชอบคดีไหนต้องเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน ไม่มีฝ่ายใดมาแทรกแซงได้ นี่คือความเป็นอิสระของวิชาชีพ นั้นคือ ความอิสระในการวินิจฉัย” รศ.ดร.พิชาย กล่าว

รศ.ดร.พิชาย กล่าวข้อเสนอทั้งหมดที่กล่าวมา มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จสักชุด แม้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จะใช้มาตรา 44 เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.ไม่มีเจตจำนงปฏิรูปตำรวจจริงๆ เพราะกระทบผลประโยชน์ตำรวจจำนวนมหาศาลในการแต่งตั้งโยกย้าย อำนาจผลประโยชน์ และ “คนที่อยู่ในรัฐบาล” อำนาจจะลดลง เพราะบรรดานักการเมือง หรือ คนในรัฐบาลล้วนอาศัยตำรวจในการทำงาน จึงกลัวตำรวจจะไม่ร่วมมือ และ กลัวตำรวจจะเกียร์ว่าง จึงไม่กล้าทำอะไร

การปฏิรูปตำรวจอันดับแรก คือ “โยกย้ายต้องเป็นธรรม” หากจัดระบบแต่งตั้งโยกย้ายได้เป็นธรรมย่อมแก้ปัญหาด้านผลประโยชน์ในวงการตำรวจได้ระดับหนึ่ง

“การปฏิรูปตำรวจ จริงๆแล้วตำรวจระดับล่างได้ประโยชน์มากกว่า จึงไม่ได้คัดค้าน เพราะไม่ได้ตำแหน่งระดับสูง อย่างมากเป็นแค่ผู้กำกับ หรือผู้บังคับการ น้อยมากๆที่จะได้เป็นผบ.ตร. ซึ่งแรงต้านหนักมากๆ คือ ตำรวจระดับนายพล” รศ.ดร.พิชาย กล่าว

รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ แม้ความหวังจะริบหรี่ จึงอยากอยากให้นำร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ กลับมาปัดฝุ่นพิจารณาและขับเคลื่อนการปฏิรูปตำรวจ เพราะมีประเด็นที่มีประโยชน์ เชิงปฏิบัติได้จริง และ เพื่อพิสูจน์ความจริงใจ

ดังนั้นภาคประชาชนต้องกดดันขับเคลื่อน ด้วยการตีแผ่ผลศึกษาข้อเสียของระบบตำรวจที่ต้องมีการปฏิรูปด้วยการช่วยกันใช้โซเซียลมิเดียกดดันรัฐบาลชุดใหม่ เพราะเชื่อว่าภาคประชาชนเข้มข้นในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจมากที่สุด เพราะในปัจจุบันและอนาคต โดยตรวจสอบผ่าน “โซเซียลมิเดีย”มีกลไกแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมจะทำให้เกิดการ “ปฏิรูปเชิงพฤติกรรม”ของตำรวจ พร้อมๆกับการ “ปฏิรูปตำรวจเชิงนโยบาย” ตามมา

ย่อมจะเร่งปฏิกิริยาการปฏิรูปตำรวจมากขึ้น ย่อมทำให้พฤติกรรมเชิงปฏิบัติงานของตำรวจดีขึ้น แต่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้นสิ่งที่หวังได้ในตอนนี้ คือ ภาคประชาชน คือ แรงผลักดันสำคัญในการปฏิรูปตำรวจ!

คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อใช้สูตรไหน ขัดรธน.หรือไม่

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/588451

  • วันที่ 07 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

คำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อใช้สูตรไหน ขัดรธน.หรือไม่

คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องใช้สูตรไหน และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร?

………….

โดย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งคู่กับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ไม่เคยปรากฏว่ามีการเลือกตั้งครั้งใดที่จะมีปัญหาในการคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเหมือนในการเลือกตั้งครั้งนี้เลย

สาเหตุสำคัญมาจากระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้มี ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ แต่ให้การเลือกตั้งเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แล้วใช้คะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศของแต่ละพรรคมาคำนวณเป็นที่นั่ง ส.ส. ทำให้การคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมี 150 ที่นั่ง จึงซับซ้อนกว่าเดิมมาก

ปัญหาใหญ่ยิ่งกว่านั้นคือ วิธีการคำนวณที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามมาตรา 128 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (จากนี้จะขอเรียกโดยย่อว่า พรป.เลือกตั้ง ) ดูเหมือนว่าจะมีวิธีคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้มากกว่าหนึ่งวิธี แล้ววิธีคำนวณแบบใดกันแน่ที่เป็นวิธีที่ถูกต้อง

บทความสั้นๆ นี้จะได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่สุดที่ควรคำนึงถึง เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเพื่อยุติปัญหาในเรื่องนี้ต่อไป

1.หลักการของระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และสิ่งที่เหมือนกันในการคำนวณทุกสูตร

ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 นั้น แม้จะเป็นการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต ซึ่งเป็น ‘ระบบเสียงข้างมากธรรมดา’ แต่โดยที่ให้มีการนำคะแนนทั้งหมดมาจัดสรรเป็นจำนวน ‘ส.ส.พึงมี’ ของแต่ละพรรค ระบบเลือกตั้งนึ้โดยหลักแล้วจึงเป็น ‘ระบบสัดส่วน’นั่นคือ

พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้ ส.ส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้ โดยขั้นตอนในการคำนวณจำนวน ‘ส.ส. พึงมี’จนถึงการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (1)(2) และ (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (1)(2) และ (3) กำหนดไว้เกือบเหมือนกันหมด ดังต่อไปนี้

(1) หาจำนวนคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. หนึ่งคน : เอาคะแนนทั้งหมดที่เลือกพรรคที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ หารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งหมดคือ 500 คน (รัฐธรรมนูญมาตรา 91(1) และ พรป.เลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128(1))

คะแนนทั้งหมด หักบัตรเสีย งดออกเสียง และคะแนนของพรรคที่ไม่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ เท่ากับ 35,532,647 คะแนน หารด้วย 500 ผลลัพธ์คือ 71,057 และโดยที่ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ใช้ทศนิยม 4 หลัก จำนวนคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. หนึ่งคนจึงเท่ากับ 71,057.4980 คะแนน

(2) หาจำนวน ‘ส.ส. พึงมี’ ของแต่ละพรรค : นำผลลัพธ์นี้ไปหารจำนวนคะแนนของแต่ละพรรค (รัฐธรรมนูญมาตรา 91(2) และ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128(2))

ขั้นตอนที่ 2 คือเอาคะแนน 71,057.4980 มาหารคะแนนรวมของแต่ละพรรค ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้ หรือ ‘ส.ส.พึงมีได้’ ซึ่งมักจะเรียกกันโดยสั้นว่า‘ส.ส.พึงมี’

อย่างไรก็ตาม พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (2) ได้เติมคำว่า “เบื้องต้น”ต่อท้ายคำว่า จำนวน ส.ส.พึงมี กลายเป็นคำว่า “จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้เบื้องต้น” ทั้งยังบัญญัติต่อไปอีกว่า “และเมื่อได้คำนวณตาม (5)(6) หรือ (7) ถ้ามีแล้ว” จึงให้ถือว่าจำนวนดังกล่าว “เป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคนั้นจะพึงมีได้”

การที่ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128(2) บัญญัติเช่นนี้ หมายความว่า ‘จำนวน ส.ส.พึงมี’ ที่คำนวณตามมาตรา 128 (1) และ (2) เป็นแต่เพียงจำนวนเบื้องต้น ที่จะมีเบื้องกลาง หรือเบื้องปลายที่แตกต่างออกไปได้ ตรงนี้คือจุดที่ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ที่ไม่มีคำว่า “เบื้องต้น”

(3) หาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค : นำจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตของแต่ละพรรคมาลบออก (รัฐธรรมนูญมาตรา 91(3) และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128(3)) ผลลัพธ์คือ “จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ” (รัฐธรรมนูญมาตรา 91(3))

เช่นเดียวกับ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (2) ที่ได้เติมคำว่า “เบื้องต้น” ต่อท้ายคำว่า ‘จำนวน ส.ส.พึงมี’ วงเล็บ (3) ของ พรป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ก็ได้เติมคำว่า “เบื้องต้น” ต่อท้ายวลี “จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ” เช่นกัน ทำให้กลายเป็น “จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับเบื้องต้น” ตรงนี้ทำให้ที่จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่คำนวณได้ในขั้นตอนถึงตรงนี้ จึงจะแตกต่างออกไปในภายหลังได้

และเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91(2) คือมาตรา 91(3) ก็ไม่มีคำว่า “เบื้องต้น” นั่นหมายความว่าคำนวณถึงขั้นตอนที่ 3 นี้ จำนวนที่ได้คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคจะได้รับ ประเด็นก็จะเหลือเพียงเรื่องของเศษ และกรณีจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมกันแล้วไม่ถึง 150 ที่นั่ง หรือเกิน 150 ที่นั่งเท่านั้น ว่าจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้ วงเล็บต่อไปของรัฐธรรมนูญมาตรา 91 คือ (4) กำหนดว่า หากพรรคใดได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเกินจำนวน ‘ส.ส.พึงมี’ แล้วจะไม่ได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออีก ซึ่ง พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (5) เขียนเหมือนกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) ทุกประการ

สรุปคือ ในขั้นตอนแรกถึงตรงนี้เหมือนกันเกือบหมดทั้งในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และใน พรป.เลือกตั้งมาตรา 128 ที่ต่างกันคือ พรป.เลือกตั้งมาตรา 128 (2) และ (3) มีคำว่า “เบื้องต้น” มาต่อท้าย “จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ” และในเรื่องวิธีการคำนวณของแต่ละสูตรถึงตรงนี้ก็เหมือนกันหมด สิ่งที่ต่างกันคือขั้นตอนที่ 4 ที่จะได้กล่าวถึงต่อไป

2.ขั้นตอนที่ต่างกันในการคำนวณทั้ง 2 สูตร และเหตุที่ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (4) ได้กำหนดขั้นตอนที่ 4 ไว้ ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญมาตรา 91 คือ กำหนดว่า “จัดสรรให้พรรคการเมืองตามผลลัพธ์ตาม (3) เป็นจำนวนเต็มก่อน”

ผลลัพธ์ตาม (3) ก็คือ จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อนั่นเอง ทั้งนี้ มาตรา 128(4) กำหนดต่อไปว่า “หากยังไม่ครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน” ก็ให้“พรรคการเมืองที่มีเศษจากการคำนวณมากที่สุดได้รับการจัดสรรจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกหนึ่งคนตามลำดับจนครบจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน” โดยเขียนซ้ำไว้อีกครั้งพร้อมกับกรณีที่มีเศษเท่ากันไว้ในวงเล็บ (6)

ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ คำนวณแล้ว พรรคการเมืองได้รับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเกิน 150 คน มาตรา 128 (7) ก็กำหนดให้ “ดำเนินการคำนวณปรับจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อใหม่โดยคำนวณตามอัตราส่วน … ซึ่งเมื่อรวมแล้วไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบคน”

อ่านดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มาตรา 128 (6) คือกรณีที่จำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อรวมกันแล้วไม่ถึง 150 คน ส่วนมาตรา 128 (7) คือกรณีที่จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อรวมแล้วเกิน 160 คน พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (6) และ (7) ที่เขียนเพิ่มเติมขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ก็เพื่อสำหรับการดำเนินการต่อไป ซึ่งก็มีแค่ 2 กรณีคือคำนวณแล้วไม่ถึง 150 คน กับคำนวณแล้วเกิน 150 คน

แต่สิ่งที่ทำให้สูตรคำนวณกลายเป็นเพิ่มขึ้นมาอีกสูตรคือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. (ทั้งนี้คงไม่อาจถือเป็นความเห็น กรธ. อย่างเป็นทางการได้ เนื่องจากประธาน กรธ.ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้โดยให้เหตุผลว่า “ผมหมดหน้าที่แล้ว”) เห็นว่าต้องใช้ (5) ของมาตรา 128 ก่อน เพราะมาตรา 128 (4) ที่กำหนดให้จัดสรรแก่พรรคการเมืองตามจำนวนเต็มก่อน ขึ้นต้นว่า “ภายใต้บังคับ (5)”

ซึ่งมาตรา 128 (5) กำหนดว่า “ให้นำจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคนั้นจะพึงมีได้ตาม (2) ตามอัตราส่วน” ทำให้ กรธ. จึงเห็นว่า ต้องใช้ (5) ก่อน คือนำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ “เบื้องต้น” มาปรับลดลง “ตามอัตราส่วน” ตามาตรา 128 (5) แล้วจึงค่อยจัดให้ “ตามจำนวนเต็ม” ตามมาตรา 128 (4)

ตรงนี้เอง ทำให้เกิดสูตรในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็น 2 สูตร สรุปได้ดังนี้คือ

(1) สูตรคำนวณแบบ กรธ. : นำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ “เบื้องต้น” มาปรับลดลง “ตามอัตราส่วน” ตามาตรา 128 (5) แล้วจึงค่อยจัดให้ “ตามจำนวนเต็ม” ตามมาตรา 128 (4)

ผลของการคำนวณด้วยวิธีนี้จะทำให้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อในขั้นต้น ซึ่งรวมได้ 175 คน ถูกปรับลดลงให้เหลือ 150 คน แล้วจากนั้นจึงค่อยนำมาจัด “ตามจำนวนเต็มตามมาตรา 128 (4) ซึ่งมีจำนวนเต็มเพียง 128 คน นั่นหมายถึงว่า จะต้องใช้มาตรา 128 (6) คือ จัดให้ตามเศษใหญ่ที่สุดเรียงลำดับไปพรรคละหนึ่งที่นั่ง ผลลัพธ์คือ มี 11 พรรคที่มีคะแนนไม่ถึง 71,057 คะแนน จะได้ ส.ส. พรรคละหนึ่งคน ส่วนพรรคที่เกิน 71,057 คะแนนจะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อน้อยลงไป 11 ที่นั่ง

(2) สูตรแบบนักวิชาการส่วนใหญ่ (ส่วนใหญ่ตามความเข้าใจของผู้เขียน) : จัด ส.ส.ให้ตามจำนวนเต็มก่อน ตามมาตรา 128 (4) ถ้าไม่ครบ 150 คน จึงค่อยดำเนินการตามมาตรา 128 (4) ตอนท้าย และ (6) คือจัดสรรให้พรรคละหนึ่งคนตามลำดับเศษใหญ่จนครบ 150 คน แต่ถ้าเกิน 150 คน ก็ดำเนินการตาม 128 (7) คือลดลงตามอัตราส่วนจนไม่เกิน 150 คน

ถ้าดำเนินการตามการตีความแบบนักวิชาการส่วนใหญ่นี้ จะต้องจัด ส.ส.ให้ตามจำนวนเต็มตามมาตรา 128(4) ก่อน ซึ่งถ้าดำเนินการแล้วผลคือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ทุกพรรคจะได้เท่ากับ 152 คน แล้วจึงดำเนินการตามมาตรา 128(7) คือปรับลดลงตามส่วนให้เหลือ 150 คน หมายความว่าไม่ต้องไปดูเศษอีกต่อไป เพราะจัดสรรให้ตามจำนวนเต็มเกิน 150 คนไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเหลือมาจัดสรรให้พรรคที่ได้คะแนนต่ำกว่า 71,057 ได้อีก

3.แล้วจะต้องตีความแบบไหนจึงจะถูกต้อง? และปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128

ประเด็นคือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 จะใช้ (4) หรือ (5) ก่อน? กรธ. ให้ใช้ (5) ก่อนโดยให้เหตุผลว่า (4) ใช้คำว่า “ภายใต้บังคับ (5)” นั่นคือการเอาจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดมาปรับลดให้เป็น 150 คนก่อน แล้วจึงค่อยจัดสรรตามจำนวนเต็ม

เมื่อเกิดปัญหาในการใช้ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ต้องกลับไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ซึ่ง (4) กำหนดว่า “ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตาม (2)” (ซึ่ง พรป.เลือกตั้ง นำมาบัญญัติไว้เป็นมาตรา 128 (5)) การให้พรรคที่ได้ ส.ส.พึงมีไม่ถึง 1 คน เช่น ได้แค่ 0.4 คน แต่ได้ ส.ส. หนึ่งคน จะถือว่า พรรคนั้นได้ ส.ส.เกินกว่า ส.ส.พึงมีหรือไม่?

ในทางกลับกัน พรรคที่มีคะแนนมากว่า 71,057 คะแนน ซึ่งตามหลักแล้ว จะต้องได้ ส.ส. หนึ่งคนทุกๆ 71,057 คะแนน กลับไม่ได้ ส.ส. หนึ่งคนทุกๆ 71,057 คะแนน ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 91(2) “ให้ถือเป็นจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้” และมาตรา 91(3) “ผลลัพธ์คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองนั้นจะได้รับ” แต่กลับได้รับน้อยกว่าจำนวนนั้น จะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 91(3) หรือไม่?

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (4) ไปเติมคำว่า “เบื้องต้น” ต่อท้าย แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 91 (2) และ (3) ไม่มีคำว่า “เบื้องต้น” นั่นหมายถึงว่าผลลัพธ์ตามมาตรา 91(3) คือจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็คือตามจำนวนเต็ม การไปคำนวณในแบบที่ทำให้ พรรคการเมืองได้ ส.ส.น้อยกว่าตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 91(3) กำหนด และมีพรรคการเมืองได้ ส.ส.มากกว่าจำนวน “ส.ส.พึงมี” ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 91(4) กำหนด ย่อมมีปัญหาเรื่องความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

สำหรับ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (6) และ (7) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ผู้เขียนเห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เนื่องจากเป็นการกำหนดขั้นตอนต่อไปหลังจากที่ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค ซึ่งก็มี 2 กรณีคือ ไม่ถึง 150 คน กับกรณีเกิน 150 คนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เช่นเดียวกับ พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (8) ซึ่งเป็นวงเล็บสุดท้าย ที่ให้ “ผู้สมัครตามลำดับหมายเลขในบัญชีรายชื่อ” ของแต่ละพรรคการเมือง “เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร” ก็บัญญัติไว้เหมือนกันกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (5) ซึ่งเป็นวงเล็บสุดท้ายเช่นเดียวกัน จึงไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

โดยสรุป พรป.เลือกตั้ง มาตรา 128 (2) ที่ไปเติมคำว่า “เบื้องต้น” ต่อท้าย “จำนวนที่ได้รับให้ถือเป็นจำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้” และมาตรา 128 (3) ที่ไปเติมคำว่า “เบื้องต้น” ต่อท้าย “ผลลัพธ์คือจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้รับ” ซึ่งผลทำให้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคแตกต่างไปในภายหลังได้ จึงมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

และดังนั้นสูตรการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของ กรธ. จึงไม่น่าจะถูกต้อง พรรคที่ได้คะแนนน้อยกว่า 71,057 คะแนน จะได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเฉพาะในกรณีที่จัดให้พรรคที่ได้คะแนนเกิน 71,057 คะแนน แล้วมีที่นั่งเหลือเท่านั้น กรณีนี้เป็นกรณีที่จัดแล้วเกิน 150 ที่นั่ง จึงไม่มีที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเหลือมาจัดสรรให้กับพรรคที่ได้คะแนนน้อยกว่า 71,057 คะแนนได้อีก

เปิดจุดยืน “รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก” ประธานครป. เลือกข้างทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

Published June 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/588244

  • วันที่ 06 พ.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

เปิดจุดยืน "รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก" ประธานครป. เลือกข้างทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ครป.ลุ๊คใหม่เล่นบทผสานแนวร่วมสร้าง “วิปภาคประชาชน”เปิดศักราชใหม่ชู “ปฏิรูปตำรวจ”วาระเร่งด่วนเสนอรัฐบาลใหม่

************************

โดย ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. นับเป็นองค์กรเชิงสัญลักษณ์ของภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด ทั้งในช่วงรัฐบาลเผด็จการทหาร หรือช่วงการเมืองไทยขัดแย้งกันรุนแรงถึงขั้นแบ่งขั้วเลือกข้าง จนเกิดปฏิวัติรัฐประหาร

ครป.อาจต้องหยุดชะงักบทบาทไปบางช่วงเวลา จนวันนี้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง จึงเกิดคำถามว่า ครป. จะเคลื่อนไหวทางการเมืองไปในทิศทางใดท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือน

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะประธาน ครป.เปิดใจถึงจุดยืนทางการเมืองของ ครป. ว่า “ครป.เลือกข้างทางการเมือง แต่เลือกข้างเชิงประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ไม่ว่าพรรคหรือใครเป็นรัฐบาล หรือ นายกรัฐมนตรี ทาง ครป.ไม่สนใจ แต่สนใจเพียงว่านโยบายที่ภาคประชาชนเสนอที่มีประโยชน์ต่อประชาชนไม่ว่าพรรคใด ควรนำไปผลักดันให้เป็นนโยบายและกฎหมาย

เขาเสนอรูปแบบการทำงาน คือ ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างพรรคการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงสว.กับการเมืองภาคประชาชน หรือ “วิปภาคประชาชน”ขึ้นมา โดยจะมีการติดตามการทำงานอย่างต่อเนื่อง พรรคใดเป็นฝ่ายค้านหรือพรรคใดเป็นฝ่ายรัฐบาล จะทำงานร่วมกับการเมืองภาคประชาชนเป็นทำงานร่วมกัน

เป้าหมายเพื่อสลายความเป็นขั้วทางการเมืองและความขัดแย้ง เมื่อไม่มีขั้วการเมืองก็จะไม่สนใจตำแหน่งหรืออำนาจ แต่จะสนใจในประเด็นภาคประชาชนที่ต้องทำงานร่วมกันคณะกรรมการร่วมชุดนี้พรรคการเมืองกับภาคประชาชนที่เป็นตัวแทนที่นั่งในสภา ได้มานั่งคุยกับการเมืองภาคประชาชน เช่น ประเด็นการกระจายอำนาจ พรรคการเมืองว่าอย่างไร มาหาข้อสรุปร่วมกัน เพื่อผลักดันเป็นนโยบายและกฎหมาย โดยทุกพรรคสามารถทำร่วมกันได้ เพราะถือว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์

“ไม่ใช่ว่านโยบายของพรรคใดพรรคหนึ่ง การทำงานร่วมกันในการพัฒนานโยบาย สำหรับในระดับสภา เสนอให้มีคณะกรรมร่วมระหว่าง สส. สว. และ ภาคประชาชน เพื่อรับลูกนโยบายและข้อสรุปบางอย่างไปสู่การแก้กฎหมาย หรือ ออกกฎหมาย”รศ.ดร.พิชาย กล่าว

รศ.พิชาย กล่าวว่า ครป.จะประสานไปยังรัฐบาลที่มาเป็นตัวแทน ในคณะกรรมการพัฒนานโยบายพรรคการเมือง ส่วนหนึ่งจะเป็นพรรครัฐบาล จะได้ไปพูดคุยกันว่าจะเห็นด้วยอย่างไร หรือ อาจจะไม่จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมาย อาจออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)โดยจะมีการติดตามกันต่อไป

ภายหลังมีการจัดตั้งรัฐบาล ทาง ครป.จะไปติดตาม ในการทำหน้าที่เป็น วิปฝ่ายประชาชน จะเป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนโดยจะมีสองส่วนสำคัญ คือ การเมืองนอกสภา ระหว่างพรรคการเมืองกับภาคประชาชน และ การเมืองในสภากับภาคประชาชน ที่จะไปผลักดันนโยบายและกฎหมายถือเป็นการประสานทางการเมืองกันทุกทาง

“การชุมนุมเคลื่อนไหวยังมีอยู่หากประชาชนหรือพี่น้องบางกลุ่มเดือดร้อนแล้วรัฐบาลเมินเฉย ทาง ครป.พร้อมไปสนับสนุน แต่หากมีกลไกอย่างที่ ครป.เสนอเชื่อว่าจะไม่มีม็อบ หรือ การชุมนุมทางการเมืองเหมือนในอดีต ความแตกแยกระหว่างพรรคการเมืองก็จะลดลง ทุกคนจะยึดเอาประเด็นและผลประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้ง ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการทำงานการเมืองภาคประชาชนและพรรคการเมือง ภาพลักษณ์พรรคการเมืองที่แย่ๆจะดีขึ้น”รศ.ดร.พิชาย กล่าว

ในการทำงานการเมืองภาคประชาชน ครป.ไม่สนใจว่าเสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร จะเป็นรัฐบาลผสม โดยจะมีเสียงปริ่มน้ำ หรือเสียงล้นน้ำ ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่ของรัฐบาลไป แต่ ครป.จะสนใจเพียงว่าประเด็นภาคประชาชนได้รับการผลักดันหรือไม่

จากนี้ไปสังคมจะได้เห็นปรากฎการณ์ทางการเมืองของ ครป.จากการเคลื่อนตัวจากการชุมชนมาสู่การใช้ 2 แนวทาง คือ ประสาน และ สร้างกลไกเชิงสถาบัน เพื่อรับเอาปัญหาและแนวทางแก้ไขของภาคประชาชนไปผ่านการทำงานร่วมกัน

“ใครเป็นรัฐบาลจะบริหารอย่างไรก็ว่ากันไป จะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้ ครป.ไม่สนใจ ทุกฝ่ายต้องมีสำนึกร่วมกันไม่ต้องแบ่งขั้วหรือแบ่งพรรค เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง นี่คือทิศทางการทำงานของ ครป.ยุคใหม่ เพื่อทำให้นโยบายและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง”รศ.ดร.พิชาย กล่าว

รศ.ดร. พิชาย กล่าวว่า อีกภารกิจ ครป. คือ การทำงานด้านวิชาการร่วมกับสถาบันการศึกษา ในประเด็นที่ต้องการงานวิจัยรองรับ เช่น การปฏิรูปตำรวจ หรือ กฎหมายอากาศสะอาด ดังนั้นข้อเสนอแนะการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกัน สส.ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล มาคุยกันมาออกกฎหมายด้วยกัน เป็นผลงานร่วมกันทุกพรรค หากเห็นว่าประเด็นไหนเห็นร่วมกันก็ผลักดันร่วมกันไม่ต้องคิดว่าจะเป็นผลงานของใคร ดังนั้นวิปภาคประชาชน คือ ทางออกของการสลายขั้วทางการเมือง เป็นเรื่องสำคัญของสังคมที่ต้องรวมพลังของภาคประชาชนจากทุกภาคส่วนมาร่วมใจกันทำงานการเมืองร่วมกัน เพราะปัญหาประชาชนจะแก้ไขไม่ได้ หากไม่ร่วมมือกันทำงาน

“การเมืองไม่ควรแบ่งแยกแบ่งสีกันอีกแล้ว เราต้องวางปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา ขอให้ข้ามความคิดความเชื่อทางการเมืองหันมามองปัญหาของประเทศกันดีกว่า เพราะปัญหาเหล่านี้จะมานั่งเถียงกันไม่ได้ หรือเถียงกันเพราะว่ามีความคิดทางการเมืองไม่ตรงกันแล้วมองข้ามปัญหาประชาชน เพราะในอนาคตจะมีปัญหามากขึ้นๆ ดังนั้นอะไรที่เป็นจุดร่วมก็ต้องร่วมกันทำ ย่อมจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างภาคประชาชนดีขึ้น จะช่วยสลายกำแพงทางความคิด หรือ ความเชื่อทางการเมืองให้ต่ำเตี้ยลงและสลายไปในที่สุด”รศ.ดร.พิชาย กล่าว

เส้นทางจากนี้ของ “ธนาธร” รับ”ใบส้ม”รอพักร้อนการเมือง ?!?

Published June 10, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/587166

  • วันที่ 23 เม.ย. 2562 เวลา 20:32 น.

เส้นทางจากนี้ของ "ธนาธร" รับ"ใบส้ม"รอพักร้อนการเมือง ?!?

กกต. มีอำนาจสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครนั้นไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ กกต. มีคําสั่ง

************

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

ไม่เหนือความควาดหมายสำหรับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้โพสต์ข้อความเมื่่อช่วงบ่ายของวันที่ 23 เม.ย.ว่า เขาได้รับแจ้งข่าวจากเมืองไทยต้องรีบเดินทางกลับเพื่อรับมือต่อสถานการณ์ไม่คาดคิด

เป็นสถานการณ์ไม่เกินความคาดหมายว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ) ต้องพิจารณาคำร้องกรณีธนาธรให้ได้ข้อยุติภายในระยะเวลาอันสั้น

จากกรณีที่เขาถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามการเป็นผู้สมัคร ส.ส.เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง และกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง

เมื่อคดีมีมูล!  จึงมีมติแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับเปิดโอกาสให้ธนาธรจะมาให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือชี้แจงพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วันหลังได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาก็ได้

ทำให้ ธนาธร จึงต้องกลับมา เพื่อเตรียมข้อมูลในการแก้ข้อกล่าวหาในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นับจากนี้ ซึ่งว่ากันว่าเขาจะเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยในวันที่ 25 เม.ย.

สมมติและสมมติธนาธรรับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาวันที่ 25 เม.ย. 62 จะตกฟากครบเงื่อนไขภายใน 7 วัน ประมาณปลายเดือนเม.ยถึงต้นเดือนพ.ค.นั่นเอง

คำถามตามมา ครบ 7 วัน หรือประมาณวันที่ 30 เม.ย. 62 กกต.จะดำเนินการอย่างไรต่อ

เนื่องจากช่วงเวลาระหว่างนั้นเอง กกต.มีกรอบเวลาการรับรองความเป็นส.ส.เข้าสภาให้ได้ไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซนต์ ภายในวันที่ 9 พ.ค. 62 การชี้ชะตากรรมหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนหรือหลัง 9 พ.ค.

หากคิดบนฐานการพิจารณาของกกต.ทำทุกอย่างให้สะเด็ดน้ำก่อน 9 พ.ค.  กกต.มีอำนาจในการตัดสิทธิ์์ว่าที่ส.ส.ได้ หรือ แจก“ใบส้ม” ตามที่กล่าวไว้ในกม.เลือกตั้ง

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 225 และพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 132 กำหนดว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้า กกต. เห็นว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. คนใด กระทําการเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครนั้นไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ กกต. มีคําสั่ง

(2) และในกรณีที่ผู้สมัครได้คะแนนอยู่ในลําดับที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ให้ กกต. มีอำนาจสั่งยกเลิกการเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ คําสั่งของ กกต. ดังกล่าวนี้ ให้เป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์หรือโต้แย้งได้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า การแจกใบส้มก่อนถึงวันรับรองส.ส.เข้าสภาไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซนต์ก็คือวันที่ 9 พ.ค.จะทำให้เรื่องทุกอย่างยุติลง

ภายหลังวันที่ 9 พ.ค. กกต.ยังมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญส่งเรื่องไปยังศาลฏีกาในการเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือแจกใบแดงว่าที่ส.ส.ผู้นั้นอีกด้วย

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 226 และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 138 กำหนดว่า ในกรณีที่ กกต. สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี หรือกรณีให้ใบส้มดังกล่าวข้างต้น หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว

ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น และเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็น ส.ส. ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

และหากศาลฎีกาพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด ให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นเป็นเวลา 10 ปี และให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้กกต. จัดให้มีการเลือกตั้งแทนตําแหน่งที่ว่าง

….นั่นคือเส้นทางร้ายที่จะเกิดขึ้น….

แต่หากช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่สามารถแก้ข้อกล่าวหาต่อกกต.จนฟังขึ้น  หนทางต่อไปของธนาธรก็อาจจะราบรื่น  จึงต้องติดตาม

%d bloggers like this: