วิเคราะห์

All posts tagged วิเคราะห์

เบื้องหลัง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ชิงดาวเด่นสภา

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/596148

  • วันที่ 28 ก.ค. 2562 เวลา 18:11 น.

เบื้องหลัง "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ชิงดาวเด่นสภา

ส่องเส้นทางนักธุรกิจ”ไฮโซพันล้าน”สู่การขึ้นเวทีสภาขายความคิดเกษตรกรก้าวหน้า

……………………..

โดย…โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

“คนไทย 75 % ไม่มีที่ดินของตนเอง ชาวนากว่า 45 % ต้องเช่าที่ดินทำนา”

“เกษตรกรไทยมีรายได้เฉลี่ย 4,750 บาท/เดือน”

“เกษตรกรหันไปใช้สารเคมี ผลผลิตจึงถูกกดราคา”

“ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้ต่ำ ต้นทุนสูง รายได้ต่ำก็ไม่มีเงินออม”

“เกษตรกรไม่สามารถทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ เพราะไม่มีที่ดินติดขัดข้อจำกัดด้านกฎหมาย”

ประโยคข้างต้น เป็นการสรุปคำอภิปรายของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่

เนื้อหาการอภิปรายของเขาสะกดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านและรัฐบาลหันมาให้ความสนใจ

เพราะข้อมูลดังกล่าว สะท้อนถึงปัญหาเกษตรกรไทย ในแง่ที่” พิธา” เปรียบเปรย เป็นกระดุมห้าเม็ด หากติดผิดเม็ดใดเม็ดหนึ่งคลาดเคลื่อนไปหมด เว้นเสียแต่ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด จัดลำดับให้ถูกทาง

นั่นคือ การกลับไปที่กระดุมเม็ดแรกด้วยการให้ความสำคัญกับการจัดหาที่ดินให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้เสียก่อน

ด้วยการตระเตรียมข้อมูลมาอย่างดี มีน้ำหนัก ไม่ได้กล่าวเลื่อนลอย อ้างอิงจากรายงานทางวิชาการ หน่วยงานราชการ พร้อมกับลงไปสัมผัสพื้นที่จริง ทำให้ทุกฝ่ายถึงกับ บางอ้อ แม้แต่ระดับรัฐมนตรี ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายบริหารประเทศต้องยกนิ้วชื่นชม

ทำไม “พิธา” ถึงต้องการ อภิปรายนโยบายด้านการเกษตร ?

นี่ไม่ใช่เวทีแรก แต่ก่อนลงมาเล่นการเมือง ” พิธา” เคยคลุกคลีกับงานด้านเกษตรมาก่อน

ต้องย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิด “พิธา” หรือเรียกเขาว่า “ทิม” เป็นบุตรชายคนโตของ“พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตที่ปรึกษา รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งครอบครัวก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลผลิตการเกษตรแปรรูป เรียกว่าซึมซับเกษตรมาตั้งแต่เด็ก กระทั่งเคยรับราชการในกระทรวงพาณิชย์ ทำให้มีประสบการด้านการค้าการลงทุน และออกมาทำงานด้านธุรกิจน้ำมันรำข้าวสืบทอดแทนบิดา สามารถพลิกฟื้นจากการขาดทุนมาเป็นกำไร

รียกได้ว่าผ่านงานทั้งภาครัฐและเอกชนจนประสบความสำเร็จ ถือได้เป็นนักธุรกิจไฮโซพันล้านคนหนึ่งของประเทศไทย

อีกอย่างด้วยความเป็นนักเรียนนอก มีดีกรีระดับปริญญาโท ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกได้รับทุนมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ทำให้มีมุมมองที่ทันสมัย

สำหรับนามสกุลลิ้มเจริญรัตน์ ยิ่งคุ้นเคยเข้าไปอีก เขายังเป็นหลานของ ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ชายผมขาวประจำทำเนียบฯสมัยเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางการเมือง  พรรคอนาคตใหม่ จึงมอบหมายเขารับผิดชอบดูแลนโยบายทางการเกษตรของพรรค ด้วยเป้าหมายต้องการสร้างเกษตรกรก้าวหน้าด้วยการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้

ทุกครั้งของการหาเสียง ปราศรัย บนเวทีต่างๆ “พิธา” จึงได้รับมอบหมายให้ชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรเป็นหลัก

สำหรับลีลาท่าทางสร้างความดึงดูดนั้น มาจากพรรคจัดคอร์สฝึกอบรมการพูดต่อที่ชุมชนสาธารณะ ให้กับส.ส.รุ่นใหม่หลายคน ไม่แปลกที่สมาชิกพรรค ตั้งแต่หัวหน้าพรรคไปถึงลูกพรรค จึงมีลักษณะของการวางบุคลิกประกอบการพูดอย่างเป็นมืออาชีพนั่นเอง

ฉนั้น เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 62 ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่ห้องประชุมสภาชั่วคราว อาคารทีโอที แจ้งวัฒนะ เขาจึงได้รับมอบหมายให้อภิปรายนโยบายด้านการเกษตรอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พิจารณาจากข้อมูลจึงไม่ต่างกับที่เคยนำไปหาเสียง ชี้แจงตามเวทีต่างๆ

เพียงแต่ การหาเสียงอาจเป็นเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ กลุ่มเกษตรกร ชาวนาชาวไร่ แต่เมื่อเข้าสู่การประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล จึงเป็นเวทีใหญ่ที่ถูกถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ทำให้การขายความคิดของเขาได้สื่อสารออกไปกว้างขวางมากขึ้น สะกดหัวใจของทุกคนได้

อย่างการเสวนาของพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2561 พิธา พยายามสรรหาคำเปรียบเปรยเพื่อให้ทุกคนได้ฉุกคิดตาม

เช่น ผมมองเห็น “ทองคำที่ฝังอยู่ในดิน”ในประเทศไทย หากแต่ว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เคยมีหน่วยงานไหน บริษัทเอกชนใด จริงใจในการเข้ามาพลิกฟื้น ปลดปล่อยศักยภาพพี่น้องเกษตรกร มิหนำซ้ำยังหากิน ขูดรีด เอาเสียด้วย

พิธา บอกทุกคนว่า สิ่งที่เขาพูดจะทำให้ “กระดิ่งในหัวใจของทุกคนดังขึ้นเหมือนกับกระดิ่งในใจเขาได้ดังขึ้นแล้ว”

พร้อมกับกล่าวตอนสุดท้ายว่า “ผมและทุกคนไม่ใช่นักรบห้องแอร์ เราละเอียด เราลงพื้นที่ เราลงไปคลุกกับดิน และขออนุญาตหัวหน้าพรรคไม่ค่อยได้เข้าพรรค แล้วหวังว่าจะได้เจอกัน ”

วันนี้ “พิธา” ได้ใช้เวทีสภา ขายความคิดผ่านนโยบายด้านการเกษตรด้วยหวังให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ นำไปปรับปรุงเกิดการเปลี่ยนแปลง

Advertisements

‘ดุดัน-ขบขัน-กวนกวน’ลีลาบิ๊กตู่ในสภา

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/595933

  • วันที่ 25 ก.ค. 2562 เวลา 19:17 น.

'ดุดัน-ขบขัน-กวนกวน'ลีลาบิ๊กตู่ในสภา

วันแรกของศึกซักฟอกนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่”น๊อตยังไม่หลุดแต่ยังมะงุมมะงาหรา

ลีลา การแถลงนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมและในการชี้แจงตอบโต้การอภิปรายของฝ่ายค้านนั้นมีครบทุกลีลา ทั้งดุดัน สร้างความขบขันแบบกวนกวน ในที่ประชุมสภา

โดยตั้งแต่เริ่มแถลงนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะพูดไปเรื่อยๆด้วยความเคยชิน จนฝ่ายค้านประท้วงให้อ่านตามเอกสาร ตามเอกสารที่ส่งมาให้รัฐสภา โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา บอกว่า ถึงแม้ท่านนายกฯจะจำได้หมดแต่ขอให้ท่านอ่านดีกว่า

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็กล่าวตอบโต้ว่า ผมไม่ทะเลาะกับพวกท่านอยู่แล้ว เอาละผมจะอ่านให้ฟัง อ่านภาษาไทยเนี่ยแหละ คุณเปิดหนังสือและอ่านตามผม ไปด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามในระหว่างการอ่านตามเอกสารแถลงนโยบาย ฝ่ายค้านก็เหน็บแนมว่า พูดเร็วไป ฟังไม่รู้เรื่อง และในเวลาต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงในสภาอีกครั้งว่า ตนเองอาจจะพูดเร็วไปนิดหนึ่ง พูดไม่ชัดบ้าง กลืนน้ำลายบ้าง ตนเองเป็นมนุษย์ ถ้าท่านพูดเก่งก็เรื่องท่าน แต่ตนเองพูดแล้วทำไปด้วย

“ผมเสียงดังไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้พูดนานแล้ว ผมเองก็มีตัวตนของผมเหมือนกัน เขาบอกให้ผมพูดอย่างสุภาพ แต่ตอนนี้ผมกำลังยิ้มอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่ง ในการชี้แจง

นอกจากนี้ มีส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นประท้วง ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้กล่าวถ้อยคำกับประธานรัฐสภา ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ได้ตอบว่า “ขอบคุณ และขอโทษ เพราะอาจจะเคยชินไปหน่อย แต่ก็ให้เกียรติประธานรัฐสภาอยู่แล้ว”

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้หันไปพูดกับนายชวน ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับสมาชิกรัฐสภา พร้อมกล่าวว่า บางคนอาจไม่เคยชินกับตนเอง

ขณะเดียวกันในการชี้แจงบางครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ชี้นิ้วไปยังผู้ประท้วง ซึ่งเป็นอดีตนายทหารและพูดว่าพวกท่านก็รู้ดี เพราะเป็นลูกน้องผมมาก่อน เป็นทหารเหมือนกัน ขอให้เข้าใจ ซึ่งนายชวนได้กล่าวเตือนว่าอย่าชี้นิ้ว พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้กล่าวขอโทษ พร้อมกับหัวเราะและบอกว่ารูปแบบในสภาฯอาจเปลี่ยนไปบ้างต้องขออภัย

ทั้งหมดคือลีลาของ”บิ๊กตู่”ในการแถลงนโยบายรัฐบาลวันแรก ส่วนวันพรุ่งนี้”บิ๊กตู่”จะอดทนอดกลั้นอารมณ์ได้แค่ไหนต้องติดตาม

“10ปมร้อนเศรษฐกิจ” ทำรัฐบาลลุงตู่สะดุด

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/594711

  • วันที่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 17:24 น.

"10ปมร้อนเศรษฐกิจ" ทำรัฐบาลลุงตู่สะดุด

เรียกได้ว่ารัฐบาลใหม่ไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ เพราะตามโรดแมปปลายเดือนนี้ รัฐบาลจะแถลงนโยบายกับรัฐสภา ก็ต้องเริ่มทำงานกันทันที โดยเฉพาะการเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

งานหินงานโหดการบริหารเศรษฐกิจ สำหรับ “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 หนีไม่พ้นการบริหารเศรษฐกิจที่ยิ่งวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ โดยมีอย่างน้อย 10 ปมร้อนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเข้ามาแก้ไขเป็นการด่วน

1. ปัญหาปากท้องของเศรษฐกิจฐานราก ที่รายได้น้อยค่าใช้จ่ายสูง หนี้สินเพิ่ม การกระจายรายได้ยังมีปัญหาลงไปไม่ถึงฐานราก นอกจากนี้รัฐบาลยังมีปมร้อนเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท จะทำได้ตามสัญญาที่หาเสียงไว้หรือไม่ หากทำไม่ได้รัฐบาลก็เสีย ทั้งคะแนนนิยมและการแก้ปัญหาปากท้องไม่สำเร็จไปด้วย

2. ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เนื่องจากภัยแล้งปีนี้รุนแรง ทำให้ ราคาพืชผลทางการเกษตรทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ราคาตก การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล คือ การประกันราคาพืชผลทางการเกษตรจะทำได้รวดเร็วแค่ไหน หากแก้ไขช้า เศรษฐกิจฐานรากยิ่งแย่หนักรัฐบาลก็จะเจอแรงกดดันการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่ถูกใจประชาชนมากขึ้น

3. ค่าเงินบาทแข็ง ในที่สุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมายอมรับว่าค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และได้มีการออกมาตาการสกัดการเก็งกำไรที่เป็นส่วนหนึ่งของค่าเงินบาทแข็ง มาตรการที่ออกมาหลังจากที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าได้สั่งการให้ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทมากเกินไปเพียงไม่กี่วัน พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการก็ทำหนังสือขอพบนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่า ธปท. เพื่อหารือให้ช่วยดูแลค่าเงิน ที่ผู้ประกอบการเห็นว่า ธปท. ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป

4 การส่งออก เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลยกภูเขาไม่พ้นจากอก เพราะหลังจากพิษสงครามการค้าสหรัฐกับจีน และลามไปถึงสหรัฐกับยุโรป ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ทำให้การส่งออกของไทยทรุดหนักจากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3-4% ล่าสุดคาดว่าจะขยายตัวได้ 0% ถึงขยายตัวติดลบ 1% ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยภาพรวมขยายตัวชะลอมากขึ้น

5 การลงทุนภาครัฐล่าช้า เนื่องจากการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นช่วงลอยต่อของรัฐบาลใหม่และเก่า ทำให้โครงการไม่ต่อเนื่อง รวมกับหลายโครงการไม่มีความพร้อมลงทุนตามแผนที่วางไว้ ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนให้ได้โดยเร็ว

6. การกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคเอกชน ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลตั้งความหวังไว้กับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่จะดึงดูดทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งนายสมคิด ออกมายืนยันว่าโครงการอีอีซี ไม่มีทางล้มเพราะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย แต่การดำเนินการจะได้ตามที่รัฐบาลหวังหรือไม่ ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนกังวล

7. การท่องเที่ยวลด ซึ่งที่ผ่านมาการท่องเที่ยวถือเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ดี แต่จากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้า ทำให้นักท่องเที่ยวลดการท่องเที่ยวในไทยและทุกๆ ประเทศในโลก จึงเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลใหม่ว่าจะกระตุ้นให้คนเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยได้อย่างไร

8. งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 6.9 แสนล้านบาท ปกติงบประมาณจะต้องเริ่มใช้ 1 ต.ค. 2562 แต่ได้ถูกเลื่อนออกไป 1 ม.ค. 2563 เพื่อรอให้รัฐบาลและรัฐสภาใหม่เข้ามาพิจารณา ย่อมส่งผลกระทบทำให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจช้าไปด้วย ถึงขนาด พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปรามว่า ให้รัฐบาลและฝ่ายค้านพิจารณางบประมาณ 2563 ยังสร้างสรรค์ไม่ควรสร้างปัญหาให้งบประมาณไม่ผ่านการพิจารณา เพราะจะกระทบกับเศรษฐกิจ

9 เศรษฐกิจชะลอตัว เป็นที่รู้กันว่า หน่วยงานต่างๆ ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจจากใกล้ 4% เหลืออยู่ 3% โดยหลายแห่งคาดว่าจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาพยุงเศรษฐกิจขาลงให้ฟื้นกลับขึ้นมาให้ได้ เพราะหากเศรษฐกิจภาพรวมแย่ เศรษฐกิจฐานรากประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น

10. ความไม่เชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลลุงตู่ 2 เป็นเรื่องที่ค้างคาใจของนักลงทุนอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นรัฐบาลผสมที่เกิดจาก 19 พรรคการเมือง ทีมเศรษฐกิจถูกจัดสรรจากโควต้าทางการเมือง มากกว่าที่วางคนที่เหมาะสมกับงาน เป็นผลลบต่อนัก ลงทุนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงอาจมีผลต่อความล่า ช้าในการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลให้ทันกำหนดการที่วางไว้

ทั้ง 10 ปมร้อนเศรษฐกิจ จึงเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลลุงตู่ ว่าจะสามารถอยู่บริหารประเทศสมัยที่ 2 ได้ยาวนานแค่ไหน

ถอดรหัสตั้ง’เลขา-ผู้ช่วย’รัฐมนตรีพปชร.’สมคิด-สามมิตร’กลุ่มเดียวกัน

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/597083

  • วันที่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 18:44 น.

ถอดรหัสตั้ง'เลขา-ผู้ช่วย'รัฐมนตรีพปชร.'สมคิด-สามมิตร'กลุ่มเดียวกัน

ไม่แปลกใจว่าในช่วงที่มีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกลุ่มสามมิตรถึงกล้าเคลื่อนไหวทวงโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างโจ๋งครึ่มชนทั้ง”บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม”

หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้งเก้าอี้ เลขานุการรัฐมนตรีและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)นั้น ได้สะท้อนถึงดุลอำนาจของกลุ่มต่างในพปชร.ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มสามมิตร ที่นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม “สุริยะ จึ่งรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม และ กลุ่ม 4 ยอดกุมาร ที่มี “อุตตม สาวนายน”หัวหน้าพรรค “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค ซึ่งนำโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”รองนายกรัฐมนตรี นั้น ที่แท้เป็นกลุ่มเดียวกัน

ทั้งนี้”อนุรุทธิ์ นาคาศัย”น้องชาย “อนุชา นาคาศัย” ส.ส.ชัยนาท แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่พลาดเก้าอี้ รมช.คลัง ได้รับการแต่งเป็น เลขานุการ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน

หากจำกันได้ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ช่วงการจัดโผครม. “อนุชา” ได้ออกมา แถลงดับเครื่องชนบิ๊กตู่ บิ๊กป้อม เพื่อต่อรองเก้าอี้ให้ “สุริยะ” ที่เบื้องต้นถูกวางไว้เป็น รมว.พลังงาน แต่ถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีโยกสลับให้”สนธิรัตน์” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐมานั่งแทน และให้”สุริยะ”ไปนั่งรมว.อุตสาหกรรม

ในช่วงนั้นกลุ่มสามมิตร เข้าใจว่า”สนธิรัตน์”หักหลัง เพื่อจะนั่งรมว.พลังงานเสียเอง ทำให้”สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม.กลุ่มสามมิตร ประกาศเสนอญัตติในที่ประชุมพรรคขับ”สนธิรัตน์”ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค ทำเอา”สนธิรัตน์”ถอดใจออกแถลงการณ์ไม่รับเก้าอี้รมว.พลังงาน แต่ท้ายที่สุด”สมคิด”ไปเคลียร์ ในทำนองหาก”สนธิรัตน์”ไม่รับเก้าอี้รมว.พลังงานจะตกไปอยู่กับ”ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ”กลุ่มกทม. ทำให้กลุ่มสามมิตร ยอมสงบลง และภายหลังหนุนให้”สนธิรัตน์”กลับมานั่งรมว.พลังงานตามเดิม

นอกจากตำแหน่ง”อนุรุทธิ์”แล้วที่ได้ไปนั่งเป็น เลขานุการ รมว.พลังงาน แทนพี่ชายแล้ว ยังมี”ธนากร วังบุญคงชนะ” คนสนิท”สมศักดิ์” ผงาดเป็นเลขานุการ รมว.คลัง “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค อีก

ทั้งนี้”ธนากร”เดิมเป็นโฆษกกลุ่มสามมิตร จากนั้นเป็นรองโฆษกฯพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งหลังการเลือกตั้ง”ธนากร”ซึ่งลงในระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 27 ไม่ได้เป็นส.ส. แต่ กลุ่มสามมิตร ดันจะให้ไปนั่งเป็น โฆษกรัฐบาล แต่ “บิ๊กตู่”เลือก นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นโฆษกรัฐบาลแทน เพราะสื่อสารกับต่างประเทศได้ดี ทำให้”ธนากร”ถูกเลือกไปเป็นโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และท้ายสุดด้วยลีลาการตอบโต้ทางการเมืองรายวันทันเกมฝ่ายค้าน เข้าตา “สมคิด” กลุ่มสามมิตรจึงส่งไปช่วยปิดจุดอ่อน”อุตตม”ที่กระทรวงการคลัง หวังให้ช่วยชี้แจงประเด็นทางการเมือง

นอกจากนี้ “ภิรมย์ พลวิเศษ” อดีตโฆษกกลุ่มสามมิตรอีกคน ซึ่งสอบตกที่โคราช ได้เป็นเลขาฯ”สุริยะ”รมว.อุตสาหกรรม และ ว่าที่ร.ต.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ทีมฝ่ายกฎหมายพปชร. เป็นเลขาฯ”สมศักดิ์”รมว.ยุติธรรม

งานนี้กลุ่มสามมิตรจึงคว้าชิ้นปลามันไปกินกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะการไปนั่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรี ของทั้ง”อุตตม-สนธิรัตน์”ย่อมแสดงให้เห็นว่าทั้งสองกลุ่มเป็นพวกเดียวกัน จึงไม่แปลกใจว่าในช่วงที่มีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกลุ่มสามมิตรถึงกล้าเคลื่อนไหวทวงโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีอย่างโจ๋งครึ่ม ฟาดงวงฟาดงา ไม่ไว้หน้า แม้แต่บิ๊กตู่ บิ๊กป้อม เพราะมีแบ็คดีเป็นกลุ่ม”สมคิด”นี่เอง

อย่างไรก็ตามในอนาคตกลุ่มสามมิตร จะมีบารมีพลังอำนาจต่อรองในพรรคพปชร.แค่ไหน ต้องรอพิสูจน์กันในการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรครอบใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคอย่างเต็มตัวในเร็วๆนี้

ผ่าแผนกระชับอำนาจ’บิ๊กตู่’ลดบทบาท’บิ๊กป้อม’

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/596423

  • วันที่ 31 ก.ค. 2562 เวลา 19:12 น.

ผ่าแผนกระชับอำนาจ'บิ๊กตู่'ลดบทบาท'บิ๊กป้อม'

“บิ๊กตู่”เดินเกมคุม”กองทัพ-ตำรวจ-ดีเอสไอ”เสริมแกร่งอำนาจทดแทนมาตรา44พร้อมลดบทบาท”บิ๊กป้อม”หลบกระแสโจมตี

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เข้ามากับกับดูแลงานของกองทัพ ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยตรงนั้น คงไม่ใช่เข้ามาแบ่งเบาภาระ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับหน่วยงานดังกล่าวมาในช่วงรัฐบาลคสช. แต่เพื่อต้องการกระชับอำนาจให้เบ็ดเสร็จ แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าเมื่อครั้งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. หลังจากต้องสูญเสียอำนาจ อย่างมาตรา 44 ที่มาจากการยึดอำนาจไป เพื่อแลกกับการเข้าสู่รัฐบาลเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้แม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นหัวหน้ารัฐบาลจะมีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หากไม่ได้กำกับดูแลหน่วยงานราชการโดยตรง ก็แทบจะไร้อำนาจ บรรดาข้าราชการ อาจไม่ยำเกรง เนื่องจากไม่สามารถให้คุณให้โทษ เกี่ยวกับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งได้โดยตรง

ยิ่งเป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค ที่มีเสียงปริ่มน้ำ 154 ต่อ146 เสียง ซึ่งมากกว่าฝ่ายค้านเพียง 8 เสียง ทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพสุดๆ โอกาสที่พรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ สามารถคิดล้มรัฐบาลได้ทุกเวลา หากความคิดและผลประโยชน์ขัดกัน แม้จะมีส.ว. 250 เสียง อยู่ในมือในการโหวตนายกรัฐมนตรีถึง 5ปี ที่จะสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้บิ๊กตู่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ใช่ว่าเสียงเหล่านี้จะไม่มีโอกาสผันแปรในอนาคต

งานนี้”บิ๊กตู่”ไม่มีทางเลือก จึงต้องเอาหน่วยงานที่มีผลต่อการใช้อำนาจโดยตรงมาไว้ในมือโดยเฉพาะกองทัพ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการค้ำให้รัฐบาลอยู่รอดปลอดภัย มีเสถียรภาพ เพราะประเทศไทยยังอ่อนไหวกับอำนาจทางทหาร ประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา หากผู้นำรัฐบาลขัดแย้งกับผู้นำทางทหาร ผลที่ปรากฎชัดเจนคือไม่รัฐบาลล้ม ก็มีการยึดอำนาจ รัฐประหาร

ในขณะที่ตำรวจก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะเสริมความมั่นคงให้กับรัฐบาลในการจัดการกับฝ่ายตรงกันข้าม รวมถึงป้องกันสกัดกั้นไม่ให้ฝ่ายตรงกันข้ามเคลื่อนไหวเล่นงานรัฐบาลได้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาตำรวจกลายเครื่องมือของผู้มีอำนาจตลอดมา เช่นเดียว กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่นับวันเริ่มมีอิทธิฤทธิ์มากมาย ในการใช้อำนาจในบริบทต่างๆ

อำนาจอันทรงพลังเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของหน่วยงานเหล่านี้ หาก”บิ๊กตู่” ปล่อยให้”บิ๊กป้อม”ไปคุมเหมือน 5 ปีที่ผ่านมา ย่อมทำให้บารมีของ”บิ๊กตู่”หดหายไม่โดดเด่น กลายเป็นนายกฯตีนลอย ต้องคอยพึ่งพิง”บิ๊กป้อม”ตลอดเวลา ซึ่งอาจล่มไปก่อนเวลาอันควร

ในขณะเดียวกันภาพลักษณ์ของ”บิ๊กป้อม”ในช่วงที่ผ่านมา อยู่ในช่วงขาลง กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ตั้งแต่ปมเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ การจัดซื้อเรือดำน้ำ การให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกไปรับเหมาขุดคลอง การโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจ ที่มีชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก รวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.น้องชาย เข้าไปเกี่ยวข้อง ขืนให้ไปคุมหน่วยงานเหล่านี้อีก จะทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลเสื่อมลงไปอีก และเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม”บิ๊กตู่”จึงต้องลดบทบาท”บิ๊กป้อม”ลง ด้วยการดึงหน่วยงานเหล่านี้มาบริหารจัดการเอง

แม้”บิ๊กตู่”จะมีการอธิบายว่า การเข้ามาคุมกองทัพ ตำรวจ เพื่อแบ่งเบาภาระ”บิ๊กป้อม”อันเนื่องจากจากสุขภาพไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย แต่หากพินิจพิจารณางานใหม่ที่”บิ๊กป้อม”ได้รับมอบหมาย ก็มีภารกิจหนักอึ้งเช่นกัน ทั้ง 4 กระทรวง คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงาน ซึ่งลำพังคนสุขภาพไม่ดี คงบริหารจัดการไม่ได้ ข้ออธิบายเรื่องของสุขภาพจึงไม่น่าจะฟังขึ้น

หมากเกมนี้คนรอบข้างของ”บิ๊กป้อม”ย่อมมองออก นี่คือเป็นแผนการลดอำนาจ”บิ๊กป้อม”อย่างชัดเจน และแม้”บิ๊กป้อม”จะแก้เกมด้วยการลงไปเลี้ยงดูปูเสื่อส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เพื่อหวังผูกมัดใจ แต่หากไม่ได้คุมกลไกหลักอย่างทหาร ตำรวจ จะอย่างไรเสียบารมีก็ต้องหดลงในไม่ช้า ส่วนจะทำให้เกิดเกาเหลาระหว่าง”บิ๊กตู่”กับ”บิ๊กป้อม”หรือไม่นั้น ในระยะสั้นคงไม่เด่นชัด เพราะต่างต้องเก็บข่มความรู้สึกกันเอาไว้

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์รวบอำนาจของ”บิ๊กตู่”ดังกล่าวจะสำเร็จตามแผนหรือไม่ รัฐบาลเรือเหล็กลอยอยู่ท่ามกลางเสียงปริ่มน้ำได้นานแค่ไหน กาลเวลาเท่านั้นจะบทพิสูจน์

“เดือด โดน ดัง” เกือบ”พัง” จับลีลาความเป็นที่สุดของการแถลงนโยบายต่อสภา

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/596104

  • วันที่ 27 ก.ค. 2562 เวลา 21:12 น.

"เดือด โดน ดัง" เกือบ"พัง" จับลีลาความเป็นที่สุดของการแถลงนโยบายต่อสภา

ดี เด่น ดัง เดือดดาล หลากหลายพฤติกรรมจากการประชุมสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล

……………………….

โดย โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

เก็บฉากกันไปแล้ว สำหรับการประชุมรัฐสภาในวาระแถลงนโยบายรัฐบาล ที่ห้องประชุมชั่วคราว อาคารทีโอที แจ้งวัฒนะ

แม้บรรยากาศโดยภาพรวมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่จากการประชุมรัฐสภา ในยุคที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้ง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี2560

ผู้นำการแถลง อย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ผู้อภิปรายทั้งส.ส.ฝ่ายค้านและส.ส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงสว.ที่ได้รับการจิ้มเลือกมาจากคสช. ก็อาจถือว่า“ใหม่” สำหรับการประชุม

เมื่อนำมาคลุกเคล้ารวมตัวกันที่อาคารประชุมแห่งนี้ ทำให้บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยสีสันต์และสาระประโยชน์

แม้ผู้แทนปวงชนชาวไทย จะมีทั้งคนหน้าเดิมๆ ทั้งอาวุโส และรุ่นใหม่ซิงๆก็ตาม สมควรได้รับการบันทึกไว้ในความเป็นที่สุดของการประชุมสภานัดนี้เช่นกัน

อันดับแรก “เดือดสุด” ปรอทแทบแตก ต้องยกให้ การอภิปรายของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีตผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นอภิปรายในช่วงไพร์มไทม์หรือภายหลังสถานีโทรทัศน์เสนอข่าวภาคค่ำจบลง

ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านตกลงปลงใจมอบเวลาดังกล่าวให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เนื่องจากเป็นบุคคลที่เหมาะสุดในการขึ้นต่อกรกับนายกฯ เหมือนเป็นมวยคู่เอกที่ต้องชกในเวลาดังกล่าว ทุกสายตาประชาชนจะให้ความสนใจติดตาม

เป็นไปตามคาดของคอการเมือง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เปิดอภิปรายแบบบ้านๆโดยไม่ต้องอาศัยสคริปต์ ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีไปที่“บิ๊กตู่” เป็นสำคัญ

ลักษณะแหย่รังแตนไปเรื่อยๆ เพราะรู้อยู่ว่าจุดอ่อน” บิ๊กตู่” คือเรื่องของการควบคุมอารมณ์

ปฏิบัติการ ยุแหย่ ต่อ ตี ตามสไตล์ อดีตนายตำรวจสายบู๊บรรลุเป้าหมาย ตั้งแต่กล่าวหารัฐบาลชุดนี้เข้ามาด้วยการโกงเลือกตั้ง จนส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและสว.พิทักษ์” บิ๊กตู่” ต้องยกมือประท้วง ขอให้ถอนคำพูด แต่พล.ต.อ.เสรพิศุทธ์ไม่ถอนคำพูด  แถมเดินหน้าราวีหาสารพัดเรื่องโจมตี“บิ๊กตู่”

นายกฯไม่ใช่พระอิฐพระปูน เหมือนน้ำร้อนที่เดือดปุดๆดันฝากาน้ำร้อนกระเด็น เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้หน้า นักเรียนนายร้อยรุ่นพี่ชื่อ” ตู่” เหมือนกัน ก่อนจะประกาศตัดสัมพันธ์ความเป็นรุ่นพี่กันเลยทีเดียว

ขณะที่บรรยากาศการประชุมชุลมุนวุ่นวายตามมา ทำให้” พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธานที่ประชุมขณะนั้นต้องสั่งพักการประชุมชั่วคราว ก่อนจะกลับเข้าสู่การประชุมดำเนินไปตามปกติ

“โดนมากสุด” เห็นจะเป็นการทำหน้าที่ควบคุมการประชุมสภาของพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาที่มารับไม้ต่อจากชวน หลีกภัย ประธานสภา

หากสังเกตให้ดี แทบทุกครั้ง” พรเพชร” ขึ้นทำหน้าที่จะเกิดรายการประท้วงกันวุ่นวายมากกว่าช่วงที่ ชวน หลีกภัย ทำหน้าที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ การประท้วง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ให้ถอนคำพูด ถึงกับพรเพชรนั่งกุมขมับ ขอให้พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายให้จบเร็วๆ ถึงกับมีจังหวะหนึ่งที่สมาชิก เรียกร้องให้ พรเพชรลุกออกจากที่นั่งเสียเถอะ เพราะควบคุมการประชุมไม่อยู่ ชนิดน่าเห็นใจสุดๆ

ช่างเป็นเหตุบังเอิญเหลือเกิน ทุกครั้งที่พรเพชรขึ้นทำหน้าที่ เป็นช่วงเวลาเดียวกับการรับมือพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปราย

เช่นเมื่อครั้งการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อภิปรายคุณสมบัตินายกฯในช่วงที่พรเพขรทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พร้อมกับมีการยกมือประท้วงไม่ต่างกับคราวนี้เพียงแต่ครั้งนี้เดือดพล่านกว่า

กลายเป็นบุคคล“โด่งดัง”ทันที สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.หน้าใหม่ด้วยวัย 34 ปี เขาอภิปรายนโยบายรัฐบาล ทั้งชมติเตือนแนะนำรัฐบาล ถึงขนาด สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยเอ่ยปากชม

ถิอเป็นส.ส.ทำการบ้านเตรียมการอภิปรายมาอย่างดีชวนให้ที่ประชุมต้องพยักหน้าตามไปกับข้อมูลของเขา

ไม่จำเป็นต้องใช้วาจาส่อเสียด จิกหัวด่าให้เจ็บแสบ แต่ด้วยการเรียงร้อยข้อมูลน่าเชื่อถือใส่ลีลาท่าทางเล็กน้อย ก็ทำให้ส.ส.หน้าใหม่รายนี้เป็นที่ถูกกล่าวถึง

ตัวอย่าง เช่น การแก้ปัญหาเกษตรกรที่มองว่ารัฐบาลติดกระดุมผิดเม็ด ซึ่งต้องเริ่มจากการให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นอันดับแรก จากนั้นการสร้างผลผลิต ปลดเปลื้องหนี้สิน มีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุขก็จะตามมาเอง

หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้นบรรดาสื่อทีวีสารพัดช่อง ติดต่อขอสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่พรรครับสายแทบไหม้ต้องจัดคิวกันเลย เรียกว่าดังอย่างสร้างสรรค์

อีกรายน่าจะเป็น ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดอุตดิตถ์ ด้วยใบหน้านวล ไว้ทรงผมเรียบแป้ตั้งกระบังมีกันจอนไว้เคราพองามราวกับ เอลวิส สร้างความเด่นเมื่อขึ้นจอทีวี ยิ่งการอภิปรายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น กระชับ เก็บกวาดทุกปัญหานโยบาย ถือว่า การอภิปรายครานี้สอบผ่าน

สุดท้าย “ความพัง” มักบังเกิดขึ้นกับนักการเมืองที่มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยบางคน ที่ยังไม่เคยหลุดออกจากการสร้างตัวเองออกจอด้วยการสรรหาวาทะต่ำตม มาอภิปรายหรือพยายามหลอกด่าคนโน้นคนนี้ ทำให้สภาที่ควรมีแต่ผู้มีวุฒิภาวะกลับกลายเป็นไร้วุฒิภาวะ

วาทกรรมเหน็บแนม โต้ตอบไปมา คงมีให้เห็นตั้งแต่ “ตัวประกอบห้าบาทสิบบาท” “สว.เลียบู้ททหาร” “ขี้ข้าโจร” ฯลฯ จนหวิดวางมวย

หนักเข้าก็มีการให้ข้อมูลเท็จสร้างความบิดเบือนนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ เช่น พฤติกรรมส.ส.รายหนึ่ง ปล่อยข่าวออกสู่โลกโซเชี่ยลว่า“บิ๊กตู่” ขู่ยิงเสรีกลางสภา เป็นต้น

ทั้งๆที่ประชาชนติดตามชมการถ่ายทอดสด ผู้แทนในสภาได้รับฟังเนื้อหาเดียวกัน แต่ส.ส.รายดังกล่าวยังติดนิสัยตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ไม่น่าจะมาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ควรเอาดีด้วยการไปเล่นตลกคาเฟ่มากกว่า

จึงไม่แปลก ที่ผู้คุมกฎอย่างชวน หลีกภัย ต้องอบรมสั่งสอน ด้วยวาทะกินใจ แด่ผู้เรียกว่า”สมาชิกสภาผู้แทนอันทรงเกียรติ”ว่า “ที่นี่ไม่ใช่สภาเด็กเล่น”

ถอดรหัสทักษิณ”ไม่วางมือ” ปลุกขวัญรอซ้ำนอกสภา

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/596043

  • วันที่ 26 ก.ค. 2562 เวลา 21:02 น.

ถอดรหัสทักษิณ”ไม่วางมือ” ปลุกขวัญรอซ้ำนอกสภา

การไลฟ์สดของทักษิณ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 ก.ค.  ต้องการล็อคเป้าให้ตรงกับวันแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง ที่”บิ๊กตู่” กำลังฟิวส์ขาด

…………….

โดย โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

พลันทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไลฟ์สดยิงตรงจากนครดูไบไปถึงลอสเอลเจลลิส ตามคำเชิญชวนของกลุ่มคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกาที่ต้องการจัดงานแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ครบ 70 ปี ให้กับ”นายใหญ่”

ดูเป็นอะไรที่สร้างกระแสดึงดูดคอการเมืองหันขวับกลับมาจับตาความเคลื่อนไหวอีกครั้ง

การไลฟ์สด”นายใหญ่”ครั้งนี้ เกิดขึ้นจังหวะเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่สอง (26 ก.ค.62 ) ต่อเนื่องจากเหตุการณ์ฟิวส์ขาดเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา จากกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายพาดพิง เป็นรัฐบาลโกงเลือกตั้งทำให้”บิ๊กตู่” ลั่นดาลกลางสภาฯ “ตัดรุ่นพี่”นักเรียน จปร.กันเลยทีเดียว

อีกทั้งการกำหนดวัน “ไลฟ์สด” จุดกระแสผ่าน “ จอม เพชรประดับ “ อดีตสื่อผู้มีอุดมการณ์เดียวกับเสื้อแดงจนต้องลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกาก่อนหนึ่งวัน ด้วยการปล่อยหัวเชื้อให้ทุกคนติดตามการสัมภาษณ์เพราะจะมีการเปิดใจ”ทักษิณ” วางมือทางการเมืองหรือไม่

“ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะวางมือทางการเมืองด้วยวัย 70 ปี จริงหรือไม่ ฟังคำตอบได้วันที่ 26 ก.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. เป็นต้นไปตามเวลาไทย ….ห้ามพลาดครับ “  ข้อความตอนหนึ่งของ จอม เพชรประดับ โพสต์ไว้บนเพจส่วนตน เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 62

ยิ่งเป็นการชี้ชวนคอการเมืองต้องพักสายตาจากการติดตามถ่ายทอดสดรายการเชือดเฉือนวาทกรรมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา คลิกเปลี่ยนช่องมาติดตามรายการถามตอบทักษิณครั้งสำคัญ

“วางมือทางการเมืองหรือไม่” ถือเป็นคำถามคาใจเหล่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยและแฟนคลับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล และเริ่มมีความสั่นคลอนภายในพรรคเกี่ยวกับแกนนำหลายรายที่จะถอยไปเล่นบทหลังฉากแทน

“มือก็วางตลอดไม่ได้มีบทบาท ได้แต่ให้กำลังใจสนับสนุน เรื่องการเมืองมีคนทำหน้าที่อยู่ทั้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ พรรคเพื่อไทยเป็นสายเลือดดีเอ็นเอที่ก่อตัวตั้งแต่ไทยรักไทย แต่ถูกกำลังภายในก็แยกย้ายกันไป ผมไม่เคยเห็นทหารยุคไหนขาดความเป็นลูกผู้ชายเหมือนยุคนี้ การชนะแบบให้กติกาให้กรรมการให้คนโกงช่วยมันไม่เท่” ทักษิณให้คำตอบต่อ จอม เพชรประดับในช่วงต้นรายการเมื่อถูกถามว่า “จะวางมือทางการเมืองหรือไม่”

หลังจากนั้น ทักษิณ ให้ความเห็นทางการเมืองในไทยโดยโจมตีผู้ครองอำนาจในปัจจุบัน ด้วยการกล่าวหาถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย ความไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม การแสดงความเห็นดังกล่าวไม่ต่างกับเนื้อหาการปราศรัย ไลฟ์สดหรือสื่อสารผ่านการทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นช่องทางถนัดของทักษิณในช่วงที่หลบลี้หนีภัยอยู่ต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องดึงดูดแฟนคลับไม่ให้หดหาย

เป็นที่สังเกต ช่วงท้ายของรายการ แฟนคลับเสื่อแแดง ต้องการถามย้ำถึงการวางมือทางการเมืองหรือไม่ ปรากฎว่า “ทักษิณ” ยินดีตอบประหนึ่งว่าครั้งแรกอาจไม่เคลียร์สำหรับผู้ติดตามการชมไลฟ์สด

“เอาแบบชัดๆ ผมเป็นคนไทยยังมีหัวใจคนไทย คิดตลอดว่าจะทำหน้าที่ช่วยคนไทยและประเทศไทยแต่ไม่ปกป้องตัวแทนที่ไม่ดีและไม่เก่งเหมือนบริษัทที่จะต้องสรรหาคนดีคนเก่งมาทำงาน แต่นี่อยู่ๆเราไปจับหัวหน้ายามมาเป็นซีอีโอ”

พร้อมกันนั้น หากถอดรหัสจากคำถามของจอม เพชรประดับ ที่ว่า “ที่ผ่านมาฝ่ายประชาธิปไตยสู้กับเผด็จการแล้วจะแพ้ตลอด ซึ่งทักษิณตอบกลับอย่างมีนัยยะ “ ผมต้องมาอยู่ต่างประเทศเพราะซื่อบื้อ ไม่เข้าใจการเมืองประชาธิปไตยของพวกอีลิตในกรุงเทพ ต้องให้คนฉลาดหาทางออกถ้าโง่ก็จนกันทั้งประเทศ อย่าคิดว่าจะเอากะลามาครอบแล้วให้อยู่นิ่งๆ “

คำกล่าวของทักษิณ เหมือนเป็นการอ่านเกมผ่าน กลุ่มการเมืองที่กำลังเคลื่อนไหว โดยหวังรอผสมโรงกับแนวร่วมทางความคิดรุ่นใหม่ อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สามารถกวาดคะแนนส.ส.ในเขตกทม.ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ต้องถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่

ถึงกระนั้น”ธนาธร” กำลังเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนอกสภา โดยเฉพาะปลุกกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างกฎกติกาใหม่ ขณะที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการอนค.และคณะ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนในสภาดิสเครดิตรัฐบาลไปเรื่อยๆ

ถึงบรรทัดนี้ ถอดความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “ไม่วางมือทางการเมือง” ยังพร้อมเป็นกระบอกเสียงนอกสภาในการต่อต้านผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

ส่องนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่” พิธีกรรมก่อนบริหารชาติ

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/595459

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 17:27 น.

ส่องนโยบายรัฐบาล”บิ๊กตู่” พิธีกรรมก่อนบริหารชาติ

คำแถลงฉบับนี้เรียงร้อยถ้อยความสวยหรูแต่ยังประเมินไม่ได้จะทำตามที่หาเสียงได้หรือไม่

…………….

โดย โพสต์ทูเดย์เอ็กคลูซีฟ

คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยสอง กำลังออกจากแท่นสตาร์ทบริหารบ้านเมืองอย่างเป็นทางการสักที ซึ่งตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีการแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 25 ก.ค.นี้

ล่าสุด รัฐบาลได้จัดพิม์หนังสือแถลงนโยบายของครม.ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีจำนวน 66 หน้า แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นผู้นำแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา

ส่วนที่สองเป็นนโยบายหลัก 12 ด้าน ส่วนที่สามนโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง ส่วนที่สี่ เป็นภาคผนวก อธิบายถึงการตรากฎหมมายเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญหมวดการปฏิรูปประเทศ

พิจารณาจากนโยบายรัฐบาลฉบับดังกล่าว ให้ความสำคัญด้านการศึกษา ตั้งแต่จะมีการปรับปรุงงบประมาณสนับสนุนการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา พร้อมกับจะมีการปรับโครงสร้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และทบทวนรูปแบบการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เหมาะสม ด้วย

ขณะเดียวกันมีการนำเสนอไว้ในนโยบายเร่งด่วน ว่า ต้องการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ให้ทันกับโลกยุคดิจิทัล ดังข้อความที่ว่า

“การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ ในระบบดิจิทัล ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในทุกตำบล ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ…”

ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งอยู่ในส่วนแรกของถ้อยแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า “เราจะร่วมกันสร้าง “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ไม่ใช่ “การเติบโตเชิงปริมาณ”

พลิกดูนโยบายครม.ชุดนี้ นำไปเทียบเคียงกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆที่ร่วมรัฐบาล จะมีนำมาบรรจุไว้ในนโยบายฉบับนี้หรือไม่ พบว่า เป็นการเขียนไว้ชัดเจนบางเรื่องและไม่ชัดเจนบางเรื่อง เช่น กรณีที่พรรคพลังประชารัฐ ให้ความสำคัญบัตรวิเศษประชารัฐ ก็มีการระบุไว้ในนโยบายเร่งด่วนว่า

“จะมีการปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพของประชาชน”

ส่วนกรณีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ที่พรรคการเมืองต่างๆ ประกาศเอาใจผู้ใช้แรงงานล่วงหน้า โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐเกทับขึ้นค่าแรงถึง 425 บาท ในนโยบายเล่มนี้ ระบุไว้กว้างๆว่า “ การยกระดับศักยภาพของแรงงาน โดยยกระดับรายได้ค่าแรงแรกเข้าและกลไกการปรับอัตราค่าจ้างที่สอดคล้องกับสมรรถนะแรงงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชน”

หรือนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐไม่ได้แสดงจุดยืนที่จะแก้ไข มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลบางพรรคแสดงท่าทีเพื่อเป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ทำให้การจัดทำนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องอยู่ในนโยบายเร่งด่วน

ทว่า พรรคร่วมรัฐบาลตกลงปลงใจให้กำหนดไว้ในข้อที่ 12 ซึ่งจัดลำดับไว้เป็นข้อสุดท้ายอีกต่างหาก พร้อมกับนำเสนอแบบกว้างๆเท่านั้น ว่า “สนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชนและการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”

แม้นโยบายบางเรื่องกำหนดไว้กว้างๆ หรือ ไม่จำเป็นต้องบรรจุไว้ในหนังสือฉบับนี้ เช่น กรณีนโยบายกัญชาเพื่อการรักษาโรค ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งต้องมีการนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ในวาระอันใกล้นี้ โดยจะต้องมีการเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายกันอีกหลายฉบับ หรือนโยบายของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอื่นๆอีกที่ตกสำรวจ

นั่นอาจยังไม่สำคัญ เท่ากับ การใช้งบประมาณเพื่อบริหารนโยบายท้้งหมดทั้งปวง โดยพล.อ.ประยุทธ์ ใช้โอกาสนี้แถลงไว้ตอนท้ายด้วยว่า ” ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลนี้ คาดว่างบประมาณอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี  ในขณะที่รายได้จากภาษีของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งรัดพัฒนาระบบจัดเก็บภาษีของรัฐให้มีความครอบคลุมมากขึ้น มุ่งเน้นการขยายฐานภาษีและปรับโครงสร้างภาษีให้มีความเป็นธรรม…”

แสดงให้เห็นว่า การจัดเก็บภาษีอย่างเข้มข้นอาจเป็นความชัดเจนกว่าเรื่องอื่นๆ ก็เพื่อเติมเงินเข้ารัฐให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศตามนโยบายต่างๆนั่นเอง !!!

ฉนั้น การแถลงของพล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกับเอกสารกว่า 66 หน้า โดยจะอ่านเรียงตามตัวอักษรไปเรื่อยๆให้ลื่นไหลยาวนานอย่างไรก็ตามแต่  อาจสะท้อนได้ถึงถ้อยคำที่ถูกนำมาเรียงร้อยเหล่านี้เป็นไปด้วยความสวยหรูแสดงเจตนาเน้น 12 ด้าน 12 เร่งด่วน ให้สำเร็จลุล่วงตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญก่อนบริหารประเทศเท่านั้น

หลังจากนั้นขึ้นอยู่กับ“รัฐนาวาบิ๊กตู่” จะนำนโยบายแปลงไปสู่การปฏิบัติตามที่เคยสัญญาหาเสียงไว้อย่างไรบ้าง จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะล่มปากอ่าวหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ปมขาดคุณสมบัติตามหลอน’บิ๊กตู่’

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/595420

  • วันที่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 21:13 น.

ปมขาดคุณสมบัติตามหลอน'บิ๊กตู่'

การที่ศาลรธน.รับพิจารณาคุณสมบัติ”บิ๊กตู่”ย่อมเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายค้านซักฟอกนโยบายในสภาหนักหน่วงขึ้น

กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กรณี ส.ส.ฝ่ายค้าน 7 พรรค ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา160 (6) และมาตรา 98 15) กรณีเป็นลูกจ้างหรือพนักงานหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่ นั้น ย่อมทำให้เก้าอี้ นายกรัฐมนตรีของบิ๊กตู่ สั่นคลอน อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันก็จะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายในเวที การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค. นี้ เพื่อขยายบาดแผลให้บิ๊กตู่ ลดความน่าเชื่อถือลง โดย “สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย บอกว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าวหมายถึงการมีน้ำหนักเบื้องต้นต่อปัญหาในคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ แม้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ระบุให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว และ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถแถลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยลง และเป็นโอกาสที่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับการอภิปรายของส.ส.พรรคฝ่ายค้าน

แม้เรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีของบิ๊กตู่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของ”ศรีสุวรรณ จรรยา”เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ไปแล้วว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพราะไม่เข้าองค์ประกอบเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้ง 4 ข้อ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัย ที่ 5/2543 คือ 1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย 2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ 3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าเงื่อนไขเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 และข้อ 4 จึงถือว่า ไม่ครบองค์ประกอบในการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมา จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และยังใช้อำนาจในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ด้วย ดังนั้น การที่ กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐไม่ขัดกฎหมาย จึงให้ยุติการวินิจฉัย และไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ทว่าประเด็นที่น่าสนใจ อยู่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ออกมาฟันธงว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่สามารถได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยร.ต.อ.เฉลิม อธิบายว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 98 ซึ่งมีข้อห้ามในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมีทั้งหมด 18 อนุมาตราด้วยกัน แต่อนุมาตราที่เป็นข้อต้องห้าม คือ มาตรา 98 (15) ความว่า บุคคลใดเป็นพนักงาน หรือ ลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ข้อห้ามข้อนี้ ตรงกับคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งตัดสินเมื่อวันที่ 1มิ.ย.2560 เพราะเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ ในนามหัวหน้า คสช. ได้มีหนังสือเรียก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ มารายงานตัว แต่ นายสมบัติ ไม่มา พล.อ.ประยุทธ์ จึงดำเนินคดี นายสมบัติ ต่อสู้คดีตั้งแต่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ สุดท้าย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ก็ตัดสินว่า นายสมบัติ มีความผิด เพราะขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จึงขาดคุณสมบัติมาตรา 98 (15)

นอกจากนี้ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 160 มีใจความสรุปว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติไม่ขัดแย้งกับมาตรา 160 ซึ่งมีทั้งหมด 8 อนุมาตราด้วยกัน แต่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดและต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) ความว่า การจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 98 (15) แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (15) จึงมีคุณสมบัติขัดตามมาตรา 160 (6) ซึ่งไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้

นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งได้ถูกบัญญัติขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ มีเนื้อหาสาระ ความหมายของคำว่า เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ซึ่งระบุว่า เจ้าพนักงานของรัฐ หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความว่า ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่มีตำแหน่ง หรือ เงินเดือนประจำ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ หรือในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งจากข้อกฎหมายโดยมีคำพิพากษาเป็นหลัก และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 4 จึงมีความชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ

ฉะนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับปมขาดคุณสมบัติไว้พิจารณา ผนวกกับการที่ฝ่ายค้านรุกเขย่า ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะประมาทไม่ได้ เพราะนี้เป็นเพียงแค่การถูกตรวจสอบยกแรกของการเริ่มเข้าสู่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งจากนี้ไปเมื่อไม่มีมาตรา 44แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องถูกตรวจสอบหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีกส่วนจะทนได้หรือไม่อีกไม่นานรู้กัน

ล้ม’ค่าแรง400-ลดภาษี10%’!!!ฉุดรัฐบาลลุงตู่

Published August 9, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/595406

  • วันที่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

ล้ม'ค่าแรง400-ลดภาษี10%'!!!ฉุดรัฐบาลลุงตู่

การที่พรรคพลังประชารัฐบิดพลิ้วไม่ยอมทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ย่อมทำให้เครดิตรัฐบาลลุงตู่สมัย2ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก

ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา แม้นโยบายของรัฐบาล ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มีกำหนดการแถลงต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 25-26ก.ค.นี้ ซึ่งในเบื้องต้น 2 นโยบายหลัก ที่พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศในช่วงเลือกตั้ง ต้องล่มลงไปเป็นท่า เพราะไม่สามารถทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ได้ คือนโยบายขึ้นค่าแรง 400-425 บาทกับนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 %

ทั้งนี้ นโยบายขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 400 บาท นั้น “กอบศักดิ์ ภูตระกูล”โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน เพราะการขยับขึ้น 400 – 425 บาทในทีเดียวจะมีผลกระทบต่อภาคเอกชนแน่นอน

ด้าน”สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ โยนให้ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการไตรภาคีทั้ง 3 ฝ่ายต้องพูดคุยเพื่อหามาตรการที่เหมาะสม และจะขึ้นค่าแรงเท่าไหร่

ในขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งต้องมารับหน้าเสื่อ จากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ต้องค่อยๆทำ ยังไม่สามารถขึ้นได้ทันทีแม้ค่าจ้างแรงงาน 400 บาท จะเป็นเงินไม่มากนัก แต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมหากเกิดเงินเฟ้อขึ้นมา ดังนั้นต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งไม่ใช่เร็วๆนี้

ในขณะที่ นโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 % นั้น “อุตตม สาวนายน”หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรมว.คลัง ก็ได้ออกมาปฏิเสธเช่นกันโดยระบุว่า นโยบายด้านภาษีของพลังประชารัฐที่หาเสียงไว้ ไม่ได้หมายถึงการลดภาษีเป็นตัวเงินตรงๆ แต่หมายถึงการทบทวนโครงสร้างภาษี เพราะว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่ เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มีอัตราจัดเก็บห่างกันพอสมควร คือ 35 % กับ 25% จึงควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาในรายละเอียดร่วมกัน

ฉะนั้นทั้ง 2นโยบายดังกล่าวข้างต้นจึงต้องล้มไปโดยปริยาย และพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วไม่ได้ทำตามที่ได้ประกาศหาเสียงไว้ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นเชื่อถือต่อรัฐบาลลุงตู่ลดฮวบลงไปอีก และการที่รัฐบาลมีภาพติดลบตั้งแต่ยังไม่เข้าบริหารประเทศโอกาสที่จะเรียกความเชื่อมั่นศรัทธากลับคืนมายากขึ้นเท่าตัว ซึ่งทั้งหมดเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าลุงตู่สมัย2จะอยู่ได้นานแค่ไหน

https://www.facebook.com

%d bloggers like this: