วิถีท้องถิ่น

All posts tagged วิถีท้องถิ่น

ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

Published February 19, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

จำได้ว่า ต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ผมปั่นจักรยานทางไกลจากกรุงเทพฯ ไปหนองคายกับกลุ่มเพื่อน บ่ายของวันที่พวกเราถึงเส้นทางเลียบน้ำโขงช่วงอำเภอสังคม ผมแวะพักเหนื่อยตามลำพังที่ศาลาข้างทาง สักครู่มีรถตู้คันหนึ่งมาจอด คนในรถลงมายืนบิดขี้เกียจดูวิวแม่น้ำโขง แล้วคนหนึ่งก็ชี้ไปที่พื้นใกล้ๆ แล้วร้องว่า “นั่นไงๆ นั่นแหละหญ้าฮี๋ยุ่มล่ะ…” จากนั้นต่างก็ตรงเข้าถอนมาคนละต้นสองต้น ก่อนจะขึ้นรถจากไป

“หญ้าฮี๋ยุ่ม” เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดที่เมืองทองธานี นนทบุรี ครั้งนั้น มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งมักริเริ่มชูสมุนไพรตัวสำคัญๆ หมุนเวียนไปในแต่ละปี ได้แจกแจงสรรพคุณว่า มันเป็นหญ้าเคล็ดลับของคนโบราณ ใช้มากในหญิงหลังคลอดบุตร โดยเอาไปต้ม แล้วนั่งรมไอน้ำนั้นเพื่อกระชับช่องคลอด ช่วยให้แม้มีลูกมากแล้ว ช่องคลอดก็จะยังกระชับเช่นเดิม ดังนั้น การที่ผมได้เห็นคนที่เขาเริ่มรู้จัก มองเห็น แถมยังลงมือเก็บเกี่ยวหญ้าที่ว่านี้มากับตา ก็แสดงว่าการประชาสัมพันธ์หญ้านี้ประสบความสำเร็จด้วยดี สอดคล้องกับความต้องการของคนไทยในเวลานั้นจริงๆ ด้วย

ผมเคยไปงานมหกรรมสมุนไพรนี้มา เมื่อปี พ.ศ. 2555 ครับ ปีนั้นมีการประชาสัมพันธ์ ต้น “โปร่งฟ้า” ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณครอบจักรวาลมากๆ ผมเองเพิ่งรู้จักโปร่งฟ้า เมื่อได้เด็ดใบมาขยี้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหย กับทั้งลองชิมชาใบโปร่งฟ้าชงร้อนๆ ก็ชวนให้หวนนึกถึงเหล้ากลั่นฝรั่งเศสขวดหนึ่ง ค่าที่ว่ากลิ่นมันหอมเหมือนกันเป๊ะ จนคิดว่าน่าจะมีใครทำเหล้าโปร่งฟ้าไปเสียเลย อาจจะตีตลาดสุราต่างประเทศจนเป็นที่ฮือฮาไปก็ได้

นอกจากได้รู้จักโปร่งฟ้า ต้องนับว่างานสมุนไพรแห่งชาติเมื่อสี่ปีที่แล้ว เปิดโลก “ใบอื่นๆ” เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพให้ผมได้เห็นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

เผลอไม่เท่าไหร่ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ก็จัดขึ้นเป็น ครั้งที่ 13 ระหว่าง วันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน พ.ศ. 2559 นี้ ที่ฮอลล์ 6-8 ของอาคารอิมแพค (IMPACT) เมืองทองธานี นนทบุรี แล้วครับ

ปีนี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผู้จัดงานหลักร่วมกับเครือข่ายจำนวนมากทั่วประเทศ เช่น สมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพร สมาคมอุตสาหกรรม สมาคมอาหารเสริมแห่งประเทศไทย สมาคมนักเคมีเครื่องสำอางแห่งประเทศไทย และเครือข่ายอีกกว่า 30 องค์กร ได้นำผลิตภัณฑ์ยา อาหารเสริม มาจัดแสดง และจำหน่าย โดยเฉพาะนวัตกรรมข้าวเคลือบสมุนไพร ซึ่งยังไม่มีใครในโลกทำมาก่อน โดยมีแนวคิดที่ว่า ประเทศไทยมีข้าวหลายสายพันธุ์ จึงควรเลือกกินให้เหมาะกับวัยของตน เช่น กลุ่มผู้สูงวัย ควรกินข้าวกล้องเพาะงอก เคลือบด้วยสมุนไพรบัวบก ขมิ้นชัน พริก ฟักข้าว มะเขือเทศ และน้ำมันดาวอินคา เป็นต้น

สำหรับประเด็นหัวใจของงานปีนี้ ที่ต้องการจะให้เป็นการเริ่มต้น “ทศวรรษแห่งการขับเคลื่อนการแพทย์แผนไทย สู่การแพทย์ทางหลักของชาติ” นั้น แทบจะเรียกได้ว่า โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้ร่วมจัดคนสำคัญได้ยกโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยมาตั้งไว้ในงานทีเดียว มีทั้งการตรวจสุขภาพฟรี ด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย อาทิ ดูลิ้น จับชีพจร ตรวจธาตุเจ้าเรือน ดูเยื่อบุตา มีบริการนวดรักษาแบบผสมผสานเพื่อการรักษาและส่งเสริมสุขภาพ ทั้งยังจำหน่ายยาตำรับพิเศษ อาทิ น้ำมันกระดูกไก่ดำ-ขัดมอน สุดยอดยาแก้ปวด ยาหอมสู้โลกร้อน ยาแก้อาการวัยทอง เป็นต้น

ด้วยการเผยแพร่อย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องเช่นนี้ สักวันหนึ่ง “ทางเลือก” ก็อาจกลายเป็นทางหลักได้บ้างกระมัง…

บางครั้ง ผมก็สงสัยว่า ที่เรียกกันว่าการแพทย์ทางเลือกนั้น ใครทำให้มันยังคงเป็น “ทางเลือก” อยู่จนปัจจุบันกันแน่

เท่าที่ผมเคยได้ยินมา มีกลุ่มคนหลายกลุ่ม เช่น สมาคมเภสัชวิทยาแห่งประเทศไทย เครือข่ายหมอพื้นบ้าน เครือข่ายสุขภาพวิถีไทย ตลอดจนมูลนิธิสุขภาพไทย ที่ทำงานรณรงค์ผลักดันการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพหลัก พยายามเสนอข้อมูลจนสามารถบรรจุยาสมุนไพรกว่า 85 รายการ เข้าไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มีสถานะเป็นยาสามัญประจำบ้าน สามารถซื้อหาได้ทั่วไป เนื่องจากได้ทดลองพิสูจน์สรรพคุณกันจนแน่ใจแล้วว่าใช้บรรเทาอาการป่วยได้โดยไม่ต้องรอแพทย์สั่ง นั่นหมายถึง โอกาสที่ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐาน รู้จักวิธีที่จะพยาบาลตัวเองได้ดี โดยพึ่งพาหมอ โรงพยาบาล และ “ยา” แผนปัจจุบันน้อยที่สุด

คงต้องเล่าให้ฟังว่า หลายปีก่อน ผมเคยลองเลือก “ทางเลือก” ในการรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง หลังจากหมดความอดทนกับอาการพะอืดพะอมหลังการกินยาน้ำเคลือบกระเพาะ ทั้งไม่มีผลคืบหน้าในทางที่ดีขึ้นเอาเลย ตอนนั้น ตัวเลือกที่ยังรู้จักกันน้อยมาก คือ ขมิ้นชันแคปซูล ซึ่งเชื่อไหมครับว่า เพียงผมกินสม่ำเสมอแค่สองสามสัปดาห์ อาการก็ดีขึ้น จนแทบลืมว่าเคยเป็นโรคนี้เอาเลยทีเดียว

เพื่อนฝูงหลายคนหายจากโรคนี้ด้วยความดีใจระคนประหลาดใจ เมื่อผมแนะนำให้ทดลองใช้เพียงไม่นาน ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า ต่อไปคนคงรู้เรื่องนี้กันแพร่หลาย ซึ่งก็คงช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องทนทรมานเพราะโรคนี้ไปได้มาก แต่ที่ไหนได้ เดี๋ยวนี้คนก็ยังไม่รู้เรื่องนี้กันสักเท่าไหร่เลย เวลาผมถามใครที่เป็นโรคนี้ ต่างก็ว่ายังต้องทนกินยาเคลือบกระเพาะกันอยู่ นับว่าน่าประหลาดมากจริงๆ

ผมจำไม่ได้แล้วว่าใครเล่าไว้ (หรือได้อ่านจากหนังสือเล่มไหน) ว่า ที่หน้ามหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่ามีการเรียนการสอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบันที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั้น เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของการแพทย์ทางเลือกมากที่สุดเช่นกัน คือเป็นแหล่งชุมนุมของสารพัดศาสตร์กดจุดฝังเข็ม จัดกระดูก นวดรักษาโรค สมุนไพรนานาชนิด ตลอดจนการรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยหินกึ่งอัญมณี ฯลฯ ผมคิดว่า งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 นี้ ก็น่าจะเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เราเห็น “โลกใบอื่น” ของการรักษาพยาบาล และทางเลือกใหม่ๆ ที่จะดูแลสุขภาพด้วยตัวเองในระยะยาวได้ดุจเดียวกัน

ทั้งนี้ โดยการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่มากมายในงานครั้งนี้ มากำหนดเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและสุขภาพ ด้วยมือของเราเองครับ

ซีอิ๊วอินทรีย์ที่บ้านสันป่ายาง

Published January 8, 2017 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

ซีอิ๊วอินทรีย์ที่บ้านสันป่ายาง

เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งเคยบอกไว้นานแล้วว่า “ความรู้เป็นที่มาของความรู้สึก” คือเขาเชื่อว่า เมื่อใดเราล่วงรู้เรื่องราว รายละเอียด เงื่อนไขข้อแม้ต่างๆ ไม่ว่าจะของคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ตาม เราจะ “รู้สึก” ต่อสิ่งนั้นได้มากขึ้น ในแง่นี้ ความรู้จึงมีสถานะเป็นเครื่องปรุงแต่งทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง แม้ว่าในทางปฏิบัติ มันจะต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของความรู้นั้นๆ กระทั่งการยอมเปิดใจที่จะรับรู้ ซึ่งก็ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน

เรื่องนี้ผมเชื่อเพื่อนมาตั้งแต่แรกได้ยินเขาพูด และในกรณีของกับข้าวกับปลา วัตถุดิบ การปรุงรสอาหาร ฯลฯ ที่ก็อาจนับว่าเป็นศาสตร์อันลึกซึ้งละเอียดอ่อนนั้น ผมคิดว่าคำพูดของเขาช่างเป็นเรื่องจริงเอาเสียจริงๆ

ความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความรู้สึกเชิงโภชนารมณ์นั้นเป็นของที่ยังมีอยู่มาก และหลายครั้งก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี้เอง

กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้อาศัยติดตามคณะทำงาน “กินเปลี่ยนโลก” มูลนิธิชีววิถี ไปดูขั้นตอนการทำซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวตราช้อนทอง ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปแม่บ้านสันป่ายาง อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ทั้งซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวที่นี่จะมีวางจำหน่ายในงานเกษตรอินทรีย์ที่ “กินเปลี่ยนโลก” เข้าร่วมจัดทุกครั้ง นอกจากจะมีวางที่ตลาดเขียว กาดอินทรีย์ ชมรมมังสวิรัติเชียงใหม่ และร้านเลมอนฟาร์มทั่วไป

โรงทำเต้าเจี้ยวของกลุ่มฯ เป็นอาคารชั้นเดียว แลดูสะอาดสะอ้าน เรียงไว้ด้วยโอ่งหลายสิบใบ และห้องหมัก “โคจิ” คือการเคล้าเชื้อที่ทำไว้เข้ากับเมล็ดถั่วเหลืองก่อนเข้าสู่กระบวนการหมัก กลิ่นหอมที่ผมเคยคุ้นในครัวฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้น

“ป้าลอง” คุณจำลอง อินชัย ประธานกลุ่มเล่าถึงที่มาของถั่วเหลือง วัตถุดิบหลักว่า เดิมเป็นถั่วพันธุ์ตาแดงและพันธุ์ขนทองที่ชาวบ้านปลูกในพื้นที่มาแต่แรก ต่อมาก็เริ่มขยับขยายปลูกพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่เมล็ดใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังเก็บเมล็ดพันธุ์กันเองอยู่ จึงมั่นใจได้ว่าเป็นถั่วเหลืองปลอดภัยทุกเมล็ดจริงๆ

“เขาจะเก็บเกี่ยวกันครั้งเดียว คือช่วงเดือนเมษายน ต้องเอาไม้เกี๊ยะใส่เพื่อกันความชื้น เรารับมาก็ต้องมาคัดขนาด คัดสี เพราะถั่วอินทรีย์ก็จะเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นถั่วซีก ถั่วเมล็ดเล็ก หรือเมล็ดเขียวๆ เราจะไม่ใช้เลย ทำแล้วสีจะดำ ไม่สวย” ป้าลองเล่าเรื่องถั่วให้ฟังก่อน

ในแวดวงวิชาการเกษตร ถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 ที่เกษตรกรปลูกในเมืองไทยนี้ยังปลอด GMOs ไม่เหมือนถั่วเหลืองอีกกว่า 80% ในตลาด ซึ่งนำเข้าจากประเทศแถบละตินอเมริกา และมีแนวโน้มสูงที่จะปนเปื้อน GMOs ดังนั้นความมั่นใจของผู้บริโภคซีอิ๊วตราช้อนทองก็เริ่มกันตั้งแต่วัตถุดิบหลักเลยทีเดียว

“เราคัดถั่วก่อน แล้วก็ต้ม เอามาคั่วกับแป้ง บ่มโคจิ 2 วัน จากนั้นก็หมักน้ำละลายเกลือทะเลไว้ในโอ่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ถ้าจะทำซีอิ๊ว ก็เอาออกมาเจือจางน้ำเกลือ กรอง แล้วก็ต้ม แต่ถ้าทำเต้าเจี้ยวเราต้มได้เลย จากเริ่มเดือดนี่นับไปครึ่งชั่วโมง เป็นการต้มฆ่าเชื้อ” ขั้นตอนการทำของกลุ่มแม่บ้านสันป่ายางที่ดูจะง่ายๆ นี้ ผ่านการปรับปรุงสูตรมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มทำใน พ.ศ. 2537 และได้รับตรารับรองมาตรฐาน อย. ใน 4 ปีหลังจากนั้น

ผมสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรากำลังจะทำเต้าเจี้ยวหรือซีอิ๊ว ป้าลองบอกว่า ขั้นตอนนั้นเหมือนกัน แต่ความที่คนนิยมกินซีอิ๊วสีคล้ำๆ ดังนั้นจะต้องสังเกตกันตั้งแต่สีของเชื้อโคจิ ถ้าเข้มอยู่แล้ว ก็จะได้ถั่วหมักสีเข้มไปด้วย อาศัยเวลาช่วง 1 เดือนจะเริ่มเห็นชัดว่าสีเข้มมากน้อยแค่ไหน ก็สามารถเลือกได้ว่าโอ่งไหนจะเอาไปทำอะไร

“ถ้าหน้าตาไม่ดี สีไม่สวย ก็เอาไปทำซีอิ๊ว” ป้าลองบอกยิ้มๆ “แต่สาธารณสุขเขาก็มีเกณฑ์ให้เราต้องใส่ไอโอดีนด้วยนะ แล้วต้องใช้น้ำกรอง ไอ้เราก็ไม่ค่อยไว้ใจนะโรงงานน้ำเนี่ย มันจะสะอาดหรือเปล่า แต่จะทำยังไงได้” ป้าลองเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ผมคิดว่ามันแฝงความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำของดีๆ อยู่อย่างที่ผมรู้สึกได้ชัดเจน

ผมออกจะแปลกใจ เมื่อตอนท้ายๆ ของการพูดคุย ป้าลองหยิบเอาถุงพลาสติกบรรจุก้อนอะไรสีคล้ำๆ เหนียวๆ ออกมาให้ดู มันคือ “มิโสะ” นั่นเอง

“เราไปเรียนทำมิโสะกับอาจารย์ที่วังน้ำเขียวมา คือเราต้องทำมิโสะเนี่ยเพื่อเอามาแต่งสีคล้ำให้ซีอิ๊ว อย่างที่บอก คนไม่ชอบกินซีอิ๊วใสๆ”ป้าลองบอกว่า นอกจากแต่งสีแล้ว มักมีฝรั่งมาขอแบ่งซื้อไปเนืองๆ

ผมลองดมและชิมดู มิโสะของป้าลองสีคล้ำก็จริง แต่กลิ่นรสนั้นอ่อนใส เช่นเดียวกับเต้าเจี้ยวและซีอิ๊วขาว ซึ่งรสชาติหอมหวานมากๆ ไม่ต้องคิดเลยนะครับ ว่าจะใช้เหยาะ จิ้ม หรือแต่งรสเค็มให้อาหารได้ดีสักเพียงไหน

แต่มันก็แปลก ครัวบ้านผมมีซีอิ๊วของป้าลองอยู่นานแล้ว แต่ผมคงไม่รู้ หรืออาจรู้ ทว่ายังไม่มี “ความรู้” ถึงที่มาที่ไป กระบวนการทำ กระทั่งไม่ได้เคยนั่งลงคุยกับคนทำตัวเป็นๆ ที่ทั้งคุยสนุก และทำให้ผมศรัทธาต่อจิตวิญญาณการพยายามทำของดีๆ ที่มีอยู่ในตัวป้าลองอย่างเต็มเปี่ยมมาก่อน

กลับถึงบ้าน ผมไม่รอช้า หั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นใหญ่ๆ เอาลงเคี่ยวในหม้อน้ำ ใส่หอมใหญ่ซอยและมันฝรั่งตามลงไป รุมไฟไปจนเปื่อยนุ่ม มันเกือบจะเป็นซุปโชหยุแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แต่ก็ไม่เชิง เพราะกลิ่นและความใสมีความเฉพาะตัวอยู่มาก…แน่นอนครับ ผมปรุงรสเค็มด้วยซีอิ๊วขาวจากบ้านสันป่ายาง อันหอมหวนไปด้วยความรู้และความทรงจำของป้าลองขวดนั้น

“ความรู้” เป็นที่มาของ “ความรู้สึก(อร่อย)” จริงๆ ด้วยครับ…

“เก็บป่ามาฝากเมือง” เรื่องสมุนไพรไทยในหนังสือดี

Published December 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

“เก็บป่ามาฝากเมือง” เรื่องสมุนไพรไทยในหนังสือดี

ปัจจุบัน มักพูดกันในวงการศึกษาเรื่องอาหารว่า ความรู้เกี่ยวกับการใช้พืชสมุนไพรรักษาโรค ตลอดจนการรู้จักเก็บหาผักล้มลุก ผักยืนต้นมากิน ดูจะลดน้อยลงเรื่อยๆ คือเราไม่ค่อยรู้จักชนิดของพืชผักกันแล้วนั่นเอง ส่งผลให้การสืบทอดตำรับอาหารที่ปรุงจากพืชท้องถิ่นหรือพืชป่าสูญหายไปมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ ฟังเผินๆ ก็ดูเหมือนจะจริงนะครับ แต่ครั้นเราลองไปเดินจับจ่ายซื้อของตามตลาดนัดหมู่บ้านย่านชุมชนชานเมืองใหญ่ๆ ก็กลับพบว่า มีการเพิ่มขึ้นของแผงผักพื้นบ้านอย่างชัดเจนในช่วงราวสองทศวรรษที่ผ่านมา ผักหน้าตาแปลกๆ เดี๋ยวนี้มีให้เห็นทั่วไป โดยเฉพาะตามหมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ เผลอๆ จะมีมากกว่าตลาดต่างจังหวัดด้วยซ้ำไป

การเพิ่มขึ้นของสินค้าใดๆ ย่อมสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บริโภค กรณีของผักพื้นบ้าน คำอธิบาย ณ เวลานี้ที่เห็นชัดก็คือ มันตอบสนองรสนิยมการกินของแรงงานวัยหนุ่มสาวจากชนบทที่อพยพโยกย้ายเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ดังนั้น คงไม่เกินเลยความจริงไปนัก หากจะบอกว่า “ความรู้” ที่ชาวเมืองวิตกกันว่าจะสูญหายนั้น ได้ถูกชาวชนบทพลัดถิ่นนำเสนอด้วยการยืนยันวิถีการบริโภคซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยบุรพกาลของพวกเขา ให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาทุกเมื่อเชื่อวัน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบย่านางคั้นสำเร็จ ยอดผักสะแงะ สะเดาดิน หรือผักขี้ขวง ใบขิงอ่อน ยอดเสม็ดชุน ลูกก่อ สมอไทย มะกอกเลื่อม ฯลฯ หาพบได้ทั่วไปตามแผงผักในตลาดสด ที่คนหนุ่มสาวพูดจาพาทีกันด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่งต่างเดินจับจ่ายซื้อหากันอย่างคึกคักทุกเช้าเย็น

ภาพที่พวกเขายืนเลือกลูกสมอ ลูกมะกอก ไปตำเอาส้ม ทำให้ผมไพล่นึกไปถึงผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ถ้ำผีแมน แม่ฮ่องสอน เมื่อต้นทศวรรษ 1970 โดย Chester Gorman นักโบราณคดีอเมริกัน ครั้งนั้นเขาขุดพบเมล็ดพืชที่มีทั้งมะกอกเลื่อม ละมุดสีดา ลูกท้อ หมาก มะยาว และลูกก่อ เป็นต้น

เมล็ดพืชพวกนั้นกำหนดอายุได้กว่า 8,000 ปี มาแล้ว

หลายสิ่งหลายอย่างในวัฒนธรรมอาหารไม่เคยเปลี่ยน แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเกือบหมื่นปีแล้วก็ตาม

ผมเชื่อที่ อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์เมืองเพชรบุรี เคยบอกว่า “ความรู้” (กรณีนี้คือ การรู้จักเก็บของกิน) ใดๆ นั้นไม่ได้สูญหายไปไหน แต่อยู่ที่ไหนสักแห่งที่เรายังเข้าไปไม่ถึง แล้ววันหนึ่งเราก็จะค้นพบมันเอง ดังนั้น ผมจึงพยายามสืบเสาะ ไถ่ถาม ค้นหาความรู้เรื่องของกินที่ว่านี้มาตลอด แล้วก็พบว่าจริงด้วย คือมันอยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย ให้เราค่อยๆ พบเจอมันไปเรื่อยๆ

เร็วๆ นี้ ผมก็เจอ “ความรู้” ชุดใหญ่ในหนังสือเก็บป่ามาฝากเมือง ที่รวมพิมพ์ขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2555 จากข้อเขียนเป็นตอนๆ โดยเภสัชกร ดร. สุภาภรณ์ ปิติพร “พี่ต้อม” และคณะ ซึ่งเคยพิมพ์เผยแพร่ในอภัยภูเบศรสาร วารสารของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ปราจีนบุรี ซึ่งพี่ต้อมเองเป็นเภสัชกรคนสำคัญ ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการศึกษาพืชสมุนไพรไทยเพื่อการรักษาโรค ณ โรงพยาบาลแห่งนี้มานานร่วม 30 ปี

“เก็บป่ามาฝากเมือง” อาจนับเป็นรายงานภาคสนามของคณะเภสัชกรกลุ่มเล็กๆ ที่สนใจเรื่องตำนาน นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่าท้องถิ่น ควบคู่ไปกับสรรพคุณทางยาของบรรดาพืชผักหายาก ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในสถานที่ที่พี่ต้อมเปรียบไว้ในคำนำหนังสือว่า เป็น “ป่านับสิบป่า ขุนเขานับสิบลูก เส้นทางนับพันนับหมื่นกิโลเมตร” ที่ได้มีโอกาสเดินเท้าตามหมอยาพื้นบ้านไปเก็บเกี่ยวความรู้สดใหม่จากสถานที่จริง ภายใต้ประสบการณ์ของเจ้าถิ่นผู้ชำนาญการที่ได้เคยทดลองใช้ สั่งสมความรู้ในการลองผิดลองถูกมาตลอดหลายชั่วอายุคน

สำหรับผม หนังสือเล่มนี้จึงเป็นทางลัดอันวิเศษ เหมือนได้เหยียบยืนบนบ่ายักษ์ ส่งสายตาเราให้ทอดยาวไกลไปร่วมเห็นอะไรต่อมิอะไรที่คณะเภสัชกรนี้ได้เห็นมาแล้ว เรื่องน่าตื่นเต้นจากปากคำหมอยาอาวุโสหลายท่านนี้ บางครั้งก็ซ้อนทับเวลาและสถานที่กันกับเหตุการณ์ในช่วงสงครามเย็นและพื้นที่ป่า “สีแดง” พลอยทำให้เรื่องเล่านั้นมีสีสันจนอยากจะตามไปคุยต่อเอาเลยทีเดียว

อย่างเรื่องต้น “พันซาด” ไม้ใหญ่ที่ทุกส่วนเป็นพิษเบื่อเมานั้น หมอบุญมี หมอยาสมุนไพรจากอำเภอเลิงนกทา เล่าว่า สมัยยังเป็นทหารป่า ครั้งหนึ่งทหารฝ่ายรัฐบาลแอบฟันกิ่งพันซาดใส่บ่อน้ำที่ทหารป่าต้องมากินในหน้าแล้ง เมื่อหมอบุญมีกับพวกกินเข้าไปก็เมาสะลึมสะลือ หมดเรี่ยวแรง โชคดีที่หมอบุญมีพกมะนาวกับน้ำตาลทรายติดตัวไป จึงอาศัยกินแก้พิษ เอาตัวรอดมาได้

ยังมีเรื่อง “มะกอกเลื่อม” (ที่ Gorman พบเมล็ดจากการขุดค้นที่ถ้ำผี) ว่าใช้กำจัดมดได้ โดยผ่าผล วางไว้ใกล้ๆ น้ำตาล มดจะกินน้ำตาลแล้วมากินมะกอกเลื่อม จากนั้นก็จะตายยกฝูง

หรือ ดอกพุดผา ที่บานตามป่าหินแถบโขงเจียม อุบลราชธานี ซึ่งนอกจากสรรพคุณทางยาสารพัดแล้ว ยังใช้เนื้อไม้ทำทัพพี ซึ่งหากเอาไปคนแกงเห็ดที่เผลอใส่เห็ดพิษลงไป น้ำแกงจะเปลี่ยนสีให้สังเกตเห็นได้ เป็นต้น

นอกจากเรื่องเล่าที่สนุกตื่นเต้นจากประสบการณ์ตรงของบรรดาหมอยา ภาพประกอบสีน้ำ ฝีมือ คุณปัญญา ใช้เทียนทอง ที่ปรากฏในทุกหน้าหนังสือเล่มนี้ ก็งดงามน่าชมเป็นที่ยิ่ง

ท้ายที่สุด เมื่ออ่านเก็บป่ามาฝากเมือง จบ ผมก็สงสัยว่า ในทางกลับกัน แล้ว “เมือง” ล่ะ จะมีอะไรเก็บกลับไปฝากป่า ในประเด็นเดียวกันนี้ได้บ้างไหม เพราะที่จริงเมืองเองก็เคยเป็นป่ามาก่อน ทั้งไม่ต้องพูดถึงว่า บางซอกมุมของเมืองนั้นก็ยังมีพืชผักแปลกๆ ซุกซ่อนอยู่ไม่น้อย

ณ เวลานี้ ผมคิดออกอยู่แค่ 2 ข้อ ครับ คือด้วยความรู้ที่จะพลิกแพลงสูตรอาหารต่างๆ ได้ดี น่าจะทำให้ “เมือง” และคนเมือง คิดสูตรอะไรใหม่ๆ แนวๆ ชนิดที่สามารถต่อยอดไปจากความรู้เรื่องวัตถุดิบที่หนังสือของพี่ต้อมเล่มนี้ได้สาธยายเอาไว้แล้วบ้าง

และผมคิดว่าที่สำคัญอีกข้อ ที่เมืองได้เปรียบ และมีต้นทุนมาก ก็คือ ความรู้เรื่องเทคโนโลยี ตลอดจนห้องปฏิบัติการด้านชีวเคมีและพันธุศาสตร์ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าแบบลงรายละเอียด จนอาจทำให้เรา “เห็น” สรรพคุณของพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านในอีกแง่มุมหนึ่ง เช่น อาจจำแนกชนิดของโมเลกุลพืชที่สัมพันธ์กับการดัดแปลงนำมาใช้ประโยชน์ด้านการแปรรูปได้ดีขึ้น เป็นต้น

และถ้าทำได้ถึงขนาดนั้น ก็อาจมีใครสักคนเขียนหนังสือ “เมืองใหญ่คืนให้ป่า” พิมพ์ออกมาให้อ่านกันอีกเล่มหนึ่งก็ได้…ใครจะรู้?

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

Published September 23, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือละมัย

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นยุคของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ของ “ตลาดโบราณ” จำนวนมากตามท้องถิ่นต่างๆ ในเมืองไทยนะครับ เราท่านคงเคยได้ยินติดหู หรือหลายคนคงเคยไปเที่ยวตลาดสามชุก, เก้าห้อง, ดำเนินสะดวก, ท่าคา กระทั่งตลาดน้ำเขาใหญ่ แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ผ่านการให้นิยามความหมายใหม่ ตลอดจนกำหนดกิจวัตรของตลาดให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้คนในโลกสมัยใหม่ เช่น สนองรับการท่องเที่ยว ส่งเสริมพืชผลเกษตรอินทรีย์ เป็นอาทิ จนสามารถมีรายได้หมุนเวียนพอต่อลมหายใจไปได้

พูดง่ายๆ ว่า ตลาดโบราณเหล่านี้ ไม่ได้ “โบราณ” จริงๆ แต่โบราณตามความต้องการและความเข้าใจของคนปัจจุบันนั่นเอง

สำหรับ “คนสร้างตลาด” มันยากตรงที่จะเก็งยังไงให้คนติด ให้คนมาเที่ยวจับจ่ายซื้อของ หรือมารับ “สาร” บางอย่างที่เราตั้งใจจะสื่อออกไปนั่นแหละครับ

อยู่ๆ เรื่องแบบนี้ก็ใกล้ตัวผมเข้ามาครับ เนื่องจากที่วัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) อำเภอจอมบึง ราชบุรี ใกล้ๆ บ้านที่ผมเกิด ได้ผุด “ตลาดอมยิ้ม” หมายฟื้นภาพสังคมย้อนยุคของทุ่งจอมบึงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อราวต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

ตลาดอมยิ้ม ริเริ่มโดย พระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร เลขานุการเจ้าคณะอำเภอจอมบึง และชาวชุมชนบ้านตลาดควาย ริมทุ่งจอมบึง อำเภอจอมบึง ใช้ลานหลังวัดตลาดควายเป็นสถานที่ติดตลาดช่วงบ่ายถึงค่ำทุกวันเสาร์อาทิตย์ มีซุ้มเล็กๆ กำหนดเฉพาะให้เป็นร้านของกลุ่ม 8 ชาติพันธุ์ โดยอนุโลมตามกรอบที่ทางส่วนราชการจังหวัดราชบุรีใช้นิยามความหลากหลายของประชากรในเชิงวัฒนธรรม ดังนั้น ก็เลยจะมีซุ้มไทยกะเหรี่ยง, ไทยทรงดำ, ลาวเวียง, จีน, เขมร, มอญ, ไทยยวน และไทยพื้นบ้าน นอกเหนือจากซุ้มย่อยอื่นๆ ซึ่งก็ขายอาหารบ้าง ของที่ระลึกบ้าง ผักไฮโดรโปนิกส์บ้าง เหมือนที่ตลาดโบราณเกิดใหม่ทั่วๆ ไปเขามีกัน

“คนที่มาเที่ยวนี่ก็คือ พวกที่กลับจากเที่ยวสวนผึ้งมาแล้วน่ะครับ เขาได้ข่าวก็แวะ เพราะมันเป็นทางผ่าน คนก็เลยจะมากช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ส่วนคนแถวนี้จะมาช่วงเย็นครับ…” น้าชายคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

นอกจากซุ้มชาติพันธุ์ที่ดูไปก็ยังไม่มีสินค้าเอกลักษณ์เท่าไหร่ ร้านรวงที่ขายของเองผมก็ยังไม่เห็นงานที่จะเป็น “จุดขาย” ชนิดไม่มีที่อื่นนะครับ ไปๆ มาๆ ซุ้มที่คึกคักที่สุดในวันที่ผมไป กลับเป็นของแม่ค้ามอญพม่าจากทางสังขละ กาญจนบุรี ที่เอาสินค้าและเครื่องประทินโฉมแบบพม่าๆ มาจำหน่ายลูกค้าที่เป็น “แรงงานฯ” ไป กับอีกอย่างหนึ่งคือซุ้มไอติมหม้อไฟ ที่ดูจะโฆษณากันคึกคักดีทีเดียว

ด้านใน มีอาคารเก่าที่ดัดแปลงแสดงเครื่องมือจักสาน เครื่องจับปลาเก่าๆ แต่ไม่มีคำบรรยาย ส่วนข้างๆ ติดกันเป็นเรือนแบบไทยดำหลังใหญ่สร้างใหม่ หมายให้เป็นตัวแทนเอกลักษณ์ของชาวบ้านตลาดควาย ที่ส่วนใหญ่เป็นไทยทรงดำ ตั้งชุมชนมานานกว่าสองศตวรรษบนเส้นทางเดินโบราณระหว่างตัวเมืองราชบุรีกับชายแดนตะวันตก ก่อนที่ผู้คนยุคหลังจะเปลี่ยนมาใช้ถนนสายราชบุรี-จอมบึง ดังปัจจุบัน

แต่ครั้นผมถามน้าชายคนนั้นว่า เคยเห็นเรือนใต้ถุนสูง หลังคาคลุมนอกชานกว้างแบบนี้ที่ตลาดควายหรือเปล่า น้าเขาก็ว่าไม่เคยเห็น ดังนั้น เรือนโซ่งใหม่หลังนี้จึงน่าจะสร้างจากการค้นคว้าแผนผังรายละเอียดจากเอกสารวิชาการด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั่นเอง

ในที่สุดแล้ว ก็เป็นเรื่องเล่าของน้าๆ ลุงๆ ชาวบ้านตลาดควายนั่นเอง ที่เติมเต็มสีสันให้แก่อดีตของตลาดอมยิ้มแห่งนี้

นักเรียนโบราณคดีที่สนใจคติชนวิทยาอยู่บ้างจะต้องเคยได้ยินนิทานท้องถิ่น อย่าง “ตำนานสำเภาล่ม” ที่เล่ากันในแถบชายทะเลภาคตะวันตก ว่าด้วยเรือสำเภาใหญ่ที่แล่นเข้ามาในทุ่งจอมบึง ชนเกาะแก่งต่างๆ ที่ต่อมากลายเป็นเขา เช่น เขาทะลุ แล้วที่สุดก็อับปางลง…ดังนั้น ผมเลยขนลุกหน่อยๆ ที่น้าชายคนนั้นเล่าว่า “เนี่ย ยังทันเห็นเสากระโดงเรือเลยนะ แต่ก่อนพอน้ำแห้ง จะเห็นตั้งอยู่กลางทุ่งนั่นแหละ…” ที่ว่าเรื่องเล่าเก่าๆ มีพลังนั้น คงเป็นแบบนี้นี่เอง

เรื่องเล่าของน้าเขามาทับซ้อนกับประสบการณ์วัยเด็กของผมในที่สุด นักเรียนประถมรุ่นต้นทศวรรษ 2520 ทุกคนต้องจำห้องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนบ้านจอมบึงริมทุ่งนั่นได้ มันเต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์ ทั้งหมีคนตัวใหญ่ นกตะกรุมหัวเหม่ง ชะมด อีเห็น งู เสือลายเมฆ ฯลฯ พวกมันเคยมีชีวิตอยู่จริงในป่าชายทุ่งอันเคยกว้างใหญ่ที่สุดแห่งนั้น

“สมัยก่อน เวลาไปวัดจอมบึง เราก็นั่งเรือไปนะ ลัดทุ่งไปเลย” ผมจำทุ่งนั่นได้ดี ตอน ป. 4 ยังเคยไปแข่งขว้างกระเบื้องเล่นให้มันร่อนบนผิวน้ำเป็นทอดๆ แถมผมยังเคยเจอขวานหินขัดแบบมีบ่าสมัยหินใหม่อันหนึ่งด้วยซ้ำ มันยืนยันการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ชายขอบบึงมาตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปีมาแล้วได้ดี

พ่อผมบอกว่า หลวงพ่อคูณ อดีตเจ้าอาวาสวัดจอมบึงเคยเล่าถึง ละมั่ง กวางป่า ที่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว ว่า มันชอบอยู่กลางทุ่ง พอลมพัดเย็นมันก็ “วิ่งโพ้งๆ” ไปทางหนองสังโน่น ไหนยังจะเรื่องเสือโคร่งไปด้อมๆ อยู่ใต้ถุนบ้านปลัดอำเภอ ทำเอาพอตกเย็น คนไม่กล้าลงจากบ้านไปไหน ฯลฯ

ผมยังนึกไม่ออกหรอกครับ ว่าถ้าตลาดอมยิ้มประสงค์จะ “อวด” ตัวตนของคนตลาดควาย จะทำยังไงให้เรื่องเล่าพวกนี้สื่อกับคนมาเที่ยวได้

ท่ามกลางเงื่อนไขอันจำกัดของงบประมาณและเทคนิคการจัดแสดงแบบมิวเซียมที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการ ผมไพล่ไปนึกถึงพิพิธภัณฑ์วัดเล็กๆ บางแห่งที่เคยไป สภาพที่เกือบเป็นโกดังเก็บของ ชนิดที่คงไม่เคยผ่านมือภัณฑารักษ์คนใดมาก่อนนั้นกลับน่าสนใจจนถึงขั้นชวนติดตาม เพราะป้ายลายมือโย้เย้บอกชื่อเจ้าของวัตถุ ประวัติการได้มา (ได้จากไหน ตอนไปเที่ยวเมืองไหน) ที่เป็นเสื้อผ้านักเรียนก็ยังมีชื่อเจ้าตัวปักด้ายสีน้ำเงินซีดจาง บางอย่างก็เหมือนจะทันเห็น แต่ไม่ทันใช้ อย่างเตารีดถ่าน ส่วนที่เป็นพาหนะ เช่น เรือ ก็ระบุว่าเคยใช้พายไปไหนมาไหนบ้าง?แค่นี้ก็สนุกแล้วล่ะครับ และแน่นอนว่าไม่มีใครจะรู้ข้อมูลแบบนี้ดีไปกว่าชาวบ้านเอง

หรือแม้แต่ของที่ขายในตลาด ผมก็ยังนึกถึงว่าทำยังไงจะได้กินแกงหน่อส้มแบบไทยดำ แจ่วมะเอือดด้าน จุ๊บผัก หรือยังไม่ต้องนึกถึงการมีส่วนร่วมของแม่ค้าเลยก็ได้ อย่างน้อยสำหรับกระแสผักปลอดสาร ผมแค่อยากให้พี่คนที่ปลูกผักอินทรีย์อยู่ห่างทางเข้าวัดไม่กี่ร้อยเมตรนั้น ได้เอาผักมาขายบ้าง เพราะผมเคยซื้อถั่วฝักยาวจากสวนเขาแล้วพบว่าอร่อยมาก เป็นต้น

กุศลเจตนาของท่านพระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร สมควรแก่การอนุโมทนานะครับ ผมจึงได้แต่หวังใจว่า ตลาดอมยิ้มแห่งนี้จะค้นพบแนวทางของตนเองได้ในเร็ววัน…

Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

Published July 17, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

ช่วงปลายปี 2558 มีงานเล็กๆ สนุกๆ แถมได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “ปลาๆ” มากมาย ที่ รูท การ์เดน ปากซอยทองหล่อ 3 สุขุมวิท กรุงเทพฯ งาน Fisherfolk”s journey มี 2 วัน คือ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน ครับ จัดขึ้นโดยองค์การ Oxfam เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบคีรีขันธ์ สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย และนิตยสาร WAY

นอกจาก ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำประมงพื้นบ้าน การตรวจหาสารพิษในสัตว์น้ำ วงจรการจับ รักษาสภาพ และส่งขายสัตว์ทะเล ผ่านบอร์ดข้อมูลสีสันเร้าใจ เวทีเสวนา การสาธิตโดยชาวประมงตัวจริงแล้ว ยังมีของทะเลสดๆ จากร้าน “คนจับปลา” จำหน่าย กับทั้งมีโชว์ประชันการปรุงอาหารทะเลหลากสไตล์กัน ชนิดที่ว่าน้ำย่อยน้ำลายไหลกันไปทั้งงานทีเดียว

มีหลักฐานว่า คนไทยที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในผืนแผ่นดินต่างก็ได้กินผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทะเล อย่าง กะปิ น้ำปลา ปูเค็ม และปลาเค็ม มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วนะครับ ยิ่งนับวันการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เราได้กินปลา ปู กุ้ง หอย สดๆ อร่อยๆ จากทั้งทะเลไทย ทะเลพม่า ทะเลจีน ทะเลเวียดนาม กระทั่งทะเลแถบยุโรปตอนเหนือ…โลกเรานี้บางทีก็น่าประหลาด ทุกขณะที่มันกว้างขึ้น มันก็แคบลง บางวัน เราอาจโชคดีได้ลิ้มรสปลาแซลมอนสดจากนอร์เวย์ บางวันก็กุ้งล็อบสเตอร์จากสวีเดน ทว่าเกือบทุกวัน เรากินปลาทู ปลาน้ำดอกไม้ ปลาเก๋า ปลาทราย โดยลืมสงสัยไปว่า ปลาพื้นๆ พวกนี้มาจากไหน จับด้วยวิธีอะไร โดยเรือประมงแบบไหน

อาจบางที มันเป็นความคับแคบของโลกในใจเราเอง ที่ไม่เคยแคลงใจสงสัยว่า เราเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับการได้กินปู ปลา หอย เหล่านี้

คำบอกเล่าของ พี่จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านชุมชนคั่นกระได ประจวบคีรีขันธ์ ในวงเสวนาช่วงเย็นวันแรกของงาน ฉายภาพสงครามชายฝั่งขนาดย่อมๆ แถบทะเลประจวบคีรีขันธ์ ที่มองไม่เห็นความสมดุลของกำลังรบระหว่างกองเรือทั้ง 2 ฝ่าย เอาเลย

ผมหลับตาเห็นภาพเรือประมงพื้นบ้านขนาดย่อม ใช้อวนลอยตระเวนจับปลาในเขตรัศมีไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล จากชายฝั่ง อันเป็นระยะที่ตกลงกันว่าเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ใช้อวนรุนลากล่วงล้ำเข้ามา บางครั้งพวกเขาทำ “ซั้งกอ” ต้นไม้น้ำจำลองจากไม้ไผ่ ทางมะพร้าว แท่งปูน ทิ้งไว้ในทะเลเป็นระยะ เพื่ออภิบาลฝูงปลา ทั้งช่วยยืดระยะไม่ให้ฝูงปลาทูว่ายย้ายถิ่นขึ้นน่านน้ำด้านเหนือเร็วเกินไปจนจับไม่ทัน

แต่หน้าที่อีกอย่างของซั้งกอคือ คอยกันไม่ให้เรืออวนลากรุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามด้วย เนื่องจากแม้ที่ประจวบคีรีขันธ์จะมีการขอร้องเรือใหญ่ที่ข้ามเขตมา ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือแบบเดียวกับเรือพื้นบ้าน แต่ไม่ใช่ทุกลำที่จะทำตาม

อวนรุนของเรือประมงพาณิชย์ที่ดักกวาดเอาปลาทุกชนิด ทุกขนาด นับเป็นการจับปลาที่ทำลายความหลากหลายและปริมาณสัตว์น้ำอย่างรุนแรง

พี่จิรศักดิ์ เล่าเรื่องหอยลายอีกว่า การจับหอยลายส่วนใหญ่จะใช้เรือที่มีกำลังสูง ลากตะแกรงถี่ที่ตะกุยพื้นทะเลลงไปกว่า 1 ฟุต นานนับชั่วโมง จากนั้นคัดเลือกเอาแต่หอยลาย ส่วนหอยหนามหรือหอยอื่นๆ โยนทิ้งไป การลากที่ว่านี้จะพลิกเอาปฏิกูลใต้ดินเลนขึ้นมา ทำให้ไข่หมึกและไข่ปลาเสียหายมาก ปู ปลา ก็จะไม่เข้ามาในบริเวณนั้น

กรณีของ หอยจอบ ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก เรือประมงหอยจอบซึ่งปัจจุบันมีกว่า 100 ลำ จะใช้คน 6-7 คน ต่อลำ ผูกตะกั่วถ่วงน้ำหนักที่เอว เดินลงใต้น้ำ ถือปั๊มฉีดน้ำให้ผิวพื้นทรายเปิด เพื่อเอาเพียง “เอ็น” หอยจอบ ที่ยาวราว 3 เซนติเมตร ส่วนเนื้อและเปลือกโยนทิ้ง วิธีนี้ทำให้เกิดการฟุ้งกระจาย สัตว์น้ำขนาดเล็กส่วนใหญ่จะตาย ดังเคยมีการประท้วงของชาวประมงพื้นบ้านจากสามร้อยยอดเมื่อไม่นานมานี้

ในเมื่อพวกเขาใช้ “ทะเลหน้าบ้าน” เป็นแหล่งยังชีพ จึงย่อมต้องครุ่นคำนึงเป็นพิเศษถึงวิธี เวลา และผลของการจับแต่ละครั้ง

ประเมินกันว่า ระบบนิเวศที่เสียไปแล้วนี้ จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ทีเดียว

ทว่า ท่ามกลางจักรวาลแห่งท้องสมุทรอันไพศาล ยังมีโลกสีครามใบเล็กๆ ใบหนึ่งหมุนรอบตัวเองอย่างแช่มช้าอยู่รอบๆ ชายฝั่งอ่าวไทยแถบท่าศาลา นครศรีธรรมราช มาจนถึงบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์

ร้าน “คนจับปลา” เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันในนามเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบคีรีขันธ์ ถือหุ้น 20% สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยถือหุ้น 20% ที่เหลือ 60% เป็นของสมาคมรักษ์ทะเลไทย ดำเนินกิจการแบบวิสาหกิจชุมชนมาเป็นเวลาปีเศษๆ มีหน้าร้านอยู่ที่สี่แยกบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ และท่าศาลา นครศรีธรรมราช จำหน่ายของทะเลสดที่ชาวประมงพื้นบ้านจับด้วยเครื่องมือที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลคู่ไปกับการทำประมง ส่งสินค้าวันต่อวัน ไม่ใช้ฟอร์มาลินยืดอายุ

“เป้าหมายของเราต้องการให้ชาวประมงเป็นเจ้าของกิจการ 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อไปเมื่อกิจการร้านคล่องตัวขึ้น สมาคมรักษ์ทะเลไทยก็จะคืนหุ้นทั้งหมดให้ชาวประมง” เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ตัวแทนสมาคมรักษ์ทะเลไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของร้านคนจับปลาบอกไว้เช่นนั้น

ร้านคนจับปลา จะรับซื้อของทะเลจากชาวประมงในราคาสูงกว่าตลาดราว 20% ซึ่งถือเป็นราคาที่คำนวณแล้วว่ายุติธรรม ขณะที่ผลกำไรอย่างน้อย 30% มีการคืนให้ชุมชน ที่เหลือ 10% บริจาคให้วัดสี่แยกบ่อนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน ที่เหลือเป็นทุนสนับสนุนงานฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ดังเช่น โครงการธนาคารปูม้า เพาะบ่มปูไข่สุกในพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้สามารถให้ไข่ต่อตัวได้ 200,000-400,000 ฟอง หรือแผนการระยะยาว คือการพยายามตั้งระบบ Bluebrand standard ออกฉลากรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์สินค้าชาวประมงพื้นบ้าน ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสมาคม เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนในที่สุด

ผมได้ปลาทูสดจาก ร้านคนจับปลา ในงาน Fisherfolk”s journey มา 2 ถุง เป็นปลาที่สดจริงๆ ครับ ควักไส้ทำความสะอาดอย่างดี บรรจุถุงพลาสติกแน่นหนา ผมเคยเอาเข้าช่องแช่แข็งในตู้เย็น ก็พบว่าอยู่ได้นานเป็นเดือน และสดกิ๊กเหมือนใหม่พร้อมปรุงทันทีที่ละลายน้ำแข็งแล้ว

พวกชาวประมงมักพูดกันว่า ถ้าจับอย่างถูกวิธี ปลาทูจะไม่มีวันหมดจากทะเลไทย เขาเล่าว่า หลังการปิดอ่าวเพียง 2 สัปดาห์ รุ่งขึ้น เรือประมงสามารถจับปลาทูขึ้นท่าได้นับแสนๆ ตัวทีเดียว

ปลาทูชอบเล่นแสงไฟ ดังนั้น เมื่อมีเรือลักลอบจับปลากะตักในตอนกลางคืน ลูกปลาทูก็จะติดขึ้นมาด้วย การพยายามออกกฎห้ามจับปลากะตักตอนกลางคืนก็ยังไม่ประสบผล

“กินลูกปลาทู ก็เหมือนฆ่าเด็ก” คำพูดของชาวประมงคนหนึ่งแว่วขึ้นมาอีกครั้ง มันทำให้ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ เรายังคงต้องต่อสู้กันต่อไป ตั้งแต่เรื่องเรือหอยจอบ เรื่องการกินลูกปลาทู ฯลฯ

เรื่องฆ่าเด็กก็เช่นกัน…

กิน “ข้าวใหม่ปลามัน” กัน ที่หนองหญ้าปล้อง

Published June 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

กิน “ข้าวใหม่ปลามัน” กัน ที่หนองหญ้าปล้อง

ต้นฤดูหนาวคือการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาได้ “ข้าวใหม่” มียางมาก จะขัดจะตำจะสีแบบไหนก็หุงกินนึ่งกินนุ่มปากนุ่มคอไปทั้งนั้น ไหนจะปลานาปลาหนองที่สะสมอาหารมาจนอ้วนพีตลอดฤดูฝน จนมันย่องทั้งยามปิ้งยามต้ม คำโบราณที่เปรียบเปรยถึงห้วงความสุขในชีวิต เป็นช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน” จึงไม่ได้เกินจริงไปแต่อย่างใด

แต่ข้าวก็ไม่ได้มีแค่สองสามพันธุ์อย่างที่คนส่วนใหญ่รับรู้ ไม่ได้มีแค่เสาไห้ หอมมะลิ ไรซ์เบอร์รี่ ในถุงพลาสติกบรรจุสำเร็จตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

หลักฐานการปลูกข้าวครั้งแรกๆ ในดินแดนแถบนี้ที่ย้อนหลังไปได้กว่า 4,000 ปี บอกเราว่า จากข้าวป่าที่พัฒนามาเป็นข้าวปลูก ด้วยวิธีทั้งหว่าน ดำ หยอด หรือนาทาม ส่วนใหญ่ในเขตอีสานนั้น ประกอบด้วยพันธุ์ข้าวนับร้อยๆ ชนิด ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ กันไป ตลอดจนได้รับการผสมคัดเลือกสายพันธุ์โดยชาวนาสมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ผมเองยังจำได้ ถึงค่ำคืนหนึ่งที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลังอิ่มข้าวแลงมื้อค่ำ ก็ได้ล้อมวงนั่งฟัง ซักถาม และอัศจรรย์ใจไปกับเรื่องเล่าของข้าวบองกษัตริย์ หวิดหนี้ อีเตี้ย นางร้อยแดง ข้าวพื้นเมืองที่คนเขมรร้อยเอ็ดปลูกแยกเป็นแปลงต่างหาก ไว้กินเฉพาะในครอบครัว

“…คนแก่ๆ ไม่กินหรอก ข้าวหอมมะลิน่ะ เขากินที่เขาชอบแบบนี้แหละ เราก็ต้องปลูกไว้บ้าง แปลงสองแปลง บางคนพอไม่ได้กินนี่ถึงกับล้มป่วยเลยนะ…” ผมยังจำที่พ่อเพื่อนเล่าได้ดี

ครั้งนั้น ผมได้ “นางร้อยแดง” ใหม่ๆ กลับบ้านราว 3 กิโลกรัม มันทำให้ผมเริ่มพบว่า ตัวเองเป็นคนที่ชอบกินข้าวพันธุ์แปลกๆ มาตั้งแต่นั้น

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ผมพบตัวเองยืนจดชื่อพันธุ์ข้าวที่ติดกำกับช่อรวงห้อยแขวนบนราวไม้ไผ่ กลางเนินขนาดย่อมในเขตทุ่งนาบ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม สถานที่จัดงาน “กินข้าวใหม่ปลามัน” ที่เครือข่ายชาวนาอินทรีย์ 32 ราย จาก 6 หมู่บ้าน ช่วยกันจัดขึ้นเป็นปีแรก

พันธุ์ข้าวเจ้า มี เจ้าเหลือง ธัญญสิริน ปลาเข็ง โสมาลี นางหก หอมนิล มะลิแดง อีเตี้ย และหอมใบเตย

ส่วนข้าวเหนียว มี เหลืองบุญมา เหนียวแดง ก่ำใบเขียว ขาวพวงใหญ่ แก่นดู่ และก่ำลืมผัว

ไพรัชช์ แดนกะไสย์ หรือ เก่ง อดีตคณะทำงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ผู้ผันตัวเอง “กลับบ้าน” มาช่วยประสานงานกลุ่มชาวนาอินทรีย์บ้านหนองหญ้าปล้องเล่าว่า ที่นี่ รวมทั้งบ้านของเขาเอง มีคนทำเกษตรอินทรีย์กันอยู่แล้ว แต่เดิมก็เป็นต่างคนต่างทำ มาปีที่แล้วนี้เองจึงเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นว่า จะต้องมีแผนงานร่วมกันมากกว่านี้ เช่น ซื้อเครื่องสีข้าวใช้เองโดยไม่ต้องพึ่งโรงสี ตั้งกองทุนสะสมเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม ตลอดจนหาคนมาช่วยประสานงานเพิ่ม

จากรายงานของ ลุงบุญมา สุวรรณศรี ประธานกลุ่มฯ ระบุว่า คนหนองหญ้าปล้อง ที่ทำนาอินทรีย์จริงๆ มี 11 ราย ได้ผลผลิตต่อปีสำคัญๆ อย่าง ข้าวมะลิ 105 ราว 2,300 กิโลกรัม มะลิแดง 1,300 กิโลกรัม ก่ำตาดำ 180 กิโลกรัม และหอมใบเตย 3,060 กิโลกรัม

“…หอมใบเตย เป็นข้าวเด่นของบ้านเราครับ เหมาะกับดินที่นี่ ให้ผลผลิตถึงไร่ละ 400-500 กิโลกรัม ถือว่ามากนะครับสำหรับนาอีสาน” ไพรัชช์ อธิบายถึงข้าวที่ปลูกกันมาก “ที่สำคัญคือช่วงปีแรกๆ ที่เปลี่ยนวิธีจากนาเคมีมาเป็นนาอินทรีย์ ข้าวส่วนใหญ่ผลผลิตจะลด แต่หอมใบเตยนี้ไม่ลดเลยครับ…”

การคุยกันนอกรอบก่อนวันงาน ไพรัชช์ ได้ข้อเสนอที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น กลุ่มควรทำโรงสีเล็กๆ เพื่อควบคุมขั้นตอนการสีได้ตามต้องการ และยังใช้ประโยชน์จากแกลบ รำ ได้เต็มที่ มีการเสนอให้ลองแปรรูปข้าว เป็น “แป้งอินทรีย์” สำหรับทำขนม เส้นแป้งแบบต่างๆ รวมทั้งควรเสาะหาตลาดใหม่ๆ เพื่อระบายสินค้า เช่น โรงพยาบาลที่สนับสนุนด้านนี้ และควรเสนอบางโครงการเข้าไปที่ อบต. บ้านกู่ ซึ่งนักวิชาการเกษตรของที่นั่นรับปากแล้วว่า จะหางบประมาณสนับสนุนบางส่วนให้ได้แน่นอน

ตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมพวกเขาจึงภูมิใจและดูตื่นเต้นกับการที่ทางกลุ่มสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ “ข้าวปลูก” ได้ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าการทำพันธุ์ข้าวอินทรีย์นี้ยากมาก ต้องคอยคัดพันธุ์ ตัดรวงที่ไม่ใช่พันธุ์แท้ในแปลงทิ้ง จนกระทั่งได้เมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายได้มูลค่ามากพอๆ กัน หรือบางครั้งอาจมากกว่าการทำผลผลิตโดยรวมในปีนั้นๆ ด้วยซ้ำ

ช่วงก่อนเที่ยงวัน มีวงเสวนาเล็กๆ เรื่องเกษตรอินทรีย์กับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน มีตัวแทนจากส่วนต่างๆ รวมทั้งชาวนาเจ้าของพื้นที่ร่วมพูดคุย ผมคิดว่าข้อมูลจากคุณหมอประจำศูนย์สาธารณสุขตำบลนับว่าน่าสนใจ ท่านบอกว่า เท่าที่เคยตรวจ จะพบสารเคมีปนเปื้อนในผู้ป่วย 40-50 คน ใน 100 คน เรียกว่าครึ่งต่อครึ่งทีเดียว ยิ่งผู้ป่วยที่เป็นเกษตรกรเจ้าของนาเคมียิ่งพบอาการบกพร่องของระบบทางเดินหายใจ และระบบผิวหนังค่อนข้างสูง นอกจากนี้ การตรวจผักสดในตลาดพบว่า หากเป็นผักที่ปลูกในพื้นที่ จะพบสารเคมีตกค้างราว 30% แต่หากเป็นผักมาจากตลาดส่วนกลาง ตัวเลขจะอยู่ที่ 80% ขึ้นไป

แน่นอนว่า การสะสมสารพิษเหล่านี้ในร่างกาย ย่อมก่อให้เกิดโรคร้ายอย่าง มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ ดังนั้น หนทางที่จะห่างไกลจากสารเคมีเกษตรตัวอันตราย ที่นานาชาติขึ้นบัญชีดำเฝ้าระวังอย่างถาวร เช่น คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส หรือ อีพีเอ็น ก็คงไม่มีทางอื่น นอกจากสมาทานทางเลือกสายเกษตรอินทรีย์เท่านั้น

และเท่าที่ฟังชาวบ้านคุยกัน ผมคิดว่า ความเชื่อเดิมของนักสังคมวิทยาที่ว่า เกษตรอินทรีย์เกิดจากดีมานด์ (demand) ของคนกรุงที่เห่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมนั้น คงจะไม่จริงเสียแล้วล่ะครับ…

งานเล็กๆ ที่น่ารักมากๆ นี้ นอกจากมีออกร้านขายพืชผักพื้นบ้าน ขนมที่แปรรูปจากแป้งข้าว และการสาธิตเพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงแล้ว คงจะขาดสีสันไปมาก ถ้าปราศจากพระเอกของงานไป

“ข้าว” นั่นเองครับ

มีข้าวอินทรีย์หลากหลายพันธุ์ให้ชิมลิ้มลองและจำหน่ายในราคาถูก ดังนั้น ผมก็เลยได้ลองข้าวเจ้าเหลือง ไรซ์เบอร์รี่ มะลิแดง โสมาลีเสียจนอิ่มแปล้ โดยเฉพาะที่ฮือฮามาก คือ “ก่ำลืมผัว” ที่ว่ากันว่ากินอร่อยจนสาวๆ ถึงกับลืมผัว โดยเฉพาะเมื่อจ้ำลาบปลา หมกเครื่องในปลา ตำปลาร้ามะกอกสุก และปลาดุกนาตัวเล็ก ย่างพอนุ่มๆ

ผมยังจำความนิ่มนวล หนึบนุ่ม ของโสมาลีที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ได้ดี และคิดว่าต้องอร่อยมากๆ เลย ถ้าลองกินกับของทอดอื่นๆ เช่น เนื้อเค็ม ปลาส้ม ไม่งั้นก็หมกกุ้งฝอยหรือเครื่องในไก่…มันน่าจะมีชาวบ้านสักหลายๆ คนที่รู้จักผลผลิตของเขาดีอยู่แล้ว ลอง “จับคู่” ให้เห็นกันจะจะไปเลย เช่น ข้าวพันธุ์นี้กินกับแกงแบบนี้อร่อย พันธุ์นี้ทำขนมจีนถึงจะดี ส่วนพันธุ์นี้ต้องผสมพันธุ์นี้ในอัตราส่วนเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ จึงจะหุงออกมาแล้วกินดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ฯลฯ

การได้กินข้าวพันธุ์ที่ไม่คุ้นหูคุ้นลิ้น ซึ่งหุงอย่างดีด้วยฝีมือเจ้าของผลผลิต แถมยังได้กินในบริบท ท่ามกลางบทสนทนาที่อึงอลไปด้วยปัญหา ทางแก้ ความภูมิใจ และความหวังของคนพื้นที่เอง นับเป็นโอชะอันหาได้ยากยิ่งโดยแท้

ความหมายของข้าวใหม่ ปลามัน ในสายตาของคนนอกอย่างผม ก็คงจะด้วยเหตุประการฉะนี้เองกระมังครับ…

Root Garden : สวนรากหญ้าแห่งความฝันในเมืองใหญ่

Published April 29, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย lualamai@yahoo.com

Root Garden : สวนรากหญ้าแห่งความฝันในเมืองใหญ่

“…คาเฟ่ธรรมชาติสีเขียวกลางใจเมือง สุดเก๋…”

ร่วม 10 เดือน มาแล้ว ที่พื้นที่เล็กๆ ไม่เกิน 300 ตารางวา ปากซอยทองหล่อ 3 กลางกรุงเทพฯ ซึ่ง ครูองุ่น มาลิก คุรุชนผู้อารีได้มอบให้มูลนิธิไชยวณา เพื่อให้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม ได้รับฉันทานุมัติจากมูลนิธิให้ดำเนินโครงการ Root Garden กิจกรรมตัวอย่างเพื่อพัฒนาที่ดิน ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเมืองใหญ่ โดยภาคีสมาชิกผู้ร่วมดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วย OXFAM (องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนเครือข่ายสลัม 4 ภาค สำนักงาน สสส. เป็นอาทิ ได้วางแผนพัฒนาและสร้างกิจกรรมด้านวัฒนธรรมในพื้นที่ ตั้งแต่ปรับปรุงที่ดินรกร้างนี้ให้มีแปลงนาขนาดเล็ก คอกไก่และแพะ โรงเพาะเห็ด แปลงผักสวนครัว ร้านเบเกอรี่และกาแฟออร์แกนิก ตลอดจนจัดพูดคุยเสวนาเกี่ยวกับสินค้าปลอดสารพิษ ปัญหาที่ดิน ภูมิหลังของพื้นที่ มีเวิร์กช็อปสอนปลูกผักในเมือง วิธีจ่ายและจัดการกับข้าวอย่างประหยัด ฯลฯ โดยกิจกรรมเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่องมาทุกวัน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558

ฟังดูเหมือนจะออกแนวหนักๆ เอาการ นั่นก็เป็นเพราะว่า หนึ่งในภาคีสมาชิก คือ OXFAM นั้น เป็นองค์การที่ติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัว และกฎหมายที่ดินในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งได้เคยร่วมกับองค์กรเครือข่ายเสนอกฎหมาย 4 ฉบับ คือกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ที่สนับสนุนการเก็บภาษีคนที่มีที่ 50 ไร่ ขึ้นไป กฎหมายโฉนดชุมชน สนับสนุนให้คนจนรวมตัวกันเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น รณรงค์ให้ที่ดินที่ถูกทิ้งร้างต้องเสียภาษีมากกว่าที่ใช้ประโยชน์ กฎหมายธนาคารที่ดิน และกฎหมายกองทุนยุติธรรม ซึ่งพยายามให้คนจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับที่ดินได้จริงในทางปฏิบัติ

แน่นอนว่า สิ่งที่เสนอเหล่านี้ดูเหมือนยากที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในยามที่อำนาจการปกครองในบ้านเมืองดูมืดดำ และมุ่งเอื้อประโยชน์ให้คนที่ได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า ที่ดินในประเทศไทยกว่า 80% ล้วนถือครองโดยคนเพียง 20% นั่น เท่ากับว่า “ที่ดิน” ซึ่งในแง่มุมสาธารณะอื่นๆ ยังหมายถึงหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพมวลรวมของชุมชน ตลอดจนต้นทุนของการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนนั้นย่อมเป็นประเด็นสำคัญในสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่อาจจะละเลยเพิกเฉยได้อีกต่อไป

และความเป็นจริงก็คือ เราคงไม่สามารถมองโลกด้วยตาข้างเดียวได้ตลอดไปเป็นแน่…

“…มีแพะให้เด็กๆ ป้อนหญ้า มีเล้าไก่ บ่อปลา ถ้าหิว ก็มีเมนู Sandwich และไข่กระทะ…”

กิจกรรมพิเศษที่จะพบเจอใน Root Garden เฉพาะวันอาทิตย์ ก็คือ การออกร้านของเครือข่ายสินค้าอินทรีย์กว่า 10 ราย อาทิ สวนผักคนเมือง (ผักปลอดสาร) กินเปลี่ยนโลก (วัตถุดิบอินทรีย์จากแหล่งต่างๆ) ร้านคนจับปลา (กลุ่มประมงชายฝั่งจากประจวบคีรีขันธ์) กลุ่มโฉนดชุมชนบ้านลานตากฟ้า-คลองโยง (ผักสวนครัวอินทรีย์) บ้านนาวิลิต เพชรบุรี (ข้าวปลอดสารสายพันธุ์ต่างๆ) ซึ่งเมื่อรวมกับประเด็นหัวข้อสนทนาแนวๆ การจัดเวิร์กช็อปง่ายๆ ดนตรีโฟล์กสนุกๆ ในช่วงเย็น และบรรดา แพะ ไก่ ปลา ตลอดจนแปลงผักสวนครัว ที่ดูเป็นของผิดที่ผิดทางในละแวกย่านทองหล่อแล้ว ก็ทำให้ Root Garden มีสภาพไม่ต่างจาก “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” ขนาดย่อม สำหรับชาวเมืองกรุงกลางมหานครที่ห่างเหินจากวิถีชีวิตแบบนี้ไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว โดยที่ร้านรวงจำหน่ายสินค้านั้นก็มีสถานะแทบไม่ต่างจากร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียมนั่นเอง

ผมเองเคยไปที่นี่หลายครั้ง และพบด้วยความประหลาดใจว่า ในช่วงหลังๆ ผู้สนใจชาวต่างประเทศเริ่มทวีจำนวนขึ้นจนเกือบเท่าคนไทย และสินค้าพืชผักปลอดสารนั้นขายดีขึ้นมาก เริ่มมี “ขาประจำ” ชนิดที่ผมจำหน้าได้ แสดงว่าอย่างน้อย กิจกรรมการขายของที่นี่ได้ช่วยอุดหนุนทั้งผู้ผลิต และอุดช่องว่างความต้องการสินค้าอินทรีย์ราคายุติธรรม ที่คนกรุงจำนวนไม่น้อยปรารถนาจะเข้าถึง แต่ไม่รู้แหล่งซื้อขายว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ได้ค่อนข้างดี

ส่วนประเด็นที่ จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงาน OXFAM ตั้งเป้าไว้แต่เดิมว่า คนที่มาควรจะได้ “มีทัศนคติเรื่องที่ดินรกร้างเปลี่ยนไป รู้สึกอยากทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อคืนชีวิตให้ที่ดินกลับมามีประโยชน์ต่อชุมชน…” นั้น คงเป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์ในระยะยาวกันต่อไป

“…เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ หลบหลีกความวุ่นวายในเมืองใหญ่ นั่งจิบช็อกโกแลตร้อนบนเก้าอี้ไม้ สูดไอหอมของกองฟาง ที่คาเฟ่สวนผักที่ผุดขึ้นกลางใจเมือง…”

ดูเหมือน “ภาพ” ของ Root Garden ที่ถูกผลิตซ้ำในสื่อและโซเชียลมีเดียจะหนีไม่พ้นแหล่งรวมภาพมายาในอุดมคติที่ชีวิตคนกรุงได้ผ่านเลยไปแล้ว แต่ก็ฝันถึงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว…ฝันจะเป็นเจ้าของที่นาผืนน้อย โรงรีดนม แปลงผักยกร่อง ดำรงชีพไปในแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ฝันถึงการกินอยู่แบบสโลว์ไลฟ์ ขณะเดียวกันก็ขอกาแฟสดดีๆ เบเกอรี่อร่อยๆ กิน แถมพอหนำใจแล้วยังซื้อผักอินทรีย์ราคาถูกกว่าในห้างติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีก

อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมรู้ มูลนิธิไชยวณาคงจะไม่ต่อสัญญาให้กิจกรรมนี้ในปีต่อไป เท่ากับว่าลมหายใจของ “สวนรากหญ้า” กลางย่านสุขุมวิทแห่งนี้กำลังจะขาดห้วงลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และก็ยังไม่มีข่าวว่ากิจกรรมใหม่จะเป็นไปในลักษณะไหน หรือเครือข่ายเดิมจะไปริเริ่มนับหนึ่งใหม่ในที่แห่งใด

ผมได้แต่มองโลกในแง่ดีว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแห่งนี้อาจทำให้หลายคนที่มาเยือนเริ่มมองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของที่ดินทำกิน ตั้งข้อสงสัยถึงระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้ามีราคาแพงและผู้ผลิตไร้ทางเลือกในกลไกตลาด ครุ่นคิดถึงผลกระทบของเรืออวนลากที่เบียดบังคนประมงพื้นบ้าน ฯลฯ อาจมีการเสวนาพูดคุยบางครั้ง ที่ฉุกใจให้คนกรุงนึกถึงการทำสวนครัวแบบง่ายๆ การเก็บพืชผักที่มีมากมายข้างทางมาปรุงอาหาร หรือกระทั่งคิดถึงการพัฒนาพื้นที่รกร้าง ให้เป็น “ป่าอาหาร” กลางเมือง อย่างที่หลายประเทศในอเมริกาใต้เคยทำได้ผลมาแล้ว?นั่นก็คือ ถ้าโชคดีที่สุด Root Garden อาจกระตุ้นไอเดียให้ใครบางคนมองเห็นแง่มุมอื่นๆ ของเมืองใหญ่ได้บ้าง

แม้ว่า ในที่สุด…ชีวิตของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จำต้องสิ้นสุดไปตามวัฏจักรกาลเวลาก็ตาม

ปลาดุกร้า ตัวเชื่อมรส และ “บทสนทนา” ของอาหาร

Published March 26, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ปลาดุกร้า ตัวเชื่อมรส และ “บทสนทนา” ของอาหาร

ใครเคยกิน แกงส้มปักษ์ใต้ หลายๆ แห่ง ก็ย่อมพบด้วยความประหลาดใจว่า แกงแต่ละจังหวัด ไม่ว่า นครศรีธรรมราช ตรัง ภูเก็ต นั้น ไม่เหมือนกันเลย แถมพอเจาะลึกลงไปแต่ละพื้นที่อำเภอ คนก็ยังแกงส้มไม่เหมือนกันอีก ทั้งความมากน้อยของน้ำแกง สีสัน รสเผ็ดร้อน หรือกระทั่งผักที่แต่ละแห่งนิยมใส่ หรือไม่ใส่ ต่างๆ กันไป

หากนับกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง อาหารปักษ์ใต้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสกุลนครศรีธรรมราช คือน้ำค่อนข้างน้อย เผ็ดร้อนจัดๆ โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ที่พริกในเมืองไทยถูกปรับปรุงพันธุ์ให้มีความเผ็ดมากกว่าแต่ก่อน

อย่างไรก็ดี แกงส้มที่อื่น โดยเฉพาะพัทลุง กลับมีความต่างออกไป

แกงส้มเมืองพัทลุง โดยเฉพาะแถบพื้นที่นาอำเภอควนขนุน และทะเลน้อย สีออกส้มแดงด้วยขมิ้นด้วง น้ำแกงใส เพราะใส่พริกแกงไม่มาก และมักใส่ผักด้วย คุณประไพ ทองเชิญ คนควนขนุนอธิบายว่า เพราะข้าวพื้นเมืองแถบนี้ ไม่ว่า พันธุ์สังข์หยด หรือเล็บนก เป็นข้าวเมล็ดเล็ก ค่อนข้างแข็ง ดังนั้น จึงต้องราดน้ำแกงให้ชุ่ม เพื่อให้เม็ดข้าวซับน้ำแกงไว้จนอิ่มและพองตัว

แกงที่จะราดข้าวในลักษณะนี้ได้ ย่อมต้องไม่เผ็ดเกินไป จนราดมากๆ แล้วกินไม่ได้

วิธีลดความเผ็ดของแกงส้มอีกอย่างหนึ่งก็คือ กินแนมกับปลาเค็มทอด ซึ่งคุณประไพก็ได้เล่าถึงวิถีชาวนาและชาวเลเมืองพัทลุงว่ามีวิธีทำปลาแห้งที่ได้จากทะเลสาบและหนองบึงในทุกช่วงของปีมากมาย อย่างเช่น ปลาช่อน ปลาเนื้ออ่อน ปลาจวด ปลาดุก ปลาหมอ ที่เมื่อหาได้มากๆ ก็จะทำปลาแดดเดียว ถ้าเป็นปลากระดี่ ปลาขี้ขม ปลาตาหลุน หรือปลาข้าวสาร ที่ยกยอได้จากคลองเล็กคลองน้อยรอบทะเลสาบสงขลาในช่วงปลายฤดูฝน ก็จะทำเป็นปลาแห้ง

ผลิตภัณฑ์ปลาถนอมอาหารนี้ ถ้าเป็นปลาแดดเดียว จะหมักเกลือเพียงหนึ่งวัน จากนั้นล้างน้ำ ผึ่งแดดอีกหนึ่งวัน

“ปลาเค็ม” หมักเพิ่มเป็นสองหรือสามวัน ล้างน้ำ ตากแดดหนึ่งวัน

ส่วน “ปลาแห้ง” ต้องตากแดดจนแห้งสนิท เก็บในอุณหภูมิปกติได้นานเป็นเดือน

อย่างไรก็ดี เราไม่อาจได้ชื่อว่ารู้จักปลาเค็มของพัทลุงอย่างสมบูรณ์ หากไม่ได้เอ่ยถึง หรือลองกิน “ปลาดุกร้า” แถบพื้นที่นาและทะเลสาบ อย่างเช่น ทะเลน้อย

ปลาดุกร้าทะเลน้อย เป็นของฝากชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักทั่วไป นอกจากนี้ ชุมชนชาวนาแถบอำเภอควนขนุนก็ยังทำปลาดุกร้าจากปลาที่จับได้หลังหน้านา ปลาดุกจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ตามรากไม้ในป่าพรุที่เริ่มแห้ง เมื่อจับได้ครั้งละมากๆ จนกินไม่ทัน ปลาเริ่มตายขึ้นอืด ก็จะเอามาทำปลาดุกร้า โดยตัดหัว ผ่าท้อง ควักไส้ ล้างตากแดด คลุกเกลือและน้ำตาล หมักไว้หนึ่งคืน แล้วตากราวสามวันจนสุกแดด เก็บไว้กินได้นานๆ

ปลาดุกร้าทะเลน้อย รสออกหวาน แต่หากเป็นแถบบ้านศาลาเม็ง ควนขนุน จะหวานน้อยกว่า เมื่อเอามาทอดพอให้หนังเกรียม หรือปิ้งไฟอ่อนๆ เนื้อจะซุยละเอียด รสกลมกล่อมซับซ้อน หอมกลิ่นเกลือและน้ำตาล กินแนมแกงส้มได้อร่อยมากๆ

ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของปลาเค็ม เราย่อมเคยได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงอันอุโฆษของสุดยอดปลาเค็ม จากแหล่งสำคัญๆ เป็นต้นว่า ปลากุเลาเค็มตากใบ ปลาทูลิงเค็มแม่กลอง ปลาอินทรีเค็มสิงหนคร ปลาสลิดบางบ่อ ปลาหมอเทศยี่สาร ฯลฯ

แน่นอนว่า ปลาดุกร้าทะเลน้อย ย่อมถูกบันทึกเป็นหนึ่งในทำเนียบนามเหล่านั้นด้วย

หากจะมองปลาเค็มจากมุมมองอื่นๆ ก็เคยมีศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ ผู้สนใจเรื่องอาหารการกิน กับทั้งเคยเดินทางลงภาคสนามมาแล้วแทบทั่วทั้งอาเซียน ได้เคยพูดถึงปลาเค็ม “ในฝัน” ของท่านไว้ว่า มีสามแห่ง คือปลาหมอทะเลเค็ม ปากน้ำย่างกุ้ง ปลาเก๋าเค็ม เกาะมินดาเนา และปลาสละเค็ม ตากใบ

ดร. อานันท์ มองว่า ปลาเค็มในบางแห่งนั้นเป็นทั้งตัวช่วยและตัวเชื่อม ให้สามารถกินอาหารในสำรับที่หลากหลายได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะแกงพม่า ซึ่งแต่ละหม้อมีรสชาติแตกต่างกันมาก หากทว่าบางแห่ง อย่างเช่น เวียดนาม นั้น ปลาเค็มถูกใช้เป็นเพียงเครื่องปรุงรสในอาหาร ไม่ได้กินแยกเป็นจานๆ เพื่อเชื่อมรสอย่างที่คนพม่าหรือคนไทยกิน

และความที่สนใจเรื่องกับข้าวกับปลา ดร. อานันท์ มองว่า การได้กินอาหาร “ในบริบท” หมายถึงกินในที่ที่อาหารถูกผลิตขึ้น ท่ามกลางความเป็นพื้นถิ่น และในบรรยากาศของความรู้ความเข้าใจถึงที่มาของวัตถุดิบอาหาร ย่อมจะทำให้อาหารนั้นๆ “อร่อยแน่ คุณเอ๊ย” ตามคำชักชวนเชื้อเชิญชิมที่ ดร. อานันท์ มักกล่าวในหมู่มิตรสหายเสมอๆ

แต่ถ้าเราเอาแง่มุมมองนี้มาทดลองใช้กับปลาดุกร้าทะเลน้อย ดูบ้างเล่า?

เรารู้กันดีว่า ทะเลน้อย ประสบปัญหาการตื้นเขินจากตะกอนดินและซากพืช การรุกคืบของน้ำเค็ม และคุณภาพน้ำที่เริ่มเสื่อมลง ภาพทะเลน้อยที่ตามบันทึกสมัยเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน เคยมีโขลงช้างป่า เสือปลา และชะมดน้ำ กลายเป็นแต่เพียงความทรงจำ การลดลงของระดับน้ำเพียงหนึ่งเมตรในปัจจุบัน อาจส่งผลให้สาหร่ายตาย น้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะกรณีเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ที่มีปลาตายจำนวนมาก มีผู้กล่าวว่า สาเหตุอื่นๆ ที่รู้กันดีก็คือ การปล่อยน้ำเสีย ทั้งจากชุมชนรอบๆ และน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีเกษตรจากเทือกเขาบรรทัดลงทะเลน้อย โดยปราศจากการบำบัด ทั้งนี้ ยังไม่รวมกรณีการลักลอบใช้อวนตาถี่จับปลา และการชอร์ตปลาด้วยกระแสไฟฟ้า

แน่นอนว่า ข้อมูลที่อาจทำให้รสชาติปลาดุกร้าปร่าแปร่งไปบ้างเช่นนี้ ถ้าเราได้ลองมองผ่านปลากุเลาเค็มจากตากใบ หรือเคยเค็มจากกระบี่ ฯลฯ เราก็อาจสงสัยต่อไปได้ว่า ความแปลกใหม่แรกลิ้มรสนั้นอาจมีอะไรมากกว่ารสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ที่ลิ้นพึงรับรู้ได้ตามปกติ

และถ้า “ความรู้” เป็นที่มาของ “ความรู้สึก” จริงอย่างที่คนเขาพูดกัน ก็ไม่แน่นักว่า รสชาติการกินในบริบทครั้งต่อๆ ไปของเราท่าน จะเป็นเช่นไร..จะรื่นรมย์กับรสชาติแปลกใหม่แสนเสน่ห์ หรือเศร้าใจกับชะตากรรม หลังหม้อ ไห จาน ชาม ของเพื่อนร่วมแผ่นดินเหล่านั้น…

คำกล่าวสรุปการบรรยายเกี่ยวกับอาหารครั้งหนึ่งของ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ เมื่อ พ.ศ. 2553 นับว่าชวนคิดอย่างยิ่ง

“…ผมคิดว่า อาหารเป็นตัวทำลายพรมแดนระหว่างนักวิชาการและชาวบ้าน หรือรวมถึงคนอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร เมื่อ (ลองมีปฏิสัมพันธ์) ผ่านอาหาร เรา (จะเห็นว่าเรา) แทบไม่รู้อะไรเลย ดังนั้น วงอาหารคือการเริ่มข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ตรง เร็ว และง่ายที่สุด…”

คนเราจึงอาจเริ่มรู้จักกันได้อย่างประทับใจ และเข้าใจกันผ่านข้าวเล็บนกนึ่ง แกงส้มลูกหลุมพีกับปลาหมอมันๆ แกล้มปลาดุกร้าดีๆ ทอดไฟอ่อนๆ จนเนื้อฟูนุ่ม ฯลฯ

เพราะว่าอาหาร คือ “บทสนทนา”…

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

Published March 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 608

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ป่า นา เล และหลาดใต้โหนด เมืองพัทลุง

คนพัทลุง ส่วนหนึ่งนิยามลักษณะพื้นที่อาณาบริเวณที่ตนอยู่อาศัยว่า มีทั้ง ป่า นา เล ซึ่งต่างก็ส่งผลให้วัฒนธรรมของคนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นๆ แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะด้านอาหารการกิน ปัจจัยหลักแรกๆ ของการดำเนินชีวิต

พวกอยู่ป่าเขา ควนน้อยใหญ่แถบอำเภอศรีบรรพต ป่าพะยอม กงหรา ตะโหมด ทำไร่หาของป่า

พวกอยู่ทุ่งนา ที่ราบลุ่ม แถบอำเภอเมือง ควนขนุน บางแก้ว ส่วนใหญ่ทำนา

พวกอยู่ชายฝั่งทะเล แถบอำเภอปากพะยูน เขาชัยสน ทำประมงพื้นบ้าน

เมื่อผนวกกับอากาศชุ่มชื้น ก็นับว่าพัทลุงอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายเรื่องอาหารการกินมาก ดังจะพบเห็นได้จากสีสันของ “หลาด” ตลาดเช้าเย็นประจำแต่ละหมู่บ้าน หรือตลาดสดใหญ่หน้าเทศบาล ซึ่งนับเป็นแหล่งวัตถุดิบอันโอฬารตระการตาของคนชอบทำอาหาร

ไม่ว่าจะเป็น “เนียงนก” ลูกเนียงป่าฝักเล็กที่หาไม่ได้บ่อยนัก ลูกหลุมพี รสเปรี้ยวจัดจากป่าแถบกงหรา หรือปลาดุกร้าทั้งจากทะเลน้อยและใกล้เคียง ซึ่งถือว่าเป็นปลาร้าที่มีรสชาติซับซ้อนที่สุดสูตรหนึ่ง

และยิ่งเมื่อผนวกเข้ากับแนวโน้มความต้องการเกี่ยวกับอาหารในโลกสมัยใหม่ ก็นับว่าคนพัทลุงมี “ต้นทุน” มากพอที่จะถือกำเนิดตลาดแบบที่สอดคล้องกับความต้องการอันหลากหลาย ทั้งความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความแปลกใหม่ ความสด สะอาด และความเป็นอินทรีย์ที่ปลอดจากสารพิษ…คำถามอยู่ที่ว่า จะบริหารจัดการตลาดที่ว่านี้แบบไหน อย่างไร

“หลาดใต้โหนด” น่าจะคือคำตอบนั้น ณ เวลานี้…

“บ้านนักเขียนกนกพงศ์” นิวาสสถานเดิมของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยชาวใต้ผู้วายชนม์ เป็นเรือนไม้ขนาดย่อมในเขตบ้านจันนา ตำบลดอนทราย อำเภอควนขนุน ที่ซึ่งในระยะไม่กี่ปีมานี้กลายเป็นสถานที่กลางในการจัดกิจกรรมศิลปะ ดนตรี อบรมหัตถกรรมท้องถิ่น ตามเจตนารมณ์ศิลปินของครอบครัวสงสมพันธุ์ อาณาบริเวณกว้างขวางนี้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่น้อยและเรียวยอดตาลโตนดสูงเด่นตระหง่าน อันเป็นที่มาของนาม “หลาดใต้โหนด”

ตลาดใต้ต้นตาลโตนดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมแรงร่วมใจของคนพัทลุงส่วนหนึ่งซึ่งทำงานหลากหลาย ทั้งรณรงค์เรื่องอาหารและขนมท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์ ผ้าพื้นเมือง โดยมีเป้าประสงค์จะเปิดพื้นที่ให้กับ “ของใช้ ของกิน งานศิลป์ บ้านบ้าน” ของคนในพื้นที่

กว่าจะเห็นเป็นภาพตลาดชุมชนคึกคักซึ่งติดกันตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวันอาทิตย์นี้ ช่วงระยะกว่า 7 เดือน ตั้งแต่เริ่มงานครั้งแรก จากการรายงานผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เห็นว่าคณะทำงาน ซึ่งก็คือภาคีสมาชิกในชุมชนควนขนุนนี้ดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก คือนอกจากตั้งรับจัดระเบียบแบ่งสันปันส่วนพื้นที่ กำหนดกิจกรรมสันทนาการให้พอเหมาะแล้ว ยังรุกเข้าไปหาชาวบ้าน ขอความรู้เกี่ยวกับสูตรกับข้าว ขนมโบราณ วิธีย้อมผ้า เกษตรผสมผสาน ตลอดจนการหาเก็บวัตถุดิบธรรมชาติมาปรุงอาหาร เพื่อสาธิตนำเสนอในหลาดใต้โหนดทุกครั้งด้วย

ดังเช่นเคยมีบรรยายเรื่อง “เล่าเรื่องวิถีนาเมืองลุง” เป็นต้น

ทุกวันอาทิตย์ แม่ค้าท้องถิ่นและเครือข่ายในหลาดย่อมๆ ใต้โหนดแห่งนี้ ต่างเสียค่าบำรุงพื้นที่ไม่เกิน 20 บาท สำหรับการต้อนรับลูกค้าหลายร้อยคนจากทั้งใกล้และไกล ด้วยความพยายามจะกำกับให้ข้าวของที่จำหน่ายเป็นอินทรีย์ (organic) ใช้วัสดุธรรมชาติในการห่อมัดรัดร้อย และสรรหาวัตถุดิบแปลกๆ หายาก ทำให้ไม่ว่าจะเป็น ข้าวพื้นบ้าน อย่าง พันธุ์สังข์หยด เล็บนก ขนมโบราณอย่าง บี้ฮุ้นสด สาคู (ต้น) กวนกะทิ ขนมจ้าง กระท้อนทรงเครื่อง หรือสำรับคาวอร่อยๆ อย่าง ขนมจีนราดน้ำเคยหรือน้ำยากระท้อน แกงโบราณอย่าง แกงขมิ้น แกงใบพาโหม หลนไตปลา กุ้งส้มนึ่ง จิ้งจังนึ่ง ฯลฯ กลายเป็นของที่ผู้ซื้อสามารถสอบถามที่มาที่ไปได้อย่างสนุกสนาน จับจ่ายซื้อหาได้สนิทใจ ในราคายุติธรรม

ความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับของกินในลักษณะนี้ นอกจากมีแนวโน้มจะเป็นกระแสหลักในการแสวงหาอาหารปลอดภัยในอนาคตแล้ว ยังสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต-ผู้บริโภค ไปด้วยในตัว

นอกจากความบันเทิงในรสชาติ หลาดใต้โหนดทุกครั้งยังรื่นรมย์ด้วยวงดนตรีโฟล์กสลับการแสดงของเด็กๆ อย่างเช่น ลิเกฮูลู จากบ้านนกรำ อำเภอกงหรา บางครั้งก็เป็นโนราเด็กน้อย พอให้การจับจ่ายซื้อของไม่จำเจจนเกินไปสำหรับการมาเป็นครอบครัว

และหากจะพูดถึงความยั่งยืน การมีส่วนร่วม คณะทำงานเลือกที่จะให้โอกาสทั้งคนในพื้นที่และพ่อค้าแม่ขายเข้าร่วมพูดคุยเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงาน การเพิ่ม-ลด-ปรับปรุงเรื่องต่างๆ พยายามไม่ผูกติดกับตัวบุคคล เพื่อให้หลาดนี้เป็นของส่วนรวมมากที่สุด

“…เราต้องประนีประนอมมาก ต้องคุยกันแยะ มันไม่สามารถจะไล่ใครออก หรือบอกใครให้เลิกขายไปได้ง่ายๆ หรอก” ผู้ประสานงานคนหนึ่งว่าไว้อย่างนั้น ในวันที่หลาดใต้โหนดสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้อย่างน่าพึงพอใจ

ดังนั้น เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดก็คงจะเห็นได้ว่า หลาดใต้โหนดย่อมพัฒนาไปสู่ความเป็นตลาดอินทรีย์สมบูรณ์แบบได้ไม่ยากนักในอนาคตอันใกล้

แต่เมื่อดูเผินๆ หลาดใต้โหนดก็คล้ายจะเหมือนๆ กับ “ตลาดโบราณที่เพิ่งสร้าง” หลายๆ แห่งทั่วประเทศ ที่บางแห่งก็ดำเนินการโดยวัดบ้าง อบต. บ้าง หรือไม่ก็เจ้าของที่ดินหรือนายทุนรายใหญ่ แต่จุดที่เห็นได้ว่าต่างกันอย่างสำคัญก็คือ ความพยายามเอาใจใส่แก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องภาชนะบรรจุ การเก็บขยะ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับแหล่งที่มา ภูมิหลัง และรสชาติสินค้าที่ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

ผมเผอิญได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การ “ชิมขนม” ของคณะยอดฝีมือระดับพระกาฬด้านขนมพื้นบ้านของพัทลุง ซึ่งได้ร่วมกันชิมและวิจารณ์รสชาติ กลิ่น ลักษณะของเนื้อ ตลอดจนการห่อมัดรัดร้อยของขนมทุกเจ้าอย่างละเอียดลออในครั้งคราวหนึ่ง มันทำให้เห็นความอัศจรรย์ที่ว่า กระบวนวิธีการทำขนมโบราณเป็นศาสตร์ที่มีจุดบรรลุในแต่ละสูตรอยู่จริงๆ

ขนมตาล เจ้านี้กลิ่นยังอ่อนไป เนื้อไม่ฟู แถมยังไม่ได้เฉือน “เส้นขม” ออกก่อน…ขนมจ้าง เจ้านี้น่าจะใส่น้ำประสานทอง (บอแรกซ์) ต้องไปบอกไปเตือนเขา…ขนมขี้มัน เจ้านี้ยัง “ไม่ถึงพาย” (คือยังกวนไม่นานพอ)…สาคู เจ้านี้อ่อนกะทิ แถมยังหวานเกินไป..สาคูไส้หมู น่ะดีแล้ว ฯลฯ

ส่วน บี้ฮุ้นสดนั้น คุณอาผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับหลับตา ยิ้มน้อยๆ ปากก็พึมพำว่า “กินทีไรก็อร่อยเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนเลย ฉันกินมากี่สิบปีก็ไม่เคยเปลี่ยน…”

แน่นอนว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ถูกส่งกลับไปยังเหล่าแม่ค้าขนมในการประชุมหลังเลิกหลาด เป็นบทสนทนาที่จะก่อเกิดคำถาม คำตอบ การแสวงหา และการทดลอง อันไม่รู้จบในวัฒนธรรมอาหารป่า นา เล เมืองพัทลุงต่อไป

มันคงมีเสน่ห์ลึกลับบางอย่างในรสชาติของอาหาร ตลอดจนการประกอบสร้างมันขึ้นมา ที่ทำให้อาหารในโลกสมัยใหม่ (หรืออาจบางที ในทุกๆ ยุคสมัยที่ผ่านมา) เป็นมากกว่าอาหาร หากมันคือ การเชื่อมต่อระหว่างเรากับโลกใบอื่นๆ ที่อาจยังไม่ชัดเจนนัก ด้วยวิธีเฉพาะของมัน…บทสนทนาที่เข้มข้น คำถามที่ลึกซึ้ง ความอาทรต่อปัญหาที่ผู้ปรุงกำลังประสบอยู่รอบตัว ย่อมบันดาลให้โลกใบใหม่นั้นเป็นโอชะทางปัญญาที่แสนอิ่มเอมไปด้วยพร้อมๆ กัน

อย่างเช่นโลกที่ยำจิ้งจัง ขนมจีนแป้งข้าวสังข์หยด ขนมเจาะหู และขนมใบคนที แนะนำให้ผมรู้จักในตอนสายของวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม ใต้เงาร่มต้นโหนดโบราณเหล่านั้น…

%d bloggers like this: