วิทยาการ

All posts tagged วิทยาการ

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์

Published December 2, 2019 by SoClaimon

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/401545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สมาร์ท ซิตี้,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์ คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก 

หลายปีที่ผ่านมา คนไทยคงเริ่มคุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ กับคำว่า “สมาร์ท ซิตี้” หรือเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันโหมโปรโมทโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เชื่อมโยง 3 จังหวัดที่มีรอยต่อถึงกัน ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา หวังปั้นเป็นเขตลงทุนไฮเทคและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ดึงดูดเงินทุนจากประเทศใหญ่ๆ เข้าสู่ผืนแผ่นดินไทย

แต่อีกคำหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องสำคัญกับการสร้าง หรือความสำเร็จของความเป็นเมืองอัจฉริยะ ก็คือ “ย่านนวัตกรรม (Innovative District)” ในวันนี้อาจยังเป็นที่รู้จักอยู่ในวงจำกัด สวนทางกลับ “การขยายตัว” จนเข้ามาอยู่ใกล้ตัวหลายๆ คน เป็นพื้นที่นวัตกรรมแหล่งรวมเทคโนโลยีและไอเดีย ที่จะแปลงเทคโนโลยีเข้ามาสู่การอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ใช้บริการได้

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และเมืองหลักๆ ในภูมิภาค ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาถึงการทำงานด้านนี้ในช่วงเพียงราว 3 ปี ขณะที่ ตัวเลขรวมจำนวนย่านนวัตกรรมทั่วโลก จากรายงานของสถาบันย่านนวัตกรรมโลก (The Global Institute on Innovation Districts) ระบุว่ามีมากกว่า 100 แห่ง สัดส่วนหลักๆ อยู่ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะที่ ในเอเชีย ก็พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น จุดสำคัญของความเป็นย่านนวัตกรรมก็คือ แม้เป็นพื้นที่รวมความเป็นไฮเทค แต่จะออกแบบให้สอดคล้องไปกับบริบทและข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่แตกต่างกันไป เพราะนั่นคือ หัวใจความสำเร็จที่ยั่งยืนที่จะเอื้อให้เกิดการต่อจิ๊กซอว์สู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะได้อย่างสมบูรณ์

งาน “ASA Real Estate Forum 2019” ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการพูดถึงแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาย่านนวัตกรรมของประเทศไทย โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ “ต้องมี” สำหรับไอเดียออกแบบเมืองยุคใหม่ ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนและเป็น “เมืองเพื่อทุกคน (Cities for All)” ซึ่งคือเป้าหมายสูงสุดของแนวคิดการสร้างเมืองอัจฉริยะ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือเอ็นไอเอ กล่าวว่า การจะทำให้เมืองเป็นของทุกคนในทุกระดับได้จริงๆ ต้องมีการสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยเริ่มทำงานผ่านแนวคิดการพัฒนาเพื่อชุมชน เพื่อสังคม นำร่องตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ด้วยโครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District) เป็นการทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Innovation) โดยนำนวัตกรรมแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยในการออกแบบ ช่วยในการบริโภคได้คุ้มค่า นวัตกรรมแบบไหนควรอยู่ในเมืองแบบนั้น และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าทำให้เกิดขึ้นได้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย

ปัจจุบัน เอ็นไอเอ เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง แบ่งเป็น ในกรุงเทพฯ มีย่านนวัตกรรม 8 แห่ง ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ศูนย์รวมความรู้ด้านการแพทย์, ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ศูนย์กลางผู้ประกอบการทุกระดับ, รัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กล้วยน้ำไท ศูนย์กลางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มัลติมิเดีย และดิจิทัล, คลองสาน ศูนย์กลางความรู้เพื่อชุมชนสู่ความเจริญในอนาคต, ปุณณวิถี ศูนย์กลางดิจิทัลและไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่, ลาดกระบัง ศูนย์รวมคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และบางซื่อ ศูนย์กลางด้านสมาร์ทลิฟวิ่ง-สมาร์ทเวิร์คกิ้ง

ในพื้นที่อีอีซี มีย่านนวัตกรรม 4 แห่ง ได้แก่ อู่ตะเภา-บ้านฉาง เป็นย่านการศึกษาและเมืองมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่ในอนาคต (Smart Learning and Living) กำหนดกรอบการพัฒนาธุรกิจในย่านและนวัตกรรมที่ต้องการ, ศรีราชา อนาคตแห่งย่านนวัตกรรมเชิงนิเวศ พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและทำงานในความรื่นรมย์ มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา สร้างความร่วมมือสนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่, พัทยา ย่านนวัตกรรมเมืองน่าอยู่ น่าทำงานและน่าใช้ชีวิตสำหรับนวัตกรชาวไทย และบางแสน เมืองต้นแบบการบริหารจัดการเมืองที่ทันสมัย

ส่วนในภูมิภาคต่างๆ มี 3 ย่านนวัตกรรม ได้แก่ ย่านนวัตกรรมเชียงใหม่, ย่านนวัตกรรมขอนแก่น และย่านนวัตกรรมภูเก็ต ซึ่งล้วนแต่เป็นหัวเมืองหลักของแต่ละภาค

นายสุขสันติ์ ชื่นอารมย์ หัวหน้าศูนย์วิจัย งานสร้างสรรค์และออกแบบ สภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า แก่นของเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) คือ การเอาเทคโนโลยีดีที่สุดในยุคนั้นเข้ามาใช้ ต้องมีการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละยุค อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมีผลกับสมาร์ทซิตี้ ก็คือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ส (ไอโอที) โครงสร้างพื้นฐานในสมาร์ทซิตี้ที่ต้องมีคือ Fiber of Things เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่เป็นรากฐานของเมืองยุคใหม่ เอาระบบต่างๆ มาเชื่อมโยงด้วยการสื่อสารไร้สาย เป็นเมืองที่มีระบบเซ็นเซอร์ จัดเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ไหลเข้ามาอยู่ในโครงข่าย/ระบบ และต่อยอดมาใช้บริหารจัดการ เพื่อตอบรับเป้าหมายการใช้เทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตคนในเมือง

“โครงสร้างพื้นฐานข้างต้นถือเป็น hard infrastructure ที่ทำหน้าที่ช่วยรวบรวมข้อมูลของเมือง และต่อจากนั้นคนในเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสมาร์ท ซิตี้ โดยที่มีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ขณะที่ ย่านนวัตกรรม เปรียบเสมือนกลไกที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ เขายกตัวอย่าง กล้วยนำไท อินโนเวที อินดัสตรี ดิสทริกต์ (KIID) หรือกล้วยน้ำไทโมเดล ซึ่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมกับสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (เอ็นไอเอ) เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมอยู่ใน Data Platform จากพื้นที่โดยครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยกว่า 3 ล้านตารางเมตร และพื้นที่จ้างงานหลักล้านตารางเมตร มีองค์ประกอบสำหรับการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสื่อ มีสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งความรู้

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์

Published November 25, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ภัยไซเบอร์
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์ คอลัมน์…   อินโนสเปซ  โดย…  บัซซี่บล็อก

สัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเลือกจากบริษัท ฟอร์ติเน็ต หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ระดับโลก ให้เป็นเวทีประชันฝีมือของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากทั้ง 14 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก จำนวนกว่า 150 คน ในหลักสูตรการอบรมวิศวกรขององค์กรพันธมิตรด้านซีเคียวริตี้ในชื่อว่า “APAC NSE xperts Academy” (Asia Pacific Network System Engineer Experts Academy) ซึ่งมีจุดเด่นคือเป็นครั้งแรกที่นำรูปแบบการแข่งขันเกม (Gaming) มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแข่งขันเฟ้นหาตำแหน่ง “สุดยอด” ในภูมิภาคนี้

จากรายงานของ Cybersecurity Ventures คาดการณ์ไว้ว่า ปัญหาที่ซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น เมื่อผนวกกับสถานการณ์โดยรวมที่ยังขาดแคลนบุคลากรเก่งๆ ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ส่งผลให้จะมีตำแหน่งงานว่างในสาขานี้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่งงาน ภานในปี 2564 เมื่อดูจากแนวโน้มนี้ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟกต้องวางยุทธศาสตร์แบบ “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อให้สามารถปกป้องระบบไอทีและรับมือภัยไซเบอร์ได้อย่างแข็งแกร่งและทันท่วงที

นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง แห่งฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า รูปแบบการอบรมหลักสูตร APAC NSE xperts Academy มุ่งเน้นว่าเมื่อเรียนรู้แล้วสามารถลงมือแก้ปัญหาจริง แทนที่ผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้จะเรียนเฉพาะเทคนิค จะมีการเพิ่มการแก้ปัญหาเข้าไป คือ เกม เพื่อให้ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนรู้มาแข่งขันกันแก้ไขสถานการณ์โจทย์ปัญหาในเกม เนื่องจากมองว่า “การแข่งขัน” คือกลไกสำคัญกระตุ้นการเรียนรู้และการให้ความรู้แบบครบวงจร

โดยหลักสูตรนี้ใช้เกมเป็นเครื่องมือสอนกลุ่มเป้าหมายที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ของฟอร์ติเน็ตระดับหนึ่งแล้ว เพื่อให้ยกระดับทักษะและเป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคโนโลยีมากขึ้น ผ่านการออกแบบหลักสูตรในรูปแบบของการแข่งขันเกม แพลตฟอร์ม และสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้อบรมต้องคิดแก้ไขตลอดเวลา ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ให้อยากพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อพันธมิตรได้ออกไปแบ่งปันความรู้ในกลุ่มใหม่ๆ แล้ว สมาชิกในกลุ่มจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ไปด้วย จึงส่งให้สังคมไทยสามารถยกระดับกระบวนวิธีการคิดและศักยภาพในเรื่องการป้องกันภัยคุกคามให้สูงขึ้นไปด้วย นอกจากนี้เนื่องจากการอบรมเป็นระดับภูมิภาคมีผู้แข่งขันมาจากนานาประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันจึงสามารถช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของวิศวกรไทยให้ทันเท่าเทียมประเทศอื่นในภูมิภาคและทั่วโลกอีกด้วย”

นายเคลวิน ฉั่ว ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ผู้รับผิดชอบในการจัดหลักสูตร APAC NSE xperts Academy กล่าวว่า “ฟอร์ติเน็ตจัด NSE xperts Academy ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานเป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้การอบรมมาจากฟอร์ติเน็ตในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี มาเลเซียและสิงคโปร์ มีวิศวกรให้ความสนใจเข้ารับการอบรมจากประเทศในเอเชียแปซิฟิกประมาณ 160 คน โดยมีวิศวกรไทยร่วมด้วย 12 คน

ด้านรูปแบบการแข่งขันจะจัดแบ่งเป็นทีม ทีมละ 2 คน ซึ่งแพลตฟอร์มที่เตรียมไว้รองรับการประลองฝีมือเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ด้านเทคนิคของผู้ร่วมหลักสูตร จากการแข่งขันกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมและชุมชนในเรื่องความรู้และเทคนิคใหม่ๆ ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ตลอดจนทักษะต่างๆ (Skill set) ที่จำเป็นต่อการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันจะได้เรียนรู้ชุดทักษะใหม่ๆ จากคู่แข่งที่มาจากประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาให้พวกเขากลายเป็นมืออาชีพที่เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น เพื่อสามารถช่วยเหลือองค์กรรับมือและตอบโต้กับการคุกคามทางไซเบอร์”

ขณะที่รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงของฟอร์ติเน็ต กล่าวด้วยว่า เตรียมนำหลักสูตรจัดอบรมรูปแบบนี้ที่มุ่งพัฒนาผู้ที่เป็นมืออาชีพ มาประยุกต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้รุ่นใหม่ให้แก่ประเทศไทยด้วย โดยมีแนวทางจะเข้าไปหารือความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับภาคการศึกษาในประเทศไทย จัดการเรียนการสอนที่มีการใช้เกม เข้าไปช่วยพัฒนาทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยจะเป็นอีกกลไกในการสร้างคนเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรในสาขานี้

“จากเวทีการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ครั้งล่าสุด (World Economic Forum 2019) พูดถึงเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ว่าจำเป็นต้องมีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และยังย้ำด้วยว่าการศึกษา (Education) ระบบนิเวศ (Ecosystem) และเทคโนโลยี (Technology) จะเป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันไปสู่การปฏิวัติดังกล่าว หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งก็ตรงกับวิสัยทัศน์ของฟอร์ติเน็ต ซึ่งมีการทำงานด้านนี้ไปก่อนแล้วและมั่นใจว่ามีความพร้อมเหนือคู่แข่งในปัจจุบันในด้านนี้”

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ที่โลกกำลังจะเผชิญซึ่งมีการระบุบนเวทีประชุมครั้งนี้ มีตำแหน่งงานถึง 800 ล้านตำแหน่ง ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแรงงานมนุษย์ที่จะพัฒนาทักษะ หรือ skill set ใหม่ๆ ที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในโลกของการทำงาน

ผู้บริหารของฟอร์ติเน็ต ได้ยกตัวอย่างในเรื่องการศึกษา ว่าฟอร์ติเน็ตมีการเปิดศูนย์เรียนรู้มากถึง 141 แห่งใน 57 ประเทศ และผลิตบุคลากรที่ได้ใบรับรองแล้วกว่า 300,000 คน อีกทั้งมีการทำหลักสูตรที่เป็น Open Learning ให้คนทั่วไปหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้าไปศึกษาหลักสูตรที่เป็น basic security ในหัวข้อที่สนใจผ่านเว็บไซต์ด้วย

อัลตราซาวด์ไร้สาย ครั้งแรกของโรงเรียนแพทย์

Published November 20, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อัลตราซาวด์ไร้สาย ครั้งแรกของโรงเรียนแพทย์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 14:15 น.
อัลตราซาวนด์ไร้สาย,มมหิดล,โรงเรียนแพทย์แห่งแรก
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

ม.มหิดล โรงเรียนแพทย์แห่งแรก นำอัลตราซาวนด์ไร้สายสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย… บัซซี่บล็อก

“ท่ามกลางยุคแห่งเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น ที่หลายภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโต แต่สำหรับการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของระบบดิจิทัลแบบฉับพลันนี้ ได้ผลักดันให้เทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด การศึกษาเรียนรู้ทางการแพทย์ก็มีความจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้อง ตอบโจทย์ และเท่าทันต่อบริบทของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประโยคข้างต้นนี้ของ รศ.นพ.สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนชัดเจนถึงบทบาทของความล้ำหน้าในทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อวงการแพทย์ และการรักษาพยาบาลผู้ป่วย กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากในด้านการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี (Technology Disruption) เพื่อยกระดับความรวดเร็วในการวินิจฉัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาล และปัจจุบันลงมาสู่ขั้นตอนการนำมาเป็นเครื่องมือการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ยุคใหม่ตอบรับสังคมดิจิทัลของโลกยุคปัจจุบัน

ล่าสุดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก้าวสู่การเป็น “โรงเรียนแพทย์แห่งแรก” ในประเทศไทย ที่นำนวัตกรรมอุปกรณ์ “อัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สาย” มาใช้ในการเรียนการสอนทางการแพทย์แก่นักศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาให้ทันท่วงที โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในการจัดซื้อเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาดังกล่าว จำนวน 200 เครื่อง

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สาย (Portable Wireless Ultrasound) จะสนับสนุนการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษาแพทย์ด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวินิจฉัยรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยทางรังสีวินิจฉัย ซึ่งเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนมาครั้งนี้สามารถเป็นเครื่องมือในการตอบโจทย์ปัญหาได้ เพราะสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่เพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที และในด้านการเรียนการสอน โดยการนำเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายมาใช้สอนแก่นักศึกษาแพทย์ในชั้นปรีคลินิก โดยจะเริ่มตั้งแต่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2

ทั้งนี้ระบบการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในปัจจุบันค่อนข้างมีความรวดเร็วและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น หากเราสามารถพัฒนาจากจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการให้บริการรักษาพยาบาล ต่อยอดให้เกิดเป็นผลงานนวัตกรรมที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้มาก สำหรับเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายจะช่วยสร้างให้เกิด “นวัตกรรมในกระบวนการเรียนการสอน” ให้แก่ “นักศึกษาแพทย์ยุคดิจิทัล” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาด้านกายวิภาค สรีรวิทยา และพยาธิสภาพ

“การที่เราจะมีนวัตกรรมรูปแบบดังกล่าวมาใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ได้นั้น จะต้องได้รับการสนับสนุนจากบริษัทที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ ซึ่งบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เข้าใจถึงความจำเป็นของเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดังกล่าวจึงได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายนี้ จำนวน 200 เครื่อง มูลค่า 12 ล้านบาท” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทั้งโดยส่วนตัวและบริษัทมีความมุ่งมั่นช่วยเหลือสังคมในสองด้านหลักๆ ด้วยกัน คือทางด้านการศึกษา และด้านเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์ โดยที่ผ่านมาได้บริจาคเครื่องมือทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลรัฐหลายแห่ง ขณะที่การบริจาคเครื่องมืออัลตราซาวนด์ชนิดพกพาแบบไร้สายครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างทั้งด้านการศึกษาและเรื่องการแพทย์ ทำให้นักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ๆ ที่ได้รับเครื่องมือนี้ไปจะได้ฝึกฝนและเกิดความชำนาญในการใช้เครื่อง ซึ่งความชำนาญนี้ก็จะไปช่วยรักษาคนไข้ในห้องฉุกเฉินให้มีโอกาสมีชีวิตรอดมากขึ้น

ขณะที่ “รศ.ดร.นพ.ไชยพร ยุกเซ็น” หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันห้องฉุกเฉินทุกโรงพยาบาลมีการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เพื่อช่วยในการวินิจฉัย ส่วนเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในห้องฉุกเฉินและการดูแลผู้ป่วยก่อนมาถึงโรงพยาบาล การนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการเรียนการสอนของหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตและหลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการฝึกอบรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศและจะเป็นต้นแบบการฝึกอบรมของสถาบันอื่นในประเทศไทยต่อไป

หันมาฟังประสบการณ์จากนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกที่ได้มีโอกาสใช้นวัตกรรมใหม่นี้กันบ้าง น.ส.พรลภัส เชนวรรณกิจ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 บอกว่า เครื่องอัลตราซาวนด์พกพาไร้สายเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IoT) ขนาดพกพาสะดวก โดยมีคุณสมบัติเดียวกับ “หัวตรวจ” ที่ติดตั้งอยู่กับเครื่องอัลตราซาวนด์ทั่วไป ดังนั้นผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลารอคิวการตรวจจากเครื่องอัลตราซาวนด์ที่ติดตั้งอยู่ในห้องตรวจ ซึ่งอย่างเร็วสุดต้องรอไม่ต่ำกว่า 10 นาที หรืออาจถึงครึ่งชั่วโมง ขณะที่ในสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแทบทุกโรงพยาบาลคนไข้บางเคสจำเป็นต้องรีบตรวจเพื่อรับการวินิจฉัย ก็สามารถใช้อัลตราซาวนด์เพื่อหาสาเหตุต่างๆ ที่สงสัยได้รวดเร็ว เช่น ภาวะปอดรั่ว-แตก ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งเมื่อวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำก็สามารถทำหัตถการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที

“จากที่ใช้งานมาแล้ว 1 เดือนในแผนกฉุกเฉิน เครื่องนี้ช่วยให้การตรวจรักษาผู้ป่วยรวดเร็วขึ้น เป็นการนำหัวตรวจเข้าไปถึงตัวผู้ที่ต้องรับการตรวจ จากเดิมที่ผู้รับบริการต้องเดินทางไปยังห้องอัลตราซาวนด์ รอคิวเครื่องและเตียงว่าง อีกทั้งเมื่อเปิดเครื่องแล้วสามารถใช้งานเลย ฟังก์ชันตามความต้องการพื้นฐานถือว่าครบถ้วน สามารถมองลึกเข้าไปตรวจอวัยวะในร่างกาย และต่ออุปกรณ์กับแอพพลิเคชั่น และแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน เลือกได้ว่าจะอัลตราซาวนด์ส่วนใดของร่างกาย เช่น ช่องท้อง ปอด เส้นเลือด เป็นต้น และบันทึกข้อมูลและการแสดงผลผ่านหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ต”

เธอบอกด้วยว่าประโยชน์จากการได้ใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ชนิดพกพา ยังทำให้ได้ฝึกฝนการทำอัลตราซาวนด์ได้มากขึ้น และจะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเรียนจบไปเป็นแพทย์อยู่ต่างจังหวัดที่อาจไม่มีคนคอยดูแลตลอดเวลา ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น เพราะการวินิจฉัยที่แม่นยำนั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ชั่วโมงบินสูงๆ ด้วย การนำนวัตกรรมดังกล่าวนี้มาใช้ในการเรียนการสอนนับเป็นประโยชน์อย่างมากในด้านการศึกษาของนักศึกษาแพทย์

พฤติกรรมฮิตบนทวิตเตอร์ของคนไทยปี 2019

Published November 11, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

พฤติกรรมฮิตบนทวิตเตอร์ของคนไทยปี 2019

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ทวิตเตอร์,พฤติกรรม
เปิดอ่าน 210 ครั้ง

พฤติกรรมฮิตบนทวิตเตอร์ของคนไทยปี 2019 คอลัมน์…   อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

ปัจจุบันคนไทยอาจรู้จักและคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ชื่อว่าทวิตเตอร์ (Twitter) น้อยกว่าเฟซบุ๊ก หรือไลน์ แต่รู้หรือไม่ว่าแม้จะอยู่ในอันดับ 6 (จากรายงานการจัดอันดับโดย Hootsuit และ We are Social เมื่อต้นปี 2019) ด้วยตัวเลขผู้ใช้งานประมาณ 20 ล้านคน ทวิตเตอร์กลับเป็นโซเชียลมีเดียที่ทรงพลังและรวดเร็วในการ “ปั่นกระแส” หรือ “ต้านกระแส” ที่สำคัญยังเปรียบเสมือน “กระจก” ที่สะท้อนภาพชัดเจนและแบบเรียลไทม์แทบทุกพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ความชอบ ความไม่ชอบของชาวโซเชียล

บนเวทีสัมมนา Creative Talk ในงาน Digital Thailand Big Bang 2019 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “ปัญชรี สิทธิเสนี (เอมี่)” Country Head (Thailand) บริษัท มีเดียโดนัทส์ ผู้แทนอย่างเป็นทางการของทวิตเตอร์ในประเทศไทย ได้สรุปภาพรวม 5 เทรนด์มาแรงของพฤติกรรมชาวทวิตเตอร์ในประเทศไทย จากการรวบรวมกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ตั้งแต่ช่วงต้นปี และแน่นอนว่าเทรนด์เหล่านี้ยังสามารถสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ในภาพรวมได้อีกด้วย

5 เทรนด์มาแรงบนทวิตเตอร์ในไทย
สำหรับ 5 เทรนด์ที่มาแรง ซึ่งเห็นได้ชัดบนโซเชียลปีล่าสุดนี้ มีทั้งแนวโน้มที่เด่นต่อเนื่อง และแนวโน้มใหม่ที่เริ่มมาแรงขึ้น เทรนด์เหล่านี้ก็วัดได้ความแรงจากแฮชแท็ก ว่าฮิตติดลมบนแค่ไหน มีการรีทวิต ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ และมีการพูดถึงในวงกว้างขนาดไหนซึ่งเรียงอันดับความแรงแล้ว ได้แก่

1.#Happening อะไรเกิดขึ้นตอนนี้ โดยเฉพาะบนทวิตเตอร์ที่เป็นแพลตฟอร์มที่ “รวดเร็ว” คนมักเข้ามาพูดถึงข่าวสารบ้านเมือง หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนั้นๆ เช่น บีทีเอสเสีย บีทีเอสซ่อมแล้ว ไฟไหม้ที่นี่ มีระเบิดที่ไหน น้ำท่วม ฝนตกที่ไหน นอกจากนี้ างประเด็นที่เป็นกระแสในวงกว้างก็ยังมีแบรนด์ใหญ่ๆ เข้ามาเกาะกระแส ต่อยอดไปสู่การทำกิจกรรมการตลาด หรือทำโปรโมชั่นใหม่ๆ อีกด้วย ยกตัวอย่าง แฮชแท็ก#ทีมไม่ลวกหมี่หยก ที่โด่งดังตั้งแต่เริ่มต้นปี (เดือนม.ค.) มีเหตุการณ์เล็กๆ ที่คนพูดต่อๆ กัน และรีทวิตจนเสมือนปัญหาระดับชาติ จากทวิตของเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่ทะเลาะกันเรื่องลวก หรือไม่ลวกหมี่หยก จนเกิดการแบ่งทีมเชียร์ (จากชาวทวิตเตอร์) และส่งต่อแฮชแท็กนี้กันไปถึง 36 ล้านทวิต ภายใน 3 วัน อีกทั้งติดเทรนด์โลกเมื่อช่วงต้นปีด้วย ต่อมาทั้งเอ็มเค, ท็อปส์ และค่ายหนังเมเจอร์ ต่างก็กระโดดเข้ามาเล่นด้วย

“กรณีนี้สะท้อนพฤติกรรมคนไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการรับประทาน หรือคนไทยเรื่องกินเรื่องใหญ่ อีกทั้งเห็นการเปลี่ยนแปลงว่า การ debate จากเดิมที่เกิดขึ้นจำกัดวงในกลุ่มก็สามารถใช้โซเชียลมาหาความคิดเห็นนอกกลุ่ม จากมุมมองของคนอื่นว่ามีใครคิดเหมือนเราหรือต่างออกไปบ้างมั้ย หาความคิดเห็นต่างจากโซเชียล ไม่ใช่การทะเลาะกัน”

2.ทีวีกับโซเชียลมีเดีย (ทวิตเตอร์) เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เร็ว สามารถส่งความคิดเห็นได้ในระยะเวลาแบบเรียลไทม์ ระยะหลังๆ คนจึงเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากดูทีวี มีมือถือเป็นหน้าจอที่ 2 ดูไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปกับเพื่อนๆ บนทวิตเตอร์ “ไม่ว่าจะดูทีวีจากช่องทางไหนก็ตาม แต่ช่วงพักเบรกโฆษณา ก็ต้องมาเม้าท์กันในโซเชียลทันที”

พฤติกรรมคอละครชาวทวิตเตอร์จะมี 3 รูปแบบคือ แคปภาพจากละครมาเม้าท์แบบเรียลไทม์ แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ถ้าไม่ได้ดูแบบเรียลไทม์เต็มๆ ก็ต้องมาดูไฮไลท์คลิปที่ชื่นชอบ และกรณีคนทำงาน หรือไม่มีเวลา แต่อยากคุยกับเพื่อน (เรื่องละคร) รู้เรื่อง ก็จะเข้ามาดูแบบ wrap-up ใช้เวลาสั้นๆ เพราะหลังละครจบจะมีแฟนละครกลุ่มหนึ่งชอบทำทวิตแบบ wrap-up หรืออาจเป็นรูปแบบการสรุปละครเรื่องนี้ใน 4 ช่องแบบไม่สปลอยล์ เป็นต้น

สำหรับละครดังบนทวิตเตอร์ประจำปีล่าสุดนี้จากการรวบรวมข้อมูลช่วงเกือบ 10 เดือนที่ผ่านมา “กรงกรรม” ติดอันดับ 1 ในละครที่มีการพูดถึงมากที่สุดบนทวิตเตอร์ คือ 7 ล้านทวิต และมีคนเห็นทวิตเหล่านี้ 2.8 พันล้านครั้ง มีทั้งทวิตที่เม้าท์ตัวละครและบทละคร ขณะที่ในภาพรวมการคุยเรื่องบันเทิงบนทวิตเตอร์มีประมาณ 80 ล้านการสนทนา

  มุมบวกๆ บนทวิตเตอร์
3.Respect เป็นเทรนด์ที่ปีนี้เห็นมากขึ้น ที่ผ่านมาจะมีการพูดถึงการรังแกทางไซเบอร์ (Cyberbullying) อย่างไรก็ตามบนโซเชียลไม่ใช่จะมีแต่กลุ่มที่รังแกคน แต่ยังมีกลุ่มที่ให้ความเคารพคนอื่นเช่นกัน ปีนี้แฮชแท็กเกี่ยวกับ respect จึงมีแยะ ที่ชัดเจนคือ #RespectLisa หลังจากเกิดกระแส Hate Speech ในเกาหลี ที่โจมตีลิซ่า แบล็คพิงก์ จุดประกายจากทวิตเดียวของแฟนคลับแบล็คพิงก์ในประเทศบราซิล จนกระจายไปทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยก็มี #RespectLisa มากกว่า 1.8 ล้านทวิต

“สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์คือคำพูดที่ว่า “เกมพลิก” เมื่อมีการโจมตีฝั่งหนึ่งอีกไม่นานก็จะมีกระแสเข้าไปเชียร์ฝ่ายที่ถูกโจมตี แม้แต่นักการเมืองที่ถูกโจมตี หรือ bully ทวิตเตอร์ แม้ชาวทวิตเตอร์จะไม่ชอบเขาก็จะเข้าไปให้กำลังใจด้วยการติดแฮชแท็ก#Respect เช่นกัน “มีความเคารพกันมากขึ้น” คือเทรนด์ที่เริ่มเกิดขึ้นและมาแรง”

4.Save เป็นแฮชแท็กที่เห็นมากขึ้นในปีนี้ เป็นกระแสการให้กำลังใจหรือการระดมความช่วยเหลือผ่านโซเชียล ตัวอย่างล่าสุดก็คือ #SaveUbon ทำให้เกิดการระดมเงินช่วยเหลือน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานี คนบนโซเชียลไม่ใช่แค่แฮชแท็กแล้วลืมๆ กันไป แต่จะมีการลงมือทำ (Action) เกิดขึ้น

5.เด็กนักเรียนบนทวิตเตอร์ แฮชแท็ก#Dek62 ถือว่าเป็นเทรนด์ที่มาแรงแห่งปีในประเด็นของเด็กนักเรียน เป็นแฮชแท็กของแต่ละปีที่มีการสอบแอดมิชชั่น เป็นการรวมพลังของเด็กที่จะสอบปีนี้เข้ามารวมตัวช่วยกันเรื่องการเตรียมตัวสอบ เฉลยข้อสอบ ติว 9 วิชาสามัญ สะท้อนอีกมุมหนึ่งของเยาวชนไทยยุคนี้ว่าสนใจการสอบ และมองว่าการสอบแอดมิชชั่นเป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นจึงเห็นเทรนด์การติวข้อสอบออนไลน์บนทวิตเตอร์มาแรง บ่งบอกว่าในสมัยนี้ถ้าเด็กเครียดเรื่องการเรียน/การสอบ ก็สามารถเข้ามาหาเพื่อนบนทวิตเตอร์และปรึกษาได้ อีกทั้งยังมีเว็บติวเตอร์หลักๆ หรือติวเตอร์คนดังเข้ามาช่วยตอบคำถามอีกด้วย สังคมนักเรียนและครูติวเตอร์ช่วยเหลือกันอยู่บนแพลตฟอร์ม

สัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันว่าข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้อะไรได้บ้างและปัจจัยข้อไหนที่จะช่วยให้ “ติดเทรนด์” โซเชียล

จับกระแสไอทีแดนมังกรปักหมุดลงทุนไทย

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/395311?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จับกระแสไอทีแดนมังกรปักหมุดลงทุนไทย

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
หัวเว่ย อคาเดมี,อีคอมเมิร์ซ
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

จับกระแสไอทีแดนมังกรปักหมุดลงทุนไทย คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

ข่าวการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ข้ามประเทศระหว่างหน่วยงานรัฐบาลไทยและหัวเว่ย ผู้นำด้านเทคโนโลยีลำดับต้นๆ ของจีน ณ เมืองเสิ่นเจิ้น ฐานที่มั่นและบ้านเกิดของหัวเว่ย ในการจัดตั้ง “หัวเว่ย อคาเดมี” ในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และบริษัทหัวเว่ย เพื่อเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะบุคลากรด้านดิจิทัล และไอซีที สำหรับภูมิภาคอาเซียน กำหนดเปิดในเดือนพฤศจิกายนนี้ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการลงทุนจากยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมด้านนี้จากแดนมังกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เป็นแนวโน้มเทคโนโลยีมาแรง ได้แก่ ด้านบิ๊กดาต้า, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ไอโอที (IoT), 5G และระบบคลาวด์

ก่อนหน้านี้เคยมีบทความในเว็บไซต์ Techsauce วิเคราะห์คลื่นการลงทุนจากยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนไว้ว่า เริ่มเทน้ำหนักมาที่ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในสาขาที่กำลังเฟื่องฟูอย่างอีคอมเมิร์ซ ฟินเทค โลจิสติกส์ คอนเทนท์ การขนส่งและธุรกิจค้าปลีก ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นแหล่งลงทุนอันดับต้นๆ ในภูมิภาคนี้ของธุรกิจจากแดนมังกร

ในการวิเคราะห์ของ Techsauuce โฟกัสเป็นพิเศษที่การลงทุนด้านดิจิทัลและออนไลน์ ซึ่งเมื่อจัดกลุ่มการลงทุนจากจีนแล้วจะเห็นภาพชัดเจนว่าในบางอุตสาหกรรมที่เป็น “ดาวรุ่ง” ทุนใหญ่ของจีนก็ไม่แคร์ที่จะอัดฉีดเงินให้ผู้ร่วมทุนในไทยที่เป็น “คู่แข่ง” กันเอง

  อีคอมเมิร์ซ 3 รายใหญ่ล้วนมีทุนจีนหนุน
ตัวอย่างธุรกิจที่โดดเด่นสุดซึ่งเรียกเงินจากกระเป๋านักลงทุนยักษ์ใหญ่แดนมังกรเข้ามาได้ ก็คือ อีคอมเมิร์ซ ซึ่ง 3 ผู้เล่นหลักในตลาดทั้ง ลาซาด้า (Lazada), ช้อปปี้ (Shopee) และเจดี เซ็นทรัล (JD Central) ซึ่งกลุ่มทุนจีนที่ถือหุ้นจำนวนมากอยู่ ได้แก่ อาลีบาบา, เทนเซ็นต์ และเจดี ตามลำดับ เหตุที่ตลาดการลงทุนนี้เนื้อหอมก็เนื่องมาจากตัวเลขการเติบโตแซงหน้าตลาดเดียวกันในกลุ่มอาเซียนนั่นเอง

จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือเอ็ตด้า เปิดเผยว่า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตรา 8-10% ต่อปี ตัวเลขล่าสุดจากผลสำรวจปี 2561 พุ่งสูง 3.2 ล้านล้านบาท อีกทั้งประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมูลค่าการซื้อขายออนไลน์ที่เกิดจากธุรกรรมของผู้บริโภค หรือบีทูซี (B2C : Business to Consumer) สูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน เมื่อเทียบมูลค่าระหว่างปี 2559 กับปี 2560 พบว่ามีมูลค่าเพิ่มถึงกว่า 1.6 แสนล้านบาท

เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมาทาง ASEAN UP ก็เคยให้มุมมองไว้ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้วยจำนวนผู้ใช้ออนไลน์ และการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ ด้านการแข่งขันก็คึกคักทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมที่ขยายจากหน้าร้านกายภาพมาอยู่บนออนไลน์ด้วย โดยอีคอมเมิร์ซในไทยก็คือลาซาด้า แต่ละเดือนมียอดส่องจากนักช้อป 44.9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของจำนวนประชากรไทย ส่วนเบอร์ 2 คือ ช้อปปี้ มีนักช้อปออนไลน์เข้ามาแวะชมสินค้ากว่า 30 ล้านคนต่อเดือน

          พอร์ตการลงทุนในไทย “อาลีบาบา-เทนเซ็นต์”
อีกข้อที่น่าจับตามองก็คือบทบาทของอาลีบาบา ยักษ์อีคอมเมิร์ซของแดนมังกร ที่แผ่ขยายธุรกิจครอบคลุมแทบทุกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในสาขานี้ด้วย ปีที่แล้วสร้างดีลที่สนั่นอาเซียน ด้วยการลงนามเอ็มโอยูร่วมกับรัฐบาลไทยลงทุนโครงการ Smart Digital Hub มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท ในพื้นที่อีอีซี และยังตามมาด้วยเอ็มโอยูฉบับอื่นๆ ในด้านอีคอมเมิร์ซ และการท่องเที่ยวอีกด้วย

ขณะที่ในธุรกิจฟินเทคได้สนับสนุนเงินลงทุนผ่านบริษัทในเครือ คือ Ant Financial เข้าลงทุนในบริษัท Ascend Money ของกลุ่มทรู คอร์ป ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ในชื่อทรูมันนี่ (TrueMoney) ถือเป็นกลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรุกคืบเข้ามาตลาดค้าปลีกในไทยผ่านสารพัดกิจการค้าปลีกในเครือซีพี บริษัทแม่ของกลุ่มทรู นอกจากนี้ยังลงอัดฉีดเงินลงทุนให้กับ CompareAsiaGroup บริษัทแม่ของ MoneyGuru.co.th ที่ให้บริการเว็บไซต์เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

อีกกลุ่มทุนใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีนอีกรายที่รุกเข้ามาปักหมุดอย่างจริงจังในประเทศไทยแล้วก็คือบริษัท เทนเซ็นต์  (Tencent) มีผู้ก่อตั้งชื่อว่านาย Pony Ma ที่แม้จะไม่เป็นที่รู้จักทั่วโลกอย่างแจ็ค หม่า ของอาลีบาบา แต่ในแง่ธุรกิจแล้วมีหลายบริการที่ประชากรชาวออนไลน์ของไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์สนุกดอทคอม, แพลตฟอร์มความบันเทิงและมัลติมีเดีย ทั้งแอพฟังเพลงออนไลน์/สตรีมมิ่ง “JOOX” แอพความบันเทิงผ่านวิดีโอสตรีมมิ่ง “WeTV” และเกมออนไลน์ยอดนิยม “PUBG” รวมทั้งแอพสนทนา “WeChat” ที่แม้ในไทยจะยังตามหลังไลน์ (Line) แต่ในจีนรั้งอันดับเบอร์ 1

นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปลงทุนในสตาร์ทอัพของประเทศต่างๆ ในอาเซียน ได้แก่ แอพอีบุ๊กสัญชาติไทย Ookbee, Gojek ของอินโดนีเซีย เจ้าของแอพ Get คู่แข่งของ Grab (ซึ่งมีกลุ่มเจดี ของจีน และเซ็นทรัลของไทยถือหุ้นอยู่) และลงทุนใน SEA group ของสิงคโปร์ เจ้าของค่ายเกมดัง ROV และเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Shopee.com

ล่าสุดผู้บริหารของ Tencent ประเทศไทย ประกาศชัดเจนว่า บริษัทแม่ที่จีนได้วางยุทธศาสตร์ให้ Tencent ประเทศไทยเป็น “Hub of ASEAN” ในการรุกสร้างฐานธุรกิจแพลตฟอร์มความบันเทิง (Entertainment Platform) ในภูมิภาคนี้

เลกซัส Ls500h ขับสนุก นั่งหรู อยู่สบาย

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/395298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เลกซัส Ls500h ขับสนุก นั่งหรู อยู่สบาย

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เลกซัส Ls500h,ยานยนต์
เปิดอ่าน 465 ครั้ง

เลกซัส Ls500h ขับสนุก นั่งหรู อยู่สบาย คอลัมน์… ยานยนต์

LS เป็นรถรุ่นท็อปของเลกซัส ซึ่งเน้นจุดขายในเรื่องความหรูหรา สะดวกสบาย และสำหรับในไทย LS วางตลาดรวม 4 รุ่นย่อย และสำหรับ LS500h Pleat Executive คันนี้ เป็นตัวท็อป ราคา 15.8 ล้านบาท เป็นค่าตัวที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ซึ่งเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งคือการเป็นรถนำเข้าที่ต้องมีภาระภาษีศุลกากร แม้จะมีส่วนลดบ้างก็ตาม จากข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

ดังนั้นเลกซัสจึงพยายามสร้างความแตกต่างสร้างเอกลักษณ์ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเต็มใจที่จะจ่าย ตัวรถคันใหญ่ออกแบบให้หรูหรา ภูมิฐาน ดูสุขุม ไม่โฉ่งฉ่างและเน้นรายละเอียดทั้งภายนอกภายใน หลายส่วนเป็นงานฝีมือ โดยผู้ที่่มีทักษะสูง เช่น การบุหนังในส่วนต่างๆ การบุผ้าสีแดงที่แผงประตู ซึ่งเป็นการตัดเย็บและบรรจงพับด้วยช่างฝีมือทักษะระดับครู เช่นเดียวกับงานกระจกที่เห็นบริเวณแผงประตูเช่นกันเป็นการตัดแกะลายที่ละเอียดอ่อน เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ทำให้เจ้าของรถรู้สึกถึงความแตกต่าง

ยังไม่รวมถึงออปชั่นต่างๆ ลูกเล่นอีกมากมายที่ใส่เข้ามา
เป็นรถที่มีขนาดใหญ่โตชัดเจน ความยาวตัวถัง 5,235 มม. กว้าง 1,900 มม. แต่เลือกที่จะทำให้มีความสูงไม่มากนัก อยู่ที่ 1,450 มม. ส่วนความยาวฐานล้อ 3,125 มม. ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,630 มม. หลัง 1,635 มม. ติดตั้งยาง 245/45 RF 20

ซึ่งขนาดตัวถัง ระยะฐานล้อ ทำให้มันมีพื้นที่เหลือเฟือ นั่งได้สบายทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะเบาะหลังด้านซ้ายที่สามารถปรับได้หลายรูปแบบและมีพื้นที่วางขาสูงสุดถึง 1.02 เมตร มีเบาะรองน่องปรับไฟฟ้า มีโหมดการนั่ง 3 โหมด ทั้งบิซิเนส หรือการนั่งปกติ เอ็นเตอร์เทนที่ผ่อนคลาย โดยจะเลื่อนเบาะนั่งด้านหน้าออกไปจนกระทั่งจอซึ่งติดอยู่หลังเบาะนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนนั่งด้านหลัง อีกโหมดหนึ่งก็คือรีแล็กซ์ ที่เอนเบาะลงไปอีกจนเกือบจะเรียกว่านอนพร้อมดันเบาะหน้าไปด้านหน้าที่สุด พับหมอนรองศีรษะลงเพื่อไม่ให้บดบังการมองกระจกด้านซ้ายของผู้ขับ

แต่ไม่เฉพาะเบาะนั่งหลังซ้ายอย่างเดียว เบาะอื่นก็นั่งได้สบายเช่นกัน เบาะใหญ่นุ่ม กระชับลำตัว ทำให้ไม่เมื่อยล้าเมื่อเดินทางไกล หรือจะเรียกว่าผ่อนคลายก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือผู้โดยสารก็ตาม และยังมีระบบนวดติดมาให้อีกด้วย ซึ่งตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่ ผมว่าซาลูนหรูคันนี้ให้ความรู้สึกสปอร์ตได้มากทีเดียว

เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร วี 6 ให้กำลังสูงสุด 299 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบ/นาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ให้กำลัง 132 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุ 300 นิวตันเมตร และเมื่อรวมการทำงานของทั้ง 2 แหล่ง ได้กำลังสูงสุดออกมาที่ 359 แรงม้า

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. และอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.9 กม./ลิตร เกียร์ซีวีที ที่เลกซัสเรียกว่ามัลติ สเตจไฮบริด ส่งต่อกำลังไปขับเคลื่อนล้อหลังตอบสนองกำลังของเครื่องยนต์ และการเปลี่ยนแปลงกำลังตามคันเร่งได้ลื่นไหล เอาเป็นว่าผมไม่เจอจังหวะสะดุดจากมันในการลองขับครั้งนี้
ตัวรถมีน้ำหนักรวม 2,350 กก. ดูเหมือนเยอะ แต่ก็ไม่แปลกกับรถคันใหญ่ขนาดนี้ บวกกับการใส่อุปกรณ์มาตรฐานเข้าไปจนแทบจะล้นคัน แต่สมรรถนะของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าก็จัดการมันได้สบายๆ ต้องชมว่าทำงานได้ดีเพราะไม่ได้แค่ไหวเท่านั้น แต่มันทำให้รถคันยาวกว่า 5 เมตร ขับสนุก ได้อารมณ์สปอร์ต อัตราเร่งมาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องไปอิงกับตัวเลขโรงงานที่ระบุ 5.4 วินาที เอาจากความรู้สึกในการขับจริงผมว่ามันตอบสนองได้อย่างที่เรียกว่าทันอกทันใจ ทำให้รถใหญ่ๆ มีความคล่องตัวในการใช้งานสูงและเรียกกำลังมาได้ต่อเนื่องจนถึงระดับความเร็วสูงๆ ไม่มีจังหวะอิดออด จังหวะหน่วง

ต้องชมว่าเลกซัสทำระบบไฮบริดตัวนี้ได้ดี และไม่ต้องกังวลว่าความใหญ่ของมันจะมีผลต่อการใช้งานในพื้นที่จราจรหนาแน่น การตอบสนองของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยในเรื่องนี้ได้ดี และการใช้งานก็ใช้ได้ทั่วไป ทางเล็กๆ ต่างจังหวัด หรือเข้าออกซอกซอยในกรุงเทพฯ ผมก็พามันฝ่าไปมาแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าแอลเอส ไฮบริดคันนี้ มีระบบช่วยเลี้ยวที่ล้อหลังเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในพื้นที่แคบๆ ด้วยการเลี้ยวสวนทางล้อหน้า และเพิ่มการยึดเกาะถนนและความคมในทางโค้งเมื่อขับเร็วๆ โดยล้อหลังจะเลี้ยวไปทางเดียวกับล้อหน้า
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองจากการใช้งานจริง นั่งเต็มคัน ขับกันเต็มที่ ทั้งในกรุงเทพฯ และออกต่างจังหวัด ได้ตัวเลขเฉียด 10 กม./ชม. แต่ผมถือว่าน่าพอใจ เมื่อเทียบกับรูปแบบใช้งาน ความเงียบในห้องโดยสารไม่ต้องห่วง เงียบมากแม้จะใช้ความเร็วสูงและยางเป็นยางซีรีส์ต่ำ และเป็นยางรันแฟลตที่แก้มแข็งๆ ก็ตาม และการตั้งช่วงล่างก็ยังทำให้มันส่งแรงสะเทือนมายังห้องโดยสารน้อย
รูปแบบการขับขี่เลือกได้โดยปุ่มที่อยู่บนคอนโซลหน้า ด้านหลังพวงมาลัย ประกอบด้วย ECO, Normal, Sport และ Sport-S + ซึ่งผมใช้มากที่สุดคือ Sport เพราะช่วยให้ขับได้สนุกขึ้นแต่ก็ไม่เส่ียความนุ่มนวลสำหรับผู้โดยสาร

ผมชอบช่วงล่างของ LS500h เพราะได้ทั้งความนุ่มสบายและก็จัดการกับเส้นทางต่างๆ ได้อยู่หมัด ในทางโค้งรับรู้ได้ว่าล้อทั้ง 4 มันเกาะแน่นอยู่กับพื้นถนน เป็นอีกจุดดีที่รถสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ณ เวลานั้นมาให้ผู้ขับรู้ได้ในทันที และแน่นอนการควบคุมในทางโค้งได้ดีนอกจากมาจากเรื่องของช่วงล่างก็ยังเป็นผลมาจากระบบควบคุมการเลี้ยวของล้อหน้า-หลัง การกระจายน้ำหนักลงเพลาหน้า-หลังที่ทำได้ค่อนข้างสุมดุล จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ และแน่นอนเบาะนั่งที่กระชับไม่ลื่นไหลก็มีส่วนไม่น้อยเช่นกัน
แม้จะมีเวลากับ LS500h ไม่มากนัก แต่ก็จับอารมณ์ของรถได้มาก เป็นรถที่อาจจะราคาสูง แต่สำหรับคนที่มีกำลังซื้อและอยากได้ความแตกต่าง หรือเบื่อรถดังๆ ยี่ห้ออื่น บวกกับมีลูกเล่นหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนใคร ก็น่าสนใจครับ ไม่ว่าจะซื้อไปขับเอง หรือจะเป็นรถผู้บริหารนั่งสบายๆ

“ขับสนุก นั่งสบาย” น่าจะเป็นการสรุปสั้นๆ สำหรับรถคันนี้ครับ

แรมซัมแวร์ โจรเรียกค่าไถ่ไซเบอร์

Published November 2, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/394301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แรมซัมแวร์ โจรเรียกค่าไถ่ไซเบอร์

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
แรมซัมแวร์,อินโนสเปซ,ไซเบอร์,ไวรัสเรียกค่าไถ่
เปิดอ่าน 96 ครั้ง

แรมซัมแวร์ โจรเรียกค่าไถ่ไซเบอร์ คอลัมน์…อินโนสเปซ   โดย…  บัซซี่บล็อก

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับภัยไซเบอร์ที่เรียกว่า แรมซัมแวร์ (Ransomware) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบนช่องทางสื่อโซเชียล ซึ่งเดาว่าปัจจัยที่ทำให้หัวข้อข่าวนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างก็เนื่องจากแหล่งที่มาของข่าว ซึ่งเป็นการเผยแพร่รายงานที่จัดทำโดยสำนักงานตำรวจสหภาพยุโรป หรือยูโรโพล (Europol) นั่นเอง

โดยในรายงานแนวโน้มภัยคุกคามไซเบอร์ที่พบในกลุ่มประเทศอียูประจำปีฉบับล่าสุด Internet Organised Crime Threat Assessment (IOCTA) 2019 ของยูโรโพล จัดให้ “แรมซัมแวร์” หรือเรียกง่ายๆ ว่า ไวรัสเรียกค่าไถ่ ติดอันดับ 1 ของภัยไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายในวงกว้าง และความสูญเสียในแง่ตัวเงินมากที่สุด และที่น่าวิตกยิ่งขึ้น ก็คือแม้จำนวนการโจมตีของแรนซัมแวร์จะลดลง แต่ยอดความเสียหายกลับสูงขึ้นอย่างมาก

ข้อมูลจากไซแมนเทค เคยระบุไว้ว่า สหรัฐรั้งแถวหน้าของประเทศที่ถูกแรมซัมแวร์โจมตีมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 18.2% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่าประเทศที่ยิ่งมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงสูงจากภัยไวรัสเรียกค่าไถ่ ขณะที่ มีตัวเลขคาดการณ์ว่าภายในปี 2020 จะมีจำนวนรหัสผ่านที่ประชากรชาวออนไลน์ใช้งานกันมากถึง 3 แสนล้านรหัสผ่าน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลกที่มีอยู่ยังไม่ถึง 8 พันล้านคน ก็ยิ่งสะท้อนความเสี่ยงจากการเรียกค่าไถ่ทางไซเบอร์

          รู้จักกับแรมซัมแวร์
ในเพจเฟซบุ๊กของ ETDA Thailand ได้อธิบายความหมายของแรมซัมแวร์ ไว้ว่า Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ เป็นเหมือนภัยร้ายสายมืดที่คุกคามสร้างความเสียหายให้องค์กรมาแล้วนับร้อยบริษัททั่วโลก ความน่ากลัวของมันก็คือการไม่มีตัวตน ไม่รู้ที่มา ไม่มีการเตือน ไม่มีทางแก้แบบชัดเจน 100% ทุกวันนี้ทำได้แค่เพียงคอยสังเกต และระแวดระวังตัวการใช้อินเทอร์เน็ตให้มากขึ้น

ทั้งนี้การโจมตีของแรนซัมแวร์จะทำให้เหยื่อ หรือผู้ถูกโจมตี ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ โดยอาชญากรไซเบอร์จะเรียกเงินค่าไถ่จำนวนหนึ่งแลกกับการปลดล็อกข้อมูลที่ถูกโจมตีนั้น สร้างความสูญเสียทางการเงินทั้งในระดับองค์กรและบุคคลจำนวนมาก

บทความ “60 Must-Know Cybersecurity Statistics for 2019” ในเว็บไซต์ https://www.varonis.com ได้หยิบยกสถิติน่าสนใจของการโจมตีทางไซเบอร์ที่สะเทือนวงการมานำเสนอ ซึ่งหลายข้อสอดคล้องกับรายงานของยูโรโพล โดยพบว่าวายรายไซเบอร์พุ่งเป้าไปที่เหยื่อ “ขนาดใหญ่” ขึ้น ยอดความเสียหายก็ใหญ่ขึ้นเช่นกัน

ยักษ์ใหญ่ออนไลน์ที่ถูกลูบคมอย่างไม่น่าเชื่อ ได้แก่ ยาฮู (Yahoo) ซึ่งถูกขโมยข้อมูลบัญชีลูกค้าไปถึง 3 พันล้านบัญชี ตั้งแต่ปี 2016 เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในการรั่วไหลของข้อมูลจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างสถิติโลกมาจนถึงปัจจุบัน ถัดมาอีกปีทั้งโลกก็รู้จักกับไวรัสเรียกค่าไถ่ที่ชื่อว่า WannaCry ซึ่งฝากฝีมือปล่อยไวรัสจู่โจมคอมพิวเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 5 พันล้านเครื่อง ภายในเวลาไม่กี่วัน

เมื่อปี 2017 มีประมาณการณ์มูลค่าความเสียหายจากการเรียกค่าไถ่รูปแบบนี้ว่าสูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15 เท่าตัวจากปี 2015 ส่วนปีล่าสุดนี้คาดว่าตัวเลขจะไต่ระดับไปถึง 11.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเหยื่อระดับองค์กรเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยทุก 14 วินาทีจะมีองค์กรอย่างน้อย 1 แห่งถูกโจมตีด้วยแรมซัมแวร์ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าแต่ละปีภัยไซเบอร์ตัวนี้ยังอาละวาดเหยื่อเพิ่มขึ้นกว่า 350%

     ยิ่ง(เป้า)ใหญ่ (เงิน)ค่าไถ่ยิ่งมาก
อาชญากรไซเบอร์ที่ใช้ไวรัสเรียกค่าไถ่ (แรมซัมแวร์) เป็นเครื่องมือ มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเมินเป้าหมายที่เป็น “บุคคล” และหันมาใช้วิธีการ “ล็อกเป้าหมาย” เหยื่อที่เป็นองค์กรใหญ่ หรือมีชื่อเสียง เพื่อประสิทธิภาพในการลงมือ เพราะแน่นอนว่า ยิ่งเป็นรายใหญ่และดัง ก็ยิ่งมีชื่อเสียงที่ต้องรักษา และยินยอม “จ่าย(ค่าไถ่)ก้อนใหญ่” อย่างเงียบๆ และรวดเร็ว เพื่อสกัดกั้นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อชื่อเสียงองค์กร และการทำธุรกิจ ทั้งนี้ จากรายงานฉบับล่าสุดของยูโรโพล เปิดเผยว่า เหยื่อบางรายต้องยินยอมจ่ายค่าไถ่สูงถึงหลักล้านยูโรเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการใหม่ๆ ของการโจมตีรูปแบบนี้ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อต้นปีนี้ โดยมีจ้าไวรัสเรียกค่าไถ่ตัวใหม่ ชื่อว่า เยอรมันไวเปอร์ (GermanWiper) ไล่โจมตีเหยื่อเป้าหมายทั่วประเทศเยอรมนี ด้วยวิธีการอันชั่วร้ายคือ ไม่ได้แค่แอบเข้าไปใส่รหัสล็อกข้อมูลที่แฮกมาได้ เพื่อรอถอดรหัสและส่งคืนลูกค้าหลังจากได้รับเงินค่าไถ่ แต่เจ้าไวรัสตัวนี้จะใช้วิธีเข้าไปเขียนไฟล์ใหม่ทับข้อมูลเดิม เป็นการทำลายไฟล์ข้อมูลที่แฮกไว้ นั่นก็หมายความว่า แม้เหยื่อจะยินยอมโอนเงินค่าไถ่ (ข้อมูล) ไปแล้ว แต่ก็ได้แค่ไม่ต้องวิตกว่าจะถูกวายร้ายไซเบอร์เอาข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์หรือสร้างความเสียหาย ส่วนข้อมูลทั้งหลายที่เคยโดนแฮกไปนั้นไม่ได้คืนแน่นอน ซึ่งกรณีที่ไม่ได้มีการสำรองข้อมูลเก็บไว้ที่อื่นด้วย ก็นับเป็นความเสียหายแบบ 2 เด้งสำหรับเหยื่อรายนั้น

ด้าน Malwarebytes ก็มีบทวิเคราะห์ว่า เหตุที่อาชญากรไซเบอร์ หันมาพุ่งเป้าเหยื่อในภาคธุรกิจมากขึ้น ก็เพราะมองเห็น “เงินก้อนใหญ่ขึ้น” นั่นเอง แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ อีกเป้าหมายสำคัญของเหล่าวายร้ายกลุ่มนี้ ก็คือ ภาคการศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งมักมีจุดอ่อนเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานระบบไอที เปิดช่องโหว่ให้แฮกเกอร์บุกเข้าไปได้ง่ายดาย

ทั้งนี้ Malwarebytes ระบุด้วยว่าเปรียบเทียบไตรมาส 2 ของปี 2018 และปีนี้ มีการโจมตีเหยื่อภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นถึง 365% ขณะที่ บุคคลทั่วไปหรือผู้บริโภค ถูกโจมตีลดลง 12% ด้วยเหตุผลข้อสำคัญ ก็คือ “เหล่าอาชญากรไซเบอร์ กำลังแสวงหาผลตอบแทนการลงทุนที่สูงกว่าเดิม และการโจมตีเหยื่อที่เป็นหน่วยงานหรือองค์กร ทำให้พวกเขาสามารถได้เงินเป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่าที่จะเรียกได้จากคนทั่วไป ซึ่งมีข้อมูลส่วนตัวแค่ไม่กี่อย่างที่นำมาใช้ประโยชน์ได้”

5G เปิดยุคใหม่การแพทย์ สมาร์ท เฮลธ์

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/391597

5G เปิดยุคใหม่การแพทย์  สมาร์ท เฮลธ์

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 11:50 น.
อินโนสเปซ,5G,การแพทย์
เปิดอ่าน 5 ครั้ง

คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย…   บัซซี่บล็อก

แม้ล่าสุดเริ่มมีการส่งสัญญาณจากทั้งฟากผู้กำหนดและกำกับนโยบาย รวมถึงเอกชนผู้ลงทุนรายใหญ่ด้านสื่อสารโทรคมนาคมในไทยออกมาแล้วว่า ประเทศเราอาจไม่จำเป็นต้องรีบเร่งคลอดบริการ 5G ภายในปีหน้า (ท่ามกลางความไม่พร้อมของหลายๆ องค์ประกอบ) โดยอาจขยับเลื่อนออกไปอีก 1 ปี หรือในปี 2564

แต่ในฝั่งของภาคส่วนหลักๆ ที่เห็นชัดเจนแล้วว่า จะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่นี้มาเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน ตลอดจนให้บริการกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่างกำลังทำการบ้านอย่างหนักเพื่อให้เข้าถึง “การใช้ประโยชน์สูงสุด” จาก 5G

โดยหนึ่งในกลุ่มที่มาแรงก็คือ ด้านการแพทย์/สาธารณสุข เพราะ 5G นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุม เพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิต หนุนเสริมให้ระบบการรักษาพยาบาลขยับไปสู่ระดับที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น (Smart Helath) อีกทั้งหนุนเสริมเป้าหมายด้านการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine)

ล่าสุด นิตยสารเอสเอ็ม (SM Magazine) ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโทรคมนาคมเพื่อสิทธิเสรีภาพของผู้ด้อยโอกาส และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดงานสัมมนา “Telemedicine & Smart Health 2019”

++

     คนแก่/ป่วยแยะขึ้น VS แพทย์ขาดแคลน
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และอดีตรองประธาน กสทช. พูดถึงมุมมองเกี่ยวกับบทบาท 5G ในการพลิกโฉมการให้บริการด้านสาธารณสุขว่า ศักยภาพของ 5G จะช่วยให้การรับส่งข้อมูล/การสื่อสารผ่านระบบแพทย์ทางไกลความเร็วสูง เพิ่มความรวดเร็วขึ้นถึง 10 เท่า และอีก 5 ปีจะขยับเป็น 100 เท่า

อนาคต โทรศัพท์มือถือจะสามารถวัดความดัน การเต้นของหัวใจ ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นต้น แล้วนำข้อมูลไปเก็บไว้บนคลาวด์ อีกทั้งมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (IoT) เพิ่มมากขึ้น ทำให้การเก็บข้อมูลสุขภาพเป็นแบบเรียลไทม์ และการวินิจฉัยทำได้รวดเร็วขึ้น

แนวโน้มที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสังคมสูงวัย จำนวนผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นๆ ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัดหรือขาดแคลนในหลายพื้นที่ ทำให้แนวคิดของระบบการแพทย์ทางไกล จะกลายเป็นคำตอบให้กับโจทย์ปัญหาข้อนี้ และนับเป็นโชคดีที่เทคโนโลยีมีแนวโน้มก้าวหน้ายิ่งขึ้น มีอุปกรณ์ใหม่ๆ ออกมารองรับการวินิจฉัยทางไกลด้วยราคาถูก ยิ่งมีการใช้แพร่หลายขึ้น ราคาอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะยิ่งถูกลงเรื่อยๆ อีกด้วย

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เมื่อปี 2561 ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีตัวเลขจำนวนแพทย์โดยเฉลี่ย 13.9 คน ต่อประชากร 10,000 คน

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีตัวเลขเฉลี่ยต่ำกว่านั้น หรืออยู่ในระดับขาดแคลน อย่างเช่น ประเทศไทย มีจำนวนแพทย์เฉลี่ย 3.9 คนต่อประชากร 10,000 คน หรืออินโดนีเซีย มีแพทย์ 3 คนต่อประชากร 10,000 คน

อีกทั้งแพทย์ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจาการ์ตา ซึ่งเป็นเมืองหลวง และเมืองที่มีเศรษฐกิจดีอย่าง บาหลี เป็นต้น

++

         คำจำกัดความ “เทเลเมดิซีน”
ในงานนี้ยังได้เปิดเวทีเสวนา “Telemedicine จุดเปลี่ยนสาธารณสุขไทย” ซึ่งผู้ร่วมเสวนา ได้ให้คำจำกัดความของ เทเลเมดิซีน ในมุมมองส่วนตัว ซึ่งคีย์เวิร์ดหลักๆ จะครอบคลุมถึง การให้บริการทางการแพทย์ผ่านระบบเครือข่ายความเร็วสูง ยังต้องคงไว้ซึ่งมาตรฐานทางการแพทย์ ตลอดจนมาตรฐานของระบบและอุปกรณ์ไอทีที่นำมาใช้ในระบบการแพทย์ทางไกลต้องเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล การเชื่อมต่อให้ผู้ป่วย/คนไข้ และแพทย์สื่อสารกันได้โดยตรงครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปพบแพทย์ ณ สถานพยาบาล

ศ.คลินิก นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์ รองคณบดีฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวด้วยว่า เทเลเมดิซีน เป็นเรื่องของการแพทย์ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี เป็นการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ใน virtual world ที่ไม่จำกัดด้วยเวลาและสถานที่

ดังนั้น เทเลเมดิซีน ก็คือบริการทางการแพทย์นั่นเอง และที่ผ่านมาก็มีการระบุไว้ใน พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน มีมาตรฐานทางการแพทย์กำกับอยู่ มีการบันทึกข้อมูลทั้งหมดที่แพทย์รักษาผู้ป่วยไว้ในเวชระเบียน (Medical Record) เหมือนการรักษาพยาบาลโดยทั่วไป

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของศิริราชในการทำโครงการนำร่องด้านเทเลเมดิซีนมาระยะหนึ่งแล้ว พบว่าการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ของภาคสาธารณสุขไทย ยังมีอุปสรรคด้านการเชื่อมโยงข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งต้องใช้งบประมาณการลงทุนจำนวนมาก เพื่อให้เกิดมาตรฐานกลางในการสื่อสาร เพื่อให้ตรวจสอบยืนยันได้ว่า นื่คือแพทย์/คนไข้ตัวจริง และสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง (Connectivity)

และอีกข้อที่สำคัญคือ กฎหมาย เพื่อรับรองเรื่องความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของบริการทางการแพทย์ผ่านระบบทางไกล โดยทั้ง 2 ข้อนนี้ จำเป็นที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขต้องสร้างให้เกิดขึ้น

ขณะที่ ทันตแพทย์หญิง กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น Ooca ซึ่งเป็นแอพฯ ด้านจิตแพทย์ออนไลน์ กล่าวว่า การให้บริการทางการแพทย์นั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาล แต่ขอบเขตยังกว้างไปครอบคลุมถึงขั้นตอนต่างๆ ตลอดจนการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหวางคนไข้กับบุคลากรทางการแพทย์ ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ด้วยกัน หรือการสื่อสารตลอดอีโคซิสเต็มที่อยู่โดยรอบกระบวนการให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีข้อจำกัดในการเข้าถึง แต่ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตเริ่มพร้อม และคนมีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น

++

 สมาร์ท เฮลธ์ เพื่อความทั่วถึงที่แท้จริง
อาจารย์สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับ “Smart Health for Smart Life” ว่า แนวคิดเรื่องระบบการแพทย์ทางไกล และการแพทย์อัจฉริยะ (Smart Health) มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเช้าถึงบริการทางสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้พิการ ซึ่งมักมีภาวะเสี่ยงทางสุขภาพหากไม่ได้ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งสำคัญคือ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น Smart Health ซึ่งช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพอย่างสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน จะเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มนี้ ที่ผ่านมามีข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า คนพิการ ร้อยละ 97 ได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหลักจากรัฐ แต่กลับมีคนพิการสิทธิบัตรทองเพียง 1 ใน 3 ที่ไปใช้บริการตามสิทธิ เนื่องจากอุปสรรคหลักๆ ได้แก่ ไม่มีผู้พาไป เดินทางไม่สะดวก คิวยาวหรือต้องรอนาน ซึ่งเป็นความยากลำบากของผู้พิการ เป็นต้น จึงทำให้เสียโอกาสทั้งเรื่องใช้สิทธิรักษาพยาบาล และการตรวจสุขภาพ (เพื่อป้องกันโรค)”

ไทย พร้อมแค่ไหน กับภาคปฏิบัติ(ตาม)ก.ม.ไซเบอร์

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/390726

ไทย พร้อมแค่ไหน กับภาคปฏิบัติ(ตาม)ก.ม.ไซเบอร์

วันที่ 30 กันยายน 2562 – 00:00 น.
กฎหมายไซเบอร์
เปิดอ่าน 1 ครั้ง

คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย..  บัซซี่บล็อก

ประเทศไทยได้รับการปักหมุดบนแผนที่โลกว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security Act) ตั้งแต่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2562 (พร้อมๆ กับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data Protection Act)

แต่หลายเดือนที่ผ่านไปกลับยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ “สิ่งที่ต้องทำ” ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) คณะกรรมการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กกม.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ทั้งนี้ในระหว่างที่รัฐบาลรวมทั้งหน่วยงานต้นทางที่เป็นผู้ผลักดันกฎหมายด้านนี้โดยตรงอย่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังไม่มีการ “ขยับ” ให้สาธารณชนได้เห็นความคืบหน้าของการทำงานที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (หรือเรียกสั้นๆ ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์) แต่ในระดับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ซึ่งต้องมีความเกี่ยวพัน รวมทั้งเป็นผู้ที่อยู่ปลายอีกด้านหนึ่งของพ.ร.บ.ไซเบอร์ หลายภาคส่วน ได้มีการส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับ “การลงทุน” ติดตั้งเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวช่วยในการปฏิบัติตามข้อกำหนดในพ.ร.บ.ฉบับนี้

++

    เม็ดเงินลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ RSA Conference เมื่อกลางปีระบุว่า องค์กรในภาพรวมทั่วโลกมีการจัดสรรงบประมาณด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพิ่มขึ้นถึง 141% ระหว่างปี 2553-2561 ขณะที่ในปีนี้ คาดว่าจะมีการใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 124 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกทั้งยังได้แรงขับเคลื่อนจากการลงทุนเพื่อให้รองรับกฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลทั่วไปของสหภาพยุโรป (General Data Protection Regulation : GDPR) ที่เริ่มประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมาอีกด้วย โดยคาดว่าจะมีองค์กรไม่น้อยกว่า 30% จากทั่วโลกเตรียมควักกระเป๋าลงทุนซื้อบริการและจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อเตรียมตัวรับกฎหมาย GDPR

อย่างไรก็ตาม RSA ระบุว่าสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นหลักๆ ของไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มาจากการใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์ ซึ่งมีการเติบโตถึง 148% ตั้งแต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนเม็ดเงินที่ใช้จ่ายกับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลทั่วไป เติบโต 38% และการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ซิเคียวริตี้ เพิ่มขึ้น 25% ระหว่างปี 2560-2562

ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของไทย มีความคึกคักเป็นอย่างมากจากการประกาศใช้ทั้ง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับข้างต้น อีกทั้งตลาดด้านนี้ในไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตเป็นเลข 2 หลักได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับตลาดรวมทั่วโลก

++

 ส่องสถานการณ์ไซเบอร์ซิเคียวริตี้
ดร.รัฐิติ์พงษ์ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับภาพรวมสถานการณ์ด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ว่า ปัจจุบันทั้งระดับโลกและไทยเป็นไปในทิศทางเดียวก มีความตื่นตัวค่อนข้างสูง และมีการลงทุนด้านนี้ค่อนข้างมาก โดยมีปัจจัยผลักดันหลักๆ 5 ข้อ ได้แก่

1.กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ หลายประเทศต้องมีการปฏิบัติตาม เพื่อให้ comply หรือตอบข้อกำหนดตามกฎหมายเหล่านั้น ต้องมีการลงทุนเครื่องมือด้านนี้มากขึ้น และส่วนหนึ่งก็เพราะมีบทลงโทษเรื่องค่าปรับอยู่ด้วย องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับปรุงระบบซิเคียวริตี้ของตัวเอง

2.องค์กรต่างๆ เริ่ม migrate บริการของตัวเองไปใช้ระบบคลาวด์ ความเสี่ยงมากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เมื่อเทียบกับจากเดิมบริการขององค์กรอยู่ในระบบดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ที่มีด่านป้องกันค่อนข้างแข็งแรง ดังนั้นเมื่อไปอยู่บนคลาวด์ จึงจำเป็นต้องมีด่านป้องกันบนคลาวด์ด้วย ต้องมีการติดตั้งระบบการรักษาความปลอดภัย จึงกระตุ้นเม็ดเงินด้านนี้เพิ่มมากขึ้น

 

3.การโจมตี ที่มีความซับซ้อน มีกาพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหลบแนวป้องกันที่มีอยู่ มีการใช้เทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพื่อฝ่าด่านป้องกันการโจมตีระบบ เช่น การนำเอาเอไอ หรือเอาเครื่องมือต่างๆ เช่น ชุด kit, attack kit เข้ามาช่วยพัฒนามัลแวร์ ดังนั้นเมื่อมีความซับซ้อนของมัลแวร์เพิ่มขึ้น องค์กรก็ต้องพยายามไล่ตามให้ทัน จะเริ่มเห็นว่ามีการนำเอาระบบเอไอเข้ามาใช้ มีการใช้เทคโนโลยีอย่างการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) เข้ามาใช้ในการป้องกันมัลแวร์

4.การขาดแคลนบุคลากรขององค์กร วงการนี้ขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญค่อนข้างมาก องค์กรต่างๆ จึงต้องหาวิธีมาปิดช่องว่าง (gap) ตรงนี้ โดยการทำให้ระบบซิเคียวริตี้ขององค์กรมีความสามารถในการเผชิญเหตุ/ตอบโต้ภัยจากการโจมตี (Respond) ได้อย่างอัตโนมัติ จึงต้องมีการลงทุนในตัวเครื่องมือเพิ่ม

และ 5.ชื่อเสียงองค์กร เห็นได้ว่าที่ผ่านมา มีข่าวเป็นระยะๆ ที่องค์กรใหญ่และมีชื่อเสียงระดับโลก ข้อมูลรั่วไหล ถูกโจมตี ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้บริหารหันมาสนใจ และให้งบลงทุนด้านนี้มากขึ้น

++

 จุดแข็ง-จุดอ่อนประเทศไทยด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้
ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ กำหนดให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ อันหมายถึงบรรดาหน่วยงานหรือองค์กรที่ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของตนมีผลเกี่ยวเนื่องสำคัญต่อความมั่นคงหรือความสงบเรียบร้อยของประเทศทั้ง 8 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มความมั่นคงและบริการภาครัฐที่สำคัญ กลุ่มการเงินการธนาคาร กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม กลุ่มการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มสาธารณสุขจำเป็นต้องยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure : CII) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยได้ประยุกต์มาตรฐานจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (National Institute of Standard and Technology : NIST) มาเป็นมาตรการขั้นต่ำ ใน 5 มาตรการด้วยกัน ได้แก่ มาตรการในการระบุความเสี่ยง (Identify) มาตรการในการป้องกันภัยคุกคาม (Protect) มาตรการในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง (Detect) มาตรการในการเผชิญเหตุ ตอบโต้ภัย (Respond) และมาตรการรักษาและฟื้นฟู (Recover)

“ประเทศไทยมีการลงทุนค่อนข้างมากอยู่แล้วกับการป้องกัน ดังนั้นแนวโน้มการลงทุนเพิ่มเติม เม็ดเงินหลักๆ น่าจะเป็นด้านของการตอบโต้ และการเฝ้าระวัง ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนอยู่”

จากประสบการณ์ทำตลาดในระดับโลกของฟอร์ติเน็ต ตลาดไทยและทั่วโลกต่างมีแนวโน้มการลงทุนเป็นไปในลักษณะเดียวกัน องค์กรจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี หรือหา Tools ใหม่ๆ ที่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของพ.ร.บ.ได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ “เฝ้าระวัง” ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่มีการลงทุนสูง เทคโนโลยีที่เหมาะสมจำเป็นต้องสามารถป้องกันภัยได้กว้าง (Broad) ครอบคลุมทุกแพลทฟอร์มและอุปกรณ์ อุปกรณ์ทั้งหมดจะต้องทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น (Integrated) และทำงานได้อย่างอัตโนมัติ (Automation) สามารถปฏิบัติงานตามมาตรการ 5 ประการข้างต้นจากส่วนกลางได้

ทั้งนี้ฟอร์ติเน็ตมีแพลตฟอร์มด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เรียกว่า “Fortinet Security Fabric” ที่สามารถตอบโจทย์มาตรการทั้ง 5 ด้านได้เป็นอย่างดี และครอบคลุมทั้ง 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี อีกทั้งให้ความสำคัญกับภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันผ่านการโจมตีทางเว็บ แอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์ รวมถึงอุปกรณ์ในกลุ่ม IoT และระบบ

“ในไทยหน่วยงานด้าน CI เช่น ธนาคาร รัฐวิสาหกิจบางแห่ง และกลุ่มพลังงาน ตื่นตัวค่อนข้างมาก แต่บางหน่วยงาน เช่น สาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ และโลจิสติกส์ ยังเงียบๆ กันอยู่ อีกกลุ่มคือ โทรคมนาคม ยังน่าห่วง การลงทุนด้านการดูแลซิเคียวริตี้ ยังไม่ได้ลงถึงระดับผู้ใช้งานปลายทาง เพราะทุกวันนี้ปัญหาการโจมตีจะเกิดกับอุปกรณ์ที่มีการใช้งานที่บ้าน”

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

Published October 13, 2019 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/388610

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy)

วันที่ 16 กันยายน 2562 – 02:10 น.
ไลฟ์สไตล์,ไอที,บัซซี่บล็อก,อินเทอร์เน็ต,วิทยาการ,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

คอลัมน์ “อินโนสเปซ” โดย “บัซซี่บล็อก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

******************************

เศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) เป็นศัพท์ใหม่ที่ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคโซเชียลครองโลก และมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน สามารถเข้าถึง(แทบ)ทุกบริการในชีวิตประจำวันผ่านการเชื่อมต่อออนไลน์

ปัจจุบันเศรษฐกิจรูปแบบนี้โตขึ้นเรื่อยๆ ตามพฤติกรรมคนที่รักความสะดวกสบาย และเลือกที่จะใช้บริการต่างๆ (ถ้ามีเพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาและเสียแรงทำเอง

ในงานสัมมนาการตลาด “เจาะลึกอินไซต์ พิชิตใจคนขี้เกียจ” ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)บอกว่า ผู้คนจำนวนมากในยุคนี้ หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม จนมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่สังคมของความเคยชิน หรือที่เรียกว่า “ความขี้เกียจ” จึงได้สร้างให้เกิดเศรษฐกิจขี้เกียจ (Lazy Economy) โดยผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินหากสินค้าหรือบริการนั้นๆ ช่วยทำให้รู้สึกว่าได้รับความสะดวกสบายมากกว่าเดิม

หมวย/ตี๋รุ่นใหม่ จุดประกายเศรษฐกิจขี้เกียจ

เมื่อต้นปีนี้ เว็บไซต์ www.alizila.com ในเครือของอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี-คอเมิร์ซระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานผลสำรวจแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ชาวจีน “พร้อมจ่าย” กับสิ่งต่างๆ เพื่อแลกกับออมแรงและการประหยัดเวลา

รายงานดังกล่าว ระบุว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเงินไปถึง 2.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กับสินค้าต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย คิดเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านี้ถึง 70%

ซึ่งจำนวนเงินหลักๆ มาจากการใช้สอยของนักช้อปรุ่นใหม่ที่มีอายุไม่เกินวัย 20 ปีต้นๆ อีกทั้ง เป็นผู้บริโภคกลุ่มสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนปัจจุบัน

จากการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าของเถาเป่า (Taobao) ผู้ดำเนินธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่สุดในประเทศจีน พบว่า ผู้บริโภควัยหนุ่ม-สาวเหล่านี้ มักใช้จ่ายไปกับสินค้าด้านไลฟ์สไตล์ มากกว่าสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ลิสต์สินค้าขายดีในเว็บนี้ มีทั้ง อายแชโดว์แต่งเติมสีสันให้กับตาคู่สวย เก้าอี้สำหรับนั่งเล่นเกม และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้แก่ หุ่นยนต์ทำความสะอาดหน้าต่าง เครื่องทำอาหารอัตโนมัติ เป็นต้น

การเรียกร้องหาความสะดวกสบายมากขึ้นๆ ของตี๋/หมวยชาวจีน ได้ขับเคลื่อนให้เกิดตลาดของสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น บริการส่งอาหาร และปัจจุบันขยายความนิยมมาถึงบริการจองคนทำความสะอาดบ้าน บริการจองคิวนัดแพทย์ ในเมืองหลักๆ ของจีน สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยการจ่ายเงินผ่านช่องทางดิจิทัล

ขณะที่ บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Bain & Co. ได้เปิดเผยเมื่อเดือนมิถุนายน ว่า ประชากรจีนปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 15% เป็นกลุ่มที่ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1990 และ 21% เป็นกลุ่มที่เกิดในช่วงทศวรรษ 2000

กลุ่มคนจีนรุ่นใหม่เหล่านี้ เปรียบได้กับเป็น “จักรพรรดิน้อยดิจิทัล (digital little emperors)” ที่เติบโตมาท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ไม่ชอบการรอคอย มองหาความสะดวกสบาย คุณภาพ และความหลากหลาย

สอดคล้องกับรายงานของบริษัท Accenture ซึ่งเผยแพร่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกันที่ระบุว่า คนที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1995 เป็นผู้บริโภคกลุ่มที่จะไม่กลับมาซื้อรอบสอง ถ้าพวกเขาพลาดโอกาสซื้อไปแล้วในครั้งแรก

เศรษฐกิจขี้เกียจ แพร่ขยายทั่วโลก

ข้อมูลจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า การตลาดขี้เกียจหรือเศรษฐกิจขี้เกียจนั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 2561 และความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่งผลให้สินค้าและบริการต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อตอบโจทย์สำคัญข้อนี้ตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน กระแสตลาดคนขี้เกียจได้กลายเป็น “เทรนด์ร่วม” ในโลกยุคไร้พรมแดนไปแล้ว เห็นได้จากการเกิดขึ้นของธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ จากกลุ่มสตาร์ทอัพ พบว่าหลายๆ บริษัทเกิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการระดมทุน มักอยู่ในประเภทการประกอบธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ในกิจวัตรประจำวันให้กับชาวโซเชียล

ปัจจุบัน เริ่มมีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เน้นทำการตลาดไปที่กลุ่มเป้าหมายนี้ อย่างเช่น ธุรกิจประเภทรับสั่งอาหาร (Food Delivery) ที่กำลังมาแรง เนื่องจากผู้บริโภคยังคงต้องการอาหารอร่อยๆ และมีคุณภาพ แต่ไม่อยากเสียเวลาไปรอคิวหรือเดินทางไปซื้อเอง

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจหรือบริการรูปแบบอื่นๆที่สามารถตอบสนองความขี้เกียจได้ อาทิ เครื่องพับผ้า เครื่องช่วยแปรงฟัน เว็ปไซต์ที่ช่วยเลือกเสื้อผ้า บริการจัดส่งวัตถุดิบปรุงอาหารพร้อมวิธีการทำ เป็นต้น

ธุรกิจมาแรงได้ใจตลาดคนขี้เกียจ

ข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับว่าผลที่รวบรวมได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมความขี้เกียจเพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจหรือบริการในประเทศไทยซึ่ง CMMU ได้ทำการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,200 คน ใน 4 กลุ่มอายุ โดยแบ่งเป็น Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boomers

พบว่า 10 อันดับกิจกรรมที่ในไทยขี้เกียจมากที่สุด ได้แก่ 1.ออกกำลังกาย 2.รอคิวซื้อของ 3.ทำความสะอาดบ้าน 4.อ่านหนังสือ 5.ทำอาหาร 6.พูดคุยหรือเจอคนเยอะๆ 7.ดูแลผิวพรรณตัวเอง 8.เรียน/ทำงาน 9.ออกไปช้อปปิ้ง และ 10. การเดินทาง

โดยจากพฤติกรรมดังกล่าวจะมี 5 ธุรกิจมาแรง ที่สามารถตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจที่ทำแทนได้ เช่น บริการทำความสะอาดบ้าน บริหารสั่งอาหาร บริการซื้อของแทน 2.ธุรกิจที่ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ ได้แก่ สินค้าในกลุ่มเครื่องใช้อัตโนมัติ และไร้สาย (Hand Free)

3.ธุรกิจที่พร้อมใช้งานทันที เช่น สินค้าประเภทพร้อมกิน พร้อมดื่ม 4.ธุรกิจร่วมมือ ร่วมใจ เช่น community ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบออนไลน์ และ 5.ธุรกิจที่เน้นการฟัง เช่น Podcast หรือ VDO content

นางสาวฝนทิพย์ กิตติประเสริฐแสง หัวหน้าทีมงานวิจัยการทำการตลาด Lazy consumer เจาะลึกอินไซต์พิชิตใจคนขี้เกียจ นักศึกษาสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้คำแนะนำถึง เคล็ดลับการทำการตลาดสำหรับเศรษฐกิจขี้เกียจว่า เจ้าของสินค้าและบริการจะต้องมีการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “SLOTH” เพื่อครองใจผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว

กลยุทธ์ “SLOTH” ประกอบด้วย Speed คือต้องมีความรวดเร็ว และต้องไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเสียเวลา, Lean กระชับ ตัดทอนขั้นตอนที่ยุ่งยากออก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน , EnjOy ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก และเกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าและบริการ ,

ConvenienT สินค้าหรือบริการต้องมีความสะดวก ช่วยให้ชีวิตง่ายยิ่งขึ้น และ Happy ความสุข จากความต้องการที่ถูกเติมเต็มและปัญหาได้ถูกแก้ไขด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด

%d bloggers like this: